You are here

CG and corruptions News - 1 August 2017

คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์บัณฑิต: สามประเด็นที่ธุรกิจไทยต้องจริงจัง - กรุงเทพธุรกิจ

โต้6ปม'จำนำข้าว'ปูแถลงปิดคดีวันนี้ 1ชม.ยันคุ้มค่า - มติชน

จ่ายใต้โต๊ะตัดตอนค้ามนุษย์ ดีเอสไอแฉเล่ห์ป้องกันเจ้าหน้าที่ติดตามเส้นทางการเงิน - โพสต์ทูเดย์

'วิลาศ' จี้ปลด 'กร.' ยกชุด ปมตั้ง 'รองเลขาฯสภา' - สยามรัฐ

คอลัมน์ สมหมาย ภาษี: ถึงเวลาต้องปฏิรูป ระบบงบประมาณไทยเสียที - มติชน

คอลัมน์ ซุบซิบ..กทม. - แนวหน้า

คอลัมน์ น.ต.ประสงค์ พูด: กินปลาต้องระวังก้าง - แนวหน้า

คอลัมน์ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์: ก่อนจะปฏิรูปตำรวจ - มติชน

คอลัมน์ เปลวสีเงิน คนปลายซอย: ประเพณีกดดันศาล - ไทยโพสต์

คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์บัณฑิต: สามประเด็นที่ธุรกิจไทยต้องจริงจัง - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ดร.บัณฑิต นิจถาวรbandid.econ@gmail.com

ช่วงนี้ ผมไปพูดเรื่องการกำกับดูแลกิจการให้กับบริษัทเอกชนบ่อย สัปดาห์หนึ่งหลายครั้ง ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด จากความรับผิดชอบปัจจุบันในฐานะกรรมการผู้อำนวยการสถาบันไอโอดีและเลขาธิการโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนในการต่อต้านการทุจริตหรือ CAC

ที่พูดบ่อยก็เพราะความสนใจของบริษัทเอกชนเรื่องการกำกับดูแลกิจการมีมากขึ้น ซึ่งไม่ได้มาจากกฎเกณฑ์ทางการหรือของหน่วยงานกำกับดูแลที่บังคับให้ทาแต่มาจากความตระหนักของผู้ประกอบการและกระแสขับเคลื่อนของสังคมหรือผู้ร่วมตลาดที่อยากเห็นการทำธุรกิจในประเทศมีความโปร่งใส มีความรับผิดชอบและทำธุรกิจอย่างถูกต้อง เพื่อสร้างกลไกตลาดที่เข้มแข็งให้กับประเทศ นำไปสู่การเติบโตของภาคธุรกิจและการจัดสรรทรัพยากรเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ

แต่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นนี้ มี 3 ประเด็นที่ภาคธุรกิจควรต้องสร้างความเข้าใจใหม่และต้องทำจริงจัง เพื่อช่วยธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง นำมาสู่ประโยชน์ที่ทุกๆ ฝ่ายในสังคมจะได้จากภาคธุรกิจของประเทศอย่างแท้จริง

1. คือ ลดการทำธุรกิจที่มุ่งแต่หากำไรโดยไม่สนใจหรือคำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นตามมา แม้กาไรนั้นจะเกิดจากการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ผิดกฎหมายหรือขาดจริยธรรม นี่คือเรื่องแรกที่ต้องจริงจัง เพราะพฤติกรรมธุรกิจดังกล่าวได้สร้างผลลัพธ์ที่เป็นปัญหาให้กับสังคมมากมายขณะนี้ เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่นับวันจะรุนแรง การทุจริตคอร์รัปชันที่เป็นปัญหารุนแรงของประเทศและแก้ยาก และการเกิดขึ้นแพร่หลายของพฤติกรรมธุรกิจที่ไม่เหมาะสมและผิดกฎหมายต่างๆ

ในกรณีของภาคธุรกิจไทย แม้แนวโน้มในการวางระบบธุรกิจให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่ดีจะมีมากขึ้น แต่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ควรทำก็ยังมีอยู่มาก ไม่มีใครปฏิเสธสะท้อนจากข่าวต่างๆที่ออกมาเสมอที่บริษัทหรือผู้ประกอบการหาประโยชน์ให้กับตนเองหรือองค์กรโดยทำผิดกฎหมาย

แน่นอนการทำธุรกิจต้องมีกำไร แต่ถ้ากำไรนั้นมาจากการทำผิดกฎหมายหรือทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผลกระทบและความเสียหายต่อตนเองและคนอื่นๆก็จะเกิดขึ้นตามมา

ประเด็นนี้ผมว่านักธุรกิจทุกคนตระหนักและบางคนจะยิ้มเมื่อพูดถึง เพราะเป็นเรื่องที่ส่วนใหญ่ตระหนักดี แต่บางคนก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนหรือหยุดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้

สาเหตุหนึ่งก็เพราะการทำธุรกิจถูกขับเคลื่อนโดยเป้าธุรกิจระยะสั้นหรือลัทธิมองสั้น (shorterm-ism ) มากเกินไป ที่มุ่งแต่กำไรระยะสั้นและผูกผลตอบแทนของผู้บริหารไว้กับเป้าหมายกำไรระยะสั้นโดยไม่สนใจเรื่องอื่นๆ จนเกิดการทำผิดกฎหมายได้ง่ายเพราะผู้บริหารต้องการทำเป้าเพื่อให้ได้ผลตอบแทน

การตั้งเป้าธุรกิจเป็นเรื่องของคณะกรรมการบริษัท กรรมการจึงต้องตระหนักถึงผลของการตั้งเป้าที่อาจสร้างความเสียหายต่อองค์กรตามมา เพราะฝ่ายบริหารจะมุ่งแต่ทำเป้าจนอาจเลือกวิธีการที่ไม่ถูกต้อง กรณีบริษัทโฟล์คสวาเกนก็เป็นตัวอย่างที่ดีของปัญหาลักษณะนี้

ข้อคิดจากเรื่องนี้ก็คือการมุ่งแต่กำไรระยะสั้นอย่างเดียวมักสร้างปัญหาตามมาเสมอ และอาจทำให้กำไรของบริษัทในอนาคตจะไม่มีหรือลดลง เพราะไม่ได้ลงทุนหรือให้ความสำคัญกับเรื่องระยะยาวไว้ก่อนหรือถูกจับกุมดำเนินคดีจากเรื่องที่ทำไว้ในอดีต

ดังนั้นการตัดสินใจต้องตระหนักทั้งผลระยะสั้นและผลระยะยาว ซึ่งเป็นเรื่องที่นักธุรกิจทราบดี แต่บางคนก็ยังทำใจให้อยู่กับเรื่องที่ถูกต้องไม่ได้ นี่คือสิ่งแรกที่ต้องเปลี่ยนและจริงจัง

2. น่าดีใจว่าการกำกับดูแลกิจการหรือธรรมาภิบาลเป็นเรื่องที่ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ตระหนักแต่ความเข้าใจยังแตกต่างกัน บางคนยังมองการกำกับดูแลกิจการว่าเป็นเรื่องของการปฏิบัติตามเกณฑ์ (compliance)ให้ตรงกับระเบียบทางการหรือเพื่อให้ได้คะแนนประเมินด้านซีจีที่ดีในสายตานักลงทุน ไม่ได้มองการกำกับดูแลกิจการที่ดีว่าเป็นเรื่องของการสร้างระบบการทำงาน วิธีปฏิบัติ และแนวคิดในองค์กรที่จะสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจของบริษัทในระยะยาว

ประเด็นคือการปฏิบัติตามเกณฑ์เป็นเรื่องที่ต้องทำแต่การปฏิบัติตามเกณฑ์อย่างเดียวโดยไม่สร้างมูลค่าใหม่ให้กับธุรกิจของบริษัท ก็จะไม่สามารถสร้างการเติบโตที่ต่อเนื่องให้กับบริษัทได้ การกำกับดูแลกิจการที่ดีจึงควรหมายถึงการสร้างมูลค่าให้บริษัทสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง

และจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคณะกรรมการหรือผู้นำบริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องวิสัยทัศน์ แผนกลยุทธ์ ผลประกอบการ การบริหารความเสี่ยง วัฒนธรรมองค์กรด้านจริยธรรมที่เข้มแข็ง ระบบการควบคุมที่เพียงพอและมีประสิทธิภาพ และการสร้างความไว้วางใจและการยอมรับในสายตาของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามเกณฑ์ นี่คือความหมายของการกำกับดูแลกิจการที่บริษัทไทยต้องพยายามไปให้ถึง

3. คือความสำคัญของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งเป็นจุดอ่อนของธุรกิจไทย ที่มักจะไม่มองเลยตัวเองออกไปว่าสิ่งที่บริษัทหรือคณะกรรมการบริษัทตัดสินใจทำจะส่งผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆหรือสังคมอย่างไร ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่บริษัทจดทะเบียนไทยได้คะแนนประเมินด้านซีจีต่ำสุด คือ ไม่มีแนวปฏิบัติและนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ไม่มีการกำหนดนโยบายและเปิดเผยแนวปฏิบัติต่อคู่ค้าและเจ้าหนี้ ไม่มีการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริต ไม่มีการกำหนดนโยบายหรือแนวทางในการปกป้องผู้แจ้งเบาะแส หรือจัดให้มีช่องทางสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่จะแจ้งหรือร้องเรียนบริษัทกรณีที่ถูกละเมิดสิทธิ

ความไม่สนใจประเด็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัทไทยมีอยู่มาก แม้ในบริษัทระดับยักษ์ใหญ่ของประเทศ ซึ่งการละเลยและไม่สนใจผลกระทบที่จะมีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนั้นสามารถทำลายโอกาสของการเติบโตในระยะยาวได้ เพราะความไว้วางใจที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีต่อธุรกิจของบริษัทเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนของธุรกิจ

ถ้าบริษัทไม่ให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โอกาสที่บริษัทจะประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องและยาวนานนั้นก็อาจจะยาก นี่คืออีกหนึ่งบทบาทที่บริษัทไทยควรต้องจริงจังและให้ความสำคัญ เพราะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญต่อความยั่งยืนของธุรกิจ

นี่คือ 3 ประเด็นที่ภาคธุรกิจไทยต้องพยายามเปลี่ยน ต้องเดินออกจากพฤติกรรมปัจจุบันไปสู่พฤติกรรมใหม่ ลดการทำกำไรอย่างผิดกฎหมายและขาดจริยธรรม มองการกำกับดูแลกิจการว่าเป็นหน้าที่ของการสร้างมูลค่าให้กับบริษัทในระยะยาว และให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ

โต้6ปม'จำนำข้าว'ปูแถลงปิดคดีวันนี้ 1ชม.ยันคุ้มค่า - มติชน ฉบับวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560

นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการแถลงปิดคดีจำนำข้าวในวันที่ 1 สิงหาคม ว่า เรื่องนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ดำเนินการเองทั้งหมดตนเป็นผู้ให้ข้อมูลเท่านั้น คิดว่าท่านมีความพร้อม 100% สำหรับการแถลงปิดคดีรับจำนำข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์พร้อมคณะจะเดินทางไปถึงศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯก่อนเวลา 09.00 น. ตามที่ศาลได้นัดไว้ คาดว่าจะเริ่มแถลงปิดคดีในเวลา 09.30 น.

เมื่อถามว่าการแถลงปิดคดีจะใช้เวลาได้มากน้อยเท่าใด นายนรวิชญ์กล่าวว่า น่าจะไม่เกิน 1 ชั่วโมง คิดว่าการพูดจะพอดีๆ ไม่มากไปหรือไม่น้อยไป น.ส.ยิ่งลักษณ์ เลือกหัวข้อที่จะดำเนินการพูดเองทั้งหมดเพื่อยืนยันในความบริสุทธิ์

รายงานข่าวจากคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แจ้งว่าด้วยว่า สำหรับเนื้อหาที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะแถลงปิดคดีจะมี ทั้งสิ้น 20 หน้า ครอบคลุมทั้ง 6 ประเด็น เพื่อชี้แจงข้อกล่าวหาการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอาญามาตรา 157 โดยจะยืนยันถึงความบริสุทธิ์ในการบริหารราชการแผ่นดินในขณะที่ดำรงตำแหน่ง โดยเฉพาะโครงการการรับจำนำข้าวเป็นนโยบายสาธารณะที่ได้แถลงต่อรัฐสภาจะยกเลิกไม่ได้ เป็นโครงการที่เป็นการดำเนินโครงการโดยมุ่งหวังให้ประชาชนมีความสุข ลืมตาอ้าปากได้ และยืนยันไม่ได้ เพิกเฉย รวมทั้งจะยืนยันด้วยว่าโครงการดังกล่าวส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวมและต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมเศรษฐกิจของประเทศ (จีดีพี) เป็นโครงการที่มีประโยชน์ มีความคุ้มค่า อีกทั้งไม่เคยละเลยที่จะปล่อยให้มีการทุจริตในการระบายข้าว นอกจากนี้ การแถลงเพื่อปิดคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะชี้ให้เห็นถึงการไม่ได้รับความเป็นธรรมต่างๆ ตั้งแต่การชี้มูลความผิดมาจาก ป.ป.ช.หรือกรณีที่ฝ่ายอัยการโจทก์มีการเพิ่มเติมเอกสารมากกว่า 60,000 หน้า ซึ่งอยู่นอกสำนวนและไม่ได้รับไต่สวนมาก่อน รวมทั้งที่รัฐบาลใช้อำนาจฝ่ายบริหารออกคำสั่งทางปกครองให้ชดใช้ค่าเสียหาย ยึดทรัพย์ ชี้นำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดจึงอยากจะขอให้ศาลพิจารณาถึงความเป็นธรรม

แจงอัยการโจทก์ทำคำแถลง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนอัยการโจทก์นั้น ในวันที่ 1 สิงหาคมจะติดตามฟังการแถลงปิดคดีด้วยวาจาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จำเลย ต่อไป โดยอัยการกำลังจัดทำคำแถลงปิดคดียื่นเป็นลายลักษณ์ต่อศาลภายในวันที่ 15 สิงหาคม ตามที่ศาลกำหนด จะเป็นการสรุปพยานโจทก์ว่าพยานที่นำสืบมานั้นปากใดที่สนับสนุนข้อกล่าวหาที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในประเด็นปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด กรณีไม่ยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวจนเกิดความเสียหายแก่รัฐ และประเด็นปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตจากการปล่อยให้โครงการรับจำนำข้าวยังดำเนินต่อไปกระทั่งมีการทุจริตของบุคคลในขั้นตอนกับโครงการที่เกี่ยวเนื่อง และข้อโต้แย้งของจำเลยนั้นฟังไม่ได้เพราะอะไร

สำหรับข้อกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ หากถูกตัดสินละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ระวางโทษจำคุกเช่นเดียวกัน แต่โทษปรับสูงกว่า คือ 20,000-200,000 บาท ทั้งนี้การระวางโทษปรับดังกล่าว เป็นคนละส่วนกันกับมูลค่าความ เสียหายทางแพ่ง

จ่ายใต้โต๊ะตัดตอนค้ามนุษย์ ดีเอสไอแฉเล่ห์ป้องกันเจ้าหน้าที่ติดตามเส้นทางการเงิน แจง15คดีอยู่ระหว่างดำเนินการ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560

พ.ต.ท.คมวิชช์ พัฒนรัฐ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยความคืบหน้าคดีค้ามนุษย์ที่เกี่ยวพันกับเจ้าหน้าที่รัฐในคดีค้ามนุษย์ว่า ขณะนี้รัฐบาลได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำคดีดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง แต่การ ทำคดีค้ามนุษย์ต่างจากการทำคดี อาญาทั่วไป เพราะคดีจะมีความสลับซับซ้อนและกลุ่มขบวนการดังกล่าวมีการตัดตอนเพื่อไม่ให้สาวถึงตัวบงการใหญ่ หากเร่งรัดทำคดีหรือสรุปสำนวนเร็วจะทำให้เกิดปัญหาไม่สามารถเชื่อมโยงถึงตัวบุคคลสำคัญได้

ทั้งนี้ หลายคดีที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีของพนักงานสอบสวน พบว่าจะมีการจ่ายเป็นเงินสดเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ติดตามเส้นทางการเงินได้ ส่วนคดีค้ามนุษย์ 15 คดี ที่คณะอนุ กรรมการฯ รับมาทำนั้น รัฐบาลเป็นผู้ส่งมา ซึ่งสำนวนคดีทั้งหมด บางคดีอยู่ในความรับผิดชอบของ สตช. ดีเอสไอ ป.ป.ท. และ ปปง. หลายคดีเป็นการขยายผลสืบสวนสอบสวนของดีเอสไอ และส่งต่อให้ ป.ป.ท.ดำเนินการ

พ.ต.ท.คมวิชช์ กล่าวว่า การทำคดีค้ามนุษย์ สังคมอาจมองว่าล่าช้า แต่ ในฐานะผู้ที่ทำคดีมองว่าไม่ช้าสำหรับคดีใหญ่ๆ เฉลี่ยแต่ละคดีจะใช้เวลาประมาณ 1 ปีตั้งแต่เริ่มสอบสวนจนกระทั่งสรุปสำนวนส่งให้อัยการ แต่กรณีที่เป็นคดีเล็กๆ ไม่สลับซับซ้อนจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน

อย่างไรก็ตาม หลังจากรัฐบาล ได้เร่งรัดให้พนักงานสอบสวนทำคดี ให้เร็วขึ้นคาดว่าแต่ละคดีจะใช้เวลาประมาณ 8 เดือน หากเร่งรัดรวบรัด มากก็จะไม่เป็นผลดีต่อรูปคดี นอกจากนี้ยังมีปัญหาพยานไม่กล้าซัดทอด ผู้เกี่ยวข้องหรือตัวการใหญ่เนื่องจากเกรงกลัวอิทธิพล

สำหรับคดีค้ามนุษย์ทั้ง 15 คดีนั้น จำนวนนี้ 10 คดีเป็นคดีที่ยังอยู่ระหว่างอุทธรณ์และฎีกา ส่วนที่เหลืออีก 5 คดีอยู่ระหว่างการสอบสวน และเป็นคดีที่อยู่ในชั้นไต่สวน

'วิลาศ' จี้ปลด 'กร.' ยกชุด ปมตั้ง 'รองเลขาฯสภา' - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ปชป.- นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ กล่างถึงการเสนอชื่อแต่งตั้งรองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทั้งที่คนถูกเสนอชื่อคือ น.ส.สุนทรรักเมือง อดีตผู้อำนวยการกองคลังรัฐสภาถูกตรวจสอบในคดีทุจริตรัฐสภา เหตุใดกรรมการสรรหาจึงเสนอชื่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตให้เข้ามารับตำแหน่ง

นายวิลาศระบุว่า รายชื่อรองเลขาฯสภาผู้แทนราษฎรเคยถูกเสนอชื่อในการประชุม คณะกรรมการข้าราชการรัฐสภาหรือ กร. แล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ต่อมามีการประกาศรับสมัครรองเลขาฯ สภาใหม่ เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2560 ก็มีผู้สมัครชุดเดิมที่เคยไม่ผ่านการสรรหา เข้ามาอีกรอบแต่ครั้งนี้ กรรมการสรรหากลับให้ผ่านการสรรหา ตัวเองจึงได้ทำหนังสือไปขอรายละเอียดการสอบสวนของข้อมูลของ น.ส.สุนทร จากสภาว่ามีความคืบหน้าอย่างไรแต่ถูกเลขาฯ สภาปฏิเสธ โดยอ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งๆ ที่ตนเป็นคนยื่นตรวจสอบการทุจริตในสภาทั้ง 20 เรื่องที่ น.ส.สุนทรเกี่ยวข้องด้วย และจากสารของเลขาฯ สภาผู้แทนราษฎร นายสรศักดิ์ เพียรเวช ระบุว่าเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐให้เป็นไปอย่างโปร่งใสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว แต่กลับไม่ให้ข้อมูลตน จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาให้เลขาฯสภาลาออกหรือไล่ออก พร้อมทั้งควรให้กรรมการ กร. แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก ที่ปล่อยให้ผู้มีคดีทุจริตและอยู่ระหว่างตรวจสอบ ผ่านเข้ามาเป็นรองเลขาฯ สภา

นายวิลาศยังตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดจึงมีการดัน น.ส.สุนทร กลับเข้ามาอีก ทั้งๆที่มีมลทิน หรือจะให้เข้ามาดูแลสำนักการคลังและงบประมาณเพื่อจ่ายเงิน โครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ โดยผ่าน 3 ทหารเสือ คือ สนช. ที่เป็นที่ปรึกษาโครงการ 2.หน้าห้องประธาน สนช. และ 3.ตัวแทนบริษัทรับเหมาก่อสร้างรัฐสภาใหม่ทั้งนี้หากมีการโปรดเกล้าฯ รองเลขาฯสภาคนนี้จริง แล้วเรื่องที่ ป.ป.ช. และสตง. ชี้มูลอยู่ใครจะรับผิดชอบ พร้อมถามกลับ คนดีที่ไม่มีมลทินในสภาไม่มีแล้วใช่หรือไม่ ตัวเองจึงจะดำเนินการติดตามเรื่องนี้และจะตรวจสอบ หากไม่ดำเนินการใดๆ จะใช้ช่องทางตามมาตรา 157 ให้ถึงที่สุด

คอลัมน์ สมหมาย ภาษี: ถึงเวลาต้องปฏิรูป ระบบงบประมาณไทยเสียที - มติชน ฉบับวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ขณะนี้ก็ใกล้ที่จะเห็นงบประมาณแผ่นดินประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 วงเงินทั้งสิ้น 2.90 ล้านล้านบาท ออกมาแล้ว เครื่องมือสำคัญที่สุดในการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลก็คืองบประมาณแผ่นดิน โดยมีสำนักงบประมาณซึ่งใหญ่เหมือนศาลพระพรหมเป็น ผู้ดูแลรับผิดชอบ ที่ว่าใหญ่ก็เพราะใครๆ ก็ต้องไปขอ ไปคารวะไปผูกมิตรไมตรีด้วย ไม่ใช่เฉพาะในวงราชการและรัฐวิสาหกิจที่ต้องการใช้เงินเท่านั้น ธุรกิจเอกชนจำนวนไม่ใช่น้อยที่ต้องวิ่งเข้า-ออกอยู่เป็นอาจิณ เหตุที่สำนักงบประมาณใหญ่โตนั้น ไม่ใช่เป็นผู้จัดสรรเงินของชาติของแผ่นดินเท่านั้น แต่ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณยังมีตำแหน่งเท่ากับปลัดกระทรวง และขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว

เป็นเรื่องน่าประหลาดที่ใครๆ ทั้งคนของรัฐและนักธุรกิจเอกชน ต้องไปวิ่งหา ทั้งๆ ที่คนเหล่านั้นต่างก็รู้ดีด้วยกันทั้งนั้นว่า เงินงบประมาณนั้นมาจากภาษีอากรของประเทศ โดยเป็นเงินที่คนไทยทุกคนที่อยู่ในประเทศนี้ ไม่ว่าจะลูกเด็กเล็กแดงต้องจ่าย อย่าคิดว่าคนฐานะด้อยรายได้น้อย หรือขอท่านไม่ต้องจ่ายภาษีเขาเหล่านั้นไม่ต้องจ่ายภาษีเงินได้ แต่ตราบใดที่มีลมหายใจยังต้องบริโภคอาหาร น้ำ ยา หรือสุรายาเมา เขาก็มีส่วนเสียภาษีด้วยกันทั้งนั้นไม่มียกเว้น แต่คนไทยมักไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เมื่อใดที่หลีกเลี่ยงไม่เสียภาษีได้ก็ทำ เมื่อใดที่หนีภาษีได้ก็ดีใจ ซึ่งเรื่องแบบนี้ในประเทศนี้ คนรวยมักเก่งกว่าคนจน ยิ่งรวยมากยิ่งเก่งมาก ขอให้เชื่อเถอะครับ

ปัจจุบันถ้าผู้เสียภาษีเข้าใจและรู้สึกเสียดายเงินภาษีที่ตนจ่ายไปอย่างถูกต้อง ผู้เสียภาษีในต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งทุกประเทศเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าคนไทยมาก เขาจะรู้ว่าเขาคือ เจ้าของแผ่นดินตัวจริง เขาก็จะสนใจการใช้จ่ายเงินภาษีอากรของรัฐบาล ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลการจัดสรรจนถึงการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน บางคนอาจจะเถียงว่าไม่ต้องไปสนใจแล้ว เพราะเขาได้เลือกผู้แทนไปทำหน้าที่ดูแลในรัฐสภาแล้ว ที่จริงก็ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย เอาเป็นว่าตอนที่เรามีประชาธิปไตย ไม่ใช่ในขณะนี้

เมื่อมองถึงระบอบประชาธิปไตย การกำกับดูแลการจัดสรรงบประมาณให้ดีและมีประสิทธิผลได้ผู้แทนที่ประชาชนเลือกมาต้องดีและมีคุณภาพ และที่สำคัญที่สุด ตัวผู้กำกับดูแลสำนักงบประมาณ จะต้องเป็นผู้ที่มีสติปัญญาเหมือนบัณฑิต มีคุณธรรมพร้อมทั้งความจริง ความงาม และความดี และมีความรู้ความสามารถ ที่ถึงระดับเพียงพอ จึงจะกำกับดูแลการจัดสรรปันส่วนเงินของชาติ เพื่อความเจริญเติบโตของประเทศที่ยั่งยืนในระยะยาวได้

ระบบและวิธีการในการจัดสรรงบประมาณประจำปีของไทยนั้น ไร้ประสิทธิภาพแค่ไหน ฟอนเฟะอย่างไร และก่อให้เกิดความสูญเสียเงินภาษีอากรของประเทศแต่ละปีขนาดไหน คำตอบในเรื่องเหล่านี้มีหลายๆ ท่านพอจะตอบได้ ทั้งข้าราชการ นักการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ทรงเกียรติและผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย ที่เคยนั่งทำงานพิจารณากลั่นกรองงบประมาณในฐานะเป็นกรรมาธิการงบประมาณในแต่ละปี ทั้งในช่วงที่มีประชาธิปไตยและช่วงที่ไม่มีประชาธิปไตย ผู้ที่คลุกคลีและสนใจจริงจะมองเห็นปัญหาจนสุดจะพรรณนา

คนที่อยู่ในวงการงบประมาณ ที่อายุยังไม่ถึงเกษียณในปีนี้ อาจไม่ทราบว่า ระบบงบประมาณของไทยเรานั้น ได้มีการปฏิรูปจากระบบโบราณมาแล้วครั้งหนึ่ง ในช่วงปี 2502-2503 ซึ่งมีอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณคนแรก หลังจากนั้นอาจมีการปรับปรุงบ้างเล็กน้อยแต่ไม่มีสาระของการปฏิรูปอายุที่ยาวนานของสำนักงบประมาณ ยั่งยืนยาวนานก็ยิ่งเพาะบ่มปัญหาให้กับประเทศมากขึ้น

ในเรื่องภาระงบประมาณที่มีมากขึ้นตลอดเวลานั้น เช่น เงินเดือนของข้าราชการที่ต้องปรับสูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ งบสวัสดิการต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นเพราะต้องกู้เงินมาสนองนโยบายของรัฐบาล เงินอุดหนุนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญที่มีแต่เพิ่มไม่มีลด หรือเงินอุดหนุนรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนทับทวีเพิ่มขึ้นจนคาดเดาไม่ได้ เหตุเพราะการขาดความรับผิดชอบของเจ้ากระทรวงที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่สำนักงบประมาณเองไม่สามารถแก้ไขได้ นั่นไม่ว่ากัน แต่การจัดสรรงบค่าใช้จ่ายประจำที่จำเป็นด้านต่างๆ นั้น สำนักงบประมาณควรต้องทำให้มีประสิทธิผลมากกว่านี้

อยากจะบอกกล่าวให้เจ้าของประเทศผู้เสียภาษีทั้งหลายทราบว่า งบประมาณแผ่นดินของไทยทุกวันนี้ ถูกจัดสรรโดยขาดการพิจารณาดูแลอย่างเอาใจใส่ของข้าราชการ ตลอดจนรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในแต่ละกระทรวง ท่านผู้เสียภาษีทั้งหลายที่ไม่ได้สัมผัสกับการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งอาจรู้เพียงว่า ยามเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลไม่มีเตียงให้นอน ต้องรอเป็นสัปดาห์ รู้เต่เพียงว่า จะให้ลูกเต้าเข้าเรียนในระดับการศึกษาที่สูงกว่าการศึกษาภาคบังคับ ต้องเป็นทุกข์เป็นร้อนแทบตาย ฯลฯ จะเชื่อหรือไม่โปรดลองพิจารณาดูหน่อย

เริ่มจากขั้นต้นในการจัดเตรียมยื่นคำของบประมาณของหน่วยงานในแต่ละกรมกอง จะถูกจัดทำโดยเจ้าหน้าที่ระดับล่าง แล้วเสนอท่านผู้อำนวยการกอง จากนั้นส่งต่อไปที่อธิบดี โดยผ่านระดับรองอธิบดีแล้วสุดท้ายไปถึงปลัดกระทรวง ทางเดินของงบประมาณในขั้นเตรียมคำของบประมาณในช่วงนี้น่าเข้าไปเรียนรู้มาก ถ้าจะถามว่าแต่ละกรมกองเขาพิจารณาจากอะไร คำตอบคือจากของเก่า งบปีที่แล้ว แล้วปีที่แล้วดูกันดีไหม เชื่อขนมกินได้ว่าไม่ดีเลย ทำไมไม่ดี เพราะมองแบบผิวเผินแล้วใส่ความต้องการเอาแต่ได้ เอาแต่ข้าอยากสบาย มีคนให้มาก มีเครื่องใช้ไม้สอยให้ใหม่และมากเข้าไว้ แต่เนื้องานจริงๆ มีอะไร ตอบไม่ได้ชัด แต่นำไปเขียนแนวยุทธศาสตร์ เป้าหมาย วิสัยทัศน์ได้สวยหรู ผลที่ออกมาคืออะไรทราบไหมครับ ก็งบประมาณที่ขอมาทั้งหมดทุกกระทรวง ทบวง กรม มันมากกว่าวงเงินงบประมาณรวมที่กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณกำหนดไว้ถึงกว่าเท่าตัว เป็นอย่างนี้ทุกปี นี่คือจุดบอดที่ใหญ่ที่สุดของระบบงบประมาณไทย

เมื่อตัวเลขที่เสนอขอจากงบประมาณเป็นเช่นนี้ ต่อไปมีใครทราบไหมครับว่า สำนักงบประมาณไปทำอย่างไร หรือไปเล่นกลอะไร ตัวเลขจึงลงมาอยู่ในกรอบวงเงินงบใหญ่ของประเทศ สำนักงบประมาณซึ่งมีกำลังคนไม่เกิน 950 คน จะมีเวลาและความสามารถอย่างไรในตัดทอนงบที่ขอจากหน่วยงานลงมาเท่าตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้สะท้อนยุทธศาสตร์ที่เขียนไว้อย่างสวยหรู ให้คณะรัฐมนตรีและรัฐสภาได้ฟังแล้วเกิดภาวะภาคภูมิ และคล้อยตาม ซึ่งในข้อเท็จจริงตามกระบวนการของงบประมาณ จะเป็นระบอบประชาธิปไตยหรือเผด็จการ เมื่อถึงขั้นการพิจารณาในสภา รัฐสภาก็ต้องคล้อยตาม มิฉะนั้นก็ต้องล้มรัฐบาล หารัฐบาลมาใหม่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

ที่กล่าวมาถึงวิธีการทำงบประมาณตั้งแต่ระดับกอง ระดับกรม ระดับกระทรวง จนถึงคณะรัฐมนตรีแล้วไปที่รัฐสภาในขั้นสุดท้ายให้เห็นนั้น ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า ผู้ทำงบประมาณของชาติจริงๆ จะอยู่ที่สองจุดเท่านั้น

จุดแรกจะเป็นข้าราชการระดับกลางและล่างของกระทรวงต่างๆ ซึ่งยังไม่มีวิสัยทัศน์ที่ดีพอ ยังไม่รู้ยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติที่ลึกซึ้งพอ ยังแยกไม่ออกว่างบไหนจะพัฒนาชาติหรืองบไหนจะเผาผลาญชาติ

และจุดที่สอง คือ ข้าราชการระดับกลางและล่างในสำนักงานงบประมาณ ที่จะเป็นผู้พิจารณาตัดทอนงบที่เสนอมาจากกระทรวงต่างๆ ถึงสองเท่าของงบที่จะจัดสรร ให้เหลือตามกรอบของงบที่จะให้ ก็ลองคิดดูว่าเจ้าหน้าที่ของสำนักงบประมาณจะมีวิจารณญาณจากไหนมาดูว่างานใดควรให้งบเท่านั้นเท่านี้ ควรลดงานลงเท่าใด หรือว่าควรตัดออกเพราะทำไปก็ไม่เกิดผล เหล่านี้เป็นต้น

หากคนที่ไม่เคยรู้เห็นได้เข้าไปเห็นเขาทำงบประมาณกันจริงๆ สักครั้ง คนระดับเสนาบดีอาจจะรู้เสียทีว่าเหตุใดประเทศนี้จึงดูเหมือนว่า ย่ำอยู่กับที่ทุกปีๆ

เมื่อเข้าฤดูทำงบประมาณมักจะมีนักวิชาการพูดถึงแต่ว่า งบประมาณขับเคลื่อนเศรษฐกิจบ้างพูดถึงแต่ว่า งบประมาณจะผลักดันยุทธศาสตร์ชาติบ้าง เหล่านี้เป็นต้น น้อยนักที่จะได้ยินเป็นอย่างอื่น จึงใคร่ขอถือโอกาสนี้บอกกล่าวท่านผู้อ่านทั้งหลายว่า งบประมาณของไทยนั้น คือตัวขับเคลื่อนสิ่งที่ด้อยประสิทธิภาพทั้งหลายในระบบราชการไทยออกมาให้เห็นในทางปฏิบัติเป็นอย่างดี ไม่ว่าการทำโครงการที่สุดจะล่าช้า การพัฒนาที่ไม่มีลำดับความสำคัญ การส่งเสริมรากหญ้า เช่น ด้านเกษตรกรและด้านอื่นๆ ที่ยิ่งส่งเสริมยิ่งตกต่ำ การป้องกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติตั้งแต่ป่าไม้ ต้นน้ำ ปลายน้ำ และธรรมชาติของบ้านเมืองที่สวยงามที่ยิ่งจัดงบให้มากขึ้น กลับยิ่งเสื่อมโทรมลง รวมทั้งเงินทอนของวัดที่เป็นข่าวดังอยู่ทุกวันนี้ และที่เห็นชัดเจนมากคือ ยิ่งงบประมาณแผ่นดินขยายตัวทุกปี การใช้เงินกู้ที่ไม่ต้องอยู่ในระบบงบประมาณแผ่นดิน ก็ยิ่งขยายวงเงินออกไปมากกว่า

และสุดท้าย การทุจริตคอร์รัปชั่นจากการใช้เงินของแผ่นดินก็ยิ่งมีให้เห็นเต็มบ้านเต็มเมืองมากขึ้น

เมื่อพูดถึงงบประมาณแผ่นดินแล้ว หากไม่แตะการทำงบประมาณปี 2561 ที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาวาระสุดท้ายของรัฐสภาในปลายเดือนสิงหาคมนี้ก็ดูกระไรอยู่ ซึ่งงบประมาณปี 2561 นี้ ดูง่ายเพราะจัดทำแบบตื้นๆ มาก เห็นปั๊บก็บอกได้เลยว่า งบประมาณปีนี้ ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นได้ โดยเฉพาะรากหญ้า ชนบท และคนหาเช้ากินค่ำ ไม่มีสิ่งใดเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษเลยสำหรับเขาเหล่านั้น อนิจจาประเทศไทย

ประการแรก ที่เห็นก็คือขนาดของงบประมาณปี 2561 ที่จะออกมานี้น้อยกว่าปี 2560 ที่กำลังจะผ่านไปถึงร้อยละ 0.8 หรืองบติดลบ ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติเสียแล้ว คือ จากปีที่แล้ว 2.923 ล้านล้านบาท เหลือเพียง 2.900 ล้านล้านบาท การตั้งงบประมาณแค่นี้ ดูเหมือนทั้งรัฐบาลจะเข้าใจตรงกันว่าเศรษฐกิจระยะนี้ฟื้นตัวแล้ว แต่ถ้าคนที่ไม่เห็นว่าเศรษฐกิจฟื้นจะถามว่า แล้วควรตั้งงบประมาณปี 2561 ไว้สักเท่าไหร่ จึงจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริงๆ ก็ขอตอบว่าต้องเพิ่มจากเดิมให้เห็นหน้าเห็นหลัง ต้องใช้นโยบายการคลังที่กล้าหาญ ไม่ใช่ยึดติดวินัยการคลังโดยไม่ดูลมฟ้าอากาศ ถ้าเก่งจริงต้องกล้าจัดงบเพิ่มขึ้นอีก 300,000 บาท เป็นอย่างน้อย หรือไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของงบปีที่แล้ว ดังนั้นงบปี 2561 จะต้องเป็น 3.223 ล้านล้านบาท แล้วต้องใช้ส่วนนี้อัดเข้าไปในเรื่องเศรษฐกิจรากหญ้าให้หมด รวมทั้งต้องตัดงบอื่นมาเพิ่มให้รากหญ้า เช่น จากงบของกระทรวงเกษตรฯและจากที่ต่างๆ ที่จัดสรรไม่เป็นเรื่องเป็นราวมาเพิ่มให้มากเท่าที่จะมากได้ ไม่ใช่เอาไปใช้กับการสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง หรือใช้กับโครงการสร้างรถไฟฟ้าใน กทม.และปริมณฑล ที่มุ่งเจาะเข้าพื้นที่สีเขียวที่มีแต่พวกคนมีเงินไปซื้อที่ดินดักรอไว้

ประการที่สอง ถ้าจะถามว่าหากรัฐบาล คสช.มีความห้าวหาญบ้าบิ่น กล้าเพิ่มงบประมาณตามจำนวนที่ว่า จะเป็นอย่างไร คำตอบเรื่องนี้อาจต้องให้แพทย์มาชี้แจง ซึ่งอาจได้คำตอบว่า คนที่เซลล์บางส่วนของสมองไม่ทำงาน มีแต่ความบ้าบิ่น บ่อยครั้งจะเกิดจุดบอด เพราะความกลัวในส่วนลึกของสมองจะฉุดรั้งไว้ จะไม่กลัวได้อย่างไรในเมื่อประมาณการรายได้เต็มที่ของรัฐในปี 2561 ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารงบประมาณ มีแค่ 2.450 ล้านล้านบาทเท่านั้น หากขืนตั้งงบรายจ่าย 3.223 ล้านล้านบาท งบเงินกู้หรืองบขาดดุลงบประมาณก็จะเป็น 773,000 ล้านบาท หรือเท่ากับร้อยละ 4.9 ของ GDP ไม่ใช่ 450,000 ล้านบาท ตามที่ระบุในเอกสารงบประมาณ

ประการสุดท้าย ถ้าหันไปถามข้าราชการประจำอาวุโสทั้งหลาย ที่ทุกวันนี้ออกข่าวเป็นนกแก้วว่าดีครับท่าน เศรษฐกิจยั่งยืนแล้วครับท่าน ว่าตั้งงบขาดดุลถึงร้อยละ 4.9 ของ GDP จะทำได้ไหม บรรดานกแก้วก็จะตอบพร้อมกันว่า ไม่ได้ครับท่าน ตัวเลขขาดดุลเทียบกับ GDP แล้ว หลุดกรอบครับท่าน เดี๋ยวเงินเฟ้อจะตามมาครับท่าน รัฐบาลจะคุมหนี้สาธารณะไม่ได้นะท่าน ด้านการเงินจะรับไม่ไหวครับท่าน ฯลฯ

ฟังแล้วบรรดาผู้กำหนดนโยบายก็จะขนหัวลุก นี่แหละคือเบื้องหลังการถ่ายทำการจัดสร้างงบ 2561 ตัวจริง

คอลัมน์ ซุบซิบ..กทม. - แนวหน้า ฉบับวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ไผ่ฎำ

มีการตำหนิจากคนในการประปาภูมิภาค (กปภ.) หลายคนว่า กรณีที่อดีตนักการเมืองท่านหนึ่งได้ออกมาทุบเปรี้ยงปร้างให้มีการตรวจสอบความโปร่งใสหรือไม่โปร่งใสของ กปภ.นั้นเป็นเรื่องที่มีการกลั่นแกล้งและหวังผลอะไรบางสิ่งบางอย่าง เพราะการทำงานใน กปภ.มีความโปร่งใสทุกอย่างอยู่แล้ว

เรื่องนี้ในข้อเท็จจริงการที่มีใครสักคน ออกมาร้องทุกข์หรือตั้งข้อสังเกตอะไรใดๆ ในองค์กรรัฐ ถ้าคนภายในองค์กรนั้นไม่หลงตัวเองว่าของตนดีพร้อม องค์กรนั้นย่อมได้ประโยชน์ เนื่องจากหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นของรัฐไม่ว่าจะอยู่ในคราบของรัฐวิสาหกิจหรือราชการ โดยสภาพของความถูกต้องแล้ว คือเป็นของประชาชน หาใช่องค์กรเช่นว่านั้นจะเป็นสมบัติส่วนตัวของบุพการีคนใดไม่ เมื่อเป็นของประชาชน ประชาชนก็ย่อมมีสิทธิ์ตรวจสอบ ได้ตลอดเวลา

ที่จริงก่อนหน้านั้นเคยมีคนร้องสื่อมาเหมือนกันว่าเหตุใดใน กปภ.จึงมีรถประจำตำแหน่งราคาแพง (รถเบนซ์) สีดำจอดไว้เพียบยาวเป็นกิโล (เขาเปรียบเทียบ) ทั้งของที่ปรึกษา กรรมการ ผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯ ไฉนรถ ราคาปานกลางจึงไม่นำมาใช้ ที่สำคัญคนเหล่านี้จำเป็นต้องใช้รถเบนซ์อย่างเดียวใช่ไหม บุคคลเหล่านี้เมื่อมีวาสนาแปลว่าต้องมีความเสี่ยงภัยสูง ใช่ไหม ทำไมทำตัวเป็นเศรษฐี ด้วยการเอาเงินภาษีไปจัดหาแบบนี้ ยิ่งกว่านั้นดูเหมือนใน กปภ.ที่จอดรถ สำหรับผู้ไปติดต่อราชการแทบไม่มีอีกต่างหาก หนำซ้ำที่จอดรถเบนซ์ยังมีการสร้างโรงจอดมีหลังคาปิดไว้เรียบร้อย ทั้งหมดนี้คือ เรื่องที่มีการร้องทุกข์ถึงสื่อ บอกตรงๆ ว่าทีแรกไม่เชื่อว่าเป็นข้อมูลจริง แต่พอได้เข้าไปดูก็เห็นประจักษ์มีรถเบนซ์ประจำตำแหน่งเพียบ แต่ถ้าพูดตามกฎหมายเขามีไว้ ไม่ผิด ทว่าไม่รู้ว่าเคยถามประชาชนเขาบ้างไหมว่าเหมาะสมประการใด เพราะ กปภ.ท่องจำอยู่เป็นวลีตายตัว "ไม่มีงบประมาณ" แม้กระทั่งกองประชาสัมพันธ์เองก็อธิบายฉาดฉาน กปภ.ไม่มีงบประมาณ แถมบางคนในกองประชาสัมพันธ์ยังสำทับสนับสนุนว่า ไม่มี ส่วนสื่อไหนได้โฆษณาไปบางทีก็อยู่ที่ท่านผู้ว่าฯ จะสนิทกับใครหรือสื่อไหนด้วย

พระเจ้าช่วย... นี่เป็นคำตอบที่สุดยอดเยี่ยมจริงๆ ด้วยเหตุนี้ถ้าเป็นลักษณะนี้ก็สมควรแล้วที่มีการร้องทุกข์สงสัยเรื่องเล่าขานใน กปภ. ว่าไปแล้ว "ไผ่ฎำ" เองก็ได้รับการร้องทุกข์มาบ่อยครั้งเช่นกัน แต่คิดมาตลอดการเฝ้าฝันให้องค์กรของรัฐทุกหน่วย หรือเฉพาะ กปภ.องค์กรเดียวบริสุทธิ์ทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ สิ่งไหนบกพร่องให้ว่าไปตามเนื้อผ้า กปภ.ชอบพูดกับชาวบ้านเป็นนิจศีล "ขาดทุน ขาดทุน" อนิจจารถราประจำตำแหน่งที่ใช้ล้วน "อู้ฟู่ ฟู่ฟ่า" เหนืออื่นใด เมื่อช่วงไฟไหม้อาคารนั้นความคลางแคลงใจของคน กปภ.อีกหลายชีวิตตั้งคำถามอยู่เป็นระยะๆ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

คอลัมน์ น.ต.ประสงค์ พูด: กินปลาต้องระวังก้าง - แนวหน้า ฉบับวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560

น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ

การดูคนให้เป็น การใช้คนให้เป็น และการสร้างคนให้เป็นนั้น เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะความล้มเหลวหรือความสำเร็จ ตลอดจนความยุ่งยากทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้น มีเรื่องของคนที่เข้ามามีส่วนร่วมอยู่ด้วยเสมอ

การงานที่รับผิดชอบ ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ล้วนมีคนเข้ามาร่วมทำด้วยเสมอ ถ้าผู้รับผิดชอบในองค์กรนั้นไม่เข้าใจในเรื่องดังกล่าวเกี่ยวกับการดูคน การใช้คน และการสร้างคนให้เป็น เอาแต่คนที่ตนรักตนชอบ หรือคนที่เป็นเพื่อนเป็นฝูง รุ่นน้องรุ่นพี่ มาทำงานหรือมาร่วมงานตลอดเวลาแล้ว ก็เหมือนกับ "กินปลาไม่ระวังก้าง" นั่นเองเพราะจะต้องบาดเจ็บตามไปด้วยจากก้างที่ติดคอระมัดระวังเรื่องก้างติดคอดังกล่าว ก็ต้องหมั่นทบทวนตัวเองตลอดเวลาว่า ตัวเองได้มีพฤติกรรมเหล่านี้ หรือไม่ คือ "เกลียดคนตรง หลงคนคดงอ ชอบคนประจบสอพลอ เหลิงไปกับคำป้อยอจนลืมตัว"

ไม่ระมัดระวังเรื่องดังกล่าวเมื่อไร ก้างติดคอตายแน่ยิ่งถ้าเป็นคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบสูงๆในระดับประเทศด้วยแล้ว ยิ่งต้องระมัดระวังในเรื่องอย่างนี้ให้มาก เพราะความบาดเจ็บจากก้างที่ติดคอนั้น มันติดคอไปถึง ชาวบ้านชาวช่องทั้งหลายด้วยในบ้านเมือง จากผลแห่ง "การกินปลาไม่ระวังก้าง" ของผู้มีหน้าที่รับผิดชอบบ้านเมืองคนซื่อคนตรงในบ้านเมืองมีมากในทุกภาคส่วนของประเทศชาติ คนเหล่านี้มีจำนวนไม่น้อยที่ออกมาบอก ออกมาเตือน หรือออกมาแจ้งเรื่องความไม่ชอบมาพากลต่างๆ จากการกระทำของผู้มีหน้าที่การงานในความรับผิดชอบ ว่าทุจริตคดโกงในเรื่องนั้นเรื่องนี้ ขอให้ตรวจสอบหรือจัดการแก้ไขด้วย ซึ่งมีให้เห็นมากขึ้นในระยะนี้ แต่ก็เงียบเฉยหรือถูกว่ากล่าวอย่างโน้นอย่างนี้กลับไปตลอดเวลา เพราะคนที่มีพฤติกรรมไม่ดีจนถูกแจ้งดังกล่าวเป็นคนของตัว หรือเป็นพวกตัว เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องของตัว อย่างนี้เป็นต้น หรือไม่ก็เฉไฉไปใช้วิธีการต่างๆ ในลักษณะของการซื้อเวลาให้เรื่องเงียบหรือหายไปเองในที่สุดเพราะคนลืม อย่างนี้เป็นต้น

เห็นอยู่หลายเรื่องหลายราวในขณะนี้คนคดคนงอ คนประจบสอพลอรอบตัวจึงได้ใจโหมคำป้อยอสารพัดอย่างเข้าไปให้เหลิงมากขึ้น

หลายคนที่อยู่ใกล้ชิดขณะนี้จะมีผลประโยชน์แอบแฝงใดในการกระทำดังกล่าว ไม่ใส่ใจที่จะตรวจสอบ แนะอย่างโน้นอย่างนี้เพราะมีผลประโยชน์แอบแฝงก็ไม่ใส่ใจที่จะรู้หรือระมัดระวัง บางคนติดต่อใกล้ชิดอยู่กับ ต่างประเทศบางประเทศ มีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างไร บ้างก็ไม่ใส่ใจที่จะตรวจสอบ ด้วยเหตุดังกล่าวนี้งบประมาณแผ่นดินอันเป็นภาษีของประชาชนจึงถูกนำออกใช้ไปในโครงการหลายโครงการที่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องทำ ต้อง จัดซื้อจัดหาในขณะนี้ ไม่ว่าจะซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่เริ่มเกิดขึ้นมากขณะนี้ หรือเรื่องรถไฟความเร็วสูงที่ไม่รู้ว่าจะรีบไปหาใครอย่างที่ทำกันอยู่ในขณะนี้ ทั้งๆที่เรื่อง ปากท้องของชาวบ้านแทบไม่มีอะไรจะกิน เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศยังดิ่งหัว การทำมาหากินในระดับล่างย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ล้วนเป็นเรื่องเร่งด่วนและเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องจัดการแก้ไขก่อนเรื่องอื่นจริงๆ

การดูคนเป็นและการใช้คนเป็นจึงสำคัญมากคือต้องดูคนดีที่เป็นคนดีในสายตาของผู้คนทั่วไปด้วย ไม่ใช่คนดีในสายตาของตน หรือของหมู่คณะตนเท่านั้น

คนจะดีหรือเลวไม่ใช่เพราะชาติกำเนิดลูกคนมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ เกิดมาในตระกูลสูงและมั่งมี แต่เป็นคนไม่ดี ก็มีไม่น้อย บางคนเป็นโจรไปเลยก็มี

คนดีหรือคนเลวเกิดจากการกระทำของตนเองข้าราชการประจำไม่ว่าจะมีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงหรือต่ำ เป็นข้าราชการพลเรือน ตำรวจ หรือทหาร หรือพวกที่อยู่ในรัฐวิสาหกิจต่างๆนั้น ถ้าดูเพียงผิวเผินก็เหมือนจะเป็นคนดี เป็นคนน่านับถือ แต่เบื้องหลังกลับเป็นคนใช้ไม่ได้ เพราะเป็นคนทุจริตต่อหน้าที่ กินสินบาทคาดสินบนจนร่ำรวยก็มี

เช่นเดียวกับนักธุรกิจบางคนที่ร่ำรวยมาจากการฉ้อฉลคดโกง เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคด้วยวิธีการต่างๆ นักธุรกิจอย่างนี้ก็เป็นนักธุรกิจที่ไม่ดี

แม้กระทั่งคนที่เข้ามาทำงานทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งมีทั้งดีและไม่ดี ตราบใดที่ยังจับไม่ได้ก็คิดว่าคนดี เพราะหน้าฉากมีแต่ความโอ่อ่าภูมิฐาน วางตัวเป็นคนน่านับถือ แต่ปิดบังความไม่ดีทั้งหลายไว้เพราะไม่มีใครรู้

การกระทำดีจึงเป็นเครื่องวัดความดีผ้าที่สกปรกแต่ย้อมสีให้ดูสะอาดและสวยงามนั้น ไม่มีคุณค่าแก่การใช้ เพราะความสกปรกนั้นยังคงอยู่ เหมือนพรมเช็ดเท้าต่อให้ย้อมสีจนดูสะอาดอย่างไร ก็ยังคงเป็นพรมเช็ดเท้าที่สกปรกวันยังค่ำ ต้องฟอกให้สะอาดเสียก่อนนำไปย้อม

คนก็เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นคนสกปรกแล้ว จะนำไปย้อมทับอย่างไรก็ยังสกปรกวันยังค่ำ

วันนี้พูดเรื่องอย่างนี้ก็เพราะรู้สึกเหนื่อยใจกับการทำการทำงานให้บ้านเมืองในขณะนี้ ที่ยังเอาแต่คนที่ตนรักตนชอบ หรือคนที่เป็นเพื่อนฝูง เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องมาทำงาน โดยไม่แยกแยะให้ถูกต้อง จนทำให้กลายเป็นคนที่ "เกลียดคนตรง หลงคนคดงอ ชอบคนประจบสอพลอ เหลิงไปกับคำป้อยอจนลืมตัว" ซึ่งเป็นการกระทำที่เหมือนกับ"กินปลาไม่ระวังก้าง"

ลำบากลำบนกันไปทั้งบ้านเมืองเพราะก้างติดคอ

คอลัมน์ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์: ก่อนจะปฏิรูปตำรวจ - มติชน ฉบับวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560

madpitch@yahoo.com

กระแสการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปตำรวจนั้น จัดได้ว่าเป็นกระแสที่มีคนสนใจอยู่ไม่ใช่น้อย และดูจะได้รับการยอมรับมากกว่ากระแสการปฏิรูปการเมือง

กล่าวคือ แทบจะไม่มีใครยอมรับว่าสิ่งที่ตำรวจทำอยู่นั้น มันดีแล้ว ไม่ต้องไปแก้ไข หรือ เป็นสิ่งที่ถูกต้องอยู่แล้ว ถ้าเทียบกับกรณีของการปฏิรูปการเมือง ที่อาจจะมีคนจำนวนมากรู้สึกว่าพวกเขาถูกพรากสิทธิทางการเมืองไปนับตั้งแต่การชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่พวกเขาเลือกมา หรือไปถึงเรื่องของการรัฐประหารเมื่อสามปีที่แล้ว

แต่คำถามที่สำคัญก็คือ ทำไมการปฏิรูปตำรวจนั้นมันดูไม่น่าจะสำเร็จจริงๆ จังๆ

ประการแรก เราคงต้องแยกแยะเสียก่อนว่าเวลาที่ปฏิรูปตำรวจนั้น เขาพูดถึงเรื่องอะไรบ้าง

โดยทั่วไปแล้ว การปฏิรูปตำรวจนั้นมันเกี่ยวข้องกับเรื่องใหญ่ๆ อยู่สี่เรื่อง

1.การโยกย้ายหน่วยงานไปๆ มาๆ โดยเชื่อว่าเรื่องของตำรวจนั้นเป็นเรื่องของการบริหารจัดการที่เหมาะสม แยกหน่วยนั้นไปขึ้นที่นั่นที่นี่ แตกหน่วยนู้นนี้ เรื่องแบบนี้ประชุมกันได้ทุกวัน

2.ความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ ก็ตามโผนั่นแหละครับ จะมีกี่โผก็ว่าไป คำถามสำคัญก็คือ เราไม่เคยตั้งคำถามว่าประชาชนจะประเมินการทำงานของตำรวจอย่างไร และการโยกย้ายตำรวจนั้นเป็นธรรมจริงไหม ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ยาก แต่ไม่มีใครอยากทำ ทั้งที่เราเริ่มมีการเก็บ Big Data มากมาย เราสามารถจะอธิบายได้ทันทีว่า ผลงานของตำรวจแต่ละรายเป็นอย่างไร และทำให้คำว่าความเหมาะสม นั้น ถูกตีความและวัดค่าได้มากขึ้น รวมทั้งการวัดระดับความพึงใจ ของประชาชน และการติดตามตรวจสอบการทำงานของตำรวจ ซึ่งหมายถึงการติดตามการคอร์รัปชั่นได้ง่ายขึ้น จากข้อมูลสื่อสังคมมากมาย

3.การเพิ่มแรงจูงใจและสวัสดิการตำรวจ อันนี้ตำรวจอยากได้ แต่ประชาชนไม่ค่อยสนใจ

4.การปฏิรูปจิตสำนึกของตำรวจ ตั้งแต่ เรื่องการเรียนการสอน การอบรม และป้ายคำขวัญต่างๆ

ประการที่สอง เราอาจจะสับสนไปเองว่าการปฏิรูปตำรวจนั้นเท่ากับความรู้สึกไม่พอใจการทำงานของตำรวจ ทั้งที่เราเองก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องปฏิรูปตำรวจ

ข้อมูลของซุปเปอร์โพลล่าสุดมีนัยยะที่น่าสนใจ จากการสำรวจประชากรตัวอย่างจำนวนทั้งสิ้น 1,152 คน พบว่า ประชาชนร้อยละ 46.0 ยังไม่รู้ความหมายของคำว่า ปฏิรูป ในขณะที่ร้อยละ 54.0 ระบุว่า รู้ความหมาย แต่ยังให้ความหมายของคำว่าปฏิรูปแตกต่างกัน เช่น ปฏิรูปคือความปลอดภัย ปฏิรูปคือการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ปฏิรูปคือความชัดเจน ขณะที่บางส่วนเท่านั้นที่ระบุว่า ปฏิรูปคือ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมพอสมควรกับรูป กับสิ่งที่ต้องการจะปฏิรูป (ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ค.2560)

ข้อมูลของซุปเปอร์โพลยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกว่า เมื่อถามว่าจำเป็นและต้องทำการปฏิรูปทันทีหรือไม่ โดยเฉพาะในการปฏิรูประบบงานตำรวจ ผลสำรวจพบว่าไม่ถึง 1 ใน 3 หรือร้อยละ 28.2 ระบุจำเป็นและต้องทำทันที ในขณะที่จำนวนมากหรือร้อยละ 39.2 ระบุจำเป็น แต่ค่อยเป็นค่อยปรับ ปรับตามความเหมาะสม ในขณะที่ร้อยละ 32.6 ระบุไม่จำเป็นเพราะดีอยู่แล้ว (อ้างแล้ว)

ประเด็นที่น่าสนใจจึงอยู่ที่ว่า เราจะปฏิรูปอะไรกับตำรวจ หรือจะว่าไปแล้ว เรื่องใหญ่จริงๆ อาจจะเป็นสภาวะอันสุดแสนธรรมดาที่ ตำรวจกับชาวบ้านนั้นย่อมจะมีแรงตึงเครียดระหว่างกัน ทั้งนี้เพราะการดำรงอยู่ของตำรวจนั้นมันมีนัยยะสำคัญเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างของความรู้สึกที่ทำให้เรารู้สึกว่ายังไงเราก็ไม่ชอบตำรวจที่ น่าอภิปรายต่อไปอีกนั้น เราคงต้องถามกันว่าทำไมเราไม่ชอบตำรวจ และไอ้การที่เรานั้นไม่ชอบหรือมีแรงตึงเครียดกับตำรวจนั้นตำรวจผิด เราผิด หรืออะไรกันแน่ที่สร้างปัญหามากกว่าทั้งจากเราและตำรวจ?

ผมจะลองยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าเคยมีการศึกษาเรื่องราวหลายๆ อย่างที่มันทำให้เราค้นพบสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่จากปรากฏการณ์ที่อยู่ข้างหน้าของเรา ตัวอย่างเช่น นักสังคมวิทยารุ่นคลาสสิกท่านหนึ่งเคยพบว่า การฆ่าตัวตายนั้นมันไม่ได้เป็นเรื่องแค่ปัญหาทางจิตของคนแต่ละคน แต่มันเป็นตัวสะท้อนของการเคลื่อนตัวและความวุ่นวายของการเปลี่ยนผ่านสังคมที่การจัดระเบียบทางสังคมในช่วงเปลี่ยนผ่านนั้นมันมีปัญหา

นักจิตวิเคราะห์ท่านหนึ่ง เคยเสนอข้อค้นพบของเขาว่า การที่ประชาชนนั้นทะเลาะเบาะแว้งและเต็มไปด้วยความรุนแรงนั้นไม่ใช่แค่สันดาน หรือวัฒนธรรมของพื้นที่นั้น แต่เป็นผลสะท้อนของโครงสร้างอาณานิคมในพื้นที่นั้นต่างหาก

เป็นไปได้ไหมว่า การที่เราเรียกร้องจะปฏิรูปตำรวจจนกลายเป็นวาระแห่งชาติ และเป็นอุตสาหกรรมอันยิ่งใหญ่ที่สร้างอำนาจให้กับคนอีกจำนวนหนึ่งที่กลายเป็นตัวแทนในการเสนอเรื่องนี้ได้นั้น อาจจะมีเรื่องอะไรที่เราไม่ได้ระแวดระวังว่า เราเองนั้นไม่ได้มีปัญหากับตำรวจ แต่เราอาจจะมีปัญหาหรือแรงตึงเครียดกับอะไรที่ใหญ่กว่าเรื่องตำรวจก็ได้

หมายความว่า ต่อให้ย้ายหน่วยงาน จัดการปัญหาการแต่งตั้งโยกย้าย และเพิ่มสวัสดิการและแรงจูงใจให้ตำรวจได้ เราก็อาจจะยังไม่สามารถทำให้การปฏิรูปตำรวจสำเร็จผลได้

เงื่อนไขที่หนึ่งที่ผมอยากนำเสนอก็คือ เราจะต้องเข้าใจก่อนว่า ตำรวจนั้นเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจในลักษณะที่เรียกว่า "ข่มขู่-ขู่กรรโชก" (extortionate) แต่ไม่จำเป็นต้องหมายถึงเรื่องในแง่ลบ แต่หมายถึงการใช้อำนาจที่เป็นลักษณะที่จะต้องได้มาซึ่งการยินยอมปฏิบัติตามโดยที่ตำรวจจะเป็นผู้ที่ข่มขู่ว่า ถ้าเราไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่ตำรวจต้องการนั้น เราจะสูญเสียอะไรบางอย่างไป เช่นศักดิ์ศรี เสรีภาพ หรือทรัพย์สิน

สิ่งที่ต่างกันระหว่างตำรวจกับโจรก็คงจะเป็นว่า การข่มขู่ดังกล่าวนั้นอ้างอิงกับข้อกฎหมายมากมาย เราจะเห็นว่าเวลาที่ตำรวจให้สัมภาษณ์ สอบสวน หรือเจรจานั้น ตำรวจจะอ้างข้อกฎหมายมากมายว่า ท่านผิดตามมาตรานู้น มาตรานี้ หรือถ้าท่านไม่ทำตามนี้ ท่านจะผิดตรงนั้นตรงนี้ และทำให้เรารู้สึกว่าจำเป็นต้องปฏิบัติตาม หรือไม่ฝ่าฝืนสิ่งตำรวจบอกให้เราทำ หรือกฎหมายบอกให้เราทำ

อธิบายอีกอย่างก็คือ ตำรวจนั้นจะทำการพรากสิ่งที่เราเห็นว่ามันมีค่าในชีวิตของเราไป ถ้าเราไม่ทำตามที่เขาบอก

อย่างไรก็ตาม ใน "เกมส์แห่งการขู่กรรโชก" นี้ ตำรวจไม่ได้จะอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าเรา หรือเหนือกว่าคนร้ายเสมอไป เพราะตำรวจอาจจะเจอสภาวะที่ยากลำบากอยู่มากมาย

ตัวอย่างเช่น ตำรวจอาจจะเจอกับคนที่เขารู้สึกว่าจะมาบังคับอะไรเขาได้ จะมาพรากอะไรจากเขาได้ เพราะเขาไม่มีอะไรจะเสีย หรือคนที่ตัดสินใจได้แล้วว่าพร้อมจะเสีย(สละ)บางอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่เขาต้องการ คนพวกนี้เขาจะไม่เกรงกลัวตำรวจ ประเด็นนี้อาจจะรวมไปถึงว่าเขาไม่แคร์สิ่งที่เขาจะเสีย หรือไม่มีอะไรจะเสีย รวมไปถึงว่าตำรวจจะรู้ได้อย่างไรว่า คนร้ายหรือคนที่ถูกขู่นั้นเขาเห็นคุณค่าในสิ่งนั้น สิ่งที่ตำรวจต้องการจะนำมาข่มขู่ให้คนร้ายนั้นกลัว

ตำรวจอาจจะเจอกับคนที่รู้ว่าตำรวจทำอะไรกับเขาไม่ได้ เพราะเขาก็หัวหมอ หรือสามารถอ้างอิงกับข้อกฎหมาย และไปต่อสู้กับคดีความในโรงในศาลได้เช่นกัน เรื่องเหล่านี้เราจะเคยเห็นอยู่บ่อยถึงภาพยนตร์หรือสื่อต่างๆ ที่อธิบายว่าตำรวจตัวเล็กๆ ต้องพ่ายแพ้แก่ระบบที่บิดเบี้ยวมากมาย

ตำรวจอาจะเจอกับคนที่ไม่ใช้เหตุผลอะไรในการกระทำผิด ซึ่งทำให้ตำรวจไม่สามารถจะข่มขู่ หรือเจรจาอะไรได้

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ใช่ว่าผมจะมาปกป้องตำรวจ แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า เวลาที่เราพูดถึงการปฏิรูปตำรวจนั้น เราอาจจะต้องอธิบายเรื่องการปฏิรูปตำรวจมากไปกว่าการทำตนเป็นผู้ใหญ่รู้ดี มองเห็นปัญหาของตำรวจอย่างทะลุปรุโปร่ง และสามารถแก้ปัญหาจากภายนอกเขาไปจัดการตำรวจได้

สิ่งที่นำเสนอมานั้นเป็นงานวิชาการของการศึกษาตำรวจบนถนนของ William K Muir (Police: Streetcorner Politicians) (Chicago University Press, 1977) ที่ชี้ให้เห็นอะไรที่มากกว่าขวัญและกำลังใจของตำรวจ แต่หมายถึงภาวะตึงเครียดในการปฏิบัติงานประจำวันของตำรวจ ที่จะต้องเผชิญกับทางเลือกที่ไม่ง่ายนักในการใช้อำนาจของเขา

การทำความเข้าใจว่าตำรวจนั้นเจอแรงตึงเครียดอะไรในแต่ละวัน ไม่ใช่แค่มองว่าตำรวจต้องเจอกับคนไม่ดีเฉยๆ แต่มันเป็นเรื่องที่ว่าตำรวจจะใช้อำนาจอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ เวลาเจอผู้ที่กระทำความผิด หรือ จะกระทำความผิด (คนดีก็ทำผิดได้ครับ เห็นอยู่มากมาย) ตำรวจจะขู่อย่างไรไม่ให้ทำผิดนั้นก็เลยทำให้แม้แต่ตำรวจดีๆ ก็ท้อแท้ในการปฏิบัติหน้าที่ได้ การทำความเข้าใจสภาวะที่ตำรวจต้องเผชิญหน้านี้เองก็ทำให้เราเข้าใจได้ว่าทำไมตำรวจนั้นบางทีไม่ได้ใช้กฎหมายจัดการกับคนร้ายเลย หรือใช้ปืนข่มขู่อย่างเดียว แต่ต้องการเจรจาและคุยไปเรื่อยๆ ก่อน ส่วนหนึ่งก็เพื่อจะหาจุดหรือคุณค่าที่คนร้ายมี และไม่อยากเสียไป และทำให้สุดท้ายนั้นคนร้ายยินยอมที่จะทำตามสิ่งที่ตำรวจต้องการ

สิ่งที่พยายามนำเสนอนี้ทำให้เราต้องนำมาคิดเพิ่มขึ้นไปอีก ถ้าเราไม่ได้ต้องการจะปฏิรูปตำรวจแค่ในเรื่องของการปรับองค์กร แต่ต้องการเข้าใจการปฏิรูปตำรวจในบริบทที่ใหญ่กว่านั้น คือในบริบทของการเปลี่ยนผ่านและการปฏิรูปการเมือง

กล่าวคือ สิ่งที่ตำรวจมีนั้นก็คือ การที่ตำรวจจะต้องสามารถทำผูกขาดการใช้อำนาจบังคับในพื้นที่ได้ ในทางรัฐศาสตร์นั้น ความสามารถในการผูกขาดอำนาจก็คือเรื่องที่เราอธิบายง่ายๆ ว่ามันเชื่อมโยงกับสิทธิอำนาจ (legitimacy) หรืออำนาจที่จะต้องมีความชอบธรรมรองรับ

คามชอบธรรมอาจจะมาจากหลายด้าน แต่ในยุคสมัยใหม่นั้นความชอบธรรมในการใช้อำนาจมันผู้โยงกับกฎหมาย มากกว่าเรื่องแค่ประเพณี และบุญบารมี

ดังนั้นการที่ตำรวจนั้นผู้ขาดอำนาจรัฐในการใช้กำลังบังคับ มันก็สำคัญว่าตำรวจนั้นถูกมองว่าเป็นตัวแทนของรัฐ ทีนี้ถ้าประชาชนไม่ได้รู้สึกว่ารัฐนั้นเป็นรัฐที่ชอบธรรม ไม่ได้รู้สึกเป็นเจ้าเข้าเจ้าของรัฐนั้น หรือควบคุมตรวจสอบผู้ถืออำนาจรัฐส่วนอื่นๆ ได้ ประชาชนก็อาจจะรู้สึกว่าตำรวจนั้นเป็นเพียงโครงสร้างส่วนบน (ภาษาซ้ายเก่าเรียกรวม คุก ทหาร ศาล ตำรวจ ไว้ด้วยกันด้วยซ้ำ) หรือเป็น "คนนอก" ที่พร้อมจะเข้ามาบังคับขู่เข็ญเรา แทนที่จะมองว่าตำรวจกับกฎหมายเป็นเนื้อเดียวกัน และกฎหมายนั้นเป็นกฎหมายที่เราออกกันเอง ก็อาจจะมองว่า ตำรวจนั้นเป็นผู้คุมที่พร้อมจะจัดการใช้อำนาจอะไรกับเราก็ได้ตามอำเภอใจ เพราะเราไม่ได้รู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของอำนาจที่ออกกฎหมายเหล่านั้นมา

อธิบายง่ายๆ ว่า บางทีเราอาจจะไม่ได้มีปัญหาหรือรังเกียจตำรวจอะไรขนาดนั้นหรอกครับ แต่เรารู้สึก "แปลกแยก" กับตำรวจ เพราะลักษณะธรรมชาติของการใช้อำนาจของตำรวจเองโดยส่วนหนึ่ง ทำให้เราไม่ชอบตำรวจ (เพราะเราไม่ชอบการใช้อำนาจ)

แต่อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญก็คือ เราจะยิ่งมีลักษณะที่แปลกแยกกับการใช้อำนาจในลักษณะนี้มากขึ้นไปอีกในสภาวะการณ์ที่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นเจ้าของอำนาจในการออกกฎหมาย หรืออำนาจอธิปไตย ซึ่งในความหมายนี้ต่อให้ตำรวจจะถูกปฏิรูปอีกกี่ครั้งเราก็จะรู้สึกเหมือนเราเป็นคนกลุ่มน้อย หรือพลเมืองชั้นสองในสังคมนี้ต่อไปเรื่อยๆ ตราบใดที่เรารู้สึกว่าอำนาจที่ตำรวจอ้างอิงในการใช้นั้นมันไม่ชอบธรรมครับ

คอลัมน์ เปลวสีเงิน คนปลายซอย: ประเพณีกดดันศาล - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560

plew_seengern@yahoo.complewseengern@gmail.com

ก็ไม่ได้มีใครห้าม!

อยากจะไปให้กำลังใจ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วันนี้ (๑ สิงหาคม) ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็เชิญไป

ที่จริงไม่ควรไป แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ...บริวารทักษิณสร้างบรรทัดฐานขนมวลชนไปให้กำลังใจหน้าศาลมานานนับสิบปี โดยไม่สนใจว่าควรหรือไม่ควร ก็เอาตามที่สบายใจ

เพียงแต่อย่าตะแบงให้ผิดเป็นถูก!อย่าคิดว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย มาดูกันอีกทีกับบรรยากาศการวินิจฉัยคดีซุกหุ้นของทักษิณ ชินวัตร โดยศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อปี ๒๕๔๔ นายจุมพล ณ สงขลา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากในขณะนั้น แสดงทัศนะอันน่าตะลึง

"ผมก็ตัดสินของผมโดยยึดหลักประชาธิปไตยและหลักรัฐศาสตร์ว่านายกฯ ทักษิณไม่ได้มีความผิด สาเหตุที่ผมตัดสินแบบนี้ก็เพราะผมเห็นแล้วว่าประชาชนเขาพร้อมใจกันเทคะแนนเสียงให้ไทยรักไทย ๑๑ ล้านเสียง นี่คือเสียงสวรรค์ของประชาชนที่พร้อมใจกันเลือก พ.ต.ท.ทักษิณให้เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสิบกว่าคนจะมาไล่เขาลงจากตำแหน่งได้อย่างไร"

ในอดีตการใช้มวลชนบีบบังคับให้ศาลวินิจฉัยคดีเป็นไปตามที่ตัวเองต้องการนั้นเคยสำเร็จมาแล้ว

ก็คงจะติดใจ! ปัจจุบัน ไม่เฉพาะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ต้องประสานกับตำรวจ เพื่อรักษาความปลอดภัยบริเวณศาลก่อนที่จะพิจารณาคดี

ศาลอาญา ศาลปกครอง ศาลแพ่ง ฯลฯ ล้วนโดนมาหมด

ขว้างระเบิดใส่ศาลเพราะไม่พอใจทางการเมือง ก็มีมาแล้ว

ก็ฝีมือคนที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตยนั่นแหละครับ ประชาธิปไตย นิยมคนโกง ฟอกคนผิดให้ถูกได้ นายวัฒนา เมืองสุข ให้สัมภาษณ์ไว้วานนี้ (๓๑ กรก ฎาคม)

"ล่าสุดก็จะแจ้งความกับผม ที่โพสต์ให้กำลังใจนาง สาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีจำนำข้าว ผิดมาตรา 116 อยากฝากไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าถ้าคิดจะใช้คนบางประเภทมาเป็นใหญ่ ตัวเองก็จะเอาตัวไม่รอด และจะเป็นภาระด้วย ขอให้ระวัง เวลาบ้านเมืองปกติ รักกันแน่นอน แต่หลังเลือกตั้งผมไม่ปล่อยไว้แน่นอน ขอให้จำไว้

ที่ คสช.มองว่า การโพสต์ให้กำลังใจนางสาวยิ่งลักษณ์ เป็นการปลุกระดมนั้น ความผิดตามมาตรา 116 คือการชักชวนคนไปทำความผิดกฎหมายแผ่นดิน หรือล้มล้างรัฐบาล แต่กรณีผมชวนคนไปให้กำลังใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ถามว่าผิดตรงไหน

หากกรณีของผมผิด ตอนสงกรานต์ ปีใหม่ ไปรดน้ำ ไปไหว้ พล.อ.เปรม ตินสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ก็ต้องจับให้หมด แต่นี้เขาเรียกว่าเป็นการให้กำลังใจ เป็นการปฏิบัติตามประเพณี พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะได้ยกเว้นไว้ ไม่ ต้องไปขออนุญาต เพราะเป็นเรื่องประเพณี และในวันพรุ่งนี้ (๑ ส.ค.) ผมจะเดินทางไปให้กำลังใจคุณยิ่งลักษณ์ ที่จะไปแถลงปิดคดีโครงการรับจำนำข้าว ใครที่อยากจะออกหมายจับผมให้ไปจับที่ศาล ขอให้กล้าๆ หน่อย และหากดำเนินคดีกับผมให้ทำเอง ไม่ให้ไปใช้ลูกน้อง บางครั้งผมจะเอาคืน เห็นมียศเป็นร้อยตรี ร้อยโท ผมก็สงสาร ขออย่าหลบหลังเด็ก มันไม่ใช่หลักการการเป็นผู้นำ"

ก็บอกแล้วไม่มีใครห้าม อยากไปก็ไป แต่อย่าทำผิดกฎหมายกรุณาแยกให้ออก ประเพณีการให้กำลังใจนั้นอย่างหนึ่งการใช้ม็อบกดดันศาลมันเป็นอีกอย่าง ป๋าเปรม เปิดบ้านสี่เสาเทเวศร์ ให้คณะรัฐมนตรี นักการเมือง ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เอกชน อวยพรปีใหม่ รดน้ำสงกรานต์ มันคือประเพณีอันดีงาม

คนไทยปฏิบัติกันมาช้านานแล้ว ไม่เฉพาะป๋าเปรม ในอดีตทักษิณก็ทำ ผ่านมาหยกๆ สาวกในเพื่อไทยพากันไปอวยพรยิ่งลักษณ์...ก็มันคือ ประเพณี ใครจะไปว่าอะไรล่ะครับ เพราะมันคือประ เพณีไทยจริงๆ

แต่การจะบอกว่า....ขนมวลชนจำนวนมาก ถึงขั้นปลุกระดมไปให้กำลังใจนักการเมือง ที่จะถูกศาลพิพากษาคดี ถามหน่อย....

มันคือประเพณีตรงไหน? ถ้าบอกว่าเป็นประเพณี พรรคการเมืองนั้นคงจะชั่วช้าสุดๆ มีแต่เรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล เพราะโกง เพราะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

โกงกันเป็นประเพณี! ทีนี้มาดูว่าที่ผ่านมาเป็นการให้กำลังใจ หรือการปลุกระดม เหตุที่รัฐบาล คสช.กังวลว่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นทั้งในวันที่ ๑ สิงหาคม วันแถลงปิดคดี และในวันที่ ๒๕ สิงหาคม ซึ่งเป็นวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองวินิจฉัยคดี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๕๗ กรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวกว่า ๕ แสนล้านบาทนั้น เพราะมีการปลุกระดมกันมาต่อเนื่อง

เฉพาะที่นายวัฒนาทิ้งร่องรอยไว้ในเฟซบุ๊ก ล่าสุดวานนี้จั่วหัวว่า"เผด็จการไม่มีทางชนะประชาชน""...เผด็จการชุดนี้ได้ใช้กฎหมายมาเป็นเครื่องมือจัดการกับฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ยอมก้มหัวให้ ซึ่งถือเป็นความเลวร้ายที่สุด เพราะเป็นการกระทำโดยอาศัยอำนาจของกฎหมายและกระ บวนการยุติธรรม เผด็จการชุดนี้ยังละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำลายหลักนิติธรรมและทำให้ประเทศเสียหายมากที่สุด ผมยังมีคดีที่ถูกเผด็จการยัดให้อีกหลายคดี ล่าสุดคือคดีเป็นภัยต่อความมั่น คง เพราะผมโพสต์ให้กำลังใจนายกยิ่งลักษณ์ซึ่งเป็นความพยา ยามที่สูญเปล่า เพราะไม่ว่าจะยัดมาอีกกี่คดีก็ตามก็ไม่มีทางเปลี่ยนความเชื่อของผมที่ว่า 'เผด็จการไม่มีทางชนะประชาชน'

คดีของนายกยิ่งลักษณ์ถูกกำหนดขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการยึดอำนาจ มีเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐร่วม มือสร้างหลักฐานเท็จและโฆษณาชวนเชื่อว่าโครงการขาดทุนมหาศาล ทั้งที่เป็นนโยบายสาธารณะทางเศรษฐกิจ เอามาตร ฐานทางบัญชีที่ใช้กับธุรกิจมาตรวจสอบโครงการของรัฐที่เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร ตั้งมาตรฐานตรวจสอบคุณภาพข้าวเอง เพื่อใส่ร้ายว่ามีข้าวเสื่อมคุณภาพจำนวนมาก ทั้งที่การเก็บรักษามีผู้รับผิดชอบ พอถูกจับได้ก็ไม่ยอมให้ตรวจสอบถึงขนาดเอาทหารมาคุกคามสื่อ แถมยังปากเสียอ้างว่าหวังผลทางคดีทั้งที่คนเรียกร้องให้ตรวจสอบคือเจ้าของโกดังที่เก็บรักษาข้าว

ยิ่งไปกว่านั้นรัฐมนตรีมือชงยังใช้ ฮ.ทหารบินไปประชุมลับกับเจ้าของโรงสีที่ผลิตข้าวให้คนกิน แต่ที่เลวที่สุดคือการเอาข้าวดีไปขายไปข้าวเสื่อมคุณภาพ แล้วเอามาเรียกค่าเสียหายทางละเมิดจากยิ่งลักษณ์ พรุ่งนี้เช้าผมและน้องเฟจะไปให้กำลังใจท่านที่ศาล ใครอยากจะจับให้รีบมา ส่วนประชาชนที่อยากไปก็ไปได้ไม่ผิดกฎหมาย จำคำพูดของผมให้ดีว่า คนที่ทำกรรมไว้กับประชาชนต้องรับผิดชอบ ไม่มีใครปล่อยพวกคุณให้ลอยนวลอย่างแน่นอน..."

ครับ...นี่คือการโพสต์ให้กำลังใจยิ่งลักษณ์ หรือ ปลุกระดม?แยกให้ออกนะครับ "ป๋าเปรม" เปิดบ้านอวยพรปีใหม่ รดน้ำสงกรานต์ มันต่างไปจากกรณีแกนนำเสื้อแดงขนมวล ชนไปกดดัน "ป๋าเปรม" ตั้งเวทีด่าสาดเสียเทเสีย

ซึ่งในชั้นฎีกาจะมีแกนนำแดงติดคุกเพราะคดีนี้อีกหลายคนก็คล้ายกับการปลุกระดมเสื้อแดง...อ้างว่าไปให้กำลังใจยิ่งลักษณ์ แต่เบื้องหลัง...เต็มไปด้วยการปลุกปั่น

นายวัฒนาบิดเบือนว่า เผด็จการยัดคดี หน่วยงานรัฐสร้างหลักฐานเท็จ โฆษณาชวนเชื่อ

ข่มขู่ว่าหลังเลือกตั้งโดนเช็กบิล ไม่ปล่อยให้ลอยนวล สิ่งที่สำรอกออกมาทั้งหมดสะท้อนความเป็นตัวตนของนายวัฒนา

คนแบบนี้อย่าปล่อยให้มีอำนาจเด็ดขาด! ผิดไม่ยอมรับ แล้วยังจะใช้อำนาจเพื่อแก้แค้น นี่คือการปลุกระดมอย่างเห็นแก่ตัวที่สุด! นายประเสริฐ นาสกุล ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ล่วงลับ เขียนคำวินิจฉัยส่วนตัวคดีซุกหุ้น ๑ ว่า

"หัวใจของการเมือง คือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้น ผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง (พ.ต.ท.ทักษิณ) จะต้องผิดหวังในที่สุด"

พร่ำพูดกันมาเป็นสิบๆ ปีแล้วว่านักการเมืองควรมีศีลธรรม

แต่วันนี้กลับห่างศีลธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ประเทศจะพังไม่ใช่เพราะรัฐบาล คสช.ที่บอกว่าเป็นเผด็จการหรอก แต่เพราะนักการเมืองอย่างนายวัฒนานี่แหละ

จำคำพูดนายวัฒนาเอาไว้เลย... คนที่ทำกรรมไว้กับประ ชาชนต้องรับผิดชอบ ไม่มีใครปล่อยพวกคุณให้ลอยนวลอย่างแน่นอน. ผักกาดหอม