You are here

CG and corruptions News - 1 June 2017

สร้างตึกเรียกเงินชั้นละแสน ป.ป.ท.เร่งเดินหน้าสอบข้อเท็จจริง เล็งแจ้งข้อกล่าวหาข้าราชการ3ราย - เดลินิวส์

คอลัมน์ แบงก์โน้ต: คนกันเอง - โพสต์ทูเดย์

ไทยรัฐ: ธรรมาภิบาลคืออะไร? - ไทยรัฐ

คอลัมน์ ทางออกนอกตำรา: เปิดขุมทรัพย์'คิงเพาเวอร์' – ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ พอเพียงอย่างพอใจ: การบินไทย...คอร์รัปชันเชิงนโยบายให้ยึดนกแอร์ – ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ รศ.ประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ: พลเอกประยุทธ์กับการปกครองระบบประชาธิปไตย - แนวหน้า

คอลัมน์ กระจก 8 หน้า: ค่าแป๊ะเจี๊ยะโรงเรียนดัง - ไทยรัฐ

คอลัมน์ ย่อโลก: ขังลืมกังฉินสินบน760ล้าน - ข่าวสด

ลูกสาว'รัสปูตินหญิงแห่งเกาหลีใต้'ถูกจับกลับโสมขาว-ปิดฉากชีวิตหรูจากเงินสินบน - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

สร้างตึกเรียกเงินชั้นละแสน ป.ป.ท.เร่งเดินหน้าสอบข้อเท็จจริง เล็งแจ้งข้อกล่าวหาข้าราชการ3ราย - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่30พ.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีที่พบว่ามีการก่อสร้างดัดแปลงอาคารผิดกฎหมายในพื้นที่เขตลาดกระบังซึ่งพบว่าดำเนินการโดยฝ่าฝืนพ.ร.บ.ควบคุมอาคารและผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครจำนวนมากนั้นรายงานข่าวแจ้งว่าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีการร้องเรียนกล่าวหาข้าราชการเขตลาดกระบังประกอบด้วย ผู้ช่วยผอ.เขตลาดกระบัง หัวหน้าฝ่ายโยธา และเจ้าหน้าที่ฝ่ายโยธารวม 3 ราย ซึ่งปัจจุบันได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว 2 ราย ได้ปล่อยปละละเลยให้มีการก่อสร้างอาคารผิดแบบโดยมีการเรียกรับผลประโยชน์จากการก่อสร้างอาคารผิดแบบจำนวนมาก ทั้งกรณีการก่อสร้างอาคารสูงเกินกว่าแบบที่ยื่นขอใช้อาคารและมีการเปลี่ยนแปลงอาคารพักอาศัยเป็นอาคารพักอาศัยรวมหรือหอพัก

ทั้งนี้พฤติการณ์การกระทำผิดในกรณีดังกล่าวสำนักงาน ป.ป.ท. ได้ระบุว่า สำนักงานเขตลาดกระบังไม่ดำเนินการตามกฎกระทรวงกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้างดัดแปลง หรือเปลี่ยนแปลงการใช้อาคารบางชนิดหรือบางประเภทในพื้นที่บางส่วนในท้องถิ่นที่เขตลาดกระบังเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2547 โดยอาคารส่วนใหญ่ในแขวงลาดกระบังเกือบทุกอาคารมีการก่อสร้างผิดแบบเปลี่ยนแปลงเป็นโรงแรม หอพัก โดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเรียกรับผลประโยชน์เป็นเงินชั้นละ100,000-200,000 บาท เช่น ถนนฉลองกรุง 2-2 ซอยลาดกระบัง 11/13 อย่างไรก็ตามขณะนี้สำนักงาน ป.ป.ท.อยู่ระหว่างการเรียกขอเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงการร้องเรียนดังกล่าวจากสำนักงานเขตลาดกระบังและสำนักการโยธา กทม.เพื่อนำไปประกอบการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการร้องเรียน ดังกล่าว

ด้านนายเชาวฤทธิ์ ทรงนวรัตน์ ผู้อำนวยการเขตจตุจักรกล่าวว่า ตนเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเขตลาดกระบังอยู่ประมาณ 4 ปี ซึ่งกรณีการก่อสร้างอาคารต่าง ๆ นั้นเป็นหน้าที่ในการอนุญาตก่อสร้างของฝ่ายโยธาเขตตนในฐานะผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตไม่ได้มีหน้าที่ดำเนินการดังนั้นการเรียกรับผลประโยชน์ใด ๆ จากประชาชนจึงไม่สามารถกระทำได้แน่นอนและตั้งแต่รับราชการมา 38 ปี ก็ไม่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมใด ๆ.

คอลัมน์ แบงก์โน้ต: คนกันเอง - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

คืนก่อน "ดร.ก็" วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ไปร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ "คณะกรรมการบริษัทกับการร่วมขับเคลื่อนประเทศไทย" จัดโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)

งานนี้ ดร.ก็ อารมณ์ดี เซลฟี่กับผู้บริหารบริษัทต่างๆ หนุกหนาน ตอบคำถามสื่อ ละเอียดยิบ

นอกจากสื่อแล้ว ยังมี ธาริษา วัฒนเกส อดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติ ปัจจุบันเป็นบอร์ด เอสซีจี ถามขึ้นมาว่า การลงทุนภาคเอกชน จะเริ่มมาเมื่อไหร่ แบงก์ชาติประเมินยังไง

ดร.ก็ ตอบกลับเสียงนุ่มๆ ว่า เป็นคำถามที่ยากจริงๆ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจหลายอย่างเปลี่ยนไป มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา ทำให้เกิดความไม่แน่ใจ เลยล่าช้าไปบ้าง

แต่ถ้าทุกฝ่ายช่วยกัน สมาชิก IOD ก็ช่วยกันลงทุน

เพราะ "ธุรกิจชนะ สังคมวัฒนา"

ส่งภาษาเศรษฐศาสตร์กลับมาอย่างนี้

บอร์ดเอสซีจี อย่าง ธาริษา ได้แต่ยิ้มคร่า

ไทยรัฐ: ธรรมาภิบาลคืออะไร? - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เมื่อมีการถามก็ย่อมมีการตอบหรืออาจมีการตอบโต้กันเป็นเรื่องธรรมดาแทนที่จะตอบคำถามแรกของนายกรัฐมนตรีที่ว่า "การเลือกตั้งคราวหน้าจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่?" อย่างตรงไปตรงมาแต่นักการเมืองบางคนย้อนถามกลับว่าธรรมาภิบาลคืออะไรกันแน่และมั่นใจหรือว่ารัฐบาลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เป็นรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล

ต้องยอมรับความเป็นจริงว่ารัฐบาล คสช. เข้าสู่อำนาจนอกวิถีทางรัฐธรรมนูญหรือวิถีประชาธิปไตย การบริหารประเทศส่วนใหญ่ยึดระบบอุปถัมภ์ การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีสภานิติบัญญัติแห่งชาติสภาปฏิรูปแห่งชาติสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ รวมทั้งตำแหน่งต่างๆในวงราชการและรัฐวิสาหกิจเป็นแบบเพื่อนพ้องน้องพี่

อาจถือว่าเป็นข้อยกเว้นในสถานการณ์ไม่ปกติ แต่ถ้าเกิดขึ้นในรัฐบาลจากการเลือกตั้ง รับรองว่าถูกร้องเรียนแน่นอนตัวอย่างที่ชัดเจนที่เกิดขึ้นในรัฐบาลยิ่งลักษณ์คือการย้ายเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติและแต่งตั้ง ผบ.ตร.ให้ดำรงตำแหน่งแทนเพื่อเปิดทางให้แต่งตั้งผู้ใกล้ชิดกับรัฐบาลเป็น ผบ.ตร.กลายเป็นเหตุหนึ่งที่โค่นนายกรัฐมนตรี

เนื่องจากถือว่าเป็นการแต่งตั้งโยกย้าย ตามระบบอุปถัมภ์และขัดต่อหลักคุณธรรมที่ยึดความรู้ความสามารถเป็นหลักเรื่องนี้นำไปสู่คำถาม "ธรรมาภิบาล" คืออะไร? หนังสือชื่อ "6 พันความรู้คิดจากอีเมลของยอดเยี่ยม" ระบุว่า ธรรมาภิบาลประกอบด้วยหลัก 6 ประการ อันได้แก่ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วมยังมีหลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า หลักการเหล่านี้เกิดขึ้นได้ง่ายในสังคมประชาธิปไตย โดยเฉพาะหลักนิติธรรม คือ การปกครองที่ถือกฎหมายเป็นใหญ่ ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แต่เกิดได้ยากในสังคมเผด็จการ เพราะยอมให้บางคนหรือบางกลุ่มใหญ่กว่ากฎหมายสามารถยกเลิก หรือออกกฎหมายได้ตามใจ ความโปร่งใสก็เกิดง่าย ถ้ามีระบบตรวจสอบที่ดี

ผู้ที่ชื่นชมระบอบอำนาจนิยมอาจเถียงว่า ผู้เผด็จการดีๆที่มีคุณธรรมก็มีถมไป แต่ถ้าดูประวัติศาสตร์โลก จะเห็นได้ว่าแทบจะไม่มีเผด็จการที่มีคุณธรรม ที่ได้รับยกย่องจากชาวโลก ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการมาร์กอส แห่งฟิลิปปินส์ หรือฮิตเลอร์ แห่งเยอรมนี หรือมุสโซลินี ของอิตาลี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ล้วนแต่ก่อความหายนะให้ประเทศและประชาชน

ส่วนประเทศไทยนับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตย มากว่า 85 ปี ยังไม่มีเผด็จการคนใดได้รับยกย่องเป็นผู้มีคุณธรรม และมีคุณูปการใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ ในขณะที่มีอำนาจบางคนอาจถูกชเลียร์เป็น "ขวัญใจประชาชน" แต่เมื่อพ้นจากอำนาจเมื่อน้ำลดตอผุด หลายคนถูกยึดทรัพย์ฐานร่ำรวยผิดปกติ บางคนได้นามใหม่ "ทรราช" ของแผ่นดิน.

คอลัมน์ ทางออกนอกตำรา: เปิดขุมทรัพย์'คิงเพาเวอร์' - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560

บากบั่น บุญเลิศ

เรียกเสียงฮือฮากันในวงการธุรกิจอีกครา เมื่อกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรีฯของ เสี่ยวิชัย ศรีวัฒนประภา ได้บรรลุข้อตกลงซื้อสโมสรฟุตบอล เอาด์ เฮเวเลย์ เลอเวน OHL ทีมในดิวิชัน 2 เบลเยียม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้จะยังมิได้ระบุถึงตัวเลขการซื้อขาย แต่หลายพันล้านบาทแน่นอน

ก่อนหน้านี้กลุ่มทุน คิงเพาเวอร์ ของนายวิชัย ศรีวัฒนประภา ได้ซื้อสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ ที่เป็นแชมป์อังกฤษเมื่อฤดูกาลปี 2015-2016นั่นเท่ากับว่า กลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ฯ จะได้เป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลในต่างประเทศถึง 2 สโมสร ไม่ธรรมดา หลายคนสงสัยว่าเจ้าสัววิชัย นำเงินมาจากไหน ในการลงทุนอย่างมากมาย

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตอบโจทย์ ใหญ่นี้ได้ชัดเจน จากการตรวจสอบสัญญาสัมปทานร้านค้าปลอดภาษี ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมาธิการวิสามัญป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ถึงรายได้ของบริษัทคิงเพา เวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ที่แจ้งกับกระทรวงพาณิชย์ พบว่ากลุ่มคิง เพาเวอร์ ที่ได้สัมปทานดิวตี้ฟรี และทางบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. ออกมายืนกรานว่าเป็นสัญญาที่ไม่ถึง 1,000 ล้านบาท จึงมิเข้าข่ายพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ มีรายได้อยู่ในระดับหมื่นล้านบาทหลายปีต่อเนื่องกันมา กล่าวคือ

ปี 2555 มีรายได้ 22,277 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีกำไรให้กับผู้ถือหุ้น 2,510 ล้านบาท, ปี 2556 คิงเพาเวอร์มีรายได้ 27,778 ล้านบาท ฟันกำไรไปสิริรวมทั้งสิ้น 3,496 ล้านบาท, ปี 2557 รายได้ 27,560 ล้านบาท มีกำไร 2,698 ล้านบาท, ปี 2558 รายได้เพิ่มขึ้นเป็น 33,034 ล้านบาท มีกำไร 2,984 ล้านบาท รวม 4 ปีที่เปิดขายดิวตี้ฟรีมา กลุ่มคิงเพาเวอร์มีรายได้รวมกว่า 110,000 ล้านบาท อะแฮ่ม. .มีกำไรไปเหนาะๆ จากการขายของปลอดภาษีในสถานที่ของราชการรวม 11,688 ล้านบาท

ล่าสุด อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ทายาทเจ้าสัววิชัย ที่ปัจจุบันเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประกาศยุทธศาสตร์ "คิงเพาเวอร์" ว่า ใน 5 ปีนับจากนี้ไป(ปี 2560-2564) จะใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจในกลุ่มคิงเพาเวอร์ให้มียอดขาย 130,000 - 140,000 ล้านบาท

ตัวเลขยอดขายดังกล่าวจะทำให้ "คิงเพาเวอร์" ติดท็อป 5 ในธุรกิจปลอดอากรระดับโลก จากปัจจุบันอยู่ในอันดับ 7

ตามแผนงานที่อัยยวัฒน์ประกาศนั้น จะขยายสาขาฟอร์แมตใหญ่ออกไปในจังหวัดใหญ่ของประเทศ ใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,000-2,000 ล้านบาทต่อสาขา เริ่มจากจังหวัดเชียงใหม่ จากปัจจุบันที่มี 4 สาขา คือ รางน้ำ, พัทยา ศรีวารี และภูเก็ต นอกจากนี้จะขยายออกไปใน 6 สนามบิน ได้แก่ ดอนเมือง, สุวรรณภูมิ, เชียงใหม่, หาดใหญ่, ภูเก็ต และอู่ตะเภา

ปรับโฉมสาขารางน้ำครั้งใหญ่เริ่มตั้งแต่วันที่ 26 เมษายนเป็นต้นมา และจะเปิดโฉมใหม่ภายในไตรมาส 4/2560, ปรับปรุงพื้นที่ภายในโรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ ให้เป็น Pop-up Store เพื่อให้ลูกค้ายังสามารถช็อปปิ้งได้ต่อเนื่อง

ขยายการลงทุนดิวตี้ฟรีในต่างประเทศ โดยประเทศที่มีความเป็นไปได้ที่จะสยายปีกออกไปเป็นการนำร่องคือ เมียนมา และ ฟิลิปปินส์

พัฒนาแพลตฟอร์ม "การขายออนไลน์" ออก ไปให้ตลาดกว้างขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ โดยขณะนี้กลุ่มคิง เพาเวอร์ มียอดขายบนออนไลน์ไม่ถึง 1% ของยอดขายรวม หรือไม่เกิน 100 ล้านบาท จึงตั้งเป้าหมายว่าภายใน 5 ปีนับจากนี้ไป ยอดขายจากออนไลน์จะขึ้นมาอยู่ที่ 10% หรือราว 14,000 ล้านบาท ของยอดขายรวม 140,000 ล้านบาท

ปฏิบัติการเดินหน้าสร้างอาณาจักรดิวตี้ฟรีของทายาทหนุ่มของเสี่ยวิชัย เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่มรสุมกำลังรุมเร้า "กลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรีฯ" ของ วิชัย ศรีวัฒนประภา ที่นิตยสารฟอร์บส์จัดอันดับให้เป็นบุคคลผู้ร่ำรวยเป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย ด้วยมูลค่าการถือครองทรัพย์สิน 1 แสนล้านบาท แต่มีปม คาใจของสังคมว่าด้วยสัญญาสัมปทานร้านค้าปลอดอากรในสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินภูเก็ต, สนามบินเชียงใหม่ และสนามบินหาดใหญ่ ที่ได้ทำสัญญากับ ทอท.ใน 2 สัญญา

สัญญาที่ 1 ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ ทอท.ชุดที่มี นายศรีสุข จันทรางศุ เป็นประธานบอร์ด ที่มีมติให้ บริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด เป็นผู้ชนะเงื่อนไขการจำหน่ายสินค้าปลอดภาษี ที่สนามบินสุวรรณภูมิ, สนามบินภูเก็ต, สนามบินเชียงใหม่ และสนามบินหาดใหญ่ มีอายุสัญญาตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2548 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 และมีการขยายอายุสัญญา 2 ครั้ง รวม 4 ปี สิ้นสุดอายุสัญญาปี 2563

สัญญาที่ 2 บอร์ด ทอท. ได้มีมติเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2548 ให้บริษัท คิงเพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด เป็นผู้ที่ได้รับสิทธิ์ในการประกอบกิจการบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ ภายในอาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิในพื้นที่ 20,000 ตารางเมตร มีกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับตั้งแต่วันเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิอย่างเป็นทางการ และมีการขยายอายุสัญญาออกไป 2 ครั้ง รวม 4 ปี โดยจะสิ้นสุดอายุสัญญาปี 2563

การต่อสัญญาให้กับกลุ่มคิงเพาเวอร์ครั้งแรกนั้น เกิดขึ้นในยุคนายปิยะพันธ์ จำปาสุต เป็นประธานกรรมการ และนายวุฒิพันธ์ วิชัยรัตน์ อดีตผอ.สำนักงบประมาณเป็นกรรมการโดยอ้างเหตุว่าเพื่อเยียวยาจาก เหตุกลุ่มพันธมิตรฯปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ 7 วัน

การต่อสัญญาครั้งที่ 2 ให้สิ้นสุดในปี 2563 เกิดขึ้นในยุคของที่นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เป็นประธานบอร์ด ทอท. และนายนิตินัย ศิริสมรรถการ เป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. โดยอ้างว่าสาเหตุที่ต้องต่อสัญญาเพราะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ จึงขยายสัญญาออกไป 3 ปี เพื่อเยียวยา

นี่ไม่นับปัญหาว่าด้วยการขายพรีออร์เดอร์แบบไม่ต้องเสียภาษีให้กับคนไทยที่เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ไม่ต้องขนของออกไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ว่า เป็นการทำลายการค้าปลีกและธุรกิจในห้างสรรพสินค้าที่ต้องเสียภาษีทุกบาททุกสตางค์

แรงกดดันเหล่านี้กำลังทลายป้อมค่ายคิงเพาเวอร์อย่างรุนแรง. จะอยู่จะไป ไม่นานรู้ผลแน่.

คอลัมน์ พอเพียงอย่างพอใจ: การบินไทย...คอร์รัปชันเชิงนโยบายให้ยึดนกแอร์ - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ฉาย บุนนาค

การประกาศไม่เพิ่มทุนตามสิทธิ์ใน บมจ. สายการบินนกแอร์ ของการบินไทย ...รัฐวิสาหกิจของชาติไทย มันบ่งบอกอะไรบ้าง?

คนหลงประเด็นหลายคน ตั้งคำถามไปที่นกแอร์ ว่า "จะไปรอดไหม" ในเมื่อบริษัทแม่ยังไม่เพิ่มทุนเลย.

ความจริง... นี้คือการเบียดบังประโยชน์ของประเทศชาติแบบ Smooth as Silk ของกลุ่มคนซึ่งอาศัยโอกาสและเกมการเงินที่แยบยล

ลองย้อนลำดับเรื่องราวของนกแอร์และจินตนาการว่าเราคือเจ้าของการบินไทย .

1. บมจ. สายการบินนกแอร์ ก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ มีผู้ถือหุ้นทั้งหมด 7 ราย หลักๆ คือ 1.การบินไทย (เรา) 245 ล้านหุ้น หรือ 49% 2.บริษัท Aviation Investment International 125 ล้านหุ้น หรือ 25% 3.นายพาที สารสิน 25 ล้านหุ้น หรือ 5%. ดังนั้นนกแอร์คือบริษัทที่การบินไทยถือหุ้นอันดับ 1 และมีตัวแทนกรรมการดูแลทิศทางและผลประโยชน์

2. ในเดือนมิถุนายน 2556 บมจ. สายการบินนกแอร์ ได้ทำการเสนอหุ้นขายประชาชน (IPO) 125 ล้านหุ้น ราคา 26 บาท ระดมทุนเข้าบริษัทไป 3,250 ล้านบาท

3. ตั้งแต่เข้าตลาดจนถึงวันนี้. ผู้ก่อตั้งและหุ้นส่วนหลักของการบินไทยทั้ง บริษัท Aviation Investment International และ คุณพาที สารสิน ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสายการบินนกแอร์ ได้ขายหุ้นออกอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ราคา 26 บาท จนถึง 7 บาทต้นๆ โดยคุณพาที รับเงินไปกว่า 128 ล้านบาท และเหลือหุ้นเพียง 2.02% หรือ 12.6 ล้านหุ้น โดยการบินไทยไม่เคยขายหุ้นแม้แต่หุ้นเดียว ตั้งแต่ราคา 26บาท จนถึงปัจจุบันกว่า 4 บาท

4. บมจ. สายการบินนกแอร์ มีผลการดำเนินงานขาดทุนตลอด 3 ปี (ปี 2557-2559) เกือบ 4,000 ล้านบาท จากกำไรกว่า 1,000 ล้านบาทในปี 2556 และยังไม่เคยเปลี่ยนผู้บริหาร

5. วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 บมจ.สายการบินนกแอร์ประกาศขาดทุนอีก 295 ล้านบาท ส่งผลให้ส่วนผู้ถือหุ้นติดลบไป 56 ล้านบาท. คณะกรรมการบริษัทสายการบินนกแอร์ จึงประกาศเพิ่มทุน 1 หุ้นเดิม ได้ 1 หุ้นใหม่ ราคาต่ำ 2.40 บาทต่อหุ้น ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดกว่า 300% (ราคาตลาด 7.50 บาท ต่อราคาเพิ่มทุนที่ 2.40 บาท) โดยทั้งหมดนี้ ได้ผ่านการคัดกรองและความเห็นชอบร่วมจากตัวแทนของการบินไทย

6. วันที่ 19 เมษายน 2560 ในการประชุมผู้ถือหุ้นของ บมจ. สายการบินนกแอร์ คณะกรรมการของการบินไทย ได้อนุมัติให้ลงมติ "เห็นด้วย" ในวาระการเพิ่มทุน

7. วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 .การบินไทย บริษัทของชาติ ได้สละสิทธิ์เพิ่มทุนในนกแอร์ โดยราคาตลาดอยู่ที่ 4.80 บาท หรือ upside 100% จากราคาเพิ่มทุน โดยอ้างว่าแผนใช้เงินไม่ชัดเจน

สรุปคือ คณะกรรมการการบินไทย เห็นชอบให้บมจ.สายการบินนกแอร์มีการเพิ่มทุนราคาต่ำ (มาก) กว่า 300%. แต่ตนเองไม่ใช้สิทธิ์ทั้งที่อนุมัติเอง และปล่อยให้ผู้บริหารที่ขายหุ้นทิ้ง กลับมาซื้อหุ้นใหม่ในราคา 2.40 บาท และได้สัดส่วนหุ้นกลับไปใกล้เคียงเดิม.

หากจะอ้างว่าไม่เพิ่มทุนเพราะแผนการใช้เงินไม่ชัดเจน. ทำไมท่านไม่คัดค้านหรือสรุปให้แน่ชัดก่อนไปลงมติเห็นชอบกับ บมจ. สายการบินนกแอร์? ทำไมไม่ขายทิ้งไปเลย?

การกระทำลักษณะอย่างนี้ ประชาชนคนไทยคิดได้ไหมว่าคณะกรรมการการบินไทย เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใหม่และผู้บริหารนกแอร์มาเพิ่มทุนในราคาต่ำกว่าตลาดเดิมกว่า 3 เท่าและลดสัดส่วนการบินไทยโดยทางอ้อมเหลือไม่ถึง 20%.

"รัฐวิสาหกิจ คือ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ และคือสมบัติของชาติ"

ในอดีตการบินไทยเป็นที่แสวงหาผลประโยชน์ของนักการเมืองและข้าราชการ ผ่านการจัดซื้อจัดจ้าง เรียกได้ว่า "คอร์รัปชันเชิงปฏิบัติ"แบบหักหัวคิวและติดสินบน

ปัจจุบันการเบียดบังผลประโยชน์ของชาติแนบเนียนขึ้น กลายเป็น "คอร์รัปชันเชิงนโยบาย" ให้กลุ่มทุนใหม่และผู้บริหารได้ประโยชน์

การบินไทยรักคุณ. เท่าฟ้า แต่ไยไม่รักชาติและแผ่นดินหรือ?

คอลัมน์ รศ.ประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ: พลเอกประยุทธ์กับการปกครองระบบประชาธิปไตย - แนวหน้า ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560

การปกครองในระบอบประชาธิปไตย คือ การปกครองในรูปแบบที่มีการวางกฎกติกาเรื่องการปกครองไว้แน่นอนว่า การเข้าสู่อำนาจในการปกครองของประเทศนั้น มีขบวนการที่เปิดโอกาสให้สมาชิกในสังคมมีโอกาสเท่าเทียมกัน กติกา ดังกล่าวเรียกว่า "รัฐธรรมนูญ"

การปกครองแบบนี้ สิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่ง คือ การที่ผู้ปกครองยอมรับนับถือผู้อยู่ใต้ปกครอง ซึ่งผู้ปกครองคือ "รัฐบาล" แม้จะมีอำนาจใน การปกครอง แต่รัฐบาลจำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นและให้ความนับถือต่อผู้อยู่ใต้ปกครอง คือ ประชาชน

โดยวิธีเช่นนี้รัฐบาลจะต้องมีเทคนิคหลายอย่างที่จะแสดงให้ประชาชนเห็นว่า ตนรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เช่น อาจกระทำโดยรูปของการประสานงานโดยการปรึกษาหารือ หรือชักจูงประชาชนโดยใช้เทคนิคต่างๆ ให้ประชาชนเห็นชอบด้วย นอกจากนั้นรัฐบาลต้องยอมให้ประชาชนแสดงออกในสิ่งที่เขาไม่พอใจ เนื่องจากรัฐบาลกระทำการที่ขัดต่อความรู้สึก

สรุปรวมความว่า การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ทั้งผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้ปกครองจะต้องรู้จักวิธีการประนีประนอม ซึ่งถือว่าเป็นศิลปะที่สำคัญยิ่งต่อสังคมประชาธิปไตย

จากหลักการดังกล่าวข้างต้น เมื่อประเทศไทยหลังจากการรัฐประหารโดยการนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และปกครองประเทศ ภายใต้กติกาเผด็จการ กำลังจะพัฒนาประเทศ สู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยและกำลังจะคลายอำนาจให้การปกครองประเทศได้ตกอยู่ในมือของประชาชนอีกครั้งหนึ่ง

ในฐานะองค์อธิปัตย์ที่กำลังจะลงจากอำนาจและจากประสบการณ์ที่ผ่านมาถึงปัญหาการปกครองระบอบประชาธิปไตย จนทำให้ประเทศเกือบจะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลวนั้น เกิดจากนักการเมืองที่มีอำนาจในขณะนั้น ใช้กติกาประชาธิปไตยเพื่อประโยชน์แห่งตนและพวกพ้อง ก่อให้เกิดความแตกแยกของประชาชนดังที่ปรากฏ ซึ่งมีผลจากรัฐบาลขาดธรรมาภิบาลและเพื่อมิให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย การที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งคำถาม 4 ข้อ เพื่อขอให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นนั้น ถ้ามองในแง่ดี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นำคำถามเหล่านี้มาจากประสบการณ์ทางการเมืองของประเทศก่อนการรัฐประหารมาถามประชาชนเจ้าของประเทศว่า ถ้าเหตุการณ์ตามคำถามทั้ง 4 ข้อ เกิดขึ้นหลังจากมีการเลือกตั้งในอนาคต ประชาชนเจ้าของประเทศจะมีวิธีทางแก้ไขอย่างไร ที่จะไม่ทำให้การปกครองของประเทศกลับไปสู่ "วงจรอุบาทว์" อีกครั้งอย่างไรก็ดี คำถามดังกล่าวอาจกระทบความรู้สึกของนักการเมืองทั้งฝ่ายที่มีความตั้งใจที่จะเห็นประเทศปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง หรือนักการเมืองที่มองเห็นประโยชน์ส่วนตน ถ้าประเทศได้กลับไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง และมองเห็นประโยชน์ที่พวกเขาจะได้รับ แต่ถูกพลเอกประยุทธ์ดักคอไว้ก็ได้

ฉะนั้นการที่พลเอกประยุทธ์ได้ตั้งคำถาม ดังกล่าว จึงก่อให้เกิดการวิจารณ์จากนักการเมืองทั้งฝ่ายบริสุทธิ์ใจและไม่บริสุทธิ์ใจ ดังปรากฏอยู่ในขณะนี้แต่ถ้าประชาชนเจ้าของประเทศจะใช้วิจารณญาณแล้ว ก็อาจตัดสินได้ว่าสิ่งที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โยนคำถามมาให้ประชาชนเจ้าของประเทศนั้น ประชาชนจะตีความว่าอย่างไร

คอลัมน์ กระจก 8 หน้า: ค่าแป๊ะเจี๊ยะโรงเรียนดัง - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ฟันนี่เอส

ช่วงนี้โรงเรียนส่วนใหญ่น่าจะเปิดเทอมกันแล้ว ช่วงปิดเทอมใหญ่ที่ผ่านมาเด็กๆน่าจะได้ชาร์จพลังกันอย่างเต็มที่ เพื่อเตรียมพร้อมรับศึกหนักอีกราว 4 เดือนนับจากนี้

ส่วนผู้ปกครอง น่าจะผ่านศึกหนักไปแล้ว เพราะการจ่ายค่าเทอม ค่าชุดนักเรียน รองเท้า กระเป๋า อุปกรณ์การเรียนต่างๆ เสร็จสิ้นไปแล้ว แต่สำหรับใครที่หยิบยืมเงินมาใช้จ่าย ช่วงนี้คงต้องหาเงินใช้ตัวเป็นเกลียวกันเลยทีเดียว

จากการสำรวจความคิดเห็นผู้ปกครองเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอม เมื่อช่วงต้นเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า เปิดเทอมปีนี้ มีมูลค่าการใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 50,196 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.14% เมื่อเทียบกับปี 59 ที่มีมูลค่า 49,145 ล้านบาท

อัตราการขยายตัวไม่มากนัก แต่มูลค่าการใช้จ่ายสูงสุดนับตั้งแต่การสำรวจครั้งแรกเมื่อปี 53 สาเหตุเพราะราคาสินค้าแพงขึ้น ทำให้ผู้ปกครองต้องใช้เงินมากขึ้น แต่ซื้อสินค้าน้อยชิ้นลง

สำหรับค่าใช้จ่ายดังกล่าว ผู้ตอบส่วนใหญ่ บอกว่า หมดไปกับค่าเล่าเรียน/ค่าหน่วยกิตมากที่สุดถึง 13,894 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ที่ 12,462 บาท คิดเป็นสัดส่วน 42.8% ของค่าใช้จ่ายรวม

แต่ความน่าสนใจอยู่ที่อันดับ 2 ค่าบำรุงโรงเรียนกรณีเปลี่ยนโรงเรียนใหม่ หรือค่าแป๊ะเจี๊ยะอยู่ที่ 9,138 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ที่ 9,048 บาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 28.2%

นี่คือสิ่งที่ได้จากการสำรวจความคิดเห็น และเป็นมูลค่าใช้จ่ายแบบเฉลี่ย แต่ในความเป็นจริง จากการที่ได้ยินได้ฟังคนรู้จัก และเพื่อนๆเล่า ทำให้ทราบว่า "ค่าแป๊ะเจี๊ยะ" ไม่ได้อยู่ที่แค่หลักพันบาทเท่านั้น บางโรงเรียนเรียกเก็บสูงถึงหลักแสนบาท

อย่างโรงเรียนดังแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะภาคภาษาอังกฤษ(EnglishProgram ) การฝากลูกเข้าเรียน 1 คน ล่าสุดเรียกเก็บสูงถึง 300,000 บาท ยังไม่นับรวมค่าแรกเข้าที่เรียกเก็บเป็นปกติอยู่แล้วคนละ 100,000 บาทตลอดการเรียนที่นี่ และค่าเทอมอีกเทอมละ 35,000 บาท ส่วนภาคปกติ เรียกเก็บที่ 100,000บาท

ผู้หลักผู้ใหญ่ของโรงเรียน บอกว่าสงสารผู้ปกครองที่มานั่งร้องห่มร้องไห้หน้าห้องโรงเรียนใกล้เปิดเทอมแล้ว แต่ลูกยังไม่มีที่เรียนเลย จึงต้อง "จัดให้"

โดยเงินค่าแป๊ะเจี๊ยะ ตี๋เจี๊ยะเหล่านี้ ไม่มีการออกใบเสร็จรับเงินให้ผู้ปกครอง และไม่รู้ว่าเข้ากระเป๋าใคร?

แต่ระวังจะถูก "สตง." สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ตรวจสอบ ถ้าพบคอร์รัปชันจริง นอกจากจะถูกดำเนินการตามกฎหมายแล้ว ยังจะต้องถูกสอบวินัยด้วย ซึ่งการคอร์รัปชันเรียกรับเงินใต้โต๊ะ น่าจะผิดวินัยร้ายแรงมีความผิดถึงขั้น "ไล่ออก" โดยไม่ได้รับบำเหน็จบำนาญด้วยซ้ำ

ผู้ที่รับผิดชอบโดยตรง น่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงบ้าง อย่าปล่อยให้คนน่ารังเกียจอยู่อย่างสงบสุข และมีหน้ามีตาในสังคม

นี่เป็นเพียง 1ตัวอย่าง คงมีอีกหลายโรงเรียนที่เป็นทำนองเดียวกัน ที่จริงน่าจะตรวจสอบทรัพย์สิน "ผู้อำนวยการโรงเรียน" เหมือนนักการเมืองบ้างจะดีไม่น้อย!!

คอลัมน์ ย่อโลก: ขังลืมกังฉินสินบน760ล้าน - ข่าวสด ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ศาลมณฑลหูเป่ย พิพากษาให้นายหวาง เปาอัน อดีตหัวหน้าสำนักสถิติแห่งชาติรับโทษจำคุกตลอดชีวิต ฐานรับสินบนราว 760 ล้านบาท ถือเป็นเจ้าหน้าที่อาวุโสรายล่าสุดของจีนที่มีความผิด ตามนโยบายกวาดล้างคอร์รัปชั่น ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นอกจากนี้ยังพบว่านายหวางมีความผิด ใช้ตำแหน่งหน้าที่ช่วยผู้อื่น อาทิ อนุมัติโครงการการจ้างงาน ระหว่างปี 2537 ถึง 2559

ลูกสาว'รัสปูตินหญิงแห่งเกาหลีใต้'ถูกจับกลับโสมขาว-ปิดฉากชีวิตหรูจากเงินสินบน - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เอเอฟพี - ลูกสาวของหญิงที่ได้รับ สมญานามว่า "รัสปูติน" แห่งเกาหลีใต้ โดยเป็นศูนย์กลางข่าวฉาวคอร์รัปชัน ที่นำไปสู่การลาออกของประธานาธิบดี พัค กึนฮเย ของเกาหลีใต้ ถูกจับกุม โดยคณะอัยการบนเครื่องบินที่กำลังมุ่งหน้ากลับบ้านเกิดในกรุงโซลเมื่อวันพุธ (31 พ.ค.)

ชุง ยูรา วัย 20 ปี ถูกจับกุมทันทีหลังจากขึ้นเที่ยวบินของโคเรียนแอร์จากจากนครอัมสเตอร์ดัมไปยังท่าอากาศยานอินชอนเมื่อเช้าวันพุธ (31) หลังจากถูกส่งตัวจากเดนมาร์กเมื่อหนึ่งวันก่อน สำนักข่าวยอนฮัประบุโดยอ้างจากคณะอัยการโซล

ทั้งนี้ ชุงเป็นลูกเพียงคนเดียว ของ ชอย ซุนซิล เพื่อนสนิทของอดีตประธานาธิบดี พัค กึนฮเย

ชอยที่ถูกตั้งฉายาว่า "รัสปูติน" จากการมีอิทธิพลเหนือประธานาธิบดี ในเวลานั้นเป็นบุคคลสำคัญในข่าวฉาวการใช้อำนาจมืดที่จุดชนวนการประท้วงใหญ่บนถนนเรียกร้องให้พัคลาออก

พัคและชอยกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีฐานรับหรือเรียกร้องสินบนหลายล้านดอลลาร์จากกลุ่มธุรกิจใหญ่รวมถึงซัมซุง

ชุงที่ถูกตำรวจเดนมาร์กจับกุมเมื่อเดือนมกราคม ได้ยอมถอนอุทธรณ์ต่อทางการเดนมาร์ก ซึ่งจะส่งตัวเธอในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ทั้งนี้ ตามคำแถลงของ ศาลเดนมาร์กเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในขณะที่โซลต้องการตัวเธอมาเพื่อสอบปากคำ

อัยการเกาหลีใต้ระบุว่า ชุงเป็น ผู้ได้รับเงินหลายล้านดอลลาร์ที่ ซัมซุง กลุ่มธุรกิจใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้จ่ายให้ เพื่อปรนเปรอการฝึกขี่ม้าและชีวิตหรูหราของเธอในยุโรป

ทีมเจ้าหน้าที่ 5 คนจากสำนักงานอัยการถูกส่งตัวไปยังอัมสเตอร์ดัมเพื่อทำการจับกุมด้วยหมายจับที่ออกล่วงหน้า ยอนฮัประบุ

ยอนฮัปเสริมว่า คณะอัยการรอ จนกระทั่งชุงขึ้นเที่ยวบินโคเรียนแอร์ เนื่องจากขอบเขตอำนาจศาลสามารถใช้ได้บนสายการบินของประเทศตนเอง

ทางด้านชุง กล่าวภายหลังลงจากเครื่องบินที่ท่าอากาศอินชอนว่า เธอคิดว่าเป็นเรื่องดีที่สุดที่จะเล่าเรื่องราวจากด้านของเธอบ้าง และแก้ไขคลี่คลายความเข้าใจตผิดต่างๆ พร้อมกับยืนยันว่า เธอไม่ทราบอะไรทั้งสิ้นเกี่ยวกับ "การได้รับการปฏิบัติพิเศษ" ต่างๆ ที่เธอถูกกล่าวหาว่าได้รับ ในระหว่างที่แม่ของเธอและประธานาธิบดีพัคยังเรืองอำนาจ

"ฉันไม่ทราบอะไรเลยว่ามีการติดต่ออะไรกันอย่างไรระหว่างคุณแม่ ของฉันกับท่านอดีตประธานาธิบดี แต่ฉันรู้สึกว่าฉันถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด" เธอบอก .