You are here

CG and corruptions News - 1 June 2018

กกต.ฟัน'ดอน'พ้นเก้าอี้รมต.ชี้'เมีย'ถือหุ้นเกิน/8คนรอด - ไทยโพสต์

แบล็กลิสต์ ITD สำนักนายกฯชง"คมนาคม"ทบทวน - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

กกอ.เสนอใช้ม.44แก้ปัญหา2มหา'ลัยมทร.ล้านนา-ม.แม่โจ้ - ไทยโพสต์

คอลัมน์ มุมข้าราชการ: หลักสูตรต้านทุจริต - ไทยรัฐ

ปปป.ลุยขยายผลพุ่งเป้าวัดงบเกินล้าน- '29วัด'ส่อทุจริตเงินทอนล็อต4 กรุงเทพธุรกิจ

SPECIAL SCOOP: จับตายังมีพระผู้ใหญ่ใน'มส.' เอี่ยวทุจริตเงิน-ทรัพย์สินหลวง!? - ผู้จัดการ

คมชัดลึก: ฟอนเฟะอย่างที่สุด - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ กวนให้ใส: พระและพวก - แนวหน้า

กลโกงเงินทุนเสมา: ตราบาปวงการศึกษา - เดลินิวส์

คอลัมน์ ย่อยข่าว: อัยการเกาหลีใต้บุกค้น สนง.ใหญ่ "โคเรียนแอร์" – ผู้จัดการ

กกต.ฟัน'ดอน'พ้นเก้าอี้รมต.ชี้'เมีย'ถือหุ้นเกิน/8คนรอด - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561

แจ้งวัฒนะ * กกต.มีมติฟัน "ดอน ปรมัตถ์วินัย" ขาดคุณสมบัตินั่งเก้าอี้รัฐมนตรี เหตุคู่สมรสถือหุ้นในธุรกิจเกิน 5% ไม่แจ้ง ป.ป.ช. ตามกำหนด ชี้ขัด รธน.มาตรา 264, 187 เตรียมยื่นศาล รธน.วินิจฉัย ขณะที่ 8 รมต. รอด

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันที่ 31 พฤษภาคม มีรายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุม กกต.เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ที่ประชุม กกต.มีมติเสียงข้างมากเห็นว่าการถือครองหุ้นของนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐ ธรรมนูญมาตรา 264 ประกอบมาตรา 187 ที่บัญญัติไม่ให้รัฐมนตรีถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท หรือในกรณีประสงค์จะได้รับประโยชน์จากหุ้นที่ถือครอง ให้แจ้งประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทราบภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งและให้ โอนหุ้นจนอาจเป็นเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170

โดยขณะนี้ ได้มอบหมายให้สำนักกฎหมายของสำนักงาน กกต. ดำเนินการยกร่างคำร้องเพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวมาจากการที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 60 ขอให้ กกต.ตรวจสอบการถือครองหุ้นสัมปทานของ 9 รัฐมนตรี ที่ประกอบไปด้วย นายดอน รมว.การต่างประเทศ, นายอดิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง, นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลฯ, นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์, นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี, นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ในขณะนั้น, ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการ ในขณะนั้น, พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ในขณะนั้น หลังรัฐธรรมนูญ 60 มีผลบังคับใช้เมื่อ 6 เม.ย.60 เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ ทำให้ความเป็น รมต.ต้องสิ้นสุดหรือไม่

ซึ่ง กกต.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นตรวจสอบและรายงานว่า คณะอนุกรรมการได้เสนอรายงานผลการตรวจสอบต่อ กกต.ว่าการถือครองหุ้นของ รมต. 8 คนนั้นไม่มีปัญหา เห็นควรที่ กกต.จะยุติเรื่อง มีเพียงของนายดอน ที่อาจมีปัญหาขัด รธน. เนื่องจากคู่สมรสถือครองหุ้นในธุรกิจอยู่เกินกว่าร้อยละ 5 และไม่มีการแจ้งต่อ ป.ป.ช.ภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งที่ประชุม กกต.ก็ได้มีมติตามที่อนุกรรมการตรวจสอบเสนอให้ยุติเรื่องในส่วนของ 8 รมต. ขณะที่ในส่วนของนายดอนนั้น ที่ประชุมมีความเห็นแบ่งเป็น 2 ฝ่าย และที่สุดก็ได้มีการลงมติ ซึ่งในชั้นแรกผลการลงมติออกมาเท่ากัน 2 ต่อ 2 ทำให้นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ออกเสียงชี้ขาดอีก 1 เสียง จึงกลายเป็นมติเสียงข้างมาก 3 ต่อ 2 ว่าการถือครองหุ้นของนายดอนเข้าข่ายทำให้ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และให้เสนอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

อย่างไรก็ตาม ยังเหลือคำร้องของนายเรืองไกร กรณีการถือครองหุ้นของ 3 รมต. ที่ประกอบด้วย นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รมช.คมนาคม, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ, นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ และการถือครองหุ้นของ 90 สนช.ที่ กกต.ยังดำเนินการตรวจสอบไม่แล้วเสร็จ.

แบล็กลิสต์ ITD สำนักนายกฯชง"คมนาคม"ทบทวน - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561

แบล็กลิสต์ ITD สำนักนายกฯชง'คมนาคม'ทบทวน

ผู้จัดการรายวัน 360 - "เฟซบุ๊ก T'Challa พิทักษ์ เสือดำ-เผยสำนักนายกฯ รับลูกข้อเสนอให้ รบ.ยกเลิกสัญญา-ขึ้นแบล็กลิสต์ "อิตาเลียนไทย" เหตุ "เปรมชัย กรรณสูต" เป็นจำเลยคดีล่า สัตว์ป่า พฤติกรรมขาดธรรมาภิบาล-ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม ส่งต่อ "ก.คมนาคม" พิจารณาตัดสิทธิเข้าร่วมประมูล-ต่อสัญญาโครงการในอนาคต จนกว่าศาลจะพิจารณาคดีถึงที่สุดว่าบริสุทธิ์ หรือได้มีการเปลี่ยนแปลงตัวประธานบริษัทเพื่อแสดงความ รับผิดชอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา แฟนเพจเฟซบุ๊ก "T'Challa พิทักษ์ เสือดำ-เฉพาะกิจ" ได้โพสต์ภาพหนังสือ ที่ นร 0105.04/42939 ลงวันที่ 21 พ.ค.61 ถึง นายธัชพงศ์ แกดำ เรื่อง ขอให้พิจารณาทบทวนการจัดซื้อจัดจ้างบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) (บมจ.อิตาเลียนไทยฯ) โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามหนังสือที่อ้างถึง ท่านได้เดินทางไปยื่นหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรี ณ จุดบริการประชาชน 1111 ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ขอให้พิจารณาทบทวนการจัดซื้อจัดจ้างกับ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เนื่องจากท่านอ้างว่า ผู้บริหารของบริษัทฯ มีพฤติกรรมที่ขัดต่อหลักธรรมาภิบาล และไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งอาจส่งผลให้การทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ความแจ้งอยู่แล้ว นั้น

สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ประสานส่งเรื่องให้กระทรวงคมนาคม ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบกรณีที่ท่านได้มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีดังกล่าว เพื่อรับทราบเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาแล้ว

ลงชื่อ นายพันศักดิ์ เจริญ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการศูนย์บริการประชาชน ปฏิบัติราชการแทน ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ เมื่อ 15 พ.ค.61 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ100 วัน เหตุการณ์ล่าสัตว์ป่าในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก กลุ่ม T'Challa และตัวแทนนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกันยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้าง และขึ้นทะเบียนแบล็กลิสต์ บมจ.อิตาเลียนไทยฯ จากกรณีที่ นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร และกรรมการ บมจ.อิตาเลียนไทย ตกเป็นจำเลยคดีล่าสัตว์ป่า ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อหลักธรรมาภิบาล และไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนขัดต่อจริยธรรมผู้บริหาร และบรรษัทภิบาล ที่ระบุไว้ในรายงานประจำปีของ บมจ.อิตาเลียนไทยฯ ประจำปี 2561 อีกด้วย

โดยกลุ่ม T'Challa ได้ระบุในข้อเรียกร้องไว้ 2 ประเด็น คือ 1. ขอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนยกเลิก การจัดซื้อจัดจ้าง ทำสัญญา MOU ทำธุรกิจกับ บมจ.อิตาเลียนไทยฯทุกโครงการ จนกว่าศาลจะพิจารณาคดีถึงที่สุดว่ามิได้กระทำความผิด หรือได้มีการเปลี่ยนแปลงตัวประธานบริษัทเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

และ 2. ขอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวน ขึ้นทะเบียนแบล็กลิสต์ บมจ.อิตาเลียนไทยฯ ให้เป็นบริษัทที่ขาดหลักธรรมาภิบาล ไม่ให้มีสิทธิในการเข้าร่วมประมูล หรือต่อสัญญาทำ MOU ในโครงการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จนกว่าศาลจะพิจารณาคดีถึงที่สุดว่ามิได้กระทำความผิด หรือได้มีการเปลี่ยนแปลงตัวประธานบริษัทเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

ขณะที่เว็บไซต์ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ระบุด้วยว่า ในวันเดียวกันนั้น ตัวแทนนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังได้นำรายชื่อที่ได้จากการรณรงค์ผ่านเว็บไซต์ change.org เรื่อง ขอให้ภาครัฐงดทำสัญญากับ บมจ. อิตาเลียนไทยฯ และบริษัทที่ไร้ธรรมาภิบาล จำนวน 23,507 รายชื่อ มอบแก่นายกรัฐมนตรีด้วยเช่นกัน.

กกอ.เสนอใช้ม.44แก้ปัญหา2มหา'ลัยมทร.ล้านนา-ม.แม่โจ้ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ศึกษาธิการ * กกอ.เสนอ "รมว.ศธ." ใช้ ม.44 แก้ไขปัญหาธรรมาภิบาล มทร.ล้านนา และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ "หมอธี" เผย ส่วนตัวไม่รู้จักใคร กกอ.เสนอมาให้แก้ปัญหา และศึกษาข้อมูลก็จะดำเนินการตามนั้น

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้คณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) มีมติเสนอให้ รมว.ศธ.ใช้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 เพื่อแก้ปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ตามคำสั่ง คสช.ที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาล ในสถาบันอุดมศึกษา กับมหาวิทยาลัย 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนา และมหา วิทยาลัยแม่โจ้ เพื่อพิทักษ์ธรรมา ภิบาลในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะกรณี มทร.ล้านนา ที่ขณะนี้นายกสภามหาวิทยาลัย พร้อมทั้งอุปนายกสภาฯ และกรรมการสภาฯ บางคนลาออกจากตำแหน่งแล้ว ทำให้เกิดสุญญากาศในการบริหารมหา วิทยาลัย ซึ่งคำสั่ง คสช.มีอยู่แล้ว เพียงแต่ กกอ.เสนอให้ประกาศชื่อมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาธรรมาภิบาลเพิ่มเพื่อใช้ อำนาจตามคำสั่งดังกล่าว อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวตนไม่รู้จักใครเลย เมื่อ กกอ.เสนอมาให้แก้ปัญหา หลังเห็นข้อมูลแล้วตนก็จะดำเนินการตามนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การที่ กกอ.เสนอให้ใช้อำนาจ ม.44 โดยประกาศชื่อมหาวิทยาลัยเพิ่มในคำสั่ง คสช.ที่ 39/2559 เพื่อแก้ปัญหาธรรมาภิบาล เนื่องจากกรณี ม.แม่โจ้ กกอ.เคยเสนอให้ใช้อำนาจ ม.44 เพราะมีเรื่องร้องเรียนปัญหาธรรมาภิบาลผู้บริหารมหาวิทยาลัยต่อ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเมื่อตรวจสอบพบว่ามีมูลความจริง กกอ.จึงเสนอใช้อำนาจตาม ม.44 แต่ รมว.ศึกษาธิการเห็นว่าควรให้ใช้กฎหมายปกติดำเนินการไปก่อน แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมาก็ยังไม่มีการแก้ปัญหาแต่อย่างใด จึงเสนอยืนยันให้ใช้อำนาจตาม ม.44 อีกครั้ง ขณะที่กรณี มทร.ล้านนามีการร้องเรียนปัญหาทุจริตของ นายประพัฒน์ เชื้อไทย ตั้งแต่ได้รับการเสนอชื่อเป็นอธิการบดี และมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง พบว่าเข้าข่ายมีมูลกระทำความผิด ตามที่ถูกร้องเรียน นำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโดย สกอ. และล่าสุด ศ.ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภา มทร.ล้านนา พร้อมด้วยอุปนายกฯ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ รวม 6 คน ได้ลาออกจากตำ แหน่ง ส่งผลให้เกิดสุญญากาศในมหาวิทยาลัย กกอ.จึงจำเป็น ต้องเสนอใช้อำนาจ ม.44 เพื่อพิ ทักษ์ธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยเช่นกัน.

คอลัมน์ มุมข้าราชการ: หลักสูตรต้านทุจริต - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561

"ซี.12"

หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา(Anti-Corruption Education )เป็นผลงานที่สำนักงาน ป.ป.ช.พยายามผลักดันให้เกิดขึ้นในกระบวนการการศึกษาของไทย

เพราะหลักสูตรต้านทุจริตศึกษามีวัตถุประสงค์ในการปลูกฝังและสร้างวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริตให้สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ส่วนตนสิ่งใดเป็นประโยชน์ส่วนรวมยึดถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตนมีจิตพอเพียงต้านทุจริต ละอาย และเกรงกลัวที่จะไม่ทุจริตและไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบผ่านสถาบันการศึกษาซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องปลูกฝังตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งอาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย และสถาบันการศึกษาอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันการศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร สถาบันการศึกษาในสังกัด ตช.สถาบันการศึกษาทางทหารเป็นต้น ต่อเนื่องไปจนถึงระดับอุดมศึกษา เพื่อให้ครอบคลุมทั้งระบบการศึกษา

นอกจากนี้ยังรวมถึงหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับบุคลากรของรัฐและพนักงานรัฐวิสาหกิจในหน่วยงานภาครัฐ โดยแต่ละหลักสูตรประกอบด้วยเนื้อหา 4 ชุดวิชา ดังนี้

1.การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม

ชุดวิชาดังกล่าวเน้นการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืน โดยปรับเปลี่ยนระบบการคิดของคนในสังคมแยกแยะให้ได้ว่า "เรื่องใดเป็นประโยชน์ส่วนตน...เรื่องใดเป็นประโยชน์ส่วนรวม" โดยนำวิธีคิดแบบฐาน 10(Analog thinking )และฐาน 2(Digital thinking )มาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างยั่งยืน

2.ความละอายความไม่ทนต่อการทุจริต

เป็นชุดวิชาเกี่ยวกับการสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริตเป็นการปรับเปลี่ยนสภาพสังคมให้เกิดภาวะ "ที่ไม่ทนต่อการทุจริต" โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมในทุกช่วงวัย เพื่อสร้างวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริตและปลูกฝังความพอเพียง มีวินัย ซื่อสัตย์สุจริต ความเป็นพลเมืองดีมีจิตสาธารณะ ผ่านทางสถาบันหรือกลุ่มตัวแทนที่ทำหน้าที่ในการกล่อมเกลาทางสังคม เพื่อให้เด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ เกิดพฤติกรรมที่ละอายต่อการกระทำความผิด การไม่ยอมรับและต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ

3.STRONG :จิตพอเพียงต้านทุจริต

เป็นชุดวิชาที่ประยุกต์หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ประกอบกับหลักการต่อต้านการทุจริตอื่นๆ เพื่อสร้างฐานคิดจิตพอเพียงต่อต้านการทุจริตให้เกิดขึ้นเป็นพื้นฐานความคิดของปัจเจกบุคคล โดยประยุกต์หลัก "STRONG :จิตพอเพียงต้านทุจริต" ซึ่งคิดค้นโดยรองศาสตราจารย์ ดร.มาณี ไชยธีรานุวัฒศิริ ในปี 2560 มาเป็นแนวทางในการพัฒนาวัฒนธรรมหน่วยงาน

4.พลเมืองและความรับผิดชอบต่อสังคม

พลเมืองศึกษาเป็นการจัดการศึกษาและประสบการณ์เรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลเมืองดีของประเทศมีความภูมิใจในความเป็นพลเมืองตนเองมีสิทธิมีเสียง สนใจต่อส่วนรวมและมีส่วนร่วมในกิจการบ้านเมืองตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย หรือการเรียนรู้เกี่ยวกับรัฐบาล รัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระบบการเมือง การปกครองสิทธิและความรับผิดชอบของพลเมืองระบบการบริหารจัดการสาธารณะและระบบตุลาการ

บัดนี้แรงผลักดันของ ป.ป.ช.กลายเป็นเรื่องจริงจังแล้วเมื่อ ครม.มีมติเห็นชอบกับแนวทางนี้และอนุมัติให้ดำเนินการอย่างเต็มที่

มาดูกันถึงเรื่องเนื้อหาสาระและประเด็นในการอนุมัติของครม.ในวันพรุ่งนี้.

ปปป.ลุยขยายผลพุ่งเป้าวัดงบเกินล้าน- '29วัด'ส่อทุจริตเงินทอนล็อต4 กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561

กองปราบฯ เร่งล่าตัว 'เจ้าคุณเมธี' พบพิกัด กบดานภาคอีสาน

กรุงเทพธุรกิจ ผบก.ปปป. ยันเดินหน้า ขยายผลเงินทอนวัดล็อต 4 ปปป.เร่งตรวจสอบเพิ่มเติม ปีงบประมาณ 2555 - 2560 เล็งวัดได้งบเกินล้าน เผยพบ 29 วัดเข้าข่ายทุจริต กองปราบฯคุมตัว "อดีตพระสังคม" อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯฝากขัง ศาลไม่อนุญาตประกันตัว เร่งล่าตัว "เจ้าคุณเมธี" พบพิกัดกบดานพื้นที่ภาคอีสาน

ความคืบหน้าการดำเนินคดีกับ ผู้เกี่ยวข้องในการทุจริตเงินทอนวัด หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจของบังคับการกองปราบปรามได้ควบคุมตัวอดีตพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) ผู้ต้องหาในคดีเงินทอนวัดพร้อมนำตัวไปฝากขังศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ขณะที่ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติให้คืนสำนวน มาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง แหล่งข่าวจากกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เปิดเผย "เนชั่นทีวี" ว่า ตามที่ป.ป.ช. ได้คืนสำนวนมาที่สตช.ดำเนินคดี กับผู้ที่เกี่ยวข้องในส่วนตร. ได้มีคำสั่งที่ 50 และ 53 ตั้งคณะทำงานร่วมกองบังคับการกองปราบปราม(บก.ป.) และปปป. ก็จะรับสำนวนมาทำต่อ และยื่นฟ้องผู้ต้องหากับอัยการ

แหล่งข่าว เปิดเผยว่า ไม่หนักใจในการรับสำนวนกลับมาทำ โดยจะแบ่งภารกิจ กองปราบจะแยกทำเรื่องฟอกเงิน ซึ่งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ผู้เจ้าทุกข์ ส่วน ปปป.จะทำคดีทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เป็นเจ้าทุกข์ โดยการรวบรวมและสรุปสำนวน จะส่งคำฟ้องต่ออัยการให้ยื่นฟ้องศาลต่อไป

ฝากขัง'พระเมธีสุทธิกร'ค้านประกัน

วันเดียวกันพระราชอุปเสณาภรณ์ (พระเมธีสุทธิกร)(สังคม สังฆะพัฒน์) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ พร้อมทนายความส่วนตัวได้เข้าพบ พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง รอง ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(รองผบช.ก.) พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รองผู้บังคับการกองปราบปราม(รองบก.ป.) เพื่อเข้ามอบตัวหลังจากถูกศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางออกหมายจับ

โดยหลังการสอบปากคำนานกว่า 5 ชั่วโมง พ.ต.อ.ชาคริต พร้อมคณะพนักงานสอบสวน บก.ป. ก็ได้คุมตัวอดีตพระราชอุปเสณาภรณ์ ไปขออำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พร้อมคัดค้านการประกันตัว ขณะที่ลูกศิษย์ซึ่งเป็นฆราวาส ได้ยื่นหลักทรัพย์ 500,000 บาท เพื่อขอประกันตัว

พบพฤติกรรมร่วมฟอกเงินนับ10ล้าน

ทั้งนี้ในคำร้องของพนักงานสอบสวนระบุพฤติการณ์ผู้ต้องหาสรุปว่า พศ.ได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 10 ล้านบาทให้กับวัดสระเกศฯ โดยมีการระบุนำมาเป็นเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนปริญัติธรรมแผนกสามัญ แต่จากการตรวจสอบไม่มีการเปิดโรงเรียนดังกล่าว โดย ผู้ต้องหาและอดีตพระราชกิจจาภรณ์ หรือ อดีตเจ้าคุณเทอด ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ได้ร่วมกันเบิกถอนเงินจากบัญชี 5 ครั้งในปี 2558 ซึ่งการกระทำนั้นเป็นการร่วมซุกซ่อนเงินที่ได้จากการกระทำผิดตามความผิดมูลฐานการฟอกเงินที่นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานนท์ อดีต ผอ.พศ.กับพวก ได้กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่โดยการทุจริต อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147,157,162 โดยมีนายทวิช สังข์อยู่ ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ บริษัท ดีดีทวีคูณ ที่รับผลิตสื่อให้กับวัดสระเกศ เป็นผู้ร่วมการกระทำความผิดเกี่ยวกับบัญชี เงินฝากนั้นด้วย

อย่างไรก็ดีศาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้มีลักษณะการกระทำผิดเป็นขบวนการ และเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง หากปล่อยตัวชั่วคราว เกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และอาจจะหลบหนีได้ จึงเห็นชอบตามคำร้องขอพนักงานสอบ ไม่อนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราวพร้อมให้ส่งตัวไปควบคุมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังฟังคำสั่งศาล เจ้าหน้าที่ได้นำชุดขาวมาให้พระสังคม ผลัดเปลี่ยน ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.สงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 30 จากนั้นนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำ

กองปราบฯเร่งล่าตัว"เจ้าคุณเมธี"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของอดีต พระสังคม นั้น ถือเป็นพระรูปที่ 7 ที่พนักงานสอบสวน บก.ป. นำตัวส่งฝากขังศาลในคดีร่วมกันฟอกเงินอุดหนุนการศึกษาโครงการต่างๆ

ส่วนอดีตพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศฯซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนี ขณะนี้มีรายงานว่า ซ่อนตัวอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในคดี กำลังเดินทางไปควบคุมตัวมาสอบปากคำที่กองปราบปราม

ขยายผลล็อต 4 เล็งวัดได้งบเกินล้าน

ขณะที่ความคืบหน้าลงพื้นที่ตรวจสอบวัดเป้าหมายจำนวน 60 วัดเพื่อขยายผลกรณีทุจริตงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนา ล็อตที่ 4 ช่วง พ.ศ.2554 -2559 รายงานข่าวเปิดเผยว่า ขณะนี้ปปป.ได้ดำเนินการตรวจ 90 วัดทั่วประเทศ พบเกี่ยวข้องกับการทุจริตแล้ว 29 วัด

ด้านพล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. เปิดเผยว่า การตรวจสอบการทุจริตเงินทอนวัดนั้นเป็นไปตามขั้นตอน โดยจะตรวจสอบวัด ทั่วประเทศ ที่มีงบประมาณลงไปมากกว่า 1 ล้านบาท ระหว่างปี พศ. 2555- 2559 และหากพบว่ามีความผิดก็จะรวม ปี 2560 เข้าไปด้วย ทั้งนี้ในการตรวจสอบ ยังคงพบว่ามีการกระทำผิดอยู่ และหากพบว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอก็จะรวบรวมส่งให้ทาง สำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติ (พศ.) เพื่อเข้ามาร้องทุกข์

ทั้งนี้พล.ต.ต.กมลยังกล่าวอีกว่า การ กระทำผิดในเรื่องทุจริตงบประมาณ หรือ เงินทองวัด หลักๆ แล้วเป็นการทำผิดของข้าราชการ แต่จะมีคนอื่นร่วมด้วยหรือไม่ ก็ต้องตรวจสอบ และนำมาดำเนินคดี ต่อไป

อย่างไรก็ดีในล็อต 4 มีเป้าหมาย 76 วัด ทั่วประเทศ สอบสวนเสร็จแล้ว 26 วัด ประกอบด้วย ภาคเหนือ 3 วัด ภาคกลาง 16 วัด ภาคตะวันออก 2 วัด ภาคใต้ 4 วัด และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 วัด ความเสียหาย 102 ล้านบาท อยู่ระหว่างการสอบสวนอีก 50 วัด ในจำนวนนี้รวม เครือข่ายพระครูกิตติ พัชรคุณ อดีตเจ้าอาวาส วัดแค อดีตเจ้าคณะอำเภอชนแดน จ.เพชรบูรณ์

โดยกลุ่มข้าราชการที่ทำความผิดยังคงเป็นกลุ่มเดิม ซึ่งก็คือผู้ที่มีอำนาจอยู่ในระหว่าง ปี 2555- 2559 หากพบความผิดและมีการร้องทุกข์แล้ว ทางเจ้าหน้าที่ก็จะสามารถดำเนินการตามกฎหมายป.วิอาญาได้เลย โดยการส่งสำนวนคดีและยื่นฟ้องต่อศาล

พร้อมรับไม่ต่อป.ป.ช.สางทุจริต

ส่วนกรณีที่ป.ป.ช.โอนสำนวนคดีเงินทอนวัดล็อต 3กลับมาให้ ปปป.ดำเนินการนั้น เป็นเรื่องดีที่ ป.ป.ช. มองเห็นศักยภาพการทำงานของปปป. อีกทั้งยังเป็นอำนาจหน้าที่ที่ ปปป. จะดำเนินการได้ ซึ่งหลังจากรับสำนวนกลับมาแล้ว ปปป.ก็จะดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยการส่งสำนวนให้กับอัยการพิจารณาได้ทันที

โดยคดีเงินทอนวัด มีการดำเนินการไปแล้ว 3 ล็อต มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 340 ล้านบาท และเป็นการตรวจสอบทุจริตงบใน 3 งบประมาณ คือ งบบูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัด งบอุดหนุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และเงินอุดหนุนการศึกษา พระปริยัติธรรม โดยวัดสระเกศราชวรมหาวิหารที่ถูกดำเนินคดีในล็อตที่ 3 นี้ ถือเป็นการทุจริตงบสูงที่สุด กว่า 150 ล้านบาท

SPECIAL SCOOP: จับตายังมีพระผู้ใหญ่ใน'มส.' เอี่ยวทุจริตเงิน-ทรัพย์สินหลวง!? - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ปฏิบัติการปัดกวาดวงการสงฆ์ กำลังถูกยกระดับ จากเดิมที่บรรดาอาณาจักรต้องทนกับกระแสวิกฤตศรัทธาต่อวงการ "ผ้าเหลือง" ที่ปรากฏให้เห็นหลากหลายประเด็น มีการทุจริตเงินญาติโยม ทรัพย์สินวัด และย่ามใจจนกล้าที่จะทุจริตเงินหลวง หรือเงินทอนวัด กระจายไปทั่วจนถึงระดับมหาเถรสมาคม ที่วันนี้ถูกดำเนินคดี-ปลดจาก มส.-ฝ่ายปกครองและถอดถอนสมณศักดิ์ ที่สำคัญยังพบการซื้อขายตำแหน่ง-สมณศักดิ์กันอู้ฟู่ จับตา ยังมีพระผู้ใหญ่ใน มส.อาจเป็นคิวต่อไป พร้อมยกระดับจากโกงเงินหลวง สู่การโกงทรัพย์สินหลวง!

ปฏิบัติการปัดกวาดวงการสงฆ์ได้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ในยุคของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เริ่มตั้งแต่การเข้าไป ตรวจค้นวัดพระธรรมกาย และดำเนินคดีกับพระไชยบูลย์ สิทธิผล หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาในคดีร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน รับของโจร กรณีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น และคดีรุกป่าอีกหลายคดี แม้วันนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะยังไม่สามารถนำตัวพระธัมมชโย มาลงโทษได้ก็ตาม แต่ปฏิบัติการเฝ้าระวังตรวจค้นของดีเอสไอ ยังคงมีอยู่ต่อเนื่องทั้งในทางลับและเปิดเผย

อย่างไรก็ดี เป็นที่รู้กันว่า การจะดำเนินคดีกับพระธัมมชโยและ วัดพระธรรมกาย เป็นไปได้ยากนั่นเป็นเพราะได้รับความช่วยเหลือจากบรรดาพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม (มส.) และมหาเถรสมาคมนั่นแหละกลายเป็นแหล่งสะสมอำนาจ สะสมเงินทอง สะสมตำแหน่ง ของบรรดาพระผู้ใหญ่บางรูป ที่ไม่ได้ยึดพระธรรมวินัยในการประพฤติปฏิบัติ จนนำสู่ปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ และมีพระผู้ใหญ่ 3 รูป ต้องถูกดำเนินคดี พร้อมสละสมณเพศ และโปรดเกล้าฯถอดสมณศักดิ์ พระผู้ใหญ่ 7 รูป ที่เกี่ยวข้องกับคดีเงินทอนวัดล็อตที่ 3

การดำเนินการครั้งนี้อาจจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ที่ทำให้บรรดา พระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคมอีกหลายรูป รวมทั้งพระสงฆ์ที่มีสถานะ เป็นพระปกครอง ที่ปฏิบัติตนผิดทำนองคลองธรรม และเบียดบัง ผลประโยชน์ของวัด และงบหลวง ต้องขวัญกระเจิง เกิดอาการร้อนๆ หนาวๆ ขึ้นมาได้

ปฏิบัติการครั้งนี้ จึงนับว่า สะเทือนต่อวงการพระสงฆ์และ สะเทือนต่อความรู้สึกของบรรดาญาติโยม แต่เป้าหมายสูงสุดของรัฐบาลก็คือเพื่อจัดระเบียบวงการสงฆ์ให้ปฏิบัติตัวอยู่ในพระธรรมวินัย อย่างจริงจัง เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าพฤติกรรมต่างๆ ของพระสงฆ์ ก่อให้เกิดวิกฤตศรัทธาต่อ "ผ้าเหลือง" โดยเฉพาะภาพพระมั่วสีกา พระออกบิณฑบาต รับแต่เงินไม่รับสิ่งของ มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ในวัด ทั้งการทะเลาะวิวาท เล่นการพนัน เสพสุรา และบางรูปตั้งตนเป็น ผู้วิเศษ ปลุกเสกของขลัง และหาผลประโยชน์จากเงินบริจาคของ บรรดาญาติโยม และเบียดบังทรัพย์สินของวัดมาเข้ากระเป๋าของ ตัวเอง

พฤติกรรมเหล่านี้จะปรากฏให้เห็นอยู่เป็นประจำและเป็นเรื่องที่ฝ่ายอาณาจักรหรือฆราวาสรู้แจ้งเห็นจริง แต่ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของศาสนาจักรซึ่งมีองค์กรปกครองของสงฆ์ ตามลำดับชั้นจะต้องไปแก้ไขกันเอง แต่พบว่าทุกเรื่องราวหาเป็นเช่นนั้นไม่ ตรงกันข้ามนับวัน บรรดาพระสงฆ์ที่มีตำแหน่งทางปกครองกลับใช้สถานะความเป็น พระปกครองในระดับสูงแสวงหาประโยชน์เพื่อตัวเองและพวกพ้องต่อไป

"เจ้าอาวาสก็ใช้ความเป็นพระปกครอง แสวงหาประโยชน์ในทรัพย์สินของวัด ทั้งในเรื่องที่ดินของวัด การก่อสร้างต่างๆ มีการทุจริตเงินญาติ โยม เงินธรณีสงฆ์หรือจากทรัพย์สินของวัด แค่นี้ไม่พอ ยังกล้าที่จะทุจริตเงินของแผ่นดินที่มีการตรวจพบแล้วตั้งแต่ล็อตที่ 1-4 ก็ต้องยอมรับว่าเงินหลวงตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ จึงเป็นที่มาของ การตรวจสอบครั้งใหญ่ และดำเนินคดีกับพระผู้ใหญ่" นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ระบุ

สำหรับคดีทุจริตเงินทอนวัดล็อตแรก เป็นงบอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์ และพัฒนาวัด 12 วัด ตั้งแต่ปี 2555-2559 ความเสียหาย 60 ล้านบาท ผู้ต้องหา 10 คน

คดีทุจริตเงินทอดวัดล็อตที่สอง พบการทุจริตงบอุดหนุน 3 ประเภท คือ 1. เงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัด 2. เงินอุดหนุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และ 3. เงินอุดหนุนการศึกษา พระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาแผนกธรรมและแผนกบาลี จำนวน 23 วัด ตั้งแต่ปี 2555-2560 ความเสียหายประมาณ 141 ล้านบาท มีผู้ต้องหา 10 คน

ส่วนคดีทุจริตเงินทอนล็อต 3 เป็นการทุจริตงบอุดหนุนพระพุทธศาสนาด้านพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา แผนกธรรมและบาลี และงบด้านเผยแผ่ศาสนา รวมทิ้งสิ้น 100 กว่าล้านบาท เป็นส่วนที่เกี่ยวพัน 3 วัด และพระผู้ใหญ่ 3 รูป 89 ล้านบาท คือวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, วัดสามพระยา และวัดสัมพันธวงศาราม โดยมีการตรวจค้นและเข้าจับกุมพระผู้ใหญ่ 7 รูป ที่พัวพันคดีเงินทอนวัด ในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน และเป็นเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 157 ในฐานะพระปกครองปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ ประกอบด้วย พระศรีคุณาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ, พระราชกิจจาภรณ์ (สมณศักดิ์เดิมคือ พระวิจิตรธรรมาภรณ์) (เทอด วงศ์ชะอุ่ม) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, พระพรหมดิลก (เอื้อน กลิ่นสาลี) วัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร พร้อมพระอรรถกิจโสภณ (สมทรง อรรถกฤษณ์) วัดสามพระยา ซึ่งเป็นเลขาฯ เจ้าคณะกรุงเทพฯ ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงเงินสนับสนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม

ส่วนพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขโข) เจ้าอาวาสวัดสระเกศ และ พระพรหมเมธี (จำนงค์ เอี่ยมอินทรา) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม ซึ่งอยู่ในหมายจับแต่ได้หลบหนีไปในเวลานั้น แต่ในที่สุดพระพรหมสิทธิ ได้ขอเข้ามอบตัวและตำรวจกองบังคับการปราบปราม ได้นำตัวส่งฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งศาลฯ ได้พิเคราะห์แล้วคดีมีอัตราโทษสูง พฤติการณ์การกระทำความผิดมีผลกระทบต่อ พุทธศาสนาและมีลักษณะเป็นขบวนการโดยมีการแบ่งหน้าที่ยักย้ายเงินที่ได้มาผ่านทางธนาคาร จึงต้องมีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการกระทำ ความผิดอยู่ในความครอบครองของผู้ต้องหากับพวก หากให้ปล่อยตัวชั่วคราวแล้ว เชื่อว่าผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานเป็น อุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงาน ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้าน จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัว ชั่วคราว

ขณะเดียวกัน พระพรหมเมธี ก็มีการติดต่อที่จะเข้ามอบตัว เช่นกัน

อย่างไรก็ดี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมฺพโร) มีพระบัญชา ปลดพระ พรหมสิทธิ (ธงชัย สุขโข) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และ เจ้าคณะภาค 10, พระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม, พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา พ้นจากคณะกรรมการมหาเถรสมาคม และการประชุมคณะกรรมการมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้มีมติปลดพระทั้ง 3 รูปจากตำแหน่งทางการปกครองแล้วเช่นกัน

นอกจากนี้เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศถอดถอนสมณศักดิ์ ความว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทร เทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

"ด้วยปรากฏว่า มีกรณีพระภิกษุถูกกล่าวหาว่า กระทำการทุจริตและถูกดำเนินคดีอาญาในความผิดฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ตามความในมาตรา 5 ตรี แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ และปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต"

อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดฐาน ร่วมกัน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ถอดถอน สมณศักดิ์ จำนวน 7 รูป ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

แหล่งข่าวระบุว่า นอกจากคดีทุจริตแล้ว พนักงานสอบสวนยังได้ตรวจพบการซื้อขาย "สมณศักดิ์" เกิดขึ้นจริงเพราะที่ผ่านมามีข่าววงในแต่ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีการซื้อขาย แต่การตรวจสอบครั้งนี้ทำให้ได้หลักฐานสำคัญที่วัดสามพระยา เพราะการซื้อขายสมณศักดิ์ เป็นปัญหาใหญ่ในวงการสงฆ์ และเป็นต้นเหตุให้บรรดาพระสงฆ์ต่างแสวงหาเงิน เพื่อนำไปซื้อสมณศักดิ์ ซื้อตำแหน่ง เพื่อหวังจะให้ตัวเองได้เข้ามามีอำนาจปกครองทางสงฆ์ เมื่อมีอำนาจปกครองก็จะยิ่งทำให้อำนาจบารมีเบ่งบาน และเงินทองก็จะได้มาโดยง่ายเช่นกัน

"พระสงฆ์ที่เข้ามาหาประโยชน์ เพราะรู้ช่องทาง รู้กฎหมายให้อำนาจเจ้าอาวาสในฐานะฝ่ายปกครอง รู้ว่ากฎหมายสงฆ์มีเรื่องลาภยศ มีสมณศักดิ์ พอได้อำนาจทางปกครอง ก็แสวงหาประโยชน์ไม่มีใครกล้าตรวจสอบ ก็ได้ทั้งเงิน ทอง และแอบซ่อนตัวอยู่ในศาสนา มีการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งได้เป็นกรรมการเถรสมาคม ซึ่งเป็นองค์กรปกครองสงฆ์สูงสุด ก็ยิ่งทำให้ไม่มีการตรวจสอบใดๆ ทำให้พระเหล่านี้สะสมอำนาจบารมี อิทธิพล ขึ้นมามากมาย"

ดังนั้นการเข้าดำเนินการกับพระผู้ใหญ่ทั้ง 3 รูป ซึ่งเป็นกรรมการเถรสมาคม ถือเป็นความเด็ดขาดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อให้องค์กรสงฆ์มีความสะอาด และหากต้องการจะปฏิรูปศาสนา อย่างจริงจังนั้น นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้พระพุทธศาสนาเป็น ที่เลื่อมใสของประชาชนกลับคืนมาได้

"ต้องแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ อย่าให้เรื่องยศถาบรรดาศักดิ์ของ พระมาเป็นเรื่องใหญ่ จะต้องนำพระธรรมวินัยเป็นตัวตั้ง และให้ประชาชนมามีส่วนร่วมมากขึ้น เช่นเราจะตั้งเจ้าอาวาส ในต่างจังหวัดขนาดประชาชนเดินขบวนขับไล่ ถ้าคณะภาค คณะจังหวัด จะเอาก็ได้เป็น อย่างนี้ ฟังเสียงประชาชนน้อยไป"

แหล่งข่าวระบุว่า ที่ผ่านมาคณะสงฆ์ หรือบรรดาพระผู้ใหญ่ และพระฝ่ายปกครองที่อยู่ตามต่างจังหวัดต่างเข้าไปเกี่ยวข้อง เกื้อหนุนกับนักการเมืองและพรรคการเมือง มีการพึ่งพิงซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะ มีการช่วยหาเสียงให้ด้วย และเมื่อพรรคนั้นได้เข้ามาเป็นรัฐบาล ไม่ว่า จะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น รัฐบาลก็ต้องเป็นฝ่ายยอมพระตลอดมา

"รู้กันอยู่ว่าพระผู้ใหญ่รูปไหน วัดไหนให้การสนับสนุนพรรคการเมืองใด และพระเหล่านี้ก็ใช้วิธีการที่นักการเมืองซื้อเสียง หรือไม่ต่างกับที่ตำรวจใช้ในการวิ่งเต้นเส้นสาย มาใช้กับการซื้อขายตำแหน่งและสมณศักดิ์ ส่วนแต่ละชั้นจะมีการซื้อราคาเท่าไรนั้น ในวงการสงฆ์ไม่ได้มีกำหนด ราคาไว้ตายตัว เพราะมีองค์ประกอบอื่นเข้ามาใช้ในการพิจารณาด้วย"

โดยเฉพาะการซื้อขายตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดต่างๆ จะขึ้นอยู่กับวัดนั้นๆ จะมีรายได้จากอะไรบ้าง มีผู้คนศรัทธา หรือมีเงินบริจาคมาจากไหน และทรัพย์สินวัดสามารถสร้างประโยชน์ได้มากน้อยเพียงใด ดังนั้น บางวัดซื้อตำแหน่งเจ้าอาวาสแค่หลักแสน แต่วัดดังๆ จะเป็นหลักล้านขึ้นไป ซึ่งบางแห่ง3-5 ล้านบาท เป็นต้น

"เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ ประเภทนี้ไม่มีใครอยากเป็น ไม่ต้องซื้อขาย เพราะทำงานเหมือนฝ่ายธุรกิจ แต่ถ้าเป็นเจ้าคณะจังหวัด นี่ต้องจ่ายหนัก เพราะมีอำนาจในการแต่งตั้งเจ้าอาวาสโดยตรง"

ในการวิ่งเต้นเพื่อให้ได้สมณศักดิ์นั้น ก็มีพระผู้ใหญ่ที่มีส่วน เกี่ยวข้องในการเสนอชื่อ ก็มักจะมีการหาประโยชน์จากตรงนี้ ซึ่งพระ บางรูปอยากได้สมณศักดิ์ เพื่อเป็นเกียรติ ก็ยอมจ่ายเงินซื้อตำแหน่งซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ส่วนการทุจริตเงินทอนล็อต 4 ตำรวจกองบังคับการป้องกัน ปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) ได้เข้าตรวจสอบในช่วง พ.ศ. 2554-2559 มีเป้าหมาย 60 วัดทั่วประเทศ ซึ่งตรวจสอบไปแล้ว 40 วัด พบเข้าข่ายทุจริต 30 วัด และกำลังดำเนินการตรวจสอบวัดเป้าหมายที่เหลือ ซึ่งมีวัดที่มีชื่อเสียงในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง ที่ไม่เคยปรากฏในรายชื่อจากการดำเนินคดีทุจริตเงินทอน วัดล็อต 1-3 มาก่อน และมีพระสงฆ์ระดับเจ้าคณะอำเภอ เจ้าอาวาส รวมถึงข้าราชการของ พศ.เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

แหล่งข่าวระบุว่า การตรวจสอบการทุจริตเงินทอนวัดนั้น อาจจะมีการตรวจสอบเชิงลึกและสาวไปถึงพระผู้ใหญ่ที่ยังอยู่ในมหาเถรสมาคม ได้เช่นกัน และอาจจะมีไปจนถึงการใช้ทรัพย์สินของวัด ไปหาประโยชน์ที่มีค่าเช่าถูกๆ แต่ผู้เช่าสามารถนำไปหาประโยชน์ได้เป็นหลายเท่า

"ยกตัวอย่าง ถ้าหากวัดสามพระยา ได้เอาที่ดินไปให้ผู้เช่ารายหนึ่ง เช่าเดือนละ 3 หมื่น ปีละ 3 แสนกว่าบาท แต่ผู้เช่ามีการนำไปหาประโยชน์ให้เช่าต่อปีละ 3ล้านกว่าบาท มีส่วนต่างเป็น 10 เท่า เมื่อมีการตรวจสอบขึ้นมา วัดก็ต้องโดน เนื่องจากเจ้าอาวาสหรือพนักงานเอาทรัพย์สินของวัด หรือที่ธรณีสงฆ์ไปหาประโยชน์โดยมิชอบ ก็จะเป็นความผิด ในมาตรา 157 เป็นการประพฤติมิชอบ"

ดังนั้น การตรวจสอบเพื่อปัดกวาดวงการสงฆ์จากนี้ไป ที่เกิดจากการตรวจสอบทุจริตเงินหลวง ก็จะถูกยกระดับก้าวไปสู่การตรวจสอบการใช้ทรัพย์สินของหลวงโดยเฉพาะที่ธรณีสงฆ์ ไปหาประโยชน์ก็จะทำให้บรรดาพระผู้ใหญ่ พระปกครอง และวัดต่างๆ ต้องสะดุ้งตามๆ กัน! .

คมชัดลึก: ฟอนเฟะอย่างที่สุด - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ระบบอุปถัมภ์ค้ำชูอันนำไปสู่การวิ่งเต้นโยกย้าย ซื้อขายตำแหน่ง ที่ปรากฏข่าวล่าสุดว่ากำลังเฟื่องฟูอยู่ในวงการสงฆ์ด้วยนั้น สะท้อนให้เห็นว่า การคอร์รัปชั่นที่เกาะกินสังคมไทยมาอย่างช้านาน ได้แพร่ระบาดกระจายเชื้อร้ายเข้าสู่หลายวงการ ไม่เว้นแม้แต่รอบรั้วอาราม "ดงขมิ้น" ซึ่งผู้ถือเพศบรรพชิตเหล่านั้นต้องยึดถือศีลถึง 227 ข้อ แต่กลับละเมิดเบญจศีล ซึ่งเป็นข้อห้ามพื้นฐานที่ "คนดีๆ" ทั่วไปควรจะยึดถือปฏิบัติ โดยที่ก่อนหน้านี้ คนหลายวงการก็ตกเป็นจำเลยสังคมมาตลอด อย่างเช่น "สีกากี" ก็ถูกครหาเรื่องของการซื้อขายเก้าอี้ ในการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจแต่ละครั้ง ท้องที่ไหนมีผลประโยชน์มาก ค่าวิ่งเต้นให้นายตำรวจไปรับตำแหน่งที่นั่นก็แพงหน่อย ซึ่งผลลัพธ์ของการฉ้อฉลแบบนี้ก็หนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่หรือพระรายนั้นต้องไปกอบโกยเพื่อคืนทุนและฟันกำไรต่อยอดซื้อเก้าอี้ตัวที่สูงขึ้นๆ เรื่อยๆ

มีข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปวงการสงฆ์ที่น่าสนใจอยู่ประเด็นหนึ่งก็คือ ต้องรื้อระบบการแต่งตั้งโยกย้ายไม่ให้รวมศูนย์อำนาจ ขาดการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างที่เคยทำกันมา ซึ่งต้องแก้ปัญหาในรูปของคณะกรรมการในระดับวัดขึ้นไปจนถึงระดับอำเภอ และภาค โดยมีพระภิกษุสงฆ์รูปอื่นๆ ในระบบนั้นเข้าร่วมกลั่นกรองเฟ้นหาพระผู้ปกครองที่ดีที่สุด ฯลฯ คล้ายกับสลับหัวสลับหางกับเมื่อก่อนที่แต่งตั้งจากส่วนกลางจากบนลงล่าง พระผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ ปกครองสงฆ์ต่างจังหวัดทั่วประเทศผ่านตำแหน่งทางปกครองคือเจ้าคณะภาค ซึ่งเป็นต้นธารของการวิ่งเต้น ใช้เส้นสายและเงินทอง เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นกันอย่างมโหฬารไม่แพ้วงการอื่น ที่กำลังตกเป็นเป้าหมายของการปฏิรูปด้วย เช่นกัน

ในแวดวงการศึกษา ก็มีปัญหา ผู้บริหารโรงเรียนระดับมัธยมเรียกรับผลประโยชน์ หรือแป๊ะเจี๊ยะ จากพ่อแม่ผู้ปกครองเพื่อ "ซื้อที่นั่ง" ให้แก่ลูกหลานและเด็กในปกครองในโรงเรียนนั้นๆ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการได้สั่งลงโทษผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งฐานผิดวินัยร้ายแรงไปแล้วอีก 1 ราย ซึ่งนั่นก็เป็นแต่เพียง "คนเดียว" ที่จำนนด้วยหลักฐานเท่านั้น ส่วนโรงเรียนอื่นจะเรียกรับกันหรือไม่และขนาดไหนไม่มีใครบอกได้ จะมีก็แต่คำครหาที่ฟังดูก็เป็นไปในทำนองว่า แป๊ะเจี๊ยะฝังรากลึกเป็นระบบไปแล้ว ส่วนในแวดวงการเมืองรัฐบาลและหัวหน้าคสช.ใช้อำนาจพิเศษ "จัดการ" กับผู้บริหารองค์กรท้องถิ่นจำนวนนับไม่ถ้วนในข้อกล่าวหาทุจริต ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของฐานรากในระบบอุปถัมภ์ทางการเมืองที่ฝังรากลึกมาแต่เดิม แต่เมื่อหันกลับไปมองคนในรัฐบาล บางคนก็ถูกข้อครหาในลักษณะเดียวกัน

จะว่าไป สังคมไทยยามนี้เสมือนกำลังตกอยู่ในความว้าเหว่วังเวงขาดที่พึ่งพา ไม่ว่าชาวบ้านร้านช่องจะหันไปทางไหนก็เจอแต่เรื่องคดในข้องอในกระดูก ฉ้อฉลกันทุกหย่อมหญ้า ลองมาฟังวิสาขเทศนาของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตโต) ซึ่งท่านได้ให้แนวทางเอาไว้ว่า ส่วนสำคัญหนึ่งเป็นเรื่องของสติ และความประมาทของสังคมด้วย ว่ากันแต่เฉพาะเรื่องพระสงฆ์ ซึ่งเป็นบุคคลที่เชื่อกันว่าสะอาดที่สุด ก็ยังแย่ขนาดนี้ สังคมไทยฟอนเฟะมาถึงจุดที่คนสะอาดต้องแย่ไปด้วย "ฉะนั้นอย่าได้นอนใจ อย่ามัวถกเถียงกัน โทษกัน มาดูใจ ตัวเองแล้วตื่นขึ้นมา รีบหาทางแก้ไข คนไทยซึ่งเป็นพุทธบริษัททุกคนเป็นเจ้าของพุทธศาสนา วัดวาอาราม ไม่ใช่เป็นของพระรูปไหน เป็นของชาติของแผ่นดินทั้งหมด ฉะนั้นต้องร่วมรับผิดชอบทุกคน ร่วมกันแก้ไข เพราะที่เป็นอย่างนี้เนื่องจากคนไทยปล่อยปละละเลย ประมาท หรือเปล่า สำรวจตัวเองให้ดี จะพบว่า สาเหตุมันเป็นอย่างนั้นด้วย"

คอลัมน์ กวนให้ใส: พระและพวก - แนวหน้า ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561

สารส้ม

มีความเข้าใจผิด หรือพยายามจะบิดเบือนด้วยเจตนาแอบแฝง ในทำนองว่า การดำเนินคดีทุจริตเงินทอนวัด หรือ เปรตอมเงินวัดนั้น เป็นการกลั่นแกล้งรังแกพระ ไม่มีการดำเนินคดีกับฝ่ายข้าราชการเลย ดำเนินคดีเอาแต่กับพระ

การกล่าวอ้างเช่นนี้ ไม่เป็นความจริง

จากการตรวจสอบ พบว่า การสอบสวนและดำเนินคดี กรณีทุจริตเงินงบประมาณแผ่นดินที่จ่ายให้แก่วัดต่างๆ ผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แล้วมีการทุจริตโกงกิน เรียกรับเงินทอน หรือยักยอกเงินไปเข้าพกเข้าห่อ ไม่นำเงินแผ่นดินไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์นั้น ทุกกรณีที่พบการทุจริต มีการดำเนินคดีเอากับข้าราชการทุกกรณี

ตรงกันข้าม บางกรณี ไม่ได้ดำเนินคดีกับพระ เพราะ พฤติการณ์ชัดเจนว่า พระไม่รู้ไม่เห็น ไม่เกี่ยวข้อง

แต่ทุกกรณี ล้วนมีการดำเนินคดีกับข้าราชการ

เฉพาะกรณีที่อยู่ในชั้นสอบสวน คดียังไปไม่ถึงศาล กรณีวัดดังๆ มีดังต่อไปนี้

1.กรณีวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

กรณีทุจริตงบประมาณโครงการเงินอุดหนุนอบรมคุณธรรม จริยธรรม สำหรับเด็กและเยาวชน ประชาชน และ ข้าราชการ เพื่อความมั่นคงของสถาบันชาติ พระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ ประจำปีงบประมาณ 2559 จำนวน 37,200,000 บาท และกรณีทุจริตเงินงบประมาณโครงการศูนย์กลางการเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา ประจำปี งบประมาณ 2559 จำนวน 32,500,000 บาท ปรากฏว่า นายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ. กับพวก รวมทั้งอดีตพระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ เป็นผู้ถูกกล่าวหา

นอกจากนี้ ยังมีกรณีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษา พระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2557 จำนวน 10 ล้านบาท ปรากฏว่า มี นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.พศ.กับพวก รวมทั้งพระเมธีสุทธิกร และอดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นผู้ถูกกล่าวหา

2.กรณีวัดสัมพันธวงศาราม

เป็นกรณีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2557 จำนวน 5 ล้านบาท ปรากฏว่า มีนายนพรัตน์ อดีต ผอ.พศ. กับพวก รวมทั้งอดีตพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม เป็นผู้ถูกกล่าวหา

3.กรณีวัดสามพระยา

เป็นกรณีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2557 จำนวน 5 ล้านบาท ปรากฏว่า มีนายนพรัตน์ อดีต ผอ.พศ. กับพวก รวมทั้งอดีตพระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา เป็น ผู้ถูกกล่าวหา

4. กรณีที่เกี่ยวข้องกับวัด 3 วัดดังข้างต้น พัวพันกับอดีตพระชั้นผู้ใหญ่

ปรากฏพฤติการณ์เข้าลักษณะฟอกเงิน

พนักงานสอบสวนจึงดำเนินคดีในความผิดฐานฟอกเงิน ด้วย เป็นคดีอาญา และเป็นเหตุให้สามารถดำเนินการขอศาล ออกหมายจับได้ โดยไม่ต้องผ่านทาง ป.ป.ช.

5. นอกจากนี้ ยังมีคดีทุจริตเงินทอนวัด ที่อยู่ในชั้นการดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงของสำนักงาน ป.ป.ช.

ปรากฏว่า ทุกคดี ล้วนแต่มีการไต่สวนความผิดของข้าราชการทั้งสิ้น

ไม่มีคดีไหนเลย ที่ดำเนินคดีแต่กับพระ

ยกตัวอย่าง

กรณีวัดโคกเลาะ ตำบลหนองแก้ว อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ ผู้ถูกกล่าวหา ได้แก่ นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ อดีต ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการ ศาสนสงเคราะห์ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.พศ. และ น.ส.ประนอม คงพิกุล อดีตรอง ผอ.พศ.

กรณีวัดห้วยตะแกละ ตำบลท่าแลง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ผู้ถูกกล่าวหา ได้แก่ นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ อดีต ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนสงเคราะห์

กรณีวัดพระพุทธบาทตากผ้า ตำบลมะกอก อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ผู้ถูกกล่าวหา คือ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.พศ. ในฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน ทุจริตเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัดและพัฒนาวัด

กรณีวัดพนัญเชิงวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้ถูกกล่าวหา คือ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.พศ. ทุจริตเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัดและพัฒนาวัด เป็นต้น

6.ข้อที่พยายามบิดเบือนว่า การดำเนินคดีทุจริตเงินทอน เป็นการกลั่นแกล้งรังแกพระ

หรือดำเนินคดีแต่กับพระ

จึงนับเป็นข้ออ้างที่ยกเมฆ มั่วซั่วอย่างไร้สติ

กลโกงเงินทุนเสมา: ตราบาปวงการศึกษา - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ทีมข่าวการศึกษา

ทุนเสมาพัฒนาชีวิต กองทุนเพื่อเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษาเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือและป้องกันเด็กหญิงที่อาจต้องเข้าสู่วังวนการค้ามนุษย์ เป็นกองทุนที่ตั้งมากว่า 20 ปี ซึ่งได้ให้ชีวิตใหม่แก่เด็กหญิงในภาวะยากลำบากได้จำนวนไม่น้อย แต่ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา กองทุนเสมาพัฒนาชีวิตยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่าที่ควรกระทั่งเมื่อช่วง 2-3 เดือนมานี้ ชื่อของ "กองทุนเสมาพัฒนาชีวิต" กลับโด่งดังเป็นที่รู้จักของประชาชนทั้งประเทศ จากข่าวการทุจริตเงินทุนการศึกษาของเด็กหญิงในภาวะยากลำบากจากกองทุนดังกล่าวซึ่งขณะนี้คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีกองทุนเสมาพัฒนาชีวิตที่มีอาจารย์อรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานได้สรุปผลการสืบสวนไปแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ...วันนี้เราจะมาย้อนรอยการสืบสวนการทุจริตเงินทุนเสมาพัฒนาชีวิต กับอาจารย์อรรถพล ตรึกตรอง กัน

ถามว่า การสืบสวนและหาข้อมูลกรณีนี้ยากหรือไม่ คำตอบที่ได้คือ ในความเห็นส่วนตัว ไม่ยาก เพียงแต่ต้องอาศัยความร่วมมือในการจัดส่งเอกสารหลักฐาน รู้ว่ามีคำสั่งให้เป็นประธานคณะกรรมการสืบสวนก็วางแนวทางได้เลยเพราะเคยเป็นเจ้าหน้าที่การเงินมา 10 กว่าปี ก็เลยรู้ว่าเขาน่าจะไปทางไหนได้บ้างเพราะฉะนั้นถ้าถามว่าโกงแบบเบสิกหรือไม่ ผมว่าเบสิกมาก เพียงแต่คนอื่นอาจไม่ชินแต่เราเคยเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติมาก่อนก็รู้แล้วว่าอะไรที่ไม่เป็นไปอย่างที่ต้องทำจึงไม่ยาก แต่ที่ล่าช้าไปบ้างก็เรื่องของข้อมูลที่ต้องอาศัยความร่วมมือ

กระบวนการสืบสวนกรณีนี้คณะกรรมการสืบสวนใช้ปีงบประมาณที่จ่ายเป็นตัวตั้งไม่ได้เพราะจากข้อมูลที่ได้เบื้องต้นจะเห็นว่าจ่ายเงินไม่เป็นเวลาก็เลยเปลี่ยนใหม่โดยเอาปีที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนเป็นตัวตั้งโดยให้เริ่มหาข้อมูลตั้งแต่ปี 2548 ว่า มีการประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ กี่ครั้งได้อนุมัติเงินเท่าไหร่ และมีการจ่ายเงินกี่ครั้ง แล้วจ่ายตามจำนวนตามมติหรือไม่โดยไล่เรียงและจัดเอกสารเป็นปี ซึ่งสาระสำคัญที่กรรมการดู ได้แก่ รายงานการประชุมการบันทึกเสนอขออนุมัติ การจ่ายเงิน โอนเงิน ซึ่งในรายงานการประชุมจะสามารถดูย้อนกลับไปได้ว่า ปีการศึกษา หรือปีงบประมาณที่ผ่านมาได้จ่ายอะไรไปเท่าไหร่ แล้วไปตรวจสอบปลายทางว่าโอนไปให้เท่าไหร่แล้ว ซึ่งทำให้พบข้อสังเกตที่เป็นข้อเปรียบเทียบหลายประเด็น เช่น ทำไมโอนให้วิทยาลัยพยาบาลนี้เท่านี้ อีกวิทยาลัยเท่านี้ ซึ่งตัวเลขห่างกันมาก

พอไปตรวจสอบรายงานการประชุมก็ไม่ได้มีบอกว่าอนุมัติให้วิทยาลัยไหนเท่าไหร่จึง เกิดข้อสงสัยว่า ตัวเลขเหล่านี้มาจากไหน ต้องโอนให้เด็กกี่คน ชั้นไหนบ้างเป็นเงินเท่าไหร่ ปรากฏว่าไม่มีใครรู้เลย จะมีเพียงเจ้าหน้าที่คนเดียวที่รู้คือนางรจนา สินที และการบันทึกแต่ละครั้งนางรจนาจะเป็นคนทำคนเดียวทั้งหมดแม้แต่ตรวจเสนอก็เป็นผู้ลงนามในฐานะตรวจเสนอ จากนั้น ผอ.สำนักต้องเป็นคนลงนามและถ้าโดยปกติต้องไปกลุ่มบริหารงานคลังที่จะต้องตรวจสอบเอกสารความถูกต้องของเอกสารต้องตัดยอด ตรวจสอบว่ายอดเงินที่อนุมัติหรือไม่แล้วบันทึกระบบบัญชีเพื่อเป็นการคุมยอด แล้วเสนอไปถึงผู้มีอำนาจอนุมัติ

เมื่อดูการโอนจริงในระบบเอกสารของธนาคารกรุงไทย พบว่าไม่มีชื่อปลายทาง บอกแค่เลขที่บัญชีกับจำนวนเงิน เราก็ต้องไปหาชื่อเอง แต่สิ่งที่เป็น คำถามคือสถานศึกษารู้ได้อย่างไรว่าได้รับเงินเท่าไหร่ ก็พบว่าเจ้าหน้าที่จะเสนอหนังสือให้ผู้มีอำนาจลงนามล่วงหน้าเพื่อแจ้งสถานศึกษาแต่เขาก็ไม่ได้แจ้งทุกครั้ง และที่น่าสงสัยอย่างมาก คือตัวเลขที่โอนให้สถานศึกษาห่างกันมาก ซึ่งบางครั้งก็มีข้อมูลที่พอจะรู้ได้ เช่น ใส่ตัวเลขมาว่ามีจำนวนกี่คน แต่หลายครั้งก็ไม่บอกอะไรเลยจึงกลายเป็นว่าหลายครั้งที่อนุมัติไปเป็นการอนุมัติบนความเชื่อถือส่วนตัวของเจ้าหน้าที่

รูปแบบทุจริต คือ เงินออกไปยังที่ที่ไม่ควรไปด้วยการเอาเลขที่บัญชีของผู้ไม่เกี่ยวข้องมาสวมแทนชื่อสถานศึกษา ช่องทางที่หนึ่งคือ เอาบัญชีบุคคลภายนอกมาสวมดื้อ ๆ ซึ่งมีมากที่สุดโดยมีรายการที่โอนพันกว่ารายการ แต่มีบัญชีที่หาชื่อไม่เจอ 68 บัญชีในช่วงแรกแต่ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) หาเจอหมดแล้ว ช่องทางที่สอง คือ เอาบัญชีสถานศึกษาสลับกันแล้วให้โอนเงินไปมา ช่องทางที่สาม คือการเบิกซ้ำ ซึ่งคนที่ทำรู้อยู่แก่ใจว่าได้มีการจ่ายไปแล้ว แต่กลับนำมาเสนอใหม่

สำหรับสาเหตุที่นำมาสู่การทุจริต เช่น การให้ความไว้วางใจตัวบุคคลจนมองข้ามระบบ ขาดการทบทวนมาตรการป้องกันความเสี่ยง ขาดความเคร่งครัดการปฏิบัติตามระเบียบกฎหมาย เป็นต้น อย่างไรก็ตามจากการสืบสวนครั้งนี้ทำให้เห็นประเด็นที่ถูกมองข้ามที่สำคัญ ได้แก่ การไม่แจ้งผลการจัดสรรซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญของการอนุมัติงบประมาณใดๆ ก็ตามเพื่อเป็นการการันตีว่าในอนาคตจะไม่หายไปไหนควรแจ้งผลการจัดสรร คือ ถ้าคณะกรรมการอนุมัติแล้วก็ทำบัญชีจัดสรรแจ้งเวียนไปล่วงหน้าทางพื้นที่เขาก็จะได้คอยดูแล ถ้าช้าเขาก็จะได้ทวงแต่ที่เขาไม่ทวงเพราะเขาไม่รู้ว่าได้รับจัดสรรด้วย รวมถึงการอนุมัติโดยไม่ผ่านการกลั่นกรองจากกลุ่มงานคลังซึ่งเป็นการลัดวงจร เรื่องนี้โดยเฉพาะการเบิกซ้ำจะไม่เกิดถ้าการกลั่นกรองจากกลุ่มงานคลังเพราะกลุ่มงานคลังเป็นกลุ่มงานที่มีความเข้มงวดในการตรวจสอบมาก นอกจากนี้ยังมีการอนุมัติบนพื้นฐานความเชื่อบุคคลมากกว่าข้อมูลแค่เห็นลายเซ็นก็เชื่อ หรือการให้ผู้ถูกร้องเรียนชี้แจงโดยไม่ตรวจสอบ เพราะที่ผ่านมามีการร้องเรียนมาหลายรอบ แต่ที่ผ่านมามีหนังสือจากศูนย์ร้องเรียนมาก็มักจะส่งให้เจ้าของเรื่องเป็นผู้ชี้แจงขณะเดียวกันระบบงานสารบัญก็ไม่เข้มแข็ง การส่งหนังสือการแจกหนังสือไม่ได้ดูเนื้อหาสาระ เช่น ปี 2556 ป.ป.ท.สั่งให้ชี้แจงว่าเกิดกรณีไม่ได้รับเงินที่ภาคเหนือ ซึ่งหนังสือฉบับนี้ถูกส่งไปให้สำนักนิติการแล้วแต่กลับหลุดไปให้เจ้าตัวชี้แจง เจ้าตัวก็ไปทำเอกสารขึ้นมาชี้แจงแล้วกระทรวงก็ส่งตอบไป ป.ป.ท.ตามที่ได้รับชี้แจงมา เป็นต้น

นี่เป็นเพียงบางส่วนจากการพูดคุยเท่านั้น...ซึ่งแพร่ภาพในรายการ "ทีชทอล์ค ทัวร์ สเตชัน" EP 12 ทางช่องยูทูบ DailynewsLive-TH วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม 2561 เวลา 11.30-12.00 น. หลังจากนั้นสามารถติดตามคลิปย้อนหลังแบบเต็ม ๆ ได้ทางช่องยูทูบ DailynewsLive-TH หากอยากเกาะติด ประเด็นข่าวการศึกษาแบบรู้ก่อนใครก็มาเจอกันได้ทุกวันพฤหัสบดีเวลา 11.30-12.00 น.

คอลัมน์ ย่อยข่าว: อัยการเกาหลีใต้บุกค้น สนง.ใหญ่ "โคเรียนแอร์" - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561

รอยเตอร์ - อัยการเกาหลีใต้บุกเข้าตรวจค้นสำนักงานใหญ่ของสายการบินโคเรียนแอร์เพื่อสืบหาหลักฐานกรณีสมาชิกในครอบครัวผู้บริหารถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมฉ้อโกง หลบเลี่ยงภาษี และกระทำผิดหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ล่าสุดตำรวจกรุงโซลยังได้ขอศาลออกหมายจับ ลี มยุง-ฮี ภรรยาของประธานสายการบิน ที่ถูกกล่าวหาว่าด่าทอและทำร้ายร่างกายพนักงานกว่า 10 คน