You are here

CG and corruptions News - 1 October 2018

รุมกดดันบิ๊กตู่ลาออก - โพสต์ทูเดย์

เด้งพ.ต.ท.-ด.ต.นครบาลพัวพันดินหาย - มติชน

กลุ่มรายย่อยยื่นก.ล.ต.สอบ'เอสไอเอสบี' - กรุงเทพธุรกิจ

ลุยค้นบ้าน ศุลกากร สรรพสามิต - ไทยรัฐ

เปิดผลสอบ ทุจริตGGC พนักงานผิด - โพสต์ทูเดย์

DSIแฉ'จีที200'ทุกหน่วยรัฐโดนตุ๋นหมด - แนวหน้า

กฎเหล็กเลือกตั้งท้องถิ่น ทุจริตตัดสิทธิ 10 ปี - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ เหนี่ยวไก: คุ้มหรือไม่คุ้ม - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ เฉลิมชัย ยอดมาลัย: จุดอ่อนรัฐบาลคสช. คือไม่ลงโทษพวกพ้องผู้ทำผิด - แนวหน้า

'จีที200'เอาผิดคนขาย แต่คนซื้อลอยนวล? - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ ป้อมพระสุเมรุ: บรรทัดฐาน"จีที 200"ลวงโลก ป.ป.ช.ต้องลาก"คนผิด"มาลงโทษ – ผู้จัดการ

ไทยโพสต์: 'จีที 200' จุดเริ่มเปิดแผลกองทัพ ต้องเดินหน้าเรียกคืนสิ่งที่เสียไป - ไทยโพสต์

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: ดัชนีคอร์รัปชั่น กับนักการเมืองไทย - โพสต์ทูเดย์

รายงานพิเศษ: มหากาพย์...เงินกู้ 'ช.พ.ค.' ทวงคืน...เบี้ยประกัน4หมื่นล.?? - มติชน

บทความพิเศษ: ศาลทุจริตฯกับการปราบโกงของปปช. - แนวหน้า

คอร์รัปชั่นแก้ได้...ถ้าการตรวจสอบมีประสิทธิภาพ และการใช้บังคับกฎหมายเด็ดขาด - มติชน

เปิดเหตุผลเลือกระบบแบ่งปันผลผลิตประมูล"เอราวัณ-บงกช" - ไทยรัฐ

คอลัมน์ หมายเหตุแห่งสยาม: แก้โกง...ก็แค่ลมปากยึดอำนาจ - สยามธุรกิจ

รุมกดดันบิ๊กตู่ลาออก - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561

รุมกดดันบิ๊กตู่ลาออก

รุมกดดันให้ "บิ๊กตู่" ลาออก เหตุเป็นรัฐบาลพิเศษมีอำนาจเต็มระหว่างเลือกตั้ง หวั่นเอาเปรียบคู่แข่ง

 

โพสต์ทูเดย์ - รุมกดดันให้ "บิ๊กตู่" ลาออก เหตุเป็นรัฐบาลพิเศษมีอำนาจเต็มระหว่างเลือกตั้ง หวั่นเอาเปรียบคู่แข่ง

นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภาปี 35 เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลาออกจากตำแหน่ง ภายหลังมีความสนใจงานการเมืองและได้มีการเปิดตัวพรรคพลังประชารัฐ

นายอดุลย์ กล่าวว่า พรรคการเมืองดังกล่าวเป็นที่รับรู้เป็นการทั่วไปว่าเป็นการตั้งพรรคขึ้นมารองรับ พล.อ.ประยุทธ์ และนายกฯ สนใจงานการเมืองก็สมควรจะต้องขอให้ลาออกจากตำแหน่ง เพราะสถานะของรัฐบาลเวลานี้แตกต่างไปจากรัฐบาลในอดีตที่เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้วจะไม่มีอำนาจเต็ม แต่รัฐบาลและ คสช.ยังมีอำนาจเต็ม โดยเฉพาะอำนาจตามมาตรา 44

ด้าน นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า โดยทั่วไปเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรคณะรัฐมนตรีจะสิ้นสุดลง และรัฐบาลจะทำหน้าที่รักษาการอยู่ภายใต้ข้อห้ามสำคัญเพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้ง

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐมนตรีต้องดำเนินการให้เกิดความโปร่งใสคือ การไม่ใช้งบประมาณหาเสียง ไม่อนุมัติโครงการใหญ่หรือไม่อนุมัติโครงการที่มีการผูกพัน นอกจากนี้ควรชะลอการแต่งตั้งโยกย้าย และถ้าบริสุทธิ์ควรส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณา

"ดังนั้นสิ่งที่ถูกต้อง พล.อ.ประยุทธ์ควรลาออกจากหัวหน้า คสช. แต่การเรียกร้องให้ลาออกจากนายกฯ และหัวหน้า

คสช.คงยากมาก พล.อ.ประยุทธ์ คงตั้งใจเป็นหัวหน้า คสช.จนกว่ารัฐบาลเข้ามารับหน้าที่ และถ้าไม่ลาออกจากหัวหน้า คสช.จะต้องประกาศไม่ใช้อำนาจมาตรา 44 ที่อาจให้คุณให้โทษต่อการเลือกตั้งในทุกกรณี" นายจาตุรนต์ กล่าว

ขณะที่นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หนึ่งในรัฐมนตรีที่เข้าไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมก็จะมาสวมหมวกเพียงใบเดียว ส่วนที่เกรงกันว่ารัฐมนตรีทั้ง 4 คนจะใช้อำนาจต่างๆ เป็นการเอาเปรียบนั้น ยืนยันว่าจะไม่มีการกระทำเช่นนั้นเพื่อเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นแน่นอน

"ในเรื่องนี้ผมมั่นใจว่าจะทำให้โปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้" นายกอบศักดิ์กล่าว

เด้งพ.ต.ท.-ด.ต.นครบาลพัวพันดินหาย - มติชน ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) มีรายงานว่า จากกรณี พล.ต.ต.สมพงษ์ ชิงดวง รอง ผบช.น. สั่งการ พล.ต.ต.เอกชัย บุญวิสุทธิ์ ผบก.น.2 ตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีการขุดเจาะดินและบรรทุกรถขนดินจากการขุดก่อสร้างอุโมงค์ทางลอดและรถไฟฟ้า บริเวณสี่แยกรัชโยธิน หลังขนดินไปเทไว้บริเวณริมทางรถไฟใต้ทางด่วนกำแพงเพชร 2 ที่ดินเอกชน รวมถึงบริเวณจุดก่อสร้างหมู่บ้านเศรษฐศิริ พหลฯ-วัชรพล และพบมีการนำดินไปลักลอบจำหน่าย โดย พ.ต.อ.อิทธิเชษฐ์ วงษ์หอมหวล ผกก.สน.พหลโยธิน ร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดข้อหาลักทรัพย์นั้น กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 (บก.น.2) ทำหนังสือบันทึกข้อความเรื่องข้าราชการตำรวจมีส่วนบกพร่องต่อหน้าที่ ถึง ผบช.น. ที่ 0015 (บก.น.2)(01)/2564 ลงวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา ความว่า ภายหลังจากคำสั่งที่ 207/2561 ลงวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนกรณีดินที่เกิดจากทางลอดอุโมงค์แยก รัชโยธิน ถนนรัชดาภิเษก แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร และนำดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของกรุงเทพมหานครไปถมบริเวณพื้นที่เอกชนหลายแห่งอันเชื่อได้ว่าเป็นการแสวงหาผลประโยชน์อันทุจริตและมีผู้เกี่ยวข้องหลายราย คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนได้ทำการสืบสวนสอบสวนปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวข้อง 2 นาย คือ พ.ต.ท.ศักดิ์ทวี ศรีบรรเทา รอง ผกก.จร.สน.พหลโยธิน และ ด.ต.อุทัย จีรรัช ผบ.หมู่ศูนย์ควบคุมการจราจร-ทางพิเศษ สน.วิภาวดี

"เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 นายร่วมกับพนักงานบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) นำรถบรรทุก 10 ล้อ ประมาณ 15 คันทำการขนบรรทุกดินที่ขุดจากทางลอดอุโมงค์แยกรัชโยธินประมาณ 300 เที่ยวไปถมดินในที่ของโครงการหมู่บ้านโกลเด้นแลนด์ หมู่บ้านแสนศิริ และหมู่บ้านแลนด์แอนด์เฮ้าส์ เชื่อว่าเป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดย มิชอบและก่อให้เกิดความเสียหาย บก.น.2 พิจารณาแล้วเห็นว่า พ.ต.ท.ศักดิ์ทวี และ ด.ต.อุทัย ถ้าปฏิบัติหน้าที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าวอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ จึงเห็นควรให้ พ.ต.ท.ศักดิ์ทวี และ ด.ต.อุทัย ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ ศปก.น. เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตาม ผบช.น.มอบหมาย นับแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ มอบหมายให้ พ.ต.ท.วิโรจน์ พะลังเดช รอง ผกก.ควบคุมฝูงชน 1 บก.อคฝ. รักษาการแทนในตำแหน่งรอง ผกก.สน.พหลโยธิน นับแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม ข้อสั่งการดังกล่าวถึงเหตุผลระบุการย้ายด้วยว่า เพื่อให้การบริหารราชการของ บช.น.มีประสิทธิภาพ สมตามความมุ่งหมายของทางราชการ" คำสั่ง บก.น.2 ระบุ

กลุ่มรายย่อยยื่นก.ล.ต.สอบ'เอสไอเอสบี' - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ เครือข่ายปกป้อง ตลาดทุนไทย ยื่นก.ล.ต.ตรวจสอบ "เอสไอเอสบี" ชี้หากขัดกฎหมายหลักทรัพย์ ต้องไม่รับเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น

นายสรชัช ทองเพ็ญ ผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องประโยชน์ผู้ถือหุ้นในตลาดทุนไทย เข้ายื่นหนังสือถึงนายรพี สุจริตกุล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลัก ทรัพย์(ก.ล.ต.) เพื่อให้ ตรวจสอบ บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) หรือ SISB ซึ่งเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจโรงเรียนเอกชน(โรงเรียนนานาชาติ) ที่ได้ยื่นไฟลิ่งต่อ ก.ล.ต. เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน ครั้งแรกให้ประชาชน(IPO) ที่น่าจะขัดต่อกฎหมายความมั่นคง และ พ.ร.บ. หลักทรัพย์และ ตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 หรือไม่

ในกรณีดังกล่าว นายสรชัช กล่าวว่า เครือข่าย ปกป้องประโยชน์ผู้ถือหุ้นในตลาดทุนไทยเกรงว่า หากก.ล.ต.พิจารณารับรองอาจก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคในด้านการศึกษาของไทย เนื่องจากเอสไอเอสบีได้นำหลักสูตรการศึกษาของสิงคโปร์มาเป็นหลักสูตรการศึกษาขั้น พื้นฐานมาจัดการเรียนการสอนให้แก่นักเรียน ในไทย อาจก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

นอกจากนี้ที่สำคัญคืออาจเป็นช่องทาง ให้นักซื้อขายหุ้นอาศัยเงื่อนไขจากวิธีการนี้ ไปแสวงหาผลประโยชน์ที่มิชอบและไม่ถูกกฏหมายผ่านการซื้อขายหุ้นในตลาด หลักทรัพย์โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม จริยธรรม ตามหลักธรรมาภิบาล จะส่งผลกระทบ ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ได้ในอนาคต ดังนั้นจึงขอให้ก.ล.ต.ตรวจสอบ ข้อเท็จจริงในการดำเนินการของเอสไอเอสบี เพื่อให้ได้ข้อยุติก่อนการพิจารณา

"หากก.ล.ต.ตรวจสอบแล้วพบว่า น่าจะขัดต่ออธิปไตย ความมั่นคงภายในหรือไม่ถูกต้องตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ หรือ น่าจะขัดต่อกฏหมาย ที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์อย่างหนึ่งอย่างใดก็ขอให้ ก.ล.ต.งดการพิจารณารับรองด้วย"

นายสรชัช กล่าวว่า ก.ล.ต.ได้รับเรื่องดังกล่าวแล้วจะดำเนินการประสานงานกับกระทรวงศึกษาธิการเป็นการเร่งด่วน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงตามข้อร้องเรียนและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2561ที่ผ่านมา กลุ่มธรรมาภิบาล เครือข่ายภาคประชาชนต้านทุจริตและคอร์รัปชัน ได้ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ให้ตรวจสอบในกรณี ดังกล่าวต่อเอสไอเอสบีเช่นกัน ซึ่งขณะนี้ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีอยู่ ระหว่างนำเรื่องเสนอต่อพล.อ.ประยุทธ์เพื่อให้มีข้อสั่งการต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบต่อไป

ลุยค้นบ้าน ศุลกากร สรรพสามิต - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2561

พันทุจริตโกงภาษีน้ำมัน

บก.ปปป.สนธิกำลังเจ้าหน้าที่หลายหน่วย ลุยค้นบ้านข้าราชการกรมศุลกากรและกรมสรรพสามิต 6 คนในพื้นที่ กทม. 2 จุด ตาก 3 จุด และนครปฐม 1 จุด หลังขยายผลแล้วพบว่ามีเอี่ยวร่วมกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งทุจริตโกงภาษีน้ำมัน เหตุเกิดในพื้นที่ จ.พิษณุโลก เมื่อปี 56 เจ้าหน้าที่พบหลักฐานเอกสารการกระทำผิดบางส่วนจับตัวผู้ต้องหา 3 คน ควบคุมตัวไปดำเนินคดีในข้อหามาตรา 157 และ 162 ก่อนรวบรวมข้อมูลส่งให้ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด

กรณีชุดปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับเชื้อเพลิง (ปนม.ตร.) พบว่า บริษัทผู้ค้าน้ำมันแห่งหนึ่งทำเรื่องขอซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นน้ำมันตามมาตรา 7 ที่มีสิทธิ์ขอยกเว้นหรือคืนภาษีตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต 2560 ใน จ.ชลบุรี อ้างว่านำไปขายต่อให้บริษัทเวียงมิงในประเทศพม่า แต่บริษัทขนส่งนำไปขายที่ปั๊มน้ำมันที่ จ.พิษณุโลก จำนวน 32,000 ลิตรในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด ส่วนน้ำมันที่เหลือส่งให้ชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก โดยทำมาแล้ว 36 ครั้ง เหตุเกิดปี 56 แต่พบหลักฐานกระทำผิด 10 ครั้ง มูลค่าความเสียหายกว่า 3 ล้านบาท เบื้องต้นดำเนินคดีผู้ต้องหา 4 ราย ศาลได้ตัดสินตามความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร มาตรา 27 ร่วมกันลักลอบขายสินค้าที่ยังไม่ได้เสียภาษี

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 06.20 น. วันที่ 29 ก.ย. ที่ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ กทม. พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. นำกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ บก.ปอศ. ปปง. ปปท. และทหาร เข้าตรวจค้นบ้านพักผู้ที่ร่วมกระทำผิดตามยุทธการปราบโกงภาษีน้ำมัน พล.ต.ต.กมลกล่าวว่า ภารกิจตรวจค้นเป็นการสืบหาหลักฐานเอกสาร สมุดบันทึก และสมุดบัญชีต่างๆของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโกงค่าภาษีน้ำมันหลีกเลี่ยงไม่เสียภาษีส่งออกไปยังนอกประเทศ ตามปกติจะถูกยกเว้นภาษีสรรพสามิตและภาษีมหาดไทยบางมาตรา กลุ่มผู้กระทำผิดได้แจ้งขอยกเลิกไว้ทำให้ไม่สามารถเก็บภาษีได้ เพราะส่งภายในประเทศจะต้องเสียภาษี โดยจะเอาผิดกับเอกชนบางกลุ่มที่สำแดงเท็จว่า ส่งออกน้ำมันไปจริง ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องหาบางส่วนได้ที่ จ.พิษณุโลก เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพต่อศาลแล้วบางส่วน จากข้อมูลพบว่ากระทำผิดมาหลายครั้งจะขยายผลต่อไป ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานดำเนินคดีฐานฟอกเงิน เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลดำเนินคดีผู้กระทำผิดเพิ่มเติมสนธิกำลังเข้าตรวจค้น 6 จุด ได้แก่ กทม. 2 จุด จ.นครปฐม 1 จุด และ จ.ตาก 3 จุด

ต่อมา พ.ต.อ.ตรัยฤกษ์ ปัญญาไตรรัตน์ ผกก.1 ปปป. หนึ่งในหัวหน้าชุดปฏิบัติการนำกำลัง พร้อมหมายค้นศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 1769/93 ภายในซอยสาธุประดิษฐ์ 57 (ซอยปรียานนท์) แขวงบางโพงพาง เขตยานาวา กทม. บ้านของนายธีรพันธ์ ภู่บัวเผื่อน อายุ 58 ปี เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรชำนาญการประจำด่านแม่สอด จ.ตาก เคยดำรงแหน่งเมื่อปี 56 ปัจจุบันย้ายไปดำรงตำแหน่งเดียวกันที่ จ.อุบลราชธานี เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องลงบันทึกเอกสารตรวจปล่อยรถตอนที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่แม่สอด จากการตรวจค้นพบบุคคลที่อ้างตัวเป็นน้องสาวแจ้งว่า นายธีระพันธ์ ไม่อยู่บ้านเดินทางไปต่างจังหวัดไม่ทราบว่าที่ใด เจ้าหน้าที่ใช้เวลาตรวจค้นกว่า 2 ชม. พ.ต.อ.ตรัยฤกษ์ กล่าวว่า พบเอกสารมีลายเซ็นของนายธีรพันธ์เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายน้ำมัน

ทางด้าน พ.ต.อ.จักร เพ็งสาธร รอง ผบก.ปปป. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ป.ป.ท. ปปง. และ สตง. ตรวจค้นเป้าหมายคดีทุจริตโกงภาษีน้ำมัน 3 จุด ใน อ.แม่สอด จ.ตาก ได้แก่ บ้านเลขที่ 495 หมู่ 2 ต.พระธาตุผาแดง อ.แม่สอด บ้านของนายเฉลิมศักดิ์ ภิรมย์ทอง อายุ 46 ปี สรรพสามิตพื้นที่ตาก อดีตสรรพสามิต อ.แม่สอด บ้านเลขที่ 17/7 ซอยบ้านสันคือ เขตเทศบาลนครแม่สอด บ้านของนายปรีชา บุญมี อายุ 50 ปี และบ้านเลขที่ 119/4 ถนนชิดวนา เขตเทศบาลนครแม่สอด บ้านของนายชัยวัฒน์ ปราโมทย์สุข อายุ 51 ปี ทั้งคู่เป็นเจ้าหน้าที่สรรพสามิต อ.แม่สอด ยึดเอกสารไปตรวจสอบ พร้อมทั้งคุมตัวทั้งหมดไป สภ.แม่สอด เพื่อลงบันทึกประจำวัน ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.นพชัย อินทรแก้ว รอง ผกก.5 บก.ปปป. ร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 225 หมู่ 3 ต.กำแพงแสน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม บ้านพ่อและแม่ของนายองอาจ ยศศักดิ์ศรี อายุ 48 ปี เจ้าหน้าที่ศุลกากร ญาติแจ้งว่านายองอาจไม่ได้พักที่บ้านจะมาเฉพาะช่วงเทศกาลเท่านั้น จากการตรวจค้นไม่พบหลักฐานใดๆ

ต่อมาเวลา 15.00 น. พล.ต.ต.กมลเปิดเผยว่าได้รับรายงานว่า การปฏิบัติการลงพื้นที่ทั้ง 6 จุด พบตัว 3 คน แต่ไม่พบหลักฐานเนื่องจากเกิดเหตุนานมาแล้วตั้งแต่ปี 56 จึงได้ยึดเอกสารแสดงทรัพย์สิน อาทิ โฉนดที่ดิน ตรวจสอบถึงที่มาของทรัพย์สิน ผู้ต้องหาทั้ง 6 คน แจ้งข้อกล่าวหามาตรา 157 ผู้ใด เป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และมาตรา 162 เจ้าพนักงานรับรองเป็นหลักฐานว่าได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ ผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ให้การปฏิเสธ ส่วนที่ กทม. 2 จุด และ จ.นครปฐม 1 จุด ที่ไม่พบผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ยึดเอกสารเกี่ยวกับเงินและทรัพย์สินบางส่วนมาตรวจสอบ เนื่องจากเป็นความผิดตามมูลฐานคดีฟอกเงิน บก.ปปป.จะไม่ออกหมายเรียกผู้ต้องหาทั้ง 3 คน แต่จะสรุปสำนวนและรวบรวมข้อมูลทั้งหมดส่งให้ ป.ป.ช.ดำเนินการชี้มูลความผิดในวันที่ 5 ต.ค.นี้

มีรายงานว่า พนักงานสอบสวน บก.ปปป. ขอหมายค้นศาลทุจริตกลางเข้าตรวจบ้านพักผู้ต้องหา 6 คน ใน อ.แม่สอด 3 จุด ได้แก่ บ้านพักและสถานที่ทำงานของนายชัยวัฒน์ ปราโมทย์สูง จนท.สังกัดกรมสรรพสามิต ประจำด่านแม่สอด นายปรีชา บุญมี จนท.สังกัดกรมสรรพสามิต ประจำด่านแม่สอด และนายเฉลิมศักดิ์ ภิรมย์ทอง จนท.สังกัดกรมสรรพสามิต ประจำด่านแม่สอด ที่ กทม. 2 จุด บ้านพักของนายธีรพันธ์ ภู่บัวเผื่อน จนท.กรมศุลกากรชำนาญการ ประจำด่านแม่สอด และนายนาวิน ดวงศรี จนท.นักวิชาการศุลกากรชำนาญการ ประจำด่านแม่สอด และที่ จ.นครปฐม 1 จุด บ้านพักของนายองอาจ ยศศักดิ์ศรี อดีตนักวิชาการศุลกากรชำนาญการ ประจำด่านแม่สอด จ.ตาก

เปิดผลสอบ ทุจริตGGC พนักงานผิด - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2561

โพสต์ทูเดย์ - เปิดผลสอบทุจริต GGC ในเครือ ปตท. 2,100 ล้าน พบระบบดีแต่พนักงานไม่ปฏิบัติตามระบบ

บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล (GGC) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ ปตท. รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่เกิดการทุจริตสินค้าคงคลังจำนวน 71,848 ตัน ซึ่งบริษัทชำระราคาไปแล้วขาดหายไป คิดเป็นมูลค่ารวม 2,100 ล้านบาท สรุปผลการประเมินระบบการควบคุมภายในว่า ขั้นตอนและระบบการจัดซื้อ การควบคุมสต๊อกเป็นไปตามมาตรฐาน แต่ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการตามระบบควบคุมที่บริษัทกำหนด

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอให้มีการปรับปรุงกระบวนการจัดหาวัตถุดิบและจำหน่าย โดยให้แบ่งโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้อยู่ภายใต้การดูแลของผู้บริหารต่างสายงานเพื่อตรวจสอบระหว่างกันให้มากขึ้น ด้านกระบวนการจัดซื้อและสั่งซื้อวัตถุดิบให้ปรับปรุงขั้นตอนและคู่มือปฏิบัติงานให้ละเอียด แก้ไขปัญหาการทำงานลัดขั้นตอนและทำไม่ถูกต้อง

นอกจากนั้น การจัดทำรายงานการขนส่งและจ่ายค่าขนส่งวัตถุดิบให้ทำรายงานการขนส่งเพื่อตรวจสอบปริมาณวัตถุดิบที่ส่งเทียบกับใบชั่งน้ำหนักจริง ทำให้ข้อมูลถูกต้องและใช้อ้างอิงกับการ

รับวัตถุดิบได้ โดยคณะกรรมการบริษัทได้มอบให้ฝ่ายจัดการไปปรับปรุงแก้ไขแล้ว

สำหรับการฟ้องร้องดำเนินคดีกับพนักงานที่สร้างความเสียหาย และการ

ติดตามวัตถุดิบส่วนที่ขาดหายไปคืนมาได้หรือไม่ ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ

DSIแฉ'จีที200'ทุกหน่วยรัฐโดนตุ๋นหมด - แนวหน้า ฉบับวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2561

แห่ร้องให้ดำเนินคดีอาญาเผยฟ้องไปแล้วรวม16คดีป.ป.ช.ลุยสอบเสร็จปีหน้า

กรมสอบสวนคดีพิเศษ แจงฟ้อง 16 คดีโกงขายจีที 200 แฉทุกหน่วยรัฐโดนตุ๋นขายใช้งานไม่ได้จริง ขณะที่เลขาฯ ป.ป.ช.ยันคดีจบ ไม่เกินต้นปี'62 เมื่อวันที่ 28 กันยายน คณะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงข่าว ภายหลังศาลแขวงดอนเมืองพิพากษาจำคุก ผู้บริหารบริษัทเอวิเอ แซทคอม จำกัด ตัวแทนจำหน่ายเครื่องจีที 200 เป็นเวลา 9 ปี โดยไม่รอลงอาญาว่าคดีดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากการที่ส่วนราชการและ หน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานได้ร้องทุกข์ กล่าวโทษเพื่อขอให้ดีเอสไอดำเนินคดีอาญากับบริษัทที่หลอกลวงขายอุปกรณ์ตรวจวัตถุระเบิด GT200 ให้กับหน่วยงาน ของตนผลการตรวจสอบพบว่าอุปกรณ์ดังกล่าวไม่สามารถใช้งานได้จริงตามที่ได้ โฆษณาขายเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย ดีเอสไอได้สืบสวนขยายผล พร้อมทั้งรวบรวมเอกสารพยานหลักฐานแล้ว พบมูลความผิดจึงเสนอต่อมาคณะกรรมการ สิทธิพิเศษ (กคพ.) เพื่อมีมติรับคดีดังกล่าว เป็นคดีพิเศษ

คณะโฆษกดีเอสไอ ระบุอีกว่าดีเอสไอ ได้ดำเนินคดีอาญากับบริษัทที่เกี่ยวข้องและผู้กระทำความผิดทั้งสิ้น 16 คดี ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานราชการที่ได้รับ ความเสียหายประกอบด้วยสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กรมสรรพาวุธทหารบก จังหวัดพิษณุโลก กรมศุลกากร กรมการ ปกครอง กรมราชองครักษ์ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดภูเก็ต ตำรวจภูธรจังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดยะลา ตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ศูนย์รักษาความปลอดภัย กองทัพเรือ และจังหวัดสุโขทัย

ทั้งนี้ จากการสอบสวนของกองคดีความมั่นคง ดีเอสไอพบมูลความผิดอาญาฐานหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในสภาพและคุณภาพแห่งของนั้นอันเป็นเท็จและความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาโดยขณะนี้ทุกคดีสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วและได้ทยอยเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี ในศาลซึ่งผลคดีที่ปรากฏตามข่าวเป็นคดีที่ 3 ที่ได้มีคำพิพากษา

"โดยคดีแรก มีศูนย์รักษาความปลอดภัยกองบัญชาการกองทัพไทยเป็นผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดี อยู่ระหว่างอุทธรณ์คดีที่ 2 มีกรมสรรพาวุธ ทหารบกเป็นผู้เสียหาย ศาลมีคำพิพากษาจำคุก ในความผิดฐานฉ้อโกง กระทงละ 3 ปี จำนวน 12 กระทง รวม 36 ปี แต่ตามมาตรา 91(1) แห่งประมวลกฎหมายอาญา กำหนดให้จำคุกได้ไม่เกิน 10 ปี และ มีโทษปรับ 72,000 บาท คดีที่ 3 คือคดีที่มีกรมราชองครักษ์เป็นผู้เสียหาย ศาลพิพากษาจำคุก ในความผิดฐานฉ้อโกง กระทงละ 3 ปี รวม 3 กระทง เป็นระยะเวลา 9 ปี และมีโทษปรับ 18,000 บาท" คณะโฆษกดีเอสไอ กล่าว

ด้านพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดี ดีเอสไอกล่าวว่า ส่วนข้อกล่าวหาที่มีต่อ เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งอนุมัติจัดซื้อเครื่องจีที 200 นั้น ดีเอสไอได้รวบรวมหลักฐานและส่งสำนวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนเนื่องจากเป็นคดีที่อยู่นอกเหนืออำนาจการสอบสวนของดีเอสไอ

ขณะที่ นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยถึงกรณีมี ผู้ร้องเรียนกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าทุจริตในการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิด จีที 200 ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน เพื่อ ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย 1.กรมสรรพาวุธทหารอากาศ 2.กรมสรรพาวุธทหารบก 3.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ 4.ตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท และ 5.กรมศุลกากร โดยมี นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร กรรมการ ป.ป.ช. ประธานอนุกรรมการไต่สวน เป็นกรรมการ ป.ป.ช. ผู้รับผิดชอบ ซึ่งได้มีการดำเนินการ ไต่สวนข้อเท็จจริงไปแล้วมากกว่า ร้อยละ 80 ตอนนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาและเอกสารประกอบจากศาลประเทศอังกฤษ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบคำพิพากษาและเอกสารต่างๆ ว่าจะมีพยานหลักฐานเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยว่ามีส่วนร่วมในการทุจริตหรือไม่อย่างไร ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบเพิ่มเติม

"แต่นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร กรรมการ ป.ป.ช.ผู้รับผิดชอบได้มีบัญชาสั่งการให้ขอคำพิพากษาฉบับสมบูรณ์จากศาลแขวงดอนเมืองมาพิจารณาประกอบการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช.แล้ว และเร่งรัดเรื่องนี้ให้ดำเนินการ แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการ แล้วเสร็จประมาณปลายปี 2561 หรืออย่างช้า ต้นปี 2562" เลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าว

กฎเหล็กเลือกตั้งท้องถิ่น ทุจริตตัดสิทธิ 10 ปี - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หมายเหตุ : การประชุมสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 4 ต.ค. จะมีการพิจารณา รับหลักการแห่งร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ในวาระที่ 1 โดยมีสาระสำคัญดังนี้

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่บทเฉพาะกาลในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรา 141 ที่กำหนดให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจว่าจะให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อใด โดยถ้า คสช.ตัดสินใจได้แล้ว มีหน้าที่ต้องแจ้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทราบ จากนั้น กกต.จะประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง ต่อไป

ที่สำคัญภายหลัง กกต.ประกาศให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นแล้ว ประกาศและคำสั่งของ คสช.จำนวน 6 ฉบับ ในส่วนที่เกี่ยวกับการงดการจัดให้มีการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และกำหนดวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นสิ้นผลบังคับ

กลิ่นไม่ดีเลือกใหม่ทันที

ขณะที่บททั่วไปเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ตามร่างกฎหมายยังคงให้อำนาจหน้าที่แก่ กกต.ในการควบคุมการเลือกตั้งให้เกิดความสุจริตและความยุติธรรม

มาตรา 16 กำหนดให้ กกต.ต้องประกาศผลการเลือกตั้งภายใน 30 วันนับแต่วันเลือกตั้ง หากตรวจสอบเบื้องต้นแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

แต่ถ้าในกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ไม่ว่าจะมีผู้ร้องเรียนกล่าวโทษหรือไม่ ให้ กกต.ดำเนินการสืบสวนหรือไต่สวนให้แล้วเสร็จ หรือจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่แล้วแต่กรณีโดยเร็ว

กำหนดคุณสมบัติเข้ม

ส่วนการกำหนดเขตเลือกตั้งสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น มาตรา 18 ได้แบ่งหลักเกณฑ์พอสังเขปดังนี้

1.การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพ มหานคร ให้ถือเขตเป็นเขตเลือกตั้ง

ถ้าเขตใดมีจำนวนราษฎรตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้งเกิน 1.5 แสนคน ให้ กกต.แบ่งตั้งเลือกตั้งตามจำนวนสมาชิกสภากรุงเทพมหานครที่จะพึงมี

2.การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การ

บริหารส่วนจังหวัด ให้ถือเขตอำเภอเป็นเขตเลือกตั้ง ในกรณีที่อำเภอใดมีสมาชิกได้เกินกว่า 1 คน ให้แบ่งเขตอำเภอเป็นเขตเลือกตั้ง เท่ากับจำนวนสมาชิกที่จะพึงมีในอำเภอนั้น

นอกจากนี้ การกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งตามร่างกฎหมายดังกล่าว ยังได้นำมาตรฐานแบบเดียวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.มาใช้ด้วย

เช่น ต้องไม่เป็นบุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือลงโทษ จำคุก เพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่า ด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำทุจริตเลือกตั้ง เป็นต้น

ทุจริตตัดสิทธิ 10 ปี

ขณะที่การกำหนดพฤติกรรมที่เป็นความผิดฐานทุจริตเลือกตั้งของการเลือกตั้ง ท้องถิ่นก็เป็นไปในลักษณะเดียวกับการเลือกตั้ง สส.เช่นกัน

มาตรา 63 บัญญัติห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการ ลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

ไม่เพียงเท่านี้ ห้ามไม่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อนุมัติโครงการหรือกิจกรรมใหม่ที่มีลักษณะเป็นการชักจูงใจให้มาลงคะแนนให้แก่ตนเองภายใน 90 วัน ก่อนวันครบวาระการดำรงตำแหน่งหรือก่อนการ ลาออกจากตำแหน่ง เว้นแต่เป็นโครงการบรรเทาทุกข์จากภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติสาธารณะ หรือเป็นโครงการที่ทำต่อเนื่องปกติอยู่แล้ว หรือเป็นโครงการที่ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี

การฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับ ตั้งแต่ 2 หมื่น-2 แสนบาท และให้ศาลสั่ง เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 10 ปี

คอลัมน์ เหนี่ยวไก: คุ้มหรือไม่คุ้ม - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ทองพระราม

กลายเป็นเรื่องให้น่าขบคิดทบทวนหลังจากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ ได้เปิดเผยผลสรุป 4 ปี การขึ้นเงินเดือนข้าราชการในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ที่ผ่านมาได้มีการออกกฎหมายเพิ่มรายได้ให้บรรดาข้าราชการอย่างน้อย 10 ฉบับ ครอบคลุมข้าราชการหลายสาขา เช่น ตำรวจ ทหาร ครู ข้าราชการพลเรือน

โดยเฉพาะการออกกฎหมายขึ้นเงินเดือนให้องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ และอัยการ ซึ่งไอลอว์ให้เหตุผลไว้อย่างน่าสนใจอย่างมากตรงที่ ถ้าดูจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)

จะเห็นได้ว่ายังมีการเลื่อนขั้นพิเศษ โดยเฉพาะให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือไปช่วยงานของ ครม. จึงมองการขึ้นเงินเดือนยังมีข้อกังวลถึงผลประโยชน์ทับซ้อน

เนื่องจากระบบราชการเป็นกลไกหลักที่ คสช.ใช้ในการสนองตอบนโยบายมาตลอด 4 ปี อีกทั้งการขึ้นเงินเดือนทำให้งบประมาณด้านบุคลากรภาครัฐสูงขึ้นจากปี 2557 ถึง 4 แสนล้านบาท

แต่ผลการจัดอันดับประสิทธิภาพของรัฐบาลและความโปร่งใสกลับไม่ได้ดีขึ้นแต่อย่างใด การขึ้นเงินเดือนข้าราชการในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ทำให้ภาระงบประมาณสูงขึ้นกว่า 4 แสนล้านบาท

อย่างงบประมาณปี 2562 งบบุคลากรภาครัฐอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของงบประมาณทั้งหมด แต่จากการประเมินของธนาคารโลกพบว่าประสิทธิภาพการทำงานของรัฐเปลี่ยนแปลงในทางบวกน้อยมาก พร้อมๆ กับความโปร่งใสของภาครัฐที่ต่ำลงจากช่วงก่อนรัฐประหาร

แม้จะเป็นที่รู้กันดีว่าเงินเดือนข้าราชการ เรียกได้ว่าเบี้ยน้อย หอยสังข์ การปรับขึ้นจึงไม่แปลกเพื่อผลการทำงาน สอดรับกับค่าครองชีพความเป็นอยู่ในสังคมปัจจุบันที่สูงขึ้น เพื่อให้เหล่าข้าราชการยกระดับ ตัวเองขึ้นมา จะได้ไม่ต้องไปเป็นหนี้นอกระบบ อันเกิดจากเงินไม่พอใช้แบบเดือนชนเดือน หรือไม่ก็นำเงินอนาคตออกมาใช้เลี้ยงปากท้องครอบครัว

ขณะที่ตัวเลขที่ทางไอลอว์ได้สรุปออกมา หากมองกันตามตรงการขึ้นเงินนั้นทำให้ภาระงบประมาณสูงขึ้นตาม ก็นับว่าเป็นเรื่องปกติอีกเช่นกันสำหรับการขึ้นเงินเดือน

ทว่า ที่น่าสนใจอย่างยิ่งยวดคงเป็นการประเมินของธนาคารโลก ซึ่งได้สะท้อนออกมาไว้อย่างน่าตกใจ เพราะผลตามมาไม่ได้กระเตื้องอย่างที่หลายฝ่ายตั้งใจไว้

โดยเฉพาะประสิทธิภาพกับเงินที่ได้ลงทุนไป แน่นอนว่าคำถามคือ "คุ้มค่ามากน้อยเพียงใด" เพราะเรื่องเงินๆ ทองๆ สำหรับประชาชน ผู้เสียภาษี ย่อมซีเรียสและเครียดตาม

เนื่องด้วยเม็ดเงินที่รัฐบาลดำเนินการไปก็ต้องบอกว่าไม่ใช่น้อยๆ และเมื่อผลที่ออกมาจากหน่วยงานเชื่อถือได้ ก็เชื่อว่าทำให้ประชาชนทั้งประเทศในฐานะผู้จ่ายภาษีต้องกุมขมับ

จะเป็นจริงหรือไม่ประการใด ผู้ตอบคำถามนี้ได้ดีคงเลี่ยงไม่พ้นรัฐบาล ในฐานะผู้ผลักดันประเด็นดังกล่าวจนคลอดออกมาเป็นกฎหมายให้มีผลบังคับใช้ ซึ่งการขึ้นเงินเดือนเชื่อว่าประชาชนไม่ได้คัดค้าน

แต่ประสิทธิภาพกับเงินที่ได้เสียไปต่างหาก จะเป็นประเด็นให้หลายฝ่ายติดใจ หากรู้แล้วว่ายังไม่คุ้มก็ปรับค่าทำงานให้สอดรับเพื่อไม่ให้เจ้าของภาษีคือ ประชาชนต้องมาเสียความรู้สึกภายหลัง หากไม่เป็นดังหวังไว้อย่างที่ใจปรารถนา

คอลัมน์ เฉลิมชัย ยอดมาลัย: จุดอ่อนรัฐบาลคสช. คือไม่ลงโทษพวกพ้องผู้ทำผิด - แนวหน้า ฉบับวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2561

chalermchai@naewna.com

มีเสียงวิพากษ์รัฐบาลคสช. โดยวิญญูชนเสมอๆ ว่า จุดอ่อน ที่สำคัญของรัฐบาลคสช. ซึ่งจะเป็นจุดตายของรัฐบาลคสช.คือ การไม่กล้าลงโทษขั้นเด็ดขาดกับคนใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ที่สาธารณชนมีความเห็นตรงกันว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างโจ่งแจ้ง

อ้างคำพูดของประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) อดีตประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งพูดไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 ในโอกาสที่รัฐบาลคสช. บริหารประเทศครบ 4 ปี โดยประมนต์กล่าวว่า มองย้อนหลังไป 4 ปี จะเห็นว่า 2 ปีแรก คสช. มีผลงานค่อนข้างดี เห็นได้จากการดำเนินหลายมาตรการ ที่เป็นประโยชน์ และมีความพยายามปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง แต่มาช่วง 2 ปีหลัง กลับเริ่มมีความไม่เข้มแข็ง เพราะมีเรื่องของพวกพ้องคนใกล้ชิดที่ถูกกล่าวหา แต่กลับไม่มีการดำเนินการรวดเร็วเท่าที่ควร

ไม่ใช่แค่เพียงประมนต์เท่านั้นที่รู้สึกในเรื่องที่เห็นว่ารัฐบาลคสช. ไม่ลงโทษคนใกล้ชิด และพวกพ้อง ซึ่งเป็นคนที่สาธารณชนมองตรงกันว่ามีพฤติกรรมไม่ขาวสะอาด จนเข้าข่ายว่าน่าจะทุจริตคอร์รัปชันด้วย

โดยปกติแล้ว เหล็กกล้ามักจะเสียความกล้าแกร่ง ก็เพราะสนิมอันเกิดกับเหล็กนั่นเอง ถามว่าสนิมเกิดที่ไหน คำตอบคือเกิดที่เนื้อของเหล็ก ถามต่อไปว่า สนิมเกิดกับเนื้อของเหล็กได้อย่างไร คำตอบคือ เกิดเพราะเหล็กนั้นไม่สะอาด หรือไม่ได้ถูกทำความสะอาดให้หมดจดเป็นประจำ เช่น เมื่อเหล็กเกิดปฏิกิริยาเคมีกับอากาศ น้ำ ความร้อน ความชื้น เหล็กก็จะขึ้นสนิม แล้วถูกสนิมกัดกินไปเรื่อยๆ

หากเปรียบเหล็กเป็นรัฐบาลคสช. การเกิดสนิมกับ เหล็กซึ่งเป็นรัฐบาลคสช. ก็คงจะมาจากการที่รัฐบาลคสช. ไม่ขาวสะอาด มีสิ่งสกปรก และมีความชื้นติดอยู่ตาม ผิวเหล็กเป็นระยะเวลานาน จนในที่สุดเหล็กนั้นก็ขึ้นสนิม แล้วถ้ายิ่งปล่อยให้สนิมเกิดขึ้นกับเนื้อเหล็กนานวันเข้า ในที่สุดเหล็กนั้นก็จะผุและกร่อนลงไปจนสุดท้ายเหล็กไม่เหลือความแข็งแกร่งอีกต่อไป

ถามว่าคนทั่วไปจะสามารถเข้าไปใกล้ชิดกับรัฐบาลคสช. แล้วสร้างสิ่งสกปรกให้เกิดกับรัฐบาลคสช. ได้หรือไม่ คำตอบคือ อาจจะพอมีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่ทว่าโอกาสเช่นนั้นย่อมน้อยมาก แต่สำหรับคนใกล้ชิดกับรัฐบาลคสช. แล้ว ถ้าหากคนใกล้ชิดไม่ขาวสะอาด ก็เปรียบเสมือนสิ่งสกปรกที่อยู่รอบๆ ตัวของรัฐบาลคสช. แล้วคนใกล้ชิดที่ไม่ขาวสะอาดเหล่านั้น ก็คือตัวการที่ก่อให้เกิดสนิม อันเป็นต้นเหตุของความผุกร่อนของรัฐบาลคสช.

จะไม่เกิดประโยชน์อันใดแม้แต่น้อยกับบ้านเมือง ถ้าหากรัฐบาลคสช. ประกาศทุกวันว่าจะปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบบนแผ่นดินไทย แต่ถ้าหากประชาชนกลับพบเห็นว่ารัฐบาลคสช. ไม่สามารถจัดการขั้นเด็ดขาดกับคนใกล้ชิดที่มีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ ซึ่งสาธารณชนได้ลงความเห็นตรงกันไปแล้วว่า ผู้ใกล้ชิดกับรัฐบาลคสช. เหล่านั้น เป็นผู้มีพฤติกรรมเข้าข่ายทุจริต คอร์รัปชันโกงบ้านกินเมือง ถึงแม้คนเหล่านั้นอาจจะโกงบ้าน กินเมืองเป็นเงินไม่ถึงหมื่นล้าน แสนล้านบาทก็ตาม แต่ทว่าเขาคือคนใกล้ชิดของรัฐบาลคสช. ที่ถูกมองว่าโกงกิน หากรัฐบาลคสช. ยังจงใจปล่อยคนเหล่านี้ไว้อีกต่อไป ก็หมายความว่ารัฐบาลคสช. ยอมให้สนิมกัดกร่อนเนื้อเหล็กไปเรื่อยๆ ซึ่งทั้งนี้สาธารณชนอาจจะเข้าใจได้ว่า เหล็ก นั่นแหละคือตัวการที่ยอมให้สนิมเกิดกับเนื้อเหล็กเอง

'จีที200'เอาผิดคนขาย แต่คนซื้อลอยนวล? - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ปกรณ์ พึ่งเนตร

กรุงเทพธุรกิจ

ช่วงนี้มีข่าวที่หลายคนให้ความสนใจ คือคำพิพากษาของศาลในคดีที่ "กรมราชองครักษ์" ฟ้อง บริษัท เอวิเอ แซทคอม จำกัด กับพวก ซึ่งเป็นบริษัทผู้จัดจำหน่ายเครื่องตรวจระเบิดลวงโลก "จีที 200" กระทั่งศาลมีคำพิพากษาจำคุก นายสุทธิวัฒน์ วัฒนกิจ กรรมการบริษัท เป็นเวลา 9 ปี และปรับอีก 18,000 บาท

สาเหตุที่สังคมให้ความสนใจคดีนี้ ก็เพราะเรื่องราวสะเทือนวงการความมั่นคง ของ "จีที 200" เงียบหายไปนาน หลังจาก ตัวเครื่องถูกทดสอบในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กระทั่งยืนยันชัดเจนว่า "ใช้งาน ไม่ได้จริง" มีค่าความแม่นยำน้อยกว่า การเดาสุ่ม หลังจากนั้นคนไทยทั้งประเทศก็ตั้งตารอว่าจะมีการดำเนินคดีกับ ผู้เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะ หน่วยงานรัฐ 15 แห่งที่จัดซื้อ "จีที 200" และอุปกรณ์แบบเดียวกันแต่เรียกชื่ออย่างอื่น เช่น อัลฟ่า ซิกส์ (Alpha 6) รวมๆ แล้วมากกว่า 1,300 เครื่อง

ฉะนั้นพอมีคดีที่ศาลตัดสินลงโทษเป็นคดีแรก (ที่เป็นข่าวดัง) ก็เลยมีคำถามต่อว่า แล้วคดีอื่นๆ ล่ะไปถึงไหนกันแล้ว

ล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 ก.ย.2561 มีคำแถลงจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า ยังมีคดีที่กรมสรรพาวุธทหารบก ฟ้องบริษัทผู้จัดจำหน่ายและผู้บริหาร ชุดเดียวกัน ในความผิดฐานฉ้อโกงขาย"จีที 200" เช่นเดียวกัน โดยศาลพิพากษาจำคุก ไปแล้วก่อนหน้านี่เป็นเวลา 10 ปี และปรับ 72,000 บาท แสดงให้เห็น ว่ามีความพยายามดำเนินคดีกับ ผู้บริหารบริษัทที่ขายเครื่องจีที 200 และอัลฟ่า ซิกส์ ที่เรียกกันว่า "ไม้ล้างป่าช้า" มาอย่างต่อเนื่อง

ดีเอสไอยืนยันว่า ทั้งคดีของกรมราชองครักษ์ และกรมสรรพาวุธทหารบก เป็นคดีที่อยู่ในความ รับผิดชอบของดีเอสไอ ภายหลังหน่วยงานราชการที่จัดซื้อเข้าแจ้งความร้องทุกข์ว่าอุปกรณ์ใช้งาน ไม่ได้จริง และดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ ซึ่งมีทั้งหมด 16 คดี มีหน่วยงานรัฐเป็นผู้เสียหายรวม 15 หน่วยงาน

รายชื่อหน่วยงานที่เป็น ผู้เสียหาย ซึ่งก็คือผู้จัดซื้อเครื่องตรวจระเบิดลวงโลก ได้แก่ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์, กรมสรรพาวุธ ทหารบก, จ.พิษณุโลก, กรมศุลกากร, กรมการปกครอง, กรมราชองครักษ์, จ.เพชรบุรี, จ.ภูเก็ต, ตำรวจภูธรจังหวัดสิงห์บุรี, จ.ยะลา, ตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท, องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา, ศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) กองบัญชาการกองทัพไทย, กองทัพเรือ และจ.สุโขทัย

โดยคดีที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว นอกจากคดีของกรมสรรพาวุธทหารบก และกรมราชองครักษ์ ยังมีคดีของ ศรภ.ด้วย แต่ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ขณะนี้อยู่ระหว่างอุทธรณ์

เป็นที่น่าสังเกตว่า ความคืบหน้า ของคดี "ไม้ล้างป่าช้า-เครื่องตรวจ ระเบิดลวงโลก" ที่กำลังเป็นข่าวอยู่นี้ เป็นความคืบหน้าเฉพาะคดีที่หน่วยงานรัฐในฐานะผู้จัดซื้อ ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายและ ดำเนินคดีกับบริษัทผู้จัดจำหน่ายในข้อหาฉ้อโกงเท่านั้น แต่คดีที่หลายคน ตั้งตารออยู่ คือ "คดีทุจริต"ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพราะเชื่อว่า หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อ น่าจะจัดซื้ออย่างไม่โปร่งใส

แต่ท่าทีของ ป.ป.ช. จาก คำสัมภาษณ์ล่าสุดของ สุรศักด์ ศรีวิเชียร กรรมการ ป.ป.ช.เมื่อ ปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา กลับมองว่า กรณีนี้เอาผิดยาก เพราะเจ้าหน้าที่ผู้ใช้ "จีที 200" มีความเชื่อถือในคุณภาพของเครื่อง ทำให้มีความมั่นใจ ในการปฏิบัติหน้าที่ เหมือนกับสวมพระเครื่องออกรบ

เมื่อพูดถึง "จีที 200" ในมิติของความเชื่อ ก็ต้องพูดถึงปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะสาเหตุหลักๆ ในการจัดซื้อ "จีที 200" จำนวนมากตามที่ หน่วยงานรัฐอ้างกัน โดยเฉพาะในส่วนของกองทัพบกที่จัดซื้อ มากที่สุดในยุค "บิ๊กป๊อก" พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น ผบ.ทบ.นั้น ก็เพื่อไปใช้งานในภารกิจ "ดับไฟใต้ ที่ปลายด้ามขวาน" เฉพาะช่วง ปี 51-52 เคยซื้อล็อตใหญ่ที่สุดถึง 571 เครื่อง

ความคึกคักในการจัดซื้อและนำ "จีที 200" ไปใช้งานในภาคใต้ ต้องหยุดชะงักลง เมื่อมีการนำ "จีที 200" ไปตรวจหาระเบิดที่คนร้ายประกอบใส่ในรถยนต์ นำไปจอดหน้า โรงแรมเมอร์ลิน อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 6 ต.ค.52 แต่ตรวจไม่เจอระเบิด ทว่าคล้อยหลัง ไปเพียงไม่กี่นาทีก็เกิดระเบิดอย่างรุนแรงจาก "คาร์บอมบ์" ลูกนั้น สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก จนนำมาสู่การ เรียกร้องให้ตรวจสอบคุณภาพ ของเครื่อง จีที 200 และพบว่าเป็น เครื่องตรวจระเบิดเก๊ลวงโลก กระทั่งมีการดำเนินคดีกับบริษัทผู้จัดจำหน่ายขนานใหญ่ดังกล่าว

ประเด็นที่บางฝ่ายตั้งข้อสังเกตก็คือ การจัดซื้อมีความโปร่งใสจริงหรือไม่ เพราะเครื่อง "จีที 200"ที่แต่ละหน่วยงานจัดซื้อมีราคา ไม่เท่ากัน ตั้งแต่ราวๆ 400,000 บาท ไปจนถึง 1,200,000 บาท ซึ่งไม่น่าเป็นได้ที่อุปกรณ์แบบเดียวกัน จะมีราคาแตกต่างกันได้ขนาดนี้ แม้ชื่อเรียกจะต่างกันบ้างก็ตาม โดยราคา 400,000 บาทเป็น ราคาเสนอขายให้หน่วยงานรัฐ บางหน่วยในช่วงต้นๆ ที่อุปกรณ์นี้ยังไม่โด่งดังและถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย ขณะที่ราคาขายจากบริษัทผู้ผลิตในประเทศอังกฤษ อยู่ที่ 200,000 บาทเท่านั้น ส่วนต้นทุน จริงๆ แค่หลักพัน!!!

นอกจากนั้นยังมีบางหน่วยงาน เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กลับมีการจัดซื้อน้อยกว่าฝั่งกองทัพมาก ทั้งๆ ที่เป็นหน่วยงานด้านความมั่นคง เหมือนกัน นั่นเป็นเพราะ ผู้รับผิดชอบในขณะนั้นให้ข้อมูลกับ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงว่า เป็นอุปกรณ์ลวงโลก ไม่สามารถตรวจระเบิด ได้จริง

คำถามก็คือ เหตุใดบางหน่วยงานจึงไม่หลงเชื่อตามคำโฆษณาเหมือนอีกหลายๆ หน่วยงาน แล้วอย่างนี้หน่วยงานที่จัดซื้อจะต้องรับผิดชอบอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยหรือไม่

ข้อมูลจากดีเอสไอระบุว่า หน่วยงานราชการไทยจัดซื้อ เครื่องตรวจระเบิดลวงโลกทั้งสิ้น 1,358 เครื่อง มูลค่าความเสียหายราว 1,137 ล้านบาท บางคนเรียกความเสียหายนี้ว่า "ค่าโง่"

คำถามคือ ไม่ต้องมีใคร รับผิดชอบ "ค่าโง่" กว่าพันล้านนี้ เลยหรือ ฟังขึ้นหรือไม่ที่บอกว่าถูกหลอกขายอย่างเดียว

คอลัมน์ ป้อมพระสุเมรุ: บรรทัดฐาน"จีที 200"ลวงโลก ป.ป.ช.ต้องลาก"คนผิด"มาลงโทษ - ผู้จัดการสุดสัปดาห์ 360 องศา ฉบับวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2561

ทีมข่าวการเมือง

กลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง "ไม้ล้างป่าช้า" เครื่องตรวจจับอาวุธวัตถุระเบิดและยาเสพติดรุ่น "จีที 200" แกดเจ็ตยอดฮิตของหน่วยงานรัฐประเทศไทย โดยเฉพาะ "กองทัพ" ที่หมดเงินกว้านซื้อไปเป็นพันๆ ล้าน

ตามคิวที่ ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภค ได้ตัดสินยกคำร้อง-ไม่รับฎีกาของ บริษัท เอวิเอ แซทคอม จำกัด (เอวิเอ) ในฐานะจำเลย ส่งผลให้ "เอวิเอ" ต้องชำระเงินจำนวน 9 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้กับ "กรมราชองครักษ์" ในฐานะโจทก์ ผู้เสียหายในคดีการจัดซื้อเครื่องตรวจจับอาวุธวัตถุระเบิด และสารเสพติด รุ่น จีที 200

ถัดมาไม่ถึงสัปดาห์ ศาลแขวงดอนเมือง ก็ได้อ่านคำพิพากษาในสำนวนการสอบสวน คดีพิเศษ ที่ 27/2556 คดีระหว่าง กรมราชองครักษ์ ผู้กล่าวหา กับ "เอวิเอ" กับพวก ผู้ต้องหา โดยศาลเห็นว่าจำเลยมีความผิดฐาน "ฉ้อโกง" จึงพิพากษาจำคุก นายสุทธิวัฒน์ วัฒนกิจ กรรมการบริษัท กรรมละ 3 ปี รวม 3 กรรม คงจำคุก 9 ปี และปรับ "บริษัทเอวิเอ" ในฐานะนิติบุคคล กรรมละ 6,000 บาท รวม 3 กรรม รวมปรับ 18,000 บาท

จากคำพิพากษาอันเกี่ยวกับ "เอวิเอ" ผู้ค้า "ไม้ลวงโลก" รายใหญ่ ก็ทำให้จับตามองกันว่า หน่วยงานอื่นๆ ที่เป็น "ผู้ซื้อ" จะมีการ "ต่อยอด" คำพิพากษาที่ระบุชัดเจนว่า "จีที 200 ไม่สามารถทำงานได้" และสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายคืน และเอาผิดทางอาญา ได้ด้วย

เห็นทาง "สำนักข่าวอิศรา" ไล่เรียงรายชื่อ หน่วยงานภาครัฐ ที่เป็น "ลูกค้า" ซื้ออุปกรณ์สื่อสาร และอื่นๆจาก "บริษัทเอวิเอ" ยาวเหยียดเป็นหางว่าว ตั้งแต่ กรมการสื่อสารทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด, กรมขนส่งทหารบก, กรมสรรพาวุธทหารบก, กรมสรรพาวุธทหารเรือ, กรมสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ทหารอากาศ, กรมศุลกากร, กรมการปกครอง, อบจ.สระแก้ว, อบจ.สมุทรปราการ รวมๆ แล้วซื้อของจาก "เอวิเอ" ไปราว 1,400 ล้านบาทตามรายการก็ไม่ใช่มี "จีที 200" เพียงอย่างเดียว ยังมีอุปกรณ์ชนิดอื่นอยู่ด้วย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเหมือน "จีที 200" หรือไม่

ที่สะดุดตาก็คงเป็นรายของ "กรมสรรพาวุธทหารบก" ที่เป็นคู่ค้ากับ "เอวิเอ" อย่างน้อย 9 สัญญา ช่วงปี 50-52 ทั้ง 9 สัญญา ล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องตรวจจับชนิดต่างๆ ที่พะยี่ห้อ "จีที 200" รวมมูลค่าเกือบ 500 ล้านบาท

โดยยุคที่มีปัญหากับ "จีที 200" มากที่สุด ก็เป็นยุคที่ "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พี่รอง คสช. เป็น ผบ.ทบ. ช่วงปี 50-53 คาบเกี่ยวกับช่วงที่ "เอวิเอ" ขายของลวงโลกให้กับ ทบ.พอดี

เดิมทีก็นึกว่าทาง "กองทัพ" ดูจะไม่รู้ร้อน รู้หนาว แต่ก็มีข้อมูลสำคัญที่เพิ่งเปิดเผยมาจาก กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในส่วนของ "กองคดีความมั่นคง" ระบุ ได้ทำการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้นแล้ว โดยได้สรุปสำนวน และมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาฐาน "หลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในสภาพ และคุณภาพแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271

ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เมื่อประมาณเดือน ธ.ค. 57 ต่อมาพนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 สำนักงานอัยการสูงสุด มีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา ในความผิดฐาน "ฉ้อโกง" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341

ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 61 ศาลแขวงดอนเมือง ได้อ่านคำพิพากษาในสำนวนการสอบสวน คดีพิเศษ ที่ 218/2555 คดีระหว่าง กองทัพบก โดย กรมสรรพาวุธทหารบก ผู้กล่าวหา กับ "เอวิเอ" กับพวก ผู้ต้องหา โดยศาลเห็น ว่า จำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงตามที่อัยการโจทก์ฟ้อง จึงพิพากษาจำคุก นายสุทธิวัฒน์ วัฒนกิจ กรรมการบริษัท ในฐานะส่วนตัว กรรมละ 3 ปี รวม 12 กรรม คงจำคุก 36 ปี ปรับ "เอวิเอ" ในฐานะนิติบุคคล กรรมละ 6,000 บาท รวม 12 กรรม รวมปรับ 72,000 บาท ส่วนจำเลยอื่น ให้ยกฟ้อง

อาจจะยังไม่ถ้วนทั่วทุกหน่วยงาน แต่คำพิพากษาที่ออกมาจาก "ศาลไทย" รวมไปถึง "ศาลต่างประเทศ" ที่ศาลอาญากลางอังกฤษและเวลส์ ตัดสินจำคุก ผู้ก่อตั้งบริษัท "โกลบอล เทคนิคอล" ซึ่งเป็นบริษัทแม่ผู้ขาย "จีที 200" รวมไปถึงฝาแฝดอย่าง "อัลฟ่า 6" เป็นเวลานับ 10 ปี รวมไปถึงมีการปรับเงินเอาผิดในทางแพ่ง ฐานฉ้อโกงด้วย

ย้อนไปเมื่อครั้งตอนที่ศาลอังกฤษพิพากษาใหม่ๆ "รัฐบาล คสช." ได้มอบหมายให้ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ไปหาช่องทางในการเรียกร้องค่าเสียหาย ก่อนที่จะเลือนหายไปกลับสายลม

กระทั่งมีคำพิพากษาที่ทาง "กรมราชองครักษ์" ฟ้องร้องออกมา จึงมีการกระตุกให้หน่วยงานต่างๆ ที่ถูกหลอกลวงฟ้องร้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศกันให้ครบถ้วน ไม่ใช่ทำเหมือนแล้วก็แล้วกันไป เหมือน ทบ.สมัยที่ "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พี่รอง คสช. เป็น ผบ.ทบ. ช่วงปี 50-53 ที่ "กว้านซื้อ" เจ้าเครื่องลวงโลก "จีที 200"ไปทั้งหมด 757 เครื่อง เป็นเงิน กว่า 682 ล้านบาท

พอรู้ว่า "ไม้ล้างป่าช้า" ที่ซื้อมาอย่างเมามันนั้นใช้ไม่ได้ "ผบ.ป๊อก" ก็แค่สั่ง "ปลดประจำการ" ซะดื้อๆ ไม่คิดจะตั้งกรรมการสอบสวนหา "ผู้กระทำผิด" แต่อย่างใด

แต่ก็หนีไม่พ้น พลันที่มีเรื่องฟ้องร้องบริษัทแม่ที่เมืองนอก ก็ถูกนำมาเป็นประเด็น กดดันให้หน่วยงานรัฐไทยออกแอ็กชันเอาความ กระทั่งมีคดีไปอยู่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่อุ้มสำนวน ไม้ล้างป่าช้าอยู่ ไม่ต่ำกว่า 10 สำนวน

คดีในชั้น ป.ป.ช. ยืดเยื้อโยกโย้มาเรื่อย กระทั่ง สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร กรรมการ ป.ป.ช.โชว์ "ตรรกะเพี้ยนๆ" ออกตัวว่า คงจะเอาผิดการทุจริตจัดซื้อ "จีที 200" และฝาแฝดอย่าง "อัลฟ่า 6" ยาก ด้วยเหตุผลแบบสุดๆ ไปเลย ว่า "การจะวินิจฉัยว่าถูก หรือผิด เป็นเรื่องที่ยาก เพราะบางครั้งไม่ได้อยู่ที่มูลค่าของเครื่อง แต่เป็นเหมือนความเชื่อ เหมือนพระเครื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่นำไปใช้แล้ว เขารู้สึกว่าคุ้มค่า" ทำเอาคนฟังแทบตกเก้าอี้

ก็หวังว่า บรรทัดฐานคำพิพากษาศาลไทย-ศาลเทศ ที่ชี้ว่า "จีที 200" มันของลวงโลก ใช้ไม่ได้จริง จะหักล้าง "ความรู้สึก" ของ "ท่านสุรศักดิ์" และมีน้ำหนักพอที่จะทำให้ "ป.ป.ช.สุรศักดิ์" ผู้มีอาชีพเก่าเป็น "ผู้พิพากษา" มาก่อน รวมทั้ง ป.ป.ช.ท่านอื่น ไม่ยกเอาเรื่อง "ของขลัง-สิ่งศักดิ์สิทธิ์"มาเป็นตัวตั้ง จนตัดสินชี้มูลผิดๆ ถูกๆ

บรรทัดฐานคำพิพากษาศาลไทย-ศาลเทศ น่าหักล้างความงมงายกับ "ตรรกะเพี้ยนๆ" ที่ไปยก "ไม้ล้างป่าช้า" ว่าศักดิ์สิทธิ์ เข้มขลังไม่ต่าง "พระเครื่อง" แล้วตีความไปว่า คุ้มค่า ไม่มีโกง ได้หมดจด

เป็นบรรทัดฐานที่ค้ำคอการทำหน้าที่ ป.ป.ช.ที่เป็นอื่นไม่ได้ นอกเหนือจากลากคนคนผิดมาลงโทษ

ไทยโพสต์: 'จีที 200' จุดเริ่มเปิดแผลกองทัพ ต้องเดินหน้าเรียกคืนสิ่งที่เสียไป - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2561

ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนในการจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพ รวมถึงส่วนราชการอื่น สำหรับกรณีของเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดจีที 200 ซึ่งถือเป็นมหากาพย์ในการทดสอบว่าเครื่องมือดังกล่าวเป็นของจริงหรือของเก๊ โดยผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาหลายครั้ง ไม่ใช่ข้อสรุปจากความเชื่อ ความรู้สึก และผลที่ออกมาหลังการใช้ แต่เป็นการใช้มาตรวัดจากบุคคล ที่มีค่าความผันแปรไปตามสภาพแวดล้อม ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผล กระทบต่อการทำงาน และการดำเนินการจัดหาตั้งแต่ต้น ล่าสุด พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่า ได้นำกรณีดังกล่าวฟ้องร้องไปแล้ว พร้อมยืนยันว่า ที่ผ่านมากองทัพไม่ได้ทำอะไรผิด เพราะขณะนั้นหน่วยทดสอบแล้วใช้งานได้

ทั้งนี้ เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด จีที 200 เริ่มต้นวางจำหน่ายในปี 2544 โดยมีผู้ผลิตและจำหน่ายคือ บริษัท โกลบอล เทคนิคัล จำกัด ของอังกฤษ ที่มี นายแกรี โบลตัน เป็นเจ้าของ โดยเครื่อง GT200 นี้ขายดิบขายดีในประเทศที่กำลังพัฒนาอย่าง ไทย เม็กซิโก ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ต่อมาได้มีบริษัทอังกฤษอีก 2 แห่ง ขายเครื่องมือที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ทั้ง ADE-651 ของบริษัท เอทีเอสซี จำกัด ที่มีนายเจมส์ แม็คคอร์มิค เป็นเจ้าของ และ ALPHA6 ของบริษัท คอมสแตร็กซ์ จำกัด

ในประเทศไทยได้เริ่มนำจีที 200 เข้ามาใช้จากหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดของกองทัพอากาศ ที่นำมาใช้ที่สนามบิน บ่อทอง จ.ปัตตานี โดยอีโอดีของกองทัพบกเล็งเห็นว่ามีประสิทธิภาพดี จึงขอยืมมาทดสอบ ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จึงเสนอเรื่องให้ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.ในสมัยนั้น อนุมัติงบในการจัดซื้อ โดยได้จัดซื้อล็อตแรกด้วยวิธีพิเศษตามระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรี ดำเนินการจัดซื้อเมื่อปี 2548 จำนวน 4 เครื่อง ในราคาเครื่องละ 1.4 ล้านบาท (รวมการ์ด 20 ใบ) จากบริษัท เอวิเอ แซทคอม จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย

หลังจากนั้นหน่วยงานรัฐต่างๆ ได้จัดซื้อจีที 200 มาใช้งาน เพราะเห็นว่ากองทัพอากาศนำมาใช้ตรวจอาวุธ กระสุน วัตถุระเบิดใน 3 จังหวัดชายแดนใต้หลายครั้ง และได้ผลดีจนเป็นที่เชื่อมั่นของหลายหน่วยงาน จึงจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษจาก บริษัท โกลบอลฯ โดยตรง หรือผ่าน บริษัท เอวิเอ แซทคอม ที่เป็นนายหน้าให้ บริษัท โกลบอลฯ เพื่อนำไปใช้ในการตรวจวัตถุต้องสงสัย หรือยาเสพติด ทำให้ในระหว่างปี 2548-2553 หน่วยงานต่างๆ ในประเทศไทย จัดซื้อเครื่องจีที 200 และ ALPHA6 มาใช้ทั้งสิ้น 1,354 เครื่อง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,135 ล้านบาท

กระทั่งเมื่อปลายปี 52 เกิดเหตุคาร์บอมบ์ที่ อ.สุไหง โก-ลก จ.นราธิวาส แต่เครื่องจีที 200 กลับใช้งานไม่ได้ผล ต่อมาเกิดเหตุระเบิดที่ตลาดสดรถไฟ จ.ยะลา จีที 200 ก็ใช้งานไม่ได้ผลเช่นเดียวกัน จากความผิดพลาดในการใช้งานจีที 200 หลายครั้ง ทำให้เกิดข้อสงสัยของคนในสังคม ถึงประสิทธิภาพของเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดจีที 200 จนนำไปสู่การเรียกร้องให้ตรวจสอบ พิสูจน์การทำงานของจีที 200 ขึ้นมา หากพิจารณาดูจะเห็นว่า ในยุครัฐบาลทักษิณ ปี 2548 มีการจัดซื้อทั้งหมด 4 เครื่อง เครื่องละ 20,000 บาท เพื่อใช้กับกองทัพ โดยนำมาทดลองใช้ แต่ผลคือใช้ไม่ได้จึงเลิกซื้อไป ยุครัฐบาลสุรยุทธ์ ปี 2549 สั่งซื้อเพิ่มอีก 500 เครื่อง ราคาเครื่องละ 70,000 บาท หลังจากนั้นในช่วงปี 50-52 มีการสั่งซื้ออีกทั้งหมด อย่างน้อย 8 ครั้ง เป็นเงินทั้งหมด 419 ล้านบาท โดยทั้ง 8 ครั้งเป็นการสั่งซื้อผ่าน บ.Avis Satcom จำกัด เพียงรายเดียว สำหรับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทางฝั่งของต่างประเทศ ในปี 2556 ศาลอาญากลาง โอลด์เบลเลย์ ประเทศอังกฤษ มีคำพิพากษาตัดสินจำคุก นายเจมส์ แม็คคอร์มิค ผู้ก่อตั้งบริษัท เอทีเอสซีฯ เป็นเวลา 10 ปี และยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 7.9 ล้านปอนด์ หรือ 395 ล้านบาท เพื่อชดเชยให้ผู้เสียหาย ส่วนนายโบลตัน ผู้ก่อตั้งบริษัท โกลบอลฯ ตัดสินจำคุกเป็นเวลา 7 ปี ในความผิดฐานฉ้อโกง จากการขายเครื่องตรวจวัตถุระเบิดปลอม ซึ่งรวมไปถึงจีที 200 ให้กับรัฐบาลประเทศต่างๆ รวมถึงไทย

ขณะที่วันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา ศาลแขวงดอนเมืองอ่านคำพิพากษาให้กรมราชองครักษ์ชนะคดีที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท เอวีเอ แซทคอม จำกัด และผู้บริหาร ในคดีฉ้อโกง ขณะที่กระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการหลังจากบริษัทที่เป็นตัวแทนต่างประเทศถูกฟ้องและถูกตัดสินว่าผิด ที่ผ่านมากองทัพได้ฟ้องศาลปกครองและได้อุทธรณ์มาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งศาลปกครองรับคำฟ้อง ในส่วนของทางอาญา อยู่ในชั้นของการสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา ส่วนทางแพ่ง การเรียกร้องค่าเสียหายจะเกิดขึ้นต่อเมื่อคำพิพากษาศาลอาญาจบสิ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นจีที 200 จะกลายเป็นปมสำ คัญของกองทัพ ที่จะถูกฝ่ายการเมืองนำไปพาดพิง เปรียบเทียบกับคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับค่าโง่ หลายๆ โครงการ ยังไม่นับรวมเรือเหาะที่กองทัพบกต้องปลดระวาง จบโครง การแบบต้องรักษาหน้าผู้บังคับบัญชาอย่างถึงที่สุด แต่อีก ด้านหนึ่งก็จะทำให้หน่วยงานราชการรอบคอบในการจัดหายุทโธปกรณ์มากขึ้น ไม่ได้เชื่อแค่นายหน้าค้าอาวุธที่ใช้ข้อ มูลที่สวยหรูในการเสนอขายของ และเมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น กองทัพต้องดำเนินการอย่างถึงที่สุดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ.

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: ดัชนีคอร์รัปชั่น กับนักการเมืองไทย - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์

คณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ (กพข.)

บรรยากาศทางการเมืองเริ่มคึกคักและมีความเคลื่อนไหว เพื่อรองรับการเลือกตั้งในต้นปี พ.ศ. 2562 หลังจากต้องเว้นวรรคมา 4 ปีเต็มๆ จิตวิญญาณของบรรดาผู้สนใจการเมืองทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ที่มีทั้งศรัทธาอย่างแท้จริงไปจนถึงมองเกมการเมืองเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวและครอบครัวพวกพ้องเพื่อนร่วมอาชีพ ฯลฯ วาทกรรมและวิถีต่างๆ ที่สร้างสรรค์มาช่วงชิงการสนับสนุนของประชาชน ซึ่งมีมากมายโดยเฉพาะบริบทของ Social Media รูปแบบต่างๆ ที่มุ่งเป้ากลุ่มเป้าหมายเฉพาะ อาทิ คนรุ่นใหม่ คนในเมือง คนในชนบท รวมทั้งประชาสังคมรูปแบบต่างๆ ฯลฯ

ประเทศไทยมีประสบการณ์และได้เคยสัมผัสเทคนิคนานาประการของนักการเมืองมากพอที่คงจะไม่ตกเป็นเหยื่อนักการเมืองประเภทอยู่ในวงจรอุบาทว์คือ ใช้เงินทุ่มเพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนจากประชาชนแล้วก็มาทุจริตคอร์รัปชั่นเอาทุนคืนเมื่อได้อำนาจรัฐและมากไปกว่านั้นคือใช้กลไกของระบบราชการทั้งพลเรือน ทหาร ตำรวจ สร้างฐานที่มั่นของตนเองและทำลายคู่แข่ง

การคอร์รัปชั่นลักษณะดังกล่าวได้สะท้อนโดยทำให้ดัชนีชี้วัดการทุจริตคอร์รัปชั่นของไทยสูงมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านจึงพิสูจน์ชัดเจนว่า ตลอดเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติประเมินไทยสอบตกตลอดมาและได้คะแนนเฉลี่ยจาก 9 องค์การต่ำมาก เพราะไม่เคยได้คะแนนเฉลี่ยเกินช่วง 30-39 คะแนนเลยแม้แต่ครั้งเดียว จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศด้อยพัฒนา 30 กว่าประเทศในโลกปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ดัชนีทางเศรษฐกิจอื่นๆ แสดงฐานะของประเทศอยู่ในกลุ่มกำลังพัฒนาแล้วก็ตาม

ผลร้ายของการทุจริตคอร์รัปชั่นโดยนักการเมืองที่มาจากทั้งพลเรือน ทหาร ตำรวจ ที่ผ่านมา แม้จะไม่สามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ แต่การอาศัยดัชนีชี้วัดที่เรียกว่า Corruption Perceptions Index, CPI ซึ่งยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นดัชนีที่เชื่อถือได้มากที่สุด เพราะใช้ข้อมูลจากสถาบันต่างๆ ถึง 9 สถาบัน ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ฯลฯ ทำให้พอจะประเมินความเสียหายของประเทศได้ ดังนี้

1) การลงทุนจากต่างประเทศทั้งในรูป Foreign Direct Investment, FDI และ Non-Equity Models for International Production and Development ที่มีจำนวนมหาศาล และประเทศไทยเคยได้รับส่วนแบ่งประมาณ 1% คิดเป็นเงินประมาณ 3 แสนล้านบาท/ปี และได้ช่วยให้ GDP เพิ่มขึ้น 1-2% ต่อปีนั้นได้ลดลงอย่างมากมาย โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง คนตกงานเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะบัณฑิตสาขาต่างๆ

2) ขีดความสามารถของไทยบนเวทีโลกซึ่งประเมินโดย 2 สถาบันคือ WEF และ IMD อยู่ในระดับต่ำมาก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง คือ มาเลเซีย โดยล้าหลังถึง 10 อันดับ ทั้งๆ ที่ประเทศใกล้ชิดและมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจควบคู่กันตลอดมา แต่เพราะดัชนีคอร์รัปชั่นของมาเลเซียดีกว่ามากติดต่อกันหลายปี ทำให้การลงทุนจากต่างประเทศย้ายจากไทยไปมาเลเซียอย่างมีนัยสำคัญ จนในภูมิภาคอาเซียน มาเลเซียได้รับการยกย่องทางด้านขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกสูงกว่าประเทศไทยมากมาย

3) การจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั้งโลกโดย QS World University Ranking 2019 ซึ่งปรากฏว่า มหาวิทยาลัยไทยแทบจะอยู่ท้ายสุดในอาเซียนและต่ำมากในโลก เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยู่อันดับ 271 ของโลก มหาวิทยาลัยมหิดล อยู่อันดับ 380 ของโลก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อยู่อันดับ 601-650 ของโลก ฯลฯ ที่น่าเศร้าใจมากเมื่อ QS World University Ranking 2019 จัดอันดับ 10 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของอาเซียนปรากฏว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นแห่งเดียวของประเทศไทยและอยู่ในอันดับ 8 ในขณะที่สิงคโปร์มี 2 มหาวิทยาลัยคือ NUS, National University of Singapore เป็นอันดับ 1 และ NTU, Nanyang Technological University เป็นอันดับ 2 ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ มหาวิทยาลัยในมาเลเซียได้รับการจัดอันดับถึง 5 มหาวิทยาลัย

โดยสรุป ความเสียหายที่ประเทศไทยได้รับในช่วงประมาณ 20 ปีหลังปรากฏการณ์วิกฤตทางการเงิน พ.ศ. 2540 ที่นักการเมืองทั้งพลเรือน ทหาร ตำรวจ เข้ามาบริหารประเทศและดำเนินการทุจริตคอร์รัปชั่นด้วยรูปแบบต่างๆ นั้น ได้ปรากฏผลลัพธ์ของการกระทำดังกล่าวเป็นรูปธรรมโดยการประเมินและประจานขององค์กรประเมินผลนานาชาติ ซึ่งไม่มีอคติหรือประโยชน์ได้เสียใดๆ

ดังนั้น ในโอกาสที่จะมีการเลือกตั้งในต้นปี พ.ศ. 2562 นี้ ประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศและต้องมีความรับผิดชอบต่ออนาคตของลูกหลานคงต้องปกป้องประเทศชาติจากการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองที่กำลังจะเข้ามาแสวงหาประโยชน์และทำลายชาติทั้งทางตรงและทางอ้อม การหาเสียงด้วยคำขวัญสวยหรูรวมทั้งนโยบายประชานิยมต่างๆ คือคอร์รัปชั่นด้วยประชานิยมแบบไทยๆ เพราะประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากเชื่อถือในวัฒนธรรมประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานให้มีความรู้จักบุญคุณ มีความเกรงใจ และกตัญญูต่อชนชั้นนำผู้ทุจริตที่หยิบยื่นประชานิยมมาให้ ทำให้ประชานิยมกับระบบอุปถัมภ์ได้ช่วยสร้างให้นายทุนผู้ทุจริตทั้งหลายมีบารมีขึ้นในสังคม และใช้อำนาจบารมีที่เกิดขึ้นทุจริตคอร์รัปชั่นจนมีทรัพย์สินเป็นหมื่นๆ แสนๆ ล้าน มีโฉนดที่ดินเป็นพันๆ หมื่นๆ และบางรายมีเป็นแสนๆ ไร่ ในขณะที่เกษตรกรที่ยากจนส่วนใหญ่ต้องเป็นผู้เช่าที่นาเหล่านั้นเพื่อหากินไปวันๆ

โครงการช่วยเหลือเกษตรกรส่วนใหญ่แท้จริงคือการผ่องถ่ายงบประมาณเพื่อพวกพ้องของชนชั้นนำผู้ทุจริตมากกว่า ตัวเลขความเจริญเติบโตของประเทศล่าสุด (GDP) ที่รัฐบาลภูมิใจหนักหนาที่จะสูงถึง 4-5% นั้น แท้จริงความเจริญที่มาจากภาคเกษตรกรรมมีเพียง 1/6 ของภาคอุตสาหกรรม!!! ทั้งๆ ที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในภาคเกษตรกรรม ประเทศไทยจึงถูกจัดว่ามีความร่ำรวยกระจุกและความยากจนกระจาย พิสูจน์ได้ด้วยค่า Gini Coefficient ที่สูงกว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ในโลก คือประเทศไทยอยู่ที่ 0.536 ขณะที่ค่าเฉลี่ยประเทศกำลังพัฒนาอยู่ที่ 0.413 เพราะรัฐได้ใช้จ่ายเพื่อลงทุนโครงการใหญ่ๆ มากมาย ทำให้ภาคอุตสาหกรรมได้อานิสงส์ชัดเจน

รายงานพิเศษ: มหากาพย์...เงินกู้ 'ช.พ.ค.' ทวงคืน...เบี้ยประกัน4หมื่นล.?? - มติชน ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เบญจมาศ เกกินะ

กลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง หลัง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ตัวแทนกลุ่มยุติธรรมภิวัฒน์ พร้อมด้วยตัวแทนครูจากทุกภาคของประเทศกว่า 100 คน เดินทางร้องทุกข์ยังกองบังคับการปราบปราม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวโทษ สำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ธนาคารออมสิน และ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)

โดยกล่าวหาว่าส่อ "ฉ้อโกงประชาชน" กรณีการกู้เงินใน โครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และ สมาชิกการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาในกรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) 1-7 ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา

โดยมี 3 ใน 7 โครงการที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายฉ้อฉล คือมีการหักประกันสัญญาเงินกู้ที่อ้างว่าจะเอาเงินที่หักแต่ละครั้งไปประกันชีวิต เริ่มจากโครงการที่ 5 ยอดเต็มสินเชื่อ 600,000 บาท แต่ครูต้องจ่ายเบี้ยประกันไปเฉลี่ยรายละ 30,000 บาท

โครงการที่ 6 ยอดสินเชื่อสูงขึ้นเป็น 1,200,000 บาท มีมากกว่า 5 แสนบัญชี ยอดเงินกู้กว่า 600,000 ล้านบาท แต่ละคนต้องยอมจ่ายเบี้ยประกันรายละ 60,000 บาท

และโครงการที่ 7 ยอดสินเชื่อสูงสุด 3 ล้านบาท มีผู้กู้มากกว่า 5 แสนบัญชี วงเงินมากกว่า 6-7 แสนล้านบาท

มีครูที่กู้โครงการ 5-6-7 ถึงร้อยละ 85 ทั้งหมดต้องยอมจ่ายเบี้ยประกันรายละ 186,300 บาท เพื่อประกันชีวิต แต่สุดท้ายจริงๆ แล้วไม่ได้รับกรมธรรม์ตามที่สัญญาไว้ ทำให้ครูทั่วประเทศกว่า 450,000 คนเดือดร้อน

ประเด็นคำถามที่ยังไม่มีการไขข้อข้องใจ คือ "การประกันชีวิต" สุดท้ายกลายเป็น "ประกันอุบัติเหตุรายปี" หรือ "ประกันหมู่" ที่ผู้กู้ต้องจ่ายเบี้ยประกันกินเปล่า ทำให้ครูต้องมีภาระดอกเบี้ยรวม 3 สัญญา มูลค่ารวม 40,000 ล้านบาท

ทำไม?? ตลอด 10 ปี ครูที่กู้เงินในโครงการนี้ถึงไม่เคยได้เห็นกรมธรรม์?

เงินที่กลุ่มครูทำประกันกว่า 40,000 ล้านบาท หายไปไหน??

เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่มีข้อร้องเรียนและคำถามต่างๆ เกิดขึ้นต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี!!

แม้จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมา "ตอบ"ข้อสงสัยบ้าง แต่ยังไม่ชัดเจนมากพอที่จะทำให้ครูหายข้องใจ

ที่เป็นประเด็นมากที่สุด คือโครงการเงินกู้ ช.พ.ค.5 ซึ่งมีข้อ "ครหา" กรณีบังคับให้ผู้กู้ทำประกันชีวิตเพื่อประกันสินเชื่อ โดยต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันต่อคนต่อ 10 ปี จ่ายเบี้ยประกันตามระดับวงเงินกู้ ดังนี้ วงเงินกู้ 100,000 บาท ต้องจ่ายเบี้ยประกัน 6,200 บาท วงเงินกู้ 200,000 บาท จ่าย 12,400 บาท วงเงินกู้ 300,000 บาท จ่าย 18,600 บาท วงเงินกู้ 400,000 บาท จ่าย 24,800 บาท วงเงินกู้ 500,000 บาท จ่าย 31,000 บาท และวงเงินกู้ 600,000 บาท ต้องจ่ายเบี้ยประกัน 37,200 บาท

ทำให้เกิดข้อข้องใจและสงสัยว่า เรื่องนี้มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ทำไมต้องทำประกัน "ซ้ำซ้อน" ในเมื่อการกู้เงิน ช.พ.ค.ถือว่ามีความเสี่ยงน้อย เพราะสมาชิก ช.พ.ค.ที่เป็นผู้กู้ทุกคน ยินยอมให้หักเงินสงเคราะห์ ช.พ.ค.เมื่อเสียชีวิต และยังมีเงื่อนไขการชำระเงินกู้โดยหักเงินเดือน หรือเงินบำนาญ

ตามมาด้วยข้อสงสัยเรื่อง "ค่าคอมมิสชั่น" !!แม้ว่า "ผู้บริหาร" ธนาคารออมสิน และ สกสค.จะเคยออกมาชี้แจงในช่วงแรก ยอมรับว่ามีค่าคอมมิสชั่นจริง แต่ไม่ได้รับมาเป็นตัวเงิน โดย สกสค.ให้บริษัททิพยประกันภัยนำไปเป็น "ส่วนลด" เบี้ยประกันให้กับสมาชิก ช.พ.ค.ที่ยื่นกู้ เช่น วงเงินกู้ 600,000 บาท ต้องเสียเบี้ยประกัน 39,800 บาท แต่จะได้ส่วนลด 2,600 บาท ทำให้เสียเบี้ยประกันเพียง 37,200 บาท

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความเหมาะสมของอัตราเบี้ยประกันชีวิตที่เรียกเก็บตามระดับวงเงินกู้ ตั้งแต่ 6,200-37,200 บาทดังกล่าว ซึ่งถูกมองว่าค่อนข้างสูงนั้น มีฐานคิดอย่างไร เพราะบางโครงการ เช่น โครงการพัฒนาชีวิตครู มีสมาชิก ช.พ.ค.ยื่นกู้วงเงิน 700,000 บาท แต่จ่ายเบี้ยประกันเพียง 20,000 บาท มีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีเท่ากัน

และถ้าเป็นเพศหญิง จะถูกกว่าเพศชายประมาณ 3 เท่า หรือราว 7,000 บาทเท่านั้น

ผู้ที่จะตอบคำถามทั้งหมดได้ หนีไม่พ้น สกสค., ธนาคารออมสิน และบริษัททิพยประกันภัย!!

ล่าสุด นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์รัฐมนตรีว่าการ ศธ.และ นายพีระ รัตนวิจิตร รองปลัด ศธ.ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค.ออกมาปฏิเสธว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ สกสค.และธนาคารออมสิน เป็นเรื่องระหว่างผู้กู้กับบริษัทประกันเพียง 2 ฝ่าย และแนะนำไปยังกลุ่มผู้เสียหายร้องเรียนต่อ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)

"กรณีนี้ผมเองเคยทำเรื่องแจ้งไปยังดีเอสไอแล้ว และจะให้ สกสค.แนะนำไปยังกลุ่มผู้เสียหายว่าหน่วยงานที่จะแก้ไขเรื่องนี้ได้คือ คปภ. ซึ่งในส่วนของ ศธ.จะให้ฝ่ายกฎหมายไปช่วยคิดว่าจะดำเนินการแจ้งความหรือเรียกร้องความเสียหายได้จากหน่วยงานใด ได้อีก ยืนยันว่า ศธ.ช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เรื่องนี้คู่กรณีไม่ใช่ สกสค.แต่เป็นอดีตผู้ที่ทำสัญญาร่วมกับคู่กรณี" รัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าว

ส่วนการทำประกันชีวิตของผู้กู้ใหม่นั้น ปัจจุบันธนาคารออมสินประกาศอย่างชัดเจนแล้วว่า ผู้กู้ไม่จำเป็นต้องใช้ประกันชีวิตกับบริษัททิพยประกันภัย แต่ให้ "เลือก" บริษัทที่เหมาะสมได้เอง เลือกบริษัทที่ดีที่สุด และตรงตามเงื่อนไขที่สุด จึงไม่น่าจะเกิดปัญหาขึ้นมาอีก

ขณะที่ พ.ต.อ.พิทักษ์ อุทัยธรรม รอง ผบก.ป.มอบให้พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป.สอบปากคำผู้ร้องไว้ จากนั้นจะนำเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการ!!

ต้องจับตาดูจากนี้ ศธ.และผู้เกี่ยวข้องจะไขข้อข้องใจของ "ครู" กับประเด็น "ทวงคืน" เบี้ยประกันชีวิตที่หายไปกว่า 40,000 ล้านบาท ว่าหายไปไหน และหายไปจริง...อย่างที่เข้าใจกันหรือไม่!!

บทความพิเศษ: ศาลทุจริตฯกับการปราบโกงของปปช. - แนวหน้า ฉบับวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2561

โดย พลตำรวจเอกประทิน สันติประภพ

เมื่อทราบข่าวการพิพากษายกฟ้อง คดีของอดีต สส. มือปราบโกง นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ยื่นฟ้องคดี ทุจริตด้วยตนเอง โดยไม่ผ่านองค์กรอิสระแห่งใด ขอให้ ศาลทุจริตและประพฤติมิชอบ พิจารณาเรื่องการทุจริตของ บริษัท คิง เพาเวอร์ จำกัด(มหาชน) ในการรับสัมปทานจาก ท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย เหตุที่ยกฟ้องเพราะ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง เพราะเหตุที่ขณะความผิดเกิดคุณชาญชัย ยังไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท คิง เพาเวอร์ จำกัด(มหาชน) อีกประการหนึ่ง เพราะเป็น ผู้ถือหุ้นไม่ถึงร้อยละ 5 ตามพ.ร.บ.บริษัทจำกัดมหาชน พ.ศ. 2535 และยังมิได้ดำเนินการส่งเรื่องเข้าที่ประชุมใหญ่ ผู้ถือหุ้นก่อนตาม พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535

บทความนี้มิได้วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการพิจารณาคดีของศาลทั้งสิ้น แต่จะขอพูดถึงนโยบายการปราบปรามการทุจริตของทุกรัฐบาล รวมถึงรัฐบาลที่ออกรัฐธรรมนูญปราบโกงและจัดตั้งศาลทุจริต พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานี้ด้วย มูลคดีเรื่องคิง เพาเวอร์นี้ เมื่อสมัยข้าพเจ้ายังรับราชการ ข้าพเจ้าเป็นประธานการสอบสวนเอาไว้ เห็นว่า มีมูลพอจะดำเนินการอย่างใด อย่างหนึ่ง เพื่อทวงคืนรายได้ มหาศาลของชาติ เมื่อพ้นหน้าที่ราชการมา ก็เฝ้าดูมาหลายรัฐบาล มันเป็นมหากาพย์การทุจริตที่ยาวนาน จนถึงปัจจุบัน รัฐต้องสูญเสียผลประโยชน์ไป มูลค่า 14,290 ล้านบาท ตามคำฟ้อง

การที่จะปราบโกงให้สิ้นซากนั้น ต้องเป็นความร่วมมือทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ไม่ใช่ไปเขียนรัฐธรรมนูญแล้วจะสำเร็จ เราต้องสนับสนุนให้ประชาชนที่เสียภาษีให้แก่รัฐสามารถเป็นผู้เสียหายในการฟ้องคดีทุจริตต่อศาล เมื่อรัฐเสียหาย ได้พยายามเสนอเรื่องนี้มายาวนาน เขียนไว้ในหัวบทความ คอลัมน์ ช่วยกันคิดเพื่อบ้านเมือง ใน หนังสือพิมพ์แนวหน้า แต่เมื่อศาลทุจริตเห็นว่าไม่ใช่ผู้เสียหาย ก็ต้องยอมรับ แต่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายของ ป.ป.ช. ควรจะต้องร่วมกันดูว่า เรื่องที่ราษฎรเขาลงทุนลงแรง ต่อสู้นำหลักฐานเข้ามาสู่ศาล โดยไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลอำนาจมืดใด ถึงคดีนั้นๆ ที่โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง แต่ศาลเห็นว่าคดีมีมูลพอจะรับฟังได้ดั่งฟ้อง น่าจะมีบทบัญญัติให้ศาลทุจริต ส่งเรื่องต่อไปให้ คณะกรรมการป.ป.ช.ต้องสอบสวนคดีนี้ต่อไป และดำเนินการนำคดีกลับมาฟ้องที่ศาลทุจริตฯ โดยอัตโนมัติ เพื่อร่วมกันปราบโกง แม้ราษฎรผู้ฟ้องคดีจะไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงก็ตาม ก็จะเป็นช่องทางปราบปรามการโกงได้ทางหนึ่งอย่างมีประสิทธิภาพ โดยศาลทุจริตเอง ต้องเป็นผู้ส่งเรื่องนี้ไปยัง ป.ป.ช.หรือป.ป.ช.ต้องไปเอาเรื่องนี้มาพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ทันที อย่าทำแบบง่อยเปลี้ยเสียขา ถ้าทำไม่ไหวหรือไม่อยากทำ ก็ควรลาออกไป อย่างไรก็ตามรัฐมนตรีคมนาคมที่เข้ามากำกับดูแลการท่าอากาศยาน ก็ควรนำเรื่องนี้ไปทบทวนดำเนินการทางใดทางหนึ่งให้สิ้นซากการทุจริต

เช่นเรื่อง ct200 เคยมีกรรมการป.ป.ช.ท่านหนึ่งออกมา พูดว่า เครื่องมือตรวจวัตถุระเบิด ct 200 เป็นเหมือนเครื่องราง ของขลัง ทำให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ มีขวัญและกำลังใจทำงาน หลังจาก การตรวจแล้วเห็นว่าปลอดภัย แต่กรมราชองครักษ์ได้ฟ้องบริษัทที่จำหน่ายเครื่อง ct200 เพื่อเรียกเงินคืนต่อศาลแพ่ง ศาลได้พิพากษาให้คืนเงิน 9 ล้านบาทเศษ ป.ป.ช.เคยได้เห็น ได้ยินมั้ย กองทัพบกทำไม ไม่ทำอย่างกรมราชองครักษ์ ข้าพเจ้า ไม่ทราบว่า ป.ป.ช.คนที่พูดออกมานั้นเสียสติหรือเปล่า

คอร์รัปชั่นแก้ได้...ถ้าการตรวจสอบมีประสิทธิภาพ และการใช้บังคับกฎหมายเด็ดขาด - มติชน ฉบับวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2561

ผดุง จิตเจือจุน

วุฒิอาสาธนาคารสมอง จังหวัดสมุทรปราการ

ได้อ่านเรื่อง "ยุทธศาสตร์ชาติสู้ทุจริต" ของ บุญชู พุ่มเจริญ ใน บก.ฟอรั่ม น.ส.พ.มติชนรายวัน วันที่ 16 กันยายน 2561 เห็นด้วยที่จะให้ประชาชนแจ้งเบาะแสการทุจริตกับทางราชการ แต่อดหวั่นใจการคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ผู้แจ้งเบาะแส และมาตรการป้องกันข่าวของทางราชการ มิให้รั่วไหลไปเข้าหูของผู้มีอำนาจอิทธิพล ในพื้นที่ ว่ามีมากน้อยเพียงใด ที่จะสร้างความมั่นใจแก่พลเมืองดีที่อาสาจะปราบโกง

ประเทศไทยเรามีหน่วยงานที่ปราบคนโกงทุจริตหลายหน่วยงาน เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) แต่ภาวะฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือคอร์รัปชั่น หาลดน้อยลงไปไม่ นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย คาดว่าการทุจริตในปี 2561 ของประเทศไทย จะพุ่งขึ้นถึง 48%

ที่เป็นเช่นนี้ เป็นเพราะว่า ระบบการตรวจสอบการทุจริตของหลายหน่วยงาน ยังขาดประสิทธิภาพการใช้บังคับกฎหมายไม่เด็ดขาด ปัจจุบันยังมีการ รีดไถ การติดสินบน การได้รับประโยชน์จากการให้สัมปทาน หรือการเม้มเงินจากกองทุนสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง หรือกองทุน เสมาฯ เป็นต้น และคดีทุจริตหลายเรื่องยังคาอยู่ที่หน่วยงานตรวจสอบ เช่น คดีเรื่องนาฬิกาหรู เครื่องบินแอร์บัส 340 "จีที200" มีกรรมการ ป.ป.ช.ท่านหนึ่งพูดถึงผลการสอบคดีจีที 200 นี้ว่า การจะวินิจฉัยว่าถูกหรือผิดยาก เพราะไม่ได้อยู่ที่มูลค่าของจีทีที่ซื้อมา แต่อยู่ที่ทหารใช้งาน ซึ่งมีความเชื่อว่าพกจีที เหมือนพกพระเครื่องป้องกันตัว ทั้งๆ ที่ผู้ผลิตจำหน่ายจีที ถูกศาลอังกฤษสั่งจำคุกพร้อมยึดทรัพย์ไปแล้ว

ถ้ารัฐบาลมีนโยบายปราบทุจริตคอร์รัปชั่นจริงจัง และหน่วยงานต่างๆ ดังกล่าว ปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการใช้บังคับกฎหมายอย่างเด็ดขาด คอร์รัปชั่นก็อาจลดลงและหมดไปได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับที่ประชาชนจะต้องเริ่มต้นในการปรับแก้พฤติกรรมตัวเองก่อน เช่น ไม่ใช้อภิสิทธิ์ ไม่แซงคิว ไม่โกงเวลา ฯลฯ ตลอดจนมีการรณรงค์ ทำให้คนไทยทั้งประเทศรู้สึกว่าเงินที่เขาทุจริตนั้นเป็นเงินของประชาชน และต้องบูรณาการกลุ่มที่ทำงานเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชั่นร่วมกันจึงจะมีประสิทธิภาพมาก

อยากให้รัฐบาลมีมาตรการเฉียบขาดกับการปราบปรามผู้ทุจริตอย่างจริงจัง ใช้บังคับกฎหมายอย่างเด็ดขาด ไม่ลูบหน้าปะจมูก ไม่ปล่อยให้ประเทศชาติถูกพวกคอร์รัปชั่นดุจปลวกรุมแทะบ้านเมืองจนพังพินาศ โดยใช้นโยบายกวาดล้างการทุจริตคอร์รัปชั่นโดยเอาแบบอย่างจีน ที่เด็ดขาดจับเจ้าหน้าที่ ราว 1.34 ล้านคน มาลงโทษฐานรับสินบน และจับเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ทุจริตเข้าคุก หลายรายถูกลงโทษประหารชีวิต

เปิดเหตุผลเลือกระบบแบ่งปันผลผลิตประมูล"เอราวัณ-บงกช" - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ทีมเศรษฐกิจ

ยังเป็นประเด็นสุดร้อน "ทอล์กออฟเดอะทาวน์" ทำเอาแวดวงพลังงานร้อนฉ่า และอาจทำให้กระทรวงพลังงาน "งานเข้า" เขย่าไปยังเสถียรภาพของรัฐบาล

กับการเปิดประมูลสิทธิในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม2แหล่งใหญ่กลางอ่าวไทย"เอราวัณ-บงกช"จะหมดอายุสัมปทานในปี 2565-2566 ที่เส้นทางการประมูลจัดหาผู้ผลิตรายใหม่ ต้องยืดเยื้อกันมาตั้งแต่ปี 2559 พร้อมๆกับปรับเปลี่ยนรูปแบบการประมูลและรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบกันมาไม่รู้กี่ชุดต่อกี่ชุดก็ยังไม่ได้ข้อสรุป

ล่าสุด กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้เดินหน้าเปิดให้เอกชนที่ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้น (PQ) และหลักเกณฑ์ต่างๆเข้ายื่นแผนดำเนินงานงบประมาณลงทุน ตลอดจนข้อเสนอด้านเทคนิคและผลประโยชน์ตอบแทนรัฐตามแผนงานเดิม

ท่ามกลางกระแสคัดค้านจากเครือข่ายปฏิรูปพลังงานที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลใช้ระบบสัญญาสัมปทานมาตลอด ก็ได้เสนอให้ใช้ระบบประมูลในรูปแบบของระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี)

แต่พอรัฐบาลเลือกใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตตามที่ต้องการกลุ่มที่คัดค้านก็รวมตัวกันจัดตั้ง "สภาพลังงานเพื่อประชาชน" ออกโรงคัดค้านให้ไปใช้ระบบ "สัญญาจ้างบริการ(เอสซี)" พร้อมเรียกร้องให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชะลอการประมูลออกไปอีกรอบ

โดยให้เหตุผลว่า ระบบสัญญาจ้างบริการรัฐอาจได้รับผลประโยชน์ ค่าภาคหลวงปิโตรเลียม ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ฯลฯ สูงสุดถึง 80-90% เพราะเป็นการจ้างคนอื่นมาทำงาน ขณะที่ระบบแบ่งปันผลผลิตที่มีข้อดีคือ รัฐสามารถเข้าไปกำกับดูแลการลงทุนทั้งหมด และมีส่วนตัดสินใจเพื่อความคุ้มค่า จากนั้นจึงนำผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน

ขณะที่ประชาชนคนไทยที่เฝ้าติดตามกรณีดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ได้แต่ตั้งคำถามเกิดอะไรขึ้นกับสัมปทานปิโตรเลียมของประเทศไทย

"ทีมเศรษฐกิจ" ได้เปิดพื้นที่ให้ นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อดีตอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ที่เพิ่งเกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้มาอรรถาธิบายไล่เรียงความกระจ่างให้ทุกฝ่ายได้เห็นภาพถึงสถานการณ์พลังงานของประเทศ จะเป็นอย่างไร เราจะเอาอนาคตด้านพลังงานและเศรษฐกิจทั้งประเทศไปฝากไว้กับจุดยืนของคน แค่หยิบมือกันได้แค่ไหนอย่างไร?

***********************

ขั้นตอนการประมูลโปร่งใส

นายวีระศักดิ์ เริ่มต้นสนทนากับ "ทีมเศรษฐกิจ" ว่าการเปิดประมูลยื่นขอสิทธิและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย หมายเลข G1/61(เอราวัณ) และ G2/61(บงกช) ตามเงื่อนไขการเปิดประมูลภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต(พีเอสซี) เป็นการทำตามขั้นตอนที่กำหนดไว้

ตั้งแต่การดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายการรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชน ตลอดจนขั้นตอนการเปิดประมูลอย่างโปร่งใสเป็นธรรมมีการเปิดเผยข้อมูลทุกขั้นตอนต่อสาธารณชน

"การเปิดประมูลครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ประเทศและประชาชนมีก๊าซธรรมชาติจากแหล่งพลังงานในประเทศใช้อย่างต่อเนื่อง ในราคาที่เหมาะสม เพราะแหล่งเอราวัณจะสิ้นสุดอายุสัมปทานจากผู้รับสัมปทานขณะนี้ในปี 2565 และแหล่งบงกชจะหมดอายุสัมปทานในปี 2566"

ดังนั้นเมื่อปี 2559 รัฐบาลจึงได้มอบให้กรมเชื้อเพลิงฯ แก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและทันสมัย สอดคล้องกับการบริหารแหล่งปิโตรเลียมในประเทศให้มากขึ้น โดยได้เพิ่มระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตและระบบสัญญาจ้างบริการขึ้นมาที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2560 ภายใต้ชื่อพ.ร.บ.ปิโตรเลียม (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2560

จากนั้นกรมเชื้อเพลิงฯได้จัดทำกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องกับประกาศ1ฉบับและอีกกฎกระทรวง 5 ฉบับ ที่ทยอยประกาศออกมาใช้แล้วเพื่อรองรับการเปิดประมูลดังกล่าวเป็นระยะๆ

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 4 พ.ค.2561 จึงได้เปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมประมูลยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต ซึ่งก็มีบริษัทมายื่นเอกสารเข้าร่วมการพิจารณาคุณสมบัติ 6 บริษัท

ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่กำหนดให้ผู้ที่มีสิทธิเข้าร่วมประมูลที่ผ่านหลักเกณฑ์ตามขั้นตอนต่างๆเข้ายื่นแผนดำเนินงานงบประมาณลงทุนข้อเสนอทางเทคนิคผลประโยชน์ตอบแทนให้ภาครัฐ โดยกรมเชื้อเพลิงฯ จะมีการพิจารณาข้อเสนอเพื่อเลือกผู้ชนะการประมูลในเดือน ธ.ค.นี้ เพื่อให้สามารถลงนามสัญญากับผู้ชนะการประมูลในระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตได้ในเดือน ก.พ.2562

แบ่งปันผลผลิตเหมาะสมที่สุด

"แหล่งเอราวัณ และบงกช เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศกว่า 70% ของปริมาณก๊าซฯที่ผลิตได้ในประเทศไทยมาจาก 2 แหล่งนี้ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักที่เกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของคนไทยไม่ว่าจะเป็นการนำไปผลิตไฟฟ้าก๊าซหุงต้มรวมไปถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ"

ดังนั้นระบบการจัดการปิโตรเลียมที่รัฐ จะนำมาใช้กำกับดูแลจึงต้องมีความเหมาะสมเพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงด้านพลังงานและได้รับประโยชน์สูงสุด

นายวีระศักดิ์กล่าวต่อไปว่า พ.ร.บ.ปิโตรเลียม (ฉบับที่ 7)พ.ศ.2560 จึงได้กำหนดให้สิทธิสำรวจและผลิตมีทางเลือกให้รัฐสามารถพิจารณานำระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือระบบสัญญาจ้างบริการอย่างใดอย่างหนึ่งมาดำเนินการได้ นอกเหนือจากระบบการให้สัมปทานบนหลักวิชาการ ทั้งด้านธรณีวิทยา และวิศวกรรมปิโตรเลียม ฯลฯ

หลักการสำคัญที่จะเลือกว่าพื้นที่ใดควรใช้ระบบใดคือ พื้นที่ดังกล่าว มีความเสี่ยงในการลงทุนมากน้อยเพียงใดภายใต้เงื่อนไข 1.ขนาดของแหล่ง 2.ความเสี่ยงในการสำรวจพบในพื้นที่ 3.ปริมาณการลงทุนเพื่อพัฒนาแหล่ง

เหตุผลที่เลือกใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตกับ 2 แหล่งนี้ เพราะมาจากการแบ่งธรณีวิทยาปิโตรเลียมเป็น 5 ภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยมีโอกาสพบปิโตรเลียมในเชิงพาณิชย์เฉลี่ยทั้งประเทศ 39% ของพื้นที่ รวม ขณะที่ 2 แหล่งนี้มีโอกาสพบปิโตรเลียมในเชิงพาณิชย์สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 50% และเป็นพื้นที่หลุมขนาดเล็กภาครัฐ ถึงได้เลือกการสำรวจหรือผลิตด้วยระบบแบ่งปันผลผลิต

"ฉะนั้นแนวทางการทำงานของรัฐ จึงมีความเหมาะสมโปร่งใสไม่มีเจตนาตั้งเงื่อนไขที่สูงเกินไปเพื่อหลีกเลี่ยง หรือจงใจทำให้เกิดการใช้ระบบใดระบบหนึ่ง"

เหตุผลไม่ใช้ระบบจ้างบริการ

นายวีระศักดิ์ กล่าวย้ำด้วยว่า หากจะใช้ระบบสัญญาจ้างบริการแหล่งปิโตรเลียมจะต้องเป็นแหล่งขนาดใหญ่พอสมควร จูงใจให้กับนักลงทุนและต้องเป็นแปลงที่มีศักยภาพสูง และมีปริมาณต่อหลุมสูงมีปริมาณสำรองน้ำมันดิบตั้งแต่ 300 ล้านบาร์เรลขึ้นไป และมีปริมาณการผลิตสะสมรวมกับปริมาณสำรองน้ำมันดิบที่เหลืออยู่เฉลี่ยทั้งพื้นที่ที่มีค่ามากกว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อหลุม

หรือกรณีของก๊าซธรรมชาติก็ต้องมีปริมาณสำรองตั้งแต่ 3 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตขึ้นไป และมีปริมาณการผลิตสะสมรวมกับปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติเหลืออยู่เฉลี่ยทั้งพื้นที่มากกว่า 40,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อหลุม

นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพื่อพัฒนาพื้นที่คือ ปริมาณการผลิตสะสมรวมกับปริมาณสำรองที่เหลืออยู่ หรือ EUR (Estimated Ultimate Recovery) ต่อหลุมผลิตปิโตรเลียม เพราะหากสภาพทางธรณีวิทยาในพื้นที่มีความซับซ้อน อาจส่งผลให้ปริมาณ EUR ต่อหลุมต่ำเนื่องจากต้องใช้จำนวนหลุมเจาะมากขึ้น และสภาพพื้นที่ของไทยค่อนข้างซับซ้อนมีรอยเลื่อนตัดจำนวนมาก ทำให้แหล่งปิโตรเลียมถูกแบ่งเป็นกระเปาะย่อยๆ

ที่สำคัญแหล่งเอราวัณ มีปริมาณสำรองอยู่ที่ 1.7 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ขณะที่แหล่งบงกชมีปริมาณสำรอง 0.4 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ถือเป็นปริมาณที่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่จะใช้ระบบสัญญาจ้างบริการ

เมื่อปริมาณสำรองน้อยหากใช้ระบบสัญญาจ้างบริการคงไม่มีเอกชนรายใดมายื่นประมูล

"การเปิดประมูลดังกล่าว ไม่สามารถถอยหลังได้อีกแล้ว เพราะหากเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันจนทำให้ต้องเลื่อนออกไปอีก ต้องใช้เวลาเตรียมตัวไม่ต่ำกว่า 3 ปี เพราะทิศทางพลังงานของประเทศไทยในอนาคตเป็นเรื่องที่น่ากังวล"

ส.อ.ท.หนุนแนวทางรัฐบาล

บวร วงศ์สินอุดม

รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

"ส.อ.ท. ขอยืนข้างภาครัฐที่เลือกระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตภาคเอกชนต้องการให้เดินหน้าประมูลให้จบ เพราะไม่มีเวลาแล้วเวลาอีกเพียง 3 ปีจากนี้ไปไม่นานเลย เพราะในขั้นตอนการสำรวจหาจุดที่มีปิโตรเลียม เมื่อคิดว่ามีก็ต้องเจาะหลุมสำรวจมีจริงแล้ว ต้องเจาะหลุมประเมินเพื่อดูว่ามีมากน้อยเท่าใดคุ้มค่าในการผลิตเชิงพาณิชย์หรือไม่ ใช้เวลากว่า 3 ปี จากนั้นต้องสร้างแท่นผลิตเพื่อพัฒนาไปอีก"

ขณะเดียวกันเมื่อไล่เรียงย้อนหลังจะพบว่า เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2559 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติให้ดำเนินการบริหารจัดการแปลงสัมปทานทั้ง 2 แหล่งที่หมดอายุในปี 2565-2566 ด้วยวิธีเปิดประมูลให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ซึ่งหมายความว่าการเปิดประมูลควรจะต้องแล้วเสร็จภายในปี 2560

ซึ่งรัฐบาลได้เสียเวลา 2 ปีในการออกพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ระบบสัญญาตามข้อเรียกร้องจนถึงต้นปี 2561 จึงมีความพร้อมเปิดประมูลในแหล่งเอราวัณ และแหล่งบงกช

สำหรับปริมาณก๊าซธรรมชาติของ 2 แหล่งปัจจุบันผลิตก๊าซธรรมชาติได้ 2,100 ลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือคิดแบบง่ายๆก็เป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าเท่ากับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ 1,200 เมกะวัตต์ จำนวน 10 โรง!

"ถ้าเลือกเป็นระบบสัญญาจ้างบริการก็ต้องเลือกแท่นผลิตปัจจุบัน 300 แท่นในอ่าวไทย ว่าจะใช้หรือไม่ใช้แท่นไหนก่อนและการหาตัวบุคคลภาครัฐมาตัดสินใจอีกว่าจะใช้แท่นผลิตใดเป็นหลักในการสำรวจขุดเจาะยิ่ง ถ้าเจาะหลุมสำรวจหลุมประเมินแล้ว ไม่พบก๊าซธรรมชาติ งบประมาณของรัฐที่ใช้ไปใครเป็นผู้รับผิดชอบหรือพบแล้ว ราคามีความผันผวน ทำให้ไม่คุ้มการผลิตใครเป็นผู้รับผิดชอบ"

ที่สำคัญคือ ถ้าจะต้องเลื่อนประมูลออกไปสุดท้ายก็หนีไม่พ้นข้อเรียกร้องให้จัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาก่อน ค่อยเปิดประมูลซึ่งแน่นอนที่สุดว่า การผลิตก๊าซธรรมชาติจากทั้ง 2 แหล่งนี้ ต้องหยุดลงไฟฟ้าที่หายไป 12,000 เมกะวัตต์ ความน่าเชื่อถือของประเทศเราจะเป็นเช่นไรโครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จะมีไฟฟ้าเพียงพอหรือไม่

ขณะที่ข้อเสนอให้รัฐบาลนำก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี)จากต่างประเทศเข้ามาทดแทนเรื่องนี้ ไม่สามารถทำได้เพียงพลิกฝ่ามือเพราะเราต้องมีคลังรับแอลเอ็นจีเพื่อเก็บไว้ที่อุณหภูมิ-160 องศาเซลเซียสและคลังที่มีอยู่ใน ขณะนี้ก็ไม่เพียงพอรองรับการนำเข้าได้ต้องใช้เวลาสร้างอีก 3-4 ปี

"ถ้าต้องหยุดผลิตก๊าซธรรมชาติรัฐบาลจะสูญเสียรายได้จากการเก็บค่าภาคหลวงภาษีและรายได้อื่นๆ อีกไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาทต่อปี ผู้ประกอบการรายย่อยในธุรกิจสำรวจและผลิตการจ้างงาน และธุรกิจต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมีอุตสาหกรรมพลาสติกอีกหลายหมื่นราย ได้รับผลกระทบทางลบกันถ้วนหน้า"

นอกจากนี้ ในภาคของประชาชนอาจต้องยอมรับจ่ายค่าไฟฟ้าแพงขึ้น.

"เหตุผลที่เลือกใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตกับ 2 แหล่งนี้ เพราะมาจากการแบ่งธรณีวิทยาปิโตรเลียมเป็น 5 ภูมิภาค ขณะที่ 2 แหล่งนี้มีโอกาสพบปิโตรเลียมในเชิงพาณิชย์สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 50%"

คอลัมน์ หมายเหตุแห่งสยาม: แก้โกง...ก็แค่ลมปากยึดอำนาจ - สยามธุรกิจ ฉบับวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2561

ฤทัย พัชระ

Kokuryo1952@yahoo.com

ทุกครั้งที่มีการสำรวจหรือศึกษา เกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบในภาครัฐ มักจะตอกย้ำว่า "การคอร์รัปชั่นยังไม่หมดไปจากประเทศไทยง่ายๆ แถมมีแนวโน้มที่จะรุ่งเรืองเสียด้วยซ้ำไป"

ล่าสุด เป็นผลการศึกษาของ รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ แห่งมหาวิทยาลัยรังสิต เกี่ยวกับโครงการของหน่วยงานภาครัฐ

คาดว่าจะเสียหายจากการทุจริตประมาณ 50,000 ล้านบาท ถึง 100,000 ล้านบาท ในปี 2561 เพราะมีการทุจริตในทุกระดับ..!!

จากการศึกษา 14 โครงการของหน่วยงานรัฐ พบว่ามีการทุจริตตั้งแต่ระดับองค์กรปกครองท้องถิ่น จนถึงหน่วยงานใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ มีการทุจริตใหญ่ๆ ทั้งโครงการใหญ่หรือโครงการเล็ก

มีการทุจริตคอร์รัปชั่นในรูปแบบที่แตกต่างกัน ทั้ง คดีการจดทะเบียนสมรสอำพรางของชาวต่างชาติและชาวไทย การทุจริตเงินออมผู้สูงอายุ, การยักยอกทรัพย์ของเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ, การทุจริตเพิ่มชื่อบุคคลในทะเบียนบ้าน

ยังพบประเด็นใหม่ล่าสุด คือ รูปแบบการทุจริต กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

ในขณะที่ พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ ยิ่งน่าสนใจ เนื่องจากอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และไม่มีใครกล้าเข้าไปตรวจสอบ

เพราะเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงหลายหน่วยงาน "ฉวยโอกาส ใช้สถานการณ์รุนแรงในพื้นที่" แสวงหาผลประโยชน์มาเป็นของตนเอง ขณะที่การใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ได้เอื้อต่อการทุจริต รูปแบบพิเศษ ทำให้ไม่มีการตรวจสอบ

ดร.สังศิต ยังเปิดเผยด้วยว่า รูปแบบการทุจริตได้แพร่กระจายในหลายระดับทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น แต่ทางธนาคารโลกได้แบ่งระดับการทุจริตเป็น 2 ขนาดคือ ทุจริตในโครงการขนาดใหญ่และขนาดเล็ก แต่ตนเห็นว่า ไทยมีการทุจริตทั้งในโครงการขนาดเล็กและกลาง โดยมีแนวโน้มการทุจริตในขนาดเล็กมากกว่า ซึ่งแม้จะเป็นโครงการขนาดเล็ก แต่ก็มูลค่าความเสียหายมหาศาล

จากการศึกษาปัญหาการทุจริตให้สินบนนำจับในรอบ 1 ปีของตนเองในหน่วยงานรัฐหน่วยงานเดียวด้านยาเสพติดพบว่า มีมูลค่าประมาณ 2,000-10,000 ล้านบาท/ปี

หากรวมผลการศึกษารูปแบบการอีก 13 กรณีของป.ป.ท. ประเมินอย่างต่ำพบว่าในปี 2561 มูลค่าความเสียหายจากปัญหาการทุจริตอยู่ที่ 50,000-100,000 ล้านบาท/ปี

มูลค่าความเสียหายนี้เรียกว่า Economic Corruption นอกจากนี้ ยังมีการทุจริตที่เกิดจากการบริหารราชการแผ่นดิน การซื้อขายตำแหน่ง หรือเรียกว่า "Bureaucratic Corruption" ซึ่งแพร่ระบาดมากในสังคมไทย

นอกจากนี้ ยังมีรูปการคอร์รัปชั่นทางการเมือง หรือ Politic Corruption โดยปี 2562 จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจึงขอให้ประเมินดูว่า การทุจริตทางการเมืองจะมีมูลค่าความเสียหายเท่าไร

การทุจริตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนโรคระบาดเช่นนี้ เนื่อง จากการเมืองไทยเป็น "ระบบปิด" จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่มีองค์กรเฝ้าติดตามการทุจริตอย่างจริงจัง แต่จะมีรัฐสภาและองค์กรอิสระ

ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่กระทำมาอย่างต่อเนื่อง ประเมินว่าในแต่ละปีรัฐจะต้องสูญเสียเงินภาษีประชาชน เป็นค่าสินบนให้แก่นักการเมืองและข้าราชการ ปีละกว่าแสนล้านบาท จากโครงการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ

ในช่วงรัฐบาล คสช. กว่า 4 ปี มีการทุจริตเกิดขึ้นหลายเรื่อง แม้จะ "ปลอดจากนักการเมือง" แต่ก็มีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการโกงเงินคนจน คดีทุจริตเงินทอนวัด การงาบทุนการศึกษาผู้ด้อยโอกาส เป็นต้น

เรื่องที่เป็นข่าวฮือฮาอยู่ในขณะนี้ คือการทุจริตงบช่วยเหลือคนพิการ ปีละ 1,500 ล้านบาท การทุจริตเกือบทั้งหมดเป็น "โดย" ข้าราชการ และ "เพื่อ" ข้าราชการ เป็น "หลักฐานยืนยัน" ว่ามีการ "โกงกิน" ทั้งในรัฐบาลเลือกตั้งและรัฐประหาร

ข้ออ้างในการยึดอำนาจทุกครั้งที่ผ่านมา ก็มักจะมีเรื่องของการ "โกงกิน" แทบทุกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เคยหยิบมาใช้แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จะมีก็เพียง "วาทกรรม" หรือ "การกระทำ" ที่เป็นไปเพียงเพื่อการโฆษณาว่าได้แก้ไขแล้วเท่านั้น

หากจะแก้ไขปัญหาจริงๆ ไม่ต้องไปดูอื่นไกล แค่ข้ามไปดูตัวอย่างมาเลเซีย ที่กำลังจะจับอดีตนายกรัฐมนตรีเข้าคุกและเกาหลีใต้ที่จับประธานาธิบดีเข้าคุกแล้วหลายคน ก็พอ...!!