You are here

CG and corruptions News - 1 September 2017

กก.ยุทธศาสตร์ชาติ ล็อกสองชั้นคุมเบ็ดเสร็จ - โพสต์ทูเดย์

'มาร์ค'ยันไม่เหมาะ-รมต.นั่งกก.ยุทธศาสตร์ - ข่าวสด

จับตาศูนย์ปฏิบัติการต้านทุจริต ดึง'54 รัฐวิสาหกิจ'ร่วมเอ็มโอยู - บางกอกทูเดย์

สตง.ชี้ชัดเอ็นจีโออย่าห่วงราชวิถีจัดซื้อยาไม่ขัดกม.- ไทยโพสต์

คอลัมน์ กาแฟดำ: เมื่อ'ดร.สุรินทร์'เรียกร้องให้กรุงเทพฯ เป็น'หัวหอก'แห่งความเปลี่ยนแปลง - กรุงเทพธุรกิจ

ศาลทุจริตฯลงดาบคนโกง ออกฤทธิ์รวดเร็ว คนฉ้อฉลรับกรรมด่วน...ไม่ช้า? - เดลินิวส์

ไทยโพสต์: คดีจีทูจี-ยงยุทธ บทเรียนสำคัญ ขรก. - ไทยโพสต์

'บริกส์' เพิ่มบทบาท ร่วมสร้างธรรมาภิบาลโลก - กรุงเทพธุรกิจ

ปราบโกงอินเดียล้มเหลวเศรษฐีใช้คนจนฟอกเงิน - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ แวดวงอาเซียน: มาร์กอสคืนสมบัติชาติ - มติชน

กก.ยุทธศาสตร์ชาติ ล็อกสองชั้นคุมเบ็ดเสร็จ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560

ธนพล บางยี่ขัน

กระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เริ่มต้นเดินหน้าสู่การปฏิบัติอย่างเป็นทางการ เมื่อล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแต่งตั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เพิ่มอีก 1 คน

พร้อมกับแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ อีก 12 คน ได้แก่ กานต์ ตระกูลฮุน ชาติศิริ โสภณพนิช เทียนฉาย กีระนันทน์ บัณฑูร ล่ำซำ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง พลเดช ปิ่นประทีป วิษณุ เครืองาม ศุภชัย พานิชภักดิ์ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สุวิทย์ เมษินทรีย์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และอุตตม สาวนายน

เมื่อรวมกับโครงสร้างที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการ ประธานรัฐสภาเป็นรองประธาน และผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้ามาโดยตำแหน่ง 13 คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ประธานสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งสังคมแห่งชาติ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และประธานสมาคมธนาคารไทย ก็จะทำให้คณะกรรมการชุดนี้สามารถเริ่มต้นทำหน้าที่ได้

ความสำคัญของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติอยู่ตรงที่เป็นหัวใจของการกำหนดแนวนโยบายและทิศทางการขับเคลื่อนประเทศในช่วง 20 ปีนับจากนี้

ว่ากันว่านี่เป็นซูเปอร์บอร์ดที่มีอำนาจล้นมือ ชนิดที่แม้แต่รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งในอนาคตจะต้องนำข้อเสนอแนะและแนวทางยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้ไปปฏิบัติอย่างมิอาจบิดพลิ้ว

ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการที่จะทำให้การปฏิรูปเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุดกลางคัน ในช่วงรอยต่อระหว่างรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ไม่ว่าจะมาจากพรรคไหนก็ต้องนำแนวยุทธศาสตร์ชาติไปดำเนินการ

ถึงขั้นมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากพรรคการเมืองที่ออกมาดักคอว่าอำนาจคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติอาจมากกว่าฝ่ายบริหารที่ชนะการเลือกตั้งมาจากประชาชนด้วยซ้ำ

จากอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่จะต้องจัดทำยุทธศาสตร์ชาติแต่ละด้านจัดทำแผนแม่บทเพื่อบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเสนอ ครม.ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับแผนแม่บทและแผนการปฏิรูปประเทศ

"แผนแม่บทที่ ครม.ให้ความเห็นชอบและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้มีผลผูกพัน หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น รวมทั้งการจัดทำงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณต้องสอดคล้องกับแผนแม่บทด้วย"

ที่สำคัญ ตาม พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 2560 มาตรา 25 ระบุว่า ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาดำเนินการกับหัวหน้าหน่วยงานของรัฐนั้นตามหน้าที่และอำนาจให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง

ทั้งนี้ ในกรณีที่ ป.ป.ช.มีมติว่าข้อกล่าวหามีมูล ให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหานั้นสั่งให้ผู้นั้นพักราชการหรือพักงาน หรือสั่งให้ออกจากราชการหรือออกจากงานไว้ก่อน หรือสั่งให้พ้นจากตำแหน่งต่อไป

ทั้งหมดแล้วแต่ตอกย้ำเรื่องอำนาจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ จะต้องดำเนินการตามแนวทางที่วางไว้ อันเป็นการตอกย้ำความกังวลเรื่องการสืบทอดอำนาจของ คสช. ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาแล้วก่อนหน้านี้

ไล่มาตั้งแต่ประเด็น เรื่อง นายกรัฐมนตรีคนนอก ที่มีความเป็นไปได้สูงกับระบบการเลือกตั้งระบบใหม่ที่เชื่อว่ายากจะมีพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งมีเสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการตั้งรัฐบาล หรือเอาชนะเสียงโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะมีเสียง สว.อีก 250 เสียง มาร่วมเลือกด้วย

ยังไม่รวมกับกลไกการเลือกตั้งที่อยู่ในช่วงการพิจารณาออกกฎหมายลูก ทั้งระบบไพรมารีโหวต ระบบเลือกตั้งแบบบัตรเดียวนับคะแนนสองระบบ ไปจนถึงเรื่องการกำหนดเบอร์เลือกตั้งของผู้สมัครแต่ละพรรคที่ไม่เหมือนกันในแต่ละพื้นที่ ซึ่งถูกมองว่าจะทำให้เกิดความสับสนจนอาจไม่สะท้อนเสียงของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จึงถือเป็นอีกกลไกเสริมที่เข้าอุดช่องว่างให้กระบวนการต่างๆ เดินหน้าไปอย่างที่ คสช.คาดหวัง ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไรส่วนหนึ่งดูได้จากรายชื่อคณะกรรมการที่แทบทั้งหมดล้วนแต่เป็นคนที่เคยทำงานในแม่น้ำสายต่างๆ ของ คสช.และอีกส่วนก็เป็นบิ๊กทหารใน คสช.

ดังนั้น ต่อให้รัฐบาลใหม่ซึ่งไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกอย่างที่ถูกดักคอล่วงหน้า หรือจะมาจากพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง แต่อำนาจของ คสช.ที่ส่งผ่านมายังคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ก็ยังชัดเจนที่จะมีผลบังคับให้คนเหล่านี้ต้องปฏิบัติตาม

เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จที่ล็อกให้รัฐบาลใหม่ต้องบริหารประเทศไปตามกรอบที่วางไว้ ไม่ว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือพรรคใดจะมาเป็นรัฐบาล

ดังนั้น ต่อให้รัฐบาลใหม่ซึ่งไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกอย่างที่ถูกดักคอล่วงหน้า หรือจะมาจากพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง แต่อำนาจของ คสช.ที่ส่งผ่านมายังคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ก็ยังชัดเจนที่จะมีผลบังคับให้คนเหล่านี้ต้องปฏิบัติตาม

'มาร์ค'ยันไม่เหมาะ-รมต.นั่งกก.ยุทธศาสตร์ - ข่าวสด ฉบับวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560

วันที่ 31 ส.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติว่า ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการตั้งบุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งทางการเมืองในปัจจุบันเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในกรรมการชุดนี้ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ทรงคุณวุฒิที่ถูกแต่งตั้งคือนักการเมือง ถ้าไปดูรัฐธรรมนูญ สมมติว่ารัฐบาลหน้าฝ่ายตนเป็นรัฐบาล ตนก็ตั้งรัฐมนตรีไปเป็นกรรมการยุทธศาสตร์ไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญห้าม โดยหลักนี้การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นข้าราชการการเมือง ไม่ควรไปนั่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในกรรมการแบบนี้ แต่บังเอิญชุดนี้ได้รับข้อยกเว้นโดยบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ

"ผมไม่ได้มีปัญหากับบุคคลเหล่านี้ แต่หลักการ อะไรที่มันเป็นหลักธรรมาภิบาล ทำได้ก็ทำเถอะอย่ายกเว้นให้เลย แต่ผมคิดว่ามันไม่ค่อยเหมาะที่จะเอาตัวรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ สวมหมวกนักการเมืองแล้วไปนั่งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ" นายอภิสิทธิ์กล่าว

จับตาศูนย์ปฏิบัติการต้านทุจริต ดึง'54 รัฐวิสาหกิจ'ร่วมเอ็มโอยู - บางกอกทูเดย์ ฉบับวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นประธานเปิดการอบรม "การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ (ศปท.)" ซึ่งมีหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเข้าร่วม 54 หน่วยงาน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจการพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการการป้องกันการทุจริต ให้กับผู้บริหาร พนักงาน และคณะกรรมการ ศปท. ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ

และเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตในองค์กรให้แก่หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นหนึ่งในการดำเนินกิจกรรมภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อตอบสนองความต้องการ ขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (2560-2564)

พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า หน่วยงานรัฐวิสาหกิจถือว่ามีความสำคัญ และมีงบประมาณจำนวนมาก หลายแสนล้านบาท ในการขับเคลื่อนงานแต่ละปี จากการติดตามผลการตรวจสอบปัญหาความรุนแรงการทุจริต ที่ผ่านมาพบว่า มีหน่วยงานรัฐวิสาหกิจรับเงินจากผู้ประกอบการเอกชน ที่ต้องการได้งานประมูลของโครงการรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ส่งผลให้เกิดความเสียหาย เช่น บางโครงการมีงบประมาณ 100 บาท อาจ สูญเสียไปกับการทุจริต 35 บาท เหลือเงินดำเนินโครงการ 65 บาท กลายเป็นงบประมาณที่จะได้ใช้ประโยชน์อย่างแท้จริงอาจไม่ถึง 45 บาท เป็นต้น

ประธาน ป.ป.ช. กล่าวว่า แม้จะพบว่าตั้งแต่ปี 2557-ปี2559 ดัชนีการทุจริตลดลงเหลือเพียง ร้อยละ 1-15 แต่ก็ยังถือว่าตัวเลขการทุจริตยังคงสูงอยู่ ดังนั้นการมีโครงสร้างที่มีผู้รับผิดชอบ ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต ในองค์กรรัฐวิสาหกิจ จึงสอดคล้องกับมติที่ประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและได้เห็นชอบให้เพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต (ศปท.) ให้ทำหน้าที่ประสานเร่งรัด กำกับ และติดตามให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชนในกำกับของกระทรวง ดำเนินการตามแผนป้องกันและปราบปรามการทุจริต รวมทั้งประเมินผลการดำเนินงาน เช่นเดียวกับการดำเนินงานในส่วนราชการระดับกระทรวง

"เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อในเรื่องความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะทำให้การป้องกันการทุจริตเป็นรูปธรรม มากขึ้น" พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวทั้งนี้ ป.ป.ช. และ 54 หน่วยงานรัฐวิสาหกิจจะลงนาม เอ็มโอยู เพื่อตอบสนองความต้องการ ขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (2560-2564) ในวันที่ 21 กันยายน นี้

สตง.ชี้ชัดเอ็นจีโออย่าห่วงราชวิถีจัดซื้อยาไม่ขัดกม.- ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560

สาธารณสุข * สธ.ย้ำ สตง.ชี้ชัด มอบราชวิถีจัดซื้อยาไม่ขัดข้อกฎหมาย ย้ำของใหม่ต้องดีกว่าเดิม ภาคประชาชนไม่ต้องเป็นกังวล

วันที่ 31 ส.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีการแถลงข่าวหารือกันเรื่องการเปลี่ยนระบบให้โรงพยาบาลราชวิถีเป็นตัวแทนหน่วยบริการในการจัดซื้อยากลุ่มพิเศษ แทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เนื่องจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ท้วงติงว่า สปสช.ไม่มีอำนาจจัดซื้อยาตามกฎหมาย โดย นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ขอบคุณเครือข่ายผู้ป่วยและกลุ่มเอ็นจีโอที่แสดงความห่วงใยต่างๆ ในการที่จะเปลี่ยนผู้รับผิดชอบในการจัดซื้อยา และอยากให้เข้ามาเสนอว่ากังวลข้อใดบ้าง เพื่อบันทึกไว้ในการเตรียมความพร้อม ทั้งนี้ กระบวนการดังกล่าวไม่ใช่เพิ่งเริ่ม แต่เริ่มตั้งแต่ สตง.และคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ (คตร.) ทักท้วงว่า สปสช.ไม่สามารถจัดซื้อจัดยาได้ตามกฎหมาย ดังนั้นเราจะเสนอในสิ่งที่ผิดข้อกฎหมายเข้า ครม.ไม่ได้ และตามมติของบอร์ด สปสช.ได้มอบให้ รพ.ราชวิถีเป็นผู้จัดซื้อยา และให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำแผนการจัดซื้อโดยมีปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน ซึ่งทาง สตง.ยืนยันแล้วว่าสามารถทำได้ และทาง รมว.สธ.ก็ย้ำเสมอว่ายาต้องไม่ขาดและของใหม่ต้องดีกว่าเดิม อีกทั้งกระบวนการต้องเปิดเผย โปร่งใส จึงไม่ต้องกังวลว่าจะขัดต่อข้อกฎหมายหรือจะเกิดการขาดยาขึ้น อย่างไรก็ตาม ทราบว่าขณะนี้มีปัญหายาต้านไวรัสเอชไอวีตัวหนึ่งไม่ค่อยพอ แต่เกิดจากผู้ขายในเรื่องการจัดส่งยา โรงพยาบาลหลายแห่งจึงจ่ายยาเพียง 1 เดือน จากที่ผู้ป่วยจะได้รับนานประมาณ 3 เดือน ซึ่งปัญหานี้มีมากว่า 4-5 เดือนแล้ว ทั้งนี้ ทางเอ็นจีโอสามารถเข้ามาติดตามการดำเนินงานได้

นพ.จักรกริช โง้วศิริ ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า มีการประสานกับ รพ.ราชวิถีในการเตรียมความพร้อมระบบการจัดซื้อยาแบบใหม่ และอยู่ระหว่างการปรับปรุงประกาศ เนื่องจากการจัดสรรงบต่างๆ ต้องมีประกาศรองรับที่ชัดเจน การโอนงบประมาณให้ รพ.ราชวิถีจัดซื้อก็เช่นกัน สำหรับแผนการจัดซื้อนั้นเดิมทีก็จะแบ่งการจัดซื้อเป็นงวดๆ เพราะหากซื้อมาครั้งเดียว ยาก็จะมีอายุสั้น ซึ่งได้มอบแผนการจัดซื้อเหล่าให้กับ รพ.ราชวิถี จึงไม่ต้องกังวล โดยหากสำนักงบประมาณโอนงบประมาณมายัง สปสช. ก็จะโอนงบต่อไปยัง รพ.ราชวิถีเพื่อจัดซื้อยาตามแผนในแต่ละงวด ซึ่งนับตั้งแต่ 1 ต.ค.2560 ซึ่งจะเริ่มปีงบประมาณ 2561 ช่วงที่ยังไม่ได้รับงบประมาณที่จะให้ รพ.ราชวิถีจัดซื้อ หากมีปัญหายาไม่พอ สปสช.ก็ยังมียาสำรองไว้ ขณะที่ อภ.ก็พร้อมช่วยเหลือเพื่อไม่ให้เกิดยาขาดเช่นกัน

นพ.นภพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการองค์การเภสัช กรรม กล่าวว่า ตามกฎหมายบัตรทอง ยาต้องส่งไปยังสถานบริการ ดังนั้นผู้ซื้อก็ต้องเป็นสถานบริการ ซึ่ง รพ.หากจะจัดซื้อยาเองทำได้เพียง 50-60 ล้านบาท ในขณะที่ สปสช.สามารถซื้อได้กว่าพันล้าน ดังนั้นจึงต้องเลือก รพ.ขนาดใหญ่ และมีความสามารถในการจัดซื้อได้ทีละมากๆ ไม่มีเบื้องหลัง ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสบายใจได้ อภ.ยึดมั่นในหลักการยาต้องไม่ขาด และต้องมีคุณภาพและการจัดส่งที่ดี ในส่วนของบทบาทของ อภ.นั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก ระบบแทบจะเหมือนเดิม เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจว่าเปลี่ยนอะไรบ้าง และจุดไหนที่ทำท่าจะมีปัญหา เนื่องจากเป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านความรับผิดชอบจากหน่วยงานหนึ่งไปหน่วยงานหนึ่ง ทั้งนี้ สปสช.ก็ยังอยู่ในอนุกรรมการวางแผนการจัดซื้อยา ผู้ใช้ก็กลุ่มเดิม เรียกว่าเป็นการขยายงานมากกว่า และถือเป็นโอกาสอันดีในการเพิ่มผู้เกี่ยวข้องมามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ทั้งนี้ เนื่องจากเพิ่งเริ่มจะบอกว่าจะไม่มีปัญหาเลยคงไม่ใช่ แต่ปัญหาจะถูกแก้ไข ซึ่ง สปสช. สธ. อภ. รพ.ราชวิถี และส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจะจับมือกันอย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น

ด้าน นพ.มานัส โพธาภรณ์ ผอ.รพ.ราชวิถี กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกับ สธ. และรับทราบว่าจะไม่ใช่การทำคนเดียว แต่เป็นลักษณะการทำงานร่วมกัน ขณะนี้ก็รอคำสั่งลงมาอย่างเป็นทางการ รพ.มีการเตรียมความพร้อมทั้งเรื่องสถานที่ก็มีการจัดห้องๆ ห้องปฏิบัติการร่วมที่จะใช้เป็นที่ประชุมหารือเรื่องของการจัดซื้อ ที่ต้องทำร่วมกันกับ อภ. สปสช. และ สธ. ซึ่งคาดว่าสัปดาห์หน้าจะสามารถเปิดห้องทำงานได้ ซึ่งการเบิกจ่ายยาก็ใช้โปรแกรมเดิมเหมือนที่ สปสช.เคยดำเนินการ แต่จะยกมาไว้ในห้องดังกล่าว.

คอลัมน์ กาแฟดำ: เมื่อ'ดร.สุรินทร์'เรียกร้องให้กรุงเทพฯ เป็น'หัวหอก'แห่งความเปลี่ยนแปลง - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560

สุทธิชัย หยุ่นyoon@nationgroup.com

มีข่าวออกมาเป็น ระยะๆ ว่า ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ กำลังประเมินความเป็นไปได้ที่ท่านจะลงสมัครเป็นผู้ว่ากทม. หากมีการเลือกตั้งในอนาคตอันใกล้ คุณสุรินทร์เป็นอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศและเคยเป็นเลขาธิการอาเซียนอีกทั้งยังเป็นหนึ่งในบุคลากรที่มีคุณค่าของพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากหมดเทอมจากอาเซียนแล้วดร.สุรินทร์ก็ยังเป็นที่ต้องการของทั้ง ในประเทศและต่างประเทศในฐานะที่มีความคิดความอ่านที่น่าสนใจโดยเฉพาะในประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ

ดังนั้นเมื่อมีข่าวว่าคุณสุรินทร์สนใจจะเป็นผู้ว่ากทม. จึงเป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างกว้างขวางพอสมควร ขอได้พบคุณสุรินทร์สองสามครั้งในระยะหลังแต่ไม่มีโอกาสสอบถามเรื่องนี้กับท่านโดยตรง แต่คนที่เขาได้ยินคุณสุรินทร์พูด เรื่องนี้บอกว่าท่านค่อนข้างจะจริงจัง เพราะคุณสุรินทร์บอกกับคนบางกลุ่มในวงเล็กๆ ว่า

"ถ้าคิดจะปฏิรูปประเทศไทยให้เป็น4.0 แต่ยังปฏิรูปกรุงเทพฯไม่ได้ก็อย่าหวังเลยว่าจะปฏิรูปประเทศไทยได้...ผมเคยพูดกับคุณอภิรักษ์และคุณชายสุขุมพันธุ์ว่าควรจะทำให้กรุงเทพเป็นหัวหอกของการปฏิรูปทำให้โปร่งใสก่อน ทำให้มีประสิทธิภาพก่อนได้ไหม ทำให้มันมีการตรวจสอบได้ก่อนแล้วไปสร้างเครือข่ายกับเชียงใหม่, ขอนแก่น, อุดรฯ, ภูเก็ต, หาดใหญ่เพื่อให้เป็นพื้นที่ที่มีการบริหารจัดการอย่างสะอาดบริสุทธิ์และโปร่งใส...ถ้าเราทำได้ ภาพของทุกหน่วยงานในประเทศไทยจะดีขึ้น เพราะทุกวันนี้มองจากข้างนอกเขาบอกว่าเราเป็นประเทศ 20% ประเทศ 30% แปลว่าใครจะลงทุนต้องแบ่งเขาไปก่อน 20-30% ซึ่งก็หมายถึงคอร์รัปชัน...ถ้าเราทำได้ภาพนี้ก็จะหายไป...ความสามารถในการแข่งขันของเราก็จะเพิ่มขึ้น..."

คุณสุรินทร์บอกว่าหากทำได้อย่างนั้นทั่วโลกก็จะเห็นว่ากรุงเทพและประเทศไทยเป็นที่ที่น่าอยู่และน่าทำธุรกิจ ซึ่งก็จะเป็นผลประโยชน์สำหรับคนไทยทุกคนเช่นกัน "ผมคิดว่าชนชั้นกลางอย่างพวกเราต้องการความโปร่งใส ต้องการความแน่นอนชัดเจนของกฎหมาย ต้องการความต่อเนื่องของนโยบายต้องการการบริหารจัดการที่ตรงไปตรงมา ถ้าโสหุ้ยตรงนั้นลดลง ความสามารถในการแข่งขันก็จะสูงขึ้น..."

ถ้ากรุงเทพฯยังเป็น0.4 อยู่ประเทศไทยยากที่จะเป็น 4.0 ได้ ดังนั้นคุณสุรินทร์จึงเสนอว่ากรุงเทพฯควรจะเป็น"หัวหอก" ของความเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูป ไทยเคยเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียนวันนี้อยู่ที่อันดับ 8 หรือ 9 หรือ 10 ทั้งๆ ที่เราเป็นเจ้าของความคิดก่อตั้งอาเซียน

"ประเทศไทยชกต่ำกว่าน้ำหนักของ ตัวเอง...หากนั่งลง 10 คนจากอาเซียน รู้ได้ว่าใครมาจากประเทศไทยโดยไม่ต้องมีป้ายติดข้างหน้าเพราะตัวแทนจากประเทศไทยจะเป็นคนเงียบที่สุดไม่รู้จะพูดอะไรเพราะมาจากการแต่งตั้งจากรัฐบาลโดยตำแหน่งเท่านั้น..."

คำเสวนาบางส่วนของคุณสุรินทร์ ในวงสนทนาเล็กๆ สะท้อนถึงแนวความคิด ที่จะต้องทำให้กรุงเทพฯเป็นหัวหอก ของความเปลี่ยนแปลงระดับชาติและ ภูมิภาค จึงไม่ต้องแปลกใจหากคุณสุรินทร์ จะไม่ปฏิเสธว่าท่านกำลังคิดจะต้องลงมือไปทำให้ความคิดความฝันนี้เป็นความจริงตามครรลองประชาธิปไตยที่ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ประเด็นขั้นตอนและกระบวนการ ที่จะให้คุณสุรินทร์เป็นตัวแทนของ พรรคประชาธิปัตย์เพื่อเป้าหมายนี้ เป็นรายละเอียดที่คนในพรรคต้อง พิจารณาเอง

เพราะหากเจ้าตัวตัดสินใจที่จะ ทำงานใหญ่ชิ้นสุดท้ายในชีวิตการเมืองแล้ว เรื่องลำดับขั้นตอนของกลไกพรรคย่อมมิใช่สาระสำคัญแต่อย่างไร

ศาลทุจริตฯลงดาบคนโกง ออกฤทธิ์รวดเร็ว คนฉ้อฉลรับกรรมด่วน...ไม่ช้า? - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560

"ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง" เป็นที่รู้จักมากขึ้น หลังเริ่มปรากฏผลการพิจารณาคดีสำคัญที่อยู่ในความสนใจของสังคม โดยคดีที่ดินอัลไพน์ที่เพิ่งมีคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่ผ่านมา ถือเป็นสำนวนคดีแรกของบุคคลดังที่ถูกฟ้องคดีโดยตรงกับศาลอาญาคดีทุจริตฯแล้วมีคำพิพากษาลงโทษ โดย "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" ถูกลงโทษจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ในความผิดฐานใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบสมัยเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย พิจารณาอุทธรณ์และสั่งเพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน โดยมีเจตนาช่วยเหลือ บริษัท อัลไพน์เรียลเอสเตท จำกัด, บริษัท กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด และผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ได้รับประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม หากจะย้อนไปก่อนหน้านี้มีคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่เกี่ยวข้องกับบุคคลซึ่งเป็นที่สนใจคือคดีรับสินบนบางกอกฟิล์มของนางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), คดีเรียกรับสินบนของอดีต รอง ผอ.องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) รวมถึงล่าสุดคือคดีค่าโฆษณาของนักเล่าข่าวคนดัง "สรยุทธ สุทัศนะจินดา" ซึ่งทั้ง 3 คดี เป็นการโอนย้ายคดีมาจากศาลอาญา แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ก่อนที่จะถูกพิพากษาความผิดโดยศาลอาญาคดีทุจริตฯ ที่ถือว่ามีความรวดเร็วกว่าเดิม เนื่องจากศาลอาญาคดีทุจริตฯ ตั้งขึ้นมาเพื่อเป้าหมายสำคัญคือการทำให้คดีลักษณะนี้ถูกดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ

"เนื่องจากการทุจริตและ ประพฤติมิชอบมีผลกระทบต่อเสถียร ภาพความมั่นคงทางสังคม และอุปสรรค สำคัญต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่ง ยืน ประกอบกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในระยะเวลาที่ผ่านมา ทวีความรุนแรงและก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของแผ่นดินเป็นจำนวนมาก และจากการดำเนินนโยบายในการแก้ปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างจริงจัง ส่งผลให้มีคดีทุจริตและประพฤติมิชอบนำขึ้นสู่ศาลมากขึ้น จึงสมควรจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ"

นี่คือข้อความที่ระบุถึงเหตุผลในการจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ เพื่อแยกการพิจารณาคดีเป็นการเฉพาะ

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ถูกตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติ มิชอบ 2559 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 59 ประกอบด้วยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติ มิชอบกลางและศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค โดยการดำเนินกระบวนการพิจารณาตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ มาตรา 6 บัญญัติว่า "วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยเร็ว" ทั้งนี้ ศาลอาญาคดีทุจริตฯ เริ่มดำเนินการไปแล้วตั้งแต่ 1 ต.ค. 59 ขณะนี้ถือว่าเกือบครบ 1 ปี

นายอาคม ศรียาภัย รองอธิบดีผู้พิ พากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เผยถึงความแตกต่างของศาลอาญากับศาลอาญาคดีทุจริตฯว่า ศาลอาญาคดีทุจริตฯส่วนใหญ่คดีที่ฟ้องจะเป็นข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และความผิดอื่นประกอบกัน ขณะที่วิธีการดำเนินคดีของศาลอาญาคดีทุจริตก็จะแตกต่างออกไป โดยจะใช้ระบบไต่สวนซึ่งจะให้ศาลมีบทบาทร่วมกับคู่ความทุกฝ่ายเพื่อตรวจสอบความจริง ขณะที่ผู้พิพากษาจะถูกกำหนดคุณสมบัติในลักษณะที่มากกว่าคดีทั่วไป ทั้งนี้โดยหลักการให้ศาลร่วมตรวจสอบถือเป็นเรื่องดี เพราะจะมีความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่งว่าผู้ที่ลงโทษน่าจะมีความผิดโดยแท้จริง และผู้ที่ถูกยกฟ้องก็ไม่ผิดอย่างแท้จริง เนื่องจากบางครั้งบางคดีชนะกันด้วยเทคนิคหรือสมยอมกัน

สำหรับการฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ผู้ที่มีอำนาจฟ้องจะแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ 1. รัฐ เช่น อัยการสูงสุด พนักงานอัยการ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกรรมการ ป.ป.ช. และ 2.ประชาชนซึ่งต้องเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยกรณีที่รัฐเป็นผู้ฟ้องถือว่ารัฐมีการตรวจสอบข้อมูลก่อนฟ้องแล้ว ดังนั้นกระบวนการพิจารณาของศาลจะสั้นลง เพราะศาลเข้าใจเนื้อหาและสามารถควบคุมการพิจารณาคดีได้ ทำให้การพิจารณาคดีมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาอาจยังไม่ถือว่าเร็วดังใจที่ต้องการ เพราะระบบไต่สวนยังถือเป็นระบบใหม่ที่นำมาใช้ ทำให้ศาลจะต้องทำความเข้าใจและอธิบายคู่ความถึงระบบดังกล่าว ขณะที่องค์คณะในศาลเองมีแค่ 7 องค์คณะ ยังถือเป็นอุปสรรคในการพิจารณาให้รวดเร็ว แต่เชื่อว่าหากทุกอย่างเข้าระบบแล้วก็จะทำให้การพิจารณาคดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเป้าหมายของศาลต้องการให้คดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกมีกระบวนการพิจารณาที่รวดเร็วในชั้นอุทธรณ์ ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน

รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาทุจริตฯ ชี้แจงเพิ่มเติมถึงกรณีการฟ้องคดีกับศาลอาญาคดีทุจริตว่าในส่วนของเอกชนหรือประชาชนทั่วไปซึ่งไม่สามารถฟ้องคดีได้ เว้นแต่เป็นประชาชนที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐนั้นสามารถยกตัวอย่างได้คือ กรณีเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจชอบไปจับกุมคนใดคนหนึ่งและไปกักขังไว้ หากตัวผู้ถูกจับกุมได้รับความเสียหายจากการกระทำโดยไม่ชอบ คนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องจะมาฟ้องโดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติไม่ชอบไม่ได้ ในจุดนี้ค่อนข้างตีความเคร่งครัดว่าต้องเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงเป็นพิเศษมากกว่าคนอื่นทั่วไป

ขณะที่เอกชนที่ยื่นฟ้องเข้ามา แต่ไม่ใช่ผู้เสียหายได้ทำให้สถิติที่ผ่าน มาศาลยกคำร้องเป็นส่วนมาก เพราะหลักการเรื่องนี้คือ เมื่อมีการ กระทำความผิดต่อรัฐ รัฐถือเป็นผู้เสียหาย การที่เอกชนคนใดคนหนึ่งซึ่งไม่ได้เป็นผู้รับความเสียหายโดยตรงเข้ามาดำเนินคดี อาจทำให้คดีของรัฐเสียหายได้ เช่น การกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ บางครั้งทำผิดหลายเรื่องทั้งเรื่องใหญ่และเรื่องเล็กปนกัน

หากเอกชนฟ้องข้อหาเจ้าหน้าที่รัฐยักยอกทรัพย์และความผิดปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ใน 2 ข้อหานี้มีโทษต่างกัน คดียักยอกทรัพย์มีโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่การปฏิบัติหน้าที่มิชอบมีโทษจำคุก 10 ปี หากปล่อยคนทั่วไปฟ้องข้อหาเล็กจะทำให้ข้อหาใหญ่จบลงไปด้วย เพราะตามหลักการให้ถือว่าการกระทำเดียวกันไม่ให้มีการฟ้องซ้ำซ้อน ฟ้องได้แค่ครั้งเดียว ฉะนั้นรัฐต้องจำกัดว่าความผิดนี้เฉพาะรัฐเท่านั้นที่จะฟ้องได้ แต่ประชาชนที่จะฟ้องต้องเป็นผู้เสียหาย จริง ๆ เท่านั้น และแม้จะเป็นผู้เสียหายแท้จริงแล้ว กฎหมายยังมีกระบวนการให้ศาลสอบถาม ป.ป.ช. ว่าตรวจสอบเรื่องนั้นอยู่หรือไม่ หากกำลังสอบอยู่ศาลอาจจะดูข้อมูลต่าง ๆ หากเห็นว่าเป็นการแกล้งฟ้อง เราก็สามารถยุติเรื่องและให้ไปดำเนินการทางป.ป.ช.ได้

"ที่ผ่านมามีคดีที่เอกชนไม่ใช่เป็นผู้เสียหายและมาฟ้องมีอยู่มากพอสมควร เพราะประชาชนจะรู้สึกว่าเขาเสียหาย จากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐไม่เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการ ศาลก็จะวินิจฉัยในเนื้อหาว่าเจ้าหน้าที่รัฐกระทำไปตามขั้นตอนของกฎหมายหรือไม่ ไม่ได้ยกคำฟ้องเพราะเหตุไม่ใช่ผู้เสียหาย เว้นแต่ว่ากรณีนั้นจะเห็นจริง ๆ ว่าผู้ฟ้องที่เป็นประชาชนไม่ใช่ผู้เสียหาย เช่น ผู้ฟ้องอ้างว่าเป็นผู้เสียภาษี และได้รับความเสียหายจากกรณีของปตท. ถ้าเราตีความว่าใครเสียภาษีและเป็นผู้เสียหายทุกคนสามารถ ฟ้องได้หมด โดยคดีที่เอกชนยื่นฟ้องเข้ามามี 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ ของคดีที่ยื่นฟ้องทั้งหมด ซึ่งมากกว่า คดีที่รัฐฟ้อง แต่คดีที่ผู้เสียหายยื่นฟ้องเข้ามาและศาลยกคำ ฟ้องเพราะไม่ใช่ผู้เสียหายนั้น มีไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ส่วนใหญ่ศาลยกฟ้องในเนื้อหาว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐไม่เป็นความผิด เนื่องจากเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่"

รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยังกล่าวถึงอีกกระบวนการสำคัญของศาลอาญาคดี ทุจริตฯคือหลังมีคำพิพากษาแล้วกฎหมายให้อำนาจศาลสามารถริบของกลาง ซึ่งต้องเป็นของกลางที่ได้จากการกระทำผิด หรือใช้ในการกระทำผิด โดยไม่จำเป็นต้องมีการร้องขอ

การฟ้องร้องคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเมื่อแยกออกมาเฉพาะเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือกระบวนการพิจารณาที่ดูเหมือนจะรวดเร็วขึ้น ประเด็นดังกล่าวถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ว่าผิดหรือถูก หากได้รับการพิสูจน์อย่างรอบคอบและรวดเร็วนับเป็นเรื่องดี ในเมื่อผู้กระทำผิดก็สมควรได้รับการลงโทษ ขณะที่หากไม่ผิดก็จะได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์โดยเร็วเช่นกัน.

สถิติศาลอาญาคดีทุจริตฯ

จากข้อมูลตั้งแต่ 1 ต.ค. 59-15 มิ.ย. 60 พบปี 59 มีคดีรับใหม่ 198 คดี แยกเป็น ผู้เสียหายเป็นโจทก์ 122 คดี กรรมการป.ป.ช.เป็นโจทก์ 2 คดี และอัยการเป็นโจทก์ 74 คดี ในจำนวนนี้แล้วเสร็จ 110 คดี คงค้าง 88 คดี, ปี 60 คดีรับใหม่ 332 คดี แยกเป็น ผู้เสียหายเป็นโจทก์ 208 คดี และอัยการเป็นโจทก์ 124 คดี ในจำนวนนี้แล้วเสร็จ 116 คดี คงค้าง 216 คดี รวมตั้งแต่เปิดทำการศาลอาญาคดีทุจริตฯมีรับใหม่ทั้งหมด 530 คดี แล้วเสร็จ 226 คดี คงค้าง 304 คดี

สำหรับสังกัดที่มีบุคคลถูกฟ้องคดีมากที่สุดคือ กระทรวงศึกษาธิการ 285 คน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 238 คน องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) 200 คน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) 181 คน และกระทรวงมหาดไทย 129 คน

ไทยโพสต์: คดีจีทูจี-ยงยุทธ บทเรียนสำคัญ ขรก. - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560

เข้าสู่เดือนกันยายน ซึ่งนับถอยหลังจากนี้ก็เหลือเวลาอีกประมาณ 30 วัน โดยเดือนกันยายน เป็นเดือนที่มีความหมายกับข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ ทุกคน เพราะเป็นเดือนสุดท้ายของข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ ในการเป็นข้าราชการหลังทำงานมาตลอดชีวิต เว้นแต่จะลาออกเสียก่อน ขณะเดียวกัน ก็เป็นเดือนที่มีความหมายกับข้าราชการที่ยังอยู่ โดยเฉพาะกับคนที่ได้เลื่อนตำแหน่งหน้าที่การงานให้สูงขึ้น ที่หมายถึงการมีรายได้ เงินเดือนมากขึ้น และการมีบทบาทหน้าที่และอำนาจมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ชีวิตข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ ก็มีหลาย คนที่ต้องจบชีวิตราชการแบบไม่สวยงาม หรือแม้แต่ต่อให้ เกษียณไปแล้ว ก็อาจจบย้อนหลังแบบไม่สวยงาม เนื่อง จากถูกสอบสวน ดำเนินคดี ต้องคำพิพากษาคดีอาญา ทำให้ต้องรับโทษ เสื่อมเสียเกียรติประวัติของตัวเองและครอบครัว ซึ่งช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีตัวอย่างให้เห็นอย่างน้อยก็สองคดีสำคัญ ที่เป็นผลพวงมาจากสมัยรับราชการได้ใช้อำ นาจหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้ต้องรับโทษทางคดีแม้จะเกษียณอายุราชการหรือถูกปลดออกไปแล้ว แต่ก็ยังไม่พ้นผิด

เรื่องแรกก็คือ กรณีที่เกิดกับนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ชีวิตหลังเกษียณได้เป็นทั้งรองนายกรัฐมนตรี, รมว.มหาดไทย, หัวหน้าพรรคเพื่อไทย, ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่สุดท้ายก็มาถูกศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตัดสินคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

สาเหตุที่ยื่นฟ้องเป็นเพราะจำเลยคือนายยงยุทธ ขณะดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งรักษาราชการแทนปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบในการพิจารณาอุทธรณ์และสั่งเพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน โดยมีเจตนาช่วยเหลือบริษัท อัลไพน์เรียล เอสเตท จำกัด, บริษัท กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด และผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในเวลาต่อมา ให้ได้รับประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

ซึ่งศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า พินัยกรรมของนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ระบุชัดเจนว่า นางเนื่อมได้ยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้ง 2 แปลงให้แก่วัดธรรมิการามวรวิหารเท่านั้น มิได้ยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวให้แก่มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยแต่อย่างใด ทั้งภายหลังจากนางเนื่อมถึงแก่ความตาย วัดธรรมิการามวรวิหารได้นำที่ดินทั้ง 2 แปลงไปขึ้นทะเบียนที่ดินศาสนสมบัติวัดร้าง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นที่ธรณีสงฆ์ และนำที่ดินทั้ง 2 แปลงให้บุคคลอื่นเช่าทำนา แสดงให้เห็นว่า วัดธรรมิการามวรวิหารได้เข้าครอบครองและรับเอาประโยชน์จากที่ดินทุกแปลงแล้ว ถือได้ว่าที่ดินของนางเนื่อมที่แสดงเจตนาไว้ในพินัยกรรมยกให้แก่วัด ตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ทันทีที่นางเนื่อมถึงแก่ความตาย แม้จะยังไม่ได้จดทะเบียนเปลี่ยน แปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นชื่อวัดก็ตาม อันสอดคล้องกับความเห็นของที่ประชุมใหญ่คณะกรรมการกฤษฎีกา ที่กรมที่ดินนำมาพิจารณาประกอบการทำคำสั่งเพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนที่ดิน คำสั่งอธิบดีกรมที่ดินจึงเป็นคำสั่งที่ถูกต้อง

ศาลมีคำพิพากษาอีกว่า การที่จำเลยพิจารณาอุทธรณ์ และมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน โดยจงใจละเลยข้อเท็จจริงต่างๆ ข้างต้น และยังจงใจตีความกฎหมายให้ผิดเพี้ยนไปจากความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ฝ่า ฝืนไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2482 ที่ระบุให้กระทรวงถือปฏิบัติตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ดังนั้น คำสั่งของจำเลยจึงเป็นการใช้ดุลยพินิจโดย ไม่ชอบ ถือเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแก่ผู้อื่น และก่อให้เกิดความเสียหายแก่วัดธรรมิการามวรวิหาร ทั้งยังทำลายศรัทธาของผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เช่นนางเนื่อม จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง พิพากษาจำคุก 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา แต่ขณะนี้ได้ยื่นของประกันตัวเพื่ออุทธรณ์คดีต่อไป

ส่วนก่อนหน้านี้ก็คือ คดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ มีคำพิพากษาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ให้ลงโทษจำคุกจำนวนหลายคน เช่น นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ในฐานะ ปธ.อนุ กก.พิจารณาระบายข้าว จำนวน 36 ปี, นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะ ปธ.อนุ กก.พิจารณาระบายข้าว 42 ปี

ขณะที่อดีตข้าราชการ ที่ถูกศาลฎีกาฯ ตัดสินจำคุกก็มี นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ 40 ปี, นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ และอดีตรอง อธ.กรมการค้าต่างประเทศ 32 ปี, นายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง หรือทีปวัชระ อดีตเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ และอดีต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ 24 ปี

กรณีที่เกิดขึ้นกับคดียงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตปลัดกระ ทรวงมหาดไทย ที่ผ่านตำแหน่งสำคัญในชีวิตราชการมานับไม่ถ้วน ทั้งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ว่าราชการจังหวัด จนมาเกษียณในตำแหน่งสูงสุดในชีวิตราช การคือ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ก่อนเกษียณเพียงไม่กี่วัน หลังลงนามในคำสั่งกรณีที่ดินอัลไพน์ ซึ่งทำให้สุดท้ายต้องมาถูกดำเนินคดีย้อนหลัง และกรณีที่เกิดขึ้นกับอดีตข้าราชการ กรมการค้าต่างประเทศ ที่โดนทั้งคดีอาญาและกำลังต้องต่อ สู้กับเรื่องการอายัดทรัพย์ ยึดทรัพย์ หลังถูกกระทรวงพาณิชย์เรียกค่าเสียหายทางปกครอง

คดียงยุทธและคดีจีทูจี ถือได้ว่านี่คือบทเรียนสำคัญของข้าราชการประจำ เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งจะต้องทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่รับใช้การเมือง เพื่อหวังตำแหน่งหน้าที่ทางราชการและตำแหน่งทางการเมือง เพราะไม่เช่นนั้น บั้นปลายชีวิต แม้ต่อให้เกษียณไปแล้ว ก็อาจต้องมีเรื่องมัวหมองกับตัวเองและครอบครัวในภายหลัง.

'บริกส์' เพิ่มบทบาท ร่วมสร้างธรรมาภิบาลโลก - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560

กรุงเทพธุรกิจ กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่รายใหญ่ (บริกส์) กำลังเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 ซึ่งจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างแข็งแกร่ง เป็นหนึ่งเดียวกัน ให้มากขึ้น ตอบรับการเปลี่ยนแปลงของ ภูมิทัศน์โลก และทำให้บริกส์มีส่วน สร้างธรรมาภิบาลโลกได้มากกว่าเดิม

ทั่วโลกกำลังจับตาการประชุมประจำปี ผู้นำกลุ่มประเทศบริกส์ ครั้งที่ 9 ที่เมือง เซียะเหมิน มณฑลฝูเจี้ยนของจีน ในไม่กี่วันข้างหน้านี้ว่า บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้จะกำหนดอนาคตของบริกส์อย่างไร เมื่อกลุ่มเดินทางมาถึงทศวรรษที่ 2 ท่ามกลางความท้าทายและไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซา ความรู้สึกต่อต้าน โลกาภิวัตน์เพิ่มขึ้นในชาติตะวันตก ความไม่มั่นคงระดับภูมิภาค เหตุการณ์ทางภูมิศาสตร์การเมืองที่ไม่มีใครคาดคิด มาก่อน และอีกหลายๆ เหตุการณ์ บริกส์ครอบคลุมประชากรโลก ราว 44% และปริมาณการค้าโลก 23% ขณะนี้กำลังเดินหน้าสร้างอัตลักษณ์กลุ่มให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เป็นเวทีชั้นนำสำหรับความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศใต้ และขยายบทบาทด้านธรรมาภิบาลโลก

เดินหน้าสร้างธรรมาภิบาลโลกนายเซอร์เกย์ คาราตาเยฟ รองหัวหน้าศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ สถาบันยุทธศาสตร์ศึกษารัสเซีย มองว่า บริกส์เป็นศูนย์กลางการแก้ปัญหาที่จำเป็นสำหรับการปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศ พิจารณาจากข้อมูลที่ว่า จีนและอินเดียมีสิทธิ ลงคะแนนในกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลกเพิ่มมากขึ้น

ขณะที่นายศรีกานต์ คอนดาพาลลี อาจารย์จากศูนย์เอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยยวาฮาร์ลาล เนห์รู ในกรุงนิวเดลี กล่าวว่า โครงสร้างธรรมาภิบาลโลก กำลังค่อยๆ ปฏิรูปตามความต้องการของบริกส์

นักวิชาการรายนี้ระบุว่า ในการประชุมผู้นำทั้ง 8 ครั้งที่ผ่านมา บริกส์ได้แรงส่งบางอย่างในความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศ เน้นย้ำถึงความเห็น ของกลุ่มที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มากขึ้นในกิจการระหว่างประเทศ

"บริกส์มีการเจรจาที่มุ่งมั่น แก้ปัญหา ข้อพิพาทอย่างสันติ นอกเหนือจากยกเลิกการควบคุมการค้าการลงทุนบริกส์พยายามปกป้องผลประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนา" ยิ่งไปกว่านั้นบริกส์กำลังหารือกันเรื่อง การตั้งหน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ของตนเอง ยุติการผูกขาดของชาติตะวันตก จึงคาดว่ากลุ่มนี้จะยิ่งมีส่วนร่วมกับธรรมาภิบาล เศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น

เวทีนำเพื่อความสัมพันธ์กลุ่ม ประเทศใต้ ตัวอย่างหนึ่งคือธนาคารการพัฒนาใหม่ (เอ็นดีบี) ในนครเซี่ยงไฮ้ของกลุ่ม ซึ่ง ดำเนินงานมา 2 ปี เน้นโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้รับการ ยกย่องว่าประสบความสำเร็จ เฉพาะปี 2559 ให้สินเชื่อแล้ว 1,500 ล้านดอลลาร์ วันที่ 17 ส.ค.นี้ เอ็นดีบีจะเปิดสำนักงานภูมิภาคแห่งแรกที่โจฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ ส่งสัญญาณว่า ธนาคารจะเพิ่มบทบาทหนุนการเติบในประเทศกำลังพัฒนาและส่งเสริมความร่วมมือกลุ่มประเทศใต้มากกว่าเดิม

เพิ่มความแข็งแกร่งภายใน นายคาราตาเยฟแนะว่า บริกส์จำเป็นต้องเสริมความร่วมมือภายในให้แข็งแกร่ง เพื่อรับมือกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นจากการกีดกันทางการค้าในประเทศร่ำรวย และความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจในประเทศเหล่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ของจีน ยังเข้ามาเสริมความพยายามของบริกส์ให้เอื้อต่อการค้า และการหลั่งไหลของเงินทุน ในเวลาเดียวกันโครงการนี้ ซึ่งมีเป้าหมายสร้างโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายการค้าตามเส้นทางสายไหมเดิม ยังเป็นตัวอย่าง ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้วย

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าแล้ว การเพิ่มความร่วมมือทางวัฒนธรรมและการไปมาหาสู่ระหว่างประชาชนก็จำเป็นอย่างยิ่ง ในการสร้างบริกส์ให้แข็งแกร่ง และมีเสถียรภาพ

"การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนกับประชาชน ถือเป็นเสาหลักสำหรับการแลกเปลี่ยนทวิภาคีและพหุภาคีทั้งมวล นี่คือทุนทางวัฒนธรรมของประเทศที่ดึงดูดและสร้างรากฐานความเข้าใจระหว่างกัน" นายบี อาร์ ดีพัก นักวิชาการด้านจีนศึกษามหาวิทยาลัยยวาฮาร์ลาล เนห์รู กล่าวและว่า ในการนี้จำเป็นต้องจัดงานแสดงด้านวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนด้านสื่อและภาพยนตร์ และให้ทุนการศึกษากันอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มต้องประชุมกันเป็นประจำ ส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง โดยที่บริกส์ต้องประสานเสียงเป็นหนึ่งเดียวในประเด็นปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงของโลก

ปราบโกงอินเดียล้มเหลวเศรษฐีใช้คนจนฟอกเงิน - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560

โพสต์ทูเดย์ - ข้อมูลแบงก์ชาติอินเดียบ่งชี้ แผนเลิกธนบัตรใหญ่ต้านโกงไปไม่รอด ฝ่ายค้านจวกล้มเหลวครั้งใหญ่

พรรคฝ่ายค้านในอินเดียออกโรงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลนายกรัฐมนตรี มันโมฮัน ซิงห์ กรณีการยกเลิกใช้ธนบัตร 500 รูปี และ 1,000 รูปี เพื่อปราบการคอร์รัปชั่นว่าเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ หลังมีการเปิดเผยข้อมูลว่า ธนบัตรเหล่านี้ได้ถูกนำไปแลกคืนตามธนาคารพาณิชย์เกือบทั้งหมดแล้ว

ทั้งนี้ อินเดียได้ประกาศยกเลิกการใช้แบงก์ใหญ่อย่างกะทันหันเมื่อเดือน พ.ย. 2016 ที่ผ่านมา เพื่อหวังแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นโดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐี นักการเมือง และพวกนอกกฎหมาย ที่ถือเงินสดนอกระบบโดยไม่สามารถแจงที่มาของเงินได้ และทำให้ระบบการเงินของอินเดียเป็นอัมพาตชั่วขณะ และประชาชนแห่ต่อคิวยาวนับกิโลเมตรเพื่อแลกธนบัตรตามธนาคารต่างๆ

อย่างไรก็ดี ตัวเลขของธนาคารกลางอินเดีย พบว่า มีธนบัตรดังกล่าวถึง 15.28 ล้านล้านรูปี (ราว 8 ล้านล้านบาท) หรือราว 99% ของธนบัตรที่หมุนเวียนทั้งหมด ที่ถูกแลกคืนกลับเข้ามาอยู่ในระบบธนาคาร โดยสื่ออินเดียรายงานว่า มีการตั้งเครือข่ายฟอกเงินที่ซับซ้อนขึ้นเพื่อให้บริการแลกเงิน โดยคนกลางได้จ้างผู้มีรายได้น้อยเป็นผู้นำเงินไปฝากเข้าบัญชี

คอลัมน์ แวดวงอาเซียน: มาร์กอสคืนสมบัติชาติ - มติชน ฉบับวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560

ประธานาธิบดีโรดริโก ดูแตร์เต ของฟิลิปปินส์เปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ได้รับการติดต่อจากโฆษกของตระกูลมาร์กอส ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตโกงชาติได้ทรัพย์สินไปมากถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดีเฟอร์ดินันด์ อี. มาร์กอส เรืองอำนาจว่าทางตระกูลมาร์กอสยินดีจะนำทรัพย์สินส่วนหนึ่งแต่ไม่ได้มากนักคืนแก่ประเทศชาติ ซึ่งรวมถึงทองคำแท่งจำนวนหนึ่ง ที่คาดว่าจะนำมาช่วยในการแก้ปัญหาทางการเงินจากการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลได้ อย่างไรก็ดี นายดูแตร์เตไม่ได้อ้างถึงทรัพย์สินที่ถูกทุจริตไปอย่างชัดเจน หรือเปิดเผยว่าตระกูลมาร์กอสยอมรับหรือไม่ว่าได้ก่อการทุจริตคดโกงสมบัติชาติไปจริง เพียงแต่กล่าวว่ากำลังมองหาบุคคลที่จะเข้ามาจัดการเจรจาดำเนินการในเรื่องนี้อยู่ ซึ่งจะต้องเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

ทั้งนี้ ในปี 2559 คณะทำงานของทางการฟิลิปปินส์ค้นพบทรัพย์สินของรัฐที่ถูกทุจริตไปในสมัยอดีตประธานาธิบดีมาร์กอสมีมูลค่า 4,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมีตั้งแต่บัญชีเงินฝากในธนาคารสวิส หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ภาพเขียนและอัญมณี ที่สมาชิกตระกูลมาร์กอสและคนใกล้ชิดซุกซ่อนเอาไว้ (เอเอฟพี)