You are here

CG and corruptions News - 10 November 2017

อัยการชงฟ้อง'แม้ว'อีก2 คดี - มติชน

กลต.ลงดาบเชือดนักลงทุน-มาร์ฯไล่ปั่นหุ้นTAPAC - ข่าวหุ้น

เสวนารสก.แนะโละ'เด็กฝาก' - มติชน

พิษส่วย100ล.เด้งพ.ต.อ.'รองผู้การภูเก็ต'เข้ากรุคู่รองผกก. - ไทยรัฐ

อัศวิน'ชี้คดีไฟฉาวไม่ซับซ้อนจี้ปลัดกทม.ส่งผลสัปดาห์หน้า - มติชน

บลจ.กสิกรไทยออกกองทุนRMFหุ้นธรรมาภิบาล - ข่าวหุ้น

Abbot in Buri Ram to face probe for lending temple funds to villagers - THE NATION

คอลัมน์ โทรโข่งขยายข่าว: สส.มีคุณธรรม - ไทยรัฐ

Column COMMENTARY: Something sinister lies in PM questions - BANGKOK POST

ขจัดทุจริตทรัพยากรป่าคืนความสุขคนไทย - ไทยโพสต์

อินโดฯสอบฮั้วประมูลสร้างอนุสาวรีย์ต้านโกง - ไทยโพสต์

อัยการชงฟ้อง'แม้ว'อีก2คดี - มติชน ฉบับวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน แหล่งข่าวจากสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยกรณีสำนักงานอัยการสูงสุด มีคำสั่งที่ 1621/2560 แต่งตั้งคณะทำงานที่มีนายพรศักดิ์ ศรีณรงค์ รองอัยการสูงสุด เป็นประธานคณะทำงาน พิจารณาสำนวนคดีที่ดำเนินการโดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และสำนวนคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ดำเนินการต่อจาก คตส. ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังจากที่กฎหมายเปลี่ยนให้พิจารณาคดีลับหลังได้นั้น จากการตรวจสอบข้อมูลคดีที่ค้างอยู่ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ได้สั่งจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ไม่เดินทางมาศาลและถูกออกหมายจับไว้นั้น พบว่ามีคดีปล่อยสินเชื่อให้บริษัทในเครือกฤษดามหานคร และคดีทุจริตออกกฎหมายแก้ไขค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือและดาวเทียมเป็นภาษีสรรพสามิตในส่วนของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หลบหนีหมายจับ

แหล่งข่าวกล่าวว่า คณะทำงานชุดดังกล่าวได้พิจารณาเสร็จเรียบร้อยและอยู่ระหว่างทำบันทึกส่งให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงพิจารณาว่า จะดำเนินการอย่างใดต่อไป ซึ่งจะใช้เวลาไม่เกิน 2-3 วันทำการ ขั้นตอนต่อไปหากผู้บังคับบัญชาระดับสูงพิจารณาจะมีได้ 2 แนวทาง คือยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ ขออนุญาตให้พิจารณาคดีลับหลัง หรือไม่ยื่นคำร้อง แต่ถ้าพิจารณาแล้วเห็นควรว่าจะยื่นคำร้องขอให้มีการพิจารณาคดีที่ชะงักไว้ในศาลฎีกาฯก็สามารถที่จะยื่นคำร้องต่อศาลได้เลย โดยหลังจากยื่นคำร้องแล้วจะต้องดูว่าศาลฎีกาฯจะพิจารณาอย่างไร ให้ดำเนินคดีลับหลังจำเลยตามกฎหมายใหม่ได้หรือไม่ ซึ่งขั้นตอนที่กล่าวมานั้นคาดว่าจะมีความชัดเจนในเร็วๆ นี้

กลต.ลงดาบเชือดนักลงทุน-มาร์ฯไล่ปั่นหุ้นTAPAC - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

สำนักงานก.ล.ต.ลงโทษอีก ทั้งนักลงทุนและมาร์เก็ตติ้ง จำนวน 4 ราย สร้างราคาหุ้น TAPAC ทั้งหมดถูกปรับนับล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตคลาดหลักทรัพย์ฯ หรือ ก.ล.ต. ได้เปิดเผยการดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งกับบุคคล 4 ราย ประกอบด้วย 1.นายสุรชัย สุวรรธนะกุล2.นางอรทัย แซ่ตั้ง 3.นายสมศักดิ์ สราวุธวัฒนากร และ 4.นางสาวพิชญฎา พิชญรมณ์ หรือเดิมชื่อนางสาวสุธาสินี นันทภัคประสิทธิ์ กรณีสร้างราคาหุ้นบริษัท ทาพาโก้ จำกัด (มหาชน) (TAPAC) โดยเรียกให้ชำระค่าปรับทางแพ่งรวม 3,135,871.25 บาท

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ระหว่างวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ถึง 17 มีนาคม 2558 นายสุรชัย นายสมศักดิ์ และนางอรทัย ซึ่งเป็นลูกค้า ได้ร่วมกับนางสาวพิชญฎาซึ่งขณะกระทำผิดเป็นผู้แนะนำการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง สร้างราคาหุ้น TAPAC

โดยส่งคำสั่งซื้อขายหุ้น TAPAC ในลักษณะกระตุ้นให้ราคาหุ้นมีการเคลื่อนไหว โดยกำหนดกรอบราคาให้นักลงทุนซื้อขาย ด้วยการจับคู่ซื้อขายกันภายในกลุ่มในราคาต่ำ ทำให้นักลงทุนหลงผิดไปว่าหุ้น TAPAC มีการซื้อขายมาก หรือมีราคาเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวทำให้การซื้อขายหุ้น TAPAC ไม่ตรงต่อสภาพปกติของตลาด

การทำของบุคคลทั้ง 4 ราย เป็นการสร้างราคาหุ้น TAPAC เป็นความผิดตามมาตรา 243(1) ประกอบมาตรา 244 ซึ่งมีระวางโทษตามมาตรา 296 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และมาตรา 296/1 และมาตรา 296/2 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่งนำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาบังคับใช้กับผู้กระทำผิด และผู้กระทำผิดทั้ง 4 ราย ได้ทำบันทึกยินยอมรับมาตรการลงโทษทางแพ่งและปฏิบัติตามบันทึกยินยอมดังกล่าวครบถ้วนแล้ว โดยนายสุรชัยชำระค่าปรับทางแพ่งจำนวน 1,635,871.25 บาท ส่วนนางอรทัย นายสมศักดิ์ และนางสาวพิชญฎา ชำระค่าปรับทางแพ่งรายละ 500,000 บาท ซึ่งเงินค่าปรับทางแพ่งนี้ เป็นรายได้แผ่นดินที่ ก.ล.ต. นำส่งกระทรวงการคลัง

นอกจากการถูกลงโทษด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งดังกล่าว ก.ล.ต. สั่งห้ามนายสุรชัย และนายสมศักดิ์ เป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนเป็นเวลา 2 ปี และ 1 ปีด้วย

เสวนารสก.แนะโละ'เด็กฝาก' - มติชน ฉบับวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

สคร.ยันไม่แปรรูปรัฐวิสาหกิจ

ที่โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยในงานเสวนาสาธารณะ "อนาคตรัฐวิสาหกิจไทยกับร่างกฎหมายพัฒนารัฐวิสาหกิจ" จัดโดยสถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ว่า ความคืบหน้าร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.... ขณะนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รับหลักการวาระแรกแล้ว อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกรรมาธิการและรับฟังความเห็นจากผู้ร่าง ผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกฎหมายจะออกมาได้ภายในปีนี้หรือปีหน้าขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ สนช. อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้จุดมุ่งหมายเพื่อการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้เข้มแข็ง และมีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ไม่มีการเมืองเข้ามาแทรกแซง และมีการแยกหน้าที่ผู้กำหนดนโยบาย ผู้กำกับดูแล และผู้เป็นเจ้าของอย่างชัดเจน มีการกำหนดยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจในภาพรวมเพื่อทำให้เกิดการบูรณาการ และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการ รวมทั้งได้จัดตั้งคณะกรรมการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ขึ้นมากำกับดูแล ซึ่งการสรรหากรรมการจะระบุเงื่อนไขไว้ชัดเจน เป็นต้น

เล็งเพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มแข่งขัน

"ในฐาน ผอ.สคร.ไม่มีใครอยากทำให้รัฐวิสาหกิจแย่ มีแต่อยากพัฒนาให้ดีขึ้น และลดการแทรกแซงการเมือง การบริหารงานมีความโปร่งใส หากรัฐวิสาหกิจเปรียบเป็นม้า ที่ผ่านมาในอดีตทุกคนขึ้นขี่ม้า ใครขี่ได้ก่อนสั่งก่อน พอม้าเจ็บป่วย มาหากระทรวงการคลังเพื่อเอาภาษีประชาชนมาเพิ่มทุน จึงอยากจัดระบบใครจะสั่งการม้าต้องมีกติกา โปร่งใส ทั้งยังมีหน่วยงานที่กำกับอีกชั้น ซึ่งรัฐวิสาหกิจถือเป็นหน่วยงานสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ ถ้าอยากเพิ่มการแข่งขันประเทศ หากเพิ่มสามารถรัฐวิสาหกิจได้จะสามารถเพิ่มขีดการแข่งขันได้มาก" นายเอกนิติกล่าว

นายเอกนิติกล่าวว่า ส่วนประเด็นที่มีความอ่อนไหว คือการนำรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัททั้ง 11 บริษัท มาจัดตั้งเป็นบรรษัท ซึ่งมีความกังวลว่าจะมีการจัดตั้งเพื่อแปรรูปยืนยันว่ากฎหมายนี้ไม่ได้อำนาจในการเพิ่มหรือลดสัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลัง ส่วน คนร.สามารถแสดงความคิดเห็นต่อการเพิ่ม-ลดสัดส่วนการถือหุ้น แต่การเพิ่ม-ลดสัดส่วนการถือหุ้นต้องเป็นไปตามกฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจ ที่ปัจจุบันการเพิ่มหรือลดสัดส่วนกระทรวงเจ้าสังกัดสามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาได้ หากอนุมัติก็ลดหรือเพิ่มได้ทันทีอยู่แล้ว ซึ่งรายละเอียดกฎหมายจริงจะเป็นอย่างไรอยู่ที่ สนช. ส่วนความกังวลของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานภาพรัฐวิสาหกิจและพนักงานแต่อย่างใดตราบใดที่ยังเป็นองค์การ หรือบริษัทนั้นยังเป็นรัฐวิสาหกิจ

จี้เปิดเผยข้อมูลร่างกม.

นางนวลน้อย ตรีรัตน์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เห็นด้วยในแง่หลักการและเหตุผลที่ร่างกฎหมายฉบับบนี้ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ยังต้องติดตามว่าจะไปบรรลุถึงจุดที่ตั้งไว้หรือไม่ ซึ่งเรื่องที่กฎหมายนี้เน้นคือการเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนรับทราบ แต่ยังไม่เห็นการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการต่างๆ จึงอยากเพิ่มเติมเข้าไป เพราะกระบวนการของความโปร่งใสต้องมีความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องเป็นลำดับแรก ส่วนการนำรัฐวิสาหกิจ 2 กลุ่มแยกออกจากกัน ส่วนที่ไม่ได้เป็นบริษัทกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าจะดำเนินการอะไร ขณะส่วนที่เป็นบริษัทไปจัดตั้งโฮลดิ้ง จำนวนนี้มีบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์กูแล การจัดตั้งโฮลดิ้งและมีผู้ควบคุมอาจจะมีข้อจำกัดหรือไม่ อย่างกรณีการซื้อขายหุ้นต้องอิงตามมติ ครม.หรือซื้อขายตามตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น

นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า เรื่องสำคัญจะทำอย่างไรให้การคัดเลือกว่าจะได้คณะกรรมการที่จะจัดตั้งขึ้นไม่มีการเมืองไม่แทรกแซง โดยตัวอย่างที่ต่างประเทศใช้กัน คือการกำหนดคุณสมบัติของกรรมการ ต้องมีการระบุชัดเจน หรือการกำหนดให้บุคคลภายนอกมาเป็นผู้คัดเลือก เช่น ผู้ว่าการ ธปท. เลขาฯ กลต. ผอ.ไอโอดี องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น เป็นต้น เพราะหากเป็นคนที่เคยดำรงตำแหน่งต่างๆ ในอดีตคนก็กังวลว่าจะมีความเกี่ยวพันทางการเมือง ทั้งนี้ แทนที่จะเขียนกฎหมายให้กรรมการควรมีคุณสมบัติอย่างไร ควรเขียนให้กฎหมายว่าทำอะไรไม่ได้ และควรเน้นกระบวนการตรวจสอบ เพราะกฎหมายไทยยังอ่อนในเรื่องนี้

นอกจากนี้เพื่อให้มีความโปร่งใสควรมีการให้องค์กรภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างต้องใช้สัญญาคุณธรรม ปัจจุบันทำอยู่ 40 โครงการสามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้ และควรมีการเปิดเผยรายละเอียดในรายโครงการของรัฐวิสาหกิจ ข้อมูลพวกนี้ต้องเปิดเผย การมีส่วนได้ส่วนเสียของผู้บริหารและกรรมการ เช่น การมีผู้ส่วนได้เสียด้านการค้าขายกับรัฐวิสาหกิจ เรามี พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ไม่มีการเปิดข้อมูลสัมปทาน ต้องเปิดเผยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลได้

พิษส่วย100ล.เด้งพ.ต.อ.'รองผู้การภูเก็ต'เข้ากรุคู่รองผกก. - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

สั่งเด้งฟ้าผ่า รองผู้การภูเก็ต และรอง ผกก.สส.สภ.ป่าตอง เซ่นพิษส่วยไปช่วยราชการที่ ศปก.ภ.8 อย่างไม่มีกำหนด พร้อมตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงหาความกระจ่าง ประเด็นร้อนรับผลประโยชน์กว่า 100 ล้านบาท ในพื้นที่ทำเลทองหาดป่าตอง เข้าร้อง ผบ.ตร. ขณะที่ 2 นายตำรวจยังเก็บตัวเงียบ ส่วน ผบ.ตร.สั่งทีมจเรลงพื้นที่สอบควบคู่คณะกรรมการสอบสวน บช.ภ.8 เพื่อความโปร่งใส

ย้ายรองผู้การภูเก็ต และรอง ผกก.สส.สภ.ป่าตอง เข้ากรุ ผลพวงจากพิษส่วย เปิดเผยเมื่อวันที่ 9 พ.ย. พล.ต.ต.ธีระพล ทิพย์เจริญ ผบก.ภ.จ.ภูเก็ต กล่าวว่า มีคำสั่ง พล.ต.ท.สรศักดิ์ เย็นเปรม ผบช.ภ.8 ย้าย พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ อุ้ยคำ รอง ผบก.ภ.จ.ภูเก็ต พ.ต.ท.สมศักดิ์ ทองเกลี้ยง รอง ผกก.สส.สภ.ป่าตอง ไปช่วยราชการที่ ศปก.ภ.8 อย่างไม่มีกำหนด จนกว่าคณะกรรมการสอบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ เรื่องร้องเรียนเรียกเก็บผลประโยชน์กับสถานประกอบการ และส่วยแรงงานเถื่อน ทั้งนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย. เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม คาดการณ์กันว่าสาเหตุการย้ายฟ้าผ่าในครั้งนี้ อาจมาจากคนกลุ่มหนึ่งออกมาแฉเรื่องที่ตำรวจเข้าไปพัวพันกับเรื่องการรับส่วยในพื้นที่ จ.ภูเก็ต และนำเรื่องไปร้อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวพยายามโทรศัพท์ติดต่อสอบถามไปยัง พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ อุ้ยคำ และ พ.ต.ท.สมศักดิ์ ทองเกลี้ยง แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ รายละเอียดข้อเท็จจริงกับการโยกย้ายในครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวจะตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง สำหรับ พ.ต.อ.ชัยวัฒน์เคยดำรงตำแหน่ง ผกก.สภ.ป่าตอง จ.ภูเก็ต เป็นพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ อีกทั้งเป็นพื้นที่ทำเลทอง มีสถานบันเทิงจำนวนมาก ทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย

ประกอบกับก่อนหน้านี้มีเจ้าของเพจรายหนึ่ง ยื่นหนังสือร้องเรียน กล่าวหาว่ามีตำรวจบางหน่วยงาน ใน จ.ภูเก็ต พัวพันกับเรื่องส่วย และรีดไถประชาชน ระบุตัวเลขรายการรับส่วยและรีดไถ เฉพาะพื้นที่หาด ป่าตอง จ.ภูเก็ต กว่า 100 ล้านบาทต่อเดือน อ้างว่า ทั้งหมดเป็นเงินที่มาจากการกดขี่ ข่มเหงกลุ่มแรงงานต่างด้าว การใช้ช่องว่างทางกฎหมายกับกลุ่มสินค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์ และกลุ่มสถานบันเทิง พร้อมกับท้าทายให้ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.รอง ผบช.ทท. เข้าตรวจสอบ อาจเป็นไปได้ว่าขณะ

พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ปฏิบัติหน้าที่ ผกก.สภ.ป่าตอง ไปปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพลทำสิ่งผิดกฎหมายในหาดป่าตอง จนสร้างความโกรธแค้นให้กับกลุ่มคนดังกล่าว พยายามใส่ร้ายให้ พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ และ พ.ต.ท.สมศักดิ์พ้นไปจากพื้นที่ จ.ภูเก็ต

ต่อมา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.มีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ มอบหมายให้ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รรท.จตช. เป็นหัวหน้าคณะทำงานในเรื่องนี้ พร้อมสั่งการให้ พล.ต.ท.เติมพงษ์ สิทธิประเสริฐ หัวหน้าจเรตำรวจ (สบ 8) จัดชุดตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดควบคู่ไปกับการตรวจสอบของ บช.ภ.8 เพราะมีการร้องเรียนไปที่บช.ภ.8 ด้วย

อัศวิน'ชี้คดีไฟฉาวไม่ซับซ้อนจี้ปลัดกทม.ส่งผลสัปดาห์หน้า - มติชน ฉบับวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติชี้มูลความผิดข้าราชการ กทม.ทั้งบุคคลที่เกษียณอายุราชการและยังอยู่ในหน้าที่ รวม 4 ราย ฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการในการจัดทำโครงการค่าใช้จ่ายในการประดับตกแต่งไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว (Motif of Light) วงเงิน 39.5 ล้านบาท บริเวณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการ กทม. ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ถึงวันที่ 30 มกราคม 2559 ว่า เมื่อนายภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ ปลัด กทม.ได้รับหนังสือจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว ต้องส่งหนังสือดังกล่าวไปยังคณะอนุกรรมการวิสามัญเกี่ยวกับวินัยและออกจากราชการ (อ.ก.ก.วินัย) ซึ่งได้แจ้งนายภัทรุตม์ให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า ก่อนเสนอความเห็นกลับมาให้พิจารณา

"ก็ต้องว่าไปตามระเบียบ เพราะมีหลักเกณฑ์กำหนดอัตราโทษระบุไว้อยู่แล้วว่าโทษลักษณะนี้ มีบทลงโทษอย่างไร เหมือนกับกฎหมายอาญา หากทำร้ายร่างกาย คู่กรณีบาดเจ็บ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน บาดเจ็บสาหัส มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี เป็นต้น เช่นเดียวกัน ซึ่งเราก็ต้องปฏิบัติตามสิ่งที่กำหนดในระเบียบข้อบังคับอยู่แล้ว" พล.ต.อ.อัศวินกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดในลักษณะใด พล.ต.อ.อัศวินกล่าวว่า ชี้มาในลักษณะข้าราชการ กทม.ทุจริต โดยผู้ที่ถูกชี้มูลมีสิทธิที่จะร้องเรียนกับคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) แต่เรื่องดังกล่าวเป็นคนละส่วนกัน ซึ่งในเบื้องต้นต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ ตามขั้นตอน และไม่ให้ยืดเยื้อ เพราะเรื่องดังกล่าวไม่มีอะไรสับสน ยุ่งยาก

บลจ.กสิกรไทยออกกองทุนRMFหุ้นธรรมาภิบาล - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

บลจ.กสิกรไทย กองทุนเปิดเค หุ้นธรรมาภิบาลไทยเพื่อการเลี้ยงชีพ ตอบโจทย์ผู้ลงทุนระยะยาวเพื่อสะสมเงินลงทุนไว้ในยามเกษียณ ชูโอกาสสร้างผลตอบแทนแบบยั่งยืนในหุ้นธรรมาภิบาลไทย เปิดเสนอขาย IPO 10–20 พ.ย.นี้ ลงทุนขั้นต่ำเพียง 500 บาท

นายวศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทได้เปิดขายกองทุนเปิดเค หุ้นธรรมาภิบาลไทยเพื่อการเลี้ยงชีพ (KTHAICGRMF) ในระหว่างวันที่ 10-20 พ.ย. 60 โดยกองทุนมีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี รวมถึงบริษัทที่ได้รับการรับรองเป็นสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น (CAC) โดยพิจารณาจากการจัดอันดับ CG Scoring ของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

กองทุน KTHAICGRMF ใช้กลยุทธ์การบริหารแบบเชิงรุก (Active Management) เพื่อมุ่งหวังสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีชี้วัด และใช้กระบวนการสร้างพอร์ตการลงทุนแบบยืดหยุ่นที่ผสมผสานกลยุทธ์ระหว่างการปรับน้ำหนักการลงทุนให้เหมาะสมกับภาวะตลาดในแต่ละขณะ (Top-down analysis) และการคัดเลือกหุ้นบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานดี (Bottom-Up analysis) โดยพิจารณาทั้งด้านศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจ คุณภาพของผู้บริหาร และมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ พร้อมทั้งเปิดโอกาสลงทุนในหุ้นหลากหลายขนาด (Multi–Cap) เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

การลงทุนในหุ้นธรรมาภิบาล (CG) สามารถสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) อยู่ที่ประมาณ 2% โดยดัชนี IOD/CG Index ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่ม CG ให้ผลการดำเนินงานย้อนหลัง 10 ปี สูงกว่าดัชนีตลาดที่ 12.28% ต่อปี ขณะที่ SET Index ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 10.33% ต่อปี (ข้อมูล ณ 30 ก.ย. 2016)

ประโยชน์ที่ผู้ลงทุนจะได้รับจากการลงทุนให้หุ้นของบริษัทที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี โปร่งใส และมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม คือโอกาสในการรับผลตอบแทนที่มั่นคงระยะยาว เนื่องจากบริษัทเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพในการบริหารงานในระดับสูง และธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้เหมาะกับนโยบายของกองทุน KTHAICGRMF ที่เป็นการลงทุนระยะยาว รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จะได้รับ นอกจากนี้ผู้ลงทุนยังมีส่วนร่วมในการส่งเสริมธรรมาภิบาลให้แก่สังคมไทย เนื่องจากรายได้ 40% ของค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุนจะร่วมบริจาคให้กับหน่วยงานที่ส่งเสริมด้านธรรมาภิบาลไทย รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

Abbot in Buri Ram to face probe for lending temple funds to villagers - THE NATION Issued date 10 November 2017

The Buri Ram monastic chief will set up a committee to investigate an abbot following complaints by local Buddhists that he had provided loans to villagers.

Phra Mongkol Suttakij, secretary to the Buri Ram monastic chief, said yesterday an investigation committee would be set up after his office receives a report from the Khu Muang monastic district and a letter from the Office of National Buddhism.

The secretary said his office had learned about the complaints against Phra Atikarn Sompong, the abbot of Wat Nong Khu Bon in Khu Muaang district, after about 100 villagers rallied for his removal.

The villagers said the abbot had behaved improperly by using temple money to provide Bt5,000 to Bt30,000 loans to villagers and collecting 3 per cent interest per month.They said the monk's actions lacked transparency in the management of the temple's money.

Phra Mongkol said monastic rules did not prohibit monks from lending money but the abbot's behaviour might have been inappropriate, affecting people's faith and damaging the religion's reputation.

คอลัมน์ โทรโข่งขยายข่าว: สส.มีคุณธรรม - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม(สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ผลจากการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity & Transparency Assessment:ITA)ประจำปี 2560 ซึ่งเป็นการประเมินจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.)ปรากฏว่ากรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้คะแนนรวมเท่ากับร้อยละ 92.13 ซึ่งถือว่ามีคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานในระดับสูงมากเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ จากหน่วยงานที่ได้รับการประเมิน147 หน่วยงานและยังได้คะแนนดัชนีความโปร่งใสสูงสุดเท่ากับร้อยละ 96.42.

Column COMMENTARY: Something sinister lies in PM questions - BANGKOK POST Issued date 10 November 2017

Paritta Wangkiat

Since taking office following the 2014 coup, Prime Minister Gen Prayut Chan-o-cha's character has changed tremendously.

Despite his loathing of politicians, the general now looks every inch the species he loves to hate.

Over the years, he has appeared in peculiar photo-ops that have secured front-page space from mainstream media: kicking a ball, a duel with homegrown badminton star Ratchanok "May" Intanon, gulping down food, and trying cosmetics at product promotion events.

When visiting remote villages in Nakhon Ratchasima, he had a loincloth around his waist; his "chicken-dance" with local merchants in Songkhla's food market drew cheers from fans.

He takes every opportunity to charm people he visits and shows no mercy to opponents, particularly politicians. He chastises them in his speeches, scolding them for corruption and unethical acts, while boasting of his military regime's performance.

However, more and more he has used rhetoric that somehow makes him much the same as politicians. Especially at a time when rumours abound about the formation of a military political party to compete in the elections.

Gen Prayut is a starkly different person now than he was in the first year he entered the political arena when he did not appear to show the slightest interest in staying on in power. Now the general seems to reap the benefits of political ambiguity when confronted with this very question. He refuses to admit, neither does he rule it out. He has told the media that the NCPO has not thought about launching a political party "for now" and that it must "wait and see" as the election is still a year ahead.

But when he fired his latest "six questions" to the public, many started seeing ulterior motives.

His first question: Does the country need a new political party and new politicians for the people to consider in the next election? Will the old politicians or political parties bring about national reform and comply with the national strategy?

Second, is it the NCPO's right to support a political party? He seems to think it is, as he will not run in the election.

Third, do people see a better future because of the regime's work?

Fourth, he said asked if it's appropriate to compare the current government with previously elected governments. He insisted political conflicts existed before the military intervened.

His fifth question was about the efficiency of democratically elected governments.

And his last question: Why have political parties and politicians come out to discredit the government on an unusually large scale during this time?

His asking six contentious questions demonstrates the prime minister's need for public approval of him and the regime governing the country, not just now, but also in the future, either in the form of a political party or a shadowy body.

His tactics are familiar. He asked the public to compare, while projecting the regime's image as a "saviour", not dictatorial. In chastising politicians, he wanted the public to see the regime as their one and only choice.

The timing is interesting. He chose to fire these questions as his popularity is diving, probably from a series of scandals involving people within his inner circle, and his failure to tackle some of the country's chronic problems.

From the first question, we get the hint that the NCPO has an interest in staying in power longer. The prime minister stressed that reform and national strategies are masterpieces from the military regime. But we are not really convinced of the regime's success with this reform.

In his attempt to maintain the regime's legitimacy, the general fires salvos at a convenient target - "unethical" politicians, and says the failure of "dysfunctional" democracy has made it necessary for him to silence his critics.

While he scolds politicians for corruption, Gen Prayut has an issue with transparency, or lack thereof. Note the huge rise in military spending under his regime.

Even without the six questions from the prime minister, the regime's political agenda is evident: The constitution that gives it a chance to prolong power, and the possibility of a non-elected prime minister through the support of appointed senators.

Obviously, Gen Prayut is ready for post-coup politics. It's not certain if he will play by the rules. But as a person who once broke the rules by using force to gain political power, he may not hesitate in breaking them again.

But this time he must know the stakes are higher.

Paritta Wangkiat is a Bangkok Post reporter.

ขจัดทุจริตทรัพยากรป่าคืนความสุขคนไทย - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ยอมรับว่าการจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อคืนความสุขให้กับคนไทยทั้งชาติ ตามแผนที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี วางกรอบการพัฒนางานในแต่ละด้าน เพื่อวางรากฐานและกำหนดทิศทางการพัฒนาไว้ 20 ปี มีความเปลี่ยนแปลงที่เห็นเป็นรูปธรรมขึ้นเรื่อยๆ

หลังจากมีการดำเนินงานอย่างจริงจังตลอดที่ผ่านมา จนสามารถหยุดยั้งการทำลาย และทวงคืนผืนป่ากลับมาสู่ประเทศไทยได้แล้ว 5 แสนกว่าไร่ จากผลสำรวจพบพื้นที่ป่าอันอุดมสมบูรณ์หลงเหลืออยู่จำนวน 32 เปอร์เซ็นต์ทั่วประเทศ

โดยเท่าที่มีการวางนโยบายของ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ปี 2561 วางกรอบนโยบายการบริหารจัดการป่าไม้ใหม่ โดยต้องทำให้คนไทยมีความสุข ควบคู่กับการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ และยั่งยืนมากกว่ามิติเดิม ที่แรกเริ่มได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ประเทศไทยจะต้องมีพื้นที่ป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ เหลืออยู่ 40 เปอร์เซ็นต์

มีการวางเป้าหมายระยาวไปจนถึงปี 2579 ใน 3 ด้าน คือ 1.การมีผืนป่าที่ สมบูรณ์ในจำนวนที่เหมาะสม 2.คนไทยทั้งประเทศมีความสุข และ 3.แนวทางการพัฒนาที่สมดุลอย่างยั่งยืน โดยมีการน้อมนำเอาพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องการทำให้คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างมีความสุข เริ่มจากการจัดทำข้อมูลป่าไม้รายจังหวัด สำรวจดูแต่ละจังหวัดควรมีพื้นที่ป่าชนิดใดอยู่ตรงไหน ทั้งป่าสมบูรณ์ ป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ และป่าชุมชน

และท้ายเมื่อสำรวจแล้วว่าจังหวัดไหน พื้นที่ใดมีต้นไม้ไม่เพียงพอ ก็จะเร่งทำการเพิ่มจำนวนต้นไม้ลงไปเพื่อให้เกิดความสมดุล เหมือนอย่างหลายๆ ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มป่าไม้สมบูรณ์ในใจกลางเมือง ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์คนที่อยู่มาแต่เดิมจะต้องอยู่อย่างเกื้อกูลโดยช่วยกันทำให้ป่าสมบูรณ์ ช่วยกันปรับระบบนิเวศดูแลทรัพยากรป่าไม้ ส่วนคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าชุมชน ที่ทางราชการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ ต้องร่วมกันปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ถือเป็นการน้อมนำศาสตร์พระราชามาดำเนินการที่ถูกต้องและน่าพอใจอย่างยิ่ง

นอกจากนั้นตามข้อมูลที่ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกมาบอกเอาไว้ในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป คือ การจัดทำแผนยุทธศาสตร์แร่แห่งชาติ จากเดิมการ

ทำเหมืองแร่ของไทย มุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยไม่เคยคำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

หลังจากนี้การขออนุญาตทำเหมืองแร่จะมีปัจจัยเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเข้ามาเป็นปัจจัยให้ทางราชการพิจารณาด้วย ถ้าอนุญาตให้ทำกันแล้วเกิดผลเสียต่อชีวิตประชาชนและผลเสียต่อทรัพยากรมากกว่าก็ถือว่าไม่คุ้ม ซึ่งแผนจัดการแร่ในอนาคตของประเทศไทย จะต้องทำให้มีมูลค่า ควบคู่กับปัจจัยเรื่องการดูแลไม่ให้ส่งผล กระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ที่กำลังน่าจับตามองคือ แร่ควอตซ์ และแร่โปแตส จะต้องศึกษาอย่างเร่งด่วนว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อสร้างมูลค่าแร่เหล่านี้ และจะต้องไม่ขาดดุล เป็นอีกหนึ่งแผนงานดำเนินการที่เป็นไปตามทิศทางที่เหมาะสม

เช่นเดียวกับเรื่องความโปร่งใสในหน่วยงานราชการ ที่เท่าติดตามการดำเนินงานของส่วนราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็มีการตื่นตัวและพัฒนาให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล โดยเริ่มปฏิรูปงานทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ชาติโดยตรง

มีการจัดเก็บรายได้ของอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ โดยเฉพาะหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ แต่เดิมในอดีตจัดเก็บกันได้ประมาณปีละ 24 ล้านบาท แต่ปีงบประมาณ 2559 จัดเก็บได้กว่า 560 ล้านบาท ตรงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่า ถ้าร่วมกันทำดีก็จะสำเร็จจนได้ ยิ่งตัวเลขการจัดเก็บในปี 2560 ได้กว่า 669 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นการตื่นตัวของทุกภาคส่วน

ในส่วนเจ้าหน้าที่กรมอุทยานทั่วประเทศก็เริ่มใส่ใจ ให้ความสนใจกับเรื่องการทำความดี ด้วยเหตุนี้ในปีงบประมาณ 2560 เราจึงมีรายได้จากการจัดเก็บค่าบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติ 150 แห่งทั่วประเทศ ทั้งทางทะเลและทางบก รวมกันทั้งสิ้น 2,413,598,822.70 บาท เมื่อมีเงินรายได้จากการจัดเก็บค่าบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติเข้ามาเพิ่มเติม เราก็ต้องเพิ่มเติมนโยบายเรื่องความปลอดภัย และสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวเข้าไปด้วย ความปลอดภัยต้องสูง ความสะอาดต้องดี และต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ว่าเราเอาเงินไปทำอะไร อาทิ มีการลงทุนเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ การจัดหารถและเรือพยาบาลสำหรับใช้เฉพาะภารกิจดูแลนักท่องเที่ยว การวางทุ่นไข่ปลาในทะเล การสร้างทุ่นจอดเรือไม่ให้กระทบต่อปะการัง การวางทุ่นแบ่งเขตดำนำ การดูแลพัฒนาสภาพที่พักของเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในอุทยาน การจัดทำห้องน้ำทุกแห่งให้สะอาด การสร้างลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ทั้ง 150 แห่ง เป็นต้น

ประการสำคัญก็คือ การนำงบประมาณไปฝึกเพิ่มเติมความรู้ด้านการกู้ชีพกู้ภัย ให้เหล่าเจ้าหน้าที่ให้เขาสามารถช่วยเหลือนักท่องเที่ยวได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที ที่ผ่านมามีข่าวการส่งทีมเข้าช่วยเหลือนักท่องเที่ยวซึ่งประสบอุบัติเหตุทางเรือในพื้นที่จังหวัดพังงา และสามารถช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจนรอดชีวิตได้ 100 เปอร์เซ็นต์ จนได้รับคำชมเชยไปทั่วโลก

เมื่อรัฐบาลชุดนี้หมดวาระลงไปแล้ว ความสุจริต โปร่งใส รวมถึงเงินรายได้จากการจัดเก็บค่าเข้าชม ค่าบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติ จะยังคงตัวเลขเช่นนี้ต่อไปหรือไม่ นี่คือคำถามที่ประชาชนสงสัยและอยากจะรู้

แม้เบื้องต้นจะได้รับคำยืนยันจาก รมว.ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่าปัจจุบันผลการดำเนินงาน และตัวเลขสถิติการจัดเก็บรายได้ทั้งหมดจะถูกนำขึ้นอัพเดตบนเว็บไซต์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ทุกๆ เดือน เมื่อใดยอดจัดเก็บลดลงหรือเว็บไซต์ล่ม ผู้บริหารจะต้องตอบคำถามจากสังคมให้ได้

แต่สิ่งที่ประชาชนจะต้องช่วยกันคือ การติดตาม ตรวจสอบ การดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมและประเทศชาติต่อไป.

อินโดฯสอบฮั้วประมูลสร้างอนุสาวรีย์ต้านโกง - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

จาการ์ตา * เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียสอบ สวนคดีคอร์รัปชันโครงการสร้างสวนสาธารณะและอนุสาวรีย์ต่อต้านการรับสินบนที่มีผู้เกี่ยวข้อง 18 คน

โครงการก่อสร้างสวนสาธารณะ และอนุสาวรีย์ที่ออกแบบเป็นประติมา กรรมรูปของหางมังกรสีทองพันอยู่รอบกริช ตั้งอยู่ที่เขตเปกันบารูในจังหวัดเรียวทางตะวันออกของเกาะสุมาตรา โดยมีพิธีเปิดไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมาในวันต่อ ต้านคอร์รัปชันนานาชาติ สร้างขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นความมุ่งมั่น ของจังหวัดแห่งนี้ในการขจัดการคอร์รัป ชัน และรับสินบน

อัยการจังหวัดเรียวเปิดเผยเมื่อวันพุธที่ 8 พฤศจิกายนว่า จากการตรวจสอบโครงการนี้พบว่ามีการสมยอมในการเสนอราคาในขั้นตอนยื่นซองประมูลสร้างโครงการนี้ โดยมีข้าราชการพลเรือนเกี่ยวข้อง 13 คน และนักธุรกิจ 5 คน ซึ่งทำให้ต้องสูญเสียเงินหลวงไปราว 1,200 ล้านรูเปีย หรือราว 2.93 ล้านบาท

ซูเกง ริยันตา ผู้ช่วยอัยการฝ่ายคดีอาญาพิเศษของจังหวัดเรียวเผยว่า จากการสอบสวนของสำนักอัยการเชื่อว่า มีการคอร์รัปชันในโครงการนี้ ซึ่งทำงานกันเป็นทีม โดยจัดฉากให้บริษัทรับเหมาก่อสร้างแห่งหนึ่งชนะประมูลไป โดยมีข้าราชการพลเรือนกลุ่มหนึ่งจงใจปลอมแปลงเอกสารบางอย่าง ทำให้มีเพียงบริษัทเดียวที่ชนะประมูล

ในขณะนี้ยังไม่ได้มีการจับกุมผู้ต้อง สงสัยทั้ง 18 คน ซึ่งพวกเขาจะถูกดำเนินคดีในหลายข้อหา ได้แก่ คอร์รัปชัน, ปลอมแปลงเอกสาร และทำผิดกฎหมายที่ห้าม ข้าราชการพลเรือนเกี่ยวข้องกับโครงการ ที่มีการยื่นซองประมูล

จากดัชนีการรับรู้การคอร์รัปชัน ที่จัดทำโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานา ชาติของปี 2559 อินโดนีเซียอยู่ในอันดับที่ 90 จากทั้งหมด 176 ประเทศและ ดินแดน ซึ่งประเทศที่อยู่ในอันดับ 1 เป็นประเทศที่มีการคอร์รัปชันน้อยที่สุด.