You are here

CG and corruptions News - 11 January 2019

มติกกต.ฟัน4รมต.ปมถือหุ้น (ไพรินทร์) - มติชน

'หมอธี' ถกตั้งดีเอสไอศธ.สางทุจริต - เดลินิวส์

ลุยเอาผิด6รายเอี่ยวฟอกเงินพศ. - เดลินิวส์

แฉนักเรียนผี21รร. - เดลินิวส์

สรุปข่าวในประเทศ: ครม.เห็นชอบ 'ไล่ออก-ปลดออก' ขรก.เอารถประจำตำแหน่งใช้ส่วนตัว – มติชนสุดสัปดาห์

คอลัมน์ เสียงจากห้วงสำนึก: มาตรการปราบโกง - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ ขี่พายุ ทะลุฟ้า: เกมล้างบางที่กรุงไทย - ข่าวหุ้น

บทความพิเศษ: หม่อมอุ๋ย-นาฬิกาหรู 'สะเทือน' (บิ๊กตู่) โค้งสุดท้าย? - มติชนสุดสัปดาห์

มติกกต.ฟัน4รมต.ปมถือหุ้น (ไพรินทร์) - มติชน ฉบับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2562

เมื่อวันที่ 10 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุม กกต. เมื่อวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมาได้มีการประชุมลับพิจารณารายงานผลการตรวจสอบของคณะกรรมการไต่สวน กรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทยร้องขอให้ตรวจสอบ รัฐมนตรี 4 ราย คือ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยศึกษาธิการ นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ว่า ถือครองหุ้นสัมปทานของรัฐเข้าข่ายกระทำการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ มาตรา 186 ประกอบมาตรา 184 วรรคหนึ่ง(2) มาตรา 170 วรรคหนึ่ง(5 )หรือไม่

โดยที่ประชุมมีมติเห็นว่าการถือครองหุ้นของทั้ง 4 รัฐมนตรีเข้าข่ายทำให้ขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่ง เห็นควรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 และขณะนี้อยู่ระหว่างให้สำนักงานกกต.ดำเนินการยกร่างคำร้อง ก่อนเสนอให้ที่ประชุม กกต.พิจารณาและประธานกกต.ลงนาม เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำร้องดังกล่าวนายเรืองไกรได้ยื่นต่อ กกต.เพื่อให้ตรวจสอบ เมื่อเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา

'หมอธี' ถกตั้งดีเอสไอศธ.สางทุจริต - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2562

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในเร็ว ๆ นี้ ตนจะประชุมคณะอนุกรรมการสามัญ กระทรวงศึกษาธิการ (อ.ก.พ.ศธ.) เพื่อขออนุมัติกรอบอัตรากำลังพนักงานของหน่วยงานสำนักงานคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จำนวน 8 อัตรา ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวจะอยู่ภายใต้สำนักงานปลัด ศธ. ทั้งนี้หาก อ.ก.พ.ศธ.อนุมัติกรอบอัตรากำลังดังกล่าวเรียบร้อยแล้วก็จะมีการประกาศรับสมัครต่อไป ขณะเดียวกันยังได้วางแผนเส้นทางความก้าวหน้าระยะยาวให้แก่กลุ่มคนเหล่านี้ให้มีตำแหน่งไปได้ถึงผู้ทรงคุณวุฒิระดับ 10 ด้วย

"หน่วยงานดีเอสไอ ศธ.ไม่ใช่หน่วยงานใหม่ แต่เป็นหน่วยงานในสังกัดนิติการสำนักงานปลัด ศธ. ตั้งขึ้นเพื่อดูแลคดีพิเศษสำคัญและเป็นที่น่าจับตาของสังคม ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่มาทำงานกับหน่วยงานนี้จะเป็นกลุ่มคนเลือดใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย หรือหากจะมีการตัดโอนกำลังคนมา ก็ต้องเป็นบุคคลที่ไว้ใจได้และมีความเป็นกลางด้วย ทั้งนี้เมื่อได้องค์ประกอบของหน่วยงานเสร็จเรียบร้อยก็จะเดินหน้าสะสางคดีที่คั่งค้างอยู่ทันที เช่น โครงการจัดซื้อครุภัณฑ์ฝึกทักษะมัธยมศึกษาตอนต้น งบประมาณ 6 แสนบาทต่อโรงเรียน วงเงิน 279 ล้านบาท ของเขตพื้นที่การศึกษาในภาคอีสาน การตรวจสอบข้อเท็จจริงกระบวนการเช่าสัญญาณอินเทอร์เน็ตของระบบโมเน็ต (MoeNet ) ซึ่งทั้งสองคดีนี้ยังไม่มีความคืบหน้าและไม่รู้ว่าติดปัญหาตรงไหนถึงยังไม่ได้ข้อสรุป" รมว.ศึกษาธิการ กล่าว.

ลุยเอาผิด6รายเอี่ยวฟอกเงินพศ. - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2562

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 ม.ค. ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นายสุนทรา พลไตร ผอ.ส่วนข้อมูลคดีและมาตรการพิเศษทางกฎหมาย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.จักษ์ เพ็งสาธร รอง ผบก.ปปป. และพ.ต.อ.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ รอง ผบก.ปปป. เพื่อร่วมประชุมหารือ และ แจ้งความเอาผิดบุคคล 6 ราย ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตฟอกเงินงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จำนวน 7 วัด มูลค่าความเสียหายประมาณ 61 ล้านบาท

พ.ต.อ.จักษ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า เจ้าหน้าที่ ปปง. ได้มาร้องทุกข์กล่าวโทษ ในความผิดฐานฟอกเงิน กับบุคคล 6 ราย ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ พศ. จำนวน 4 คน พระสงฆ์ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดใน จ.นนทบุรี 1 รูป และฆราวาสอีก 1 คน ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินงบประมาณของ พศ. ประจำปี 2559-2560 โดยมี 7 วัด ใน จ.นนทบุรี จ.อุดรธานี จ.นครศรีธรรมราช และ จ.ลำปาง ได้รับงบประมาณปริยัติธรรมไปจำนวน 75 ล้านบาท ทั้งที่ไม่มีการสอนปริยัติธรรม และปปง.ตรวจสอบพบว่า มีเงินกว่า 61 ล้านบาท ถูกนำไปใช้ในทางทุจริต ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางการเงิน

พ.ต.อ.จักษ์ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ ทาง บก.ปปป. ได้แจ้งข้อหาความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 กับเจ้าหน้าที่พศ.ทั้ง 4 คนดังกล่าว และได้มีการสั่งฟ้องไปแล้ว ต่อมา ปปง. ตรวจสอบแล้วพบว่า มีผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงินด้วย จึงเดินทางมาแจ้งความร้องทุกข์เพิ่มเติม ในเบื้องต้น ทาง บก.ปปป. ได้รับเรื่องร้องทุกข์ไว้ จากนั้นจะสอบปากคำเจ้าหน้าที่ ปปง. ซึ่งเป็นผู้กล่าวหาในคดีนี้ และรวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อพบว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ก็จะออกหมายเรียกผู้ที่ถูกกล่าวหา ทั้งพระสงฆ์และฆราวาสให้มารับทราบข้อกล่าวหา และดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ทั้งนี้ ปปง. สามารถอายัดเงินทุจริตงบประมาณของพศ. 3 ลอตในคดีแพ่ง รวมเป็นเงินกว่า 228 ล้านบาทด้วยกัน.

แฉนักเรียนผี21รร. - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2562

มีทุกภาคปปท.สุ่ม!เกินมาอื้อ

แฉ 21 โรงเรียนทั่วประเทศทั้งในกรุงเทพฯ- ต่างจังหวัด มีนักเรียนผี หลัง "ป.ป.ท." สุ่มตรวจเจอทุกแห่ง ตะลึงถูกยัดรายชื่อตั้งแต่หลักสิบร้อยคน เตรียมขยายผลเพิ่ม ขู่ หากพบมีการทุจริตเงินอุดหนุน-เอื้อเก้าอี้ ผอ.โรงเรียน ส่ง ป.ป.ช. เชือด ยันการตรวจสอบ เป็นไปตาม พ.ร.บ. มาตรการฝ่ายบริหาร การป้องกันและปราบปรามการทุจริต

เมื่อวันที่ 10 ม.ค. ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) พ.ต.ท.วันนพ สมจินตนากุล รองเลขาธิการ ป.ป.ท. ในฐานะรักษาราชการแทนเลขาธิการ ป.ป.ท. เปิดเผยความคืบหน้าการสุ่มตรวจ ข้อเท็จจริง บัญชีรายชื่อนักเรียนของโรงเรียนทั่วประเทศ กรณีการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนของโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ภาคเรียนที่ 2/2560 และภาคเรียนที่ 1/2561 หลังพบว่ามีการแจ้งตัวเลขจำนวนนักเรียน ในระบบข้อมูลรายบุคคล หรือดีเอ็มซีให้สูงเกินจริง เพื่อใช้เป็นเกณฑ์โยกย้าย ผอ.โรงเรียนจากโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก ข้ามขั้นไปยังโรงเรียนขนาดใหญ่ รวมทั้งยังได้เงินรายหัว ใช้ในการบริหารจัดการเรียนการสอน โดยไม่มีตัว ผู้เรียนอยู่จริง จากการลงพื้นที่สุ่มตรวจ 21 โรงเรียนทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่ได้สรุปภาพรวมเบื้องต้น พบว่ามีบัญชีรายชื่อนักเรียนเกินจำนวนที่แจ้งไว้ในระบบข้อมูลรายบุคคลดีเอ็มซีของสพฐ.ทุกแห่ง

พ.ต.ท.วันนพ กล่าวอีกว่า สำนักงาน ป.ป.ท.เขต 1 ทำการตรวจสอบโรงเรียน ในพื้นที่ภาคกลาง 5 แห่ง 1.โรงเรียนท่าเรือ "นิจยานุกุล" จ.พระนครศรีอยุธยา มีรายชื่อนักเรียนจากดีเอ็มซี จำนวน 1,584 คน พบนักเรียนที่มีตัวตนจริง 1,548 คน ส่วนต่าง 36 คน 2.โรงเรียนธัญบุรี จ.ปทุมธานี มีรายชื่อนักเรียน 2,816 คน พบนักเรียนที่มีตัวตนจริง 2,780 คน ห่างกัน 36 คน 3.โรงเรียนปทุมวิไล จ.ปทุมธานี มีรายชื่อนักเรียน 3,292 คน พบนักเรียนที่มีตัวตนจริง 3,235 คน ส่วนต่าง 57 คน 4.โรงเรียนสระบุรีวิทยา จ.สระบุรี มีรายชื่อนักเรียน 3,579 คน พบนักเรียนที่มีตัวตนจริง 3,548 คน ห่างกัน 31 คน 5.โรงเรียนบางระจันวิทยา จ.สิงห์บุรี มีรายชื่อนักเรียนจากดีเอ็มซี 904 คน ตรวจสอบพบนักเรียนที่มีตัวตนจริง 874 คน ส่วนต่าง 30 คน

สำนักงานเขต ป.ป.ท.เขต 2 สุ่มตรวจ 3แห่ง 1.โรงเรียนคลองกิ่วยิ่งวิทยา จ.ชลบุรี มีรายชื่อนักเรียน 521 คน พบนักเรียนที่มีตัวตนจริง 481 คน ส่วนต่าง 40 คน 2.โรงเรียนหนองใหญ่ศิริวรวาทวิทยา จ.ชลบุรี มีรายชื่อนักเรียน 519 คน พบนักเรียนที่มีตัวตนจริง 473 คน ห่างกัน 46 คน 3.โรงเรียนทุ่งศุขลาพิทยา จ.ชลบุรี มีรายชื่อนักเรียน 1,445 คน พบนักเรียนที่มีตัวตนจริง 1,353 คน ส่วนต่าง 92 คน ส่วนสำนัก งาน ป.ป.ท.เขต 3 ตรวจสอบ 5 โรงเรียน 1.โรงเรียนขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา มีรายชื่อนักเรียน 1,510 คน พบนักเรียนที่มีตัวตนจริง 1,279 คน ห่างกัน 231 คน 2.โรงเรียน ตาลสุมพัฒนา จ.อุบลราชธานี มีรายชื่อ นักเรียน 527 คน พบนักเรียนที่มีตัวตนจริง 406 คน ส่วนต่าง 121 คน 3.โรงเรียนภูมิซรอล จ.ศรีสะเกษ มีรายชื่อนักเรียน 503 คน พบนักเรียนที่มีตัวตนจริง 453 คน ส่วนต่าง 50 คน 4.โรงเรียนสอนแก้วว่องไววิทยา จ.ยโสธร มีรายชื่อนักเรียน 444 คน พบนักเรียนที่มี ตัวตนจริง 396 คน ห่างกัน 64 คน 5.โรงเรียนยโสธรพิทยาสรรค์ จ.ยโสธร มีรายชื่อนักเรียน 514 คน พบนักเรียนที่มีตัวตนจริง 366 คน ส่วนต่าง 148 คน

สำนักงาน ป.ป.ท.เขต 4 ตรวจสอบโรงเรียนช้างเผือกวิทยาคม จ.ร้อยเอ็ด มีรายชื่อนักเรียน 368 คน พบนักเรียนที่มีตัวตนจริง 286 คน ส่วนต่าง 82 คน สำนักงาน ป.ป.ท. เขต 5 ตรวจสอบโรงเรียนแม่ริมวิทยา จ.เชียงใหม่ มีรายชื่อนักเรียน 1,288 คน พบนักเรียนที่มีตัวตนจริง 1,256 คน ห่างกัน 32 คน สำนักงานป.ป.ท.เขต 6 ตรวจสอบโรงเรียนวัดโบสถ์ศึกษา จ.พิษณุโลก มีรายชื่อนักเรียน 523 คน พบนักเรียนที่มีตัวตนจริง 440 คน ส่วนต่าง 83 คน สำนักงาน ป.ป.ท.เขต 7 ตรวจสอบโรงเรียนอ้อมน้อยโสภณชนูปถัมภ์ จ.สมุทรสาคร มีรายชื่อนักเรียน 1,502 คน พบนักเรียนที่มีตัวตนจริง 1,459 คน ห่างกัน 43 คน

สำนักงาน ป.ป.ท.เขต 8 ตรวจสอบโรงเรียนเมืองสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี มีรายชื่อนักเรียน 2,164 คน พบนักเรียนที่มีตัวตนจริง 2,154 คน ส่วนต่าง 10 คน สำนักงานป.ป.ท.เขต 9 ตรวจสอบโรงเรียนนาทวีวิทยาคม จ.สงขลา มีรายชื่อนักเรียน 2,055 คน พบนักเรียนที่มีตัวตนจริง 1,948 คน ส่วนต่าง 107 คน ส่วนกลาง ป.ป.ท.ตรวจสอบ 2 แห่ง คือโรงเรียนคอนสารวิทยาคม จ.ชัยภูมิ มีรายชื่อนักเรียน 1,550 คน พบนักเรียนที่มีตัวตนจริง 1,449 คน ห่างกัน 101 คน และโรงเรียนรัตน โกสินทร์สมโภชลาดกระบัง กรุงเทพฯ มีรายชื่อนักเรียน 2,501 คน พบนักเรียนที่มีตัวตนจริง 2,390 คน ส่วนต่าง 111 คน

รองเลขาฯ ป.ป.ท. ระบุต่อว่า ทั้งนี้การสุ่มตรวจของแต่ละสำนักงานเขตพื้นที่ยังคงดำเนินการต่อไป ตามที่ได้รับร้องเรียน หากพบโรงเรียนใดมีความผิดชัดเจน เข้าข่ายส่อไปในทางทุจริต หรือเอื้อประโยชน์กับตำแหน่งหน้าที่ของ ผอ.โรงเรียน จะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.พิจารณาต่อไป จนกว่าผลตรวจจะเสร็จสิ้น โดยไม่ต้องส่งเรื่องให้ต้นสังกัดพิจารณาอีก การตรวจสอบกรณีดังกล่าว เป็นไปตาม พ.ร.บ.มาตรการของฝ่ายบริหาร ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ไม่ใช่คดีที่จะต้องเข้าการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ท.

คอลัมน์ สรุปข่าวในประเทศ: ครม.เห็นชอบ 'ไล่ออก-ปลดออก' ขรก.เอารถประจำตำแหน่งใช้ส่วนตัว - มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2562

เมื่อวันที่ 8 มกราคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า เห็นชอบตามข้อสังเกตของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับการนำรถยนต์ประจำตำแหน่งและรถราชการส่วนกลางไปใช้เสมือนเป็นรถส่วนตัว ควรจะมีบทลงโทษ ว่า มติ ครม.เห็นชอบดำเนินการตามนั้น และถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงในการเอารถราชการที่ตัวเองไม่มีสิทธิใช้ไปใช้ส่วนตัว

จะต้องถูกลงโทษสถานหนักคือไล่ออก ปลดออก ซึ่งตนได้กำชับไปแล้วและขอเตือนทุกส่วนราชการ

คอลัมน์ เสียงจากห้วงสำนึก: มาตรการปราบโกง - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2562

โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ

ถ้าเราจำกันได้เมื่อปีที่ผ่านมามีกฎหมายฉบับหนึ่งที่มีการพูดถึงกันมาก คือ ร่าง "พ.ร.บ.ว่าด้วยการทำผิดเกี่ยวกับการขัดระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับผลประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ...."

หรือที่มีการเรียกกันว่า กฎหมาย 7 ชั่วโคตรบ้าง 4 ชั่วโคตร แล้วแต่ร่างกฎหมายจะปรับแก้ให้โยงไปถึงลำดับญาติชั้นไหนของเครือญาติข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ และนักการเมือง ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลนี้คุยนักคุยหนาว่า เป็นรัฐบาลปราบโกง

เป้าหมายหลักของกฎหมายนี้คือ การป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันผลประโยชน์ทับซ้อน และการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของนักการเมือง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ตอนที่ยังเป็นโฆษกรัฐบาลให้สัมภาษณ์ไว้สวยหรูว่า กฎหมายฉบับนี้เสนอมาจาก สปท. และเป็นผลงานชิ้นโบแดง ซึ่งเป็นความตั้งใจที่รัฐบาลจะให้ข้าราชการมีความซื่อสัตย์สุจริตปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน โดยจะบังคับใช้กับข้าราชการทุกคน ทุกตำแหน่ง ข้าราชการการเมือง รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือเอกชนที่เข้ามาเป็นคณะกรรมการของรัฐ

เนื้อหาของกฎหมายนอกจากข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมืองแล้ว ยังห้ามไม่ให้คู่สมรส และญาติของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลอื่นโดยอาศัยอิทธิพลของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เข้ามามีส่วนได้เสียไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือบุคคลอื่นซึ่งเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม

ที่น่าสนใจเช่นมาตรา 5 ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามามีส่วนได้เสียไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือบุคคลอื่น ซึ่งเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม โดยมาตรานี้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า การ กระทำเช่นใดบ้างที่เข้าข่ายขัดกันแห่งผลประโยชน์

ในมาตรา 5 วงเล็บ (6) ระบุว่า การใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริตไปมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจโดยอิสระในการใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งดำรงตำแหน่งอื่นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐนั้นกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไป

ผมสมมตินะครับ ถ้านายกรัฐมนตรีหรือหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจอิทธิพลให้บอร์ดรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ตั้งคนที่ตัวเองเข้าไปรับตำแหน่งก็น่าจะเข้าข่ายความผิด

ถามต่อว่า ถ้าหัวหน้า คสช.หรือนายกรัฐมนตรี แต่งตั้ง ส.ว.จำนวน 250 คน แล้วตัวนายกรัฐมนตรีหรือหัวหน้า คสช.เองไปอยู่ในรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง แล้ว ส.ว.โหวตสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีเข้าข่ายขัดกันแห่งผลประโยชน์ไหม

ฟังก่อนนะครับ ผมยังไม่บอกว่า ขัดไหม แต่นี่เป็นคำถาม มีคนบอกว่า ไม่ขัด เพราะมีบทยกเว้น ในหมวด 8 เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ มาตรา 186 ที่ยกเว้นว่า (1) การดำรงตำแหน่งหรือการดำเนินการที่กฎหมายให้เป็นหน้าที่หรืออำนาจของรัฐมนตรี

คือบอกว่า ไม่ผิดเพราะทำตามที่กฎหมายกำหนดให้ทำ แต่ผมมองว่า ไม่ได้บอกว่า การคัดเลือก ส.ว.ของนายกรัฐมนตรีหรือหัวหน้า คสช.ผิดนี่ครับ ผมตั้งคำถามว่า เมื่อคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีและมีอำนาจเลือก ส.ว.หมุนกลับไปให้ ส.ว.ที่ตัวเองแต่งตั้งเลือกตัวเองกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นเข้าหลักขัดกันแห่งผลประโยชน์ไหม

ต้องบอกนะครับว่า แม้ว่ากฎหมายฉบับนี้จะยังไม่ออกมาบังคับใช้ แต่เรื่องขัดกันแห่งผลประโยชน์นั้นมีอยู่ในรัฐธรรมนูญหมวด 8 และในกฎหมาย ป.ป.ช.ด้วย

แต่ตอนนี้มีหลายฝ่ายเริ่มพูดกันนะครับว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.จะไม่อยู่ในรายชื่อของพรรคการเมืองพรรคใด ก็ต้องดูว่า ถอยไปเลย หรือไปอยู่ในขั้นตอนที่ 2 ในฐานะนายกรัฐมนตรีคนนอก

กลับมาที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มาตรา 7 ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่รัฐรับของขวัญ ของที่ระลึก เงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ที่มีผู้มอบให้ในโอกาสที่เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติงานตามตำแหน่งหน้าที่ของตนหรือตามที่ได้รับมอบหมาย แม้ผู้มอบจะระบุให้เป็นการส่วนตัวก็ตาม

นอกจากนั้นที่น่าสนใจคือ มาตรา 3 ยังนิยามความหมายของคำว่า "ประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้"

น่าสนใจคือในวงเล็บ (7) ที่ว่า เขียนว่า 7. การให้ใช้สถานที่ ยานพาหนะ หรือทรัพย์สิน โดยไม่คิดค่าเช่า หรือค่าบริการ หรือคิดค่าเช่าหรือค่าบริการน้อยกว่าที่คิดแก่บุคคลอื่นโดยปกติทางการค้า

อ่านวงเล็บนี้แล้วคุ้นไหมครับ เมื่อพูดถึง "ทรัพย์สิน" สำหรับผมเรื่องที่ลอยมาเลยคือ เรื่องนาฬิกาเพื่อนนะครับ มองไม่ออกเลยว่าจะหลุดพ้นนิยามที่มาตรา 3 ระบุไปได้ยังไง

มาที่เรื่องนาฬิกานิดหนึ่งนะครับ มีบางคนบอกว่า เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติของสังคมไทย นาฬิการาคานี้คนที่มีเงินใครก็มีกันได้ เพื่อนกันให้ยืมกันได้ ไม่เห็นเป็นเรื่องที่จะต้องไปเอาเป็นเอาตายกันเลย

คำถามว่ามันใช่เหรอ สังคมไม่ควรมีบรรทัดฐานเช่นนี้เหรอ ไม่ควรมีกรอบว่า ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินที่ครอบครองอยู่ ไม่ควรจะไปรุกไล่เรื่องแบบนี้ แล้วเราควรจะมีบรรทัดฐาน แบบไหน ถ้าบอกว่านาฬิกาแบบนี้ใครมีเงินก็มีได้ มันไม่ใช่นะครับ มีนาฬิกาไม่ได้มีความผิดนะครับ แต่ถ้าสิ่งไหนกฎหมายระบุว่า ต้องแสดงก็ต้องแสดง เพียงแต่คดีที่รอดนั้น ป.ป.ช.เชื่อว่า ยืมเพื่อนมา แต่ดูมาตรานี้จะเห็นว่า ไม่รอดนะครับ ไม่รู้เหมือนกันว่า เป็นเหตุที่กฎหมายถูกแช่แข็งหรือไม่

นอกจากนั้นในมาตรา 9 ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ยังห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งพ้นตำแหน่งไม่เกินสองปี เข้าไปดำรงตำแหน่งในธุรกิจเอกชนซึ่งเคยอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของตน และรับเงินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้จากธุรกิจเหล่านี้

แต่ถามว่า วันนี้กฎหมายนี้ที่ผ่านการพิจารณาของ สนช.วาระแรกเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2560 นั้นอยู่ที่ไหน คำตอบคือ กฎหมายนี้กำลังถูกดองเพื่อให้ตกไปพร้อมกับการหมดวาระของสภานิติบัญญัติชุดนี้ โดยมีการขยายเวลาไปเรื่อยๆ

เหตุผลสำคัญก็คือ กฎหมายนี้กระทบกับบุคคลในวงกว้างโดยเฉพาะคนที่มีอำนาจนั่นเอง แล้วเมื่ออำนาจออกกฎหมายอยู่ในมือของผู้มีอำนาจเขาก็ไม่มีวันสร้างเครื่องมือในการตรวจสอบการใช้อำนาจของตัวเองนั่นเอง ไม่ว่า ผู้มีอำนาจนั้นมาจากการเลือกตั้งหรือรัฐประหารก็ตาม

ร่างกฎหมายฉบับนี้เคยมีความพยายามมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นะครับ แต่เชื่อเถอะว่าไม่มีวันจะสำเร็จ รวมถึงรัฐบาลที่คุยนักหนาเรื่องสร้างมาตรการปราบโกงชุดนี้

ดูง่ายแค่ ป.ป.ช.ออกระเบียบมาเพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะสุดท้ายเมื่อมีคนไม่พอใจ ก็ต้องถอยอย่างไม่เป็นขบวน

พูดได้เลยว่า เด็กเล่นขายของเขายังจริงจังมากกว่าเรื่องมาตรการปราบโกงที่รัฐบาลชุดนี้ฟุ้งฝอยมากครับ.

คอลัมน์ ขี่พายุ ทะลุฟ้า: เกมล้างบางที่กรุงไทย - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2562

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีต่ออดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทย 3 ท่าน ที่ได้รับการ “พักโทษ” กรณีปล่อยกู้บริษัทในกลุ่มกฤษฎามหานคร อันประกอบไปด้วย ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ อดีตประธานกรรมการบริหาร, วิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ มัชฌิมา กุญชร ณ อยุธยา อดีตกรรมการบอร์ดกรุงไทย

คดีนี้ หากขึ้นศาลยุติธรรมตามปกติ ประชาชนทั่วไปจะเกิดความรู้สึกสบายใจมากกว่า แต่นี่ขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ซึ่งเป็นศาลเดียว ตัดสินแล้วรู้ผลถึงที่สุดเลย ไม่มีอุทธรณ์ ฎีกาได้ ก็เลยต้องทำใจ ในชั้นการพิจารณา ก็ยังมีบอร์ดบางคนที่ร่วมอนุมัติสินเชื่อก้อนนี้ ได้รับการกันตัวเป็นพยาน และกลายเป็นพยานปากเอกที่ระบุว่า “นายใหญ่” สั่งมา

“นายใหญ่” เป็นใครก็ไม่รู้ ไม่มีการสืบสวนเอาความ แต่ก็เข้าใจกันในทางคดีว่าเป็น “นายใหญ่” คนนั้น

วันนี้ ธนาคารกรุงไทย ก็ยังไม่วายมีเรื่องใหญ่ กรณีการปล่อยสินเชื่อ บมจ.เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ หรือ EARTH ซึ่งกู้เงินเฉพาะธนาคารกรุงไทย ไป 12,000 ล้านบาท และออกหุ้นกู้ภายใต้การจัดการของธนาคารกรุงไทย รวม 2 ชุด เป็นมูลค่า 5,500 ล้านบาท

ผลการสอบสวน มีการชี้มูลว่า นายกิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสินเชื่อรายใหญ่ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กับพวก กระทำผิดฐานไม่รักษาผลประโยชน์ธนาคาร และปฏิบัติงานไม่สมกับหน้าที่ให้ลุล่วงไปอย่างถูกต้องและสุจริต รวมถึงใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์โดยทุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อตนเองและบุคคลภายนอก

นับเป็นข้อหาที่ “รุนแรง” น่าดู! ซึ่งเจ้าตัวถึงกับระบุว่า เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงสำหรับตนเองและวิชาชีพที่ทำมา ส่วนนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ รอด! แต่จะรอดอย่างไร ก็มีที่มาที่ไปเหมือนกัน โอกาสหน้าคงจะเล่าสู่กันฟัง

ผลสอบคราวนี้ ค่อนข้างจะไม่ปกติ สุ่มเสี่ยงจะมีลักษณะ “ลูบหน้าปะจมูก” หรืออาจจะมองเป็น “เกมล้างแค้น” หรือ “เกมล้างบาง” ในองค์กรก็ได้

ในประการแรกเลยก็คือ ตามกระบวนการปกติ จะมีการตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด ขึ้นมา คือ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงชุดหนึ่ง คณะกรรมการวินัยและความรับผิดพนักงาน กรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเสร็จก็ส่งต่อไปที่กรรมการวินัยฯ ซึ่งตามกฎระเบียบธนาคาร จะต้องเป็นอำนาจของบอร์ดใหญ่ คือบอร์ดธนาคารแต่งตั้ง

แต่ก็มีการแก้กฎระเบียบใหม่ให้สามารถแต่งตั้งโดยบอร์ดเล็กหรือบอร์ดบริหาร ซึ่งมี ไกรฤทธิ์ อุชุกานนท์ชัย เป็นประธานได้ และเป็นการแก้ระเบียบฯ ย้อนหลังถึง 5 เดือนเสียด้วย

ความผิดปกติในประการต่อมาก็อยู่ที่ “กรรมการชุดวินัยฯ” นี่แหละ ซึ่งปกติกรรมการก็จะมาจากผู้บริหารฝ่ายต่าง ๆ ของธนาคาร อันเป็นงานรูทีนประจำอยู่แล้ว เช่นจากฝ่ายทรัพยากรบุคคล และตัวแทนจากสหภาพรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ แต่คราวนี้กลับเป็น “ซุปเปอร์ คอมมิตตี” ที่มีประธานไกรฤทธิ์ เข้ามานั่งแป้นประธานเสียเอง

ประธานบอร์ดบริหารของแบงก์ ไม่มีส่วนจะต้องรับผิดชอบในสินเชื่อที่มีปัญหาเลยหรือ การสอบสวนจะเป็นกลางและยุติธรรมได้อย่างไร ในเมื่อเอาคนที่อาจมีส่วนได้เสียมาทำการตรวจสอบ

ในทางข้อเท็จจริง นายกิตติพันธ์ ก็ไม่ใช่เป็นผู้อนุมัติสินเชื่อแน่นอน นายกิตติพันธ์เป็นเพียงผู้นำข้อเสนอเท่านั้น แต่ผู้อนุมัติแท้จริงคือ ประธานบอร์ดบริหารธนาคาร นี่ไงถึงได้บอกว่า ส่อเป็นการขัดกันทางผลประโยชน์

ในประการที่ 2 สินเชื่อที่นายกิตติพันธ์ เสนออนุมัติไป 2 ก้อน รวมเป็นเงิน 4,500 ล้านบาท นั้น ก็ดำเนินการตามขั้นตอนระเบียบธนาคารทุกประการ ตั้งแต่สายงานประเมินความเสี่ยง คณะกรรมการกลั่นกรองความเสี่ยง ไปจนถึงการอนุมัติจากบอร์ดบริหาร

แล้วจะกล่าวหาว่าเป็นการทุจริตปกปิดและให้ข้อมูลอันเป็นเท็จแก่บอร์ดบริหารได้อย่างไร

ในประการที่ 3 อันนี้คือคลาสสิกมาก ภายหลังจากนายกิตติพันธ์และนายวรภัค ออกจากแบงก์ไปแล้ว ก็ยังมีการอนุมัติหุ้นกู้ 2 ชุด มูลค่า 5,500 ล้านบาท และมีประชาชนผู้ซื้อหุ้นกู้อยู่ 2,300 ราย...

ถามว่า ไม่มีวรภัค-กิตติพันธ์แล้ว ใครอนุมัติหุ้นกู้ให้ธนาคารกรุงไทยเป็นอันเดอร์ไรเตอร์นี้หรือ หากไม่ใช่ประธานไกรฤทธิ์

เกณฑ์พิจารณาสินเชื่อระหว่างกิตติพันธ์-ไกรฤทธิ์ ดูไปแล้วก็ไม่มีอะไรแตกต่างกันนัก แต่ทำไมถึงจะห้ำหั่นกันเอาเป็นเอาตายเช่นนี้

ในประการที่ 4 สมัยท่าน รมว.คลังปัจจุบัน อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ดำรงตำแหน่ง กจญ.กรุงไทย ก็มีเคสใหญ่ลูกค้าธนาคารที่มีปัญหาเป็นหนี้เสีย คือ สหวิริยาสตีลอินดัสตรี หรือ SSI และสหฟาร์ม ก็ไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงใด ๆ แม้แต่น้อย

แต่เคสนี้ กลับเล่นกันรุนแรงจะเป็นจะตาย ทั้งที่อนุมัติกันมาตามระบบระเบียบอย่างครบถ้วน

ในประการที่ 5 จนบัดนี้แล้ว ก็ยังไม่มีบทสรุปการสอบสวนว่า “เอิร์ธ” ทุจริต แต่งออเดอร์ซื้อขายปลอม หรือตบแต่งบัญชีปลอมอย่างไรเลยนะ ในขณะเดียวกันก็ชักจะมีเสียงวิจารณ์มากขึ้นทุกทีว่า ความเสียหายของ “เอิร์ธ” เกิดจากการตัดสินเชื่อกะทันหันของแบงก์หรือเปล่า

ในประการสุดท้าย อยากจะตั้งข้อสังเกตว่า จงระวังไว้ให้ดี “อย่าขว้างงู ไม่พ้นคอ”

การแก้ไขปัญหา “เอิร์ธ” นั้น ต้องยึดถือประโยชน์ส่วนรวมของทุกฝ่ายเป็นที่ตั้ง

บทความพิเศษ: หม่อมอุ๋ย-นาฬิกาหรู 'สะเทือน' (บิ๊กตู่) โค้งสุดท้าย? - มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2562

นงนุช สิงหเดชะ

แม้ช่วงปลายปีที่แล้ว รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเร่ง "แจก" สารพัดอย่างพร้อมกับมาตรการช่วยเหลือคนจนอย่างมากมาย ซึ่งน่าจะช่วยเพิ่มความนิยมให้กับรัฐบาลและส่งอานิสงส์ไปยังพรรคพลังประชารัฐ ที่แสดงออกชัดเจนว่าจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้เป็นนายกฯ ในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึง

แต่ดูเหมือนว่า ความนิยมที่น่าจะได้รับเพิ่มขึ้นการแจกกระหน่ำดังกล่าว ถูกลดทอนด้วย "จุดอ่อน จุดลบ จุดสลบ" ในโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งเพียง 2 เดือน

ทั้งจากกรณีที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล หรือหม่อมอุ๋ย อดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ที่เคยร่วมงานกับ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาเผยแพร่บทความชื่อ "8 เหตุผลที่ผมไม่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ อีก"

รวมทั้งการที่ ป.ป.ช.มีมติเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่มีความผิดในคดีที่มีผู้ร้องเรียนว่าครอบครองนาฬิกาหรู 22 เรือน และแหวนอีกจำนวนหนึ่งโดยไม่ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.

ป.ป.ช. สรุปว่ายังไม่มีมูลพอที่จะฟังได้ว่า พล.อ.ประวิตรจงใจแสดงบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ เนื่องจากนาฬิกาดังกล่าวเป็นการยืมเพื่อนมาใส่ ส่วนแหวนก็เป็นมรดกจากมารดา จึงมีมติ 5 ต่อ 3 ให้ยกคำร้อง

คดีนาฬิกาหรู สะเทือนรัฐบาล คสช. ในแง่ความโปร่งใส สุจริต ค้านกับจุดยืนของรัฐบาลนี้ที่เน้นย้ำการปราบปรามทุจริตและคอร์รัปชั่นหรือความไม่โปร่งใสทั้งป่วง อีกทั้งคดีก็ลากยาวมาเกือบ 1 ปี คล้ายกับจะช่วยกันอุ้มผู้ถูกกล่าวหาอยู่กลายๆ

แน่นอนผลตัดสินที่ออกมา สร้างความกังขาให้กับสังคม จึงถูกโจมตีอย่างหนักจากหลายฝ่าย ล่าสุดถึงกับมีความเคลื่อนไหวล่ารายชื่อเพื่อปลด พล.อ.ประวิตรแล้ว รวมทั้ง ป.ป.ช.เองก็ถูกวิจารณ์ถึงความเป็นกลางและอิสระ

แม้ ป.ป.ช.จะยืนยันว่าตัดสินไปตามพยานหลักฐาน แต่เรื่องทำนองนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อนเพราะ "อารมณ์สังคม" คาดหวังอีกอย่าง

การที่ ป.ป.ช.เลือกห้วงเวลานี้ในการสรุปผลคดี จะด้วยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ อาจทำให้รัฐบาลคิดว่าจะส่งผลดีต่อคะแนนนิยม เพราะเท่ากับล้างมลทินรัฐมนตรีในรัฐบาลไปแล้ว

แต่ดูแล้วน่าจะส่งผลเสียต่อคะแนนนิยมรัฐบาลมากกว่า เพราะเท่ากับว่าแผลที่ใกล้แห้ง คนใกล้ลืมแล้วถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ ความทรงจำของสังคมจึงสดใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง

อันที่จริงหากไม่อยากให้ ป.ป.ช.ตกที่นั่งลำบาก และไม่สร้างจุดอ่อนให้รัฐบาล พล.อ.ประวิตรควรลาออกไปก่อนหน้านี้แล้ว แม้ว่าจะเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตัวเองก็ตาม เพราะสังคมเคลือบแคลงไปแล้ว อีกประการหนึ่ง พล.อ.ประวิตรก็ไม่ได้มีหลักฐานอะไรมาแสดงชัดเจนว่ายืมเพื่อนมา

ในเมื่อไม่ยอมแสดงสปิริตด้วยการลาออก อาจจะเพราะไม่อยากออกหรือเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ขอร้องไม่ให้ออก

รัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องรับผลที่จะเกิดขึ้น ซึ่งอาจแสดงออกในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้

ในส่วนของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรที่ออกมาวางระเบิดในโค้งสุดท้ายด้วยบทความที่เป็นเสมือนออก "หมัดตรง" ไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ นั้น ก็สมควรที่ พล.อ.ประยุทธ์จะรับฟังและนำไปพิจารณาว่าเป็นไปตามที่หม่อมอุ๋ยติติงหรือไม่ ทั้งเรื่องการแจกเงินสร้างความนิยมให้ตนเองและพรรคการเมืองบางพรรค ซึ่งเป็นการเอาเปรียบคู่แข่ง ไม่สง่างาม

เรื่องการใกล้ชิดสนิทสนมกับนายทุนบางกลุ่มบางคน เรื่องการขาดวุฒิภาวะด้านอารมณ์และคำพูด การใช้เวทีต่างประเทศด่าสื่อมวลชน

แต่ในจำนวน 8 ข้อนี้ มีข้อหนึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและอาจ "จุดอารมณ์" ของประชาชนติด นั่นก็คือข้อสังเกตของหม่อมอุ๋ยที่ว่าพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มีการสอดไส้เพื่อเอาใจจีนเป็นพิเศษ ด้วยการบรรจุข้อความที่อนุญาตให้ต่างชาติที่เข้ามาในฐานะผู้อยู่อาศัยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทยได้ง่าย และไม่ได้กำหนดจำนวนสูงสุดไว้

หม่อมอุ๋ยชี้ว่าข้อความดังกล่าว เป็นการเปิดโอกาสให้นายทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในอีอีซี สามารถนำคนงานต่างด้าวพร้อมทั้งครอบครัวที่เป็นผู้อยู่อาศัยเข้ามาในไทยได้ด้วย โดยทั้งคนงานและผู้อยู่อาศัยทุกคนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดินในไทยได้เช่นกัน "ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีรัฐบาลใดเปิดโอกาสเช่นนี้ให้กับคนต่างด้าวมาก่อนเลย"

อดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ แฉอีกว่า จากการสอบถามนักลงทุนญี่ปุ่นและยุโรป ไม่ปรากฏว่านักลงทุน (ผู้ประกอบการ) เหล่านี้ต้องการนำผู้อยู่อาศัยเข้ามาถือครองที่ดินแต่ประการใด มีเฉพาะผู้ประกอบการเท่านั้นที่ต้องการถือครองที่ดิน

พร้อมกันนี้ยังเตือนด้วยว่า ประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่เพิ่งมีคนจีนเข้าไปถือครองที่ดินและอยู่อาศัยถึง 1 แสนครอบครัว บัดนี้พ่อค้าชาวจีนได้ครอบงำการค้าของประเทศนั้นไปมากแล้วเพราะมีเงินทุนมากกว่า

อีกทั้งยกตัวอย่างกรณีมหาธีร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่ได้ประกาศยกเลิกโครงการรถไฟความเร็วสูงที่จีนสนับสนุนเพราะเห็นว่ารถไฟสายนี้ไม่ต่างจากนโยบาย "ล่าอาณานิยมยุคใหม่"

ประเด็นเรื่องจีน มีความอ่อนไหวต่อความรู้สึกของคนไทย โดยเฉพาะหากเป็นเรื่องที่ผ่อนปรนให้คนจีนเข้ามาอาศัยและทำมาหากินในเมืองไทย เพราะขณะนี้คนไทยเริ่มมีความกังวลมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากประเด็น "ไชน่าทาวน์แห่งใหม่" ย่านห้วยขวาง ที่มีคนจีนรุ่นใหม่เข้ามาทำมาหากินแบบครบวงจร

คนกลุ่มนี้ตอนแรกก็เข้ามาในรูปของนักท่องเที่ยว หรือนักศึกษา แต่พอเห็นช่องทางทำมาหากินก็อยู่ต่อยาว ทั้งเปิดร้านอาหาร สถานบริการ ที่พักอาศัยและจิปาถะ ส่วนหนึ่งก็รองรับทัวร์จีนที่มาเที่ยวเมืองไทย เรียกว่าเงินทองจากทัวร์จีน แทบไม่ตกถึงกระเป๋าคนไทย

ยังไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่หรือรัฐบาลไทย เข้าไปดูแลควบคุมไชน่าทาวน์แห่งใหม่นี้หรือยัง เพราะมีข่าวมาพักใหญ่ 2-3 ปีแล้ว แต่ยังไม่เห็นการเข้าไปกวดขันดูแลอย่างจริงจัง

ที่ผ่านมารัฐบาลชี้แจงข้อกล่าวหาของหม่อมอุ๋ยไม่ชัดเจน โดยเฉพาะการเอาใจจีนโดยให้เข้ามาอยู่และถือครองที่ดินแบบไม่มีข้อจำกัด

หากชี้แจงไม่เคลียร์ จะเสียคะแนนนิยมได้ง่ายๆ เพราะเลือดรักชาติและชาตินิยมของคนไทยนั้นไม่แพ้ใครในโลก เป็นประเด็นอ่อนไหวที่ถูกจุดติดได้เร็วและง่าย

พล.อ.ประยุทธ์นั้นไม่ชี้แจงอะไร พูดเพียงว่า ที่หม่อมอุ๋ยออกมาพูด ต้องการอะไร

ทำไมต้องถาม เพราะหม่อมอุ๋ยพูดชัดเจนแล้วว่า วัตถุประสงค์ที่ออกมาพูดคืออะไร

การที่หม่อมอุ๋ยออกมาพูด ถือว่าเป็น กระจกส่องให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ได้ดี เพราะหลายเรื่อง คนใกล้ตัวคงไม่มีใครกล้าเตือน ทำให้เหลิงไปกับภาพลวงตาได้ง่าย