You are here

CG and corruptions News - 11 June 2018

คอลัมน์ เขียนให้คิด: CAC ความหวังในการแก้คอร์รัปชัน - ไทยโพสต์

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: การสนับสนุนภารกิจต้านโกง ของนักลงทุนสถาบันไทย - โพสต์ทูเดย์

ครึ่งปีฟันปั่นหุ้น1พันล.ก.ล.ต.เอาจริงกม.แพ่งแผลงฤทธิ์ - M2F

"โกศล" จี้เร่งสืบทุจริตครุภัณฑ์มัธยมต้น "อรรถพล"แฉเตะถ่วงงบฯรีบจัดซื้อ - ไทยรัฐ

ตร.จ่อฟันจนท.ดีเอไอโพสต์กุข่าวจับพระ3วัดดัง พศ.สั่ง'ทุกวัด'ส่งตัวเลข - กรุงเทพธุรกิจ

เอกซเรย์นมโรงเรียนทั่วปท.'กฤษฎา'สั่งสอบด่วนไทยมิลค์ - กรุงเทพธุรกิจ

ตลท.จี้IFECจัดประชุมผู้ถือหุ้น 'ศุภนันท์'แจ้งขอทบทวนคำสั่ง - ข่าวหุ้น

คมชัดลึก: 3 ล้านล้านต้องโปร่งใส - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ ประชาไท ธนณรงค์: อปท. เดือดร้อน!!!!! - แนวหน้า

โพสต์ทูเดย์: ต้องคุ้มครอง - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: เงินที่ได้มาจากการบวชต้องเป็นของ - แนวหน้า

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: จับแก๊งปั่นหุ้นครูอ้อย - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ เขียนให้คิด: CAC ความหวังในการแก้คอร์รัปชัน - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561

บัณฑิต นิจถาวร

กรรมการผู้อำนวยการ

สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย(IOD)

เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว โครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต หรือโครงการ CAC ได้จัดงานมอบประกาศนียบัตรแก่บริษัทที่ผ่านกระบวนการรับรองและเป็นสมาชิกของโครงการอย่างสมบูรณ์ โดยมีบริษัทผ่านการรับรองในไตรมาสสี่ปีที่แล้ว และไตรมาสหนึ่งปีนี้รวม 66 บริษัท เป็นบริษัทที่ผ่านการรับรองครั้งแรก 42 บริษัท และเป็นบริษัทที่ผ่านการรับรองเป็นครั้งที่สอง หลังจากผ่านการรับรองครั้งแรกเมื่อสามปีก่อน 24 บริษัท

บรรยากาศของงานเต็มไปด้วยความคึกคัก ผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่ของทั้ง 66 บริษัทมาร่วมงาน อย่างน้อยบริษัทละ 2-3 คน ทำให้จำนวนคนที่เข้าร่วมงานมีมาก บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น งานเริ่มต้นด้วยการกล่าวเปิดโดย ดร.พนัส สิมะเสถียร ประธานคณะกรรมการ CAC ต่อด้วยการบรรยายพิเศษในหัวข้อ "4 ปี คสช. กับการปราบปรามคอร์รัปชัน" โดย ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จากนั้นมีการมอบทุน CG Fund ให้กับโครงการ CAC SME โดยคุณสมิทธ์ พนมยงค์ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จากนั้นก็คือพิธีมอบประกาศนียบัตรให้แก่บริษัทที่ผ่านการรับรองทั้ง 66 บริษัท และจบด้วยการกล่าวแสดงความยินดีโดยผม ดร.บัณฑิต นิจถาวร ในฐานะเลขาธิการโครงการCAC และถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน

การมอบประกาศนียบัตรในวันนั้นทำให้จำนวนบริษัทที่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการ CAC เพิ่มสูงขึ้น เป็น 325 บริษัท จากทั้งหมด 905 บริษัท ที่เข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์กับโครงการ CAC ณ วันที่ 7 มิถุนายนเพื่อร่วมกันส่งเสริมการทำธุรกิจอย่างสะอาด ต่อต้านการทุจริต ถือเป็นความเข้มแข็งของภาคเอกชนที่ยินดีเข้าร่วมต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในการทำธุรกิจโดยสมัครใจ แสดงถึงความมุ่งมั่นของภาคธุรกิจที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน พร้อมร่วมมือและแสดงตนร่วมแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก

ในประเทศที่มีการทุจริตมากอย่างประเทศไทย ที่ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาเชิงระบบ การแก้ไขปัญหาจะไม่สามารถทำได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องมาจากทุกภาคส่วนของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ และประชาชน ทุกส่วนต้องร่วมกันมีบทบาทในการแก้ไขปัญหา เพราะทุกส่วนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ทำให้การแก้ไขปัญหาที่จะสำเร็จต้องมาจากทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม

แนวคิดนี้ทำให้โครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตถือกำเนิดขึ้นจากการสนับสนุนขององค์กรในภาคธุรกิจที่สำคัญแปดองค์กร ซึ่งรวมถึงสถาบันไอโอดี หรือสถาบันกรรมการบริษัทไทยที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนโครงการ CAC ในฐานะเลขานุการโครงการ โครงการนี้ได้ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นพื้นที่ที่ภาคธุรกิจคือบริษัทเอกชนสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันได้โดยสมัครใจ โดยการประกาศเจตนารมณ์ทำธุรกิจสะอาดกับโครงการ CAC

เมื่อประกาศเจตนารมณ์แล้ว บริษัทมีพันธกิจที่ต้องทำให้เสร็จครบถ้วนสามเรื่องภายใน 18 เดือนหลังประกาศเจตนารมณ์ หนึ่ง บริษัทต้องมีการประกาศนโยบายชัดเจนโดยคณะกรรมการบริษัทว่าจะทำธุรกิจสะอาด ไม่รับไม่จ่ายสินบน ถือเป็นนโยบายการทำธุรกิจของบริษัท สอง บริษัทต้องประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชันในการทำธุรกิจของบริษัท และดำเนินการวางระบบควบคุมและแนวปฏิบัติภายในบริษัท เพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันไม่ให้เกิดขึ้นในการทำธุรกิจของบริษัท สาม การปฏิบัติตามข้อหนึ่งและข้อสองจะต้องมีการสอบทานโดยผู้ประเมินอิสระจากภายนอกว่าบริษัทมีการดำเนินการจริง ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ CAC กำหนด ซึ่งการสอบทานอยู่ในรูปของแบบประเมินตนเอง 71 ข้อ ที่ครอบคุลมคำถามเกี่ยวกับนโยบาย แนวปฏิบัติ ระบบควบคุมภายใน การให้ความรู้พนักงานและการรายงาน ซึ่งผู้บริหารบริษัทต้องตอบและสอบทานโดยผู้สอบทานอิสระ ผลการสอบทานก็คือ ข้อมูลที่บริษัทจะนำเสนอคณะกรรมการ CAC เพื่อขอการรับรองจากคณะกรรมการ CAC ซึ่งการรับรองของคณะกรรมการ CAC คือ การรับรองว่าบริษัทมีนโยบายและแนวปฏิบัติในการต่อต้านการทุจริตครบถ้วนตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการ CAC กำหนด ไม่ใช่รับรองพฤติกรรมของบริษัทว่าจะไม่ทุจริตคอร์รัปชันในการทำธุรกิจ

ในตอนเริ่มโครงการ CAC เมื่อปี 2553 มีบริษัทเข้ามาร่วมประกาศเจตนารมณ์กลุ่มแรก 27 บริษัท จากนั้นจำนวนบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ CAC ก็เพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ จนล่าสุดมีบริษัทเข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์ 905 บริษัท ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บางบริษัทมาร่วมประกาศเจตนารมณ์ด้วยตัวเองบริษัทเดียว บางบริษัทมากันเป็นกลุ่ม มากันเป็นสมาคม บริษัทที่เข้าประกาศเจตนารมณ์เป็นสมาคม ก็เช่น สมาคมธนาคารไทย ที่ธนาคารพาณิชย์ 15 แห่งเข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์พร้อมกัน นอกจากนี้ก็มีสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ สมาคมบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน สมาคมบริษัทประกันชีวิต สมาคมบริษัทประกันวินาศภัย เป็นต้น มีทั้งบริษัทขนาดเล็กและขนาดใหญ่ บริษัทในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด บริษัทไทยและต่างประเทศเข้าร่วมโครงการ CAC แสดงถึงความร่วมมือและความตั้งใจของภาคธุรกิจที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน

การรวมตัวของบริษัทเอกชนในโครงการCAC แสดงชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมธุรกิจของประเทศที่ต้องการเห็นการทำธุรกิจเป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี โปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล ไม่มีการจ่ายสินบนหรือทุจริตคอร์รัปชัน เป็นโมเมนตัมของการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในภาคเอกชน สมควรที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญและสนับสนุน

แต่ขนานไปกับความพยายามของภาคเอกชนอย่างที่กล่าว ข้อเท็จจริงขณะนี้ก็คือ แม้บริษัทเอกชนจะมีนโยบายชัดเจนที่จะไม่จ่ายสินบนและโมเมนตัมของความร่วมมือดังกล่าวกำลังเติบโต แต่ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศก็ยังมีอยู่มาก ส่วนหนึ่งมาจากภาครัฐเอง ที่หน่วยงานราชการที่ติดต่อหรือให้บริการภาคธุรกิจและประชาชนยังมีพฤติกรรมที่ไม่สะอาด คือ ยังเรียกร้องและต้องการให้เอกชนจ่ายสินบนแลกกับการปฏิบัติตามหน้าที่ เช่น การออกใบอนุญาตหรือการพิจารณาเอกสารต่างๆ ตามระเบียบราชการ สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคมากต่อการทำธุรกิจ เพราะมีข้าราชการที่เลือกจะไม่ปฏิบัติหน้าที่ ไม่พิจารณาเรื่องหรือคำร้องตามที่เสนอไป ถ้าไม่มีการจ่ายสินบน ทำให้บริษัทที่มีนโยบายชัดเจนไม่จ่ายสินบนมีปัญหามาก เมื่อต้องติดต่อราชการและเจอข้าราชการฉ้อฉลแบบนี้ จึงชัดเจนว่าปัญหาคอร์รัปชันจะไม่สามารถลดลงได้จากความตั้งใจที่ดีของภาคเอกชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องมาพร้อมกับการเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ทุจริตคอร์รัปชันของภาคราชการด้วย

ในเรื่องนี้ ความสำคัญของการปฏิรูประบบราชการเพื่อลดปัญหาคอร์รัปชัน นับวันจะมีตัวอย่างให้เห็นมากขึ้นๆ ช่วงสี่ปีที่ คสช.มีอำนาจเป็นรัฐบาล และเป็นช่วงที่บทบาทของนักการเมืองอาชีพที่มาจากพรรคการเมืองได้ถูกลดทอนลงจากการปฏิวัติ ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันก็ยังไม่หนีไปไหน ยังมีอยู่ และเป็นผลจากระบบราชการและภาคธุรกิจ คือ มีบริษัทธุรกิจที่พร้อมจ่ายสินบนเพื่อซื้อความสะดวก ซื้อความได้เปรียบในการแข่งขัน หรือซื้อความผิดจากสิ่งที่ทำไปเพื่อไม่ให้มีการดำเนินคดี คือ เป็นผู้ให้สินบน โดยมีข้าราชการที่ทุจริตในหน้าที่ที่เรียกร้องรับเงิน หรือไม่รักษากฎหมายเป็นผู้รับสินบน ล่าสุด เราก็เห็นพฤติกรรมทุจริตของข้าราชการที่โกงเงินงบประมาณแผ่นดินจากรายการใช้จ่ายของรัฐที่เป็นเงินโอนและเงินช่วยเหลือต่างๆ โกงเข้ากระเป๋าตัวเองโดยไม่มีภาคธุรกิจเข้าไปยุ่งเกี่ยว แสดงชัดเจนว่าคอร์รัปชันเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีนักการเมืองหรือบริษัทเอกชนเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่เป็นผลงานตรงๆ ของข้าราชการ

ข้อเท็จจริงนี้จึงให้ข้อคิดสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันของประเทศ

หนึ่ง ภาคธุรกิจสามารถมีบทบาทในการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันได้โดยหยุดการให้สินบน เพราะทุกบริษัทสามารถมีนโยบายและแนวปฏิบัติป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันได้แบบที่ทำกับโครงการCAC เพียงแต่ขณะนี้หลายบริษัทยังไม่ทำ ดังนั้น การสร้างเงื่อนไขให้บริษัทต้องมีนโยบายและแนวปฏิบัติในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันแบบนี้มากขึ้นๆ เช่น กำหนดให้เป็นคุณสมบัติของบริษัทที่ต้องการทำธุรกิจหรือเป็นคู่ค้ากับภาครัฐ จึงเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ และควรต้องดำเนินการ ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนทั้งพฤติกรรมการทำธุรกิจของบริษัทเอกชนและพฤติกรรมทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ

สอง การทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐมักเกิดจากสามแรงจูงใจที่เอื้อให้โกง คือ ความไม่โปร่งใส การไม่มีระบบการตรวจสอบที่จริงจัง และการไม่ดำเนินการเอาผิดอย่างที่ควรกับผู้ที่ทุจริต จุดอ่อนเหล่านี้ทำให้การโกงในหน่วยงานราชการจึงเกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการและมีต่อเนื่อง แต่ทั้งสามเรื่องก็เป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย ทั้งโดยระบบงานใหม่ การใช้เทคโนโลยี และการตรวจสอบที่จริงจัง แต่ข้ออ่อนแอของบ้านเราก็คือ ผู้ที่มีอำนาจที่จะทำเรื่องเหล่านี้กลับไม่ทำหน้าที่ คือ ไม่พร้อมที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ปัญหาจึงมีอยู่ ไม่มีการแก้ไข และสร้างปัญหาและภาระให้กับประชาชนและภาคธุรกิจ เช่น การเอาผิดข้าราชการที่ทำผิดโดยมาตรา 44 มีการประกาศรายชื่อข้าราชการถึงขณะนี้เพียงสี่ร้อยกว่าคนในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา ดังนั้น ความกล้าที่จะใช้อำนาจแก้ไขปัญหาที่มีอยู่อย่างจริงจังยังเป็นจุดอ่อนของการบริหารประเทศ

สาม ความโปร่งใสที่จำเป็นต่อการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากกฎระเบียบและการปฏิบัติตามกฎระเบียบโดยข้าราชการ เพราะความไม่โปร่งใสเป็นเงื่อนไขสำคัญของการทุจริตคอร์รัปชัน ทำให้ไม่มีแรงจูงใจให้ระบบราชการอยากมีความโปร่งใสมาก ดังนั้น การสร้างความโปร่งใสที่จะลดแรงจูงใจไม่ให้มีการทุจริตคอร์รัปชันต้องมาจากภายนอกที่ระบบราชการควบคุมไม่ได้ เช่น จากบทบาทของภาคประชาสังคมในการเปิดโปง บทบาทของสื่อมวลชน และ Social Media จากระบบการแสดงความเห็นของผู้ใช้บริการที่ถูกกดดันให้ต้องจ่ายสินบน เช่น โครงการCitizen Feedback ของCAC และการปรับปรุงระบบงานราชการ ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือติดต่อราชการแทนการติดต่อราชการที่ต้องเจอหน้าแบบ face to face รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น block chain มาใช้ เหล่านี้มีตัวอย่างในต่างประเทศมากมายที่สามารถลดการทุจริตคอร์รัปชันได้ นี่คืออีกหนึ่งพื้นที่ที่ยังไม่มีการใช้ประโยชน์นำมาแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในบ้านเรา

ดังนั้น ดูจากความตั้งใจของบริษัทเอกชนที่เข้ามาร่วมโครงการ CAC เพื่อต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา ดูจากความท้าทายของการเปลี่ยนพฤติกรรมการทุจริตในระบบราชการ และดูจากศักยภาพที่ภาคประชาสังคมและเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแล้ว ทำให้มีความหวังว่าปัญหาคอร์รัปชันของเรายังสามารถแก้ไขได้ เพียงแต่ที่ผ่านมา อำนาจในการแก้ไขปัญหายังไม่ตกอยู่กับคนที่กล้าใช้อำนาจแก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาดจริงจัง.

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: การสนับสนุนภารกิจต้านโกง ของนักลงทุนสถาบันไทย - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561

พิษณุ พรหมจรรยา

ที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์

สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) phisanu@thai-iod.com

ทุกวันนี้ถ้าเราอ่านข่าวผ่านสื่อต่างๆ จะพบรายงานเกี่ยวกับปัญหาการ ทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นในสังคมไทยไม่เว้นแต่ละวัน แม้แต่ในสถาบันที่เป็นเสาหลักสำคัญอย่างสถาบันการศึกษา หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับศาสนา

การจัดการกับปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นให้ประสบความสำเร็จนั้น จะหวังพึ่งกลไกการป้องกันและปราบปรามโดยหน่วยงานของภาครัฐแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมีการดำเนินการควบคู่กันไปในภาคเอกชนซึ่งเป็นขาจ่ายในฝั่งอุปทานของคอร์รัปชั่นด้วย

การที่บริษัทในภาคเอกชนมีการกำหนดกลไกป้องกันการทุจริตมีความสำคัญต่อการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นของประเทศ เพราะเมื่อบริษัทในภาคเอกชนต่างมีระบบควบคุมเพื่อป้องกันการจ่ายสินบนแล้ว ก็จะช่วยให้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศลดลง หรือหมดไปได้ในที่สุด

สำหรับในประเทศไทย กลไกของภาคเอกชนก็คือแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต หรือ CAC ซึ่งในปัจจุบันถือว่ามีความก้าวหน้าอย่างมาก และได้รับการยอมรับในระดับโลก โดยมีหลายๆ ประเทศอย่างเช่น อินเดีย อินโดนีเซีย ตุรกี ภูฏาน ที่ให้ความสนใจติดต่อเข้ามาที่ CAC เพื่อขอคำแนะนำในการจัดตั้ง Collective Action หรือพัฒนาการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นตามแนวทางของ CAC

แม้แต่มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกอย่าง Stanford ก็ยังให้ความสนใจโครงการ CAC โดยส่งทีมงานพัฒนาหลักสูตรเดินทางมาที่ประเทศไทยเพื่อขอสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องกับโครงการหลายๆ คน เพื่อนำแนวคิดกลับไปจัดทำเป็นกรณีศึกษาสำหรับใช้ในการเรียนการสอน และปัจจุบันก็จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ในปัจจุบันมีบริษัทที่ได้เข้าประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริตกับ CAC แล้ว 905 บริษัท ซึ่งในจำนวนนี้มีบริษัทที่ผ่านการรับรองจาก CAC ว่ามีนโยบายและแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันทุจริตครบตามเกณฑ์ที่ CAC กำหนดแล้วจำนวน 325 บริษัท

การที่ CAC มาได้ไกลขนาดนี้ เป็นเพราะได้รับการสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแล โดยมีทั้งองค์กรในประเทศและต่างประเทศซึ่งเล็งเห็นถึงความสำคัญของการดึงภาคเอกชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น

หนึ่งในองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานของ CAC ก็คือกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย หรือ CG Fund ซึ่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาได้ทำพิธีมอบเงินทุนสนับสนุนโครงการรับรองธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (CAC SME Certification) 1,761,000 บาท เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจ SME มีนโยบาย ระบบควบคุมภายใน และข้อปฏิบัติที่ดีเพื่อช่วยป้องกันการให้สินบน ซึ่งจะเป็นการขยายวงธุรกิจสะอาดของประเทศไทยให้ครอบคลุมกว้างขวางยิ่งขึ้น

โครงการ CG Fund เกิดขึ้นมาจากการประสานความร่วมมือขององค์กรในภาคตลาดทุน และตลาดการเงิน โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม 11 แห่ง ที่ได้ออกจำหน่ายกองทุนรวมธรรมาภิบาลแล้วคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งทุกกองมีการกำหนดเกณฑ์การลงทุนร่วมกันว่าจะเลือกลงทุนเฉพาะ

1) หุ้นของบริษัทที่ผ่านการประเมินด้านธรรมาภิบาล (Corporate Governance Report of Thai Listed Companies) จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการไทย (IOD) ล่าสุดว่ามีคะแนนตั้งแต่ 4 ดาวขึ้นไป และ

2) ต้องเป็นบริษัทที่ผ่านการรับรองจาก CAC ว่ามีนโยบายและแนวปฏิบัติที่ได้มาตรฐานเพื่อป้องกันการทุจริตครบตามเกณฑ์ที่ CAC กำหนด

การลงทุนรูปแบบนี้จัดเป็นหนึ่งในการลงทุนประเภท ESG Investing (Environment, Social, Governance) ที่กำลังได้รับความนิยมและมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงสุดทั่วโลกในขณะนี้ เนื่องจากนักลงทุนเริ่มเล็งเห็นความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม การทำธุรกิจอย่างขาดความรับผิดชอบ ฯลฯ และเล็งเห็นว่าการลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ให้ความสำคัญกับหลักการ ESG จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้

ความพิเศษของ CG Fund ของไทยที่แตกต่างจากการลงทุนตามแนวทาง ESG ในประเทศอื่นๆ ก็คือ บลจ.ไทยทุกแห่งในโครงการนี้ตกลงร่วมกันที่จะบริจาคเงิน 40% ของค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุนที่บริษัทจัดการได้รับจากการบริหารกองทุน ไปบริจาคสนับสนุนให้กับหน่วยงานที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นและกิจกรรมพัฒนาสังคมอีกด้วย

ความริเริ่มของนักลงทุนสถาบันในประเทศไทยในเรื่องนี้ถือเป็นการพลิกโฉมหน้าการลงทุนในตลาดทุน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีประเทศไหนเลยในโลกที่ บลจ.ในประเทศจะจับมือกันออกกองทุนที่เน้นลงทุนเฉพาะหุ้นของบริษัทที่ยึดหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี รวมถึงมีนโยบายและแนวปฏิบัติชัดเจนในการต่อต้านการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม แถมยังมีการสร้างกลไกเพื่อสนับสนุนภารกิจในการต่อต้านคอร์รัปชั่นแบบนี้

การที่กองทุน CG Fund ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของนักลงทุนสถาบันในประเทศเห็นถึงความสำคัญและเลือกให้การสนับสนุนโครงการ CAC ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ากลุ่มนักลงทุนที่เป็นเสาหลักของตลาดทุนไทยเห็นความสำคัญและสนับสนุนการขยายเครือข่ายบริษัทที่ทำธุรกิจอย่างโปร่งใส ซึ่งกำลังขยายวงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทย การที่นักลงทุนหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้กิจการที่อยู่ในตลาดทุนจำเป็นต้องหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ตามไปด้วย

ยิ่งบริษัทเอกชน นักลงทุน และองค์กรต่างๆ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการวางกลไกการป้องกันทุจริตคอร์รัปชั่นมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้มีบริษัทที่อยากเข้ามาร่วมโครงการ CAC มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การขับเคลื่อนโครงการมีพลังมากขึ้น และเพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นให้หมดไปจากสังคมไทย

ครึ่งปีฟันปั่นหุ้น1พันล.ก.ล.ต.เอาจริงกม.แพ่งแผลงฤทธิ์ - M2F ฉบับวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ก.ล.ต.เปิดสถิติครึ่งปีแรก ใช้กฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฉบับที่ 5 เชือดก๊วนปั่นหุ้นได้ดี สั่งปรับและเรียกคืนผลประโยชน์ร่วมกว่า 1,000 ล้าน

รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 8 มิ.ย.2561 ก.ล.ต.ได้ดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งกับคนปั่นหุ้นรวมทั้งสิ้น 5 รายการ มีมูลค่าปรับทางแพ่งและ เรียกคืนผลประโยชน์ทั้งสิ้น 1,020.49 ล้านบาท ในจำนวนนี้มี 1 รายการ ที่ผู้ถูกใช้มาตรการทางแพ่งมิยอม จึงต้องส่งอัยการฟ้องต่อศาล ซึ่งมีมูลค่าปรับทางแพ่งและเรียกคืนผลประโยชน์ 890 ล้านบาท

ทั้งนี้ การใช้มาตรการลงโทษทางแพ่ง ประกอบด้วย กรณี 1.บริษัท โพลาริส แคปปิตัล (POLAR) และผู้บริหาร 2 ราย ปกปิดข้อความที่ควรแจ้งในสาระสำคัญ ขอศาลแพ่งให้กำหนดค่าปรับทางแพ่ง รายละ 2 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 6 ล้านบาท 2.มาตรการลงโทษทางแพ่งกับ นายพินิต วงศ์มาศา กรรมการบริษัท ผาแดง อินดัสทรี (PDI) ใช้ข้อมูลภายในซื้อหุ้น PDI ปรับทางแพ่งและส่งคืนผลประโยชน์ 1.91 ล้านบาท

3.ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิด 25 ราย กรณีร่วมกันสร้างราคาหลักทรัพย์ NEWS MILL POLAR NBC NINE และ NINE-W1 ด้วยการฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้ชำระค่าปรับทางแพ่งจำนวนกว่า 890 ล้านบาท 4.สร้างราคาหลักทรัพย์บริษัท แอสเซท ไบร์ท (ABC) โดยเรียกให้ชำระค่าปรับทางแพ่งรวมกว่า 120 ล้านบาท และ 5.ลงโทษทางแพ่งกับกรรมการบริษัท โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป (MODERN) เรียกให้ชำระค่าปรับทางแพ่งและส่งคืน ผลประโยชน์รวมกว่า 2.58 ล้านบาท

นายศักรินทร์ ร่วมรังษี ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า หลังกฎหมายฉบับที่ 5 ใช้มา 1 ปีกว่าถือว่าสามารถป้องปรามการ กระทำไม่เหมาะสม ดูแลนักลงทุนได้ดีขึ้น รวมถึงในการใช้กฎหมายผู้ปฏิบัติและ ผู้ถือหุ้นที่เกี่ยวข้องในระบบ มีความเข้าใจและลดความกังวลไปเยอะจากครั้งแรกที่กฎหมายบังคับใช้

"โกศล" จี้เร่งสืบทุจริตครุภัณฑ์มัธยมต้น "อรรถพล"แฉเตะถ่วงงบฯรีบจัดซื้อ บี้คนถูกย้ายให้ข้อมูลก่อนโดนหนัก - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561

“อรรถพล” แฉเตะถ่วงงบฯ รีบจัดซื้อ บี้คนถูกย้ายให้ข้อมูลก่อนโดนหนัก

พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการส่อทุจริตการจัดซื้อครุภัณฑ์ฝึกทักษะชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น วงเงินงบประมาณ 279 ล้านบาท ในเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดยโสธร ว่า หลังจากที่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ได้ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริง โดยมีนายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการ ศธ. เป็นประธาน ตนได้หารือร่วมกับนายอรรถพลถึงแนวทางการสืบข้อเท็จจริง ซึ่งนายอรรถพลได้ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น โดยรู้ความเป็นมาของงบประมาณโครงการนี้ตั้งแต่แรกแล้ว จึงเชื่อว่านายอรรถพลจะสืบข้อเท็จจริงได้เป็นอย่างดี และจะรายงานการสืบข้อเท็จจริงของโครงการนี้ให้ตนและ รมว.ศธ.ได้รับทราบเป็นระยะๆ เท่าที่ทราบนายอรรถพลได้ไปเจาะลึกข้อมูลมาแล้วพบงบประมาณโครงการนี้ได้รับการจัดสรรจากสำนักงบประมาณมาตั้งแต่ปี 2560 แต่ไม่ยอมมีการใช้งบฯ พองบฯจะตกไป กลับเร่งรัดให้มีการดำเนินการเหมือนเตะถ่วงรอเวลา จนมาอนุมัติในช่วงสุดท้ายของเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

“ผมมั่นใจว่าเรื่องนี้มีความผิดปกติ ซึ่งประธานสืบข้อเท็จจริงจะแจงรายละเอียดแต่ละโรงเรียนมาให้ดูอย่างชัดเจนว่าโรงเรียนอะไร ยังไง มีความไม่ชอบมาพากลอย่างไร หรือโรงเรียนไหนถูกสอดไส้ อีกทั้งโรงเรียนไหนไม่ได้มีความจำเป็นต้องการครุภัณฑ์แต่ถูกยัดเยียดให้รับครุภัณฑ์ดังกล่าว ทั้งนี้ผมได้กำชับนายอรรถพลเร่งสืบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด และเท่าที่ทราบบุคลากรในสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูล เป็นอย่างดี เรื่องที่เกิดขึ้นมาจากคนในกลุ่มสำนักงานมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งไม่เกี่ยวกับตัวผู้อำนวยการสำนักฯ เพราะเป็นผู้เข้ามาเปิดเผยข้อมูลบางส่วนให้กับเราเอง เพราะเหมือนถูกบังคับให้เซ็นอนุมัติงบประมาณ ซึ่งวันที่เซ็นอนุมัติงบประมาณนั้น ตัว ผอ.สำนักฯไม่อยู่ ได้ลางาน และได้ทำหนังสือไว้ชัดเจนว่าการเซ็นอนุมัติงบประมาณหรืองานบุคคลให้เป็นอำนาจของ ผอ.สำนักฯเท่านั้น ซึ่งโดยมารยาท แล้วผู้ที่รักษาราชการแทนก็ไม่ควรเซ็น แต่ความไม่ชอบมาพากลในประเด็นนี้คืออะไร เดี๋ยวรอข้อมูลจากการสืบข้อเท็จจริง หากสืบสวนพบมูลความผิดชัดเจน คนที่โดนย้ายไปอยู่ศึกษาธิการภาค (ศธภ.) 15 จะโดนข้อหาหนัก แต่ถ้าให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบข้อเท็จจริง ข้อหาหนักก็อาจจะเป็นเบา แต่ถ้าไม่ยอมให้ข้อมูลอะไรก็ต้องรับไปเต็มๆ” ที่ปรึกษา รมว.ศธ.กล่าว.

ตร.จ่อฟันจนท.ดีเอไอโพสต์กุข่าวจับพระ3วัดดัง พศ.สั่ง'ทุกวัด'ส่งตัวเลข - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ให้พศ.จังหวัดเก็บข้อมูล เดตไลน์ส่ง 11 มิ.ย.

กรุงเทพธุรกิจ สำนักพุทธฯร่อนหนังสือด่วนสั่งทุกวัดส่งตัวเลขบัญชีวัด ขีดเส้น 11มิ.ย.ต้องเสร็จ "กรมสอบสวนคดีพิเศษ"สอบสวน "พิสิฐชัย" จนท.สอบสวนดีเอสไอ โพสต์ข่าวจับพระสงฆ์ ถามสำนักพุทธฯโยงสัมพันธ์ลึกนั่งอนุกรรมการ มส. กองปราบยื่นเอกสารเพิ่มเติม สถานทูตเยอรมันในไทย ยันอดีตพระพรหมเมธี ผิดคดีร่วมกันฟอกเงิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการเผยแพร่บันทึกข้อความของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ที่ 0001/06036 ออกเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. โดยพ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการพศ. ได้ลงนามในบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด เรื่อง ขอข้อมูลวัดที่มีการวางระบบเกี่ยวกับการจัดการด้านการเงินและบัญชีของวัด

โดยหนังสือระบุถึง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดทุกจังหวัด พร้อมข้อความระบุว่า ด้วยพ.ศ. มีความประสงค์ที่จะขอให้ข้อมูลจากวัดทั่วประเทศที่มีการวางระบบเกี่ยวกับการจัดการเงินและบัญชีของวัด กรณีที่พระภิกษุสงฆ์มิต้องถือเงินสด แต่จะนำเงินเข้าบัญชีส่วนกลางของวัดทันทีเมื่อได้รับ

ในการนี้ พศ. ขอให้ พศจ. ดำเนินการสำรวจข้อมูลโดยด่วน หากพบว่าวัดใด ในพื้นที่ของแต่ละจังหวัด มีการดำเนินการดังกล่างข้างต้น ขอให้ทำการสัมภาษณ์เกี่ยวกับขั้นตอน และวิธีการดำเนินการ โดยให้บันทึกเป็นวีดีโอ พร้อมสรุปข้อมูลขั้นตอน และวิธีการดำเนินการ และส่งให้ พศ. ผ่านโทรสาร และอีกเมล ภายในวันที่ 11 มิ.ย. หาก พศจ. ใดได้ดำเนินการสำรวจทั้งพื้นที่แล้ว ไม่ปรากฎว่ามีวัดที่ดำเนินการดังกล่าว ขอให้มีหนังสือแจ้งให้ทราบด้วย

(วานนี้ 10 มิ.ย.) แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุว่า ช่วงเวลา 13.00 น. วันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนกองปราบปราม เตรียมนำตัว นายพิสิฐชัย สว่างวัฒนากร พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชำนาญการพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ไปดำเนินคดี จากกรณีโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว 2 ครั้ง คือเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ระบุว่า "ข่าวเตรียมจับ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ วัดพิชัยญาตฯ อีกวัดคาดว่าวัดบวรฯครับ" และจากนั้น นายพิสิฐชัย ได้โพสต์อีกครั้ง ในวันที่ 10 มิ.ย. ระบุว่า "ข่าวทำคดีเงินทอน เจ้าอาวาส วัดปากน้ำ วัดพิชัยญาตฯ อีกวัดราชสิทธิครับ"

จากนั้นพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ได้ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีดังกล่าว ตนได้สั่งการให้ผู้อำนวยการกองคดีภาษีอากร ซึ่งเป็นต้นสังกัดของนายพิสิฐชัย รายงานข้อเท็จจริงมา เพื่อพิจารณาดำเนินการ แล้ว เนื่องจากคดีดังกล่าวดีเอสไอไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง แม้จะเป็นการเขียนใน เฟซบุ๊คส่วนตัว แต่นายพิสิฐชัยเป็นข้าราชการระดับสูงของดีเอสไอ อาจทำให้สังคมสับสนและเกิดความเสียหายต่อผู้เกี่ยวข้องได้

อนึ่งในส่วนที่มีข่าวว่านายพิสิฐชัย ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมการของ มหาเถรสมาคม (มส.) นั้น ได้มอบหมายให้กองคดีภาษีอากรสอบถามในประเด็นดังกล่าวไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาด้วยแล้ว

ทั้งนี้มีรายงานว่า กลุ่มไลน์ของพระสงฆ์ ได้มีการส่งต่อข้อความที่นายพิสิฐชัย ได้โพสต์เอาไว้ จึงทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มพระสงฆ์เป็นอย่างมากว่า รายชื่อวัดดังกล่าวจะอยู่ในคดีเงินทอนวัด ล็อตที่ 4 หรือไม่ เนื่องจากนายพิสิฐชัย ถือเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ที่มีความใกล้ชิด กับคณะสงฆ์ ทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากมหาเถรสมาคม (มส.) ให้เป็นคณะอนุกรรมการรวบรวมข้อมูลข่าวสาร ของคณะกรรมการติดตามข้อมูลข่าวสารของมส.ด้วย

ป.ยื่นแจง"จำนงค์"ไม่เอี่ยวการเมือง

ส่วนความคืบหน้าการติดตามตัว อดีตพระพรหมเมธี อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร ขณะนี้พนักงานสอบสวนกองปราบปราม เจ้าของสำนวน การสอบสวน ยังไม่ได้รับการประสานงานอย่างเป็นทางการ มาจากคณะของพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ที่เดินทางไปยังประเทศเยอรมนี เพื่อเจรจานำตัวอดีตพระพรหมเมธี กลับมาดำเนินคดีที่ประเทศไทย ว่าจะนำตัวมาดำเนินคดีได้เมื่อไหร่

แต่ล่าสุดมีรายงานว่า คณะตำรวจ ที่เพิ่งเดินทางกลับมาเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ที่ผ่านมานั้น มีการประสานมายังนายตำรวจระดับสูงของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ในเบื้องต้นว่า ทางการเยอรมันยังไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้ได้ในเร็ววันนี้ นอกจากนี้ยังไม่ได้กำหนดวันส่งตัวกลับไทยที่แน่นอนด้วย ขึ้นอยู่กับทางการเยอรมันจะเป็นผู้พิจารณาเอง โดยมีรายงานข่าวแจ้งว่า สาเหตุที่ต้องใช้เวลานานเนื่องจากอดีตพระพรหมเมธี ได้ยื่นเรื่องขอลี้ภัย ในประเทศเยอรมนี

"ขณะนี้ทางการเยอรมันกำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบเอกสาร และสถานะที่แท้จริงของพระพรหมเมธีที่ทางการไทยนำไปส่งให้ ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนกองปราบฯได้เดินทางไปยื่นเอกสารเพิ่มเติมที่สถานทูตเยอรมันประจำประเทศไทยแล้ว เพื่อยืนยันให้แน่ชัดว่าอดีตพระพรหมเมธี เป็นผู้ต้องหาหลักในคดีร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งไม่ได้เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ"

ทั้งนี้หากทราบผลการพิจารณาแล้วทางการเยอรมันจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง โดยอาจจะใช้ช่องทางประสานงานผ่านทางสถานทูตฯ หรือช่องทางตำรวจสากลก็เป็นได้

เอกซเรย์นมโรงเรียนทั่วปท.'กฤษฎา'สั่งสอบด่วนไทยมิลค์ - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ "กฤษฎา" สั่งปรับเกณฑ์ตรวจรับสกัดนมคุณภาพต่ำ หลังโรงเรียนผไทอุดมศึกษา แจ้งให้เด็กงดดื่มนม ทั้งที่ยังไม่หมดอายุ จี้เอาผิดบริษัทตัดโควต้า-เรียกค่าเสียหาย "ไทยมิลค์" นัดแจงวันนี้

จากกรณี ที่โรงเรียนไผทอุดมศึกษา กทม. ได้ส่งหนังสือไปยังผู้ปกครองเรื่องการงดดื่มนมโรงเรียนชั่วคราว เนื่องจากมีการตรวจพบว่า นมหลายกล่องมีลักษณะขุ่นข้นกว่าปกติ แม้ว่าข้างกล่องนมจะระบุว่ายังไม่หมดอายุก็ตาม จึงเป็นที่น่ากังวลว่าจะกระทบต่อสุขภาพของเด็กๆ ทางโรงเรียนจึงขอให้งดการดื่มนมโรงเรียน ตามโครงการอาหารเสริม (นม) จนกว่าทางโรงเรียนจะได้คำตอบ และข้อตกลงที่ชัดเจนจากกระทรวงศึกษาธิการ

(วานนี้ 10 มิ.ย.) นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้อธิบดีกรมปศุสัตว์ เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้พิจารณาลงโทษบริษัทส่งนม โดยให้ลดโควต้า หรือฟ้องเรียกค่าเสียหาย และให้คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด) และคณะอนุกรรมการอาหารเสริม (นมโรงเรียน) ประเมินมาตรการตรวจรับนมใหม่ให้รัดกุมป้องกันการเกิดเหตุนมเสีย หรือนมไม่ได้มาตรฐาน โดยมิลค์บอร์ด จะต้องดำเนินการเอกซเรย์ทุกพื้นที่ให้ปรับระบบวิธีการตรวจรับนมใหม่ทั้งประเทศ

ส่วนจะทบทวนระบบโควต้านมโรงเรียน เนื่องจากท้องถิ่นจัดสรรงบอาหารเสริม (นมโรงเรียน) ปีละ 40-50 ล้านบาท จากงบนมโรงเรียน 1.4 หมื่นล้านบาทหรือไม่นั้น จะต้องดูสัญญาทั้งหมดก่อนว่าเป็นอย่างไร รวมทั้งต้องดูปัจจุบันว่ามีจุดอ่อนตรงไหนก็แก้ตรงนั้น เพราะระบบส่วนใหญ่ยังไม่เสียหาย โดยตนเองจะไปเข้าดูแก้ไขปัญหาทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวถามว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอให้แก้ไขข้อท้วงติงในกรณีมีผู้มีส่วนได้เสีย หรือตัวแทน มาอยู่ในคณะกรรมการอาหารเสริม (นมโรงเรียน) นายกฤษฏา กล่าวว่า เรื่องนี้ได้สั่งให้มิลค์บอร์ดปรับแก้แล้ว

ขณะที่นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์และองค์การส่งเสริม กิจการโคนมแห่งประเทศไทยในฐานะ เลขานุการคณะอนุกรรมการนมโรงเรียน เจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์เขต 1 เจ้าหน้าที่สำนักเทคโนโลยีชีวภาพ การผลิตปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์เขตพื้นที่กรุงเทพฯ เข้าพบคณะผู้บริหารโรงเรียนฯ เพื่อตรวจสอบและทราบข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมดเป็นการเร่งด่วน

ทั้งนี้จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า ลักษณะภายนอกของกล่องนม ที่สุ่มตรวจกล่องนมดูปกติแต่นมจะมีลักษณะเนื้อนมเป็นลิ่ม ก้อนคล้ายวุ้นและได้ทำการตรวจสอบด้วยสารละลายเบตาดีนแล้วไม่พบว่าผสมแป้งแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามขณะนี้กรมปศุสัตว์ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในกรณีที่เกิดขึ้นและเก็บตัวอย่างนม ส่งสำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยา (อย.) ไปตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง ส่วนข้อเสนอของโรงเรียนไผทฯ ขอเปลี่ยนนมจากสหกรณ์โคนม ไทยมิลค์ จำกัด เป็นผู้ประกอบการรายอื่นทางอสค. จะนำเสนอคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนพิจารณาในการประชุม วันที่ 14 มิ.ย.นี้

สำหรับสหกรณ์โคนม ไทยมิลค์ จำกัดได้รับการจัดสรรสิทธิให้จัดส่งนมตามโครงการอาหาร (เสริม) นมโรงเรียน ให้กับโรงเรียนไผทอุดมศึกษา โดยนมที่ส่งให้เป็นนมยูเอชทีได้ส่งให้ทุกๆ 3 วัน นมชุดที่มีปัญหาผลิตเมื่อวันที่ 19 เม.ย 61 หมดอายุวันที่ 7 ธ.ค 61 โดยโรงเรียนได้รับทราบจากการดื่มนมชุดกล่าวของนักเรียนแล้วพบว่ามีรสชาติผิดปกติ จึงได้ เปิดกล่องนมประมาณ 20 กล่องพบว่า มีลักษณะของนมมีความผิดปกติ จึงได้มีหนังสือแจ้งผู้ปกครองและหยุดให้เด็กนักเรียนดื่มนมทันที

"รมว.เกษตรฯ ได้แสดง ความกังวลและเป็นห่วงสถานการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างมาก ได้สั่งการให้เร่งติดตามสถานการณ์และเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน เพราะไม่อยากให้กระทบต่อสุขภาพของเด็กนักเรียน พร้อมเน้นย้ำให้เพิ่มคุณภาพและมาตรฐานนมโรงเรียนให้สูงขึ้นตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อนักเรียนได้ดื่มนมที่มีคุณภาพดี ให้เข้มงวดตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การขนส่งและการเก็บรักษา ตลอดจนการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีความโปร่งใสเป็นธรรมกับผู้ประกอบการ"

ด้านนายเชวงศักดิ์ สงวนวงศ์วิจิตร ประธานกรรมการสหกรณ์โคนม ไทยมิลค์ จ.สระบุรี ระบุว่า บริษัทรับผิดชอบทุกกรณี พร้อมชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนนมโรงเรียนที่เสีย ตอนนี้ ยังไม่ได้ผลพิสูจน์จากการตรวจสอบ ว่าเพราะอะไร เมื่อมาตรวจสอบที่เครื่องก็ปกติ เพราะถ้าเสียระบบซีนกล่องต่างๆ จะต้องเสียทั้งหมด แต่ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ทางสหกรณ์พร้อมรับผิดชอบ ค่าเสียหายทั้งหมด

"ต้องขอโทษสังคมที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ ต่อไปสหกรณ์ จะระมัดระวังจะเข้มงวดทุกกระบวนการตั้งแต่การผลิต การขนส่ง จะตรวจสอบเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม และพร้อมยื่นหนังสือผ่าน อ.ส.ค.ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อแสดงความรับผิดชอบในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยจะแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้ (11 มิ.ย.) ด้วย" นายเชวงศักดิ์ กล่าว

ตลท.จี้IFECจัดประชุมผู้ถือหุ้น 'ศุภนันท์'แจ้งขอทบทวนคำสั่ง - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ตลท. สั่ง IFEC เร่งแจ้งมติคณะกรรมการเกี่ยวกับการให้สิทธิผู้ถือหุ้นเสนอชื่อกรรมการ พร้อมเร่งจัดประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อกรรมการใหม่ ด้าน “ศุภนันท์” ซีอีโอ IFEC ลั่นส่งเรื่องขอกรมพัฒนาธุรกิจฯ ทบทวนคำสั่งไม่รับจดทะเบียนกรรมการเพิ่ม 2 ราย

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ขอให้บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC เร่งแจ้งมติคณะกรรมการ (บอร์ด) เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2561 เกี่ยวกับการให้สิทธิผู้ถือหุ้นเสนอชื่อกรรมการโดยไม่ชักช้า เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์ฯ เกี่ยวกับการเปิดเผยสารสนเทศของบริษัทจดทะเบียน และดำเนินการให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) โดยคณะกรรมการต้องตระหนักและให้ความสำคัญถึงสิทธิของผู้ถือหุ้นไม่กระทำการใด ๆ ที่เป็นการละเมิดหรือริดรอนสิทธิของผู้ถือหุ้นพร้อมทั้งขอให้กรรมการบริษัทเร่งจัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อเลือกตั้งกรรมการใหม่

ทั้งนี้ ตามที่ IFEC โดยนายศุภนันท์ ฤทธิไพโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้แจ้งข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2561 ว่า มติการประชุมคณะกรรมการบริษัทที่จัดขึ้นไม่มีผลตามกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายและข้อบังคับของบริษัท และบริษัทได้ยื่นคำขอจดทะเบียนกรรมการเพิ่มเติม 2 รายต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

โดยเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2561 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์มีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อกรรมการเพิ่มเติม 2 รายตามที่บริษัทยื่นคำขอ ส่งผลให้บริษัทมีกรรมการเพียง 3 ราย ซึ่งต่ำกว่าองค์ประชุมตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 ซึ่งกรรมการที่เหลืออยู่มีหน้าที่ต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อเลือกตั้งกรรมการใหม่แทนตำแหน่งที่ว่างลงโดยเร็ว และสำนักงาน ก.ล.ต. ได้สั่งให้กรรมการบริษัทเร่งจัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อเลือกตั้งกรรมการใหม่โดยทันที และให้นายศุภนันท์ ในฐานะผู้รับผิดชอบของ IFEC ต้องดำเนินการเปิดเผยมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2561 ที่ให้สิทธิผู้ถือหุ้นในการเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นกรรมการผ่านระบบเผยแพร่ข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยเร็ว

บัดนี้ IFEC ยังไม่ดำเนินการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวตามคำสั่งของสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งตามข้อบังคับของตลาดหลักทรัพย์ฯ เกี่ยวกับการเปิดเผยสารสนเทศและปฏิบัติการใด ๆ ของบริษัทจดทะเบียน กำหนดให้ IFEC มีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวอย่างช้าภายในเวลา 09.00 น. ของวันที่ 8 มิ.ย. 2561

ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอเรียนว่าผู้ถือหุ้นมีสิทธิในความเป็นเจ้าของโดยมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการบริษัทผ่านการแต่งตั้งคณะกรรมการให้ทำหน้าที่แทนตนและมีสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของบริษัทตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) คณะกรรมการต้องตระหนักและให้ความสำคัญถึงสิทธิของผู้ถือหุ้น ไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดหรือริดรอนสิทธิของผู้ถือหุ้น ดังนั้นตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงขอให้ IFEC เร่งแจ้งมติคณะกรรมการเกี่ยวกับการให้สิทธิผู้ถือหุ้นเสนอชื่อกรรมการโดยไม่ชักช้า พร้อมทั้งขอให้กรรมการเร่งจัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อเลือกตั้งกรรมการใหม่

ด้านนายศุภนันท์ ฤทธิไพโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร IFEC แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ตามหนังสือที่อ้างถึงที่ปรากฏตามข่าว ก.ล.ต. ว่า เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2561 กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ มีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อ กรรมการเพิ่มเติมจำนวน 2 ราย ได้แก่ นายวิภู มหารักขกะ และนายมนูศักดิ์ เดียววาณิชย์ ตามที่ IFEC ยื่นคำขอนั้น

สำหรับบริษัทได้รับทราบผลการพิจารณาดังกล่าวแล้ว แต่ปรากฏว่าคำสั่งผลการพิจารณาดังกล่าวแจ้งชัดว่า ไม่ได้พิจารณาถึงรายละเอียดในหนังสือชี้แจง และเอกสารเกี่ยวข้องกับประกอบคำขอจดทะเบียนของบริษัทแต่อย่างใด ดังนั้นจึงมีหนังสือไปยังกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนคำสั่งผลการพิจารณาดังกล่าว โดยขอให้พิจารณาจากหนังสือชี้แจงและพยานเอกสารที่บริษัทได้นำส่งไปแล้วเพื่อประกอบการพิจารณาคำขอจดทะเบียน ก่อนที่จะมีคำสั่งใด ๆ เพื่อแจ้งผลการพิจารณาคำขอดังกล่าวของบริษัท ซึ่งหากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีคำสั่งใด ๆ อีกครั้งบริษัทจะแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป

คมชัดลึก: 3 ล้านล้านต้องโปร่งใส - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา ได้ใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562 วงเงิน 3 ล้านล้านบาท โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้กล่าวนำเสนอสาระสำคัญรวมถึงการใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่เป็นภาระการคลังระยะยาว และสอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ขณะที่สมาชิกสนช.ส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐบาลตั้งงบไว้เหมาะสมสอดคล้องกับภารกิจ ทั้งการผลักดันโครงการไทยแลนด์ 4.0 การดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ เสริมสร้างศักยภาพของคนในประเทศ รวมถึงการพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ ก่อนลงมติเห็นชอบรับหลักการวาระแรกด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ 197 ต่อ 0 เสียง

การจัดร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2562 นี้ วงเงินเพิ่มขึ้นจาก งบปีที่แล้ว 100,000 ล้านบาท เมื่อมีการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาอาจมีการปรับเปลี่ยนให้เกิดความเหมาะสมเล็กน้อยแต่ก็ยังคงอยู่ในหลักการใหญ่ จากนั้นก็จะเข้าสู่การพิจารณาให้ความเห็นชอบของสนช. ในวาระ 2 และ 3 ซึ่งแน่นอนว่าคงจะผ่านอย่างไม่น่ามีปัญหา จากนั้นกระทรวง และหน่วยงานต่างๆ ก็จะเป็นผู้ใช้จ่ายงบประมาณที่ถูกจัดสรรนี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรียืนยันหนักแน่นว่าไม่ได้ให้ไปแบบส่งเดชไปเรื่อยที่แบบว่าใครขอมาก็ให้ ต้องดูให้ทั่วถึง ทุกโครงการต้องทำให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ ทั้งการแก้ไขปัญหาในอดีต ปัจจุบัน และลงทุนเพื่ออนาคต เป็นหน้าที่ของทุกหน่วยงานจะต้องใช้จ่ายงบประมาณนี้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติประชาชนสูงสุด

แต่กระนั้นการทุจริตคอร์รัปชั่นยังคงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงใน สังคมไทย ซึ่งแม้นายกรัฐมนตรีจะออกตัวในการชี้แจงงบประมาณตอนหนึ่งว่า เมื่องบประมาณมีวงเงินสูงหลายคนบอกว่าอาจจะมีการทุจริตอีก ถ้าคิดอย่างนี้ก็คงทำอะไรไม่ได้ แน่นอนว่าการทุจริตไม่ได้อยู่ที่ระบบหรือกฎหมาย แต่อยู่ที่คนทั้งสิ้น เราต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีหลักคิดที่ถูกต้อง ซึ่งที่ผ่านมาสังคมไทยตื่นตัวกับการตรวจสอบการทุจริตในภาครัฐมากขึ้น เนื่องจากเล็งเห็นว่าเป็นการฉุดรั้งความเจริญก้าวหน้าการพัฒนาศักยภาพ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และในปัจจุบันได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง โดยส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ระบบสังคม ระบบการเมืองการปกครองและการบริหารราชการเป็นอย่างมาก

แม้จะเป็นยุคคสช.ปกครองประเทศแต่ตลอด 4 ปีของการ บริหารประเทศก็ยังมีปัญหาการทุจริตไม่หยุดหย่อน โดยพล.อ.ประยุทธ์ บอกเองว่าหลายเรื่องซุกอยู่ใต้พรม คนรู้เบาะแสก็ไม่กล้าเปิดเผยเพราะกลัวภัยจะมาถึงตัว ก็ถูกหยิบขึ้นมาสู่สังคม แล้วรัฐบาลนี้ก็เอาจริงเอาจังในบังคับใช้กฎหมาย อาทิ เรื่องอาหารกลางวันเด็ก ขนมจีนน้ำปลา เรื่องเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้-ผู้ประสบภัย เรื่องกองทุนเสมา ไปจนถึงเรื่องเงินทอนวัด แม้กระทั่งความเดือดร้อนจากโครงการพัฒนาต่างๆ เราพยายามแก้ไขมาตามลำดับ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภารประชาสังคมต้องร่วมกันตรวจสอบอย่างเข้มข้นที่จะไม่ให้การใช้ งบประมาณเกิดรั่วไหลไปในทางที่ไม่เหมาะสม หรือมีการทุจริตคอร์รัปชั่นเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในครั้งที่ผ่านๆ มา ขณะที่ข้าราชการเองต้องตระหนักถึงคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล ให้เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีด้วย

คอลัมน์ ประชาไท ธนณรงค์: อปท. เดือดร้อน!!!!! - แนวหน้า ฉบับวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561

prachatai.t@gmail.com

ผมมีเรื่องที่จะแจ้งให้ นายกฯลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับทราบว่า ขณะนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) เขาเดือดร้อน เพราะการออกระเบียบของราชการเรื่องของเรื่องมีดังนี้ครับ หลังจากที่มีการบังคับใช้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 แล้วโดยเฉพาะบทบัญญัติในมาตรา 4 ที่บัญญัติว่า "งานก่อสร้างหมายความว่า งานก่อสร้างอาคาร งานก่อสร้าง สาธารณูปโภค หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นใด และการซ่อมแซมต่อเติมปรับปรุงรื้อถอน หรือการกระทำอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกันต่ออาคาร สาธารณูปโภค หรือสิ่งปลูกสร้าง ดังกล่าว รวมทั้งงานบริการที่รวมอยู่ในงานก่อสร้างนั้นด้วย แต่มูลค่าของงานบริการต้องไม่สูงกว่ามูลค่าของงานก่อสร้างนั้น"

นี่คือมาตรา 4 ที่ใช้บังคับ แต่ปรากฏว่า กรม บัญชีกลางได้ออกคำสั่งด่วนที่สุดมที่ กค (กวจ)0405.2/ ว 112 ลงวันที่ 5 มีนาคม 2561 เรื่อง ซ้อมความเข้าใจนิยามตามความหมาย "งานก่อสร้าง" ตามพ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ 2560

โดยกำหนดนิยามคำว่า "งานก่อสร้าง" เพิ่มเติมว่า การปรับปรุง การรื้อถอน การต่อเติม และการซ่อมแซม จำเป็นต้องมีรูปแบบรายการงานก่อสร้าง และที่สำคัญคือ ตลอดการก่อสร้างและการรับรองงานก่อสร้าง ต้องมีวิศวกร สถาปนิก คุมงานและให้การรับรอง

นี่แหละครับคือปัญหา!!!!เป็นปัญหาที่ท้องถิ่นปฏิบัติได้ยากเพราะว่าท้องถิ่นขนาดเล็กไม่ว่าจะเป็นเทศกาลหรืออบต. เขาไม่มีวิศวกรหรือสถาปนิกระดับวิชาชีพประจำ เนื่องด้วยรายได้และงบประมาณจำกัด จะมีก็เพียงนายช่างโยธา ที่จบปวช.,ปวส. เท่านั้น

ครั้นจะให้ปฏิบัติตามคำนิยามจะต้องไปจ้างวิศวกรหรือสถาปนิกจากข้างนอกซึ่งจะมีค่าจ้างราคาแพง ไม่มีเงินจ้าง พอไม่มีเงินจ้างก็ไม่สามารถ ปรับปรุง ต่อเติม ซ่อมแซม หรือรื้อถอนอะไรได้เลย

งานบริการสาธารณะทุกอย่างหยุดนิ่งผมไม่ทราบว่า นายกฯลุงตู่จะทราบหรือไม่ เขาเคยร้องเรียนมาแล้วมั้ง แต่ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาให้ หรือฝ่ายที่เกี่ยวข้องเอาข้อร้องเรียนซึ่งเป็นปัญหานี้ไปหมกอยู่ใต้พรมหรือในลิ้นชักก็ไม่ทราบ

ทั้งๆ ที่ตาม มาตรา 4 ของพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯไม่ได้ระบุเรื่องวิศวกรวิชาชีพตรวจงานเลย แต่พอไปออกคำสั่งคำนิยามตามมามันกว้างจนท้องถิ่นเขาไม่สามารถกระดุกกระดิกได้เลย

ครั้นจะบอกว่าเพื่อป้องกันการฮั้วหรือการทุจริตก็ไม่ชัดเจน ครั้นจะบอกว่าเพื่อป้องกันอันตรายจากการก่อสร้าง ท้องถิ่นเขาก็มีนายช่างโยธา ปวช., ปวส. คอยดูอยู่

เรื่องนี้เมื่อไม่ได้รับการเหลียวแล ท้องถิ่นเลยพึ่งบารมีศาลปกครอง โดยเทศบาลตำบลพระบุ ได้ยื่นฟ้องกรมบัญชีกลางต่อศาลปกครองที่ จ.ขอนแก่นแล้ว เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา ขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของกรมบัญชีกลางและขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราวระหว่างที่คดียังไม่เป็นที่ยุติ เพื่อที่ท้องถิ่นจะได้ให้บริการสาธารณะ สร้างความเจริญให้ชุมชนต่อไป

ถ้าลุงตู่แก้ปัญหาให้ รับรองจะได้คะแนนจากท้องถิ่นเยอะครับ

โพสต์ทูเดย์: ต้องคุ้มครอง - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561

หากพิจารณากรณีข่าวเด็กอนุบาลโรงเรียนบ้านท่าใหม่ จ.สุราษฎร์ธานี ต้องกินขนมจีนคลุกน้ำปลา สะท้อนถึงปัญหาต่างๆ มากมาย แน่นอนว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องทุจริตที่ลามไปถึงกระทั่งอาหารกลางวันเด็กอนุบาล เด็กในวัยซึ่งผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายดูแล ต่างก็ทราบดีว่าพวกเขาอยู่ในวัยสำคัญที่ต้องการสารอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการทางร่างกาย

แม้จะมีการตั้งกรรมการสอบสวนผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าใหม่ และเกิดกระแสสังคมที่ตื่นตัวจนนำไปสู่การตรวจสอบโครงการอาหารกลางวันทั่วประเทศ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดคำถามต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แค่ไหน และจะสร้างหลักประกันอะไรไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

เดิม พ.ร.บ.กองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษานั้น ตั้งขึ้นเมื่อปี 2534 และได้จัดตั้งกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา วงเงิน 6,000 ล้านบาท จนถึงปัจจุบันโครงการอาหารกลางวันจัดสรรงบประมาณรายหัวให้เด็กรายละ 20 บาท ครอบคลุมเด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ประมาณ 5 ล้านคน ใช้งบประมาณหมื่นกว่าล้านบาทต่อปี ดูแลทั้งเด็กในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กว่า 3 หมื่นแห่ง และครอบคลุมไปถึงโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกกว่า 1 หมื่นแห่ง

โดยปกติแล้วโรงเรียนจะจัดสรรอาหารกลางวันตามวิธีที่กฎหมายระบุไว้ คือจ้างเหมาเอกชนซื้อวัตถุดิบมาให้บุคลากรของโรงเรียนประกอบอาหารเอง และบางแห่งจะแจกคูปองให้ซื้อจากผู้ขายอาหารในโรงเรียน

ทั้งนี้ แต่ละวิธีที่กำหนดไว้ล้วนมีช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตได้ทั้งสิ้น หากโรงเรียนไม่เข้าไปกำกับดูแลอย่างจริงจัง หรือผู้บริหารโรงเรียนขาดจิตสำนึก และไม่มีผู้ร้องเรียน ซึ่งกรณีขนมจีนคลุกน้ำปลาน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีในการสอดส่องดูแลปัญหานี้ แต่ก็มีอีกแง่มุมหนึ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น นั่นคือ กรณีรายชื่อผู้ร้องเรียนกรณีขนมจีนคลุกน้ำปลา ถูกนำไปเปิดเผยให้สาธารณชนทราบ เพราะอาจจะทำให้เจตนาที่ดีของผู้ร้องเรียนเรื่องนี้กลับกลายเป็นการหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว เพราะอย่าลืมว่าเมื่อกระแสข่าวเรื่องนี้ซาลง อำนาจอิทธิพลของผู้ที่ถูกสอบ ถูกเอาผิดลงโทษอาจจะย้อนกลับไปหาผู้ที่ร้องเรียนเรื่องนี้

แม้ ผวจ.สุราษฎร์ธานี จะออกมาแสดงความเสียใจและขอโทษต่อกรณีดังกล่าว และบอกว่า จังหวัดไม่มีเจตนาจะเผยแพร่รายชื่อผู้ร้องเรียนแต่อย่างใด รวมถึงได้กำชับให้เข้มงวดกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ระมัดระวังในการรักษาข้อมูลข่าวสารของทางราชการไม่ให้เกิดกรณีดังกล่าวอีก

อย่างไรก็ตาม กรณีที่รายชื่อผู้ร้องเรียนถูกนำไปเผยแพร่นั้น จะมองเพียงแค่กรณีนี้ไม่ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่กระทรวงมหาดไทย หรือกระทั่งรัฐบาลต้องขยับเข้ามาดูแลและให้หลักประกันที่เป็นรูปธรรมว่า นอกจากจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว จะต้องมีบทลงโทษสอบสวนผู้ที่นำมาเผยแพร่

หากรัฐบาลจริงจังกับการแก้ปัญหาการทุจริตในวงกว้าง ต้องดำเนินการกรณีรายชื่อผู้ร้องเรียนขนมจีนคลุกน้ำปลาถูกศูนย์ดำรงธรรมสุราษฎร์ธานีนำไปเผยชื่อ เพราะหมายความว่าศูนย์รับเรื่องร้องเรียนกลายเป็นแหล่งที่ไม่น่าไว้วางใจในอนาคต

ฉะนั้น เรื่องนี้รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นการแก้ปัญหาการทุจริตจะล้มเหลวตลอดไป

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: เงินที่ได้มาจากการบวชต้องเป็นของ - แนวหน้า ฉบับวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561

สารส้ม

"ความเสื่อม" ที่ต่ำตมที่สุดอย่างหนึ่งในวงการพระพุทธศาสนา คือ พระสงฆ์บางส่วน รวมถึงนักวิชาการและกลุ่มผลประโยชน์ที่เกาะเกี่ยวหากินกับพระที่มีอิทธิพลอำนาจและเกรงจะสูญเสียอาณาจักรแห่งผลประโยชน์ส่วนตนนี้ไป เลือกใช้วิธีปลุกระดม ปลุกปั่น ด้วยความเท็จซ้ำซาก เพื่อหวังสร้างแรงต่อต้านการจัดระบบ ระเบียบ สร้างความโปร่งใสในกิจการพระพุทธศาสนา

ความเท็จซ้ำซาก เช่น

ใส่ร้ายว่าพลเอกประยุทธ์เป็นมุสลิม จะทำลายศาสนาพุทธ

ใส่ความว่าศาสนามุสลิมกำลังจะกลืนกินศาสนาพุทธ สร้างเรื่องตุตะว่าธนาคารอิสลามถูกใช้เป็นเครื่องมือกลืนกินศาสนาพุทธ ทั้งๆ ที่ ไม่เกี่ยวกันเลย แถมธนาคารอิสลามที่มีหนี้เน่ามหาศาลในช่วงรัฐบาลที่แล้ว ก็เพราะลูกค้าที่เป็นศาสนาพุทธเรานี่เอง ฯลฯ

ทั้งหมด เพื่อวาดภาพศัตรูจากภายนอก เพื่อกลบเกลื่อน "สนิมจากเนื้อใน"ก็คือ บรรดาอลัชชีที่กอบโกยโกงกินอยู่หลังม่านศรัทธาของพุทธศาสนิกชน

พระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยจากการ ตรวจสอบทุจริต และจัดระบบระเบียบของทางการ ตรงกันข้าม กลับได้ประโยชน์ด้วยซ้ำ เพราะเงินโกง หรือเงินที่เคยรั่วไหลไป ก็จะถูกอุดรูรั่ว

1.ล่าสุด ปรากฏว่า พระสงฆ์และเครือข่ายกลุ่มเดิมๆ ก็พยายาม ปั่นข่าวเท็จ มุ่งปลุกระดมสร้างแรงต่อต้านการทำหน้าที่ของ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

บิดเบือนโจมตีว่า รัฐบาลถังแตก ไม่มีเงินจะจ่ายราชการ จึงต้องดำเนินการ ตรวจสอบเงินวัด เพื่อเก็บภาษีวัด และปลุกระดมมิให้พระอยู่เฉย อ้างว่า ถ้าพระสงฆ์ทำตัวอุเบกขาอย่างเดียว ถือว่าเป็นภัยต่อศาสนาพุทธ

ทั้งๆ ที่ ในความเป็นจริง หนังสือข้อสั่งการข้าราชการ พศ.ที่อ้างถึงนั้น แจ้งไปยังผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อ ขอข้อมูลวัดที่มีการวางระบบเกี่ยวกับการจัดการด้านการเงินและบัญชีของวัด

ระบุว่า "สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีความประสงค์จะขอข้อมูลจากวัดทั่วประเทศ ที่มีการวางระบบเกี่ยวกับการจัดการด้านการเงิน และบัญชีของวัด กรณีที่พระภิกษุสงฆ์ มิต้องถือเงินสด แต่จะนำเงินเข้า บัญชีส่วนกลางของวัดทันทีเมื่อได้รับ

ในการนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จึงขอให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดดำเนินการสำรวจข้อมูลโดยด่วน หากพบว่าวัดใดในพื้นที่ของแต่ละจังหวัด มีการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น ขอให้ทำการสัมภาษณ์เกี่ยวกับขั้นตอน และวิธีการดำเนินการ โดยให้บันทึกเป็นวีดีโอ พร้อมสรุปข้อมูลขั้นตอนและ วิธีการดำเนินการ และส่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ภายในวันที่ 11 มิ.ย. ทั้งนี้ หากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดใด ได้ดำเนินการสำรวจทั้งพื้นที่แล้ว ไม่ปรากฏว่ามีวัดที่ดำเนินการดังกล่าว ขอให้มีหนังสือแจ้งให้ทราบด้วย"

2.เห็นได้ว่า หนังสือข้างต้น มุ่งหาแนวทางปฏิบัติของวัดที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเกี่ยวกับการจัดการเงินของวัด

นั่นก็เพื่อดูว่า วัดใด ปฏิบัติดี ปฏิบัติงาม โดยที่พระไม่ต้องถือครองเงินส่วนตัว แต่เมื่อได้เงินมามีการส่งเข้าบัญชีส่วนกลางของวัดทันที เขาจัดการกันอย่างไร

พวกที่ตัวสั่นงันงก เห็นจะไม่พ้น พวกที่อาศัยสถานะความเป็นพระหากิน หาเงินเข้ากระเป๋าส่วนตัว

อลัชชีและลูกสมุนพวกนี้ คงกลัวชาวพุทธจะตาสว่าง รู้ความจริงว่า วัดที่เขามีวัตรปฏิบัติถูกต้อง งดงาม โดยที่พระไม่ต้องมีเงินในบัญชีส่วนตัวเป็นร้อยล้าน เขาก็ทำได้ แถมยังเป็นที่น่าเลื่อมใสศรัทธาขนาดไหน

แล้วในอนาคต หากมีการจัดระบบให้โปร่งใส ชัดเจน คนที่จะเสียผลประโยชน์ส่วนตัวไม่ใช่พระ แต่เป็นเหลือบของศาสนาพุทธ ไม่ว่าจะแต่งกายอย่างไรก็ตาม

3.ขณะนี้ ยังไม่เคยนโยบาย หรือแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าจะไปเก็บภาษีวัด-ภาษีพระเลย

ก่อนหน้านี้ พระที่เคยหยิบเอาความเท็จเรื่องนี้ออกมาเคลื่อนไหว (แต่ระยะหลังเก็บตัวเงียบมาก) คือ พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ถึงขนาดเคยทำหนังสือเรื่อง "การเตรียมกฎหมายเก็บภาษีพระและตรวจสอบทรัพย์สินของวัด" ถึงเจ้าคณะพระสังฆาธิการทั่วประเทศ จำนวนกว่า 3 หมื่นวัด

ระยะหลังก็ปิดปากเงียบไป จะด้วยเหตุผลกลใดมิอาจทราบได้4.ประเด็นสำคัญ คือ ควรจะต้องมีการปฏิรูประบบจัดการเงินทองในกิจการพระพุทธศาสนา หรือไม่?

หลังจากเห็นข่าว พระสะสมเงินในบัญชีส่วนตัวเป็นร้อยล้านยังไม่นับทรัพย์สินในรายการอื่น หรือในชื่อคนอื่นพระดังบางราย มีเงินเก็บล้นกุฏิ มีทรัพย์สินหรูหราฟู่ฟ่า รถยุโรปคันแพง บ้าน ที่ดิน ฯลฯ บริหารจัดการเสมือนหนึ่งอาณาจักรผลประโยชน์ส่วนตน

ทั้งๆ ที่ ทรัพย์สินเหล่านั้น ควรเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนาส่วนรวม เพราะได้มาจากการอาศัยผ้าเหลือง อาศัยความเป็นสงฆ์ และพระธรรมวินัย ก็ระบุชัดถึงข้อห้ามมิให้สงฆ์สะสมเงินทองทรัพย์สินส่วนตัวพอกกิเลส

พระจำนวนมาก บวชแล้วไม่ศึกษาปฏิบัติธรรม แต่บวชเพื่อหาเงิน รายได้ส่วนตัว

ระบบการเงินของวัด ควรโปร่งใส ตรวจสอบได้ ว่าวัดใดมีรายได้มากหรือน้อย จะได้กำหนดแนวทางช่วยเหลืออุ้มชูที่เพียงพอและสอดคล้องกับความเป็นจริง

อันที่จริง ว่ากันตามหลักพระธรรมวินัย นั้น พระจะต้องไม่รับเงินเป็นของส่วนตัว

หากได้รับมา ก็นำเข้าวัด ส่งต่อเข้าบัญชีวัดอย่างชัดเจน โปร่งใส ส่วนค่าใช้จ่ายบรรดามีของวัดและพระ ก็สามารถให้คณะกรรมการ ที่ตั้งจากพุทธบริษัทสี่ ช่วยกันดูแลจัดการจัดสรรบริหาร ไม่ว่าจะค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่ารถ ค่าของใช้จิปาถะ ตามอัตภาพ สามารถจัดการได้อยู่แล้ว

ไม่ขาดตกบกพร่องเลยรวมไปถึงการจัดการเกี่ยวกับโครงการต่างๆ ที่ต้องใช้เงิน และมีรายรับเกี่ยวกับเงินเยอะๆ ไม่ว่าจะเป็น งานก่อสร้าง งานบุญ งานจัดการทรัพย์สินต่างๆ

แต่พระจะไปสั่งให้เอาเงินส่วนกลางเลี้ยงอีหนู เลี้ยงหมอนวด หรือเปิดร้านเสริมสวยให้เด็กสาว ไม่ได้

5.ถ้าสามารถวางระบบจัดการเงินของพระพุทธศาสนาได้อย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ เชื่อแน่ว่า กิจการพระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองอย่างที่สุด วัดที่อยู่ ต่างจังหวัด วัดที่ห่างไกล จะมีระบบส่งความช่วยเหลือดูแลอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน พวกอลัชชีที่เข้ามาบวชเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตัวก็จะหมดทางทำมาหากิน จะต้องออกไปจากผ้าเหลือง จะเหลือแต่พระที่เรากราบได้อย่างสนิทใจ และพุทธบริษัทสี่ก็จะสามารถใช้ทรัพยากรของพระพุทธศาสนาส่วนรวมที่ไม่รั่วไหลเข้าไปดำเนินการอุ้มชูอย่างเต็มที่ต่อไป

ชาวพุทธทำบุญ ก็จะเกิดบุญ ไม่ใช่ไปอุ้มชูผีเปรตในคราบผ้าเหลือง

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: จับแก๊งปั่นหุ้นครูอ้อย - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561

สุนันท์ ศรีจันทรา

ประมาณ 1 ปีก่อน หุ้นบริษัท แอสเซท ไบร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ ABC เคยตกเป็นข่าวฉาวโฉ่ โดยครูอ้อย หรือ น.ส.ฐิตินาท ณ พัทลุง นักจัดอมรบหลักสูตร "เข็มทิศชีวิต" ถูกโจมตีว่า ชักชวนให้นักลงทุนซื้อหุ้น ABC จนเกิดความเสียหายนับสิบล้านบาท

วันนี้แม้หุ้น ABC จะเปลี่ยนชื่อแส้ใหม่ เป็นบริษัท ดิจิตอลเค แพลนเน็ต จำกัด (มหาชน) หรือ DIGI แต่ยังตกเป็นข่าวใหญ่อีกครั้ง เพราะเกิดกรณีการปั่นหุ้น โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ดำเนินคดีด้วยมาตรการทางแพ่ง เรียกชำระค่าปรับจำนวน 120 ล้านบาท จากกลุ่มผู้ร่วมกระทำความผิดฐานปั่นหุ้น

ผู้ร่วมขบวนการปั่นหุ้น ABC มีจำนวนทั้งสิ้น 7 คน มีนายสาธิต รุ่งวัฒนภักดิ์ นักธุรกิจด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เป็นหัวเรือใหญ่ มีนายปรเมษฐ์ รังรองธานินทร์ ซึ่งปรากฏชื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทฯรวมอยู่

ส่วนครูอ้อย ซึ่งเคยถูกตั้งข้อสงสัยว่า อาจมีส่วนร่วมในขบวนการสร้างราคาหุ้นให้ร้อนแรง โดยชักชวนให้นักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้น ABC ไม่มีรายชื่อติดอยู่ในแก๊งปั่นหุ้น แต่ปัจจุบันยังถือหุ้น ABC อยู่ในสัดส่วน 1.5% ของทุนจดทะเบียน ไม่ได้ขายหุ้นตัวนี้ทิ้ง แม้มีข่าวเชิงลบกระทบ จนราคาหุ้นไหลลงมายืนแถว 50 สตางค์ก็ตาม

การปั่นหุ้น ABC เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม-30 มิถุนายน 2557 โดยมีการอำพรางการซื้อขายหุ้น อำพรางผู้ครอบครองหุ้น และมีการซื้อขายรายใหญ่หรือบิ๊กล็อตระหว่างผู้ร่วมขบวนการ เพื่อให้นักลงทุนเข้าใจผิดว่า หุ้นมีการซื้อขายกันมากขณะที่ราคาหุ้นถูกลากจากระดับ 2.38 บาท ขึ้นไปสูงสุดที่ระดับ 7.80 บาท

มูลค่าการซื้อขายหุ้น ABC จากวันละประมาณ 30,000 หุ้น พุ่งขึ้นไปวันละกว่า 600,000 หุ้น โดยเมื่อนักลงทุนรายย่อยแห่เข้าไปเก็งกำไร กลุ่มที่ร่วมกันปั่นหุ้น ได้ขายหุ้นทำกำไร ทำให้นักลงทุนได้รับความเสียหายจำนวนมาก

หุ้น ABC ถูกแปลงโฉม เปลี่ยนชื่อมาแล้ว 3 รอบ เพื่อกลบเกลื่อนพฤติกรรมในอดีต โดยแต่เดิมชื่อบริษัท บางกอกไนล่อน จำกัด ซึ่งมีปัญหาฐานะทางการเงิน จนกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่เข้าครอบงำกิจการ และเปลี่ยนชื่อเป็น ABC ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นหุ้น DIGI

แม้จะพยายามลบพฤติกรรมในอดีต โดยการเปลี่ยนชื่อ แต่ความผิดที่ก่อไว้ การร่วมกันปั่นหุ้น และทำให้นักลงทุนจำนวนหลายพันคนต้องเดือดร้อน ไม่ได้ถูกลบล้างไปด้วย

ครูอ้อยถือหุ้น ABC ประมาณ 23 ล้านหุ้น และถือมานานแล้ว ในช่วงเวลาที่เกิดการปั่นหุ้น และราคาหุ้นถูกลากขึ้นไปเกือบ 8 บาท ซึ่งหากขายจะกำเงินสดๆไม่ต่ำกว่า 160 ล้านบาท แต่ถ้าขายตอนนี้ จะเหลือเงินเพียงประมาณ 11 ล้านบาทเศษเท่านั้น

ถึงขณะนี้ ครูอ้อยตกอยู่ในฐานะเหยื่อรายหนึ่งของแก๊งปั่นหุ้น ABC เพราะขาดทุนเหมือนนักลงทุนทั่วไป โดยอาจถูกหลอกให้ซื้อหุ้นตัวนี้ และเป็นไปได้ว่า จะไปชวนคนอื่นมาร่วมลงทุนด้วย ซึ่งหากชักชวนจริง จะต้องแบกรับความรู้สึกรับผิดชอบกับคนที่ซื้อหุ้น ABC ตามคำชวน

ค่าปรับจำนวน 120 ล้านบาทที่ ก.ล.ต.จะเรียกจากแก๊งปั่นหุ้น ABC อาจดูเหมือนเยอะ แต่เทียบไม่ได้กับความผิดที่คนกลุ่มนี้ก่อไว้ เพราะนักลงทุนจำนวนกว่า 5 พันคนที่ถือหุ้นต้องเดือดร้อน ได้รับความเสียหาย

และไม่รู้ว่า จะมีนักลงทุนรายใดต้องหมดเนื้อหมดตัว ครอบครัวต้องล่มสลาย เพราะน้ำมือของแก๊งปั่นหุ้น ABC หรือไม่

แก๊งปันหุ้น ABC ทั้งหมด นัดชำระค่าปรับจำนวน 120 ล้านบาทจาก ก.ล.ต.แล้ว และถ้ายินยอมจ่ายแต่โดยดี คดีจะปิดลง โดยไม่มีใครต้องติดคุก ติดตะราง

เงินค่าปรับจำนวน 120 ล้านบาท ไม่ได้มากมายสำหรับแก๊งปั่นหุ้น เพราะการปั่นหุ้น สามารถกอบโกยเงินได้มากกว่า รวมทั้งการปั่นหุ้น ABC ด้วย

นักลงทุนที่ตกเป็นเหยื่อหุ้น ABC ไม่อาจเรียกร้องค่าชดเชยจากใครได้ นอกจากก้มหน้ารับชะตากรรม การจับแก๊งปั่นหุ้นแต่ละคดี ไม่ใช่เรื่องง่าย นานๆ จะจับได้เสียที ดังนั้น เมื่อจับได้แล้ว ควรเล่นงานให้หนัก ลงโทษให้เข็ดหลาบ แต่บทลงโทษคดีปั่นหุ้นกลับเบาหวิว

และถ้าแก๊งปั่นหุ้นยอมจ่ายค่าปรับ คดีก็จบ บทลงโทษที่อ่อนนี่แหละ จึงไม่สามารถปราบปรามแก๊งปั่นหุ้นให้สิ้นซากได้เสียที.