You are here

CG and corruptions News - 11 September 2017

Bangkok Post: Bribery rank set to worsen - BANGKOK POST

ยื่นสอบบิ๊กป๊อกเอื้อกระทิงแดง - โพสต์ทูเดย์

'วิษณุ'ลั่นคดีอัลไพน์ไม่นิรโทษ - มติชน

ตั้งองค์กรกลางดูแลธรรมาภิบาลมหา'ลัย หนึ่งในข้อกำหนดพรบ.กระทรวงอุดมฯ'หมอจรัส'เผยภาพรวมตอบโจทย์สังคมสร้างคนเพื่อพัฒนาปท. - ไทยโพสต์

"เม้ง"IFECพร้อมพวกโดนฟ้อง2คดีอาญาศาลนัดสอบต.ค.-พ.ย. - ข่าวหุ้น

รักษาการผอ.พศ.ชี้เงินร.ร.พระปริยัติฯฟังขึ้น - มติชน

ไทยโพสต์: เรียนรู้เท่าทัน 'โพล' - ไทยโพสต์

รุมค้านตั้งบรรษัทวิสาหกิจ รวบอำนาจ-เปิดช่องโกง - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

ไขคำตอบ "ซ่อนเงื่อนแปรรูป" คลี่ พ.ร.บ.ซูเปอร์โฮลดิ้ง ตีกัน "การเมือง" ล้วงลูก - ไทยรัฐ

คอลัมน์ จุดนัดพบ: เมื่อกรรมการอิสระ (มืออาชีพ) ลาออก - โพสต์ทูเดย์

1 ปี มหากาพย์ IFEC ก.ล.ต. เริ่มเคลียร์ซากหุ้น - ประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: สินบน"หุ้นจอง"นักข่าว - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ ช่วยกันคิด: 'หุ้นพีทีทีโออาร์' ต้องโปร่งใสและเป็นธรรม - ประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ เมืองไทย 360: เด้ง"พงศ์พร"กับหลายเรื่อง"สีเทา" - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ ล่าความจริงพิกัดข่าว: 'เงินทอนวัด'ลาม200ล้าน! 'งบบูรณะ-ร.ร.ปริยัติฯ'ปมเด้งพงศ์พร? - กรุงเทพธุรกิจ

Column THINK PRAGMATIC: NOB transfer harms govt anti-graft drive - BANGKOK POST

คอลัมน์ พลวัตปฏิรูป: บรรษัทพัฒนาการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ - ไทยโพสต์

คอลัมน์ กรองข่าวก้นตะกร้า: ดีเอสไอไล่บี้ 'ลูกโอ๊ค' - ไทยโพสต์

Bangkok Post: Bribery rank set to worsen - BANGKOK POST Issued date 9 September 2017

Thailand returned to the spotlight for the wrong reason again last week as a new report on corruption ranked it as the third-worst country in the world in terms of bribery after India and Vietnam.

The ranking by independent watchdog Transparency International (TI) is based on a survey conducted between July 2015 and January 2017 on 21,800 respondents in 16 countries and territories across the Asia-Pacific.

It has since captured the public imagination both offline and online, with netizens circulating it widely using their respective online channels and networks.

The initial report, released in January, showed that Thailand's position - when measured for corruption in general - had shot from 76th in 2015 to 101st out of 176 countries in 2016.

Prime Minister Prayut Chan-o-cha insisted the results reflect the impact of previous administrations.

In the more elaborate report, many Thais admitted to paying bribes for basic services. Some 46% said they had bribed the police in the last 12 months while 35% admitted to bribing public schools, often to guarantee placements for their kids.

This will come as scant surprise to many Thais, who are born into a great country where bribery is not only endemic but has for centuries been built into the very fabric of society.

But the strong reaction from the public, at least to a degree, seemingly reflects people's frustration with the slow pace of several high-profile bribery cases recently.

One of these would be the Rolls-Royce scandal that erupted in the wake of an action by the UK Serious Fraud Office. The British luxury car maker was ordered in January to pay ฃ671 million for paying bribes to land export contracts. Two state enterprises in Thailand were allegedly involved.

Thailand's National Anti-Corruption Commission (NACC) launched a probe to investigate but critics slammed it for proceeding sluggishly. The same inertia can be seen in the "tea-money" probe into whether the headmaster of the prestigious Samsenwittayalai School was involved in accepting bribes for student placements.

Some other scandals since swept under the rug involve the relations of Gen Prayut, especially his younger brother Gen Preecha, the former permanent secretary of defence.

Gen Preecha, who now serves as a member of the coupinstalled National Legislative Assembly, is believed to have pulled strings to land his son a job at the Defence Ministry without him having to take a recruitment test.

Meanwhile, another of his sons managed to acquire lucrative construction projects for the 3rd Region Army, which Gen Preecha once commanded.

Even the escape of Red Bull scion-turned-internationalfugitive Vorayuth "Boss" Yoovidhya in relation to a fatal hitand-run case dating back to 2014 has fueled public concern that wealthy families rule the roost and possibly bribe the authorities to look the other way and drag their heels while justice is not served.

In the "Boss" case, most of the charges against the suspect have expired as he continues to live a life of luxury overseas.

As such, the Prayut regime should prepare to see Thailand receive an even lower score when the TI churns out its next ratings. The list will include an extra section called Varieties of Democracy (VDEM) following a World Bank study on the need to promote democracy, which does not bode well for how the kingdom will score.

The excessive use of Section 116, also known as the sedition law, in curbing freedom of expression has already put the regime in a bad light. Other cases suggest abuses of power and attempts to muzzle newshounds and critics - meaning Thailand looks fated to crash and burn in the VDEM category.

The latest case involved an Isara reporter who faced prosecution for probing the concealed wealth of a well-connected National Legislative Assembly (NLA) member.

So it will be another red face for Gen Prayut. Except this time he won't have the luxury of blaming his predecessors.

ยื่นสอบบิ๊กป๊อกเอื้อกระทิงแดง - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560

โพสต์ทูเดย์ - "ศรีสุวรรณ" เตรียมยื่น ป.ป.ช.สอบ "บิ๊กป๊อก" เอื้อนายทุนรุกป่าชุมชน ชี้ใช้อำนาจมิชอบขัดหลักการ คสช.

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 11 ก.ย.จะเดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบกรณีที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ได้ใช้อำนาจในการอนุมัติให้บริษัทซึ่ง เป็นของทายาทบริษัท กระทิงแดง ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินสาธารณประโยชน์ ป่าชุมชนบ้านโคกห้วยเม็ก ต.บ้านดง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การใช้อำนาจดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไรสูงสุดมาแบ่งปันกันเฉพาะในกลุ่มผู้ถือหุ้นเท่านั้น ไม่ได้เป็นไปเพื่อสาธารณ ประโยชน์ของประชาชนแต่อย่างใด อันเป็นการกระทำที่ต่อเจตนารมณ์ในการเข้ามาบริหารประเทศของคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนโยบายในการสร้างความโปร่งใสของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เสียเอง

"เปรียบประหนึ่งถ่มน้ำลายขึ้นฟ้ารดหน้าตนเอง และเข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่

ผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตต่อหน้าที่ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติมและกฎหมายอีกหลายฉบับ" นายศรีสุวรรณ กล่าว

ด้าน นายประทีป กีรติเรขา อธิบดีกรมที่ดิน กล่าวว่า ได้ปฏิบัติตามรูปแบบและระเบียบของกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการอนุญาตตามกฎหมายที่ดินครบถ้วนแล้ว เช่น เป็นที่ดินที่มีสภาพแห้งแล้งไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ ปัจจุบันราษฎรไม่ได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันแล้ว และการตรวจสอบยังพบ อีกว่าที่ผ่านมาก็ไม่ปรากฏว่ามีการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่แต่อย่างใด

'วิษณุ'ลั่นคดีอัลไพน์ไม่นิรโทษ - มติชน ฉบับวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 10 กันยายน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ว่า ได้พูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่มีคำพิพากษาของศาลอาญาแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในคดีดังกล่าวอยู่ในมือ จึงต้องรอดูคำพิพากษาก่อน เพราะจะทำให้เห็นลู่ทางอะไรได้ชัดเจนมากขึ้น แต่คำพิพากษาที่ออกมายังไม่ถึงที่สุดอยู่ดี เนื่องจากเป็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่อย่างน้อยพอจะทำให้เห็นแนวทางอยู่บ้าง ทั้งนี้ ได้ให้หลักหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไป 2 ข้อคือ จะต้องไม่นิรโทษกรรม ไม่อภัยโทษ ต้องไม่ล้างมลทินให้กับใคร ถ้าผิดให้เดินไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่จะทำอย่างไรกับชาวบ้านที่จะต้องให้ความช่วยเหลือเขาได้ โดยเฉพาะผู้ที่สุจริต เพราะมีบางกรณีที่ไม่สุจริต

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะดูเป็นกรณีไปใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า จะใช้คำนั้นก็ได้ แต่ไม่ถูกนัก เอาเป็นว่าเริ่มต้นจะต้องไปดูว่ามีผู้ที่ได้รับผลกระทบกี่ราย วันนี้รู้จำนวน แต่เป็นเพียงคร่าวๆ รู้แต่เพียงว่ามันแยกออกจาก 900 กว่าไร่ เป็น 600 กว่าแปลง แปลงใหญ่ 200 ไร่ มีสนามกอล์ฟ และแปลงเล็กๆ 20-50 ตารางวา ที่มีจำนวนมาก จึงต้องไปดูมาทั้งหมดเป็นรายๆ ว่าซื้อมาจากใคร เมื่อใด ได้มาฟรีหรือซื้อมา เราตั้งไว้ว่าต้องสุจริต เสียค่าตอบแทน และไม่ผิดกฎหมาย จดทะเบียนถูกต้อง ถ้าได้หลักตรงนี้กฎหมายคุ้มครองอยู่แล้ว และจะมาดูว่า จะทำอย่างไร ยังคิดไม่ออกว่าอย่างไร เพียงแต่แนวทางนั้นมีอยู่

ตั้งองค์กรกลางดูแลธรรมาภิบาลมหา'ลัย หนึ่งในข้อกำหนดพรบ.กระทรวงอุดมฯ'หมอจรัส'เผยภาพรวมตอบโจทย์สังคมสร้างคนเพื่อพัฒนาปท. - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560

ศึกษาธิการ * คณะอนุฯ กรรมการอิสระปฏิรูปการศึกษาพิจารณาปรับร่าง พ.ร.บ.การอุดมฯ ใหม่ "หมอจรัส" เผยเพื่อให้ตอบโจทย์ในการเป็นเครื่องมือพัฒนาประเทศ สร้างคนมีความสามารถสูง สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่มีความจำเป็นต่อประเทศ สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้ พร้อมทั้งตั้งองค์การกลางทำหน้าที่ดูแลธรรมาภิบาลมหา'ลัยทั้งระบบ

นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การอุดมศึกษา กล่าวว่า กรรมการชุดนี้มีตัวแทนจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะ นพ.อุดม คชินทร ประธานคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา ก็เป็นกรรมการด้วย และเมื่อเร็วๆ นี้ ในการประชุมคณะอนุฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา ที่ประชุมได้มีการหารือเกี่ยวกับการปรับ ปรุงร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา เพื่อที่จะให้ได้เป้าหมายของอุดมศึกษาอย่างครบถ้วน ซึ่งในการประชุมก็ได้ประเด็นที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขแล้ว อีกทั้งยังนำประเด็นที่ได้จากการรับฟังความคิดเห็นที่มาปรับปรุงแก้ไขด้วย เช่น เรื่องอุดมศึกษาที่จะต้องรองรับอุตสาหกรรมและการพัฒนา เป็นต้น พร้อมทั้งยังต้องปรับให้สอดคล้องกับความหลากหลายของมหาวิทยาลัย ที่มีเป้าประสงค์และการบริหารจัดการจะต้องแตกต่างกันออกไปด้วย

นพ.จรัสกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในส่วนของเรื่องการมีธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยนั้นมีการหารือกันอยู่แล้ว ทั้งเรื่องธรรมาภิบาลของมหาวิทยาลัยและการกำกับดูแลเพื่อให้เกิดธรรมาภิบาล ซึ่งจะมีองค์กรกลางที่จะมาทำหน้าที่กำกับดูแลมหาวิทยาลัย แต่อำนาจในการกำกับดูแลจะมีการพิจารณาให้สมดุลกับความเป็นเสรีภาพทางวิชาการและการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัยด้วย ไม่ใช่ออกมาในรูปแบบกระทรวงที่โบราณ มีการกำกับควบคุมมากกว่าเดิม แน่นอนว่ากระทรวงการอุดมศึกษาจะไม่ได้ออกมาในรูปแบบที่ติดกับระบบข้าราชการจนเกินไปอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้เสร็จโดยเร็วก่อนจะนำเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่อไป

"ที่ประชุมหารือกันเฉพาะร่าง พ.ร.บ.การอุดม ศึกษาเท่านั้น ไม่ได้มีการพิจารณาเรื่องกระทรวงวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็นเรื่องของรัฐบาลในการดำเนินการ สำหรับบทบาทของอุดมศึกษาจะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศด้วยการสร้างคนในระดับสูง ที่มีความสามารถสูง สร้างองค์ความรู้ รวมไปถึงนวัตกรรมที่มีความจำเป็นต่อประเทศ และใช้ในการพัฒนาเพื่อแข่งขันกับนานาชาติ และที่สำคัญนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ก็จำเป็นที่จะต้องให้อุดมศึกษาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำให้อุดมศึกษาของไทยมีประสิทธิภาพ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมจึงต้องมีกระทรวงการอุดมศึกษา" ประธานคณะอนุฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การอุดม ศึกษา กล่าว.

"เม้ง"IFECพร้อมพวกโดนฟ้อง2คดีอาญาศาลนัดสอบต.ค.-พ.ย. - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560

ศาลอาญากรุงเทพใต้ รับฟ้อง “เม้ง” IFEC กับพวก 2 คดีอาญา ข้อหาแจ้งความเท็จ-หมิ่นประมาท ศาลนัดสอบคำให้การจำเลย 2 ต.ค. และข้อหาทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ศาลนัดสอบ 6 พ.ย.นี้ หากผิดจริงโทษจำคุกสูงถึง 5 ปี

นายวรภพ ทันศาสตร์ ทนายความของนายสิทธิชัย พรทรัพย์อนันต์ อดีตผู้บริหาร บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC เปิดเผยว่าศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีที่นายสิทธิชัย เป็นโจทย์ยื่นฟ้องนายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ อดีตประธานกรรมการ (เพิ่งถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษฐานทุจริต และให้พ้นจากการเป็นกรรมการและผู้บริหารไอเฟค) นายศุภนันท์ ฤทธิไพโรจน์ กรรมการ และบริษัทไอเฟค ในความผิดฐานแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงาน และหมิ่นประมาท

จากกรณีที่นายวิชัย และนายศุภนันท์ ได้ร่วมกันลงนามในฐานะกรรมการไอเฟค แล้วไปแจ้งต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ว่า นายสิทธิชัย ในขณะที่เป็นผู้บริหารไอเฟคกับพวก ทำหน้าที่โดยทุจริตในการซื้อโรงแรมดาราเทวี และที่ดินด้วยราคาแพงกว่าความเป็นจริง ทำให้ไอเฟคได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นความเท็จ

เนื่องจากการซื้อโรงแรมดาราเทวีมีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินและสถานะกิจการ และได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการไอเฟค ซึ่งทั้งนายวิชัย และนายศุภนันท์ ก็เป็นผู้ร่วมอนุมัติด้วย และหลังจากที่ไอเฟคเป็นเจ้าของโรงแรมดาราเทวี นายวิชัย ให้ข่าวกับสื่อมวลชนหลายครั้งว่าไอเฟค ได้กำไรจากการซื้อโรงแรมดาราเทวี

แต่เมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้งภายในไอเฟค โดยนายสิทธิชัยกับพวกได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการ เหลือเพียงนายวิชัยกับนายศุภนันท์ เป็นกรรมการเพียง 2 คน จากทั้งหมด 9 คน การที่นายวิชัยกับนายศุภนันท์ ได้ร่วมกันลงชื่อในฐานะกรรมการแล้วให้ไอเฟค ไปแจ้งดำเนินคดีแก่นายสิทธิชัย กับพวก เป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจ ซึ่งศาลอาญากรุงเทพใต้ ไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับรับฟ้องคดีไว้ และนัดสอบคำให้การจำเลยทั้งสามในวันที่ 2 ต.ค.นี้ และทั้งสองคนต้องยื่นขอประกันตัว

ส่วนที่ศาลอาญาถนนรัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 60 ศาลได้มีคำสั่งในคดีที่นายทวิช เตชะนาวากุล ผู้ถือหุ้นไอเฟค เป็นโจทย์ยื่นฟ้องนายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ กับกรรมการไอเฟคอีก 3 คนคือพลเอกบุญเลิศ แจ้งนพรัตน์ นายฉัตรณรงค์ ฉัตรภูติ และนายศุภนันท์ ฤทธิไพโรจน์ ในความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 จากการที่นายวิชัย กับพวก ร่วมกันดำเนินการประชุมผู้ถือหุ้นในวาระเลือกกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่าง เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 60 โดยใช้วิธีการลงคะแนนแบบสะสม (Cumulative Vote) ซึ่งเป็นวิธีการที่ขัดต่อข้อบังคับของบริษัท และทำให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการไอเฟค เพราะเป็นการประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

และเป็นสาเหตุที่ทำให้ ก.ล.ต.กล่าวโทษนายวิชัย ต่อ ปอศ. และทำให้นายวิชัย ต้องพ้นจากการเป็นกรรมการและผู้บริหารไอเฟค เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 60 ที่ผ่านมา โดยศาลอาญาไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล จึงมีคำสั่งประทับรับฟ้องไว้ นัดสอบคำให้การจำเลยในวันที่ 6 พ.ย. จำเลยทั้ง 4 คนต้องขอยื่นประกันตัว คดีนี้หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจะมีโทษจำคุกสูงถึง 5 ปี

ทั้งนี้ ทำให้กรรมการอีก 3 คน เข้าข่ายขาดคุณสมบัติการเป็นผู้บริหาร เช่นเดียวกับที่ ก.ล.ต. กล่าวโทษนายวิชัย ฐานทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ และให้พ้นจากการเป็นกรรมการและผู้บริหารไอเฟค

โดยทั้ง 2 คดี จำเลยทุกคนต้องเดินทางมาขอประกันตัว ภายในเวลาที่ศาลกำหนดและจำต้องเดินทางมาที่ศาลทุกครั้งที่มีการสืบพยาน มิฉะนั้นจะถูกศาลสั่งออกหมายจับทันที

รักษาการผอ.พศ.ชี้เงินร.ร.พระปริยัติฯฟังขึ้น - มติชน ฉบับวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 10 กันยายน นายกนก แสนประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) รักษาการ ผอ.พศ. กล่าวว่า ในส่วนของเงินทอนวัด ได้ส่งข้อมูลให้กองบังคับการตำรวจปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไปหมดแล้วจนนำมาสู่การชี้ตัวผู้กระทำความผิดและมีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนไปแล้ว การส่งข้อมูลดังกล่าว เกิดขึ้นตั้งแต่สมัย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ เป็น ผอ.พศ. จากนี้การตรวจสอบเป็นเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ พศ.ยังคงเปิดรับเรื่องร้องเรียน เรื่องที่ร้องเรียนเข้ามาส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหน่วยงานอื่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นต้น พศ.ได้ส่งข้อมูลดังกล่าวให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเหล่านั้นต่อไปแล้ว ส่วนเรื่องเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ที่มีข่าวว่ามีการแจ้งข้อมูลผู้เรียนไม่ตรงข้อเท็จจริงเพื่อรับเงินอุดหนุนนั้น หลังจากมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ตรวจสอบ พบว่าโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา มีสามเณรเข้าๆ ออกๆ ตลอดเวลา ฉะนั้นจึงทำให้ข้อมูลผู้เรียนไม่เป็นปัจจุบัน ส่วนตัวมองว่าเป็นข้อมูลที่ฟังขึ้น ทั้งนี้ในส่วนที่มีผู้เรียนไม่ตรงตามข้อเท็จจริงนั้น ได้ส่งเงินอุดหนุนคืนเข้ากระทรวงการคลังแล้ว ส่วนคดีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์เป็นไปตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ ทั้ง พศ.และกระทรวงมหาดไทยต่างฝ่ายต่างหาข้อมูล ในส่วนของ พศ.จะหาข้อมูลนำเสนอรองนายกฯ ต่อไป คงไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นข้อมูลส่วนไหนบ้าง เกรงจะเสียรูปคดี ขอให้รองนายกฯ เป็นคนพูด

ไทยโพสต์: เรียนรู้เท่าทัน 'โพล' - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560

เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ถึงขั้นถามหาจริยธรรมสำนึกของคนในแวดวงวิชาการ และจรรยาบรรณของคนทำงานสื่อสารมวลชนกันอย่างน่าสนใจ และสมควรที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องทบทวนพิจารณาไม่มากก็น้อย สำหรับกรณีการเผยแพร่โครงการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความพึงพอใจและบริการสาธารณะของหน่วยงานของรัฐ ที่จัดทำโดยสถาบันพระปกเกล้า โดยเฉพาะในหัวข้อความนิยมต่อนายกรัฐมนตรีไทยในช่วง 15 ปี ระหว่างปี 2545-2560 ซึ่งระบุว่า ทักษิณ ชินวัตร ได้รับความนิยมสูงสุด เมื่อดำรงตำแหน่งในปี 2546

การแถลงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ 33,420 คน เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 24 เม.ย.-15 พ.ค. ซึ่งพบว่าประชาชนส่วนใหญ่รับทราบ ติดตามข่าวสารการเมืองกว่า 80% นั้น น.ส.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและการพัฒนาระบุถึงผลสำรวจความเชื่อถือของนายกฯ ตั้งแต่ปี 2545-2560 ที่น่าสนใจพบว่า นายกฯ ที่ได้รับความเชื่อมั่นสูงสุดในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ยศขณะนั้น) ได้รับความนิยมถึง 92.9% ในปี 2546 แต่ก็ลดลงมาเหลือ 77.2% ในปี 2549 ก่อนมีการรัฐประหาร ขณะที่นายกฯ ที่ได้รับความนิยมสูงสุดถัดมาคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ 87.5% ในปี 2558 และ 1 ปีหลังรัฐประหารความนิยมลดลงมาเล็กน้อยที่ 84.6% และเพิ่มขึ้นในสองปีถัดมาที่ 84.8%

ปรากฏว่า สำนักข่าวหลายแห่งรายงานข่าวดังกล่าวด้วยมุมมองที่แตกต่างกันไปตามอิสรภาพแห่งความคิด ด้วยการนำอดีตนายกรัฐมนตรีที่เป็นนักโทษหนีคุก เปรียบเทียบกับนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แสดงความไม่พอใจในวันต่อมาทันทีทันควัน โดยกล่าวว่า การนำเอาผลสำรวจที่รวมอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีความผิดและอยู่ระหว่างหลบหนีมานำเสนอเผยแพร่แก่สาธารณะ อาจไม่เหมาะสมนัก เพราะอาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสน และเห็นว่าการทำผิดกฎหมาย ทุจริตคอร์รัปชัน เป็นเรื่องที่ยอมรับได้

แม้แต่นักกฎหมาย ในฐานะสมาชิกสภาปฏิรูป ยังตั้งข้อกล่าวหาว่าสถาบันพระปกเกล้าไม่สร้างสรรค์ อีกทั้งสร้างความแตกแยกให้กับประเทศชาติประชาชน จนกระทั่งบานปลายถามหาความรับผิดชอบของสื่อที่บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร โดยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าระบุว่า สื่อมวลชนต้องเข้าใจหลักการและนำเสนอข้อเท็จจริง ไม่ใช่เสนอความคิดเห็น และที่สำคัญต้องนำเสนออย่างสร้างสรรค์ คำถามแบบนี้ทำให้เกิดปัญหาในบ้านเมือง สื่อต้องเข้าใจบริบทและฟังข้อเท็จจริง แต่ขณะนี้สื่อไม่ได้ฟัง และหยิบบางเรื่องเพื่อตั้งคำถาม และเกิดปัญหาใหม่ ดังนั้น เราต้องทบทวนกัน ทุกฝ่ายทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง ไม่ใช่ทำเพื่อสนุกและมันส์

ทั้งนี้ ในรายละเอียดของการแถลงข่าวแล้ว มิได้มีการตีความตามท้องเรื่องว่า ทักษิณ ชินวัตร มีคะแนนนิยมสูงกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม้แต่บรรทัดเดียว นอกจากนั้นที่น่าสนใจมีคำถามเกี่ยวกับนายกฯ ที่ได้รับความนิยมต่ำสุด คือ นายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ 37.6% ในปี 2551 ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2553 คือ 61.6% ตกลงมาเหลือ 51.2% ในปี 2554 ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2555 คือ 69.9% แต่ก็ตกลงมาเหลือ 63.4% ในปี 2556-2557 ซึ่งความนิยมตกต่ำของนายกฯ พลเรือนทั้งสามคนจะตกลงในช่วงที่มีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองสูงสุดของยุครัฐบาลนั้นๆ

ผลวิจัยยังระบุว่า ทหารในยุค พล.อ.ประยุทธ์เป็น นายกฯ ได้รับความเชื่อมั่นสูงสุด ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อตำรวจอยู่ที่เฉลี่ย 60.42% ตกต่ำที่สุดในปี 2557 ช่วง คสช.รัฐประหาร แต่สูงสุดในปี 2548 ช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกฯ ส่วนผลสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อบุคคลหรือคณะบุคคล พบว่า 5 อันดับแรก คือ แพทย์โรงพยาบาลของรัฐ 86.4% แพทย์ รพ.เอกชน 85.6% ทหาร 85.1% พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกฯ 84.8% และ คสช. 82.3% ในขณะที่ความนิยมต่ำสุด 5 อันดับ พรรคประชาธิปัตย์ 36.8% องค์กรพัฒนาเอกชน 38.3% พรรคเพื่อไทย 39.4% พรรคการเมืองโดยรวม 43.5% และคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ปยป.) (47.6 %)

ภาพสะท้อนสังคมข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นจากกรณีผลการสำรวจของสถาบันพระปกเกล้านี้ นับว่าน่าสนใจที่คนไทยผู้รักชาติและประชาธิปไตยต้องทบทวน และช่วยกันศึกษาให้รู้เท่าทัน เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้วการสำรวจความคิดเห็น หรือ การทำโพลนั้นเป็นการวิจัยเชิงสำรวจเกี่ยวกับความคิดเห็น ความรู้สึก ความเชื่อของบุคคลต่อเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ทาง สังคม หรือสามารถกล่าวได้ว่า โพลเป็นการวิจัยรูปแบบหนึ่ง เป้าประสงค์ของการทำโพลที่สำคัญประการหนึ่งก็คือการแสวง หาความเป็นจริงที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมของผู้คนในสังคม ณ ช่วงเวลาหนึ่งๆ ส่วนการจะนำความจริงเหล่านั้นไปทำอะไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ทำโพลและมีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออะไร

ในระบอบประชาธิปไตยนั้น การทำโพลหรือสำรวจความคิดเห็นของประชาชนก็เพื่อรับรู้ว่าประชาชนคิดอย่างไร จะได้ นำไปปรับปรุงแก้ไขในข้อผิดพลาด หรือเดินหน้าต่อในสิ่งที่ประ ชาชนพึงพอใจ อย่างไรก็ตาม การจะได้คำตอบที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด โพลต้องอยู่ภายใต้บรรยากาศเสรีภาพ ทั้งคนทำ โพลและคนตอบคำถามโพล เพราะหลักใหญ่ใจความสำคัญหนึ่งของโพล คือ เสรีภาพในการแสดงออก (freedom of expression) โดยปราศจากข้อจำกัดต่างๆ ที่จะทำให้การแสดงออกบิดเบี้ยวไปให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สังคมไทยถือว่ามีประสบการณ์ปัญหาทั้งในด้านบวกและลบจากงานศึกษาวิจัยที่เรียกว่าโพลนี้อยู่หลายครั้ง เพราะมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มพร้อมที่จะใช้ผลงานทางวิชาการไปเป็น "ตัวช่วย" เพื่อหาความชอบธรรมทางการเมือง หรือแสวงหาผลประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใด ด้วยการตีความตามอำเภอใจหรือเข้าข้างตัวเอง ฉะนั้น การรู้เท่าทันต่อกระบวนการกลั่นกรองเนื้อหาสาระของข้อมูลข่าวสารในโลกปัจจุบันที่มีการเผยแพร่ส่งต่อกันอย่างฉับไวนั้น ถือว่าเป็นนัยสำคัญที่ทุกคนไม่ควรมองข้ามอีกต่อไป โดยเฉพาะท่ามกลางสังคมที่ยังแบ่งพรรคแบ่งพวก และอ้างประชาธิปไตยเป็นตัวช่วยในการสร้างความชอบธรรม.

รุมค้านตั้งบรรษัทวิสาหกิจ รวบอำนาจ-เปิดช่องโกง - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560

รุมค้านตั้งบรรษัทวิสาหกิจ รวบอำนาจ-เปิดช่องโกง

ผู้จัดการรายวัน360 - "ธีระชัย" ชี้ตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ จะรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ เป็น "หลุมดำ" ให้นักการเมืองแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว ไม่ต่างองค์กร 1 MDB ของมาเลย์ และเทมาเส็ก ของสิงค์โปร์ ด้าน "รสนา" เตือนพึงระวัง! ทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจอาจทำให้กลุ่มทุนอ้วนพี แต่รัฐวิสาหกิจอาจถึงขั้นสูญสิ้น ล้มละลาย

ผู้จัดการรายวัน360 - "ธีระชัย" ชี้ตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ จะรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ เป็น "หลุมดำ" ให้นักการเมืองแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว ไม่ต่างองค์กร 1 MDB ของมาเลย์ และเทมาเสก ของสิงคโปร์ ด้าน "รสนา" เตือนพึงระวัง! ทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจอาจทำให้กลุ่มทุนอ้วนพี แต่รัฐวิสาหกิจอาจถึงขั้นสูญสิ้น ล้มละลาย "สุริยะใส" จี้รัฐชะลอ ร่าง กม. เคลียร์ให้ชัดปฏิรูป หรือแปรรูป เพราะคลุมเครือหลายจุด หวั่นซ้ำรอยรัฐบาลก่อน เอารัฐวิสาหกิจไปขาย

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว "Thirachai Phuvanatnaranubala" ว่าด้วยการจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ หัวข้อ "เป้าหมายบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติไม่เพียงฐานะผู้ถือหุ้น" ตามข้อความดังนี้...

"พ่อมดการเงิน และคนในวงการตลาดเงิน ตลาดทุน ย่อมจะมองออกได้ว่าเป้าหมายบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ คือ องค์กรอำนาจเบ็ดเสร็จ absolute power แบบเดียวกับองค์กร 1MDB ของมาเลเซีย และองค์กรเทมาเส็กของสิงคโปร์

ถามว่าการมีอำนาจเบ็ดเสร็จเหมือน 1MDB และเทมาเสก มีข้อเสียอย่างไร มันเป็น "หลุมดำ" ... ที่นักการเมืองในรัฐบาล สามารถใช้หาประโยชน์ส่วนตัวได้น่ะซิครับ

กรณี 1MDB ...ข่าวใน นสพ.วอลสรีต เจอร์นัลระบุว่า มีเงิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ไหลไปเข้าบัญชีของนายก นายราจิบ ราซัค และมีข่าวว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างไม่ยอมเป็นพยาน เพราะกลัวไม่ปลอดภัย

กรณีเทมาเส็ก... ที่มาซื้อหุ้นบริษัทโทรศัพท์มือถือไปจากกลุ่มคุณทักษิณ ก็ถูกวิจารณ์ว่า อาจจะเลี่ยงกฎหมายไทย ด้วยการจัดตั้งบริษัทหนึ่งให้ถือหุ้นแทนในฐานะนอมินี เพื่อมิให้สัดส่วนการถือหุ้นต่างชาติขึ้นไปเกินเพดานตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังมีคนสิงคโปร์ วงในที่แจ้งข้อมูลให้ผมทราบพฤติกรรมที่น่าสงสัย เกี่ยวกับเทมาเส็ก ในกรณีอื่นอีกด้วย

ผมจึงไม่ศรัทธาโครงสร้างที่รวบอำนาจแบบ 1MDB และ เทมาเส็ก เพราะลำพังให้รัฐวิสาหกิจของไทยแต่ละแห่ง ดำเนินการให้มีประสิทธิภาพเต็มที่ ก็พอแล้ว ... ไม่จำเป็นต้องไปทุรนทุราย คิดวิธีหากำไรเพิ่ม ด้วยการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ

ทั้งนี้ ถ้าใครจะบอกว่า ผมมองว่าบรรษัทฯจะรวบอำนาจเบ็ดเสร็จนั้น เป็นการมองในแง่ร้ายเกินไป หรือเปล่า ???

ผมขอตอบว่าไม่เกินไปแน่นอน เพราะลำพังอำนาจในฐานะผู้ถือหุ้นนั้น บ่อมิไก๊ครับ ... มีอำนาจอยู่วันเดียวเท่านั้น คือวันประชุมผู้ถือหุ้น ดังนั้น ถ้าจะร่างกฎหมายตั้งบรรษัท เพียงเพื่อให้ใช้อำนาจเฉพาะในฐานะผู้ถือหุ้นก็เสียเวลาทำมาหากินเปล่าๆ

...ร่างกฎหมายทั้งที มันก็ต้องมีระเบียบ วาระซ่อนเร้นเป็นธรรมดา แต่ซ่อนได้มิดชิด !!! ต้องระดับพ่อมดทางการเงิน หรือคนในวงการตลาดเงินตลาดทุน จึงจะมองออก น่ะครับ"

ด้าน น.ส.รสนา โตสิตระกูล หนึ่งในแกนนำ คปพ. ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก "รสนา โตสิตระกูล" ในเรื่องเดียวกันนี้ว่า "ตั้งบรรษัทวิสาหกิจ (ซูเปอร์โฮลดิ้ง) มากำกับรัฐวิสาหกิจ ระวังรัฐวิสาหกิจตายเหมือนเสือในโคลงโลกนิติ"

โคลงโลกนิติบทที่ 300

"เบิกทรัพย์วันละบาท ซื้อมังสา

นายหนึ่งเลี้ยงพยัคฆา ไป่อ้วน

สองสามสี่นายมา กำกับ กันแฮ

บังทรัพย์สี่ส่วนถ้วน บาทสิ้น เสือตายฯ"

คำแปล : มีเจ้าพนักงานหนึ่งคนเลี้ยงเสือ ใช้เงินวันละ 1 บาท ปรากฏว่าเสือไม่อ้วน จึงส่งคนที่ 2 ไปกำกับบริหารจัดการให้มีประสิทธภาพ แต่ปรากฏว่าเสือผอมกว่าเดิม พอส่งคนที่ 3 เสือยิ่งผอมหนัก พอส่งคนที่ 4 ลงไปกำกับ เสือตายเลย เพราะทั้ง 4 คนคอร์รัปชันเงินค่าอาหารเสือคนละหนึ่งส่วน หนึ่งสลึง จึงครบสี่ส่วนถ้วน บาทสิ้นเสือตาย

โคลงโลกนิติบทนี้ แต่งมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ โดย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร (พระองค์เจ้ามั่ง พระโอรสในรัชกาลที่ ๒) แสดงว่า คนโบราณรู้เรื่องราวการฉ้อราษฎร์บังหลวง(บังทรัพย์) ดี และรู้ว่ายิ่งตั้งคนไป "กำกับ" มากเท่าไหร่ อาจเพิ่มการโกงแบบบูรณาการ (หรือบูรณาโกง) มากขึ้น ก็เป็นได้

ถ้านำมาเปรียบกับกรณีปัจจุบัน ที่จะมีการตั้งบรรษัท (ซูเปอร์โฮลดิ้ง) มาควบคุมรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส มี ธรรมาภิบาล แต่ก็ต้องพึงระวัง ! เพราะอาจจะทำให้บรรษัทรัฐวิสาหกิจอ้วนพีจากการผูกขาด แต่ทรัพย์สินที่ได้กำไร อาจจะไม่ได้เอากลับมาเป็นงบประมาณแผ่นดิน แต่ไปสร้างความร่ำรวยให้กลุ่มทุนมากกว่า ใช่หรือไม่

อุปมาว่า ในรัฐวิสาหกิจมีการคอร์รัปชัน เหมือนคนเลี้ยงเสือ แม้จะโกงเงินค่าอาหาร (บังทรัพย์) ไป 1 ใน 4 ก็ยังเหลือเงินส่งเข้าหลวงอยู่ จึงควรแก้ไขบอร์ดและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ แทนที่จะทำให้ซับซ้อน เช่นตั้งคณะกรรมการมากำกับตรวจสอบชุดแล้วชุดเล่า อาจจะเข้าตำราที่ซีอีโอโบราณ เขียนเตือนไว้

ร่าง กม. ซูปเปอร์บอร์ด ซูปเปอร์โฮลดิ้ง ที่จะตั้งบรรษัทมาดูแลเลี้ยงเสือ 11 ตัว (รัฐวิสาหกิจ 11 แห่ง) ในร่างกฎหมายนี้ จะตั้งคณะกรรมการนโยบาย (คนร.) แล้วให้ คนร. มาตั้งกรรมการบรรษัท และให้คณะกรรมการบรรษัท มากำกับบริหารทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ ระวังเข้าตำรา ตอนเป็นรัฐวิสาหกิจยังพอเหลือเงินซื้ออาหารเสือ 3 ส่วน คือ 75 ส.ต. แต่พอตั้งกรรมการมากำกับ 2,3,4, โกงเงินหมดจนเสือตายเลย

งานนี้ทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ อาจทำให้กลุ่มทุนอ้วนพี แต่รัฐวิสาหกิจอาจถึงขั้นสูญสิ้น ล้มละลาย ประชาชน และประเทศ คือผู้รับผลความล้มละลายนั้น"

จี้รัฐชะลอร่าง กม.บรรษัทวิสาหกิจ

นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต กล่าวว่า กระแสเคลือบแคลงสงสัยของสังคม ต่อ ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูและบริหารรัฐวิสาหกิจ ที่จะนำไปสู่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งระบบ มิใช่การปฏิรูป ตามที่รัฐบาลกล่าวอ้างนั้น ภาครัฐต้องชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา ให้สังคมสิ้นข้อสงสัย และสร้างหลักประกันว่าจะเป็นการปฏิรูปจริงๆ ไม่ใช่การแปรรูป หรือเอารัฐวิสาหกิจไปขาย เหมือนความพยายามของรัฐบาลก่อนหน้านี้

มีประเด็นมากมายใน ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ที่ดูเหมือนมีการซ่อนเงื่อนปม เพื่อผ่องถ่ายทรัพย์สินของแผ่นดินไปอยู่ในมือนายทุนเอกชน ซึ่งอาจเป็นนายทุนต่างชาติด้วย เช่น เป้าหมายของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เน้นการแข่งขันเชิงพาณิชย์ มากกว่าการบริการประชาชน หรือไม่ ความเป็นรัฐวิสาหกิจจะพ้นไปโดยอำนาจของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือไม่ สัดส่วนที่มาของ คนร. มาจากการแต่งตั้งของฝ่ายการเมืองล้วนๆ จะปลอดจากกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่ รวมทั้งสถานภาพของบริษัทลูก หรือบริษัทย่อยๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา ก็ไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจน ว่ารัฐต้องถือหุ้นในสัดส่วนเท่าไร

"เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของชาติ และคนทุกกลุ่ม ถ้า ผิดพลาดคนแบกรับภาระ คือ ประชาชนเพราะรัฐบาลมาแล้วก็ไป จึงต้องรอบคอบ รับฟังความเห็นทุกฝ่ายอย่างจริงจัง"

ที่สำคัญเรื่งนี้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติด้วย จึงไม่จำเป็นต้องรวบรัดตัดตอน ผลักดันเป็นกฎหมาย ทั้งที่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ก็ยังไม่ได้จัดทำเนื้อหาสาระใดๆ พึ่งแต่งตั้งกรรมการ จึงควรระงับ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม้ก่อน และรับฟังความเห็นของสังคมวงกว้าง ตาม เจตนารมณ์ของ รธน. มาตรา 77 ด้วยน่าจะเป็นทางออกที่ดี และเป็นการลดอุณหภูมิความ ขัดแย้งทางการเมืองไปด้วย.

ไขคำตอบ "ซ่อนเงื่อนแปรรูป" คลี่ พ.ร.บ.ซูเปอร์โฮลดิ้ง ตีกัน "การเมือง" ล้วงลูก - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560

ทีมเศรษฐกิจ

ความพยายามของรัฐในการวางกรอบการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวง ทบวงต่างๆเพื่อ "ตีกัน" ไม่ให้นักการเมืองะกลุ่มทุนทางการเมืองเข้าไป "ล้วงลูก"

แสวงประโยชน์เข้าพกเข้าห่อหรือส่งคนเข้ามา "กุมบังเหียน" ในบอร์ดและฝ่ายบริหารรัฐวิสาหกิจในลักษณะ "ต่างตอบแทน" นั้น ดูจะเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญยิ่งกว่าการ "เข็นครกขึ้นเขา"!!!

ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และกระทรวงการคลังผลักดัน "ร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ......" ด้วยคาดหวังจะให้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจในภาพรวมทั้งเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพปราศจากการครอบงำและแทรกแซงจากการเมือง

ขณะนี้อยู่ในช่วง "โค้งสุดท้าย" ของการพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)!

แต่ก็ไม่วายถูกเครือข่าย NGO โดยเฉพาะ "ขุ่นแม่เอ็นจีโอ" ที่ออกโรงถล่มร่างกฎหมายดังกล่าวซึ่งมีหลักการจะนำเอาหุ้น 11 รัฐวิสาหกิจทั้งที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และที่คลังถือหุ้นอยู่ 100% มูลค่ากว่า 6 ล้านล้านบาทมาจัดตั้ง "บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ" หรือ "ซูเปอร์โฮลดิ้ง"

โดยระบุว่าเป็นการ "ซ่อนเงื่อนแปรรูปรัฐวิสาหกิจ" เปิดทางให้มีการขายสมบัติชาติออกไปโดยประชาชนคนไทยไม่มีโอกาสล่วงรู้ พร้อมทิ้งวลีเด็ด "หนักกว่ายุคแม้ว" ที่ทำเอารัฐและกระทรวงการคลัง "นั่งไม่ติด" ผู้คนในสังคมต่างก็สับสนจนเริ่มตั้งคำถาม สิ่งที่ "ขุ่นแม่เอ็นจีโอ" ตีปี๊บอยู่นั้นเป็นเรื่องจริงหรือ "มโน" ไปเอง!!!

"ทีมเศรษฐกิจ" ได้แสวงหาข้อเท็จจริงจาก "เอกนิตินิติฑัณฑ์ประภาศ" ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ต่อประเด็นดังกล่าวอย่างหมดเปลือกดังนี้:

********

สางปัญหารากเหง้ารัฐวิสาหกิจ

"กฎหมายฉบับนี้ สคร.เริ่มศึกษามาตั้งแต่ปี 2557 ตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังจากรัฐบาลได้แต่งตั้ง "คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(คนร.)" หรือ "ซุปเปอร์บอร์ด" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างใหม่ที่ปัจจุบันก็มีอยู่แล้ว" ปรารภแรกของ "เอกนิติ นิติฑัณฑ์ประภาศ" ผู้อำนวยการ สคร.ต่อที่มาที่ไปของร่างกฎหมายพัฒนารัฐวิสาหกิจฯฉบับนี้

ทั้งนี้รัฐบาลเห็นว่าจำเป็นต้องมีการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เพราะกิจการหรือบริการของรัฐวิสาหกิจเกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมาก เช่น รถเมล์ ขสมก. กิจการไฟฟ้า ประปา ระบบการขนส่งทางบกเรือ และอากาศก็คือภาพที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้จะทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นโดยไม่ต้องฟังเสียงบ่น ก่นด่าจากประชาชนอีก

นอกจากนี้รัฐวิสาหกิจทั้ง 56 แห่งที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ มีความสำคัญอย่างมากในการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่แต่ละปีมีไม่น้อยกว่า 500,000 ล้านบาท ถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการ "กระตุ้นเศรษฐกิจ" ให้ก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

"จะเห็นได้ว่า ในที่ประชุม คนร.ทุกครั้ง นายกฯในฐานะประธานที่ประชุมจะให้ความสำคัญกับเรื่องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจอย่างมาก จึงได้แต่งตั้ง นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นประธานคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาเรื่องการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจโดยตรง"

ชู"ธรรมาภิบาล" ล้างภาพทุจริต

"ในช่วงเริ่มต้นศึกษานั้น มีการศึกษารูปแบบและตัวอย่างจากต่างประเทศมาเป็นกรณีศึกษาด้วย แต่ก็ไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน เนื่องจากรัฐวิสาหกิจทั้ง 56 แห่งของไทยมีลักษณะที่แตกต่างกันมาก ที่สำคัญแต่ละแห่งมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดตั้งหรือ "กฎหมายแม่" ที่ใช้ในการกำกับกิจการทำให้ยากแก่การดูแล หรือยากที่จะนำมารวมกัน"

เหตุนี้คณะอนุกรรมการฯ จึงมีแนวคิดในการนำ "ธรรมาภิบาล" หรือ "Good Gover nance" ซึ่งหมายถึงการกำกับดูแลกิจการที่ดีมากำกับดูแลรัฐวิสาหกิจเพื่อลดปัญหาที่เป็นจุดอ่อนสำคัญ 2 ประการ คือ 1.การทำงานโดยไม่ประสานกัน เช่นการไฟฟ้านครหลวงขึ้นกับกระทรวงมหาดไทยจะเอาสายไฟฟ้าลงดินแต่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) บอกว่าทำไม่ได้ เพราะมีสายเคเบิลอยู่ใต้ดิน เป็นต้น

และ 2.การทำงานมีความทับซ้อน ซึ่งประเด็นนี้คือปัญหาระดับชาติที่ต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากภารกิจของรัฐวิสาหกิจในปัจจุบันมีหลายบทบาทจนมั่วไปหมด ไม่รู้ว่าตัวตนที่แท้จริงคืออะไร อาทิ 1.การรับนโยบายจากนักการเมือง (Policy Maker) 2.การรับนโยบายจากผู้ถือหุ้น (Shane Holder) 3.การรับนโยบายจากผู้กำกับดูแล (Regulator) และ 4.การปฏิบัติการ/ให้บริการ(Operator)

ทั้ง 4 บทบาทข้างต้น รัฐวิสาหกิจจะไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะเท่ากับขัดคำสั่งนโยบายรัฐบาลอย่างเช่น ขสมก.ที่มีฐานะเป็น Operator แต่ก็เปิดสัมปทานเดินรถเมล์ให้เอกชนจึงทำให้เป็นทั้ง Operator และ Regulator เวลาเดียวกัน และยิ่งทำให้เห็นภาพ "ยิ่งทำก็ยิ่งขาดทุน" การบริหารงานก็ขาดประสิทธิภาพ ซึ่งล่าสุดกระทรวงคมนาคมได้ดึงสัมปทานรถเมล์ไปให้กรมการขนส่งทางบกดำเนินการแทนแล้ว

"ที่ผ่านมากระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นเคยเตือนไปแล้วว่าอย่าทำนะแต่รัฐวิสาหกิจเหล่านี้ไม่เคยเชื่อฟังจะมาฟังก็ตอนเจ๊งแล้วเพราะต้องการขอเงินเพิ่มทุนถือเป็นปัญหาที่พบบ่อยมากที่สุดคือไม่ฟังผู้ถือหุ้นแต่ชอบฟังกรรมการผู้จัดการใหญ่และกรรมการผู้จัดการใหญ่ก็ชอบฟังประธานรัฐวิสาหกิจซึ่งก็คือนักการเมืองหรือตัวแทนของนักการเมืองนั่นเอง"

ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ...ไม่ใช่แปรรูป!

เมื่อเรารับทราบข้อมูลปัญหาที่เกิดขึ้นจึงมีการกำหนดข้อปฏิบัติซึ่งมีทั้งหมด 6 ข้อใส่ลงไปใน "ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ...." เพื่อให้ปัญหาทั้งหมดถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ประกอบด้วย 1.การจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติซึ่งก็คือ คนร. หรือ "ซุปเปอร์บอร์ด" ที่จะประสานงานกับทุกรัฐวิสาหกิจ โดยมีนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน และมีกรรมการตัวแทนจากภาคราชการ เช่น เลขาธิการสภาพัฒน์ ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ พร้อมผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนเพื่อให้การออกคำสั่งของ คนร.มีผลผูกมัดไปจนถึงรัฐบาลถัดๆ ไป

2.มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง จากปัจจุบันที่แผนซึ่งมีอยู่แล้ว แต่ไม่เคยถูกนำออกมาใช้เลย แต่กฎหมายใหม่นี้จะระบุอย่างชัดเจนว่า รัฐวิสาหกิจทุกแห่งต้องนำแผนยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติ เพื่อให้การลงทุนและการพัฒนารัฐวิสาหกิจเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยแผนดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งผลที่จะได้รับในอนาคตคือ ประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้น

3.การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใสซึ่งต้องนำ "ธรรมาภิบาล" มาปฏิบัติ เช่น โครงการรับจำนำข้าวในอดีตที่ไม่มีการเปิดเผยข้อมูล แต่กฎหมายฉบับนี้จะสั่งให้รัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด

4.กระบวนการกลั่นกรองเพื่อคัดเลือกคณะกรรมการ (บอร์ด) รัฐวิสาหกิจ ซึ่งปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้รัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งเป็นใครก็ได้ หากได้รัฐมนตรีดีก็เชื่อว่าจะได้คนดีเข้ามานั่งทำงานจึงมีการเสนอให้มี "คณะกรรมการ กลั่นกรอง" เป็นผู้พิจารณาบุคคลที่เหมาะสมและมีความเชี่ยวชาญในตำแหน่งกรรมการ "วิธีการนี้ก็คือการนำกระบวนการคัดเลือกผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)มาใช้ในการสรรหากรรมการรัฐวิสาหกิจนั่นเอง

"ตั้ง"ซูเปอร์โฮลดิ้ง"บริหาร

5.การตั้ง "บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ" หรือ "ซูเปอร์โฮลดิ้ง" ซึ่งกำลังถูกวิจารณ์อย่างหนักในขณะนี้ สคร.ขอชี้แจงว่าเป็นเพียง "ส่วนหนึ่ง" ของ พ.ร.บ.การพัฒนารัฐวิสาหกิจเท่านั้น โดย "ซุปเปอร์บอร์ด" หรือ คนร. จะยังคงเป็นผู้กำหนดเป้าหมาย วางนโยบาย และทิศทางการพัฒนารัฐวิสาหกิจเหมือนเดิมทุกประการ

แต่ภายใต้แผนดังกล่าวได้แบ่งการบริหารงานรัฐวิสาหกิจออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกนั้น สคร.จะทำหน้าที่ในการกำกับดูแลเหมือนเดิมแต่ได้ลดจำนวนลงเหลือ 45 แห่ง เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยการประปานครหลวงขสมก.เป็นต้น(รัฐวิสาหกิจที่มี พ.ร.บ. จัดตั้ง)

และส่วนที่สองคือ "บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ" จะมีรัฐวิสาหกิจทั้งหมด 11 แห่งโอนมาอยู่ในบรรษัทฯประกอบด้วย บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน), บริษัทการบินไท ย จำกัด (มหาชน),บริษัท ขนส่ง จำกัด, บริษัทท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยจำกัด (มหาชน), บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน), บริษัทธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพว.), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, สหโรงแรมไทยและการท่องเที่ยว จำกัด, บริษัท อสมท จำกัด และบริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด

โดยรัฐวิสาหกิจทั้ง 11 แห่งจะไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.จัดตั้งอีกต่อไปแต่จะอยู่ภายใต้กฎหมายประมวลแพ่งและพาณิชย์ ส่วนรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็มี พ.ร.บ.มหาชนกำกับดูแลอยู่แล้ว

และหลักการสุดท้ายข้อ 6.คือการวัดผลการทำงานของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งปัจจุบันรัฐวิสาหกิจทั้ง 56 แห่งมีมูลค่าทรัพย์สินรวมกันมากกว่า 15 ล้านล้านบาท และในจำนวน 11 รัฐวิสาหกิจมีมูลค่าหุ้นรวมกันมากกว่า 1.7 ล้านล้านบาท ดังนั้น หากสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่รัฐวิสาหกิจได้ ก็น่าจะหมายถึงการบริการที่ดีขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ได้มุ่งหวังที่จะให้รัฐวิสาหกิจแสวงหาแต่ผลกำไรเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ล็อก 3 ชั้นป้องกัน "แปรรูปซ่อนเงื่อน"

ผู้อำนวยการ สคร.ยังตอกย้ำด้วยว่ากฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เหมือน พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจปี 2542 ที่มีการระบุกระบวนการ ขั้นตอนการแปรูปการกระจายหุ้นและตีราคาสินทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจเอาไว้อย่างชัดเจน

แต่ พ.ร.บ.พัฒนารัฐวิสาหกิจฉบับนี้ คือกฎหมายที่มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้แก่รัฐวิสาหกิจเพื่อให้บริการประชาชนคนไทย "ทำไม สคร.ถึงคิดเช่นนั้น เพราะได้วางกฎเหล็กล็อกแปรรูปรัฐวิสาหกิจเอาไว้ถึง 3 ชั้น ประกอบด้วย 1.รัฐวิสาหกิจทั้ง 45 แห่งยังคงมี พ.ร.บ.จัดตั้งเหมือนเดิมไม่มีใครไปแตะต้องหรือแก้ไขใดๆทั้งสิ้น 2.หุ้นของรัฐวิสาหกิจทั้ง 11 แห่งที่โอนมาอยู่ในบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติจะไม่มีการขาย หรือเปลี่ยนมือ 100%

นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจทั้ง 11 แห่ง จะยังคงมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจเหมือนเดิมทุกประการ!!!

ส่วนประเด็นที่ สคร.ถูกโจมตีว่า "แปรรูปซ่อนเงื่อน" ก็ไม่เป็นความจริงเพราะโดยกฎหมายปัจจุบันนั้น รัฐบาลสามารถลดสัดส่วนการถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจได้ง่าย เพียงนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เช่นลดการถือหุ้นของคลังในบริษัท ปตท.ต่ำกว่า 51% หรือหุ้นในอสมท ต่ำกว่า 70% ก็สามารถดำเนินการได้ทันที

แต่หาก พ.ร.บ.พัฒนารัฐวิสาหกิจฉบับใหม่มีผลใช้บังคับจะไม่สามารถทำได้อีกต่อไปการจะลดหรือเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลังในรัฐวิสาหกิจต้องได้รับความเห็นชอบจาก คนร.จึงเป็นที่มาของการ "ล็อก 3 ชั้น" ที่ห้ามแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างเด็ดขาด! "เราชี้แจงยืนยันหนักแน่นในประเด็นนี้ ก็มากล่าวหาว่า คนร.มีอำนาจล้นฟ้าอีก!"

"ขอยืนยันว่า หลักการและเหตุผลของกฎหมายฉบับนี้มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจเป็นสำคัญ โดยได้นำปัญหาของรัฐวิสาหกิจที่สมควรจะแก้ไขมาปรับปรุงให้ดีขึ้นเพื่อบริการพี่น้องประชาชนคนไทยไม่ใช่ปล่อยให้นักการเมืองเข้ามาล้วงลูกและสร้างความเสียหายโดยไม่มีความรับผิดชอบ ขณะนี้ร่างกฎหมายฉบับนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวาระ 2 และคาดว่าจะผ่านและมีผลบังคับใช้ในเร็วๆนี้"

เป็นคำตอบอัน "หนักแน่น" ของผู้อำนวยการ สคร.ที่ทิ้งท้ายกับเราผ่านไปยังประชาชนคนไทยที่กำลังสับสนข้อมูลกันอยู่เวลานี้!!!

นโยบายรัฐไม่ชัดเจน

นายสังวรณ์ พุ่มเทียน

ประธานสหภาพแรงงาน รสก.

บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)

"...สาเหตุที่ออกมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ.การพัฒนารัฐวิสาหกิจฯนั้นเนื่องจากสหภาพฯเห็นว่าไม่มีความชัดเจนในแนวทางปฏิรูปรัฐวิสาหกิจแต่อย่างใดมีแต่เรื่องทุนการแปลงทรัพย์สินเป็นหุ้น ไม่ได้อธิบายถึงสิ่งที่ประชาชนจะได้รับจากการให้บริการของรัฐวิสาหกิจแต่อย่างใด

สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำเป็นการเร่งรีบที่จะแปลงทรัพย์สินรัฐวิสาหกิจเป็นหุ้น เป็นทุนแต่ไม่ได้พูดถึงประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจ ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับทั้งๆที่รัฐธรรมนูญและรัฐบาลประกาศนโยบายต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ดังนั้นการจะนำทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นทรัพย์สินของหลวงไปแปลงเป็นหุ้นประชาชนก็ควรต้องมีส่วนร่วมด้วย

นอกจากนี้ ยังให้อำนาจคณะกรรมการกำกับรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่มีนายกฯเป็นประธานมากเกินไป และมติ คนร.ก็ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่มีนายกฯเป็นประธานอีก มันมีลักษณะ "ชงเอง กินเอง" ไม่น่าถูกต้องตามหลักการของการบริหารที่มีคุณธรรม จริยธรรม

ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจนั้นมีหลายวิธีที่จะดำเนินการ อาทิ การปรับปรุงกฎระเบียบให้รัฐวิสาหกิจคล่องตัวก็สามารถแข่งขันกับเอกชนได้แต่กฎหมายของกระทรวงการคลังก็ห้ามรัฐ วิสาหกิจไปแข่งขันกับเอกชนอีก ขณะที่เอกชนทำธุรกิจก็ต้องมีกำไร ต้องคิดค่าบริการแพงทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน หากมีรัฐวิสาหกิจแข่งขันอย่างน้อยก็สามารถถ่วงดุลไม่ให้ค่าบริการแพงเกินไป โดยเฉพาะค่าบริการที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน

ในส่วนของรัฐวิสาหกิจด้านโทรคมนาคมที่รัฐบาลจะแยกทรัพย์สินของแคทและบริษัท ทีโอที มาจัดตั้งบริษัท โครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติหรือ NBN และบริษัทโครงข่ายระหว่างประเทศและศูนย์ข้อมูลอินเตอร์เน็ตหรือ NGDC นั้นเป็นการทำให้ทีโอทีและแคทอ่อนแอและในที่สุดก็จะเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาถือหุ้น ซึ่งหากเอกชนเข้ามาก็ต้องทำธุรกิจ ให้มีกำไรกระทบประชาชนอีกหนทางที่รัฐบาลจะให้ประชนเข้าถึงค่าบริการราคาถูกจะ ไม่สามารถดำเนินการได้ เช่นเดียวกับเน็ตประชารัฐที่รัฐบาลไม่สามารถกำหนดราคาและควบคุมค่าบริการได้ในเวลานี้.....".

คอลัมน์ จุดนัดพบ: เมื่อกรรมการอิสระ (มืออาชีพ) ลาออก - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560

สิริพร สงบธรรมเลขาธิการ สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย

นอกเหนือจากโครงการ "การประเมินคุณภาพ การจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น" ที่สมาคม ส่งเสริมผู้ลงทุนไทยเป็นผู้ดำเนินการมาตลอด 12 ปี ในระหว่างบรรทัดมีการหยิบขึ้นมาคุยกัน คือเมื่อโลกธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การจัดให้มีนัดพบกันสำหรับกรรมการ ผู้บริหารและผู้ถือหุ้น ในการประชุมสามัญ-AGM อาจไม่เพียงพอ หรือไม่ทันเหตุการณ์ ดังนั้นจึงต้องมีการเปิดทางให้มีการจัดประชุมวิสามัญ-EGM ระหว่างปีได้อีกตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งบริษัทจดทะเบียนทุกแห่งทำได้ตามเกณฑ์ของทางบริษัทจดทะเบียน

ในระหว่างบรรทัดของการประชุมทั้งสามัญและวิสามัญ มีอีกหนึ่งภารกิจของสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ในฐานะองค์กรตัวแทนผู้ถือหุ้นรายบุคคล คือการเข้าพบกรรมการอิสระเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา ดิฉันมีข้อสังเกตบางประการที่น่าสนใจ อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง โดยเฉพาะขอสปอตไลต์ที่ "กรรมการอิสระ"

ขอทบทวนคุณสมบัติของกรรมการอิสระเบื้องต้น คือ ต้องถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนนั้นๆ ไม่เกิน 1% ไม่มีส่วนในการบริหาร/พนักงาน/ลูกจ้าง/ที่ปรึกษาประจำ/ผู้มีอำนาจควบคุม (ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา) ไม่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับผู้ให้บริการทางวิชาชีพบัญชี (ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา) ไม่เกี่ยวข้องกับผู้บริหาร/ผู้ถือหุ้นใหญ่และในภาคบังคับของแต่ละบริษัทจดทะเบียน จะต้องมีคณะกรรมการตรวจสอบ 1 ชุด อย่างน้อย 3 คน ซึ่งต้องมาจากกรรมการอิสระ ซึ่งบางแห่งทั้งกรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบอาจเป็นชุดเดียวกันได้ (และในชุดของกรรมการตรวจสอบจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ประสบการณ์ในการสอบทานงบการเงินอย่างน้อย 1 คน) และหากบริษัทจดทะเบียนใดมีกรรมการตรวจสอบไม่ครบ 3 คน ต้องรายงานหน่วยงานกำกับเป็นระยะ และหากเกินกำหนดจะเข้าข่ายถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ เห็นไหมว่ามีความสำคัญถึงขั้นชี้เป็นชี้ตายเลย

ข้อมูลจากภาคสนาน่าสนใจ ตามมาเลยค่ะ 1.ที่มาของกรรมการอิสระ มักเป็น คำแนะนำจากตัวบุคคลที่คุ้นเคยกันมากกว่าที่จะประกาศ แสวงหา โดยทั่วไป หรือแสวงหาจากแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น IOD 2.ความต่อเนื่องจากข้อ 1 ความผูกพันระหว่างบุคคล ส่งผลให้น้ำหนักของการดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระเกิน 3 วาระ หรือมากกว่า 9 ปี ไร้ผล คืออยู่ต่อโดยมีคำชี้แจงต่อสังคม หรืออาจไม่มี เพราะยังไม่มีเกณฑ์ตามกฎหมาย มีเพียงหลักธรรมาภิบาลเท่านั้น 3.มีการประชุม อย่างน้อย 4 ครั้ง/ปี บางแห่งมีการประชุมทุก 2 เดือน หรือทุก เดือน 4.ฝ่ายบริหารมักให้ความเกรงใจกรรมการอิสระในระดับหนึ่ง แต่บางแห่งกรรมการอิสระมีความศรัทธา ผู้บริหาร ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ไม่น้อย และบางเรื่องมีการออกตัวให้ผู้บริหารด้วย 5.บางแห่งแม้จะผ่านกระบวนการตาม ข้อ1. แต่พบว่ามีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีประสบการณ์ที่สะสมมายาวนาน หรือเป็นมืออาชีพ หรือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่เกษียณอายุราชการแล้วแต่มากบารมี กลุ่มบริษัทบางแห่งเป็นที่รวมศูนย์ของข้าราชการระดับอดีตปลัดกระทรวง อดีตอธิบดี อดีตผู้อำนวยการ และอื่นๆ

กรรมการของบริษัทจดทะเบียนทุกแห่งรวมกันมีจำนวนราวกว่า 6,000 คน หากอัตรา 1 ใน 3 เป็นกรรมการอิสระ นั่นหมายถึงจะมีกรรมการอิสระราว 2,000 คน พวกเขาเหล่านี้กำลังทำหน้าที่อย่างสมดุลให้กับผู้เกี่ยวข้องทุกคนในบริษัทจดทะเบียนแห่งนั้น หลายท่านเข้ามาเป็นกรรมการอิสระด้วยความตั้งใจที่จะเข้ามาทำงาน มาใช้ ความรู้ ความสามารถแบบแบ่งปัน ฝากฝีมือ อาจจะเป็นชิ้นสุดท้ายของชีวิตการทำงาน เรื่องใดถูกต้อง เรื่องใดต้องแก้ไข เพราะรู้ข้อกฎหมายดีว่าบางเรื่องหากปล่อยผ่าน กรรมการอิสระมีสิทธิ "นอกคุก" ได้ แม้จะมีข้ออ้างจนแต้มว่า ไม่รู้ข้อกฎหมาย ฟังไม่ขึ้นแน่นอน

ในเชิง "การข่าว" การมีบุคคล ผู้มีชื่อเสียงมานั่งเป็นกรรมการอิสระ ย่อมเป็นเภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร ในเชิง "ความหวัง" การมีบุคคลผู้มี ชื่อเสียงมานั่งเป็นกรรมการอิสระ ย่อมเป็นความหวังที่พึ่งได้ เพราะมั่นใจและเชื่อมั่นว่าท่านเหล่านั้นคงไม่พาชื่อเสียงของตัวเองที่สะสมมาตลอดชีวิตต้องมา "เสียหลัก" ในวัยฉะนี้ หากแนวคิดเหล่านี้เป็นสมมติฐานที่เป็นเหตุเป็นผลกันแล้ว สัญญาณเล็กๆ ที่บ่งชี้ถึงการเตือนภัยที่ส่งไปถึงผู้ถือหุ้นจะเกิดขึ้น เมื่อ "กรรมการอิสระ" ปล่อยมือลาออกแบบกะทันหันแบบยังไม่ครบหรือหมดวาระ ความสำคัญของกรรมการอิสระยังมีเรื่องเล่าอีกไม่น้อย โปรดติดตามกันได้ค่ะ

1 ปี มหากาพย์ IFEC ก.ล.ต. เริ่มเคลียร์ซากหุ้น - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560

ถือว่าเป็นมหากาพย์ที่ยืดเยื้อ สำหรับปัญหาความขัดแย้งภายในของทีมผู้บริหาร บมจ.อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น (IFEC) ที่เกิดศึกการแย่งชิงอำนาจการบริหารภายในบริษัทกัน จนบานปลายกระทบถึงปัญหาการดำเนินธุรกิจ รวมถึงปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ในตั๋วแลกเงินระยะสั้น (ตั๋วบี/อี) และหุ้นกู้ที่ปูดขึ้นตามมาจำนวนมาก

ขณะที่ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษ "หมอวิชัย" หรือ นายแพทย์วิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ในฐานะประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ IFEC ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) เกี่ยวกับกรณี "หมอวิชัย" กระทำทุจริตโดยแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้เพื่อตนเองหรือบุคคลอื่น เนื่องมาจากกรณีที่หมอวิชัย เป็นประธานในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 60 และการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการใช้วิธีการลงคะแนนเสียงแบบสะสม (Cumulative Voting) เพื่อเลือกตั้งกรรมการทดแทนกรรมการที่ว่างไป ทั้งที่รู้ว่าข้อบังคับของบริษัท "มิได้" กำหนดให้สามารถกระทำได้

การกล่าวโทษกรณีดังกล่าว ได้ส่งผลให้นายวิชัยเข้าข่ายมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจในการเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนตามประกาศของ ก.ล.ต. จึงไม่สามารถเป็นกรรมการและผู้บริหารของ IFEC ได้ต่อไป นั่นคือ นายวิชัย "หลุด" จากตำแหน่งต่าง ๆ ใน IFEC โดยปริยาย

ชนวนเหตุของ IFEC เกิดขึ้นในช่วงต้นเดือน ก.ย. 2559 ที่ผ่านมา หลังจาก "เสี่ยอ๋า" นายสิทธิชัย พรทรัพย์อนันต์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่ผู้บริหารและกรรมการบริษัท เกิดความขัดแย้งภายในกับหมอวิชัย จนเทขายหุ้นออกมาจำนวนมาก กดดันราคาหุ้น IFEC ร่วง และตามมาด้วยการประกาศลาออกของเสี่ยอ๋า พร้อม ๆ กับมีการทยอยลาออกของกรรมการอีกหลายคน ตามมาด้วยปัญหาการดำเนินธุรกิจและสภาพคล่องของ IFEC เริ่มออกอาการสะดุดจนเห็น "น้ำลดตอผุด"สัญญาณลางร้ายชัดเจนขึ้นช่วงปลาย ธ.ค. 2559 เมื่อ IFEC ผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบี/อีต่อบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท สร้างความตื่นตระหนกทั่วตลาดทุน จนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สั่งบริษัทเร่งชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมขึ้นเครื่องหมาย SP (ห้ามการซื้อขายชั่วคราว) หุ้น IFEC และปูดอีกครั้งในช่วงต้นปี 2560 IFEC เบี้ยวหนี้ตั๋วบี/อีราว 200 ล้านบาท ของ บลจ.โซลาริส

ซึ่งผิดนัดชำระหนี้ครั้งที่สองต่อจากหนแรกไม่นาน และนับจากนั้นมา ปัญหาฐานะการเงินของ IFEC ก็ทวีความรุนแรงชัดเจนขึ้น (ดูตาราง) และปัญหาผิดนัดชำระหนี้ก็เกิดเป็นโดมิโน

ภาระหนี้ตั๋วบี/อีของ IFEC ที่ต้องชำระมีมูลค่ารวม 3,500 ล้านบาท และยังมีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในเดือน พ.ย. 60 อีกมูลค่า 3,000 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่ากว่า 6,500 ล้านบาท

IFEC เบี้ยวหนี้ ได้สร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนเป็นวงกว้างในตลาดตั๋วบี/อีของไทย ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนประเมินว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ผู้บริหารใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ เพราะเงินที่ได้จากการระดมทุนในตั๋วบี/อี ซึ่งเป็นเงินกู้ระยะสั้น ถูกนำไปลงทุนซื้อกิจการโรงแรมดาราเทวี ที่มีมูลหนี้ติดมาด้วย ทำให้ IFEC ต้องแบกภาระจ่ายที่หนักกว่ารายได้ที่เข้ามา

ต่อมาปมร้อน IFEC ปะทุอีกครั้ง เมื่อบริษัทประกาศจัดประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 20 ม.ค. 60 เพื่อคัดเลือกกรรมการ IFEC ชุดใหม่ขึ้นมาบริหาร ได้ปรากฏชื่อ ผู้ถือหุ้นใหญ่รายหนึ่ง "ทวิช เตชะนาวากุล" กระโดดเข้ามาเสนอชื่อ "ชุดกรรมการ" ของกลุ่มตัวเอง 5 คน แทนตำแหน่งที่ว่างลง เป็นการงัดข้อสู้กับ "ชุดกรรมการ" ของหมอวิชัย ทำให้การประชุมดังกล่าวเกิดความวุ่นวาย และเกิดปัญหาการลงคะแนนเสียงในการเลือกคณะกรรมการใหม่ เนื่องจากมีบัตรลงคะแนนเสียงไม่เพียงพอ และนำมาสู่การจัดประชุมผู้ถือหุ้นใหม่ในวันที่ 14 ก.พ. 60 อีกครั้ง ซึ่งผลปรากฏว่ามีการลงมติเลือกบอร์ดใหม่ 7 คน ซึ่งมีตัวแทนจากฝั่ง "ทวิช" จำนวน 5 คน และ "หมอวิชัย"จำนวน 2 คน โดยใช้วิธีลงคะแนนแบบสะสม ทำให้ผลประชุมรอบ 2 จบลงไม่สวย ต่อมามีการจัดประชุมสามัญฯเมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งมีการลงมติไม่รับรองการประชุมวิสามัญฯครั้งก่อนหน้า และมีการพิจารณากรรมการใหม่แทน 3 คนที่ครบวาระ โดยใช้วิธีลงคะแนนเสียงแบบสะสม ทำให้ได้กรรมการฝั่งนายทวิช 2 คน และฝั่งหมอวิชัย 1 คน ส่งผลให้กลุ่มหมอวิชัย มีเสียงในกรรมการ 5 เสียงมากกว่านายทวิชที่มี 4 เสียง จึงเกิดการประกาศลาออกของกรรมการฝั่งนายทวิช เพราะเห็นว่าวิธีการเลือกกรรมการไม่เป็นตามข้อบังคับกฎหมาย ขณะที่ความขัดแย้งระหว่าง 2 ฝ่ายยังรุนแรงด้วยการงัดข้อมูลทั้งความผิดพลาดการบริหารและปัญหาหนี้สินที่แก้ไม่ตก

จนกระทั่งถึงวันที่ ก.ล.ต. ดำเนินการตรวจสอบเรียบร้อย และดำเนินการกล่าวโทษ "หมอวิชัย" ทำให้บทบาทของ "หมอวิชัย" ใน IFEC ถูกปิดฉากลง โดยปัจจุบัน IFEC เหลือกรรมการเพียง 1 คนเท่านั้น แม้ปัญหาความขัดแย้งระหว่าง 2 ฝั่งจะถูกปลดล็อกไปส่วนหนึ่ง ท่ามกลางปัญหาใหญ่ในด้านการบริหารธุรกิจ ที่เดินหน้าไปต่อยากลำบาก โรงแรมดาราเทวีที่เป็นสินทรัพย์ใหญ่ก็ยังจัดการไม่ได้ ขณะที่รายได้ไม่เข้า เมื่อธุรกิจขาดสภาพคล่องทางการเงิน แต่ยังมีภาระหนี้สินกว่า 6 พันล้านบาท ที่ยังไม่รวมดอกเบี้ยที่ผิดนัดชำระหนี้อีกก้อนโต นี่เป็นโจทย์ใหญ่

ขณะที่ นางเกศรา มัญชุศรี ผู้จัดการ ตลท. กล่าวว่า จะต้องกลับไปดูว่า คณะกรรมการ IFEC ที่เหลือจะทำงานต่อได้หรือไม่ หรือต้องสรรหาใหม่ เพื่อที่จะให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้

IFEC ยังมีอีกหลายปมร้อนที่รอเคลียร์ ซึ่ง ก.ล.ต.เริ่มสางปมแล้วและยังจับตาต่อไปว่า จะแก้ปมต่าง ๆ อย่างไร ต่อไป ตลท.จะมีส่วนร่วมหรือไม่ ก่อนจะสายเกินแก้ เพื่อไม่ให้ IFEC กลายเป็นซากหุ้นอีกตัวทิ้งไว้ในตลาดหุ้นไทย

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: สินบน"หุ้นจอง"นักข่าว - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560

สุนันท์ ศรีจันทรา

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติกำลังยกร่าง แนวทางปฏิบัติของผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ เกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อป้องกันการรับอามิสสินจ้างและผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งขัดต่อข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ

ความพยายามวางกรอบสื่อมวลชน ไม่ให้ละเมิดจริยธรรม โดยสวมคราบความเป็นสื่อเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์จากตลาดหุ้น เป็นความเคลื่อนไหวในเชิงสร้างสรรค์ขององค์กรวิชาชีพสื่อที่น่าสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง เพราะการรับหุ้นจอง ซึ่งถือเป็น "สินบน" รูปแบบหนึ่ง

เพราะมีเสียงพูดถึงสื่อที่เข้าไปหากินในตลาดหุ้นกันมานาน ทั้งการรับอามิส สินจ้างจากบริษัทจดทะเบียน รับงานเป็นกระบอกเสียงให้นักลงทุน "ขาใหญ่"

และร่ำลือกันถึงขั้น รับจ้างเชียร์หุ้น รวมทั้งการมีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเขียนเชียร์หุ้นที่สื่อซื้อไว้ บริษัทจดทะเบียนใหม่หรือหุ้นใหม่ที่เตรียมจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ จึงมีแต่การนำเสนอข่าวในด้านบวก มีแต่ข่าวดี หรือมีแต่สื่อเขียนเชียร์

ถ้าสภาการหนังสือพิมพ์สามารถกำหนดกฎกติกา วางแนวทางปฏิบัติของสมาชิกเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์อย่างชัดเจน และ กำกับดูแลสมาชิกไม่ให้ละเมิดจริยธรรมได้จริงจัง จะทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นในการเสพสื่อมากขึ้น

ร่างหลักเกณฑ์การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติกำหนดไว้ในเบื้องต้นมีอยู่ 5 หัวข้อใหญ่คือ

1. การได้มาของหุ้น ซึ่งหมายถึงหุ้นจอง หรือหุ้นที่บริษัทจดทะเบียนใหม่นำเสนอขายนักลงทุนทั่วไป จะต้องเป็นไปตามช่องทางปกติเหมือนนักลงทุนทั่วไปที่ยื่นจองซื้อผ่านบริษัทผู้จัดการจำหน่าย

2. ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ บุตรและภรรยา รวมทั้งบุคคลอื่นที่เป็นตัวแทน ต้องละเว้นการรับหุ้นจอง ในฐานะผู้มีอุปการคุณหรืออุปการะอื่นใด

3. เมื่อลงทุนหุ้นตัวหนึ่งตัวใดไว้ ต้องละเว้นการเขียนข่าวหรือการวิเคราะห์เพื่อสนับสนุน และหากจะเขียนสนับสนุนหุ้น ควรจะเปิดเผยถึงการถือครองหุ้นตัวที่เขียน

4. ในระหว่างการสัมภาษณ์เจ้าของบริษัทจดทะเบียนหรือผู้มีอำนาจจัดสรรหุ้นจอง ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ ต้องไม่ร้องขอหรือแสดงท่าทีในความต้องการหุ้นจอง

5. ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ต้องไม่กระทำการใดๆ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายตลาดหลักทรัพย์ หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง และต้องปฏิบัติตามหลัก ธรรมาภิบาลการลงทุน

ทั้ง 5 ประเด็นที่สภาการหนังสือพิมพ์ฯ ร่างไว้ในเบื้องต้น ถือว่าครอบคลุมแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ของสื่ออยู่พอสมควร

แต่ปัญหาคือ สภาการหนังสือพิมพ์จะมีมาตรการอย่างไร เพื่อให้หลักเกณฑ์ที่ร่างไว้สามารถควบคุมพฤติกรรมคนในวิชาชีพหนังสือพิมพ์ได้ และสื่อมวลชนทุกคนถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

เป็นที่รับรู้กันว่า มีการจัดโควตา "หุ้นจอง" แจกนักข่าว จนแทบเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้ว มากน้อยแล้วแต่ระดับความสำคัญ นักข่าวตัวเล็กๆ อาจได้น้อยหน่อย ระดับ บก.อาจได้มากหน่อย

ต้นสังกัดของนักข่าวน่าจะรู้ถึงการรับหุ้น แต่ไม่เคยมีผู้บริหารสื่อค่ายไหนลงมาจัดการแก้ปัญหาการรับ "สินบน" หุ้นจอง

การตีกรอบป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและการรับอามิสสินจ้างของสื่อในตลาดหุ้น เป็นเจตนารมณ์ที่ดี เพื่อรักษาจริยธรรมในวิชาชีพหนังสือพิมพ์ และป้องกันคนที่สวบคราบความเป็นสื่อ แฝงตัวเข้าไปกอบโกยผลประโยชน์จากตลาดหุ้น ทำลายภาพลักษณ์ของสื่อมวลชนโดยรวม

แนวทางปฏิบัติของผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ เกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่ยกร่างกันใหม่ อีกไม่นานจะประกาศใช้อย่างเป็นทางการ

สภาการหนังสือพิมพ์ต้องแจ้งให้ ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สมาคมบริษัทหลักทรัพย์หรือสมาคมโบรกเกอร์ และสมาคมบริษัทจดทะเบียนเข้าใจในหลักการด้านจริยธรรมแห่งวิชาชีพ โดยละเว้นการแจก "หุ้นจอง" นักข่าว ไม่หยิบยื่นผลประโยชน์ใดๆ เพื่อติด "สินบน" สื่อ

ถ้าทุกฝ่ายช่วยกันสอดส่องดูแลพฤติกรรมสื่อที่เข้าไปเกี่ยวข้องในตลาดหุ้น การตีกรอบสื่อไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อนและรับอามิสสินจ้างในตลาดหุ้น น่าจะเห็นผลบ้าง

ทุกวันนี้นักข่าวรับ "สินบน" หุ้นจองกันอย่างโจ๋งครึ่ม ผลประโยชน์บดบังสำนึกในจริยธรรมแห่งวิชาชีพจนมืดมิด.

คอลัมน์ ช่วยกันคิด: 'หุ้นพีทีทีโออาร์' ต้องโปร่งใสและเป็นธรรม - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560

สกุณา ประยูรศุข

หลังจากเป็นข่าวใหญ่ฮือฮาเมื่อปีที่แล้ว เมื่อคณะกรรมการ ปตท. (บอร์ด) มีมติเห็นชอบการปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจของ ปตท. โดยให้แยกธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกมาอยู่ในภายใต้บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด หรือพีทีทีโออาร์ (PTTOR) โดยให้เหตุผลในการปรับโครงสร้างครั้งนี้ ว่า เนื่องจากสถานการณ์และสภาพแวดล้อม ธุรกิจพลังงานเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการแข่งขันที่สูงขึ้นของธุรกิจพลังงาน ปตท.จะต้องปรับตัวและต้องเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจน้ำมันให้มี ความแข็งแกร่ง สามารถขยายตัวเข้าสู่ ธุรกิจค้าปลีกได้อย่างจริงจัง ทั้งนี้ ปตท.ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ใน บริษัทพีทีทีโออาร์

มาวันนี้เรื่องของการปรับโครงสร้างแต่งตัวบริษัทลูก "พีทีทีโออาร์" เพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯได้รับความสนใจถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งในสื่อต่าง ๆ รวมทั้งในแวดวงของตลาดหุ้น เมื่อ นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่ บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ออกมาแถลง เพิ่มเติมว่า การแยกธุรกิจค้าปลีกออกไป เป็นบริษัทลูกและนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเป็นการทำให้มีความชัดเจนเรื่องการ แข่งขันของธุรกิจ ช่วยให้สามารถขยาย ธุรกิจไปลงทุนในต่างประเทศได้คล่องตัว ขึ้น และผู้ประกอบการรายย่อยจากท้องถิ่น ที่เป็นพันธมิตรกับ ปตท. ก็จะออกไปสู่ภูมิภาคอื่นด้วยกัน (อาเซียน) จับมือไปด้วยกัน ทำให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น

โดยธุรกิจที่ถูกโอนเข้าไปอยู่ภายใต้ พีทีทีโออาร์ ประกอบด้วย 1.ธุรกิจน้ำมัน ซึ่งค้าปลีกน้ำมันผ่านสถานีบริการทั้งในและต่างประเทศ ค้าเชิงพาณิชย์น้ำมัน และก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และเชื้อเพลิงอื่น อาทิ จำหน่ายเชื้อเพลิงอากาศยาน จำหน่ายแอลพีจีในครัวเรือนและสถานีบริการ จำหน่ายเชื้อเพลิงหล่อลื่นทั้งในและต่างประเทศ และบริหารโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจน้ำมัน อาทิ ด้านขนส่ง หรือจัดเก็บ 2.ธุรกิจค้าปลีกด้านอื่น ๆ และให้บริการด้านบำรุงรักษายานยนต์ ครอบคลุมการบริหารค้าปลีกและงานขาย ภายใต้แบรนด์ ปตท. และอื่น ๆ อาทิ คาเฟ่อเมซอน ฟิตออโต้ ร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม แฟรนไชส์ต่าง ๆ

แผนธุรกิจเรื่องนี้ของ ปตท.ขยับเข้าใกล้ความจริงมากยิ่งขึ้น เมื่อมีข่าวออกมาว่า ปตท.เตรียมขั้นตอนนำพีทีทีโออาร์ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว และจะดำเนินการกระจายหุ้นสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจน้ำมันและ ค้าปลีกของบริษัท ผ่านการลงทุน ในหุ้นของพีทีทีโออาร์ ซึ่งหุ้นสามัญ พีทีทีโออาร์ที่จะเสนอขายเป็นจำนวน ไม่เกินร้อยละ 55 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วทั้งหมดภายหลังรายการไอพีโอ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.การเสนอขาย ให้แก่ประชาชนทั่วไป ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 95 ของหุ้นสามัญของพีทีทีโออาร์ ที่เสนอขาย 2.เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้น เดิมของ ปตท. ที่มีสิทธิ์ได้รับการจัดสรรหุ้น แต่จะไม่เสนอขายให้ผู้ถือหุ้นที่ทำให้ พีทีทีโออาร์มีหน้าที่ตามกฎหมายต่างประเทศ (Preferential Share Offering) ในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 5 ของหุ้นสามัญของพีทีทีโออาร์ที่เสนอขาย

ทั้งนี้ ปตท. และพีทีทีโออาร์จะวางแผนและกำหนดหลักเกณฑ์การกระจายหุ้นไปสู่ประชาชนเร็ว ๆ นี้ ส่วนราคาเสนอขายยังไม่ได้กำหนด แต่จะพิจารณาจากความต้องการซื้อหลักทรัพย์ของ ผู้ลงทุน โดยราคาเสนอขายหุ้นสามัญในส่วน Preferential Share Offering จะเป็นราคาเดียวกันกับราคาเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ประชาชนทั่วไป

ขณะเดียวกันนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยืนยันเรื่องการกระจายหุ้นว่า ปตท.จะกระจาย หุ้นให้คนไทยถือมากที่สุด เพราะฉะนั้น คนไทยที่จองหุ้นพีทีทีโออาร์ทุกคน "อยากถือต้องได้ถือ จะมีการกำหนด จำนวนมินิมั่ม อย่างน้อยทุกคนที่จองต้องได้ เราพยายามทำให้ยุติธรรม"

แม้จะเป็นความพยายามตอบโจทย์เรื่องการกระจายหุ้นที่เป็นข้อสงสัยกันอย่างมาก ถึงกระนั้นก็ยังไม่สามารถขจัด ความกังวลที่มีอยู่ของคนไทยลงไปได้ เนื่องจากที่ผ่านมา พฤติกรรมของ ปตท. ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อถือและเกิด ความรู้สึกว่าการกระจายหุ้นไม่โปร่งใสเพียงพอ

มาครั้งนี้ พีทีทีโออาร์จึงนับเป็นโอกาส ของ ปตท.ที่จะเรียกความเชื่อถือกลับคืน โดยการกระจายหุ้นอย่างโปร่งใสทั่วถึงสมดุลและเป็นธรรมกับประชาชน ให้รายย่อยได้ถือครองมากที่สุด

คอลัมน์ เมืองไทย 360: เด้ง"พงศ์พร"กับหลายเรื่อง"สีเทา" คสช.สะสมแต้มลบรัวๆ !! - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560

เชื่อว่าหลายคนยังคงช็อกไม่หาย และตั้งคำถามด้วยความงงงวยว่าเกิดอะไรขึ้นกับการที่คณะรัฐมนตรี มีมติโยกย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ จาก ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ไปช่วยราชการที่สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จากนั้นก็โยกแบบโหด เมื่อมีคำสั่งในวันเดียวกันจาก จิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ลงนาม ในคำสั่งสำนักนายกฯ ที่ 215/2560 มอบหมายให้ พ.ต.ท.พงศ์พร รับผิดชอบการตรวจราชการในเขต ตรวจราชการที่ 8 ครอบคลุมพื้นที่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

เกิดคำถามตามมาอื้ออึงว่าการย้ายแบบนี้มัน ส่งเสริมความก้าวหน้ากันตรงไหน ในทางตรงข้ามนี่มัน "กระทืบ" ให้จมดินชัดๆ อีกทั้งมันเหมือนกับเป็นการย้ายแบบลงโทษเที่ยวนี้ เหมือนกับทำตามคำขอของ "บางคน" บางกลุ่ม ให้เห็นทำนองว่า "นี่ไงเชือดให้แล้ว" อะไรประมาณนั้น

ย้อนกลับไปในวันที่ 29 สิงหาคม วันที่ ครม.มี มติอนุมัติให้สำนักปลัดสำนักนายกฯ รับโอน พ.ต.ท. พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ และแต่งตั้งให้เป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และวันนั้นเองที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ ได้ตอบคำถามสื่อมวลชน ยืดอกยอมรับว่า "ผมเป็นผู้เสนอผลักดันเรื่องนี้เอง" ความหมายก็คงต้องการใช้เครดิตของตัวเองมาการันตี และ "ดับอุณหภูมิร้อน" และข้อสงสัยว่าทำไมถึงต้อง "เด้ง" พ.ต.ท.พงศ์พร พ้นออกไปจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยอ้างว่าต้องการให้มาอยู่ใกล้ๆ เพื่อทำงานปฏิรูปศาสนา และการย้ายไปที่ใหม่นั้น ก็มีความก้าวหน้ากว่าเดิม บางคนมีเส้นทางราชการไต่เต้าขึ้นไปถึงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีก็มี

แต่ดูเหมือนว่าเรื่องดังกล่าวชาวบ้านส่วนใหญ่ จะไม่เห็นด้วย และมองออกไม่ยากว่า มันต้องมีเรื่อง "ไม่ชอบมาพากล" ถึงสาเหตุการโยกย้ายครั้งนี้แน่นอนหากพิจารณาจากแบ็กกราวนด์ถึงการทำหน้าที่ของ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ คนนี้ในตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ถูกจดจำ ในเรื่องการทำหน้าที่เป็น "มือปราบเงินทอนวัด" หรือ การปราบปรามเกี่ยวกับการทุจริตในสำนักงาน พศ. ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในวงการพระสงฆ์ ซึ่งการ ตรวจสอบกำลังจะลากเอา "พระเถระ" บางรูปที่ใช้อิทธิพลในตำแหน่งหน้าที่หากิน และมีเครือข่ายซับซ้อน กว้างขวาง จนถึงขั้นขู่ที่จะคว่ำบาตรกับสำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติ และเลยเถิดไปถึงรัฐบาล หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจาก พ.ต.ท.พงศ์พร เป็นคนอื่น ซึ่งที่ผ่านมาพระสงฆ์รูปนี้ ก็เผยหน้าเผยตาออกมาให้เห็นแล้ว ว่าเป็นพระรูปใด

ต่อมา วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ก็ยืนยันถึงอำนาจในการโยกย้ายไปช่วยราชการสำนักปลัดสำนักนายกฯ หลังจากที่ พ.ต.ท.พงศ์พร จะออกมาโต้แย้งคำสั่งที่ย้ำว่า เขายังเป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หลังจากไม่ได้มีการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง อีกทั้งการขอให้ไปช่วยราชการครั้งนี้ ไม่ได้รับการยินยอมพร้อมใจจากเจ้าตัว

แม้ว่าในที่สุดแล้ว พ.ต.ท.พงศ์พร คงไม่อาจ แข็งขืนอะไรได้ คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามความต้องการของฝ่ายการเมืองที่เหนือกว่า แต่คำถามก็คือ "นี่คือความชอบธรรมแล้วหรือ" มีความเหมาะสมแล้วหรือ และ ยิ่งเหตุผลของ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ยอมรับในทำนองว่า สาเหตุที่ต้องย้ายเขาออกไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ "ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาต้องได้รับความไว้วางใจจากเถรสมาคม"

แต่คำถามก็คือ พระเถระรูปไหนที่ไม่ไว้ใจ หากประพฤติมิชอบ มันก็ไม่สมควรไปเกรงใจ ไม่ใช่หรือ ตรงกันข้ามการปราบปรามทุจริต ก็ต้องเด็ดขาดไม่ต้องประนีประนอม ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ หรือวงการไหน

ดังนั้น การโยกย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร คราวนี้ ถือว่าทำให้รัฐบาล โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สูญเสียความเชื่อมั่นศรัทธาลงไปมาก

ขณะเดียวกัน ยังมีหลายเรื่องที่มีลักษณะ "สีเทา" เกิดขึ้นซ้อนๆ ตามกันมา เช่น ความพยายามในการ ออกพระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ธรณีสงฆ์ วัด ธรรมิการามวรวิหาร ให้มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา พศ.ให้สภานิติบัญญัติ แห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า นี่คือการ "นิรโทษกรรม" ให้กับผู้ที่ทำความผิดทั้งหมด โดยเฉพาะมีผลบวกกับ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ที่กำลังต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ด้วย เพราะเมื่อกฎหมายนี้ออกมา หากกฎหมายออกมาภายหลังเป็นคุณ ก็สามารถนำมาใช้อ้างอิงได้ เป็นการ "ฟอกคนผิด" บิดเบือนเจตนารมณ์ตามพินัยกรรมของคนที่มีความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา ยกที่ดิน ให้กับวัด แบบไม่สิ้นสุด ยังดีที่ถูกจับพิรุธได้เสียก่อน เรื่องจึง "เก็บเงียบไว้ชั่วคราว"

หรือแม้แต่โครงการก่อสร้างเขื่อน "สตึงมนัม" ในกัมพูชา ที่ดำเนินการผลักดันโดยกระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิต จำนวน 24 เมกะวัตต์ ที่อ้างว่า เพื่อผันน้ำไปใช้ในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาค ตะวันออก มูลค่าโครงการกว่า 9 พันล้านบาท (ไม่นับโครงการต่อเนื่องอีกนับแสนล้านบาท) ซึ่งหลายฝ่าย มองว่า มันไม่ชอบมาพากล นอกจากในเรื่องการ รับซื้อไฟฟ้าในราคาแพงโดยเบื้องต้นจะขายไฟให้ไทย หน่วยละ 10.75 บาท ซึ่งล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่ง "เบรกเอาไว้ชั่วคราว" ก่อนที่จะเดินทางไปเยือนกัมพูชา และร่วมประชุมร่วมคณะรัฐมนตรีไทย-กัมพูชา แบบไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 4 เมื่อสัปดาห์ก่อน

กรณีกระทรวงมหาดไทย การอนุญาตให้บริษัทเอกชน (บ.ลูกของบริษัทกระทิงแดง) ใช้พื้นที่ป่าชุมชน จำนวน 31 ไร่ ในพื้นที่ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เข้าทำประโยชน์ โดยมีการอ้างถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่ามีการอนุมัติ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2559 ซึ่งทำท่าจะบานปลาย เนื่องจากมีเสียงคัดค้านจากชาวบ้านมากขึ้น

หรือแม้แต่การหลบหนีหมายจับของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากคดีรับจำนำข้าว ก็ถูกมองว่ารัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี "พี่ใหญ่" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่รับผิดชอบดูแลความมั่นคง "เปิดทางให้หนี"

หลายเรื่องที่กล่าวมา ล้วนเป็นการ "สะสมแต้มลบ" แบบรัวๆ ทำลายความเชื่อมั่นศรัทธาลงไปเรื่อยๆ แม้ว่าหากประเมินกันตามความเป็นจริงแล้วยังคงไม่อาจทำให้พวกเขาต้อง "ล้มครืน" โดยพลัน แต่หากยัง สะสมไปแบบนี้เรื่อยๆ มันก็น่าเป็นห่วง เพราะอย่าลืมว่า "จุดอ่อน" ของรัฐบาลนี้คือ "เรื่องปากท้อง" ที่เสียงชาวบ้านเริ่มโวยวายดังขึ้นเรื่อยๆ บางทีไม่แน่ หาก "ป๊อก" ขึ้นมาสักเรื่อง ก็จบเห่ง่ายๆ ได้เหมือนกัน อย่าประมาทเป็นอันขาด !! .

"หลายเรื่องดังกล่าวมาล้วนเป็นการ "สะสมแต้มลบ" แบบรัวๆ ทำลายความเชื่อมั่นศรัทธาลงไปเรื่อยๆ แม้ว่าหากประเมินกันตามความเป็นจริงแล้วยังคงไม่อาจทำให้พวกเขาต้อง "ล้มครืน" โดยพลัน แต่หากยังสะสมไปแบบนี้เรื่อยๆ มันก็น่าเป็นห่วง เพราะอย่าลืมว่า "จุดอ่อน" ของรัฐบาลนี้คือ "เรื่องปากท้อง" ที่เสียงชาวบ้านเริ่มโวยวายดังขึ้นเรื่อยๆ บางทีไม่แน่ หาก "ป๊อก" ขึ้นมาสักเรื่องก็จบเห่ง่ายๆ ได้เหมือนกัน อย่าประมาทเป็นอันขาด"

คอลัมน์ ล่าความจริงพิกัดข่าว: 'เงินทอนวัด'ลาม200ล้าน! 'งบบูรณะ-ร.ร.ปริยัติฯ'ปมเด้งพงศ์พร? - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560

ปัญหาการโยกย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมเสน่ห์ ออกจากตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) ถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่ายว่าเป็นเพราะการเข้าไปตรวจสอบ เรื่อง "เงินทอนวัด" จนทำให้ พระผู้ใหญ่ไม่พอใจ และกดดันมายังรัฐบาลให้ย้ายหรือไม่

"ล่าความจริง" มีข้อมูลจาก "เอกสารลับ" เป็นรายงานการตรวจสอบ ปัญหาเรื่อง "เงินทอนวัด" ในช่วงที่ พ.ต.ท.พงศ์พร ทำหน้าที่ ผอ.สำนักพุทธฯ โดยอดีตตำรวจจากดีเอสไอรายนี้เข้าไปรับตำแหน่ง ผอ.พศ.ตาม คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 12/2560 เมื่อ วันที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมานี้เอง นับเวลาอยู่ในตำแหน่งได้ราวๆ 6 เดือนเท่านั้น

ตลอดระยะเวลา 6 เดือนเศษ มีการตรวจสอบปัญหา "เงินทอนวัด" พบว่าปัญหา "เงินทอน" ไม่ได้จำกัดวงเฉพาะงบอุดหนุนเพื่อบูรณปฏิสังขรณ์วัดตามที่เป็นข่าวไปแล้วเท่านั้น แต่ยังมีใน งบก้อนอื่นๆ ด้วย

โดยเงินอุดหนุนที่สำนักพุทธฯ จัดสรรให้วัดและพระสงฆ์ มีอยู่ 3 ส่วน คือ 1.เงินอุดหนุนเพื่อการบูรณปฏิสังขรณ์วัด ประมาณ 500 ล้านบาทต่อปี 2.เงินอุดหนุนเพื่อการศึกษา พระปริยัติธรรม ประมาณ 1,200 ล้านบาท ต่อปี และ 3.เงินอุดหนุนเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ประมาณ 600 ล้านบาท ต่อปี

รูปแบบการทุจริตงบเงินอุดหนุน จากการตรวจสอบพบว่ามีทุกประเภท ได้แก่

เงินอุดหนุนเพื่อการบูรณปฏิสังขรณ์วัด เมื่อโอนจากสำนักพุทธฯเข้าบัญชีวัดแล้ว จะมีการถอนคืนให้เจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ ตามจำนวนที่ตกลงกัน วิธีนี้เรียก "เงินทอน" จากการตรวจสอบการทุจริตเงินทอน เฟสแรกพบ 12 วัด ในห้วง 3 ปีงบประมาณ คือปี 2555 ถึง 2558 ทั้ง 12 วัดได้รับเงินอุดหนุน 95,288,000 บาท มีการทุจริตเงินทอน 60,549,180 บาท คิดเป็นร้อยละ 63.54 ของงบอุดหนุนที่ทั้ง 12 วัดได้รับ พูดง่ายๆ คือโกงกว่าครึ่ง! ขณะนี้วัดในเฟสแรก ตำรวจทำสำนวนส่งไปยัง ป.ป.ช.แล้ว กำลังตรวจสอบเฟส 2 อีกมากกว่า 20 วัด แต่มีการย้าย ผอ.สำนักพุทธฯเสียก่อน

ส่วนเงินอุดหนุนเพื่อการศึกษา ตรวจสอบพบว่ามีการรายงานยอดนักเรียนโรงเรียนปริยัติธรรมแผนกสามัญเป็นเท็จ เพื่อให้ได้รับ "เงินรายหัว" เกินจริง

จากเอกสารที่ พศ.ตรวจสอบเมื่อ ต้นปีนี้เอง พบว่าวัดบางวัดใน จ.ขอนแก่น ได้รับเงินอุดหนุนในหมวดนี้ แต่กลับไม่มีการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมจริงๆ นี่คือตัวอย่างเพียงจังหวัดเดียว ส่วนในภาพรวมระดับประเทศ มีการตรวจสอบพบ "นักเรียนผี" คือไม่ได้เรียนจริง แต่ได้รับเงินอุดหนุนรายหัว มากกว่า 7,000 รูป เมื่อสำนักพุทธฯตรวจสอบพบ ก็สั่งงดจ่ายเงินอุดหนุน ทำให้ประหยัดงบประมาณเฉพาะปี 2560 ปีเดียวถึง 101 ล้านบาท

สุดท้ายคือเงินอุดหนุนเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา สำนักพุทธฯโอนเงินไปให้วัดเพื่อจัดกิจกรรมทางศาสนา เมื่อโอนไปแล้ว ก็จะมีเจ้าหน้าที่ตามไปรับคืนจากวัดแบบ "เงินทอน" โดยไม่จัดกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ งบในส่วนนี้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในวัดขนาดใหญ่ ในกรุงเทพฯ เพียงไม่กี่วัด บางวัดได้มากกว่า 130 ล้านบาทใน 3 ปีงบประมาณ ขณะที่วัดต่างจังหวัดห่างไกลกลับไม่ได้รับเงินอุดหนุนแต่อย่างใด

นี่คือข้อมูลบางส่วนจากรายงานการตรวจสอบปัญหาเงินทอนวัด ซึ่งน่าคิดว่าการโยกย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร ออกจากตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ จะกระทบกับงานตรวจสอบเหล่านี้ให้หยุดชะงักไปหรือไม่ หรือว่ามีใครได้ประโยชน์จากการโยกย้าย!

ล่าความจริง พิกัดข่าวสืบเสาะ เจาะลึก ตามติดทุกประเด็นร้อนรายวันตีแผ่และเกาะทุกกระแสทุกวันจันทร์-ศุกร์ 18.20-19.20 น.

Column THINK PRAGMATIC: NOB transfer harms govt anti-graft drive - BANGKOK POST Issued date 11 September 2017

Veera Prateepchaikul

Pol Lt Col Pongporn Pramsaneh has been widely recognised as an honest and straightforward officer in the Department of Special Investigation - a rare breed in the police force. It explains why he was ordered shifted from the DSI's head of the Tax Litigation Office to lead the National Office of Buddhism (NOB) on Feb 25 by Prime Minister Prayut Chan-o-cha to do an unenviable mission. His task was to clean up the mess concerning the misappropriation of government funds for the renovation of temples and for schools on temple grounds.

The misappropriation is known as ngern torn (which literally means "small change") because it is a practice in which authorities approved and allocated the state's funds to certain temples in excess of their actual needs. After that the excess amounts were personally given back to the authorities as "small change".

The wording, ngern torn , may be misleading. The total amount involved in the misappropriation each year is not chicken's feed, but comes to billions of baht.

In the less than six months since he was moved, Pol Lt Col Pongporn has proven his worth and reputation. It was reported he had unearthed substantial evidence in the mishandling of ngern torn by several temples, with the connivance of Religious Affairs Department officials and temple abbots.

While his findings are praised by those who want to see good governance and transparency being practiced in the clerical community, several senior monks are panicking they may be exposed if the police lieutenant-colonel moves on to investigate the use of the ngern torn funds by big temples in Bangkok.

As a matter of fact, the appointment of Pol Lt Col Pongporn as head of the NOB was not welcomed by several members of the Sangha Supreme Council and its supporters known as the Federation of Thai Buddhists whose leader was reported to be a supporter of Wat Dhammakaya.

The federation also once advocated for Somdet Chuang, the abbot of Wat Pak Nam Phasi Charoen and acting supreme patriarch who was implicated in the vintage Mercedes-Benz controversy, to become the new supreme patriarch.

All of his predecessors at the NOB were senior officials of the department who were mostly "yes" men of the Sangha Supreme Council and supporters or sympathisers of Wat Dhammakaya mainly because of the temple's generous financial support for temples, drawing on its huge war chest.

This explains why Wat Dhammakaya was untouchable until the government started probing into the shady financial transactions of the temple and its former abbot, Phra Dhammajayo.

All of a sudden, on Aug 29, the cabinet dropped a bombshell by transferring Pol Lt Col Pongporn to the Prime Minister's Office as an inspector-general, reportedly at the behest of Deputy Prime Minister Wissanu Krea-ngam.

The government claimed the transfer was a promotion with Mr Wissanu saying Pol Lt Col Pongporn has now done his part of the job and it is time for him to pass on the duties to a newcomer because he is not supposed to be doing the job of an investigator, a prosecutor and a judge all by himself.

Mr Wissanu said the probe would go on, but it should be done internally rather than from the outside.

Pol Lt Col Pongpong defied the transfer order, claiming his transfer from the NOB did not have his consent and it was not yet royally endorsed. However, Gen Prayut later issued an order transferring him to the office of the permanent secretary of the PM's Office.

He has been assigned as an inspectorgeneral to oversee the affairs of Region 8 which covers Songkhla and the four southernmost provinces, Yala, Pattani, Satun and Narathiwat.

Whether the transfer is a promotion or a demotion is debatable, but it was apparently influenced by pressure from someone in the Sangha Supreme Council who may not be comfortable with his probe into the ngern torn fund.The transfer amounts to a backtrack on the government's declared goal to clean up the mess in the government's budgets for temple renovation and educational programmes.

Government spokesman Lt Gen Sansern Kaewkamnerd made it clear the NOB director must be someone who has earned the trust of the Sangha Supreme Council.

In other words, the new NOB director must be obedient and submissive to the wishes of the Sangha. Simply put, he must be a yes man.

Mr Wissanu added the director also must be involved in arranging religious activities concerning the royal cremation of the late King Bhumibol Adulyadej, must solve the Alpine land controversy and must work closely with the Sangha, the police and Religious Affairs Department.

The question arises, how can the new director carry on the investigation into the ngern torn issue effectively, if at the same time he must have the trust of the Sangha?

Pol Lt Col Pongporn did a good job in digging up dirt in the misuse of the funds and he was kicked upstairs because of it.

The new NOB director, Manas Taratjai, director-general of the Religious Affairs Department, seems to fit the wishes of the Sangha - obedient and submissive and able to earn its trust.

Mr Manas will certainly be welcomed by the Federation of Thai Buddhists which declared a victory for the Sangha and themselves when Pol Lt Col Pongporn was moved to the deep South.

But the federation has made more demands, among them that any abbot implicated in the ngern torn investigation must be kept as a witness, and that the law placing management of education funds in the hands of lay officials must be repealed.

That makes Mr Wissanu's pledge that the investigation will continue a laughing stock.

The probe is a complete waste of time because you can anticipate the result - all the implicated abbots will escape scot-free.

The way the government is treating Pol Lt Col Pongporn while protecting the "rotten eggs" in the monastic order is indeed a shame and demoralising for the likes of the police officer who honestly served the country.

Whatever the real motive, the government is driving away many of its supporters with its shortsightedness and distorted logic. What a pity!

Veera Prateepchaikul is a former editor, Bangkok Post.

"That makes Mr Wissanu's pledge that the investigation will continue a laughing stock."

คอลัมน์ พลวัตปฏิรูป: บรรษัทพัฒนาการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560

สถาบันปฏิรูปประเทศ (สปท.)

www.thailandreform.org

facebook.com/thailandreform.institute

กมล กมลตระกูล

นักวิชาการอิสระ

พ.ร.บ.พัฒนาการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. .... ที่กำลังจะนำมาใช้ยังมีจุดอ่อนและช่องโหว่ที่ประชาชนยังกังขาและไม่ไว้วางใจว่าจะเปิดช่องให้ผ่องถ่ายรายได้และทรัพย์สินของชาติที่ควรจะนำมาพัฒนาประเทศและความอยู่ดีกินดีของประชาชน มากกว่าที่เปิดโอกาสให้เอกชน นักการเมือง บริษัทต่างชาติ เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากการลงทุนที่รัฐใช้เงินภาษี และทรัพยากรสาธารณะ

ดังนั้น จึงควรแก้ไขให้โปร่งใส ชัดเจน เพื่อความสบายใจของประชาชน และเป็นการพิสูจน์ความจริงใจของรัฐบาลชุดนี้ด้วย ดังนี้

1.ควรเพิ่มหรือแก้ไขมาตราให้ระบุอย่างชัดเจนว่า ห้ามเพิ่มหรือลดทุน เพราะรัฐถือหุ้น 100% สามารถเพิ่มทุนได้จากงบประมาณของรัฐอยู่แล้ว ถ้าหากว่ามีความจำเป็น การเพิ่มหรือลดทุนเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น จึงต้องกำหนดให้บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ เป็น Close corporation ที่รัฐเป็นเจ้าของ เหมือนกับกิจการที่เจ้าของผู้ก่อตั้งกิจการแล้วจดทะเบียนเป็นบริษัท เพื่อบริหารงานอย่างมีประสิทธิผล และประสิทธิภาพแบบบริษัทแทนบริหารอย่างครอบครัว (หรือแทนระบบราชการ) แต่ไม่ต้องการให้มีบุคคลภายนอกเข้ามาถือหุ้นด้วย ซึ่งบริษัทปิดนี้เป็นมาตรฐานสากล

2.กำหนดวัตถุประสงค์ในการนำเงินรายได้ไปใช้ให้ชัดเจนให้เป็นสัดส่วนร้อยละเท่าไรต่อแต่ละด้าน คือ เพื่อสวัสดิการและการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภค การพัฒนาโครงสร้างการคมนาคมขนส่ง การชลประทาน ฯลฯ

3.เงินตอบแทนผู้บริหารต้องชัดเจน โปร่งใส และมากพอกับความรู้ความสามารถที่เทียบเคียงกับอัตราของภาคธุรกิจการเงินทั่วไปได้

4.การตั้งบริษัทลูก หรือบริษัทในเครือ รัฐต้องถือหุ้น 100% อย่าให้เหมือนรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน ด้านไฟฟ้า ด้านการประปา (กฟผ., กฟน. กปภ., กปน., ก.ท.พ.) ในทุกวันนี้ ที่บริษัทลูกรวย บริษัทแม่แย่ เพราะมีการดำเนินงานเสมือนมีการผันเงิน หรือผ่องถ่ายเงินออกไปที่บริษัทลูกที่เอกชนหรือผู้บริหารถือหุ้นใหญ่โดยการซื้อบริการหรือวัตถุดิบในราคาแพงมาขายในราคาถูก ตัวรัฐวิสาหกิจจึงมีกำไรน้อย หรือขาดทุน แต่บริษัทลูกกำไรและมีการปันผลมหาศาลให้กับผู้ถือหุ้นที่เป็นเอกชน หรือผู้บริหาร

ตัวอย่างเช่น บริษัท ราชบุรีโฮลดิ้ง และบริษัทในเครือที่ผลิตกระแสไฟฟ้ามาขายให้ กฟผ. และ กฟน. ประชาชนและผู้บริโภคเดือดร้อนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพง ฯลฯ บริษัทลูกหรือบริษัทในเครืออื่นๆ เช่น กิจการพลังงาน การประปา ก็มีลักษณะและพฤติกรรมทำนองเดียวกันนี้

ถ้าไม่มีการอุดช่องโหว่ ก็จะเปิดโอกาสให้รัฐบาลในอนาคตขาย (ทรัพย์สินสมบัติ) ชาติแบบเหมาเข่ง เหมือนที่เคยเกิดกับประเทศอาร์เจนตินา จนประเทศล้มละลาย ฟื้นตัวไม่ขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้ เหมือนกับ พ.ร.บ.แปรรูปจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เป็นสมบัติของรัชกาลที่ 5 มอบให้กับประชาชนเพื่อการศึกษาโดยเฉพาะอย่างทั่วถึง ได้กลายพันธุ์เป็นทรัพย์สินของนิติบุคคลไปแล้วอย่างสิ้นเชิง รัฐวิสาหกิจทั้งปวงที่สร้างและใช้ทุนจากเงินภาษีอากรของประชาชนทั้งประเทศจะเผชิญภาวะเช่นเดียวกับทรัพย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือกลายเป็นทรัพย์ของนิติบุคคลมิใช่ของชาติอีกต่อไป อำนาจของรัฐบาลจะเข้าไปก้าวก่าย ควบคุมไม่ได้อีกต่อไป?

5.พ.ร.บ.รัฐวิสาหกิจเดิมก็มีช่องโหว่ให้ฉ้อฉลได้มาก โดยเฉพาะไม่ห้ามการตั้งบริษัทลูกและบริษัทในเครือ เช่น บริษัทด้านพลังงาน กฟผ. กฟน. เป็นการเปิดช่องให้มีการไซฟ่อนเงินออกไป และผลักภาระให้ผู้บริโภค

บรรษัทแห่งชาติถ้าเขียนอุดช่องโหว่ได้หมด รวมทั้งมีกระบวนการสรรหาที่คัดเลือกคณะกรรมการสรรหาจากหลายๆ ภาคส่วน มีตัวแทนของกลุ่มวิชาชีพ ตัวแทนของพนักงาน ตัวแทนของผู้บริโภค ตัวแทนของสื่อสารมวลชน โครงสร้างบอร์ดต้องหลากหลาย เช่นเดียวกับคณะกรรมการสรรหา โดยมีตัวแทนพนักงานและผู้บริโภค และอื่นๆ เหมือนกับคณะกรรมการสรรหาด้วย เป็นต้น

6.สร้างระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลที่เข้มแข็งและมีบทลงโทษที่รุนแรงทางอาญาโดยไม่มีอายุความ

7.ระบบการสรรหาและสัดส่วนของคณะกรรมการใหม่นี้ให้ นำมาใช้ปฏิรูปบอร์ดเดิมของทุกรัฐวิสาหกิจด้วย

8.กำหนดการแบ่งรายได้ให้เป็นสัดส่วนที่แน่นอนว่าต้อง แบ่งให้หน่วยงานไหนไปใช้ในด้านไหน เช่น ด้านสุขภาพ สวัสดิการ โครงสร้างคมนาคม โครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทาน การศึกษา การคุ้มครองผู้บริโภค

อันที่จริงการก่อตั้งรัฐวิสาหกิจในทุกประเทศขึ้นมาเพราะถือว่าเป็นหน้าที่หรือพันธกิจอย่างหนึ่งในหลายๆ อย่างของรัฐ ในการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน โดยเฉพาะในกิจการบริการสาธารณูปโภคและสาธารณูปการพื้นฐาน อันเนื่องจากเป็นการลงทุนสูง ซึ่งเอกชนจะทำได้ยาก หรือทำแล้วก็ต้องคิดราคาค่าบริการแพง เพื่อเอาทุนกลับคืนมา

พ.ร.บ.พัฒนาการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. .... ที่กำลังจะนำมาใช้ ต้องคำนึงถึงหลักการนี้ในการพัฒนาการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ

การที่รัฐนำเงินภาษีอากรของประชาชนมาลงทุน หรือการเข้าค้ำประกันเงินกู้ของรัฐวิสาหกิจ (การไฟฟ้าฝ่ายผลิต) จึงสามารถกู้เงินก้อนโตมาได้ เช่น กรณีการสร้างเขื่อน หรือการวางเครือข่ายโทรศัพท์ หรือการสร้างระบบขนส่งมวลชน การสร้างทาง การสร้างสนามบิน และสาธารณูปโภคอื่นๆ จึงถือว่าเป็นการปฏิบัติตาม "สัญญาประชาคม"

ดังนั้น จึงเป็นการชอบธรรมอย่างยิ่งที่จะต้องคิดค่าบริการประชาชนในราคาถูก แม้ว่าจะขาดทุนก็ตาม เพราะเงินที่ขาดทุนก็มาจากภาษีของประชาชน เงินลงทุนก็มาจากภาษีอากรของประชาชน รัฐหรือรัฐวิสาหกิจเป็นเพียงผู้ทำหน้าที่จัดการ หรือตัวกลาง

ถ้าหากรัฐไม่ทำหน้าที่นี้ ประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องมีรัฐ และถ้ารัฐคิดจะเอาอัฐยายมาหากำไรจากยาย เราก็ไม่มีความจำเป็นต้องเสียภาษีให้รัฐ แต่มาจ่ายให้กับเอกชนแทน

ถึงกระนั้น รัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่แม้ว่าจะมีการคอร์รัปชันและบริหารงานอย่างไม่โปร่งใส ก็ยังทำกำไร และนำเงินส่งเข้าคลังทุกปี

รัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนนั้นมีเพียงไม่กี่แห่ง แต่เมื่อเฉลี่ยแล้ว รัฐวิสาหกิจยังเป็นแหล่งรายได้อันมหาศาลของรัฐ คือเป็นผู้นำรายได้ส่งคลังคิดเป็นร้อยละ 8 ของเงินงบประมาณแผ่นดินทีเดียว

ด้วยหลักรัฐศาสตร์สากล และเหตุผลข้างต้น ถ้ารัฐบาลจะใช้รัฐวิสาหกิจมาค้าหากำไรจากการให้บริการกับประชาชน ดังนั้น ประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องเสียภาษีให้รัฐบาล และไม่จำเป็นต้องมีรัฐบาลอีกต่อไป

ในมุมกลับ อะไรจะเกิดขึ้นถ้าทุนต่างชาติ หรือทุนยักษ์เข้ามาเป็นเจ้าของ โดยมีเป้าหมายเพื่อค้ากำไรสูงสุด

ดังนั้น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อให้เอกชน ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มทุนข้ามชาติ หรือกลุ่มทุนยักษ์ ซื้อไปค้าหากำไรจากกิจการพื้นฐานที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้บริการ โดยเป็นกิจการผูกขาดไร้คู่แข่งด้วย จึงเป็นการตัดสินใจที่ไม่ถูกต้องตามหลักของรัฐศาสตร์อย่างไม่มีข้อสงสัย

หากหันมามองในมุมมองของความมั่นคงของชาติ การบริการของรัฐวิสาหกิจในด้านการสื่อสารและพลังงานการบิน ธนาคารนั้น เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติโดยตรงในยุคนี้ เป็นการสมควรหรือที่จะให้เอกชน หรือต่างชาติมาถือครอง หรือบริหาร

ยังไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยว่า เมื่อแปรรูปรัฐวิสาหกิจไปแล้ว ประชาชนในประเทศนั้นๆ ดีขึ้นเลย ดังนั้น บรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติจึงต้องกำหนดให้เป็น Close corporation และต้องถือหุ้น 100% ในบริษัทลูกและบริษัทในเครือก็จะอุดช่องโหว่ได้เกือบหมดในการป้องกันสมบัติของชาติ และการรั่วไหลของรายได้ที่รัฐบาลควรจะได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพื่อนำมาลดหนี้สาธารณะและพัฒนาประเทศและความอยู่ดีกินดีของประชาชน.

คอลัมน์ กรองข่าวก้นตะกร้า: ดีเอสไอไล่บี้ 'ลูกโอ๊ค' - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2560

กลายเป็นประเด็นร้อนทันทีที่หนังสือขอความเป็นธรรมของ พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถึงประธานคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ที่ถูกสั่งย้ายเนื่องจากไม่ทำตามคำสั่งของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา อดีต รมว.ยุติธรรม ที่ให้แจ้งข้อกล่าวหา นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ดันมาโผล่ในช่วงที่ดีเอสไอกำลังเร่งรัดคดีฟอกเงินจากการทุจริตอนุมัติเงินกู้ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้กลุ่มกฤษดา มหานคร ที่มีความเชื่อมโยงถึงนายพานทองแท้ เพื่อส่งฟ้องก่อนหมดอายุความต้นปี 2561 ในความผิดมูลฐานการฟอกเงิน

โดยล่าสุด ดีเอสไอและอัยการได้ประชุมร่วมเมื่อวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา มีความเห็นว่า นายพานทองแท้ มีความเชื่อมโยงกับเช็คเงินสดจากผู้ต้องหากลุ่มคดีกรุงไทยจำนวน 26 ล้านบาท แต่คณะทำงานยังต้องสอบสวนเพิ่มเติมอีกเพื่อความรัดกุมของคดี ก่อนส่งให้อัยการพิจารณาสำนวนสั่งฟ้องศาลต่อไป

คาดการณ์ว่าเหตุที่หนังสือขอความเป็นธรรมของ พ.ต.ท.สมบูรณ์ เพิ่งมาโผล่ช่วงนี้ อาจเป็นเหตุผลทางการเมืองที่พยายามจะนำมาเชื่อมโยงกับ พานทองแท้ มากกว่า เพราะหนังสือหมดอายุความตั้งแต่ปี 59 แล้ว โดย พ.ต.ท.สมบูรณ์ เห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงไปร้องเรียน แต่รัฐบาลสั่งย้าย พ.ต.ท.สมบูรณ์ ตาม ม.44 ซึ่งถือว่าเป็นการใช้อำนาจพิเศษที่อยู่เหนือกฎหมายอื่นๆ ดังนั้น ก.พ.ค.จึงยกคำร้องแล้วเรื่องนี้ก็เงียบไป

เบื้องหลังการสั่งย้าย พ.ต.ท.สมบูรณ์ เนื่องจากรัฐบาลมองว่าถ้างานไม่ตรงตามเป้าก็ต้องย้ายไปปฏิบัติหน้าที่อื่นแทน เพราะเมื่อถูกมอบหมายให้ไปสอบสวนหาพยานหลักฐานในคดีดังกล่าว แต่กลับไม่แสวงหาหลักฐานประกอบสำนวนคดีเลย โดยอ้างว่าไม่มีหลักฐาน

เมื่อไม่หาหลักฐานทำให้คดีไม่มีความคืบหน้า จึงมีคำสั่งย้ายตาม ม.44 ทั้งที่ตามพฤติการณ์ของ พานทองแท้ เข้าข่ายมีความผิดมูลฐานการฟอกเงินอย่างชัดเจน แต่พนักงานสอบสวนกลับไม่ทำหน้าที่ให้ครบถ้วน ซึ่งอาจเป็นเพราะว่า พ.ต.ท.สมบูรณ์เชื่อลูกน้องมากเกินไป เพราะขณะนั้นอาจจะมองการณ์ไกลว่าการเมืองจะเปลี่ยนขั้วกลับมา จึงต้องประคองตัวไว้ไม่เร่งรัดในการทำคดี

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้น พ.ต.ท.สมบูรณ์เคยได้รับมอบหมายให้ไปทำคดีทัวร์ศูนย์เหรียญ จังหวัดภูเก็ต และคดีก็เงียบหายไปเช่นกัน

จึงเป็นเหตุผลให้ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ โดนกดดันว่าถ้าทำคดีไม่ได้ก็อาจจะถูกสั่งย้ายแทน พ.ต.อ.ไพสิฐ จึงจำเป็นต้องขอเปลี่ยนตัวคนใหม่มาทำคดี พร้อมกับไประดมพนักงานสอบสวนจาก ปปง., อัยการสำนักการสอบสวน และพนักงานสอบสวน กองคดีการเงินการธนาคาร มาช่วยทำคดีใหม่ และสั่งไปรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำเพิ่มเติมในประเด็นที่เกี่ยวข้องให้เร็วที่สุด เพราะคดีความใกล้จะหมดอายุความในปี 2561 หากทำเสร็จไม่ทันคดีหมดอายุความ พนักงานสอบสวนก็จะมีความผิดตามมาตรา 157

ส่วนคดีข้อหารับของโจรที่เชื่อมโยงกับ พานทองแท้ นั้นขาดอายุความไปแล้ว เพราะดีเอสไอไม่ได้รับทำคดีตั้งแต่แรก

หลังจากนี้คาดว่าประมาณไม่เกินเดือนตุลาคมนี้ พนักงานสอบจะเรียก พานทองแท้ กับพวกอีก 4 คน มารับทราบข้อกล่าวหาในความผิดมูลฐานฟอกเงิน จากนั้นก็จะพิจารณาสำนวนพร้อมความเห็นให้อัยการสั่งฟ้อง ในข้อหาร่วมกันฟอกเงินต่อไป ส่วนอัยการจะสั่งฟ้องหรือไม่ก็เป็นอำนาจของอัยการผู้พิจารณาสำนวนต่อไป.