You are here

CG and corruptions News - 12 February 2019

'หมอเสริฐ-ลูกสาว'ยอมจ่ายค่าปรับหลังปั่นหุ้น - เดลินิวส์

ศาลฯยกฟ้องร้องเพิกถอน สัมปทานบงกช-เอราวัณ - ข่าวหุ้น

คัดค้านร่างพ.ร.บ.ข้าว - มติชน

ประมูลเตาเผาขยะทุกคำถามมีคำตอบ - เดลินิวส์

'หมอธี'เชื่อเกณฑ์รับนร.ใหม่สกัดแป๊ะเจี๊ยะได้ผล - ไทยโพสต์

รมว.ศธ.ปลื้มสะสางทุจริตสกสค.หมดจดขึ้นเยอะ - ไทยโพสต์

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: ข้อมูลเท็จEARTH - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ ถูกทุกข้อ - ไทยโพสต์

คมชัดลึก: หยุดจ่ายแป๊ะเจี๊ยะ - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ รอบโลกวันนี้: นาจิบขอเลื่อนศาล - แนวหน้า

'หมอเสริฐ-ลูกสาว'ยอมจ่ายค่าปรับหลังปั่นหุ้น - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 62 นายปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ, น.ส.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ และ นางนฤมล ใจหนักแน่น ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่ง โดยชำระค่าปรับทางแพ่งรวม 499.45 ล้านบาทแล้ว และ ก.ล.ต. มีคำสั่งห้าม นายปราเสริฐ เป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เป็นเวลา 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ. 62-8 ก.พ. 64 ส่วน น.ส. ปรมาภรณ์ มีคำสั่งห้ามเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และ บจ. เป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ. 62-8 ก.พ. 63 และมีคำสั่งห้ามนางนฤมล เป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และ บจ. เป็นเวลา 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ. 62-8 ก.พ. 64

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจาก ก.ล.ต. ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทย (ตลท.) และตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าช่วงระหว่างวันที่ 13 พ.ย. 58- 12 ม.ค. 59 นายปราเสริฐ, น.ส.ปรมาภรณ์และนางนฤมล ร่วมกันซื้อขายหุ้น บมจ.การบินกรุงเทพ (บีเอ) อย่างต่อเนื่อง และจับคู่ซื้อขายหลักทรัพย์บีเอ ระหว่างกันเองในลักษณะอำพรางการซื้อขาย ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับราคา หรือปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ ส่งผลให้ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้นบีเอ ผิดไปจากสภาพปกติของตลาด ก.ล.ต. จึงดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด 3 ราย กรณีสร้างราคาหลักทรัพย์ โดยเรียกชำระค่าปรับทางแพ่งรวม 499.45 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์ฯ แจ้งว่า บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (บีดีเอ็มเอส) ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่านายปราเสริฐ, น.ส.ปรมาภรณ์ ขอลาออกจากตำแหน่ง มีผลตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. 62 ส่วน บมจ.การบินกรุงเทพ ทำหนังสือถึง ตลท. ว่า นายปราเสริฐ และ นางนฤมล ขอลาออกจากตำแหน่ง มีผลวันที่ 21 ม.ค. 62 เป็นต้นไป.

ศาลฯยกฟ้องร้องเพิกถอน สัมปทานบงกช-เอราวัณ - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

"เอราวัณ-บงกช" หมดกังวล ! ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายกฟ้อง กรณีมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคร้องเพิกถอนสัมปทาน เอราวัณ-บงกช ชี้กรรมการปิโตรเลียมมีอำนาจโดยชอบ

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2562 ที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ ฟร. 10/2561 คดีหมายเลขแดงที่ ฟร. 1/2562 ซึ่งมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเป็นผู้ฟ้องคดี คณะกรรมการปิโตรเลียม คณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นผู้ถูกฟ้องคดี โดยมีคำขอให้เพิกถอนประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียม เรื่องหลักเกณฑ์และ

วิธีการกำหนดพื้นที่ที่จะดำเนินการสำรวจหรือผลิตปิโตรเลียมในรูปแบบของสัมปทาน สัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือสัญญาจ้างบริการ ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2560 และกฎกระทรวงกำหนดแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. 2561 โดยศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดี และคดีเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ซึ่งศาลสามารถรับคำฟ้องไว้พิจารณาได้แม้จะยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดี

สำหรับกรณีประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดพื้นที่ที่จะดำเนินการสำรวจหรือผลิตปิโตรเลียมในรูปแบบของสัมปทาน สัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือสัญญาจ้างบริการลงวันที่ 19 ตุลาคม 2560 นั้น ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ประกาศที่กำหนดให้การสำรวจหรือผลิตปิโตรเลียมในรูปแบบของสัญญาจ้างบริการได้ก็ต่อเมื่อเป็นพื้นที่ที่มีผลการสำรวจพบปิโตรเลียมที่ชัดเจนและมีข้อมูลคาดการณ์ได้ว่า มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบตั้งแต่สามร้อยล้านบาร์เรลขึ้นไป

นอกจากนี้ มีปริมาณการผลิตสะสมรวมกับปริมาณสำรองน้ำมันดิบที่เหลืออยู่เฉลี่ยทั้งพื้นที่มีค่ามากกว่า สี่ล้านบาร์เรลต่อหลุมผลิตปิโตรเลียม หรือมีปริมาณสำรวจก๊าซธรรมชาติตั้งแต่ สามล้านล้านลูกบาศก์ฟุตขึ้นไป และมีปริมาณการผลิตสะสมรวมกับปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่เหลืออยู่เฉลี่ยทั้งพื้นที่มีค่ามากกว่าสี่หมื่นล้านลูกบาศก์ฟุตต่อหลุมผลิตปิโตรเลียม เป็นการกำหนดเงื่อนไขที่จงใจให้ไม่สามารถนำระบบสัญญาจ้างบริการมาใช้ได้ จึงขัดต่อกฎหมาย เอื้อประโยชน์แก่ผู้รับสัมปทานเดิม

ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า การสำรวจหรือผลิตปิโตรเลียมโดยการให้สัมปทาน สัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือสัญญาจ้างบริการนั้น การได้ผลประโยชน์และภาระหน้าที่ของรัฐจะแตกต่างกัน ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตสามารถจูงใจผู้ประกอบการได้มากกว่าสัญญาจ้างบริการ และพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ได้ให้อำนาจคณะกรรมการปิโตรเลียมโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการว่า ที่ใดสมควรดำเนินการสำรวจหรือผลิตปิโตรเลียมในรูปแบบใด การกำหนดวิธีการสำรวจจากปริมาณการสำรวจพบปิโตรเลียมและโอกาสพบปิโตรเลียมจึงสามารถดำเนินการได้ตามที่กฎหมายให้อำนาจ และการดำเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ย่อมหมายความรวมถึงกระบวนการบริหารจัดการเพื่อให้สามารถนำทรัพยากรปิโตรเลียมมาใช้ประโยชน์ได้ด้วย การกำหนดวิธีการจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นปัจจัยที่จะทำให้ผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกดังนั้นการที่คณะกรรมการปิโตรเลียมใช้ดุลพินิจกำหนดให้การสำรวจหรือผลิตปิโตรเลียมที่สามารถดำเนินการในรูปแบบสัญญาจ้างบริการเฉพาะในพื้นที่ที่มีการสำรวจพบเป็นปริมาณที่มากกว่าที่มีการค้นพบแล้วในประเทศไทย จึงมีเหตุผลสนับสนุนและไม่อาจรับฟังได้ว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งตามประกาศพิพาทกำหนดให้มีการทบทวนโอกาสพบปิโตรเลียมในเชิงพาณิชย์ของประเทศไทยทุก ๆ 3 ปี โอกาสที่รัฐจะดำเนินการสำรวจหรือผลิตปิโตรเลียมในรูปแบบของสัญญาจ้างบริการก็ย่อมเกิดขึ้นได้

ส่วนกรณีกฎกระทรวงกำหนดแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. 2561 นั้น ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตท้ายกฎกระทรวงที่กำหนดให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมีสิทธิรับส่วนแบ่งปิโตรเลียมส่วนที่เป็นกำไรแทนรัฐโดยเจรจาราคาตามที่เห็นชอบกับผู้รับสัญญาโดยไม่ได้ดำเนินการพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 เป็นการเปิดโอกาสให้ร่วมการทุจริต ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ได้กำหนดวิธีการขายปิโตรเลียมไว้เป็นการเฉพาะแล้ว แบบของสัญญาตามกฎกระทรวงดังกล่าวจึงเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำพิพากษายกฟ้อง

คัดค้านร่างพ.ร.บ.ข้าว - มติชน ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ทีดีอาร์ไอชี้เน้นลงโทษมากกว่าหนุน

วอนสนช.รอบคอบ-รับฟังรอบด้าน

นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในการจัดสัมมนาระดมสมอง ในหัวข้อ "ร่าง พ.ร.บ.ข้าว พ.ศ... ทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง" ว่า ภายหลังจากที่ร่าง พ.ร.บ.ข้าว พ.ศ. .ได้ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวาระ 1 และได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) ขึ้นมาเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว ทาง กมธ.ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องทางสมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย รวมถึงสมาคมเมล็ดพันธุ์แห่งประเทศไทย ไปร่วมประชุมเมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อให้ความเห็นประกอบการพิจารณาแก้ไขร่างกฎหมายภายใน 30 วัน ก่อนที่จะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. ในวาระที่ 2-3 ต่อไป ซึ่งจากการหารือร่วมกันที่ประชุมเห็นตรงกันว่าไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาของ พ.ร.บ.ข้าวฉบับนี้ จึงควรเลื่อนการพิจารณา พ.ร.บ.ข้าวออกไปก่อน เพราะมองว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ที่ระบุว่า รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และจะก่อให้เกิดความเสียหายและสร้างภาระต่อเกษตรกรชาวนาตลอดจนผู้ประกอบการธุรกิจข้าว อีกทั้งยังทำให้สูญเสียงบประมาณแผ่นดินมหาศาล และสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตอีกด้วย

นายนิพนธ์กล่าวว่า รายละเอียด พ.ร.บ.ข้าว พบว่ามีหลายมาตราที่จะเป็นผลเสียต่อชาวนา การพัฒนาพันธุ์ข้าว และวงการค้าข้าว และบางมาตราปิดกั้นขัดขวางการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ๆ ของไทย ซึ่งในอดีตข้าวพันธุ์พื้นเมืองหลายพันธุ์ที่กลายเป็นพันธุ์ยอดนิยมและได้แพร่หลายไปในหมู่ชาวนาก็มีมาก่อนที่หน่วยราชการจะให้การ รับรองพันธุ์

"สาระสำคัญของกฎหมายกลับเน้นการควบคุมและลงโทษเปรียบเหมือนประเทศตกอยู่ในภาวะสงครามและจะเกิดผลเสียหายต่อวงการข้าวไทย ส่วนมาตราด้านการพัฒนาก็มีจุดอ่อนที่ไม่น่าจะให้สัมฤทธิผล จึงอยากให้ สนช. ยืดเวลาการนำร่าง พ.ร.บ.ข้าว เข้าสู่การพิจารณาในวาระ 2 และวาระ 3 เพราะอยากให้เปิดกระบวนการรับฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญทุกด้าน หาก สนช.ชุดนี้ทำไม่ทัน ก็รอรัฐบาลใหม่เข้ามาสานต่อจะดีกว่า เพราะยังไม่เห็นประโยชน์ที่ชาวนาและผู้ประกอบการจะได้รับจาก พ.ร.บ.ข้าวฉบับนี้แต่อย่างใด" นายนิพนธ์กล่าว

ประมูลเตาเผาขยะทุกคำถามมีคำตอบ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ผู้ว่าฯยันสเปกสูงป้องกันผู้รับจ้างทิ้งงาน

เมื่อวันที่ 11 ก.พ. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวถึงกรณีโครงการจ้างเหมาเอกชนกำจัดมูลฝอยโดยระบบเตาเผามูลฝอยขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวันที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชและศูนย์กำจัดหนองแขมรวม 2 โครงการมูลค่า 13,140 ล้านบาทหลังจากถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการล็อกสเปกว่า ขณะนี้ กทม.อยู่ระหว่างดำเนินการหาผู้รับจ้างตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีการประกวดราคาอิเล็ก ทรอนิกส์ (อีบิดดิ้ง) ส่วนที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า กทม.ส่อล็อกสเปกนั้น กทม.ยืนยันทำตามกระบวนการโดยปัจจุบันมีผู้เข้ามายื่นเสนอราคาหลายรายตามเงื่อนไขที่กำหนดโดยเฉพาะประเด็นที่ผู้ยื่นเสนอราคาจะต้องผ่านการจดทะเบียนผู้รับเหมาเพื่อรับงานกับ กทม. ทำให้บางรายคุณสมบัติไม่ผ่านขณะที่รายอื่นสามารถยื่นเสนอราคาได้ตามกติกา ซึ่งตนไม่ได้เป็นผู้กำหนดเกณฑ์เอง จึงเกิดการร้องเรียนขึ้น ตนยืนยันว่า กทม.ดำเนินการโปร่งใสทุกขั้นตอนโดยเชื่อว่าโครงการดังกล่าวเป็นการทำเพื่อสังคมและประชาชน ซึ่งตนไม่ได้เป็นผู้กำหนดเกณฑ์และเงื่อนไขและยังคงยืนยันว่าจะเดินหน้าโครงการต่อไปเพราะผมทำทุกขั้นตอนอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้พร้อมกำหนดระยะเวลาการรับฟังคำวิจารณ์ของผู้ประกอบการโดยทุกคนสามารถตรวจสอบได้ส่วนที่มีผู้ร้องเรียนว่า กทม.ล็อกสเปกเนื่องจากผู้ร้องต้องการให้ กทม.ลดสเปกลงหาก กทม.ลดสเปกลงเช่นนั้นคงมีผู้ยื่นเสนอราคากว่า 4,000 ราย และประเด็นที่ผู้รับเหมารับลงทะเบียนผู้รับเหมาเพื่อรับงานเพื่อป้องกันการละทิ้งที่จะเกิดขึ้นอนาคตแล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีผู้ไปร้องต่อศาลให้ตรวจสอบกทม.นั้นปัจจุบันตนยังไม่ได้รับหนังสือโดยหากได้รับหนังสือแล้วตนพร้อมที่จะชี้แจงทุกประเด็นเพราะเป็นการดำเนินโครงการด้วยความโปร่งใสและมีเจตนาบริสุทธิ์ ตนไม่อยากให้การไม่รอบคอบเรื่องผู้รับเหมาทำให้เกิดปัญหาเหมือนที่ผ่านมาที่ พบว่าโครงการของกทม.ล่าช้าเนื่องจากส่วนหนึ่งผู้รับเหมาเกิดละทิ้งงาน.

'หมอธี'เชื่อเกณฑ์รับนร.ใหม่สกัดแป๊ะเจี๊ยะได้ผล - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ชี้ยุคนี้มีคนจับตา-ตรวจสอบเยอะขึ้นมากคงไม่มีใครกล้าทำอีก

ศึกษาธิการ * 'หมอธี' เชื่อเกณฑ์รับ นร.ใหม่สกัดแป๊ะเจี๊ยะได้ผลมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ชี้ปัจจุบันนี้มีคนช่วยตรวจสอบมาก คงไม่มีใครกล้าจ่ายเงินแลกที่นั่งอีก ส่วนประเด็นข้อเสนอให้ผู้บริหาร รร.ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินนั้น เป็นอำนาจของ ป.ป.ช.

ตามที่ที่ประชุมคณะกรรม การการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มีมติแก้ไขประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เรื่อง นโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียนสังกัด สพฐ. ปีการศึกษา 2562 ซึ่งปรับปรุงหลักเกณฑ์การรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษลดเหลือ 4 ข้อ จากเดิม 7 ข้อ ได้แก่ 1.นักเรียนที่อยู่ใน ความอนุเคราะห์ของผู้บริจาคที่ดินเพื่อจัดตั้งโรงเรียน เนื่อง จากเป็นข้อผูกพันเดิมของโรง เรียน 2.นักเรียนที่เป็นผู้ยากไร้ และด้อยโอกาส 3.นักเรียนที่ เป็นบุตรผู้เสียสละเพื่อชาติ หรือผู้ประสบภัยพิบัติ ที่ต้องการได้รับการสงเคราะห์ดูแลเป็นพิเศษ และ 4.นักเรียนที่เป็นบุตรราชการครู และบุคลากรของโรงเรียน ส่วนที่ตัดออก 3 ข้อ ได้แก่ 1.นักเรียนที่ทำคะแนน สอบคัดเลือกเท่ากันในลำดับสุดท้าย 2.รับนักเรียนโควตา ตามข้อตกลงของโรงเรียนคู่ สหกิจ หรือคู่พัฒนา หรือโรง เรียนเครือข่าย และ 3.นัก เรียนที่อยู่ในอุปการะของผู้ทำ คุณประโยชน์ให้กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง ตามที่คณะรัฐ มนตรีมีมติเรื่อง มาตรการป้อง กันการทุจริตในการเรียกรับ ทรัพย์สินหรือประโยชน์ตอบแทน เพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษา สังกัด สพฐ.ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอนั้น

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตนทราบว่า กพฐ.มีการหารือและพยายามที่จะปรับแก้หลักเกณฑ์การรับนัก เรียนเงื่อนไขพิเศษ ให้เป็นไปตามที่ ป.ป.ช.เสนอ แต่ขณะนี้ทาง สพฐ.ยังไม่ได้ส่งประกาศหลักเกณฑ์การรับนักเรียนปี 2562 มาให้ตนเซ็นลงนาม ซึ่งมติเกณฑ์รับนักเรียนใหม่นั้น ตนยังไม่เห็นทั้งหมดว่ายกเลิกหลักเกณฑ์ในข้อไหนไปบ้าง แต่คิดว่าก็เป็นเรื่องดีที่เราจะทำให้การรับนักเรียนโปร่งใสมากขึ้น อีกทั้งในเรื่องที่ให้นัก เรียนที่จบมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีสิทธิ์ให้ศึกษาต่อในระดับชั้น ม.4 โรงเรียนเดิมทุกคน ซึ่งเรื่องนี้ตนมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะถือว่าเป็นการเพิ่มสิทธิ์ให้กับนักเรียน และที่ผ่านมานักเรียนที่จบ ม.3 และไม่ได้เรียนต่อโรงเรียนเดิมก็เหมือนกับถูกไล่ออกจากโรงเรียนตัวเอง

"เกณฑ์รับนักเรียนเกณฑ์ใหม่จะสกัดปัญหาเรื่องเงินแป๊ะ เจี๊ยะได้แน่นอนหรือไม่นั้น ผมมองว่า คำว่าแน่นอนมันใช้ไม่ได้ในยุคนี้ แต่คงสกัดได้มากขึ้น กว่าที่ผ่านมา ซึ่งไม่ต้องห่วง เพราะปัจจุบันนี้มีคนช่วยกันตรวจ สอบจำนวนมาก คงไม่มีใครกล้าจ่ายเงินเพื่อแลกที่นั่งเรียน ส่วนประเด็นที่มีคนค้านการตัดข้อผู้ทำคุณประโยชน์ให้โรงเรียนออกไปด้วยนั้น ประเด็นนี้ผมไม่ทราบ ต้องไปถาม สพฐ. แต่นโยบายของผมการรับนักเรียนจะต้องดำเนินการให้เกิดความเป็นธรรม" รมว.ศธ.กล่าว และ ว่า สำหรับประเด็นที่นักวิชาการเสนอแนะให้ผู้บริหารโรงเรียนต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินนั้น เรื่องนี้เป็นอำนาจของ ป.ป.ช.ที่จะพิจารณา.

รมว.ศธ.ปลื้มสะสางทุจริตสกสค.หมดจดขึ้นเยอะ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ศึกษาธิการ * "รมว.ศธ." ปลื้ม สะสางปัญหาทุจริตภายใน สกสค.ได้สะอาดหมดจดขึ้น เผยเคลียร์เงิน 10,000 ล้าน ที่ออมสินหักไป โดยออมสินยอมทยอยคืนแล้ว พร้อมกับฝากเพื่อนครูช่วยเป็นหูเป็นตาจับโกงเงินครูด้วย ลั่นถ้าอดีตไม่มั่วเอาเงินไปทำอย่างอื่น มีเงินสวัสดิการคืนให้ครูอีกเยอะ

ที่หอประชุมคุรุสภา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้จัดงาน เดินหน้า สกสค. ครั้งที่ 1 โดยมี นพ.ธีระ เกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐ มนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิ การ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดงาน พร้อมบรรยายพิเศษ ตอนหนึ่งว่า ที่ผ่านมา สกสค.ถือว่าเป็นหน่วยงานที่มีปัญหาเรื่องการทุจริต จนหัวหน้าคณะ รักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องใช้ ม.44 ยุบคณะกรรม การ สกสค. ต่อจากนั้นก็มีการแก้ปัญหาสะสางเรื่องทุจริตต่างๆ ภายใน สกสค.ให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย และหลายเรื่องได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจน จบสิ้นแล้ว จนกระทั่งมาถึงในยุคนี้ สกสค.ได้ทำข้อตกลงกับธนาคารออมสิน ว่าจะไม่รับเงินค่าบริหารจัดการที่ ธนาคารออมสินส่งคืนให้ของ โครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อน ครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และโครงการสวัสดิการกองทุนการฌาปณกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาในกรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) ที่ 2-7 จำนวนร้อยละ 0.5-1 ซึ่งที่ ผ่านมามีคนไปตกลงกับธนาคารออมสินให้คืนเงินเปอร์เซ็นต์ดังกล่าวแก่ สกสค.นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะเงินเปอร์เซ็นต์เหล่านี้ควรเป็นของครู แต่ใครก็ไม่รู้มาทำให้เกิดหายนะจนธนาคารออมสินมีหนี้เสีย ร้อยละ 18 จากหนี้ครูเป็นเงินกว่า 500,000 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อได้มีการยกเลิกไม่รับเงินดังกล่าว จึงให้ธนาคารนำไปลดดอกเบี้ยให้แก่ครูที่มีวินัยการชำระหนี้ที่ดี ซึ่งการดำเนินการเรื่องนี้ส่งผลให้มีเพิ่มเงินในกระเป๋าครูมากขึ้น

ส่วนประเด็นการคืนเงินที่ธนาคารออมสินหักไปกว่า 10,000 ล้านบาท เนื่องจากข้อตกลงเดิมได้กำหนดให้สามารถหักได้กรณีที่ครูไม่ชำระหนี้ติด กันเป็นเวลา 3 เดือน ก็ได้เคลียร์กันเรียบร้อยแล้ว โดยธนาคารออมสินจะทยอยคืนเงินส่วนที่หักไป พร้อมทั้งร่วมกับ สกสค.เพื่อติดตามผู้ที่ได้รับการหักหนี้ไปก่อนหน้านี้ให้กลับมาชำระหนี้

"ทั้งนี้ สกสค.มีเงินช่วยเหลือสวัสดิการให้แก่เพื่อนครู อีกจำนวนมาก ถ้าในอดีตไม่ มีการมั่วนำเงิน สกสค.ไปทำอย่างอื่น ก็จะทำให้เราได้ส่งเสริมสวัสดิการให้แก่เพื่อนครู อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ สกสค.กำลังเดินหน้าไปด้วยดี ดังนั้นหลังจากหมดรัฐบาลชุดนี้แล้ว ผมขอฝากเพื่อนครูช่วยเป็นหูเป็นตาจับโกงเงินครูด้วย เพราะ ศธ.มีรูรั่วเยอะ" รมว.ศธ.กล่าว.

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: ข้อมูลเท็จEARTH - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

สุนันท์ ศรีจันทรา

ผู้บริหารบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) หรือ EARTH ได้ชี้แจงความมีอยู่จริง และมูลค่ายุติธรรมของสิทธิในเหมืองถ่านหิน 2 แห่งที่อินโดนีเซียมาแล้ว ยืนยันถึงความมีอยู่จริง และมูลค่ายุติธรรมของสิทธิในเหมือง มูลค่าเกือบ 30,000 ล้านบาท

ถ้าคำชี้แจงเป็นข้อเท็จจริง ผู้ถือหุ้นทั้งหมดจำนวน 16,743 ราย คงได้รับการเยี่ยวยาความเสียหายจากการลงทุนหุ้นตัวนี้

แต่คำชี้แจงของฝ่ายบริหาร EARTH จะมีความน่าเชื่อถือเพียงใด

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งให้ EARTH ชี้แจงความมีอยู่จริง และมูลค่ายุติธรรมในสัมปทานเหมืองถ่านหิน 2 แห่งในอินโดนีเซีย และกำหนดให้ชี้แจงภายในวันที่ 2561 แต่บริษัทฯ เพิ่งส่งคำชี้แจงมาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

คำชี้แจงที่เผยแพร่สู่สาธารณชน มีความซับซ้อน และต้องพยายามทำความเข้าใจ แต่สรุปรวมแล้ว ผู้บริหาร EARTH ยืนยันความมีอยู่จริงของกรรมสิทธิ์ในเหมืองทั้ง 2 แห่ง โดยเข้าไปลงทุนผ่านบริษัทลูกหลายทอด

และบริษัทลูกทั้งสองแห่งที่ถือหุ้นในบริษัทที่ได้รับสัมปทานเหมืองถ่านหิน จดทะเบียนในต่างประเทศทั้งคู่ โดยบริษัทหนึ่งจดทะเบียนในประเทศซามัว อีกบริษัทจดทะเบียนในหมูเกาะบริติชเวอร์จิ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทลูกทั้งสองแห่งที่ EARTH ถือหุ้น 100% ของทุน จดทะเบียน กลับถือหุ้นในบริษัทที่ได้รับกรรมสิทธิ์สัมปทานเหมืองถ่านหินเพียง 49% ของทุนจดทะเบียน แต่อีก 51% ถือโดยบุคคลเพียงคนเดียว ซึ่งแถลงต่ออินโดนีเซียว่า เป็น "นอมินี" หรือถือหุ้นแทนบริษัทลูก EARTH

ส่วนกรรมการผู้จัดการบริษัทที่ถือกรรมสิทธิ์เหมืองถ่านหินทั้งสองแห่งคือ นายขจรพงศ์ คำดี อดีตผู้บริหาร EARTH ซึ่งถูก ก.ล.ต.กล่าวโทษร่วมกับพวก ในความผิดเผยแพร่ข้อมูลเท็จ สร้างหนี้เทียม และการนำข้อมูลภายในแสวงหาประโยชน์จากการซื้อขายหุ้น

สำหรับมูลค่ายุติธรรมของสิทธิในเหมือง 2 แห่ง EARTH ได้จ้างบริษัทประเมินราคาอิสระของอินโดนีเซีย 2 แห่งเป็นผู้ประเมิน โดยแห่งแรก บริษัทประเมินราคาตีมูลค่ายุติธรรมเหมือนถ่านหินแห่งแรกที่ 548.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอีกแห่งตีมูลค่าที่ 448 ล้านดอลลาร์

เหมืองถ่านหินแหล่งที่สอง บริษัทประเมินราคารายแรกประเมินที่ 337.69 ล้านดอลลาร์ อีกรายประเมินที่ 316 ล้านดอลลาร์

รวมสัมปทานเหมืองถ่านหินสองแห่ง มีมูลค่ายุติธรรมของสิทธิเกือบ 900 ล้านดอลลาร์หรือเกือบ 30,000 ล้านบาท

แต่สัมปทานเหลืออายุอีกเพียง 1 ปี โดยจะสิ้นสุดในปีหน้า จึงไม่รู้ว่า มูลค่ายุติธรรมที่ตีราคามา ถ้าจะแปลงเป็นเงินจริงๆ จะได้เท่าไหร่

และแม้ EARTH จะอ้างว่า กำลังขอต่ออายุสัมปทาน แต่ไม่มีหลักประกันว่า อินโดนีเซียจะยอมให้ต่อหรือไม่ และถ้ายอม จะหาเงินที่ไหนไปเป็นค่าสัมปทาน

นอกจากนั้น บริษัทประเมินราคา 2 แห่งของอินโดนีเซีย ไม่รู้ว่า เป็นที่ยอมรับขนาดไหน มีความเป็นมืออาชีพหรือไม่ เป็นมือปืนรับจ้างมาประเมินราคาให้ใครหรือเปล่า

คำชี้แจงความมีอยู่จริง และมูลค่ายุติธรรมของสิทธิเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซียที่ฝ่ายบริหาร EARTH ชี้แจง ยังต้องรอการพิสูจน์ทราบความเป็นจริงซึ่งไม่ใช่ เรื่องง่าย

เพราะข้อมูลที่ฝ่ายบริหาร EARTH แจกแจงมา เกิดขึ้นในต่างประเทศ ก.ล.ต.ไม่มีกลไกที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงได้มากนัก

นักลงทุนจึงอย่าเพิ่งคาดหวังกับทรัพย์สินเหมืองถ่านหินอินโดนีเซียมากเกินไป เพราะอาจเป็นสิ่งเลื่อนลอยก็ได้

และผู้บริหาร EARTH ก็เคยมีพฤติกรรมสร้างข้อมูลเท็จ หนี้เทียม ทุจริตจนถูกกล่าวโทษในหลายความผิดมาแล้ว แม้แต่การปลอมใบขนส่งถ่านหินที่มีแต่ "ลม" เท่านั้น

การลงทุนหรือการซื้อทรัพย์สินในต่างประเทศ เป็นช่องทางในการผ่อนถ่ายเงินของบริษัทจดทะเบียน เพราะ ก.ล.ต.ไม่อาจตามไปตรวจสอบธุรกรรมใน ต่างประเทศได้เต็มที่ เช่นเดียวกับกรณี EARTH

บริษัทจดทะเบียนนับสิบๆ แห่งเคยถูกตั้งข้อสงสัย ในการสร้างธุรกรรมต่างประเทศเพื่อผ่องถ่ายเงินมาแล้ว และ EARTH เป็นอีกหนึ่งที่อยู่ในข่ายตั้งข้อสงสัย.

คอลัมน์ ถูกทุกข้อ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

อัตถ์ อัตนัย

[email protected]

โกงยังเกลื่อน

เรียน คุณอัตถ์ ที่เคารพ

คิดว่าประเทศไทยโกงกันน้อยลงบ้างหรือไม่ ไพ้รซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส ประเทศไทย เปิดผลสำรวจที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ผลสำรวจอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการทุจริตประเทศไทย ปี ๒๕๖๑ ที่จัดทำขึ้นทุก ๒ ปี จากผู้ตอบแบบสอบถาม ๕๒๒ ราย ทั้งบริษัทจดทะเบียน บริษัทเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ

พบว่าบริษัทในไทยกว่า ๔๘% เป็นเหยื่อการทุจริตและอาช ญากรรมทางเศรษฐกิจสูงกว่าปี ๒๕๕๙ ที่อยู่ที่ ๒๖% การยักยอกสินทรัพย์ยังเป็นการทุจริตที่พบมากที่สุดคิดเป็น ๖๒% สูงกว่าอัตราเฉลี่ยทั่วโลกที่ ๔๕% การประพฤติผิดทางธุรกิจของไทยคิดเป็น ๔๐% สูงกว่าอัตราเฉลี่ยทั่วโลกที่ ๒๘%

ผลสำรวจบอกชี้ว่า มีเพียงบริษัทส่วนน้อยเท่านั้นที่ยอมรับว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นในองค์กร สะท้อนให้เห็นว่านโยบายป้องกันการทุจริตในองค์กรยังมีช่องโหว่ กลายเป็นช่องทางเปิดโอกาสให้มีการแสวงหาผลประโยชน์จากความไม่ชัดเจนของนโยบายดังกล่าว แต่ก็มีดีอยู่บ้างตรงที่ว่ากว่า ๗๑% ของผู้ตอบแบบสอบถาม เชื่อว่าบริษัทพยายามปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจในระดับปานกลางถึงระดับมากเพื่อป้องกันการทุจริตหรืออาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดจากคนภายในองค์กร

เป็นไงครับ ก่อนนี้เชื่อกันว่าภาคเอกชนโกงน้อยกว่าภาครัฐมาก ใครๆ ก็พากันมองว่าภาครัฐเป็นตัวถ่วง แต่ตัวเลขปรากฏออกมาเช่นนี้พูดได้คำเดียวว่าสาหัส สอบตกทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จัดโครงการสัมมนา หัวข้อการผลักดันยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตสู่ประเทศไทยใสสะอาด ไทยทั้งชาติต้านทุจริต พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช.ตั้งเป้าไว้ชัดว่า ประเทศไทยต้องเพิ่มระดับค่าดัชนีการรับรู้การทุจริตหรือดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน CPI ให้ได้มากกว่าร้อยละ ๕๐ ภายในปี ๒๕๖๔

ในปี ๒๕๖๔ ค่า CPI ไม่เป็นไปตามเป้า ผมอาจจะต้องรับผิดชอบ ประกาศเอาไว้แบบนี้ก็คงลุ้นกันละครับว่าอีก ๓ ปีข้างหน้าการโกงในประเทศไทยจะลดฮวบฮาบได้จริงหรือไม่ ค่า CPI ของไทยวันนี้อยู่ที่ ๓๗ คะแนน คำถามคือจะทะยานขึ้นไปได้อย่างไร ป.ป.ช.เขาวางยุทธศาสตร์ไว้มีทั้งสิ้น ๖ ยุทธศาสตร์คือ

๑.สร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต

๒.ยกระดับเจตจำนงทางการเมืองในการต่อต้านทุจริต

๓.สกัดกั้นการทุจริตเชิงนโยบาย

๔.พัฒนาระบบป้องกันการทุจริตเชิงรุก

๕.ปฏิรูปกลไกและกระบวนการปราบปรามการทุจริต

๖.ยกระดับคะแนนค่า CPI ของประเทศไทย

ก็ว่ากันไป แต่มันถูกลบล้างหมดเพราะเมื่อตั้งคำถามเรื่องนาฬิกาเพื่อนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ คำตอบจากปาก ป.ป.ช.คือยังไม่ได้รับรายงานความคืบหน้า.

ขอแสดงความนับถือ

ชุมพล ศรีสง่า

นี่แหละครับปัญหาใหญ่สุดของประเทศไทย ตราบใดที่ยังมีการคอร์รัปชัน ไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชน ประเทศไทยไม่มีวันเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้แน่

ที่จริงประเทศเรามีปัญหาเยอะ แต่อยากให้ผู้มีอำนาจโฟกัสไปที่ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงๆ จังๆ อย่าทำแบบขอไปที ไฟลนก้นทีก็ลุกขึ้นมาบอกว่าจะปราบโกงกันที แบบนั้นมันแก้ไขอะไรไม่ได้เลย และที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเราเป็นแบบนั้นจริงๆ

การปราบคอร์รัปชันที่ดีที่สุดคือ ผู้นำและคณะของผู้นำต้องทำเป็นแบบอย่าง อย่าให้มีข้อสงสัยแม้แต่น้อยว่ารัฐบาลมีปัญหาความไม่โปร่งใส หากทำได้การบังคับให้ภาคส่วนอื่นทำตามมันจะง่ายขึ้น และคนถูกบังคับก็จะยอมทำตาม ด้วยความเกรงใจและเกรงกฎหมายที่มีความศักดิ์สิทธิ์จากการนำร่องของผู้นำ

และขอย้ำว่าการเริ่มต้นปราบคอร์รัปชันไม่มีคำว่าสาย แต่การไม่ทำอะไรเลยเท่ากับเป็นการสนับสนุนให้มีการโกงชาติกินเมือง.

คมชัดลึก: หยุดจ่ายแป๊ะเจี๊ยะ - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ยังคงมีความพยายามเอาชนะขบวนการ "แป๊ะเจี๊ยะ" หรือที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า "มาตรการป้องกันการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ตอบแทน เพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)" ล่าสุด คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้นำเสนอหลากหลายมาตรการต่อ สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ และรัฐบาล เพื่อให้ทั้ง 3 แกนหลักนี้ได้บูรณาการการแก้ไขปัญหาได้อย่างรอบด้าน เช่น เสนอให้รัฐบาลจัดทำงบประมาณอุดหนุนรายหัวให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ใช้มาตรการทางภาษีสนับสนุนให้เกิดการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา สร้างแรงจูงใจให้เกิดการบริจาคช่วยเหลือโรงเรียนขาดแคลน ด้อยโอกาส จัดการเรื่องงบประมาณเพื่อให้การดำเนินงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษามีผลในทางปฏิบัติ

สำหรับมาตรการที่เสนอไปยัง สพฐ.ที่น่าสนใจก็คือ ให้พิจารณายกเลิกหลักเกณฑ์การรับนักเรียนกรณีเงื่อนไขพิเศษ เพราะเป็นช่องทางให้เกิดการเรียกรับทรัพย์หรือประโยชน์ตอบแทน เพื่อลดปัญหาเด็กฝาก ให้กำหนดวิธีการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนการรับนักเรียนในเขตพื้นที่บริการ นักเรียนทั่วไป และนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ ให้กำหนดระเบียบหรือข้อบังคับที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ในการกำหนดรูปแบบมาตรฐานกลางสำหรับการประกาศผลการคัดเลือกนักเรียน การประกาศผลการสอบ คะแนนการสอบ โดยเรียงรายชื่อตามลำดับคะแนนที่สอบแข่งขันได้ของนักเรียนที่เข้าสอบทุกคน เพื่อให้สถานศึกษาทุกแห่งภายใต้สังกัด สพฐ. ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและมีกระบวนการรับนักเรียนที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นธรรม และเสมอภาค และในกรณีที่สถานศึกษามีการรับนักเรียนเพิ่มเติมไม่ว่าในกรณีใด ให้ดำเนินการเรียกรับนักเรียนตามประกาศผลการสอบที่ได้เรียงรายชื่อตามลำดับคะแนนที่สอบแข่งขันได้ ส่วนที่เสนอกระทรวงศึกษาธิการก็จะเน้นในเรื่องของการตรวจสอบและการลงโทษกรณีรับประโยชน์แลกที่นั่งให้นักเรียน

มาตรการข้างต้นกล่าวโดยสรุปแล้ว มีรายละเอียดในทางปฏิบัติค่อนข้างมาก โดยเฉพาะข้อเสนอที่ส่งไปยัง สพฐ.ที่เป็นต้นสังกัดโรงเรียนโดยตรง ซึ่งจะต้องตรวจสอบ สอดส่องดูแลอย่างทั่วถึงและสร้างความเสมอภาคให้เกิดขึ้นกับระบบการศึกษาไทยให้ได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาเด็กฝากและแป๊ะเจี๊ยะ ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาเป็นเวลานานนั้นก็เพราะความเหลื่อมล้ำ หรือคุณภาพทางการศึกษาที่แตกต่างกัน ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองดิ้นรนกระเสือกกระสนหาที่นั่งให้บุตรหลานในโรงเรียนดัง นอกจากเงื่อนไขพิเศษ และปัจจัยอื่นที่จะฝากเด็กได้แล้ว เงิน และทรัพย์สินอื่นใดก็เป็นใบเบิกทางอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งนับเป็นการทุจริตกันแบบซึ่งหน้า เพราะทรัพย์สินเหล่านี้ อาจจะเข้ากระเป๋าของคนบางคนเหมือนที่เคยเป็นข่าวเท่านั้น แทนที่จะเป็นโรงเรียน หรือการเสนอบริจาคให้แก่ทางโรงเรียน

เป็นข้อแลกเปลี่ยนก็เป็นการกระทำที่ไม่สุจริตอยู่ดี เพราะเป็นการเบียดบังโอกาสของเด็กอื่นที่ไม่สามารถแข่งขันด้านเงินทองของมีค่า แนวทางของ ป.ป.ช.นับว่า เป็นมาตรการชุดใหญ่ ในอันที่จะกำจัดเหลือบในแวดวงการศึกษา และสร้างความเท่าเทียมให้แก่เด็กไทยได้ แต่ทั้งหมดนั้น ล้วนต้องอาศัยจิตสำนึกของผู้บริหารสถานศึกษา และพ่อแม่ผู้ปกครองที่ฝ่ายหนึ่งจะต้องไม่เรียกรับหรือเลี่ยงบาลีเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ขึ้นมา เช่น รับบริจาคอุปกรณ์การศึกษาให้โรงเรียน สนับสนุนสมาคมศิษย์เก่า ฯลฯ ขณะที่พ่อแม่ผู้ปกครองเอง ก็จะต้องให้ความร่วมมือ ไม่ชี้โพรงให้ลูกหลานของตนผ่าน "ทางลัด" ด้วยทรัพย์สินเงินทองที่มีมากกว่าเด็กอื่น เพราะนั่นเท่ากับเป็นการบ่มเพาะให้ลูกหลานของตนเองคุ้นเคยและยอมรับกับระบบอุปถัมภ์ เอาเปรียบคนอื่นตั้งแต่ในช่วงของการเรียนรู้ผิดชอบชั่วดี แต่เหนือ

อื่นใดที่กระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ.ต้องรีบลงมือทำ คือการสร้างมาตรฐานโรงเรียนต่างๆ ให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกันมากที่สุด เพื่อไม่เกิดการหลั่งไหลไปกระจุกอยู่แต่โรงเรียนดัง ขณะที่สำนักกวดวิชาประกอบกิจการรุ่งเรือง และมูลค่าของแป๊ะเจี๊ยะจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด

คอลัมน์ รอบโลกวันนี้: นาจิบขอเลื่อนศาล - แนวหน้า ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

กัวลาลัมเปอร์ - นายนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ขอเลื่อนนัดศาลในการรับฟังการไต่สวนคดียักยอกเงินจากกองทุนพัฒนาเศรษฐกิจ หรือ 1MDB นัดแรกวันที่ 12 ก.พ. ซึ่ง ศาลอนุญาตให้เลื่อนการพิจารณาคดีออกไปก่อนอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าจะทราบผลอุทธรณ์การโอนคดีระหว่างศาล นายนาจิบจะต้องเข้ารับการพิจารณาคดีเป็นครั้งแรกในวันอังคารนี้ ในข้อหาที่เกี่ยวกับการทุจริตในกองทุนพัฒนาเศรษฐกิจมาเลเซีย หรือ 1MDB 7 ข้อหาที่ระบุว่านายนาจิบยักยอกเงิน 42 ล้านริงกิต หรือประมาณ 324 ล้านบาท ไปจากเอสอาร์ซี อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของกองทุน 1MDB แต่ทนายความของนายนาจิบยื่นคำร้องขอให้เลื่อนการพิจารณาคดีออกไปก่อน สื่อมาเลเซียรายงานว่า การเลื่อนการพิจารณาคดีดังกล่าวของนายนาจิบออกไปยิ่งทำให้กระแสกดดันต่อรัฐบาลชุดใหม่เพิ่มมากขึ้น หลังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมาก่อนหน้านี้ว่ามีความพยายามถ่วงเวลาในการดำเนินคดี

การที่สาธารณชนบังเกิดความรังเกียจขยะแขยงกับข้อกล่าวหาฉ้อโกงนี้แหละ มีบทบาทสำคัญที่นำไปสู่ความปราชัยในการเลือกตั้งของนาจิบ - ที่เป็นผู้ก่อตั้งกองทุนนี้ขึ้นมา และของแนวร่วมแห่งชาติ (Barisan Nasional หรือ BN) ซึ่งเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลผสมปกครองมาเลเซียอย่างไม่เคยขาดตอน นับแต่ที่ได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี 1957

เพียงไม่นานนักหลังจากความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งทั่วไปของเขา และของแนวร่วมบีเอ็นในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว อดีตนายกรัฐมนตรีวัย 65 ปีผู้นี้ก็ถูกจับกุมและถูกตั้งข้อหารวม 42 กระทงที่โยงใยกับกรณีอื้อฉาวนี้ ถึงแม้เขายังคงปฏิเสธอย่างเดือดดาลว่าไม่ได้กระทำความผิดใดๆ ทั้งสิ้น

ไม่เพียงแค่ไม่ยอมเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่เงียบๆ เท่านั้น อดีตผู้นำจาก ตระกูลชนชั้นสูงผู้นี้ยังพยายามต่อสู้ด้วยการโหมทำศึกป่าวร้องตีข่าวเพื่อช่วงชิงความเห็นอกเห็นใจของสาธารณชน โดยมุ่งเสนอภาพตนเองว่าเป็นคนของประชาชน และคอยเยาะเย้ยเสียดสีรัฐบาลชุดใหม่อย่างไม่ลดละเว้นว่าง

สำหรับการพิจารณาคดีของศาลในสัปดาห์นี้ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในวันอังคาร (12) มีศูนย์กลางอยู่ที่บรรดาข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเงินทองจำนวน 42 ล้านริงกิต (ราว 10.3 ล้านดอลลาร์) ที่ถูกโอนจากบริษัทเอสอาร์ซี อินเตอร์เนชั่นแนล อดีตกิจการหนึ่งในเครือของ 1 เอ็มดีบี เข้าไปยังบัญชีธนาคารส่วนตัวของนาจิบ

คดีนี้พัวพันโยงใยอยู่กับกรณีการฟอกเงินรวม 3 กระทงด้วยกัน แล้ว ก็พัวพันโยงใยกับกรณีการทำผิดหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมาย 3 กระทง (การ ทำผิดหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมาย หรือ breach of trust คือการที่จำเลยถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจหน้าที่ซึ่งพวกเขาได้รับมอบหมายไปในทางทุจริต ถือเป็นความผิดทางอาญาอย่างหนึ่ง) ตลอดจนกรณีการใช้อำนาจโดยมิชอบอีกกระทงหนึ่ง นาจิบให้การปฏิเสธว่าไม่มีความผิดใดๆ ตามข้อหาเหล่านี้เลย

* ข้อหาอื่นๆ ยังจะตามมาอีก

นี่เป็นเพียงหนึ่งในการถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจำนวนมาก ซึ่งคาดหมายกันว่านาจิบจะต้องเผชิญจากเรื่อง 1 เอ็มดีบี และพัวพันกับเงินแค่ส่วนเสี้ยวเดียวของทั้งหมดซึ่งกล่าวกันว่าขโมยมาจากกองทุนแห่งนี้ โดยที่มีจำนวน 681 ล้านดอลลาร์ทีเดียวซึ่งระบุกันว่าไปลงเอยที่บัญชีส่วนตัวของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้

อย่างไรก็ดี การที่ศาลเริ่มต้นการไต่สวนพิจารณาในคดีแรกคราวนี้ ยังควรที่จะถือเป็นช่วงจังหวะเวลาอันสำคัญ และน่าจะลดทอนแรงกดดันซึ่งมีต่อรัฐบาลใหม่ ภายหลังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันว่าดำเนินการอย่างเชื่องช้ามากในกรณี 1 เอ็มดีบี

"มันเป็นจังหวะเวลาที่สำคัญ ถึงแม้จะเป็นการลงมือที่ล่าช้าไปมาก ก็ตามที" นี่เป็นคำกล่าวของ ซินเธีย เกเบรียล ซึ่งเป็นสมาชิกคนหนึ่งในคณะกรรมการที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการสอบสวนกรณีฉาวโฉ่นี้

"เป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดสำหรับรัฐบาลใหม่ที่จะต้องเข้ารับมือและคลี่คลายกรณีอื้อฉาวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต" เกเบรียลกล่าวต่อ เธอผู้นี้เป็นประธานของกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งใช้ชื่อว่า "ศูนย์กลางต่อสู้การคอร์รัปชันและการเล่นพรรคเล่นพวก" (Center to Combat Corruption and Cronyism)

ด้านนาจิบและทีมทนายแก้ต่างของเขานั้น พยายามป่าวร้องวาดภาพ คดีความที่เล่นงานเขาว่า คือการแก้แค้นของคณะรัฐบาลชุดใหม่ที่นำโดย นายกรัฐมนตรีวัย 93 ปี มหาเธร์ โมฮาหมัด บุรุษผู้ที่เคยเป็นพี่เลี้ยงทางการเมืองของนาจิบ ก่อนที่จะพลิกผันกลายเป็นศัตรูผู้ตามจองล้างจองผลาญของเขา

มูฮัมหมัด ชาฟี อับดุลเลาะห์ หัวหน้าทีมทนายความของนาจิบ ประทับตราการพิจารณาคดีที่กำลังจะเปิดฉากขึ้นคราวนี้ว่า "เป็นเรื่องการเมือง"

"ถ้าคุณยินยอมให้ผมได้ผู้พิพากษาที่ตรงไปตรงมา, ระบบยุติธรรมที่ ตรงไปตรงมา, และพวกพยานถูกปล่อยให้เป็นตัวของตัวเองโดยไม่มีการ ชี้นำแล้ว ผมก็จะชนะคดีนี้แน่ๆ" เขาบอกกับสำนักข่าวเอเอฟพี

ระยะเวลาในการพิจารณาคดีนี้ของศาล ถูกวางเอาไว้จนกระทั่งถึงสิ้นเดือนมีนาคม และคาดหมายกันว่าฝ่ายอัยการจะเรียกพยานขึ้นให้การจำนวน หลายสิบปาก

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์หลังๆ มานี้ นาจิบได้เปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสื่อสังคมได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยที่กำลังมีจำนวนผู้คอยติดตามเขาทางออนไลน์กลุ่มใหญ่ จากการที่เขาวิพากษ์โจมตีนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลใหม่ และโพสต์ภาพชุดการเดินทางไปเยี่ยมเยียนสถานที่ต่างๆ ซึ่งเขาได้พูดคุยกับประชาชนเกี่ยวกับประดาปัญหาทางเศรษฐกิจ

ฉากที่ดูตื่นตาตื่นใจมากที่สุด เห็นจะได้แก่การโพสต์คลิปวิดีโอซึ่งตัวเขาเองกำลังครวญเพลงเวอร์ชันภาษามาเลย์ของเพลงฮิต "คิส แอนด์ เซย์ กู๊ดบาย" (Kiss and Say Goodbye) ยุคทศวรรษ 1970 พรั่งพร้อมด้วยทีมนักร้อง แบ็กอัป โดยที่ในคลิปนี้เขาไม่ลืมกล่าวหารัฐบาลชุดใหม่ว่ากำลังมี "วาระแห่งการแก้แค้น และการให้ร้ายป้ายสี"

นี่ต้องถือว่าเป็นการเลี้ยวกลับแบบ 180 องศาที่น่าจับตามองทีเดียว สำหรับบุคคลผู้ซึ่งมักถูกมองกันเป็นประจำว่าเป็นผู้ที่เหินห่างไม่สามารถสัมผัสชีวิตของสามัญชนคนธรรมดาชาวมาเลเซียได้ ในระหว่างช่วงเวลา 9 ปีที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของเขา

อย่างไรก็ตาม บริดเจต เวลช์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมาเลเซียที่ มหาวิทยาลัยจอห์น คาบอต (John Cabot University) ให้ความเห็นว่า "ภาพลักษณ์ ใหม่นี้ ... เป็นสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมา และไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเมื่อตอนที่เขา ดำรงตำแหน่งอยู่"

"ดิฉันเชื่อว่าการพิจารณาคดีคราวนี้จะสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงให้แก่ฐานะของนาจับ" .(เก็บความจากเรื่อง Malaysia's toppled leader to go on trial over 1MDB scandal ของสำนักข่าวเอเอฟพี)

Column AROUND ASIA: JAPAN - BANGKOK POST Issued date 11 February 2019

Nissan Motor Co is unwilling to support an arrangement with its alliance partner Renault that would place the same person in the chairman's role at both companies, as was the case under jailed former leader Carlos Ghosn. A person familiar with the matter said the Japanese company would resist appointing new Renault chairman Jean-Dominique Senard as its own chairman as well. Nissan's board plans to await a governance committee report before taking a final decision. It's the strongest sign yet of the challenges facing the Franco-Japanese partnership as the sides try to forge a fresh path without Mr Ghosn, who enforced a common vision over two decades through his stature and personality.

Prime Minister Shinzo Abe has pledged to take a "step-by-step'" approach in resolving a territorial dispute with Russia left over from World War II. Mr Abe told a rally of former residents of four islands seized by Russia in the war's final days that settling the conflict over what Japan calls its "northern territories" was difficult but necessary. Regaining the islands north of Japan's northern main island of Hokkaido has been a priority for Mr Abe and his conservative base. For seven decades, the dispute has prevented Tokyo and Moscow from signing a peace treaty.