You are here

CG and corruptions News - 13 July 2018

แฉหิ้วเงินสดซุกไว้กับญาติ-คนใกล้ชิด 3หน่วยลุยคดีอดีตบิ๊กพม. กว่า10รายเอี่ยวโกงคนจน - แนวหน้า

ซัดปปช.ไร้น้ำยาอุ้มนาฬิกา'ป้อม'ต้องยุบองค์กรทิ้ง - ไทยโพสต์

ตลาดจี้'ดีดีดี'เคลียร์ข่าวบิ๊กขายหุ้น-ออเดอร์ลวง - กรุงเทพธุรกิจ

เด้งด่วนผอ.ซี9 'กรมโรงงาน'เซ่นปมขยะพิษ - เดลินิวส์

'ม.แม่โจ้'รอดม.44เหตุไม่ใช่ปมธรรมาภิบาล - ไทยโพสต์

'สุวพันธุ์'ไม่สน'องค์กรพุทธฯ'ฟ้องผิดม.157 - สยามรัฐ

'หมอธี'หวังปิดคดี'อควาเรียม'เร็ว ยันฝ่ายกม.ต้องแน่นแม่นยำ/สัปดาห์หน้าตั้งกก.สอบผิดวินัยร้ายแรง - ไทยโพสต์

คอลัมน์ แนวโน้ม: ผลวิจัย สินบน ป.ป.ช. 53% เกี่ยว 'ผู้บริหาร' - มติชนสุดสัปดาห์

คอลัมน์ สังเวียนการเมือง: ป.ป.ช. กับ คดีนาฬิกา - บางกอกทูเดย์

โพสต์ทูเดย์: อย่าซ่อนเร้น - โพสต์ทูเดย์

สกู๊ปพิเศษ: รัฐวิสาหกิจอุดช่อง ชูองค์กรต้านคอร์รัปชัน - ไทยรัฐ

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: ต้องเลิกเอาตำรวจไปรับใช้คนหนีคดี - แนวหน้า

แฉหิ้วเงินสดซุกไว้กับญาติ-คนใกล้ชิด 3หน่วยลุยคดีอดีตบิ๊กพม. กว่า10รายเอี่ยวโกงคนจน - แนวหน้า ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ปปป.-ปปง.-ป.ป.ท.ลุยเอาผิด "อดีตปลัดพม.-สาวคนสนิท" คดีโกงเงินคนจน เดินหน้า อายัดทรัพย์ 88 ล้านบาท แฉหิ้วเงินสดแปรสภาพทรัพย์สินเอาไปให้ญาติ-คนใกล้ชิด กว่า 10 ราย ทำให้ตรวจสอบยาก เร่งตรวจสอบมีไอ้โม่งใหญ่กว่าอีกหรือไม่ ขณะที่ผลสอบวินัยข้าราชการเอี่ยวโกงกองทุนเสมาฯ ถึงมือ "หมอธี" แล้ว สรุปซี 10-11 รอดหลังเกษียณอายุราชการหมดแล้ว

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 12 กรกฎาคม ที่ กองบังคับการป้องกัน ปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(บก.ปปป.) พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. พร้อมด้วยนายวิทยา นีติธรรม เลขานุการกรม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ร่วมประชุมหารือแนวทางการดำเนินการคดีฟอกเงิน กรณี นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อดีตปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) และ น.ส.วาสนา ตะเภาพงศ์ หญิงสาวคนสนิท ผู้ต้องหาคดีทุจริตยักยอกเงินช่วยเหลือคนยากไร้ โดยใช้เวลาในการประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมง

พล.ต.ต.กมลกล่าวภายหลังการประชุมว่า วันนี้เป็นการประชุมครั้งแรกร่วมกันของพนักงานสอบสวน ปปป. ปปง. และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อหารายละเอียดแนวทางดำเนินคดีฟอกเงิน เช่น จำนวนเงินที่กระทำความผิดเท่าไหร่ ความผิดเกิดขึ้นเมื่อใด และสถานที่กระทำความผิดที่ไหนบ้าง โดยเบื้องต้น ปปง.พบมีจำนวน 26 แห่ง เป็นงบประมาณปี 2559 ซึ่งจะ ตรวจสอบว่าแต่ละแห่งมีจำนวนเงินกระทำความผิดเท่าไหร่ รวมทั้ง นอกจาก 2 รายแรกที่เข้าแจ้งความแล้วยังมีคนอื่นหรือไม่

"ส่วนคดีทางอาญาของอดีตปลัด พม. ที่เสียชีวิตจากการกินยาฆ่าตัวตายต้องยุติลง ส่วน น.ส.วาสนา ยังให้รักษาตัวไปก่อนจะมาเรียกสอบปากคำอีกครั้ง แต่ในคดีทางแพ่งจะต้องดำเนินการตรวจสอบเพื่อหาเส้นทางการเงินหากเชื่อมโยงถึงบุคคลใดก็จะเรียกมาชี้แจงเพื่อให้ความเป็นธรรม แต่ถ้าผิดต้องถูกดำเนินคดีและอายัดทรัพย์ต่อไป" ผบก.ปปป. กล่าว

ขณะที่ นายวิทยากล่าวว่า ขณะนี้ดำเนินการตรวจสอบงบประมาณปี 2559 แต่ ปปง. จะขยายผลเพิ่มเติมหากพบกระทำผิดก่อนหน้านี้ โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติอายัดทรัพย์สินครั้งแรกที่เกี่ยวกับการ กระทำความผิดของ นายพุฒิพัฒน์ และพวก รวม 12 ราย เช่น ที่ดิน ห้องชุด รถยนต์หรู เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร และหลักทรัพย์ต่างๆ รวม 41 รายการ มูลค่าประมาณ 88 ล้านบาท

นายวิทยายอมรับว่า ขณะนี้การตรวจสอบทรัพย์สินค่อนข้างยาก เนื่องจากมีการแปรสภาพเป็นรถยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ รวมถึง ไม่ได้ผ่านสถาบันการเงินแต่หิ้วเงินสดไปฝากบุคคลอื่น ทั้งเครือญาติและคนใกล้ชิด เชื่อว่ามีมากกว่า 10 คน แต่ยังไม่พบว่ามีการโอนทรัพย์สินออกนอกประเทศ ส่วนจะมีการโอนเงินไปยังบุคคลที่ใหญ่กว่า ปลัด พม. หรือไม่ กำลังตรวจสอบ โดย ปปง. มาแจ้งความร้องทุกข์ก่อน 2 ราย คือ นายพุฒิพัฒน์ และ น.ส.วาสนา หลังจากนั้นจะขยายผลกล่าวโทษบุคคลอื่นเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ประเด็นการฆ่าตัดตอนนั้นดูจากพยาน หลักฐานต่างๆ แล้วมาประกอบกัน คาดว่าไม่น่าเป็นการตัดตอนเพราะไม่พบการทำลายหลักฐานแต่อย่างใด

วันเดียวกัน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบการทุจริตต่างๆ ที่เกิดขึ้นใน ศธ. ว่า พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศธ. ได้รายงานว่า นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดศธ. ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา หรือ อควาเรียม ที่วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ อ.เมือง จ.สงขลา ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ได้ส่งสรุปผลการตรวจสอบ ซึ่งทางฝ่ายกฎหมายขอให้ไปปรับแก้รายละเอียด ให้ครอบคลุม ว่าการ ดำเนินการดังกล่าว ผิดหรือไม่ผิดอย่างไร ทำให้ราชการเสียประโยชน์หรือไม่ และมีบุคคลใดที่ทำให้ราชการเสียประโยชน์ และกระทำการผิดต่อกฎระเบียบข้อบังคับใดบ้าง ให้กับ พล.ท.โกศล แล้ว และอยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียด หากเรียบร้อยแล้วจะเสนอให้ตนพิจารณา คาดว่าน่าจะเรียบร้อยภายในสัปดาห์หน้า ขณะนี้ยังไม่ทราบว่ามีใครบ้าง

นพ.ธีระเกียรติกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นายการุณยังส่งข้อมูลผู้ที่เกี่ยวข้องกับ กองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ว่ามีใครบ้างที่ต้องถูกลงโทษทางวินัย แต่ปรากฏว่า เอกสารบางอย่างยังไม่ครบ จึงส่งกลับไปให้นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) ไปติดตาม ทั้งนี้ ตนไม่อยาก เปิดเผยชื่อว่า มีใครบ้างที่จะต้องถูกลงโทษ ทางวินัย เพราะเป็นเรื่องลับ และข้าราชการระดับ 11 ที่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องและต้องถูกลงโทษทางวินัย ก็เกษียณอายุราชการหมดแล้ว ไม่สามารถดำเนินการทางวินัยได้ จะสามารถดำเนินการได้ในขั้นตอนการเรียกค่าเสียหาย ส่วนผู้ที่อยู่ในราชการและจะต้องถูกลงโทษทางวินัยมีประมาณ 6-7 คน ในหลายระดับ แต่เป็นอำนาจของปลัดศธ.

"สรุปผลที่ส่งมาให้ผมดู ข้าราชการระดับ 10 และ 11 ซึ่งเป็นอำนาจของผม ไม่มีใครถูกลงโทษทางวินัย นายการุณ รอด และเท่าที่ดูนายการุณ มีการตรวจสอบเอกสารต่างๆ อย่างดี ระดับ 11 ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และต้องถูกลงโทษทางวินัย ก็เกษียณอายุราชการหมดแล้ว ผมทำอะไรไม่ได้ เพราะผิดแค่ประมาทเลินเล่อ การดำเนินการทางกฎหมายนั้น ทาง ปปง. อยู่ระหว่างติดตามทวงคืนจาก นางรจนา สินที อดีตข้าราชการระดับ 8 ของ ศธ. และมีข้าราชการ ศธ. ที่เกี่ยวข้องอีก 1 ราย แต่ขอไม่บอกชื่อ ขณะนี้ทาง ป.ป.ช. และ ปปง. กำลังดำเนินการ อยู่หากเกี่ยวข้องกับการยักยอกทรัพย์ สรุปว่า เรื่องของกองทุนเสมาฯ ก็จบ" รมว.ศธ. กล่าว

นพ.ธีระเกียรติกล่าวด้วยว่า สำหรับการตั้งคณะกรรมการพิจารณาความผิดทางละเมิดนั้น จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีคนมาร้องเรียน แต่ตอนนี้ยังไม่มีใครร้องมาที่ตน หรืออาจจะร้องไปที่ปลัด ศธ. แต่ตนไม่ทราบ หากมีคนมาร้องก็จะต้องเป็นรายกรณีไป

ซัดปปช.ไร้น้ำยาอุ้มนาฬิกา'ป้อม'ต้องยุบองค์กรทิ้ง - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ไทยโพสต์ * ทนายแดงซัด ป.ป.ช.อุ้มนาฬิกาหรูบิ๊กป้อม ไร้น้ำยาต้องยุบองค์กรทิ้ง ชี้กฎหมายให้อำนาจสั่งเอกชนร่วมมือได้ เทียบคดีหวยใครครอบครองคือเจ้าของ พร้อมยกเคสอดีตปลัดคมนาคม ไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินถือจงใจปกปิด

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวเรื่อง "สมควรแก่เวลายุบทิ้ง อย่ามีให้เปลืองงบประมาณเลย" โดยแสดงความเห็นกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไม่สามารถพิจารณาคดีการไม่ยื่นบัญชีทรัพย์ สิน กรณีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เนื่องจากบริษัทตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยไม่ยอมให้ข้อมูลซีเรียลนัมเบอร์ว่าใครเป็นผู้ครอบครองที่แท้จริงว่า

ข่าวแพร่สะพัดเมื่อวันที่ 10 ก.ค.61 ว่า ป.ป.ช.ไม่สามารถพิจารณานาฬิกาหรูบิ๊กป้อม โดยคณะทำงานสอบสวนข้อเท็จจริงได้รายงานให้ที่ประชุม ป.ป.ช.รับทราบความคืบหน้าว่า ตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยไม่ยอมให้ข้อมูลเรื่องซีเรียลนัมเบอร์ว่าใครเป็นผู้ครอบครองที่แท้จริง ทำให้ ป.ป.ช.ยังไม่สามารถพิจารณาว่าจะตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนในเรื่องดังกล่าวได้หรือไม่นั้น และขอให้ที่ประชุม ป.ป.ช.ทำหนังสือไปยังบริษัทแม่ที่อยู่ต่างประเทศที่เป็นผู้ผลิตนาฬิกาหรูเรือนต่างๆ เพื่อขอข้อมูลหมายเลขซีเรียลนัมเบอร์นาฬิกาหรูแต่ละเรือนว่า มีใครเป็นผู้ซื้อนาฬิกาตัวจริง

"ดูเผินๆ พอจะเห็นความพยายามของการทำหน้าที่องค์กรอิสระที่มีอำนาจหน้าที่ รวมทั้ง ดาบอาญาสิทธิ์ให้ตรวจโกง ตรวจความฟุ่มเฟือย ตรวจความไม่ โปร่งใสของบรรดานักการเมือง ข้าราชการและประชาชนที่อาจ เชื่อมโยงกับคอร์รัปชันได้อย่างดี แต่ดีไม่พอหรือไม่ ถือว่าดี เลยในความเห็นของผม ถ้าท่าน ทำได้เพียงเท่านี้ก็จะยุติเรื่องไต่ สวนนี้เสีย ก็อย่ามีเลยองค์กรนี้ ผมเสียดายงบประมาณ บุคลากร รวมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์ไฮเทคโนโลยีต่างๆ เพราะท่านจะอ้างว่าหาหมายเลขประจำเครื่องเพื่อดูว่าใครเป็นผู้ซื้อนาฬิกาไม่ได้ เมื่อไม่มีข้อมูลหรือไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายก็ดี ถือว่าเสียของมาก" นายวิญญัติระบุ

ทั้งนี้ ชาวบ้านชาวเมืองเขาจะเห็นด้วยกับท่านหรือไม่ คงจะรู้คำตอบดี แต่สิ่งที่ ป.ป.ช. ทั้งหลายไม่รู้จริงๆหรือว่านาฬิกาหลายเรือนพวกนั้นสวมใส่ในข้อมือใคร สังหาริมทรัพย์ใครครอบครอง กฎหมายสันนิษฐานว่าอย่างไร คงไม่ต้องถึงขนาดไปเปิดตำราดู แต่ละเรือนมีมูลค่าเท่าไหร่ น่าจะมาจากการขอยืมมาจริงหรือเป็นผู้มีฐานะจะซื้อได้หรือไม่ จะไม่หาต่อหรือ ซึ่งกลับเห็นใจจริงๆ ที่ ป.ป.ช.ใช้เวลาเกือบปี แต่ผลที่ได้กลับมีเท่านี้ ไม่มีข้อมูลถึงจนทางตันเดินหน้าต่อไม่ได้ กฎหมายและระเบียบที่ออกมาใช้บังคับให้หาทางไต่สวนเรื่องกล่าวหา เพื่อทราบข้อมูล ข้อเท็จจริงต่างๆ ที่มีข้อกฎหมาย และมาตรการทางกฎหมายสารพัดมีทั้งโทษทางอาญาด้วย อาทิ

1.ดูอำนาจ ป.ป.ช. ให้อำนาจมีหนังสือขอให้หน่วยราช การ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานเอกชนดำเนินการเพื่อประ โยชน์แห่งการปฏิบัติหน้าที่ การ ไต่สวนข้อเท็จจริง หรือการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 25 (3), 66 ประกอบ มาตรา 43 มาตรา 118 2.ดูความเป็นเจ้าของ เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 มาตรา 1369 มาตรา 1370 เทียบคดี ลอตเตอรี่ ถือว่าเป็นสังหาริม ทรัพย์ อยู่ในความครอบครองของใคร ให้สันนิษฐานว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของ

3.ดูกฎหมายใช้ที่ใด กฎหมายไทยย่อมให้ใช้บังคับแก่การกระทำหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักรไทย รัฐสามารถอ้างอำนาจเหนือบุคคลผู้ถือสัญชาติของรัฐหรือเจ้าพนักงานของรัฐ อ้างอำนาจคุ้มครองป้องกันผลประโยชน์สำคัญของรัฐ เพราะผู้แทนจำหน่ายเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย และกฎหมายไทยมีสภาพบังคับได้ตามที่กล่าวมาข้างต้น อยู่ที่จะทำจริงๆ หรือไม่

4.ดูแนวคำวินิจฉัยเทียบเคียง คดีนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ยื่นบัญชีแสดงราย การทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความเป็นเท็จ ตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษา เมื่อวันที่ 26 ก.ย.2560 (คดีหมายเลขแดงที่ อม.210/2560) ทรัพย์สินที่นายสุพจน์ปกปิดคือ รถยนต์ตู้โฟล์ก ศาลฎีกาฯ เห็นว่ารถยนต์คันนี้นายสุพจน์และนางนฤมลเป็นผู้ครอบครองและใช้งาน จึงเป็นของนายสุพจน์ เมื่อเป็นเจ้าของแล้วไม่ยื่นต่อ ป.ป.ช. จึงถือว่าจงใจปกปิด เป็นต้น แต่เหตุใดอำนาจที่ท่านมีกลับไม่สามารถใช้หาข้อมูลนาฬิกาเหล่านั้นได้ ทำจริงๆ ได้เท่านี้จริงหรือ สงสัยว่างานนี้ ต้องระดมทีมผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมางมหรือค้นหาดังเช่นภารกิจถ้ำหลวงแล้วกระมัง.

ตลาดจี้'ดีดีดี'เคลียร์ข่าวบิ๊กขายหุ้น-ออเดอร์ลวง - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จี้ "ดูเดย์ดรีม" ชี้แจงข่าวออเดอร์รายได้ปลอมและการขายหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ด้านผู้บริหารยันไม่เคยถูก ก.ล.ต.ตรวจสอบ ชี้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ตลาดฯและก.ล.ต.อย่างเคร่งครัด พร้อมเผย "สราวุฒิ พรพัฒนารักษ์" เตรียมเก็บหุ้นเพิ่ม

วานนี้ (12ก.ค.) ตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย แจ้งให้บริษัท ดู เดย์ ดรีม จำกัด (มหาชน) หรือ DDD ชี้แจงข่าวหรือข้อมูล ตามที่สื่อระบุถึงเรื่องออเดอร์รายได้ปลอมและการขายหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่

นายปิยวัชร ราชพลสิทธิ์ ประธาน เจ้าหน้าที่สายงานบัญชีและการเงิน DDD ส่งหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯว่า บริษัทไม่เคยถูกตรวจสอบจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ในเรื่อง ออเดอร์รายได้ปลอม

ทั้งนี้บริษัทปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ข้อบังคับ ของทางตลาดหลักทรัพย์ฯและสำนักงาน ก.ล.ต. อย่างเคร่งครัด จัดให้มีการตรวจสอบ จากคณะกรรมการการตรวจสอบและหน่วยงาน การตรวจสอบภายในอย่างสม่ำเสมอตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีและได้ยึดมั่น หลักธรรมาภิบาลที่ดีในการประกอบกิจการมาโดยตลอด

ขณะที่บริษัทกำหนดให้มีเกณฑ์ การรับรู้รายได้ที่เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีที่ถูกต้องและมีการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีภายนอกที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งที่ผ่านมาส่วนแบ่งทางการตลาดจากสินค้าของบริษัทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยอ้างอิงข้อมูลจาก นีลเส็นประเทศไทย นอกจากนี้ปัจจุบันผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของบริษัทคือ นายสราวุฒิ พรพัฒนารักษ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไม่เคยมีการขายหุ้นและยังเชื่อมั่นว่า บริษัทมีศักยภาพในการเติบโตที่ดี โดยมีความตั้งใจที่จะถือหุ้นและอาจมีการซื้อหุ้นเพิ่มเติมในอนาคตในมูลค่าที่เหมาะสม โดย ณ วันที่ 12 มี.ค.2561 นายสราวุฒิ พรพัฒนารักษ์ และครอบครัว ยังคงถือหุ้นอยู่ที่สัดส่วน 68.62%

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและ ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่าในช่วงที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯได้เข้าไปตรวจสอบการซื้อขายของหุ้นทุกตัวต่อเนื่องตามปกติ ซึ่งหากหุ้นตัวไหนมีการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นรุนแรงก็มีฝ่ายที่คอยตรวจสอบอยู่แล้ว ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯยังไม่ได้เพิ่มความเข้มงวดอะไรเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพของบริษัทจดทะเบียนเป็นอย่างมาก ซึ่งจะเห็นว่ามีการตรวจสอบทั้งก่อนการเข้าตลาดและหลังเข้ามาเป็นบริษัทจดทะเบียนมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในส่วนของบางบริษัทที่อาจพบปัญหาออเดอร์หรือสต็อก สินค้านั้น ถือว่าเป็นเรื่องของการกำกับ จากภายใน ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯคงไม่สามารถ เข้าไปก้าวก่ายได้ แต่ตามหลักเกณฑ์แต่ละบริษัทจะมีเจ้าหน้าที่หรือฝ่ายตรวจสอบอยู่แล้ว เช่น กรรมการตรวจสอบหรือ ผู้ตรวจสอบบัญชี เป็นต้น ส่วนของการซื้อขาย หุ้นของผู้บริหารมีเกณฑ์การให้จัดทำรายงานตลอดอยู่แล้ว ราคาหุ้น DDD ปิดตลาดวานนี้ (12ก.ค.) ที่ 51.75 บาท เพิ่มขึ้น 4 บาท หรือ 8.38%

เด้งด่วนผอ.ซี9 'กรมโรงงาน'เซ่นปมขยะพิษ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เซ่นนำเข้าขยะพิษเข้าไทย ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม สะบัดน้ำหมึกเด้งด่วน ผอ.กากอุตสาหกรรมซี 9 กรมโรงงาน โยกนั่ง ผอ.กองส่งเสริมเทคโนโลยีการผลิตฯ ดึง ผอ.คนใหม่ เชี่ยวชาญกำจัดกากอุตสาหกรรม บริหารแทน ด้าน หัวหน้าผู้ตรวจกระทรวงอุตฯ ฟิตจัด ปูพรมเจาะตรวจโกดัง หลังได้รับแจ้งผู้ประกอบการหัวหมอ ขนขยะพิษไปซ่อนหนีความผิด แถบ สมุทรสาคร-สมุทรปราการ-ชลบุรี ขณะที่ ปลัดอุตสาหกรรม ส่งหนังสือเวียนแจ้ง ข้าราชการอุตฯ ทั่วประเทศ ห้ามเรียกรับผลประโยชน์เด็ดขาด หลังมีร้องเรียนเพียบ

เมื่อวันที่ 12 ก.ค. นายสุรพล ชามาตย์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะทำงานฝ่ายปฏิบัติการแก้ไขปัญหากากอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างปูพรมตรวจซากอิเล็กทรอนิกส์ และซากพลาสติก ซึ่งถือเป็นขยะพิษที่นำเข้ามาผิดกฎหมายตามโกดังต่าง ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ปริมณฑล เช่น จ.สมุทรสาคร สมุทรปราการ ชลบุรี เนื่องจากได้รับแจ้งมาว่า มีการลักลอบนำซากดังกล่าวที่ผิดกฎหมาย ไปซุกซ่อนตามโกดังต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย จึงต้องเข้าไปตรวจสอบและตามหาต้นตอผู้กระทำผิดและดำเนินการลงโทษอย่างเข้มงวดต่อไป

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ที่ผ่านมา นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม มีคำสั่ง โยกย้ายข้าราชการกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยย้าย นายไชยรัตน์ เลี้ยงสุพงศ์ ข้าราชการซี 9 จากเดิมเป็นผู้อำนวยการกองบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม มีหน้าที่บริหารจัดการกากอุตสาหกรรมทั้งระบบ ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองส่งเสริมเทคโนโลยีการผลิต และพื้นที่ภาคอุตสาหกรรม กรมโรงงาน อุตฯ สลับตำแหน่งกับนายรินทวัฒน์ สมบัติศิริ จากเดิมเป็นผู้อำนวยการส่งเสริมเทคโนฯ มานั่งเป็นผู้อำนวยการกากอุตฯ แทน เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญด้านกากอุตฯ ที่ผ่านมาได้ทุนจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) อบรมเรื่องกากอุตฯ ที่เมืองโยโกฮามะ ที่ประเทศญี่ปุ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การโยกย้ายตำแหน่งครั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า เกิดขึ้นระหว่างที่ปัญหาการลักลอบนำเข้าขยะพิษ ซากอิเล็กทรอนิกส์ ซากพลาสติกเข้ามาในประเทศ จนล่าสุดรัฐบาลต้องประกาศห้ามนำเข้าซากฯ ดังกล่าวแล้ว เนื่องจากพบปัญหาผิดกฎหมายหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้มีภาคเอกชนร้องเรียนถึงพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตของข้าราชการกระทรวงอุตฯ และอดีตข้าราชการกระทรวงเรียกรับผลประโยชน์การขอใบอนุญาตของกระทรวงอุตฯ และมีเอกชนบางแห่งระบุ พร้อมที่จะจ่ายเงินแลก กับการไม่ตรวจสอบโรงงานจัดการขยะ ทำให้ล่าสุดกระทรวงอุตฯ ส่งหนังสือเวียนแจ้งไปยังข้าราชการสังกัดกระทรวงฯทั่วประเทศ ทั้งนี้ นายพสุ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้ออกหนังสือเวียนแจ้งไปยังข้าราชการ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เพื่อให้รับทราบ และปฏิบัติตามนโยบายป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยเฉพาะงานการพิจารณาอนุมัติอนุญาต และการกำกับดูแลโรงงานให้ปฏิบัติตามกฎหมาย อันเป็นความเสี่ยงที่อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องผลประโยชน์อันมิชอบ เพื่อให้การปฏิบัติงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใสและสามารถตรวจ สอบได้

"ได้ย้ำว่าเจ้าหน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรม จะต้องแสดงบัตรพนักงาน เจ้าหน้าที่ และแจ้งวัตถุประสงค์ในการเข้า ไปตรวจสอบโรงงานอย่างชัดเจนทุกครั้ง ซึ่ง การตรวจกำกับโรงงานในพื้นที่ โดยเฉพาะโรงงานที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับการนำกากอุตสาหกรรมมาเป็นวัตถุดิบในการผลิต เจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการตรวจสอบการประกอบกิจการโรงงานให้เป็นไปตามกฎหมาย ต้องมีแผนการตรวจกำกับที่ชัดเจน มีหลักฐานการอนุญาตให้เข้าตรวจสอบโรงงาน โดยใช้แบบรายงานผลการตรวจสอบการประกอบกิจการโรงงาน เป็นแบบมาตรฐานการตรวจสอบทุกโรงงาน" นายพสุ กล่าว

นายพสุ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ยืนยันไม่มีนโยบายในการเรียกรับผลประโยชน์หรือสิ่งตอบแทนที่นอกเหนือ จากค่าธรรมเนียมที่ได้กำหนดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง และการชำระค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการต้องออกใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อเป็นหลักฐานการชำระเงินด้วย ทั้งนี้หากผู้ประกอบการพบเห็นหรือมีการแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์อื่น ๆ ที่นอกเหนือจากค่าธรรมเนียม ขอให้แจ้งข้อมูลโดยตรงมายังอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ หรือสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม หรือโทร. 0-2202-3683 ต่อ 5 เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ส่วนเจ้าหน้าที่ ที่เรียกรับผลประโยชน์หากตรวจสอบว่ามี พฤติกรรมตามที่กล่าวอ้าง จะต้องถูกลงโทษทางวินัยอย่างเด็ดขาด.

'ม.แม่โจ้'รอดม.44เหตุไม่ใช่ปมธรรมาภิบาล - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ศึกษาธิการ * เผย ม.แม่โจ้ รอด ม.44 เพราะไม่เข้าข่ายผิดธรรมาภิบาลมหา'ลัย "รมว.ศธ." เผยเป็นแค่ความขัดแย้งระหว่างบุคคล ย้ำหากเกิดเรื่องที่กระทบกับธรรมาภิบาลในมหา'ลัย เจอคำสั่งอำนาจ คสช.แน่นอน

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ถูกถอนชื่อออกจากประ กาศ คสช. ที่ 1/2561 เรื่อง การกำหนดรายชื่อสถาบันอุดม ศึกษาอื่น ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 39/2558 เรื่อง การจัดระ เบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ว่า ตนได้เสนอรายชื่อทั้ง 2 มหาวิทยาลัย คือ มทร.ล้านนาและมหาวิทยาลัยแม่โจ้ แต่ในกรณีของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กระบวนการที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ก็เคยมีการเสนอขอใช้มาตรา 44 แล้ว แต่ตนได้ยับยั้งไว้ เพราะตนคิดว่าน่าจะมีเส้นทางอื่นที่สามารถแก้ปัญหานี้ได้

อีกทั้งปัญหาก็ไม่ใช่เรื่องของสภามหาวิทยาลัยแม่โจ้ แต่เป็นเรื่องความขัดแย้งส่วนบุคคลและความเห็นที่ไม่ตรงกัน ที่มีการร้องเรียนว่ามีการทุจริต แต่ฝ่ายที่ทุกร้องเรียนก็ชี้แจงว่ามีการตรวจสอบแล้วไม่พบความผิด ตนไม่ถือว่าเป็นความผิดของสภามหาวิทยาลัย และในครั้งที่สองคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ก็ยังคงมีข้อเสนอแนะแบบเดิม ตนจึงเสนอให้ คสช.พิจารณา และระหว่างที่จะเสนอก็ได้ปรึกษาหารือในด้านกฎหมายกันเพิ่มเติมด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อเสนอไปถึง คสช. ก็ได้มีการติงในกรณีของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เนื่องจากมองว่าเป็นเรื่องระหว่างบุคคล อีกทั้งขณะนี้ก็มีการร้องเรียนเรื่องดังกล่าวไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว ซึ่งตนก็เห็นด้วยจึงได้มีการถอนชื่อมหาวิทยาลัยแม่โจ้ออก

"เรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นตัวอย่างที่ดี สำหรับใครที่จะร้องเรียนเรื่องไหนก็ตาม เพราะกระบวนการจะเริ่มจากการมีข้อร้องเรียน และ กกอ.จะพิจารณา จากนั้นจะเสนอมายังรัฐมนตรีช่วยว่าการกระ ทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ก่อนที่จะเสนอมาถึงผม และผมก็จะเสนอให้ คสช.พิจารณา ซึ่งแต่ละขั้นตอนจะมีการตรวจสอบอย่างละเอียด เป็นการคานอำนาจที่มีธรรมาภิบาลมาก อย่างไรก็ตาม หากเกิดเรื่องที่กระทบกับธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย เช่น นายกสภาไม่อยู่ หรือกรรมการสภาไม่เข้าประชุม ทำให้การขับเคลื่อนงานไม่สามารถเดินต่อไปได้ กกอ.ก็จะต้องผู้เสนอเพื่อขอใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อแก้ปัญหาต่อไป" รมว.ศธ.กล่าว.

'สุวพันธุ์'ไม่สน'องค์กรพุทธฯ'ฟ้องผิดม.157 - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ทำเนียบฯ- นายสุวพันธุ์ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เอาผิด นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และนายสุวพันธุ์ ผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 จากกรณีส่งร่างแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)พิจารณาผ่าน 3 วาระ ว่า ไม่เป็นไร และยังไม่เห็นรายละเอียด ซึ่งได้ขอให้ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ช่วยดูให้ด้วย

"การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวนี้ เกี่ยวข้องกับการปกครองคณะสงฆ์ ซึ่งถือว่าอยู่ในกรอบของการปฏิรูปพระพุทธศาสนา และยังมีเรื่องอื่นที่คณะสงฆ์กำลังทำอยู่ และเดินหน้าไปมากแล้ว ซึ่งจากการเดินทางลงพื้นที่ไปรับฟังความเห็นจากฝ่ายต่างๆ ได้อธิบายเรื่องการปฏิรูปโดยยึดหลักแผนการปฏิรูปที่ทำไว้ตั้งแต่เดิมทั้ง 7 ด้าน ที่หลายเรื่องมีความคืบหน้าไปแล้วเช่นกรณี การทำสมาร์ทการ์ดสำหรับพระสงฆ์ การประชุมพระสังฆาธิการทั่วประเทศ ได้ชี้แจงทำความเข้าใจแผนการปฏิรูปคณะสงฆ์ โดยคณะสงฆ์ได้ชี้แจงในหมู่ของคณะสงฆ์เองด้วยจึงคิดว่าทุกอย่างน่าจะเดินไปได้ด้วยดี"

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะพูดคุยกับตัวแทนองค์กรชาวพุทธ ที่อาจจะมีความเห็นต่างในเรื่องดังกล่าวอยู่หรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่านายวิษณุ ได้อธิบายไปหลายอย่างแล้วในวันที่แถลงต่อ สนช.ถึงหลักการและเหตุผล และสิ่งที่รัฐบาลตั้งใจทำ สำหรับตนมีหน้าที่ทำความเข้าใจกับคณะสงฆ์จึงไม่คิดว่าประเด็นดังกล่าว จะเป็นปัญหายืดเยื้อและบานปลาย

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัด และเงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม และเผยแผ่พระพุทธศาสนา นายสุวพันธุ์ กล่าวว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงก็ทำของเขา เพราะเป็นเรื่องของฝ่ายข้าราชการประจำ ก็ให้ทำไปตามอำนาจหน้าที่ และขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีอุปสรรคอะไรในการตรวจสอบ

'หมอธี'หวังปิดคดี'อควาเรียม'เร็ว ยันฝ่ายกม.ต้องแน่นแม่นยำ/สัปดาห์หน้าตั้งกก.สอบผิดวินัยร้ายแรง - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ศึกษาธิการ * "หมอธี" หวังปิดคดีทุจริตอควาเรียมโดยเร็ว แต่ยังยึดหลักรัดกุม ฝ่ายกฎหมายแน่น ทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง เผยสัปดาห์หน้าตั้ง คกก.สอบวินัย ไม่ยอมเผยชื่อมีข้าราชการคนไหนที่ถูกสอบ ส่วนทุจริตกองทุนเสมาฯ เอกสารยังไม่ครบ แย้มมีข้าราชการในสังกัด ศธ.ทุจริตต่อหน้าที่ ส่วน "การุณ" รอด ถือว่าปฏิบัติหน้าที่มีการตรวจอย่างละเอียด

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะ เลสาบสงขลา หรืออควาเรียม ที่วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ว่า ขณะ นี้ พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศธ. ได้ศึกษาสำนวนสรุปเรื่องดังกล่าวแล้ว และได้มอบหมายให้คณะทำงานด้านกฎหมายสรุปความคิดเห็นการตรวจสอบโครงการ อควาเรียม รวมถึงจะมีการยกร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเสนอมาให้ตนพิจารณาควบคู่กันไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของร่างคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยนั้น เมื่อทางคณะทำงานของ พล.ท.โกศล เสนอมาแล้ว ก็ยังคงต้องมีการ พิจารณาในทีมงานด้านกฎหมายของตนด้วย เพื่อให้การดำเนินการมีความรัดกุมที่สุด ก่อนที่จะพิจารณาตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยได้ ซึ่งตนต้องการให้เรื่องนี้จบโดยเร็ว แต่ก็ไม่อยากกดดันคณะทำงาน อีกทั้งทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนไม่มีธงอะไรทั้งนั้น

นพ.ธีระเกียรติกล่าวต่อ ว่า สำหรับความคืบหน้าการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้เกี่ยวข้องทุจริตกอง ทุนเสมาพัฒนาชีวิต ขณะนี้ตนได้รับเอกสารสำนวนจาก นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) แล้ว แต่พบว่าเอกสารที่เสนอมายังไม่ครบ จึงให้ทีมกฎหมายของตนไปติดตามเอกสารและตรวจสอบว่ามีการสรุปมาถูกต้องหรือไม่ ทั้งนี้มีประมาณ 6-7 คนในหลายระดับ และมีคนที่มีความผิดถือว่าทุจริตต่อหน้าที่ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัด ศธ. แต่ตนไม่อยากเปิดเผยชื่อเพราะเป็นเรื่องลับ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตนคือระดับ 10-11 เท่าที่ดูชื่อส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เกษียณอายุราชการแล้ว จึงไม่สามารถตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยได้ แต่อาจจะไปดำเนินการในส่วนของความผิดทางละเมิด ส่วนปลัดคนปัจจุบันคือนายการุณรอด เพราะถือว่าในการปฏิบัติหน้าที่มีการตรวจอย่างละเอียด

"ส่วนการเรียกค่าเสียหายความผิดทางละเมิดกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้น เรื่องนี้ต้องมีผู้ที่ได้รับความเสียหายมาร้องเรียน ถึงจะมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาความผิดทางละเมิด ซึ่งขณะนี้ผมยังไม่ได้รับรายงานว่ามีผู้มาร้องเรียน หรืออาจจะมีมาร้องกับปลัด ศธ. แต่ผมยังไม่ทราบ และผู้ที่จะถูกไล่เบี้ยก็ต้องเป็นผู้ที่กระทำประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือจงใจ กฎหมายนี้ออกมาเพื่อให้ข้าราชการที่จงใจหรือประมาทเลินเล่อร้ายแรงต้องชดใช้โดยไม่ต้องไปฟ้องแพ่ง ส่วนผู้ที่ปฏิบัติด้วยความชอบไม่ได้ทุจริตก็ไม่ต้องชดใช้ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ถือว่ารัฐเกิดความเสียหายแม้จะไม่มีการร้องมา แต่ผู้ที่ทุจริตต่อหน้าที่และยักยอกเงินไป ทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ก็ตามอายัดทรัพย์ และหากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิพากษาว่าผิดก็ต้องโดนฟ้องคดีอาญาอยู่แล้ว" รมว.ศธ.กล่าว.

คอลัมน์ แนวโน้ม: ผลวิจัย สินบน ป.ป.ช. 53% เกี่ยว 'ผู้บริหาร' - มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

นิติพันธ์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการ

สำนักการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

เปิดเผย สินบนถือเป็นปัญหาใหญ่และเป็นปัญหาสากล ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม

จากการศึกษาวิจัยของ ป.ป.ช. พบว่าการกระทำผิดของนิติบุคคลมีสัดส่วนถึงร้อยละ 53 เกี่ยวข้องกับผู้บริหารระดับสูง และ 3 ใน 4 ของคดีทุจริตระหว่างประเทศเกี่ยวข้องกับการใช้ตัวแทน

และสัดส่วนถึงร้อยละ 57 เป็นคดีจ่ายสินบนในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

ขณะที่จุดประสงค์ของการให้สินบนพบว่าสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 57 เพื่อให้ได้รับสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และรองลงมาร้อยละ 12 เพื่อให้ผ่านพิธีการศุลกากรและอื่นๆ

กลไกหนึ่งในการขับเคลื่อนการต่อต้านการให้สินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐ คือกฎหมายอนุสัญญาต่อต้านการทุจริต (UNCAC) จะเข้ามาแก้ไขปัญหาสินบนในองค์กรเอกชนและ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 ตามมาตรา 123/5 ซึ่งได้ปรับปรุงให้สอดคล้องอนุสัญญาดังกล่าว

พร้อมกำหนดโทษสำหรับนิติบุคคลที่กระทำผิด ปรับ 1 เท่า หรือไม่เกิน 2 เท่าของค่าเสียหายที่เกิดขึ้น หรือผลประโยชน์ที่ได้รับ ขึ้นกับดุลพินิจของศาล

ป.ป.ช. ยังได้วางแนวทางเบื้องต้นให้นิติบุคคลไปกำหนดมาตรการป้องกันการให้สินบน

คอลัมน์ สังเวียนการเมือง: ป.ป.ช. กับ คดีนาฬิกา - บางกอกทูเดย์ ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

อัคคี กัมปนาท

เพราะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่เพียงเป็นรองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ไม่ได้เป็นแค่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่ยังเป็นพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ เป็นอดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็นหนึ่งในคีย์แมนสำคัญในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่ทำรัฐประหารเมื่อ พฤษภาคม 2557

พูดง่ายๆ ว่า พล.อ.ประวิตร เป็น somebody ระดับ แถวหน้าของขั้วอำนาจในปัจจุบันที่สังคมรู้จักเป็นอย่างดี

กรณี "แหวนมารดา นาฬิกาเพื่อน" ที่เกิดขึ้นจากการยกมือขึ้นบังแดดที่แยงตา แล้วถูกช่างภาพสื่อมวลชน ถ่ายภาพเอาไว้ จนนำไปสู่การสืบค้นเกี่ยวกับแหวนและนาฬิกาที่สวมใส่ในวันนั้น เนื่องจากนาฬิกาเรือนดังกล่าวเป็นนาฬิกาหรูยี่ห้อดังระดับโลก Richard Mille ที่มีราคาแพงระยับ คนดังๆ นิยมสวมใส่

ซึ่งการที่ราคานาฬิกายี่ห้อนี้แพงมากๆ นี่เอง จึงถูกโยงกับประเด็นการแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ของ พล.อ. ประวิตร ว่าทำไมจึงไม่ปรากฏอยู่ในบัญชีทรัพย์สิน

แถมมีการตรวจสอบยาวไปถึงภาพอื่นๆ ในอดีต พบว่าจริงๆ แล้วไม่ได้มีเพียงแค่เรือนเดียวที่สวมใส่ในวันที่ 3 ธันวาคม 2560 แต่ยังมีอีกหลายเรือนต่างวาระต่างงานที่ออก มีมากถึงระดับ 24-25 เรือนเลยทีเดียว

เมื่อเป็นประเด็นข้อสงสัยที่สังคมให้ความสนใจ และวิพากษ์วิจารณ์กันมาก จึงทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้ ป.ป.ช. ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการป้องกันและปรามปรามการทุจริต ให้เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ให้เป็นที่ประจักษ์ชัดไปเลยว่า ผิดหรือไม่ผิด

ทำให้ ป.ป.ช. กลายเป็นผู้ที่ถูกจับตามองแทนไปโดยปริยาย เพราะประการแรก ประธาน ป.ป.ช. คนปัจจุบัน พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชวรกิจ ถูกมองว่าใกล้ชิดสนิทสนมมานานกับ พล.อ.ประวิตร ทำให้ พล.ต.อ.วัชรพล ต้องประกาศขอถอนตัวจากการตรวจสอบเรื่องนี้ โดยให้เหตุผลว่า เพื่อความโปร่งใส

ประการที่สอง บทบาทการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. มักถูกมองว่ามีการเลือกข้าง หรือ สองมาตรฐาน

ทำให้คดีตรวจสอบนาฬิกาหรูที่ พล.อ.ประวิตรสวมใส่ สังคมจึงมองการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. มากกว่าผลของการตรวจสอบ

ธันวาคม 60 มาถึงขณะนี้เป็นเวลากว่า 7 เดือนแล้ว แต่ล่าสุด คณะทำงานสอบสวนข้อเท็จจริงได้รายงานให้ที่ประชุม ป.ป.ช. รับทราบความคืบหน้าในการแสวงหาข้อเท็จจริง ว่า ได้สอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีครบถ้วนแล้ว บริษัทตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาหรูในประเทศไทยไม่ยอมให้ข้อมูลเรื่องซีเรียลนัมเบอร์ว่าใครเป็นผู้ครอบครองที่แท้จริง จึงยังไม่สามารถพิจารณาอะไรได้

และร้องขอให้ที่ประชุม ป.ป.ช. ทำหนังสือไปยังบริษัทแม่ ที่อยู่ต่างประเทศเพื่อขอข้อมูลที่ต้องการแทน

ท่าทีของคณะทำงานฯและผลที่ออกมา จึงยังคงทำให้ ป.ป.ช. รับเผือกร้อน รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อไป

ป.ป.ช. เป็นหนึ่งในองค์กรอิสระที่ไม่ได้ถูกเซ็ตซีโร่ ซึ่งไม่รู้ว่า ความล่าช้าในการตรวจสอบเรื่องที่ไม่น่ายุ่งยากในครั้งนี้ จะทำให้เกิดแรงกดดันให้หันมามองความเหมาะสมในการเซ็ตซีโร่อีกครั้งหรือไม่

โพสต์ทูเดย์: อย่าซ่อนเร้น - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ความขยันมากกว่าปกติของรัฐบาลช่วงใกล้เลือกตั้งขณะนี้ ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่อาจโดนตั้งข้อสังเกตว่ามีวาระใดซ่อนอยู่ เพราะเป้าหมายผลงานของหลายโครงการ เหมือนมีเส้นบางๆ กั้นระหว่างทำเพื่อยุทธศาสตร์ระยะยาวต้องการวางพื้นฐานประเทศ กับการเจาะฐานเสียงของกลุ่มอื่นให้เห็นผลทันเลือกตั้งครั้งนี้ รวมทั้งทิ้งทวนสะสมทุนเหมือนเกมที่เล่นกันมา

นอกจากนั้น ด้านความเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ปัจจุบันมีการ ปฏิบัติการเชิงรุก เดินสายเจรจากับกลุ่มการเมืองต่างๆ ทั้งกลุ่มใหม่และกลุ่มเก่าที่คุมฐานเสียงแต่ละพื้นที่ไว้ได้อยู่แล้ว มีการเชิญชวนหรือดูดทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้มั่นใจที่สุดว่าการเลือกตั้งซึ่งจะเกิดขึ้นครั้งหน้าจะยังสามารถกลับมานั่งบริหารประเทศได้

เห็นได้จากหลายโครงการที่เร่งดำเนินงานช่วงนี้ ส่วนใหญ่เน้นแก้ปัญหาปากท้อง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่อยู่ในอันดับต้นๆ ของทุกครั้งที่มีการสำรวจผลงานของรัฐบาล โดยโครงการที่เร่งด่วนช่วงนี้เปลี่ยนจากมาตรการที่ต้องมีการยื่นเอกสารมากมาย มีขั้นตอนที่ซับซ้อน เป็นแผนงานที่ยังลอยๆ เปลี่ยนมาเป็นโครงการที่กระจายเงินถึงมือชาวบ้านแบบตรงๆ หรือใช้การลดภาษีซึ่งก็คือการคืนเงินแบบถึงตัวมากขึ้น

อย่างเช่นให้กระทรวงการคลังศึกษาแนวทางช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยด้วยการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือแวต 7% ให้กับผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ 11.4 ล้านคน โดยเติมเงินเพิ่มเข้าไปในบัตร โครงการไทยนิยมยั่งยืน ด้านกลุ่มผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียนได้ ทางกระทรวงการคลังก็จับมือกับ 10 องค์กร เพื่อที่รัฐบาลจะจัดสวัสดิการช่วยเหลือ ขณะนี้มีผู้มาลงทะเบียนแล้ว 1.19 ล้านคน รวมทั้งโครงการให้แบงก์รัฐเร่งแก้หนี้เสียให้กับเกษตรกร 3 ล้านราย และสั่งให้ปล่อยกู้ฉุกเฉินดอกเบี้ยต่ำอีกแห่งละหมื่นล้านบาท หลังเกษตรกรยังมีปัญหาหนี้อยู่มากเหมือนเดิมไม่ได้ลดลง

ขณะที่การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจกต์ ซึ่งช่วง 4 ปีที่บริหารประเทศค่อนข้างเดินหน้าช้า รัฐบาลก็มีการเร่งพร้อมกับย้ำมาหลายๆ ครั้งว่าหลายโครงการต้องเกิดการประมูลให้ได้ก่อนจะมีการเลือกตั้ง ที่จะมาถึง อย่างล่าสุดไปย้ำที่กระทรวงคมนาคมให้เร่งดำเนินโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน วงเงินลงทุนหลายแสนล้านบาท ทั้งรถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ สนามบิน และมอเตอร์เวย์ โดยให้ประมูลและลงนามสัญญาแล้วเสร็จเป็นไปตามเป้าภายใน 7-8 เดือนนี้ หรือก่อนการเลือกตั้งปี 2562

พฤติกรรมดังกล่าว หากเป็นนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งทำ ต้องตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเร่งทิ้งทวนโครงการต่างๆ ก่อนที่จะหมดอำนาจ เป็นการสะสมทุนเพื่อเตรียมสำหรับลงทุนเลือกตั้งครั้งหน้า

เมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐบาลต้องอธิบายให้ได้ว่าโครงการที่เร่งดำเนินการช่วงนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างไร ไม่ได้เป็นการไปเจาะฐานเสียงกลุ่มอื่น การเร่งบางโครงการเมกะโปรเจกต์ให้เลื่อนขึ้นมาทำก่อนโครงการอื่นมีการจัดลำดับอย่างไร ไม่ใช่เป็นการลากโครงการไปผ่านฐานเสียงกลุ่มไหน หรือทิ้งทวน รวมทั้งต้องเปิดให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ตลอดโครงการ

หากไม่เป็นเช่นนี้ ก็คงจะห้ามไม่ได้ถึงข้อสังเกตความไม่ชอบมาพากล ที่ช่วงก่อนเลือกตั้งรัฐบาลจะขยันมากกว่าปกติ ซึ่งเป็นธรรมดาเมื่ออำนาจกลับไปอยู่ในมือประชาชนเลือกตั้งเข้ามา ก็เร่งตามเกมการเมือง งานนี้ดูกันไม่ยาก มาตรการไหนที่ก่อให้เกิดการปฏิรูปหรือแก้ไปที่โครงสร้างใหญ่ได้ผลระยะยาว ไม่ใช่กินสั้นหาเสียงไปวันๆ โครงการนั้นแหละของจริง

สกู๊ปพิเศษ: รัฐวิสาหกิจอุดช่อง ชูองค์กรต้านคอร์รัปชัน - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

"รัฐวิสาหกิจ"...ระดับสากลให้น้ำหนักในเรื่องการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันเอาไว้มาก การปฏิรูปตัวรัฐวิสาหกิจ ด้วยการเสนอกฎหมายเพื่อกำกับดูแลมีไอเดียสำคัญว่า...ทำอย่างไรให้การเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจแยกออกมาจากเงื้อมมือของ "นักการเมือง"

รพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เปิดประเด็นปาฐกถาพิเศษ ในงานสัมมนา "ความรับผิดชอบและแนวปฏิบัติขององค์กรธุรกิจเอกชนในการป้องกันและต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน" ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆนี้

คำถามมีว่าในวันวานทำไม? บ้านเราถึงมีการจัดกระทรวงเป็นเกรดเอ บี ซี...ซึ่งแน่นอนว่าเกรดเอหมายถึงว่าได้รับงบประมาณสนับสนุนมากกระทรวงศึกษาธิการไปอยู่ที่ไหน...ทำไมต้องเป็นเช่นนั้น

"ยิ่งงบมากยิ่งเป็นช่องทางให้นักการเมืองเข้ามาแล้วก็ทำทุจริตคอร์รัปชันวิธีการอย่างแรกก็คือเวลารัฐบาลใดเข้ามาก็จะเปลี่ยนกรรมการรัฐวิสาหกิจหมดเลย กรรมการยกแผงลาออก คำถามตามมาทำไมต้องลาออก ก็เพราะถูกกระซิบให้ลาออก ไม่อย่างนั้นก็ถูกปลด แล้วก็มีการแต่งตั้งกรรมการที่เป็นคนของตัวเองเข้ามา" รพีว่า

...เป็นอย่างนี้จนกลายเป็น "วังวน" ให้เห็นกันอยู่เนืองๆ

ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น การแต่งตั้งเข้ามานั้นนึกภาพไม่ออกเลยว่าบางคนเข้ามาแล้วจะมาทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน น่าสนใจว่าเคยมีการแต่งตั้งนางพยาบาลซึ่งเป็นภรรยาหรือเป็นลูกของหัวคะแนนเข้ามาเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจที่กำกับดูแลเรื่องเกี่ยวกับท่าอากาศยาน?

ถึงแม้ว่ามีความพยายามที่จะสร้างกติกากรอบป้องกันสกรีนกรรมการที่จะแต่งตั้งเข้ามา อย่างเช่นว่าต้องมีนักกฎหมาย ก็มีส่งเข้ามา แต่ปัญหามีว่านักกฎหมายที่เข้ามานั้นไม่เคยทำคดีศึกษาเรื่องเกี่ยวกับธุรกรรมเรื่องพวกนี้เลยแต่กลายเป็นนักกฎหมายที่ว่าความคดีปล้นฆ่าข่มขืนแล้วจะเข้ามาทำงานได้อย่างไรกับธุรกิจรัฐวิสาหกิจที่ต้องแข่งขันกับต่างประเทศ..."พอเริ่มเละตั้งแต่ข้างบนที่เหลือไม่ต้องพูดถึง...เละแน่นอนก็เลยนำไปสู่ความพยายามที่จะตั้งบริษัทโฮลดิ้งคอมพานีขึ้นมาแล้วแยกการถือหุ้นของบริษัทรัฐวิสาหกิจออกมา โดยไม่ได้อยู่ภายใต้อาณัติใคร พร้อมระบุให้มีกรรมการที่ทรงคุณวุฒิมาคอยดู บริหาร"

คุ้นๆไหม? คือโมเดลที่ทำในประเทศสิงคโปร์ที่มองว่าทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐบาลแต่เป็นทรัพย์สินของประเทศ ฉะนั้นการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจควรจะแยกออกไป ปราศจากการบริหารจัดการของประเทศ แล้วให้ผู้ถือหุ้นรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ใช้สิทธิ์ออกเสียงในฐานะผู้ถือหุ้นเพื่อการแข่งขันในระดับประเทศ

แนวทางนี้คลอดออกมาก็มีคนออกมาประท้วงเยอะมาก โดยเฉพาะสหภาพ...เอ็นจีโอ ด้วยเพราะทุกคนมองว่า "รัฐวิสาหกิจ" เป็นของรัฐห้ามโอนหุ้นไปให้คนอื่นโดยเด็ดขาดเลยกลายเป็นว่าแสดงว่าคุณจะแปรรูปรัฐวิสาหกิจกันทางอ้อมใช่ไหม ประท้วงกันยกใหญ่กฎหมายนี้ก็เลยยังค้างอยู่ที่สภาฯ

เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า การกำกับดูแลกิจการที่ดีจริงๆควรจะเริ่มที่ตัวบริษัทเอง เริ่มตั้งแต่คณะกรรมการบริษัทเอง เป็นคนที่มีอำนาจสูงสุดในการวางผลกระทบของตัวบริษัทเหล่านี้ ถ้าไม่มีความสามารถ ไม่มีความชัดเจนหรือเข้ามาเพื่อที่จะมาขับเคลื่อนโครงการอะไรบางอย่างก็แล้วแต่ที่ไม่ได้ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มใดๆในตัวองค์กรเลย แต่ก่อให้เกิดผลประโยชน์กับใครสักคนที่เข้ามาคุมรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทนั้น

ก็คือการ..."ทุจริต" "คอร์รัปชัน"

"การทุจริต" หมายถึงการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติในตำแหน่งหรือหน้าที่การงาน หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่า มีตำแหน่งหรือหน้าที่การงานทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่การงานนั้น หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่การงาน ทั้งนี้เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ

ต้องยอมรับว่าการให้ "สินบน" เป็นปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นในทุกประเทศทั่วโลก ท่ามกลางการติดต่อสื่อสารและการค้าการลงทุนที่ไร้พรมแดนในปัจจุบัน ทำให้ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาภายในประเทศเท่านั้น

หากแต่ยังขยายไปถึงการให้สินบนเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการแข่งขันทางการค้าตลอดจนความเสื่อมถอยของสภาพสังคมและเศรษฐกิจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

"ประเทศไทย" นับว่าเป็นประเทศหนึ่งที่มีปัญหานี้มายาวนาน โดยเฉพาะในบริบทของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่มักมีผลประโยชน์มหาศาล แต่ที่ผ่านมา "กฎหมาย" ของไทยมีบทบัญญัติเอาผิดเพียงแค่การให้สินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐไทย ไม่รวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ

รวมทั้งไม่มีบทบัญญัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเอาผิดกับนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการให้สินบนดังกล่าว ทั้งๆ ที่นิติบุคคลนั้นเองเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการให้สินบน

ด้วยปัญหานี้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 (แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558) จึงได้มีการเพิ่มเติมบทบัญญัติมาตรา123/5 เพื่อกำหนดความรับผิดสำหรับบุคคลที่ให้สินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศและเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ

รวมทั้งกำหนดความรับผิดเฉพาะสำหรับนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการให้สินบนดังกล่าว โดยกฎหมายใหม่ได้มีการกำหนดโทษปรับที่มีมูลค่าสูงเพื่อให้รัฐได้รับการเยียวยาความเสียหาย เพื่อเอาประโยชน์ที่นิติบุคคลได้ไปโดยมิควรได้คืนและเพื่อเป็นการป้องปรามการกระทำความผิด

ทั้งนี้...การกำหนดฐานความผิดนี้ยังสอดคล้องกับมาตรฐานสากลซึ่งมีบัญญัติไว้ในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตค.ศ.2003 และอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศในการทำธุรกรรมทางธุรกิจระหว่างประเทศขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ค.ศ.1997

น่าสนใจอีกว่า...มาตรา123/5 ไม่ได้กำหนดให้นิติบุคคลต้องมีความรับผิดชอบเด็ดขาดทุกกรณีที่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับนิติบุคคลได้ให้สินบนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยหากนิติบุคคลนั้นมีมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมเพื่อป้องกันมิให้การให้สินบนนิติบุคคลนั้นก็จะไม่มีความผิดตามมาตรานี้

"หากผู้ที่อยู่ในระดับบริหารสูงสุดไม่มีเจตนารมณ์ในการต่อต้านการให้สินบนหรือไม่เห็นด้วยกับการจัดทำมาตรการดังกล่าวนิติบุคคลก็ไม่อาจจัดทำมาตรการได้อย่างประสบผลสำเร็จ"

เมื่อเป็นเช่นนี้ชัดเจนว่า...แนวทางต่อต้านการ "ทุจริต...คอร์รัปชัน" บทบาทหน้าที่ของกรรมการจะต้องเป็นเสาหลักดูแลเกี่ยวกับความยั่งยืนขององค์กรมีระบบควบคุมภายในแต่แรงขับเคลื่อนที่จะเกิดขึ้นภายในต้องเริ่มจากความรู้สึกที่ว่ามันดีสำหรับตัวเขามากกว่าที่บอกว่ามีใครมาคอยกำกับดูแล ตรวจสอบ

รพี สุจริตกุล ย้ำว่าจริงๆแล้วเรื่องการกำกับดูแลเป็นเรื่องระยะยาวการคอร์รัปชัน ให้สินบนคือปัญหาระยะสั้นที่ต้องแก้ แต่ระยะยาวต้องย้อนกลับมาแล้วคิดว่าจะทำอย่างไรในการที่จะบริษัทควรจะมีกฎกติกาในการกำกับป้องกันสิ่งเหล่านี้ได้ ที่ต้องเน้นย้ำคือ...องค์กรใดมุ่งไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาวมากน้อยแค่ไหน? อย่างไร?

บทสรุปปัญหา "คอร์รัปชัน" เป็นเรื่องของพวกเราทุกคนไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานรัฐฝ่ายเดียว ไม่ใช่แค่ป.ป.ช.รับผิดชอบหาก "คนไทย" ไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อเป็นพลังผลักดัน "คอร์รัปชัน" ไม่มีทางที่จะหายไปแล้วก็จะเป็นอะไรที่เป็น "มะเร็ง" ร้ายทำลายประเทศชาติในที่สุด

"ประเทศไทย" นับว่าเป็นประเทศหนึ่งที่มีปัญหานี้มายาวนาน โดยเฉพาะในบริบทของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่มักมีผลประโยชน์มหาศาล แต่ที่ผ่านมา "กฎหมาย" ของไทยมีบทบัญญัติเอาผิดเพียงแค่การให้สินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยไม่รวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: ต้องเลิกเอาตำรวจไปรับใช้คนหนีคดี - แนวหน้า ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

สารส้ม

คุณคำนูณ สิทธิสมาน ได้เล่าถึงแนวทางการปฏิรูปตำรวจ ฉบับที่กำลังร่างเป็นกฎหมายกันอยู่ในขณะนี้ ผ่านทางเฟซบุ๊คส่วนตัว ได้ข้อมูลที่เห็นภาพชัดเจนมาก

หนึ่งในเรื่องสำคัญ คือ การยกเครื่องโรงพักทั่วประเทศ 1,482 แห่ง เพื่อให้ทรัพยากร ทั้งอัตรากำลังพลและงบประมาณ ได้รับการจัดสรรกระจายลงไปที่จุดใกล้ตัวประชาชนที่สุด คือ สถานีตำรวจหรือโรงพัก 1,482 แห่งทั่วประเทศ

และให้ทุกโรงพักมีโอกาสได้รับงบประมาณสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ได้โดยตรง

โดยระบุด้วยว่า อัตรากำลังพล ส่วนที่ขาดมากที่สุด คือ ส่วนที่ประจำอยู่ ณ โรงพัก

"...แต่ในขณะที่สภาวะขาดแคลนกำลังพลและงบประมาณในระดับโรงพักยังไม่รับการแก้ไขเท่าที่ควร กลับพบว่าที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการจัดตั้งส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานกลางทำหน้าที่เฉพาะอย่างขึ้นมาก และค่อยๆ ยกระดับหน่วยงานเหล่านั้นขึ้นไปถึงกองบัญชาการ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อไว้ทำคดีสำคัญที่มีลักษณะเฉพาะ และเกินกำลังโรงพัก ยิ่งทำให้เป็นตัวแบ่งอัตรากำลังพลจริงที่จะจัดสรรลงโรงพักมากยิ่งขึ้นไปอีก

นอกจากนั้น ยังพบว่ามีข้าราชการตำรวจที่ทำหน้าที่ในฝ่ายอำนวยการ ต่างๆ ค่อนข้างมาก จนเกิดคำถามว่ามากเกินไปหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหน่วยปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยปฏิบัติในระดับโรงพักที่ขาดแคลนทั้งกำลังพลและงบประมาณ..."

แนวทางที่แก้ไข คือ กำหนดบังคับไว้ในบทเฉพาะกาล 2 ประเด็น

1. กำหนดให้การจัดวางกรอบอัตรากำลังในโรงพักและกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ต้องบรรจุลงให้ครบตามแผนที่มีอยู่ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ร่างฯใหม่นี้ใช้บังคับ ส่วนกรอบอัตรากำลังอื่นๆ ทั้งหมดให้บรรจุให้ครบภายใน 2 ปี

2. ห้ามมิให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งหน่วยงานใหม่ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ร่างฯใหม่นี้ใช้บังคับ จนกว่าอัตรากำลังของโรงพักและกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจะเพียงพอและครบถ้วน เพื่อให้เกิดความแน่นอนและต่อเนื่องในโครงสร้างและมิให้เกิดหน่วยงานภายในใหม่เกินความจำเป็น

นอกจากนี้ เพื่อให้มีมาตรการสนับสนุนบทเฉพาะกาลดังกล่าว คุณคำนูณเปิดเผยว่า คณะกรรมการได้พิจารณากรณีที่มีข้าราชการตำรวจ ไปช่วยราชการหน่วยงานอื่นหรือปฏิบัติหน้าที่อื่นนอกเหนือจากหน้าที่ตำรวจโดยตรง ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปสรรคที่ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องเสียกำลังพลจริงไปเป็นจำนวนไม่น้อยในขณะที่ยังต้องแบกรับงบประมาณเงินเดือนและสวัสดิการต่างๆ ของนายตำรวจเหล่านั้นอยู่

เห็นควรกำหนดมาตรการเพิ่มไว้ในบทเฉพาะกาลดังนี้

- ห้ามมิให้สั่งการให้ข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสถานีตำรวจ และกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ไปช่วยราชการยังหน่วยงานใด ยกเว้นแต่จะมีการตั้งอัตรากำลังทดแทน

- กรณีที่มีข้าราชการตำรวจส่วนกลางไปช่วยราชการที่กอ.รมน.ส่วนกลาง (สวนรื่นฤดี) รวมทั้งสิ้น 253 อัตรา พบว่ามีการไปปฏิบัติราชการที่กอ.รมน.ส่วนกลางเพียง 14 อัตราเท่านั้น ที่เหลือยังคงเป็นอัตราฝากอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ไม่มีสายงานที่ชัดเจน งานค่อนข้างน้อย และส่วนใหญ่อยู่ในส่วนอำนวยการหรือธุรการ ที่ประชุมได้เสนอความเห็นไปยังกอ.รมน.ขอให้ทบทวนนโยบายนี้ กำลังพลที่เป็นอัตราพิเศษฝากไว้ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรยกเลิกและคืนให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อนำไปบรรจุในสถานีตำรวจและกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดที่ยังขาดแคลนอยู่

- ข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีข้าราชการตำรวจไปติดตามดูแลบุคคลที่เคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อดีตข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ และบุคคลผู้กว้างขวางหรือผู้มีอิทธิพล อย่างไม่เป็นทางการ จึงเห็นควรกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาผู้ทราบว่าผู้ใต้บังคับบัญชาผู้ใดไม่มาปฏิบัติงานที่หน่วยเพราะไปปฏิบัติภารกิจนอกเหนือหน้าที่และอำนาจอย่างไม่เป็นทางการดังกล่าวเป็นเวลาเกินกว่า 15 วัน รายงานต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

- ความในย่อหน้าก่อน ไม่รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่อารักขาบุคคลสำคัญต่างๆ ที่มีตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน และสำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดให้มีการอารักขาหรือบุคคลดังกล่าวดำเนินการขอรับการอารักขามาอย่างเป็นทางการ ตามกฎข้อบังคับของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ เพื่อให้ได้กำลังพลของตำรวจกลับมาปฏิบัติหน้าที่ที่สถานีตำรวจ 1,482 แห่ง และกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ซึ่งเป็นหน่วยงาน หลักของภารกิจตำรวจแท้ที่ใกล้ชิดและให้บริการประชาชนโดยตรง

ประเด็นข้างต้น นับว่าน่าสนใจมาก เพราะจะทำให้ได้กำลังพลตำรวจกลับมารับใช้ประชาชน โดยเฉพาะในระดับโรงพัก โดยขออนุญาตแสดงความเห็นสนับสนุนเพิ่มเติม ดังนี้

ที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้ประชาชนเจ็บปวดที่สุด ไม่ใช่กำลังตำรวจที่ไปอารักขาบุคคลสำคัญ แต่เป็นกำลังตำรวจที่ไปอารักขา หรือรับใช้บุคคล ที่หลบหนีหมายจับของศาล หรือที่มีคดีทุจริตติดตัว

อ้างว่า ไปอารักขาเพื่อดูแลมิให้หนีคดี แต่สุดท้ายก็หนีอย่างลอยนวล

ถึงขนาด เคยทำหน้าที่ตรวจค้นตัวเจ้าหน้าที่ก่อนจะเข้าไปตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องหาหลบหนีคดีทุจริต เสมือนหนึ่งเป็นตัวแทนเจ้าของบ้าน เลยทีเดียว

อ้างว่า ไม่ได้ไปดูแลแล้ว แต่ก็ปรากฏภาพการไปหิ้วถุงเดินตามก้น โดยอ้างว่าลาราชการไป

ขณะที่กำลังพลตำรวจที่จะไปรับใช้ประชาชนตามโรงพักต่างๆ ยังขาดแคลน

ถ้าใครไม่มีใจจะเป็นตำรวจเพื่อรับใช้ประชาชน แต่ฝักใฝ่จะรับใช้คนหนีคดี ก็ไม่ควรให้เป็นตำรวจ กินเงินภาษีแผ่นดิน กินตำแหน่งกำลังพลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป