You are here

CG and corruptions News - 13 June 2017

Bright spots for governance emerge - BANGKOK POST

เด้งผบช.ภ.8เซ่นถูกแฉขายตำแหน่ง - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

สปท.โดดป้องสังศิตปมบิ๊กแป๊ะฟ้องหมิ่นผบ.ตร.จี้สอบเซ็งลี้เก้าอี้รองผบก.-สว.50ล้าน - พิมพ์ไทย

เล็งแก้กฎหมายดูแลทรัพย์สินวัด เจ้าอาวาสเลิกคุมเบ็ดเสร็จ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

จ่อพักงานจนท.พศ.ทุจริต-ตรวจงบหนุนวัด - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ ป้อมพระอาทิตย์: มหกรรม วาทกรรม'ธรรมาภิบาล' - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

'บรรยง'จัดหนักถึงบิ๊กตู่ ถามหา 'ธรรมาภิบาล' รัฐบาล คสช. - ข่าวหุ้น

บทบรรณาธิการ: ล้างทุจริตในกรมศุลกากร - แนวหน้า

Bright spots for governance emerge - BANGKOK POST Issued date 13 June 2017

Dr. BANDID NIJATHAWORN

More than ever governance is very important for Thailand: Better governance is needed in both the government and the private sector. Recently, Prime Minister Prayut Chan-o-cha expressed concerns about governance by the next government, indicating that corruption continues to be a major problem despite determined government efforts to tackle the problem.

On the government side, despite talk of reform, not much has been achieved practically as the bureaucracy is adamantly resistant to reform, either to change the way it functions or improve its governance. In the private sector, corporate governance also remains a challenge. Pressured by profit motives, the slow economy, the weak rule of law, and the failed ethics of business leaders, scandals continue to make headlines even in our large and well-established companies. Recent cases of bribery and insider trading involving Thailand's large private and state companies are good examples.

Are improvements in governance possible? Can we ever hope to meet the governance challenge in both the public and the private sector so as to have better businesses, better government, and better Thailand? Can our large listed companies lead by example and set the tone for the rest of the private sector? Can better governance in the private sector spearhead momentum of change in public governance?

These are all important questions we need to address in Thailand. My view is that, in spite of many negative headlines, bright spots for better governance are emerging - at least in the private sector.

Now globally, since the onset of the global financial crisis in 2008 with its devastating impact, we have been in an unprecedented era of corporate governance. It is an era marked by increased recognition of the importance of corporate governance as the foundation for better and sustainable business. It is an era where the focus of corporate governance has shifted from shareholders to stakeholders to take better account of the far-reaching and dire consequences that poor governance can cause beyond the impact on the company itself. It is also an era whereby the momentum for better governance is driven not only by regulators and market players, but also by companies that see corporate governance as key to upholding their competitiveness and the trust of the stakeholders, to ensure business sustainability and long-term survival.

In Thailand, similar momentum and bright spots are also visible. Our regulators are increasingly active and see better corporate governance as key to preserving the integrity of Thailand as a marketplace and to avoiding systemic risk.

Seeing poor governance as investment risk, our investor community has also been vocal against insider trading, bribery and noncompliance. And our companies increasingly recognise the benefits of good governance as a basis for better and sustainable business and are thus willing to commit more time and resources to it. This last point is evidenced by a continued improvement in the corporate governance scores of listed companies assessed annually by the Thai Institute of Directors, by the growing interest of company directors and executives on governance and director training, and by an expanding network of companies - now numbering 838 - voluntarily joining the Collective Action Coalition of the Private Sector Against Corruption to promote clean business and fight corruption.

These are positive changes. They are Thailand's bright spots in our quest for better governance. The challenge for us now is to keep the momentum going, in spite of the slow or lack of similar progress in the public sector and increased risk and uncertainty in global business. For Thai business leaders, a key task now is to steer companies and rise to the challenge of today's business in terms of performance while upholding corporate governance.

Bandid Nijathaworn, PhD, is President & CEO of the Thai Institute of Directors. The article coincides with the annual National Director Conference, themed 'Steering Governance in a Changing World' on June 14, 2017 in Bangkok.

เด้งผบช.ภ.8เซ่นถูกแฉขายตำแหน่ง - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เด้งผบช.ภ.8เซ่นถูกแฉขายตำแหน่ง

ผู้จัดการรายวัน360 - รองโฆษก ตร. เผย ผบ.ตร. สั่งตรวจสอบวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งแล้ว พร้อมขอบคุณผู้ให้ข้อมูล ด้าน "บิ๊กป้อม" ลั่นไม่มีการซื้อขายเก้าอี้ตำรวจ ท้าเอาตัวมายืนยัน บอกนึกไม่ออก เขาซื้อขายกันยังไง ล่าสุด "บิ๊กแป๊ะ" เซ็นคำสั่งเด้ง ผบช.ภ.8 เข้ากรุ

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีนายวิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และอดีตแกนนำ กปปส. ออกมาระบุ ว่า มีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง ในช่วงการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ตั้งแต่ระดับสารวัตร (สว.) ถึงรองผู้บังคับการ ปี 2559 โดยระดับผู้กำกับการต้องจ่าย 5-7 ล้านบาท ระดับสารวัตร 1.5-2 ล้านบาท ว่า เรื่องดังกล่าว พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้รับทราบ แล้ว และไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมทั้งฝากขอบคุณผู้ให้ข้อมูลด้วยว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ก็ต้องดำเนินการให้อยู่แล้ว แต่คงต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนว่าเป็นไปตามที่กล่าวอ้างมาหรือไม่

"การแต่งตั้งโยกย้าย เป็นอำนาจของ ผบ.ตร. แต่เพียงผู้เดียว ท่านเป็นคนดำเนินการแต่งตั้ง ท่านเป็นคนรับผิด และรับชอบอยู่แล้ว หากเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ต้องมีการตรวจสอบด้วย โดยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจทุกครั้งที่ผ่านมา มีหลักเกณฑ์ ระเบียบ วิธีการ ในการแต่งตั้งที่โปร่งใส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำสั่งล่าสุด ที่ 7/2560 เรื่องการพัฒนาและปรับปรุงระบบพิจารณาแต่งตั้ง มีความชัดเจน ในการถ่วงดุลอำนาจกันหลายฝ่าย" รองโฆษก ตร. กล่าว

ส่วนที่นายวิทยา ระบุว่า ได้รับข้อมูลว่ามีตำรวจบางนายจ่ายเงินไปแล้ว แต่ไม่ได้รับการเลื่อนขั้นนั้น รองโฆษก ตร. กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นประเด็นอะไรก็แล้วแต่ที่มีการพาดพิงถึงการแต่งตั้งโยกย้าย ก็ต้องมีการตรวจสอบ และจะต้องมีการประสานขอข้อมูลทั้งฝ่ายตำรวจ และบุคคลที่กล่าวอ้าง

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กำกับดูแล ตร. กล่าวถึงกรณี นายวิทยา ออกมาแฉว่ามีการซื้อขายตำแหน่งของตำรวจในระดับผู้กำกับการสูงถึง 5-7 ล้านบาท ว่า ไม่มีหรอก ก็พูดไป ก็เอาตัวมายืนยันกันเลย ไม่มีหรอกครับ

เมื่อถามว่า มีการออกมาเปิดเผยว่า ภรรยานายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เป็นผู้เรียกเงินเพื่อแลกกับตำแหน่ง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "ผมไม่รู้ แต่ผมมั่นใจในผู้ใต้บังคับบัญชาว่า เขาทำทุกอย่างให้เป็นไปตามขั้นตอน ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะมันทำกันยังไง ผมยังไม่รู้ วิธีการซื้อตำแหน่ง มันซื้อยังไง ผมยังนึกไม่ออกเลย ตัวผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เขาเสนอรายชื่อ เขามีสิทธิที่จะทำให้ถูกต้อง มันก็หลอกกันไป หลอกกันมา"

เมื่อถามว่า ข้อมูลของผู้ที่เปิดเผยนั้น อาจไม่ตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "ผมไม่รู้ เพราะผมไม่รู้ว่า เขาพูดเรื่องอะไร"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด พล.ต.อ.จักรทิพย์ ได้ลงนามในคำสั่ง ที่ 287/2560 ลงวันที่ 12 มิ.ย.2560 ให้ พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผบช.ภ.8 ปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร. โดยขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิม หลังนายวิทยา ได้อ้างว่ามีการซื้อขายตำแหน่งระดับ สว. ถึง รอง ผบก. ในสังกัด ภ.8 ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้จเรตำรวจตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ด้วย.

สปท.โดดป้องสังศิตปมบิ๊กแป๊ะฟ้องหมิ่นผบ.ตร.จี้สอบเซ็งลี้เก้าอี้รองผบก.-สว.50ล้านบิ๊กป้อมการันตีไม่มีแน่ - พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2560

สปท.โดดป้อง "สังศิต" หลังตร.ฟ้องหมิ่นฯปมขุดองค์กรสตช. "เสรี" จ่อพบ ผบ.ตร.หาข้อยุติ ด้าน "บิ๊กแป๊ะ" สั่งสอบซื้อ-ขายเก้าอี้รองผบก.-สว.50 ล้าน เปิดรับแจ้งเบาะแส ขณะที่"บิ๊กป้อม" การันตีไม่มีเซ็งลี้แน่

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยมี ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะประธานสปท.ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม

ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม นายวันชัย สอนศิริ สมาชิก สปท. ได้ขอหารือกรณีที่พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) แจ้งความดำเนินคดีนายสังศิต พิริยะรังสรรค์สมาชิก สปท. ข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา กรณีพูดในวงเสวนา"'ตำรวจไทย มีไว้ทำอะไร" ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น(ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา

โดย นายวันชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมานายสังศิตเคยอภิปรายเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจหลายครั้ง และได้รับการแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการต่อต้านคอรัปชั่น ถือว่าน่าภาคภูมิใจในฐานะที่เป็นสมาชิกด้วยกัน

ส่วนการอภิปรายของนายสังศิต ในงานเสวนาดังกล่าว เป็นการพูดในลักษณะกระจายอำนาจไปสู่จังหวัดซึ่งไม่น่าเชื่อว่าสอดคล้องกับแนวคิดของนายกฯ เรื่องการปฏิรูปตำรวจ และไม่มีส่วนใดหมิ่นประมาทหรือใส่ร้ายแต่ประการใด แต่ปรากฎว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ได้ฟ้องร้องดำเนินคดีกับนายสังศิต ตนเห็นว่าสมาชิกทุกคนคือครอบครัวเดียวกัน เมื่อได้รับผลกระทบจากการทำหน้าที่ จึงอยากให้ประธานฯ แสดงออกในลักษณะปกป้องคุ้มครองสมาชิก ตนเชื่อว่าภาวะผู้นำของประธานฯ น่าจะเป็นประโยชน์ และเป็นกำลังใจได้แม้ว่านายสังศิต จะเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งตนเชื่อว่าสามารถสู้คดีได้ แต่เหตุใดเราต้องปล่อยให้นายสังศิต ไปฝ่าฟันสู้คดีในเรื่องที่ท่านทำหน้าที่โดยสุจริต

ด้าน นายประมนต์ สุธีวงศ์ สมาชิก สปท. และประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านคอรัปชั่น กล่าวว่า องค์กรต่อต้านคอรัปชั่น จัดเสวนาเกี่ยวกับธรรมาภิบาลมาตลอดซึ่งงานเสวนาหัวข้อ "ตำรวจไทย มีไว้ทำอะไร" มีการเชิญผู้ร่วมอภิปรายจากหลายองค์กร โดยนายสังศิต อยู่ในส่วนของนักวิชาการ เท่าที่ฟังเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่มีเหตุผล เพราะการที่หน่วยงานราชการที่ให้บริการประชาชนจะถูกวิจารณ์ถือเป็นเรื่องสำคัญเพื่อนำไปสู่การปฏิรูป ควรเปิดใจกว้างที่จะรับฟัง

ขณะที่ นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปท.ชี้แจงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการทำหน้าที่ของสมาชิกในการเสนอความเห็น ซึ่งตนเชื่อว่ามีเจตนาสุจริตที่ต้องการให้องค์กรตำรวจดีขึ้น ไม่ได้ต้องการให้เกิดความเสื่อมเสียแต่อย่างใด แต่เมื่อการทำหน้าที่ของสมาชิกเกิดปัญหา เราคงละเลยไม่ได้ ตนในฐานะที่เป็นสมาชิก และประธานกรรมาธิการ(กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมือง สปท.ซึ่งอยู่ในกมธ.เดียวกันกับนายสังศิต จะรับไปประสานกับผบ.ตร.เพื่อทำความเข้าใจและหาข้อยุติไม่ให้เกิดปัญหามากกว่านี้

ด้าน นายสังศิต กล่าวว่า ขอบคุณสมาชิกที่หารือเรื่องดังกล่าว โดยตั้งแต่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกมานั้น ตนไม่เคยหยุดพูดเรื่องการปฏิรูปตำรวจเลยแต่ยืนยันว่าไม่ได้ขัดแย้งหรือไม่พอใจเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นการส่วนตัว ทั้งนี้ตนได้รับแรงบันดาลใจ อยากจะปรับปรุงบ้านเมืองมาจากการอ่านตำราวิชาการเรื่อง"การก่อตัวขึ้นของรัฐเยอรมันสมัยใหม่"

"ผมอยากให้รัฐไทยเป็นรัฐสมัยใหม่ที่ควบคุมการทุจริตได้ ผมไม่เชื่อว่าการทุจริตจะกวาดล้างได้จริงแต่เราต้องควบคุมคอรัปชั่นเอาไว้ ไม่ควรเอาชนะทุจริตแบบเบ็ดเสร็จ ทุกครั้งที่ได้รับเกียรติไปบรรยายเกี่ยวกับปัญหาตำรวจ ตระหนักอยู่เสมอว่าต้องพูดในหลักการไม่ดูหมิ่นใคร หรือพูดพาดพิงกระแนะกระแหนใครคนใดคนหนึ่ง" นายสังศิต กล่าว และว่า ตนไม่ได้ต้องการอะไรมากจากองค์กรตำรวจ เพียงขอให้องค์กรดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้นกว่าเดิมเพียงนิดเดียวตนก็จะเลิกพูดเรื่องนี้ และคงนอนตายตาหลับ

ขณะที่ร.อ.ทินพันธุ์ กล่าวว่า ขอให้กำลังใจแก่นายสังศิต และจะนำเรื่องดังกล่าวพิจารณาในการประชุมคณะกมธ.วิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (วิปสปท.) ในวันที่ 15 มิ.ย.นี้

วันเดียวกันที่ สตช. พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญรองโฆษก สตช. ระบุถึงกรณีที่นายวิทยา แก้วภราดัยอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ระบุถึงการซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งระดับรองผู้บังคับการ(รองผบก.) ถึงสารวัตร(สว.) วาระประจำปี 2559 มีการซื้อขายตำแหน่งมีมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ว่า กรณีนี้พล.ต.อ.จักรทิพย์ชัยจินดา ผบ.ตร.ไม่ได้นิ่งนอนใจ หลังได้รับข้อมูลดังกล่าวจากสื่อ อยู่ระหว่างตรวจสอบ แต่ยืนยันว่าการแต่งตั้งเป็นอำนาจของผบ.ตร.แต่เพียงผู้เดียว ทุกอย่างอยู่บนหลักเกณฑ์ วิธีการคัดเลือกที่โปร่งใสอยู่แล้ว จะมีคณะกรรมการพิจารณาอีกต่อหนึ่ง หากมีประเด็นทุจริตจริง ไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนใด จะตรวจสอบให้คลายข้อสงสัย หากใครมีข้อมูลขอให้นำเรียนมายังผบ.ตร.ทันที

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า "ไม่มีหรอก ก็พูดไปก็เอาตัวมายืนยันกันเลย ไม่มีหรอกครับ"

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการออกมาเปิดเผยว่าภรรยานายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เป็นผู้เรียกเงินเพื่อแลกกับตำแหน่งพล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "ผมไม่รู้ แต่ผมมั่นใจในผู้ใต้บังคับบัญชาว่า เขาทำทุกอย่างให้เป็นไปตามขั้นตอน ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะมันทำกันยังไงผมยังไม่รู้วิธีการซื้อตำแหน่ง มันซื้อยังไง ซื้อยังไงผมยังนึกไม่ออกเลยตัวผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เขาเสนอรายชื่อเขามีสิทธิที่จะทำให้ถูกต้อง มันก็หลอกกันไปหลอกกันมา"

เมื่อถามว่า ข้อมูลของผู้ที่เปิดเผยออกมา ตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ผมไม่รู้เพราะผมไม่รู้ว่าเขาพูดเรื่องอะไร"

เล็งแก้กฎหมายดูแลทรัพย์สินวัด เจ้าอาวาสเลิกคุมเบ็ดเสร็จ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เล็งแก้กม.จัดระเบียบทรัพย์สินวัด เจ้าอาวาสเลิกคุมเบ็ดเสร็จ

ผู้จัดการรายวัน360 - เจ้าอาวาสวัด วังตะวันตกรูปใหม่ ตั้ง กก.ตรวจสอบทรัพย์สินวัด ระบุแบงก์ยืนยันแล้ว วัดมีบัญชีเงินฝากรวม 32 บัญชี เหลือเงิน 1.8 ล้านบาท "วิษณุ" หามาตรการคุมความโปร่งใสทรัพย์สินวัด ขู่วัดไหนไม่ให้ความร่วมมือ เจอจัดระบบใหม่แน่ ยอมรับบางวัดมีมาเฟียคุม ด้าน "ผอ.พศ." เสนอแก้พ.ร.บ.สงฆ์ กระจายอำนาจเบิกจ่ายเงินวัด ให้รัดกุม จากเดิมที่ให้อำนาจเจ้าอาวาสตัดสินใจเพียงผู้เดียว

พระครูพรหมเขตคณารักษ์ เจ้าอาวาสวัดวังตะวันตก เปิดเผยว่า ได้รับการยืนยันจากธนาคารว่าบัญชีธนาคารของวัดวังตะวันตก มีทั้งหมด 32 บัญชี มีเงินเหลืออยู่ 1.8 ล้านบาท โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางเงินของทั้ง 32 บัญชี ส่วนทรัพย์สินอื่นๆ วัดได้ตั้งคณะกรรมการจากหลายหน่วยงานมาร่วมตรวจสอบ และหลังจากได้ข้อมูลชัดเจนแล้วว่า วัดมีทรัพย์สินอะไรบ้าง ก็จะมีการทำบัญชีทรัพย์สินทุกอย่างต่อไป ส่วนการตรวจสอบทรัพย์สินในกุฎิอดีตเจ้าอาวาส พบว่าทรัพย์สินรวมทั้ง พระพุทธสิหิงค์ หน้าตัก 9 นิ้ว และวัตถุมงคลอื่นๆ ยังอยู่ครบ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เสนอให้มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของวัด ว่า นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ได้หารือเมื่อวันก่อน จะให้ พศ.หารือกับมหาเถรสมาคม (มส.) ว่าควรดำเนินการ และมีวิธีปฏิบัติอย่างไร เพราะว่ามีเรื่องราวมาก่อนหน้านี้ และมีคดีสามเณรปลื้ม ที่ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งทำให้คนมีความรู้สึกมากขึ้น

ทั้งนี้ การตรวจสอบความโปร่งใส วันนี้ไวยาวัจกรวัด มีหน้าที่ดูแลด้านการเงิน และเรื่องความรับผิดชอบทางกฎหมาย ก็อยู่ที่ไวยาวัจกรวัด แต่ในทางปฏิบัติ ไวยาวัจกรวัดไม่รู้ เพราะบางทีมีผู้มีอิทธิพลอยู่ในวัด ซึ่งไม่ได้เป็นไวยาวัจกร ไม่ได้เป็นเจ้าอาวาส เผลอๆ ไม่ได้เป็นพระด้วย

ขณะเดียวกัน เจ้าอาวาสวัดก็ถือว่าเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำบัญชีทรัพย์สินของวัดอยู่แล้ว ซึ่งมาตรการนี้ เรามีอยู่แล้ว เพียงแต่เป็นมาตรการที่บอกขั้นตอนการปฏิบัติว่าต้องทำอย่างไร แต่ไม่ได้มีการกำหนดโทษ ซึ่งตรงนี้ต้องเข้าไปดูทั้งระบบ แต่หาก มส.จะตั้งใครขึ้นมาดูแลโดยเร่งด่วน ก็แล้วแต่ อย่างไรก็ตาม หากใช้วิธีการดังกล่าวไม่ได้ผล จำเป็นต้องแก้กฎหมายค่อยว่ากันอีกครั้งหนึ่ง แต่ตนเชื่อว่าภายใต้การดำเนินการตามกฎระเบียบปัจจุบัน สามารถทำได้ แต่หากไม่ได้รับความร่วมมือ หรือติดขัดบางวัดไม่ให้ความร่วมมือ และจะจัดระบบใหม่ จนไปถึงเรื่องของกฎหมาย คงต้องพูดกัน อีกที แต่ต้องฟัง มส.ด้วย และถ้าต้องแก้กฎหมายรัฐบาลต้องเป็นคนทำ โดยหารือกับคณะสงฆ์

ด้าน พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. กล่าวก่อนเข้าพบ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ว่า มารายงานความคืบหน้า การตรวจสอบทุจริตเงินงบประมาณอุดหนุน โดยมีมาตรการที่เสนอ คือ การออกกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องของบัญชีทรัพย์สินของวัด การตรวจสอบควบคุมรายงาน การตรวจผล และการเปิดเผยบัญชี หากมี 3 มาตรการนี้ ก็จะทำให้ปัญหาการทุจริตเงินวัด จนนำมาสู่การฆ่าเณร และการนำเงินอุดหนุน ที่ พศ.ส่งไปแล้วนำมาทอนกัน ก็ทำได้ยาก เพราะคนคนเดียว หรือพระรูปเดียว ไม่สามารถจะถอนเงินนี้ไปให้ใครได้ง่ายๆ ซึ่งมาตรการเหล่านี้ ต้องรีบทำ เพื่อให้เกิดหลักประกันในระดับหนึ่ง เพื่อให้การทุจริตทำได้ยากขึ้น

ผอ.พศ. กล่าวว่า ปัญหาการเบิกจ่ายเงิน ที่ให้เจ้าอาวาสเป็นคนตัดสินใจในการเบิกจ่าย ในฐานะผู้แทนนิติบุคคล ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ให้มีอำนาจอยู่ที่คนๆ เดียวนั้น ตนเห็นว่าจะทำให้ไม่มีเสรีภาพ หากอำนาจไปรวมอยู่ที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง ดังนั้น จึงต้องมีการแบ่งแยกอำนาจ ซึ่งมาตรการในเรื่องนี้ จะต้องไปกำหนดอีกครั้งหนึ่งว่า จะให้ใครเข้ามาร่วมในการเบิกจ่ายเงิน โดยอาจจะแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ และจะเสนอเข้าที่ประชุม สนช. พิจารณาแก้ไขต่อไป "กฎระเบียบที่มีอยู่เดิม เป็นการออกให้ในลักษณะกว้าง โดยให้เจ้าอาวาสเป็นคนจัดการศาสนสมบัติของวัด ในการเปิดบัญชีต่างๆ ในนามนิติบุคคลแล้วใส่ไปในชื่อวัด ซึ่งเรื่องนี้จะไม่เกิดปัญหา ถ้าเกิดกับพระซึ่งละแล้ว ย่อมประพฤติดี ประพฤติชอบ แต่เมื่อศาสนามีปัญหาเกิดหลายอย่าง ทั้งความบกพร่อง การทุจริต และมีฆราวาสเข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้ายังปล่อยให้ปัญหาจัดไปได้เรื่อยๆ ความศรัทธาจะเสื่อม จึงต้องมีกฎระเบียบเข้ามาดูแล" พ.ต.ท.พงศ์พร กล่าว

เมื่อถามว่าจำเป็นต้องใช้ มาตรา 44 ในระหว่างที่มีการแก้ไขเนื้อหา พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เกี่ยวกับเรื่องการเบิกจ่าย หรือไม่ ผอ.พศ. กล่าวว่า เป็นเพียงความเห็น ซึ่งมาตรา 44 ก็เป็นวิธีการหนึ่งในการแก้ปัญหา แต่ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจจะพิจารณา ตนไปชี้นำไม่ได้.

จ่อพักงานจนท.พศ.ทุจริต-ตรวจงบหนุนวัด - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2560

จากกรณีที่มีการเปิดเผยออกมาว่าข้าราชการระดับสูงของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินอุดหนุนวัด โดยทำในรูปของ "เงินทอน" คือ ชักเงินกลับจากวัดที่ได้รับเงินอุดหนุนจาก พศ.ในสัดส่วนที่สูงถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณคาดว่ากว่า 60 ล้านบาท

ล่าสุดเมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 12 มิถุนายน พ.ต.ท.พงศ์ธร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวภายหลังเข้าพบนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า มีการหารือเรื่องสำคัญคือกรณีทุจริตเงินอุดหนุนวัดโดยข้าราชการระดับสูงในพศ. และผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงกรณีเรียกร้องให้เปิดเผยทรัพย์สินของวัด โดยเรื่องการเปิดเผยทรัพย์สินของวัดได้รายงานให้ทราบว่าพ.ร.บ.คณะสงฆ์ กำหนดให้เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนวัดมีอำนาจหน้าที่จัดการศาสนสมบัติ และมีกฎกระทรวงกำหนดให้เจ้าอาวาสแต่งตั้งไวยาวัจกรทำบัญชีรับpจ่ายรวมทั้งมติมหาเถรสมาคม (มส.) ที่ขอความร่วมมือวัดให้รายงานบัญชีดังกล่าว ซึ่งนายออมสินรอให้ผู้เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเกินที่พศ.จะพิจารณาเอง อย่างไรก็ตาม จากการรายงานมีตัวเลขที่น่าพอใจ โดยปี 59 จากทั้งหมดจำนวนกว่า 4 หมื่นวัด มีการรายงานเข้ามาประมาณกว่า 3.9 หมื่นวัด สิ่งที่นายออมสินคาดหวังคือคุณภาพของบัญชี ส่วนการตรวจสอบคุณภาพของตัวเลขทางบัญชีนั้นถ้าต้องการมาตรการที่เด็ดขาดออกเป็นกฎหมายบ้านเมืองดีที่สุด

"ที่ผ่านมาไม่มีบทบังคับว่าวัดต้องส่งบัญชีรับpจ่าย เนื่องจากมติมส.แค่ขอความร่วมมือเพื่อให้เป็นไปตามตัวชี้วัดตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กำหนด แต่ถ้าไปแก้กฎหมายแล้วไม่มีการทำตามก็จะมีการแซงชั่น จะมีบทลงโทษหรืออะไรก็ว่ากันไปแล้วแต่สภาจะพิจารณา ส่วนทางมหาเถรสมาคม (มส.) ไม่มีอำนาจในการกำหนดบทลงโทษทางอาญา สามารถออกข้อบังคับ ซึ่งจะมีผลทางวินัยสงฆ์เท่านั้น" พ.ต.ท.พงศ์ธร กล่าว

พ.ต.ท.พงศ์ธร กล่าวกรณีทุจริตเงินอุดหนุนวัด ว่าได้รายงานให้นายออมสินทราบว่ามีวัดใดบ้างที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดี แต่เรื่องตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องขอไม่เปิดเผยชื่อ ซึ่งการตรวจค้นของตำรวจได้พยานหลักฐานจำนวนหนึ่งเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่จะดำเนินการ อย่างไรก็ตามสิ่งที่พศ.ต้องทำมี 3 ส่วนคือ 1.พระสงฆ์ ถ้าสืบสวนพบความผิดพระธรรมวินัยจะต้องส่งเรื่องไปยังพระสังฆาธิการ 2.เจ้าหน้าที่ ถ้าพบว่ากระทำผิดอาญา จะต้องดำเนินการทางวินัยด้วย และ3.ถ้าพบว่าก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินทางราชการจะต้องดำเนินการตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความรับผิดทางละเมิด ส่วนทางพศ.จะ เสนอคสช.ให้พักงานเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินวัดหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้มีการกำหนดอะไร ขอให้ถามทางรัฐบาลและคสช. แต่ตามกฎหมายเมื่อข้าราชการยังไม่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาก็ไม่สามารถที่จะพักราชการได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า นอกจากวัดที่ปรากฏเป็นข่าวแล้ว ทางพศ.จะลงไปตรวจสอบวัดอื่นด้วยหรือไม่ พ.ต.ท.พงศ์ธร กล่าวว่า นายออมสินถามเรื่องนี้เช่นเดียวกัน และยังถามถึงรูปแบบการกระทำผิดมีอะไรบ้าง ตนได้รายงานไปว่าที่มีการทุจริตคือเงินอุดหนุนวัด แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ 1.เงินอุดหนุนในการปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมวัด 2.เงินเกี่ยวกับการศึกษาของวัด และ3.เงินที่เกี่ยวกับการเผยแพร่หรือจัดกิจกรรมทางศาสนาของวัด ขณะนี้สิ่งที่ตรวจสอบและตำรวจกำลังดำเนินคดีคือเฉพาะงบในส่วนของการปฏิสังขรณ์ ยังไม่ได้พูดส่วนที่เหลือ อย่างไรก็ตาม หากมีข้อสงสัยในเรื่องนี้ พศ.คงต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการใช้งบทั้ง 3 ส่วน

"ในแต่ละปีงบประมาณพศ.ได้รับเงินอุดหนุนจำนวน 4 พันล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินอุดหนุนในการปฏิรูปสังขรณ์วัด 500 ล้านบาท เงินเกี่ยวกับการศึกษาของวัดและเงินที่เกี่ยวกับการเผยแพร่หรือจัดกิจกรรมทางศาสนาของวัดประมาณ 2,000 ล้านบาท" พ.ต.ท.พงศ์ธร กล่าว

คอลัมน์ ป้อมพระอาทิตย์: มหกรรม วาทกรรม'ธรรมาภิบาล' - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2560

โดย: โสภณ องค์การณ์

เริ่มแล้วสำหรับคำถาม 4 ข้อของคุณท่านผู้นำในประเด็น "ธรรมาภิบาล" ให้ชาวบ้านส่งคำตอบไปยังศูนย์ดำรงธรรม จะมีใครใส่ใจตอบจริงจัง หรือมองว่าเป็นเพียงลีลายึกยักเพื่อหาเหตุนั่นนี่โน่นหวังสืบทอดยาวอำนาจ เมื่อดูแล้วว่ายังไม่ปลอดภัยที่จะลงจากหลังเสือ

อันที่จริง คำตอบผ่านสื่อต่างๆ จากหลายฝ่ายน่าจะเพียงพอเพื่อประเมินอารมณ์ของชาวบ้านซึ่งติดตามเหตุการณ์บ้านเมือง ไปถามชาวบ้านหนองหมาว้อ โคกอีแร้ง กิโล 2 คลองลึกเรื่อง "ธรรมาภิบาล" ระวังจะโดนย้อนถามว่าเป็น "ลูกของรัฐธรรมนูญใหม่" หรือ

คำสูงประดิดประดอยฟังดูโก้ ชาวบ้านบอกว่ามันสูงเกินหู ถามเด็กจบปริญญาบางสถาบันอาจทำสีหน้างงๆ ด้วยซ้ำ เพราะคำนี้เพิ่งดัดจริตแต่งขึ้นมาไม่กี่ปีนี่เอง ไล่หลังคำว่า "โลกาภิวัตน์" อะไรนั่น แต่ยังสู้คำว่า "ต้มยำกุ้ง" "ไอเอ็มเอฟ" ไม่ได้ เจ็บปวดใจกว่าเยอะ

คนที่จะส่งคำตอบให้ศูนย์ดำรงธรรมจัดอยู่ในประเภทห่วงบ้านเมือง จะมีทั้งชี้แนะด้วยความจริงใจ เจตนาดี หรืออาจถูกมองว่าเป็นพวกบ้องตื้นไม่ทันเกมแก่งแย่งอำนาจในกลุ่มผลประโยชน์ทั้งที่ยังอยู่ และพวกที่ร้องเย้วๆ รอให้จัดการเลือกตั้งตามโรดแหม็บๆ

พวกสมุนเหลี่ยมร้ายน่าจะส่งคำตอบมาบ้างเพื่อกวนประสาทคุณท่านและพวก คงยากที่คำตอบประเภทนี้จะถึงคุณท่าน ศูนย์ดำรงธรรมต้องกลั่นกรองเอาเฉพาะคำเสนอของคนที่จัดอยู่ในชุมชนนายแสนดี วจีไพเราะ ชมรมคนมองโลกสวยฟังเสียงนกร้อง ผีเสื้อบิน

คำถามที่ว่า "ถ้ามีการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้รัฐบาลมี ธรรมาภิบาลหรือไม่?" อันนี้ถ้าฟังซ้ำบ่อยๆ แล้วรู้สึกว่าเป็นคำถาม "อย่างฮา" มากๆ ถ้ามาถามอีก คนถามจะโดนมองหน้าแล้วขอให้อธิบายว่า โปรดยกตัวอย่าง "ธรรมาภิบาล" ที่รัฐบาลควรมีซิ ว่ามีอะไรบ้าง!

เอ่อ! แล้วรัฐบาลปัจจุบันมีธรรมาภิบาลหรือยัง? อันนี้นักการเมืองก๊วนเหลี่ยมเคยถาม แต่ยังไม่มีใครตอบเป็นเพราะไม่รู้สึกระคายเคืองหรือไม่อยากเปิดช่องให้ต่อความยาวสาวความยืดให้สมุนเหลี่ยมตีกินก็สุดแล้วแต่จะคาดเดา หรืออาจเป็นความไม่สะดวกตอบ

กระพ้มว่านี่เป็นคำถามเสี่ยงสยิวมาก ดูแล้วทุกรัฐบาลสอบตกในธรรมาภิบาลด้านความใจซื่อมือสะอาด มีเจตนาดีทำงานเพื่อบ้านเมือง ไม่หวังลงทุนเข้ามาเพื่อถอนทุนบวกกำไรหลายเท่าตัว เอาเพียงแค่นี้ใครกล้าไปกล่าวสาบานในวัด พระแก้วก็ถือว่าสุดยอดแล้ว

ถ้ามีใครไปสาบานจริง แสดงว่าหมอนั่นกล้ามาก แบบนี้ "มันเอาแน่ โกงวันนี้ไปแก้คำสาบานวันหน้า" มาดูรัฐบาลของคุณท่านดูก็ได้ว่ามีอะไรที่เห็นชัดๆ ว่าขัดหลักธรรมาภิบาลอย่างไร บางเรื่องทำไปแล้วแต่มองข้ามประเด็นที่สังคมว่าไม่เหมาะสมแต่ตัวเองว่าดี

การจะตั้งรัฐบาลธรรมาภิบาลนั้น อันดับแรก ต้องไม่มีระบบอุปถัมภ์ ระบบเส้นสายเด็ดขาด ไม่มีระบบเพื่อนพ้องน้องพี่ อย่างที่ฝรั่งเรียกว่า "Cronyism" หรือ "Nepotism" หรือ แม้แต่ "Favoritism" ต้องวัดที่ความรู้ความสามารถ นั่นคือ "Merit system" เท่านั้น

"ตั้งคนให้เหมาะกับงาน" "Put the right man on the right job" การใช้ระบบอาวุโสมาเหนือกว่าความรู้ความสามารถก็ไม่ถูกหลักธรรมาภิบาลแล้ว เพราะคนแก่กว่า ทำงานมานานกว่าไม่ได้หมายความว่าฉลาดกว่า เก่งกว่า หรือมือสะอาดกว่า

ระบบ "เพื่อนร่วมรุ่น" ไม่เป็นธรรมาภิบาลแน่นอน! ทุกวันนี้เป็นอย่างนี้หรือไม่? ไม่จำเป็นต้องตอบ หลายเหตุการณ์ฉาวโฉ่เกิดขึ้นมาให้ชาวบ้านได้รับรู้ แต่ไม่มีใครรู้สึกอาย!

ระบบที่กล่าวมาข้างต้นนั้นสังคมที่พัฒนา สังคมที่คนมีหิริโอตตัปปะจะไม่ทำ ประธานาธิบดีหญิงคนแรกเพิ่งโดนคดีอาญาขังคุกรอวันขึ้นศาลเพราะระบบเพื่อนพ้อง ข้อกล่าวหาไม่หนักหนาอะไร เพียงแค่ใช้อำนาจเพื่อนไปรีดไถเงินบริษัทยักษ์ใหญ่เท่านั้น

บ้านเรามีระบบตามน้ำ ทวนน้ำ ใต้โต๊ะ บนโต๊ะ หักดิบ หักคอ ยังอยู่สบายๆ เพราะมีตัวช่วยในการดองคดีให้ยืดเยื้อจนชาวบ้านลืม ถ้าคดียังเดินหน้าด้วยความเร็วระดับทากเคลื่อนที่ ก็จะมีคนใช้ดุลพินิจ "สั่งไม่ฟ้อง" หรือปล่อยให้หมดอายุความไปอย่างหน้าด้านๆ

ระบบการแต่งตั้งเพื่อนพ้องน้องพี่ไม่ใช่มีเพียงในสยามเมืองยิ้มของหมู่เฮาเท่านั้น ที่ไหนเขาก็ทำกัน เช่นรัฐบาลสหรัฐฯ ทุกยุค ก็จะเอาคนในแวดวงธุรกิจ การเมือง หุ้นส่วนเข้ามาทำงาน เป็นรัฐมนตรีคุมหน่วยงานสำคัญแต่มีระบบตรวจสอบประวัติคุณสมบัติเข้มข้นสุดๆ

ถ้ามี "สีเทา" เป็นเงารางๆ แค่นี้ก็ผ่านคณะกรรมาธิการของวุฒิสมาชิกยากแล้ว! บ้านเรามีทั้งสีดำคล้ำ กลิ่นเน่าโชย เป็นผีตายซาก หรือตายทั้งเป็น ก็ยังเข็นหามประคองมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีเพราะเป็นคนสำคัญผู้นำรัฐบาลเกรงใจ มีหนี้บุญคุณมาแต่ชาติปางก่อน

วันก่อนมีอดีต ส.ส.มากกว่า 50 คนไปชุมนุมเป็นนัยว่าจะแสวงหาทางเลือกใหม่ภายใต้พรรคใหม่เอาน้ำเน่ามากผสมกับน้ำเน่าน้อย และพวกที่ยังมีสีขุ่นเพื่อเป็นฐานให้นายกฯ ที่จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้นำบ้านเมืองต่อไป ไม่ต้องถามว่าเป็นใคร

นี่ก็จะเป็นการเมืองระบบอุ้มชู ไม่ต่างจากยุคเสียสัตย์ เพื่อชาติ เสียคนเพราะกระสันอำนาจ สุดท้ายก็ไปไม่รอดเพราะเปิดหน้าโล่งโจ้งให้ชาวบ้านเห็นเจตนาไม่ซื่อ มีปัญหาเรื่อง ธรรมาภิบาลด้วยเหตุบกพร่องด้านหิริโอตตัปปะเรื้อรังแม้จะพยายามกลบรอยมานานแล้ว

จะมีรัฐบาลธรรมาภิบาลต้องได้หัวหน้ามีคุณสมบัติพร้อมด้านธรรมาภิบาลก่อนถึงจะได้มีจิตสำนึกเพื่อชาติ คัดสรรคนมาเป็นรัฐมนตรีไม่ใช่ระบบโควตานายทุนพรรคหรืออุปถัมภ์ค้ำชูแบบเพื่อนพ้องน้องพี่ ต้องมี Sense of mission และ Sense of urgency

นั่นคือการตระหนักถึงภารกิจจำเป็นต้องทำเร่งด่วนเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ไม่มัวพูดพร่ำทำเพลงกรอกหูชาวบ้านทุกเย็นย่ำค่ำเช้า โอดครวญว่าทำงานหนักไม่มีใครเข้าใจถึงความล้มเหลวที่แก้ปัญหาไม่ได้ ทั้งๆ ที่ชาวบ้านเห็นชัดว่ายังพูดอย่างทำอย่าง

ผู้นำมีธรรมาภิบาลไม่ปล่อยให้ชาวบ้านตายผ่อนส่ง ด้วยพิษสารเคมีเกษตรหรอก!.

'บรรยง'จัดหนักถึงบิ๊กตู่ ถามหา 'ธรรมาภิบาล' รัฐบาล คสช. - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2560

“บรรยง พงษ์พานิช” อดีตกรรมการหลายตำแหน่งในรัฐบาล คสช. ออกมาตอบคำถาม 4 ข้อ พร้อมระบุว่า เรื่องธรรมาภิบาลที่จะต้องถามหาจากรัฐบาลชุดปัจจุบันมากกว่าชุดต่อไป

วานนี้ นายบรรยง พงษ์พานิช อดีตกรรมการที่นั่งในหลายตำแหน่งของรัฐบาลของ คสช. และได้ลาออกไปแล้วเมื่อช่วงปลายปี 2559 โพสต์ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว โดยระบุว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ศูนย์ดำรงธรรมและศูนย์อื่นๆ ทั่วประเทศรวม 1,007 แห่ง จะเปิดรับคำตอบของประชาชนที่มีต่อคำถาม 4 ข้อ ที่นายกรัฐมนตรีถามไว้เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ที่ผ่านมา

และก่อนที่จะไปตอบคำถาม ผมก็เลยพยายามมาเข้าใจคำถามของท่านนายกฯ เสียก่อน....

คำถามข้อที่หนึ่ง ที่ถามว่า "ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่?" นั้น ถ้ามาพิจารณากันถึงคีย์เวิร์ดที่จำเป็นจะต้องเข้าใจก่อน ก็คือคำว่า "ธรรมาภิบาล" นั้นหมายความว่าอย่างไร

คำว่า "ธรรมาภิบาล" นั้น เป็นคำใหม่ ไม่มีระบุในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานด้วยซ้ำไป (ผมค้นไม่เจอ ถ้าใครเจอช่วยบอกด้วยนะครับ) แต่ถ้าจะเอาความหมายจากที่ใช้อ้างอิงกัน ก็น่าจะหมายถึง "ระบบหรือวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี" ซึ่งคำว่า "อภิบาล" ก็หมายถึงระบบการจัดการ ระบบการปกครอง และระบบการควบคุม ซึ่งนอกจากจะใช้ในระบบใหญ่อย่างรัฐบาลแล้ว ยังใช้ในระบบอื่นๆ เช่น ที่ใช้กับองค์กรธุรกิจก็เรียกว่า "บรรษัทภิบาล" เป็นต้น

นายบรรยง ระบุอีกว่า คงต้องยอมรับความจริงว่า "Governance" ของเรา ระบบ กลไก ที่เรามี ยังห่างไกลคำว่า "Good" อยู่มากนัก ประเทศเรายังไม่รุ่งเรือง ยังติดกับดักอยู่ ยังมีความเหลื่อมล้ำสูง มีคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังอีกมากมาย ความชั่วร้าย การฉ้อฉลยังมีอยู่ทุกระดับ แถมยังมีความแตกแยกรุนแรงในสังคม เราจึงต้องมุ่งพัฒนา "ระบบ" ให้มี "ธรรมาภิบาล" มากขึ้น (แทนที่จะวิ่งหาคนดี ซึ่งจะว่าไป ระบบที่ดี ก็จะคัดสรรคนที่ดีให้เองแหละครับ)

ที่ผ่านมา เราก็ตระหนักรู้มาตลอดว่า Governance ของเรายังไม่ดี เราก็มีการปรับปรุงเรื่อยมา เช่น เปลี่ยนรัฐธรรมนูญเมื่อ 2540 หรือกระบวนการอื่นๆ ซึ่งการจะปรับปรุงก็มีสองวิธี คือ ค่อยๆ พัฒนาเรียนรู้ปรับปรุงกันไป หรือจะล้มโต๊ะปรับกันแบบแรงๆ เช่น ปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งในอดีตก็สอนเราว่า ไม่ได้ช่วยพัฒนาในเรื่อง "Governance" สักเท่าไหร่ เสร็จแล้วเราก็วนกลับมาวังวนเดิมๆ หรือค่อนข้างจะเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ ด้วยซ้ำ

นายบรรยง กล่าวสรุปว่า ถ้าจะถามหา "ธรรมาภิบาล" ถามหา "Good Governance" อย่าไปถามหาจากรัฐบาลหน้าเลยครับ เราต้องถามหาจากรัฐบาลปัจจุบันนี่แหละครับ เพราะมันเป็นระบบ เป็นกลไก เป็นกรอบกติกา ที่ท่านฉีกของเดิมทิ้ง (บางส่วน) แล้วสัญญาว่าจะสร้างใหม่ ปรับปรุงใหม่ให้ดีกว่าเดิม จะดีไม่ดีก็อยู่ช่วงนี้แหละครับ ถ้าทำได้ดี วางรากฐานให้ดี ก็จะได้เดินต่อ ไม่ต้องวนมาฉีกทิ้งอีกในวันหน้า

พอท่านตั้งคำถามมาอย่างนี้ ผมก็เลยตอบไม่ได้ (เพราะตั้งคำถามผิด) พอคำถามแรกตอบไม่ได้ ก็เลยไม่รู้จะตอบคำถามที่เกี่ยวเนื่องชี้นำอีกสามข้อได้อย่างไร

ก็กลัวแต่ว่าท่านจะถามใหม่ว่า "ถ้าผมยังแก้ธรรมาภิบาลยังไม่เสร็จ แล้วปล่อยให้เลือกตั้ง จะเป็นอย่างไร?" ...ซึ่งถ้าถามอย่างนั้น ก็คงต้องตัวใครตัวมันกันละครับ เพราะ "Good Governance" ก็เหมือนปฏิรูปนั่นแหละครับ คือทำยังไงก็ไม่เสร็จ ตราบใดที่โลกยังหมุนอยู่

บทบรรณาธิการ: ล้างทุจริตในกรมศุลกากร - แนวหน้า ฉบับวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2560

กรมศุลกากรได้ชื่อว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ตกเป็นข่าวอื้อฉาวและถูกจัดอันดับให้เป็นหน่วยงานที่มีการทุจริตมากที่สุดในระดับต้นๆของประเทศเพราะเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างประเทศที่จะต้องเสียภาษีและค่าธรรมเนียมแก่รัฐมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี จึงเป็นแรงจูงใจให้เกิดกิเลสประกอบกับกฎหมายและระเบียบมีช่องโหว่ให้มีการทุจริต

จึงไม่แปลกที่รัฐบาลพรรคธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมที่ผ่านๆ มาเมื่อได้อำนาจเข้ามาเป็นรัฐบาลจะเล็งกรมศุลกากรจะเป็นหน่วยงานเกรดเอที่จะต้องผลักดันคนของตัวเองเข้ามาคุมอำนาจการบริหารเพื่อเป็นช่องทางโกงชาติปล้นแผ่นดินซึ่งแต่ละปีมีมูลค่ามหาศาล

ตัวอย่างล่าสุดที่สะท้อนให้เห็นการทุจริตของกรมศุลกากรก็คือกรณีข่าวที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจค้นและอายัด รถหรู 160 คัน ที่ต้องสงสัยว่านำเข้าโดยเลี่ยงการจ่ายภาษีเป็นรายได้แผ่นดินมูลค่ามหาศาล โดย ดีเอสไอเตรียมดำเนินคดีเอาผิดกับเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร 9 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีอดีตรองอธิบดีกรมศุลกากร รวมอยู่ด้วยเพราะมีส่วนร่วมในการคืนภาษีให้แก่บริษัทเอกชนที่นำเข้ารถหรูจากต่างประเทศ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้รัฐเสียผลประโยชน์จำนวนมาก คิดเป็นมูลค่า หลายหมื่นล้านบาท ซึ่งเงินมหาศาลอันเป็นรายได้ ของแผ่นดินที่พึงได้เหล่านี้ หากนำมาพัฒนาประเทศจะสามารถผลักดันโครงการขนาดใหญ่ได้หลายโครงการทีเดียว การทุจริตโดยกรมศุลกากรมีหลากหลายรูปแบบมากมายนับตั้งแต่ระดับพื้นฐานตั้งแต่ข้าราชการรับเงินใต้โต๊ะจาก ผู้มาติดต่อราชการเพื่ออำนวยความสะดวก ซึ่งหากไม่จ่ายเงินใต้โต๊ะก็อาจถูกดึงเรื่องให้ล่าช้าไปจนกระทั่งการทุจริตระดับนโยบาย โดยนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงของกรมศุลกากร

การทุจริตถึงขั้นมีการปลอมแปลงเอกสารของทางราชการโดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนและรับการส่งเสริมการลงทุนโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะเป็นผู้ออกใบอนุญาต แต่กลับมีรายงานข่าวว่าบริษัทข้ามชาติหลายบริษัท โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวกับรถ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีการออกใบอนุญาตปลอมให้กับบริษัทข้ามชาติ ซึ่งบีโอไอยืนยันว่าไม่เคยออกใบอนุญาตดังกล่าว ซึ่งเมื่อตรวจสอบจึงรู้ว่าเป็นใบอนุญาตปลอมซึ่งแน่นอนว่าต้องออกโดยกรมศุลกากร

ทั้งนี้บริษัทข้ามชาติกับผู้มีอำนาจทางการเมือง รวมทั้งข้าราชการมักสมคบกันทุจริตมาทุกยุคทุกสมัย และหลายบริษัทกระทำความผิดชัดเจนแต่ก็ยังลอยนวล ขณะที่ขบวนการที่กระทำผิดหลายกรณีกำลังใกล้หมดอายุความในทางคดี

ดังนั้นภายใต้อำนาจรัฐปัจจุบัน ซึ่งมี นโยบายปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ และเอาจริงกับการขจัดทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบอย่างเด็ดขาด จึงควรกวาดบ้านล้างสิ่งสกปรกในกรมศุลกากรครั้งใหญ่อย่างจริงจัง โดยเอาผิดทั้งข้าราชการ บริษัทเอกชน และผู้ที่เกี่ยวข้องที่สมคบกันโกงชาติปล้นแผ่นดินปีละมูลค่ามหาศาล ทั้งในอดีตและปัจจุบันเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง