You are here

CG and corruptions News - 13 September 2017

Ministry orders probe into Red Bull's public land lease - THE NATION

ศาลฎีกาฯรับฟ้อง'ธาริต'ยื่นทรัพย์เท็จ - ไทยโพสต์

ศาลฎีกาอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว ยื่นหลักทรัพย์ 5 ล้าน 'สรยุทธ'เฮ!ได้ประกันตัว - สยามกีฬา

สกู๊ปหน้า1: กรมศุลฯแจงเงินสินบน ก.ม.ใหม่ปรับน้อยลง - ไทยรัฐ

บิ๊กตู่ชูรัฐบาลธรรมาภิบาล - ข่าวสด

TMBAMไอพีโอกองธรรมาภิบาล - โพสต์ทูเดย์

จ่อร้องศาลยืดอุทธรณ์คดีจีทูจี - ไทยโพสต์

ป.ป.ช.ชงวิธีสกัดทุจริตในมหา'ลัย แนะศธ.จับมือ5หน่วยงานขับเคลื่อน3ด้าน - มติชน

คอลัมน์ CSR SPOTLIGHT: แนวร่วมต้านโกงขยายตัว ไม่ผ่านเกณฑ์-ไม่ซื้อหุ้น - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา หน้า 12

คอลัมน์ ต่อต้านคอร์รัปชัน: ความหวังของไทยกับคนรุ่นใหม่ - แนวหน้า

บทบรรณาธิการสยามรัฐ: แก้คอร์รัปชัน ภาคเอกชน - สยามรัฐ

คอลัมน์ ฅนปนข่าว: บทบาท ก.พ.ค.ยุคนี้ - ไทยโพสต์

Ministry orders probe into Red Bull's public land lease - THE NATION Issued date 13 September 2017

A LEASE CONTRACTlinked to the giant energy drink company Red Bull for public land in a community forest in Khon Kaen's Ubonrat district could be terminated if there is opposition, the Interior Minister said yesterday.

As the controversy over the lease of public land in Tambon Ban Dong mounted, General Anupong Paojinda yesterday said the company had legally leased the land from authorities, but he nonetheless had ordered an investigation to be completed within 15 days.

According to official documents, 31 rai (five hectares) of public land was leased by KTD Property Development Ltd beginning on June 1, 2016 for the purpose of storing water. Isranews Agency has reported that KTD Property Development is a subsidiary of the Red Bull Group and owned by Saravoot Yoovidhya, Red Bull's CEO.

Local residents have claimed the plot is public land in a community forest that local people use and care for collectively.

Anupong said anyone could ask for the permission to lease public land from authorities, but the contract could be revoked if there was wrongdoing.

He said KTD Property's application to lease the land had been totally legal, but added that he had ordered an investigation and officials would be punished if corruption was discovered.

"I have seen that there are many local people opposing the land lease,although the Lands Department assured us that there was no opposition against the lease, so I ordered an investigation," Anupong said.

He added that the land was for public use, so if local people opposed the lease, it would be terminated.

Article 9 of Land Code permits private entities to lease public land from authorities for no more than five years with the condition that occupants must not damage the environment or harm public facilities. Before the contract expires, occupants must restore the land to its original state.

The law also allows provincial governors to revoke the land use permission if occupants do not follow the rules.

After visiting the land in question,Khon Kaen deputy governor Suwapong Kittipakphiboon said local people were not using the land, but the province would investigate the issue within 15 days in line with the interior minister's order.

"First we will inspect the land to detect any encroachment and inspect whether there is any wastewater drainage to the area. If there is any wrongdoing, the contract will be terminated," Suwapong said.

"We also have to investigate people who oppose the land lease [to determine] whether they are local people, because if they are not local people, how do they know there is a problem?"

He added that the public should complain to authorities rather than the media, because officials could help them directly.

ศาลฎีกาฯรับฟ้อง'ธาริต'ยื่นทรัพย์เท็จ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560

กรุงเทพฯ * เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์คณะนัดฟังคำสั่งคดีหมายเลขดำ อม.177/2560 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยข้อกล่าวหา นายธา ริต เพ็งดิษฐ์ อดีตที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและอดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่พ้นจากราชการตามคำสั่งไล่ออก (คำสั่งสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หรือ สลน. เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2560) จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จฯ หลัง ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ ชี้มูลความผิดกรณีร่ำรวยผิดปกติ รวมมูลค่า 346,652,588.52 บาท ซึ่ง ป.ป.ช.ได้อายัดทรัพย์สินไว้ก่อนหน้านี้ 90,260,687.40 บาท

องค์คณะพิเคราะห์แล้วจึงมีคำสั่งให้รับคำร้อง ป.ป.ช.ไว้วินิจฉัยเพื่อมีคำพิพากษา โดยนัดพิจารณาคดีครั้งแรกในวันที่ 12 ต.ค.นี้ เวลา 09.30 น. ซึ่งวันดังกล่าวนายธาริต จำเลยจะต้องเดินทางมาแสดงตัวต่อหน้าศาลเป็นครั้งแรก เพื่อสอบคำให้การว่าจะรับสารภาพหรือปฏิเสธ พร้อมทั้งยื่นขอประกันตัวต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธาริตพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ หลังจากมีคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 8/2557 เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2557 ให้ปฏิบัติราชการที่สำนักนายกฯ โดยให้ได้รับเงินเดือนทางสังกัดเดิมไปก่อน หลังจาก ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบทรัพย์สินของนายธาริต กระทั่ง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 10 มี.ค.2559 ด้วยมติเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 ว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ รวมมูลค่ากว่า 346 ล้านบาท ซึ่ง ป.ป.ช.ได้อายัดทรัพย์ที่มีชื่อของนายธาริต, นางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ คู่สมรส และบุคคลที่เกี่ยวข้องถือครองแทนไว้ชั่วคราวก่อนหน้านี้กว่า 90 ล้านบาท แต่เนื่องจากทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติบางส่วนมีการโอน ยักย้าย แปรสภาพ หรือซุกซ่อนทรัพย์สินทำให้ไม่สามารถติดตามทรัพย์สินได้ คงเหลือทรัพย์สินอีก 256,391,901 บาท ที่ให้บังคับคดีเอาจากทรัพย์สินอื่นของนายธาริตและนางวรรษมล

นอกจากยื่นฟ้องคดีอาญาต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ป.ป.ช.ยังส่งรายงานและสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช.ให้กับอัยการสูงสุด เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ขอให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 80 และ 83 โดยศาลแพ่งได้รับคำร้องของอัยการไว้ไต่สวนพยานแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนพยานฝ่ายอัยการผู้ร้อง.

ศาลฎีกาอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว ยื่นหลักทรัพย์ 5 ล้าน รายงานตัวทุก 3 เดือน 'สรยุทธ'เฮ!ได้ประกันตัว - สยามกีฬา ฉบับวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560

ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว"สรยุทธ"และพวก หลังยื่นสมุดบัญชีเงินฝากคนละ 5 ล้าน ขอประกันตัว สู้คดีระหว่างฎีกา คดีเบี้ยวค่าโฆษณา อสมท 138 ล้าน ตั้งเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และต้องรายงานตัวทุก 3 เดือน

ภายหลังที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อายุ 51 ปี อดีตพิธีกรรายการข่าวชื่อดังและกก.ผจก.บจก.ไร่ส้ม ที่สนับสนุนพนักงาน อสมท ซึ่งทำหน้าที่จัดคิวโฆษณา ปฏิบัติหน้าที่มิชอบที่ไม่รายงานการโฆษณาเกินจริงกระทั่งทำให้ อสมท เสียหาย ไปเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 60 ที่ผ่านมา ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุกนายสรยุทธและจำเลยร่วม 3 คน กับปรับบริษัทไร่ส้มจำกัด โดย นางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด หรือนางชนาภา บุญโต พนักงานจัดทำคิวโฆษณา จำเลยที่ 1, นายสรยุทธ จำเลยที่ 3 และ น.ส.มณฑา ธีระเดช อายุ 45 ปี พนักงาน บจก.ไร่ส้ม จำเลย ที่ 4 ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกาคดีนั้น เนื่องจากศาลฎีกาเห็นว่าคดีต้องห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงและคดีอัตราโทษสูง ซึ่งหากจะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องมีผู้พิพากษาในสำนวนหรืออัยการสูงสุดเซ็นรับรองนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ผู้พิพากษาที่ร่วมพิจารณาคดีดังกล่าวในศาลชั้นต้นและมีชื่อในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้น ได้อนุญาตฎีกาคดีให้กับ บจก.ไร่ส้ม, นายสรยุทธ, น.ส.มณฑา จำเลยที่ 2-4 แล้วว่าคดีมีปัญหาสำคัญและเหตุอันควรสู่ศาลสูงสุดที่จะวินิจฉัยตามหลักในประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ที่บัญญัติว่าในคดีซึ่งห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ในคดีที่ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลล่าง หรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกิน 5ปี, มาตรา 219 ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษ จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แล้วศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษ จำเลยไม่เกินกำหนดดังกล่าว และมาตรา 220 ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง

ขณะเดียวกันวันนี้ นายมนต์อนันต์ เรืองจรัส ทนายความของนายสรยุทธ ก็ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว นายสรยุทธ และ น.ส.มณฑา จำเลยที่ 3-4 ในระหว่างฎีกาด้วย

วันนี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติ มิชอบกลางได้รับฎีกาทั้งหมดในคดีดังกล่าวไว้แล้ว พร้อมกับคำร้องขอปล่อยชั่วคราวจำเลย โดยได้นำส่งฎีกาและสำนวนคดีทั้งหมดไปยังศาลฎีกา แล้วช่วงเช้าที่ผ่านมา เพื่อวินิจฉัยตามขั้นตอนและมีคำพิพากษาในคดีต่อไปแล้ว

ส่วนนางพิชชาภา จำเลยที่ 1 ปรากฏว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ยื่นขอให้ผู้พิพากษาอนุญาตฎีกาในประเด็นข้อเท็จจริง หรือยื่นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย รวมทั้งยังไม่มีการยื่นคำร้องขอประกันตัวระหว่างฎีกาแต่อย่างใด ซึ่งคดีมีเวลาที่จะยื่นฎีกาภายใน 30 วันนับแต่ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยจะครบกำหนดในวันที่ 29 ก.ย.นี้ หากยื่นฎีกาไม่ทันก็สามารถยื่นขอขยายเวลาฎีกาต่อศาลได้

ต่อมาเวลาประมาณ 16.00 น. วันเดียวกันนี้ ศาลได้อ่านคำสั่งของศาลฎีกา ที่นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อายุ 51 ปี อดีตพิธีกรรายการ ข่าวชื่อดังและกก.ผจก.บจก.ไร่ส้ม จำเลยที่ 3 และ น.ส.มณฑา ธีระเดช อายุ 45 ปี พนักงาน บจก.ไร่ส้ม จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา

หลังจากที่เช้าวันนี้ (12 ก.ย.) ได้มีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตฎีกาซึ่งศาลอาญา คดีทุจริตฯ ได้รับคำฎีกาและสำนวนคดีทั้งหมดส่งให้ศาลฎีกาแล้ว โดยคำสั่งขอปล่อยชั่วคราวนั้น ศาลฎีกา พิจารณาแล้ว เห็นว่า ในชั้นนี้เห็นควรให้อนุญาตปล่อยชั่วคราว ตีราคาประกันคนละ 5 ล้านบาท และกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล และให้จำเลยทั้งสอง ต้องมารายงานตัวต่อศาลทุก 3 เดือน ทั้งนี้ การให้ประกันตัวดังกล่าวจำเลยทั้งสองได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นสมุดบัญชีเงินฝากคนละ 5 ล้านบาท

สกู๊ปหน้า1: กรมศุลฯแจงเงินสินบน ก.ม.ใหม่ปรับน้อยลง - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560

หน้า 1 ฉบับประจำวันที่ 3 สิงหาคม 2560 ได้นำเสนอหัวข้อข่าว"กรุสมบัติกรมศุลฯ สินบน-เงินรางวัล" เนื้อหากล่าวถึงกรณีการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลของกรมศุลกากร จริยธรรมของข้าราชการกรมศุลฯ

และ...คดีพิพาทระหว่างกรมศุลกากรกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายหนึ่ง

กรมศุลกากร ได้มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเลขที่ กค.0516/11962 ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2560 ลงนามโดยนางสาว ภัทริยากุลชล ผู้อำนวยการกลุ่มคุ้มครองและส่งเสริมจริยธรรม ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมศุลกากรขอชี้แจงประเด็นที่เป็นข่าวดังนี้

ประเด็นที่ 1 กรณีเงินสินบนและเงินรางวัล เงินรางวัลที่สังคมมีความคลางแคลงใจมาเป็นเวลานานดังนั้นในการจัดทำ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ ได้มีการแก้ไขหลักเกณฑ์ และปรับลดการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลจากเดิมที่มีการจ่ายร้อยละ55 จากเงินค่าปรับและไม่มีการกำหนดเพดานการจ่ายเงินไว้ทำให้ไม่เกิดความยุติธรรม

...เป็นการจ่ายเงินรางวัลร้อยละ20 และเงินสินบนร้อยละ20 (ให้มีการจ่ายได้เฉพาะของที่ลักลอบนำเข้ามาในประเทศอย่างผิดกฎหมายเท่านั้น)โดยหักจ่ายจากเงินค่าขายของกลาง หรือหักจ่ายจากเงินค่าปรับในกรณีที่ไม่สามารถจำหน่ายของกลางได้

นอกจากนี้ยังมีการกำหนดเพดานโดยกำหนดให้หักจ่ายเป็นเงินสินบนได้ไม่เกินคดีละ 5 ล้านบาท และหักจ่ายเป็นเงินรางวัลได้ไม่เกินคดีละ 5 ล้านบาทและไม่สามารถแบ่งคดีเดียวให้เป็นคดีย่อยๆได้...สำหรับประเด็นนี้สกู๊ปหน้า1 ขอเรียนกรมศุลกากรว่ากรณีการปรับแก้ พ.ร.บ.ฉบับใหม่นั้นสื่อมวลชนทุกแขนงได้เผยแพร่ข่าวสารดังกล่าวอย่างแพร่หลายต่อเนื่องเป็นที่รับทราบกันดีอยู่แล้ว

แต่...ที่นำเสนอคือความเป็นมาของพ.ร.บ.ศุลกากรฉบับเดิม ซึ่งบังคับใช้มานานและเป็นมูลเหตุของปัญหาความไม่เป็นธรรมต่างๆ ตามมามากมายไม่ว่าการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรเองถูกฟ้องร้องหรือถูกตรวจสอบเสมอมาหรือมีคดีความระหว่างเอกชนกับกรมศุลกากรที่มีตามมาอีกมากมายหลายคดีจนเป็นที่มาของการแก้ไขปรับเปลี่ยน พ.ร.บ.ศุลกากร ฉบับ 2560 ฉบับใหม่นี้ขึ้นมา

ก่อนที่จะแก้ไขปรับเปลี่ยน พ.ร.บ.ศุลกากร 2560 ว่าไปแล้ว...ในบรรดาหน่วยงานที่ได้รับเงินรางวัลนำจับ "กรมศุลกากร" เป็นหน่วยงานที่ได้มากที่สุดยิ่งเศรษฐกิจดีการนำเข้า-ส่งออกมากรายได้ยิ่งมาก เพราะอัตราเงินสินบน...รางวัลนำจับสูงถึง 55% ได้มากกว่าภาษีเข้าคลังเสียอีก

สมผล ตระกูลรุ่ง นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ พ.ร.บ.ศุลกากร บอกว่ามีผู้รวบรวมจำนวนเงินรางวัลนำจับของกรมศุลกากรไว้ในช่วงเวลา 12 ปีระหว่างปี 2542-2553 มีผู้ประกอบการยอมจ่ายค่าปรับให้กรมศุลกากรคิดเป็นเงินกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท...จึงเป็นเงินรางวัลนำจับให้เจ้าหน้าที่และสายสืบเป็นเงินมากกว่า 15,343 ล้านบาท...เจ้าหน้าที่ที่ได้รับเงินจำนวนนี้ไม่เกิน 300 คน...ส่วนสายสืบนั้นไม่มีข้อมูล

"...มีแต่เสียงร่ำลือหนาหูว่าสายสืบส่วนใหญ่ไม่มีจริงที่เห็นนั้นเป็นสายสืบเทียมแม้การตามเรียกเก็บภาษีจะไม่มีสายสืบแต่เจ้าหน้าที่ก็จะสร้างสายสืบขึ้นมารับเพื่อให้ได้เงินสินบน-รางวัลนำจับครบ 55 เปอร์เซ็นต์" ทนายสมผลบอกอีกว่าเงินสินบน...เงินสินบนรางวัลนำจับกฎหมายไม่ได้จำกัดว่าต้องมาจากการเสี่ยงชีวิตกลางทะเลหรือตะเข็บชายแดนตามป่าเขาด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรกลุ่มหนึ่ง จึงใช้วิธีการจับผิดแทนการจับกุม

"เพียงแต่หากสามารถตีความให้ผิดได้แม้จะเป็นการตีความแบบศรีธนญชัย ก็จะเรียกประเมินภาษีเพราะรู้ดีว่าผู้ประกอบการไม่อยากมีเรื่องกับกรมศุลกากร"

ประเด็นที่2 กรมศุลกากรได้ชี้แจงกรณีพิพาทการเรียกค่าภาษีอากรกว่าหมื่นล้านบาทระหว่างค่ายรถยนต์หนึ่งกับกรมศุลกากรนั้น เป็นคดีเกิดขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2555 และได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลในปี พ.ศ.2558ปัจจุบันคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งคู่กรณีมีสิทธิเสรีภาพและมีศักยภาพในการต่อสู้คดีและดำเนินคดี

ประเด็นนี้...ขอเรียนว่าด้วยจำนวนเงินค่าปรับมีมูลค่ามหาศาล ประกอบกับค่ายรถยนต์ดังกล่าวถือเป็นค่ายรถยนต์ระดับโลกสื่อมวลชนต่างชาติ โดยเฉพาะชาติคู่กรณีจับตาเป็นพิเศษเหตุเพราะผลการตัดสินจะออกมาอย่างไรย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจไทยโดยรวม...

ที่สำคัญ...ความฝันต่อยอดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของพลเอกประยุทธ์นายกรัฐมนตรีอาจไปไม่ถึงฝั่ง...หากเป็นกรณีเจตนาชัดเจนเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีก็น่าสรรเสริญแต่หากมีเจตนาตีความเพื่อให้ผู้ประกอบการสุจริตต้องเสียภาษีโดยใช้อำนาจตามกฎหมายตีความให้เป็นความผิด...

ผู้เชี่ยวชาญ พ.ร.บ.ศุลกากร มองว่าคดีดังกล่าวสังคมและผู้ใหญ่ในบ้านเมืองต้องจับตาเป็นพิเศษ เพราะไม่ว่าคำพิพากษาศาลจะออกมาเป็นเช่นไร ภาครัฐก็เกิดความเสียหาย

"คงต้องให้ความเป็นธรรมกับทางเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรและค่ายรถยนต์ ถ้ามีการหลีกเลี่ยงภาษีจริงค่ายรถยนต์ก็ต้องรับผิดชอบแต่หากไม่ใช่การเลี่ยงภาษีเจ้าหน้าที่ผู้ประเมินจะรับผิดชอบอย่างไร ถ้าค่ายรถยนต์แพ้ต้องใช้เงินจำนวนมากขนาดนี้...คงย้ายฐานการผลิตในประเทศเพื่อนบ้านที่พร้อมจะรับการลงทุนอภิมหาโปรเจกต์ขนาดนี้...เพราะเหตุผลคงไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่ค่ายรถยนต์ระดับโลกดังกล่าวไม่อาจยอมรับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรได้"

ผู้เชี่ยวชาญ พ.ร.บ.ศุลกากร ย้ำว่าสำหรับเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรถ้าชนะจะได้รับเงินรางวัลนำจับหลายพันล้านบาท แม้จะแบ่งให้อธิบดีหลายคนทั้งในอดีตและปัจจุบันตามบัญชีแม้จะแบ่งกันทั้งกรม ก็คงมีเงินเหลือเป็นกอบเป็นกำ แต่ถ้าแพ้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติก็รับราชการกินเงินเดือนจากภาษีอากรต่อไป โดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไรแถมได้ความดีความชอบไป...แล้วด้วยเหตุผลอย่างนี้จึงทำให้เจ้าหน้าที่บางกลุ่มบางพวกขยันจนเกินเหตุ?

"การขยันโดยทุจริตของข้าราชการบางคนขอเน้นว่าบางคนเพราะคนที่ดีๆ ยังมีอยู่ก็เยอะสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการสุจริตจำนวนมาก เท่าที่ทราบผู้ประกอบการจากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ลงทุนด้านอุตสาหกรรมรายใหญ่จำใจยอมเสียภาษีและค่าปรับจากขบวนการเหล่านี้มานานแล้ว จนปัจจุบันจำนวนภาษีที่ถูกเรียกร้องมีจำนวนสูงมากดังกรณีรายค่ายรถยนต์ดังกล่าว ซึ่งจะเป็นกรณีศึกษาที่ภาครัฐจะต้องลงมาปฏิรูประบบการทำงานของกรมศุลกากรให้โปร่งใส" สมผลว่า "ในความเป็นจริงแล้วปัญหานี้สามารถแก้ไขโดยผู้บริหารของกรมศุลกากรได้มานานแล้ว แต่ใครก็ตามที่แม้จะรู้ปัญหาพอเข้ารับตำแหน่งก็จะมีชื่อเป็นผู้รับผลประโยชน์ก้อนโต จากรางวัลนำจับก็จะมองไม่เห็นปัญหาไม่คิดจะแก้ไขไม่ยับยั้งขบวนการที่เป็นเหลือบในหน่วยงานแม้จะมีอำนาจแก้ไขได้ก็ตาม"

"เงินรางวัลนำจับ" จึงเป็นดาบ 2 คมในแง่ดีเป็นการกระตุ้นให้ข้าราชการขยันทำงานแต่ในอีกแง่มุมหนึ่งจะทำให้เกิดการใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ โดยมิชอบของข้าราชการที่มีความโลภเป็นการใช้กฎหมายใช้อำนาจหน้าที่ตามอำเภอใจ

ผลร้ายจะตกกับประเทศที่ทำให้ผู้ประกอบการเห็นว่าข้าราชการไทย ไม่มีมาตรฐานในการทำงาน...ถ้าเป็นอย่างนี้คงไม่มีใครอยากจะมาลงทุนเป็นแน่.

"เงินรางวัลนำจับ" จึงเป็นดาบ 2 คมในแง่ดีเป็นการกระตุ้นให้ข้าราชการขยันทำงานแต่ในอีกแง่มุมหนึ่งจะทำให้เกิดการใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ โดยมิชอบของข้าราชการที่มีความโลภเป็นการใช้กฎหมายใช้อำนาจหน้าที่ตามอำเภอใจผลร้ายจะตกกับประเทศที่ทำให้ผู้ประกอบการเห็นว่าข้าราชการไทยไม่มีมาตรฐาน......

บิ๊กตู่ชูรัฐบาลธรรมาภิบาล - ข่าวสด ฉบับวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 12 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนการประชุม นายพิเชษฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นำคณะเข้าพบ เพื่อประชาสัมพันธ์นิทรรศการงานนานาชาติ "Digital Thailand Big Bang 2017" ภายใต้แนวคิด "โลกเปิด เราปรับ ประเทศเปลี่ยน" พร้อมเยี่ยมชมแอพพลิเคชั่น Pharmasafe ซึ่งเป็นแอพฯเกี่ยวกับข้อมูลยา การนัดพบแพทย์เพื่อเตือนการใช้ยาที่ถูกต้อง และนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลผ่านโรบอตน้อย หุ่นยนต์อัจฉริยะสามารถตอบโต้กับคนได้ โดยมีด.ช.ชลิต คำบุญทา หรือน้องไตเติล เด็กหน้าคล้ายพล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้อธิบาย

พล.อ.ประยุทธ์ยังได้เยี่ยมชมนิทรรศการ "ภาษีไปไหน" และเชิญชวนประชาชนโหลดแอพพลิเคชั่น "ภาษีไปไหน" ซึ่งอธิบายข้อมูลของภาครัฐทั้งหมดว่านำงบประมาณไปใช้ในโครงการอะไรบ้าง เพื่อเป็นไปตามพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร การอำนวยความสะดวก และการปราบปรามทุจริต

"อย่ามองเรื่องทุจริตอย่างเดียว ต้องมองว่างบประมาณพอหรือไม่พออย่างไร ไม่เช่นนั้นจะมัวทะเลาะกันแต่เรื่องภาษี ขณะนี้กำลังเข้าสู่ยุครัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ที่มีการเปิดเผยข้อเท็จจริงทั้งหมด จึงขอให้ทุกคนช่วยกันดู ไม่ใช่ช่วยกันจับผิด ตรงไหนที่ผิดปกติหรือสงสัยให้สอบถามและส่งความคิดเห็นเข้ามาได้ ไม่ใช่เปิดให้คอมเมนต์แล้วด่าอย่างเดียว ไม่เป็นธรรม ไม่เช่นนั้นจะเปิดมาทำไม มีอยู่กลุ่มเดียวที่ด่าทั้งวัน แต่คนดีก็มีอีกเยอะ สื่อต้องช่วยผมด้วย แล้วมีรัฐบาลไหนบ้างทำแบบนี้ให้ไปหามา" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

TMBAMไอพีโอกองธรรมาภิบาล - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560

โพสต์ทูเดย์ - บลจ.ทหารไทย ออกกองทุนหุ้นทีเอ็มบี ธรรมาภิบาลไทย ลงทุนขั้นต่ำ 1,000

นายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย (TMBAM) เปิดเผยว่า บริษัทออกกองทุนรวมหุ้นทีเอ็มบี ธรรมาภิบาลไทย (TMB-THAICG) เสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (ไอพีโอ) วันที่ 18-22 ก.ย.นี้ ลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท

ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายลงทุนในบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี รวมถึงบริษัทที่ได้รับการรับรองเป็นสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น (CAC) ซึ่งการพิจารณาการกำกับดูแลกิจการที่ดีอาจพิจารณาจากการจัดอันดับ CG Scoring ของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือหน่วยงานอื่นใดที่เกี่ยวข้อง โดยเฉลี่ยในรอบบัญชี ไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

ขณะที่บริษัทจะนำเงินครึ่งหนึ่ง ของค่าธรรมเนียมที่ได้จากการบริหาร ซึ่งปัจจุบันเรียกเก็บในอัตรา 1% (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ไปบริจาคเพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน โดยที่สัดส่วน 40% ของค่าธรรมเนียมที่ได้มอบให้ กับหน่วยงานที่ส่งเสริมธรรมาภิบาลไทยและหน่วยงานที่ต่อต้านคอร์รัปชั่น นอกจากนี้จะสมทบเพิ่มเติมพิเศษ อีก 10% มอบให้กับมูลนิธิทีเอ็มบีเพื่อจุดประกายเยาวชน

ด้านกองทุนหุ้นธรรมาภิบาลไทยเกิดจากความร่วมของ 11 บริษัท ประกอบด้วย บลจ.กรุงไทย บลจ.กรุงศรี บลจ.ทหารไทย บลจ.ทาลิส บลจ.ทิสโก้ บลจ.ไทยพาณิชย์ บลจ.บัวหลวง บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) บลจ.กสิกร บลจ.เอ็มเอฟซี และ บลจ.บางกอกแคปปิตอล โดยทยอยเปิดขายหน่วยลงทุนช่วงไตรมาส 3-4 ของปีนี้เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม บลจ.บัวหลวง ออกกองทุนบัวหลวงหุ้นธรรมาภิบาลไทย (B-THAICG) ขายไอพีโอวันที่ 25 ก.ย.- 2 ต.ค.นี้ ลงทุนขั้นต่ำ 500 บาท

จ่อร้องศาลยืดอุทธรณ์คดีจีทูจี - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560

ไทยโพสต์ * ทนาย 3 อดีตบิ๊กกรมค้าต่างประเทศ แย้มสัปดาห์หน้ายื่นศาลฎีกาฯ ยืดอุทธรณ์คดีโกงจีทูจี เผยร่างคำอุทธรณ์ยันบริสุทธิ์ทำตามมติ ครม. ขอยกฟ้องหรือลงโทษสถานเบา

เมื่อวันที่ 12 กันยายน นายธนากร แหวกวารี ทนาย ความของกลุ่มข้าราชการกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยร่วมในคดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กล่าวถึงความคืบหน้าการทำคำอุทธรณ์คดี หลังจากศาลฎีกาแผนกคดี อาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้ตนและทีมทนายความของนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 4, นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 5 และนายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง หรือทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ จำเลยที่ 6 กำลังร่างคำอุทธรณ์หลังจากได้คำพิพากษาฉบับเต็มมาเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยยังรอรายละเอียดคำวินิจฉัยส่วนตัวขององค์คณะผู้พิพากษาแต่ละคนเพื่อพิจารณาทุกประเด็นอย่างละเอียดอีกครั้งด้วย

"จึงได้เตรียมการว่าในสัปดาห์ หน้าจะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนก คดีอาญาฯ เพื่อขออนุญาตขยายระยะเวลาการยื่นคำอุทธรณ์อีก จากที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ยื่นภายใน 30 วัน แต่หากศาลไม่อนุญาตให้ขยาย ผมและทีมทนาย ความก็จำเป็นต้องเร่งทำคำอุทธรณ์ ให้เสร็จทันเพื่อจะยื่นภายในกำหนดที่จะครบวันจันทร์ที่ 25 ก.ย. นี้" นายธนากรระบุ

ส่วนประเด็นการอุทธรณ์นั้น ต้องยืนยันความบริสุทธิ์ในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้งสามว่า ดำเนินการระบายข้าวเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และอำนาจในตำแหน่งหน้าที่ราชการ มิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของรัฐมนตรีรายหนึ่งรายใด หรือการทุจริตเพื่อเอกชนใดๆ ซึ่งขั้นตอนระบายข้าวเป็นไปตามหลักปฏิบัติแบบสัญญาต่อรัฐที่เคยปฏิบัติมา จึงขอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง แต่หากมองว่าเป็นการกระทำที่บกพร่องต่อหน้าที่ ขอให้พิจารณาโทษสถานเบาด้วย สำหรับเรื่องประกันตัวนั้น ในกลุ่มอดีตข้าราชการกรมการค้าต่างประเทศยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ อีก ตอนนี้มุ่งการทำคำอุทธรณ์ ซึ่งหากถึงกำหนดการยื่นอุทธรณ์แล้วจะพิจารณาอีกครั้งว่าพร้อมที่จะยื่นคำขอประกันตัวไปด้วยหรือไม่

นายธนากรยังกล่าวถึงความเป็นอยู่ของอดีตข้าราชการทั้งสามว่า ขณะนี้พยายามปรับตัวกับการที่ยังต้องถูกคุมขังในเรือนจำ และพยายามจะไม่ให้เครียด ซึ่งทนายความจะดำเนินการทุกอย่างให้เต็มที่

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประ ยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่าวิธีการระบายข้าวของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ไม่ถูกต้อง มีการนำข้าวดีไปทำเป็นข้าวเสียนั้น ยืนยันว่าไม่ใช่ เพราะปริมาณข้าวในคลังทุกคลังได้มีการตรวจรับไปแล้วตั้งแต่ครั้งแรก และทุกครั้งได้มีการเซ็นรับทราบว่ามีข้าวดีและข้าวเสียจำนวนเท่าไรของข้าวที่เสียในแต่ละคลัง

อย่างไรก็ตามจะต้องมีการตรวจสอบต่อไปว่า บริษัทที่ได้ประมูลข้าวไปแล้วมีการแยกส่วนกันเองหรือไม่ แต่เท่าที่รับทราบยังไม่มีอะไรผิดปกติ.

ป.ป.ช.ชงวิธีสกัดทุจริตในมหา'ลัย แนะศธ.จับมือ5หน่วยงานขับเคลื่อน3ด้านนโยบาย-แก้พ.ร.บ.อุดมฯ-ประเมินคุณภาพ - มติชน ฉบับวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 12 กันยายน แหล่งข่าวจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเร็วๆ นี้ ได้รับทราบรายงานผลสรุปข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตในการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา (มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต) ของ ศธ.ซึ่งคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีข้อเสนอแนะให้ ศธ.ไปพิจารณาร่วมกับ 5 หน่วยงาน คือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ใน 3 ประเด็น คือ 1.ด้านนโยบายและการบริหาร โดยให้ ศธ.วางนโยบาย มุ่งเน้นให้ความสำคัญในการควบคุม การเปิดหลักสูตรในระดับบัณฑิตศึกษา พร้อมทบทวนโครงสร้างหลักสูตร เพื่อป้องกันการเปิดหลักสูตรในลักษณะธุรกิจทางการศึกษา และเพื่อป้องกันการแสวงหาประโยชน์อันไม่ควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายจากการเปิดหลักสูตรในลักษณะดังกล่าว 2.ด้านการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เช่น กำหนดองค์ประกอบจำนวนกรรมการสภามหาวิทยาลัย จัดทำรายชื่อกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการสภาไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน และ 3.ด้านการประเมินคุณภาพมาตรฐานการศึกษาและการจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้ง ให้หารือกับ สมศ.สร้างกลไกการประเมินที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อน มีระบบติดตามการประเมินคุณภาพการศึกษาที่เข้มแข็ง มีบทลงโทษชัดเจน เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพ และให้เผยแพร่ให้สาธารณชนรับทราบ

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ศธ.ได้เสนอรายงานผลการพิจารณา ดังนี้ ด้านนโยบายและการบริหาร สกอ.ได้จัดทำประกาศ ศธ.เรื่องเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ.2558 เพิ่มคุณสมบัติอาจารย์ประจำหลักสูตร อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ โครงสร้างหลักสูตร รวมทั้งวิธีการตีพิมพ์วิทยานิพนธ์ที่เข้มแข็งมากขึ้น หลักสูตรที่ได้รับอนุมัติจากสถาบันต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่ สกอ.กำหนด หากไม่สอดคล้อง สกอ.จะส่งให้สถาบันกลับไปปรับปรุง หลักสูตรที่สอดคล้องจะส่งให้สำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เพื่อรับรองคุณวุฒิ และกำหนดอัตราเงินเดือน ติดตามข้อมูลการดำเนินงาน หากไม่เป็นไปตามที่กำหนด หรือรับนักศึกษาเกิน ให้ปรับปรุงแก้ไข ซึ่ง สกอ.ดำเนินการติดตามในทุกๆ ปี ส่วนสถาบันอุดมศึกษาเอกชน สกอ.มีกลไกในการรับรองวิทยฐานะ รวมถึงให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการ ศธ.สั่งการได้ ดังนี้ งดรับนักศึกษาในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง หรือทุกสาขาวิชา เพิกถอนการรับรองวิทยฐานะ และเพิกถอนใบอนุญาต และให้สั่งการตั้งคณะกรรมการควบคุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ที่จัดการศึกษาไม่มีคุณภาพได้ รวมถึงกำหนดบทลงโทษทั้งทางแพ่ง อาญา และวินัย กรณีอนุมัติหลักสูตรไม่เป็นไปตามเกณฑ์ และรับนักศึกษามากกว่าแผนที่กำหนด

"ด้านการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาของรัฐนั้น ปัจจุบันกำหนดให้ดำรงตำแหน่งวาระ 3 ปี แต่ไม่ได้ห้ามเป็นเกิน 2 วาระ และด้านการประเมินคุณภาพมาตรฐานฯ ศธ.เสนอว่าปัจจุบัน สกอ.และ สมศ.สร้างกลไกประเมินคุณภาพการศึกษาที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ให้สภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง รายงานผลการจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้งให้ สกอ.ทราบเป็นระยะ ขณะที่ สมศ.นอกจากประเมินสถานศึกษาตามปกติแล้ว ควรประเมินสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนนอกสถานที่ตั้งเป็นพิเศษด้วย โดย สกอ.จะตรวจประเมินการจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้งทุกหลักสูตร ในทุกๆ 5 ปี" แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ 5 หน่วยงาน เห็นร่วมกันว่าควรจัดทำฐานข้อมูลกลาง โดยเฉพาะแนวโน้มความต้องการกำลังคนของประเทศ ความต้องการของตลาดแรงงาน อาชีพที่อาจถูกเครื่องจักรกลมาแทนที่หลักสูตรที่เปิดสอน แล้วแบ่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยต้องกำหนดเจ้าภาพที่ชัดเจน และเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพัฒนาต่อไป

คอลัมน์ CSR SPOTLIGHT: แนวร่วมต้านโกงขยายตัว ไม่ผ่านเกณฑ์-ไม่ซื้อหุ้น - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560

ระยะนี้สังคมได้รับรู้ข่าวการพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบหรือการคอร์รัปชัน เป็นคดีดังให้คนติดตามอยู่เรื่อยๆ

ไม่ว่าบางคดีจะใช้เวลานานหลายปีหรือเร็วไม่ทันใจผู้คน แต่ในระยะนี้ก็มีทั้งนักการเมืองและข้าราชการหลายราย รวมทั้งมีนักธุรกิจที่ถูกดำเนินคดีและศาลตัดสินเรื่องการทุจริต ไม่ว่าจะถูกลงโทษหรือหลบหนีคดีไปได้

นั่นก็เป็นการยืนยันกฎกติกาของกระบวนการยุติธรรมและความแน่นอนของ “กฎแห่งกรรม”

ความเคลื่อนไหวของวงการธุรกิจ โดยเฉพาะสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ที่มุ่งส่งเสริมเรื่องธรรมาภิบาล (Good Governance) หรือการกำกับกิจการที่ดี โดยเฉพาะการรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชันเพื่อไม่ไปมีส่วนสนับสนุนการโกงของนักการเมืองและข้าราชการ

ดร.บัณฑิต นิจถาวร ผู้บริหารสูงสุดของ IOD ในฐานะ “เลขาธิการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต” (Collective Action Coalition Against Corruption หรือ CAC) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ CAC ได้มีมติรับรองบริษัทที่ผ่านกระบวนการประเมินว่ามีนโยบายและมีแนวปฏิบัติป้องกันการทุจริตภายในองค์กรครบถ้วนตามเกณฑ์ที่ CAC กำหนด โดย ณ สิ้นเดือนสิงหาคมศกนี้ เพิ่มขึ้นอีก 34 บริษัท รวมเป็น 264 บริษัท

สรุปรวมเวลา 7 ปีของโครงการนี้ มีกิจการเข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ยืนยันว่าไม่รับ ไม่จ่ายสินบนในการทำธุรกิจตามโครงการ CAC รวมทั้งสิ้น 846 บริษัท แยกเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 403 บริษัท (คิดเป็นมูลค่าตลาดรวมถึงกว่า 80%) และเป็นกิจการนอกตลาด 443 บริษัท“บริษัทที่ผ่านการรับรองในรอบนี้ มีทั้งธุรกิจในภาคการเงินและภาคเศรษฐกิจจริง ทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ มีทั้งบริษัทจดทะเบียนและบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงบริษัทในเครือของธุรกิจข้ามชาติด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาคเอกชนต่างก็ตื่นตัวและเล็งเห็นถึงความสำคัญของการวางระบบป้องกันการทุจริต และต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนระบบการทำธุรกิจในประเทศไทยให้โปร่งใส ปราศจากการคอร์รัปชัน” ดร. บัณฑิต สรุปให้ฟัง

บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ CAC เป็นความสมัครใจ โดยการประกาศเจตนารมณ์ร่วมต่อต้านการคอร์รัปชันและการจ่ายสินบนของบริษัท ส่วนบริษัทที่มีการรับรองจากคณะกรรมการ CAC หมายถึงบริษัทที่ผ่านกระบวนการประเมินตนเอง มีการสอบทานและลงนามรับรองโดยประธานคณะกรรมการตรวจสอบของบริษัท หรือผู้ตรวจสอบบัญชีภายนอก ว่าบริษัทได้กำหนดนโยบายและมีแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการทุจริตครบถ้วนตามเกณฑ์

เป็นการรับรองว่าบริษัทนั้นมีนโยบาย และระบบป้องกันคอร์รัปชันและการให้สินบน แต่นี่ไม่ได้เป็นการรับรองพฤติกรรมของตัวบุคคลในบริษัทนั้น

CAC เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2553 โดยมีบริษัทร่วมประกาศเจตนารมณ์ตอนเริ่มแรกเพียง 27 บริษัทจนถึงปัจจุบันผ่านมา 7 ปี จำนวนบริษัทที่ประกาศตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 845

ปัจจัยเอื้อที่ทำให้มีบริษัทที่เข้าร่วมโครงการCAC เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็คือ

•ธุรกิจที่เข้ามาร่วมประกาศเจตนารมณ์เป็นกลุ่มจากสถาบัน เช่น สมาคมธนาคารไทย สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ สมาคมบริษัทจัดการกองทุน สมาคมประกันชีวิต สมาคมประกันวินาศภัย

•ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ เช่น ก.ล.ต. กำหนดให้บริษัทจดทะเบียนต้องเปิดเผยความคืบหน้าของการดำเนินการเพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันภายในองค์กรหรือสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ที่ได้ส่งตัวแทนเป็น “อาสาพิทักษ์สิทธิ์ผู้ถือหุ้น” เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของทุกบริษัท และหนึ่งในคำถามที่กรรมการจะถูกถามก็คือ แผนการเข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์และการขอการรับรองจาก CAC

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีหลายบริษัทที่ผ่านการรับรองจาก CAC แล้ว และพยายามทำตัวเป็นChange agent ด้วยการชักชวนให้คู่ค้าเข้ามาร่วมประกาศเจตนารมณ์กับ CAC ด้วย เช่น PTT BCP และ SAT ซึ่งแต่ละบริษัทก็ได้ส่งเสริมให้ธุรกิจในซัปพลายเชนเข้ามาร่วมโครงการ CAC แล้วเป็นจำนวนหลายสิบบริษัท

ตัวอย่างที่โดดเด่นคือกรณี บมจ.สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT)

ได้กำหนดแผนขยายแนวร่วมในการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันไปยังพันธมิตรธุรกิจ โดยทำต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 มีการจัดอบรมให้บริษัทคู่ค้าเข้าใจวัตถุประสงค์และเป้าหมาย และถึงขนาดจัดพิธีมอบหนังสือรับรองเข้าเป็นแนวร่วมมาตรการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันของบริษัทในกลุ่มสมบูรณ์ไปแล้วจำนวน 78 บริษัท โดยคัดเลือกบริษัทคู่ค้าที่มีอัตราการหมุนเวียนในการซื้อขายต่อปี 50 ล้านบาทขึ้นไป ให้เข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์กับสมบูรณ์กรุ๊ป (SBG)

ต่อมาในปี 2559 ก็ได้ผลักดันให้บริษัทคู่ค้าของกลุ่มสมบูรณ์กรุ๊ป ข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์ต้านโกงกับ CAC จำนวน 88 บริษัท และผู้บริหารบริษัทฯได้เข้าเยี่ยมชมบริษัทคู่ค้าที่ได้เข้าร่วมการประกาศเจตนารมณ์ และเข้าเป็นแนวร่วมการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันกับ SBG เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะและติดตามความคืบหน้าในการเข้าร่วมโครงการนี้อย่างใกล้ชิด

ตัวบริษัทสมบูรณ์ฯเองก็ได้รับการรับรองการต่ออายุสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน (CAC- Recertification) เป็นครั้งที่ 2 แล้ว

สำหรับนี้ปี 2560 สมบูรณ์กรุ๊ปได้กำหนดแผนการขยายแนวร่วมโครงการมาตรการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันไปยังพันธมิตรทางการค้า โดยบริษัทคู่ค้าต้องเข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์กับ SBG ในโครงการมาตรการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน โดยทุกบริษัท 100% ซึ่งในขณะนี้มีถึง 370 บริษัทแล้ว

ข้อคิด...

กระแสสังคมปัจจุบันเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันมากขึ้น เพราะเป็นรากเหง้าของปัญหาสังคมและการเมืองไทย ทำให้การพัฒนาขาดคุณภาพ ขาดประสิทธิภาพ เพราะการตัดสินใจของผู้มีอำนาจหน้าที่อาจเป็นนักการเมืองและข้าราชการที่ฉ้อฉล โดยมิได้ตัดสินใจเลือกวิธีการหรือการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อประโยชน์และความคุ้มค่าของหน่วยงานและส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

ภาคธุรกิจที่ต้องติดต่อทำธุรกรรมกับหน่วยราชการก็มักถูกครอบงำด้วยกฎกติกาที่กระทำด้วยผลประโยชน์ส่วนบุคคลหรือพวกพ้องเป็นหลัก แทนที่จะคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาล คือความสุจริต ถูกต้อง เป็นธรรมและโปร่งใส

พฤติการณ์การทุจริตคอร์รัปชัน จึงทำให้ผู้ที่ยอมสยบรับใช้ได้ผลประโยชน์และร่วมงานด้วย ผลร้ายที่ตามมาคือการลดคุณภาพและฉ้อราษฎร์บังหลวงเพื่อถอนทุน นี่แหละความไม่เป็นธรรมและเป็นตัวบั่นทอนการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกทั้งทำลายขีดความสามารถในการแข่งขัน

เราได้เห็นตัวอย่างการรับผลกระทบจากคำพิพากษาคดีทุจริตหลายกรณีที่มีทั้งนักการเมือง ข้าราชการและนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องเป็นตัวอย่างการลงโทษสิ่งเลวร้าย

น่ายินดีที่เกิดกระแสการสร้างแนวร่วมที่ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในวงการธุรกิจ ซึ่งเป็นตัวจ่ายเงินแก่ขบวนการทุจริต

มีสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าสังคมและนักลงทุนก็ให้คุณค่าความสำคัญกับการดำเนินการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันของบริษัทธุรกิจ ก็คือ “กองทุนธรรมาภิบาล” ที่สมาคมบลจ.เพิ่งออกมาประกาศเมื่อไม่นานมานี้ว่า บลจ. 11 แห่งจะพากันจัดตั้งกองทุน CG ขึ้นมา บลจ.ละหนึ่งกอง ซึ่งกองทุนนี้จะเลือกลงทุนเฉพาะในหุ้นที่ผ่านเกณฑ์ธรรมาภิบาล (CGR) ระดับสี่ดาวขึ้นไป และผ่านการรับรองจาก CAC แล้วเท่านั้น

สังคมยุคเทคโนโลยีข่าวสารยุคนี้ส่งผลให้กระแสการไม่ยอมรับคนโกงและไม่คบค้า หรือลงทุนในกิจการที่ขาดธรรมาภิบาลเริ่มแรงขึ้น ทุกฝ่ายต้องปรับตัวใฝ่ดีนะครับ

คอลัมน์ ต่อต้านคอร์รัปชัน: ความหวังของไทยกับคนรุ่นใหม่ - แนวหน้า ฉบับวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560

รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค

"คอร์รัปชันทำร้ายฉัน ทำลายชาติ"เป็นคำพูดของเยาวชนไทยถึงพิษร้ายของคอร์รัปชันในวันนี้!

มาถึงวันนี้วันที่คนไทย 86% ของกลุ่มตัวอย่างที่สำรวจ ประกาศว่ายินดีจะเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันของชาติ ตามผลสำรวจล่าสุดของ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อสิงหาคม 2560 เพิ่มขึ้นมาจากตัวเลข 78% เมื่อปี 2553 นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมาก น่าจะเป็นผลส่วนหนึ่งของความร่วมมือจากทั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงในการต่อต้านการทุจริตทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ที่ได้ร่วมกันรณรงค์ปลุกจิตสำนึกให้คนไทยไม่ยอมรับการ คอร์รัปชันอีกแล้ว โดยผ่านโครงการปลูกฝังความคิดในระบบการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถม ศึกษา ขึ้นไปมัธยมศึกษา และจนถึงอุดมศึกษา

การจะดูว่ามีความสัมฤทธิผลอย่างไร ได้ส่วนหนึ่ง ก็จากการดูที่พฤติกรรมการปฏิบัติ หรือการพูดการเขียน ออกมาสู่สาธารณะของเยาวชนไทยในระดับต่างๆ จึงขอเล่าให้เห็นว่าใครทำอะไรและได้ผลอย่างไรบ้าง พอสังเขป

เริ่มด้วยในระดับประถมศึกษา มีโครงการโตไปไม่โกงที่เริ่มในการเรียนการสอนของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครทั้งหมด ที่เริ่มตั้งแต่ในปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นมาอาจารย์ ดร.กนกกาญจน์ อนุแก่นทรายหนึ่งในคณะผู้จัดทำหลักสูตร "โตไปไม่โกง" เล่าให้ฟังว่า "สิ่งที่เราค้นพบคือ หลักสูตรดังกล่าวสามารถช่วยกระตุ้นสร้างสำนึกให้นักเรียนเกิดการตระหนักและรับรู้ต่อเรื่องคุณธรรม ความซื่อสัตย์ได้อย่างรวดเร็ว อย่างเช่นมีนักเรียนคนหนึ่งที่เขาได้รับแรงบันดาลใจจากโครงการนี้ ทำให้เขารู้สึกอยากทำอะไรบางอย่างเพื่อส่วนรวม เขาจึงไปสอนน้องๆ ที่ยังอ่านหนังสือไม่ออกให้ฝึกหัดเขียนหนังสือ โดยเขาสอนน้องให้เขียนคำว่า "ไม่โกง"และ "เป็นคนดี" นี่คือตัวอย่างที่เราได้เห็นการต่อยอดแนวคิดโครงการที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ หรืออย่างเช่นในกลุ่มเด็กเล็กที่มีของหายกันเป็นประจำ ปรากฏว่าหลังจากเด็กๆ ได้เรียนรู้หลักสูตรนี้ คุณครูบอกกับเราว่าของหายน้อยลง เพราะเด็กมีความรับผิดชอบมากขึ้น และอีกส่วนหนึ่งคือ เวลาที่เขาเก็บของคนอื่นได้ ก็จะเอามาคืนครู"

ที่ผมได้เห็นด้วยตนเองคือ ได้ไปฟังนักเรียนระดับประถมศึกษาในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการโตไปไม่โกงออกมา ยืนพูดบนเวทีวันต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ ถึงความคิดความรู้สึกของเธอเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริตที่เธอได้และปลูกฝังมาในโครงการ เธอพูดได้ดีมาก แต่ผมชอบตอนสุดท้ายที่สุด ที่เธอพูดเพิ่มเติมจากเนื้อหาที่เตรียมไว้ว่า

"สุดท้ายนี้หนูต้องขอแสดงความซื่อสัตย์สุจริตตามที่ได้รับการอบรมมา ขอบอกว่า บทความนี้มีคุณครูเป็นผู้ขัดเกลาเนื้อหาของหนูให้ด้วย สวัสดีค่ะ

"ผมชอบและชื่นชมมากที่ความซื่อสัตย์พื้นฐานได้ฝังเข้าไปได้ในเด็กเล็กๆนี้แล้ว และเป็นการพิสูจน์ว่า หากเรามีวิธีการที่ดีพอในการสร้างจิตสำนึก ให้กับเด็กเล็กๆแทนวิธีการให้ท่องจำ เด็กๆเหล่านี้ก็สามารถซึมซับและสามารถจะคิดเอง นำไปใช้เองได้ เติบใหญ่เป็นคนดีของประเทศได้

ต่อมาในระดับมัธยมศึกษา มีโครงการประกวดการพูดต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันผมได้เปิดฟังจากคลิปของผู้ชนะเลิศการประกวดการพูดประจำปี 2559 จากสำนักงาน ป.ป.ช. ในหัวข้อปีนี้ว่า "คอร์รัปชันทำร้ายฉัน ทำลายชาติ" ผู้ที่ชนะเลิศนี้คือ นายวัชรินทร์ ทวีโชติ เป็นนักเรียนโรงเรียนศรีหนองกาววิทยา จังหวัดขอนแก่น เขาพูดว่า ครอบครัวของเขาเป็นชาวนาทำงานจนเหงื่ออาบ แต่ไม่สามารถสลัดสภาพความจนออกไปได้ สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างที่คนรากหญ้าอย่างครอบครัวเขาในชนบทพึงจะได้รับจากงบประมาณมากเกินคณานับ แต่โดนเปลี่ยน โดนปรับ ตามเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจ ในการจัดจ้าง ถนนคอนกรีต เสริมเหล็กในหมู่บ้าน ถูกปรับลดความหนา ก่อสร้าง ไปสักพักก็สึกกร่อน ประชาชนต้องขี่จักรยานยนต์ ไปบนถนนที่ชำรุด เสี่ยงต่อสวัสดิภาพของตนเองผ่านหลุมบ่อของถนนนี้ทุกวัน

เขาพูดถึงการคอร์รัปชันในโรงเรียนได้บั่นทอนสติปัญญาของผู้เรียนงบการศึกษา สูญเสียไปกับการโกงในการสร้างสนามฟุตซอลที่แพงลิ่วและไม่มีคุณภาพ การโกงของผู้ใหญ่คือสิ่งเลวร้ายที่สุดเพราะเป็นการสร้างตัวอย่างเลวร้ายลงในส่วนลึกของจิตใจของเยาวชนทั้งชาติ

ตอนท้ายๆที่ดีมาก ก็คือ วัชรินทร์ได้มีแนวคิดวิธีแกัไขปัญหา เขาเสนอว่าพวกเขาเองจะช่วยชาติได้อย่างไรบ้าง เขาเสนอแนะว่าเยาวชนของชาติควรนำเครื่องมือที่ทุกคนมีอยู่ในมือคือโทรศัพท์มือถือ มาใช้ประโยชน์ในการต่อสู้กับคอร์รัปชันด้วยการรับฟังข่าวสารเปิดแอพพลิเคชั่นที่เป็นประโยชน์และร่วมการรายงานเปิดเผยเปิดโปงพฤติกรรมของคนคดโกง ไล่ล่า ปราบคอร์รัปชันให้สิ้น แผ่นดินไทยได้

เมื่อผมได้ดูคลิปผู้ชนะรางวัลที่ 1 นี้จนจบ มือถือของผมก็เปิดคลิปต่อไปอัตโนมัติ เป็นคลิปของผู้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ ผู้พูดเป็นนักเรียนหญิงจากโรงเรียนวัดสระแก้ว จ.อ่างทอง ซึ่งเป็นโรงเรียนเพื่อเด็กกำพร้าและเด็กยากจน ซึ่งก็น่าสนใจมากเช่นเดียวกัน เธอชื่อนางสาวอชรายุ ทัศนโสภณ อยู่ชั้น ม.6 เธอบอกว่าเธอเป็นชนกลุ่มน้อยชาวม้งเธอและเพื่อนๆ ชาวม้ง 40 คน เรียนที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนต้องท้องเสียปางตายจากพิษนมบูดนี่เป็นประสบการณ์ของคำว่าคอร์รัปชันทำร้ายฉัน ที่เธอเจอเป็นครั้งแรก ต่อมาเธอได้มาเรียนชั้นมัธยม ที่โรงเรียนวัดสระแก้ว เธอก็ได้รับพิษภัยจากพ่อค้าแม่ค้าที่คิดว่าการทุจริตเพียงนิดเดียวคงไม่เป็นไร โดยนำเนื้อหมูที่มีเชื้อโรคมาให้เธอและเพื่อนกิน ทำให้เด็กๆทั้งโรงเรียนต้องถูกส่งโรงพยาบาลด้วยอาการท้องเสียเนื่องจากอาหารเป็นพิษ

เธอรู้สึกว่าคอร์รัปชันได้มาทำร้ายฉันเป็นครั้งที่สองแล้ว เธอเล่าอีกว่าชนเผ่าม้งพี่น้อง ของเธอ ถูกนักธุรกิจที่ทุจริตไร้คุณธรรมมาหลอกล่อให้คนเผ่าม้งไปตัดไม้ทำลายป่าเพื่อปลูกข้าวโพด เธอจึงต้องพยายามเล่าเรียนให้สำเร็จชั้นมัธยมที่โรงเรียนวัดสระแก้วเพื่อหวังว่าวันหนึ่งเธอจะได้กลับไปบอกพวกของเธอ มิให้หลงเชื่อคนทุจริตอีกต่อไป

สุดท้ายในระดับอุดมศึกษา เมื่อปี พ.ศ. 2556 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้จัดประกวดการเขียนบทความต่อต้านคอร์รัปชันในระดับนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ มีบทความกว่า 200 ผลงานส่งเข้ามาประกวด แต่ไม่มีบทความที่ชนะเลิศการประกวดอันดับที่ 1 เลย บทความที่ดีที่สุดได้รับเพียงรางวัลรองชนะ เลิศอันดับ 1 เป็นผลงานของนายพงษ์สิน มาตย์นอก นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในหัวข้อ "บัณฑิตไทย ไม่โกง"

พงษ์สิน ได้เขียนไว้ในบทความของเขาตอนหนึ่งซึ่งเน้นว่า บัณฑิตทุกคนต้องเริ่มจากตนเองก่อน เริ่มจากสิ่งเล็กๆใกล้ตัว ปลูกฝังลักษณะนิสัย และจิตสำนึกให้ซื่อสัตย์สุจริตอยู่เสมอ ไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง "...เมื่อเราเริ่มอบรมและพัฒนาตนเองให้เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต สิ่งเหล่านี้ก็จะเปล่งประกายสู่คนรอบข้าง กลายเป็นค่านิยมต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบในสังคมไทย โดยค่านิยมเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย และทุกคนในสังคม ต่อสู้ร่วมกัน เพื่อให้การทุจริตคอร์รัปชันเป็นเพียงวัชพืชร้ายที่รอวันเฉาตาย ไม่มีการบำรุงให้เจริญงอกเงยได้อีกต่อไป เริ่มจากกลุ่มเยาวชน นักศึกษา และประชาชน การต่อสู้กับคอร์รัปชันต้องเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ คือที่ตัวเราเองและครอบครัว พ่อแม่มีหน้าที่สร้างค่านิยมและจิตสำนึก ทำตัวเป็นตัวอย่าง และที่สำคัญต้องยึดมั่นในความพอเพียง กลุ่มภาคเอกชน เริ่มจากการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ซื่อสัตย์และยึดมั่นในความเป็นธรรม กลุ่มสื่อมวลชน สภาวิชาชีพฯ และองค์กรชุมชน จะต้องส่งเสริม ประชาสัมพันธ์และเป็นกระบอกเสียงในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน กล้าที่จะตีแผ่ความจริง ดึงด้านมืดแห่งการทุจริตออกมา ตีแผ่ให้สังคมได้รับรู้ กลุ่มภาครัฐจะต้องมี นโยบายด้านต่างๆที่ใสสะอาด สามารถตรวจสอบได้ รวมถึงชี้แจงผลการดำเนินงาน การใช้จ่ายงบประมาณให้สาธารณชนได้ทราบอย่างโปร่งใส และมีกระบวนการคัดสรรบุคคลที่มีความซื่อสัตย์ ประวัติใสสะอาด มาปฏิบัติงาน..."

จากตัวอย่างความคิดความรู้สึกของเยาวชนไทยในช่วงเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมาที่ได้นำมาเสนอนี้ พบได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากในค่านิยมและทัศนคติของประชาชนคนไทยทั้งประเทศลงไปถึงเด็กนักเรียนในชั้นประถมมัธยมและในมหาวิทยาลัยต่างๆ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของคนไทย จากที่เคยมีคนกว่า 65% ในช่วงปี พ.ศ. 2556 เห็นว่า "การที่รัฐบาลทุจริตคอร์รัปชัน แต่มีผลงานและทำประโยชน์ให้สังคมเป็นเรื่องที่รับได้" ได้ลดลงมาเหลือเพียง 4% ในผลสำรวจของมหา'ลัยหอการค้าไทย เมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา

ประเทศไทยยังมีความหวังในอนาคตกับคนรุ่นใหม่ของเราครับ

บทบรรณาธิการสยามรัฐ: แก้คอร์รัปชัน ภาคเอกชน - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560

"...เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาคอร์รัปชันนั้น เห็นจะเปลืองปากเปล่า มีอย่างที่ไหน จะไปขอให้ไก่เลิกกินข้าวเปลือก วิธีที่จะให้ไก่เลิกกินข้าวเปลือกก็ต้องเลิกโปรยข้าวเปลือก

มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น จะไปหวังให้ประชาชนเป็นผู้แก้ปัญหาก็เห็นจะไม่มีทางอีก เพราะประชาชนนั้นกระจัดกระจายกันอยู่ ขาดองค์กร ขาดกำลังทางด้านตัดสินใจ และขาดกำลังทรัพย์

ผู้ที่มีกำลังจะแก้ปัญหาสังคมได้นั้นมีอยู่สอง ฝรั่งเรียกว่าOfficial Sector หรือภาคราชการหนึ่ง และ Private Sector คือภาคเอกชนหนึ่ง

ภาคเอกชนนี้หมายถึงธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ตลอดจนธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีทั้งองค์กร กำลังทรัพย์และกำลังปัญญามากมาย ถ้าเอากำลังเหล่านั้นหันเหเข้ามาช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ของสังคมก็มีทางที่จะแก้ได้สำเร็จ หรือทำให้เบาลงได้มาก

ก่อนจะทำอย่างนี้ได้ ก็เห็นจะต้องเปลี่ยนทรรศนะดั้งเดิมของภาคเอกชน

ทัศนคติดั้งเดิมของธุรกิจเอกชนนั้นก็คือ พยายามหารายได้ให้มากที่สุด เพื่อเป็นเงินตอบแทนการลงทุนของเจ้าของหรือผู้ถือ หุ้นให้มากที่สุด พูดง่ายๆ ว่า ต้องทำกำไรให้มากที่สุด

ทรรศนะที่ควรจะตั้งขึ้นมาใหม่นั้นคือจะต้องลดกำไรลงมาเพื่อใช้ผลประโยชน์รายได้นั้นไปในทางก่อประโยชน์แก่สังคมให้มากที่สุด การทำประโยช์ให้สังคมนั้น ในบางกรณีก็อาจต้องใช้รายได้เข้าทุ่ม โดยสละผลกำไรให้เหลือน้อยลงเช่น

1. เพิ่มสวัสดิการคนงาน ในด้านค่าจ้าง เงินเดือน และที่อยู่อาศัย ตลอดจนการรักษาโรคและเงินค่าเล่าเรียนบุตร

2. ให้การศึกษาชั้นสูงแก่คนงานของตน เพื่อให้มีโอกาสเขยิบฐานะทางสังคม ยกรายได้จำนวนมากให้แก่มูลนิธิหรือองค์กรการกุศลต่างๆ ที่เห็นว่าทำประโยชน์แก่สังคมได้จริงจัง มิใช่การมอบเงินให้เป็นการทำบุญตามธรรมเนียม หรือเพื่อโฆษณากิจการของบริษัท หรือเพื่อให้คณะกรรมการได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระเจ้าอยู่หัว

บางอย่างก็ทำได้โดยตัดกำไรลงไปเฉยๆ เช่น1. ไม่ขึ้นราคาสินค้าให้เดือดร้อนแก่ผู้บริโภคทั้งที่ต้นทุนในการผลิตสูง

2. ไม่ให้สินบน เบี้ยประชุมกรรมการ เงินก้อนเพื่อบำเพ็ญกุศลตามอัธยาศัย เงินช่วยเหลือหรือผลประโยชน์ใดๆ ไม่ว่ามากหรือน้อย แก่ข้าราชการหรือผู้มีอำนาทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น

ข้อนี้ถ้านัดกันทำให้พร้อมเพรียงกันแล้วจะทำให้คอร์รัปชันหมดไปได้อย่างจริงจัง ถึงแม้ว่าทางที่จะแสวงหากำไรได้มาก จะลดน้อยลงไป

บางอย่างก็ทำได้ด้วยการลงทุนมากขึ้น ทำให้ผลกำไรน้อยลงเช่น

1.ลงทุนในเครื่องมือกำจัดสิ่งที่ถ่ายเทออกมาจากโรงงานที่เป็นพิษต่อสังคม เช่นน้ำเสียและแก๊สที่เป็นพิษต่างๆ 2.ลงทุนสร้างสถานที่ทำงานให้ถูกสุขภาพอนามัยแก่คนงานตามควร

บางอย่างก็ทำได้ทางปัญญา เช่น เปิดโอกาสให้ผู้บริหารธุรกิจต่างๆ ให้มีเวลาเข้ามาทำงานให้แก่สังคมโดยไม่รับผลตอบแทนอย่างไรมากขึ้น

ความเห็นที่เขียนมาทั้งหมดนี้ฟังดูเชยๆ อย่างไรอยู่ แต่ถ้าผู้นำในภาคเอกชนร่วมมือกันทำอย่างที่ว่ามาแล้ว รับรองว่าสังคมของเราจะหมดปัญหาได้มาก" (คึกฤทธิ์ ปราโมช "สยามรัฐหน้า 5")

อ่านแล้วท่านจะจัดการกับ "ไก่" ที่กินข้าวเปลือก หรือจัดการไอ้คนที่โปรยข้าวเปลือก

คอลัมน์ ฅนปนข่าว: บทบาท ก.พ.ค.ยุคนี้ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560

นับตั้งแต่คดีคณะรัฐมนตรีในยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีมติโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี จากเลขาธิ การสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มาเข้ากรุในตำ แหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ชื่อของสำนักงานคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ก็หายเงียบไป

เรื่องการร้องทุกข์กรณีโยกย้ายไม่เป็นธรรมของข้าราช การระดับบิ๊กๆ ต่อ ก.พ.ค.แทบไม่ปรากฏในยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กระทั่งปัจจุบันเกิดกรณีใหญ่ที่เกี่ยว ข้องกับ ก.พ.ค.อีกครั้ง กรณีแรกคือ การมีมติโยกย้าย พ.ต.ท. พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ จากผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) มาเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐ มนตรี สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และ 2.กรณี พ.ต.ท. สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถูกย้ายมาเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษ สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

กรณีของ พ.ต.ท.พงศ์พร ปัจจุบันไม่ได้มีการร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค.แต่อย่างใด แม้ตามกฎ หมายสามารถยื่นเรื่องได้ เพราะผู้บังคับบัญชาที่ทำให้เกิดทุกข์เป็นระดับปลัดหรือเทียบเท่าขึ้นไป ส่วนกรณี พ.ต.ท.สมบูรณ์ได้มีการร้องต่อ ก.พ.ค.ไว้เรียบ ร้อยแล้ว หลังอ้างว่าการถูกเด้งมาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี มาจากสาเหตุที่ตัวเองไม่ยอมแจ้งข้อหารับของโจรต่อนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากคดีการทุจริตอนุมัติปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้กลุ่มบริษัทกฤษดามหานคร

ปัจจุบันสำนักงาน ก.พ.ค. มีนายวชิร สงบพันธ์ อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นประธาน พร้อมกับ ก.พ.ค.อีก 5 คน ประกอบด้วย นายชั่งทอง โอภาสศิริวิทย์, นายพันธุ์เรือง พันธุหงส์ อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.), นายกิจสุวัฒน์ หงส์เจริญ อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษา ธิการ, นายทองทวี พิมเสน อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสาร คาม, นายเจษฎา ประกอบทรัพย์ อดีตรองเลขาธิการ ก.พ. และนางศิริพร กิจเกื้อกูล เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

สำหรับ ก.พ.ค.ชุดนี้ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2558 หลังชุดเก่าครบวาระ ขณะที่นายวชิร ประธานคนปัจจุบันก่อนหน้านี้เคยเข้ารับการสรรหาคณะกรรมการ ป.ป.ช.แต่ไม่ได้รับการคัดเลือก ต้องจับตาว่า ก.พ.ค.ในยุคที่มีอดีตคนจาก ป.ป.ช.มานั่งเป็นประธาน จะแตกต่างจากในอดีตอย่างไร.