You are here

CG and corruptions News - 13 September 2018

ACT accelerates its probe into chemicals - BANGKOK POST

'รพี'ลั่น!ปักหลักพร้อมสู้ คดีเช็กบิลอดีตผู้บริหารเอเชียเวลท์ - ข่าวหุ้น

คอลัมน์ ไฮด์ปาร์กลงกระดาษ: คดีนาฬิกา 'บิ๊กป้อม' ไม่ต้องรอป.ป.ช.ตัดสิน – ผู้จัดการ

อคส.พิรุธเอื้อบิ๊กโรงสีติดคดี - ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ สำนักข่าวรัชดา: ปตท. VS ปูนใหญ่ - ข่าวหุ้น

คอลัมน์ พลังงานรอบทิศ: ปฏิรูปพลังงาน : ธรรมาภิบาลภาครัฐ - เดลินิวส์

ซื้อปุ๋ยยางวุ่นทุกปี 'อัยย์ครอป' โวยถูกยกเลิกประมูล - ประชาชาติธุรกิจ

จาก 'ปรองดอง'...ถึง... 'ปราบโกง' - ไทยโพสต์

คอลัมน์ กรุงเทพมอนิเตอร์: ประเทศส่งออกนิยมให้สินบน - กรุงเทพธุรกิจ

 

ACT accelerates its probe into chemicals - BANGKOK POST Issued date 13 September 2018

POST REPORTERS

The Anti-Corruption Organisation of Thailand (ACT) yesterday submitted a letter demanding the Agriculture Ministry reveal the names and information on companies that are selling hazardous farm chemicals in the country.

In an open letter intended for Agriculture Minister Grisada Boonrach, the ACT reasoned that the requested information about the companies, both Thai and foreign, should help improve transparency in the government's regulation of farm chemicals.

The ACT also asked the Department of Special Investigation to carry out an in-depth investigation into any possible connection between these companies and members of the government's Hazardous Substance Committee (HSC) and its sub-committees.

The ACT, pointed to the use of three farm chemicals - paraquat, chlorpyrifos and glyphosate.

Consumer groups have campaigned for a ban on these chemicals while the Department of Agriculture supports their use. The chemicals have been banned in more than 20 countries. Previously, the Health Ministry and the Ministry of Natural Resources and Environment had also recommended they be banned.

The HSC last month revised its decision to ban the three major chemicals in vegetable and herb farming, and allowing regulated usage.

The decision drew criticism from health and organic farming advocacy groups.

In the same open letter, the ACT also urged the government to change the composition of the HSC by allowing members of the public and health and environmental organisations to become members.

The ACT said the government should consider suspending the sale of all hazardous farm chemicals until the companies distributing them in Thailand can prove their products are not toxic or dangerous to consumers.

In related news, Deputy Agriculture Minister Wiwat Salyakamthorn on Monday brushed off reports that he would be axed from the cabinet after he pledged to end the use of the three pesticides.

He said the rumours were spread by groups at risk of losing benefits if he succeeds in his aim to push through a ban on these chemicals.

He said Gen Prayut did not call a meeting with him to warn him he would be dismissed from his post as was rumoured.

The premier has stood firm on his stance of supporting Mr Wiwat's campaign for the country to keep decreasing the use of farm chemicals until it can one day totally stop using potentially hazardous chemicals in farming, Mr Wiwat said.

Mr Wiwat said he was disappointed with the HSC's decision.

'รพี'ลั่น!ปักหลักพร้อมสู้ คดีเช็กบิลอดีตผู้บริหารเอเชียเวลท์ - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561

"รพี" เผยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำสั่งยกฟ้อง ยันไม่กังวลใจ เหตุดำเนินการตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ อย่างเคร่งครัดคาดได้คนใหม่นั่งเลขาฯ ก.ล.ต. เดือน ธ.ค.นี้ ล่าสุด เปิดตัวโครงการใหม่ “5 ขั้นมั่นใจลงทุน” แนะนำการลงทุนผ่านบริการออกแบบการลงทุน 5 ขั้นตอน ส่วนปัญหา GPSC-GLOW เป็นเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า จากกรณีที่นายชยันต์ อัคราทิตย์ และนางสาวชญานี โปขันเงิน ผู้บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ ซึ่งได้ถูกสำนักงาน ก.ล.ต. สั่งพักการปฏิบัติหน้าที่เป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค. 2560 เนื่องจากตรวจสอบพบความผิดผู้บริหารดังกล่าว ปกปิด หรือบิดเบือนข้อมูลเพื่อช่วยเหลือมิให้มีการดำเนินคดีกรณีการใช้ข้อมูลภายในเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ ของบริษัทหลักทรัพย์ บีฟิท จำกัด (มหาชน) หรือ BSEC เมื่อ 2 ปีก่อนนั้น

วานนี้ (12 ก.ย.) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำสั่งยกฟ้องตนเอง ซึ่งตนไม่ได้รู้สึกกังวลใด ๆ เนื่องจากสำนักงาน ก.ล.ต. ได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ อย่างเคร่งครัด และได้พิจารณาจากเอกสารหลักฐานอย่างรัดกุมและเป็นกลาง โดยกระบวนการพิจารณาลงโทษอยู่ในรูปแบบองค์คณะ ดังนั้นจึงไม่ได้ขึ้นกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

อย่างไรก็ดี บุคคลทั้ง 2 ได้เคยอุทธรณ์คำสั่งแล้ว และสำนักงาน ก.ล.ต. ได้พิจารณาทบทวนตามขั้นตอน ซึ่งคณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นบุคคลภายนอกที่เป็นกลาง และคณะกรรมการ (บอร์ด) สำนักงาน ก.ล.ต. ได้พิจารณาการอุทธรณ์ และเห็นว่าสำนักงาน ก.ล.ต. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และขั้นตอนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

สำหรับคดีฟ้องร้องกลับของผู้บริหารข้างต้นนั้น คงต้องให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมของศาล

นายรพี กล่าวเพิ่มเติมว่า ก.ล.ต.ได้เปิดตัวโครงการ 5 ขั้นมั่นใจลงทุน เพื่อให้การให้บริการดูแลการลงทุนที่ครบวงจรได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยต้นทุนที่ต่ำ ตั้งแต่ 1.การสำรวจและทำความเข้าใจลูกค้า 2.การกำหนดแผนจัดสรรการลงทุน (asset allocation) 3.การแนะนำการลงทุนแบบองค์รวม 4.การติดตามและปรับปรุงการลงทุน และ 5.การรายงานภาพรวมการลงทุนของลูกค้า จึงทำให้ผู้รับบริการมีความพร้อมในการจัดการบริหารทรัพย์สินของตนเอง

ส่วนกรณีของบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เตรียมซื้อกิจการ บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) หรือ GLOW หลังนายกรณ์ จาติกวณิช เดินหน้าคัดค้านนั้น ทางสำนักงาน ก.ล.ต.ไม่สามารถชี้ขาดได้ว่าเป็นการผูกขาดธุรกิจพลังงานหรือไม่ เนื่องจากเป็นหน้าที่ของหน่วยงานกำกับจากภาครัฐ

คอลัมน์ ไฮด์ปาร์กลงกระดาษ: คดีนาฬิกา 'บิ๊กป้อม' ไม่ต้องรอป.ป.ช.ตัดสิน - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561

ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย

คดีนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำลังจางหาย จนทุกฝ่ายอาจทำใจไว้ล่วงหน้า คงเอาผิด พล.อ.ประวิตรไม่ได้ แม้จะเป็นคดีถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั้งในและต่างประเทศก็ตาม

ข้ออ้างนาฬิกาหรูเรือนเป็นล้านล้านบาท จำนวนหลายโหล เป็นนาฬิกาเพื่อนที่ให้ยืมหรือ พล.อ.ประวิตรยืมมาใส่ ที่ถูกดักคอตั้งแต่แรกว่า เป็นข้อแก้ตัวที่ตลกสิ้นดี และคงไม่มีใครเชื่อนั้น กลายเป็นข้อแก้ต่างสำคัญและจะเป็นทางออกที่ช่วยให้ พล.อ.ประวิตรรอดจากคดีร่ำรวยผิดปกติ

พล.อ.ประวิตร ถูกจับผิดกรณีนาฬิกาหรูราคาแพง เมื่อปลายปี 2560 หลังจากนั้นถูกขุดคุ้ยประเด็นนาฬิกาหรูที่ใส่ออกงานต่างๆ รวมแล้วกว่า 2 โหล โดยสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ ตีแผ่ประเด็นนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตรอย่างหนักและต่อเนื่อง

เพราะนาฬิกาทั้งหมด ไม่ได้แจ้งในบัญชีทรัพย์สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จึงเข้าข่ายความผิดการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและความร่ำรวยผิดปกติ

หลังจากถูกเปิดโปงเรื่องนาฬิกาหรู พล.อ.ประวิตรเก็บตัวเงียบอยู่พักใหญ่ ไม่ยอมเจอหน้าสื่อมวลชน และเมื่อจำเป็นต้องออกงาน เมื่อพบสื่อมวลชน จะไม่ให้สัมภาษณ์ประเด็นนาฬิกาหรู เมื่อนักข่าวถาม กลับแสดงความหงุดหงิด ไม่ตอบ แต่พร้อมให้สัมภาษณ์ในทุกประเด็น

เว้นแต่การตอบคำถามกรณีนาฬิกาหรู ซึ่งอาจเป็นเพราะช่วงนั้น พล.อ.ประวิตรและบรรดากุนซือยังหาทางออกไม่เจอ ไม่รู้ว่าจะหาข้อแก้ตัวอย่างไร

แต่ปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องหนีหน้านักข่าวแล้ว เพราะมีทางออก หาข้อแก้ต่างได้แล้ว โดยกระต่ายขาเดียวว่า นาฬิกาหรูหลายโหลราคารวมอาจร่วมร้อยล้านบาทนั้น เป็นของเพื่อนที่ยืมมาใส่ และยืมมานับสิบปี แต่คืนกลับไปหมดแล้ว

คำแก้ตัวที่น่าตลกแบบน้ำขุ่นๆ จะฟังขึ้นหรือไม่ ป.ป.ช.จะเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด แต่ประชาชนส่วนใหญ่ อาจมีคำตอบไว้แล้วว่า ป.ป.ช.จะมีคำตัดสินคดีนาฬิกาเพื่อนของพล.อ.ประวิตรอย่างไร

และฟังคำให้สัมภาษณ์ของพล.อ.ประวิตรล่าสุด ดูเหมือนว่า ไม่หลงเหลือความวิตกกังวลใดๆ ในการตกเป็นจำเลยคดีนาฬิกาหรูแล้ว เพราะมั่นใจว่า ข้ออ้างเป็นนาฬิกาเพื่อน จะเป็นทางออกในการตัดสินคดีของ ป.ป.ช.

ไม่น่าเชื่อว่า คดีนาฬิกาหรู ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนเสถียรภาพรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะประชาชนแทบลุกฮือขึ้นมาเรียกร้องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบปมนาฬิกาอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งกระแสกดดันให้ปลด พล.อ.ประวิตร วันนี้กระแสจะดับวูบลงไปแล้ว

ทุกฝ่ายคิดว่า พล.อ.ประวิตรคงไม่รอดแล้ว เพราะถ้า พล.อ.ประวิตรไม่ตัดสินใจคลายปมความร่ำรวยที่ไม่ปกติของพี่ชายที่แสนดี รัฐบาลอาจจะพังได้

แต่ด้วยความ "อึด" และความ "ทน" ของทั้งคู่ ทำให้ผ่านช่วงเวลาวิกฤตมาได้ และทำท่าจะหลุดรอดปลอดภัยจากข้อกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติ และคำถามของสังคมที่ดังกระหึ่ม

นาฬิกาหรูเรือนละนับล้านล้านบาท บิ๊กป้อมได้แต่ใดมาพล.อ.ประยุทธ์ประกาศกร้าวถึงนโยบายปราบการทุจริต เดินสายรณรงค์ต่อต้านการคอร์รัปชัน แต่ปมนาฬิกาหรู ทำให้เกิดคำถามว่า นโยบายปราบการทุจริตให้สิ้นซากนั้น ได้รับการปฏิบัติจริงหรือไม่ และมีการเลือกปฏิบัติกับพวกพ้องหรือไม่

พล.อ.ประวิตรแสดงความมั่นใจแล้วว่า จะต้องรอดจากคดีนาฬิกาเพื่อน โดยไม่จำเป็นต้องกังวลคำตัดสินของ ป.ป.ช.

ทุกคนถูกทำให้เชื่อตั้งแต่แรกว่า พล.อ.ประวิตรจะต้องมีทางออกในคดีที่แทบไม่มีทางออก เพราะนาฬิกาหรูบนข้อมือนับโหลๆ ถือเป็นหลักฐานคาหนังคาเขาไม่น่าจะมีข้อแก้ตัวใดๆ แม้จะด้วยข้ออ้างข้างๆ คูๆ ก็ตาม

และความเชื่อดูจะเป็นจริง โดยประเมินจากการแสดงความมั่นใจของ พล.อ.ประวิตร ที่ให้สัมภาษณ์ประเด็นนาฬิกาหรู หลังถูกถามถึงกรณีที่มีผู้ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. เร่งรัดการตรวจสอบคดี โดยยืนกรานว่าเป็นนาฬิกาเพื่อนที่ยืมมาใส่ แต่ได้ส่งคืนไปหมดแล้ว

คำแก้ตัวง่ายๆ ข้ออ้างข้างๆ คูๆ ไร้น้ำหนักความน่าเชื่อถือ ฟังแล้วตลกสิ้นดี แต่จะกลายเป็นใบเบิกทางช่วยให้ พล.อ.ประวิตรหลุดจากคดีนาฬิกาหรูจนได้ น่าอนาถใจจริงๆ.

อคส.พิรุธเอื้อบิ๊กโรงสีติดคดี - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561

นบข.กังขาคดีจำนำข้าวของตำรวจ-ป.ป.ท.ไม่ตรงกัน สั่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบก่อนส่งฟ้อง ขณะวงการข้าวตื่น บิ๊ก อคส.ทำหนังสือหลุด สั่งเบรกแบงก์ชะลอยึดหลักประกันสัญญาบิ๊กเจ้าของคลัง-โรงสีติดบ่วงคดี 22 ล้าน สุดท้ายผิดหวังเอื้อแค่รายเดียว โวย 2 มาตรฐาน

คดีเกี่ยวกับโครงการจำนำข้าวตั้งแต่ปี 2551-2557 ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐกว่าแสนล้านบาท มีการดำเนินการฟ้องร้องทั้งนักการเมืองและเอกชน ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีการตัดสินลงโทษอดีตนักการเมืองไปแล้ว ยังเหลือในส่วนของภาคเอกชนนั้น

ล่าสุดแหล่งข่าวจากคณะอนุกรรมการติดตามผลการดำเนินคดีกรณีข้าวในสต๊อกรัฐบาลที่ไม่ผ่านมาตรฐาน ในคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว(นบข.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ผลการดำเนินการของคณะอนุฯ มีจำนวนคดีขององค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(รวม 1,062 คดี (อคส. 800 คดี อ.ต.ก. 262 คดี) มีความแตกต่างจากจำนวนการแจ้งความดำเนินคดีของ อคส.และอ.ต.ก.ซึ่งมียอดรวม 1,210 คดี (อคส. 921 คดี อ.ต.ก. 289 คดี) หรือต่างกันอยู่ 148 คดี

ดังนั้น ทาง นบข.จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบความแตกต่างของจำนวนคดี โดยมีผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน มีหน้าที่และอำนาจ ตรวจสอบความแตกต่างของจำนวนคดีในทุกขั้นตอน รวมถึงคดีที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)ด้วย จำนวน 993 คดี (กราฟิกประกอบ)

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 อคส.และอ.ต.ก.ได้รับนโยบายจากกระทรวงพาณิชย์ให้ 2 หน่วยงาน มีคำสั่งถึงธนาคารต่างๆ เรื่องขอให้ชำระหนี้ตามภาระค้ำประกัน เนื่องจากคู่สัญญาทำผิดเงื่อนไขและทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ดังนั้นจึงมีสิทธิ์ริบหลักประกันหรือเรียกค่าเสียหายจากคู่สัญญาได้แล้ว โดยธนาคารต้องยอมชำระเงินแทนให้ทันทีโดยมิต้องเรียกร้องให้คู่สัญญาชำระก่อน

แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าว เปิดเผย ว่า ล่าสุดทาง อคส.ได้ทำหนังสือหลุดออกมาฉบับหนึ่ง โดยลงตราประทับเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2561 เลขที่ อคส.1061/5113 มีคำสั่งเรื่องการเรียกร้องให้ธนาคารชำระเงินตามหนังสือค้ำประกัน ถึงผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)สาขาถนนสวรรค์วิถี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นหนังสือค้ำประกัน 9 ฉบับ รวมจำนวนเงินกว่า 22.8 ล้านบาท ซึ่งมีสาระสำคัญว่า เนื่องจากข้อพิพาทกรณีที่คู่สัญญาปฏิบัติผิดสัญญา ยังเป็นข้อพิพาทซึ่งจะต้องรอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดก่อน อันส่งผลให้เงื่อนไขในหนังสือค้ำประกันยังไม่ชัดเจนว่าคู่สัญญาไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาที่ทำไว้กับ อคส.หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งของสัญญาจะมีสิทธิริบหลักประกันหรือเรียกค่าเสียหายใดๆ จากคู่สัญญาได้ตามกฎหมายหรือไม่ เพียงใด

ดังนั้นเพื่อให้เงื่อนไขตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าวครบถ้วน ก่อนที่ อคส.จะใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายจึงขอแจ้งให้ทราบว่า อคส.ขอชะลอการเรียกร้องให้ธนาคารชำระเงินตามภาระค้ำประกันไปจนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลว่าคู่สัญญาไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาที่ทำไว้ กับ อคส.หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามคำพิพากษาของศาลดังกล่าวแล้ว อคส.จะมีหนังสือเรียกร้องให้ธนาคารชำระเงินตามภาระค้ำประกันต่อไป

จากกรณีดังกล่าวนี้ทำให้โรงสี-คลังสินค้าเฮกันทั่วประเทศ แต่หลังจากสืบไปสืบมาพบว่ามีหนังสือฉบับนี้ออกมาเพียงฉบับเดียวที่ยกเว้นให้กับผู้ประกอบการโรงสี ซึ่งเป็นเจ้าของคลังรายหนึ่งส่วนรายอื่นนั้น อคส.กลับสั่งให้ธนาคารริบหลักประกันปกติ ตั้งคำถามกันว่า 2 มาตรฐานหรือไม่ ขณะที่นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการ อ.ต.ก. กล่าวว่า ทาง อ.ต.ก.จะปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลโดยริบหลักประกันก่อน หากศาลตัดสินชี้ขาดว่าคู่กรณีไม่ผิดก็จะคืนหลักทรัพย์ให้ภายหลัง ไม่ได้ยุ่งยากอะไร

คอลัมน์ สำนักข่าวรัชดา: ปตท. VS ปูนใหญ่ - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561

ทำท่ามีปัญหาซะแล้ว..! กับดีลซื้อบริษัท โกลว์พลังงาน จำกัด (มหาชน) หรือ GLOW ของบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ในเครือปตท...ไฮไลต์ไม่ใช่แค่ “กรณ์ จาติกวณิช” ที่ออกมาคัดค้าน..แต่อยู่ที่ 10 ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด (ลูกค้า GLOW) เข้าชื่อทำหนังสือถึงกกพ.ให้ตรวจสอบเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและความได้เปรียบเชิงแข่งขันของธุรกิจปิโตรเคมี ในเครือบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT

เมื่อตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกพบว่า 8 ใน 10 ของผู้ประกอบการที่ร่วมยื่นหนังสือต่อกกพ.เป็นผู้ประกอบธุรกิจปิโตรเคมีและเม็ดพลาสติกในเครือบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC

นั่นหมายถึงคู่กรณีเครือปตท. (ในนาม GPSC) จึงไม่ใช่ “กรณ์ จาติกวณิช” แต่คู่กรณีกลายเป็นคู่แข่งรายใหญ่คือเครือซิเมนต์ไทย (ในนาม 8 บริษัทลูก)..นั่นเอง..!??

สำหรับ 10 ผู้ประกอบการในมาบตาพุด คือ 1) บริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ทำธุรกิจปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (SCC ถือหุ้น 54.16%) 2) บริษัท สยามโพลิเอททิลีน จำกัด ทำธุรกิจผลิตเม็ดพลาสติก (SCC ถือหุ้น 89.99%) 3) บริษัท แกรนด์สยาม คอมโพสิต จำกัด ทำธุรกิจผลิตวัตถุดิบสำหรับผลิตเม็ดพลาสติก (SCC ถือหุ้น 46.17%) 4) บริษัท ไทย เอ็มเอ็มเอ จำกัด ทำธุรกิจผลิตวัตถุดิบในการผลิตกระจกเทียม (SCC ถือหุ้น 46.00%)

5) บริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด ทำธุรกิจผลิตวัตถุดิบในการผลิตเม็ดพลาสติก (SCC ถือหุ้น 43.44%) 6) บริษัท ไทยโพลิเอททีลีน จำกัด ทำธุรกิจผลิตเม็ดพลาสติก (SCC ถือหุ้น 100%) 7) บริษัท มาบตาพุดโอเลฟินส์ จำกัด ทำธุรกิจผลิตโอเลฟินส์เกรดเอททีลีนและโพรไพลีน (SCC ถือหุ้น 67.00%) 8) บริษัท ระยอง เทอมินัล จำกัด ทำธุรกิจท่าเทียบเรือ (SCC ถือหุ้นทางอ้อมผ่านบริษัทในเครือ) 9) บริษัท ลินเด้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 10) บริษัท เอ็มพีทีเอชพี เจวี (ประเทศไทย) จำกัด

โดยข้อเรียกร้องของ 10 ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด พอสรุปได้ดังนี้คือ..

-GLOW เป็นผู้ขายไอน้ำรายใหญ่ในพื้นที่เดียวกัน และไอน้ำเป็นสินค้าที่ผู้ใช้ไม่สามารถซื้อจากแหล่งอื่นได้ ต้องซื้อขายผ่านระบบท่ออยู่ในพื้นที่เท่านั้น ส่งผลให้ GPSC ควบคุมและมีอำนาจผูกขาดตลาดพลังงานพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและมีสัดส่วนปริมาณการขายไฟฟ้าประมาณ 86%

-เมื่อ GPSC เข้าซื้อหุ้น GLOW แล้ว ทำให้กลุ่มบริษัทในเครือปตท. ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ GPSC และมีธุรกิจหลักด้านปิโตรเคมี เช่นเดียวกับกลุ่มลูกค้าบางรายของ GLOW จนอาจเกิดการดูแลที่ไม่เป็นธรรมไม่เหมาะสมกับลูกค้า เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันขึ้นได้

-ผู้ร้องเรียนส่วนหนึ่งเป็นนักลงทุนต่างชาติ การซื้อหุ้นครั้งนี้อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มขาดความเชื่อมั่นเรื่องการผูกขาดและผลประโยชน์ทับซ้อน ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อการลงทุน จนอาจพิจารณาทบทวนนโยบายการลงทุนในประเทศได้

ถือว่าสะเทือนต่อมธรรมาภิบาลกลุ่มปตท.ไม่น้อยทีเดียว นั่นหมายถึงหาก GPSC ซื้อหุ้น GLOW สำเร็จ..การบริหารความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนจะทำอย่างไร..!?

แต่ที่แน่ ๆ..เรื่องนี้ทำท่าไม่จบง่าย ๆ เสียแล้ว..!!!??

..อิ อิ อิ..

คอลัมน์ พลังงานรอบทิศ: ปฏิรูปพลังงาน : ธรรมาภิบาลภาครัฐ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561

มนูญ ศิริวรรณ

อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้น มาวิพากษ์วิจารณ์ว่าการบริหารจัดการพลังงานบ้านเรายังไม่โปร่งใสเท่าที่ควรนั่น ก็คือการเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจและบริษัทลูกในสังกัดกระทรวงพลังงานของข้าราชการระดับสูงในกระทรวงพลังงาน

ข้อวิพากษ์นี้นอกจากจะระบุถึงความทับซ้อนในแง่ของการบริหารงานที่ข้าราชการซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลแต่เข้าไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจที่เป็นผู้ปฏิบัติแล้วยังอ้างถึงเรื่อง ผลประโยชน์ขัดกัน (Conflict of Interest) เพราะข้าราชการที่สวมหมวกสองใบอาจ ตัดสินใจในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทที่ตนเป็นกรรมการมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชนหรือของประเทศ ทั้งนี้เพราะเห็นแก่ผลตอบแทนในการเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทนั้น ๆ คือมีทั้งเบี้ยประชุมและค่าตอบแทนรายเดือนหรือรายปี (โบนัส) ที่ผันแปรไปตามผลประกอบการในแต่ละปี

เรื่องนี้จึงอาจแยกพิจารณาได้เป็นสองประเด็น คือ 1) ความทับซ้อนในการดำรงตำแหน่งในบริษัทและรัฐวิสาหกิจในสังกัด ของข้าราขการระดับสูงในกระทรวงพลังงานและ 2) ความเหมาะสมในการรับผลตอบแทนในฐานะกรรมการจากบริษัทและรัฐวิสาหกิจในสังกัด

เรื่องแรก คณะกรรมการปฏิรูปประเทศมีความเห็นว่าการเข้าเป็นกรรมการในรัฐวิสาห กิจหรือบริษัทของข้าราชการนั้นไปในฐานะตัวแทนภาครัฐซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในรัฐวิสาห กิจหรือบริษัทนั้น ๆ เพื่อกำกับดูแลการทำงานให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐและทางกระทรวงได้พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการแต่งตั้งผู้กำกับดูแลกิจการโดยตรงเข้าไปเป็นกรรมการเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทับซ้อนอยู่แล้วเช่น ไม่แต่งตั้งอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมาเป็นกรรมการของ ปตท.สผ. เป็นต้น จึงไม่อยู่ในข่ายของความทับซ้อนในการดำรงตำแหน่ง

ส่วนเรื่องที่สอง คณะกรรมการฯ มีความเห็นว่า ข้าราชการที่ไปดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจในสังกัดนั้นถึงแม้ จะเป็นภารกิจที่หนักและมีความรับผิดชอบสูงแต่เนื่องจากเป็นข้าราชการระดับสูงสมควร ที่จะเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่หวังผลตอบแทนมากนักอีกทั้งข้าราชการก็มีเงินเดือนประจำและรายได้อื่น ๆ อยู่แล้วไม่สมควรที่ จะรับผลตอบแทนรายเดือนหรือโบนัสจากรัฐวิสาหกิจและบริษัทลูกในสังกัดอีกจึงเห็นควรให้รับเฉพาะเบี้ยประชุมเท่านั้น ส่วนราย ได้อื่นนั้นถ้ารัฐวิสาหกิจหรือบริษัทจำเป็น ต้องจ่ายก็ให้นำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดินไป

การปฏิบัติดังกล่าวก็สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของภาคเอกชน อย่างเช่น บริษัทพลังงานข้ามชาติรายใหญ่ที่ผู้บริหารของบริษัทซึ่งไปดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทลูกจะต้องนำส่งรายได้จากการเป็นกรรมการให้กับบริษัทแม่ทั้งหมด

เรื่องนี้เป็นหนึ่งในประเด็นปฏิรูปด้านพลังงานที่ต้องทำให้สำเร็จภายในหนึ่งปีและถือเป็นการปฏิรูประบบธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการภาครัฐ

ซึ่งหน่วยงานราชการทุกแห่งสมควรนำไปปฏิบัติ มิใช่กระทรวงพลังงานเพียงแห่งเดียวเท่านั้น!!!.

ซื้อปุ๋ยยางวุ่นทุกปี 'อัยย์ครอป' โวยถูกยกเลิกประมูล - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561

การเปิดประมูลรับซื้อปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เพื่อนำไปให้ชาวสวนยางที่ขอรับการสงเคราะห์ในการปลูกทดแทนเมื่อโค่นยางแก่ทิ้ง มีปัญหาเกือบทุกปี โดยในปี 2560 กยท.เปิดประมูลปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์กว่า 64,000 ตัน ด้วยวิธีการประมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ปรากฏผลการประมูลเกิดข้อครหามากมาย ทั้งราคาประมูลสูงกว่าท้องตลาดและขั้นตอนไม่โปร่งใสเอื้อ ผู้ประมูลบางราย แม้บอร์ด กยท.จะออกมาชี้แจงว่า ราคาประมูลที่ได้นั้น "ต่ำกว่าราคากลาง" และทุกขั้นตอนอยู่ในกรอบและระเบียบของกฎหมาย แต่ไม่สามารถดับกระแสโจมตีที่เข้ามา รอบทิศทางได้ ส่งผลให้ นายลักษณ์ วจนานวัช ที่เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วงปลายปี 2560 ต้องสั่งยกเลิกการประมูลและจ่ายเป็นเงินให้เกษตรกรแทน

ท่ามกลางข้อครหาที่ว่า มีการเปิดขายซองประมูลราคาเพียง 5 วัน และติด วันหยุดราชการเสาร์-อาทิตย์รวม 2 วัน และให้ยื่นเสนอราคาประมูลหลังจากนั้นไม่กี่วัน จนมีผู้เข้าร่วมประมูลน้อยมาก และชนะการประมูลกันถ้วนหน้า มีการตั้งราคากลางไว้สูงและราคาประมูลต่ำกว่าราคากลางเล็กน้อย แนวทางนโยบายและวิธีปฏิบัติที่กำหนดโดยบอร์ด กยท. และ กยท.ไม่มีความชัดเจนแน่นอน "กลับไปกลับมา"

มาในปี 2561 การเปิดประมูลรับซื้อปุ๋ยของ กยท.ด้วยวิธีการประมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ก็มีปัญหาอีก เมื่อบริษัท อัยย์ครอป จำกัด ประมูลขายปุ๋ยเคมีผสม (bulk blending) สูตร 20-8-20 จำนวน 13,803.90 ตัน ได้ไปในราคา 12,400 บาท/ตัน และ กยท.ก็ได้ประกาศในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 ให้บริษัท อัยย์ครอป ชนะการประมูล

ในขณะที่คู่แข่งขัน คือ บริษัท ไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตปุ๋ยเคมีรายใหญ่ของประเทศ ซึ่งไม่สามารถเข้ายื่นประมูลปุ๋ยรอบนี้ได้ ก็ได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังกรมบัญชีกลาง กรณี กยท.เห็นว่า บริษัท ไทยเซ็นทรัลเคมี ขาดคุณสมบัติในการเข้าประมูลจาก ข้อกำหนดที่ว่า ผู้ยื่นเสนอขายปุ๋ยเคมีต้องมี 1 ผลงาน ในวงเงินไม่น้อยกว่า 18 ล้านบาท และเป็นผลงานที่เป็นคู่สัญญาโดยตรงกับหน่วยงานรัฐ หรือสถาบันเครือข่ายเกษตรกร หรือหน่วยงานเอกชนที่ กยท.เชื่อถือ ปรากฏในประเด็นนี้ กรมบัญชีกลางมีความเห็นว่า สามารถนำผลงานมากกว่า 1 ผลงาน นำมารวมกันได้ไม่น้อยกว่า 18 ล้านบาท ถือว่ามีคุณสมบัติของผู้ยื่นประมูล ขายปุ๋ยให้กับ กยท.ได้ จน กยท.ต้องยอมรับในความเห็นของกรมบัญชีกลาง ในที่สุด

ขณะที่ทางบริษัท อัยย์ครอป จำกัด คู่แข่งเองได้แย้งว่า แม้จะผ่านคุณสมบัตินำผลงานมากกว่า 1 ผลงาน มารวมกันไม่น้อยกว่า 18 ล้านบาท แต่ บมจ.ไทยเซ็นทรัลเคมี ก็ยังไม่ผ่านคุณสมบัติการเข้าประมูลอยู่ดี เพราะผู้เข้าประมูลต้องไม่เป็นผู้ถูกดำเนินคดีเรื่องปุ๋ยเสื่อมสภาพ ปุ๋ยผิดมาตรฐาน ปุ๋ยปลอม หรือถูกพักใบอนุญาตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า ตาม TOR ข้อ 2.14 เนื่องจากกรณีนี้ กรมวิชาการเกษตรได้ร้องทุกข์ดำเนินคดี ในความผิด ตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 จำนวน 5 คดี และยังมีคดีอยู่ระหว่างสอบสวนดำเนินคดีอีก จึงได้ร้องเรียนไปยัง กยท.ให้เร่งรัดตรวจสอบคุณสมบัติบริษัทผู้เข้าร่วมประมูลครั้งนี้ ให้เป็นไปตามข้อกำหนด TOR เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2561

แต่เอาเข้าจริงในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กยท.กลับยกเลิกประกาศผู้ชนะการประมูลขายปุ๋ยยางสูตร 20-8-20 ไปอย่าง "หน้าตาเฉย" ร้อนถึงผู้บริหารบริษัท อัยย์ครอป เห็นว่า การประกาศยกเลิกไม่ให้บริษัท อัยย์ครอป ชนะการประมูลนั้น "เป็นสิ่งไม่ถูกต้องและไม่ได้รับความเป็นธรรม" ทางบริษัทจึงได้มีหนังสือทวงถามผู้บริหาร กยท.แก้ไขปัญหาให้ถูกต้องกว่า 10 ครั้ง เพราะบริษัท อัยย์ครอป เสียหายมหาศาล เนื่องจากได้เตรียมการส่งมอบปุ๋ยและหมดค่า ใช้จ่ายไปแล้วเป็นจำนวนมาก

ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา กยท.กลับทำหนังสือถึงกรมบัญชีกลาง ขอหารือถึงประเด็นคุณสมบัติของบริษัทผู้เข้าร่วมประมูลว่า การที่ถูกกรมวิชาการเกษตรร้องทุกข์ว่า ผลิตปุ๋ยเสื่อมสภาพ ผิดมาตรฐาน ปุ๋ยปลอม หรือถูกพัก ใบอนุญาตปุ๋ยเพื่อการค้า และอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีนั้น "ทำให้ขาดคุณสมบัติในการเข้าประมูลหรือไม่" ทั้งที่ กยท. เป็นผู้ทำประชาพิจารณ์ในคุณสมบัตินี้เอง แต่กลับไปถามกรมบัญชีกลางอีกรอบ และก็มีหลักฐานยืนยันจากสถานีตำรวจภูธรที่เกิดเหตุมาแล้ว

"เราจะไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมจาก กยท.อีกครั้ง เพื่อให้มีการเซ็นสัญญารับมอบปุ๋ยเคมีจากเรา เพราะยังมีเวลาถึงเดือนตุลาคมนี้ในการ ส่งปุ๋ยไปให้ชาวสวนยางได้ใช้ และเรายังยืนยันขายปุ๋ยสูตรนี้ตามราคาเดิม ที่ชนะการประมูล แม้ว่าขณะนี้ราคา จะขึ้นไปถึงตันละ 16,000 บาทแล้วก็ตาม" นายเรวัต ธรรมบำรุง ผู้บริหาร บริษัท อัยย์ครอปกล่าว

ทั้งหมดนี้จึงถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของ กยท.อีกครั้งหนึ่ง เพราะหากดำเนินการไม่โปร่งใสเท่าที่ควรตั้งแต่เริ่มต้น ความวุ่นวายก็จะตามมาไม่รู้จบ เพราะรู้กันอยู่ว่าการซื้อปุ๋ยปีละนับแสนตัน ถือเป็นเค้กชิ้นใหญ่ที่เอกชนบริษัทขายปุ๋ยต้องแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ผลลัพธ์สุดท้ายก็ไม่ได้ปุ๋ย ถูกสั่งสอบวินัย และเกษตรกรไม่ได้ใช้ปุ๋ย ทำให้เกิดความเสียหายมากมายตามมา

จาก 'ปรองดอง'...ถึง... 'ปราบโกง' - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561

หมายเหตุ * เนื้อหาส่วนหนึ่งที่ พล.อ.อัฏฐพร เจริญพานิช กรรม การร่างรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ในหนังสือ "ความในใจของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 2560"

"...กรธ.ได้รับกรอบการร่างรัฐธรรมนูญตามความมุ่งหมายของ คสช. เพิ่มเติมมาอีก 5 เรื่อง ซึ่งมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่ถึง 2 เรื่อง คือ

"ให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการปฏิรูปและสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นให้ได้" และ

"ให้มีแนวทางการขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างได้ผล" .... ท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ในฐานะประธาน กรธ. ซึ่งต่อไปนี้ผมขอกล่าวถึงด้วยความเคารพนับถือว่า "ท่านอาจารย์" ได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับปัญหาที่ว่า กรธ.จะจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการปฏิรูปและสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ท่านอาจารย์ได้มีคำสั่ง กรธ. ที่ 014/2558 ลงวันที่ 15 ต.ค.58 และคำสั่ง กรธ. (เพิ่มเติม) แต่งตั้งอนุกรรมการศึกษาประเด็นปัญหาการสร้างความปรองดอง (อนุฯ ปรองดอง) ขึ้นเป็นคณะแรก ประกอบด้วย นายภุมรัตน์ ทักษาดิพงศ์ เป็นประธานฯ นายสุพจน์ ไข่มุกด์ เป็นรองประธานฯ พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ พลเอกนิวัติ ศรีเพ็ญ นายภัทระ คำพิทักษ์ พลตรีวิระ โรจนวาศ นายสมชาย แสวงการ นายอมร วาณิชวิวัฒน์ นายอุดม รัฐอมฤต นายชัยวัฒน์ สุรวิชัย นายถวิล เปลี่ยนศรี และผมเป็นอนุกรรมการฯ นางสาวอมตพร แสงเดช เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ

อนุฯ ปรอง ดองได้ประชุมกันรวม 11 ครั้ง หลายครั้งท่านอาจารย์ได้ให้เกียรติเข้าร่วมในการประชุมปรึกษาและให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์แก่คณะอนุฯ ปรองดองเป็นอย่างยิ่ง หลังจากที่อนุฯ ปรองดองได้ร่วมกันค้นคว้าหาความจริงเพื่อนำมาสู่การแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็น รวมทั้งการศึกษาจากรายงานที่คณะกรรมการชุดอื่นๆ ได้ทำไว้ก่อนแล้ว เช่น รายงานของ ดร.คณิต ณ นคร รายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย รายงานของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน วุฒิสภา ฯลฯ แล้ว เห็นว่า สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดความขัดแย้งจนนำไปสู่ความรุนแรง นับตั้งแต่ปี 2547 ถึงปี 2557 แบ่งได้เป็น 4 ช่วงเหตุการณ์ ซึ่งผมขอกล่าวโดยสรุปเพื่อกันลืม ดังนี้

ช่วงที่ 1 พ.ศ.2547-2549 ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันเรียกว่า "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" (พธม.) ที่ออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในข้อหาหลักคือ การทุจริตประพฤติมิชอบและการล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ในที่สุด คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) นำโดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เข้ายึดอำนาจเมื่อ 19 ก.ย.49 และจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวโดยพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 50 จนนำไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งพรรคไทยรักไทยกลับมาได้เสียงข้างมากเช่นเดิม

ช่วงที่ 2 พ.ศ.2551 เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม พธม. กับรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลนายสมชายเป็นหุ่นเชิดของระบอบทักษิณซึ่งใช้อำนาจในทางที่ผิดด้วยการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ มีการทุจริตคอร์รัปชันในโครงการต่างๆ มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อประโยชน์ของตนเองและครอบครัว ที่เรียกว่า "คอร์รัปชันเชิงนโยบาย" เป็นเผด็จการรัฐสภาใช้อำนาจในการแทรกแซงสื่อ แทรกแซงการทำงานของข้าราชการประจำ กลุ่ม พธม.พยายามขัดขวางการทำงานของรัฐบาลด้วยการชุมนุมโดยสงบ สันติ และปราศจากอาวุธ มีการบุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล บุกเข้าไปในท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและดอนเมือง รวมทั้งการปิดล้อมอาคารรัฐสภาซึ่งนำไปสูการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม จนทำให้มีผู้ชุมนุมบาดเจ็บและเสียชีวิต เหตุการณ์จบลงด้วยการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเวลาต่อมา เมื่อนายสมชายพ้นจากตำแหน่งเพราะพรรคถูกยุบตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน

ช่วงที่ 3 พ.ศ.2552-2553 พรรคไทยรักไทยซึ่งกลายมาเป็นพรรคฝ่ายค้านต้องการรักษาอำนาจในระบอบทักษิณต่อไป มีการจัดตั้งกลุ่มประชาชนเรียกว่า "กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) สมาชิกใช้เสื้อสีแดงเป็นสัญลักษณ์ เรียกกันว่า "กลุ่มเสื้อแดง" รวมตัวกันเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลอภิสิทธิ์ โดยพยายามกดดันทุกวิถีทางเพื่อขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามใช้ความรุนแรงเพื่อยั่วยุให้รัฐบาลใช้กำลังปราบปรามจนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต เริ่มจากการล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยา การบุกเข้าไปในกระทรวงมหาดไทยเพื่อล้มการประชุมคณะรัฐมนตรี การเผารถประจำทาง การก่อวินาศกรรมสถานที่ราชการและระบบสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า คลังเก็บน้ำมันฯ การเผาศาลากลางจังหวัด การเผาอาคารสถานที่บริเวณศูนย์การค้าย่านสี่แยกราชประสงค์ ถือเป็นการจลาจลที่เกิดการบาดเจ็บล้มตายมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และนำไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ในปี 2554

ช่วงที่ 4 พ.ศ.2556-2557 เกิดขึ้นเมื่อ "กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" (กปปส.) ชุมนุมขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลทุจริตโครงการจำนำข้าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างร้ายแรง เป็นการชุมนุมของมวลชนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ประชาชนนับล้านคนออกมาชุมนุมเดินขบวนยืดเยื้ออย่างสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ แต่กลับถูกตอบโต้ด้วยอาวุธสงครามจากกลุ่มบุคคลที่คาดว่าเป็นฝ่ายรัฐบาล เช่น การลอบยิง และการขว้างระเบิดเข้าใส่ จนทำให้ผู้ชุมนุมบาดเจ็บเสียชีวิตหลายคน มีความพยายามที่จะก่อเหตุรุนแรงด้วยการลอบวางระเบิดที่มีอานุภาพร้ายแรง รัฐบาลรักษาการดึงดันไม่ยอมลาออก ทั้งที่นายกรัฐมนตรีถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง ที่สำคัญประชาชนแตกแยกเป็นฝ่ายต่างๆ ขาดความสามัคคีและมีทัศนคติไม่เป็นมิตรต่อกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน สุดท้าย คสช.ต้องเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อ 22 พ.ค.57

จากผลการศึกษาดังกล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า ต้นเหตุที่นำไปสู่ความขัดแย้งจนมีการใช้กำลังรุนแรงและเกิดความแตกแยกเสียหายขึ้นในบ้านเมืองตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา คือการทุจริตประพฤติมิชอบของรัฐบาลและนักการเมือง กรธ.จึงเกิดหลักคิดที่ว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นอกจากจะบัญญัติกลไกในการป้องกันความขัดแย้งและในการสร้างความปรองดองระหว่างประชาชนและนักการเมืองให้เกิดขึ้นแล้ว จำเป็นจะต้องบัญญัติกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบอย่างเข้มข้นจริงจัง เพื่อขจัดต้นตอที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง อันจะนำไปสู่ความปรองดองทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

......และด้วยหลักคิดนี้เอง กรธ.จึงได้สร้างกลไกในการป้องกันความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองระหว่างประชาชนแทรกไว้เป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทยในรัฐธรรมนูญมาตรา 50 (6) และกลไกป้องกันความขัดแย้งและสร้างความปรองดองระหว่างนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลและนักการเมืองฝ่ายค้านไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 152 มาตรา 155 มาตรา 165 และมาตรา 256

สำหรับกลไกในการป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งกลไกในการกำกับและควบคุมให้การใช้อำนาจรัฐเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ท่านอาจารย์และ กรธ.ได้ปักหมุดกระจายไว้ในส่วนต่างๆ ของรัฐธรรมนูญ เช่น

- การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบ ตลอดจนตรวจสอบการทำงานของรัฐ มาตรา 41 มาตรา 50 (10) มาตรา 59 และมาตรา 63

- กำหนดให้รัฐจัดระบบการบริหารประเทศให้โปร่งใส ซื่อสัตย์ สุจริต และเป็นธรรม มาตรา 62 มาตรา 68 และมาตรา 76

- กำหนดกลไกป้องกันมิให้นักการเมืองใช้หน้าที่และอำนาจแสวงหาผลประโยชน์ มาตรา 144 มาตรา 151 มาตรา 152 มาตรา 153 มาตรา 164 มาตรา 169 มาตรา 184 มาตรา 185 มาตรา 186 และมาตรา 187

- กำหนดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรมที่ครอบคลุมทุกองค์กร มาตรา 219

- กำหนดให้มีองค์กรอิสระที่ถ่วงดุลซึ่งกันและกัน มีหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ และมีบทลงโทษอย่างชัดเจน มาตรา 221 มาตรา 234 มาตรา 235 และมาตรา 236

จากการวางกลไกอย่างเข้มงวดจริงจังเหล่านี้เองที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับปี 60 ได้รับการเรียกขานกันจนติดปากตั้งแต่ชั้นยกร่างว่าเป็น "รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง" โดย กรธ.เรามีความมุ่งหวังว่า ด้วยกลไกต่างๆ เท่าที่พวกเรามีสติปัญญาจะคิดได้นี้ (คำของท่านอาจารย์ฯ) จะทำให้ปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบลดน้อยลงหรือหมดสิ้นไป ประชาชนไม่มีประเด็นข้อขัดแย้งกับรัฐบาลหรือนักการเมือง...กลับมาสามัคคีปรองดองกันดังเดิม บ้านเมืองก็จะสงบเรียบร้อยเป็นประชาธิปไตย ประเทศชาติเดินไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น และสุดท้ายหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 60 นี้ คงใช้บังคับได้นานกว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ครับ".

คอลัมน์ กรุงเทพมอนิเตอร์: ประเทศส่งออกนิยมให้สินบน - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561

แฟรงค์เฟิร์ต- รายงานประจำปีขององค์กรจับตาทุจริต "ทรานส์พาเรนซี อินเตอร์เนชันแนล" (ทีไอ) พบว่า 22 ประเทศ ซึ่งคิดเป็น 39.6% ของประเทศ ผู้ส่งออกทั่วโลก ไม่บังคับใช้ปฏิญญาต่อต้านสินบน ปี 2540 ขององค์การ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือบังคับใช้เพียงเล็กน้อย ปฏิญญาดังกล่าวกำหนดให้ประเทศผู้ลงนามถือว่าการให้สินบนเจ้าหน้าที่ ต่างชาติเป็นความผิดอาญา

ประเทศที่ไม่ปฏิบัติตามมีทั้งที่เป็นภาคี เช่น เม็กซิโก ญี่ปุ่น หรือฟินแลนด์ รวมทั้งที่ไม่ได้เป็นภาคีอย่างจีนและอินเดีย เทียบกับประเทศที่บังคับใช้ ข้อตกลงอย่างแข็งขัน 7 ประเทศ คิดเป็น 27% ของประเทศผู้ส่งออกโลก ได้แก่ สหรัฐ เยอรมนี สหราชอาณาจักร อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และอิสราเอล

เทียบกับรายงานฉบับก่อนเมื่อปี 2558 พบว่า 8 ประเทศปรับปรุง การบังคับใช้ได้ดีขึ้น ประเทศที่ถดถอยมี 4 ประเทศ