You are here

CG and corruptions News - 14 May 2018

คอลัมน์ เขียนให้คิด: ถึงเวลาที่ต้องเริ่มต้นใหม่ - ไทยโพสต์

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: Collective Action ที่น่าสนใจ - โพสต์ทูเดย์

เสนอให้'โอที'จราจร เล็งยกเลิกให้เงินส่วนแบ่งค่าปรับ หวังลดปัญหาทำยอด-ทุจริตใบสั่ง - เดลินิวส์

ผู้ค้าตลาดดอนเมืองชักแถวแจ้งเอาผิดเพิ่ม 'สันธนะ'คุกพันปี ล่าผู้ร่วมขบวนการ - สยามรัฐ

ประกาศใช้พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล - เดลินิวส์

ป.ป.ช.โชว์ทรัพย์สิน'บิ๊กอ๊อด' - ข่าวสด

รบ.ให้รพ.ราชวิถี-องค์การเภสัช จัดซื้อวัคซีนใช้ในปท. ป้องกันปัญหาทุจริต - แนวหน้า

SPECIAL SCOOP: รุมกินโต๊ะ'พงศ์พร'-ศิษย์พระผู้ใหญ่นำ ทีม! - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

รายงาน: 'ทักษิณ'ติดบ่วงคดีทีพีไอ แทรกแซงฟื้นฟู-ฮุบกิจการ - ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ ที่นี่แนวหน้า: เจ้าหน้าที่ของรัฐกับคอร์รัปชั่น(ทางแก้โดยนวัตกรรมการเมือง) - แนวหน้า

คอลัมน์ จุดนัดพบ: เมื่อกรรมการอิสระแข็งเมือง - โพสต์ทูเดย์

บทเรียนปมป่าแหว่งดอยสุเทพความชอกช้ำไร้ค่าสู่บรรทัดฐาน - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ ขุมทรัพย์ชายแดนไทย: ปัญหาคอร์รัปชั่นในประเทศเพื่อนบ้าน - โพสต์ทูเดย์

มาเลย์สกัดเมียนาจิบขนกระเป๋าหรูหนี - ไทยรัฐ

คอลัมน์ แกะรอย: สึนามิการเมืองมาเลย์ ระวังสะเทือนถึงไทย - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ อ่านเอาเรื่อง: มีไหมผู้นำปราบโกง - ไทยโพสต์

คอลัมน์ สับรางวันอาทิตย์: เป็นคำตอบได้ - ไทยรัฐ

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: แก๊งปั่นหุ้นข้ามชาติ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ เขียนให้คิด: ถึงเวลาที่ต้องเริ่มต้นใหม่ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

บัณฑิต นิจถาวร

กรรมการผู้อำนวยการ

สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย(IOD)

ช่วงนี้ผมเดินทางบ่อย ส่วนใหญ่ไปพูดให้ความเห็นเรื่อง ธรรมาภิบาลและเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ ล่าสุดไปที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ไปพูดและตอบคำถามเรื่องเศรษฐกิจไทย ซึ่งคำถามยอดฮิตจากนักลงทุนก็คือ ทำไมเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ เทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค และหลังการเลือกตั้งปีหน้า การเมืองที่จะเกิดขึ้นจะเป็นปัจจัยบวกหรือลบต่อเศรษฐกิจ

เรื่องการเมืองต้องยอมรับว่าตอบยาก เพราะรู้น้อยและไม่ใช่นักการเมือง แต่เท่าที่ดูจากข่าวต่างๆ ที่ออกมาก็กังวลว่าการเมืองของประเทศกำลังกลับไปรูปเดิม คือ นักการเมืองเล่นการเมืองเพื่ออำนาจและหวังใช้อำนาจจากตำแหน่งการเมืองหาประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง ไม่ได้ตั้งใจทำอะไรจริงจังให้กับบ้านเมือง เป็นต้นทุนที่แพงต่อประเทศและสังคม ยิ่งมีข่าวหัวหน้ารัฐบาลไปตรวจราชการต่างจังหวัดบ่อย จนถูกเปรียบเปรยว่าไปหาเสียง ไปหาแรงสนับสนุนจากนักการเมืองประเภทบุคคลต้องห้าม ทำให้คนทั่วไปยิ่งกลัวว่าการเมืองคงกลับไปรูปเดิมแน่นอน คือ แย่งกันเข้ามามีอำนาจ โดยไม่รู้ว่าที่อยากกลับมามีอำนาจนั้นต้องการอะไร กลับมาทำไม กลับมาทำอะไร

สาเหตุหลักที่คนส่วนใหญ่กลัวการเมืองแบบเดิมก็เพราะที่ผ่านมานักการเมืองส่วนมากไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเทศหรือประโยชน์ของส่วนรวมอย่างที่ควรจะเป็น แต่มองว่าทรัพยากรของรัฐเป็นสิ่งที่ไม่มีเจ้าของ ที่สามารถถลุงได้ หาประโยชน์ได้โดยใช้อำนาจตามกฎหมายที่มากับตำแหน่งการเมือง เหมือนของรัฐ สมบัติรัฐ เป็นของฟรี นี่คือสิ่งที่นักการเมืองไทยพร่ำสอนกันจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้เข้าใจถึงอาชีพนักการเมือง เมื่อทรัพยากรภาครัฐ เช่น งบประมาณแผ่นดินและภาษีที่ประชาชนเสียตามหน้าที่ ถูกมองว่าไม่มีเจ้าของ เป็นของฟรี นักการเมืองก็จะละเมิดและใช้อำนาจที่มีหาประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้ การเมืองที่ผ่านมาจึงไม่ใช่การเมืองเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม แต่เป็นการเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตน และบ่อยครั้งระยะหลังที่นักการเมืองไม่ได้หาประโยชน์ให้ตนเองอย่างเดียว แต่หาประโยชน์ให้กับคนที่สนับสนุนตนด้วย ที่ให้เงินสนับสนุนในการเลือกตั้งจนได้ตำแหน่งรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีเป็นนายทุนให้ จึงต้องใช้ทุน คืนทุนให้กับคนที่ให้ทุน ซึ่งก็คือนักธุรกิจหรือบริษัทขนาดใหญ่ จนการเมืองกลายเป็นเครื่องมือหาประโยชน์ของนักธุรกิจบางกลุ่มที่ใช้นักการเมืองเป็นเครื่องมือผลักดันนโยบายเพื่อดูแลผลประโยชน์ทางธุรกิจของตน เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการเมืองไทยตัวจริง ทำให้ปัญหาคอร์รัปชัน การละเมิด การใช้อำนาจ การทำผิดกฎหมาย การทำผิดธรรมาภิบาล เกิดขึ้นมากมายตลอดเวลา แก้อย่างไรก็ไม่หมด นี่คือการเมืองไทย

การเมืองแบบนี้ได้สร้างความเสียหายต่อประเทศและสังคมมากมาย ช่วงสามสิบปีที่ผ่านมาที่การเมืองไทยล้มลุกคลุกคลาน แม้เศรษฐกิจจะเติบโต แต่ก็เป็นการเติบโตที่มีต้นทุนสูงต่อประเทศและสังคม

หนึ่ง ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศถูกทำลายอย่างมหาศาล ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ น้ำ ป่า และพื้นที่เกษตรได้เสียหายลงมากกว่าสองในสามของประเทศที่เคยเป็นสีเขียวด้วยความอุดมสมบูรณ์ ปัจจุบันกลายเป็นประเทศสีเหลืองที่มากด้วยความแห้งแล้ง ภาคเกษตรที่เคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ เคยมีสัดส่วนของรายได้ประชาชาติมากกว่าครึ่งหนึ่งของผลผลิตรวมของประเทศ ปัจจุบันเหลือเพียงร้อยละหกของรายได้ประชาชาติ แต่ยังเป็นฐานรายได้หลักของคนไทยมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ความยากจนจึงเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่ยังแก้ไม่หมด แม้เศรษฐกิจจะเติบโตต่อเนื่อง

สอง คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความแตกแยกที่เกิดขึ้นในสังคมที่เป็นผลส่วนหนึ่งจากระบบการเมืองที่มี คือ คนที่ละเมิดกฎหมายหรือทำผิดกฎหมายสามารถร่ำรวยได้ โดยไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีการเอาผิดลงโทษจริงจัง และคนที่ร่ำรวยมากๆ แบบนี้ ก็มักเป็นนักการเมือง ข้าราชการที่ใกล้ชิดกับนักการเมือง และนักธุรกิจที่ใช้นักการเมืองเหล่านี้เป็นเครื่องมือ ให้นักการเมืองเปลี่ยนกฎหมาย แก้สัมปทาน แก้สัญญา หรือแม้แต่เปลี่ยนนโยบายและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของตน สร้างความร่ำรวยและการเติบโตของรายได้ที่ไม่เป็นธรรม ปัญหาความเหลื่อมล้ำจึงเพิ่มสูงมากในสังคมไทย แต่ที่ต้องเข้าใจก็คือ ความแตกแยกของคนในสังคมช่วงสิบปีที่ผ่านมา ไม่ได้มาจากความเหลื่อมล้ำที่มีมากขึ้นระหว่างคนรวยกับคนจน อันนี้เป็นแรงกดดันในสังคมที่นับวันจะมากขึ้น แต่ยังไม่ระเบิด แต่ที่ทะเลาะกันเป็นสงครามสี ก็คือ การแย่งชิงอำนาจของนักการเมืองที่ต่างต้องการมีอำนาจเพื่อใช้อำนาจหาประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง

สาม คือ ต้นทุนที่มาจากการละเลยของนักการเมืองที่ไม่ได้ทำอะไรจริงจังเพื่อประโยชน์ของประเทศ ประเทศจึงไม่มีการพัฒนาอย่างที่ควร ไม่มีการลงทุน ปัญหาที่มีอยู่ไม่มีการแก้ไข ผลคือประเทศมีปัญหามาก เสียโอกาส และระบบที่มีอยู่อ่อนแอลง ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพของระบบราชการ ระบบการศึกษาที่เกือบจะด้อยที่สุดในเอเชีย ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และการทุจริตคอร์รัปชันที่มีต่อเนื่องไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล ทำให้ประเทศเสียโอกาสทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ และนับวันจะถอยหลังมากขึ้นๆ เทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ที่ความเป็นอยู่ของคนในประเทศเหล่านี้นับวันมีแต่จะดีขึ้น

ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนการเมืองแบบนี้ ประเทศอยู่ไม่ได้แน่นอน และการเมืองแบบนี้ คนไทยส่วนใหญ่ไม่อยากได้ ไม่อยากให้กลับมาอีก เป็นการเมืองที่ไม่สร้างสรรค์ มีแต่จะทำลายโอกาสและอนาคตของประเทศ สร้างต้นทุนและความเสียหายให้กับเศรษฐกิจและสังคม

แล้วเราจะเปลี่ยนอย่างไร จะเริ่มต้นใหม่อย่างไรมีผู้รู้ท่านหนึ่งเคยพูดให้ผู้เขียนฟังว่า ในทุกสังคมจะมีกลุ่มสุดโต่งสองกลุ่ม ซ้ายด้านหนึ่ง ขวาด้านหนึ่ง ที่จะทะเลาะกันไม่เลิก ตายไปลูกหลานก็จะทะเลาะกันต่อ เพราะความคิดทางการเมืองไม่ตรงกัน จึงต้องแย่งกันมีอำนาจ สองกลุ่มนี้ในแง่จำนวน ก็คงไม่เกินฝ่ายละ 10 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด รวมแล้วก็ 20 เปอร์เซ็นต์ที่จะทะเลาะกันตลอดเวลาเพื่อแย่งอำนาจทางการเมือง ขณะที่ประชาชนอีก 80 เปอร์เซ็นต์ที่อยู่ตรงกลางจะนิ่งเฉย ไม่ยุ่งด้วย แต่เป็นกลุ่มที่จะถูกกระทบมาก ไม่ว่ากลุ่มใดในสองกลุ่มนี้ได้เป็นรัฐบาล เพราะสุดโต่งทั้งคู่

บ้านเราก็เหมือนกัน พวกสุดโต่งทั้งสองกลุ่มนี้ก็มี แต่ไม่ได้ทะเลาะกันเพราะมีความคิดทางการเมืองไม่ตรงกัน บ้านเราไม่มีความแตกต่างเรื่องความคิดทางการเมือง เพราะนักการเมืองบ้านเราไม่มีความคิดทางการเมือง แต่ที่ทะเลาะกันก็เพราะแย่งกันมีอำนาจเพื่อให้ได้อำนาจรัฐและใช้อำนาจรัฐหาประโยชน์ แต่ที่ทั้งสองกลุ่มมีเหมือนกันเพราะเป็นนักการเมืองเหมือนกันก็คือ ทั้งสองกลุ่มมองว่าทรัพยากรรัฐ สมบัติรัฐ งบประมาณรัฐ ไม่มีเจ้าของ การได้อำนาจรัฐจึงเป็นการได้สิทธิที่จะเข้าไปถลุงทรัพย์สมบัติของรัฐ เพื่อประโยชน์ของตน โดยไม่มีใครตรวจสอบหรือกล้าเอาผิดเพราะมีอำนาจรัฐอยู่ในมือ การแย่งชิงอำนาจจึงเป็นแบบเอาเป็นเอาตาย ขณะที่ประชาชนอีก 80 เปอร์เซ็นต์จะเพิกเฉย ไม่แสดงความหวงแหนในสมบัติของรัฐ ไม่เคยโวยวายหรือเดือดร้อน ยุ่งแต่กับการทำงานหาเลี้ยงครอบครัวเพื่อความอยู่รอด เปิดทางให้นักการเมืองเหล่านี้หาประโยชน์ขึ้นอยู่ว่าใครได้อำนาจเป็นรัฐบาลนี่คือสิ่งที่ต้องแก้ไข และการแก้ไขต้องมาจากประชาชน 80 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นผู้เดือดร้อน เป็นเจ้าของสมบัติของประเทศที่ถูกถลุง ถูกทำลาย ประชาชนจึงต้องร่วมกันบอกว่า พอแล้ว ไม่ยอมแล้ว และจะไม่เปิดทางให้นักการเมืองทั้งสองกลุ่ม รวมถึงผู้ที่กำลังสุงสิงเอาใจนักการเมืองเหล่านี้ ให้กลับเข้ามามีบทบาทหรืออำนาจในการเมืองของประเทศอีก เพราะจะสร้างความเสียหายมากขึ้นไปอีก เหมือนที่คนมาเลเซียเพิ่งลงคะแนนเสียงเปลี่ยนการเมืองประเทศเขา การเมืองไทยก็ต้องเริ่มต้นใหม่ ต้องสนับสนุนให้นักการเมืองที่ต้องการทำการเมืองเพื่อส่วนรวมจริง มีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศ

เพื่อนผมคนหนึ่งบอกผมว่าไม่อยากให้คนที่เล่นการเมืองหรืออยู่ในตำแหน่งการเมืองช่วงสิบปีที่ผ่านมา รวมถึงรัฐบาลปัจจุบัน กลับมาในเวทีการเมืองของประเทศอีกอย่างน้อยสิบปี เพราะชัดเจนว่าคนเหล่านี้มักสร้างแต่ปัญหา ทำเพื่อส่วนรวมไม่เป็น ไม่มีผลงานให้เห็น จะเอาแต่ตำแหน่ง ชื่อเสียงและหาประโยชน์ให้ตนเอง จึงควรให้สิบปีข้างหน้าเป็นเวลาของกลุ่มคนใหม่ที่ต้องการทำงานการเมืองเพื่อส่วนรวม ให้คนเหล่านี้มีโอกาสทำงานเพื่อประเทศชาติ ซึ่งผมเชื่อว่าเวลาสิบปีนี้ ถ้าเราได้คนที่มีความตั้งใจดีต่อประเทศเข้ามารับผิดชอบติดต่อกันนานพอ จะสามารถเปลี่ยนประเทศได้มาก สิงคโปร์ใช้เวลาเพียงสามสิบปีเปลี่ยนประเทศจากไม่มีอะไรมาเป็นประเทศอย่างที่เราเห็น

เขียนให้คิดวันนี้คือคน 80 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นเจ้าของประเทศตัวจริง ต้องเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง เริ่มโดยหยุดให้ความสนใจนักการเมืองในอดีต และสนับสนุนกลุ่มคนใหม่หรือคนรุ่นใหม่ให้เข้ามารับผิดชอบประเทศชาติ ที่สำคัญคน 80 เปอร์เซ็นต์นี้ต้องพูดคุยและสร้างความเข้าใจร่วมกันมากขึ้นว่า เราอยากเห็นประเทศเป็นอย่างไรจากนี้ไป สร้างความเข้าใจร่วมกันในทิศทางที่ประเทศจะเดินให้เป็นข้อตกลงหรือสัญญาสังคมของคนทุกกลุ่มทุกชั้น (social contract) ที่คนส่วนใหญ่เห็นด้วย สนับสนุนและต้องการให้เกิดขึ้น และมอบข้อตกลงนี้ของสังคมให้นักการเมืองกลุ่มใหม่ที่พร้อมทำงานเพื่อประเทศชาติ นำไปปฏิบัติ นำไปขับเคลื่อน ภายใต้การสนับสนุนของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งถ้าเกิดขึ้น ประเทศไทยจะไปไกลอย่างแน่นอน เพราะคนไทยทั้งประเทศจะไม่ต้องเป็นเชลยกับระบบการเมืองที่เน่าเฟะอย่างที่ผ่านมา

อยากให้คนไทยเริ่มคุยกันเรื่องนี้.

"คน 80 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นเจ้าของประเทศตัวจริง ต้องเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง เริ่มโดยหยุดให้ความสนใจนักการเมืองในอดีตและสนับสนุนกลุ่มคนใหม่หรือคนรุ่นใหม่ให้เข้ามารับผิดชอบประเทศชาติ ที่สำคัญคน 80 เปอร์เซ็นต์นี้ต้องพูดคุยและสร้างความเข้าใจร่วมกันมากขึ้นว่า เราอยากเห็นประเทศเป็นอย่างไรจากนี้ไป สร้างความเข้าใจร่วมกันในทิศทางที่ประเทศจะเดินให้เป็นข้อตกลงหรือสัญญาสังคมของคนทุกกลุ่มทุกชั้น (social contract) ที่คนส่วนใหญ่เห็นด้วย สนับสนุนและต้องการให้เกิดขึ้น ..."

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: Collective Action ที่น่าสนใจ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

พิษณุ พรหมจรรยาที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์

สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) phisanu@thai-iod.com

ในตอนที่แล้ว ได้เล่าถึงผลจากการศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เพื่อตอบคำถามสำคัญว่าทำไมความพยายามแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นของ ภาคเอกชนในรูปแบบ Collective Action ของหลายๆ ประเทศถึง ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งพอจะสรุปสาเหตุสำคัญออกมาได้ 3 ประการด้วยกัน ได้แก่ 1) ขาดการมีส่วนร่วมของผู้เล่นรายใหญ่ในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม 2) ไม่สามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบ และ 3) ขาดการกำกับดูแลให้การดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย

ในสัปดาห์นี้ จะเล่าถึงการดำเนินการของโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต หรือ Thai Private Sector Collective Action Coalition against Corruption (CAC) ซึ่งได้มีการพัฒนารูปแบบให้ตอบสนองต่อสาเหตุที่ทำให้ Collective Action ในประเทศอื่นล้มเหลว 3 ประการดังกล่าวข้างต้น

ในประเด็นเรื่องการมีส่วนร่วมของผู้เล่นรายใหญ่ในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น CAC เล็งเห็นถึงความสำคัญของการดึงผู้เล่นรายใหญ่ให้เข้ามาเป็นแนวร่วมปฏิบัติตั้งแต่แรก เพราะทราบดีว่าหากผู้เล่นรายใหญ่ไม่เอาด้วยแล้ว ก็ไม่มีทางที่รายเล็กจะเข้ามาร่วม หรือเข้ามาก็ไม่สามารถสร้างโมเมนตัมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น CAC จึงใช้วิธีการชักชวนกลุ่มธุรกิจต่างๆ เข้าร่วมโครงการแบบเป็นกลุ่ม (Sectoral Approach)

โดยในช่วงแรก ได้เริ่มจากการเข้าชักชวนกลุ่มธุรกิจในภาคการเงิน ซึ่งเป็นภาคธุรกิจที่มีความสำคัญอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจของไทย มีเครือข่ายกว้างขวาง และมีความสัมพันธ์กับธุรกิจอื่นๆ ทุกประเภท และทุกขนาด นอกจากนี้ หลังจากที่ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 มาแล้ว ก็ได้มีการพัฒนาระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดีในภาคการเงินของไทยให้ดีขึ้นอย่างมาก ในขณะที่การตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแลในฝั่งทางการก็เข้มข้น ทำให้ความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ของธุรกิจในภาคการเงินอยู่ในระดับที่ไม่สูง และสามารถดำเนินการตามแนวทางการวางกลไกป้องกันการทุจริตที่ CAC กำหนดไว้ได้ไม่ยาก

หนึ่งในเหตุผลที่ช่วยให้ CAC สามารถเชิญชวนภาคการเงินให้เข้ามาเป็นสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติได้สำเร็จก็คือการผลักดันของสมาคมธนาคารไทยในฐานะที่เป็นหนึ่งในแปดองค์กรร่วมก่อตั้ง CAC (องค์กรก่อตั้งอื่นๆ ประกอบด้วย หอการค้าไทย หอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งเข้ามาร่วมเป็นสมาชิก และในเวลาต่อมา ธุรกิจอื่นๆ ในภาคการเงินที่ ส่วนใหญ่มีบริษัทในเครือของธนาคารพาณิชย์เป็นผู้เล่นรายใหญ่ก็ตามเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกแบบยกสมาคมด้วย อย่างเช่น บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บริษัทประกันภัย และ บริษัทประกันชีวิต

และเพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทต่างๆ ที่เข้ามาร่วมประกาศเจตนารมณ์ ต่อต้านการทุจริตจะมีการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง โครงการ CAC จึงได้ออกแบบระบบการรับรองว่าบริษัทได้มีการกำหนดนโยบาย และวางแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการทุจริตครบตามเกณฑ์ที่ CAC กำหนดภายในระยะเวลา 18 เดือน ซึ่งกระบวนการรับรองนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ของ CAC ซึ่งใน ปัจจุบันยังไม่มีโครงการ Collective Action ในประเทศไหนที่ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน

ส่วนเรื่องการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบนั้น CAC ได้ดำเนินการในฐานะที่เป็นตัวแทนของภาคเอกชนที่มีความมุ่งหมายชัดเจน ที่จะทำธุรกิจอย่างโปร่งใส ปลอดสินบน ร่วมกับภาครัฐผลักดันให้มีการออก หรือแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงประสิทธิภาพบริการภาครัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่เอื้อให้เกิดปัญหาการเรียกรับ และการจ่ายสินบน ซึ่งจนถึงขณะนี้ CAC ประสบความสำเร็จในการร่วมกับองค์กรอื่นๆ ในภาคประชาสังคม อย่างเช่นองค์การต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) หรือ ACT ผลักดันให้มีการออกพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ การออกพระราชบัญญัติ การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ และการแก้ไขกฎหมายที่กำหนดความรับผิดทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล

นอกจากนี้ CAC ก็ได้ทำงานร่วมกับบริษัทในภาคธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาสินบนสูง อย่างเช่นอสังหาริมทรัพย์ เพื่อระบุถึงจุดอ่อนในกระบวนงาน และประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อนำเสนอแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข และผลักดันให้มีการดำเนินการเพื่อปิดความเสี่ยงดังกล่าวด้วย

สำหรับเรื่องของการกำกับดูแลให้การดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย โครงการ CAC มีการกำกับดูแลโดยคณะกรรมการจำนวน 11 ท่าน ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และมีประสบการณ์อย่างโชกโชนจากทั้งภาคราชการ ธุรกิจเอกชน และประชาสังคม โดยมีการกำหนดกลยุทธ์ และระบบการทำงานอย่างเป็นมืออาชีพ มีการกำหนดเป้าหมาย และงบประมาณอย่างชัดเจน โดยจะมีการรายงานผลการดำเนินงาน และแนวทางการดำเนินการให้ตัวแทนแปดองค์กรร่วมก่อตั้งรับทราบเป็นระยะ นอกจากนี้ ทั้งงบประมาณและผลสำเร็จของโครงการยังถูกติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิดจากองค์กรหลักที่ให้การสนับสนุนทางการเงินอย่าง Center for International Private Enterprise (CIPE) ด้วย

การดำเนินการในด้านต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการ CAC มีความก้าวหน้าอย่างมากทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ จนทำให้หลายๆ ประเทศมองเห็นถึงผลสำเร็จที่เกิดขึ้น และสนใจติดต่อเข้ามาเพื่อขอให้ CAC ช่วยให้คำปรึกษาหรือสนับสนุนทางเทคนิคในการก่อตั้ง หรือปรับปรุงเครือข่ายต่อต้านการทุจริตในภาคเอกชนในรูปแบบ Collective Action ของตัวเองบ้าง

เสนอให้'โอที'จราจร เล็งยกเลิกให้เงินส่วนแบ่งค่าปรับ หวังลดปัญหาทำยอด-ทุจริตใบสั่ง - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 3 กล่าวว่าขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) อยู่ระหว่างการหารือในการกำหนดค่าตอบแทนแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรทั่วประเทศไทยให้มีความเหมาะสมกับหน้าที่ที่ปฏิบัติเพราะภารกิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรเป็นงานที่หนักต้องทำงานตลอดเวลาตั้งแต่เช้ายันเย็น ดังนั้นเพื่อเป็นการยกระดับการปฏิบัติหน้าที่และค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับภารกิจที่ได้รับผิดชอบสตช.จึงเห็นว่าควรจะมีการปรับปรุงค่าตอบแทนให้เหมาะสมมากกว่าปัจจุบันเบื้องต้นได้มีการวางกรอบการปรับค่าตอบแทนโดยมีแนวคิดที่จะยกเลิกเงินส่วนแบ่งค่าปรับรางวัลนำจับที่ตำรวจจราจรได้ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกเพื่อเป็นการลดปัญหาการทำยอดใบสั่ง การทุจริตต่าง ๆ ในการออกใบสั่งแก่ประชาชน ซึ่งสตช.เห็นว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ทั้งนี้การยกเลิกนั้นสตช.จะต้องมีค่าตอบแทนอย่างอื่นทดแทนดังนั้นอาจจะมีการกำหนดค่าล่วงเวลาหรือในกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจะต้องทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายจะต้องได้ค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมงโดยปัจจุบันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรไม่มีเงินค่าล่วงเวลาแม้ว่าในแต่ละวันจะทำงานเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

พล.ต.ต.เอกรักษ์กล่าวต่อว่า ส่วนอัตราค่าตอบแทนในกรณีที่จะต้องจ่ายค่าล่วงเวลานั้นยังไม่ได้มีการกำหนดอัตราว่าจะต้องจ่ายชั่วโมงละเท่าไหร่และจะต้องทำได้ไม่เกินคนละกี่ชั่วโมงต่อวันโดย อยู่ระหว่างการศึกษาและหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าอาจ จะต้องมีการแก้ไขกฎหมายหรือร่างกฎหมายขึ้นมารองรับหรือไม่ ซึ่ง ขั้นตอนทั้งหมดสตช.จะต้องศึกษาให้ละเอียดและรอบคอบก่อน ที่จะมีการแก้ไขหรือปรับการจ่ายค่าตอบแทนในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโดยจะพยายามเร่งศึกษารายละเอียดและแนวทางให้เหมาะสมและรวดเร็วที่สุด ทั้งนี้การแก้ไขค่าตอบแทนของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรนั้นเป็นการดำเนินการทั่วประเทศไม่ใช่เพียงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเท่านั้น.

ผู้ค้าตลาดดอนเมืองชักแถวแจ้งเอาผิดเพิ่ม 'สันธนะ'คุกพันปี ล่าผู้ร่วมขบวนการ - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ตำรวจหิ้วตัว "สันธนะ" ฝากขังผลัดแรก ก่อนศาลให้ประกันตัว 3 แสนพร้อมเงื่อนไขห้ามยุ่งพยานหลักฐานห้ามออกนอกประเทศ จ่อแจ้งข้อหาเพิ่มอีกหลายกระทง "ทนาย" ไม่หวั่นถูกแจ้งข้อหาเพิ่ม ส่วน "พ่อค้าแม่ค้า" แห่จองคิวแจ้งความ "สันธนะ"ข้อหากรรโชกทรัพย์ต่อเนื่อง ขณะที่"กสทช." เดินหน้าบล็อก "URL"เครื่องสำอางเผยแพร่โฆษณาผิดกฎหมาย

ที่สถานีตำรวจนครบาลดอนเมืองเมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 13 พ.ค.61 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดอนเมือง นำตัวพ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ ประธานที่ปรึกษาบริษัท ตลาดใหม่ดอนเมือง ผู้ต้องหาคดีร่วมกันฉ้อโกง ไปฝากขังผลัดแรกที่ศาลอาญารัชดาฯ โดยทันทีที่พ.ต.ท.สันธนะเดินลงมาจากห้องคุมขัง

มีสีหน้ายิ้มแย้ม และชูมือที่ถูกใส่กุญแจมือให้สื่อมวลชนได้บันทึกภาพ พร้อมกล่าวว่า เมื่อคืนนอนหลับฝันดี เพราะที่ สน.ดอนเมืองก็เคยเป็นที่ทำงานเก่าสมัยเป็นสารวัตรสืบสวน สน.ดอนเมืองและไม่กังวลเรื่องคดี ส่วนตนรู้มาว่ามีคำสั่งพิเศษจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ใส่กุญแจมือ เปรียบเหมือนนาฬิกา ยี่ห้อโรเล็กซ์ และเป็นยี่ห้ออื่นไม่ได้ จึงยินดีทำตามความต้องการ และระบุต่อว่า "กูไม่ยอมพวกมึง ไม่มีวัน"ก่อนจะยกมือไหว้สื่อมวลชนที่มารอทำข่าว ก่อนเดินขึ้นรถตู้ ไปศาลอาญารัชดาฯ ทันที

ต่อมา เวลา 09.09 น. ที่ศาลอาญา รัชดาฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดอนเมือง ได้ควบคุมตัว พ.ต.ท.สันธนะมาส่งฟ้องฝากขังผลัดแรก โดยทันทีที่ลงจากรถตู้ พ.ต.ท.สันธนะได้ชูมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมกล่าวว่า"นี่เป็นออร์เดอร์ ผมเป็นลูกค้าวีไอพีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วเมื่อกี้มีคำสั่งพิเศษว่าให้กลับไปที่สถานีตำรวจใหม่อีกรอบหนึ่ง เมื่อคืนผมมีคนของผมดูแลก็เรียบร้อยดี ขอบคุณทุกท่านที่เป็นห่วงได้เตรียมหลักทรัพย์มาพร้อม ผมมั่นใจในกระบวนการศาลยุติธรรม ผม

ไม่ได้กระทำผิดอะไร ถ้าประเทศนี้ แผ่นดินนี้ คนไม่ได้กระทำผิด แล้วถูกกระทำแบบผม ประชาชนสังคมจะอยู่ได้ไหม มีพ่อค้าแม่ค้า 8 ราย มาบอกว่าผมไปรีดเก็บเงิน ไถเงิน เดือนละ 1,500 บาท เมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา ผมได้รับรายชื่อ 8 เดนนรกแล้ว ผมดำเนินการฟ้องร้องพ่อค้าแม่ค้าพวกนี้กลับแน่ คนอย่างผม ผมดูชื่อ ผมไม่เคย เขาขายอยู่ตรงไหนร้านไหน ผมไม่เคย ไม่รู้จัก เป็นเรื่องจริงที่ 8 หมาย ไม่มีผู้เสียหายมันเป็นกระบวนการที่ผิดปกติไปทุกขั้นตอน ผมไม่มีวันยอมพวกคุณ"

ด้าน นายอภิชาติ ครัวเชื้อ ทนายความ พ.ต.ท.สันธนะได้เตรียมยื่นประกันตัวเป็นเงินสด 8 แสนบาท ส่วนที่จะมีการแจ้งข้อหา พ.ต.ท.สันธนะเพิ่มหลังจากมีพ่อค้าแม่ค้ามาแจ้งความนั้น เห็นว่าเรื่องการแจ้งข้อหาเพิ่ม ต้องมีการสอบสวนก่อน จึงจะแจ้งข้อหาเพิ่มได้ หลังจากนี้ก็จะต้องดูว่าหากยื่นประกันตัว แล้วศาลอนุญาตให้ประกันตัว ทางพนักงานสอบสวนจะมาเชิญตัวไปสอบสวนหรือไม่ หากเชิญไปสอบสวนก็เชื่อว่า พ.ต.ท.สันธนะมีความพร้อมที่จะไป แต่ถ้าหากจะมีการอายัดตัวก็จะต้องมีหมายมาด้วย ซึ่งในการยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวนั้น ได้ยื่นคำร้องไปว่าหากมีการขอออกหมายจับ พ.ต.ท.สันธนะ จึงขอศาลพิจารณาไม่ออกหมายจับ หากมีการแจ้งข้อหาเพิ่มอีก เนื่องจากตัวของ พ.ต.ท.สันธนะอยู่ในอำนาจศาลจากการฝากขังอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะต้องออกหมายอีก ส่วนเรื่องการฟ้องกลับกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า 8 รายนั้น ยังไม่ได้คุยรายละเอียดกัน แต่ตนนั้นยังไม่เห็นด้วย อยากให้มีการสู้คดีนี้ให้เรียบร้อยก่อน

"พ.ต.ท.สันธนะไม่ได้กังวลอะไร แต่จากการสอบสวนเมื่อวาน รายละเอียดการบรรยายพฤติการณ์ในหมายจับทั้ง 8 ใบ มีการบรรยายรายละเอียดว่ามีการเรียกเก็บเงิน กรรโชกทรัพย์กี่ครั้ง ซึ่งหมายจับใบหนึ่ง เฉลี่ยแล้ว 25 ครั้ง คดีนี้อัตราโทษสูงสุด 5 ปี ลองเอา 25 คูณ 5 เข้าไปคดีหนึ่งร้อยกว่าปี แล้ว 8 คดี เป็นพันปีซึ่งเรื่องนี้เกิดจากการขัดกับผู้มีอำนาจของรัฐ ซึ่ง พ.ต.ท.สันธนะก็ให้บันทึกไว้อยู่ในคำให้การว่าเรื่องราวความขัดแย้งเป็นยังไง เหตุเกิดตรงไหนขัดแย้งกับใครบ้างมีการวิวาทะกัน ร้องเรียนกันจนมามีการบุกค้นตลาดและถูกจับคดีนี้ พวกเราไม่เคยสังเกตเห็นเหรอว่าตลาดมีตั้งมากมายลักษณะนี้ และเป็นการกระทำที่เกินขอบเขตของกฎหมายหรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวแล้วเอาอำนาจรัฐใช้กฎหมายมากระทำแบบนี้ขนาดเป็นคนมีชื่อเสียงเป็นตำรวจเก่ารู้เชิงกันยังโดนแบบนี้ถ้าเป็นคนธรรมดาจะโดนอย่างไร"

ต่อมา ศาลได้พิจารณาคำร้องและหลักทรัพย์ แล้วมีคำสั่งให้ พ.ต.ท.สันธนะประกันตัวไป โดยตีราคาประกัน 3 แสนบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไข ห้ามไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานในคดี และห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

ที่สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตารอง ผบ.ตร. ได้เรียกประชุมพนักงานสอบสวนสืบสวน เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีการปรามปราบผู้มีอิทธพล ทั้งในส่วนการติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่ร่วมกับ พ.ต.ท.สันธนะฐานความผิดร่วมกันกรรโชกทรัพย์ และการรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม หลังจากมีพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดใหม่ดอนเมืองเข้ามาแจ้งความเพิ่มอีก 22 คนพล.ต.อ.วิระชัย กล่าวถึงกรณีที่พนักงานสอบสวนนำตัว พ.ต.ท.สันธนะฝากขังที่ศาลอาญา ว่า ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัว ด้วยเหตุผลหลายประการเริ่มตั้งแต่ผู้ต้องหามีพฤติการณ์ที่จะหลบหนี เพราะขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมต้องใช้วิธีการสืบสวน และผู้ต้องหามีการกระทำความผิดต่อเนื่องต่างกรรมต่างวาระอีกจำนวนมาก ขณะนี้มีผู้เสียหายมายืนยันความเสียหายแล้วมากกว่า 100 ราย ซึ่งจะต้องดำเนินกับกลุ่มผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีกต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีความผิดที่มีอัตราโทษหนักอีกหลายคดี ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการของพนักงานสอบสวน เมื่อผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวอาจจะหลบหนี และเกรงว่าผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และในกลุ่มผู้ต้องหาเองที่ยังไม่ได้ถูกออกหมายจับอีกหลายคนทางเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการรวบรวมพยาน หลักฐานเพื่อขอออกหมายจับเพิ่มเติม ถ้าผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวมาอาจทำให้เกิดความยุ่งยาก ในการสืบสวนสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานกับการออกหมายจับบุคคลที่เหลือ รวมทั้งเป็นอุปสรรคต่อพยานหรือผู้เสียหายที่จะมาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน เพราะเกิดความหวาดกลัว จึงคัดค้านการประกันตัว

พล.ต.อ.วิระชัย เปิดเผยเพิ่มเติมว่านอกจาก 8 ข้อกล่าวหาที่พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.สันธนะแล้ว ยังมีอีกหลายข้อหาที่เตรียมจะแจ้งเพิ่ม ถึงแม้ว่าจะผัดฟ้องฝากขังแล้วก็ยังสามารถดำเนินการได้ ส่วนผู้ต้องหารายอื่นๆ ที่ยังไม่สามารถจับกุมได้ ได้มอบหมายให้พ.ต.อ.นพศิลป์ ภู่สาระ รองผู้บังคับการสืบสวนนครบาล เป็นหัวหน้าทีมในการสืบสวนติดตามผู้ต้องหาที่เหลือ ทราบว่าขณะนี้กลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับที่เหลือได้หลบหนีออกนอกพื้นที่ไปหลบซ่อนตัวอยู่ตามต่างจังหวัด บางรายหลบซ่อนอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนอย่างไร

ก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้ประสานกับด่านตรวจคนเข้าเมืองสกัดกั้นการหลบหนีออกนอกประเทศ อยู่ระหว่างการติดตามอย่างใกล้ชิด

ส่วนกรณีที่พ.ต.ท.สันธนะ กล่าวว่าจะแจ้งความเอาผิดกับผู้เสียหายที่แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างน้อย 8 คนนั้น ขอให้ความมั่นใจกับผู้เสียหายในคดี

นี้และให้ความมั่นใจกับพยานว่าทุกคน จะไม่ถูกดำเนินคดี ใครก็ตามที่ฟ้องกลับผู้เสียหายที่แท้จริงบุคคลผู้ฟ้องจะเป็นผู้ผิดกฎหมายเสียเองในฐานแจ้งความเท็จและเบิกความเท็จหรือฟ้องคดีอันเป็นเท็จและที่ พ.ต.ท.สันธนะ กล่าวอ้างว่าผู้เสียหายที่มาแจ้งความไม่ใช่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดดอนเมืองจริงนั้น ยืนยันว่าเป็นผู้เสียหายจึงมีการจ่ายเงินจริงพนักงานสอบสวนเรามีวิธีการตรวจสอบว่าความจริงเป็นเช่นไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า พ.ต.ท.สันธนะ ยืนยันว่า การที่เขาถูกจับกุมครั้งนี้เนื่องจากถูกกลั่นแกล้งที่ไปมีข้อพิพาทกับตำรวจบางนายข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร พล.ต.อ.วิระชัย ตอบว่า การเริ่มต้นคดีนี้ เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นสินค้า ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพชีวิตประชาชน ขณะนี้แพทย์ได้ลงความเห็นแล้วว่าการเสียชีวิตของประชาชนหลายรายเกิดจากยาอันตรายดังกล่าวจึงได้เข้าตรวจค้นแหล่งจำหน่ายซึ่งเป็นศูนย์กลางคือตลาดใหม่ดอนเมือง ระหว่างการตรวจค้นมีผู้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่จึงทำการตรวจสอบเชิงลึก เหตุใด พ.ต.ท.สันธนะ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับพ่อค้าแม่ค้า ถึงมาขัดขวางการทำงานจึงทราบว่า พ.ต.ท.สันธนะ มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของตลาดใหม่ดอนเมือง เมื่อสอบลึกลงไปจึงทราบว่ามีกลุ่มคน 15-20 คน มีพฤติกรรมการกรรโชกทรัพย์พ่อค้าแม่ค้า จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับดังกล่าวการดำเนินการทั้งหมดจึงไม่เกี่ยวข้องกับการพิพาทกับใครทั้งสิ้น เราดำเนินการตามพยานหลักฐานที่มีตามข้อเท็จจริงที่ผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ คดีนี้จึงเกิดจากความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

รอง ผบ.ตร. เปิดเผยต่อว่า ส่วนความคืบหน้าการดำเนินคดีเมจิกสกินอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน และเรียกพยานที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำและเร่งรัดผลการตรวจพิสูจน์สินค้าเมจิกสกินเมื่อผลพิสูจน์ออกมาแล้ว เราก็จะได้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ขณะที่ พล.ต.ต.ปองพล เอี่ยมวิจารณ์รองโฆษกสตช. กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีกลุ่มพ่อค้า แม่ค้า กลุ่มผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อเนื่อง และยังมีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์เพิ่มอีก 22 ราย ส่วนใหญ่อ้างว่าถูก พ.ต.ท.สันธนะ กรรโชกทรัพย์ รายละ1,000-100,000 บาท ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนเตรียมแจ้งข้อหากับ พ.ต.ท.สันธนะกับพวกข้อหากรรโชกทรัพย์ ประกอบกับเป็นความผิดที่ต่างกรรมต่างวาระ และข้อหาอื่นๆ อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน หากพบว่าเข้าข่ายความผิดอื่นก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

วันเดียวกัน นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตรรองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่าในวันที่ 15 พ.ค.นี้ ทาง กสทช. จะนำรายชื่อ URL ที่มีการเผยแพร่โฆษณาที่ผิดกฎหมายผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ที่ได้รับจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ส่งมอบให้กับผู้ให้บริการเชื่อมต่อเข้าระบบอินเตอร์เน็ต (ไอเอสพี) ที่ กสทช.กำกับดูแลทั้ง 25 ราย ซึ่งได้มีการหารือร่วมกับไอเอสพีแล้วในวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยไอเอสพีรายใหญ่ ทั้ง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)หรือ เอไอเอส บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็สคอมมูนิเคชั่นจำกัด (มหาชน) หรือดีแทคบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)หรือทรู เป็นต้น ซึ่งครอบคลุมการให้บริการกว่า 90% ของตลาดเข้าร่วมประชุม ซึ่งจากนั้นไอเอสพีจะเป็นผู้ปิดการเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว

นายก่อกิจ ระบุต่อว่า ปัจจุบันผู้บริโภคนิยมเสพข้อมูลข่าวสารจากอินเตอร์เน็ตเป็นหลัก จึงต้องมีการเรื่องการเผยแพร่โฆษณาที่ผิดกฎหมายผ่านช่องทางนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ทาง กสทช. ไม่มีอำนาจไปปิดเว็บไซต์ต่างๆ แต่สามารถประสานงานนำข้อมูลเว็บไซต์ที่มีการเผยแพร่โฆษณาที่ผิดกฎหมายส่งต่อให้ไอเอสพีปิดได้ ขณะที่การโฆษณาผ่านเฟซบุ๊กหรือยูทูบ นั้น ต้องให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นคนประสานงานเพื่อให้มีการนำการเผยแพร่โฆษณาที่ผิดกฎหมายออกจากช่องทางเหล่านี้ แต่ก็ไม่สามารถดูแลได้เบ็ดเสร็จเพราะข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาใส่ใหม่ได้ตลอดเวลาและแพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายไทย นอกจากนี้ เทคโนโลยีต่างๆ เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่กฎหมายจะคุมทัน

ประกาศใช้พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 13 พ.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 เพื่อให้การกำกับและการควบคุมการดำเนินกิจกรรมและการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และดำเนินกิจกรรมและการประกอบธุรกิจดังกล่าวมีความโปร่งใส อันจะเป็นประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศและการคุ้มครองผู้ลงทุนและประชาชนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้สินทรัพย์ดิจิทัล ได้แก่ "คริปโทเคอร์เรนซี" คือหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งถูกสร้างขึ้นบนระบบหรือ เครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ที่จะใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้า บริการ หรือสิทธิอื่นใด หรือแลกเปลี่ยนระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัล หรือหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศ ส่วน "โทเคนดิจิทัล" คือ หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ที่กำหนดสิทธิของบุคคลในการเข้าร่วมลงทุนในโครงการหรือกิจการใด ๆ หรือกำหนดสิทธิในการได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการหรือสิทธิอื่นใดที่เฉพาะเจาะจง

สำหรับสาระสำคัญของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ ได้แก่ กำหนดการเสนอขายโทเคนดิจิทัลที่ออกใหม่ต่อประชาชน ต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีสิทธิทำได้เฉพาะนิติบุคคลประเภทบริษัท จำกัด หรือบริษัท มหาชน จำกัด และต้องได้รับอนุญาต จาก รมว.คลัง ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ก.ล.ต. เมื่อปรากฏว่าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล มีฐานะทางการเงินหรือการดำเนินงาน ที่เกิดความเสียหายแก่ประชาชน หรือฝ่าฝืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คณะกรรมการ ก.ล.ต. อาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ถูกเพิกถอนการอนุญาต อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ก่อนวันที่ พ.ร.ก.นี้ใช้บังคับ และเป็นธุรกิจที่ต้องขออนุญาตตามพระราชกำหนด หากจะดำเนินกิจการต่อไปให้ยื่นคำขออนุญาตตามที่บัญญัติไว้ ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่มีผลใช้บังคับ และเมื่อยื่นคำขออนุญาตแล้วให้ดำเนินกิจการต่อไปได้จนกว่าจะมีคำสั่งไม่อนุญาต โดยราชกิจจาฯได้กำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนหรือกระทำการโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษทั้งจำคุกและปรับ.

ป.ป.ช.โชว์ทรัพย์สิน'บิ๊กอ๊อด' - ข่าวสด ฉบับวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง และคู่สมรส กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิก สนช. เมื่อวันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยแจ้งว่ามีทรัพย์สินทั้งหมด 358,683,700 บาท เป็นทรัพย์สินของพล.ต.อ.สมยศ 262,802,209 บาท คู่สมรส 95,881,491 บาท ทั้งนี้พล.ต.อ.สมยศ ระบุว่ามีหนี้สินเป็นเงินกู้จากธนาคารและสถาบันอื่น 3,313,473 บาท จึงมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 355,370,227 บาท

โดยตอนรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2557 พล.ต.อ.สมยศและคู่สมรสมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 355,857,726 บาท เป็นทรัพย์สิน 374,679,849 บาท หนี้สิน 18,822,122 บาท เมื่อเทียบระหว่างเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง พบว่ามีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินลดลง 487,499 บาท โดยทรัพย์สินลดลง 15,996,149 บาท หนี้สินลดลง 15,508,649 บาท

สำหรับหนี้สินของพล.ต.อ.สมยศ ซึ่งเป็นเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น ลดลง 10,633,973 บาท ส่วนคู่สมรสไม่มีหนี้สิน ทั้งที่แจ้งไว้เมื่อเข้ารับตำแหน่งมีหนี้สินเป็นเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น 4,874,676 บาท ซึ่งพล.ต.อ.สมยศ ไม่ได้แจ้งเรื่องกู้ยืมเงินหรือการคืนเงินนายกำพล วิระเทพสุภรณ์ ผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ อาบอบนวด วิคตอเรีย ซีเครท มูลค่า 300 ล้านบาท ไว้ในบัญชีทรัพย์สินในส่วนของหนี้สินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือหรือหนี้สินอื่น

นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาฯ ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีไม่ปรากฏหลักฐานการยืมและคืนเงิน 300 ล้านบาทให้นายกำพลนั้น เบื้องต้นให้พล.ต.อ.สมยศ ชี้แจงข้อมูลมาซึ่งได้ส่งคำชี้แจงมาแล้วในสัปดาห์นี้

รบ.ให้รพ.ราชวิถี-องค์การเภสัช จัดซื้อวัคซีนใช้ในปท. ป้องกันปัญหาทุจริต - แนวหน้า ฉบับวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ วัคซีนแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2561 จากนั้น พล.อ.ฉัตรชัย ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมฯว่า ที่ประชุมกำหนดแนวทางในการจัดหาวัคซีนใช้ในประเทศ โดยเดิมมีการแยกกันจัดหา ทำให้คุณภาพและราคาที่ได้แตกต่างกัน เพื่อลดปัญหาดังกล่าวที่ประชุมฯ จึงมอบหมาย ให้ รพ.ราชวิถีและองค์การเภสัชกรรม เป็นผู้ดำเนินการ จัดหาวัคซีนทั่วไปปีต่อปี ส่วนวัคซีนที่หายากจำเป็นจะต้องใช้ระยะเวลา เนื่องจากไม่สามารถสั่งซื้อได้เป็นรายปี ตนจึงสั่งการว่า การจัดซื้อจะต้องไม่เกิน 3 ปี โดยต้องดูวิธีการสั่งซื้อ เพราะวัคซีนบางตัวมีผู้ประกอบการเพียง 2 รายเท่านั้น ขณะที่เรื่อง งบประมาณต้องจัดหาต่อเนื่องเป็นระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี ทั้งนี้ หากทำสำเร็จจะเกิดประโยชน์กับประเทศอย่างมาก เพราะการจัดซื้อรวมทำให้ได้ราคาต่ำลง และหากจัดซื้อในระยะยาวจะช่วยทำให้ประเทศไม่ขาดแคลนวัคซีน อย่างไรก็ตาม ในเดือนก.ค.หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องจะต้องมารายงานสรุปเรื่องดังกล่าวให้ตนรับทราบด้วย เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาการจัดซื้อวัคซีนมีปัญหาในเรื่องการทุจริต พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า เมื่อ เราดำเนินการแบบนี้ จะมีหน่วยงานที่เข้าไปตรวจสอบ ได้ทันที แต่ถ้าจัดซื้อจากหลายที่อาจมีปัญหาเรื่องคุณภาพ ราคา จนทำให้เกิดความลักลั่นกันจนเกิดปัญหา

SPECIAL SCOOP: รุมกินโต๊ะ'พงศ์พร'-ศิษย์พระผู้ใหญ่นำ ทีม! - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ถล่ม "พงศ์พร" เป็นระลอก หลังแตะ 3 กรรมการในมหาเถรสมาคม ทั้งเสนอ "ปลด-ทุบหลังบ้าน-วางยา" ฆราวาสหน้าคุ้น ๆ เดินเครื่องแทนพระผู้ใหญ่ กลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดินเดินตามแนวศูนย์พิทักษ์ฯ วิชัย-สมนึก สัมพันธ์คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ ที่เคยโดดมาปกป้องวัดพระธรรมกาย จนวัดต้องออกแถลงการณ์ไม่เกี่ยวข้อง งานนี้วัดใจรัฐบาลอุ้มหรือลอยแพพงศ์พร

แรงต้านพันตำรวจโทพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) นับวันจะมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากแจ้งกล่าวโทษต่อพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูป เมื่อ 11 เมษายน 2561 โดย 3 รูปแรกเป็นกรรมการในมหาเถรสมาคม ประกอบด้วย พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดสัมพันธวงศาราม กรรมการ มส.พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรรมการ มส. และเจ้าคณะภาค 10

เริ่มที่กลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน นำโดย ดร.จรูญ วรรณกสิณานนท์ ศิษย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้ศึกษาเรื่องการปฏิเสธอัตตาในพระพุทธศาสนาเถรวาท ที่ยื่นเรื่องต่อกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) และที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เมื่อ 24 เมษายน 2561 เพื่อเอาผิดต่อพันตำรวจโท พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ในความผิด มาตรา 157 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีได้เข้าร้องทุกข์กล่าวหาพระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูปมีส่วนเกี่ยวข้องการทุจริตเงินทอนวัด

* ถล่มหลังบ้านพงศ์พร

ตามมาด้วย 2 พฤษภาคม 2561 องค์กรส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาพร้อมเครือข่ายองค์กรชาวพุทธ (อสคพ) โดยนายวิชัย ประเสริฐสุดศิริ ผู้ประสานงาน อสคพ พร้อมด้วยเครือข่ายองค์กรชาวพุทธ ร่วมกันยื่นหนังสือต่อสำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติ ท้วงถามการเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถานประเทศอินเดีย-เนปาล ของ นางกนิษฐา พราหมณ์เสน่ห์ ภรรยาพันตำรวจโทพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ด้วยงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระหว่าง 29 มีนาคม-5 เมษายน 2561

แม้ว่า 3 พฤษภาคม 2561 ทางสำนักพุทธฯ ได้ออกมาชี้แจงเรื่องดังกล่าวว่า นางกนิษฐา เป็นบุคคลหนึ่งซึ่งสนับสนุนและทำประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา จึงมีคุณสมบัติตามประกาศและวัตถุประสงค์ของการจัดสรรงบประมาณดังกล่าว และในการประชุมคณะกรรมการ คัดเลือก ฝ่ายเลขานุการได้เสนอชื่อนางกนิษฐา

แต่ 7 พฤษภาคม 2561 องค์กรส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา พร้อมด้วยเครือข่ายองค์กรชาวพุทธ เดินหน้าต่อด้วยการเข้ายื่นหนังสือต่อประธาน กรรมการ ป.ป.ช. เรื่อง การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการของพันตำรวจโท พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพุทธฯ กรณีการเดินทางไปนมัสการ สังเวชนียสถานของนางกนิษฐา พราหมณ์เสน่ห์ ภรรยาพันตำรวจโทพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ด้วยงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

* วางยาคำถวายรายงาน

ในวันเดียวกันนั้น ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้มีการจัดประชุม พระสังฆาธิการทั่วประเทศ โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จมาเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้กราบทูลถวายรายงาน

แต่ปรากฏว่าเมื่อใกล้ถึงกำหนดการได้มีผู้เสนอเอกสารอื่นมาให้พิจารณาแทน ไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับคำกล่าวกราบทูลถวายรายงานแต่อย่างใด ทำให้ผู้อำนวยการ สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ ไม่มีข้อมูลกราบทูลถวายรายงานได้อย่างเพียงพอและถูกต้อง เป็นเหตุให้พิธีเปิดการประชุมไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงมีการตั้งคณะกรรมการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมา

หลังจากนั้นเครือข่ายขององค์กรต่างๆ ที่ออกมาปกป้องพระเถระชั้นผู้ใหญ่ก็แพร่เหตุการณ์ดังกล่าวพร้อมด้วยคำตำหนิติเตียน มีทั้งเอกสารที่พงศ์พรอ่านและคลิปที่ถวายรายงาน

* สายหนุนศูนย์พิทักษ์ฯ

เป็นอันว่านับตั้งแต่พันตำรวจโทพงศ์พรกล่าวโทษพระผู้ใหญ่ระดับกรรมการมหาเถรสมาคม โดนเอาคืนแล้ว 3 เรื่อง ทั้งยื่นเรื่องว่าผิดมาตรา 157 เปิดประเด็นเรื่องหลังบ้าน รวมถึงวางยาเรื่องเอกสารถวายรายงาน เป้าหมายคือลดความน่าเชื่อถือของผู้อำนวยการ สำนักพุทธฯ ลง เพื่อหวังให้รัฐบาลเปลี่ยนตัวพงศ์พรออกจากตำแหน่ง

เมื่อไล่เรียงแต่ละเหตุการณ์ เริ่มที่ ดร.จรูญ วรรณกสิณานนท์ จากกลุ่มชาวพุทธ พลังแผ่นดิน เคยยื่นหนังสือต่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอให้ชะลอหรือระงับร่าง พระราชบัญญัติส่งเสริมการฮัจญ์ เมื่อปี 2559 และยื่นเรื่องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้ มีคำสั่งว่าตราสัญลักษณ์ฮาลาลเป็นสิ่งผิดกฎหมายพร้อมเพิกถอนตราสัญลักษณ์ฮาลาล ออกจากสินค้าทั้งหมดทั่วราชอาณาจักร เมื่อ 10 มีนาคม 2560

แนวทางต่อต้านต่างศาสนาของกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน สอดรับกับองค์กรอื่นๆ ที่สนับสนุนวัดพระธรรมกาย เช่น สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย เพจตื่นเถิดชาวพุทธ และศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศ ที่สนับสนุนแนวทางของวัดพระธรรมกาย

จนสำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกายต้องออกมาปฏิเสธเมื่อ 13 มีนาคม 2560 ว่า กรณีมีข่าวอ้างว่ากลุ่มลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ร้องศาลปกครอง เรียกร้องถอนตรา ฮาลาลนั้น วัดพระธรรมกาย ขอปฏิเสธว่า ไม่เป็นความจริงแต่ประการใด

* หน้าเก่าที่เคยร้องพระพุทธะอิสระ

ส่วนกลุ่มองค์กรส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา โดยนายวิชัย ประเสริฐสุดศิริ และเครือข่ายชาวพุทธเพื่อคุ้มครองส่งเสริมพระพุทธศาสนา (คพศ.) มีนายสมนึก ระฆัง เป็นประธาน ที่เปิดเรื่องภรรยาพันตำรวจโทพงศ์พร เดินทางไปอินเดียเนปาล ด้วยงบของสำนักพุทธฯ นั้น

เคยยื่นเรื่องต่อกองปราบปรามเมื่อ 10 เมษายน 2560 เพื่อกล่าวโทษ พระสุวิทย์ ธีรธฺมโม หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จังหวัดนครปฐม ได้ประกอบ พิธีปลุกเสกพระนาคปรก ที่ด้านหลังของพระมีการอัญเชิญพระปรมาภิไธย ภปร. ซึ่งเป็น การกระทำที่อาจเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ส่วนนายสมนึก ยังเป็นประธานเครือข่ายชาวพุทธ ยะลา เคยเรียกร้องให้รัฐบาลใช้ มาตรา 44 ควบคุมสถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้ เมื่อ 3 มีนาคม 2560 หลังเกิดเหตุร้ายกับชาวพุทธ

กลุ่มนายวิชัยทำงานร่วมกับนาวาเอก (พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ เลขาธิการ พรรคอธิปไตยปวงชนชาวไทย (พรรคที่ยังไม่ได้จดทะเบียน) ซึ่งเคยออกมาปกป้อง วัดพระธรรมกายเมื่อครั้งที่ถูกรัฐบาลใช้มาตรา 44 ควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกาย เครือข่ายนี้ยังมีพระอาจารย์สิทธิ์ศักดิ์ สิรินันโท ภิกขุ ที่สนับสนุนกิจกรรมของวัดพระธรรมกายและมีความเห็นต่อพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ในทิศทางเดียวกับกลุ่ม

ในเรื่องนี้ทางวัดพระธรรมกายได้ออกมาปฏิเสธเมื่อ 3 พฤษภาคม 2561 ว่าไม่เกี่ยวข้องกับข่าวเช็กบิลมือปราบเงินทอนวัด ตามที่มีสื่อมวลชนบางสำนักนำเสนอข่าวว่า ธรรมกายเชือดพงศ์พร เอื้อเมีย ผิดจรรยาบรรณ โดยผู้ดำเนินรายการเข้าใจว่าเป็นการกระทำของ เครือข่ายวัดพระธรรมกาย วัดพระธรรมกายขอปฏิเสธว่าวัดไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำตามที่ปรากฏในข่าวแต่อย่างใด

* ที่แท้สายปกป้องธรรมกาย

ทั้ง 2 กลุ่มที่ยื่นเรื่องให้มีการตรวจสอบพันตำรวจโทพงศ์พร ล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมกับวัดพระธรรมกาย เห็นได้จากหลวงปู่พุทธะอิสระ ได้โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อ 11 เมษายน 2017 ว่า น.อ.(พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ คนนี้แหละมาขอพบฉันเพื่อเคลียร์ปัญหากรณีธรรมกาย ฉันยังจำบทสนทนาที่นายทหารคนนี้ มาพูดกับฉันได้ขึ้นใจ ช่วงหนึ่งเขาถามฉันว่า มีทางใดบ้างที่จะอยู่ร่วมกันได้โดยไม่มีข้อ ขัดแย้ง

ฉันตอบกลับไปว่า มี 2 ทาง คือ 1. ธรรมกายต้องเปลี่ยนแปลงตนเองและคำสอน ให้ตรงต่อหลักพระธรรมวินัยอย่างซื่อตรง สันโดษ ยินดีในสิ่งที่พึงมีพึงได้ ไม่ใช่มักมาก อยากได้ ขายบุญ ขายสวรรค์ ไม่เลิกเช่นนี้ 2. หากเปลี่ยนไม่ได้ก็ให้ประกาศแยกนิกายออกไปเลย

ในเวลาต่อมานายทหารคนนี้แหละที่พยายามออกมาแก้ตัวให้กับธรรมกายบ่อยครั้ง ในช่วงที่ดีเอสไอปิดล้อมธรรมกายอยู่ ทีนี้ท่านทั้งหลายคงจะกระจ่างแล้วใช่ไหมว่า นายวิชัย ประเสริฐสุดสิริ ตัวแทนองค์กรส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา และ น.อ.(พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ เลขาพรรคอธิปไตยปวงชนชาวไทย(เถื่อน) กับลัทธิผีบุญทำจนตัวตาย มันมีเส้นสายเชื่อมสัมพันธ์กันอย่างไร

ส่วนกรณีที่มีการวางยาเรื่องเอกสารถวายรายงานต่อสมเด็จพระสังฆราช เมื่อ วันที่ 7 พฤษภาคม 2561 นั้น เป็นเรื่องของข้าราชการภายในสำนักพุทธฯ ที่ส่วนหนึ่งยังเป็นขั้วอำนาจเดิมมุ่งรับใช้พระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม ต้องการทำให้เกิดภาพในด้านลบ ต่อ พงศ์พร

เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มที่ออกมาเดินเครื่องชนพงศ์พรนั้น เคยเรียกร้องเรื่องต่างๆ ตามแนวทางของกลุ่มในช่วงที่วัดพระธรรมกายถูกมาตรา 44 ควบคุมพื้นที่ในช่วงปี 2560 และคราวนี้ออกมาเคลื่อนไหวพร้อม ๆ กัน

ตอนนี้คุณพงศ์พรโดนถล่มหนัก เพราะไปแตะพระผู้ใหญ่ที่เป็นกรรมการในมหาเถรสมาคม และน่าจะมีการงัดเรื่องต่าง ๆ ออกมาทำลายความน่าเชื่อถือกันอีก แถมยังมี สายสระเกศทั้ง โฆสิต สุวินิจจิต และ พิศิษฎ์ ลีลาวัชโรภาส อดีตผู้ว่าการ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เป็นกองหนุนอีกแรง ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะสนับสนุนผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ ต่อไปหรือไม่ .

รายงาน: 'ทักษิณ'ติดบ่วงคดีทีพีไอ แทรกแซงฟื้นฟู-ฮุบกิจการ - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ผ่านไปเกือบ 8 ปี ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ตัดสินใจให้เจ้าหน้าที่สำนักงานป.ป.ช. ส่งฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กรณีฟื้นฟูกิจการทีพีไอ

คดีนี้บอร์ดป.ป.ช.ชุดเดิม ชี้มูลความผิดแล้วตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 กรณีนายทักษิณ เมื่อครั้งเป็นนายกฯ ใช้อำนาจกำกับควบคุมหน่วยงานของรัฐในฝ่ายบริหารทั้งหมด ให้ความเห็นชอบและยินยอมให้กระทรวงการคลัง เข้าเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัท อุตสาหกรรม ปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (ทีพีไอ) ตามที่รัฐมนตรีคลังหารือ โดยรายชื่อคณะกรรมการบริหารแผนฟื้นฟูเป็นไปตามที่นายกฯเสนอ เข้าไปดำเนินการ

จึงเป็นการกระทำทั้งที่รู้อยู่ว่ากระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นส่วนราชการ ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จะเข้าไปเป็นผู้บริหารแผนกิจการหรือจัดการทรัพย์สินให้กับบริษัทเอกชนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่กระทรวงการคลังและเสียหายต่อระบบราชการ จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และได้ส่งอัยการสูงสุดดำเนินคดี

กรณีนี้มีผู้กระทำผิด 2 ราย อีกรายคือ นายสุชาติ เชาว์วิศิษฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขณะนั้น แต่ถึงแก่กรรมเสียก่อน จึงดำเนินการต่อเฉพาะนายทักษิณ

แต่ทางฝ่ายอัยการสูงสุดเห็นแย้ง จึงแต่งตั้งคณะทำงานผู้แทนฝ่ายอัยการสูงสุดและฝ่ายคณะกรรมการ ป.ป.ช.ขึ้น เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานร่วมกัน ปรากฏว่าคณะทำงานดังกล่าว ไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับการฟ้องร้องคดีได้นับแต่นั้น

ป.ป.ช.จึงฟ้องคดีนี้เพิ่มบ่วงคล้องคอ นายทักษิณ อีก 1 คดี ซึ่งต้องลุ้นระทึกว่า ที่สุดศาลจะมีคำพิพากษาเป็นอย่างไร แล้วอาจปลุก "ศึกชิงทีพีไอ" ภาค 2 ขึ้นมาอีกครั้ง

ย้อนอดีตทีพไอ

ชื่อทีพีไอในส่วนกิจการปิโตรเคมีถูกลบหายจากสารบบไปแล้ว โดยปัจจุบันอยู่ในชื่อ บมจ.ไออาร์พีซีนั้น ก่อตั้งโดย นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เมื่อปี 2521 ด้วยทุนเริ่มต้น 300 ล้านบาท และเติบโตควบคู่กับโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรืออีสเทิร์น ซีบอร์ด

ทีพีไอเติบใหญ่จนเป็น กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตปิโตรเคมีครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีสายการผลิตมากที่สุดในประ เทศไทย ครอบคลุมอุตสาหกรรม ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่กลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน ปิโตรเคมี โรงไฟฟ้า ปูนซีเมนต์ และท่าเทียบเรือน้ำลึกในจังหวัดระยอง ควบ คู่กับแปรสภาพจากธุรกิจของครอบครัวเลี่ยวไพรัตน์ เป็นบริษัทมหาชน เพื่อระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสถาบันการเงิน จนมีทรัพย์สินรวม 1.3 แสนล้านบาท จ้างงานกว่า 8 พันคน

กระทั่งเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ทีพีไอซึ่งมีหนี้เงินกู้ต่างประเทศมหาศาล ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนทันทีกว่า 6.9 หมื่นล้านบาท ภาระหนี้กระโดดพรวดเป็น 1.33 แสนล้านบาท หรือราว 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อัตราแลกเปลี่ยนที่ไหลไปถึง 48 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

อาณาจักรธุรกิจที่กำลังสุกใส พลิกผันกลายเป็นลูกหนี้รายใหญ่ที่สุดของประเทศ ตกหล่มวิกฤติครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย และอาเซียน

มีเจ้าหนี้สถาบันการเงินทั้งไทยและเทศรวมกันกว่า 150 ราย แบ่งเป็นเจ้าหนี้ในประเทศ 1,200 ล้านดอลลาร์ มากสุดคือแบงก์กรุงเทพ และเจ้าหนี้ต่างประเทศ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รายใหญ่ อาทิ บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (ไอเอฟซี)ธนาคารส่งออกและนำเข้าสหรัฐฯ แบงก์ออฟอเมริกา และซิตี้แบงก์

การต่อสู้ระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้เป็นไปอย่างเข้มข้น นายประชัย ขอให้แบงก์ "แฮร์คัต" ตัดลดหนี้ เช่นเดียวกับกิจการเอกชนอื่นที่เผชิญวิกฤติ เจ้าหนี้ต้องการแปลงหนี้เป็นหุ้น เพราะเห็นว่ากิจการยังมีศักยภาพทำรายได้มาชดใช้หนี้เดิม แต่จะมีผลให้เจ้าของเดิมกลายเป็นหุ้นข้างน้อย นายประชัย โวยถูกจ้องฮุบกิจการ ต่างฝ่ายต่างตั้งป้อมต่อสู้ มีคดีฟ้องร้องกันไปมานับร้อยคดี บริษัทไม่สามารถบริหารไปได้ ที่สุดศาลล้มละลายสั่งอีพี หรือเอฟเฟกทีฟ แพลนเนอร์ ตัวแทนฝ่ายเจ้าหนี้ พ้นการบริหารแผน

รัฐบาลทักษิณเข้าแทรก

ยุครัฐบาลทักษิณยื่นมือเข้ามาแทรก เป็นที่มาของหนังสือกระทรวงการคลังขอความเห็นชอบยินยอมดังกล่าวข้างต้น โดยศาลล้มละลายกลาง มีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 ให้กระทรวงการคลังเป็นผู้บริหารแผนคนใหม่

คณะผู้บริหารแผนประกอบด้วย พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ อดีตผบ.สส. นายพละ สุขเวช นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา นายทนง พิทยะ และนายอารีย์ วงศ์อารยะ (ต่อมาตั้ง นายวีรพงษ์ รามางกูร ทำหน้าที่แทนนายทนง)

ภายใต้คณะผู้บริหารแผนชุดใหม่ เจ้าหนี้ยอมตัดลดหนี้ดอกเบี้ยลง 250 ล้านดอลลาร์ ส่วนหนี้เงินต้น 2,700 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นก้อนแรก 1,800 ล้านดอลลาร์ ยืดการชำระให้ 12 ปี อีกก้อน 900 ล้านดอลลาร์ ชำระด้วยหุ้นของ บมจ.ทีพีไอโพลีน กิจการในเครือที่ทีพีไอถืออยู่ และเงินที่ได้จากการขายหุ้นเพิ่มทุน

ทีพีไอลดทุนเพื่อล้างผลการขาดทุนสะสม และเพิ่มทุนใส่เม็ดเงินใหม่เข้ามา มี 4 พันธมิตรหลัก ในราคาหุ้นละ 3.30 บาท คือ บมจ.ปตท. เข้าถือหุ้น 30% ธนาคารออมสิน 10% กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) 10% และกองทุนวายุภักษ์ 10% รวมถึงขายหุ้นให้พนักงาน ได้เงินเพิ่มทุน 58,000 ล้านบาท หรือ 1,450 ล้านดอลลาร์ เพื่อไปชำระคืนเจ้าหนี้

"ประชัย" ต้านไม่เป็นผล

ขณะที่ประชัยก็ขัดขวางเต็มที่ ชี้ว่าผู้บริหารแผนชุดใหม่สร้างความเสียหายให้ทีพีไอ และไปจับมือกลุ่มซิติก กรุ๊ป จากจีนมาเป็นพันธมิตร ทำข้อเสนอแข่งจะชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ทันที 2,700 ล้านดอลลาร์ และขอซื้อหุ้นเพิ่มทุนในราคาหุ้นละ 5.50 บาท ชี้ว่าการขายหุ้นให้ 4 พันธมิตรข้างต้นทำให้ทีพีไอเสียหายกว่า 2 แสนล้านบาท

แต่ท้ายที่สุดศาลฎีกาตัด สินว่า นายประชัย ไม่มีสิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนก่อนกลุ่มปตท. คณะผู้บริหารแผนชุด พล.อ.มงคล เดินหน้าต่อ

26 เมษายน 2549 ศาลล้มละลายกลางสั่งให้ทีพีไอออกจากแผนฟื้นฟู วันรุ่งขึ้นมีการเรียกประชุมสามัญผู้ถือหุ้นทีพีไอ ประจำปี 2549 ทันที และมีมติตั้งกรรมการใหม่เพิ่มอีก 15 คน ประกอบด้วย 5 คนจากคณะผู้บริหารแผนชุด พล.อ.มงคลและกรรมการใหม่จากตัวแทน4 พันธมิตรร่วมทุนใหม่อีก 10 คน คือ

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ นายปรัชญา ภิญญาวัธน์ นายปิติ ยิ้มประเสริฐ นายวิสิฐ ตันติสุนทร นายเสงี่ยม สันทัด นางไพฑูรย์ พงษ์เกษร พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส พล.อ.พรชัยกรานเลิศ นายพชร ยุติธรรมดำรง และนายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา

ขณะที่นายประชัย ผู้บริหารเดิมนั้นถูกเตะโด่งพ้นตำแหน่งกรรมการบริษัท พร้อมกับที่ความเป็นเจ้าของทีพีไอปิโตรเคมี หลุดจากมือครอบครัว "เลี่ยวไพรัตน์" ไปในที่สุด โดยนายประชัย ยังคงตอกย้ำทุกเวทีว่า ถูกผู้มีอำนาจฮุบอาณาจักรแสนล้านของตน

ป.ป.ช.พบทำผาดหลายกรณี

นายวิชัย วิวิตเสวี อดีตกรรมการป.ป.ช. ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวน เคยกล่าว ว่า คดีนี้มีการกระทำผิดฝ่าฝืนหลายกรณี ส่วนกรณีการขาย หุ้นเพิ่มทุนของทีพีไอนั้นทางป.ป.ช.ไม่เกี่ยวข้อง ป.ป.ช.เพียงแต่พิจารณาว่ามีการใช้อำนาจรัฐเข้าไปเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูหรือไม่เท่านั้น อย่างอื่นไม่เกี่ยว

แม้จะยืดเยื้อมานาน แต่ท้ายที่สุดป.ป.ช.ก็มีมติฟ้องนายทักษิณว่า ปฏิบัติหน้าที่มิชอบยิน ยอมให้กระทรวงการคลังเข้าไปฟื้นฟูกิจการของเอกชนทั้งที่ไม่มีอำนาจ ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้พิพากษาตัดสินชี้ขาดอีก 1 คดี

หาก "กระทรวงการคลัง" ไม่มีอำนาจมาแต่ต้น นี่อาจเป็นชนวนของศึกชิงทีพีไอรอบใหม่

วบากกรรม'ทักษิณ'

1. คดีทุจริตธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ให้บริษัทในเครือกฤษฎามหานครกว่า 9,000 ล้านบาท (คดีกรุงไทย) คดีนี้อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ฐานผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (ศาลฎีกาฯ) นัดพิจารณาครั้งแรกในวันที่ 20 มิถุนายน 2561

2. คดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้พม่า 4,000 ล้านบาทเพื่อซื้ออุปกรณ์กิจการโทรคมนาคมจากบริษัทเครือชินคอร์ป (คดีเอ็กซิมแบงก์) โดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นโจทก์ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาฯนัดพิจารณาครั้งแรกในวันที่ 4 กรกฎาคม 2561

3. คดีแปลงสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตทำให้รัฐเสียหาย 6.6 หมื่น ล้านบาท อัยการสูงสุดโจทก์ ศาลฎีกาฯ นัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 10 กรกฎาคม 256

4. คดีโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ขัดต่อพ.ร.บ. สลากกินแบ่งรัฐบาล และ พ.ร.บ.เงินคงคลัง ทำให้รัฐ เสียหาย 14,862 ล้านบาท (คดีหวยบนดิน) ซึ่งคตส.เป็นโจทก์ ป.ป.ช. เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาฯ นัดพิจารณาครั้งแรกวันที่ 25 กรกฎาคม 2561

5. คดีเห็นชอบให้กระ ทรวงการคลังเข้าเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (คดีฟื้นฟูกิจการ TPI) ศาลฎีกาฯ ยังไม่ได้กำหนดแต่อย่างใด

คอลัมน์ ที่นี่แนวหน้า: เจ้าหน้าที่ของรัฐกับคอร์รัปชั่น(ทางแก้โดยนวัตกรรมการเมือง) - แนวหน้า ฉบับวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

โดย ศิริภูมิ

จากบทความที่ผ่านมาแล้ว พอจะสรุปได้ว่า การคอร์รัปชั่น ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ทั้งข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ และพนักงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ) มีต้นตอมาจากโครงสร้างรัฐธรรมนูญของเรา ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ ปี พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบัน พ.ศ.2560 ได้เปิดโอกาสไว้ดังต่อไปนี้

1.เปิดโอกาสให้บุคคลกลุ่มเดียว (สส., สว.) ใช้อำนาจอธิปไตยได้ถึง 2 อำนาจ กล่าวคือ สส., สว. ผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ เข้าไปใช้อำนาจบริหาร (เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรี และข้าราชการการเมืองของฝ่ายบริหาร) ได้ด้วย

ซึ่งทำให้เกิดผลประโยชน์ขัดกัน (Conflict of interest) อย่างเห็นได้ชัด

บุคคลกลุ่มนี้ เป็นผู้ออกกฎหมายบังคับ และควบคุมอำนาจตุลาการ และอำนาจบริหารได้ และออกกฎหมายกำกับดูแลรัฐกิจ ธุรกิจ และประชากิจ รวมทั้งประชาชน ได้ใน ทุกกรณี ออกพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีตามที่พิจารณาเห็นสมควร

และบุคคลกลุ่มนี้ ยังเข้าไปเป็นผู้บริหารงบประมาณเสียเอง บริหารบุคลากรของฝ่ายบริหารเสียเอง

ซึ่งโดยหน้าที่ บุคคลกลุ่มนี้ มีหน้าที่ตรวจสอบ ควบคุมและกำกับดูแลผู้ใช้อำนาจอื่นๆ อยู่ เมื่อเข้าไปใช้อำนาจบริหารเสียเอง ก็ย่อมไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบควบคุม และกำกับดูแลตามที่ควร

2.เปิดโอกาสให้ ฝ่ายนิติบัญญัติ มีความจำเป็นที่จะต้องใช้วิธีอันไม่สะอาดบริสุทธิ์ ในการก้าวเข้าสู่อำนาจ

เริ่มต้นด้วยการซื้อเสียงในเขตเลือกตั้งของตนพรรคก็ต้องหาเงินที่ไม่บริสุทธิ์มาสนับสนุนผู้สมัครของตน

เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้ว ก็ต้องใช้เงินหรืออามิสสินจ้างอื่น ดูด สส. ให้ได้จำนวนมากพอ หรือซื้อเสียงสนับสนุนจากพรรคเล็กพรรคน้อย เพื่อให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ หรือเข้าไปรวมกับพรรคที่กำลังจะจัดตั้งรัฐบาล

3.เมื่อจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว หรือนัยหนึ่ง เข้าไปใช้อำนาจอธิปไตยอีกอำนาจหนึ่ง (อำนาจบริหาร) แทนปวงชน ชาวไทยได้ นอกเหนือจากอำนาจนิติบัญญัติแล้ว ก็มีความจำเป็นต้องแจกโควตาทำมาหากินกันไปตามความสำคัญของแต่ละพรรคร่วม

เมื่อจะต้องทำมาหากิน ก็ต้องมีลูกน้องให้ความร่วมมือ นั่นก็คือบรรดาข้าราชการประจำ และผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ หรือ องค์กรของรัฐ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับนักการเมือง (น้ำเน่า) เหล่านั้น

แล้วจะไปปราบคอร์รับชั่นในหมู่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งฝ่ายการเมือง และฝ่ายประจำได้อย่างไร ในเมื่อกลไกของรัฐธรรมนูญทุกฉบับ สร้างความจำเป็นให้ต้องเป็นเช่นนี้

ตอนนี้พรรคการเมือง หรือนักการเมือง ที่เป็นประเภท "น้ำดี" ก็คงจะคัดค้านไม่เห็นด้วยกับขั้นตอนข้างต้น

ก็น่าจะถูกต้องสำหรับพรรคการเมือง และนักการเมือง "น้ำดี" ที่ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้นนี้ แต่ประวัติศาสตร์การเมืองของไทย เป็นเช่นนี้มาตลอดพิสูจน์ได้ด้วยแต่เลข จำนวนรัฐบาลที่ล้มลุกคลุกคลาน จำนวนการปฏิวัติรัฐประหาร จำนวนรัฐธรรมนูญ จึงย่อมไม่อาจปฏิเสธต่อข้อเท็จจริง และความจริงได้

สรุปแล้ว โครงสร้างของรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา จนปัจจุบันได้สร้างระบอบการปกครองที่ล้มเหลว ให้แก่ปวงชนชาวไทย รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ล้มลุกคลุกคลาน แข่งกันดูด แข่งกันไดร์โว่ ด้วยผลประโยชน์ หรืออามิสสินจ้าง

และก็เป็นต้นเหตุแห่งการคอร์รัปชั่น ซึ่งรุนแรงยิ่งขึ้นทุกวัน

เราลองมาถามตัวเองดูว่าแล้วเราไปมอบอำนาจบริหาร ให้แก่ฝ่ายนิติบัญญัติได้อย่างไรทำไมจะต้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติ มาใช้อำนาจบริหารด้วยคำตอบก็คือว่า

- คณะรัฐประหาร หรือผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง ย่อมไม่ถนัดในการร่างรัฐธรรมนูญเอง จึงต้องมอบให้ผู้รู้ด้านนิติบัญญัติไปร่างรัฐธรรมนูญ

- และผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่ก็เป็นนักนิติบัญญัติ ทั้งนั้น จึงต้องร่างรัฐธรรมนูญให้อำนาจตนเองไว้ก่อน

- เพราะเราลอกเลียนแบบประชาธิปไตยนี้มาจากต่างประเทศ (Parliamentarian democracy) โดยไม่คำนึง ถึงวัฒนธรรม ความสำนึกในหน้าที่ และความรับผิดชอบ ระหว่างเขากับเรา

- เพราะเรานึกไม่ออกว่า ถ้าไม่ให้ สส., สว. มาเป็นรัฐบาลแล้ว จะให้ใครเล่ามาใช้อำนาจบริหาร

ก็เพราะเราไม่คิดค้น ไม่พยายามหานวัตกรรมใหม่ๆ

ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้มีเพียงระบบเดียว แต่ยังมีอีกหลายระบบ อันเป็นระบบแยกอำนาจเด็ดขาดแบบสหรัฐอเมริกา หรือแยกอำนาจกึ่งเด็ดขาดแบบฝรั่งเศส

ตอนนี้ บางท่านก็อาจบอกว่าเราทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะเราเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ก็นั่น ท่านไปคิดเลือกประธานาธิบดีเข้าล่ะสิ ก็ทำไม่ได้ประมุขของประเทศเรามีอยู่แล้ว นานมาแล้ว ดีมากเสียด้วย คือ พระมหากษัตริย์ของเรา

ส่วนที่เราจะหาคนที่มิใช่ สส. มาเป็นรัฐบาล ก็คือ เรา ต้องคิดหาหัวหน้าฝ่ายบริหาร (นายกรัฐมนตรี) แบบใหม่ ไม่ใช่ คิดหาประมุขของรัฐ (ซึ่งเรามีองค์พระประมุขของเราอยู่แล้ว)

องค์ประกอบในการจะหาหัวหน้าฝ่ายบริหาร ก็น่าจะใช้หลักเกณฑ์ (Criteria) เลียนแบบการเข้าสู่อำนาจตุลาการ ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้นๆ ของเรื่องนี้ การเข้าสู่อำนาจนิติบัญญัติ เมื่อปี พ.ศ.2516 ด้วยวิธีกำหนดคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral Body) ดูบทความเรื่อง "พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในการแก้ปัญหาบ้านเมือง" หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันอาทิตย์ที่ 4 มิถุนายน 2560 และการเข้าสู่อำนาจบริหารของพลเอกเดอโกลส์ เมื่อปี 2502 ผสมผสานกัน คือ

1.ต้องได้มืออาชีพที่มีพื้นฐานในด้านบริหาร ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว

2.ต้องผ่านการกลั่นกรอง และสรรหา อย่างเคร่งครัด3.ต้องมีการตรวจสอบ ทดสอบความเป็นผู้มีจริยธรรม มีความโปร่งใส ไร้ราคี ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดอย่างเข้มข้น

4.ต้องให้ระยะเวลาที่แน่นอน (4-6 ปี) เพื่อเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และเป็นได้ไม่เกิน 2 เทอม

5.ต้องมีวิธี "ถ่วงดุลแห่งอำนาจ" ที่จะถูกปลดจากตำแหน่งได้ โดยฝ่ายนิติบัญญัติ หรือโดยประมุขของรัฐ ตามเงื่อนไขที่กำหนด

เมื่อมี คณะผู้เลือกตั้ง (Electoral body) ที่เหมาะสม มีการแยกอำนาจมิให้บุคคลคณะเดียว มาใช้สองอำนาจพร้อมๆ กัน มีการวางดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) ที่ดี เราก็จะได้นักบริหารที่ดี มีคุณธรรม มาเป็นหัวหน้าของฝ่ายบริหาร การคอร์รัปชั่นจากระดับสูงก็จะหายไป ระดับกลาง และระดับล่าง ก็จะต้องจางหายไปด้วยในที่สุด

โอกาสต่อไป คงจะได้มีรายละเอียดมาให้ท่านผู้อ่านได้ช่วยกันคิด และวิเคราะห์มากขึ้น

คอลัมน์ จุดนัดพบ: เมื่อกรรมการอิสระแข็งเมือง - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

สิริพร สงบธรรม

เลขาธิการสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย

รายงานภาคสนามแบบสดร้อน ฮอตจนต้องปิดการประชุมแทบไม่ทันษ. การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในปี 2561 เพิ่งปิดฤดูกาลไปเมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์น่าสนใจทั้งของฝ่ายผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร และกรรมการ เสมือนอาการย้อนศรที่ผิดฝาผิดตัว นับเป็นบูรณาการของตลาดหุ้น เป็นกรณีศึกษาในยุคโลกรู้เท่าทันกันยิ่งนักเพื่อให้อรรถรสครบครันทั่ว ถ้วนทุกตัวละครและอยู่ในเซฟโซน จึงขอเป็นชื่อสมมติบนฐานของ เรื่องจริงทุกประการ ปลาย เม.ย.สัปดาห์สุดท้ายโค้งสุดท้ายของการ จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น "บมจ.ยู" จัดประชุม โดยมี 11 วาระ เพื่อ รับทราบ-อนุมัติ

บริษัทนี้ทำธุรกิจแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือพลังงาน อสังหาริมทรัพย์ และไอที มีการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น-ผู้บริหาร พูดง่ายๆ คือ เป็นการเปลี่ยนมือเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ โดยยังมีผู้ถือหุ้นกระจายตัวไปยัง ผู้ถือหุ้นรายบุคคลอีกมาก ตัวเลขจากการปิดสมุดทะเบียนล่าสุด คือ 10,555 ราย บริษัทนี้ขาดทุนต่อเนื่องกันมานาน 5 ปี ตัวเลขจากงบการเงินสิ้นสุดปี 2560 ขาดทุน 54 ล้านบาท ขาดทุนสะสม 680 ล้านบาท จึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องจัดสรรเงินกำไรเป็นทุนสำรอง พิจารณาจากทุนจดทะเบียนที่เรียกชำระแล้ว จำนวน 3,475 ล้านบาท นับเป็นบริษัทขนาดใหญ่แต่การขาดทุนต่อเนื่องทำให้พลังอ่อนแรง เงินสดถูกนำไปใช้หนี้ก้อนโต บางส่วนกระจายไปซื้อหุ้นในบริษัทย่อย ซื้อกระแสไฟฟ้าจากสหกรณ์ที่คาดว่าจะได้รับใบอนุญาตในการทำพลังงานทดแทน

การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในวันนั้น มีกลุ่มผู้ถือหุ้นที่มีความรู้ สวมสูท ลุกขึ้นถามด้วยวาจาสุภาพ ให้ผู้บริหาร กรรมการ ตอบเป็นข้อๆ ไล่เรียงลำดับแบบผู้มีภูมิความรู้ อาทิ การลงทุนในเมียนมา หากไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาลเมียนมาจะมีแผนรองรับอย่างไร เงินลงทุนในบริษัทแห่งหนึ่งจำนวน 12 ล้านบาท มีการตัดค่าเสื่อมจนเหลือ 4 แสนบาท มันน่าใจหาย พิจารณากันรอบคอบแล้วหรือยัง การลงทุนไปซื้อกระแสไฟจากสหกรณ์ชุมชนหลายแห่ง โดยมีค่าใช้จ่ายระบุว่าเป็นค่าพัฒนาโครงการ 63 ล้านบาท ช่วยอธิบายว่าเป็นค่าอะไรกัน แบบนี้มีด้วยหรือ?

กรณีการเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระเคยให้ความเห็นว่า ไม่ควรลงมติอนุมัติ มีคำอธิบายให้ผู้ถือหุ้นอย่างไร ไม้ขีดก้านแรก ถูกจุดขึ้นษ เมื่อกรรมการอิสระท่านหนึ่งพูดผ่านไมค์ของที่ประชุม อธิบายเรื่องราวว่ามีความเสี่ยง มีความแปลก และเป็นผู้ลงมติคัดค้านในที่ประชุมคณะกรรมการมาแล้ว แม้จะปรากฏเป็นคะแนนเสียงข้างมากที่ผ่านวาระ แต่ขอยืนยันในมติดังกล่าว และขอเล่าให้ผู้ถือหุ้นได้ทราบข้อมูลด้วย จนเป็นที่มาของการไม่ต่อวาระของการนั่งเป็นกรรมการอิสระ พลิกดูข้อมูล จริงตามนั้น กรรมการทั้ง 3 ท่าน หมดวาระแรก และไม่ถูกเสนอชื่อ (2 ใน 3 เป็น กรรมการอิสระ)

ทั้งนี้ ในหนังสือเชิญประชุมแต่เป็นรายชื่ออื่น ถูกบรรจุวาระให้ผู้ถือหุ้นลงมติ ผู้ถือหุ้นหลายคนหันมาให้ความสนใจข้อมูลเชิงลึกจากกรรมการท่านที่ให้ข้อมูลกลางที่ประชุมที่ช่วยเป็นคำตอบให้พวกเขา และรู้สึกได้ว่าเป็นกรรมการอิสระที่ทำหน้าที่ได้อย่างน่ายกย่อง อาทิ มีค่าใช้จ่าย ที่ระบุว่าเป็นค่าพัฒนาโครงการราว 63 ล้านบาทนั้น เป็นเรื่องที่กรรมการตอบที่มาที่ไปไม่ได้ มันจุกใจ พลิกปูมประวัติกรรมการอิสระท่านหนึ่ง พบว่าท่านเป็นข้าราชการระดับสูงเกษียณวัยแล้ว จึงถูกเชิญมารับตำแหน่ง นัยว่าตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณของท่านนั้นอยู่ประชิดชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน น่าจะช่วยให้บางงานราบรื่นได้ คงคาดไม่ถึงว่าจะเจอคนตงฉินเข้าให้แล้ว

ผู้ถือหุ้นดูว่าจะอุ่นใจที่มีการให้ข้อมูลอีกมุมอันเป็นมุมต่าง เท่าที่เคยได้รับรู้มาก่อนหน้าสัมผัสได้ว่านี่แหละ "กรรมการอิสระ" ที่พวกเขาพึ่งได้ เมื่อมาถึงวาระการเลือกตั้งกรรมการ ผู้ถือหุ้นจึงลุกขึ้นเสนอชื่อกรรมการชุดเดิมที่ครบวาระไปแล้วกลับเข้ามาเป็นกรรมการอีกวาระ ทั้งนี้คณะกรรมการมีการเสนอชื่อท่านอื่นมาแล้ว โดยขอใช้สิทธิตามกฎหมายในการเสนอชื่อในที่ประชุม ซึ่งเราจะเรียกกันว่าเป็นการเสนอ "วาระจร" ผิดธรรมเนียม แหกกฎธรรมาภิบาล ส่วนฟากของบริษัทกลับยืนยันว่าไม่ควรเป็นวาระจร สวนทางศรรักย้อนมาปักอกแบบงงๆ ผู้ถือหุ้นรู้สึกว่าผู้บริหารไม่จริงใจในการบริหารงานและไม่โปร่งใส จึงลุกฮือรวมกันเป็นกลุ่มก้อนในที่ประชุม เป็นม็อบย่อยๆ ที่เป็นม็อบผู้ดีไม่ได้ลุกขึ้นด่าทอ ทุบตี เสียงดังขึ้น มีแนวร่วมเพิ่มจำนวน ความรู้สึกร่วมก่อตัว

พวกเขาพยายามขอคำอธิบายขอเหตุผล เรียกร้องที่จะขอมีปากเสียงผ่านกรรมการอิสระชุดเดิม ในขณะที่ที่ปรึกษาทางกฎหมายก็พยายาม ทำหน้าที่เบรกอารมณ์ของที่ประชุมแต่ไม่เป็นผล เวลาราว 3 ชั่วโมง ที่ใช้ในการประชุม ราว 2 ใน 3 เป็นการโต้เถียงกัน เรื่องวาระการเลือกตั้งกรรมการศรรักที่สวนทางที่หลายคนอาจเคยคิดว่า "กรรมการอิสระ" มักอยู่ภายใต้การครอบงำของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สั่งขวา-ซ้ายได้ง่ายๆ นั้น มาบัดนี้อาจเป็นมิติใหม่ เมื่อกรรมการอิสระลุกขึ้นทำหน้าที่ที่เฉียบคม มีศักดิ์ศรี ไม่กลัวตกงาน ไม่คิดว่ามาเป็นลูกจ้างใคร นาทีถัดมา เวลาราว 13.00 น. ประธานที่ประชุมใช้สิทธิในการควบคุมการประชุม กล่าวชิงปิดประชุมทั้งที่การเดินทางของการประชุมไปได้ถึงเพียงวาระที่ 4 ที่เหลือรอค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น

วาระที่รอการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นไล่เรียงไปตั้งแต่ ค่าตอบแทนกรรมการ แต่งตั้งผู้สอบบัญชี (ใช้บริการของบิ๊กโฟร์ ค่าตอบแทนมากกว่า 2 ล้านบาท/ปี) ค่าตอบแทนผู้สอบบัญชี และอื่นๆ ไปจนถึงวาระที่ 11 ซึ่งคงต้องรอฉากต่อไป อาจเป็นอีกหลายภาคที่ต้องติดตามกัน กรณีศึกษา "เมื่อกรรมการอิสระแข็งเมือง" 1.ผู้ลงทุนไทยมีภูมิความรู้ และรู้จักใช้เวทีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น เป็นเวทีซักถามเชิงสร้างสรร 2.กรรมการอิสระ ที่มีความรู้ ความสามารถ ในการช่วยงานมิติต่างๆ ของบริษัทจดทะเบียนมีอีกมากมาย ต่างแต่ว่าจะถูกเลือกมาให้ทำหน้าที่อย่างอิสระ ตรงไป ตรงมา ได้เต็มที่หรือไม่? 3.วิสัยทัศน์ และความซื่อสัตย์ของผู้บริหาร เป็นปัจจัยสำคัญแห่งความสำเร็จขององค์กร

บทเรียนปมป่าแหว่งดอยสุเทพความชอกช้ำไร้ค่าสู่บรรทัดฐาน - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เอกชัย จั่นทอง

แม้ว่าบ้านพักศาลตุลาการเชิงป่าดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ ไม่บานปลายกลายเป็นข้อพิพาทมหากาพย์ รัฐบาลสามารถยุติปัญหาขัดแข้งกับภาคประชาชนได้ โดยรัฐบาลห้ามเข้าไปอยู่อาศัยพร้อมกับส่งมอบพื้นที่ให้กรมธนารักษ์เข้ามาดูแลจัดการ และฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับเขียวขจีเหมือนเดิม

ในเรื่องนี้มีนักวิชาการที่คลุกคลีกับสิ่งแวดล้อมมานานอย่าง ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ศาสตราจารย์กิตติคุณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สะท้อนบทเรียนราคาแพงครั้งนี้ว่า สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องของศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง กลุ่มที่เรียนมาสายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีจะบอกสิ่งแวดล้อมไปทางเชิงกายภาพและออกแบบสิ่งต่างๆ ให้มลพิษลดน้อยลง

แต่ในมลพิษน้อยลงก็จะเห็นว่าบางครั้งชุมชนบอกว่า ถึงแม้จะได้มาตรฐานแต่คุณภาพอากาศยังใช้ไม่ได้นั่นเป็นสังคมศาสตร์ เช่นเดียวกับนิติศาสตร์ ถ้าเห็นว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานก็ไม่สามารถทำอะไรได้ อันนี้เป็นบทเรียนให้เห็นว่าการมอง

สิ่งแวดล้อมไม่สามารถมองเพียงศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งเท่านั้น

"ตรงนี้ไม่สามารถโทษใครได้ เพราะต่างคนต่างทำภารกิจของ ตัวเอง แน่นอนว่าตรงนี้บทเรียนว่าหากจะทำโครงการอะไรที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ ต้องพึงสังวรไว้ว่าเรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องอ่อนไหว ต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำ" ธงชัย ให้ความเห็น

ในส่วนทางออกการพูดคุยจนได้ข้อสรุปถึงปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ธงชัย มองว่าเป็นเรื่องดี เป็นการแก้ไขปัญหาโดยทุกคนยอมรับ แม้อาจจะไม่มีใครได้ประโยชน์ 100% แต่ไม่มีฝ่ายใดแพ้หรือชนะ เพราะไม่มีใครได้ประโยชน์ ถ้าได้ผืนป่าคืนแล้วต้องทุบบ้าน ตึกทิ้งถือว่าเสียเงินงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ การหาทางออกร่วมกันคือการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด

เช่นเดียวกับ เพ็ญโฉม แซ่ตั้งผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า เรื่องนี้สะท้อนวิธีคิดและเรื่องธรรมาภิบาล เพราะโครงการนี้อนุมัติได้อย่างไร ทั้งที่การอนุรักษ์ป่าไม้มีความสำคัญ จนไปสู่การตั้งข้อสังเกตว่าโครงการ นี้ไม่ปกติ ส่วนข้าราชการระดับสูง ไม่ใช่ว่าจะไม่ทราบความอ่อนไหวเรื่องการอนุรักษ์ป่าไม้ ควรมีการคัดค้านก่อนจะเริ่มต้นก่อสร้าง

"ถ้าหากว่าภาคประชาชนไม่ลุกขึ้นมาคัดค้าน มันจะไม่สามารถหาข้อยุติได้ นั่นหมายถึงว่าหากหยุดโครงการ ไม่ได้ ปัญหาความเสียหายต่อทรัพยากรป่าไม้ ระบบนิเวศ จะเกิดขึ้นในระยะยาว ซึ่งถ้าประชาชนไม่เข้มแข็งจะ ไม่สามารถหยุดกระบวนการนี้ได้ตามปกติ จึงสะท้อนวิธีคิดของข้าราชการระดับสูงในรัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม เลยสะท้อนออกมาว่าต้องใช้พลังมวลชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้แท้จริงไม่อยากให้เกิดขึ้น" เพ็ญโฉม ระบุ

เพ็ญโฉม มองเรื่องนี้อีกว่า ต้องการเห็นความชอบธรรมที่มากกว่าปัจจุบัน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศ กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าเป็นเรื่องผูกพันกับนโยบาย ประโยชน์ข้าราชการระดับสูง นักการเมือง ไม่สามารถหาบรรทัดฐานที่ดีได้ จึงหวังว่ากรณีนี้จะทำให้ความคิด แบบแผนต่างๆ ที่รัฐบาลจะนำไปแก้ไขในวันข้างหน้า ควรต้องมีการทบทวน และรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมมากกว่านี้

ทั้งหมดนี้สะท้อนความเสียหายในเชิงรูปธรรม เสียหายเชิงงบประมาณ ทรัพยากรที่สูญเปล่า และสิ่งที่เสียหายมากที่สุดคือ ความเชื่อถือความศรัทธาที่ประชาชนจะมีต่อข้าราชการ นักการเมือง รัฐบาล มันทำให้รู้สึกว่าไม่สามารถไว้วางใจได้หากขาดการตรวจสอบ รวมถึงความเสียหายต่อภาพลักษณ์ในกระบวนการยุติธรรม จึงหวังว่ากรณีนี้จะเป็นบทเรียนที่ดีกับผู้เกี่ยวข้อง

คอลัมน์ ขุมทรัพย์ชายแดนไทย: ปัญหาคอร์รัปชั่นในประเทศเพื่อนบ้าน - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสากลธุรกิจ เลิศรวมมิตร kich@euithailand.com

ปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือคอร์รัปชั่นในประเทศเพื่อนบ้านนั้น มีคน ถามผมว่าถ้าเปรียบเทียบกับประเทศไทยแล้ว ที่ไหนจะหนักหนาสาหัสกว่ากัน ผมมิอาจจะก้าวล่วงหรือเปรียบเทียบให้เสียความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างประเทศได้ แต่จะขออนุญาตเล่าในส่วนการกระทำที่เขาพยายามแก้ไขและต้นเหตุของปัญหาให้แฟนคลับได้อ่านเล่นๆ ก็พอจะทำได้ครับ

คราวที่แล้วก็ได้กล่าวถึงต้นเหตุของปัญหาว่า ทุกที่มักจะเกิดจากความโลภและความพึงพอใจของแต่ละคน เป็นไปตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์เรื่องอรรถประโยชน์ (Utility Theory) เพราะแต่ละคนมักจะมีขีดจำกัดของความพึงพอใจในการก่อเหตุไม่เท่ากัน เช่น บางคนเงินแค่ 30 ล้านบาท ก็ขึ้นโรงขึ้นศาลกันไม่จบ บางคนแค่หลักหมื่นหลักแสนก็ยอมละทิ้งศักดิ์ศรี บางคนร้อยล้านพันล้านก็ไม่ยอมฉ้อฉลปล้นเอาไปเป็นของตนเอง ดังนั้นจะวัดกันอย่างไรล่ะ ก็ตามหลักทฤษฎีเศรษฐศาสตร์และอาชญาวิทยานี่แหละครับ ส่วนประเทศเพื่อนบ้าน แม้ความศิวิไลซ์จะไม่เท่ากัน ลัทธิศาสนาก็มีส่วนสำคัญครับ

ส่วนในประเทศที่นับถือหรือเชื่อในลัทธิขงจื้อ มักจะเกิดปัญหาน้อยกว่าปกติ ผมยังเชื่อในคำสอนเรื่องบัญญัติจริยธรรมแปดประการ () ของขงจื้อ ประกอบด้วย นั้น มีความสำคัญต่อปัญหาฉ้อฉลเป็นอย่างยิ่ง ผมขออนุญาตอธิบายดังต่อไปนี้

(เสี้ยว) หมายถึงความกตัญญูรู้คุณ ทั้งต่อบิดามารดาและครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณ หากคนเราเมื่อรู้คุณคนแล้ว ความมีจริยธรรมคุณธรรมย่อมมีตามมาอย่างแน่นอน การที่จะเห็นผิดเป็นชอบก็จะลดน้อยถอยลง

(ที่) หมายถึงความรักสมัครสมานสามัคคีในพี่น้อง หรือแม้แต่เพื่อนๆ ถ้าพี่น้องเรามีความรักสมัครสมานกัน ไม่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน รู้จักให้อภัยกัน ก็จะทำให้ไม่เกิดความโลภต่อกัน จะทำให้สังคมในครอบครัวสงบสุข

(จง) หมายถึงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถ้าย่อส่วนลงมาก็จนถึงต่อองค์กรของเราเอง ถ้ามีความจงรักภักดีแล้ว แน่นอนว่าการคอร์รัปชั่น ฉ้อราษฎร์บังหลวงย่อมหมดไป

(ซิ่น) หมายถึงความซื่อสัตย์ หรือสัจจะ หากทุกคนมีความซื่อสัตย์ รักษาสัจวาจาของตนเอง ก็จะไม่เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นแน่นอน ถ้าในวงการธุรกิจใครที่มีสัจจะ ผมเชื่อว่าจะไม่ยากจนขัดสนปัญญาแน่นอน

(ลี่) หมายถึงความมีมารยาท หรือสัมมาคารวะ ถ้ามีมารยาทหรือสัมมาคารวะแล้ว การเคารพต่อกันก็จะเกิดการให้เกียรติซึ่งกันและกัน การเกรงกลัวต่อบาปก็จะมีตามมา ทุกอย่างที่มีปัญหาก็จะไม่เกิด

เราอาจเคยไปประเทศญี่ปุ่น แล้วเห็นคนญี่ปุ่นมีสัมมาคารวะกันมาก นี่ก็เพราะลัทธิขงจื้อที่เขาเล่าเรียนมาแหละครับ สังคมเขาจึงไม่ค่อยมีปัญหาคอร์รัปชั่นเหมือนบางประเทศไงครับ

(ยี่) หมายถึงความมีคุณธรรม อันนี้สำคัญมาก ชาวไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี ล้วนให้ความสำคัญต่อคำว่า "ยี่" มากๆ ตอนที่ผมเรียนอยู่ที่ไต้หวัน เราจะดูเพื่อนๆ ว่าคนไหนมีคุณธรรมหรือยี่บ้าง ถ้าใครมีคำนี้ก็จะได้รับการยอมรับของเพื่อนๆ มาก การมีคุณธรรมประจำใจนั้นจะทำให้เกิดการรู้รับผิดชอบเกิดขึ้น

(เหลียน) หมายถึงการสะอาดหมดจด ไม่มีความอัปยศอดสู เมื่อมีคำว่า "เหลียน" ก็จะเกรงกลัวต่อการกระทำชั่ว การกระทำที่ไม่มีความโลภอยู่ในหัวใจจะทำให้สังคมขาวสะอาดขึ้น การโกงกินหรือประพฤติผิดก็จะไม่มี

(ฉื่อ) หมายถึงความละอาย เกรงกลัวต่อบาป คนที่มีปัญหาฉ้อฉล ย่อมไม่มีความเกรงกลัวหรือละอายต่อบาปอย่างแน่นอน ดังนั้นปรมาจารย์ขงจื้อจึงให้ความสำคัญต่อคำคำนี้มาก

เห็นมั้ยครับว่าคำสอนของขงจื้อกับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าในศาสนาพุทธนั้น ทันสมัยอยู่ตลอดกาล หากเราเข้าใจในบทบัญญัติจริยธรรม 8 ประการที่กล่าวมา ผมเชื่อว่าทุกสังคมจะปราศจากปัญหาคอร์รัปชั่น ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกัน แค่ดูว่าเขาสั่งสอนกันมาอย่างไรเราก็จะทราบ

มาเลย์สกัดเมียนาจิบขนกระเป๋าหรูหนี - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เมื่อคืน 12 พ.ค. ตำรวจมาเลเซียในเครื่องแบบราว 20 นาย และนอกเครื่องแบบอีกกว่า 24 นาย บุกจู่โจมตรวจค้นอพาร์ตเมนต์หรู “พาวิลเลียน เรสซิเดนเซส” ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเครือญาติของอดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค อาศัยอยู่ เพื่อค้นหาเอกสารสำคัญซึ่งรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายกฯ มหาธีร์ โมฮัมหมัด หวั่นกลัวว่าจะถูกลักลอบนำออกนอกประเทศ หลัง ดร.มหาธีร์ วัย 92 ปี นำพันธมิตรฝ่ายค้านชนะการเลือกตั้งเมื่อ 9 พ.ค. ทำให้พันธมิตรรัฐบาลนำโดยพรรค “อัมโน” ที่ปกครองประเทศมา 61 ปีสิ้นอำนาจ

การบุกค้นมีขึ้นหลังผู้นำปีกยุวชนของพรรคเบอร์ซาตูของ ดร.มหาธีร์ แจ้งว่ามีรถตู้ประทับตรารัฐบาลนำลังหลายสิบลังไปขนกระเป๋าถือแบรนด์เนมหรู “แอร์เมส” ราว 50 ใบ และข้าวของอื่นๆของนางรอสมาห์ มานซูร์ ภริยาของนายนาจิบออกจากอพาร์ตเมนต์ ขณะที่ ดร.มหาธีร์ วัย 92 ปี กำลังแถลงข่าวจัดตั้ง ครม.ใหม่ หลังรัฐบาลสั่งห้ามนายนาจิบและครอบครัวเดินทางออกนอกประเทศก่อนจะไปพักผ่อนที่อินโดนีเซีย ขณะที่รัฐบาลใหม่เปิดการสอบสวนคดีคอร์รัปชันยักยอกฟอกเงินหลายพันล้านดอลลาร์ในกองทุนเพื่อการลงทุนแห่งชาติ “1 เอ็มดีบี” และมีข้อกล่าวหาว่าเงิน 681 ล้านดอลลาร์ถูกโอนเข้าบัญชีนาจิบด้วย แต่เขาปฏิเสธมาตลอด.

คอลัมน์ แกะรอย: สึนามิการเมืองมาเลย์ ระวังสะเทือนถึงไทย - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ปกรณ์

twitter@pakorn_kt

ผลการเลือกตั้งแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินที่มาเลเซีย ไม่ใช่แค่หักปากกาเซียนทั่วโลก ไม่ใช่แค่พรรคพันธมิตรบีเอ็นและอัมโน ต้องพ่ายแพ้กลายไปเป็นฝ่ายค้านครั้งแรกในรอบกว่า 60 ปีของประวัติศาสตร์การเมืองยุคใหม่มาเลเซียหลังได้รับเอกราชเท่านั้น แต่ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่น่าศึกษาอีกมาก

เพราะนี่คือการใช้ "การเมืองแก้ปัญหาการเมือง"โดยไม่ต้องใช้บริการกองทัพ ใช้การเลือกตั้งแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่มีการกล่าวหาอดีตนายกฯนาจิบ ราซัค ตลอดจนบุคคลแวดล้อมมาเนิ่นนาน แต่ไม่สามารถใช้กลไกการตรวจสอบที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะฝ่ายที่ถืออำนาจรัฐควบคุมทุกองคาพยพแบบเบ็ดเสร็จ แม้จะมีการจัดชุมนุมใหญ่ขับไล่มาแล้วหลายครั้งก็ตาม

และนี่คือ "พลังของประชาชน" ที่ร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงภายใต้กติกาประชาธิปไตยที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน ซึ่งผู้แพ้ไม่อาจโอดครวญโต้เถียงว่าถูกกลั่นแกล้งจากอำนาจที่ไม่เป็นธรรมได้เลย

ก่อนการเลือกตั้งในมาเลย์ มีเรื่องราวอื้อฉาวเกิดขึ้นมากมายคล้ายๆ กับประเทศแถวๆ นี้ที่เราคุ้นๆ กันอยู่ เช่น ภริยาของอดีตนายกฯนาจิบ โดนข้อกล่าวหาเรื่องนาฬิกาหรู รัฐบาลรักษาการประกาศลดหย่อนภาษีและคืนภาษีให้กับผู้มีอายุต่ำกว่า 26 ปีเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหย่อนบัตร เพื่อเอาใจคนรุ่นใหม่ซึ่งมีกระแสต่อต้านรัฐบาลอย่างแข็งขัน หนำซ้ำยังประกาศเพิ่มวันหยุดราชการก่อนเทศกาลถือศีลอด รวม 5 วันเพื่อเอาใจพี่น้องมุสลิม

ขณะเดียวกัน พรรครัฐบาลได้ออกกฎหมายเปิดทางให้สามารถดำเนินคดีกับผู้ที่แชร์ข่าวเท็จ หรือ fake news เพื่อสกัดการใช้โซเชียลมีเดียสร้างกระแสของฝั่งที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาล

หนักที่สุดก็คือ ผู้มีอำนาจสั่งได้กระทั่งกรรมการการเลือกตั้งที่ควรจะเป็นอิสระ ทำให้มีการแบ่งเขตเลือกตั้งเอื้อประโยชน์ให้พรรครัฐบาล แถมท้ายด้วยการกำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันธรรมดา คือ วันพุธ แทนที่จะเป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ด้วยหวังว่าจะทำให้คนรุ่นใหม่ คนวัยทำงานที่เบื่อหน่ายรัฐบาลจากปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำและข้อกล่าวหาคอร์รัปชัน ไม่สามารถไปลงคะแนนได้มากเท่าที่ควรจะเป็น

แต่ผลก็คือ ประชาชนไปต่อคิวยาวเหยียดแทบทุกหน่วยเลือกตั้งเพื่อลงคะแนนและร่วมในภารกิจเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ประเทศ

สึนามิการเมืองในมาเลย์ คงทำให้ใครบางคนแถวๆ นี้หนาวได้เหมือนกัน!

คอลัมน์ อ่านเอาเรื่อง: มีไหมผู้นำปราบโกง - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

โดย ผักกาดหอม

lettuce_ch@hotmail.com

๙๒ ปี แต่ว่องไวปานกามนิตหนุ่ม

ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือ "มหาเธร์ โมฮัมหมัด"

การเมืองมาเลเซียมีความชัดเจนจนน่าอิจฉาจริงๆ

แม้ในรายละเอียดอาจต่างไปจากไทย แต่วิธีการจัดการโป้งเดียวปิดบัญชี

อดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ไม่ทันกระดิกตัว ก็เจอแบล็กลิสต์ห้ามเดินทางไปต่างประเทศเสียแล้ว อนาคตอันใกล้ มีแนวโน้มสูง "นาจิบ" ต้องนอนคุก

สาเหตุหลักที่ "มหาเธร์" ลากสังขารกลับเข้าสู่การเมืองอีกครั้งเพราะ ทนดู "นาจิบ" คอร์รัปชันไม่ไหว

ก็อย่างที่ทราบกัน ก่อนนี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ อเมริกาฟ้องร้องกองทุน "1MDB" ที่มี "นาจิบ" เป็นผู้ก่อตั้งขึ้น เพื่อยึดทรัพย์มูลค่ากว่า ๑,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

มีชื่อบุคคลใกล้ชิด "นาจิบ" รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกันยักยอก

ส่วนธนาคารแห่งชาติสิงคโปร์ สำนักงานอัยการและสำนักงานตำรวจสิงคโปร์ ดำเนินการยึดทรัพย์มูลค่าร่วม ๖,๓๐๐ ล้านบาท จากกองทุนดังกล่าว หลังการตรวจสอบพบว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินของ "โลว์ เต็ก โฮ" นักธุรกิจชาวมาเลเซีย

และเป็นเพื่อนใกล้ชิดของครอบครัว "นาจิบ"

ทำให้ย้อนนึกถึงกรณี "ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ" ถูกปล่อยให้ออกไป!

โดยเฉพาะกรณี "ยิ่งลักษณ์" ถือเป็นความล้มเหลวการปราบโกงอย่างสิ้นเชิง

คสช.เข้ามาด้วยเหตุผลเดียวกับ "มหาเธร์" ทนเห็นคอร์รัปชันต่อไปไม่ได้

แต่นายทหารระดับบนสุดของกองทัพ ภายใต้องค์กรที่เรียกว่า คสช. ซึ่งขณะนั้นล้วนอยู่ในราชการ อายุไม่เกิน ๖๐ปี กลับคว้าน้ำเหลว จับปลาใหญ่ไม่ได้เลย

นานวันเข้ายิ่งชัดเจนขึ้น

กรณี "ยิ่งลักษณ์" หนีไปได้ก่อนฟังคำพิพากษาของศาล ทำให้เห็นชัดเจนว่า วิธีการจัดการกับคนโกงนั้น ไร้ประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิง

ขณะที่ คสช.อวดอ้างตนเองมีผลงานเด่นด้านความมั่นคง แต่กลับปล่อยให้บุคคลต้องคดีสำคัญหลบหนีออกนอกประเทศเป็นว่าเล่น

หรือแม้กระทั่งพวกที่หนีไปแล้ว ก็ไร้ความกระตือรือร้นที่จะตามจับมาลงโทษตามกฎหมาย

อาจเกรงว่า หากจับ "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" กลับมาแล้วบ้านเมืองจะวุ่นวาย

ก็ที่ปล่อยให้หนีไป ไม่วุ่นวายหรืออย่างไร ทุกวันนี้ยังเดินทางสร้างความปั่นป่วนทางการเมืองอยู่มิใช่หรือ

ไม่ต่างอะไรไปจากการประนีประนอมกับคนโกง สุด ท้ายสร้างปัญหาใหม่เพิ่มขึ้นมากมาย

ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน และอย่าตีงูให้หลังหัก แต่กลับไม่ทำอะไรเลย

ซ้ำร้ายคนในรัฐบาล คสช. บางคนมีปัญหาเรื่องความโปร่งใสเสียเอง

หนังตัวอย่างที่ฉายอยู่ในมาเลเซีย จึงเป็นที่อิจฉาตาร้อนสำหรับคนไทย

เราจึงได้แต่โหยหาผู้นำที่จะมาปราบโกงอย่างจริงจัง

ต้องเลือกตั้งอีกกี่ครั้ง จึงจะได้ผู้นำแบบ "มหาเธร์ โมฮัมหมัด".

คอลัมน์ สับรางวันอาทิตย์: เป็นคำตอบได้ - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

“มหาธีร์” สร้างวีรกรรมวัย 92 ปี เป็นผู้นำอายุสูงสุดในโลก เป็นนายกฯอีกรอบหนึ่งเมื่อชาวมาเลย์เทคะแนนให้ พิษทุจริตเป็นเหตุให้ “นาจิบ” ตกเก้าอี้ หวังว่าคนไทยจะเรียนรู้ได้อย่างเข้าใจ

ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้เหลือบตามองการเปลี่ยนแปลงของประเทศเพื่อนบ้านมาเลเซียหลังการเลือกตั้ง

ปรากฏว่า “มหาธีร์” วัย 92 ปี กลับมาเป็นนายกฯ

“นาจิบ ราซัค” อดีตนายกฯ แพ้เลือกตั้งแบบไม่เห็นฝุ่น

คำตอบจากเรื่องนี้พอจะบอกได้ด้วยเหตุผล 2 ประการ และอีก 1 ความเป็นไป

1. ชนชาวมาเลย์ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศผ่านการเลือกตั้งด้วยคาดหวังว่าอดีตนายกฯ 22 ปีที่รักชาติรักแผ่นดินจะสร้างความพึงพอใจได้

2. ต้องการจัดการกับนักการเมืองที่ทุจริตประพฤติมิชอบ

อีกหนึ่งความเป็นไปก็คือ เสียงของประชาชนนั้นมีความสำคัญที่สุดในการชี้ขาดการเมืองเรื่องของพวกเขาด้วย

ไม่ว่าจะเป็น “คนรุ่นใหม่” หรือ “คนรุ่นเก่า”...หากมี “กึ๋น” ก็เป็นผู้นำได้

มองบ้านเขาแล้วมาดูบ้านเราแต่คนละบริบท เพราะสภาพการเมืองที่แตกต่างกัน ดังนั้นผลลัพธ์ที่ออกมาจึงต่างกัน

การเลือกตั้งของไทยในปีหน้า (ถ้ามี) ผลจะออกมาอย่างไรเป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่ง แต่อย่างน้อยการเลือกตั้งของมาเลเซียน่าจะมีอิทธิพลมากพอสมควร

หากตื่นรู้ เข้าใจบริบทการเมืองที่เป็นจริง ผลการเลือกตั้งน่าจะทำให้อนาคตการเมืองของไทยเดินไปสู่เส้นทางที่ดีได้

การทำให้บ้านเมืองมีปัญหา การทุจริตคอร์รัปชัน

2 เรื่องนี้จะต้องสะท้อนต่อเสียงของประชาชนที่จะไปหย่อนบัตรลงคะแนนว่าสมควรที่จะเลือกใคร พรรคไหน

ไม่ใช่ความหลงเชื่อด้วยนโยบายที่ทำให้ชาติเสียหาย ซื้อเสียงขายสิทธิ การใช้อิทธิพล และตรรกะว่าด้วยโกงแล้วมาแบ่งปันกัน

ภาพกว้างๆทางการเมืองที่พอจะเห็นแล้วว่าในสนามเลือกตั้งจะมีอะไรให้เลือกกันบ้าง อย่างน้อย 3 ก๊กการเมือง... นี่แหละที่จะต้องแยกแยะให้ดี

1.ประชาธิปัตย์

2.เพื่อไทย

3.หนุนประยุทธ์

“ประชาธิปัตย์” นั้น มีหัวหน้าพรรคที่ยังดำรงอยู่คือ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งจะต้องมีการเลือกกันใหม่

“เพื่อไทย” ล่าสุดมีข่าวว่าได้วาง “สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” เป็นเต็งหนึ่ง แต่เวลายังอีกไกลที่จะไปสู่การเลือกตั้งยังอีกนานพอสมควร

ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่จะเป็นไป

กองหนุน “บิ๊กตู่” เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆว่าพรรคไหน ใครเป็นใครกันบ้าง อีกไม่นานคงได้เห็นพรรคสังกัดโดยตรงแน่

หลังจากไปประชุม ครม.สัญจรที่บุรีรัมย์ ซึ่งเจ้าภาพให้การต้อนรับอย่างมีนัยสำคัญ พรรคตรงกันข้ามก็เลยนำชื่อ “เนวิน ชิดชอบ” เข้าสู่ตลาดการเมืองอีกครั้ง

วาทกรรม “อยู่ที่ไหน นายตายที่นั่น”...

นี่ถ้า “อภิสิทธิ์–ทักษิณ” ท่องคาถานี้เพื่อหวังถล่มคงปวดร้อนตัวเองแน่ เพราะต่างก็เคยตกอยู่ในอ้อมกอดมาแล้วทั้งคู่

ผิดกับผู้เฒ่าอย่าง “เสนาะ เทียนทอง” ตรงกันข้ามคือ หากชูมือให้ใคร คนนั้นได้เป็นนายกฯแน่นอน

18 พ.ค.61 “ลุงตู่” ทำท่าจะไปให้ชูมืออีกคนแล้ว!!!

“ลิขิต จงสกุล”

 

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: แก๊งปั่นหุ้นข้ามชาติ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

สุนันท์ ศรีจันทรา

แม้จะเป็นข่าวบนหน้าสื่อสิ่งพิมพ์เพียงบางฉบับ แต่เป็นข่าวที่นักลงทุนให้ความสนใจ กรณีตำรวจบุกจับชาวจีน 166 คนที่จังหวัดอุบลราชธานี หลังจากเดินทางเข้ามาปักหลักปั่นหุ้นในตลาดหุ้นจีน

แก๊งปั่นหุ้นชาวจีนที่ตำรวจบุกทลายในโรงแรมที่จังหวัด อุบลฯ มีอายุระหว่าง 20-40 ปี แฝงตัวเข้ามาประเทศไทยในฐานะนักท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อรับจ้างส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นกลับไปยังตลาดหุ้นจีน โดยมีนักลงทุนขาใหญ่เป็นผู้จ้าง มีรายได้คนละประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน

ค่าใช้จ่ายในการจ้างนอมินีปั่นหุ้นในจีน เฉพาะเงินเดือน รวมตกแล้วกว่า 2 ล้านบาท ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก อาหารและค่าอุปกรณ์สื่อสาร สะท้อนให้เห็นว่า รายได้จากการปั่นหุ้นคงมีไม่น้อย และคุ้มค่าต่อการลงทุน จ้างคนเป็น นอมินีร่วมขบวนการปั่น

วิธีการปั่นหุ้นของแก๊งชาวจีน ไม่แตกต่างจากแก๊งปั่นหุ้นในตลาดหุ้นไทยมากนัก โดยนักลงทุนขาใหญ่เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง บงการให้ตัวแทนหรือนอมินี ส่งคำสั่งซื้อขาย เพื่อสร้างภาพลวงตาว่า หุ้นตัวใดตัวหนึ่งที่ผู้เสนอซื้อจำนวนมาก ราคาหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น กระตุ้นให้นักลงทุนตามแห่เข้ามาเก็งกำไร

เมื่อนักลงทุนทั่วไปแห่เข้ามาซื้อ แก๊งปั่นหุ้นจะเทขายหุ้นทำกำไร

ตลาดหุ้นจีน มีนักลงทุนขาใหญ่ มีแก๊งปั่นหุ้น และมีหุ้นปั่นเหมือนตลาดหุ้นไทยเช่นกัน แม้จีนจะเข้มงวดในการกำกับดูแลพฤติกรรมการปั่นหุ้นก็ตามการจับแก๊งปั่นหุ้นชาวนี้จีนครั้งนี้ จะถูกจีนนำไปขยายผล เพื่อตรวจสอบ ดำเนินคดีกับแก๊งปั่นหุ้นจีนหรือไม่ ต้องรอติดตาม

แม้ยังไม่เคยมีข่าวว่า นักลงทุนขาใหญ่ในตลาดหุ้นไทย ขนนอมินีออกนอกประเทศ ตั้งแก๊งส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นจากต่างประเทศ เพื่อสร้างภาพลวงตา หลอกลวงนักลงทุน

แต่เคยมีข่าวว่า เจ้ามือหุ้นหรือเจ้าของบริษัทจดทะเบียนบางแห่ง ตั้งนอมินีและแอบไปเปิดบัญชีในต่างประเทศ เพื่อส่งคำสั่งซื้อขายกลับมาในหุ้นตัวเอง สร้างภาพลวงตาว่า ต่างชาติแห่เข้ามาไล่เก็บหุ้น และปล่อยข่าว เพื่อให้นักลงทุนรายย่อยตามแห่เก็งกำไร

เมื่อแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ เจ้ามือหุ้นจะเทหุ้นขายทำกำไร กว่าจะรู้ว่า คำสั่งซื้อของต่างชาติที่ส่งเข้ามา เป็น "ฝรั่งหัวดำ" หรือเป็นคำสั่งซื้อของเจ้ามือหุ้น นักลงทุนก็เสียรู้และเสียเงินไปแล้ว

แก๊งปั่นหุ้นไทย ยังไม่พัฒนาถึงขั้นปั่นหุ้นข้ามชาติ แต่เป็นแก๊งที่ใหญ่ เพราะล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศกล่าวโทษผู้ร่วมขบวนการปั่นหุ้นถึง 25 คน ร่วมกันปั่นหุ้น 6 บริษัท สร้างความเสียหายนับพันล้านบาท โดยคำนวณจากค่าปรับที่ ก.ล.ต.เรียกชำระกว่า 890 ล้านบาท

ยังไม่มีการเปิดโปงว่า แก๊งปั่นหุ้นไทยที่ถูก ก.ล.ต.กล่าวโทษ เป็นนอมินีของนักลงทุนขาใหญ่คนใดหรือไม่ มีใครบงการอยู่เบื้องหลังหรือไม่ แต่ไม่นานคงมีคำเฉลย

เพราะสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.)อยู่ระหว่างตรวจสอบเส้นทางการเงินของแก๊งปั่นหุ้นแก๊งนี้อยู่ และคงสาวถึงต้นตอของขบวนการปั่นหุ้นแก๊งใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นไทยได้

การทลายแก๊งปั่นหุ้นจากจีนครั้งนี้ เป็นอุทาหรณ์ที่ทำให้นักลงทุนต้องตระหนักว่า กลุ่มมิจฉาชีพในตลาดหุ้น สามารถทำได้ทุกอย่าง เพื่อตักตวงความมั่นคั่งจากตลาดหุ้น

ทำได้แม้แต่การส่งนอมินีไปตั้งแก๊งอยู่ต่างประเทศ เพื่อส่งคำส่งซื้อขายหุ้น แหกตานักลงทุนทั่วไป โดยอาจจะมีคนคอยสร้างข่าวลือกระตุ้นการเก็งกำไร หรืออาจจะมีนักวิเคราะห์หรือสื่อประเภทมือปืนรับจ้าง คอยเชียร์หุ้นร่วมขบวนการด้วย

นักลงทุนรายย่อยที่มีความโลภ นิยมเล่นหุ้นในลักษณะตามแห่ ชอบการใบ้หวย ชอบซื้อขายตามข่าวลือ หรือแรงเชียร์นักวิเคราะห์และแรงเชียร์สื่อ ถ้าหลงเข้าไปเล่นหุ้นปั่น จะไม่แตกต่างจากหมูวิ่งชน "ปังตอ" ซึ่งมีแต่หมดกับหมด

ข่าวแก๊งปั่นหุ้นข้ามชาติจากจีน เป็นการตอกย้ำถึงอันตรายจากแก๊งมิจฉาชีพ ซึ่งแทรกซึมอยู่ในตลาดหุ้น หรืออาจฝังตัวอยู่ตามบริษัทจดทะเบียน และพร้อมเปิดปฏิบัติการปล้นเงินจากนักลงทุนในทุกรูปแบบ

ถ้าลงทุนโดยไม่ระวัง หลงเข้าไปเล่นหุ้นที่มีแก๊งปั่นหุ้นอยู่เบื้องหลัง อาจถูกดูดเงินจนเกลี้ยงกระเป๋า

และไม่รู้ว่า นักลงทุนในตลาดหุ้นจีนกี่หมื่นกี่แสนคนที่ต้องเซ่นสังเวย ขาดทุนป่นปี้จากแก๊งปั่นหุ้นข้ามชาติที่เข้ามาตั้งฐานปั่นจากประเทศไทย.