You are here

CG and corruptions News - 14 November 2017

ศาลทุจริตรับคดีทอท.เอื้อคิงเพาเวอร์ - ไทยโพสต์

บิ๊กตู่สั่งขันนอตจนท.ขี้ฉ้อ ซัดถ่วงเวลาปฏิรูปตำรวจ - ไทยโพสต์

Corruption inquiry launched in Phuket after detained illegal immigrants spared deportation - THE NATION

'ฉัตรชัย'ชงนายกฯใช้ม.44 ปลด'ธีธัช'ยุติศึกยางพารา - กรุงเทพธุรกิจ

จัดทัพสำนักพุทธศาสนา'พงศ์พร'สั่งย้าย15บิ๊กขรก. - กรุงเทพธุรกิจ

โพสต์ทูเดย์: แก้ยางให้ถูกจุด - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ แกะรอย: ขับไล่'ธีธัช'บทพิสูจน์เก้าอี้'บิ๊กฉัตร' - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ จับประเด็น - ไทยรัฐ

คอลัมน์ อินไซด์นิวส์: ไม่เคยพลาดเป้า - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ สังคมโลก: ล้างบางทุจริต - เดลินิวส์

ศาลทุจริตรับคดีทอท.เอื้อคิงเพาเวอร์ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

กรุงเทพฯ * ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลนัดฟัง คำสั่งในคดีหมายเลขดำ อท.352/ 2560 ที่นายชาญชัย อิสระเสนา รักษ์ รองประธานคณะอนุกรรมาธิ การด้านกลไกในการปราบปรามการ ทุจริต คณะกรรมาธิการวิสามัญป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง เจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานไทย (ทอท.) จำกัด รวม 14 คน, เอกชนกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ 3 บริษัท และกรรมการผู้มีอำนาจเป็นจำเลยที่ 1-18

ในความผิดฐานเป็นพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ, เป็นกรรมการหรือผู้บริหารไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบฯ จนเป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหายฯ และเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทกระทำการหรือไม่กระทำการ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้กรณีร่วมกระทำผิดกฎหมายและข้อสัญญา ที่ก่อหรือเอื้อประโยชน์ให้เอกชน ได้รับผลประโยชน์เกินกว่าที่สัญญาระบุไว้ ซึ่งมีการยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 25 ก.ค.2560 กรณีที่มีการตรวจสอบว่าได้ร่วมกันกระทำผิดข้อสัญญาที่ก่อหรือเอื้อประโยชน์ให้เอกชนได้รับผลประโยชน์เกินกว่าที่สัญญาระบุไว้ จากการที่สัญญาระหว่าง ทอท.กับคิงเพาเวอร์ ให้เก็บรายได้เข้ารัฐ 15% จากยอดการขายสินค้าหรือบริการที่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่คณะกรรมการอนุมัติให้เก็บเพียง 3% ก่อให้เกิดความเสียหายกับรัฐมูลค่า 14,290,660,119 บาท

โดยศาลพิจารณาคำฟ้องและ เอกสารประกอบในเบื้องต้นแล้ว มีคำสั่งให้รับสำนวนไว้เพื่อรอการไต่ สวนมูลฟ้องโจทก์ เจ้าพนักงาน คดีจึงได้กำหนดนัดรวบรวมเอกสารหลักฐานการฟ้องคดีในวันที่ 16 ม.ค.2561 และนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 12 ก.พ.2561 เวลา 09.00 น. ก่อนที่จะกำหนดนัดไต่ สวนพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ต่อไป.

บิ๊กตู่สั่งขันนอตจนท.ขี้ฉ้อ ซัดถ่วงเวลาปฏิรูปตำรวจ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ไทยโพสต์ * นายกฯ สั่ง กอ.รมน.เพิ่มมาตรการตรวจสอบการทุจริต ขรก.ระดับล่าง "บิ๊กเจี๊ยบ" เด้งรับบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้มจัดระเบียบสังคมขันนอตไม่ให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม "บิ๊กป้อม" ขึงขังพร้อมเอาผิดตำรวจ-ทหารเก็บส่วย จ.ภูเก็ต ท้าให้ส่งข้อมูลมา ญาติวีรชนพฤษภา 35 ซัดรัฐบาลบิดเบือนถ่วงเวลาปฏิรูปตำรวจ ไม่ทำตามเสียงเรียกร้อง ปชช.

ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน วันที่ 13 พฤศจิกายน พล.ต. พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้สั่งการให้ กอ.รมน.เพิ่มมาตรการตรวจสอบการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ให้มากขึ้น โดยให้กวด ขันและตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในระดับผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ หรือปฏิบัติงานใกล้ชิดกับประชา ชน และให้รายงานผลการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ กอ.รมน.ได้เข้ามารับผิดชอบตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐในระดับล่าง

โดย พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะรอง ผอ.รมน.ได้สั่งการให้ กอ.รมน.ภาค และ กอ.รมน.จังหวัดบูรณาการประสานงานกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประจำจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เข้มงวดกวดขันปฏิบัติงานตามนโยบาย และให้ทุกหน่วยงานรายงานผลการดำเนินงานให้ทราบตามช่วงระยะเวลา

พล.ต.พีรวัชฌ์กล่าวต่อว่า ส่วนการจัดระเบียบสังคมนั้น กอ.รมน.ได้ตรวจสอบไม่ให้เกิดการฉ้อฉล โดยเฉพาะ สถานบันเทิงและกลุ่มต่างๆ ในสังคม ดูแลให้เกิดความเรียบร้อยในพื้นที่ ส่วนกรณีที่มีการลักลอบเปิดบ่อนการพนันในพื้นที่ต่างๆ นั้น กอ.รมน.ได้ตรวจสอบและติดตามพฤติกรรม พร้อมทั้งได้ประสานหน่วยงานในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตาและแจ้งเบาะแส เนื่องจากเจ้าหน้าที่มีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรในพื้นที่ ซึ่งอาจจะตรวจสอบได้ไม่ครอบคลุม หากประชาชนให้ความร่วมมือถือเป็นเรื่องดี สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ กอ.รมน.จังหวัด

"ผู้บังคับบัญชาได้เน้นย้ำให้ กอ.รมน.ขันนอต โดยประสานงานกับตำรวจในพื้นที่ และขอเรียกร้องให้ประ ชาชนทุกคนปฏิบัติตามระเบียบ เพื่อไม่ให้สิ่งที่ คสช.เคยจัดระเบียบสังคม เช่น การห้ามขายของบนทางเท้า การบุกรุกพื้นที่สาธารณะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก นอกจากนี้ กอ.รมน.ยังประสานกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และพนักงานสอบสวนในพื้นที่ติดตามพฤติกรรมของมาเฟียข้ามชาติ ซึ่งจากงานด้านการข่าวพบว่ามีปัญหาเฉพาะที่ เช่นเมืองพัทยาและ อ.หัวหิน ซึ่งตอนนี้ได้แก้ไขปัญหาเรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่าการปฏิบัติต่อกลุ่มต้องสงสัยว่าเป็นมาเฟียข้ามชาติจะยึดตามหลักกฎหมาย หากมีหลักฐานชัดเจนว่าส่อกระทำความผิดก็จะดำเนินการทันที ส่วนเรื่องการก่อการร้ายนั้นจากการตรวจสอบยังไม่มีสิ่งบอกเหตุว่าจะเกิดเหตุการณ์ก่อการร้าย" โฆษก กอ.รมน.กล่าว

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการดำเนินการกับผู้มีอิทธิพลใน จ.ภูเก็ต ที่เก็บส่วยผู้ประกอบการที่ขอเปิดเกินเวลา โดยมีตำรวจและทหารเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยว่า เอาเรื่องมาเลยว่าใครที่ทำผิด อย่ามาพูดลอยๆ ใครทำผิดลงโทษเลย เราไม่ละเว้นอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เจ้าหน้าที่ต้องทำการบ้านหรือไม่ เพราะบางพื้นที่กลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว พล.อ.ประวิตรกล่าวว่าไม่มีหรอก ขอให้เอาเรื่องมา อย่ามาพูดลอยๆ ไม่งั้นคงตอบไม่ได้

เมื่อถามถึงการปราบปรามมาเฟียข้ามชาติหรืออาชญากรรมข้ามชาติ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เรากวาดล้างอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีจำนวนเป็นหมื่นเป็นแสนก็ต้องจับ ล่าสุดในภาคใต้จับมาได้ 100 กว่าคน เราจะกวาดล้างจับกุมชาวต่าง

ชาติที่อยู่เกินกำหนดเวลาในทุกพื้นที่ เราเป็นห่วงจะมีพวกแอบแฝงเข้ามา อย่างพวกไอเอส

เมื่อซักว่าบางทีอาจมีการให้เงิน ใต้โต๊ะเจ้าหน้าที่เพื่อขออยู่ต่อ พล.อ.ประ วิตรกล่าวว่าไม่มีๆ และเรื่องนี้สามารถตรวจสอบได้ตลอด

วันเดียวกัน นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ออกแถลงการณ์ว่า การดำเนินการปฏิรูปตำรวจของรัฐบาลน่าจะเป็นแค่วาทกรรมที่ คสช.ผู้ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องทำ โดยพยายามบิดเบือน เบี่ยงเบน สร้างความสับสน โดยไม่นำมาตรฐานความต้องการของประชาชนที่ตกผลึกแล้วมาพิจารณาว่าส่วนไหนสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ทันที หากสิ่งนั้นเกิดประ โยชน์ต่อประชาชนทันที หรือหากมีบางข้อที่ประชาชนต้องการแต่ยังต้องใช้เวลาในการปรับแก้ ก็สามารถอธิบายให้ประชาชนเข้าใจถึงความจำเป็น แต่เห็นชัดว่ามีความพยายามบิดเบือน ถ่วงเวลา โดยการส่งนายทหารที่เป็นเพื่อนรองนายกฯ ผู้มากบารมีมาถ่วงเวลา โดยไม่มีแนวทางใดๆ แถลงต่อประชาชนเลย

"ตลอดเวลาที่รัฐบาล คสช.ควรแก้ไขปัญหาในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่เริ่มต้น และเป็นบ่อเกิดความเลวร้ายทำลายชาติและประชาชน เช่น การ ทำลายอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยกลุ่มตำรวจเลวที่ภูเก็ต การทำลายจริย ธรรม ความสงบสุข ปล่อยให้มีบ่อนกลางเมืองหาดใหญ่โดยไม่รับผิดชอบของฝ่ายผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และคงมีตามมาอีก"

ประธานญาติวีรชน 35 ระบุว่า นอกจากนี้ยังมีความพยายามกีดกันขัดขวางการตรวจสอบทุกรูปแบบ โดยปล่อยให้ คตง.ผู้ที่ต้องรับผิดชอบวางหลักบรรทัดฐานอย่างเข้มข้นเพื่อกำจัดจุดอ่อน เสริมจุดแข็งให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่มีหน้าที่เฉพาะในการตรวจสอบการโกงของหน่วยงาน องค์กรราชการ รวมถึงคณะรัฐมนตรีและรัฐบาล กลับมีการพยายามบิดเบือนทำลายกระบวนการตรวจสอบที่เข้มข้นแข็งแกร่งของ สตง.ลง โดยเฉพาะตลอด 2 ปีที่ผ่านมาซึ่งมีการร่วมกันตรวจสอบการคอร์รัปชันระหว่าง สตง.กับภาคประชาชน ส่วนการประกาศตรวจสอบทหารและกองทัพของประธาน คตง.ถือเป็นเรื่องดี เพราะผลการตรวจสอบภาคประชาชนที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีรัฐมนตรีบางคนที่มาจากทหารมีพฤติการทุจริตประพฤติมิชอบ และ สตง.ก็มีผลสอบปรากฏอยู่แล้ว ก็หวังว่าประธาน คตง.คงนำข้อเท็จจริงแถลงต่อสาธารณะด้วยความกล้าหาญในเร็วๆ นี้.

Corruption inquiry launched in Phuket after detained illegal immigrants spared deportation - THE NATION Issued date 14 November 2017

POLICE ON the resort island of Phuket have arrested 2,415 illegal immigrants during a oneyear period,but failed to hand over the majority of them to immigration police for deportation.

The finding has led to deputy national police commissioner Pol General Srivara Rangsibharamanakul issuing an urgent order for police to apprehend illegal immigrants who are still at large.

Srivara also ordered police to update him every week over the issue and outstanding arrests.

He said he had learned about alleged corruption by Phuket police during a meeting with Pol Maj-General Nuntadej Yoinuan,a deputy provincial commissioner,who reported that 2,415 illegal immigrants had been arrested in raids from October last year to last month.

However,only 685 of these had been handed over to immigration for deportation.

The report detailed arrests and transfers to immigration police by provincial police at 11 district stations during the one-year period.At one station,in Patong,862 people were detained and almost all - 810 - were not sent to immigration police.

Phuket police command earlier revealed that a number of illegal immigrants arrested from October 1,2016 to October 31,2017 had not been turned over to immigration police.

Srivara has ordered an investigative panel look into the matter to determine if Phuket police had been involved in the disappearance of the illegal immigrants.He pledged yesterday that any officer found involved in corruption would face investigation and punishment.

Meanwhile,deputy immigration police commissioner Pol Maj-General Itthipon Itthisarnronnachai said police would exert their "best efforts"to crack down on transnational crimes after finding that almost 100,000 foreigners had overstayed their visas.

The crackdown has been implemented in a campaign under the theme of "Good people can stay,bad ones will face difficulties".

The campaign was ordered by Deputy Prime Minister Prawit Wongsuwan,who announced a plan to deport people who were living in Thailand illegally or foreigners engaged in illegal activities.

Police also asked for coordination with the Consular Affairs Department of the Foreign Ministry to help investigate people from specific countries associated with illegal activities in Thailand.

Foreigners who had overstayed their visas were usually found at tourist attraction spots,Itthipon said,adding that the public could help by alerting police about foreigners'unusual behaviour.

'ฉัตรชัย'ชงนายกฯใช้ม.44 ปลด'ธีธัช'ยุติศึกยางพารา - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

กรุงเทพธุรกิจ ม็อบสวนยางบุกกระทรวง เกษตรฯ วางพวงหรีด ร้องปลด'ธีธัช'พ้น กยท. ระบุ 2 ปีที่ผ่านมาแก้ปัญหาราคายางพาราล้มเหลว ทำราคาตกต่ำต่อเนื่อง จี้ยกเลิกบริษัทร่วมทุนเอกชน วงเงิน 1.2 พันล้านบาท ส่อไม่โปร่งใส อาจไม่มีการหมุนเวียนยางจริง เกษตรกรไม่ได้รับประโยชน์ "ฉัตรชัย" สั่งบอร์ดกยท.สอบผู้ว่าการใน 7 วัน เล็งหารือนายกฯ ใช้มาตรา 44 ปลด เหตุกระบวนการปกติต้องใช้เวลามาก

แกนนำเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ ยังคงร่วมชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์วานนี้ (13พ.ย.) ตามนัดหมาย เพื่อเรียกร้อง ให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดจากนโยบายของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และการจัดตั้งบริษัท ร่วมทุนยางพารา จำกัด แม้ว่าแกนนำ บางส่วนโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้จะงดการเข้าร่วมชุมนุมกะทันหัน หลังจากถูกทหารนำตัวเข้าหารือในค่ายทหารก็ตาม

ในการชุมนุมครั้งนี้แกนนำเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย จากหลายจังหวัด กว่า 50 คน ร่วมกันนำพวงหรีด 3 พวงมาวางเพื่อไว้เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ไว้อาลัยต่อการบริหารยางที่ล้มเหลวของกระทรวงเกษตรฯ และบอร์ดการยางแห่งประเทศไทย โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างตึงเครียด มีทั้งตำรวจ และทหารจากกองทัพภาค1 กว่า 100 นาย มายืนเป็นแนวขวางบันได เพราะเกรงว่าเกษตรกรจะขึ้นไปชั้นบน

ขณะเดียวกันมีความพยายามห้ามสื่อมวลชนถ่ายภาพ โดยอ้างว่าหากมีการนำเสนอภาพการวางพวงหรีดจะมีความผิดถึงติดคุก 3 เดือน

ม็อบยางพาราแจงไม่ได้ไล่รมต.

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ ได้เดินลงมารับหนังสือและรับฟังข้อเรียกร้องจากแกนนำเครือข่าย ที่นำโดยนายสุรัตน์ เทือกสุบรรณ แกนนำ เครือข่ายฯ จ.สุราษฎร์ธานี และนายเขศักดิ์ สุดสวาท เลขาธิการเครือข่ายฯ โดยนายสุรัตน์ กล่าวว่าเป็นการมาบอกให้ทราบถึงปัญหาความเดือดร้อนชาวสวนยาง ยืนยันว่ากลุ่มของตนเองไม่ได้มาไล่รัฐมนตรี แต่มาขอให้รัฐบาลช่วยแก้ไขปัญหา

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบอร์ดและผู้ว่าการกยท. ทำงานมา 2 ปี แต่ไม่สนองตอบการแก้ไขปัญหา หรือมีมาตรการช่วยเหลือ เกษตรกรเข้าถึงยากมากจัดการเรื่องยางล้มเหลวจึงขอเรียกร้องให้รมว.เกษตรฯสั่งพักงาน บอร์ดกยท. และให้ยกเลิกบริษัทร่วมทุนกับเอกชน วงเงิน 1.2 พันล้านบาท ที่อาจนำเงินไปแทรกแซงหรืออาจไม่มีการหมุนเวียนยางจริง ซึ่งเกษตรกรไม่ได้ประโยชน์ รวมทั้งอยากขอให้นายกฯใช้อำนาจมาตรา 44 นำยางไปใช้ในประเทศ ตามที่ตั้งเป้าไว้ 1 แสนตัน จะดึงยางออกจากตลาดได้ 20% ทำให้เกิดสมดุลในตลาด

ระบุ2ปีที่กยท.แก้ปัญหาล้มเหลว

ขณะที่ นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สยยท)พร้อมตัวแทนเกษตรกรสวนยางภาคใต้ตอนบน ได้เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องให้ปลดบอร์ดและ ผู้ว่าฯ กทย.เช่นกัน พร้อมนำ 50,000 รายชื่อ สนับสนุน และเสนอให้นายกฯใช้มาตรา44 สั่งให้ทุกหน่วยงานใช้ยางยกระดับราคายาง

ขณะที่นายเขศักดิ์ สุดสวาท เลขานุการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตั้งแต่มี พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศพ.ศ.2558 ขึ้นมาโดย กยท.เป็นผู้กำกับดูแล ระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา การบริการจัดการเรื่องยางถือว่าล้มเหลว เพราะการออกนโยบายแก้ไขปัญหายางพาราต่างๆ ไม่ตรงจุด ราคายางพาราดิ่งลงเรื่อยๆ และอำนาจการกำหนดราคาไปอยู่กับพ่อค้า ฉะนั้นจึงมาเสนอข้อเรียกร้องเพื่อให้ พล.อ.ฉัตรชัย ช่วยแก้ไขปัญหาของเกษตร โดยการสั่งพักงานผู้ว่ากยท. และให้กยท.ยกเลิกบริษัทร่วมทุนกับผู้ส่งออกยางรายใหญ่ 5 บริษัท เงินทุนทั้งหมด 1,200 ล้านบาท

ฉัตรชัยสั่งสอบ"ธีธัช"ภายใน7วัน

ด้านพล.อ.ฉัตรชัย เปิดเผยภายหลังจากการรับฟังข้อเรียกร้องจากกลุ่มสวนยาง ว่าเกษตรกรที่เดินทางมี 2 กลุ่ม คือ สยยท. ได้เรียกร้อง 3 ข้อ ประกอบด้วย 1.การรับซื้อยางไม่ถูกต้องไม่โปร่งใส ซื้อเฉพาะของกลุ่มตัวเอง และซื้อในพื้นที่ที่ไม่ถูกต้อง 2.การเก็บยางในสต็อกไม่ถูกวิธี และ3.ความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อปุ๋ยให้กับเกษตรกร แพงกว่าราคาท้องตลาดถึง 2 บาทต่อกิโลกรัม และมีความล่าช้า จึงอยากให้พิจารณาปลดนายธีธัช ออกจากตำแหน่ง

ส่วนชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยาง แห่งประเทศไทย ได้เรียกร้อง 3 ข้อ คือ 1. เลิกดำเนินเข้าซื้อยาง ผ่านบริษัท ร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด และให้กยท.เป็น ผู้ดำเนินการเอง 2.เน้นการใช้ยางพาราภายในประเทศ 3.สั่งพักงานนายธีธัช

ทั้งนี้ ได้ชี้แจงกับตัวแทนเกษตรกรว่า กระทรวงเกษตรฯ จะได้เชิญนายธีธัช และพล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานบอร์ด กยท. เข้าหารือเป็นการด่วนในประเด็นเหล่านี้ ซึ่งในส่วนข้อกล่าวหานายธีธัช เรื่องความโปร่งใส ในการปฏิบัติหน้าที่ ได้สั่งการให้พล.อ.ฉัตรเฉลิม จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบการทำงานของนายธีธัช โดยให้เวลาภายใน 7 วัน จากนั้นถึงจะมีการดำเนินการตามผลการตรวจสอบ

เล็งหารือนายกฯใช้ม.44สั่งปลด

ทั้งนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของนายธีธัช ถือว่าอยู่ภายในพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย การดำเนินการตรวจสอบจึงต้องผ่าน บอร์ดกยท. ซึ่งจะมีการประเมินผลงานเป็นประจำอยู่แล้ว หากไม่ผ่านการประเมินก็ต้องเลิกจ้าง

อย่างไรก็ดีในเวลาต่อมาพล.อ.ฉัตรชัย เปิดเผยว่ากรณีเกษตรกรเรียกร้องให้ปลดนายธีธัช ออกจากตำแหน่ง จะนำไปหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าควรจะใช้มาตรา 44 ได้หรือไม่ เนื่องจากการปลดนายธีธัช เป็นหน้าที่ของบอร์ด กยท. ที่จะต้องตั้งคณะกรรมการประเมินผลการทำงานก่อซึ่งอาจจะต้องใช้ระยะเวลานาน

"ธีธัช"ยันมีผลงานไม่คิดแสดงสปิริต

พล.อ.ฉัตรเฉลิม กล่าวภายหลัง เข้าพบพล.อ.ฉัตรชัย ว่าได้ชี้แจงข้อเสนอของเกษตรกรใน 6 ข้อเกี่ยวกับการบริหารจัดการยางของ กยท. ที่เกษตรกรไม่พอใจ คาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาเพียง 1 วันเท่านั้น เนื่องจากเป็นเรื่องเก่า ไม่ต้องใช้ระยะเวลาการพิจารณานาน

ขณะที่นายธีธัช กล่าวว่าในวันนี้การบริหารจัดการยางพาราทำได้ตามแผนงานที่วางไว้ ทั้งหลักการ เหตุผล กลไกตลาดเป็นสิ่งใหม่ที่เข้ามาได้ตลอดเวลา แต่ เป้าหมายเพื่อพยุงราคายางพารานั้นยังคงดำเนินการต่อ และคงไม่ลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบ เพราะที่ผ่านมาการทำงานสามารถทำได้ตามวัตถุประสงค์ และการประชุมล่าสุดของบอร์ด กยท. เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบให้กยท.ดำเนินงาน บริษัทร่วมทุนยางพารา ต่อไป

"ที่ให้แสดงสปิริตลาออก ผมคนทำงานไม่เข้าใจว่าจะทำเพื่ออะไร เพราะทุกอย่างยังคงดำเนินการได้ตามกลไก ที่ผ่านมา ผมก็ทำงานเป็นปกติดีทุกอย่าง แต่ต่อไปเมื่อมีข้อเรียกร้องจากเกษตรกรชาวสวนอาจมีการปรับกลยุทธ์ในการบริหารจัดการราคา และสต็อกยางพารา" นายธีธัช กล่าว

แกนนำใต้ยื่นข้อเรียกร้องผ่านผู้ว่าฯ

ขณะเดียวกันกรณีนายถนอมเกียรติ ยิ่งฉ้วน ที่ปรึกษาประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางระดับประเทศ และนายประทบ สุขสนาน ประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดตรัง ถูกนำตัวไปพูดคุยในค่ายทหารทำให้เปลี่ยนใจไม่เข้าร่วมการชุมนุม

โดยต่อมาได้เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องผ่านนายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ถึงคสช. โดยข้อเรียกร้องดังกล่าว เป็นฉบับเดียวกับที่ตัวแทนเครือข่ายสถาบันเกษตรกรจากตรังที่เหลือ จังหวัดภาคใต้ ภาคเหนือ และอีสาน เข้ายื่นกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในเช้าวันเดียวกัน

จัดทัพสำนักพุทธศาสนา'พงศ์พร'สั่งย้าย15บิ๊กขรก. - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

กรุงเทพธุรกิจ-"พงศ์พร' จัดทัพใหม่ สำนักงานพระพุทธศาสนา ประเดิม สั่งย้าย 15 ข้าราชการระดับผู้อำนวยการ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด 9 ราย นักวิชาการศาสนาอีก 6 ราย ให้มีผลทันที ส่วน "พิศาฬเมธ" ที่ถูกโยกเข้ากรุก่อนหน้านี้ ส่งกลับลงพื้นที่อ่างทองตามเดิม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวานนี้ (13 พ.ย.) พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้มีคำสั่งเรื่องย้ายข้าราชการ ตำแหน่งอำนวยการ ระดับสูง ในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) จำนวน 9 ตำแหน่ง

ประกอบไปด้วย 1.นายสุทธิรักษ์ หนูฉ้ง ผู้อำรนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.)ราชบุรี เป็นผอ.พศจ.ฉะเชิงเทรา 2.นายสนทยา เสนเอี่ยม ผอ.พศจ.สงขลา เป็น ผอ.พศจ.ราชบุรี 3.นายถมยา ศรีประสม ผอ.พศจ.ปัตตานี เป็นผอ.พศจ.สงขลา 4.นายจรัญ มารัตน์ ผอ.พศจ.นครศรีธรรมราช เป็นผอ.พศจ.ปัตตานี

5.นายประพันธ์ ตั้นวัฒนา ผอ.พศจ.พิจิตร เป็นผอ.พศจ.จันทบุรี 6.นายอัครชัย ได้ผลธัญญา ผอ.พศจ.เพชรบูรณ์ เป็นผอ.พศจ.พิจิตร 7.นายสุริยันต์ สาระบุตร ผอ.พศจ.ศรีสะเกษ เป็นผอ.พศจ.ชลบุรี 8.นายประพันธ์ คำจ้อย ผอ.พศจ.ลำพูน เป็นผอ.พศจ.เชียงราย 9.นายณัฐสิทธิ์ วงศ์ตลาด ผอ.พศจ.หนองคาย เป็นผอ.พศจ.สุพรรณบุรี

นอกจากนี้ พ.ต.ท.พงศ์พร ยังได้มีคำสั่งย้ายข้าราชการในระดับวิชาการและทั่วไป ในโอกาสเดียวกันนี้ อีกจำนวน 6 ตำแหน่ง ประกอบไปด้วย 1.นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี นักวิชาการศาสนา สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครปฐม เป็นนักวิชาการศาสนา สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา

2.นายสุขพิชัย เชาวกุล นักประชาสัมพันธ์ สำนักเลขานุการกรม เป็น นักวิชาการศาสนาสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครปฐม 3.นางศุภิสรา บัวงาม นักทรัพยากรบุคคล ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต เป็นนักวิชาการศาสนาสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสระบุรี

4.นางหนึ่งฤทัย พูลลาภ นักวิชาการศาสนากองพุทธศาสนศึกษา เป็น นักทรัพยากรบุคคลศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต 5.นางจุไรรัตน์ มีศิริ เจ้าพนักงานเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สำนักเลขานุการกรม เป็น เจ้าพนักงานธุรการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสมุทรสาคร และ 6.ให้นายพิศาฬเมธ แช่มโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดอ่างทอง มาช่วยรายการที่พศ.ให้กลับไปดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอ่างทองเช่นเดิม ซึ่งคำสั่ง ดังกล่าวให้มีผลตั้งแตบัดนี้เป็นต้นไป

โพสต์ทูเดย์: แก้ยางให้ถูกจุด - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ไม่บ่อยครั้งที่เกษตรกรชาวสวนยางซึ่งที่ผ่านมามีความเห็นกันหลากหลายกลุ่ม จะมารวมตัวกันยื่นข้อเสนอให้แก้ปัญหายางพาราราคาตกต่ำอย่างพร้อมเพรียง หลังการแก้ปัญหายางพาราได้รวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไว้ตาม พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 ตามที่มีการเรียกร้องกันมากว่าสิบปี มีผลบังคับใช้ให้อำนาจบริหารจัดการตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง แต่ในเชิงปฏิบัติกลับยังไม่เป็นไปตามที่หวังกันมาก จนล่าสุดมีการยื่นหนังสือให้แก้ปัญหาดังกล่าว

ตามที่ทราบกันเมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา เครือข่ายเกษตรกรชาว สวนยางได้ยื่นหนังสือถึง รมว.เกษตรและสหกรณ์ เรียกร้องเช่น ให้ยกเลิกการตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กับ 5 เอกชนรายใหญ่วงการยางพารา เพราะไม่สามารถยกระดับราคายางพาราได้จริง เสนอนายกรัฐมนตรีใช้มาตรา 44 ปลด หรือบางกลุ่มให้พักงานผู้ว่า กยท. มีการเรียกร้องให้สอบเรื่องการซื้อปุ๋ยยางของ กยท. รวมทั้งให้รัฐบาลจริงจังกับการนำยางพาราไปใช้ในประเทศ

จากข้อเรียกร้องดังกล่าว ทาง รมว.เกษตรและสหกรณ์ สั่งให้ประธานกรรมการ กยท. ไปตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงตามข้อร้องเรียนของตัวแทนเกษตรกร และให้รายงานใน 7 วัน ใน 4 ประเด็น คือ 1.กรณีบริษัทร่วมทุนว่าเอื้อประโยชน์กับนายทุนหรือเอกชนที่ร่วมทุนหรือไม่ เนื่องจากแกนนำ เห็นว่าการบริหารของกองทุนอาจจะไม่ถูกต้อง เป็นการเข้าซื้อบางตลาด เลือกปฏิบัติ ทำให้เกิดความไม่โปร่งใส ทำให้การเก็บรักษายางที่ซื้อมาไม่ดี 2.การจัดซื้อปุ๋ยมอบให้เกษตรกรไม่โปร่งใสและล่าช้า 3.เสนอให้พักงานผู้ว่า กยท. และ 4.เสนอให้เร่งรัดการนำยางไปใช้ในประเทศเพิ่มมากขึ้น

ภาพรวมดังกล่าวผลสอบที่ออกมา ทางบอร์ด กยท.คงต้องดำเนินการตามข้อเท็จจริงต่อไป เพื่อให้นโยบายที่ครบในการบริหารจัดการเกี่ยวกับยางพาราเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 ที่มีการรวม 3 หน่วยงาน คือ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และองค์การสวนยางเข้าด้วยกัน เพื่อภารกิจการบริหารจัดการยางในประเทศไทยแบบครบวงจรให้มีประสิทธิภาพและคล่องตัว

เมื่อการออกแบบบริหารจัดการเกี่ยวกับยางพารามีครบ ตั้งแต่ต้นทางเกษตรกรซึ่งมีการจูงใจลดการปลูกต้นยางด้วยการชดเชยรูปแบบต่างๆ ช่วยลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต ขณะกลางทางมีการตั้งองค์กรเข้ามาแทรกแซงราคายาง มีการส่งเสริมเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อการแปรรูปยางพาราขั้น พื้นฐาน เช่น รองเท้า ที่นอนยางพารา และปลายทางมีนโยบายให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อหรือใช้ยางพาราในการทำโครงการต่างๆ เช่น นำไปผสมลาดผิวถนน นำไปใช้ป้องกันตลิ่งพัง หรือให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อที่นอนยางสำหรับคนไข้ติดเตียงไม่ให้เกิดแผลกดทับ

อย่างไรก็ตาม แม้เครื่องมือแก้ปัญหายางที่ได้รับการบูรณาการดังกล่าว ดูแล้วน่าจะจัดการปัญหาได้มีประสิทธิภาพและคล่องตัว แต่ในทางปฏิบัติอย่างที่ทราบกันว่าปัญหาราคายางตกต่ำมาก จากต้นทุนผลิตเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละกว่า 60 บาท ขณะที่ราคาขายจริงได้แค่ 40-50 บาท ทำให้ชาวสวนยางออกมาเคลื่อนไหว จริงอยู่ยางพาราเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ การบริหารจัดการยากตามความผันผวนของราคาน้ำมันโลก มีปัจจัยเหนือการควบคุมทั้งระดับโลกและในประเทศ แต่การบริหารงานแบบงานประจำไม่จริงจังแก้ไขทำให้การบูรณาการจึงไม่เป็นไปตามคาดหวัง ดังนั้นจึงอยากให้การสอบข้อเท็จจริงครั้งนี้ออกมาแล้วแก้ปัญหาได้ตรงจุดและเบ็ดเสร็จ

คอลัมน์ แกะรอย: ขับไล่'ธีธัช'บทพิสูจน์เก้าอี้'บิ๊กฉัตร' - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เฉลา กาญจนาkanchanatuk@hotmail.com

ปมปัญหาขับไล่ ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) พ้นจากตำแหน่ง มันเป็นตาม ข้อเรียกร้องของ ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยาง แห่งประเทศไทยและสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.)

ใน 3 ข้อนี้ใช่ไหม คือให้ยกเลิกบริษัทร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด เพราะรับซื้อยางไม่ถูกต้อง ไม่โปร่งใส รับซื้อเฉพาะยางของกลุ่มตัวเอง ซื้อในพื้นที่ที่ไม่ถูกต้อง การเก็บยางในสต็อก ไม่ถูกวิธี และไม่มีความโปร่งใสในการจัดซื้อปุ๋ย ให้กับเกษตรกร ด้วยเหตุผลนี้หรือที่เป็นเหตุให้ต้องไล่ ธีธัช สุขสะอาด ไป

บางกลุ่มก็บอกว่ามีปัญหาราคายางพาราตกต่ำ จนไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ฉะนั้นหากจะให้"ฟันธง"ตอนนี้ปมปัญหาแท้จริงน่าจะมาจากราคายาง"ตกต่ำ"เสียมากกว่า แต่ปัญหาราคายางตกต่ำ มันน่าจะเป็นภาระที่ยิ่งใหญ่ การเข้ามาดูแลจัดการมันน่าที่จะยิ่งใหญ่กว่า ธีธัช สุขสะอาด และน่าที่จะมีอำนาจเหนือกว่าไม่ใช่หรือ

วันก่อนเห็นแกนนำเครือข่ายชาวสวนยางทางภาคใต้หลายจังหวัด ก่อตัวที่จะยกขบวนขึ้นมากรุงเทพฯเป้าหมาย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อมีการเคลื่อนไหวอย่างนี้หน่วยงานความมั่นคง ไม่น่าจะปล่อยให้เข้ามากวนในกรุงเทพฯท่ามกลาง"รัฐมนตรีขาลง"กับข่าวการ ปรับคณะรัฐมนตรีตอนนี้

ยิ่งปล่อยให้แกนนำเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยาง เข้ามาปักหลักยึดพื้นที่ เรียกร้อง ถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร เท่ากับว่าการบริหารงานที่ผ่านมา"ล้มเหลว"อย่างนั้นหรือ จะเข้าข่ายตรงที่ว่าเศรษฐกิจโตกระจุก ไม่ได้กระจายอย่างที่ควรจะเป็น จนสร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องชาวสวนยาง แม้ในความเป็นจริงมันจะเป็นอย่างที่เห็นๆ กันก็ตาม แต่ทางด้านความมั่นคงแล้วไม่สามารถที่จะปล่อยให้เกษตรกรออกมาเคลื่อนไหวได้ในเวลานี้ มิฉะนั้นเป้าหลุดพ้นจากเก้าอี้รัฐมนตรีอยู่แค่เอื้อมที่กระทรวง"พญานาค"ก็เป็นได้ ฉะนั้นการสกัดกั้นแกนนำไม่ให้กระเพื่อมเพื่อเหตุผลใดใครก็อ่านเกมออก

เท่ากับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่แน่ใจว่าเป็นการ"ตีวัวกระทบคราด"หรือไม่ แบบว่าไล่ ธีธัช สุขสะอาด พ่วง เจ้ากระทรวงพญานาค อะไรทำนองนั้น ฉะนั้นวันนี้ในแต่ละกระทรวงทำอย่างไรก็ได้ แต่ต้องไม่ให้เกิดการประท้วง เพื่อเพิ่มดีกรีกดดันให้พ้นตำแหน่ง จริงๆกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูเหมือนมีแรงกระเพื่อมมาระยะหนึ่งแล้ว ที่เกษตรกรไม่พออกพอใจต่อราคาสินค้า

เอาละวันนี้เจ้ากระทรวงพญานาคจะเหนียมแน่อยู่ต่อหรือไม่คงต้องติดตามกัน แต่ที่แน่ๆ วันนี้ชื่อของ"พี่ใหญ่"ลอยละล่องไปทั่วราชดำเนินเสียแล้ว

คอลัมน์ จับประเด็น - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงโครงการจัดซื้อเครื่องสแกนม่านตาเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์แรงงานต่างด้าวของกระทรวงแรงงานว่า ขณะนี้ยังไม่มีการจัดซื้อเครื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมทั้งนายกฯเห็นตรงกันว่า มีความจำเป็นที่จะต้องเสริมเครื่องสแกนม่านตา เพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์แรงงานต่างด้าวที่แม่นยำกว่าการตรวจสอบลายนิ้วมือ 100 เท่า หรือใบหน้า 10 เท่า

โดยปัจจุบันมีใช้อยู่เพียง 30 เครื่องใน 22 จังหวัด ยืมมาจากกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคมเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์ในการขึ้นทะเบียนแรงงานประมง 7 หมื่นคน ที่ต้องแล้วเสร็จในเดือน มี.ค. 2561 ขณะนี้ดำเนินการไปแล้วกว่า 3 หมื่นราย

กรมการจัดหางานยังต้องพิสูจน์อัตลักษณ์แรงงานต่างด้าวอีกมากกว่า 2 ล้านคน ให้แล้วเสร็จในคราวเดียวกัน

ส่วนข้อสังเกตเรื่องราคาต่อเครื่อง 1 แสนบาทนั้น เป็นราคามาตรฐานสำหรับเครื่องประเภทนี้

และรายละเอียดการจัดซื้อยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาการเก็บข้อมูลพิสูจน์ตัวบุคคลของแรงงานต่างด้าว ที่คสช.ตั้งขึ้น ยืนยันได้ว่ามีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

เอาเป็นว่าในเรื่องความจำเป็นในการจัดซื้อเครื่องสแกนม่านตาถึงตรงนี้ไม่น่าจะมีฝ่ายไหนติดใจ

เพียงแต่ถ้ายืนยันถึงเรื่องความโปร่งใสราคาเครื่องกับความคุ้มค่าในการจัดซื้อ

ประเด็นเหล่านี้ต่างหากที่ควรสร้างความมั่นใจให้ประชาชน.

คอลัมน์ อินไซด์นิวส์: ไม่เคยพลาดเป้า - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

สัปดาห์ก่อน รัฐมนตรีคลัง อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ไปเป็นประธานเปิดศูนย์บัญชาการด้านการปราบปรามและการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิต พร้อมมอบนโยบายด้านการจัดเก็บที่ควรเน้นไปทางด้านการตรวจแนะนำหรือให้ความรู้ด้านการชำระภาษีแก่ผู้เสียภาษี แทนที่จะไล่ล่าผู้เสียภาษีเหมือนที่ผ่านมา

อภิศักดิ์ บอกว่า ศูนย์บัญชาการ ดังกล่าว ได้นำระบบไอทีเข้ามาเชื่อมโยงให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่า สามารถเรียกดูข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อรู้ จุดอ่อนจุดแข็งของการจัดเก็บรายได้ในแต่ละพื้นที่ แถมช่วยลดปัญหาการคอร์รัปชัน ได้ด้วย ถือเป็นหนึ่งใน Big Data ด้านการจัดเก็บรายได้ของกระทรวงการคลัง

เมื่อเป็นเช่นนี้ กรมสรรพสามิตจะต้องเพิ่มเป้าจัดเก็บรายได้หรือไม่ อภิศักดิ์ ตอบว่า นับจากกรมจัดตั้งเมื่อปี 2474 หรือกว่า 60 ปี กรมไม่เคยจัดเก็บพลาดเป้าเลยสักครั้ง และไม่ได้ตั้งเป้าจัดเก็บไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะเขาตั้งเป้าหมายจัดเก็บเพิ่มทุกปี ย้ำกันขนาดนี้ ปีนี้เป้าหมายจัดเก็บสูงสุดถึง 6 แสนล้านบาท รอพิสูจน์ฝีมืออธิบดีป้ายแดงก็แล้วกัน

คอลัมน์ สังคมโลก: ล้างบางทุจริต - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เลนซ์ซูม

การปราบปรามทุจริตอย่างรุนแรงของทางการซาอุดีอาระเบียยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และได้ขยายวงกว้างออกไปนอกประเทศแล้ว เนื่องจากทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือยูเออี ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญ ได้ขอร้องธนาคารต่าง ๆ ในประเทศให้ข้อมูลเกี่ยวกับพลเมืองชาวซาอุดี อาระเบียที่ถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวนในคดีทุจริต ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่อาจจะมีการอายัดบัญชีธนาคารของบุคคลเหล่านี้

แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้บอกว่า ธนาคารกลางยูเออีเรียกร้องให้บรรดาธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินในประเทศให้รายละเอียดเกี่ยวกับบัญชีธนาคารของชาวซาอุดีอาระเบีย 19 คน แต่ไม่ยอมเปิดเผยชื่อของลูกค้า เนื่องจากเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหว แต่รายงานข่าวระบุว่า ชาวซาอุดีอาระเบีย 19 คน รวมถึงเจ้าชายอัลวาลีด บิน ทาลาล มหาเศรษฐี และเจ้าชายมิเท็บ บิน อับดุลเลาะห์ อดีตผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์แห่งชาติ ส่วนที่เหลือประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงและนักธุรกิจชั้นนำของประเทศ

ทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไม่ได้ให้เหตุผลว่า ทำไมรัฐบาลจึงต้องการข้อมูลบัญชีธนาคารของชาวซาอุดีอาระเบียทั้ง 19 คน แต่เชื่อว่า รัฐบาลยูเออีดำเนินการตามคำขอร้องของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ที่ต้องการทวงคืนทรัพย์สินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐจากการทุจริต

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ซาอุดี อาระเบีย ได้อายัดบัญชีธนาคารในประเทศไปแล้วไม่ต่ำกว่า 1,700 บัญชี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามการทุจริต

ขณะที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเฉพาะที่นครดูไบ เป็นหนึ่งในแหล่งฝากเงินต่างประเทศยอดนิยมของเหล่ามหาเศรษฐีชาวซาอุดีอาระเบีย นอกเหนือจากบัญชีธนาคารแล้ว มหาเศรษฐีซาอุดีอาระเบียยังนิยมซื้ออพาร์ตเมนต์สุดหรู และคฤหาสน์หลังงามในนครดูไบ รวมถึงลงทุนในตลาดหุ้นของยูเออีอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เงินจำนวนมหาศาลอาจซุกอยู่ในรูปของหุ้น และการทุจริตที่มีมานานหลายปี ได้กอบ โกยรายได้ของรัฐบาลซาอุดีอาระเบียมากถึง 800,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 27 ล้านล้านบาท เจ้าหน้าที่ประจำหอการค้าและอุตสาหกรรมของซาอุดีอาระเบียเชื่อว่า ยังมีเงินจำนวนมหาศาลของรัฐบาลซาอุดีอาระเบียที่ถูกยักยอกและนำไปฝากไว้ในประเทศต่าง ๆ รวมถึงสวิตเซอร์แลนด์ และอังกฤษ

ด้าน มาเซน อัล-ซูไดรี หัวหน้าทีมวิจัยของอัล-ราจไฮ แคปิตอล บริษัทผู้ให้บริการด้านการเงิน เปิดเผยโดยคาดหมายว่า การปราบปรามการทุจริตอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย จนนำไปสู่การจับกุมนักการเมืองและนักธุรกิจระดับแนวหน้าของประเทศจำนวนหลายสิบคน มีผล กระทบต่อเศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียอย่างจำกัด ขณะเดียวกัน นายอัล-ซูไดรี ยังคาดหมายว่า ในระยะยาวจะมีการลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นและผลผลิตของการลงทุนสูงขึ้น

นอกจากนี้ อัล-ซูไดรี ยังเปรียบเทียบสถานการณ์การปราบปรามทุจริตในซาอุดีอาระเบียกับการปราบปรามทุจริตในจีนเมื่อปี 2558 ว่า ภาคการธนาคารทั่วโลกไม่ได้รับผลกระทบ และการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพีของจีน ก็ไม่ได้รับผลกระทบเช่นกัน

เท่าที่ผ่านมา ทางการซาอุฯ จับประชาชน 201 คนมาสอบปากคำกรณียักยอกทรัพย์และทุจริตประมาณ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.3 ล้าน ล้านบาท ทั้งนี้ เจ้าชายหลายพระองค์และรัฐมนตรีหลายคน รวมถึงนักธุรกิจชั้นนำ อยู่ในกลุ่มบุคคลชั้นสูงของประเทศ หลายสิบคนที่ถูกจับกุมหรือปลดออกจากตำแหน่งทางการเมืองเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ส่งผลให้เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมาร กระชับอำนาจมากขึ้น.