You are here

CG and corruptions News - 15 June 2017

ชู 'บรรษัทภิบาล' ดันธุรกิจโตยั่งยืน - กรุงเทพธุรกิจ

คลังยันแบงก์แกร่ง สำรองเอ็นพีแอลเกิน100% บี/อีครบวันนี้70ล้าน - โพสต์ทูเดย์

ปปช.ฟัน'วินัย-อาญา'20 บอร์ดบริหารสกสค. - กรุงเทพธุรกิจ

ปปช.เชือดวัฒนา โกงบ้านเอื้ออาทร - ไทยโพสต์

เด้งรองดีดี'ทีจี'เหตุขัดใจบอร์ด - ฐานเศรษฐกิจ

ป.ป.ช.จ่อสอบสีกากีซื้อเก้าอี้ 'จักรทิพย์'ป้อง'สุรเชษฐ์'ไม่เกี่ยวจัดโผ - คม ชัด ลึก

พิษณุหนักใจปัญหาทุจริตองค์การค้าฯ ลุ้น16มิ.ย.บอร์ดสกสค.ไฟเขียวเงินกู้1,200ล้านจ่ายหนี้พนักงาน - สยามรัฐ

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก: ธรรมาภิบาลภาครัฐ - ไทยรัฐ

คอลัมน์ ข้าราษฏร: ปรับระบบ จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ(1) - มติชน

คอลัมน์ จันทราท่าพระอาทิตย์: ใบเสร็จตำรวจเซ็งลี้เก้าอี้ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

แฉสารพัดวิธี...สีกากีซื้อขายตำแหน่ง! - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ คอร์รัปชั่น : เหตุเกิดที่กระทรวงศึกษาธิการ - มติชน

EDITORIAL: When temples become POOLS OF CASHfor the greedy - THE NATION

ชู 'บรรษัทภิบาล' ดันธุรกิจโตยั่งยืน - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ผู้เชี่ยวชาญชูบรรษัทภิบาลเป็น เครื่องมือช่วยธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ชี้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและความโปร่งใสส่งผลต่อความเชื่อมั่น พร้อมเร่งแก้ปัญหาทุจริตเพื่อสร้างความมั่นใจต่อนักลงทุนและผู้บริโภค

นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการใหญ่การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) และอดีตผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) กล่าวในงานประชุมการขับเคลื่อนธรรมาภิบาลในโลก ที่เปลี่ยนแปลง ที่จัดโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (ไอโอดี) วานนี้(14 มิ.ย.) ว่า ธรรมาภิบาลและบรรษัทภิบาลหรือหลักการจัดการบริหารที่ดีนั้น เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจต่างๆ และเศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในยุคที่โลกกำลังเกิดความไม่แน่นอนในด้านการเมืองระหว่างประเทศ ที่ส่งผลต่อด้านการค้า การลงทุน และด้านอื่นๆ

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ขณะนี้โลก ไม่ได้อยู่ในยุคเสรีใหม่ (Neo-Liberalism) อีกแล้ว แต่อยู่ในยุคหลังเสรี (PostLiberalism) เนื่องจากหลายประเทศได้เลือกผู้นำหรือคณะผู้บริหารที่มีแนวคิดทำเพื่อคนในชาติเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญกับการค้าระหว่างประเทศน้อยลง ทั้งยังเห็นการท้าทายองค์กรระดับโลก อย่างเช่น องค์การการค้าโลก ด้วยการทำสัญญาการค้าระหว่างประเทศที่ใช้ กฎเกณฑ์ที่ต่างจากกฎเดิมที่ใช้กันทั่วโลก อย่างเช่น กฎการค้าขององค์การการค้าโลก จึงทำให้ธุรกิจจำนวนมากตกอยู่ในความเสี่ยง ด้านนายเมอร์วิน คิง ผู้เชี่ยวชาญด้านบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน และประธานคณะกรรมการบรรษัทภิบาลคิง จากแอฟริกาใต้ กล่าวสอดคล้องกันว่า การทำให้ธุรกิจเติบโตในระยะยาว ใน ยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ต้องอาศัยหลักบรรษัทภิบาล

เขาแนะนำว่า ที่ผ่านมาบริษัทต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์มักให้ความสำคัญกับ ราคาหุ้นและผลประกอบการเป็นหลัก ซึ่งเป็นเป้าหมายธุรกิจในระยะสั้น แต่แทบไม่มีบริษัทใดมองเห็นทุนมนุษย์ ความเป็นอยู่ของพนักงาน ความ สัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับลูกค้าและ ผู้ถือหุ้น ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กับ ผลประกอบการในระยะยาว

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ กล่าวต่อไปว่า หากต้องการเป็นธุรกิจที่ขึ้นชื่อด้านบรรษัทภิบาล ธุรกิจรายนั้นต้องเป็นผู้นำด้านจริยธรรม มีความรับผิดชอบในสายตาคนทั่วไป และจะต้องเน้นแนวคิดที่ตอบสนองความยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม นายศุภชัยเสริมว่า ธุรกิจจะขับเคลื่อนบรรษัทภิบาลไม่ได้ ถ้าหากไม่มีเข็มทิศทางความคิด ที่จะคอยชี้นำก้าวย่างและทิศทางที่ธุรกิจรายนั้นจะเดินต่อไป และเข็มทิศ ดังกล่าวก็ต้องมาพร้อมกับความเห็นอกเห็นใจทุกฝ่ายและชุมชนที่เกี่ยวข้อง

อดีตผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก ยกตัวอย่างให้เห็นว่า การขาดบรรษัทภิบาล และการเน้นผลประกอบการในระยะสั้น และระยะไตรมาส เพียงอย่างเดียว เคยทำให้ธุรกิจบางรายสะดุดมาแล้ว อย่างเช่น กรณีฉาวเกี่ยวกับการโกงค่าทดสอบการปล่อยไอเสียของผู้ผลิตรถยนต์ แถวหน้าของโลก หรือแม้แต่การตกแต่งบัญชีของธนาคารชื่อดัง

นายจอห์น ซัลลิแวน สมาชิก กลุ่มที่ปรึกษาภาคเอกชน จากบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (ไอเอฟซี) และ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยจอร์จ เมสัน ในสหรัฐ มองว่า การทุจริตเป็นปัญหาหลัก ที่ต้องแก้ไขเพื่อเสริมบรรษัทภิบาล ของธุรกิจ โดยได้ยกตัวอย่างการประชุม องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการพัฒนา (โออีซีดี) เมื่อปี 2547 ว่า ประเทศในกลุ่มนี้เห็นพ้องให้เพิ่ม "กรอบธรรมาภิบาล" เป็นเป้าหมาย การพัฒนาของกลุ่ม ซึ่งกรอบธรรมาภิบาล ต้องส่งเสริมความโปร่งใส ตลาดที่มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม และการส่งเสริมสภาพแวดล้อมรอบข้างให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

นายซัลลิแวน กล่าวอีกว่า หลัก ธรรมาภิบาลและบรรษัทภิบาล ต้องทำให้เกิดการขยายตัวของธุรกิจ และเศรษฐกิจด้วย ที่ผ่านมา ไทยและอีกหลายประเทศ ก็มีความคืบหน้า ด้านทบทวน และตรวจสอบหลัก จริยธรรมมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความยุติธรรมและโปร่งใสในองค์กรมากขึ้น เช่นกัน

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ เสนอวิธีแก้ปัญหาการทุจริตอีกว่า ควรใช้สถิติและการ จัดอันดับจากหน่วยงานภายนอกหรือหน่วยงานระหว่าประเทศ ในการปรับปรุงความโปร่งใส และส่วนตัวขอชื่นชมไอโอดี ที่มีการจัดอันดับการต่อต้านการทุจริตขององค์กรต่างๆ แล้ว ขณะเดียวกันหลายประเทศก็ให้ความสนใจต่อการจัดอันดับในลักษณะนี้ มาก เพราะการทุจริตเป็นปัญหาใหญ่ในเอเชีย และเป็นตัวฉุดหลักบรรษัทภิบาล และธรรมาภิบาล ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจและเศรษฐกิจล้มเหลวในระยะยาว อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับบราซิล จากที่เคยเป็นดาวรุ่งทางเศรษฐกิจของโลก แต่ การคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นแทบจะทุกวงการ ทำให้ประเทศนี้แทบหลุดพ้นสถานะ ดังกล่าวเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

นายซัลลิแวน กล่าวว่า ตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา มีการศึกษาหลายชิ้นที่ชี้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างการเติบโตและบรรษัทภิบาล โดยบริษัทที่มีหลักการบริหารจัดการที่ดีกว่า จะดึงดูดทุนและสร้างการเติบโตในระยะยาวได้ดีกว่า และต้องอาศัยการคิดค้นนวัตกรรม เพื่อรักษาการเติบโตสู่ยุคต่อไป

'เคพีเอ็มจี' แนะผู้บริหารปรับวิธีคิดทันเทคโนโลยี

นายทัม ไซ ชอย ประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของเคพีเอ็มจี บริษัทตรวจสอบบัญชีระดับโลก กล่าวใน งานประชุมการขับเคลื่อนธรรมาภิบาลในโลกที่เปลี่ยนแปลงว่า นวัตกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ ที่เกิดจาก การปฏิวัติอุตสาหกรรมดิจิทัล ทำให้ผู้บริหารและกรรมการบริษัทต่างๆ ต้องเปลี่ยนแนวคิดและ วิธีการทำงาน เพราะการเปลี่ยนแปลง ในยุคนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า ยุคก่อนหน้า และเปลี่ยนแปลงอย่าง ไม่หยุดยั้ง ซึ่งสร้างผลกระทบ ต่อมนุษย์ทุกคนอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

นายชอย เล่าให้ฟังว่า เมื่อ 2 สัปดาห์ ที่แล้ว เคพีเอ็มจีจัดประชุมผู้บริหารในกรุงปักกิ่ง และหลายคนได้เห็นผู้คนซื้อสินค้าและบริการตามรายทางด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ดในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นในอเมริกาเหนือ การเปลี่ยนแปลงนี้เองที่เป็นความท้าทายให้คณะกรรมการบริษัทต้องทำความเข้าใจต่อโลก ที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

ผู้บริหารระดับสูงของเคพีเอ็มจี ได้แนะนำวิธีต่างๆ ที่จะช่วยให้รับมือ ต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ โดยอย่างแรก คือการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภค อย่างเช่น การวัดจำนวนการถอนและ ฝากเงินที่ตู้เอทีเอ็ม เพื่อให้ตู้สามารถ ตัดสินใจรับฝากหรือถอนเงินตาม จำนวนเงินสดในตู้ วิธีนี้จะช่วย ลดการขนส่งเงินไปยังตู้ต่างๆ ที่ใช้เวลาพอสมควรและเสี่ยงถูกโจรกรรม

อย่างที่สอง คือ ทรัพย์สินทางปัญญา นายชอยชี้ว่า บริษัทที่รอดจาก การปฏิวัติดิจิทัลได้ เป็นบริษัท ที่มองทรัพย์สินทางปัญญาต่างจากเดิม อย่างเช่นบริษัทแอพพลิเคชั่นเรียกรถรับส่ง ที่ไม่ต้องลงทุนซื้อรถมาให้บริการ หรือแม้แต่บริษัทอีคอมเมิร์ซ ที่ไม่ต้องเปิดห้างร้านให้ผู้คนนำสินค้ามาขายเช่นเดิม

ส่วนสุดท้าย คือ ความมั่นคงไซเบอร์ ที่เป็นความท้าทายใหม่สำหรับธุรกิจ โดยช่วงที่ผ่านมา หน่วยงานด้านการเงินของรัฐและบริษัทดังหลายรายตกเป็นเหยื่อของแฮกเกอร์ จนธุรกิจดำเนินต่อไปได้ลำบาก ไม่เพียงเท่านั้นยังเกิดการเรียกค่าไถ่ออนไลน์จาก ผู้ไม่หวังดีด้วย

นายชอยทิ้งท้ายว่า แม้การปฏิวัติดิจิทัลหรือการปฏิวัตอุตสาหกรรม ยุคที่ 4 นี้ เป็นความท้าทายสำหรับบางคน แต่ก็เป็นโอกาสสำหรับธุรกิจอีกหลายราย

คลังยันแบงก์แกร่ง สำรองเอ็นพีแอลเกิน100% บี/อีครบวันนี้70ล้าน - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2560

โพสต์ทูเดย์ - รมว.คลังยันเบี้ยวบี/อีไม่กระทบระบบธนาคารทั้งผลดำเนินงานและหนี้เสีย เพราะตั้งสำรองเกิน 100% วันนี้ 70 ล้านครบกำหนด

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า กรณีที่บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ (EARTH) ผิดนัดชำระหนี้ตั๋วแลกเงินระยะสั้น หรือบี/อี กับธนาคารกรุงไทย (KTB) จะไม่กระทบต่อการดำเนินงานในระบบธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ได้กันสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญมากกว่า 100% ซึ่งเกินกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท.) กำหนดไว้

"แบงก์กรุงไทยได้สำรองหนี้ ดังกล่าวไว้แล้ว และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก็ต้องหาทางกำกับดูแลในเรื่องนี้ ไม่ให้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งปัญหาการผิดนัดชำระหนี้มีมาหลายปีแล้วไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งทาง ก.ล.ต.ก็ต้องไปคิดว่าจะแก้ไขกำกับดูแลอย่างไร" นายอภิศักดิ์ กล่าว

นายบัณฑิต นิจถาวร กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) กล่าวว่า การที่บริษัทจดทะเบียน (บจ.) หลายแห่งผิดนัดชำระหนี้ตั๋วแลกเงินหรือ บี/อี ล่าสุด คือ EARTH นั้นเกิดจากปัญหาสภาพคล่องของธุรกิจ ซึ่งแต่ละรายก็ประสบปัญหาที่แตกต่างกัน แต่โดย พื้นฐานเชื่อว่าบริษัทไม่ได้ตั้งใจที่จะกระทำผิด โดยมองว่าเป็นปัญหาทางเทคนิค และไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ทำให้แผนธุรกิจที่บริษัทวางไว้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

ทั้งนี้ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว หน่วยงานกำกับดูแลต่างๆ ต้องให้ความสำคัญ และพิจารณาว่าการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบี/อี มีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ และผลกระทบจะจำกัดเฉพาะบริษัทหรือกระทบในวงกว้าง

"การปรับตัวของบริษัทเอกชนต้องเน้นหลักธรรมาภิบาล และมองการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวมากกว่าการแสวงหากำไรในระยะสั้นหรือเพียงแค่ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย และไม่ยั่งยืน ดังนั้นขอให้ภาคเอกชนทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ และระมัดระวัง" นายบัณฑิต กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้จะมีหนี้บี/อีของ EARTH อีก 70 ล้านบาทที่จะครบกำหนดชำระ ซึ่งบริษัทก็เคยระบุไว้แล้วว่ายังไม่มีเงินมาชำระบี/อี ก้อนนี้ แต่หากผิดนัดอีกก็จะทำให้ยอดเบี้ยวหนี้ บี/อีของ EARTH เพิ่มขึ้นเป็น 160 ล้านบาท จากก่อนหน้าที่เคยเบี้ยวมาแล้ว 2 งวด วงเงินรวม 90 ล้านบาท และในเดือน ก.ค.จะมีหนี้บี/อีครบกำหนดชำระอีก 390 ล้านบาท

ปปช.ฟัน'วินัย-อาญา'20 บอร์ดบริหารสกสค. - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ป.ป.ช.ฟันวินัย-อาญา 20 บอร์ดบริหาร กองทุน ช.พ.ค. เอื้อประโยชน์เอกชน ซื้อตั๋วสัญญา 2,500 ล้านบาทมิชอบ

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม ทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคณะกรรมการบริหารกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการ และสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค) กับพวก รวม 20 ราย ประกอบด้วย

1.นายเกษม กลั่นยิ่ง 2. นายสมศักดิ์ ตาไชย 3.นายสุรเดช พรหมโชติ 4.นายประวิทย์ บึงไสย์ 5.นายนเรศ แสนมูล 6.นายสมศักดิ์ ทองแก้ว 7.นายอุดม รูปดี 8.ว่าที่ร้อยตรี เทพสุจินต์ พงษ์สวัสดิ์ 9.นางปิยธิดา พลน้ำเที่ยง 10.นายนิเทศน์ บัวตูม 11.นายเพทาย ทองมหา 12.นางปิยาภรณ์ เยาวาจา 13.นายพรเทพ มุสิกวัตร 14.นางมยุรี ตัณฑวัล 15.นายสุเทพ ริยาพันธ์ 16.นางสาวกัญญาณัฐ แจ่มมี 17.บริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด

18.นายสิทธินันท์ หลอมทอง 19.นายมงคล เยี่ยงศุภพานนทร์ 20.นายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา

ทั้ง 3 คนนี้ในฐานะกรรมการ ผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท บิลเลี่ยนฯ และในฐานะส่วนตัว กรณีอนุมัติซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน จำนวน 2,100 ล้านบาท และ 400 ล้านบาท โดยมิชอบและเป็น การเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท บิลเลี่ยนฯ

เรื่องดังกล่าวคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนโดยมีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธานอนุกรรมการ นายปรีชา เลิศกมลมาศ และนางสาวสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นอนุกรรมการ

จากการไต่สวนปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2556 สำนักงาน คณะกรรมการ สกสค. ได้รับหนังสือเชิญชวนให้ซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน 2,100 ล้านบาท จากบริษัท บิลเลี่ยนฯ จากนั้นมีมติอนุมัติให้นำเงินของ กองทุนฯ ไปซื้อตั๋วสัญญา 2,100 ล้านบาท โดยพิจารณาจากเอกสารเชิญชวน เพียงฉบับเดียว และไม่ปรากฏ ข้อเท็จจริงว่ามีความจำเป็นต้องเร่งรีบ พิจารณาโดยปราศจากการตรวจสอบ ทั้งภายหลังจากวันที่อนุมัติเพียง 2 วัน กลับเร่งรีบโอนเงิน 2,100 ล้านบาท ให้กับบริษัท บิลเลี่ยนฯ ซึ่งภายหลังบริษัทฯ ก็ไม่มีการขอให้ธนาคารพาณิชย์ใดๆ ทำการอาวัลรับรอง ตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว แม้ต่อมาระหว่างรอการอาวัลโดยธนาคาร บริษัท บิลเลี่ยนฯ จะได้ นำหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดิน เช็คธนาคาร และดร๊าฟของธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ คอร์เปอเรชั่น จำกัด มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3,200 ล้านบาท ให้ถือไว้เป็นประกัน แต่พบว่าราคาประเมินที่ดินประมาณ 37 ล้านบาท เท่านั้น ส่วนเช็คก็ไม่สามารถเรียกเก็บ เงินได้ และดร๊าฟก็เป็นของปลอม และระหว่างนั้นยังอนุมัติเงินเพิ่มอีก 400 ล้านบาท ไปซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัท บิลเลี่ยนฯ การกระทำของคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ จึงมีมูลเป็นความผิด ตามกฎหมายอาญาและความผิดวินัย

ปปช.เชือดวัฒนา โกงบ้านเอื้ออาทร - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ไทยโพสต์ * "วัฒนา" ไม่รอด สะพัด ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดคดีทุจริตโครงการบ้าน เอื้ออาทร ใช้อำนาจโดยมิชอบโทษถึงประ หาร ส่งสำนวนให้สำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว ขณะที่ที่ประชุม ก.อ.มีมติเลือก "เข็มชัย ชุติวงศ์" อดีตทีมสอบ "เอสซี แอสเสท" ปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น นั่งอัยการสูงสุด

แหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้ มูลความผิดนายวัฒนา เมืองสุข อดีต ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย สมัยดำรงตำ แหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่น คงของมนุษย์ กับพวก ในสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ส่อว่าทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร โครงการที่บริษัท พาสทิญ่า ไทย จำกัด ดำเนินการ

โดยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ฐานผู้ใดเป็นเจ้าพนัก งาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามา ให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต และมาตรา 149 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำ แหน่ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต

มีรายงานว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ส่งสำนวนการไต่สวนไปให้สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) แล้ว แต่ อสส.เห็นว่ามีข้อไม่สมบูรณ์ตามข้อกฎหมาย จึงมีมติให้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง ป.ป.ช.กับ อสส. เพื่อพิจารณาข้อไม่สม บูรณ์ ก่อนส่งฟ้องต่อศาลต่อไป อย่างไรก็ตาม หากคณะทำงานระหว่าง ป.ป.ช. กับ อสส.หาข้อยุติไม่ได้ ทาง ป.ป.ช. สามารถนำสำนวนมาส่งฟ้องต่อศาลด้วยตนเองได้

สำหรับคดีดังกล่าว นายวัฒนากับพวกถูกกล่าวหาว่าเรียกรับเงินจากผู้ประกอบการเอกชนในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการบ้านเอื้ออาทร โดยเริ่มจากการที่บริษัท พาสทิญ่าฯ ได้โควตาเป็นคู่สัญญากับการเคหะแห่งชาติ 7 โครงการ 7,500 ยูนิต มูลค่า 2,500 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการสวนพลูพัฒนา, โครงการผดุงพันธ์, โครงการนนทบุรี (วัด กู้ 1), โครงการนนทบุรี (วัดกู้ 3), โครงการสมุทรปราการ (วัดคู่สร้าง 1), โครงการปทุมธานี ลำลูกกา คลอง 2 และโครงการกระทุ่มแบน 3 ทั้งที่ไม่มีคุณสมบัติในการเข้าเป็นคู่สัญญากับการเคหะแห่งชาติ แต่ได้มีการจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้สามารถเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐได้

โดยเรื่องดังกล่าวเริ่มมีการตรวจสอบหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยา ยน 2549 โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้แต่งตั้งคณะกรรม การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบโครงการต่างๆ ในสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งโครงการทุจริตบ้านเอื้ออาทรเป็นหนึ่งในโครงการอื้อฉาวที่ คตส.เข้าไปตรวจสอบ โดยพบว่ามีหลายโครงการที่ผิดปกติ รวมถึงโครงการที่มีการกล่าวหานายวัฒนาและพวกด้วย ต่อมาเมื่อ คตส.หมดหน้าที่ได้ส่งสำนวนทั้งหมดที่ยังค้างอยู่มาให้ ป.ป.ช.พิจารณาต่อ

นายณรงค์ รัฐอมฤต กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการ ไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีกล่าวหานายวัฒนา เมืองสุข เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กับพวก ทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร เปิด เผยว่า คดีนี้ ป.ป.ช.ชี้มูลผู้เกี่ยวข้องไปนานแล้ว นอกจากนายวัฒนา ยังมีบุคคลอื่นๆ รวมด้วยอีกหลายราย ทั้งนี้ ตนมารับผิดชอบสำนวนคดีดังกล่าวต่อจากนายประสาท พงษ์ศิวาภัย อดีตกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้เรื่องมันจบ สามารถเดินต่อไปได้ เนื่องจากคดีนี้ใช้เวลาตรวจสอบมาอย่างยาวนาน ตนแค่มาทำต่อให้จบ ด้วยการสรุปสำนวนการไต่สวนก่อนเสนอเข้าที่ประชุม ป.ป.ช. พิจารณา

มีรายงานว่า เหตุผลที่ ป.ป.ช.ไม่แถลงผลการชี้มูลกรณีดังกล่าว เนื่อง จากในระยะหลังมีผู้ถูกกล่าวหาในหลายคดี เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะถูกชี้มูลความผิด มักขอความเป็นธรรมหรือยื่นพยานหลักฐานใหม่เข้ามาให้พิจารณา ทำให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ต้องตีกลับสำนวนให้คณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงคดีนั้นๆ พิจารณาใหม่ จึงเห็นว่าหลายคดีใน ป.ป.ช.ใช้เวลาพิจารณานานกว่าจะได้ข้อสรุป ดังนั้น กรณีที่ ป.ป.ช.ชี้มูลนายวัฒนากับพวกโดยไม่มีการแถลงต่อสื่อมวลชน เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ส่วนผู้ถูกชี้มูลจะขอชี้แจงหรือยื่นหลักฐานใหม่เพิ่มเติม ให้ไปดำเนินการในชั้นอัยการสูงสุด (อสส.) หรือศาล

ขณะเดียวกัน มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจเกี่ยวกับตำแหน่งในสำนักงานอัยการสูงสุด จากการประชุมคณะกรรม การอัยการ (ก.อ.) เมื่อที่ 14 มิ.ย. ในระเบียบวาระที่ 4 เรื่องการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งและแต่งตั้งอัยการสูงสุด ปรากฏว่าคณะกรรมการอัยการ หรือ ก.อ. มีมติเห็นชอบให้นายเข็มชัย ชุติวงศ์ รองอัยการสูงสุด ลำดับ 1 ดำรงตำแหน่งว่าที่อัยการสูงสุดคนต่อไป อย่างเป็นเอกฉันท์

ทั้งนี้ เนื่องด้วย ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด ซึ่งมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ในปีงบประมาณ 2555 จะพ้นจากตำแหน่ง จึงเลื่อนตำแหน่งนายเข็มชัย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2560 เป็นต้นไป

นายเข็มชัย ปัจจุบันอายุ 63 ปี เกิดวันที่ 27 ก.ย.2497 จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนติบัณฑิตไทย เกียรตินิยม และปริญญาโทนิติศาสตร์ จากมหาวิทยา ลัยฮาร์วาร์ด สอบเข้าข้าราชการอัยการ ได้รับความเจริญก้าวหน้าในการดำรงตำ แหน่งหน้าที่การงานมาโดยตลอด ทั้งใน สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายสัญญาและหารือ สำนักงานที่ปรึกษากฎหมาย สำนัก งานอัยการสูงสุด ก่อนที่จะขึ้นดำรงตำ แหน่งฝ่ายบริหาร ที่สำคัญ ปฏิบัติหน้าที่รองอัยการสูงสุดเมื่อวันที่ 1 ต.ค.2558

เมื่อปี 2550 นายเข็มชัยเคยร่วมสอบสวนคดีบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งขณะนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นกรรมการบริหาร

ที่ทำเนียบรัฐบาล วันเดียวกันนี้ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบบัญชีรายรับ-รายจ่ายวัดต่างๆ ว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ดำเนินการตรวจสอบตามที่กองบังคับการปราบปรามการกระ ทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ป.ป.ป.) พิจารณา โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้แจ้งว่าจะมีการรับการจ่ายเงินผิดปกติ 26 วัด ซึ่ง ป.ป.ป.ตรวจสอบแล้วน่าจะมี 12 วัด แต่ขณะนี้ พศ.ยังไม่ได้รับรายงาน คงต้องรอข้อมูลจาก ป.ป.ป. จากนั้น พศ.จะดำเนินไปตามขั้นตอน โดยมีระเบียบทางราชการอยู่ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง

"เรื่องของพระ เรื่องของ พศ. เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน อยากให้ดูแลกันให้ดี ให้มีความรอบคอบรัดกุม เพราะจะมีผลกระทบค่อนข้างเยอะ ทั่วประเทศเรามีพระประมาณ 3 แสนรูป มีเพียงไม่กี่รูปที่มีพฤติกรรมในลักษณะนั้น ต้องว่าเป็นรายๆ ไป วัดเรามีประมาณ 4 หมื่นวัดทั่วประเทศ มีไม่กี่วัดที่น่าจะมีปัญหา ไม่อยากจะให้ข่าวไปในลักษณะที่จะกระทบทั้งวงการ ให้ไปตรวจสอบกันให้ดี ขณะนี้ยังไม่ได้ทำอะไร ต้องรอข้อมูลจาก ป.ป.ป.ที่กำลังตรวจสอบอยู่"

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการดำเนินการกับพระธัมมชโยกรณีอาบัติปาราชิก นายออมสินตอบว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถดำเนินการนำตัวพระธัมมชโยเพื่อมาดำเนินการตามขั้นตอนของสงฆ์ได้ การสึกพระไม่ใช่สึกกันทางอากาศ หรือสึกกันทางหน้าหนังสือพิมพ์ มันมีขั้นตอนอยู่ ต้องทำตามระเบียบขั้นตอนนั้น ซึ่งต้องได้ตัวพระธัมมชโยมาก่อน เพื่อพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอน

ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยกรณีดังกล่าวว่า พนักงานสอบสวนดีเอสไอทำตามพยานหลักฐานทุกอย่างเกี่ยวกับคดีฟอกเงิน และมีข้อมูลเชื่อมโยง ส่วนการออกมาให้สัมภาษณ์ ก็เป็นสิทธิของนายอนันต์ และไม่อยากตอบโต้ รวมทั้งดีเอสไอให้นายอนันต์มาชี้แจงรายละเอียดต่างๆ พร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวอีกว่า ส่วนที่บอกว่าลูกศิษย์ธรรมกายคนอื่นๆ จะโดนเรียงคิวฟ้องด้วยนั้น พนักงานสอบสวนดีเอสไอจะไม่กล่าวหาบุคคลใดหากไม่มีหลักฐานเชื่อมโยง เพราะอาจถูกฟ้องกลับได้ในภายหลัง

ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พร้อมด้วยตัวแทนประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฯ เดินทางมายื่นฟ้องคดีอาญาต่อนายสมชาย ชาญณรงค์กุล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นจำเลยที่ 1, นายบุญเสริม ไกรสินธุ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์พื้นที่ 2 เป็นจำเลยที่ 2 และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฯ เป็นจำเลยที่ 3

ในข้อหากระทำความผิดตามประ มวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ปฏิบัติหรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และทุจริตฐานฉ้อโกงประชาชน มาตรา 341, 343 และความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงิน อันเป็นการฉ้อโกงประชาชน มาตรา 4, 5 เนื่องจากร่วมกันสนับสนุนช่วยเหลือสหกรณ์ คลองจั่น โดยมีประชาชนผู้เสียหายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำนวน 665 คน พร้อมเอกสารประกอบคำฟ้องจำนวน 29,449 แผ่น ซึ่งศาลได้รับคำฟ้องไว้ในสารบบความเป็นคดีหมายเลขดำที่ อท.325/2560.

เด้งรองดีดี'ทีจี'เหตุขัดใจบอร์ด - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2560

บอร์ดบินไทยเด้ง "กนก ทองเผือก" รองดีดี หลังเจอร้องเรียนตั้งวีพี ในยุคจรัมพร เหตุไม่สนองคำสั่งผู้มีอำนาจ ไม่เกี่ยวสินบนฉาวโรลส์-รอยซ์ ล่าสุด ป.ป.ช. แจ้งบินไทยส่งเอกสารเพิ่ม

แหล่งข่าวระดับสูงจาก บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าในกรณีที่คณะกรรมการบริษัทมีมติเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2560 สั่งพักหน้าที่ เรืออากาศเอก กนก ทองเผือกรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายทรัพยากรบุคคลและกำกับกิจการองค์กร(DB) และรักษาการผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล(A9) และรักษาการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายกฎหมาย (WL)ให้พ้นจากหน้าที่ทั้ง 3 ตำแหน่ง โดยให้ไปปฏิบัติหน้าที่เจรจา ทบทวนสัญญา และประสานหารือคณะกรรมการด้านกฎหมาย ตามที่ได้รับมอบหมาย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน ที่ผ่านมา

"การพักหน้าที่ดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบบริษัทว่าด้วยการบริหารงานบุคคล ตอนที่ 2 วินัย การลงโทษ และการร้องทุกข์ พ.ศ.2554 ซึ่งสาเหตุเกิดปัญหาการแต่งตั้ง นายสิทธินัย จันทรานนท์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายกฎหมายหรือระดับวีพี ซึ่งอยู่ในสังกัดสำนักงานของเรืออากาศเอกกนก ซึ่งวีพีคนดังกล่าวถูกร้องเรียนในเรื่องส่วนตัว ซึ่งการสอบข้อเท็จจริงก็พบว่าคดีมีมูล ทำให้เกิดข้อกังขาถึงความไม่เหมาะสม และในทางปฏิบัติต้องตั้งกรรมการสอบวินัยต่อและฝ่ายบริหารไม่ได้มีการดำเนินการ"

นอกจากนี้ยังพบว่าก่อนหน้านั้นมีผู้ถือหุ้นของการบินไทยส่งใบปลิวถึงบอร์ดการบินไทยทุกคนร้องเรียนถึงการแต่งตั้งโดยเห็นว่าไม่มีความเหมาะสม ทำให้บอร์ดสั่งให้สอบสวนข้อเท็จจริง ตามระเบียบบริษัท ดังนั้นเรืออากาศเอกกนก ในฐานะหัวหน้าสายงาน ซึ่งวีพีคนดังกล่าวสังกัดอยู่ จึงถูกสั่งให้ย้ายชั่วคราวระหว่างการตรวจสอบที่เกิดขึ้น เพราะเป็นเรื่องของหลักธรรมาภิบาลบริษัท

แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า อันที่จริงแล้วการแต่งตั้งระดับวีพี เป็นอำนาจของกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) และการแต่งตั้งที่มีปัญหานี้เกิดในยุคนายจรัมพร โชติกเสถียร เป็นดีดีที่เลือกใช้วิธีสรรหา ให้คนมาสมัครสอบสัมภาษณ์ มีกรรมการ 3 คน และมีนายจรัมพรเป็นประธานคณะกรรมการสรรหา ขณะที่เรืออากาศเอกกนก เป็นคนชงเรื่องตามสายงาน และเซ็นแต่งตั้งรักษาการวีพีคนดังกล่าว ตามคำสั่งของอดีตดีดี

ดังนั้นเมื่อบอร์ดมีการสอบสวนการบริหารงานบุคคลในคำสั่งดังกล่าว ตามหลักการ ก็ควรจะกระทบกับอดีตดีดีด้วยแต่ปัจจุบันนายจรัมพร ไม่ได้เป็นพนักงานของการบินไทยแล้ว แต่บอร์ดดึงให้มานั่งเป็นกรรมการในบอร์ดปฏิรูปขององค์กรอยู่ จึงมีเรืออากาศเอกกนก เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากการสั่งพักหน้าที่ชั่วคราว ระหว่างรอการตรวจสอบในเรื่องการแต่งตั้งที่เป็นปัญหานี้

อย่างไรก็ดี เรื่องนี้เป็นปัญหาที่รับรู้มาพักใหญ่แล้ว แต่การที่บอร์ดหยิบเรื่องนี้มาเป็นประเด็นในการสั่งพักหน้าที่เรืออากาศเอกกนก วงในเผยว่า

"น่าจะมาจากการที่เขาถูกสั่งจากคนที่มีอำนาจในการบินไทยในปัจจุบัน ที่อีกสีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น หลังตำแหน่งบอร์ดที่มาจากสายทหารหมดวาระไปหมดแล้วให้ดำเนินการในบางเรื่องที่เกี่ยวกับงานทรัพยากรบุคคล แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง จึงหยิบเรื่องนี้ขึ้นมากดดันการทำงาน แต่ไม่ใช่ประเด็นการสอบสวนเรื่องสินบนฉาวโรลส์-รอยซ์ อย่างที่มีกระแสข่าวมีการโยงในเรื่องนี้" แหล่งข่าวกล่าว

เนื่องจากกรรมการสอบสวนของการบินไทย 2 ชุดในเรื่องนี้ เรืออากาศเอกกนก ไม่ได้เป็นกรรมการตรวจสอบ โดยคณะกรรมการเฉพาะกิจพิเศษที่สอบสวนในเรื่องนี้มีนายนิรุฒ มณีพันธ์ เป็นประธาน ส่วนคณะกรรมการตรวจสอบกระบวนการจัดหาเครื่องยนต์และการซ่อมบำรุง มีนายพิเชษฐ์ เรียงวัฒนสุข เป็นประธาน ส่วนการมอบหมายให้นายธีรพล โชติชนาภิบาล ที่ปรึกษากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ มาปฏิบัติหน้าที่แทนเรืออากาศเอกกนก ก็เป็นเพียงตัวประกอบ เพราะจะเกษียณในอีก 4 เดือนนี้

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า สำหรับความคืบหน้าในกรณีสินบนฉาวโรลส์-รอยซ์นั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ได้ขอเอกสารและหลักฐานเพิ่มเติมจากการบินไทย ในส่วนของคำสั่งซื้อเครื่องยนต์ครั้งที่ 1 (ช่วงปี 2534-2535) และคำสั่งซื้อครั้งที่ 2 (ช่วงปี2535-2540) ซึ่งการบินไทยได้ส่งเพิ่มเติมไปแล้ว ซึ่งเป็นไปตามมติของป.ป.ช. ที่ให้ดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ป.ป.ช.จ่อสอบสีกากีซื้อเก้าอี้ 'จักรทิพย์'ป้อง'สุรเชษฐ์'ไม่เกี่ยวจัดโผ - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ตร.เรียงหน้าโต้เซ็งลี้เก้าอี้ "บิ๊กแป๊ะ" รับได้กลิ่น บช.ภ.8 ถูกร้องมาตลอด จึงสั่งเด้ง ป้อง "โจ๊ก หวานเจี๊ยบ" แค่ใช้งานเช็กข้อมูลในทางลับ ฮึ่ม! ฟ้องหมิ่นทำสีกากีเสียหาย "ศานิตย์" ยัน บช.น.ไม่มีวิ่งเต้นซื้อตำแหน่ง "อลงกรณ์" แนะคุ้มครอง ตร.ที่ให้ข้อมูล ด้าน ป.ป.ช.เล็งชงบอร์ดตั้งกรรมการสอบ

วันที่ 14 มิถุนายน พล.ต.อ.จักรทิพย์ชัยจินดา ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผบช.กมค. (ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี) พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง และ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. แถลงชี้แจงกรณี นายวิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และอดีตรัฐมนตรีและ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หลายสมัย ระบุว่ามีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจตั้งแต่ระดับสารวัตร (สว.) ถึงรองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) วาระประจำปี 2559 โดยเฉพาะพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 (บช.ภ.8) และกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)

พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ เคยได้ข่าวคราวเรื่องแบบนี้ในพื้นที่ บช.ภ.8 ว่ามีหนังสือร้องเรียนเข้ามา จึงออกคำสั่งให้ พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผบช.ภ.8 พ้นจากตำแหน่ง ออกจากพื้นที่มาช่วยงานที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) เพื่อเปิดโอกาสให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงมีความโปร่งใส โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) เข้าไปตรวจสอบ ข้อเท็จจริง โดยให้เวลา 15 วัน และรายงานมาที่ตน หากมีมูลความจริงก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยเชื่อว่า พล.ต.อ.ปัญญา คงเชิญ นายวิทยา ในฐานะผู้ออกมาพูดเรื่องนี้มาให้ข้อมูล มีหลักฐานอะไรก็ขอให้นำมาแสดง จะได้ ตรวจสอบและดำเนินคดีกับคนที่ทำผิด จับให้มั่นคั้นให้ตายตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ปรารภ และยินดีหากจะมีหน่วยงานภายนอกเข้ามาร่วมตรวจสอบด้วย

"ตอนนี้ พล.ต.ท.เทศายังไม่มีความผิด ผมเพียงสั่งให้ตรวจสอบจึงให้ออกพื้นที่ เพราะถือว่าเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของพื้นที่นั้น ไม่จำเป็นต้องให้ระดับ ผบก.มาช่วยราชการ และคงไม่ต้องสั่งให้ ผบช.น.หรือ ผบช.หน่วยอื่นๆ มาช่วยราชการตามที่คุณวิทยากล่าวหา เพราะเป็นเพียงการกล่าวหา ผมได้สอบถาม พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น.ไปแล้ว ก็ยืนยันว่าไม่มีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งใน นครบาลแน่ๆ ผมเชื่อในผู้ใต้บังคับบัญชา และก่อนหน้านี้ก็ไม่พบการร้องเรียน ซึ่งต่างจาก บช.ภ.8 ที่มีข่าวมาตลอดหลายยุค ถ้าให้ต้องย้ายทุกคนก็เหมือน ผบ.ตร.ที่แกว่งไปแกว่งมา ไม่มีหลักอะไร อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้พูดคุยเป็นการส่วนตัวกับ พล.ต.ท.เทศา แต่จากนี้ต้องคุยกัน" พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าว

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่า การย้าย พล.ต.ท.เทศา ซึ่งสนิทสนมกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. เป็นการเอาคืน ผบ.ตร.กล่าวว่า เอาคืนเรื่องอะไร เอาเงินคืนหรือ จริงๆ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องเลย ใครก็ตามที่ถูกพาดพิง ไม่เฉพาะเรื่องนี้ แม้เรื่องบ่อน อบายมุข ตนก็สั่งมาช่วยราชการแบบนี้ หากปล่อยไว้เฉยๆ ไม่เอาออกมา ก็มาต่อว่า แล้วก็มีคำถามอีกว่า เหตุใดปล่อยไว้ ทำไมไม่ทำ เรื่องนี้ตนไม่มีความขัดแย้งอะไร แต่เมื่อมีการกล่าวหาก็ต้องตรวจสอบไปตามกระบวนการ สื่อมวลชนที่เสนอข่าว และตั้งคำถามก็ต้องเป็นกลางด้วย

"ผมไม่รู้ว่าคุณวิทยาออกมาพูดมีเหตุผลอะไร หรือพูดเอามันคะนองปาก คงต้องให้นครบาลและฝ่ายกฎหมายไปพิจารณาว่า เข้าข่าย หมิ่นประมาทหรือเปล่า หากหมิ่นองค์กร หรือบุคคลใด ทำให้เสียหาย ก็ต้องดำเนินคดี อย่างกรณีนครบาล ไปว่าแบบนั้น ผมว่าเสียหายนะ ก็ต้องบอกให้ทางนครบาลไปดำเนินการด้วย ยืนยันว่า การแต่งตั้งผมทำคนเดียว ตามขั้นตอนกฎหมาย ตามคำสั่ง คสช. มีบางส่วนที่ยกเว้นหลักเกณฑ์ แต่ไม่ใช่ปัญหาเลย" ผบ.ตร.กล่าว

พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวถึงกรณีที่ถูกระบุว่า มีนายตำรวจยศ พล.ต.ต. ใหญ่กว่า พล.ต.อ.ว่า ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติตนใหญ่ที่สุด มีเพียง นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เท่านั้นที่ใหญ่กว่าตน และที่มีการกล่าวหาว่าคนนั้นคนนี้อยู่เบื้องหลังการแต่งตั้งก็ไม่มี

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการระบุถึง "โจ๊ก หวานเจี๊ยบ" ว่าเข้ามามีอิทธิพลในการทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้าย ผบ.ตร.กล่าวว่า "โจ๊ก หวานเจี๊ยบ" ก็คือ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ. (191) ลูกน้องของตน ไม่มีอะไร ยอมรับว่าบางครั้งก็ใช้งานให้ไปตรวจสอบข้อมูลบุคคลบ้าง ให้ไปเช็กทางลับ จึงอาจถูกเข้าใจผิด ไม่ได้ เกี่ยวข้องในการทำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้าย เพราะนั่นเป็นหน้าที่ตน หน้าที่ของ ผบก.191 คือไปช่วยงานสนับสนุนโรงพัก ไปช่วยจับ เด็กแว้น ปราบโจรออนไลน์ จับละเมิดสิทธิบัตร ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการแต่งตั้ง

ด้าน พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ กล่าวว่า การแต่งตั้ง ครั้งนี้ ผบ.ตร.มีอำนาจลงนามเพียงผู้เดียว แต่ในกระบวนการแต่งตั้งนั้น ทำอย่างโปร่งใส ตามคำสั่ง คสช. ที่ 21/2559 และ 7/2560 ทุกตำแหน่งผ่านการพิจารณา โดยคณะกรรมการกลั่นกรอง ตั้งแต่ระดับ กองบังคับการ กองบัญชาการ จนถึงระดับตร. ที่มี ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร. และ จตช. ร่วมพิจารณา

ส่วน พล.ต.ท.จารุวัฒน์ กล่าวว่า ผบ.ตร.สั่งการให้สำนักงานกฎหมายและคดีไปพิจารณาว่า กรณีที่กล่าวหาเรื่องนี้ทำให้องค์กร ซึ่งเป็นนิติบุคคล เสียหายหรือไม่ จากนั้นจะพิจารณาดำเนินคดีตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ฐานหมิ่นประมาทต่อไป

ขณะที่ พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวว่า ไม่อยากพูดเอาดีเข้าตัว โยนชั่วให้คนอื่น แต่ขอยืนยันว่าการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจนครบาลไม่มีการ วิ่งเต้น ยุคนี้ รองผู้กำกับการจะขึ้นผู้กำกับการยังไม่รู้ตัวมาก่อน ตนยึดคติแต่งตั้งคนดีไปทำงานให้ประชาชน ทองแท้ต้องไม่แพ้ไฟ คนดีไปอยู่ตำแหน่งไหนก็ทำงานได้ ขอยืนยันในความ ถูกต้อง บริสุทธิ์ และยุติธรรม

"ผมเป็นกัปตันเรือลำที่ชื่อนครบาล เป็นเรือแห่งความดี ขอให้ตำรวจช่วยกันพายไป และอยากให้ประชาชนยึดมั่นในภารกิจการทำความดีของตำรวจ เพราะตำรวจมีหน้าที่ทำให้ บ้านเมืองสงบ ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ทำเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นหลัก ผมยอมรับอยากเป็น ผบช.น.ที่ดีที่สุดคนหนึ่ง และถ้าใครมาพูดว่า พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์เรื่องแต่งตั้งโยกย้าย ผมจะฟ้องให้ดู" พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าว

ป.ป.ช.ชี้ปชช.สนใจเล็งตั้งกก.สอบ

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการป.ป.ช.กล่าวว่า กรณีนี้เป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจมาก ป.ป.ช.สามารถมอบหมายให้ชุดตรวจสอบลงไปหาข่าวเพื่อรวบรวมข้อมูลได้

"เรื่องดังกล่าวควรจะมีการตั้งคณะทำงานของสำนักงาน ป.ป.ช.ขึ้นมาตรวจสอบข้อมูลในเชิงลับได้ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ตั้ง ทั้งนี้ข้อมูลที่สื่อมวลชนได้นำเสนอถือว่าเป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบอย่างมาก หากได้ข้อมูลที่สงสัยได้ว่ามีผู้กระทำความผิดอย่างชัดเจนก็สามารถสรุปเสนอที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อพิจารณาตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงได้" เลขาฯ ป.ป.ช. กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเชิญนายวิทยามาให้ข้อมูลก่อน นายสรรเสริญ กล่าวว่า เชื่อว่าเมื่อเป็นข่าวที่สังคมสนใจ เช่นนี้ สำนักการข่าว ป.ป.ช.ก็สามารถสรุปข้อมูลเสนอที่ประชุมกรรมการ ป.ป.ช.ได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร โดยอาจยกเหตุอันควรสงสัยแล้วสามารถเชิญนายวิทยามาให้ข้อมูลได้ โดยถือเป็นการให้ข้อมูลประกอบการข่าว แม้ว่านายวิทยา หรือบุคคลอื่นใด ยังไม่ได้มายื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.ก็ตาม

"อลงกรณ์"แนะคุ้มครองคนแฉ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คนที่ 1 กล่าวถึงการปฏิรูปตำรวจว่า ขณะนี้คืบหน้าไปมาก แต่ยอมรับว่าปัญหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่งเป็นสิ่งที่บั่นทอนการปฏิรูปกิจการตำรวจ เพราะการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจต้องยึดถือระบบคุณธรรมเป็นสำคัญ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า การที่นายวิทยาออกมาระบุว่าประเทศไทย พล.ต.ต.ใหญ่กว่า พล.ต.อ.นั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร ดังนั้นรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องลงมาจัดการ สืบสวนสอบสวนอย่างเด็ดขาด ไม่ลูบหน้าปะจมูก เพราะหากปล่อยให้มีการซื้อขายตำแหน่ง ตำรวจอาจจะหันหน้าเข้าหานายมากกว่าเข้าหาประชาชน และอาจจะแสวงหาเงินมาทุกวิถีทางเพื่อใช้ในการไต่เต้าตามตำแหน่ง ในขณะที่ตำรวจดีๆ มีความสามารถ ได้รับการประกาศเกียรติคุณถูกโยกย้ายไปที่อื่น ไม่ได้รับความเจริญก้าวหน้า

"การแต่งตั้งโยกย้ายจะต้องยึดหลักผลงาน ความดีเป็นสำคัญ คำว่าได้ดีเพราะพี่ให้ ไม่ควรจะมี ควรจะต้องเป็นคำว่าได้ดีเพราะผลงาน ได้ดีเพราะประชาชนให้" นายอลงกรณ์ กล่าว

รองประธานสปท.กล่าวต่อว่า การที่มี อดีตรัฐมนตรี หรือใครก็ตามมาแจ้งเบาะแสการซื้อขายตำแหน่ง ถือเป็นคุณูปการต่อการปฏิรูปตำรวจ แต่การที่ยังมีมะเร็งเนื้อร้ายในวงการตำรวจก็จะต้องมีการผ่าตัด ที่ผ่านมา สปท.ได้การตั้งคณะอนุกรรมการปฏิรูปกิจการตำรวจ และคณะกรรมาธิการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อติดตามปัญหานี้ เพราะไม่ต้องการให้แผนปฏิรูปเป็นเหมือนคัมภีร์ที่วางอยู่บนหิ้ง ซึ่งหากปฏิรูปกิจการตำรวจไม่ได้ก็จะทำให้ไม่มีความเชื่อถือต่อการปฏิรูปประเทศ ส่งผลให้การปฏิรูปล้มเหลวด้วย

"ผมเห็นว่าการจะแก้ปัญหาการซื้อขายตำแหน่งก็ควรสร้างระบบการคุ้มครองพยานเพื่อเอื้อให้ตำรวจชั้นผู้น้อยกล้าที่จะเข้ามาเปิดเผยความจริง เพราะการให้สินบนถือว่าผิดทั้งผู้ให้และผู้รับ ดังนั้นการกันเป็นพยานสำหรับตำรวจที่หลงผิดให้มาเปิดเผยข้อมูลการทุจริตจึงถือว่ามีความเหมาะสม และหากประชาชนหรือตำรวจที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม อยากกลับใจมาแจ้งข้อมูล และเบาะแสให้ สปท.ได้ ผมพร้อมเป็นตัวกลางนำเรื่องถึงนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาดต่อไป" นายอลงกรณ์ระบุ

ด้าน นายธานี อ่อนละเอียด เลขานุการคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า กมธ.ไม่ได้หารือเรื่องนี้ เพราะไม่เคยมีเรื่องร้องเรียนเข้ามา แต่การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ผบ.ตร.ถือว่ามีอำนาจสูงสุดในการพิจารณากลั่นกรอง เท่าที่ตนสัมผัสกับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ มาจากครอบครัวที่มั่นคง อบอุ่น มีฐานะ ไม่มีพฤติกรรมแสวงหาประโยชน์ ดังนั้น เมื่อหัวไม่ส่ายหางคงไม่กล้ากระดิกที่จะแสวงหาผลประโยชน์ และจะทำไปเพื่ออะไร ขณะเดียวกันหลังบ้านของพล.ต.อ.จักรทิพย์ก็มีฐานะมั่นคง และไม่เคยได้ยินเรื่องบ้านเล็กบ้านน้อย ส่วนกรณีที่เป็นข่าวที่ออกมาว่ามีการใช้เงินวิ่งเต้นโยกย้ายนั้น อาจเป็นไปได้ว่ามาจากคนนอก ซึ่งมีอยู่ทุกวงการ

พิษณุหนักใจปัญหาทุจริตองค์การค้าฯ ลุ้น16มิ.ย.บอร์ดสกสค.ไฟเขียวเงินกู้1,200ล้านจ่ายหนี้พนักงาน - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ดร.พิษณุ ตุลสุข รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.)และ ผอ.องค์การค้าของ สกสค. เปิดเผยว่า ขณะนี้ปัญหาที่ทำให้หนักใจที่สุด คือเรื่องการทุจริตในองค์การค้าฯ เพราะที่ผ่านมามีคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ(คตร.)ได้เข้าไปตรวจสอบ และตั้งคณะกรรมการสอบสวนหลายชุด แต่ยังไม่มีความคืบหน้า ไม่ได้ถูกผลักดันให้มีการดำเนินการสอบสวนทางวินัยหรือการดำเนินการอื่นๆ เพื่อหาคนรับผิดชอบ ขณะที่คดีในสกสค. ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ซึ่ง สกสค.มีอำนาจเฉพาะการสอบสวนทางวินัยเท่านั้น ส่วนคดีการเชื่อมโยง ที่เป็นคดีแพ่งหรืออาญาจะนำสู่กระบวนการยุติธรรม

ดร.พิษณุ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบว่าองค์การค้าฯ มีการออกตั๋วสัญญาใช้เงินตั้งแต่ปี 2538 จนถึงปัจจุบัน ประมาณ 1,000 ล้านบาทซึ่งต้องใช้ดอกเบี้ยให้กับธนาคารร้อยละ 7-8 บาทเรื่อยมา ตรงนี้ก็เป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้องค์การค้าฯฟื้นตัวยาก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังเจรจากับธนาคารให้ลดดอกเบี้ยลงมาเหลือร้อยละ 3.5และถ้าสามารถเจรจาลดดอกเบี้ยลงมาได้ จะสามารถลดค่าใช้จ่ายขององค์การค้าฯ ได้ปีละ 50 ล้านบาท ขณะเดียวกันเงินที่ต้องจ่ายคืนพนักงานเจ้าหน้าที่องค์การค้าฯ ดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ตามคำสั่งศาล ถ้าสามารถหาเงินกู้มาจ่ายในอัตราร้อยละ3.5ได้ก็จะประหยัดเงินให้องค์การค้าฯ อีกประมาณ 45 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถ้าเจรจาสำเร็จใน 2 เรื่องนี้ จะสามารถลดค่าใช้จ่ายขององค์การค้าฯ ได้ปีละเกือบ 100 ล้านบาท

"ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ผอ.องค์การค้าฯ ที่ผ่านมา ทำไมไม่แก้ปัญหานี้ ถ้าเจรจาให้ธนาคารลดดอกเบี้ยได้ องค์การค้าฯ ก็ไม่ต้องแบกรับภาระหนี้สินมากขนาดนี้ ทั้งนี้ การคืนเงินพนักงานตามคำสั่งศาลนั้นอยู่ระหว่างการให้ออกคำสั่งย้อนหลังตั้งแต่ปี 2547 ว่าใครจะได้เงินเดือนเพิ่มตามมติ ครม. จำนวนเท่าไร พร้อมกันนี้ได้เสนอขออนุมัติกู้เงินกองทุนสนับสนุนพิเศษเพื่อความมั่นคงของสมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษากรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) จำนวน 1,200 ล้านบาท จากบอร์ดสกสค. ซึ่งมี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน ซึ่งจะมีการประชุมวันที่16 มิ.ย.60นี้" ดร.พิษณุ กล่าว

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก: ธรรมาภิบาลภาครัฐ - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2560

หมัดเหล็ก

การประชุม คณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน สั่งการให้จัดทำโครงสร้างและกลไกการทำงานรวมทั้งแนวทางแก้ไขกฎหมายและระเบียบในการบริหารแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ทั้งในระดับชาติ ภาค กลุ่มจังหวัด และอำเภอใหม่ทั้งหมดภายใน 1 สัปดาห์ เนื่องจากที่ผ่านมากระบวนการงบประมาณมีปัญหา ขาดความเชื่อมโยงในการวางแผนทุกระดับเน้นการใช้จ่ายมากกว่าความสำเร็จของงาน ขาดความสอดคล้องกันระหว่างแผนการปฏิบัติกับการจัดสรรงบประมาณ ใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือการบริหารที่เน้นความสำเร็จ รวดเร็ว โปร่งใส และให้ประชาชนเห็นเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมที่จะใช้อำนาจตาม ม.44 เพื่อเร่งรัดให้การดำเนินการรวดเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพสูงสุด ที่จะบูรณาการนโยบายต่างๆให้มีความสอดคล้องกัน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายยุทธศาสตร์เฉพาะด้าน ภารกิจส่วนราชการและการพัฒนาภาคกลุ่มจังหวัด เพื่อเชื่อมโยงกับ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังได้กำชับไปทุกหน่วยงานของรัฐให้ยึดถือความซื่อสัตย์สุจริตเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติหน้าที่ ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติหน้าที่ โดยในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่า ส่งผลให้อันดับความโปร่งใสของไทยจากการประเมินขององค์กรต่างๆดีขึ้น เช่น WJP หรือ ICRG รวมทั้ง IMD

การออกกฎหมายจัดตั้ง ศาลอาญาคดีทุจริต การลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทุจริตอย่างเด็ดขาด การป้องกันไม่ให้มีการให้หรือรับสินบน การลงนามสัญญาคุณธรรม ในโครงการลงทุนขนาดใหญ่เหล่านี้ เป็นการยืนยันถึงการมีธรรมาภิบาลภาครัฐที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

การส่งเสริมการบริหารราชการแผ่นดินที่มีธรรมาภิบาล จึงนับเป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินในปี 2557 ประกอบด้วยมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพที่สำคัญคือการป้องกันการทุจริต โดยได้ผลักดัน พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.2558 และ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐปี 2560

การส่งเสริมอำนวยความสะดวกในการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ของประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ โดยวางโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ การปรับปรุงกฎหมายด้านการเงินการคลัง เช่น ร่าง พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน ร่าง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ กฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ

การ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เช่นความยาก-ง่ายของการประกอบธุรกิจในประเทศไทยและการอำนวยความสะดวกในการนำเข้าและส่งออก โดยเร่งรัดโครงการ National Single Window (NSW) ที่จะเห็นผลเป็นรูปธรรมภายในปี 2561 ที่จะถึงนี้

นำไปสู่มาตรฐานธรรมาภิบาลภาครัฐที่โปร่งใสและยั่งยืน.

คอลัมน์ ข้าราษฏร: ปรับระบบ จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ(1) - มติชน ฉบับวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2560

สายสะพาย

ความพยายามปรับปรุงระบบราชการให้เกิดความเปิดเผยโปร่งใส ลดการทุจริต ประพฤติมิชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุจริตจากการจัดซื้อจัดจ้าง ดำเนินมาตลอด

ล่าสุดมีการกำหนดมาตรการปรับระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐทั้งในส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ กับแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับอายุความ

จากผลการประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ครั้งที่ 2/2560 ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ตามแนวทางที่กระทรวงการคลังเสนอ แยกเป็นประเด็นๆ ปัญหาได้แก่

1.การกำหนดขอบเขตของงาน (TOR) ไม่ชัดเจน หรือกำหนดคุณลักษณะเฉพาะเป็นการล็อกสเปก และกำหนดราคากลางสูงเกินความเป็นจริง ให้มีแนวทางดำเนินการ ดังนี้

1.1 การจัดทำข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact : IP) โดยให้คณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต กำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางดำเนินการ โดยคัดเลือกโครงการขนาดใหญ่ของหน่วยงานภาครัฐ และให้ผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมสังเกตการณ์และตรวจสอบโครงการตลอดระยะเวลาตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำราคากลาง ร่างขอบเขตของงาน (TOR) จนกระทั่งเสร็จสิ้นโครงการ

โดยกำหนดแนวปฏิบัติให้ผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรมใช้ประกอบการเข้าสังเกตการณ์ และเพิ่มช่องทางการจัดหาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาสังเกตการณ์เพื่อให้ข้อคิดเห็นในการจัดทำข้อตกลงคุณธรรมของหน่วยงานภาครัฐ

1.2 ให้คณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริตแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อสอบทานราคากลางงานก่อสร้าง โดยมีองค์ประกอบจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรวิชาชีพ นักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการก่อสร้าง

1.3 ให้กรมบัญชีกลางนำข้อมูลการจัดซื้อครุภัณฑ์ในระบบ e-GP มากำหนดเป็นราคากลางครุภัณฑ์และปรับปรุงข้อมูลราคากลางให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ทั้งข้าราชการ บริษัทภาคเอกชนที่เข้าร่วมประมูล และภาคประชาชนที่สนใจการดำเนินโครงการของรัฐขนาดใหญ่ ต้องช่วยกันติดตามการดำเนินการของภาครัฐในประเด็นเหล่านี้ ถึงเวลาปฏิบัติจริงทำกันหรือเปล่า

คอลัมน์ จันทราท่าพระอาทิตย์: ใบเสร็จตำรวจเซ็งลี้เก้าอี้ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2560

โดย: สุนันท์ ศรีจันทรา

หลังจากมีข่าวซื้อขายตำแหน่งตำรวจในภาคใต้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งด่วนย้ายพล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 มาปฏิบัติราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติในทันที

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพิ่งออกหมายเรียกอาจารย์ สังศิต พิริยะรังสรรค์ และ พ.ต.อ. วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เข้ารับทราบข้อกล่าวหาหมิ่นประมาทสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากการขึ้นพูดในเวทีเสวนา "ตำรวจไทย มีไว้ทำอะไร" โดยเปิดโปงการซื้อขายตำแหน่งและการรับส่วยของตำรวจ

การซื้อขายตำแหน่งในแวดวงตำรวจ จริงหรือไม่จริง คนไทยทั้งประเทศรู้กันดี แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้ประชาชนทั้งประเทศคือ เหตุใดจึงไม่มีรัฐบาลชุดไหนรู้

และทำไมพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงไม่ปรารถนาจะรับรู้ ทำไมพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จึงมักจะออกมาแก้ต่างแทนตำรวจ

ไม่เคยมี ผบ.ตร.คนไหน ออกมายอมรับการซื้อขายตำแหน่ง มีแต่ ผบ.ตร.ที่ออกมาปฏิเสธข่าว และแสดงอารมณ์ฉุนเฉียวคนที่ออกมาเปิดโปง

แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะแก้ตัวอย่างไร ในคำสั่งย้ายด่วนผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับข่าวฉาวโฉ่ซื้อขายตำแหน่ง

เพราะคำสั่งย้ายด่วน เกิดขึ้นภายหลังจากที่นายวิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ประกาศจะนำตัวนายตำรวจที่จ่ายเงินซื้อตำแหน่ง เข้าพบพล.อ.ประยุทธ์เพื่อให้ข้อมูล

การย้ายผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เป็นการยอมรับใช่ไหมว่า มีการซื้อขายตำแหน่งจริง และคำสั่งย้าย เป็นการฆ่าตัดตอนเพื่อดับกระแสการเปิดโปงการซื้อขายตำแหน่งที่กำลังลุกโชนขึ้นอีกครั้งหรือไม่

ภารกิจในการเขย่าวงการสีกากี นายวิทยาบรรลุความสำเร็จไปแล้ว เพราะตำรวจสะเทือนทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

แต่นายวิทยาประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ในการเรียกความสนใจจากพล.อ.ประยุทธ์ เพราะยังไม่มีท่าทีตอบรับใดๆ จากผู้นำประเทศ

ทั้งที่การซื้อขายตำแหน่ง เป็นบ่อเกิดแห่งการทุจริตในวงการตำรวจ เป็นต้นตอของการประพฤติมิชอบ เป็นต้นเหตุของการรับส่วย และทำให้ตำรวจละเว้นหรือเลือกปฏิบัติ สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทุกหย่อมหญ้า

พล.อ.ประยุทธ์อาจจะอยู่ในช่วงเวลา "เข้าเงียบ" ไม่พูดไม่จากับนักข่าว แต่ไม่มีเงื่อนไขใดที่จะไม่ติดต่อสนทนากับนายวิทยา ซึ่งกำ "ใบเสร็จ" การซื้อขายตำแหน่งของตำรวจอยู่ในมือ และพร้อมจะนำใบเสร็จมากางให้พล.อ.ประยุทธ์ดู

ถ้าพล.อ.ประยุทธ์มีความตั้งใจที่จะปราบการทุจริต ต้องการกวาดล้างข้าราชการที่ประพฤติมิชอบ มีความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปตำรวจ จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะปฏิเสธการขอเข้าพบของนายวิทยา เพื่อหอบหลักฐานและพยานเอกสารซื้อขายตำแหน่งของตำรวจมาแสดง

แต่จนถึงขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังเงียบ ไม่มีกระแสข่าวว่าให้ความสนใจกับการเปิดโปงปัญหาการซื้อขายตำแหน่งในแวดวงตำรวจแต่อย่างใด ปล่อยให้ตำรวจชิงเปิดยุทธการฆ่าตัดตอน เพื่อดับกระแสการซื้อขายตำแหน่งไปก่อนหน้า

ต้องถามกองเชียร์พล.อ.ประยุทธ์กันแล้ว เหนื่อยบ้างไหมกับการลุ้นให้พล.อ.ประยุทธ์แก้ปัญหา ล้ากันหรือไม่กับการเอาใจช่วยรัฐบาลทหาร และท้อกันหรือยัง สำหรับการสนับสนุนให้พล.อ.ประยุทธ์ก้าวขึ้นมาเป็นวีรบุรุษ

เพราะ 3 ปีแล้ว สังคมไทยยังไม่กลับสู่ความสงบสุข 3 ปีผ่านไปภายใต้ยุค คสช. ปัญหาใหญ่ๆ ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาตำรวจ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์แทบไม่แตะเลย

พล.อ.ประยุทธ์กับตำรวจ จะเปรียบเหมือนงูเห็นเชือกกล้วยหรือเปล่าหนอ เพราะมีปัญหาเรื่องตำรวจทีไร พล.อ.ประยุทธ์พูดเสียงติดอยู่ในลำคอทุกครั้ง

เช่นเดียวกัน การเปิดโปงการซื้อขายตำแหน่งครั้งล่าสุด จนสร้างแรงสั่นสะเทือนทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น ใบเสร็จการซื้อขายที่นายวิทยา "กำ"ไว้ ในที่สุดคงต้องขยำทิ้งไป

เพราะพล.อ.ประยุทธ์ไม่อยากดู ไม่อยากรับรู้ว่าตำรวจซื้อขายตำแหน่ง และไม่อยากแก้ปัญหาใดๆ ของตำรวจทั้งสิ้น

ประเทศนี้ก้มหน้าทนอยู่กันไปวันๆ แล้วกัน อย่าริอ่านหวังอัศวินม้าขาวเข้ามาช่วยปัดเป่าทุกข์ให้ประชาชน

แฉสารพัดวิธี...สีกากีซื้อขายตำแหน่ง! - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2560

อนุรักษ์ เพ็ญสวัสดิ นลิน สิงหพุทธางกูรNOW26

การออกมาเปิดโปงข้อมูลการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งของตำรวจในฤดูแต่งตั้งโยกย้ายปีนี้ของอดีตแกนนำ กปปส. และอดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อย่าง วิทยา แก้วภราดัย

ทำให้สังคมหันมาให้ความสนใจปัญหานี้กันอีกครั้ง

แม้ฝ่ายตำรวจจะออกมาปฏิเสธเสียงแข็งเช่นเคย แต่งานนี้ วิทยา บอกว่ามีพยานพร้อมออกมายืนยัน และปัญหานี้เป็นเรื่องที่รู้ๆ กันในวงการตำรวจ ไม่ต่างอะไรกับนักการเมืองซื้อเสียง ทั้งๆ ที่การวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งคือจุดเริ่มต้นของวงจรส่วยในแวดวงสีกากีที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชน

"แต่ละตำแหน่งมีราคาไม่เท่ากัน เช่น สารวัตร ผู้กำกับ ผู้บังคับการ หรือผู้บัญชาการ ราคาไม่เท่ากัน และแต่ละพื้นที่ก็ราคาไม่เท่ากัน นั่นหมายความว่าที่ไหนดินดี ปลูกอะไรก็ขึ้น ทำมาหากินคล่อง ราคาก็แพงไปตามนั้น แต่ตรงไหนดินไม่ค่อยดี ปลูกอะไรไม่ค่อยได้ เอาได้แต่ยศแต่ตำแหน่ง ราคาก็จะต่ำลง"

แม้ปัญหาการวิ่งเต้นในแวดวงผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จะมีมาเนิ่นนาน แต่ วิทยายอมรับว่าช่วง 2-3 ปีมานี้หนักที่สุด

"ในช่วง 2-3 ปีหลังหนักมาก เพราะราคาสูงขึ้น วิ่งลงพื้นที่ทำเลทองก็แพง ส่วนต่างจังหวัดก็ 5-7 ล้านบาทเข้าไปแล้ว เมื่อราคาแพง คนที่วิ่งเต้นก็ต้องหารายได้มาชดเชยให้คุ้มค่ากับที่ตัวเองเสียไป ก็กลายเป็นวงจรหาผลประโยชน์ เก็บส่วย เพื่อถอนทุนคืน"

ความร้ายแรงของปัญหาถึงขั้นมีการจ้างให้ลาออก เปิดเก้าอี้ให้ว่างกันเลยทีเดียว

"เมื่อปีที่แล้วมีการวิ่งเต้นกันเพื่อขยับตำแหน่งจนเป็นเรื่องโด่งดัง ก็คือการจ้างให้ตำรวจที่ใกล้จะเกษียณอายุราชการพ้นจากตำแหน่งไป เช่น การจ้างรองผู้บังคับการออกจากราชการเป็นเงิน 2-3 ล้านบาท เพื่อให้ตำแหน่งว่าง ก็จะมีคนมาแทน แล้วค่อยขยับขึ้นผู้บังคับการ แบบนี้เป็นทอดๆ เรียกกันว่าการขุดหลุมเพื่อให้ตัวเองได้ลงหลุม"

อีกสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคนี้ก็คือเรื่อง "ตั๋วฝาก" ไม่ว่าจะเป็นตั๋วการเมือง ตั๋วผู้ใหญ่ ตั๋วบิ๊กราชการ ปัจจุบันแทบไม่มีให้เห็นแล้ว เพราะต้องใช้ "เงินสดๆ" เป็นใบเบิกทางอย่างเดียวเท่านั้น เพื่อไม่ให้หลงเหลือหลักฐานให้ติดตามเอาผิดได้

"สมัยนี้เขาใช้การจ่ายเงินสด ไม่มีการจ่ายเป็นที่ดินหรืออย่างอื่น เพราะพวกมืออาชีพเขาจะไม่มีการทิ้งรอยการทุจริตให้ติดตามได้ ส่วนคนรับจะไปเก็บที่ไหนผมก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ผมบอกได้แค่ว่าเมื่อก่อนนี้มีการค้นบ้านนักการเมืองแล้วเจอเงินจำนวนมาก แต่ถ้าวันนี้ถ้ามีการค้นบ้านของตำรวจอาจจะมีมากกว่า"

ทางออกเฉพาะหน้าเพื่อแก้ปัญหานี้ นอกเหนือจากการปฏิรูปตำรวจซึ่งเป็นเรื่องระยะยาว วิทยา เสนอว่า ควรเปิดให้มีการล่อซื้อเหมือนจับยาบ้า เพราะที่ผ่านมาทั้งคนจ่าย-คนรับล้วนมีความผิด ทำให้ไม่มีใครกล้าเปิดโปง ขณะเดียวกันก็ต้องบังคับให้ตำรวจทุกคนต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของตนเอง

ส่วนปัญหาเชิงโครงสร้าง หลังจากในยุค คสช.ได้ยกเว้นการใช้ พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ แล้วโอนอำนาจเบ็ดเสร็จให้ ผบ.ตร.ทำหน้าที่แต่งตั้งโยกย้ายนั้น วิทยา บอกว่าเป็นการลดปัญหาด้านหนึ่ง แต่สร้างปัญหาใหม่ให้เกิดขึ้น

"ระบบเดิมให้แต่ละกองบัญชาการมีอำนาจแต่งตั้งได้เอง แต่ก็จะมีปัญหาเรื่องการขุดตำแหน่งอย่างที่เล่าให้ฟัง ปีที่แล้วมีการลาออกแบบผิดปกติมากกว่า 80 ตำแหน่งในช่วงโยกย้าย ทำให้ คสช.จับทางได้ และพยายามแก้ไข แต่เมื่อ คสช.ไว้ใจมอบอำนาจให้ ผบ.ตร. ก็ทำให้มีผู้มีอำนาจมากกว่าตำรวจเข้ามาแทรกแซงเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายอีก ซึ่งตำรวจเองเขาก็รู้ดี" วิทยา ระบุ

หลายคนบอกว่า ภารกิจปฏิรูปตำรวจนั้น เริ่มต้นวันนี้ยังถือว่าช้าเกินไป !

คอลัมน์ คอร์รัปชั่น : เหตุเกิดที่กระทรวงศึกษาธิการ - มติชน ฉบับวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2560

รัฐพงศ์ บุญญานุวัตรratthapong.boo@kbu.ac.th

หนังสือพิมพ์มติชนรายวันประจำวันที่ 8 มิถุนายน 2560 มีการรายงานข่าวในหน้าการศึกษาเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นซึ่งเกิดขึ้นในกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีการพาดหัวข่าวความว่า "ร้องบิ๊ก ร.ร.-เขต พท. ทุจริตอื้อ" จากข่าวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าวันนี้ประเทศไทยถึงแม้กระทั่งอยู่ในยุคของ คสช.และรัฐบาลที่มีนายกนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้ที่ตระหนักและให้ความสำคัญในการป้องกันการทุจริต แต่กลับพบว่าข้าราชการบางคนหรือผู้ที่ไม่มีความพอเพียงไม่ได้สนใจและเกรงกลัวต่อกฎหมายของบ้านเมือง

สาระสำคัญอันเนื่องมาจากเหตุของการคอร์รัปชั่นซึ่งเกิดขึ้นที่กระทรวงศึกษาธิการนั้นเพราะ พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและรองประธานคณะกรรมการอำนวยการการขับเคลื่อนแก้ปัญหาทุจริตของกระทรวงศึกษาธิการ ได้แฉว่ามีผู้ร้องเรียนปัญหาการทุจริตของกระทรวงศึกษาธิการเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งข้อร้องเรียนส่วนใหญ่เป็นข้อร้องเรียนการทุจริตของผู้บริหารสถานศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่มีหลายประเด็น

ประเด็นการคอร์รัปชั่นที่ที่ปรึกษา รมว.ศธ.กล่าวมานั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่คนในสังกัด ศธ.บางคนบางกลุ่มกัดกินเม็ดเงินและสิ่งของอีกสารพัดในการได้มาซึ่งความไม่ชอบธรรม มาเป็นเวลาช้านาน ซึ่งอันที่จริงการทุจริตใช่ว่าในกระทรวงศึกษาธิการจะเกิดเฉพาะในสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวศึกษาเท่านั้น ในความเป็นจริงการทุจริตที่เป็นการกระทำด้วยความตั้งใจหรือวิธีการในการได้มาด้วยความไม่โปร่งใสนั้น ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการไม่ควรมองข้ามสถาบันอุดมศึกษาของรัฐเพราะที่นั่นเป็นสังคมอุดมปัญญาและเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาอันเป็นเลิศ คนบางกลุ่มในสถาบันเหล่านั้นได้อาศัยช่องทางเพื่อการได้มาซึ่งเข้าข่ายการคอร์รัปชั่นและประพฤติผิดระเบียบตลอดจนกฎเกณฑ์ที่หลากหลาย

ที่น่าเจ็บปวดเมื่อกล่าวถึงการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกิดหรือมีเหตุอันเนื่องมาจากคนในแวดวงการศึกษานั้น ในความเป็นจริงผู้ที่เป็นคนในกระทรวงศึกษาธิการไม่ว่าตำแหน่งเล็กหรือใหญ่ สังคมจะมองว่าคนในวงการนี้เป็นผู้ที่มีต้นทุนทางสังคม มีการศึกษาสูง และน่าจะเป็นต้นแบบในการเป็นข้าของแผ่นดินที่ดี มีความเป็นอยู่อย่างพอเพียง กระทรวงก็น่าจะเป็นต้นแบบในการเป็นองค์กรสีขาวปราศจากการทุจริตคอร์รัปชั่น

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กล่าวตอนหนึ่งในงานสัมมนาเชิงวิชาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติของสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) เรื่อง "คอร์รัปชั่นหายนะประเทศไทย" เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2559 ตอนหนึ่งว่า ยืนยันว่าการคอร์รัปชั่นเป็นการปล้นชาติ ซึ่งตนเสนอว่าการต่อต้านการคอร์รัปชั่นจะต้องเริ่มจากเด็ก ผู้ใหญ่จะต้องทำเป็นตัวอย่างทุกคนในชาติต้องร่วมมือกัน เราไม่มีมาตรวัดความโกง ความร่วมมือ ซึ่งทุกภาคส่วนจะต้องช่วยคิดหาวิธีให้คนไทยมองว่าการโกงไม่ใช่เรื่องไกลตัวและคนเราเกิดมาต้องตอบแทนแผ่นดิน"

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ผู้นำทุกยุคต่างให้ความสำคัญต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ปัญหา ดังกล่าวไม่เคยเหือดหายและหมดไปจากสังคมโดยเฉพาะในสังคมข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการในสังกัดใดกระทรวงไหนก็ถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีเกียรติ เป็นผู้ที่อุทิศตนทุ่มเทการทำงานเพื่อตอบแทนแผ่นดินเกิด แต่ในทางกลับกันข้าราชการจำนวนหนึ่งเป็นผู้ที่รู้ดี รู้ชั่ว แต่กลับกระทำความผิดฉ้อฉลแสวงหาผลประโยชน์บนความทุกข์ของผู้คนและแผ่นดิน ไม่ดำรงตนให้อยู่บนความพอเพียง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นผู้นำประเทศมือสะอาดไม่มีนอกไม่มีใน ปฏิบัติตนเป็นต้นแบบและมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้สังคมตื่นตัวออกมาต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นในโอกาสต่างๆ อยู่เนืองๆ เช่นในวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล วันที่ 9 ธันวาคม 2559 พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวในโอกาสเป็นประธานในพิธีเปิดงานเนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากลที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ตอนหนึ่งว่า

"ทุกคนทราบดีว่าอะไรคือผลเสียแต่ยังแก้ไม่ได้มากนัก ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่ามาจากที่รายได้ของทุกคนแตกต่างกัน และหากทุกคนยึดแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช คือมีน้อยใช้น้อยอยู่อย่างพอเพียงก็จะไม่เกิดปัญหา ดังนั้น เราต้องสร้างหลัก 3 ประการ คือ ทำอย่างไรไม่ให้ไปร่วมมือกันทุจริต ทำอย่างไรให้ครอบครัวอยู่ได้ และทำอย่างไรที่จะพัฒนาตัวเองให้มีรายได้สูงขึ้น"

และกล่าวเพิ่มเติมว่า "วันนี้รัฐบาลกำลังเดินหน้าปฏิรูปและผมไม่ต้องการให้เกิดการคอร์รัปชั่นไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม หากมีรายงานขึ้นมาผมจะดำเนินการสอบติดตามเอาติดคุกให้ได้"

จากปัญหาการคอร์รัปชั่นในวงการการศึกษาไทยนั้น ได้มีการศึกษาวิจัยเพื่อหาทางป้องกันและแก้ไข รวมทั้งสืบค้นถึงเหตุและต้นตอของการก่อเกิดเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีภาพลักษณ์เกี่ยวกับคอร์รัปชั่นอยู่ในอันดับต้นๆ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลาย และผลการวิจัยปรากฏว่า ในหลายปีที่ผ่านมาพบมีข้าราชการถูกร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตอันดับหนึ่งคือข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ในขณะที่กระทรวงศึกษาธิการมาอันดับสอง ปรากฏการณ์ดังกล่าวยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ในวงการศึกษาไทยนั้นเกิดพฤติกรรมการคอร์รัปชั่นของข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัย เรื่อง คอร์รัปชั่นในวงการการศึกษาของไทยกรณีศึกษาในเขตจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง โดย รัตนะ บัวสนธ์ ซึ่งในรายงานการวิจัยฉบับนี้ พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามในประเด็นที่เป็นความหมายของการกระทำที่นำไปสู่ช่องทางของการคอร์รัปชั่นนั้น จะปรากฏช่องทาง 4 ประการ ประกอบด้วย 1.การรับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนเนื่องมาจากการอนุมัติให้จัดซื้อจัดจ้าง หรือประกวดราคา วัสดุ ครุภัณฑ์ทางการศึกษาเพื่อสร้างรายได้ส่วนตัว 2.ใช้ตำแหน่งหน้าที่ทางราชการเพื่อให้ตนเองได้รับผลประโยชน์จากส่วนราชการเช่น การอนุมัติไปราชการ การเบิกจ่ายต่างๆ และการบรรจุแต่งตั้ง 3.การอนุมัติจัดซื้อจัดจ้างหรือประกวดราคาวัสดุครุภัณฑ์ ที่ดิน สิ่งก่อสร้างโดยเอื้อประโยชน์เฉพาะราย และ 4.ใช้สิ่งของวัสดุ ครุภัณฑ์ของส่วนราชการในการทำงาน ส่วนตัว

การศึกษาวิจัยเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งข้อมูลว่าด้วยการคอร์รัปชั่นในแวดวงการศึกษานั้น สอดคล้องกับการรายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน โดยสำนักโพลไอเอฟดีเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2560 พบว่าประชาชนระบุว่าระบบการศึกษาไทยมีการคอร์รัปชั่นที่ระดับคะแนน 6.75 จากคะแนนเต็ม 10 ต่อข้อถามที่ว่ามีการคอร์รัปชั่นในวงการศึกษาระดับใดมากที่สุด ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า ในแวดวงมหาวิทยาลัยมีการคอร์รัปชั่นมากที่สุด รองลงมาคืออาชีวศึกษา และการศึกษาขั้นพื้นฐานตามลำดับ เมื่อถามว่าเกี่ยวกับความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลนี้จะแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในวงการการศึกษาไทยได้มากน้อยเพียงใด พบว่าประชาชนให้คะแนนเพียง 6.86 แสดงนัยยะ ว่าประชาชนไม่ค่อยเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในแวดวงการศึกษาได้ ในโพล ดังกล่าวประชาชนเสนอแนะในการแก้ปัญหาประกอบด้วย แก้ไขบทลงโทษสถานหนักแก่ ผู้ทุจริต ตามด้วยแก้กฎหมายให้ภาคประชาชนมีอำนาจตรวจสอบการทุจริตในสถานศึกษา, เข้มงวดบังคับใช้กฎหมายปราบปรามทุจริตอย่างจริงจังและรวดเร็ว ฯลฯ

ที่น่าสนใจโพลดังกล่าวประชาชนมีความกังวลต่อการคอร์รัปชั่นในแวดวงการศึกษา โดยเฉพาะการคอร์รัปชั่นในระดับมหาวิทยาลัยและเสนอให้ใช้มาตรา 44 ในการจัดการแก้ปัญหา ซึ่งจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้ได้ให้ความสำคัญเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะปัญหาธรรมาภิบาลอันเกิดมาจาก ผู้บริหารบางมหาวิทยาลัยขาดการให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล หรือถ้าจะแสดงให้สาธารณะหรือประชาคมได้เห็นกับคำว่า ธรรมาภิบาล ก็เป็นเพียงวาทกรรมเท่านั้น

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวในงานมอบรางวัล "กำพล วัชรพล" ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559 ในส่วนที่เกี่ยวกับการสร้างความโปร่งในกระทรวงฯตอนหนึ่งว่า "ให้ความสำคัญกับการปราบทุจริตคอร์รัปชั่นซึ่งกระทรวงศึกษาธิการติดแชมป์โกงอันดับ 3 จากการติดตามเรื่องร้องเรียนทุจริตของสำนักนายกรัฐมนตรี โดยกระทรวงศึกษาธิการในยุคของตนต้องโปร่งใส ไม่กินตามน้ำ ไม่มีค่าคอมมิสชั่น ไม่รับเงินใต้โต๊ะ บนโต๊ะหรือหลังบ้านอย่าขโมยเงินเด็ก เงินงบประมาณ 100 บาท จะต้องถึงมือเด็กครบทั้ง 100 บาท ไม่หล่นกลางทาง ที่สำคัญต้องสอนเด็กให้เกลียดโกง ตั้งแต่เด็ก"

จากการให้ความสำคัญของรัฐมนตรีว่าฯต่อการสร้างความโปร่งใสในกระทรวงศึกษาธิการ ดังนั้น เพื่อให้ความปรารถนาของรัฐมนตรีสามารถนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริงได้ คงถึงเวลาแล้วที่ชาวเสมาทั้งมวลต้องร่วมรู้ร่วมคิด และน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปขับเคลื่อนเพื่อสกัดกั้นการคอร์รัปชั่นในแวดวงการศึกษา

EDITORIAL: When temples become POOLS OF CASHfor the greedy 'SINFUL' DOES NOT BEGIN TO DESCRIBE THE FINANCIAL MISMANAGEMENT AND CORRUPTION FOR WHICH EVIDENCE STEADILY MOUNTS - THE NATION Issued date 15 June 2017

The recent murder of a novice monk in Nakhon Si Thammarat helps justify the suspicion that Buddhist temples are used by certain groups of people to make personal gain, including greedy priests.

Five people were arrested in connection with the murder of the 17-year-old novice, whose body was found buried inside the temple where he'd been ordained.Police investigators suspect he might have learned about an apparent plot to embezzle temple assets.

One of the people allegedly involved in his killing had later been ordained as well at the temple, becoming a full-fledged monk, and police discovered that he'd had his hand in the temple till. Another suspect, the monk's lover before he donned the robes, had millions of baht transferred into and out of her bank accounts. It turned out that a lot of money had also been removed from the temple's bank accounts.

The temple earns hundreds of thousands of baht each month leasing space for car parking, selling charms and amulets, and leasing about 90 residential units erected on its land.Other temples around the country have similar income sources, in addition to donations from worshippers seeking to make merit for themselves and loved ones and thus earn better karma and better chances in their next lives. Temples also receive funding from state agencies, particularly the National Office of Buddhism, to renovate their structures and the artefacts stored there.

An investigationcontinues into allegations of funding misappropriation involving former and current officials of the National Office of Buddhism. The suspects stand accused of pocketing a large share of a Bt500-million maintenance fund set aside for several selected temples, skimming off as much as 80 per cent of the amounts allocated. A dozen temples in Ayutthaya, Amnat Charoen, Lampang, Lamphun and Phetchaburi are suspected of involvement in the wrongdoing.

The allegedly corrupt officials are further suspected of having benefited from the cooperation of the temples' abbots, whose signatures were needed in transferring the officials' "share" of the money from their temples'bank accounts. Paiboon Nititawan, who once headed a religious reform committee of the now-defunct National Reform Council, has called for the abbots to be investigated as well to determine if they were involved with any embezzlement. He said anyone involved must be punished.

Several senior monks seem to pay more attention to accumulating wealth than practising Buddhism to better themselves and humanity as a whole - the supposed goals of a priesthood anywhere in the world. This in turn has led to their further defilement and has created more problems for the monastic community and lay society.

Monastic rules make clear that abbots must keep temple assets separate from their personal property. The evidence suggests that the relevant authorities are not strictly enforcing these rules or the applicable laws of the land.This in turn represents further proof that many of those authorities are themselves corrupt, forever seeking their own windfall from the temples.

It is time to reform the financial management of all temples so as to prevent corrupt officials and greedy monks from stealing money given quite literally in good faith by worshippers and in abiding trust by taxpayers.