You are here

CG and corruptions News - 15 May 2018

Tech could beat welfare corruption - THE NATION

เรียกสอบ-เอาผิดพ่อสันธนะ จับผจก.ตลาดกรรโชก 'เบลล่า'ชี้ธุรกิจโปร่งใส - ไทยรัฐ

ไล่จี้'บิ๊กตู่'ชงครม.จ่ายเงินเยียวยา - เดลินิวส์

พท.แฉพิรุธรัฐทุจริตระบายข้าว ยื่นดีเอสไอสอบบริษัทประมูล-หวั่นเวียน - ข่าวสด

คอลัมน์ เลาะเลียบคลองผดุงฯ: ว่าด้วยเสียงลือเด้งซี 11 ศธ. - ข่าวสด

บทบรรณาธิการ: คืนความเป็นธรรมให้ขรก.ที่บริสุทธิ์- แนวหน้า

คอลัมน์ เหยี่ยวถลาลม: แบบไทย - มติชน

ประธานปปช.มาเลย์ลาออกก่อนหมดวาระ - กรุงเทพธุรกิจ

Tech could beat welfare corruption, experts say USE OF BLOCKCHAIN, DIGITAL ID AND E-MONEY WOULD HELP ENSURE THE NEEDY GET THEIR ENTITLED BENEFITS, CONFERENCE HEARS - THE NATION Issued date 15 May 2018

PRATCH RUJIVANAROM

THE NATION

PRATCH RUJIVANAROM THE NATION

DIGITAL TECHNOLOGIES - particularly blockchain, digital ID, and e-money - are being proposed by a research institute as the best sustainable solution for dealing with corruption and other problems in distributing social welfare.

The Thailand Development Research Institute (TDRI) has suggested the adoption of digital technologies to solve the chronic problem of corruption in the state welfare system. Their recommendation follows an investigation that found government staff unlawfully took the majority of the welfare money destined for those who need financial assistance in 67 out of 77 provinces.

Those at TDRI's annual public conference held in Bangkok yesterday heard that corrupt officials use a loophole in the current welfare distribution system to benefit themselves. Use of new digital technology would seal these loopholes to ensure those needing special assistance from the state would actually get their welfare, researchers said.

TDRI researcher Boonwara Sumano pointed to two major weak points in the current welfare distribution system: identification of the persons eligible for subsidies, and the delivery of their welfare payments.

Boonwara said that processes for identifying the target groups of recipients and the appropriate welfare payment were inefficient and vulnerable to corruption. For example, she said, corrupt officials could simply use the national ID numbers of other persons in order to collect the money intended for those who were actually entitled to it. Solving that problem will need going beyond remedial measures already proposed, she said.

"There are suggestions to use bank transfers instead of directly distribute the welfare in cash to the people entitled to the state subsidy," Boonwara said. "However, this method, though safer and harder to defraud, still has a problem in real implementation: Not all people, especially the poor and marginalised groups of people, have a bank account, with only 81 per cent of Thai citizens owning at least one bank account."

Boonwara also said bank transfers were not safe from corruption. There were cases of fraud under this method of welfare distribution, as the corrupt officials can simply switch the destination bank accounts to the accounts of their relatives.

The latest example of this fraud involved the scholarship fund for poor female students, the Educational Fund for Life Development, from which more than Bt88 million was transferred to the bank accounts of corrupt officers and their relatives.

Given the problems with the traditional way for distributing welfare, Suttipong Kanakakorn, a member of the technical working group on national digital ID, suggested the fix lies with the new technologies of blockchain, digital ID, and e-money.

Suttipong said using blockchain would prove more efficient at preventing fraud in welfare distribution, as the information stored in a blockchain system is very easy to inspect and examine by all stakeholders.

Moreover, he said, distributing welfare funds by using e-money would be much easier for the people in need, who could collect the money directly while also spending it on lower-cost goods and services by just scanning a QR Code, using their national ID, or biometric identification.

Suttipong said that since many marginalised groups of people often have neither national ID cards nor bank accounts, digital ID could be adopted as the solution. Relevant agencies could survey and collect biometric information from these citizens and register their digital ID. Then welfare recipients could use their digital ID to receive their payments as e-money and spend it by using their digital ID in cash-free transactions.

เรียกสอบ-เอาผิดพ่อสันธนะ ให้ที่พักพิงลูกชาย เจ้าตัวจ่อฟ้อง3นายพล จับผจก.ตลาดกรรโชก 'เบลล่า'ชี้ธุรกิจโปร่งใส - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

พ่อ “สันธนะ” อาจติดร่างแหโดนข้อหาให้ที่พักพิงลูกชาย พนักงานสอบสวน สน.โชคชัย ออกหมายเรียกมาสอบปากคำ 18 พ.ค. ตำรวจชุดติดตามตัวผู้ต้องหาร่วมกระทำความผิดที่เหลือรวบได้แล้ว 1 คน เป็นผู้จัดการและหุ้นส่วนตลาด เจ้าตัวยังปฏิเสธ ด้านทนายเผยอยู่ระหว่างหารือจะฟ้องกลับนายพลตำรวจ 3-5 คนหรือไม่ เตรียมขอความเป็นธรรมกับอัยการก่อนสั่งคดี ตำรวจ บก.ปคบ. จ่อออกหมายเรียก “เบลล่า ราณี” เข้าให้ข้อมูล ขณะที่นางเอกสาวชี้แจงทำธุรกิจ Be Curve โปร่งใสไม่ใช่แชร์ลูกโซ่ ยินดีให้ตรวจสอบ

สังคมยังให้ความสนใจ กรณี พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการตลาดใหม่ดอนเมือง ออกมาให้สัมภาษณ์เตรียมเปิดศึกระลอกใหม่ ทำหนังสือถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. แฉพฤติกรรมนายพลตำรวจ 3 นาย ใช้อำนาจหน้าที่กลั่นแกล้ง เข้าตรวจค้นตลาดใหม่ดอนเมือง หลังเจ้าตัวเพิ่งได้รับอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวจากศาลอาญา ในคดีร่วมกันกรรโชกทรัพย์ เก็บค่าคุ้มครองผู้ค้าในตลาด ภายใต้เงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ

ความคืบหน้า เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 14 พ.ค. พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. เปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่า หาก พ.ต.ท.สันธนะจะฟ้องร้องกลับ สามารถทำได้เพราะเป็นสิทธิตามขั้นตอนกฎหมาย ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย แต่ทั้งนี้ พ.ต.ท.สันธนะไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ค้าในตลาดหรือพยานหลักฐานได้ เพราะศาลให้ประกันตัวพร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามยุ่งเหยิงพยานหลักฐานและห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล หากไม่ปฏิบัติตาม ศาลอาจพิจารณาถอนการประกันตัว ส่วนที่ พ.ต.ท.สันธนะตั้งข้อสงสัยผู้ค้าทั้ง 8 คน ที่อยู่ในฐานะผู้เสียหายไม่ใช่ผู้ค้าในตลาดใหม่ดอนเมือง เนื่องจากไม่รู้จักนั้น ขอยืนยันว่าทั้ง 8 คนเป็นผู้ค้าในตลาดใหม่ดอนเมืองจริง ไม่มีการนำคนนอกมาสอบปากคำแต่อย่างใด

“ส่วนที่ พ.ต.ท.สันธนะอ้างถูก 3 นายพลตำรวจกลั่นแกล้ง ผมยังไม่ทราบรายละเอียดเพราะเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่หน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่ต้องรวบรวมพยานหลักฐานข้อเท็จจริงตามที่ผู้เสียหายหรือประชาชนมาร้องเรียน ยืนยันไม่ได้ทำตามใบสั่งใครเพราะคดีอาญาไม่มีใครสามารถสั่งการได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับศาล สำหรับผู้ต้องหาร่วมกระทำผิดที่เหลือ อยู่ระหว่างติดตามตัว ไม่พบข้อมูลหลบหนีออกนอกประเทศ” พล.ต.อ.รุ่งโรจน์กล่าว

ขณะที่การติดตามตัวผู้ต้องหาร่วมกับ พ.ต.ท.สันธนะกระทำผิดฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์ มีรายงานว่า ชุดตำรวจสืบสวน บก.สส.บช.น. สามารถติดตามจับกุมตัวนายคเณศ หรือต้น เปรมครุฑ อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 225 ซอยเชิดวุฒากาศ 5 แขวงและเขตดอนเมือง กทม. 1 ในผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญารวม 7 หมาย เลขที่ 1008, 1019, 1022, 1027, 1036, 1045, 1048/2561 ลงวันที่ 11 พ.ค. จับกุมได้ที่ริมถนนทางเข้าวัดพระพุทธฉาย ตำบลหนอง-ปลาไหล อำเภอเมืองสระบุรี เมื่อเวลา 22.30 น. วันที่ 13 พ.ค. ทั้งนี้ นายคเณศเป็นบุคคลตามหมายจับคนที่ 8 จากทั้งหมด 11 คน ก่อนถูกคุมตัวมาที่ห้องประชุมชั้น 3 สน.ดอนเมือง มีพนักงานสอบสวนชุดเฉพาะกิจคลี่คลายคดี สอบปากคำ เบื้องต้นเจ้าตัวให้การปฏิเสธไม่ยอมเซ็นในบันทึกจับกุม ก่อนถูกส่งตัวเข้าห้องขังของ สน.ดอนเมือง จากข้อมูลชุดสืบสวนพบผู้ต้องหารายนี้มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการและหุ้นส่วนตลาดใหม่ดอนเมือง เนื่องจากมีชื่อในเอกสารเป็นผู้ขอเปิดตลาดโซนพลาซ่าริมน้ำที่อยู่ระหว่างการรื้อถอน ขณะเดียวกันพนักงานสอบสวนยังเรียกตัว นายสุชาติ โชว์วิวัฒนา หรือคนในพื้นที่รู้จักในชื่อเฮียเส็ง อายุ 71 ปี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทพัฒนาตลาดใหม่ดอนเมือง จำกัด มาสอบปากคำ เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการตลาด อาทิ การจัดเก็บค่าเช่าร้านค้า การจัดเก็บค่าจอดรถยนต์ เป็นต้น หลังสอบปากคำนาน 4 ชั่วโมง เฮียเส็งเดินทางกลับที่พัก ไม่ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด

ส่วนบรรยากาศที่สโมสรตำรวจ ชุดพนักงานสอบสวนคดีตลาดใหม่ดอนเมือง ยังคงทำงานตามปกติ มีการเรียกพยานที่เป็นผู้ค้าในตลาดใหม่ดอนเมืองมาสอบสวน ประกอบสำนวนเพิ่มเติม ทั้งนี้ทางตำรวจได้จัดเลี้ยงกาแฟ อาหารกลางวันด้วย ทั่วบริเวณมีการนำฉากมากั้นพร้อมติดป้ายระบุ “ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องห้ามเข้า”

วันเดียวกัน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. กล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.สันธนะออกมาระบุว่า มีตำรวจระดับนายพล 3 คน กลั่นแกล้งว่า ไม่มีอะไร ไม่ทราบด้วยเป็นใคร ตำรวจทำตามหน้าที่ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ เมื่อศาลอนุมัติหมายจับตำรวจก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามหมายของศาล

อีกด้าน นายอภิชาติ ครัวเชื้อ ทนายความของ พ.ต.ท.สันธนะกล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวตำรวจเตรียมแจ้งข้อหาเพิ่มกับ พ.ต.ท.สันธนะ ว่าขณะนี้ยังไม่มีหมายเรียกไปแจ้งข้อหาเพิ่มจากพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด ส่วนจะฟ้องกลับนายพลตำรวจ 3-5 นายหรือไม่นั้น ประเด็นนี้ต้องหารือกันก่อน มีความจำเป็นหรือไม่ หากมีความจำเป็นก็ต้องฟ้องกลับ เตรียมร้องขอความเป็นธรรมกับอัยการในคดีร่วมกันกรรโชกทรัพย์ ก่อนสั่งคดี ส่วนแนวทางการต่อสู้คดีต้องดูรายละเอียดคำฟ้องทั้งหมด ข้อเท็จจริงเป็นตามที่ฟ้องมาหรือไม่ เพื่อหาประเด็นหักล้างในชั้นศาล ทั้งนี้ พ.ต.ท.สันธนะเตรียมแถลงข่าวเปิดใจ หลังศาลให้ประกันตัว เตรียมตอบทุกคำถามข้อสงสัยกับสื่อมวลชนที่โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยท์ ถนนราชดำริ เวลา 14.00 น. วันที่ 15 พ.ค.

มีรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวน สน.โชคชัย ออกหมายเรียก พ.ต.อ. (พิเศษ) สมชาย ประยูรรัตน์ อายุ 91 ปี บิดาของ พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ เข้าพบเพื่อสอบปากคำในวันที่ 18 พ.ค. เนื่องจากอาจเข้าข่ายความผิดตาม ม.189 ผู้ใดช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดหรือเป็นผู้ต้องหา อันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษ โดยให้ที่พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้นหรือช่วยผู้นั้น ประการใดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม จากกรณีที่ พ.ต.ท.สันธนะเข้าไปพบที่บ้านบิดาย่านถนนประดิษฐ์มนูธรรม หลังถูกออกหมายจับ เมื่อวันที่ 11 พ.ค.

ที่ บก.ปคบ. พ.ต.อ.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผกก.4 บก.ปคบ. เปิดเผยถึงกรณีนักแสดงสาว มะปราง-วิรากานต์ เสณีตันติกุล หุ้นส่วนบริษัท 99 นิว วัน เจ้าของผลิตภัณฑ์อาหารเสริม Be Curve เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน บก.ปคบ. เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและชี้แจงว่าตัวแทนจำหน่ายเป็นผู้นำคำโฆษณา “ชงผอม” และ “จองก่อนรวย” ไปใช้เอง ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลยืนยันจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เข้าข่ายโฆษณาเกินจริงหรือไม่ คาดสัปดาห์นี้ทราบผล ส่วนกรณีของเบลล่า-ราณี แคมเปน นางเอกดัง ยังไม่ประสานเข้าพบ หากภายในสัปดาห์นี้ไม่ติดต่อกลับมา จะทำหนังสือเรียกให้เข้าชี้แจงกับพนักงานสอบสวนตามขั้นตอน

ที่ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม เบลล่า-ราณี แคมเปน นางเอกคนดัง เดินทางมาร่วมงาน “Dior Addict Lacquer Plump” พร้อมทั้งเปิดใจกรณีผลิตภัณฑ์อาหารเสริม Be Curve ที่เจ้าตัวเป็นพรีเซนเตอร์และหุ้นส่วน ถูกตรวจสอบเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่และโฆษณาเกินจริงหรือไม่ ว่ายังไม่ได้รับหมายเรียกจากตำรวจ บก.ปคบ. ตรวจสอบกับผู้จัดการส่วนตัว แม่ของตนที่อยู่บ้านและที่บริษัท รวมถึงมะปราง-วิรากานต์ พบยังไม่ได้รับการติดต่อแต่อย่างใด ยินดีเข้าให้ข้อมูลกับตำรวจ ขอชี้แจงในส่วนของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ตนมีหน้าที่ประชาสัมพันธ์สินค้า ส่วนมะปราง เป็นผู้ดูแลในส่วนธุรกิจ การตลาดต่างๆ หากสินค้ามีปัญหาตนก็ไม่กล้าทำธุรกิจแน่นอน ทั้งนี้ ส่งสินค้าให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตรวจสอบสารที่อยู่ในสินค้าเพื่อยืนยันความถูกต้อง ขอยืนยันไม่ใช่แชร์ลูกโซ่ เป็นการขายขาด ทั้งยังส่งข้อมูลให้ สคบ. ตรวจสอบแล้ว ส่วนเรื่องโฆษณาเกินจริง มีมะปรางเป็นคนดูแล พบมีตัวแทนตัดต่อเพิ่มข้อความ ตักเตือนไปแล้ว ไม่สนับสนุนให้โฆษณาเกินจริง รู้สึกสบายใจขึ้นที่ได้ชี้แจง เพราะอยากทำธุรกิจด้วยความถูกต้องโปร่งใส ทั้งนี้ ทางบริษัทเข้าให้ข้อมูล ทำความเข้าใจกับ อย.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ไล่จี้'บิ๊กตู่'ชงครม.จ่ายเงินเยียวยา - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 14 พ.ค. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีข้อสรุปของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ที่พบการทุจริตโครงการเงินสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง 67 จังหวัด โดยมีผู้เกี่ยวข้องเป็นข้าราชการทุกระดับโดยมีความเสียหายไม่ต่ำกว่า 250 ล้านบาท ว่า เงินส่วนดังกล่าวเป็นสิทธิของประชาชนผู้ด้อยโอกาสในโครงการเงินสนับสนุนจากรัฐ โดยข้าราชการผู้กระทำความผิดเป็นหน้าที่ของระบบกฎหมาย แต่ในส่วนของประชาชนซึ่งตกเป็นเหยื่อของขบวนการทุจริตเงินช่วยเหลือควรจะมีผู้รับผิดชอบ เพราะหากรอกระบวนการกฎหมายสิ้นสุดจะใช้เวลายาวนานเกินไปจากความเดือดร้อนของประชาชนเกิดขึ้นขณะนี้ ดังนั้นอยากเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำเรื่องดังกล่าวเป็นวาระเร่งด่วนเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติงบประมาณชดเชยเยียวยาให้กับประชาชนตามสิทธิที่ควรได้

"ขณะนี้เห็นอยู่ว่าประชาชนบางส่วนได้รับไปแล้ว แต่ในจำนวนประชาชนจังหวัดที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการทุจริตกลับไม่ได้รับสิทธิไม่มีผู้รับผิดชอบ ซึ่งรัฐบาลโดยนายกฯ จะละเลยเพิกเฉยเช่นนี้ไม่ได้ ต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบเสนอ เพราะตราบใดที่ครม.พิจารณางบประมาณพิเศษให้กับการจัดแข่งขันกีฬา หรืองบประมาณสำหรับประชาสัมพันธ์ได้ ย่อมจะพิจารณาการเยียวยาประชาชนได้" คุณหญิงกัลยา กล่าว.

พท.แฉพิรุธรัฐทุจริตระบายข้าว ยื่นดีเอสไอสอบบริษัทประมูล-หวั่นเวียน - ข่าวสด ฉบับวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

วันที่ 14 พ.ค. ที่พรรคเพื่อไทย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมนายสุรสาล ผาสุก อดีตส.ส.สิงห์บุรี พรรคเพื่อไทย แถลงข้อพิรุธการระบายข้าวของรัฐบาล ในจ.ราชบุรี ซึ่งมีการประมูลข้าวของอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่คนบริโภค

นายสุรสาลกล่าวว่า ขอตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการเวียนเทียนขายข้าวในบริษัทแห่งหนึ่ง ที่อ.ปากท่อ จ.ราชบุรีหรือไม่ โดยบริษัทแห่งนี้ได้ซื้อข้าวจากคลังขององค์การคลังสินค้า(อคส.) 35 โกดัง ในปริมาณ 515,841.81 ตัน และรับซื้อจากคลังขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร(อ.ต.ก.) 16 โกดังในปริมาณ 241,451.79 ตัน รวมทั้งสิ้น 757,293.61 ตัน ซึ่งเป็นบริษัทเดียวที่รัฐ ขายข้าวสารให้มากที่สุดเกือบ 1 ล้านตัน ตนมีข้อสงสัยว่าโรงงานดังกล่าวมีกำลังผลิต วันละ 350 ตันต่อวัน ต้องใช้เวลา 25 ปี แปรรูปข้าว 757,293.79 ตันให้เป็นอาหารสัตว์ ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้เพราะข้าวจะเน่าเสียและขึ้นรา

นายสุรสาลกล่าวว่า เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รองผบ.ตร. ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบการปฏิบัติตามสัญญาซื้อข้าวในสต๊อกของรัฐบาล ลงพื้นที่จ.ราชบุรี และตรวจสอบพบบริษัทดังกล่าวประมูลข้าวได้ 757,000 ตัน รับมอบ 324,000 ตัน จ่ายออกปรับปรุงเพื่อขาย 99,800 ตัน ผลิตอาหารสัตว์ 195,000 ตัน คงเหลือข้าว 29,000 ตัน ขอตั้งข้อสังเกตว่าข้าว 99,800 ตันนำไปขายเพื่อให้คนบริโภค หรือไม่ หรือขายต่อให้โรงงานอื่น ซึ่งผิดสัญญาเงื่อนไขชัดเจน จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลทำเรื่องนี้ให้โปร่งใสและตรวจสอบได้

ด้านนายยุทธพงศ์กล่าวว่า ผู้ว่าฯราชบุรีตรวจพบมีการนำข้าว 1 แสนตันไปเวียนเทียน ขายต่อ ตนเชื่อว่านำไปขายให้คนกินแน่นอน ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การเมืองเพราะผู้ว่าฯเปิดเผยข้อมูลด้วยตนเอง จึงขอถามพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ว่า 1.ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว(นบข.) จะจัดการเรื่องการทุจริตเวียนเทียนข้าวอย่างไร 2.รัฐบาลทำผิดเงื่อนไขไม่ติดกล้องซีซีทีวีหรือไม่ เพราะไม่สามารถตรวจจับการทุจริตได้

3.ทุกรัฐบาลไม่เคยมีรัฐบาลใดแยกประเภทการระบายข้าว นอกจากรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งนำไปสู่การทุจริตได้โดยประมูลซื้อข้าวจากรัฐบาลในราคาถูก แล้วเวียนเทียนขายเป็นอาหารคนในราคาสูง และ 4.ตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหาร ราคาข้าวไม่ดี เกษตรกรเดือดร้อน มีหนี้สินท่วมหัวจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร

นายยุทธพงศ์กล่าวว่า ในวันที่ 16 พ.ค.นี้ ตนจะนำเรื่องยื่นต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ตรวจสอบเพราะมูลค่าความเสียหายมีจำนวนมาก พร้อมไปติดตามเรื่องกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่เคยยื่นคำร้องเรียนไปแล้ว

คอลัมน์ เลาะเลียบคลองผดุงฯ: ว่าด้วยเสียงลือเด้งซี 11 ศธ. - ข่าวสด ฉบับวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ตุลย์ ณ ราชดำเนิน

tulacom@gmail.com

ช่วง 1-2 สัปดาห์มานี้ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหูในรั้ว ศธ. เกี่ยวกับเรื่องการตระเตรียมโยกซี 11 บางราย ไปแขวนไว้ที่สำนักนายกฯ เพื่อเปิดทางให้กับซี 10 บางคน ได้ขยับขึ้นมาเสียบแทน นัยว่างานนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังได้จากสาเหตุที่สืบเนื่องกับข้อกล่าวหาเรื่องข่าวการทุจริตหลากหลายคดีที่กำลังโด่งดังใน ศธ.

เสียงวิจารณ์ดังกล่าวนี้ ยิ่งดูมีน้ำหนักมากขึ้นไปอีก เมื่อมีสื่อหลักบางสำนักถึงกับระบุว่า การสอบสวน โครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา (อควาเรียม) ที่วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จ.สงขลา มูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาท มีการตั้งธงต้องการจะจัดการกับซี 11 บางคน ให้พ้นไปทุกวิถีทาง เพื่อจะได้มีตำแหน่งว่างเพื่อแต่งตั้งซี 10 บางราย ให้เติบโตเร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอสิ้นปีงบประมาณ

หากเหตุการณ์ตามเสียงวิพากษ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง หมายความว่าคนดีมีวิชาจะถูกกลั่นแกล้งรังแกอีกครั้งหนึ่ง นั่นหมายความว่า ผู้เกี่ยวข้องกับการสอบสวนคดีนี้อาจจะสุ่มเสี่ยงกับการตัดสินที่ผิดเพี้ยนไปจากหลักฐานข้อเท็จจริง ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมจะเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องกลับด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้เพราะว่ากันว่า ฝ่ายข้าราชการระดับสูงที่ถูกพาดพิงว่าอาจจะกระทำความผิด ในช่วงมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลโครงการก่อสร้างอควาเรียม วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จ.สงขลา ก็มีพยานหลักฐานข้อเท็จจริงพร้อมในการโต้แย้งข้อกล่าวหาต่างๆ แบบเอาคืนพวกสอพลอสนองนายใหญ่ได้เช่นกัน

ทั้งประเด็นการเบิกจ่ายงบประมาณล่วงหน้า และไม่มีการติดตามการใช้จ่ายงบประมาณ ไล่ไปถึงการทำผิดระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง, การแก้ไขสัญญาขยายงวดงาน

รวมทั้งประเด็นดำเนินการในส่วนการตัดลดงาน เช่น งานที่อยู่นอกพื้นที่ก่อสร้าง, งานระบบไฟฟ้าบริเวณลานน้ำพุ ฯลฯ หรือในส่วนการเพิ่มงาน อาทิ งานระบบไฟฟ้ากำลัง, งานระบบไฟฟ้าฉุกเฉิน ก็เป็นการกำกับดูแลโดยคำนึงไม่ให้เกิดความเสียหาย

ดังนั้น งานนี้ผู้ที่ถูกมอบหมายแต่งตั้งตลอดคณะกรรมการการสอบสวนทั้งหลาย คงต้องทำการบ้านและคิดให้จงหนักในทุกมิติ และตระหนักถึงข้อสังเกตจากภาคสังคมที่ว่า คนดีมีวิชาอาจถูกรังแกอีกครั้ง และที่สำคัญอาจสุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องกลับด้วย

รึจะลุยตามใบสั่งนายเพื่อหวังผลใหญ่ พร้อมที่จะทำให้คนดีของกระทรวงศึกษาธิการไม่มีที่ยืน

บทบรรณาธิการ: คืนความเป็นธรรมให้ขรก.ที่บริสุทธิ์- แนวหน้า ฉบับวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เอาจริงเอาจังในการปราบปรามและแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ในทุกรูปแบบ ที่สะเทือนใจสังคมคือประเด็นเงินทอนวัด วงเงินมหาศาล ดำเนินคดีกับข้าราชการ พระภิกษุสงฆ์ที่เกี่ยวข้องทุจริตรับเงินบาปหลายสิบราย แต่เรื่องนี้ ยังไม่สามารถเรียกความศรัทธากลับคืนวงการพุทธศาสนาได้ จึงเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่ต้องช่วยกันสะสางปัญหาให้จบ

ผลงานอีกขั้นหนึ่งคือการปราบปรามการทุจริต เงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ผู้ป่วยเอดส์ในกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่จากการตรวจสอบเหมือนว่าลามปามไปเกือบทุกจังหวัด ตรวจตรงไหนก็เจอตรงนั้น รวมทั้งการโกงเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ในกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีเป้าหมายช่วยเหลือเป็นทุนการศึกษาให้กับนักเรียนในต่างจังหวัด ก็ยังถูกเหลือบเขมือบไปมหาศาล

ทั้ง 3 โครงการทุจริต ทั้งเรื่องเงินทอนวัดเงินกองทุน เสมาพัฒนาชีวิต และเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์คำนวณแล้วถูกโกงไปไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท แต่ก็น่าแปลกใจไม่น้อยประหนึ่งว่ากระบวนการพิจารณา ในเรื่องนี้เป็นไปอย่างล่าช้า ผู้ที่เกี่ยวข้องยังลอยนวลเชิดหน้าชูตาในสังคม หรือบางรายหลบหนีไปต่างประเทศ ผิดกับการโกงเงินสหกรณ์หลายๆ แห่งผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ในเรือนจำหมดแล้วเรียกว่ารับกรรมทันตาเห็นในวัยชรา

ในการแก้ไขปัญหาเรื่องแบบนี้ยังมีการใช้คำสั่ง หัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติฉบับต่างๆ เพื่อตรวจสอบ เจ้าพนักงานของรัฐเนื่องจากถูกร้องเรียนหรือกล่าวหาว่าใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการแสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบด้วยกฎหมาย จากการปฏิบัติหน้าที่จนเกิดความเสียหายแก่ทางราชการ จึงให้ข้าราชการเหล่านั้นที่มีทั้งข้าราชการประจำ และฝ่ายการเมืองพ้นจากตำแหน่งไปก่อน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันหรืออาจต้องใช้เวลามากกว่านั้น

ปัญหาก็คือว่า หลายคนที่ถูกคำสั่งหัวหน้า รักษาความสงบฉบับต่างๆ นั้นกระทำผิดตามข้อร้องเรียนจริง ก็ถูกดำเนินการทั้งวินัย อาญา แต่ไม่ตัดสิทธิ์ที่จะอุทธรณ์เรื่องที่ถูกกล่าวหาซึ่งก็ต้องสู้แก้ต่างกันต่อไป แต่ข้าราชการฝ่ายประจำหรือ ฝ่ายการเมืองอีกหลายคนได้มีการสอบสวนแล้วปรากฏว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้อร้องเรียน ทุกคนได้แต่เฝ้ารอคอยเพื่อจะกลับไปทำงานหน้าที่ราชการต่อไป

แต่แม้ผลสอบสวนจะออกมาแล้วว่าไม่ผิดการคืนตำแหน่งยังไม่เกิดขึ้น หรือบางรายกว่าจะได้คืนตำแหน่งหรือเยียวยาในตำแหน่งที่ใกล้เคียง ก็ต้องใช้เวลาล่วงเลยเป็นปี บางรายได้คืนตำแหน่งแล้วยังไปเปลี่ยนชื่อตัวเองเพื่อไม่ให้มีตำหนิหรือ จุดด่างพร้อย

รัฐบาลหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาการ ทุจริตอาจจะมองว่าเป็นปัญหาเล็กๆ ในการคืนตำแหน่ง ผู้บริสุทธิ์ แต่สำหรับผู้บริสุทธิ์แล้วมองว่านี่คือเรื่องใหญ่รับราชการมาค่อนชีวิต แล้วต้องมาหมดอนาคตกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยไม่ได้กระทำผิด ก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เราเห็นว่าถ้าใครกระทำผิดก็ต้องจัดการขั้นเด็ดขาดแต่ถ้าไม่ได้กระทำผิดก็ต้องรีบคืนตำแหน่งโดยทันที

คอลัมน์ เหยี่ยวถลาลม: แบบไทย - มติชน ฉบับวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เมื่อใดที่ใช้คำว่า "แบบไทยๆ" เจ๊งทุกที มีเรื่องอะไรบ้างที่ "รับความเจริญ" มาแล้วพัฒนาต่อยอดได้ทัดเทียมเขา

ระบบตำรวจ ระบบทหาร กระบวนการยุติธรรม ความมีอิสระทางความคิด ทางการปฏิบัติ กระทั่ง "ระบอบประชาธิปไตย" ที่เทิดทูนบูชากันนักหนาในยุคสงครามเย็น พอมีคำว่า "แบบไทยๆ" ห้อยท้ายเข้าไปทุกสิ่งก็ "กลายพันธุ์"

คำว่า "แบบไทยๆ" เหมือนมะเร็งร้าย ที่เมื่อนำเอาไปใส่ต่อท้ายระบบใดก็จะกลืนกินระบบนั้นจบสิ้น

"การปราบปรามคอร์รัปชั่น" ก็เช่นเดียวกัน !

ประเทศไทยมีการต่อต้านและปราบปรามคอร์รัปชั่น "แบบไทยๆ" กันมา 1 ชั่วอายุคนแล้ว

แต่การทุจริตคอร์รัปชั่นยังอยู่หนาแน่น และกว้างขวาง

ที่เปลี่ยนไปคือ ซับซ้อน ยอกย้อนมากขึ้น กับถูกนำไปใช้เป็น "อาวุธ" ประหัตประหารทางการเมืองกันมากขึ้น

แม้แต่ "157" (กฎหมายอาญา มาตรา 157) ก็ดิ้นได้ พลิกหมุนได้ 360 องศา !

"กลไก" ตรวจจับความผิดปกติและบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอจนถึงขั้นต่ำทราม

การต่อต้านและปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น "แบบไทยๆ" ไม่น่าเชื่อถือ

คำว่า "แบบไทยๆ" ไม่ใช่ "ทางลัด" เพื่อไปสู่เป้าหมายได้รวดเร็วขึ้น แต่เป็นทางเบี่ยง ทางเลี่ยงสำหรับ "คนจำนวนหนึ่ง"

เมื่อประกอบเข้ากับระบอบการเมืองที่ถูกต่อท้ายด้วยคำว่าแบบไทยๆ "คนจำนวนหนึ่ง" ที่ว่านั้นก็ยิ่งมีอิทธิฤทธิ์ สามารถก่อ "ปาฏิหาริย์" จนทั้งกฎหมายและกลไกปราบปรามคอร์รัปชั่นง่อยเปลี้ย

อย่าได้ตัดพ้อว่า ทำไมไทยไม่เป็นอย่าง "จีน" (การเมืองต่างระบอบกัน) ทำไมไม่เป็นอย่าง "ญี่ปุ่น" ไม่เป็นอย่าง "เกาหลีใต้"หรือที่อยู่ใกล้ๆ กันคือ ทำไมไม่เป็นอย่าง "มาเลเซีย"

ก็นี่คือ "แบบไทยๆ"

ทุกเรื่องที่กล่าวอ้างด้วยคำว่า "แบบไทยๆ" ล้วนแต่มีเจตนาสื่อความว่า "อย่าเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม"

เมื่อมีคำว่า "แบบไทยๆ" พ่วงท้าย จึงกลายเป็นเรื่องเหลวไหล

ยิ่งเมื่อคำนี้ถูกนำไปใช้กับระบบการเมือง ระบบยุติธรรม ระบบราชการ ตลอดจนการบริหารจัดการองค์กร นั่นก็ย่อมบอกถึงความไม่มี "แก่นความคิดหลัก" อะไรเลย

หลายกรณีคือ การอ้างส่งเดช มักง่าย เห็นแก่ได้ กะล่อนปลิ้นปล้อน ฉ้อฉล หลอกลวง

เป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่ปัจจุบันคำว่า "แบบไทยๆ" นี้มีอิทธิพลรุกล้ำเข้าไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมาย

ความเสมอเท่าเทียมกันตามกฎหมายจึงถูกจับจ้องด้วยด้วยความสงสัย

โดยเฉพาะการปราบปรามทุจริตคอร์รัป ชั่น !?!!

ประธานปปช.มาเลย์ลาออกก่อนหมดวาระ - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ ประธานคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตมาเลเซีย(ปปช.) มาเลเซีย ยื่นหนังสือลาออก ก่อนหมดวาระ ดำรงตำแหน่ง 31 ก.ค.2564 ด้าน "มหาธีร์" เตรียมยกเลิกภาษีจีเอสที และแก้กฎหมายข่าวปลอม

นายซูลคิฟี อาหมัด ประธานปปช.มาเลเซีย ได้ยื่นหนังสือลาออกต่อเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในช่วงเช้าของวานนี้ (14พ.ค.) ทั้งที่จะหมดวาระดำรงตำแหน่งในวันที่ 31 ก.ค. 2564 เพราะได้รับแต่งตั้งเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2559 ซึ่งการยื่นหนังสือลาออกของประธานปปช.มีขึ้น หลังจากนายอับดุล ราซัค อิดริส อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าวกรองและ สอบสวนในปปช.อาศัยมาตราที่ 23 และ 36 ในกฎหมายยื่นรายงานร้องเรียนนายนาจิบ ว่า ต้องสงสัยขัดขวางการสอบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับกองทุนบำนาญและกองทุนพัฒนามาเลเซีย (วันเอ็มดีบี)

นายอับดุลได้ขอให้ปปช. สอบสวน นายนาจิบข้อหาใช้อำนาจขัดขวางการสอบสวน คดีเหล่านี้ และสั่งให้นายนาจิบแจ้งบัญชีทรัพย์สินด้วย

ด้านนายกรัฐมนตรีมหาธีร์ โมฮัมหมัด เตรียมทบทวนเนื้อหาของกฎหมาย ต่อต้านข่าวปลอมให้มีความเหมาะสม และการยกเลิกการจัดเก็บภาษีจีเอสที ซึ่งเป็นกฎหมายภาษีที่ออกโดยรัฐบาลชุดที่แล้ว

กฎหมายต่อต้านข่าวปลอมที่รัฐบาล ในสมัยของนายนาจิบ ผลักดันให้ผ่านสภา จนสำเร็จ มีสาระสำคัญว่าบุคคลใดก็ตามเผยแพร่สิ่งที่เรียกว่าข่าวปลอมอาจต้องรับโทษจำคุกเป็นเวลาสูงสุด 6 ปี หรือปรับเป็นเงินสูงสุด 5 แสนริงกิต หรือทั้งจำ ทั้งปรับ โดยข่าวปลอมหรือข่าวเท็จ หมายถึงข้อมูลใดก็ตามที่ไม่ว่าจะเป็น ตัวอักษร ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวหรือคลิปเสียง ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่มีมูลความจริง แม้มีความคลาดเคลื่อน เพียงนิดเดียวก็ถือเป็นข่าวปลอม

นอกจากนี้ นายมหาธีร์ ยังกล่าวถึงกฎหมายภาษีสินค้าและบริการ(จีเอสที) ในอัตรา 6% ที่รัฐบาลของนายนาจิบ บังคับใช้ตั้งแต่เดือนเม.ย. 2558 เป็นต้นมา ว่าปัจจุบันงบประมาณแผ่นดินของมาเลเซียมีความสมดุลเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องอาศัยรายได้จากการเก็บจีเอสทีอีก แต่ยังไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด

จีเอสทีเป็นสิ่งที่ชาวมาเลเซียจำนวนมาก ต่อต้านมาตลอด และนายมหาธีร์เคยกล่าว ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ว่าหากได้รับชัยชนะ เรื่องนี้เป็นหนึ่งในวาระแห่งชาติที่รัฐบาลต้องดำเนินการภายใน 100 วันแรกของการบริหารประเทศ

วันเดียวกันนี้ นายมหาธีร์ ได้เดินทาง ไปเยี่ยมนายอันวาร์ อิบราฮิม ที่โรงพยาบาลในกรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยนายอันวาร์ กำลังพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บที่หลัง และมีกำหนดได้รับอิสรภาพจากการพระราชทานอภัยโทษโดย สมเด็จ พระราชาธิบดีมูฮัมหมัดที่ 5 ของมาเลเซียในวันนี้(15 พ.ค.)