You are here

CG and corruptions News - 16 March 2017

แจง"วสท.ทัวร์"ศึกษาด้านอาวุธดูบอลควักเอง - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

เล็งสอบอนันต์พันคดีสหกรณ์ทัตตชีโวอ่วม - โพสต์ทูเดย์

สพฐ.สอบ'ซีซีทีวีใต้'ชี้ไร้ทุจริตค้านความเห็นป.ป.ท./'หมอธี'สั่ง'โกศล'ลงพื้นที่อีกรอบ-ตรวจทีโออาร์ใหม่ - ไทยโพสต์ หน้า 3

'หมอกฤษดา'ไขก๊อกไทยพีบีเอส - มติชน

'นายกฯ'สั่งบังคับใช้กม.ป้องกันทุจริตเข้ม เตือนจนท.รัฐทำงานรัดกุม/'ประยงค์'คาดสรุป'จำนำข้าว'มิ.ย.นี้ - สยามรัฐ หน้า 6

Column MAKING SENSE: Thaksin share case rocks faith in tax system - BANGKOK POST

คอลัมน์ เมืองไทย 360: เก็บภาษี"แม้ว"แค่ปาหี่ ทำขึงขังแล้วปัดพ้นตัว-ลากยาวถึงชาติหน้า!! - ผู้จัดการรายวัน

หนังยาว ภาษี 1.6 หมื่นล้านไม่หนักใจเท่าคดีเครือญาติ - ไทยโพสต์

คอลัมน์ ทางออกนอกตำรา: จัดการ'ธรรมะ(โกย)'ล้างแก๊งเอาเงินวัดเล่นหุ้น – ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ ข่าวลึก ปมลับ: 'ไทยพีบีเอส'คลื่นแทรก คนดูหด-จริยธรรมลด!? - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

บทบรรณาธิการ: ปราบโกงให้เป็น'รูปธรรม' - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ สำนัก(ข่าว)พระพยอม: ปราบโกง - โลกวันนี้

แจง"วสท.ทัวร์"ศึกษาด้านอาวุธดูบอลควักเอง - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2560

ผู้จัดการรายวัน360 - "ผบ.สส." โต้ภาพนักศึกษา วสท.ทัวร์ยุโรป ชมฟุตบอล บอกควักเงินเอง เพราะไม่อยู่ในโปรแกรม "บิ๊กป้อม" บอกไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการสอบ

วานนี้ (15 มี.ค.) พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.สส. กล่าวชี้แจงกรณีเพจ ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) โพสต์ภาพ และกำหนดการศึกษาดูงานของวิทยาลัยเสนาธิการทหาร (วสท. )ที่ ทวีปยุโรป 13 วัน อ้างว่าดูงานด้านอาวุธ แต่ภาพมีทั้งดูบอล-ชอปปิ้ง-ล่องเรือ ว่าภาพ และกำหนดการดังกล่าวเป็นของเก่า ของปี 59 ซึ่งการจัดตารางดูงาน เป็นตามเวลาที่ประเทศนั้นๆ กำหนด ซึ่งอาจทำให้มีเวลาว่าง จึงแบ่งเวลาไปดูงานในสถานที่ต่างๆ เพื่อเปิดวิสัยทัศน์ของนักเรียนในหลักสูตรดังกล่าว

ในส่วนที่อ้างว่ามีการไปชมเกมฟุตบอลนั้น เป็นเพียงการไปชมสนามฟุตบอลเท่านั้น เพราะกองทัพมีการแข่งขันกีฬาฟุตบอลภายใน จึงต้องไปชมระบบการจัดการ ส่วนที่มีภาพไปชมเกมฟุตบอลนั้น เป็นการจ่ายเงินเข้าไปชมเกมเองไม่ได้ใช้งบหลวง และการไปดูงานในพื้นที่เหล่าทัพของประเทศนั้นๆ ไม่ได้รับการอนุญาตให้ถ่ายภาพ จึงไม่มีภาพขณะดูงาน

อย่างไรก็ตาม หลักสูตร เสนาธิการทหารในปีนี้ ได้งดการเดินทางในทวีปยุโรป และในประเทศที่ต้องใช้งบประมาณและค่าใช้จ่ายสูง เพื่อประหยัดงบ แต่หลักสูตรเสนาธิการทหาร จำเป็นต้องเดินทางไป ต่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ และศึกษาดูงานด้านความมั่นคง และด้านการทหาร เพื่อนำมาปรับใช้

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ได้กำชับไปแล้วว่าการไปดูงานต่างประเทศแล้วกลับมาต้องรายงานผู้บังคับบัญชา ไม่ใช่ไปชอปปิ้ง พาครอบครัวไปเที่ยว ทุกหลักสูตรของกระทรวงกลาโหมก็ต้องทำเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ แต่ตนจะสอบถามไปที่ วสท. ซึ่งเป็นผู้กำหนดรายละเอียดหลักสูตร.

สพฐ.สอบ'ซีซีทีวีใต้'ชี้ไร้ทุจริตค้านความเห็นป.ป.ท./'หมอธี'สั่ง'โกศล'ลงพื้นที่อีกรอบ-ทีมกม.ตรวจทีโออาร์ใหม่ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2560

ศึกษาธิการ * หมอธีระเกียรติเผยข้อมูลซีซีทีวีใต้ของ สพฐ.ไม่ตรงกับ ป.ป.ท. โดย สพฐ.แจงไม่พบความผิดปกติ ไม่ทุจริต สั่ง "โกศล" ลงพื้นที่ไปตรวจอีกรอบ ด้านที่ปรึกษา รมว.ศธ.เผยทีมกฎหมายคนนอกไม่ใช่คน ศธ. กำลังตรวจสอบทีโออาร์ว่าในสัญญาระบุว่า 1 จุดต้องมีกล้องใช้ได้กี่ตัว

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องการตรวจสอบการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด หรือซีซีทีวี ในโครงการ Safe Zone School 12 เขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แบ่งเป็นโรงเรียนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) จำนวน 10 เขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) จำนวน 2 เขตพื้นที่การศึกษา รวม 1,104 แห่ง ว่าเมื่อเร็วๆ นี้ตนได้รับรายงานจาก พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศธ. ว่าทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ส่งผลการตรวจสอบมาแล้ว แต่ไม่พบความผิดปกติในการดำเนินโครงการ ซึ่งผลสรุปดังกล่าวไม่ตรงกับข้อมูลที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในพื้นที่แจ้งว่ามีมูลการทุจริตเกิดขึ้น ตอนนี้คงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ว่าหนังสือที่ สพฐ.ชี้แจงมามีอะไรบ้าง แต่ตนยืนยันว่าข้อมูลของ สพฐ.ไม่ตรงกับ ป.ป.ท. เนื่องจาก สพฐ.ระบุว่าไม่ผิดปกติ ไม่พบทุจริต แต่ ป.ป.ท.บอกมีมูล เมื่อไม่ตรงกันก็ต้องให้คนกลางลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ตนจึงมอบหมายให้ พล.ท.โกศลลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง และขอยืนยันว่าเรื่องนี้จะไม่มีมวยล้มต้มคนดูแน่นอน

ด้าน พล.ท.โกศลกล่าวว่า ขณะนี้ฝ่ายกฎ หมายของ รมว.ศธ.กำลังวิเคราะห์สัญญาการกำหนดขอบเขตงาน หรือทีโออาร์ ในโครงการดังกล่าว ว่าทีโออาร์ได้กำหนด ให้ดำเนินการติดตั้งซีซีทีวีอย่างไรกันแน่ และแต่ละพื้นที่ใช้ทีโออาร์ฉบับเดียวกันหรือไม่ เพราะจากข้อสรุปของ สพฐ.ที่ได้รายงานมาว่าไม่พบความผิดปกติในการดำเนินโครงการดังกล่าว เนื่องจากตีความการดำเนินการตามทีโออาร์ที่กำหนด ขณะที่ ป.ป.ท.เขต 9 สงขลา ก็ตีความในสัญญาไปอีกอย่างหนึ่ง จึงทำให้ได้ข้อสรุปที่ไม่ตรงกัน ดังนั้นก็ต้องมาดูว่าในสัญญาระบุว่า 1 จุด ต้องดูกล้องได้กี่ตัว 16 ตัวหรือ 6 ตัว เพราะทาง ป.ป.ท.เขต 9 สงขลา ตีความในทีโออาร์ว่า 1 จุดต้องสามารถรับภาพได้ 16 กล้อง แต่การทดสอบไลเซนส์รับภาพได้เพียง 6 กล้องเท่านั้น แต่ถ้าต้องการให้สามารถดูภาพเพิ่มได้อีก 10 จุด ก็ต้องเพิ่มเงิน ขณะที่ สพฐ.ชี้แจงมาว่าการที่ 1 จุดรับภาพได้ 6 กล้องนั้นถูกต้องแล้ว ซึ่งต้องให้คนกลางอย่างพวกตนมาดู ทั้งนี้ ทีมกฎหมายของ รมว.ศธ. ที่กำลังวิเคราะห์เรื่องนี้ ก็มาจากคนข้างนอกทั้งนั้น ไม่ใช่คนใน ศธ.

เล็งสอบอนันต์พันคดีสหกรณ์ทัตตชีโวอ่วม - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2560

โพสต์ทูเดย์ - อัยการเผย ทัตตชีโว นำเงินวัดซื้อหุ้นต่อเนื่องเข้าข่ายผิด ม.157 ด้านดีเอสไอเล็งสอบบิ๊กแลนด์แอนด์เฮ้าส์โยงฟอกเงิน

นายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการสำนักสอบสวน 3 เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับคณะพนักงานสอบสวนในคดีเกี่ยวเนื่องกับการฟอกเงินของวัดพระธรรมกาย ว่า การประชุมร่วมระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และอัยการเพื่อวางแนวทางการสอบสวนคดีฟอกเงินที่นำเงินวัดไปซื้อหุ้นและคดีเกี่ยวกับทรัพย์มูลนิธิวัดพระธรรมกาย ซึ่งแตกการสอบสวนเป็นคดีใหม่ ตามที่พบหลักฐานว่า พระทัตตชีโวนำเงินออกจากบัญชีของวัดไปซื้อหุ้นและที่ดิน ซึ่งพระทัตตชีโวมีตำแหน่งเป็นรองเจ้าอาวาสจึงถือเป็นเจ้าพนักงาน เข้าข่ายมีความผิดมาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการสอบสวน

สำหรับการประชุมนัดนี้ได้จัดกลุ่มคดี 15 สำนวน กระจายความรับผิดชอบให้ชุดสอบสวนรับไปดำเนินการ เช่น มูลนิธิ ที่นำเงินไปซื้อที่ดินแล้วไม่ได้ยกให้เป็นที่ดินของวัดหรือธรณีสงฆ์

แหล่งข่าวจากดีเอสไอเปิดเผยความคืบหน้าการสอบสวนคดีฟอกเงินจากการยักยอกทรัพย์และฉ้อโกงประชาชนจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน

คลองจั่น ว่า ก่อนหน้านี้ได้สรุปสำนวนสั่งฟ้องนายศุภชัย ศรีศุภอักษร กรณีนำเงินสหกรณ์ไปซื้อที่ดินในพื้นที่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี แล้วนำไปใส่ไว้ในชื่อตัวเอง กระทั่งนายศุภชัยถูกดำเนินคดีจึงได้ขายที่ดินจำนวน 8 แปลงให้ น.ส.อลิสา อัศวโภคิน บุตรสาวนายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และขายให้นางวรรณา จิรกิติ อีก 1 แปลง รวมเป็นเงิน 298 ล้านบาท แต่กลับไม่นำเงินส่งคืนให้สหกรณ์ฯ คดีนี้ น.ส.อลิสา ผู้ซื้อชี้แจงว่า มีการซื้อขายจริง จึงสั่งฟ้องเฉพาะนายศุภชัยกับพวก

อย่างไรก็ตาม ที่ดินทั้ง 8 แปลงดังกล่าวปัจจุบันเป็นสถานที่ตั้งอาคารบุญรักษา ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นในชั้นอัยการที่สั่งให้ดีเอสไอสอบสวนเพิ่มไปถึงผู้บริจาคเงินให้กับวัดเพื่อนำมาซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาสร้างโรงพยาบาลสำหรับพระสงฆ์ ดังนั้นจึงให้ตรวจสอบการเข้าไปรับซื้อที่ดินของนายอนันต์ จากลูกข่ายที่รับฟอกเงินจากนายศุภชัย

สำหรับ น.ส.อลิสา นอกจากจะต้องถูกเรียกเข้าให้ปากคำในคดีฟอกเงินแล้วยังต้องถูกออกหนังสือเรียกเข้ารายงานตัวตามคำสั่งมาตรา 44 กรณีให้พระสงฆ์และประชาชนเข้าไปใช้พื้นที่อาคารบุญรักษาต่อต้านการตรวจค้น ทั้งนี้ที่ดินจำนวน 8 แปลงดังกล่าว ก่อนหน้านี้ถูกชุดเฉพาะกิจของ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่อายัดไว้เมื่อปี 2558

'หมอกฤษดา'ไขก๊อกไทยพีบีเอส - มติชน ฉบับวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม คณะผู้บริหารองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส ได้ออกคำชี้แจงกรณีซื้อตราสารหนี้ (หุ้นกู้) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ โดยระบุว่า จากกรณีมีผู้ตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสม เป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อสาธารณะ กรณี ส.ส.ท.นำสินทรัพย์สภาพคล่อง (รายได้ที่ยังไม่ถึงกำหนดใช้จ่าย) ไปซื้อตราสารหนี้เพื่อสร้างรายได้และนำไปพัฒนาองค์กร จึงขอชี้แจงว่า การบริหารสินทรัพย์สภาพคล่องมีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อให้การบริหารเงินมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะมากที่สุด ภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนด โดยมีการจัดการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน คือ ลงทุนในตราสารหนี้ที่มีการจัดอันดับเครดิตในระดับ A ซึ่งหมายถึงตราสารที่มีความเสี่ยงในระดับต่ำ มีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นในเกณฑ์สูง

คำชี้แจงระบุอีกว่า อย่างไรก็ตาม เพื่อยืนยันในหลักการของสื่อสาธารณะที่ให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างรอบด้าน จึงเล็งเห็นว่าจำเป็นต้องมีการพิจารณาทบทวนกรอบนโยบายลงทุน รวมทั้งการยุติการลงทุนในตราสารหนี้บางบริษัทที่อาจจะส่งผลให้ภาคประชาชนและสังคมโดยรวมเกิดข้อสงสัยและความคลางแคลงใจ โดยจะมีการนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท.พิจารณาโดยเร็วที่สุด

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณี ส.ส.ท.ซื้อหุ้นกู้ซีพีเอฟว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอยู่ ไม่ใช่นายกฯจะต้องทำเอง หรือชี้ผิดถูกใครส่งเดชได้

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียดเรื่องนี้ จึงตอบไม่ได้ว่าในระเบียบของทีวีสาธารณะ สามารถนำงบประมาณที่รัฐให้ไปซื้อหุ้นเอกชนได้หรือไม่ แต่จะทำหนังสือถามไปยังสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสในเร็ววันนี้เพื่อสอบถาม ไทยพีบีเอสถือเป็นอิสระและการซื้อหุ้นกู้ก็ไม่ต้องรายงานต่อรัฐบาล เพราะถือเป็นการปฏิบัติตามปกติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเย็นคณะกรรมการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส มีการประชุมเพื่อพิจารณากรณี "หมอกฤษดา" หรือ นายกฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ลาออกจาก ผอ.ไทยพีบีเอส

นายกฤษดากล่าวถึงเหตุผลการลาออกจากกรณีการซื้อหุ้นกู้ซีพีเอฟว่า ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. แม้ว่าการดำเนินงานจะถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อองค์กร แต่กระทบต่อความรู้สึกของประชาชนอย่างมาก รวมทั้งเครือข่ายที่เคยทำงานร่วมกับไทยพีบีเอส ตนเองได้รับฟังข้อกังวลจากทุกฝ่ายและน้อมรับคำแนะนำจึงขออภัยต่อการดำเนินการที่กระทบความรู้สึกของทุกคนเป็นอย่างมาก และขอแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากผู้อำนวยการไทยพีบีเอส

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลาออกของนาย กฤษดาในครั้งนี้มีผลทำให้รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ทั้ง 3 คน ได้แก่ นายสุวิทย์ สาสนพิจิตร์ นายอนุพงษ์ ไชยฤทธิ์ และ รศ. วิลาสินี พิพิธกุล ต้องออกจากตำแหน่งด้วย

ต่อมาเวลา 21.30 น. คณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ได้ออกคำแถลงคำแถลงกรณีการซื้อตราสารหนี้บริษัทซีพีเอฟว่า หลังจากประชุมนัดพิเศษร่วมกับฝ่ายบริหารในวันที่ 15 มีนาคม มีมติดังนี้ 1.การบริหารเงินให้เกิดประโยชน์ด้วยการนำเงินไปซื้อตราสารหนี้ เพื่อให้เกิดดอกผลนำไปพัฒนาตามเป้าหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะนั้น คณะกรรมการนโยบายขอยืนยันว่าสามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายและระเบียบ ส.ส.ท. 2.แม้ว่าการดำเนินการจะถูกต้อง ตามกฎหมาย แต่เนื่องจาก ส.ส.ท.เป็นสื่อสาธารณะ จึงพร้อมที่จะรับฟังเสียงท้วงติงของสังคม ซึ่งมีความเห็นว่าการซื้อตราสารหนี้ของบริษัทซีพีเอฟเป็นการดำเนินการที่ไม่เหมาะสม และคณะกรรมการนโยบายก็เห็นพ้องกับความเห็นดังกล่าว 3.คณะกรรมการนโยบายได้พิจารณาเรื่องขั้นตอนการดำเนินการ และมีมติว่าฝ่ายบริหารต้องนำแผนบริหารการเงินมาขออนุมัติอีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้รับความเห็นชอบเรื่องกรอบนโยบายการบริหารการเงินแล้ว ซึ่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท.ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว เพราะเข้าใจว่าได้รับความเห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบาย วันที่ 15 พฤศจิกายน 2555 โดยผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ขอลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการดำเนินการครั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายชื่นชมการตัดสินใจของผู้อำนวยการและฝ่ายบริหารว่าเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อองค์กรในฐานะสื่อสาธารณะของประเทศ แม้กรณีนี้จะไม่ใช่เรื่องทุจริตแต่อย่างใด 4.คณะกรรมการนโยบายมีมติให้ขายตราสารหนี้ดังกล่าวตามความ เหมาะสมต่อไป

'นายกฯ'สั่งบังคับใช้กม.ป้องกันทุจริตเข้ม เตือนจนท.รัฐทำงานรัดกุม/'ประยงค์'คาดสรุป'จำนำข้าว'มิ.ย.นี้ - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2560

ทำเนียบฯ - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ครั้งที่ 5/2560 นับเป็นการประชุมครั้งแรก หลังจากมีคำสั่งคสช.ให้เปลี่ยนแปลงคณะกรรมการตามองค์ประกอบคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ที่ให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็น กรรมการและเลขานุการแทนประธานกรรมการติดตามและตรวจสอบใช้จ่ายงบรัฐ ซึ่งมี พล.อ.สกล ชื่นตระกูล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการ ป.ป.ท.นายมานะ นิมิตรมงคล ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน นายถวิล เปลี่ยนศรีกรรมการต่อต้านคอร์รัปชันและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวก่อนการประชุมว่า การตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันในทุกภาคส่วนจะต้องบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกันกับรัฐบาลและ คสช. ที่พยายามใช้มาตรการดังกล่าวดำเนินการอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด

อย่างไรก็ตาม คาดว่าในที่ประชุมจะรายงานและติดตามความคืบหน้า การตรวจสอบประเด็นการทุจริตต่างๆ ที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตสินบนของบริษัท โรลส์-รอยซ์ รวมถึงแนวทางการป้องกันการทุจริตในอนาคตด้วย

จากนั้นนายประยงค์ ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) แถลงภายหลัง การประชุม ว่า ตนได้แจ้งความคืบหน้าการตรวจสอบการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวเพื่อเรียกปรับค่าเสียหาย 80 เปอร์เซ็นต์ต่อที่ประชุม ขณะนี้คืบหน้า 30-40 เปอร์เซ็นต์แล้ว มีทั้งหมด 987 คดี และได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อไต่ สวนทั้งหมดแล้ว คาดว่าภายในเดือน มิ.ย.จะสามารถสรุปสำนวนคดีทางแพ่งและอาญาส่งอัยการฟ้องศาลได้ อีกส่วนหนึ่งจะส่งให้หน่วยงานต้นสังกัดของผู้กระทำความผิดพิจารณาลงโทษ นอกจากนี้ที่ประชุมได้หารือการดำเนินการกับคดีที่เกี่ยวข้องกับการรับสินบนข้ามชาติ ซึ่งได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาดำเนินการศึกษาข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น เพื่อกำหนดมาตรการป้องกัน และศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

นายประยงค์กล่าวว่า ขณะนี้มีองค์กรอิสระเข้ามาประเมินประเทศไทยประเด็นเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินด้วย ที่ประชุมสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ข้อมูลอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเสียโอกาสจากการประเมิน รวมถึงองค์กรความโปร่งใสนานาชาติ ที่ตั้งอยู่ในประเทศเยอรมนี ได้ประเมินมาตราวัดด้านการคอร์รัปชัน ระบุว่าการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลดีขึ้น โดยถามจากประชาชนทั้งภูมิภาคอาเซียนกว่า 20,000 คน ก่อนหน้านี้มีการประเมินเมื่อปี 2013 พบว่าคนไทยร้อยละ 66 บอกว่าสถานการณ์การทุจริตรุนแรงขึ้น แต่ในปี 2017 มีเพียงร้อยละ 14 ที่บอกว่าการทุจริตรุนแรงขึ้น ดังนั้นการทุจริตในประเทศไทยมีตัวชี้วัดที่ดีขึ้น นายกฯ เน้นย้ำที่ประชุมให้สร้างการรับรู้และความเข้าใจต่อประชาชนเกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริต

Column MAKING SENSE: Thaksin share case rocks faith in tax system - BANGKOK POST Issued date 16 March 2017

Wichit Chantanusornsiri

The Revenue Department's failure to collect 12 billion baht in tax from former prime minister Thaksin Shinawatra has shaken the public's confidence over the transparency, fairness and equity of the country's tax collection system. It stands as a reminder of the need for tax administrative bodies to be independent of political pressure.

Thai agencies in charge of collecting taxes have long been prone to political interference as well as the influence of the private sector.

De-politicising the country's tax administration, now handled by the Revenue Department, the Excise Department and the Customs Department, can build public trust and encourage all individuals and businesses with taxable income to pay their taxes.

As the end-of-month statute of limitations for the Thaksin tax case approaches, the government this week instructed the Revenue Department to expedite its efforts to collect the money. It remains to be seen how the tax authorities proceed.

The tax case began in 2006 when Thaksin's two adult children, Panthongtae and Pinthongta, sold Shin Corp shares to Singapore's Temasek Holdings. The siblings bought the shares from Ample Rich Investment, an offshore holding company controlled by the Shinawatra family, at a price of 1 baht per share. They later sold the shares to Temasek for 49.25 baht each, reaping some 7.94 billion baht in benefit.

But the pair did not submit this income as part of their annual earnings for tax evaluation. During that time, Thaksin was prime minister. And when the case came to light, the tax agency ruled in favour of Thaksin's children, insisting their capital gains were not liable to tax, so they were not considered as having evaded tax.

But a different decision was made when a new ruler took over. After the September 2006 coup that deposed Thaksin and his government, tax authorities backtracked on their decision and demanded taxes including interest and fines totalling 11.5 billion baht from the Shinawatra siblings who consequently filed a case with the Central Tax Court seeking revocation of the tax payment order.

The court ruled in favour of the pair, citing the Supreme Court's Criminal Division for Holders of Political Positions' 2010 ruling on a separate Shin Corp share concealment case which stipulates Thaksin was the real owner of the shares, not his children.

As they were not the real owners, the pair did not benefit from the capital gains and so were not liable to pay tax on the earnings. The tax agency then decided to abide by the ruling and has never appealed.

This high-profile tax case shows that this and other tax collection systems in Thailand are still susceptible to political pressure. It reminds us that we need a new tax administration model that allows tax officials to work in a more independent and straightforward manner in accordance with the law, notwithstanding who holds power in the government.

Tax revenue collectively account for about 85% of the country's gross earnings. The Revenue Department alone contributes 60% of the government's gross income.

Pan Ananapibut, director of the Tax Innovation Division of the Fiscal Policy Office in 2015, has proposed Thailand adopt a tax administration model known as a Semi-Autonomous Revenue Agency (Sara), which would be a new body independent from the Ministry of Finance.

This semi-autonomous tax agency would be in charge of collecting all types of taxes without political interference. As of 2010, there are 45 developed, developing and underdeveloped countries which have adopted such a model.

A key principle of this model is the separation of tax policy and tax administration. It will help professionalise tax administration. The countries adopting this model believe in the autonomy of tax agencies because they can assure taxpayers that political interference will be kept at a minimum or become virtually nil.

Under this model, a revenue agency will hold autonomous legal status without the direct supervision and control of the state. There might be a committee, whose members are appointed by the state and private sectors, which audits the agency.

The tax agency will also have its own budget which can be allocated from part of its revenue. This would make the agency financially independent with the financial flexibility to attract high-calibre professionals to work for it by offering competitive salaries.

Recruiting competent personnel is important for the agency to handle the evaluation of increasingly complicated financial transactions. It will be a worthy investment given the amount of revenue the tax agency generates each year.

More importantly, executives of the organisation will be free from political pressure and interference, with a definite term in office. They can remove underperforming and incompetent staff. But they will not be removed by an order of a government.

A number of changes have been carried out by these tax agencies in their efforts to enhance effectiveness and transparency.

For example, the Revenue Department has introduced a single account system to close loopholes in the collection of corporate taxes and encourage small- and medium-sized businesses to join the system. Electronic processes have also been introduced for tax collection to strengthen tax investigation and prevent tax evasion. These new features also make tax payment easier and more convenient for taxpayers.

De-politicisation of tax administration will further enhance effectiveness and transparency. In return, taxpayers will feel the country's tax administration system is fair to all.

It will encourage all people with taxable income to enrol in the system and refrain from evading taxes through illegal means.

Once everyone pays tax, they will become more politically active and aware of how their money is spent in developing the country.

Wichit Chantanusornsiri is a senior economics reporter, Bangkok Post.

คอลัมน์ เมืองไทย 360: เก็บภาษี"แม้ว"แค่ปาหี่ ทำขึงขังแล้วปัดพ้นตัว-ลากยาวถึงชาติหน้า!! - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2560

"เรื่องนี้ยังไม่แน่ชัดว่าใครผิด ใครถูก เพราะกรมสรรพากรระบุอาจดำเนินการไม่ได้ แต่ก็ยังไม่มั่นใจ ส่วนจะแน่ใจเมื่อไหร่ จำเป็นต้องมีคำพิพากษาศาล จะมาคิดเองไม่ได้ จึงต้องให้มีการประเมินและดำเนินการไปตามขั้นตอน โดยหลักการต้องรู้ว่า เรื่องนี้มีการเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ซึ่งมีคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเอาไว้ว่า การเสียภาษีกรณีนี้ไม่ถูกต้อง ก็ต้องทำให้ถูกต้อง โดยการ เรียกให้เสียภาษี ส่วนจะทำได้หรือไม่ ขณะนี้มี 2 ความเห็นว่า ถ้ายึดความเห็นที่หนึ่งของกรมสรรพากร คือ เรียกไม่ได้ และอีกความเห็นของ สตง. คือ สามารถเรียกเก็บได้ เมื่อยังไม่รู้ว่าใครถูก ผิด ก็ต้องไปทำให้ได้รับความชัดเจน คือ ประเมิน ให้ความเป็นธรรม และสามารถอุทธรณ์ จากนั้นถ้าไม่มีการจ่าย รัฐก็ต้องไปฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งเมื่อถ้าตัดสินแล้ว ไม่พอใจก็ยังไปอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้ และการดำเนินการเป็นไปตามกระบวนการประเมินภาษีปกติ ทุกอย่าง เมื่อมีคำตัดสินแล้วจะได้ใช้เป็นบรรทัดฐาน เพราะ สตง. ได้แจ้งว่า มีกรณีลักษณะนี้หลายสิบคดีด้วยกัน อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ไม่มีการขยายเวลา ไม่มีการขยายอายุความ ไม่มีการ ใช้มาตรา 44 ใช้ประมวลรัษฎากรปกติทุกอย่าง ซึ่งเวลาที่เหลือ 16 วัน ก็ไม่ยากอะไร เมื่อยื่นประเมินแล้ว อายุความก็หยุด"

นั่นเป็นคำพูดของ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ที่พูดถึงเรื่องการเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้น ชินคอร์ป เมื่อปี 2549 จำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท ของ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งกำลังจะหมดอายุความในวันที่ 31 มีนาคมนี้

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ให้ความเห็นใน เรื่องเดียวกันว่า

"ผมไม่ได้นิ่งนอนใจตั้งแต่วันแรกที่ได้ยินกรณีนี้ขึ้นมา ในหลักการสำคัญเรื่องนี้ได้ให้แนวคิดไปว่ารัฐบาลจะต้องไม่ทำขัดต่อหลักยุติธรรม และผมจะไม่ใช้มาตรา 44 แก้ปัญหา เรื่องนี้ เดี๋ยวจะหาว่าผมไปรุกไล่ฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ เมื่อวันที่ 13 มี.ค.ได้ให้ประชุมร่วมกันของคณะใหญ่ทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องกฎหมาย เช่น สตง. ปปง. และกฤษฎีกา ได้ข้อยุติให้ใช้กฎหมายปกติดำเนินการ"

"กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากรจะดำเนินการ เรียกภาษี จะได้หรือไม่ ต้องไปเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ทุกฝ่ายมีโอกาสโต้แย้งในชั้นศาล ต้องดูความเป็นมาของ ศาลที่ผ่านมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นศาลฎีกาฯเพราะหลายอย่างมี ความซับซ้อน มีการวางแผนแยบยลเงินหลายทอด สังคม ก็เชื่ออย่างนั้น ผมพยายามแกะมาอาทิตย์กว่าๆ แล้วจนได้ ข้อยุติดังกล่าว การที่จะให้ผมมาสั่งโน่นสั่งนี่ บางอย่างผมไม่สั่งก็สั่งไม่ได้ เป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมายไปพิจารณามา สรุป กรมสรรพากรต้องดำเนินการเรียกเก็บภาษี ถ้าไม่ได้ก็ไปอุทธรณ์ว่ากันไปตามกฎหมาย และต้องทันเวลาก่อนวันที่ 31 มีนาคมนี้ด้วย"

ฟังดูจากทั้งสองคนพูดถือว่าขึงขังเอาจริงเอาจังมาก ซึ่งมันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ต้องมีท่าทีให้เห็นแบบนี้อยู่แล้ว ถ้าขืนบอกว่ามันหมดอายุความแล้ว หรือทำอะไรไม่ได้แล้วหรือ "จบแล้วครับนาย" แบบนั้นรับรองว่าโดนชาวบ้านด่าเปิงแน่

สิ่งที่น่าสังเกตก็คือหากพิจารณาจากคำพูดดังกล่าวทำให้ทราบว่าเพิ่งมีการประชุมแบบ "ชุดใหญ่" เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับปัญหา "อภิมหากาพย์ภาษี" ของ "เทวดา" ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ที่ผ่านมานี่เอง หรือจากคำพูดของ วิษณุ เครืองาม ที่เคยเปิดเผยก่อนหน้านั้นว่าเป็นการประชุมต่อเนื่องมาจากวันที่ 10 มีนาคม ความหมายก็คือรัฐบาลเพิ่งมาตื่นตัวตาลีตาเหลือกเอาเมื่อไม่กี่วันนี้เองหรืออย่างมากก็ภายใน เดือนนี้เอง ในเดือนที่กำลังจะหมดอายุความ 10 ปี ในขณะที่ฝ่ายกรมสรรพากรถึงกับมีคนบอกว่า "หมดอายุความ" ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2555 ทำอะไรไม่ได้แล้ว ฝ่ายนี้ก็หมายความว่า "มันจบแล้วนาย" อย่ารื้อฟื้นเลยมันไม่มีทางทำได้แล้ว ซึ่งฝ่ายหลังนี่เป็นฝ่ายจัดเก็บรายได้เข้ารัฐเป็นหน่วยงานหลัก เสียด้วย กลับมีท่าทีเฉยเมยยอมแพ้ไปก่อน และจนถึงบัดนี้อธิบดีกรมสรรพากรคนปัจจุบัน ประสงค์ พูนธเนศ ยังไม่โผล่หน้าออกมาให้ความเห็นให้เป็นเรื่องเป็นราวแต่อย่างใด

ย้อนกลับไปพิจารณาคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และ วิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย ก็เข้าใจถึง ขั้นตอนนับจากนี้ภายใต้อายุความ 10 ปี คือภายในวันที่ 31 มีนาคม 2560 ต้องดำเนินการเริ่มจากกรมสรรพากรต้อง "ส่งไปประเมินภาษี" ไปถึง ทักษิณ ชินวัตร หรือจะส่งถึงใครก็ได้ที่ เป็นตัวแทน เช่น พานทองแท้ ชินวัตร และ พินทองทา ชินวัตร ให้มาชำระภาษีตามที่ประเมินซึ่งก็คือราว 1.2 หมื่นล้านบาท จากนั้นหากเห็นแย้งก็ไปยื่นอุทธรณ์ขอความเป็นธรรม แล้วหากไม่มาจ่ายภาษีตามกำหนด รัฐก็จะฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลาง เมื่อศาลนี้ตัดสินแล้วเขา (ทักษิณ) ไม่พอใจก็ไปยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรได้อีก

ในความเป็นจริงก็คือแต่ละขั้นตอนแต่ละศาลลองหลับตาคิดดูว่าจะต้องใช้เวลาอีกกี่ปี และผลในอนาคตจะออกมาก็หลังจากที่รัฐบาลชุดนี้พ้นไปแล้ว และชัดเจนที่สุดก็คือ "โยนไปให้ศาลตัดสิน" ซึ่งก็ดูดีให้ความเป็นธรรม เปิดโอกาสให้มีการ แก้ต่างต่อสู่กันอย่างเต็มที่ แต่คำถามเดิมก็คือทำไมเพิ่งมา ตื่นตัวกันเอาตอนนี้ ก่อนที่จะหมดอายุความกันเพียงไม่กี่สัปดาห์ เวลาที่ผ่านมาเป็นปีๆ ทำไมไม่มีใครกระตือรือร้นปกป้อง ผลประโยชน์ของชาติ โดยเฉพาะกรมสรรพากร จะต้อง มีการสอบสวนอดีตอธิบดีกรมสรรพากรตั้งแต่ก่อนปี 2555 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันให้ได้รู้ความจริงว่าที่ไม่เรียกเก็บภาษีก้อนใหญ่ก้อนนี้มีสาเหตุเพราะอะไร และอธิบดีกรมสรรพากรคนไหนที่ไม่ดำเนินการกันแน่

เพราะมันผิดปกติมากสำหรับการไล่บี้เก็บภาษี เมื่อเปรียบเทียบกับชาวบ้านทั่วไป กับแม่ค้ารายเล็กรายน้อยบางรายถึงขนาดส่งเจ้าหน้าที่ไปตามประกบ "นั่งนับชามก๋วยเตี๋ยว" เพื่อพิสูจน์รายได้ก่อนเสียภาษีก็มี แต่ทำไมเงินภาษีนับหมื่นล้านบาทถึงได้ตกหล่นวางเฉยกันมานานมันเพราะอะไร

ทำไมระเบียบ ข้อกฎหมายมันถึงไม่เคลียร์เฉพาะกับคนรวย หรือคนอย่าง ทักษิณ ชินวัตร หรือว่าใช้กฎหมายในการพิจารณาเรียกเก็บภาษีคนละฉบับกับคนไทยคนอื่นๆ

ดังนั้น หากพิจารณาในภาพรวมๆ ก็ต้องสรุปว่ากรณี "ภาษีหุ้นชิน" หรือภาษีรายอื่น หากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา เคร่งครัดรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างเท่าเทียม มันก็ไม่มีปัญาหาคาราคาซังมาจนถึงปัจจุบัน เพราะทุกเรื่อง มันมีกฎระเบียบวางกรอบเอาไว้หมดแล้ว ที่มีปัญหาเพราะ มีการ "ละเว้น เลือกปฏิบัติ" ขณะเดียวกัน ในกรณีของ รัฐบาลชุดปัจจุบันพิจารณาจากท่าทีที่เห็นทำดูเป็น "ขึงขัง" แต่อีกด้านหนึ่งมันก็ไม่ต่างจาก "ปาหี่" ตบตาชาวบ้าน เพราะ ในที่สุดก็รู้อยู่แล้วว่าต้อง "โยนภาระ" ไปที่ศาล ซึ่งกว่าจะไปถึงศาลฎีกาแผนกภาษีอากรกลาง ต้องใช้เวลาอีกกี่ปี หรืออาจจะเป็น "ชาติหน้า" แล้วก็ได้ !!.

"หากพิจารณาในภาพรวมๆ ก็ต้องสรุปว่ากรณี "ภาษีหุ้นชิน" หรือภาษีรายอื่น หากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา เคร่งครัดรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างเท่าเทียม มันก็ไม่มีปัญาหาคาราคาซังมาจนถึงปัจจุบัน เพราะทุกเรื่องมันมีกฎระเบียบวางกรอบเอาไว้หมดแล้ว ที่มีปัญหาเพราะมีการ "ละเว้น เลือกปฏิบัติ" ขณะเดียวกัน ในกรณีของรัฐบาลชุดปัจจุบันพิจารณาจากท่าทีที่เห็นทำดูเป็น "ขึงขัง" แต่อีกด้านหนึ่งมันก็ไม่ต่างจาก "ปาหี่" ตบตาชาวบ้าน เพราะในที่สุดก็รู้อยู่แล้วว่าต้อง "โยนภาระ" ไปที่ศาล ซึ่งกว่าจะไปถึงศาลฎีกาแผนกภาษีอากรกลาง ต้องใช้เวลาอีกกี่ปี หรืออาจจะเป็น "ชาติหน้า" แล้วก็ได้"

หนังยาว ภาษี 1.6 หมื่นล้านไม่หนักใจเท่าคดีเครือญาติ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2560

หายสงสัยกันไประดับหนึ่ง หลังจากคนเห็น พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ไปร่วมประชุมหาทางออกการแก้ปัญหาการเก็บภาษีการขายหุ้นชินคอร์ป ทักษิณ ชินวัตร กับฝ่ายต่างๆ ที่มีวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายนั่งหัวโต๊ะ พร้อมด้วยอดิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง - ผู้ว่าฯ สตง. - เลขาธิการสำนักงาน ป.ป.ท. - ตัวแทนกรมสรรพากรที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อ 13 มี.ค. ก่อนที่สุดท้ายจะมีการสั่งการอย่างเป็นทางการจากทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ - วิษณุ - อดิศักดิ์ ให้กรมสรรพากรเดินหน้าเรื่องนี้

เพราะแต่ละฝ่ายที่มาร่วมประชุมด้วย ก็ดูจะเกี่ยวข้องกันกับเรื่องนี้ทั้งสิ้น แต่กับเลขาธิการ ปปง. ที่ทำเรื่องการสอบสวนการฟอกเงิน-อายัดเงิน บุคคลที่ต้องสงสัยว่ากระทำผิดฐานฟอกเงิน ที่มีมูลฐานความผิดหลายเรื่อง คนก็สงสัยกันว่าเกี่ยวกันอย่างไรกับกรณีการเก็บภาษีทักษิณ

แล้วข้อสงสัยนี้ก็คลี่คลายไปได้ระดับหนึ่งเมื่อ "พล.ต.อ.ชัยยะ" ออกมาระบุว่า "ในส่วนของ ปปง.มีหน้าที่สนับสนุนข้อมูลในเรื่องของการติดตามทรัพย์สินของนายทักษิณ ซึ่งตามกฎหมายการฟอกเงินถือว่าไม่มีปัญหาอะไร เพราะหากกลายเป็นคดีฟอกเงิน คดีจะ

ไม่มีหมดอายุความ และสามารถสืบและยึดทรัพย์ย้อนหลังไปได้ ต่อให้เวลาผ่านไปแล้วหลายปีก็ตาม"

มุมข้อกฎหมายว่าจะนำเรื่องทักษิณซุกหุ้นแอมเพิลริชฯ ให้พานทองแท้ และพินทองทา ชินวัตร ก่อนขายให้เทมาเส็กนี้ไปถึงขั้นให้เป็นเรื่องการฟอกเงิน เพื่อไม่ให้มีปัญหาเรื่องอายุความ กรณีการส่งหมายเรียกและการประเมินภาษีกับทักษิณ ตามประมวลรัษฎากรได้หรือไม่นั้น ตรงนี้ต้องรอความชัดเจนจากกรมสรรพากร รวมถึงผู้เกี่ยวข้องที่ก็คงกำลังพิจารณาประเด็นข้อกฎหมายอย่างละเอียดทั้งหมด ทั้งประมวลรัษฎากร-ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์-คำพิพากษาศาลฎีกาฯ คดียึดทรัพย์ทักษิณ-พิพากษาศาลภาษีอากรกลางคดีพานทองแท้ และพินทองทา ชินวัตร เพื่อให้ได้ข้อยุติก่อนถึงเส้นตาย 31 มี.ค. แต่จะไปถึงขั้นเป็นเรื่องการฟอกเงิน ที่ พล.ต.อ.ชัยยะเกริ่นไว้ แล้วทำให้ปลดล็อกเรื่องอายุความได้ จะไปถึงขั้นนั้นหรือไม่ ตรงนี้ต้องติดตาม

เพราะหากถอดรหัสคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่พูดถึงเรื่องนี้ไว้ ก็น่าสนใจไม่น้อย ที่ระบุว่า

"หลายอย่างมีความซับซ้อน มีการวางแผนแยบยลเงินหลายทอด"

ดูแล้วเรื่องนี้ วงประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อ 13 มี.ค. คงมีการหารือกันหลายแง่มุมในข้อกฎหมาย ซึ่งข้อหารือบางเรื่องอาจจะยังไม่มีการเปิดเผยออกมา เพียงแต่ได้ข้อสรุปเบื้องต้น จนเป็นท่าทีของรัฐบาลว่า ให้เดินหน้าเรื่องนี้ เพื่อให้ขั้นตอนเข้าสู่กระบวนการทางศาลต่อไป ภายใต้หลักที่รัฐบาลตั้งประเด็นไว้ว่า เมื่อการขายหุ้นดังกล่าวมีปัญหาว่าอาจไม่สุจริต เมื่อไม่สุจริต ก็ต้องให้ไปพิสูจน์กันที่ศาล ซึ่งดูแล้วกว่าจะได้ข้อยุติ ที่อีกหลายปีกว่าจะได้ข้อยุติ

เพราะอย่างไรเสีย เมื่อกรมสรรพากรจะทำการเรียกเก็บภาษีจากทักษิณร่วม 16,000 ล้านบาท ทางทักษิณก็ต้องยื่นคำร้องคัดค้านต่อคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินภาษี กรมสรรพากร ซึ่งหากคณะกรรมการยืนยันว่า ทักษิณมีภาระภาษีที่ต้องจ่าย ตัวทักษิณก็ต้องไปยื่นฟ้องกรมสรรพากร และคณะกรรมการต่อศาลภาษีอากรกลาง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการประเมินภาษี ซึ่งกว่าคดีจะสิ้นสุด ก็ต้องสู้กันถึงศาลฎีกาฯ บนหลักว่า ทั้ง 2 ฝ่ายต่างอุทธรณ์และสู้คดีกันถึงที่สุด

เอาแค่ว่า กว่าคดีจะสิ้นสุด หรือขั้นตอนเรียกเก็บภาษี การบังคับคดี หากคดีถึงที่สุดแล้ว ทักษิณเป็นฝ่ายแพ้คดี ก็กินเวลาร่วมสิบปีเข้าไปแล้ว

แต่อันนี้ไม่นับรวม หากเกิดเหตุบางอย่างขึ้นกลางทาง เช่น ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แล้วฝ่ายทักษิณ-เพื่อไทย เป็นรัฐบาล หากว่ากรมสรรพากรแพ้คดีในชั้นศาล มันก็อาจเกิดกรณีกรมสรรพากรไม่อุทธรณ์คดีขึ้นมา จนทำให้คดียุติไปก็ได้

เรื่องนี้จึงเป็นหนังยาว ที่แม้จะทำให้ทักษิณหงุดหงิดที่ต้องมาเตรียมสู้เรื่องนี้ แต่เมื่อช่วงเวลากว่าคดีจะสิ้นสุด กินเวลาอีกหลายปี จึงเชื่อว่าทักษิณน่าจะห่วงคดีความ เครือข่ายคนตระกูลชินวัตร อย่างคดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย ที่ดีเอสไอกำลังสอบพานทองแท้ ชินวัตร - คดีรับจำนำข้าวทั้งคดีอาญาและคดีค่าเสียหายทางแพ่ง ของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร - คดีสลายการชุมนุม 7 ต.ค. ที่สมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขย ตกเป็นจำเลยมากกว่า.

คอลัมน์ ทางออกนอกตำรา: จัดการ'ธรรมะ(โกย)'ล้างแก๊งเอาเงินวัดเล่นหุ้น - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2560

บากบั่น บุญเลิศ

ในที่สุดเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า มีการนำเงินบริจาคของวัดพระธรรมกายไปเล่นหุ้น ก็ปรากฏภาพแห่งความเป็นจริงที่สะท้านใจคนพุทธ

เมื่อมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ถอดถอนสมณศักดิ์ พระทัตตชีโว ออกจากพระราชภาวนาจารย์ ไพศาลศาสนกิจ ที่ได้รับพระราชทานปี 2556 เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชฝ่ายวิปัสสนาธุระ

สาเหตุที่ถอดถอนพระทัตตชีโว ที่หมู่กัลยาณมิตรเรียกขานว่า "คุณครูไม่เล็ก" เพราะมีความผิดเข้าข่ายให้ที่พักพิงแก่พระธัมมชโย ผู้ต้องหาคดีฟอกเงิน รับของโจร และคดีอาญาอีกหลายคดี

แต่ความผิดที่สำคัญ ที่อื้ออึงไปทั้งบ้านทั้งเมือง คือ ถูกถอดถอน เพราะเข้าไปเกี่ยวพันกับ "การนำเงินของวัดพระธรรมกายไปเล่นหุ้น" ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ได้ตรวจสอบร่วมกับทีมอัยการพิเศษ เพื่อสาวเส้นทางการเงินกับผู้เกี่ยวข้อง ที่รับเช็คของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นหลายพันล้านบาท

ผมได้รับข้อมูลจากดีเอสไอในเรื่อง "เส้นทางการเงินบางส่วน" (ขอย้ำว่าแค่บางส่วนนะครับ) ที่นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯอดีตไวยาวัจกรวัดพระธรรมกาย สั่งจ่ายเช็คให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย สิริรวม 43 ฉบับ รวมเป็นเงิน 932 ล้านบาท บอกคำเดียวว่า เห็นแล้วอึ้งกิมกี่

กลุ่มแรก นายศุภชัย สั่งจ่ายเงินและเช็ค ให้วัดพระธรรมกายและพระลูกวัด

กลุ่มที่ 2 นายศุภชัย สั่งจ่ายเงินและเช็ค ให้ญาติธรรมและผู้ใกล้ชิดตนเองกว่า 50 คน

กลุ่มที่ 3 นายศุภชัย สั่งจ่ายเช็คและเงิน ให้บริษัท เอส ดับลิวโฮลด์ดิ้งฯ และนายสถาพร วัฒนาศิริกุล อดีตพระวัดพระธรรมกายที่สึกออกไปไม่นาน โดยมีการนำเงินลงทุนในธุรกิจเหมืองแร่ 2,500 ล้านบาท

กลุ่มที่ 4 นายศุภชัย สั่งจ่ายเงินและเช็คไปให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน มงคลเศรษฐี ที่ธัมมชโยเป็นประธานที่ปรึกษา และนายศุภชัยเป็นผู้ก่อตั้ง ก่อนที่สหกรณ์แห่งนี้จะนำไปปล่อยกู้ให้ลูกศิษย์ไปทำบุญ

กลุ่มที่ 5 นายศุภชัย สั่งจ่ายเช็คและเงิน ไปให้สหกรณ์ยูเนี่ยนรัฐประชา นายวัฒน์ชานนท์ นวอิสรารักษ์ นายจีรเดช วรเพียรกุล ก่อนนำไปซื้อที่ดิน 200 แปลง เพื่อบริจาคให้วัดพระธรรมกาย

กลุ่มสุดท้ายนายศุภชัย สั่งจ่ายเช็คเงินสด ไปยังกลุ่มบุคคลและกลุ่มสัมพันธ์สหกรณ์ทั้งในและต่างประเทศ

ผลจากการไซฟ่อนเงินออกจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นไปยังวัดพระธรรมกายของนายศุภชัย ทำให้สมาชิกจากสหกรณ์กว่า 76 แห่ง กว่า 56,000 คน ถอนเงินฝากของตัวเองไม่ได้อยู่จนทุกวันนี้

เจ้าหน้าที่ของดีเอสไอกับอัยการพิเศษสืบสวนแล้วพบว่า เงินจากการฉ้อโกงประชาชนผู้ฝากเงินกับสหกรณ์ ที่มีการโยกย้ายถ่ายเทไปนั้น ถูกแบ่งออกเป็น 3 ก้อน

1. เงินบางส่วนเข้าวัด 2. เงินบางส่วนไปอยู่ที่กลุ่มพระและกลุ่มบุคคลภายนอก และมีการนำไปลงทุนทั้งในและต่างประเทศ 3.เงินอีกส่วนจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท ถูกนำไปซื้อขายหลักทรัพย์หรือหุ้นในตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีนอมินีที่เปิดบัญชีมาเล่นหุ้น

ข้อมูลชุดนี้ คงไม่แตกต่างจากข้อมูลที่นายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายสำนักงานคดีสอบสวน 3 ยอมรับว่า เงินที่ถูกโอนหรือโยกไปเล่นหุ้นทั้งหมดที่ตรวจพบมีกว่า 1,000 ล้านบาท เบื้องต้นพบว่ามีบริษัทโบรกเกอร์แห่งหนึ่งเป็นผู้ดำเนินการซื้อขายหุ้นให้ และมีพระที่ดูแลเรื่องเงินของวัดเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหลายรูป

นายขจรศักดิ์ยังแบไต๋ออกมาอีกว่า เงินที่มีการนำไปเล่นหุ้น มีพ่อมดการเงินเซียนหุ้นชื่อย่อ ส. เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง

พ่อมดการเงินเซียนหุ้นที่ชื่อ "ส." ที่มีการเอ่ยถึงในวัดธรรมกายเป็นใครไม่ได้ นอกจาก "สอง วัชรศรีโรจน์" ที่ถูกฟ้องว่าเป็นตัวการในการปั่นหุ้นบริษัทเงินทุน เฟิสท์ซิตี้ อินเวสเม้นท์ฯ (FCI) บริษัท รัตนการเคหะฯ (RR) บริษัท กฤษดามหานครฯ (KMC) ในอดีต แต่เขารอดจากมือกฎหมายมาได้

เสี่ยสองนั้น เป็นพี่ชายพระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ที่ถือว่าเป็นพระผู้มีอัจฉริยะ เรียนจบจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจบดอกเตอร์จากมหาวิทยาลัยโตเกียว ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยธรรมกาย ในญี่ปุ่นกว่า 10 วัด และในสหรัฐฯ

ปัจจุบัน เสี่ยสอง ยังโลดแล่นในวงการหุ้นอยู่เช่นเดิม แต่แปลงกายออกไปในร่างของ "เสี่ยโทนี่" ที่เข้าไป ซื้อๆ ขายๆ หุ้นในกลุ่ม HMPRO IEC AJD WHA SAWAD SWANG LHBANK CGS MFC มีการส่งไม้ต่อกับ เสี่ย อ.นักธุรกิจชื่อดังด้วย และส่งหลานสาวคือ สัณห์จุฑา วิชชาวุธ ทายาทของ สกล วัชรศรีโรจน์ เข้าไปโลดแล่นในตลาดหุ้นหลากหลายมิติ

ว่ากันว่า เสี่ยโทนี่ หรือเสี่ยสองยังมีสัมพันธ์โยงใยในการลงทุนกับมโนทิพย์ จักรวาลธรรม นักลงทุนที่เข้าไปกว้านซื้อหุ้น บูติคนิวซิตี้ (BTNC) จากเครือสหพัฒน์ และเสี่ยอนันต์ อัศวโภคิน แห่งแลนด์แอนด์เฮ้าส์ รวมถึง "มาม่าบลู" ก็เป็นคนคุ้นเคย แม้ว่า การโลดแล่นในตลาดหุ้นของเสี่ยสองยุคนี้จะไม่หวือหวาและมีคนตามเท่า"เสี่ยป๋อง" วัชระ แก้วสว่าง "เจ๊ศรีฟ้า" ศรีฟ้า แจ่มวุฒิปรีชา "เสี่ยจึง"วิชัยจึงทรัพย์ไพศาล "เสี่ยปิง" ฐิติ กิตติพัฒนานนท์ "เสี่ยไฮ้" ส้มตำคอนแวนต์ "เสี่ยนเรศ" งามอภิชน "เสี่ยปู่" สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล แต่ถือว่ายังขลังแต่ประเด็นพระวัดธรรมกายเอาเงินไปเล่นหุ้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องป้องปากซุบซิบนินทากันเสียแล้ว แต่นี่เป็นความจริง ที่วงการสงฆ์ของไทยต้องจารึกถึงความเสื่อมไว้ว่ามีการนำเงินวัดเปิดบัญชีเล่นหุ้นผ่านโบรกเกอร์ขนาดเล็กแห่งหนึ่งของโยมอุปัฏฐาก.

เรื่องนี้ไม่เพียงแต่ดีเอสไอจะต้องตามลากหัวขบวนที่เอาเงินวัดไปหากำไรในตลาดหุ้นเท่านั้น แต่ถึงเวลาที่ต้องเร่งแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เพื่อคุมเรื่องมรดกและทรัพย์สินของพระให้ตกเป็นของแผ่นดิน หรือของวัด และเร่งแก้ไขในเรื่องการจัดการศาสนสมบัติเสียแล้วครับพี่น้อง.

คอลัมน์ ข่าวลึก ปมลับ: 'ไทยพีบีเอส'คลื่นแทรก คนดูหด-จริยธรรมลด!? - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2560

เรื่องการใช้เงินงบประมาณจำนวนประมาณ 200 ล้านบาท ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือทีวีช่องไทยพีบีเอสไปซื้อหุ้นกู้ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF กำลังเป็นปมร้อนที่มีการวิจารณ์กันมาก ทั้งด้านกฎหมายและจริยธรรม รวมแล้วก็คือผู้บริหารถูกกล่าวว่าขาด ธรรมาภิบาลนั่งเอง

เพราะการกระทำดังกล่าว ผู้มีอำนาจของไทยพีบีเอสอาจจะทำไม่ถูกต้องใช้วิจารณญาณโดยไม่เหมาะสม เสี่ยงกับการละเมิดกฎหมายทำลายจริยธรรมสื่อของ ทีวีสาธารณะที่ต้องมีความเป็นกลาง โปร่งใส อิสระไม่ถูกครอบงำจากฝ่ายไหน อาจจะส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่สื่อสาธารณะเพื่อประโยชน์ของสังคม

และที่สำคัญ ผู้บริหารไม่สามารถนำเงินองค์กรไปหมุนหาดอกผลกับธุรกิจการค้า นอกเหนือวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้จนเลยเถิด

หลังจากเป็นเรื่องขึ้นมา ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต ผู้อำนวยการ ส.ส.ท.ยอมรับภายหลังว่ามีการนำเงินไปซื้อหุ้นกู้ด้อยสิทธิของซีพีเอฟจริง พร้อมกันนั้นกฤษดา ที่เคยตำหนิกลุ่มพนักงานไทยพีบีเอสที่เปิดเผยเรื่องนี้ว่า

หากมีการนำความที่ผิดพลาดออกมาสื่อสารภายนอกองค์กรสร้างความเสียหายให้กับองค์กร จะถูกลงโทษทางวินัย แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่มีอะไรไม่จริง จนจะต้องเรียกประชุมผู้บริหารในวันพฤหัสฯ นี้ เพื่อถอดชนวนระเบิดก่อนที่ไทยพีบีเอสจะเละ กว่านี้

เงินของ ส.ส.ท. หรือไทยพีบีเอส เป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่เอามาจากภาษีเหล้าเบียร์ บุหรี่ หรือเรียกกันว่า ภาษีบาป ซึ่งในแต่ละปีจะได้รับการจัดสรรจากภาษีบาป ร้อยละ 1.5 แต่จะได้ไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อใช้จ่ายในการทำงานสื่อสาธารณะ ทั้งทีวีและเว็บไซต์ข่าวเป็นหลัก

ไทยพีบีเอส จึงเป็นองค์กรสื่อที่มีความมั่นคงที่สุด เพราะไม่ต้องทำธุรกิจ ไม่ต้องอาวรณ์ร้อนใจกับเรื่องธุรกิจที่จะกำไรหรือขาดทุน ปีๆ หนึ่งก็ได้งบประมาณจากภาษีประชาชนมาใช้จ่ายทำข่าวกันสบายๆ

ไทยพีบีเอส ก็เลยเป็นที่หมายของคนทำงานสื่อต้องการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง ขององค์กร ก็เป็นธรรมดาที่มีการแก่งแย่งกันต่อสู้ช่วงชิงกันเพื่อพวกตนจะได้อยู่ อย่างมั่นคงในที่นี่ โดยเฉพาะคนในระดับบริหารระยะหลังก็มีเสียงนินทาและ มองกันว่าไทยพีบีเป็นองค์กรซ่อนเงื่อน มีคนแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวเข้าไปแฝงตัวอยู่ไม่น้อย

ทางด้านผลงานของทีวี จากการจัดเรตติ้ง ล่าสุด ทีวีไทยพีบีเอสตกรูดไปอยู่ในอันดับที่ 16 และ 17 เป็นกลุ่มท้ายตารางของทีวียุคดิจิตอลในวันนี้ไปแล้ว จากเดิม เมื่อปีก่อนยืนอยู่ที่อันดับ 6 ก็ถูกใช้เป็นเหตุปลดผู้อำนวยการฯ และทีมบริหารอย่าง ไร้น้ำใจ แต่พอเรตติ้งมาอยู่เกือบที่ท้ายๆ ก็ไม่เห็นบอร์ดของที่นั่นจะเดือดร้อนอะไรในเรื่องผลงาน

การนำเงิน 200 ล้านบาท มาซื้อหุ้นกู้ ส่งผลให้ไทยพีบีเอสได้รับผลกระทบทางด้านภาพลักษณ์การบริหารและจริยธรรมของสื่ออย่างหนัก ไม่ใช่เพราะว่าซื้อหุ้นกู้ ของ CPF แล้วจะผิดและถูกตำหนิ ซึ่งเรื่องนี้คนขายหุ้นไม่เกี่ยวเพราะเขาเป็นองค์กรเอกชนทำธุรกิจและขายหุ้นกันอย่างเปิดเผยเป็นการทั่วไปตามกฎกติกาตลาด

แต่ประเด็นที่ต้องพิจารณาอยู่ที่ผู้บริหารระดับสูงของไทยพีบีเอสต่างหาก ที่ สุ่มเสี่ยงต่อการใช้เงินไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ อันจะเป็นผลต่อการละเมิดกฎหมาย แม้ว่าจะอ้างว่ากฎหมายเปิดช่องให้ทำได้ตาม พ.ร.บ. การจัดตั้ง ส.ส.ท. ในมาตรา 11 วงเล็บ 7 ที่นิยามคำว่าทุน ทรัพย์สิน และรายได้ มาจากดอกผลที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินขององค์กร

คาดว่า กฤษดาคงจะมั่นใจว่ากฎหมายให้อำนาจทำได้ เพราะคงเป็นการตีความกฎหมายอย่างกว้าง จึงนำเงินทุนขององค์กรไปซื้อหุ้นกู้ แต่ที่ผ่านมาไม่มีใครกล้าทำ คนเก่ายุคหนึ่งเคยคิดจะทำแต่เมื่อหารือไปยังกรมบัญชีกลางก็ถูกเบรกกลับมาต้อง หยุดคิด

เพราะมีคำแนะนำกลับมาว่าเงินงบประมาณใช้ไม่หมดก็ต้องส่งคืนคลัง จะเอาไปหมุนลงทุนอื่นก็ไม่ได้ แม้แต่ซื้อพันธบัตรรัฐบาลก็ไม่ได้ เพราะเป็นเงินของรัฐจะมาหา ดอกเบี้ยจากรัฐไม่ได้ ยิ่งไปลงทุนกับเอกชนก็ยิ่งขัดต่อเจตนารมณ์กฎหมายและหลักการใช้เงินแผ่นดิน

เรื่องนี้มีสองแง่มุมที่จะต้องได้ข้อสรุป หนึ่งคือทางด้านจริยธรรมคุณธรรมสื่อ จะเป็นอย่างไร ก็มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในตอนนี้ อีกไม่นานคงตกผลึก ส่วนอีกด้านหนึ่งคือแง่มุมด้านกฎหมาย ต้องตามดูว่าการซื้อหุ้นกู้จะเป็นการกระทำ ที่ละเมิดฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่

จะเป็นหน้าที่ของสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล ส.ส.ท., กระทรวงการคลังและสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินก็จะต้องชี้ว่าเป็นการใช้เงินถูกต้องหรือไม่ อีกหน่วยงานหนึ่งก็คือ ป.ป.ช. ถึงขั้นนี้แล้วก็คือเป็นคดีอาญา!.

"ประเด็นที่ต้องพิจารณาอยู่ที่ผู้บริหารระดับสูงของไทยพีบีเอส ที่สุ่มเสี่ยงต่อการใช้เงินไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ อันจะเป็นผลต่อการละเมิดกฎหมาย แม้ว่า จะอ้างว่ากฎหมายเปิดช่องให้ทำได้ตาม พ.ร.บ.การจัดตั้ง ส.ส.ท."

บทบรรณาธิการ: ปราบโกงให้เป็น'รูปธรรม' - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2560

คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าปัญหา "คอร์รัปชัน" เป็นปัญหาสำคัญที่บ่อนทำลายบ้านเมือง และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั้งในสังคม ในระบบราชการไทย รวมทั้งในภาคการเมืองไทย มาอย่างยาวนาน เป็นจริงตามหนึ่งในเหตุผลการทำรัฐประหาร ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 และถือว่าเป็นทั้งจุดแข็ง และ"จุดขาย"ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ถูกยอมรับและถูกชื่นชมยินดีเป็นอันดับต้น ดังที่ปรากฏตามผลสำรวจของหลายสำนัก หลายต่อหลายครั้ง

วานนี้ (15 มี.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน การประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ครั้งที่ 5/2560 ซึ่งถือเป็นการประชุมนัดแรก หลังจากมีคำสั่ง คสช.ให้เปลี่ยนแปลงคณะกรรมการตามองค์ประกอบคณะกรรมการต่อต้านการทุจริต แห่งชาติ ที่ให้นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) มานั่งเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการชุดนี้ แทนประธานกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายภาครัฐ

นายกรัฐมนตรี ย้ำกับผู้เข้าร่วมประชุม ทั้งพล.อ.สกล ชื่นตระกูล ที่ปรึกษานายกฯ นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาฯ ป.ป.ท. นายมานะ นิมิตรมงคล ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน นายถวิล เปลี่ยนศรี กรรมการต่อต้านคอร์รัปชัน โดยย้ำถึงการตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันในทุกภาคส่วน ด้วยการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัดและระมัดระวัง

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การเอาจริงเอาจังของรัฐบาล คสช. ทั้งการใช้อำนาจตามมาตรา 44 และกฎหมายปกติที่มีอยู่เดิม ท่ามกลางเสียงเชียร์และเสียงสนับสนุน กลับมีผลงานที่เป็นรูปธรรมออกมาไม่มากพออย่างที่หลายคนตั้งความคาดหวัง แม้ว่าอาจจะดูมีผลงานชัดเจนกว่าหลายยุคสมัยที่ผ่านมาก็ตาม ซ้ำร้ายยังมีบางเรื่องที่ทำให้เกิดความคลางแคลงใจว่าอาจมีคอร์รัปชันครั้งใหม่เกิดขึ้นในยุครัฐบาลนี้จากหลายกรณี ไม่ว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะถูกเปิดออกมาจากความพยายามให้ข่าวจากบุคคลไม่ปรารถนาดี หรือมีข้อมูลชวนให้สงสัยแต่ขาดการอธิบายที่ชัดเจนก็ตาม

จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าคะแนนนิยมต่อรัฐบาล และต่อตัว นายกรัฐมนตรี ที่เริ่มถดถอยลง อาจเป็นเพราะ"คิดดี"แต่ยังไม่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน เมื่อมีธงในการใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด อีกประการหนึ่งที่รัฐบาลต้องทำให้ปรากฏควบคู่กันก็คือความรวดเร็ว ต้องทำ ให้ประชาชนได้เห็นและเกิดความมั่นใจถึงเป้าหมายหมายปลายทางของนโยบายปราบโกง ว่าผู้กระทำความผิดจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย ซึ่งจะเป็นทั้งการสร้างความเชื่อมั่น และเป็นการปราม ผู้ที่คิดจะทำความผิดไปในตัว

นอกจากนี้ สิ่งที่รัฐบาลสะท้อนให้ประชาชนเข้าใจว่ากลุ่มที่ก่อให้เกิดการคอร์รัปชันในบ้านเมือง ก็คือนักการเมืองและกลุ่มข้าราชการ ดังนั้นรัฐบาลต้องมีมาตรการทั้งการกำกับดูแล ตรวจสอบ และเอาผิดกับกลุ่มคนที่เป็นเป้าหมายเหล่านี้อย่างจริงจังและชัดเจนกว่าที่ผ่านมา อย่างเช่นการให้ข้าราชการต้องแสดงรายการทรัพย์สินทุกระยะแบบเดียวกับนักการเมือง รวมไปถึงการปฏิรูปตำรวจที่เป็น "เป้า" สำคัญ ส่วนการสร้างจิตสำนึกที่เป็นรูปธรรม อย่าไปให้ความสำคัญมากนักเพราะจับต้องไม่ได้และประเมินผลลำบาก

คอลัมน์ สำนัก(ข่าว)พระพยอม: ปราบโกง - โลกวันนี้ ฉบับวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2560

พระพยอม กัลยาโณeditor59lokwannee@gmail.com

เมื่อเร็วๆนี้ มีข้อมูลจากองค์กรเพื่อความโปร่ง ใสนานาชาติ (Transparency International) ระบุว่า คนที่อาศัยในเอเชียมากกว่า 1 ใน 3 หรือ 900 ล้านคน ต้องจ่ายเงิน "ค่าน้ำร้อนน้ำชา" เพื่อเข้าถึงการให้บริการสาธารณะโดยการสอบถามจากคนกว่า 20,000 คนใน 16 ประเทศ การจ่ายเงินสินบนมากที่สุดคือ อินเดีย และ เวียดนาม ส่วนที่จ่ายสินบนน้อยที่สุดคือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ ฮ่องกง

กลุ่มที่มีการเรียกร้องสินบนมากที่สุดคือตำรวจ กลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อการเรียกสินบนมากที่สุดคือคนยากจนในอินเดีย ปากีสถาน และ ไทย

เมื่อสอบถามถึงความรับรู้เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน คนมาเลเซียและเวียดนามรู้สึกว่าสถานการณ์เลวร้ายที่สุด เพราะการทุจริตคอร์รัปชันแพร่กระจายไปทั่ว ทั้งรัฐบาลแทบจะไม่ดำเนินการใดๆในการแก้ปัญหา

หลายประเทศในเอเชียมีข่าวเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐมากมาย ตั้งแต่กรณีประธานาธิบดีปาร์ค กึน-เฮ ของเกาหลีใต้ ที่ถูกถอดถอนจากตำแหน่ง นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ถูกกล่าวหาทุจริตกองทุน 1 เอ็มดีบี หรือ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาและเครือญาติที่ร่ำรวยผิดปรกติ

รัฐบาลจีนก็เอาจริงเอาจังกับการกวาดล้างการทุจริตคอร์รัปชัน มีการดำเนินคดีเจ้าหน้าที่นับล้านคนในช่วงที่ผ่านมา เวียดนามอะไรที่ผิดก็อย่าเห็นแก่หน้าแก่พวกพ้อง ใครทำผิดก็จับมีการจำคุกนักธุรกิจหลายรายในข้อหาจ่ายสินบนให้รัฐ ส่วนของไทย แม้รัฐบาลทหารประกาศต่อต้านการคอร์รัปชัน แต่การลง โทษผู้กระทำผิดก็ยังน้อยมาก ทำให้รัฐบาลทหารเสียแต้ม เพราะจับคนโกงได้น้อยกว่าประเทศอื่นๆ

จีนเขาจับคนโกงได้เป็นล้านคน เกาหลีใต้ก็ถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง เขามาแรง ทั้งที่ไม่ได้ยึดอำนาจ แต่เขาจัดการเด็ดขาดมาก ทำให้ได้คะแนนแต้มสูง แล้วเราทำไมถึงจับคนโกง คนทุจริตได้น้อย ทำไมเราถึงทำแต้มได้ไม่เท่าเขา ถ้าเรายังทำแต้มไม่ดี ความน่าเชื่อถือมันก็จะหมดไป เสียแต้ม เสียคะแนน เสียความนิยมที่ว่าทหารเยี่ยม ทหารเด็ดขาด ทหารแน่นอน ทหารชัวร์ แต่นี่กลายเป็นทหารมั่วนิ่ม อุตส่าห์รับ ปาก รับคำว่าจะมาจัดการเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วก็ทำไม่ได้ตามนั้น จึงเสียแต้มให้กับ ประเทศที่เขาก็มีการรณรงค์ปราบโกง เราก็รณรงค์ปราบโกง

ทำไมเราจึงปราบโกงไม่ได้ดีเท่าเกาหลีใต้และจีน มันหมายความว่าอย่างไร มันหมาย ความว่าเราเป็นประเทศจิ๊บจ๊อยหรือ ถ้าหากเรายังไม่เข้มแข็งเรื่องนี้ ไม่เด็ดเดี่ยว เดี๋ยวทหารก็เหมือนอย่างที่อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี บอกว่าเป็นต้นไม้เตี้ยลง

ถ้าอยากกู้หน้ากลับคืนมา ก็จำเป็นต้องรักษาแต้มนี้ไว้ อย่าให้แต้มต้องตก ลงไปกว่านี้อีกเลย ช่วยกันกู้หน้ากลับคืนมา อะไรที่ผิดก็อย่าเห็นแก่หน้า แก่พวกพ้อง ใครทำผิดก็จับ ที่เราแพ้เพราะเราไม่กล้าจับ เป็นพวกใครล่ะ พวกเดียวกัน เขาก็ว่ากันอย่างงั้น เลยไม่กล้าจับ ก็ทำ ให้คนพวกนั้นเหลิงที่จะทำบาปทำกรรมกับประเทศชาติต่อไป