You are here

CG and corruptions News - 18 Apr 2017

ชาวประมงแฉ เรือผิดกม.จ่ายส่วยจนท.5หมื่น-3แสนลอบจับปลาลั่นร้องเรียน - เดลินิวส์

ล้างขบวนการเวียนเทียนขายตั๋วเข้าอุทยานฯกระบี่ - โพสต์ทูเดย์

'ศาลปราบโกง'ทุจริตรับโทษหนัก! - คม ชัด ลึก

ปรับพ.ร.บ.หลักทรัพย์ผ่าทางตันเอกชนเร่งสร้างความเข้าใจ - กรุงเทพธุรกิจ

DIRECTORS' LIABILITY: IMPACT OF NEW LAW ON PUBLIC COMPANIES - BANGKOK POST

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก: ช่องว่างของความโปร่งใส - ไทยรัฐ

รายงานพิเศษ: ใครอยู่เบื้องหลังหน้ากาก CCTV - สยามรัฐ

คอลัมน์ โต๊ะข่าวเฉพาะกิจ: ย้อนรอยทุจริตจยย.ฉาว พิรุธสตช.เอื้อประโยชน์ - พิมพ์ไทย

คปพ.ไม่ถอย! เตรียมแผนจี้รัฐตั้ง NOC ชี้เงื่อนไขประมูล 'เอราวัณ-บงกช' ไม่โปร่งใส!? - ผู้จัดการรายวัน

คอลัมน์ รู้-เท่าทันโลก: ทำไมทรัมป์ Flip-Flop ไม่ยอมเปิดเผยการเสียภาษีของตน? - ผู้จัดการรายวัน

คอลัมน์ย่อยข่าว: 'อัยการเกาหลีใต้'ตั้งข้อหา'อดีตประธานาธิบดีหญิง'รับสินบน - ผู้จัดการรายวัน

ชาวประมงแฉ เรือผิดกม.จ่ายส่วยจนท.5หมื่น-3แสนลอบจับปลาลั่นร้องเรียน - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560

แฉเรือลักลอบทำประมงผิดกฎหมายแอบจ่ายส่วยเจ้าหน้าที่รัฐ เรือจับปลาฉิ้งฉ้างจ่ายหนักถึงเดือนละ 3 แสน เรืออวนลากเดือนละ 5 หมื่น ส่วนเรือใหญ่ซุกวีเอ็มเอสเรือเล็กแอบจับปลากลางทะเล ทำคนไทยกินอาหารทะเลแพงหูฉี่ ชาวประมงลุกฮือเข้าร้องเรียน ร้อนถึง รมว.เกษตรฯ รีบสั่งเร่งสำรวจเรือที่เกี่ยวเนื่องกับการประมงทุกประเภท พร้อมให้ลงทะเบียนใหม่ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายใน 20 พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 17 เม.ย. นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากมาตรการบริหารจัดการกองเรือในช่วงที่ผ่านมา มีชาวประมงเกือบ 2,000 ลำ ร้องเรียนขอให้มีการตรวจวัดขนาดเรือประมงใหม่ โดยเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย ได้แก่ กรมเจ้าท่า กรมประมง กองทัพเรือ มาตรวจวัดเรือประมงใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมา การออกไปทำการประมงต้องแจ้งเข้าออกที่ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก (พีไอพีโอ) หรือที่ชาวประมงเรียกว่าศูนย์ปีโป้ หากขนาดเรือลำจริงไม่ตรงกับทะเบียนเรือ จะไม่สามารถออกไปทำการประมงได้ ซึ่งจากการตรวจสอบผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) ของทางการไทยพบว่า ยังมีผู้ลักลอบกระทำผิดกฎหมายเช่นเดียวกัน โดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมายหลายฉบับที่ปัจจุบันยังอยู่ในกระบวนการแก้ไข ดังนั้นทางรัฐบาลจึงจำเป็นต้องปฏิรูประบบการบริหารจัดการเรือที่ใช้ทำการประมง ขนถ่ายสัตว์น้ำ เก็บรักษาสัตว์น้ำ โดยขณะนี้กรมเจ้าท่ามีนโยบายตอกอัตลักษณ์เรือเพื่อยืนยันความมีอยู่จริงของเรือประมง ตลอดจนเรือที่ใช้ในการสนับสนุนการประมง และเร่งปรับปรุงมาตรการในการควบคุมให้เกิดความถูกต้องและเป็นธรรม และเฝ้าระวังมิให้เรือดังกล่าวไปทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับกระบวนการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย

นายธีรภัทร กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประธานอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ได้สั่งการให้กรมเจ้าท่าซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลเรือประมงร่วมกับกรมประมง และ ศปมผ. สำรวจ ตรวจเรือ และวัดขนาดพร้อมตอกอัตลักษณ์เรือประมงพาณิชย์และเรือขนถ่ายสัตว์น้ำ เรือบรรทุกสินค้าประมงห้องเย็น เรือบรรทุกสินค้าห้องเย็น เรือบรรทุกน้ำมันเพื่อการประมง เรือบรรทุกน้ำจืด หรือเรือที่ใช้ในการสนับสนุนการประมง ทั้งที่มีและไม่มีทะเบียนเรือ ใบอนุญาตใช้เรือ หรือใบอนุญาตทำการประมง ที่เข้ามาร้องเรียนผ่านทางสมาคมการประมง และเรือที่สามารถสำรวจได้เพิ่มเติมให้เสร็จสิ้น ภายใน 20 พ.ค. 60 เพื่อให้เกิดความถูกต้องในการบริหารจัดการกองเรือประมงของไทย

นายธีรภัทร กล่าวอีกว่า หากรายการในใบทะเบียนเรือ ใบอนุญาตใช้เรือ หรือใบอนุญาตทำการประมง ไม่ตรงกับสภาพตามความเป็นจริงเรือ ให้มาร้องขอต่อกรมเจ้าท่า เพื่อทำการตรวจสอบและทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์เรือ โดยเรือที่มีขนาดตั้งแต่ 10 ตันกรอสขึ้นไป ต้องมาดำเนินการตรวจสอบภายใน 30 วัน ส่วนเรือที่มีขนาดไม่ถึง 10 ตันกรอส หากผู้ประกอบการลำใดไม่แน่ใจขนาดของเรือ สามารถนำเรือมาให้กรมเจ้าท่าตรวจสอบตามระยะเวลาที่กำหนด ส่วนเรือประมงที่มีทะเบียนเรือแต่ไม่ได้รับใบอนุญาตทำการประมง หรือเรือที่ถูกเพิกถอนทะเบียนแต่มีลำเรืออยู่จริง ก็ต้องนำเรือมาให้คณะทำงานตรวจเรือและตอกอัตลักษณ์เรือภายในระยะเวลาและสถานที่ที่กำหนดเช่นเดียวกัน

ด้านแหล่งข่าวจากชาวประมงในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร กล่าวถึงกรณีดังกล่าวโดยอ้างว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในศูนย์ปีโป้ (พีไอพีโอ) ระบุขนาดของเรือให้ต่ำกว่า 30 ตันกรอส แต่บางครั้งไม่ตรงกับขนาดจริง ซึ่งเรือขนาดนี้ไม่ต้องแจ้งเข้าออกต่อศูนย์ปีโป้ ถือว่าเป็นเรือประมงขนาดเล็ก จึงมีการร้องเรียนให้วัดขนาดเรือใหม่ นอกจากนี้ยังมีเรือปลาฉิ้งฉ้าง ในพื้นที่ จ.ระยอง อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ลักลอบทำประมงปลาฉิ้งฉ้าง อาศัยช่องว่างของกฎหมายที่ยังเปิดช่องให้เรือประเภทนี้ออกได้ในเฉพาะเวลากลางวันเท่านั้น แม้เรือเหล่านี้ติดตั้งระบบวีเอ็มเอสก็ตามแต่ใช้วิธีออกไปในช่วงเช้าแต่ไม่กลับเข้าฝั่งในตอนเย็น พอตกช่วงกลางคืนลักลอบวางอวนปลาฉิ้งฉ้างแล้วใช้วิธีฝากวีเอ็มเอสมากับเรือเล็ก ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐรู้เห็นเพราะมีการจ่ายใต้โต๊ะกันเดือนละ 300,000 บาทต่อลำ ขณะที่การใช้อวนไปจับปลาฉิ้งฉ้างในระยะเวลา 1-2 วัน จะขายได้ครั้งละเฉลี่ย 400,000 บาท ซึ่งปลาเหล่านี้ส่งออกไปจีนเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังมีเรืออวนลากที่ใช้วิธีเรือ 1 ลำ แจ้งเข้าออกถูกต้องมีวีเอ็มเอส แต่เมื่อไปอยู่กลางทะเล จะมีเรืออีกลำไปประกบ เรียกว่าลากคู่ เรืออวนลากจะจ่ายใต้โต๊ะให้ศูนย์ปีโป้เดือนละ 100,000 บาท โดยแบ่งกันจ่ายลำละ 50,000 บาท ขณะที่ปัจจุบันเจ้าหน้าที่รัฐที่จับกุมเรือผิดกฎหมายในทะเลไม่ออกจับกุมแล้ว เพราะเชื่อว่ามีวีเอ็มเอสไว้คอยสอดส่อง ซึ่งงบประมาณค่าใช้จ่ายน้ำมันของรัฐก็มีการทุจริต

แหล่งข่าวคนเดิม กล่าวต่อว่า รัฐควรจะสั่งให้โรงงานยกเลิกผลิตอวนสำหรับปลาฉิ้งฉ้างไปเลย จะถือว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด คนที่ทำถูกต้องตามกฎหมายต้องได้รับความเดือดร้อน เพราะไม่สามารถออกเรือได้ในช่วงนี้จนถึงวันที่ 20 พ.ค. เพราะต้องรอคิวนัดหมายจากเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย หากออกเรือไปแล้ว เมื่อนัดหมายก็ต้องกลับเข้าฝั่งเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งในแต่ละวันเจ้าหน้าที่สามารถวัดเรือได้วันละ 15 ลำเท่านั้น ที่ผ่านมาการออกกฎต่าง ๆ ที่บังคับกับคนทำประมงไม่มีการออกข่าวแต่จะแจ้งผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งใครไม่ติดตามแล้วไม่ปฏิบัติตามจะถูกยึดทะเบียนทำประมงไม่ได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตามมองว่า รัฐทำตามกฎของ อียูจนเรือทำออกหาปลาไม่ได้ ส่งผลให้อาหารทะเลแพงขึ้น ยกตัวอย่างปลาทูส่งจากแพปลาโลละ 100 บาท แล้วไปขายในตลาดโลละ 150 บาท คนยากจนกินไม่ได้ และเมื่อปลาไม่พอจะสั่งปลาจากต่างประเทศเข้ามา ทำให้นายทุนได้ประโยชน์ และบริษัทขายไก่จะรวยขึ้นเพราะคนจะกินไก่เนื่องจากราคาถูก.

ล้างขบวนการเวียนเทียนขายตั๋วเข้าอุทยานฯกระบี่ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560

โพสต์ทูเดย์ - หัวหน้าอุทยานฯ แจ้งจับเจ้าหน้าที่หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เวียนเทียนขายตั๋วค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯ แฉทำกันเป็นขบวนการ

นายธีรยุทธ์ บุญเลิศ หัวหน้าหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ เกาะปอดะ อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา- หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ ให้ดำเนินคดีเจ้าหน้าที่อุทยานฯ รายหนึ่ง หลังคนขับเรือโดยสารนำเที่ยวได้ร้องเรียนว่ามีการนำตั๋วเข้าเที่ยวชมอุทยานฯ มาเวียนเทียนขาย โดย ขายให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ 4 คน คนละ 400 บาท รวมเป็นเงิน 1,600 บาท

ร.ต.ท.ทรงพล บุญชัย พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี เปิดเผยว่า ได้นำตัวเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ซึ่งถูกกล่าวหามาสอบสวนก็ให้การรับสารภาพว่า ทำจริง การกระทำดังกล่าวเป็นการฉ้อโกงหลอกลวงนักท่องเที่ยวทำให้รัฐเสียหาย ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินคดี

ด้าน นายธีระศักดิ์ ขนานใต้ กำนันตำบลอ่าวนาง กล่าวว่า ปัญหาการนำตั๋วค่าธรรมเนียมเข้าเที่ยวชมอุทยานหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี มาเวียนขายซ้ำให้แก่นักท่องเที่ยวนั้นมีมานานแล้ว และมีการทำกันเป็นขบวนการ ที่ผ่านมาเคยให้ข้อมูลแก่ฝ่ายต่างๆ แต่ก็ถูกตำหนิจากอุทยานฯ ว่าปรักปรำ เจ้าหน้าที่อุทยานฯ

"ผมเคยแจ้งให้ที่ประชุมแก้ไขปัญหาเก็บค่าธรรมเนียมไม่เป็นธรรม จัดขึ้นที่สำนักงานอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา โดยมี นายพินิจ บุญเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธาน และมีหลายหน่วยงานเข้าร่วม ผู้เข้าประชุมโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ต่างกล่าวหาว่าผมปรักปรำอุทยานฯ พูดโดยไม่มีข้อเท็จจริง" กำนันตำบลอ่าวนาง กล่าว

นายธีระศักดิ์ กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นข้อพิสูจน์ที่มีข้อเท็จจริงแล้ว สามารถตรวจสอบได้ว่าที่ผ่านมานั้นพูดความจริง และเชื่อว่ามีการ ทำกันเป็นขบวนการ

'ศาลปราบโกง'ทุจริตรับโทษหนัก! - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560

เกศินี แตงเขียว สำนักข่าวเนชั่น

"ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง" เพิ่งตัดสินคดีสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจไปหมาดๆ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ที่ผ่านมา ในคดีที่อัยการยื่นฟ้อง นางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และบุตรสาว จากการรับสินบนนักธุรกิจภาพยนตร์อเมริกันเพื่อเอื้อให้บริษัทของนักธุรกิจรายดังกล่าวได้จัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ หรือบางกอกฟิล์ม ระหว่างปี 2545-2550

โดยศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้ลงโทษนางจุฑามาศและบุตรสาวอย่างหนัก ตาม พ.ร.บ.ความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐฯ รวม 11 กระทง กระทงละ 6 ปี จำคุกทั้งสิ้น 66 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วจำคุกสูงสุดได้เพียง 50 ปี และจำคุก น.ส.จิตติโสภา บุตรสาว 11 กระทง กระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 44 ปี และมีคำสั่งให้ริบเงินจากการกระทำผิดและดอกผลที่เกิดขึ้นให้ตกเป็นของแผ่นดินด้วย ซึ่งศาลได้กำหนดมูลค่าสิ่งที่สั่งริบดังกล่าวเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 62,724,776 บาท

นับเป็นอีกคดีที่แสดงถึงความพยายามของกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบต่อการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นที่ ป.ป.ช., อัยการ ใช้เวลายาวนาน เสาะหาหลักฐานเอกสารทั้งในและนอกประเทศ จาก พ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ.2535 เพื่อเอาผิดสินบนข้ามชาติ มาฟ้องเป็นคดีต่อศาล จนมีคำพิพากษาได้ทันเวลา ก่อนที่คดีจะหมดอายุความปี พ.ศ.2569

จากปัญหาทุจริตที่ขยายตัวในวงกว้างตั้งแต่ระดับเจ้าหน้าที่ จนถึงนักการเมืองระดับชาติ ลุกลามการรับสินบนข้ามชาติเมื่อรัฐบาล คสช.ยึดอำนาจเข้ามาบริหารประเทศแทนรัฐบาลเลือกตั้ง ได้ผลักดันการตั้ง "ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง" สำเร็จเป็นแห่งแรกในประเทศไทย และเปิดทำการเดือนตุลาคม 2559 เพื่อหวังติดเขี้ยวเล็บให้แก่กระบวนการยุติธรรม

ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตฯ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า "ศาลปราบโกง" เริ่มใช้กฎหมายวิธีพิจารณาคดีทุจริตที่มีขึ้นเฉพาะ โดยระบบไต่สวนที่ให้ศาลรวบรวมพยานหลักฐานจากทุกฝ่าย ในการแสวงหาข้อเท็จจริงได้แบบสิ้นสงสัย ทำให้ใช้เวลาพิจารณากระชับรวดเร็วไม่เกิน 1 ปีก็รู้ผล ที่จะลงโทษผู้กระทำต่อหน้าที่ราชการและสร้างความเสียหายแก่หน่วยงานรัฐ ประเทศชาติบ้านเมืองได้ ไม่ให้ลอยนวล หนีความผิดเหมือนในอดีต

"นิกร ทัสสโร" รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางขยายความหลักการพิจารณาหลักฐานศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลางว่า "วิธีพิจารณาคดีทุจริตโดยหลักเมื่อเราใช้ระบบไต่สวนแล้วก็จะพยายามไต่สวนให้สิ้นสงสัย แต่ทางทฤษฎีนิติศาสตร์ก็อาจเป็นไปได้ว่ายังมีกรณีที่สงสัยได้เหมือนกัน อย่างไรก็ตามต้องถือหลักสำคัญว่า การที่จะลงโทษคนนั้นก็ต้องปราศจากข้อสงสัยไม่ว่าจะใช้ระบบเดิม หรือระบบใหม่"

ในระบบไต่สวนองค์คณะของศาลเอง สามารถเรียกเอกสารหลักฐานเข้ามาดูเพิ่มเติมได้ นอกเหนือจากที่ปรากฏในสำนวนของ ป.ป.ช.และอัยการ จากการที่ฝ่ายจำเลยแถลงหรือชี้ช่องให้ศาลเห็นว่ามีเอกสารใด อยู่ตรงไหน หรือศาลดูสำนวนเองแล้วเห็นว่ามีเอกสารอยู่ที่บุคคลหรือหน่วยงานอื่น ศาลก็เรียกเข้ามา โดยคู่ความไม่ต้องร้องขอก็ได้ ศาลจะเป็นผู้รวบรวมหลักฐานไม่ว่าจะเป็นพยานวัตถุ พยานบุคคล พยานเอกสารในเรื่องที่เป็นประเด็นเกี่ยวข้องกับคดี โดยมีเจ้าพนักงานคดีเป็นผู้ช่วยเหลือศาลเพื่อดำเนินการ

ส่วนเจตนารมณ์ที่จะมุ่งปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น หลักพิจารณากำหนดบทลงโทษคดีทุจริต นิกรย้ำว่า การลงโทษถือตามพฤติการณ์และความร้ายแรง ถ้าเป็นพฤติการณ์ร้ายแรงมีการทุจริตในวงกว้าง ความเสียหายของรัฐเยอะ และกรณีที่เป็นความผิดหลายกรรม เช่น 10 กรรม หรือ 20 กรรม อย่างนี้บทลงโทษจะสูง เราจะดูเนื้อหาของการทุจริต ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรัฐ และดูจำนวนกรรมที่กระทำ ทำให้บางคดีอย่างการทุจริตของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ศาลลงโทษจำคุก อดีตรองอธิบดีกรม และข้าราชการจำเลยร่วม 100p200 ปี หรือคดีอดีตผู้ว่าการ ททท.ก็ลงโทษ 11 กรรม จึงจำคุกถึง 66 ปี แต่ตามกฎหมายรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้วให้จำคุกได้ไม่เกิน 50 ปี แต่คดีที่ศาลพิพากษาลงโทษสถานเบาก็มี อย่างคดี นพ.ชัยวัน เจริญโชคทวี คณบดีแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ นำทรัพย์สินของทางราชการไปใช้ส่วนตัว โดยคดีที่ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษนั้นเป็นคดีที่ไม่ใช่เรื่องการทุจริตรับสินบน แต่ส่วนใหญ่เป็นลักษณะของการประพฤติที่ไม่ถูกต้อง ปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ หรือล่าสุดที่พิพากษารอการลงโทษนายปลอดประสพ สุรัสวดี ที่ออกคำสั่งโยกย้ายแต่งตั้ง ไม่ใช่เรื่องการทุจริต อย่างนี้ศาลก็อาจใช้ดุลพินิจในการรอการลงโทษให้

"ในคดีที่ลงโทษหนัก และจำเลยไม่ได้รับการประกันตัวด้วย ผมว่าน่าจะมีผลให้ระงับยับยั้งความคิดที่จะทุจริตได้ ส่วนของผู้ที่สุจริตก็ไม่ต้องกลัว ถ้าถูกแกล้งฟ้องคดีในศาลก็จะเกิดสิทธิแก่เขานับตั้งแต่วันฟ้องที่จะขอให้ศาลรวบรวมพยานหลักฐานได้โดยหลักระบบไต่สวน คือ คนทุจริตจะได้รับโทษ คนที่สุจริตก็จะได้สิทธิทางคดี กฎหมายนี้สมดุล อย่างคดีที่ฟ้องการทุจริตในกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ยื่นฟ้องมา 30 กว่าคน ศาลก็ยกฟ้องไป 20 คน การตั้งศาลขึ้นมาไม่ได้มีเจตนารมณ์ไปลงโทษสูงกว่าคดีอาญาของศาลยุติธรรมอื่น แต่ตั้งศาลขึ้นมาให้ใช้ระบบไต่สวนเพื่อคดีจะได้รวดเร็วขึ้น จะได้มีรายละเอียดของกฎหมายที่คุ้มครองรัฐ คุ้มครองคู่ความทั้งจำเลย ผู้เสียหายให้สมดุลขึ้น เพราะศาลสามารถนำพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนได้เองด้วย และยังมีเจ้าพนักงานคดีเป็นผู้ช่วยดำเนินการให้ศาลซึ่งศาลระบบอื่นไม่มี เราก็หวังเรื่องความรวดเร็ว และความถี่ถ้วนของพยานหลักฐานต่างๆ"

และยังมีการกำหนดมาตรการพิเศษขึ้นด้วย เช่น คดีที่จำเลยหลบหนี ไม่ทำให้คดีชะงัก หรือจะยื่นอุทธรณ์จำเลยต้องมาแสดงตัว หากมีทรัพย์สินที่ได้ไปจากทุจริตแม้โจทก์ไม่มีคำขอศาลก็มีอำนาจสั่งริบให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ ซึ่งการริบทรัพย์นั้น คนที่มีชื่อถือทรัพย์สินก็มีสิทธิที่จะยื่นคำโต้แย้งต่อทรัพย์นั้นได้ภายในเวลา 1 ปีว่าทรัพย์สินที่ศาลสั่งริบทรัพย์ในชื่อนั้นไม่ใช่ส่วนที่กระทำผิดร่วมกับจำเลย

แล้วยังมีมาตรการคุ้มครองจำเลยที่สามารถแถลงให้ศาลรวบรวมพยานหลักฐานได้ตั้งแต่เมื่อมีการยื่นคำฟ้องเข้าสู่สารบบความศาล ซึ่งระบบอื่นทำไม่ได้จำเลยจะไม่มีสิทธิเสนอหลักฐานได้ตั้งแต่วันแรกที่ฟ้อง จำเลยควรจะรับรู้สิทธินี้ว่าเมื่อโจทก์ยื่นฟ้องแล้วระหว่างที่ศาลตรวจเพื่อมีคำสั่งเกี่ยวกับคำฟ้อง ศาลและคู่ความสามารถรวบรวมพยานหลักฐาน โดยจำเลยสามารถแถลงบอกได้ว่ามีเอกสารไหนที่เป็นประโยชน์แก่ข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน หรือให้ศาลเรียกพยานหลักฐานที่หน่วยงานภายนอก หรือบุคคลภายนอก หรือที่ตัวจำเลยมี เอาเข้ามาพิจารณาได้ คือไม่ใช่ต้องฟังแต่พยานหลักฐานโจทก์ฝ่ายเดียว

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ "ศาลปราบโกง" ดูจะมีมาตรการสร้างสมดุลคุ้มครองทั้งรัฐ จำเลย และผู้เสียหาย ที่จะลงโทษจริงจังข้าราชการที่ฉ้อราษฎร์บังหลวง และไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ถูกกลั่นแกล้ง แต่กระนั้นก็ยังมีอีกเรื่องที่หน่วยงานรัฐ หากเป็นผู้เสียหาย ควรรับรู้และยึดเป็นแนวปฏิบัติต่อไป ที่จะจัดการคดีข้าราชการทุจริต คือ เรื่องคำขอส่วนแพ่งที่จะให้ผู้กระทำผิดชดใช้ เยียวยาความเสียหายคืนแก่รัฐ

รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อธิบายว่า คดีอาญาทุจริตก็ให้สิทธิหน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้เสียหาย หรือเอกชนที่เป็นผู้เสียหายที่อาจถูกเรียกสินบน สามารถยื่นคำขอเข้ามาในคดีอาญาที่ศาลนี้ได้ เพื่อให้มีการชดใช้แก่หน่วยงานของรัฐ หรือประชาชนที่ถูกเรียกสินบน หรือที่ถูกกลั่นแกล้งไม่ดำเนินการให้ในการออกโฉนดที่ดิน หรือเขาควรจะได้รับคำสั่งอนุมัติให้ก่อสร้างอาคารกลับไม่อนุมัติให้ อย่างนี้เขาเสียหายอย่างไรก็สามารถเรียกค่าเสียหายเข้ามาได้

ซึ่งหลักการคิดคำนวณค่าเสียหายที่จะยื่นขอก็เป็นไปตามค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ขณะที่เมื่อฟ้องแล้วกระบวนพิจารณาคดีส่วนอาญากับคำขอส่วนแพ่ง สามารถที่จะดำเนินไปพร้อมกันได้โดยระบบไต่สวน โดยคำขอแพ่งไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลและยังรวดเร็วด้วย

แต่ถ้าหน่วยงานรัฐจะไปใช้สิทธิฟ้องเป็นคดีแพ่งต่างหากจะเสียค่าธรรมเนียมศาลและใช้เวลาเป็นคดีใหม่อีก ดังนั้นถ้าส่วนการทุจริตคดีอาญาสร้างความเสียหายก็ควรยื่นคำขอส่วนแพ่งเข้ามาดำเนินการพร้อมในคดีอาญาด้วย ยิ่งถ้าผู้เสียหายเป็นหน่วยงานรัฐยิ่งควรยื่น เพราะหน่วยงานรัฐจะรู้ความเสียหายที่ค่อนข้างแน่นอน เพราะว่ามีระเบียบ กฎหมายต่างๆ คุ้มครองรัฐให้สามารถเรียกค่าชดใช้ทางแพ่งได้อยู่แล้ว และยังมีหลักเกณฑ์ของกรมบัญชีกลางอยู่ด้วยแล้วที่จะให้เรียก

"หน่วยงานรัฐจึงย่อมรู้ตัวเลขความเสียหายอยู่แล้วไม่ยาก เมื่อเข้ามาได้ง่ายก็ควรเข้ามา แต่บางหน่วยงานอาจเข้าใจผิดว่าจะต้องไปยื่นต่อศาลปกครอง ที่จริงแล้วถ้าเป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบต้องยื่นที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการชี้ขาดอำนาจระหว่างศาลในคดีทุจริตคลองด่าน ซึ่งเป็นข้อวินิจฉัยที่ชัดเจนจึงไม่ต้องลังเล โดยหน่วยงานรัฐที่ได้รับความเสียหายควรถือปฏิบัติ หากหน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติผมว่าจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ เพราะความเสียหายมันเกิดขึ้นถ้าไม่มาขอ ยิ่งคดีมีอัยการเป็นโจทก์ให้ คดีก็จะรวดเร็วขึ้น เพราะความชัดเจนเรื่องค่าเสียหายเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งเรื่องความเสียหายนั้น ผู้เสียหายต้องยื่นคำขอเข้ามาในคดี ศาลจะสั่งเองไม่ได้ ไม่ใช่กรณีที่จะริบทรัพย์จากการกระทำผิดให้ตกเป็นของแผ่นดินที่ศาลจะพิจารณาเองแม้โจทก์ไม่ได้ขอ"

และหลังจาก "ศาลปราบโกง" แห่งแรก กำลังเดินเครื่องเต็มสูบ "เชือดไก่ให้ลิงดู" ลงโทษอดีตข้าราชการผู้ใหญ่มาหลายคดีแล้ว จากนี้มีคดีรอลุ้นการพิจารณาอีก 314 เรื่อง จากที่พิพากษาเสร็จไปแล้ว 179 เรื่อง ทั้งนี้เป็นไปตามสถิติคดีวันที่ 1 ตุลาคม 2559p31 มีนาคม 2560 ซึ่งในจำนวนนั้นมีคดีที่ราษฎรเป็นผู้เสียหาย ฟ้องเจ้าหน้าที่ว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบ อยู่ไม่น้อยด้วย เมื่อเทียบกับคดีที่อัยการ และ ป.ป.ช.ฟ้อง

ขณะที่ศาลยุติธรรมก็ยังทยอยเปิด "ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1-9" ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา ให้ครบถ้วนเขตอำนาจศาลทุกภาคทั่วประเทศ ภายในตุลาคม 2560 ตามแผนโรดแม็พ

แม้ใครอาจเคยเคลือบแคลงสงสัยต่อกระบวนการยุติธรรมในการปราบปรามการทุจริตว่า ยังมีอยู่จริงหรือ..?? การบังคับคดียังได้ผลจริงหรือ..!! จากบทเรียนคดีมหากาพย์ทุจริตค่าโง่คลองด่าน หรือคดีที่สังคมเฝ้าจับตามองอย่าง มหากาพย์สินบนข้ามชาติ "โรลส์-รอยซ์"

แต่วันนี้ "ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ" ท้าพิสูจน์ให้สังคมประจักษ์ต่อผลกรรม อดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่คิดไม่สุจริตแล้ว โดยใช้เวลาพิจารณาไม่เนิ่นนาน ซึ่งการพิจารณาคดีอย่างรวดเร็ว ถือเป็นนโยบายหลักอีกส่วนของศาลยุติธรรม เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้า คือการปฏิเสธความยุติธรรม "Justice delayed is justice denied"... นั่นเอง

"การตั้งศาลขึ้นมาไม่ได้มีเจตนารมณ์ไปลงโทษสูงกว่าคดีอาญาของศาลยุติธรรมอื่น แต่ให้ใช้ระบบไต่สวนคดีได้รวดเร็วขึ้น มีรายละเอียดของกฎหมายที่คุ้มครองรัฐ-คู่ความ-จำเลย-ผู้เสียหายให้สมดุลขึ้น เพราะศาลสามารถนำพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนได้เองด้วย"

ปรับพ.ร.บ.หลักทรัพย์ผ่าทางตันเอกชนเร่งสร้างความเข้าใจ - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560

ไชยรัตน์ ศรีสุข

เป็นประเด็นที่ต้องจับตา สำหรับการเดินหน้าแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักทรัพย์ฉบับที่ 6 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพราะการแก้ไขในครั้งนี้มีวาระการสอดแทรกกฎหมายที่เข้าดูแลบริษัทจดทะเบียนที่มีความขัดแย้งโดยตรง ที่ปัจจุบันถือว่าเป็นประเด็นฮอตโดยเฉพาะความขัดแย้งภายในของหลายบริษัท ที่ยังไม่มีทางออก ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต. คาดหวังว่าจะใช้ช่องทางดังกล่าวช่วยผ่านทางตันที่เกิดขึ้น

โดยในร่างพ.ร.บ.ฉบับที่ 6 ที่ทุกฝ่าย จับตานั้น คือการแก้ไขให้สำนักงาน ก.ล.ต.สามารถร้องขอต่อศาลเพื่อ จัดประชุมผู้ถือหุ้น หากบริษัทมี ความขัดแย้งภายในจนไม่สามารถ บริหารงานต่อได้ หรือมีความขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้นและผู้บริหารจนอาจจะกระทบกับผู้ถือหุ้นรายย่อย ให้มีอำนาจในการจัดประชุมผู้ถือหุ้นและหาทางออกให้กับบริษัทได้

นอกจากนี้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ นอกจากนี้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ ฉบับใหม่ยังจะเป็นการเพิ่มความเข้มงวดในการจัดประชุมของผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมมากขึ้น ให้ใกล้เคียงในกองทุนรวมมากขึ้น ให้ใกล้เคียงกับการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท จดทะเบียนจะปรับปรุงหลักเกณฑ์การ ประชุมผู้ถือหุ้นของกองทุนรวม ทั้งกองทุนรวมหุ้น กองทรัสต์เพื่อลงทุน ในอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน จะปรับกฎเกณฑ์นั้นจะทำให้การประชุมผู้ถือหน่วยลงทุน มามีมาตรฐานที่ชัดเจน ทั้งระเบียบการลงคะแนนโหวตเสียงต่างๆ ว่าต้องใช้คะแนนเสียงเท่าใดในการลงมติการเสนอวาระที่ประชุม

จุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มอำนาจให้กับ ผู้ถือหน่วยลงทุน มีอำนาจในการกำหนดบทบาทของกองทุนรวม รวมถึงกองรีทส์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ให้ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนรวมถึงมีอำนาจ ในการตัดสินใจในการเข้าซื้อสินทรัพย์หรือการลงทุนขนาดใหญ่ของกองทุนรวม รวมถึงกองทรัสต์เพื่อการลงทุน ในอสังหาริมทรัพย์ที่มีการขายทรัพย์เข้ากองทุน เพื่อให้นักลงทุนได้พิจารณาถึงความเหมาะสมในการทำรายการ ทั้งรายการขนาดใหญ่และรายการที่มีความเชื่อมโยงของผู้ทำรายการ ทั้งบริษัทที่เป็นผู้ขายทรัพย์สินเข้ากองทุน และ ผู้บริหารจัดการกองทุน

นอกจากนี้ ยังมีการแก้ไข แยกเงินกองทุนพัฒนาตลาดทุน จากปัจจุบัน แม้จะมีการแยกเงินดังกล่าวกับการ ดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว แต่จะทำให้เกิดความชัดเจน มากขึ้นและกำหนดถึงวัตถุประสงค์ การใช้เงิน รวมถึงการปรับลดสัดส่วน คณะกรรมการจากฝั่งบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ คณะกรรมการพัฒนาตลาดทุน ที่จะ แก้ไขในเรื่องดังกล่าวทั้งนี้ในพ.ร.บ. ฉบับใหม่นั้น

คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 ปีในการพิจารณาโดยกระบวนการการพิจารณา หลังจากผ่านจากการพิจารณากระทรวงการคลังแล้ว ส่งต่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป

นอกจากพ.ร.บ.ดังกล่าวแล้ว ยังมีประเด็นการใช้มาตรา 44 ในการ แก้ไขประมวลกฎหมายทพ่งทละ ยังมีประเด็นการใช้มาตรา 44 ในการพาณิชย์จดทะเบียนหุ้นส่วน/บริษัท ได้เปลี่ยนแปลงมาตรา 100 จากเดิมที่พาณิชย์ จดทะเบียนหุ้นส่วน/บริษัท สามารถร้องขอจัดประชุมผู้ถือหุ้นได้ ต้องมีหุ้นไม่น้อยกว่า 10 % และจำนวนไม่ต่ำกว่า 25 คน เป็นผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 10 % จะเข้าชื่อทำหนังสือขอให้เรียก ประชุมผู้ถือหุ้นเป็นการประชุมวิสามัญเมื่อใดก็ได้และต้องจัดให้มีการประชุมภายใน 45 วัน

ซึ่งผู้ถือหุ้นเข้าชื่อกันได้จำนวนหุ้นตามที่บังคับไว้นั้นจะเรียกประชุมเอง ก็ได้ ภายใน 45 วัน เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะมีผลกระทบกับบริษัทจดทะเบียนโดยตรง

รพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า การปรับกฎหมายของสำนักงานก.ล.ต.ในเรื่องการแทรกแซงการบริหารบริษัท จดทะเบียนนั้นเชื่อว่าจะไม่สร้างผลกระทบให้กับนักลงทุน เพราะมองว่า จะดำเนินการในเฉพาะบริษัทที่มีปัญหาและไม่สามารถขับเคลื่อนบริษัทต่อไปได้ ซึ่งจะต้องร้องขอกับศาลก่อนที่จะดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนการดำเนินการยังมีหลายส่วนที่ต้องทำทั้งการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องก่อนจะเสนอกับกระทรวงการคลังเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการต่อไปซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง

สุรงค์ บูลกุลสุรงค์ นายกสมาคมบริษัท จดทะเบียนไทย เปิดเผยว่า การปรับเปลี่ยนพ.ร.บ.หลักทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมา มองว่าสำนักงานก.ล.ต.ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินคดีให้ดีขึ้น เพราะสถิติในรอบหลายปีที่ผ่านมา พบว่า คดีความกว่า 50 % ไม่ประสบความสำเร็จ อยู่ในขั้นดำเนินการของพนักงานสอบสวน45 % และ ดำเนินคดีได้สำเร็จเพียง 5 % เท่านั้น ซึ่งการปรับปรุงทุกครั้งน่าจะสร้างการดำเนินคดีที่ดีขึ้น

"การปรับพ.ร.บ.ในครั้งที่ 5 ที่ผ่านมา เรามองว่าอยู่ในช่วง CG WORK หรือการปรับการทำงานด้านธรรมาภิบาลอย่างรุนทรง ซึ่งอาจจะสร้างความช็อกให้กับบริษัทจดทะเบียนในระยะแรกบ้าง แต่เป็นการปรับให้กฎหมายไทยมีความ ทันสมัยมากขึ้น"

สำหรับการบังคับใช้พ.ร.บ.ใหม่ในรอบที่ผ่านมายอมรับว่าสร้างความตกใจให้กับบริษัทจดทะเบียนในระยะแรกพอสมควร ทำให้หลายบริษัทไม่กล้า ที่จะให้ข้อมูล และใช้ความระมัดระวัง ที่มากเกินไป ซึ่งสิ่งที่สมาคมบจ. ดำเนินการคือให้ความรู้กับผู้บริหาร บริษัทจดทะเบียนมากขึ้น เพื่อให้เข้าใจ ถึงกฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนไป ซึ่งในระยะหลัง พบว่าผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนมี ความเข้าใจมากขึ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม สำหรับปรับกฎหมายให้ผู้ถือหุ้นรายย่อย 10% สามารถเปิดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นได้นั้น มองว่าเรื่องดังกล่าวไม่น่ากังวลและไม่น่าจะกระทบกับบริษัทจดทะเบียน เนื่องจากเป็นการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่การลงมติในเรื่องใดก็ตามต้องใช้คะแนนเสียงตามที่กฎหมายกำหนด แต่จะช่วยให้ผู้ถือหุ้น รายย่อยมีปากมีเสียงมากขึ้น

หัวข้อการแก้ไขพ.ร.บ.หลักทรัพย์ ฉบับที่ 6

-เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต.แก้ไขความขัดแย้งบจ.

-เพิ่มอำนาจผู้ถือหน่วย

-กองทุนรวมให้ทัดเทียมบจ.

-ปรับปรุงเกณฑ์ไอพีโอ

-แก้ไขข้อกำหนดบริหารตลาดหลักทรัพย์

Column BY INVITATION: DIRECTORS' LIABILITY: IMPACT OF NEW LAW ON PUBLIC LIMITED COMPANIES - BANGKOK POST Issued date 18 April 2017

WIROT POONSUWAN

The Directors' Liability Amendment Act 2017, amending 76 other statyear, does offer better protection - if utes and effective in February this and only if you are a company director and executive of a private limited company.

Unfortunately for public limited companies, either listed on the Stock Exchange of Thailand or the Market for Alternative Investment, the new statute won't be of any value to you. Instead it could impose a tremendous burden on you in terms of how you do business, as it penalises directors and executives who "fail to fulfil their duties".

Section 85 of the Public Limited Companies Act 1992, which has not been amended and is not included in the 76 laws says: "Directors must fulfil their duties according to law." Section 89/7 of the Securities and Exchange Act 1992, also not among the 76 laws, similarly states: "In operating the business of the company, directors and executives must comply with all laws."

Evidently, the two laws mentioned above impose the duty to comply with all laws on all directors of a public company. The link between them and the Directors' Liability Amendment Act 2017 is the 76 laws that the latter amends, which include such universal laws applicable to all public companies as the Revenue Code, Immigration Act, Accounting Act and specialised laws applying to banks and real estate companies, namely the Financial Institutions Business Act, Condominium Act and Land Allocation Act, respectively.

This suggests that if your company is listed and you violate any of the 76 laws that apply to your business, you as a director could be liable to criminal liability under the Directors' Liability Amendment Act for failing to carry out your duty "to comply with all laws".

While the Act affirms the presumption of innocence and shifts the burden of proof back to state prosecutors, it adds no particular benefit to public companies. Prosecutors are likely to find it convenient to prove you are a director of a company based on the registration records at the companies registrar and other documents appointing you as an executive. The state does not even have to prove you have the duty to abide by all laws - it just has to cite Section 85 of the PLC Act and Section 89/7 of the SEC Act, and the court, being a legal expert itself, will be able to discern it under the legal doctrine of judicial notice.

What is left for prosecutors to prove beyond reasonable doubt will be the actual facts of your breach of regulatory requirements. Some breaches will be clear. These include a lack of necessary operating licences, real estate developers violating the building control code, banks lending to corporate borrowers beyond various mandatory ratios or granting a credit facility without proper loan security, life or general insurance companies breaking their industry's stipulated rules, or a listed company committing accounting fraud.

Public company directors and executives are criminally liable under the new law, on top of the criminal liability imposed by the SEC Act, a double exposure to legal risks.

Not all public companies face the double legal risks; only those governed by the 76 amended laws are exposed. To find out whether you are in the loop, go down the list of the laws revised by the new act and determine which law governs your business.

If you are a public company and can be classified as any of the following types of business, you could be affected: banks, life insurance, general insurance, real estate, construction, oil and gas and energy, mass transit, telecommunications, retail and wholesale, engineering consulting, architecture, accounting, shipping, airlines, places of entertainment, companies hiring foreign nationals, manufacturing, information technology, e-commerce, financial technology, internet, publishing, sugar production, provident fund management, private universities and medical equipment manufacturers (directsales companies are also in this group, though not covered by the 76 laws).

Risk mitigation - reviewing your compliance efforts and improving your record keeping as we discussed in our previous article - starts with a compilation in one place of all the regulatory requirements you and your company are obligated to abide by. Like it or not, the attempt adds to documentation and bureaucracy and could disrupt your profit-earning objectives. Nevertheless it is a fact of life for listed companies worldwide - a global trend with no return. Significant compliance issues might have to be detailed in board meetings and minutes.

Regulatory training for your employees will help. More attention should be paid to the process of accumulating and rearranging documents that could turn into legal evidence at a future date. For example, if you are a bank, it is no longer sufficient to keep your records for three years as required by your regulator. You might need 10 years' worth of material to cover the statute of limitations for possible criminal liability as most statutory breaches carry that time bar.

Truth be known, the silver lining of all this is a Corporate Governance Code issued by the SET, the latest version of which was launched in coordination with the SEC and related organisations last month in March. The CG Code can come in handy in that it offers detailed guidelines on securities law compliance, although it does not address other relevant laws.

In your own attempts to bridge the gap, you could come up with a code of conduct for your directors, executives and employees, aimed at pre-empting non-compliance with other laws in general, which could feature anti-corruption and anti-competition components, the two areas of law that have grown in intensity both in Thailand and overseas.

Wirot Poonsuwan is a practising lawyer and can be contacted at wirotp@loxinfo.co.th

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก: ช่องว่างของความโปร่งใส - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560

หมัดเหล็ก

รายงานจากสำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้เผยแพร่หลักเกณฑ์ และวิธีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน การขอปกปิดข้อมูลหรือรายละเอียดเอกสารในการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งเป็นการกำหนดขั้นตอนและระยะเวลาดำเนินการกรณีเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ นายกฯ ครม. ส.ส .ส.ว. และ สนช. รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ดังนี้

ตำแหน่งที่เคยประกาศเปิดเผยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในตำแหน่งนายกฯ รมต. ส.ว. ส.ส. และ สนช. กรณีการขอปกปิดข้อมูลหรือรายละเอียดเอกสารในการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน

เอกสารที่ประกาศเปิดเผย ได้แก่ สำเนาแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน สถานที่การประกาศเปิดเผย ประกอบด้วย ป.ป.ช. สถานที่อื่นตามที่ ป.ป.ช.เห็นสมควรและเว็บไซต์ของ ป.ป.ช. โดยมีระยะเวลาในการประกาศภายใน 30 วัน ตั้งแต่วันที่ครบกำหนดต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน

เหตุผลที่ขอปกปิดได้ เช่น เห็นว่าการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือความปลอดภัยในทรัพย์สินของบุคคลหนึ่งบุคคลใด หรืออาจเป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลเกินสมควรให้ผู้ที่มีหน้าที่ปกปิดข้อมูลบุคคลดังกล่าว เป็นผู้ขอปกปิดข้อมูล

รายการที่ขอปกปิดประกอบด้วย เลขบัตรประจำตัวประชาชน เลขบัญชีธนาคารหรือสถาบันการเงิน เลขที่บัตรเครดิต ภาพถ่ายทรัพย์สินอื่นวันเดือนปีเกิดของผู้ยื่นและครอบครัว อีเมล ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์บ้านและมือถือผู้ยื่นและครอบครัว เลขบัญชีหุ้น รายการเงินให้กู้ยืม เฉพาะช่องที่กรอกที่อยู่ อาชีพ ผู้กู้ยืม รายการโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง เฉพาะช่องที่กรอกเลขที่บ้านสถานที่ตั้งรายการยานพาหนะเฉพาะช่องที่กรอกหมายเลขทะเบียนรถ รายการหนี้สินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ เฉพาะช่องที่กรอกที่อยู่ผู้ให้กู้ และรายการหนี้สินอื่นเฉพาะช่องที่กรอกที่อยู่ผู้ให้กู้

ทั้งนี้ การปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สิน เอกสารประกอบเป็นดุลพินิจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะพิจารณาอนุมัติเป็นรายๆไป

หลักเกณฑ์ดังกล่าวเข้าใจว่าเพื่อปกป้องสิทธิส่วนบุคคลทั้งผู้ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเอาไว้ส่วนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเลขบัตรประชาชนหรือเบอร์โทรศัพท์หรือเลขบัญชีธนาคาร ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสที่จะหลีกเลี่ยงการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินได้เช่นกัน

แต่โดยเจตนารมณ์ของ ป.ป.ช.ก็เพื่อต้องการป้องปรามและปราบปรามผู้กระทำความผิดประพฤติไม่ชอบในวงราชการ อีกทั้งตำแหน่งทางการเมือง เป็นตำแหน่งสาธารณะที่ต้องมีการตรวจสอบให้โปร่งใส และจะต้องตรวจสอบได้ทุกกรณี ซึ่งจะย้อนแย้งกับวัตถุประสงค์ในการตรวจสอบทุจริต ที่จะลงลึกไปถึงคู่สมรสทั้งทางนิตินัยและพฤตินัย

การปฏิรูปทางการเมืองเป็นภาพรวมของอนาคตประเทศที่ไม่สามารถปฏิรูปให้สำเร็จด้วยกฎกติกา แต่การปฏิรูปจะต้องเกิดจากจิตสำนึก เพราะกฎหมายที่ร่างขึ้นมาโดยคน ย่อมมีจุดอ่อนและช่องว่างที่เกิดจากจิตสำนึกเสมอ

ต้องปฏิรูปคนก่อนปฏิรูประบบ.

รายงานพิเศษ: ใครอยู่เบื้องหลังหน้ากาก CCTV - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560

วารินทร์ พรหมคุณ

เป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากมีการร้องเรียนการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างระบบกล้องโทรทัศน์ วงจรปิด หรือCCTV โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้โครงการ Safe Zone School (CCTV) จำนวน 12 เขตพื้นที่การศึกษา แบ่งเป็นเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.)10 เขต สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 2 เขต รวมทั้งสิ้น 1,104 แห่ง ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2557 ด้วยงบประมาณ 577 ล้านบาท โดยแผนดำเนินงานเดิมจะมีการติดตั้งกล้อง CCTV ตามขนาดของโรงเรียน คือโรงเรียนขนาดเล็ก8ตัวโรงเรียนขนาดกลาง16ตัวและโรงเรียนขนาดใหญ่ 28 ตัว แต่หลังจากมีการร้องเรียน เรื่องการกำหนดสเปก และการฮั้วประมูลเอื้อบริษัทใดบริษัทหนึ่งตั้งแต่ปี 2557 โครงการนี้ก็ถูกชะลอไประยะหนึ่ง

จนกระทั่งงบประมาณส่วนหนึ่ง ถูกปรับไปดำเนินการเรื่องอื่นจนเหลืองบฯ ติดตั้งกล้อง CCTV จริงๆ จำนวน 405 ล้านบาทอีก100กว่าล้านบาทมีการนำไปดำเนินการเรื่องอื่นๆ และลดจำนวนกล้อง CCTV เหลือเฉลี่ยจุดละ 6 ตัว รวมทั้งสิ้น 6,624 ตัว

ปัญหาที่พบขณะนี้คือ กล้อง CCTV ทั้งหมดไม่สามารถเชื่อมต่อไปยังโทรศัพท์มือถือ และห้องควบคุมกลางของหน่วยงานความมั่นคง ทหาร ตำรวจ และ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาได้

จากการลงพื้นที่ของคณะกรรมการเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันของชาติ (ภตช.) ที่ติดตามเรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มโครงการ ได้ตั้งข้อสังเกตและยื่นหนังสือให้ นพ.ธีระเกียรติเจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ตรวจสอบการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานภาครัฐ พ.ศ.2542 กับบริษัทคู่สัญญาทั้ง 12 เขต และดำเนินคดีทางแพ่งและอาญากับบริษัทที่ส่งมอบงานไม่ครบ หรืออาจจงใจฮั้วประมูล เพราะมีบางบริษัทได้รับการทำสัญญาติดตั้งกล้อง CCTV มากถึง 4,794 จุด

พ.ต.ท.สามารถ ไชยณรงค์ ผอ.สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เขตพื้นที่ 9 จังหวัดสงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล ตรัง และพัทลุง กล่าวว่าจากการตรวจสอบแยกออกเป็นประเด็นแรก การติดตั้งกล้องCCTV เป็นไปตามสัญญาหรือไม่ และจากการสุ่มตรวจเบื้องต้นพบว่า แต่ละจุด แต่ละโรงเรียนมีการติดตั้งไม่ครบตามแบบที่แนบในสัญญา อย่างเช่น กำหนดว่าเครื่องรับสัญญาณภาพจะต้องสามารถรองรับภาพได้ 16 กล้อง แต่สามารถรองรับได้แค่ 6 ตัวเท่านั้น

ประเด็นที่สอง จะดูว่าราคาสูงไปหรือไม่ เพราะแต่ละจุดกำหนดราคากลางไว้ที่ 366,920 บาท แต่เวลาติดตั้งแล้วจะลดเหลือ 365,000 บาท หรือ ลดลงประมาณ 1,000 บาทถึง 1,500 บาท ขณะที่สืบราคาจากท้องตลาดพบว่ากล้องCCTV ตัวหนึ่งราคาอยู่ประมาณ 4,000-5,000 บาทเท่านั้น

ประเด็นที่สาม คือมีบริษัทที่เข้ามารับงานเพียง 4 บริษัทซึ่งคล้ายมีการสมยอมกันเช่น บริษัทหนึ่งไปได้อีกเขตหนึ่งแต่อีกเขตหนึ่งบริษัทที่เคยได้งานกลับไปยื่นไม่ครบ ทำให้อีกบริษัทหนึ่งได้งานไป

...สรุปก็คือว่าทั้ง4 บริษัทไปยื่นครบทุกเขต แต่ทั้ง 4 บริษัทก็ได้งานสลับพื้นที่กันไป คล้ายกับว่าเจตนาหลีกทางให้กัน ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าจะเข้าข่ายฮั้วหรือไม่

ทั้งนี้ ในส่วนที่พบว่าการติดตั้งไม่ครบถ้วน ตามสัญญาคณะกรรมการตรวจรับพัสดุทั้งหมด ซึ่งอาจจะไม่มีความรู้ หรืออาจจะถูกขอให้ตรวจรับก็ตาม เมื่อมีการกระทำที่ไม่ถูก คณะกรรมการ ป.ป.ท. ก็ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวนดำเนินคดี ส่วนประเด็นราคาจะแพงไปหรือไม่ ความจริง ป.ป.ท.ไม่เกี่ยวข้องแต่เมื่อสงสัยก็จะส่งเรื่องนี้ให้กับ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และเรื่องการสมยอมราคา ก็จะส่งให้ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อไป

สำหรับคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ส่วนใหญ่จะมี ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นประธาน ถือว่าเป็นผู้บริหารระดับสูง

ซึ่งอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรงนี้ก็อาจจะส่งให้ ป.ป.ช.ดำเนินการแต่ถ้าหากคณะกรรมการตรวจรับพัสดุคณะใด "ตำแหน่งประธาน" อยู่ในตำแหน่งต่ำกว่าผู้อำนวยการโรงเรียน หรือผู้อำนวยการกอง ตรงนี้จะอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ท. ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการขอเอกสารเพิ่มเติม ซึ่งหากมีการกระทำความผิดจริงในกรณีนี้ คือเป็นความผิดทางอาญา มีโทษจำคุกตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 และ มาตรา 162

"คดีนี้จะว่าไปแล้วก็ค่อนข้างใหญ่ เพราะมีมูลค่าความเสียหายกว่า 400 ล้านบาท และสำคัญคือมีผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นจำนวนมาก ทั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลาง คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ"

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองจากหลักฐานที่มีอยู่ และดูจากองค์ประกอบของความผิดแบบไม่ต้องมากมายอะไรคือตรวจบันทึกการตรวจรับพัสดุว่าตรวจรับอะไรไว้บ้าง เพราะส่วนใหญ่ในการตรวจรับจะต้องลงบันทึกว่าได้ตรวจรับพัสดุไว้ครบถ้วนถูกต้องตามแบบที่แนบในสัญญา แล้วเอาไปเปรียบเทียบกับพัสดุที่ติดตั้ง และจัดส่งมาให้ว่าเป็นไปแบบที่แนบในสัญญาหรือไม่ ซึ่งถ้าไม่เป็นไปตามแบบแม้แต่นิดเดียวก็ถือว่าผิดแล้ว

ขณะที่ กลุ่มธรรมาภิบาล เครือข่ายภาคประชาชนต้านทุจริตและคอร์รัปชัน ได้ยื่นหนังสือต่อ "ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน" ให้เข้าไปตรวจสอบเรื่องดังกล่าว เพราะมีกระแสข่าวว่ามีกลุ่มนายทหาร เข้าไปแทรกแซงการทำงาน ห่วง "ครู" ที่เป็นคณะกรรมการตรวจรับตกเป็น "แพะ" หลังเกิดปัญหากล้อง CCTV ที่ติดตั้งไม่ได้ประสิทธิภาพไม่เป็นไปตามสเปกที่กำหนด ซึ่งจะมีครูที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมกว่า 2,000 คน...เผือกร้อนฉ่านี้ถูกโยนให้ "หมอธี" นพ.ธีระเกียรติเจริญเศรษฐศิลป์ "เสมา 1" ต้องรีบสะสาง

โดยส่ง พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาทุจริต ศธ. ลงพื้นที่เพื่อค้นหาความจริง และได้รับรายงานว่า การดำเนินโครงการติดตั้งระบบกล้อง CCTV ในโครงการ Safe Zone School มีการดำเนินการโดย 4 บริษัทพบว่าสิ่งที่โรงเรียนตรวจรับไม่ตรงกับที่กำหนดไว้ในข้อกำหนดการจัดซื้อจัดจ้าง หรือทีโออาร์ โดยในทีโออาร์ระบุว่า ระบบต้องมีซอฟต์แวร์สามารถรองรับกล้องCCTVได้ไม่น้อยกว่า 16 กล้อง แต่การตรวจสอบพบว่า มีซอฟต์แวร์รองรับได้แค่ 6 กล้องซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และไม่ตรงกับที่ สพฐ.ได้รายงานก่อนหน้านี้

เมื่อผลลัพธ์ออกมาเช่นนี้ "หมอธี" ก็ลั่นว่า จำเป็นต้องส่งข้อมูลทั้งหมดให้ ป.ป.ช. ดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนจะสาวถึงใครคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ เมื่อมีการทุจริตขึ้นมา...เราไม่ยอมและยืนยันว่างานนี้ไม่มีมวยล้มต้มคนดู แน่นอน

ทั้งนี้ทั้งนั้น พล.ท.โกศล ในฐานะที่นำทีมกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ลงไปตรวจในโรงเรียน 5 แห่ง ที่ดำเนินการโดย 4 บริษัทซึ่งประมูลได้ในโรงเรียน 1,104 แห่ง โดยเน้นดูในเรื่องเอ็นวีอาร์ (NVR)หรือ License ซึ่งมีปัญหา...เพราะข้อกำหนดคุณลักษณะของLicense ที่ระบุไว้ต้องสามารถบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดชนิด IP Network Camera ได้ไม่น้อยกว่า 16 กล้อง

แต่ทั้ง 4 บริษัท ติดตั้งโปรแกรมที่ได้รับลิขสิทธิ์ถูกต้องเพื่อใช้กับเครื่องบันทึกเพียง6License เท่านั้น มีผลทำให้กล้องCCTV สามารถบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดชนิด IP Network Cameได้เพียง 6 กล้อง ซึ่งหากในอนาคต ศธ.เห็นว่าจำเป็นต้องติดตั้งกล้อง CCTV เพิ่มมากกว่า 6 กล้อง ก็จะต้องเสียงบฯ จัดซื้อโปรแกรมที่ได้รับลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องเพิ่มเติมมิหนำซ้ำ บริษัทไม่ได้ออกแบบหรือติดตั้งโปรแกรมให้สามารถดูภาพผ่าน Web Browser ในทุกสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ตามทีโออาร์กำหนดให้บริษัทฯ คู่สัญญาต้องออกแบบ ระบบเน็ตเวิร์กภายในโรงเรียน/สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้เพียงพอกับการเชื่อมต่อระบบควบคุมกล้องCCTV แบบดิจิทัลด้วย

ดังนั้นทั้ง 4 บริษัทได้ทำผิดทีโออาร์ คือติด License ไม่ครบ ขณะที่คณะกรรมการตรวจรับ ก็ตรวจรับไม่เป็นไปตามทีโออาร์ ซึ่งก็ต้องส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ อาจจะมีการตรวจสอบขยายผลไปยังจุดอื่นๆ ไม่ใช่เฉพาะเรื่อง License และ Web Browser ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการเท่านั้น

ประเด็นร้อนนี้ต้องติดตามกันต่อไปว่า จะเป็นมวยล้มต้มคนดูอย่างที่ "ท่าน" พูดจริงหรือไม่

และใครคือตัวจริงที่อยู่เบื้องหลัง

คอลัมน์ โต๊ะข่าวเฉพาะกิจ: ย้อนรอยทุจริตจยย.ฉาว พิรุธสตช.เอื้อประโยชน์ - พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560

กรณีคดีการทุจริตจัดซื้อรถจักรยานยนต์สายตรวจขนาด200 ซีซี (รถจักรยานยนต์ยี่ห้อไทเกอร์) พร้อมอุปกรณ์ทดแทนจำนวน 19,147 คัน ในวงเงิน 1,144,550,600 บาทที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จัดซื้อ เพื่อส่งให้สถานีตำรวจทั่วประเทศ เมื่อปี 2550 !?ในยุคนั้นสมัยนั้นสังคมต่างโฟกัส เพราะมีความเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่นั่งทำงานอยู่ภายใน สตช.ขณะนั้น คงรู้ดีถึงความไม่โปร่งใสดังกล่าว แต่พูดกันไม่ออก เพราะมันถึงขึ้นจุกปากกันชนิดรุนแรงจนถึงขนาดที่ว่ามีเรื่องเล่าว่าตำรวจสายตรวจขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อไทเกอร์ไปกวดจับโจรผู้ร้าย บอกใช้ขาวิ่งไล่จับเองน่าจะเร็วกว่า ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เรื่องนี้จะอยู่ในความสนใจของสังคม จนกระทั่งเรื่องนี้ถึงมือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)และป.ป.ช.ได้ส่งหนังสือไปยัง สตช. เพื่อให้ลงโทษตำรวจ 4 นายที่เกี่ยวข้องกับกรณีการจัดซื้อรถจักรยานยนต์สายตรวจดังกล่าว !?

นอกจากนี้ หากย้อนรอยดูความไม่โปร่งใสในโครงการจัดซื้อรถจักรยานยนต์ดังกล่าว ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ามีการส่งกลิ่นเป็นระยะๆ ตั้งแต่เริ่มแรกของการประกวดราคาแล้วจนกระทั่งมีผู้ประกอบการบางรายที่เข้าร่วมประกวดราคาตั้งข้อสังเกตความถึงไม่โปร่งใส ??และท้วงติงคณะกรรมการประกวดราคาจัดซื้อในขณะนั้น แต่คณะกรรมการฯ กลับไม่ใส่ใจ เพราะมีการล็อคสเปคไว้ตั้งแต่แรกแล้ว เพราะเหตุใดทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เหตุผลง่ายๆ เพราะผู้หลักผู้ใหญ่ใน สตช.บางรายระบุให้เลือกรถจักรยานยนต์ "ไทเกอร์" เพียงยี่ห้อเดียวเท่านั้น !!ที่สำคัญจึงไม่ใช่เรื่องแปลกว่ารถจักรยานยนต์ที่คาดเดากันตั้งแต่แรกว่าจะเป็นผู้ชนะการประมูลได้นั้น ก็คือ"ยี่ห้อไทเกอร์" แล้วก็เป็นจริงในที่สุด ซึ่งผู้ประกอบการรายอื่นๆในสมัยนั้นตั้งข้อสังเกตว่า สตช.จะได้ราคาที่ต่ำกว่าราคากลางเพียงเล็กน้อย(ราคากลาง 65,000 บาท)และพบว่าบริษัทต่างๆ โดนล็อคไว้หมดแล้ว ไม่สามารถเข้าร่วมประมูลได้ ยกเว้นบริษัทญี่ปุ่นบางค่ายเท่านั้นซึ่งไม่ได้เข้าร่วมประมูลจริง โดยมีการดึงตัวแทนจำหน่ายขนาดเล็กยื่นซองประกวดราคาแทน ซึ่งแน่นอนว่ารถจากค่ายญี่ปุ่นยี่ห้อต่างๆ คงไม่คิดจะเข้าประกวดราคาในครั้งนี้เพราะกลัวรถของตัวเองจะเสียราคาในท้องตลาด !?

ซึ่งหากวิเคราะห์กันให้ถี่ถ้วน สำหรับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อไทเกอร์ สังเกตได้ว่าเป็นรถที่ใช้ในการประกวดราคาของราชการตำรวจอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งไม่เห็นในท้องตลาดทั่วไปและจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในสมัยนั้นมีการเรียกร้องไปยังสตช.ให้หาองค์กรที่เชื่อถือได้และไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของใครเป็นผู้จัดทำแบบสอบถาม ไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนที่เคยใช้รถในโครงการประกวดราคาดังกล่าวว่ามีความพึงพอใจในการใช้รถจักรยานยนต์ยี่ห้อไทเกอร์มากน้อยแค่ไหน เพียงใด และทำไมรถจักรยานยนต์ยี่ห้อไทเกอร์จึงขายให้กับบุคคลทั่วไปไม่ได้แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากซื้อ เนื่องจากคุณภาพของรถมีปัญหาอย่างมาก !!จึงขายได้เฉพาะกับทาง สตช.เพียงแห่งเดียวเท่านั้น

อีกประการหนึ่ง เรื่องของหนังสือรับรองมาตรฐานไอเอสโอซึ่งการประกวดราคารถจักรยานยนต์ไม่น่าจะจำเป็นที่จะต้องใช้เพราะประเทศไทยมีการใช้หนังสือรับรองมาตรฐาน มอก.อยู่แล้วและเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด !!แต่ถ้าหากต้องการให้มีการยื่นหนังสือรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ทาง สตช.จึงควรจะต้องมีการประกาศและบอกให้ทราบล่วงหน้าก่อน เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีเวลาในการเตรียมตัว ไม่ใช่ประกาศให้ทราบเพียง 3 วันเท่านั้น !?นอกจากนี้ เรื่องการส่งตัวอย่างรถให้ตรวจ โดยบังคับต้องเป็นรถสเปคตำรวจ พร้อมด้วยอุปกรณ์กันล้ม ซองใส่กระบอง กระบังลมหน้า ไซเรน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการสั่งทำและต้องได้แบบเพื่อการผลิตขึ้นโดยเฉพาะ!?เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ไม่ได้มีการจำหน่ายโดยปกติเหมือนสินค้าทั่วไป ดังนั้น บริษัทอื่นๆ จึงไม่สามารถหาของได้ทันที และไม่สามารถนำรถที่ติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวเข้ารับการตรวจสอบได้ทัน ตรงกันข้ามการออกระเบียบดังกล่าวหากพบว่าบริษัทผู้เข้าประกวดราคาหาของต่างๆ ได้ทัน !!

นั่นย่อมหมายความว่าบริษัทรายนั้นๆ จะต้องได้รับการบอกกล่าวล่วงหน้าจาก สตช.อย่างแน่นอน ส่วนเรื่องของหนังสือสัญญาค้ำประกันซองด้วยวงเงินที่มากถึง 62 ล้านบาท แต่ให้เวลาในการทำเรื่องกับธนาคารเพียงแค่ 3 วัน !?ก็เป็นอุปสรรคในการขอเข้าร่วมประมูลเช่นกัน เนื่องจากตามหลักการของธนาคารวงเงินสูงขนาดนี้จะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 สัปดาห์ จึงจะแล้วเสร็จ ซึ่งการให้เวลาอันสั้นเช่นนี้บริษัทประมูลได้จะต้องรู้ล่วงหน้ามาก่อนแล้วเช่นกัน !!และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคดีฉาวสะเทือน "วงการสีกากี" มาอย่างยาวนานนับ 10 ปี ตามที่ "พิมพ์ไทย" นำมาย้อนรอยตีแผ่ให้เห็น...!!!

รายงาน: คปพ.ไม่ถอย! เตรียมแผนจี้รัฐตั้ง NOC ชี้เงื่อนไขประมูล 'เอราวัณ-บงกช' ไม่โปร่งใส!? - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560

เปิดแผน คปพ.เดินหน้าลุย ให้มีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ หลัง สนช. ตัดไปไว้ในข้อสังเกต ชี้จำเป็นต้องมีบรรษัทฯ ทำหน้าที่ดูแลการประมูลแทน "กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ" ด้าน "รสนา" ระบุประมูลแหล่งเอราวัณ-บงกช ส่อเค้าไม่โปร่งใส เรียกสั้นๆ ระบบแบ่งปันกำมะลอ ขณะที่ "หม่อมกร" ยืนยันบรรษัทน้ำมันแห่งชาติของไทยไม่ล้มเหลวเหมือนเม็กซิโก เพราะไม่ต้องลงทุนเอง

ประเด็นซึ่งมีการถกเถียงกันมากที่สุดในการพิจารณาพระราชบัญญัติปิโตรเลียม ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2560 ที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นเรื่องการจัดตั้ง "บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ" หรือ NOC ที่เดิมกำหนดไว้ในมาตรา 10/1 แต่ถูกเอาออกไป และให้ย้ายเรื่องการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติไปไว้ในข้อสังเกตแทน โดยฝ่ายเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ซึ่งสนับสนุนการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ยังคงยืนยันว่าจำเป็นต้องมีหน่วยงานดังกล่าวเพื่อเข้ามาทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมและกำกับดูแลการ ให้สัมปทานเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ

ขณะที่ "หม่อมอุ๋ย" ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งออกมาคัดค้านการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ให้เหตุผลว่าเกรงจะเป็นการเปิดช่องให้ทหารบางกลุ่มเข้ามาหาผลประโยชน์ในกิจการพลังงานของไทย

อย่างไรก็ดี การจะตัดสินว่าควรตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติหรือไม่นั้น ควรจะต้องพิจารณาจากหลักเกณฑ์และรายละเอียดในการจัดตั้งบรรษัทฯ ตามข้อเสนอของ "กรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้ พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514" ที่มี พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ ประธานฯ ที่ แต่งตั้งโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งได้มอบหมายให้ กมธ.รวบรวมปัญหาและ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการสำรวจ ผลิต และ การบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาในการยกร่างกฎหมายน่าจะสมเหตุสมผลกว่าหรือไม่?

ทั้งนี้ กรรมาธิการฯ ได้ระบุถึงรูปแบบของบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (National Oil Company) ว่าจะเป็นผู้มีสิทธิเพียงรายเดียวในการสำรวจและให้สิทธิเกี่ยวกับปิโตรเลียม มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม เป็นผู้ถือสิทธิในทรัพยากรปิโตรเลียมแทนรัฐ (Resource holder) ในการสำรวจและแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียม ควบคุมดูแลระบบการสำรวจและแสวงหาประโยชน์ในทรัพยากรปิโตรเลียมทั้งหลาย และมีหน้าที่ในการบริหารสัญญาสัมปทาน สัญญาแบ่งปันผลผลิต และสัญญาการจ้าง รวมถึงสัมปทานที่หมดอายุ โดยการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติจะตรา เป็นกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติให้มีสภาพเป็นนิติบุคคล และมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมาย

กรรมาธิการฯ ยังได้ระบุถึงรูปแบบ ของบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (National Oil Company) ว่าจะเป็นผู้มีสิทธิเพียงรายเดียวในการสำรวจและให้สิทธิเกี่ยวกับปิโตรเลียม มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม เป็นผู้ถือสิทธิในทรัพยากรปิโตรเลียมแทนรัฐ (Resource holder) ในการสำรวจและแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียม ควบคุมดูแลระบบการสำรวจและแสวงหาประโยชน์ในทรัพยากรปิโตรเลียมทั้งหลาย และมีหน้าที่ในการบริหารสัญญาสัมปทาน สัญญาแบ่งปันผลผลิต และสัญญาการจ้าง รวมถึงสัมปทานที่หมดอายุ โดยการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติจะตรา เป็นกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ ให้มีสภาพเป็นนิติบุคคล และมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมาย

ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้ พระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514" ขยายความถึงภารกิจของบทบาทบรรษัทน้ำมันแห่งชาติว่า หน่วยงานดังกล่าวจะต้องจัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่รับส่วนแบ่งปิโตรเลียมจากระบบแบ่งปันผลผลิต และระบบจ้างผลิต และขายปิโตรเลียมส่วนนี้แทน ทั้งนี้ เพื่อให้ ภาครัฐได้ผลตอบแทนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากระบบที่กฎหมายได้ตราขึ้นใหม่ เพราะหากไม่จัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติรัฐก็ต้องว่า จ้างเอกชนไปขายน้ำมันแทนรัฐ ก็จะทำให้ ระบบแบ่งปันผลผลิต และระบบจ้างผลิต จะมีลักษณะคล้ายสัมปทานที่เอกชนผูกขาดการครอบครองปิโตรเลียมทั้งหมด

"ต้องเข้าใจว่าบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ไม่ได้มาทำธุรกิจปั๊มน้ำมัน หรือโรงกลั่นแข่งกับเอกชน แต่มาทำหน้าที่จัดการปิโตรเลียมส่วนที่รัฐได้รับมา จึงเป็นบุคคลที่ 3 ที่จะช่วยอุดช่องโหว่ของกฎหมาย คานผลประประโยชน์ระหว่างรัฐกับเอกชนให้เกิดความสมดุลด้วยการประมูลผลตอบแทนของรัฐในระบบแบ่งปันผลผลิต และระบบจ้างผลิต จึงช่วยแก้ปัญหาข้อครหาเรื่องความโปร่งใส รัฐได้ค่าตอบแทนน้อยกว่าที่ควรจะเป็นจากระบบสัมปทาน ที่ใช้ระบบการประกวด Beauty Contest คัดเลือกผู้รับสัมปทาน"

ขณะเดียวกันยังมีแหล่งปิโตรเลียม แหล่งใหม่ที่จะมีการสำรวจและผลิตเพิ่มในอนาคตที่จะทำให้รัฐมีรายได้มากแล้ว ยังมีแหล่งปิโตรเลียมหลายแห่งที่ใกล้จะหมดสัญญาสัมปทานกับภาคเอกชน โดยเฉพาะแหล่งเอราวัณและบงกช แหล่งปิโตรเลียมที่มีปริมาณก๊าซถึง 2 ใน 3 ของประเทศและสามารถนำไปผลิตไฟฟ้าได้มากที่สุดในประเทศ โดยจะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2565 และ 2566

"หากมีบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ องค์กรนี้จะทำหน้าที่รับโอนแหล่งปิโตรเลียม รวมถึงอุปกรณ์บนแท่นผลิตที่ยังใช้การได้ทั้งหมดที่จะตกเป็นของรัฐหลังหมดสัญญา แล้วนำมาเปิดประมูลใหม่ในรูปแบบการจ้างเอกชนผลิต โดยปิโตรเลียมที่ผลิตตกเป็นของรัฐทั้งหมด โดยเอกชนได้ค่าจ้างตามอัตราที่ประมูลไว้ ซึ่งเชื่อว่าจะมีเอกชนหลายรายเสนอตัวเข้าแข่งขัน ตรงนี้จะเป็นความมั่นคงที่แท้จริงและเป็น แหล่งรายได้สำคัญของประเทศในอนาคต โดยเริ่มจากแหล่งเอราวัณ บงกช ต่อมาก็คือแหล่ง ลานกระบือ จังหวัด กำแพงเพชร เพียง 3 แหล่งนี้มีมูลค่ากว่า 2.2 แสนล้านบาทต่อปี"

ส่วนที่วิตกกันว่าการดำเนินงานภายใต้บรรษัทฯ จะล้มเหลวเหมือนบรรษัทน้ำมัน แห่งชาติของเม็กซิโกนั้น ม.ล.กรกสิวัฒน์ ชี้แจงว่ารูปแบบบรรษัทน้ำมันแห่งชาติของไทยจะแตกต่างจากเม็กซิโก โดยบรรษัทฯ ของเม็กซิโก การบริหารจัดการแบบผูกขาดเพียงบริษัทเดียวทำทุกอย่าง ตั้งแต่ให้สัมปทาน กำกับดูแล ทำโรงกลั่นและปั๊มน้ำมัน ซึ่งอาจทำให้มีปัญหาในเรื่องการกำกับดูแล อีกทั้งนักการเมือง ต่างเห็นเป็นขุมทรัพย์ดึงเงินกำไรของบรรษัทฯ ออกไปทำประชานิยมจนหมด บรรษัทฯ จึงเกิดความเสียหาย

แต่บรรษัทน้ำมันฯ ของไทยทำหน้าที่เพียงบริหารจัดการผลผลิตปิโตรเลียมแทนปวงชนชาวไทย และรับโอนอุปกรณ์จากแหล่งสัมปทานที่หมดอายุลงเท่านั้น โดยภารกิจ ดังกล่าวของบรรษัทฯ ไทยนั้นจะแตกต่างจากบรรษัทน้ำมันแห่งชาติของเม็กซิโก อีกทั้ง มิใช่บทบาทของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งเป็นหน่วยราชการที่ทำอยู่ในปัจจุบัน

"บางท่านอาจจะบอกว่า เรามีกรม เชื้อเพลิงธรรมชาติ ภายใต้สังกัดกระทรวงพลังงาน ทำหน้าที่อยู่แล้ว แต่ถ้าพิจารณาถึงภารกิจของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะพบว่า มีการทำหน้าที่กำกับดูแล ทั้งราคา และปริมาณปิโตรเลียม รวมถึงมีหน้าที่กำกับดูแลมาตรฐานของอุปกรณ์ หากให้มาทำหน้าที่ขายปิโตรเลียมและและถือสิทธิอุปกรณ์การผลิตปิโตรเลียมเสียเอง ก็จะเกิดปัญหาหน้าที่ที่ลักลั่นกันอยู่ เพราะกรมเชื้อเพลิงมีหน้าที่กำกับดูแล จึงไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และอาจขัดต่อ พ.ร.บ. ปิโตรเลียม ในหลายมาตรา"

นอกจากนี้ กฎหมายยังเปิดช่องให้ข้าราชการที่ต้องดูแลประโยชน์ของรัฐและประชาชนเข้าไปเป็นบอร์ดของบริษัทพลังงานได้ แต่ธุรกิจพลังงานมีวัตถุประสงค์ที่มุ่งสร้างกำไรเพื่อผู้ถือหุ้น จึงมีปัญหาการสวมหมวกหลายใบของเจ้าหน้าที่ผู้กำกับดูแลพลังงาน การไปนั่งเป็นบอร์ดในธุรกิจพลังงาน ทำให้เกิดข้อครหาเรื่องความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ได้เช่นกัน บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ จึงเป็น บุคคลที่ 3 ที่มีความจำเป็นที่คุ้มค่า เพราะจะช่วยอุดช่องโหว่ของกฎหมาย โดยจะเป็นหู เป็นตาแทนปวงชนชาวในไทยในการจัดการปิโตรเลียมชองชาติมูลค่า 5 แสนล้านบาท ต่อปี ให้โปร่งใสและเป็นธรรมยิ่งขึ้น

ปัจจุบันดูเหมือนความหวังในการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ จะเลือนรางเต็มที แต่ คปพ.ก็ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าผลักดันเรื่องนี้ ต่อไป โดย นางรสนา โตสิตระกูล แกนนำ เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย เปิดเผยว่า คปพ.จะใช้ยุทธวิธีติดตามตรวจสอบทั้งในส่วนของการจัดทำรายละเอียดของ พ.ร.บ. ปิโตรเลียม ที่จะออกมาบังคับใช้ และการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรปิโตรเลียม ภายใต้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับใหม่ รวมถึงจะใช้ช่องทางทางกฎหมายเพื่อต่อต้านการบริหารจัดการทรัพยากรพลังงานโดยมิชอบ เพื่อกดดันให้มีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ขึ้นมาทำหน้าที่ดังกล่าว

โดยประเด็นสำคัญที่ คปพ.กำลังจับตาอยู่ในขณะนี้ก็คือการเปิดประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณและบงกชรอบใหม่ ที่จะมีขึ้นในเดือน ก.ค. 2560 นี้

นางรสนา ระบุว่า ตามกฎหมายการเปิดประมูลแหล่งเอราวัณและบงกชรอบใหม่ไม่สามารถใช้ระบบสัมปทานได้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจึงประกาศว่าจะใช้วิธีแบ่งปันผลผลิต แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดและหลักเกณฑ์ต่างๆ แล้วเห็นได้ชัดว่าการเปิดประมูลครั้งนี้ไม่น่าจะใช่ระบบแบ่งปันผลผลิตที่แท้จริง ที่สำคัญหากใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต โดยไม่มีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นมาดูแล กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ จะทำอย่างไรกับก๊าซธรรมชาติที่ได้ส่วนแบ่งจากบริษัทเอกชนซึ่งเป็นผู้ขุดเจาะ

"ต้องเรียกว่าเป็นการแบ่งปันผลกำมะลอ เพราะหากเป็นการแบ่งปันผลประโยชน์จะ ต้องมีหน่วยงานซึ่งเข้ามาทำหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เริ่มขุดเจาะก๊าซขึ้นมาจากหลุม ต้องมีเจ้าหน้าที่หรือเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน ในการวัดปริมาณก๊าซที่ขุดเจาะได้ในแต่ละวัน ไม่ใช่แค่รับทราบจากตัวเลขที่เอกชนรายงาน เมื่อได้ส่วนแบ่งก๊าซแล้วหน่วยงานดังกล่าวก็ต้องทำหน้าที่จำหน่ายก๊าซที่ได้"

ตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่นางรสนาและสังคม อยากตั้งคำถามไปยังกรมเชื้อเพลงธรรมชาติว่า กรมเชื้อเพลิงฯ ซึ่งเป็นราชการจะทำหน้าที่ตรงนี้ ได้จริงหรือไม่? และถ้าต้องขายก๊าซเหล่านี้จะทำอย่างไร หรือถ้าจะจ้างให้เอกชนทำหน้าที่ขายแทนจะมีขั้นตอนอย่างไร ทั้งบุคลากรและระเบียบราชการต่างๆ เอื้ออำนวยหรือไม่

นอกจากนั้น การเปิดประมูลแหล่งเอราวัณและบงกชครั้งนี้ยังมีประเด็นที่น่าเคลือบแคลงใจหลายอย่าง ประการแรกทำไมกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะต้องเร่งเปิดประมูลในเดือน ก.ค. 2560 ไม่รอให้มีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติก่อน ทั้งที่ยังเหลือเวลาอีกตั้ง 5-6 ปีกว่าจะหมดสัญญาสัมปทาน

ที่สอง มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าการออกมา ให้สัมภาษณ์ของอธิบดีกรมเชื้อเพลิงพลังงาน เกี่ยวกับรายละเอียดในการประมูลมีลักษณะที่ เอื้อประโยชน์แก่ผู้รับสัมปทานรายเดิมหรือไม่ เช่น ระบุว่าผู้เสนอประมูลใหม่ต้องเป็นพาร์ตเนอร์กับผู้รับสัมปทานรายเดิม พร้อมทั้งชี้ว่าหากผู้ชนะประมูลเป็นรายใหม่การผลิตก๊าซจะกลับคืนสู่ระดับปกติที่เคยผลิตได้ในปี 2570 แต่ถ้าเป็นผู้รับสัมปทานรายเดิมจะใช้เวลาเพียง 1 ปี ซึ่งประเด็นเหล่านี้ทำให้เห็นว่าจำเป็นต้องมีบรรษัทน้ำมัน แห่งชาติเข้ามาทำหน้าที่บริหารทรัพยากรปิโตรเลียมและดูแลการประมูลแทนกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

ดังนั้น จากนี้ไป คปพ.จะนำประเด็นปัญหาดังกล่าวไปเป็นข้อต่อสู้และเคลื่อนไหวเพื่อ ผลักดันให้มีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเป็นผลสำเร็จ! .

คอลัมน์ รู้-เท่าทันโลก: ทำไมทรัมป์ Flip-Flop ไม่ยอมเปิดเผยการเสียภาษีของตน? - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560

เมื่อวันเสาร์ที่ 15 เมษายนนี้ ขณะที่พวกเราในประเทศไทยกำลัง สุขสันต์วันสงกรานต์และรื่นเริงเล่นน้ำตามเมืองใหญ่ และแทบทุกหัวระแหงของประเทศ สำหรับที่สหรัฐฯ ได้มีการนัดแนะกันออกมาชุมนุมประท้วงประธานาธิบดีทรัมป์ในกว่า 150 เมืองทั่วประเทศและข้ามไปถึงแคนาดา, ยุโรป, ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์

ผู้จัดการชุมนุม เรียกการชุมนุมนี้ว่า Tax March ซึ่งตรงกับวันจ่ายภาษี วันสุดท้ายของที่สหรัฐฯ

เดิมวันสุดท้ายจ่ายภาษีคือวันที่ 15 เมษายน แต่ปีนี้รัฐบาลร่นเป็น วันอังคารที่ 11 เมษายน ผู้จัดชุมนุมจึงย้ายมาจัดชุมนุมวันที่ 15 เมษายน ซึ่งเป็นวันเสาร์ เพื่อมีผู้ประท้วงมากขึ้น

ที่เมืองหลวง District of Columbia มีคนออกมาประท้วงถึง 25,000 คน, ที่ New York City มี 20,000 คน ถ้ารวมทุกๆ เมืองแล้วก็เป็นจำนวนหลายแสนคน

เขามาทวงคำสัญญาของทรัมป์ตั้งแต่ตอนหาเสียงที่ว่าจะยอมเปิดเผยรายละเอียดการเสียภาษีให้ประชาชนได้ทราบ ซึ่งเป็นสิ่งที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติตั้งแต่อดีตประธานาธิบดีนิกสัน เมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้วได้เริ่มปฏิบัติคนแรก

เรื่องการจ่ายภาษีของทรัมป์ ตั้งแต่ยังเป็นผู้สมัครตำแหน่งประธานาธิบดี เป็นประเด็นที่โต้เถียงกันมาก เพราะเขาไม่ยอมเปิดเผยโดยอ้างว่ายังอยู่ระหว่างการยื่นแบบเสียภาษี และติดพันกับการเสียภาษีย้อนหลังไปอีกหลายปี ซึ่ง ผู้สมัครทุกๆ คนต่างก็นำใบคืนภาษีมาเปิดเผยกันทั้งหมด

ร้อนถึงอดีตผู้สมัคร Mitt Romney ซึ่งเป็นนักการเงินมือฉกาจ ร่ำรวยมาก และเป็นฝ่ายที่ไม่สนับสนุนทรัมป์ (ทั้งๆ ที่อยู่พรรครีพับลิกันพวกเดียวกับทรัมป์) ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า

ทรัมป์อาจไม่มีทรัพย์สินมากมายอย่างที่เขาชอบคุยโวโอ้อวดว่า เขาเป็นมหาเศรษฐีของโลก ซึ่งก็ทำให้ประชาชนที่ตั้งความหวังในตัวเขา มองว่า เขามั่งคั่งมากและจะมาช่วยสหรัฐฯ เพื่อชี้ช่องหรือมีความสามารถ ที่จะสร้างให้เพื่อนร่วมชาติมั่งคั่งเช่นเดียวกับตัวเขาได้ เหมือนดังชาวนาและคนยากไร้ของไทยได้หลงคารม และตั้งความหวังไว้มากกับมหาเศรษฐีแบบทักษิณ

มิตต์ รอมนีย์ พูดปรามาสไว้ด้วยซ้ำว่าให้ทรัมป์เปิดเผยรายรับ- รายจ่าย รายการรายได้และการเสียภาษีเพื่อจะได้ดูว่าทรัมป์มีทรัพย์สิน, หนี้สินขนาดไหน มิตต์ มองว่าทรัมป์อาจมีทรัพย์สินไม่มาก และน่าจะน้อยกว่าที่มิตต์มีเสียอีก เพราะทรัมป์ได้ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์จากการล้มละลายถึง 4 ครั้งใหญ่ๆ และรายได้จากการรับจ้างบริหารพวกโครงการอสังหาริมทรัพย์ก็ไม่ใช่มากมายอะไร มีราคาคุยเสียมากกว่า ประกอบกับกิจการของเขาก็ปิดตัวลงหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นสายการบินทรัมป์, น้ำดื่มทรัมป์, นิตยสารทรัมป์, สถาบันวิทยาลัยทรัมป์ ฯลฯ

มิตต์ ตั้งข้อสงสัยว่าทรัมป์ ไม่ยินดีและพยายามเบี่ยงเบนไม่ยอมเผยให้สาธารณะทราบถึงรายละเอียดการจ่ายภาษีก็เพราะมีการพยายามหลบเลี่ยงการจ่ายภาษีหลายรายการ จนกลัวจะถูกชี้ว่าเป็นคนหาช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อเลี่ยงการจ่ายภาษี ทั้งๆ ที่ตนเป็นผู้สมัครตำแหน่งประธานาธิบดี และ ต้องมีความรักชาติที่จะยอมจ่ายภาษีเต็มที่ ทำให้นึกถึงอดีตผู้นำคนสำคัญ ของไทยที่โอนหุ้นไปให้คนขับรถ, คนทำสวน เพื่อเลี่ยงจ่ายภาษี

ด้านบริจาคการกุศล มิตต์ก็ตั้งข้อสังเกตว่าทรัมป์คุยเอาไว้ตลอดว่า เป็นนักบริจาคตัวยง แต่อาจซ่อนข้อมูลว่าเขาไม่มีการบริจาคอย่างที่คุย หรืออาจเอาเงินจากมูลนิธิทรัมป์ไปบริจาคทางด้านการเมือง ซึ่งเป็นการกระทำ ที่ผิดกฎหมายก็ได้

ช่วงหลังที่มีข่าวครึกโครมว่าทีมหาเสียงของทรัมป์ไปสนิทสนมกับฝ่ายรัสเซีย ก็มีการวิเคราะห์กันว่า อาจเป็นไปได้ที่รายละเอียดเรื่องเจ้าหนี้ของทรัมป์ อาจเผยให้เห็นสถาบันการเงินของรัสเซียมาเชื่อมโยงกับการปล่อยกู้ให้กับเขา หรือการร่วมลงทุนกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลในรัสเซียที่ใกล้ชิดกับขุมอำนาจที่วังเครมลินก็เป็นไปได้ หรือเกิดกรณีผลประโยชน์ชาติ ทับซ้อนกับผลประโยชน์ของตระกูลทรัมป์ ซึ่งจะทำให้ทรัมป์ต้องตกที่นั่งลำบากถ้ามีการไต่สวนที่รัฐสภา กรณีที่เขาฝักใฝ่รัสเซียจนลามมาถึงการแทรกแซงของรัสเซียในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ประกอบกับที่ปรึกษาที่ทำเนียบขาวคนสำคัญ คือ Kellyanne Conway ซึ่งเป็นผู้จัดการหาเสียงชุดที่ 3 (ชุดสุดท้าย) ที่ช่วยปรับแนวทางจนทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง เธอได้ออกมาช่วยทรัมป์ ล่าสุด เมื่อมีเสียงทวงถามให้ทรัมป์เปิดเผยใบคืนภาษีตอนนี้เลย Kellyanne บอกกับสื่อว่า

ทรัมป์ไม่จำเป็นต้องเอารายละเอียดการจ่ายภาษีมารายงานประชาชน เพราะทรัมป์ได้รับการลงคะแนนเลือกตั้งมาแล้ว ทั้งๆ ที่ทรัมป์ไม่ได้เปิดเผยการเสียภาษี ก็เพราะประชาชนไว้วางใจเขา และถ้าเอามารายงานตอนนี้ เธอบอกว่าประชาชนไม่อยากดูรายละเอียดมากมาย ซึ่งเกินเลยกว่าที่ประชาชนจะสนใจ ก็มีแต่พวกสื่อฝ่ายตรงข้ามนั่นแหละที่สนใจ ประชาชนต้องการ ให้ประธานาธิบดีเริ่มทำงานช่วยหางานให้พวกเขาจะดีกว่า

คำพูดของ Kellyanne ปลุกเร้าให้คนที่ไม่ชอบทรัมป์ ซึ่งมีอยู่เกิน ครึ่งประเทศ (คะแนนเสียงของฮิลลารี มากกว่าของทรัมป์อยู่กว่า 3 ล้านเสียง) ได้ออกมาประท้วงกันใหญ่

ร้อนถึงฝ่ายสนับสนุนทรัมป์ซึ่งก็มีอยู่ประมาณครึ่งประเทศเช่นกัน ได้ออกมาปะทะกันถึงทำร้ายร่างกายทุบตีหลายเมืองทีเดียว ตำรวจจับ ผู้ประท้วงที่ชกต่อยกันประมาณ 30 คน

ฝ่ายทรัมป์ก็ได้ออกมาราดน้ำมันใส่คนที่เกลียดเขา บอกว่าพวกนี้ได้รับเงินหรือมีการเกณฑ์รับจ้างให้มาประท้วง ซึ่งก็เหมือนกับพวกสนับสนุนรัฐบาลในหลายๆประเทศ รวมทั้งประเทศไทยที่รับจ้างมาประท้วง

มีโพลหลายๆ สำนักสะท้อนว่าชาวอเมริกันถึง 2:3 ต้องการเห็นรายงานเสียภาษีของทรัมป์

สรุปว่า ทรัมป์ต้องเผชิญกับการประท้วงตั้งแต่หลังเข้ารับตำแหน่ง เริ่มจาก Women March ที่ประท้วง เพื่อไม่ให้ประธานาธิบดีทรัมป์ดูถูกเหยียดหยามผู้หญิงและคนข้ามเพศ รวมทั้งคนพิการ และคนกลุ่มน้อย เชื้อชาติศาสนาต่างๆ

ต่อมาก็ประท้วงกรณีคำสั่งห้ามมุสลิมจาก 7 ประเทศเดินทางเข้าสหรัฐฯ และมีการประท้วงเมื่อทรัมป์เสนอร่างกฎหมายประกันสุขภาพฉบับใหม่ โดยจะยกเลิกโอบามาแคร์ (ซึ่งก็ทำไม่สำเร็จ)

เรื่องการเสียภาษีของทรัมป์ เป็นเรื่องที่เขาบิดพลิ้วไม่ทำตามสัญญา ที่บอกว่าจะเปิดเผยหลังจากเขายื่นเสียภาษีเสร็จแล้ว

การเป็นผู้นำที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย ไม่โปร่งใส จะเป็นศูนย์รวมขอกำลังใจเพื่อขับเคลื่อนประเทศชาติไปได้อย่างไร? .

คอลัมน์ ย่อยข่าว: 'อัยการเกาหลีใต้'ตั้งข้อหา'อดีตประธานาธิบดีหญิง'รับสินบน - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560

เอเอฟพี/เอพี - พัค กึน-ฮเย อดีตประธานาธิบดีหญิง เกาหลีใต้ผู้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งและกำลังถูก คุมขังระหว่างการสอบสวน ถูกอัยการตั้งข้อหาอย่างเป็น ทางการแล้วในวันจันทร์ (17 เม.ย.) ทั้งการรับสินมูลค่า หลายสิบล้านดอลลาร์ซึ่งกลายเป็นกรณีคอร์รัปชันฉาวโฉ่ที่ จุดชนวนไปสู่การตกลงจากอำนาจของเธอ ตลอดจนความ ผิดฐานใช้อำนาจโดยมิชอบและการทำให้ความลับของรัฐ รั่วไหล