You are here

CG and corruptions News - 19 Apr 2017

THAI union wants probe into airline operations - THE NATION

ศาลฎีกาจำคุก2ปี8เดือน'กำนันเซี้ย'รุกที่ดินราชพัสดุกว่าพันไร่ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

จ่อเชือดเจ้าหน้าที่ประมงรับสินบน - ไทยรัฐ

วางมาตรการสกัดป้องกันธุรกิจสีเทา - โพสต์ทูเดย์

ฝากขัง'ร.ต.ต.'เซ่นกัญชาล่องหน37กก.ฟันวินัย'ผกก.-รองผกก.-สว.'บกพร่อง - มติชน

'ฟีฟ่า'รับสอบจริยธรรมนายกลูกหนัง ส.ฟุตบอลเตรียมเปิดให้อภิปราย28เม.ย.นี้ - ไทยรัฐ

ตั้ง'สุภัทร-ชัยพฤกษ์'สอบทุจริตCCTVเผย4บริษัทรุดชี้แจง'โกศล'ระบุความผิดสำเร็จแล้ว - สยามรัฐ

คอลัมน์ ต่อต้านคอร์รัปชัน: สูตรสำเร็จสำหรับปราบคอร์รัปชัน? - แนวหน้า

เปิดงบมหาวิทยาลัยไขคำตอบป.ป.ช.เหตุใดรองอธิการบดีต้องยื่นทรัพย์สิน - ไทยโพสต์

Thailand reaches top 20 ranking for FDI interest - BANGKOK POST

คอลัมน์ มองต่างแดน: 'ทรัมป์'ยังเลี่ยงเปิดเผยภาษีเงินได้ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

THAI union wants probe into airline operations - THE NATION Issued date 19 April 2017

THE Thai Airways International labour union has appealed to the Finance Ministry to inspect the airline's operations.

In a letter submitted by labour union president Damrong Waiyakanee, inspection was requested for executives and some members of the THAI board of directors. The union alleged that a lack of transparency in the airline's operations had resulted in financial losses and damages to its corporate image.

In one case, it said, the THAI board resolved to approve the sales of 17 idle aircraft that still had about six to eight years remaining in their service lives. As a result, the company suffered losses of about Bt30 billion from 2008-2016. And about Bt26 billion of that occurred between 2013 and 2016, the labour union claimed. Noting that THAI had attributed its successful reforms for the company's profit of about Bt47 million last year, the letter indicated that there were discrepancies between the board's claimed successes and the reality.

THAI reported Bt685 million in foreign-exchange gains. But its actual FX gain was about Bt72 million, while about Bt613 million was an estimate.

Another decision criticised by the union was the establishment of THAI Group comprising Thai Airways International, Thai Smile Airways and Nok Air for collaborative management. It suggested that Thai Smile be fully absorbed into THAI.

The labour union also claimed a lack of transparency in the recent nomination process for THAI president, believing that abuse of power and conflicts of interests could arise.

The letter's final point related to spending of Bt2.2 million per month to hire Charamporn Jotikasthira as an adviser, and appointing him as a member of the THAI strategy and transformation committee after he retired as company president. During his term, the firm had performed poorly, the union claimed.

ศาลฎีกาจำคุก2ปี8เดือน'กำนันเซี้ย'รุกที่ดินราชพัสดุกว่าพันไร่ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560

เมื่อเวลา 10.00 น. วานนี้ (18 เม.ย.) ที่ห้องพิจารณาคดี 802 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ ที่ อ.55/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายประชา โพธิพิพิธ หรือ กำนันเซี้ย อายุ 74 ปี อดีต ส.ส.กาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำเลยในความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดิน หรือก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ เป็นการทำลายหรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดินในที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินเนื้อที่เกินกว่า 50 ไร่ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 12 ม.ค.55 บรรยายฟ้องสรุปว่าเมื่อช่วงต้นปี 33 ถึงวันที่ 25 มี.ค.47 จำเลยได้เข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่อสร้าง เผาป่าปลูกพืชไร่ ให้บุคคลอื่นเช่าและใช้ประโยชน์ในที่ดินรวม 299 ไร่ ในที่ดินราชพัสดุ เลขทะเบียน กจ.209 หมู่ 12 ต.จรเข้เผือก อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี และที่ดินรวม 900 ไร่ ในที่ดินราชพัสดุ เลขทะเบียน กจ.209 หมู่ 8 ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี พื้นที่ต่อเนื่องติดต่อกันทั้งหมด รวม 1,199 ไร่ โดยมิได้รับอนุญาต เหตุเกิดที่ ต.สวนผึ้ง อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี และ ต.จรเข้เผือก อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี เกี่ยวพันกัน ขอให้ศาลลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ และให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดิน

ศาลชั้นต้นพิพากษา เมื่อวันที่ 29 ส.ค.57 ให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษ ฐานกระทำผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน ม.911 และ ม.108 ทวิ วรรคหนึ่ง เข้าไปครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งที่ดินดังกล่าวเป็นที่ราชพัสดุและเป็นที่ดินเพื่อสาธารณประโยชน์

ขณะที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ (1)(3) ให้จำคุก 4 ปี แต่คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง จึงลดโทษให้จำคุก 3 ปี ต่อมาจำเลยยื่นฎีกา และนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่นายประชา จำเลยไม่มาศาล ศาลจึงให้ออกหมายจับพร้อมเลื่อนฟังคำพิพากษาศาลฎีกา

โดยเมื่อวานนี้ ถึงเวลานัด นายประชา ก็ไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา ศาลจึงอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาลับหลังจำเลย โดยแก้เป็นพิพากษาจำคุกจำเลย 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

นอกจากคดีนี้แล้ว ศาลฎีกายังมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุก นายประชา 5 ปี นางเขมพร ต่างใจเย็น ภรรยา น.ส.วรรณา ล้อไพบูลย์ คนสนิทนางเขมพร ให้จำคุก 4 ปี ในความผิดฮั้วประมูล กรณีขัดขวางไม่ให้บริษัท วัสดุเซ็นเตอร์ เข้าเสนอราคาประมูลโครงการก่อสร้าง ปี 2542-2544 ซึ่งอยู่ระหว่างออกหมายจับ เพื่อรับโทษตามคำพิพากษา ต่อไป.

จ่อเชือดเจ้าหน้าที่ประมงรับสินบน - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากกระแสข่าวที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่ในศูนย์เข้า-ออกเรือประมง(PIPO) รับสินบนจากเรือประมงเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เกิดการทำประมงผิดกฎหมายนั้น ขณะนี้ได้นำเรื่องเรียนถึง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์และศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) แล้วโดยทั้ง 2 ฝ่าย ได้สั่งให้กรมประมงเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน หรือภายใน 24 เม.ย.60 นี้ หากพบเจ้าหน้าที่กระทำผิดจริง จะลงโทษทางวินัยโดยไม่มีข้อยกเว้น"ช่วงนี้เป็นช่วงการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุมหรือไอยูยู ที่ต้องดำเนินงานอย่างเข้มข้น จึงมีผู้เสียประโยชน์บางกลุ่มพยายามหลีกเลี่ยงมั่นใจว่าเมื่อระบบทุกอย่างเรียบร้อย จะทำให้การทุจริตทำได้ยากขึ้น"

สำหรับกรณีขนาดของเรือไม่ตรงกับความเป็นจริงนั้นกรมประมงกรมเจ้าท่าและกองทัพเรือ ได้เร่งดำเนินการลงพื้นที่ตรวจสอบและวัดขนาดเรือที่เกี่ยวข้องกับการทำประมงทุกประเภทแล้ว คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายใน 20 พ.ค.นี้ ดังนั้นการตรวจเรือของเจ้าหน้าที่ศูนย์ PIPO จะตรวจตามทะเบียนเรือ ส่วนการลักลอบถอดเครื่องติดตามเรือ (VMS) กรมประมงได้ให้เจ้าของเรือที่ต้องติด VMS ขนาด 30 ตันกรอสขึ้นไป นำเรือประมงเข้ามาตรวจสอบอุปกรณ์ VMS

พล.ร.ท.วรรณพล กล่อมแก้ว ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพเรือ รองหัวหน้าสำนักงานเลขานุการ ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย(สล.ศปมผ.) กล่าวว่า การทำงานของศูนย์แจ้งเข้า-ออกเรือประมง PIPO มีเจ้าหน้าที่จากหลายสังกัดรวมกัน รวมถึงลูกจ้างชั่วคราว ที่ทำตัวปะปนกับชาวประมงเรียกรับสินบน ซึ่งการรับสินบนมีตั้งแต่ 5,000-300,000 บาท ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ จ.ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี.

วางมาตรการสกัดป้องกันธุรกิจสีเทา - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560

โพสต์ทูเดย์ - "พาณิชย์" ถก 13 หน่วยงาน วางกรอบเชื่อมโยงข้อมูล ป้องกันธุรกิจสีเทาหลอกลวงประชาชน

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้มีการหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 12 หน่วยงาน เช่น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กรมการปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมบังคับคดี กรมการท่องเที่ยว เป็นต้น โดยจะร่วมกันจัดทำมาตรการเฝ้าระวัง และจับตาธุรกิจที่มีความเสี่ยงในการหลอกลวงประชาชน เพื่อเตือนภัยให้ประชาชนได้ระมัดระวัง

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น เพราะกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีหน้าที่ในการรับจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่ แต่ธุรกิจบางประเภทต้องไปขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและต้อง ได้รับอนุญาตก่อน เช่น ธุรกิจขายตรง ต้องขออนุญาตจาก สคบ. และธุรกิจท่องเที่ยว ต้องขออนุญาตจากกรมการท่องเที่ยว เป็นต้น

รายงานข่าวแจ้งว่า การหารือร่วมระหว่าง 13 หน่วยงาน ได้เสนอให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันให้มากขึ้น โดยเฉพาะหน่วยงานที่กำกับดูแลการประกอบธุรกิจเฉพาะอย่าง เช่น ธุรกิจขายตรง และท่องเที่ยว โดยต่อไปหากมีปัญหาเรื่องการร้องเรียนจากประชาชนว่าบริษัทใดทำธุรกิจไม่โปร่งใส สคบ.หรือกรมการท่องเที่ยว ที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแล และได้รับเรื่องร้องเรียนเข้ามา ต้องรีบแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทันที เพื่อให้รับทราบ และติดตามการ ประกอบธุรกิจ ป้องกันผลกระทบที่อาจจะขยายวงกว้าง

ฝากขัง'ร.ต.ต.'เซ่นกัญชาล่องหน37กก.ฟันวินัย'ผกก.-รองผกก.-สว.'บกพร่อง - มติชน ฉบับวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560

จากกรณี ร.ต.ต.สมปอง วงษ์ทิพย์ รอง สว.ป.สน.ประเวศ นำกัญชา 76 กิโลกรัม ของกลางส่งตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง แต่นำของกลางมาคืนเพียง 37 กิโลกรัม จน พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.น.4 สั่งให้ พ.ต.อ.ธงชัย วิไลพรหม ผกก.ประเวศ ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ บก.น.4 เป็นเวลา 30 วัน และตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องดังกล่าวแล้วนั้น

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 18 เมษายน พล.ต.ต.นันทชาติแถลงความคืบหน้าว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ร.ต.ต.สมปอง นำของกลางกัญชา 7 6กิโลกรัม ไปตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐาน หลังตรวจพิสูจน์เสร็จ ร.ต.ต.สมปองได้รับของกลางกลับมาแต่ไม่ได้นำมาเก็บรักษาไว้ที่ สน.ประเวศ ต่อมาวันที่ 10 เมษายน พ.ต.อ.ธงชัยตรวจสอบพบว่า ร.ต.ต.สมปองยังไม่ได้นำของกลางมาส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน จึงแจ้งให้มาส่งมอบของกลาง แต่ ร.ต.ต.สมปองนำของกลางมาส่งมอบเพียง 41 กิโลกรัม ขาดหายไป 37.815 กิโลกรัม จึงดำเนินคดีกับ ร.ต.ต.สมปอง ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นไปเป็นของตน โดยทุจริต เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด เป็นเจ้าพนักงานทำให้เสียหายทำลาย ซ่อนเร้นเอาไปเสียซึ่งทรัพย์อันเป็นหน้าที่ของตนที่จะปกครองหรือรักษาไว้ หรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำการนั้นและเป็นข้าราชการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด มียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย

พล.ต.ต.นันทชาติกล่าวว่า จากการสอบสวน ร.ต.ต.สมปองอ้างว่า ของกลางบางส่วนตกน้ำ และบางส่วนนำไปเผา จากการตรวจสอบสถานะทางการเงินและครอบครัวไม่มีปัญหา มีบ้านเป็นของตนเอง มีครอบครัวที่อบอุ่น จึงไม่ทราบว่าอะไรเป็นเหตุจูงใจก่อเหตุ ในส่วนของ ร.ต.ต.สมปอง ได้นำตัวฝากขังที่ศาลเรียบร้อยแล้ว โดยให้ออกจากราชการไว้ก่อน และตั้งคณะกรรมการสอบสวนผิดวินัยร้ายแรง ขณะที่ในส่วนของผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ ผกก.สน.ประเวศ ลงมาจะต้องโทษทางวินัย เนื่องจากบกพร่องในการปฏิบัติ หน้าที่

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับตำรวจที่ต้องโทษทางวินัยได้แก่ พ.ต.อ.ธงชัย พ.ต.ท.จตุภูมิ มุดซาเคน รอง ผกก. (สอบสวน) สน.ประเวศ และ พ.ต.ต.สมชาย สาระเกษ สว. (สอบสวน) สน.ประเวศ เนื่องจากพกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่

'ฟีฟ่า'รับสอบจริยธรรมนายกลูกหนัง ส.ฟุตบอลเตรียมเปิดให้อภิปราย28เม.ย.นี้ - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560

ฝ่ายจริยธรรม "ฟีฟ่า" ตอบรับหนังสือของตัวแทนสโมสรลีกภูมิภาคที่ยื่นฟ้องให้ตรวจสอบจริยธรรมนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ "บิ๊กอ๊อด" พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง กรณีไม่รักษาสัญญาที่จะจ่ายเงินอุดหนุนทีมเพิ่มให้สโมสรสมาชิกในลีกรากหญ้า ช่วงหาเสียงเลือกตั้งประมุขลูกหนัง โดยมีหลักฐานเป็นคลิปทั้งภาพและเสียงชัดเจน ขณะเดียวกัน ยืนยันที่จะตรวจสอบจริยธรรมของเลขาธิการสมาคมฯ "บิ๊กเจี๊ยบ" พล.ต.ท.พิสัณห์ จุลดิลก ไปพร้อมๆกันด้วย ส่วนทางด้านสมาคมลูกหนังไทยล่าสุดส่งหนังสือยืนยันให้สโมสรอภิปรายในทุกประเด็นข้อกล่าวหาในการประชุมใหญ่สโมสรสมาชิก ประจำปี ในวันที่ 28 เม.ย. ซึ่งล่าสุดประธานสโมสรสุราษฎร์ เอฟซี ยื่นร้องอีกกระทง กรณียุติการแข่งขันบอลลีกแล้วจับสลากหาทีมเลื่อนชั้นทำให้สุราษฎร์ต้องเสียประโยชน์ชวดขึ้นสู่ลีก ด.1

ตามที่ 2 ตัวแทนสโมสรลีกภูมิภาค "ทนายอ๊อด" ภีมเดช อมรสุคนธ์ ประธานสโมสร ทีเอ เบญจมราชูทิศ และ "เสี่ยหม่อง" ณฐภณ ปัญญาคณานุกูล ประธานสโมสรพัทยา เอฟซี เข้ายื่นหนังสือต่อการกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย เพื่อให้เพิ่มวาระในการประชุมใหญ่สโมสรสมาชิกที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 เม.ย.นี้ ซึ่งทั้งคู่ต้องการอภิปรายต่อที่ประชุมในหัวข้อที่ผู้บริหารสมาคมลูกหนังไทยชุดนี้ กระทำผิดข้อบังคับอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ข้อ อาทิ ยกเลิกการแข่งขันถ้วยพระราชทาน ข ค ง, การแต่งตั้งเลขาธิการสมาคมฯโดยไม่ผ่านการรับรองจากที่ประชุม สลายเสียงโหวต 72 เสียง ด้วยการจัดลีก เพิ่มลีกขึ้นมาใหม่ ฯลฯ รวมทั้งตรวจสอบจริยธรรมของนายกสมาคมฯ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ที่เคยสัญญาจะเพิ่มเงินสนับสนุนต่างๆให้ทีมสโมสรในลีกล่างเมื่อครั้งหาเสียงเลือกตั้งแต่พอได้รับตำแหน่งนายกสมาคมไปแล้วกลับไม่กระทำตามสัญญา ซึ่งหลังการยื่นหนังสือผ่านมาเกือบเดือนแล้ว แต่สมาคมกีฬาฟุตบอลฯยังนิ่งเฉยไม่มีการตอบรับใดๆทั้งสิ้น ซึ่งตัวแทนของทีมในลีกภูมิภาคดังกล่าวขู่ว่าหากถึงวันประชุมจริงแล้วไม่ได้อภิปรายหรือไม่ได้เข้าร่วมประชุมจะต้องพึ่งกระบวนการยุติธรรม ด้วยการฟ้องศาลทั้งตัวนายกสมาคมฯเลขาธิการ สภากรรมการบริหารทั้ง 19 คน ด้วยข้อหาบริหารงานไม่ชอบธรรม กระทำผิดข้อบังคับสมาคมฯรวมถึงปลอมแปลงเอกสาร

ความคืบหน้าของเรื่องดังกล่าว ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 เม.ย. ทาง "ทนายอ๊อด" ภีมเดช อมรสุคนธ์ ประธานสโมสร ทีเอ เบญจมราชูทิศ ได้เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า ตนเพิ่งได้รับหนังสือตอบรับจากทางสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ว่า ตกลงทางสมาคมฯได้บรรจุวาระเพิ่มเข้าไปในการประชุมใหญ่วันที่ 28 เม.ย.นี้ ให้สโมสรสมาชิกได้อภิปรายในทุกข้อกล่าวหา รวมทั้งเรื่องของจริยธรรมนายกสมาคมฯด้วย ซึ่งตรงนี้จะเป็นโอกาสที่ทุกสโมสรโดยเฉพาะทีมในลีกรากหญ้ารวมถึงทีมบอลถ้วยพระราชทาน ข ค ง จะได้มีโอกาสพูดกับตัวนายกฯและผู้บริหารสมาคมฯอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

"ในส่วนเรื่องจริยธรรมนายกสมยศนั้น ช่วงก่อนสงกรานต์ที่ผ่านมาตนได้ส่งเรื่องไปถึงฝ่ายจริยธรรมของฟีฟ่า พร้อมแนบหลักฐานคลิปที่มีทั้งภาพและเสียงชัดเจนในช่วงที่บิ๊กอ๊อดตระเวนหาเสียงเลือกตั้งเพื่อประกอบการพิจารณา ซึ่งทางฟีฟ่าเองก็ได้ส่งเมลยืนยันกลับมาว่าได้รับเรียบร้อยแล้ว และจะส่งหนังสือร้องเรียนพร้อม หลักฐานทั้งหมดให้ทางคณะกรรมการจริยธรรมตรวจสอบและพิจารณาตามลำดับขั้นตอนต่อไป" ทนายอ๊อดกล่าว

นอกจากนี้ประธานสโมสรทีเอ เบญจมราชูทิศ ยังเผยอีกว่า นอกจากเรื่องจริยธรรมของนายกสมาคมฯแล้ว ในการประชุมใหญ่วันที่ 28 นี้ ก็จะมีการอภิปรายถึงจริยธรรมของเลขาธิการสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ พล.ต.อ.พิสัณห์ จุลดิลก ในกรณีที่ไม่ยอมยุติบทบาทตัวเอง ทั้งที่โดนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดในคดีทุจริตของข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ/พนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งเรื่องนี้แม้ไม่มีในข้อบังคับแต่เป็นเรื่องจิตสำนึก และจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารในสมาคมฯเอง ซึ่งไม่รวมกับการที่ "บิ๊กเจี๊ยบ" ถูกแต่งตั้งมาทำหน้าที่เลขาธิการสมาคมฯ โดยไม่ผ่านการรับรองจากที่ประชุมใหญ่ ซึ่งถือเป็นอีกเรื่องที่สมาคมฯทำผิดข้อบังคับชัดเจน โดยเรื่องจริยธรรมของเลขาสมาคมลูกหนังนั้น ตนทราบว่าล่าสุดก็มีผู้ร้องไปถึงกรรมการจริยธรรมของฟีฟ่าแล้วด้วย

"ทนายอ๊อด" ภีมเดชกล่าวต่อไปว่า นอกจากการอภิปรายของตน และ "เสี่ยหม่อง" ณฐภณ ปัญญาคะนานุกูล ประธานสโมสรพัทยา เอฟซี ในการประชุมใหญ่ครั้งนี้แล้ว ก็ยังจะมีอีกหลายทีมในลีกภูมิภาคไปชี้แจงถึงปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในการบริหารงานของสมาคมลูกหนังยุคนี้ ที่สำคัญทราบว่าทางประธานสโมสรสุราษฎร์ เอฟซี นายรังสรรค์ มธุรเมธาวี ก็จะยื่นกระทู้กรณีที่สมาคมกีฬาฟุตบอลฯจับสลากหาแชมป์และจัดอันดับในฟุตบอลถ้วยและบอลลีกทุกรายการจนส่งผลให้ทีมสุราษฎร์เสียประโยชน์ชวดโอกาสในการเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในดิวิชั่น 1 เพิ่มเข้าไป

ส่วนทางด้านนายณัฐวุฒิ เรืองเวส รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า กกท.ได้รับทราบถึงเรื่องดังกล่าวจากหนังสือที่ส่งมาเรียบร้อยแล้ว ว่าสโมสรได้ทำเรื่องถึงสมาคมกีฬาฟุตบอลฯทางหนึ่ง และ กกท.อีกทางหนึ่ง ก็จะได้นำเรื่องนี้ส่งไปให้สมาคมกีฬาฟุตบอลฯต่อไป ซึ่ง กกท.ต้องควบคุม กำกับ ดูแลสมาคมกีฬาอย่างเต็มที่ให้ทำตามข้อบังคับของสมาคมฯเมื่อถึงตรงนี้หลังจากฝ่ายนิติการได้พิจารณาแล้ว ยังเห็นว่าเป็นเรื่องภายในของสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ แต่อย่างไรก็ตาม กกท.ก็จะรอดูท่าทีของสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ก่อนที่จะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไป ส่วนเหตุผลที่การดำเนินการล่าช้า หนังสือที่ส่งมาตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา แต่กว่าจะมาถึงตน ทำไมต้องใช้เวลามาก ปกติแล้วหนังสือต่างๆ จะส่งไปยังเจ้าหน้าที่เพื่อหาข้อมูล และให้ฝ่ายนิติการได้พิจารณาก่อนตามลำดับขั้น ดังนั้น ก่อนที่จะขึ้นมาถึงตน จึงต้องใช้เวลาพอสมควร

ขณะเดียวกันทาง "บิ๊กอ๊อด" พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เปิดเผยถึงเรื่องดังกล่าวว่า "เป็นเรื่องปกติที่สมาชิกสโมสรไม่เข้าใจในส่วนใด และอาจจะคิดว่าสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้กระทำผิดในเรื่องระเบียบข้อบังคับ ซึ่งพวกเขามีสิทธิ์ที่จะสามารถซักถามได้ในที่ประชุมใหญ่ สมาคมฯจะมีหน้าที่ชี้แจงไป ถ้าไม่เป็นที่พอใจ บุคคลเหล่านั้นก็มีสิทธิ์ที่จะไปฟ้องร้องทางศาลได้"

"สิ่งที่สมาคมฯทำมานั้น เรามีความตั้งใจว่าเราสามารถกระทำได้ภายใต้ข้อบังคับ แต่บางครั้งบางคนอาจจะมีประโยชน์แอบแฝงอยู่เบื้องหลัง ซึ่งสมาคมฯจะมีการเปิดเผยให้ทราบว่าเบื้องลึก เบื้องหลังจริงๆที่หลายคนออกมาเคลื่อนไหวต่างๆนานานั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งผมทำหน้าที่เป็นนายกสมาคมฯ มั่นใจในการทำงาน คณะทำงานสภากรรมการ ฝ่ายกฎหมาย และผู้ที่เกี่ยวข้องว่าสิ่งที่เราทำไปนั้นทำได้ อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับกฎหมาย เราจะชี้แจงให้หมดแต่ถ้าท่านไม่พอใจก็ใช้สิทธิ์ได้ ผมไม่อาจจะห้าม"

ตั้ง'สุภัทร-ชัยพฤกษ์'สอบทุจริตCCTVเผย4บริษัทรุดชี้แจง'โกศล'ระบุความผิดสำเร็จแล้ว ปปท.จะฟันอาญาหรือแพ่ง - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 18 เม.ย.60 พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) โครงการSafe Zone School ใน 12 เขตจังหวัดชายแดนภาคใต้รวม 1,104 แห่ง ดำเนินการโดย 4 บริษัท ว่าหลังจากคณะทำงานฯ ได้ลงไปหาข้อเท็จจริงในพื้นที่ พบข้อมูลหลายอย่างที่ส่อเค้าว่ามีการทุจริตและเกี่ยวโยงกับผู้บริหารระดับสูงใน ศธ. ดังนั้นตนจึงเสนอให้ นพ.ธีระเกียรติเจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ แต่งตั้งข้าราชการระดับ 11 เป็นประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงโดยกรรมการสืบสวนฯ ชุดนี้จะต้องลงพื้นที่หาข้อมูลอีกครั้งหนึ่ง เพื่อนำมาพิจารณาประกอบกับข้อมูลที่มีอยู่และหากพบว่ามีมูลการทุจริตจริง จะเสนอตั้งกรรมการสอบสวนวินัยขึ้นมาอีก 1 ชุด โดยผู้ที่จะมาเป็นประธานคณะกรรมการทั้ง 2 ชุดต้องไม่ใช่ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องดังกล่าวซึ่งเบื้องต้นจะเสนอ ดร.สุภัทร จำปาทองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เป็นประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง และหากพบว่ามีมูลการทุจริตก็จะเสนอแต่งตั้ง ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัด ศธ.เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย โดยคาดว่าจะเสนอแต่งตั้งได้ภายในสัปดาห์นี้

"ขณะนี้มีข้อห่วงใยว่าหากสืบสวนไปแล้วเจอตอจะทำให้เรื่องเงียบนั้นไม่ต้องห่วง เพราะผมมีเลื่อยยนต์อยู่ แต่ตอนนี้ยืนยันว่ายังไม่เจอตอ ไม่มีมวยล้ม ซึ่ง นพ.ธีระเกียรติ ให้ดาบผมมาแล้วผมฟันแน่นอน"

พล.ท.โกศล กล่าวและว่า กรณีที่ยังไม่ได้ส่งเรื่องนี้ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบนั้น เป็นเพราะการจะส่งเรื่องให้ป.ป.ช.ต้องมีผู้กระทำผิดจริงๆ จึงจะส่งเรื่องไปได้ ซึ่งขณะนี้เรายังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า ใครผิด ขณะเดียวกันคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเรื่องนี้อยู่แล้ว หากพบว่าใครบ้างที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ป.ป.ท.จะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.โดยอัตโนมัติ ซึ่งเรื่องนี้มีผู้ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย และขณะนี้ บริษัทเอกชนทั้ง 4 แห่งที่ติดตั้งกล้อง CCTV ใน12 เขตพื้นที่ภาคใต้ได้ติดต่อขอเข้าพบตน เพื่อชี้แจงข้อมูลแล้ว ซึ่งตนจะให้เข้าพบในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ถือว่าได้กระทำความผิดสำเร็จแล้ว แต่การสอบสวนจะเชื่อมโยงเข้าข่ายคดีแพ่งหรือคดีอาญานั้นก็ขึ้นอยู่กับป.ป.ท.

คอลัมน์ ต่อต้านคอร์รัปชัน: สูตรสำเร็จสำหรับปราบคอร์รัปชัน? - แนวหน้า ฉบับวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560

รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค

ต่อภัสสร์ :เมื่อวันก่อนหยุดยาวสงกรานต์ผมมีโอกาสฟังสัมภาษณ์ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) ทางเฟสบุ๊คไลฟ์ เกี่ยวกับหนังสือเล่มหนึ่งของ TDRI ที่เพิ่งเปิดตัวไม่นานชื่อ สมการคอร์รัปชัน แต่ขอสารภาพว่าเนื่องจากผมไม่ทราบมาก่อน จึงไม่ได้เตรียมตัวจัดเวลาฟังตั้งแต่ต้น เลยไม่ทันได้ฟังเนื้อหาหนังสือเล่มนี้จากดร.สมเกียรติอย่างเต็มที่

พอถึงคำถามสุดท้าย พิธีกรถามว่า ทำงานมากขนาดนี้ มีเวลาพักผ่อนบ้างไหม ดร.สมเกียรติตอบอย่างเป็นกันเองว่า จัดเวลา ส่วนตัวไม่ค่อยสมดุลกับการทำงานเสียเท่าไหร่ แต่ในช่วงหยุดยาวสงกรานต์นี้จะมีเวลาพักผ่อนด้วยการอ่านหนังสือให้เต็มที่เลย ผมได้ยินคำตอบนี้เลยเกิดแรงบันดาลใจว่า จะไถ่โทษที่เข้ามาฟังดร.สมเกียรติ สรุปใจ ความหนังสือเล่มนี้ไม่ทัน ด้วยการอ่าน หนังสือเล่มนี้ให้เต็มที่ในช่วงหยุดสงกรานต์ นี้เช่นกัน วันนี้ผมอ่านจบแล้ว ต้องบอกเลยว่า ไม่ผิดหวังที่ตั้งใจเช่นนี้

ต่อตระกูล : สมการคอร์รัปชันนี่คือ C = M + D - A ใช่ไหม เคยเห็น แต่ไม่ค่อยจะเชื่อว่าคอร์รัปชันจะสามารถ สรุปได้ด้วยตัวแปรเพียง 3 ตัวเท่านี้ ลองอธิบายให้ฟังหน่อยสิ

ต่อภัสสร์ : ใช่ครับ สมการนี้ล่ะครับ หนังสือเล่มนี้ได้รับแรงบันดาลใจ จากกรอบแนวคิดของศาสตราจารย์โรเบิร์ต คลิตการ์ด นักเศรษฐศาสตร์ซึ่งมีผลงานศึกษาวิจัยเรื่องคอร์รัปชันเป็นที่ยอมรับทั่วโลก ที่เสนอไว้ในปี พ.ศ. 2531 ว่า คอร์รัปชัน (C) เท่ากับ การผูกขาด (M)

บวการใช้ดุลยพินิจ (D) ลบ กลไกความรับ ผิดชอบ (A) หรือ C = M + D - A ความหมายคือ หนึ่งถ้าการผูกขาดทั้งตลาด ธุรกิจและตลาดการเมืองมีสูง การคอร์รัปชัน ก็จะสูงขึ้นด้วย สอง หากปล่อยให้ข้าราชการ หรือนักการเมืองที่เราจ้างหรือเลือกให้มา ทำหน้าที่แทนเราในการบริหารจัดการสังคม สามารถใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ มาก ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้มีคอร์รัปชันมากด้วย และสาม หากกลไกการรับผิดชอบนั้นไม่มีประสิทธิผล คือ ใครทำอะไรผิดก็ไม่ต้องรับผิด หรือใครทำอะไรดี ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนการคอร์รัปชันก็จะเกิดขึ้นได้ง่าย

ดังนั้นแนวคิดนี้จึงเสนอทางออกง่ายๆ อย่างตรงไปตรงมาให้กับทุกประเทศใน การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน คือ หนึ่ง ลดการผูกขาด สอง ลดการใช้ดุลยพินิจ และสาม เพิ่มกลไกความรับผิดชอบ

ต่อตระกูล : สมการนี้ฟังดูง่ายมากเลย หากทำตามนี้ทุกประเทศก็สามารถลดปัญหาการคอร์รัปชันได้ แต่ในความจริงมันจะง่ายขนาดนี้เลยหรือ ในแง่หนึ่ง แนวความคิดนี้ สามารถเป็นแนวทางที่ดีในการออกแบบนโยบายที่มีความสอดคล้องกัน เพื่อสร้างแรงผลักดันในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน แต่ในอีกแง่หนึ่ง หากมุ่งออกมาตรการตามตัวแปรในสมการนี้เท่านั้น เราอาจละเลยมิติอื่นๆ ของการต่อต้านคอร์รัปชันไปหรือไม่ เลยอยากถามว่า ในวงการนักวิชาการ ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาหลังจากแนวความคิดสมการคอร์รัปชันของคลิตการ์ดได้รับการเผยแพร่ออกมา มีการถกเถียงอย่างไรกันบ้าง

ต่อภัสสร์ : เป็นคำถามที่น่าสนใจมาก ผมขออธิบายก่อนว่า สมการนี้สร้างขึ้นบนสมมุติฐานของทฤษฎี Principle-Agent หรือตัวการและตัวแทน ที่บอกว่า ตัวการซึ่งคือประชาชนทุกคน จ้างตัวแทนซึ่งคือข้าราชการและนักการเมือง เข้ามาทำหน้าที่แทนตัวเองในการบริหารจัดการสังคม โดยมี กลไกควบคุมการทำงานของตัวแทนต่างๆ ทั้งการให้รางวัลและการลงโทษ เช่น จะลด การผูกขาดในสังคมก็ต้องมีกลไลกำกับดูแล การลดใช้ดุลยพินิจก็ต้องมีระเบียบที่เหมาะสม มาควบคุมแทน หรือการสร้างกลไกความรับผิดชอบ ประชาชนก็ต้องทำหน้าที่ติดตามให้รางวัลหรือลงโทษผู้ทำผิดหรือทำชอบด้วย

อย่างไรก็ตามในหลายๆ สังคมมีปัญหาใหญ่คือ ตัวการ(Principal)ไม่ทำหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบหรือให้ความสนใจ การทำงานของตัวแทน ทำให้ระเบียบและกฎหมายต่างๆ ที่สนับสนุนให้เพิ่มหรือลดตัวแปรต่างๆ ในสมการคอร์รัปชันนี้ มีผลน้อย หรือไม่มีผลกระทบต่อการคอร์รัปชัน นี่เป็นข้อถกเถียงหลักในวงการวิชาการต่อแนวความคิดสมการคอร์รัปชันนี้ครับ

ต่อตระกูล : แล้วในหนังสือสมการคอร์รัปชันนี้ มีแนวทางเห็นด้วยหรือขัดแย้งกับชื่อหนังสือนี้หรือไม่ อย่างไร

ต่อภัสสร์ : ผมคิดว่าไม่ได้ขัดแย้ง แต่ก็ไม่ได้มองสมการนี้อย่างง่ายๆ ตรงไปตรงมานะครับ หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ในแต่ละส่วนเป็นบทสัมภาษณ์มุมมองผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ นักปฏิบัติต่อ ตัวแปรแต่ละตัวในสมการ ในส่วนแรกคือเรื่องการผูกขาด มีคุณสฤณี อาชวานันทกุลกรรมการผู้จัดการด้านการพัฒนาความรู้ บริษัทป่าสาละ และดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ผอ.ด้านบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ TDRI ส่วนที่สอง การใช้ดุลยพินิจ มี ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ และรศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ TDRI ส่วนที่สาม กลไกความรับผิดชอบ มี รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ผอ.สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการ ACT คุณดาวัลย์ จันทรหัสดี ผู้นำการต่อสู้ทุจริตคลองด่าน คุณบุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กร ผู้บริโภคและคุณอธิคม คุณาวุฒิ บรรณาธิการ บริหารนิตยสาร Way และส่วนสุดท้าย การเมือง แบบเปิด มี ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์และศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร เรียกว่าอ่านหนังสือเล่มเดียวได้รับความรู้จากทั้งคลังสมองและคลังอาวุธใหญ่ของเมืองไทยเลย ทีเดียวนะครับ

ต่อตระกูล : ตอบมาอย่างไม่ชัดเจนเสียเลยว่า ไม่ขัดแย้ง แต่ก็ไม่สนับสนุนตรงๆ หมายความว่าอะไร ขอให้ตอบสั้นๆ อย่างได้ใจความหน่อยสิ

ต่อภัสสร์ : ที่ต้องตอบแบบนั้นไป เพราะความเห็นของผู้รู้แต่ละท่านนั้น แยบยลและลุ่มลึกมาก ถึงขนาดเวลาอ่านไป ต้องปิดหนังสือเพื่อหยุดคิดตามเป็นช่วงๆ แล้วค่อยอ่านต่อ ถ้าจะให้สรุปสั้นๆ ต้องบอกว่า แต่ละท่านเห็นว่าสมการนี้มีเหตุมีผล และการเปลี่ยนแปลงตัวแปรต่างๆ ในสมการจะมีผลกระทบต่อระดับการคอร์รัปชันจริง สามารถใช้เป็นแนวทางการคิดออกแบบนโยบายสำหรับประเทศไทยได้ดี

อย่างไรก็ตามในภาพรวมสมการนี้อาจจะยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด อาจมีตัวแปร อื่นๆ ที่ตกหล่นไปจากสมการนี้ โดยเฉพาะเมื่อเอาแนวคิดสมการคอร์รัปชันมาวางบนบริบทสังคม-การเมืองของประเทศไทย นอกจากนี้ตัวแปรแต่ละตัวอาจไม่ได้มีผล กระทบอย่างตรงไปตรงมาว่า เพิ่มตัวนี้แล้วคอร์รัปชันลด หรือลดตัวนี้แล้วคอร์รัปชันเพิ่มเสียทีเดียว เช่น ตามความเห็นผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ การใช้ดุลยพินิจได้นั้น อาจไม่ใช้ผลเสียเสมอไป เพราะดุลยพินิจสามารถสร้างความเป็นธรรมเชิงปัจเจก เนื่องจากแต่ละคนมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงกรณีสายการบิน United Airlines ที่สุ่มเลือกและลากผู้โดยสารลงจากเครื่องบินเพื่อให้ที่นั่งแก่เจ้าหน้าที่ของสายการบินเอง เจ้าหน้าที่บอกว่าทำเช่นนั้นเพราะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ทำให้ถูกสังคมทั่วโลกรุมประณามและเกิดเป็นผลเสียต่อธุรกิจมหาศาล กรณีนี้หากใช้ดุลยพินิจอย่างเหมาะสมแล้ว อาจจะไม่เกิดเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้ขึ้น

เช่นเดียวกันการแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชันผ่านตัวแปรอื่นๆ เช่น การลดการผูกขาด และการสร้างกลไกความรับผิดชอบ ผู้ออกแบบนโยบายและมาตรการต้องมีความเข้าใจลักษณะการคอร์รัปชันในแต่ละภาคส่วน สภาพสังคม วัฒนธรรม การเมืองของธุรกิจนั้นๆ และพฤติกรรมคนในสังคมให้ถ่องแท้ ไม่เช่นนั้นมาตรการที่ออกมา นอกจากไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้แล้ว ยังอาจทำให้เกิดปัญหาอื่นๆเพิ่มขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เหมือนจะเป็นความเห็นร่วม คือการสร้างวัฒนธรรมของความโปร่งใสและการเมืองแบบเปิด ให้สังคมมีโอกาสให้ความเห็นในการตัดสินใจต่างๆ ที่จะมีผลกระทบต่อตัวเขา ได้เลือกในสิ่งที่เขาต้องการ แม้สิ่งนั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดต่อสังคมและตัวเขาเอง ให้สังคมได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง แม้วิธีนี้จะใช้เวลานาน ไม่ทันใจ แต่ในระยะยาวจะเป็นผลดีต่อประเทศมากกว่าการล้มกระดานแล้วให้ผู้มีอำนาจมาวางหมากให้ใหม่เอง

เปิดงบมหาวิทยาลัยไขคำตอบป.ป.ช.เหตุใดรองอธิการบดีต้องยื่นทรัพย์สิน - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560

เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจพอสมควร หลัง 13 รองอธิการบดีมหาวิทยามหิดล ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งก่อนที่ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่องกำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งจะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 40 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2560 กำลังจะบังคับใช้

ท่ามกลางกระแสข่าวว่า 13 รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ไม่พอใจประกาศของสำนักงาน ป.ป.ช.ดังกล่าว ที่กำหนดให้ตำแหน่งรองอธิการบดีจะต้องยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน

ถัดจากกรณี 13 รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลลาออกไม่นาน ปรากฏว่า รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) 1 ราย ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง โดยให้เหตุผลว่า เตรียมเอกสารหลักฐานการยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน หลังประกาศสำนักงาน ป.ป.ช.มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 3 เมษายน

เรื่องดังกล่าวทำให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์กันกว้างขวางกัน เป็น 2 ทาง ทางหนึ่งมองว่า สำนักงาน ป.ป.ช.กำหนดตำแหน่งจุกจิกเกินไป แต่อีกทางสนับสนุนแนวทางของสำนักงาน ป.ป.ช. เพราะเห็นว่า เป็นการแสดงความโปร่งใส โดยเฉพาะ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) ซึ่งให้ความเห็นเอาไว้ว่า การยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นหนึ่งใน 3 แนวทางในการควบคุมปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันของภาครัฐ

1.แนวทางการลดอำนาจการผูกขาดของผู้ใช้อำนาจ โดย การสร้างกลไกการกำกับ ถ่วงดุล คานอำนาจ เช่น ให้มีสภา มหาวิทยาลัยเพื่อถ่วงดุลอำนาจอธิการบดี 2.แนวทางการลดการ ใช้ดุลพินิจ โดยการออกกฎ ระเบียบ ข้อบังคับฯ เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติให้ชัดเจนในแต่ละเรื่อง และ 3.แนวทางการ สร้างความโปร่งใสและพัฒนากลไกสร้างความรับผิดชอบ

และดูเหมือนว่า เสียงสนับสนุนแนวทางของ ป.ป.ช.จะมีเยอะพอสมควร เนื่องจากเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยลดการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐได้ และไม่เห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นเรื่องอะไรที่เสียหาย เพราะในตำแหน่งของเจ้าหน้าที่รัฐ แม้จำเป็นจะต้องยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. แต่ไม่ต้องเปิดเผยสู่สาธารณะเหมือนกับตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ที่ในยุคนี้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

อีกทั้งสิ่งที่รองอธิการบดีให้เหตุผลว่า จะเตรียมเอกสารหลักฐานไม่ทันนั้น เรื่องนี้ "บิ๊กกุ้ย" พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.ย้ำ หลายครั้งว่า มีความเข้าใจถึงเหตุผลดังกล่าว แต่พร้อมจะยืดหยุ่นให้ และพร้อมจะส่งเจ้าหน้าที่ไปให้ความรู้หากมีการร้องขอ เหมือนกับที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ สนช. เคยร้องขอ และ ป.ป.ช.ส่งเจ้าหน้าที่ระดับรองเลขาธิการ ป.ป.ช.ไปชี้แจงแนวทาง

ดังนั้น เมื่อปราศจากเหตุผลหรือข้ออ้างที่จะมาหักล้าง กระแสจึงตีกลับ 13 รองอธิการบดีพอสมควร

ส่วนเครื่องหมายคำถามว่า ทำไมถึงเจาะจงมาที่ตำแหน่งรองอธิการบดี หากค้นไปที่ประกาศสำนักงาน ป.ป.ช.ดังกล่าว จะพบว่าในคราวเดียวกันมีการประกาศเพิ่มหลายตำแหน่ง ทั้งที่อยู่ในระนาบเดียวกับตำแหน่งรองอธิการบดี หรือเล็กกว่า

ประกอบด้วย ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด, ผู้อำนวยการสำนักช่าง, ปลัดเทศบาล, จเรตำรวจแห่งชาติ, รองผู้บัญชา การตำรวจแห่งชาติ, ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ผู้บัญชา การสำนักงานส่งกำลังบำรุง, ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล, ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี, ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจสอบภายใน, ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้, ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล,

ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, ผู้บัญชาการสำนัก งานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ, ผู้บัญชาการสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, รองผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง, รองผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล, รองผู้บัญชาการสำนัก งานกฎหมายและคดี, รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9, รองผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้, รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล

รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, รองผู้บัญชา การตำรวจตระเวนชายแดน, รองผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ, รองผู้บัญชาการสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, จเรตำรวจ (สบ 8) (หัวหน้าจเรตำรวจ), นายแพทย์ใหญ่, รองจเรตำรวจ (สบ 7), ผู้บังคับการกองพลาธิการ, ผู้บังคับการกองโยธาธิการ, ผู้บังคับการกองสรรพาวุธ, ผู้บังคับการกองทะเบียนพล, ผู้บังคับการกองสวัสดิการ, ผู้บังคับการ กองคดีอาญา, ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนภาคใต้, ผู้บังคับการตำรวจปราบปราม ยาเสพติด 1-4, ผู้บังคับการข่าวกรองยาเสพติด, ผู้บังคับการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด, ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 1-4, ผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1-4 และผู้บังคับการตำรวจสื่อสาร

ส่วนประกาศก่อนหน้านี้เมื่อปลายปี 59 มีตำแหน่ง รองปลัดกรุงเทพมหานคร, หัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร, ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล, ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์, ผู้อำนวยการสำนักอนามัย, ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา, ผู้อำนวยการสำนักการโยธา, ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ, ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม, ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรมกีฬาและการท่องเที่ยว, ผู้อำนวยการสำนักการคลัง, ผู้อำนวยการเทศกิจ, ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม, ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง, ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง, ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกรุงเทพมหานคร, ผู้อำนวยการเขต

ปลัดเมืองพัทยา, รองปลัดเมืองพัทยา, หัวหน้าสำนักปลัดเมืองพัทยา, ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา, ผู้อำนวยการสำนักการสาธารณสุข, ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม, ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการท่องเที่ยว, ผู้อำนวยการสำนักการช่าง, ผู้อำนวยการสำนักการช่างสุขาภิบาล, ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม, ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และงบประมาณ, ผู้อำนวยการสำนักการคลัง

รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช., ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. (ด้านการตรวจราชการ), ผู้อำนวยการสำนักไต่สวนการทุจริตภาคการเมือง, ผู้อำนวยการสำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐ, ผู้อำนวยการสำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐวิสาหกิจ, ผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการ, ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาคการเมือง, ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ, ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัด

ประธานศาลอุทธรณ์, ประธานศาลอุทธรณ์ภาค, ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ, รองประธานศาลอุทธรณ์,รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค, รองประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ, ประธานแผนกในศาลอุทธรณ์, ประธานแผนกในศาลอุทธรณ์ภาค, รองประธานแผนกในศาลอุทธรณ์, ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์, ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค, พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ, อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง, รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และรองปลัดทุกกระทรวง

เหตุผลของ ป.ป.ช.ใน การเลือกแต่ละตำแหน่งมาจากการวิเคราะห์ว่า หน่วยงานนั้นและตำแหน่งงานนั้นมีความสุ่มเสี่ยงเพียงใดที่มีโอกาสอาจเกิดการทุจริตได้ สำหรับตำแหน่งรองอธิการบดีพบว่า ใน 84 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ มีตำแหน่งรองอธิการบดีถึง 564 ตำแหน่ง ปัจจุบันมีเรื่องร้องเรียนอยู่ใน ป.ป.ช. 311 เรื่อง แบ่งเป็นเรื่องที่มีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนแล้ว 16 เรื่อง และที่เหลืออยู่ระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง

เมื่อลองไปสำรวจจากภาพใหญ่พบว่า กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณมากที่สุดเกือบทุกปี โดยในปีงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 ได้รับการจัดสรรถึง 519,292 ล้านบาท

และเมื่อลองสำรวจลงไปว่าแต่ละปีมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งได้รับการจัดสรรเท่าไรพบว่า ในปีงบประมาณ 2559 มหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณมากที่สุดคือ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้รับการจัดสรร 14,164,900,400 บาท รองลงมาเป็นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 5,904,363,900 บาท จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 5,805,316,100 บาท มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 5,114,151,200 บาท และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 5,049,881,300 บาท

แม้จะไม่ใช่งบการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด แต่งบประมาณที่มหาศาลขนาดนี้ น่าจะให้คำตอบแก่สังคมได้ว่า ทำไมสำนักงาน ป.ป.ช.จึงเพิ่มตำแหน่งรองอธิบการดีเพิ่มเข้าไปนอกเหนือจากตำแหน่งอธิการบดี.

Thailand reaches top 20 ranking for FDI interest - BANGKOK POST Issued date 19 April 2017

Thailand jumped two places to 19th in A.T. Kearney's Foreign Direct Investment (FDI) Confidence Index for 2017, with investors turning bullish on Asia-Pacific.

Although FDI inflows to Thailand fell in 2016, applications for foreign investment tripled in value year-on-year in the first eight months of 2016. That, along with investor's optimism and continued interest in Thailand, as well as various government projects and initiatives, suggests FDI in the country will pick up again.

The index indicated investors continue to look at Asia-Pacific as a key driver of growth. Five countries from the region feature in the top 10 rankings this year, highlighting the confidence global business leaders have in the region. China ranks third, Japan retained sixth, India was eighth, Australia ninth and Singapore was 10th for a second year running.

The US topped the index for the fifth year in a row. Germany jumped two spots to second with China moving down one position to third. Britain and Canada made up the rest of the top five.

The index is a forward-looking analysis of how political, economic, and regulatory changes will likely affect FDI inflows into countries in coming years. It is constructed using primary data from a proprietary survey administered to senior executives of the world's leading corporations.

Respondents include C-level executives and regional and business leads. All companies participating in the survey have annual revenue of US$500 million or more.

Since its inception in 1998, the study has reliably pointed toward firms' top choices globally for FDI, with the country rankings reliably tracking with destinations for FDI inflows.

Investor confidence in Thailand has grown steadily. In this year's survey, 21% of respondents said they were more optimistic about Thailand's economic outlook over the next three years, compared with a year ago.

"Executives across the globe are putting a strong focus on governance and regulatory factors when making investment decisions," said Soon Ghee Chua, head of Southeast Asia at A.T. Kearney. "This year's index shows factors they look at include efficiency and transparency of government regulations, tax rates and ease of tax payments, and government incentives. Thailand has been ticking the boxes on all of these.

"Thailand's 12th National Economic and Social Development Plan, which aims to strengthen the economy and enhance the country's competitiveness, has emphasised its commitment toward foreign direct investment. The country's Board of Investment has unveiled a detailed plan that provides a series of incentives - both tax and non-tax - to foreign investors in Thailand. These measures, coupled with improved prospects for Thailand's economy, are making the country an attractive destination for global companies."

Thailand's cabinet has approved 36 public infrastructure projects valued at around US$25 billion, all of which are open to bid by foreign investors as the government hopes to engage in publicprivate partnerships to fund these projects. In addition, the government has pledged about $790 million of technological investment over the next five years in the areas of commerce, entrepreneurship, innovation and content.

คอลัมน์ มองต่างแดน: 'ทรัมป์'ยังเลี่ยงเปิดเผยภาษีเงินได้ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560

โดย โสภณ องค์การณ์

คนอเมริกันมักพูดติดตลกเสมอว่ามี 2 อย่างที่ชีวิตไม่มีทาง จะหนีพ้นคือ "ความตาย" และหน่วยงาน "สรรพากร" ในความเป็นจริง "สรรพากร" อาจทำให้ตายทั้งเป็นได้ และนั่นน่าจะทำให้ทุกข์ทรมาน ยิ่งกว่าการตายโดยสิ้นลมหายใจ เพราะต้องเสียเงินและมีโทษถึง ติดคุกหลายปีด้วย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจจะเจอ 3 เด้งที่สามารถกำหนดอนาคตแน่ชัดคือ "ความตาย" "กรมสรรพากร" และ "ชาวอเมริกัน" และสาเหตุสุดท้ายนี่แหละจะเป็นเรื่องกวนใจอย่างมากตราบใดที่ยังไม่ยอม เปิดเผยรายละเอียดของการเสียภาษีเงินได้ปีล่าสุดให้ประชาชนได้รับรู้

ยิ่งยื้อนานเท่าไหร่ ด้วยเหตุผลที่ชาวบ้านฟังแล้วว่าไม่เข้าท่า ก็ยิ่ง ส่อพิรุธ เป็นเหมือนอย่างที่นักเขียนชาวฝรั่งเศส ออนอเร เดอ บัลซัค ว่า "เบื้องหลังของทุกความมั่งคั่งคืออาชญากรรม" และคนอย่างทรัมป์ ก็ไม่ธรรมดา ล้มลุกคลุกคลานมาหลายครั้งแต่รอดมาได้ ชื่อไม่ได้ หอมฟุ้งนัก

หน่วยงานสรรพากรของสหรัฐฯ คือ Internal Revenue Service หรือ IRS มีอำนาจมากพอๆ กับความน่าเกรงขาม ต่อให้ยิ่งใหญ่แค่ไหน โดนหน่วยงาน IRS เล็งตรวจสอบรายได้ก็ต้องหนาว

คนทำมาหากินตามปกติ แต่ถ้า IRS ประเมินแล้วว่าไลฟ์สไตล์ หรือแนวทางการใช้ชีวิต มีบ้านใหญ่ รถหรู ดูไม่สมดุลกับรายได้ที่แจ้ง เสียภาษี จะมีเจ้าหน้าที่มาสอบถามนิ่มๆ แต่น่าเสียว ต้องตอบคำถามว่าเอาเงินมาจากไหนถึงได้ดำรงชีพอย่างสุขสบายอย่างที่เห็น

ตอบคำถามไม่ได้น่าประทับใจ นับวันรอถูกประเมินภาษี แล้วรอวันเข้าคุกได้เลย

ทุกวันนี้ทรัมป์ยังดึงดันไม่ยอมเปิดเผยตัวเลขการเสียภาษีให้ สาธารณะได้รู้ ทั้งๆ ที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของผู้สมัครเลือกตั้งชิง ตำแหน่งประธานาธิบดีที่ต้องชี้แจงรายละเอียดของประวัติด้านการเงิน คือรายได้ส่วนตัวและการเสียภาษีเงินได้แต่ละปี รวยหรือจนก็ต้องมีภาระ ต้องแสดง

ธรรมเนียมที่ว่านี้เริ่มตั้งแต่ยุคประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน และ ผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีก็ต้องทำอย่างเดียวกัน ทุกคนปฏิบัติ ตามจนมาถึงทรัมป์ ซึ่งพยายามอ้างนั่นนี่โน่นสารพัด แต่ไม่ยอมเปิดเผยตัวเลขการเสียภาษีของปี 2016 จนเป็นเรื่องคาใจคนอเมริกัน

เมื่อทรัมป์ดึงดันไม่เปิดเผย ก็ยิ่งทำให้คนอเมริกันสงสัยว่าทรัมป์ น่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับการชี้แจงตัวเลขรายได้และจำนวนภาษี มีพฤติกรรมไม่โปร่งใส ไม่น่าไว้ใจ เพราะทรัมป์เป็นมหาเศรษฐีมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รีสอร์ต สนามกอล์ฟ โรงแรมหลายแห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ช่วงการหาเสียง ทรัมป์ยังไปเปิดสนามกอล์ฟใหม่ในประเทศไอร์แลนด์ และตั้งแต่ดำรงตำแหน่งผู้นำทำเนียบขาว ก็ใช้สถานที่ต่างๆ ของตัวเองต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองเป็นการฉวยโอกาสแสวงหาประโยชน์เพื่อธุรกิจของตัวเอง ดูอย่างไรก็ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ทรัมป์ได้เคยประกาศว่าจะแยกธุรกิจส่วนตัวจากงานประธานาธิบดี ไม่ให้ยุ่งปะปนกันแต่หลังจากเข้าทำงานช่วง 66 วันแรก ทรัมป์กลับใช้เวลา มากถึง 22 วันขลุกอยู่กับทั้งงานราษฎร์ งานหลวงที่รีสอร์ตส่วนตัว และแสดงท่าทีไม่แยแสต่อเสียงท้วงติง ไม่รู้สึกอายที่ถูกมองว่าไม่รักษาคำพูด

สื่อกระแสหลักในสหรัฐฯ ซึ่งจ้องจี้ติดตามเล่นงานทรัมป์มาตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งก็ยังคงไล่บี้ประเด็นเรื่องการยื่นแบบชำระภาษีเอา นักวิเคราะห์มาถกถึงสภาวะความไม่โปร่งใสในการทำงานในทำเนียบขาวเริ่มที่ตัวผู้นำเอง และสะท้อนให้เห็นว่า ทรัมป์น่าจะมีอะไรปกปิดอยู่ พอสมควร

เรื่องการเลี่ยงภาษีในสังคมอเมริกันถือเป็นเรื่องใหญ่ คนระดับใหญ่เด่นดังแค่ไหน ถ้าถูกจับได้ว่าเลี่ยงภาษีไม่มีโอกาสรอดคุกแม้แต่ดาราหนังผิวสี เวสลีย์ สไนปส์ ก็ยังติดคุกเพราะปัญหาภาษี จอมมาเฟียชิคาโก แอล คาโปน รอดคดีอาญาสารพัด สุดท้ายก็สิ้นท่าเพราะข้อหาเลี่ยงภาษีเงินได้

ทรัมป์เป็นนักธุรกิจ นักต่อรอง ระดับมหาเศรษฐีมีเงินหลายพันล้านเหรียญ ย่อมน่าจะมีอะไรซ่อนเร้น ดังกรณีต้องยอมคืนเงินค่าเรียน ให้นักศึกษามหาวิทยาลัยทรัมป์เมื่อถูกโวยเรื่องคุณภาพการสอน ยอมจ่ายเงินเพื่อระงับเรื่องก่อนที่จะทำให้ชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือเสียหายไปมากกว่านี้

แม้จะมีความสำเร็จ มีชื่อเสียง เขียนหนังสือแนะนำวิธีสร้างตัวให้ร่ำรวย เรื่องเทคนิคศิลปะการต่อรองธุรกิจ แต่ก็มีการลงทุนที่เจ๊งไม่ เป็นท่า รวมทั้งการตั้งกาสิโนทัชมาฮาลในแอตแลนติก ซิตี้ หวังจะแข่งกับ ลาสเวกัส แต่ขาดทุนหนัก นอกจากนั้นยังมีธุรกิจล้มละลายทำให้ชื่อเสียงมีรอยด่าง

ข้ออ้างช่วงนี้มีตัวแทนทรัมป์มาบอกว่า "อยู่ในระหว่างการตรวจสอบบัญชี" ทั้งรายได้รายจ่าย เพื่อประเมินภาษีที่ว่านั้น วันเสาร์ที่ผ่านมาถือเป็นวันสุดท้ายสำหรับการแจ้งยื่นชำระภาษี ด้วยเหตุนี้เองทำให้มีการชุมนุม เดินขบวนประท้วง เรียกร้องให้ทรัมป์เปิดเผยการยื่นตัวเลขภาษีเงินได้

เจ้าหน้าที่ IRS แย้งว่า ถึงอยู่ในช่วงตรวจสอบ ก็เปิดเผยตัวเลข ภาษีได้! พวกทรัมป์ก็เงียบ นั่นยิ่งทำให้คนมองว่าต้องมีอะไรพิสดารแน่ๆ เรื่องนี้กลายเป็นจุดเปราะบางเสี่ยงทางการเมือง

การชุมนุมเกิดขึ้นใน 150 เมืองเป็นอย่างน้อยทั่วประเทศ แม้จำนวนคนไม่มากนักก็เป็นการสร้างกระแสกดดันให้เห็นว่าเกิดขึ้นหลายจุด มีการปะทะกันด้วยกำลังระหว่างพวกเอาทรัมป์และพวกไม่เอาทรัมป์ ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ บาดเจ็บได้เลือดไปหลายคน

ทรัมป์ถือว่าเป็นผู้นำสหรัฐฯ ที่มีจุดอ่อนมากกว่าคนก่อนๆ ซึ่งอาจขยายเป็นจุดจบก็ได้มีศัตรูด้านผลประโยชน์มากราย ยิ่งเป็นนักธุรกิจ ก็ยิ่งโดนจับตามอง เมื่อเอาลูกเขยลูกสาวเข้ามาทำงานด้วยก็ทำให้เกิดแรงเสียดสีทั้งพฤติกรรม ความอ่อนไหวด้านความมั่นคง ผลประโยชน์ ด้านธุรกิจ

การพลิกผันปรับเปลี่ยนนโยบายการปฏิบัติจากหน้ามือเป็น หลังมือ เดาทางยากทำให้ถูกมองว่าไม่อยู่กับร่องกับรอย ขาดหลักการชัดเจน ไม่แน่นอน สร้างความกังวลต่อเจ้าหน้าที่ทำงานด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคง แผนลงทุนด้านธุรกิจภูมิศาสตร์การเมือง ความสัมพันธ์

ดังนั้น ไม่ว่าทรัมป์จะทำงาน เดินหน้านโยบายสำคัญ จัดการวิกฤตร้ายแรงระดับสากลเรื่องอะไรก็ตาม ตราบใดที่ยังไม่เปิดเผยตัวเลขการ เสียภาษีให้กระจ่าง ประเด็นนี้จะตามหลอกหลอนตลอดไป นำไปสู่ปัญหาความน่าเชื่อถือ ความไม่น่าไว้วางใจในบุคลิกผู้นำประเทศ

ช่วงนี้จะเห็นได้ว่าทรัมป์โชว์ความเป็นผู้นำในการเผชิญหน้ากับเกาหลีเหนือ การแสดงแสนยานุภาพ คนอื่นอาจจะกลัว แต่เจ้าหน้าที่ IRS ไม่หวั่น ถ้าเลี่ยงภาษี ใหญ่แค่ไหนก็โดนคดีแน่ .