You are here

CG and corruptions News - 2 August 2017

ครม.ไฟเขียวกม.เจ็ดชั่วโคตรเลิกกฎปปช.ห้ามรับเกิน3พัน - มติชน

ศาลปรับแก๊ง"หยุ่น"คนละ5แสนเหตุกีดกันผู้ถือถือหุ้นเข้าร่วมประชุม - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

กรณีสร้างราคาหุ้น - ผู้บริหารบจ.ใช้อินไซด์มากสุดกลต.เร่งสาง'คดีคงค้าง' - กรุงเทพธุรกิจ

เด้ง'กมล'เข้ากรุสำนักนายกฯ 'หมอธี'ลั่นเป็นคำสั่งรัฐบาล - ไทยโพสต์

3ฝ่ายปรับ'ไพรมารีโหวต'เลิกโทษทุจริต'ยุบพรรค' - กรุงเทพธุรกิจ

คสช.แจงผลสอบ8บัญชีโกง - มติชน

ไทยรัฐ: โปร่งใสไม่เลือกปฏิบัติ - ไทยรัฐ

คอลัมน์ ต่อ ต้าน คอร์รัปชัน: โครงการต้านโกงใหม่ๆ ที่จะเห็นในปีนี้ - แนวหน้า

Yingluck: 'Victim of a political game' - BANGKOK POST

คม ชัด ลึก: ลาภลอย-ทุจริตเชิงนโยบาย - คม ชัด ลึก

ฮุนเซนสั่งปิดมูลนิธิช่วยเด็กเหยื่อค้ากาม - ไทยโพสต์

คอลัมน์ ย่อยข่าว: โด้ขึ้นศาลปัดโกงภาษี - สยามกีฬา

ครม.ไฟเขียวกม.เจ็ดชั่วโคตรเลิกกฎปปช.ห้ามรับเกิน3พัน - มติชน ฉบับวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าที่ประชุม ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม หรือกฎหมายเจ็ดชั่วโคตร ซึ่งกฎหมายฉบับนี้มาจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพื่อให้ข้าราชการมีความสุจริตในการปฏิบัติงาน บังคับใช้กับข้าราชการทุกคนทุกตำแหน่ง รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน รวมไปถึงภาคเอกชนที่เข้ามาเป็นคณะกรรมการในภาครัฐ พร้อมทั้งครอบคลุมถึงคู่สมรส ทั้งจดทะเบียนและไม่จดทะเบียนสมรส ตลอดจนครอบคลุมไปถึงญาติคือ ผู้สืบสันดาน ประกอบด้วย บุพการี บุตร คู่สมรส พี่น้องของเจ้าหน้าที่รัฐ บุตรบุญธรรม และผู้ที่รับเป็นบุตรบุญธรรม เป็นต้น

พล.ท.สรรเสริญกล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดหลักเกณฑ์กว้างๆ ว่า 1.ห้ามกระทำการที่ขัดผลประโยชน์ส่วนบุคคล กับประโยชน์ส่วนรวม 2.ห้ามรับของขวัญ ของที่ระลึก หรือทรัพย์สินอื่นใดที่ประเมินเป็นเงินได้ ส่วนข้อยกเว้นว่า ถ้าให้ตามประเพณีนิยม สามารถทำได้ ซึ่งจะมีการออกกฎระเบียบตามมาอีก ขณะเดียวกันข้อห้ามดังกล่าวจะไปทับซ้อนกับกฎหมาย ป.ป.ช.หรือไม่ ที่ว่าห้ามรับเงินเกิน 3,000 บาท ทาง ป.ป.ช.ได้ร่วมพิจารณากฎหมายฉบับนี้ จากนี้ไปจะยกเลิกกฎหมายของ ป.ป.ช. แล้วมาบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน

"นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เล่าในที่ประชุมว่า ถ้าจะตีความว่า เอาซองตราครุฑราชการไปใช้ หรือเอาโทรศัพท์มือถือไป ชาร์จไฟหลวงก็ผิด ถ้าตีความแบบนี้ก็เว่อร์ไป แต่ถึงเวลาจริงจะมีการออกกฎหมายลูก ต้องออกระเบียบแต่ละหน่วยงาน ให้อนุญาต ทำได้แค่ไหนอย่างไรกันอีกที" พล.ท.สรรเสริญกล่าว

ศาลปรับแก๊ง"หยุ่น"คนละ5แสนเหตุกีดกันผู้ถือถือหุ้นเข้าร่วมประชุม - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ผู้จัดการรายวัน360 - ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษา "สุทธิชัย หยุ่น" และพวกรวม 9 ราย "ไม่สุจริต" กรณีกีดกันผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุมสามัญประจำปี 2558 สั่งปรับคนละ 5 แสนบาท ชี้ร่วมกันกระทำการด้วยการขาดความรับผิดชอบและความระมัดระวัง

กรณีผู้ถือหุ้นบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ NMG ได้เข้าร้องเรียน และดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญากับ นายสุทธิชัย หยุ่น และพวกรวม 9 ราย ในกรณีกีดกันห้ามไม่ให้ ผู้ถือหุ้นบริษัท NMG เข้าร่วมประชุมสามัญประจำปี 2558 พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องเป็นคดีอาญา ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2559 เป็นคดีดำหมายเลขที่ อ.2573/2559

ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2560 ที่ผ่านมา ศาลอาญากรุงเทพใต้ พิพากษาระบุ การ กระทำของจำเลยกระทำการครั้งเดียว ความผิดหลายมาตรา เป็นการร่วมกันกระทำการดำเนินการโดยไม่สุจริต ขาดความ รับผิดชอบและความระมัดระวังตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ ม.89/7 พ.ร.บ.มหาชน ม.33, 102, 104 และ 105 ต้องตาม ม.291/2 วรรคหนึ่ง มีอัตราโทษปรับให้ไม่เกินจำนวนค่าเสียหายที่เกิดขึ้น หรือประโยชน์ที่ได้รับ และค่าปรับต้องไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท เมื่อจำเลยทั้ง 9 ร่วมกันกระทำความผิด สมควรกำหนดค่าปรับตามระวาง หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30

คดีดังกล่าวโจทก์ คือ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 4) และจำเลยที่ 1 นายณิทธิมณ หัสดินทร ณ อยุธยา, จำเลยที่ 2 นายปกรณ์ บริมาสพร, จำเลยที่ 3 นายเชวง จริยะพิสุทธิ์, จำเลยที่ 4 นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ, จำเลยที่ 5 นางสาวเขมกร วชิรวราการ, จำเลยที่ 6 นายพนา จันทรวิโรจน์, จำเลยที่ 7 นางสาว ดวงกมล โชตะนา, จำเลยที่ 8 นายเสริมสิน สมะลาภา และจำเลยที่ 9 นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น

ในสำนวนคำฟ้องโจทก์เห็นว่า คณะกรรมการบริษัททั้ง 9 มีสิทธิขั้นพื้นฐานที่ต้องให้ความสะดวกในการใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นอย่างสะดวก และเท่าเทียมกัน ไม่อาจกระทำการใดอันเป็นการละเมิด หรือลิดรอนสิทธิของผู้ถือหุ้นได้ตามพระราชบัญญัติมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 102 รับรองสิทธิไว้ในการที่ผู้ถือหุ้นจะเข้าร่วมประชุม และออกเสียงลงมติได้

การกระทำของจำเลยที่ 1-9 จึงเป็นการกระทำโดยทุจริต เพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ สำหรับกลุ่มพวกพ้องของตัวเองที่จะดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารบริษัทต่อไป อันเป็นการร่วมกันบริหารแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยปราศจากผู้ถือหุ้น และตัวแทนผู้ถือหุ้นในการตรวจสอบการบริหารงาน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2559 ศาลจังหวัดพระโขนง ได้พิพากษาให้การประชุม และการลงมติต่างๆ ทั้งหมดในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2558 ของ บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (NMG) เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 58 เป็นโมฆะ ในคดีที่ถูก บมจ.นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น (NEWS) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรณีกีดกันไม่ให้ผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุม.

กรณีสร้างราคาหุ้น - ผู้บริหารบจ.ใช้อินไซด์มากสุดกลต.เร่งสาง'คดีคงค้าง' - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ประเมินมาตรการทางแพ่งได้ผลเร็วเชื่อลดผู้กระทำผิด

กรุงเทพธุรกิจ - ก.ล.ต. จัดทัพ สางคดี ค้างท่อ ชี้กระทำผิด ปั่นหุ้น-ใช้ข้อมูลภายในมากที่สุด รับความล่าช้าบางส่วน เกิดจากการประสานงานระหว่างประเทศ พร้อมจัดลำดับความสำคัญ ก่อนลุยคดี ประเมินมาตรการลงโทษทางแพ่ง ช่วยให้ การดำเนินคดีเร็วขึ้น ป้องปรามผู้กระทำความผิดได้

นายสมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สายบังคับใช้กฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า สำนักงานก.ล.ต. อยู่ระหว่างการเร่งทำคดีที่อยู่ในกระบวนการทำงานให้ออกมาโดยเร็วที่สุด โดยการทำงานของก.ล.ต.มีการกำหนดแผนการทำงานที่ชัดเจน รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของแต่ละกรณีการกระทำผิดให้เหมาะสม และมองว่า การเร่งดำเนินคดีจะช่วยลดการกระทำผิดในตลาดทุนในอนาคตได้

"ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการจัดทำคดีที่อยู่ในการดูแลของสำนักงาน ให้แล้วเสร็จ เร็วที่สุด โดยได้วางแผนการทำงานที่ชัดเจน และมีเคพีไอเป็นเป้าหมายหลัก ว่าแต่ละคดีต้องดำเนินการอย่างใด และควรจะมุ่งเน้นคดีรูปแบบใดให้ออกมาก่อน ซึ่งการทำงานของก.ล.ต.ที่มีความรวดเร็วน่าจะช่วยป้องปรามผู้ที่จะกระทำความผิดได้"

ทั้งนี้คดีคงค้างที่อยู่กับสำนักงาน ก.ล.ต.ส่วนใหญ่จะเป็นการกระทำความผิด ช่วงปี 2558 ที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัว เพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง เกิดการกระทำผิดในตลาดทุนค่อนข้างมากกรณีที่พบการ กระทำผิดมากที่สุด คือ การสร้างราคา หลักทรัพย์ และการใช้มูลภายในของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (อินไซเดอร์เทรดดิ้ง) โดยการทำงานที่ล่าช้า นอกจากปริมาณของคดีที่มีค่อนข้างมากแล้ว ยังมีบางกรณีที่เกี่ยวพันกับกำกับหลักทรัพย์ของต่างประเทศ ทำให้เกิด ความล่าช้าในการประสานข้อมูลระหว่างกัน ซึ่งอยู่ในวิสัยทัศน์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ที่ผ่านมาความร่วมมือระหว่างก.ล.ต. ไทย และก.ล.ต.ต่างประเทศ มีการร่วมมือ กันเป็นอย่างดี และทำงานโดยตลอดอยู่แล้ว รวมทั้งมองว่าคงต้องทำงานให้แน่นแฟ้นมากขึ้น

ขั้นตอนการทำงานของสำนักงานก.ล.ต.นั้น จะไม่ใช้วิธีการดำเนินคดีพิจารณาคดีที่มีอายุความมากก่อน แต่จะคัดกรองคดีที่ความความสำคัญที่สุดก่อน ควบคู่กับคดีที่มีอายุค่อนข้างมาก ทั้งนี้หลังจากการจัดรูปแบบการทำงานพบว่า การดำเนินคดีมีความรวดเร็วมากขึ้น จากเดิมที่อาจจะใช้เวลาค่อนข้างนานแต่ในปัจจุบันบางความผิด ใช้เวลาไม่ถึงปีก็สามารถลงโทษได้ ซึ่ง เป็นผลมาจากการใช้มาตรการดำเนินคดี ทางแพ่ง ที่เริ่มบังคับใช้ตามพ.ร.บ. หลักทรัพย์ฉบับใหม่ในปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การดำเนินคดีนั้น จะทำโดยผ่านศาลแพ่งที่มีกระบวนการพิจารณาคดีรวดเร็ว และมีการตั้งคณะทำงานพิจารณาการเปรียบเทียบปรับ โดยผู้ที่กระทำ ความผิดนั้นสามารถเลือกว่าจะเข้าสู่การเปรียบเทียบปรับหรือไม่ หากไม่เข้าสู่การเปรียบเทียบปรับก็จะเข้าสู่การดำเนินการผ่านศาลแพ่ง ซึ่งสำนักงานก.ล.ต.มีสิทธิที่จะสามารถฟ้องร้องคดีอาญาได้ในอนาคต โดย สถิติหลังจากการใช้มาตรการดังกล่าว พบว่าผู้ที่กระทำความผิดในตลาดทุน เลือกที่จะเข้าสู่การเปรียบเทียบปรับ ทั้ง 100% อย่างไรก็ตามทิศทางของการกระทำผิด ในตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้นั้น มองว่าจะลดลง เป็นผลมาจากมูลค่าการซื้อขาย ที่ซบเซา นักลงทุนรายบุคคลชะลอการซื้อขาย ลงไป รวมถึงการเร่งการดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว จะทำให้ผู้ที่จะกระทำความผิด มีความเกรงกลัวมากขึ้น

สำนักงานก.ล.ต. เปิดเผยว่า สถิติการร้องเรียนในไตรมาสที่ 1 พบว่ามีจำนวน ทั้งสิ้น 260 รายการ โดยเป็นเรื่องร้องเรียน การปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหาร และกรรมการ บริษัทจดทะเบียน 59 รายการ การขึ้น เครื่องหมายบนกระดานซื้อขาย 32 รายการ การประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ 29 รายการ การประกอบธุรกิจจัดการลงทุน 18 รายการ จำนวนเรื่องที่ยุติทั้งหมด 220 เรื่อง และ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 40 เรื่อง

จากรายงานก.ล.ต.ในเรื่อง การบังคับใช้กฎหมาย ไตรมาสที่ 1 มีการสั่งพักการทำหน้าที่ผู้แนะนำ การลงทุน 4 ราย เพิกถอนความเห็นชอบ 1 ราย ทั้งนี้ในการดำเนินคดีอาญา และมีการเปรียบเทียบปรับ ในไตรมาสที่ 1 พบว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 46 รายการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ 19 รายการ

มีจำนวนบุคคลที่เปรียบเทียบ ปรับทั้งสิ้น 29 ราย จากช่วงเดียวกัน ของปีก่อน 16 ราย โดยมีจำนวน เงินค่าปรับทั้งสิ้น 6,099,920 บาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 28,905,454.39 บาท

โดยการเปรียบเทียบปรับนั้น ดำเนินการโดยคณะกรรมการเปรียบเทียบปรับตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 จะแสดงเฉพาะผู้กระทำความผิดที่ยินยอมเข้ารับการเปรียบเทียบปรับและชำระค่าปรับแล้วเท่านั้น

ส่วนการกล่าวโทษ พบว่า ใน ไตรมาสที่ 1 มีจำนวนคดีทั้งสิ้น 6 คดี ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 13 คดี มีจำนวนผู้ถูกกล่าวโทษทั้งสิ้น 12 ราย ลดลงจากช่วงเดียวกันของ ปีก่อนที่ 36 ราย

การดำเนินคดีรวดเร็วขึ้น จากเดิมอาจใช้เวลานาน

เด้ง'กมล'เข้ากรุสำนักนายกฯ 'หมอธี'ลั่นเป็นคำสั่งรัฐบาลไม่ใช่รมว.ศธ.ยอมรับCCTVใต้คือส่วนหนึ่งของสาเหตุ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ศึกษาธิการ * "หมอธี" ลั่น CCTV ใต้เป็นส่วนหนึ่งเด้ง "กมล" เข้ากรุ ตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษสำนักนายกฯ "เผย" รัฐบาลตอบสนองในเรื่องการตรวจสอบเรื่องราวต่างๆ เป็นอย่างดี พร้อมมอบ "ปลัด ศธ." ดูแลเรื่องตั้งรักษาการ "เลขาฯ สกศ."

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าตนได้แจ้งให้ที่ประชุมองค์กรหลักของ ศธ. ทราบว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้รับโอนนายกมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เสนอ โดยการโยกย้ายข้าราชการครั้งนี้ไม่ได้ใช้มาตรา 44 เหมือนที่ผ่านมาแล้ว และตนก็ไม่ได้เป็นผู้เสนอเรื่องนี้ เพราะนอกเหนืออำนาจของตน ส่วนเหตุผลในการขอรับโอนนั้น ทางสำนัก นายกรัฐมนตรีให้เหตุผลว่ามีข้อมูลที่ต้องการ จึงจะขอข้าราชการคนนี้ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษ ก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าที่ปรึกษาพิเศษคืออะไร

ผู้สื่อข่าวถามเกี่ยวข้องกับกรณีส่อทุจริตติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ในจังหวัดชายแดนใต้หรือไม่ นพ.ธีระเกียรติกล่าวว่า ตนคิดว่า CCTV เป็นส่วนหนึ่ง แต่ต้องมีอะไรมากกว่านี้ เพราะถ้าเป็น CCTV เรื่องเดียว ศธ.ก็กำลังดำเนินการสอบสวนอยู่ และขณะนี้ก็ยังไม่ได้สรุปครบถ้วนร้อยละ 100 ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรนั้น ตนบอกไม่ได้ เพราะยังไม่ทราบ แต่ทางสำนักนายกรัฐมนตรีน่าจะมีข้อมูล แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลตอบสนองในเรื่องการตรวจสอบเรื่องราวต่างๆ เป็นอย่างดี สำหรับการแต่งตั้งเลขาธิการสภาการศึกษาตัวจริงนั้นคงยังไม่มีในเร็วๆ นี้ เพราะ ไม่ทันตั้งตัวและไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น อย่าง ไรก็ตาม ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการไปดูแลเรื่องการตั้งรองเลขาธิการสภาการศึกษาเพื่อรักษาการไปก่อน.

3ฝ่ายปรับ'ไพรมารีโหวต'เลิกโทษทุจริต'ยุบพรรค' - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560

กรุงเทพธุรกิจ กมธ.3 ฝ่าย ปรับ2 ประเด็น ร่างกฎหมายลูกพรรคการเมือง ให้สิทธิหัวหน้าพรรคลงสมัครได้ทั้งระบบบัญชีรายชื่อ-เขต พร้อมตัดโทษปมทุจริต"ไพรมารีโหวต" ถึงขั้นยุบพรรค เหลือแค่"จำคุก-เพิกถอนสิทธิการเมือง" ด้านรัฐบาลเตรียมเคาะคณะกรรมการยุทธศาสตร์-ปฏิรูปฯ ในเดือนนี้

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ โฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ... แถลงผลการประชุมกมธ.ร่วม 3 ฝ่าย ถึงการพิจารณาข้อโต้แย้งเนื้อหาร่างพ.ร.ป.พรรคการเมืองว่า ตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)เสนอมา ใน 4 ประเด็นนั้น กมธ.ร่วมพิจารณาแล้วมีมติว่า เห็นตรงมี 2 ประเด็นที่ไม่ตรงเจตนารมณ์ได้แก่ 1. มาตรา 51(4)กรณีที่ระบุให้หัวหน้าพรรคลงสมัครเฉพาะส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่1 เท่านั้น กมธ.พิจารณาแล้ว มีมติให้แก้ไขเป็น ให้หัวหน้าพรรคการเมืองสามารถลงสมัครได้ ทั้งส.ส.เขต และส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 เพื่อให้สิทธิแก่หัวหน้าพรรคในการลงสมัครส.ส.ระบบใดก็ได้

นอกจากนี้ 2.ให้เพิ่มเติมมาตรา 51/1-51/4 เรื่องบทลงโทษในระบบไพรมารีโหวต จากเดิมร่างที่สนช.ให้ความเห็นชอบไม่ได้ระบุบทลงโทษกรณีกระทำผิดในระบบไพรมารีโหวต เป็นให้มีบทลงโทษหากมีการกระทำผิดในระบบไพรมารีโหวต

ทั้งนี้ในส่วนบทลงโทษนั้น จะมีเฉพาะโทษจำคุก และเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง 5 ปีถือเป็นโทษสูงสุด แต่ไม่มีโทษเรื่องการยุบพรรค โดยแบ่งฐานความผิดในระบบไพรมารีโหวตอาทิ .กรณีการเสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมให้ทรัพย์สิน ผลประโยชน์อื่นอันใดไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมแก่ผู้ใด มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน และปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท กรณีหลอกลวง บังคับขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จหรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้ใด มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน และปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5ปี

นอกจากนี้กรณีกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้สมาชิกลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น หรืองดเว้นการลงคะแนนแก่ผู้ใด มีระวางโทษจำคุก 1-10ปีหรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ และให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นด้วย

ปรามหัวหน้า-กก.บห.พรรค

ทั้งนี้บทลงโทษเหล่านี้เน้นลงโทษหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคที่ปล่อยปละละเลยให้มีการ กระทำผิดในขั้นตอนไพรมารีโหวต รวมถึงผู้สมัครที่กระทำผิดในไพรมารีโหวตส่วนข้อโต้แย้งอีก2ประเด็นที่เกี่ยวกับขั้นตอนในระบบไพรมารีโหวตอาทิ เรื่องกระบวนการจัดตั้งสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดในระบบไพรมารีโหวตที่กรธ.มองว่า พรรคเล็กจะเสียเปรียบพรรคใหญ่นั้น กมธ.ร่วมมองว่า ไม่ขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ให้ยืนยันตามเนื้อหาเดิมที่สนช.ให้ความเห็นชอบไป รวมทั้งการพิจารณาคัดเลือกผู้สมัครของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองตามที่สาขาพรรคการเมืองส่งรายชื่อมาให้นั้น กมธ.ร่วมเห็นว่ามีความถูกต้องตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ไม่จำเป็นต้องทบทวนแก้ไข

คสช.แจงผลสอบ8บัญชีโกง - มติชน ฉบับวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าที่ประชุม คสช. รับทราบรายงานความคืบหน้ากรณีศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอ.ตช.) ตรวจสอบข้าราชการจำนวนมาก 1-8 บัญชี จำนวน 353 คน และฉบับที่ 9 อีก 70 คน ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่า ความคืบหน้าในการสอบสวนไปถึงไหนนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานข้อสรุปมาว่า จาก 353 คน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ไม่สามารถดำเนินการทางวินัยต่อไปได้ 58 คน 2.กลุ่มที่สอบสวนแล้วไม่พบความผิด 30 คน 3.กลุ่มที่สอบสวนแล้วพบว่ามีความผิดและสั่งลงโทษไปแล้ว 72 คน แยกเป็นลงโทษไล่ออก 14 คน ให้ปลดออก 2 คน ให้พ้นจากตำแหน่งโดยไม่มีโทษ 44 คน ให้ลงโทษเล็กน้อย เช่น ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ตักเตือน 12 คน และ 4.กลุ่มที่การสอบสวนยังไม่เสร็จ 193 ราย

พล.ท.สรรเสริญกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญ เอาจริงเอาจังกับผู้ถูกร้องเรียนว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริต โดยมีการตรวจสอบอย่างมีขั้นตอนกฎเกณฑ์ เพื่อความชัดเจน ไม่ได้ตรวจสอบทางวินัยอย่างเดียว แต่มีการประสานงานกับองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการสอบทุจริตอย่างรอบคอบ รอบด้าน

ไทยรัฐ: โปร่งใสไม่เลือกปฏิบัติ - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560

มีเสียงวิจารณ์ว่ารัฐบาล คสช.กำลังสร้างความประทับใจให้ประชาชนชาวไทยประจักษ์ว่าเอาจริงเอาจังในการปราบปรามการคอร์รัปชันและปราบปรามอย่างเด็ดขาดรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น การใช้อำนาจมาตรา 44 สั่งให้ข้าราชการ70 คน หยุดการปฏิบัติหน้าที่เพื่อตรวจสอบข้อกล่าวหาทุจริต เชื่อว่าเป็นผลงานการตั้งศูนย์ร้องเรียน 74 แห่งทั่วประเทศ

เป็นศูนย์รับเรื่องราวร้องเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม หรือศูนย์ร้องเรียนของทหารนั่นเอง นอกเหนือจากองค์กรต่อต้านการคอร์รัปชันอื่นๆ เช่นป.ป.ช., ป.ป.ท. และศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.)เป็นต้นรายงานข่าวแจ้งว่าข้าราชการที่โดน ม.44 คราวนี้ส่วนใหญ่สังกัดองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

น่าสังเกตว่า ในบรรดาข้าราชการที่ถูกสั่งพักราชการไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารแม้แต่คนเดียว ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการและบริหารของ อปท. จึงมีเสียงโวยวายว่าทำไม จึงมุ่งแต่ อปท.และร้องเรียนด้วยว่า เมื่อ 2 ปีก่อน ผู้บริหารสังกัด อปท. ถูกสั่งพักราชการรอบแรกหลายคนจนถึงขณะนี้ ยังไม่ได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่

เรื่องราวข้างต้นแสดงถึงความเอาจริงในการตรวจสอบการทุจริตในวงข้าราชการเปรียบเทียบกับการร้องเรียนจาก นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวหาว่า รัฐมนตรีคนหนึ่งใช้เฮลิคอปเตอร์กองทัพบกบินจาก กทม. ไปพบเจ้าของโรงสีข้าวแห่งหนึ่งที่กำแพงเพชร เป็นโรงสีที่ประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล ถามว่ามีภารกิจลับอะไรหรือ?

อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องข้าวเช่นเดียวกัน นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวหาว่า ในการระบายข้าวของรัฐบาลเป็นข้าวคุณภาพดี แต่รัฐบาลกลับขายเป็นข้าวเสื่อมคุณภาพเพื่อนำไปเป็นอาหารสัตว์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย อีกคนหนึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบกรณี ที่มีการกล่าวหามีการนำข้าวไปหมุนเวียนขายกิน "เงินทอน" ส่วนต่าง

แต่อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศชี้แจงว่านับ แต่รัฐบาลนี้บริหารประเทศมากว่า 3 ปี มีคณะทำงาน 100 ชุด ออกไปตรวจสอบคุณภาพข้าวในโกดังทั่วประเทศ และมีการลงนามรับรองในเอกสารถูกต้อง จึงไม่จำเป็นต้องตรวจสอบซ้ำ ส่วนโฆษกรัฐบาลตอบโต้ว่าข้อกล่าวหาเรื่องนี้เป็นเรื่องการเมืองเพื่อให้เป็นผลดีต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในคดีรับจำนำข้าว

เป็นเรื่องของการตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการรัฐบาลจะต้องกระทำด้วยความโปร่งใสและปฏิบัติต่อทุกฝ่าย โดยเสมอหน้าไม่เลือกปฏิบัติไม่สองมาตรฐานและควรให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช., ป.ป.ท. หรือ สตง.ไม่ควรมีหน่วยงานพิเศษซ้ำซ้อนสับสนเสี่ยงต่อการปฏิบัติ

คอลัมน์ ต่อ ต้าน คอร์รัปชัน: โครงการต้านโกงใหม่ๆ ที่จะเห็นในปีนี้ - แนวหน้า ฉบับวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560

รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค

ต่อตระกูล: ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เราสองคนได้นำเสนอเรื่องในระยะยาว คือแนวความคิดแปลกๆใหม่ๆที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการต่อต้านคอร์รัปชันในประเทศไทยได้ในอนาคต และระยะสั้นคือรายงานความคืบหน้าของโครงการและนโยบายที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เรายัง ไม่ค่อยได้พูดถึงกัน คือเรื่องในระยะกลาง นั่นคือ แนวความคิดแปลกใหม่ที่ได้รับการกลั่นกรองและปรับแก้ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของสังคมไทยแล้ว และกำลังจะนำมาใช้จริงในเร็วๆ นี้

ต่อภัสสร์: เห็นด้วยครับ โครงการเหล่านี้ล่ะที่จะสร้างความหวังให้ประเทศไทยได้ ผมเข้าใจว่าโครงการและนโยบายประเภทนี้มีอยู่ไม่น้อย ส่วนตัวผมเองมีโอกาสได้เข้าไปร่วมคิดและทำโครงการประเภทนี้อยู่จำนวนหนึ่ง จึงอยากนำมาเล่าให้ฟังในบทความตอนนี้ครับ

ต่อตระกูล: ดีมากเลย มีโครงการอะไรบ้าง และโครงการเหล่านี้ต้องการการสนับสนุนจากประชาชนและรัฐบาลอย่างไรบ้าง ถ้าดีและน่าสนใจเราจะได้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ด้วย

ต่อภัสสร์:ครับ โครงการแรกที่จะพูดถึงคือ Crowdsourcing Investigative Journalism หรือโครงการประชาชนนักข่าวโครงการนี้เกิดมาจากความสำเร็จในการเปิดโปงคดีทุจริตจำนวนมากโดยนักข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนที่หลายท่านน่าจะเคยได้ยินคือสำนักข่าวอิศรา ที่มีคุณประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์เป็นผู้อำนวยการ จึงมีความเห็นที่จะขยายจำนวนนักข่าวสืบสวนสอบสวนด้วยการจัดอบรมนักข่าวทั่วไปให้มีความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น เพราะถ้ามีนักข่าวมาทำข่าวเชิงลึกประเภทนี้มากขึ้น ก็จะมีคนทำงานประจำจำนวนมากขึ้นที่คอยเฝ้าสอดส่องดูเหล่านักธุรกิจ ข้าราชการ นักการเมืองไม่ให้โกง สังคมไทยก็จะโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามการจัดอบรมนักข่าวแบบนี้ แต่ละครั้งจะได้นักข่าวสืบสวนสอบสวนใหม่จำนวนไม่มาก ไม่เพียงพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศอย่างทันท่วงที จึงเกิดความคิดว่าแทนที่จะอบรมแค่นักข่าว ทำไมเราไม่สร้างให้คนทั่วไปเป็นนักข่าวไปเลย อย่างนี้แทนที่จะขยายได้ปีละหลักร้อยคน เป็นปีละพันเป็นหมื่นคนได้เลย สิ่งนี้ทำได้ด้วยการสร้างพื้นที่ที่ประชาชนจะสามารถมีส่วนร่วมกับการปกป้องผลประโยชน์สาธารณะได้ตามความสามารถของ แต่ละคน เพื่อส่งเสริมให้เกิดความตื่นตัวกับเรื่อง คอร์รัปชัน ให้ได้มีส่วนร่วมมากขึ้น เกิดเป็นสังคม เปิด ซึ่งเป็นหัวใจหลักของสังคมที่เป็นประชาธิปไตยโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

วิธีการทำงานคือ จะมีนักข่าวมืออาชีพเป็นผู้บริหารจัดการพื้นที่แบ่งปันข้อมูล ทีมงานจะค้นหาข่าวที่น่าสนใจมาสืบสวนสอบสวนและทำสรุปให้เข้าใจง่ายด้วยภาพประกอบ จะเชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปมาให้ความเห็นและให้ข้อมูลเพิ่มเติม ทีมงานก็จะเอาข้อมูลเหล่านั้นมากลั่นกรอง และสืบให้ลึกลงไปจากข้อมูลที่ได้รับมา เรียกว่าเป็นการช่วยเหลือนักข่าวมืออาชีพให้ทำงานสะดวกและเร็วขึ้น ในขณะที่ประชาชนทั่วไปก็จะได้ระบายทั้งความในใจและระบายข้อมูลที่ไม่กล้าแจ้งเจ้าหน้าที่ด้วย และข้อมูลเหล่านี้ก็จะถูกนำไปสืบสวนเพื่อทำข่าวต่อๆไป เป็นวงจรความโปร่งใส

สิ่งที่โครงการนี้ต้องการการสนับสนุนคือ ความร่วมมือจากประชาชนทุกคน ยิ่งมีคนมาร่วมให้ความเห็นและข้อมูลมาก ข้อมูลยิ่งมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น พวกบัตรสนเท่ห์เพื่อกลั่นแกล้งคนก็จะเกิดยากขึ้น โครงการนี้ระยะแรกจะเกิดขึ้นภายในปลายปีนี้ โดยจะใช้เฟซบุ๊คเป็นพื้นที่แบ่งปันข้อมูล เพื่อเก็บข้อมูลมาพัฒนาเป็นพื้นที่ถาวรในระยะต่อไปที่ประชาชนอาจจะสืบค้นข่าวเองเลยก็ได้ในปีหน้า

ต่อตระกูล: น่าสนใจดี ถ้าเราสามารถทำให้คนไทยทุกคนเป็นนักข่าวสืบสวนสอบสวนหรือผู้ช่วยนักข่าวได้ มั่นใจว่าคนโกงต้องไม่รอดพ้นสายตาคนไทยเป็นล้านๆ คนแน่นอน

ต่อภัสสร์: อีกโครงการหนึ่ง ผมเคยพูดถึงไปแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน นั่นคือ ตราสัญลักษณ์ธรรมาภิบาล โดยผลักดันให้บริษัทเอกชนสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการจ่ายสินบนในการประกอบธุรกิจ ตราสัญลักษณ์นี้ไม่ได้สร้างใหม่ เพราะมีอยู่แล้วคือ หลักเกณฑ์ของแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (Collective Action Coalition Against Corruption หรือ CAC)ที่พัฒนามาโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (Institute of Directors หรือ IOD ) โดยหลักเกณฑ์นี้ครอบคลุมและรัดกุมมาก และมีการประเมินผลบริษัทเหล่านี้อยู่เป็นประจำโดยผู้เชี่ยวชาญ

ในปัจจุบันมีบริษัทเอกชนไทยสมัครเข้าร่วม CAC แล้วกว่า 843 บริษัท และได้รับการรับรองแล้วถึง 232 บริษัท แต่จำนวนนี้ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินธุรกิจที่ยังต้องจ่ายสินบน และผู้บริโภคหรือประชาชนทั่วไปยังไม่ค่อยได้รับรู้เรื่องโครงการนี้เท่าใดนัก นี่จึงเป็นที่มาของการขยายผลโครงการโดยเชื่อมโยงประชาชนผู้บริโภคด้วย เพื่อผลักดันให้ทุกบริษัทในประเทศต้องเข้าร่วมโครงการ

โครงการนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญของประชาชนในการต่อต้านคอร์รัปชันในประเทศไทย ต่อไปเวลาเราจะซื้อสินค้าอะไร เราจะจ้องดูก่อนว่าสินค้านั้นมีตราสัญลักษณ์ CAC ติดอยู่หรือไม่ ถ้ามีก็แสดงว่าผู้ผลิตสินค้านี้มีระบบธรรมาภิบาล ทำธุรกิจด้วยความใสสะอาด ทำให้สินค้าที่เลือกซื้อนั้นคุ้มค่า เพราะไม่มีต้นทุนสินบนแอบแฝงอยู่ เช่น ถ้าจะซื้อบ้าน หากบริษัทอสังหาริมทรัพย์นั้นได้ตราสัญลักษณ์ CAC ผู้ซื้อก็มั่นใจได้ว่า ราคานี้คือราคาบ้านจริงๆ ผู้ขาย ไม่ได้บวกค่าสินบนอื่นๆไปด้วย ดังนั้นก็น่าจะคุ้มค่า และน่าเชื่อถือ ตัวผู้บริโภคก็ได้ประโยชน์ ประเทศชาติก็พัฒนา ภายในปลายปีนี้จะได้เห็นการขยายผลโครงการนี้อย่างแน่นอนครับ

ต่อตระกูล: เยี่ยมไปเลย ต่อไปคนที่อยากมีส่วนร่วมในการต่อต้านคอร์รัปชัน แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรนอกจากบ่น ก็สามารถร่วมต่อสู้ได้ด้วยวิธีง่ายๆ เพียงแค่เลือกซื้อสินค้าจากผู้ผลิตที่ไม่จ่ายสินบน หรือ บริษัทที่ได้รับรองจาก CAC เท่านั้น

ต่อภัสสร์: โครงการสุดท้ายที่ผมจะเล่าถึง น่าจะเกี่ยวข้องกับประชาชนทุกคนอย่างมาก นั่นคือการรับความเห็นในการรับบริการจากหน่วยงานรัฐ ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกท่านต้องเคยไปใช้บริการจากหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าทำบัตรประจำตัวประชาชน สอบใบขับขี่ จดทะเบียนโอนที่ดิน หรือแม้การขอนำเข้ายาและอาหารเสริม บางท่านอาจเคยได้รับประสบการณ์ที่ดี แต่ไม่รู้จะไปกล่าวชมเจ้าหน้าที่คนนั้นอย่างไร หรือถ้าเป็นประสบการณ์ที่แย่ ก็ไม่รู้จะไปบ่นที่ไหนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในขณะเดียวกันผู้บริหารหน่วยงาน รัฐต่างๆหลายแห่ง ก็อยากได้รับความเห็นจากการใช้บริการที่ตรงไปตรงมา เพื่อมาปรับปรุงการทำงาน โครงการรับความคิดเห็นนี้ จะเป็นทางออกให้กับประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ

ด้วยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน เช่น องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) สมาคมวิจัยการตลาดแห่งประเทศไทย และ แฮนด์ วิสาหกิจเพื่อสังคม ภายใต้การนำของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (Institute of Directors หรือ IOD ) โครงการ Citizen Feedback เพื่อรับความเห็นจากประชาชนผู้รับบริการภาครัฐจึงเกิดขึ้น โครงการนี้จะสนับสนุนการบังคับใช้ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ที่มีผลบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2558

หลักการทำงานก็ง่ายๆ คือ พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกฯ นั้นบังคับให้ทุกหน่วยงาน ราชการต้องเปิดเผยขั้นตอนการพิจารณาอนุญาต ไม่ว่าจะเป็นเอกสารที่ประชาชนต้องเตรียมมา ระยะเวลาที่ใช้ รวมถึงค่าธรรมเนียมตามกฎหมาย เมื่อประชาชนมีข้อมูลเหล่านี้แล้ว เดินเข้าไปรับบริการจากหน่วยงานรัฐแต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไม่มีเหตุผลเหมาะสมหรือได้รับบริการตามขั้นตอนดีมาก ตอนเดินออกมาก็จะมีข้อความขึ้นในโทรศัพท์ของท่านผ่านช่องทางแอพพลิเคชั่น เว็บไซต์ หรือข้อความโทรศัพท์มาถามว่าเมื่อสักครู่เป็นอย่างไรบ้าง เมื่อท่านให้ความเห็นไป ข้อมูลดังกล่าวก็จะถูกนำไปจัดเก็บเพื่อประมวลผลอย่างเป็นระบบ ก่อนจัดส่งไปให้ผู้บริหารหน่วยงานราชการนั้น ดำเนินการปรับปรุงหรือรักษาไว้ โดยผู้บริหารจัดการข้อมูลคือภาคเอกชน ดังนั้น ข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อตัวผู้รับบริการก็จะไม่ถูกเผยแพร่ เพื่อเป็นการป้องกันให้ผู้ให้ ความเห็นด้วย ในปีนี้จะมีการทำโครงการนำร่องกับหน่วยงานราชการจำนวนหนึ่ง ก่อนหวังว่าจะขยายใช้ทั่วทุกหน่วยงานในปีหน้าครับ

ต่อตระกูล: โครงการสุดท้ายนี้ ได้รับทราบแล้วในการประชุมคณะกรรมการ ต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ครั้งที่ผ่านมา และได้เชิญผู้เกี่ยวข้องมารายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในคณะอนุกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติด้านการป้องกันการทุจริตแล้ว โครงการนี้แตกต่างจากสายด่วนอื่นๆเพราะมีรูปแบบการทำงานที่วิ่งเข้าหาผู้รับบริการ ไม่ใช่รอให้คนโทรไปแจ้งเหมือนแต่ก่อน มีการออกแบบคำถามและกระบวนการรับความเห็นที่น่าสนใจ และมีการวางระบบการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่ดี สมควรได้รับการสนับสนุนทั้งจากประชาชนและภาครัฐ และเห็นด้วยที่จะให้ภาคเอกชนเป็นผู้บริหารจัดการข้อมูล เพื่อความเป็นกลาง

โครงการใหม่แต่ละโครงการที่เล่ามานี้มีความน่าสนใจมาก และยิ่งมารวมกันทั้ง 3 โครงการยิ่งน่าสนใจ เพราะต่างมีวิธีการและกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ทำให้ครอบคลุมประชาชนที่มีความหลากหลายในประเทศไทยได้ นั่นหมายความว่าไม่ว่าคุณจะอยู่ส่วนไหนของประเทศ มีความสนใจ หรือความถนัดในเรื่องใด ก็สามารถร่วมต่อต้าน การโกงได้ทุกคน และจะเป็นการต่อสู้ที่มีความหวังมากเสียด้วย

Yingluck: 'Victim of a political game' - BANGKOK POST Issued date 2 August 2017

YINGLUCK SHINAWATRA

I would like to quote the words of Professor Sanya Dharmasak, former president of both the Supreme Court and the Privy Council, who said: "The police are the upstream of justice, the public prosecutor the midstream and the court the downstream."

"The upstream must be clear and clean if the downstream is to be clear and clean. If the upstream is muddy, the downstream will be, too. If so, justice may not be served."

After just 79 days of investigation the National Anti-Corruption Commission (NACC) hastily filed a charge against me based on just 329 pages of evidence, even though corruption charges against others related to rice sales had not yet concluded. The NACC has asserted all along that the charge is not related to me.

During the pre-prosecution stage, the attorney general opined that the NACC's inquiry file contained incomplete grounds, and further investigation was needed. However, the attorney general decided to file charges against me even though no further investigation had been conducted as proposed.

The criminal charges against me are unfair and unlawful. They contain facts and grounds not included in the NACC's inquiry file, namely the deterioration of (pledged) rice and corruption in the scheme.

During the trial, the plaintiff suspiciously added new evidence that had never been heard in my case, such as a "rice stock auditing report". This was made by the Rice Stock Auditing Sub-committee, which was appointed after the coup.

Additionally, there were 60,000 pages of new evidence related to allegations of corruption in government-to-government rice sales (which were implemented as part of the scheme) that targeted other figures.

Adding new evidence in such a way is not only unfair but is tantamount to leading the trial and the public to believe that I am guilty.

The present government unlawfully issued an order requiring me to pay 35 billion baht in damages and ordered the seizure and total withdrawal of money from my bank accounts. Such action led the public to misunderstand me, and may unfairly affect the trial.

I believe that never before has anyone implementing public policy been so unfairly treated, with their assets seized before the criminal case has been decided. No one has ever suffered as harsh and unfair a fate as me.

I beg the court to grant me justice by not considering to my detriment those 60,000 pages of new evidence.

The rice-pledging scheme was a beneficial public policy. It was not aimed at making a profit from rice farmers but raising their income. It generated economic value and returns, both at a grass-roots level and a macroeconomic level. It was implemented in good faith, in accordance with the constitution and the law.

I never neglected my duty. The agencies that were chiefly responsible, such as the Office of the National Economic and Social Development Board (ONESDB), the Budget Bureau, and the Council of State, as well as other operating agencies, never issued a warning against the scheme or called for its discontinuation or suspension.

The procedures and working process were set so each party could check and balance the performance and discharge their respective duties. I could not order the discontinuation or end of the scheme arbitrarily.

I could not exercise my power arbitrarily to interfere with, issue orders for or otherwise influence the operation of the scheme for anyone's benefit.

I did not cancel the scheme due to its benefits or because there was no damage caused as charged. In evaluating the value of this public project, not only the benefits calculable in monetary terms but also other benefits to society arising from the project must be taken into account. However, the NACC and the plaintiff have not taken these into account.

In June 2013, the National Rice Committee reported the economic and social benefits of the scheme amounted to 394 billion baht, which was 173 billion baht greater than the 220 billion baht claimed as accounting losses.

The ONESDB confirmed with me the necessity of continuing the scheme until Thailand fully entered the Asean Community in 2015.

The scheme was implemented within a legal framework, within the ceiling of the revolving 500-billion-baht fund set by the cabinet and within the public debt ceiling.

The NACC and the Office of the AttorneyGeneral sent warning letters to my government about the scheme. [But] they had no legal duty or power to order the executive branch to discontinue or end implementation of this public policy. I never ignored their warnings or suggestions and passed them to the parties concerned.

I have never neglected (the alleged) corruption in rice sales. Wicha Mahakun, the plaintiff's witness, confirmed that I was never involved in, or consented to, any form of graft relating to the rice sales.

My cabinet exercised due care and passed a resolution setting more stringent criteria and measures to prevent corruption in the rice sales. If I had neglected or omitted to prevent corruption or damage as accused, why should the cabinet and I adopted such stringent criteria?

I ordered the commerce minister to investigate the rice sales, but the findings were not conclusive and the ministry did not report any officials as being wrongfully involved in the sales. Moreover, the NACC, having concluded its investigation, could only name those officials wrongfully involved in the rice sales in January 2015 - almost a year after I had left office.

Selling rice stock is an operating procedure that has been followed by every government.

I replaced the (then) commerce minister with a new one to allow an investigation to take place and to stop any suspicious action during the NACC's inquiry. This showed I had no ulterior motive to conceal information relating to the rice sales, and that I have never consented to any graft in rice sales as charged.

I have duly exercised my power, discretion and due care over the above matters based on the prevailing facts during the time of my tenure.

I am aware I am a victim of an intricate political game. I have done nothing wrong.

This is a summary of former prime minister Yingluck Shinawatra's closing statement regarding the rice-pledging scheme as heard yesterday at the Supreme Court.

คม ชัด ลึก: ลาภลอย-ทุจริตเชิงนโยบาย - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ตัวเลขความเสียหายจากโครงการจำนำข้าวตามที่ คณะกรรมการพิจารณารับผิดทางแพ่ง กระทรวงการคลัง ได้พิจารณาคิดคำนวณตั้งแต่โครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต 2555/2556 และปี 2556/2557 ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาภายหลังจากที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และประธานอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ทำหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ซึ่งควรได้รับรู้ความเสียหายคิดเป็นเงินจำนวน 178,586 ล้านบาท ในขณะเดียวกัน คดีความที่ทุกฝ่ายกำลังจับตามองขณะนี้ก็เกี่ยวเนื่องกับความเสียหายอันเป็นผลมาจากการเพิกเฉยที่จะระงับยับยั้งโครงการดังข้อกล่าวหาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ทั้งนี้ระหว่างที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้แถลงปิดคดีจำนำข้าว เมื่อวานนี้ มีข้อความตอนหนึ่งที่กล่าวถึงนโยบายช่วยเหลือชาวนา ซึ่งก็คือประชาชนจำนวนมากของประเทศว่า "ดิฉันไม่ได้ทำอะไรผิด แต่สิ่งที่ทำคือใช้ประสบการณ์ของผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่เกิดในต่างจังหวัดมีโอกาสได้รับรู้สัมผัสความทุกข์ยากแสนสาหัสของชาวไร่ชาวนา ซึ่งประเทศนี้เคยเรียกว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติและเรียกร้องให้คนไทยทุกคนเกื้อหนุนดูแล และดิฉันก็ได้ทำแล้วในโครงการรับจำนำข้าว แม้การผลักดันนโยบายสาธารณะเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีให้ชาวนาครั้งนี้จะทำให้ดิฉันต้องเจ็บปวดก็ตามในการต้องอดทนต่อสู้คดีกับฝ่ายโจทก์ ที่พยายามบิดเบือนและกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม"

คำตัดสินคดีจำนำข้าวจะออกมาอย่างไรนั้น ย่อมขึ้นกับ ศาลฎีกาซึ่งอำนวยความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย หากแต่จากคำกล่าวของอดีตนายกรัฐมนตรีเรื่องการช่วยเหลือชาวนาตามนโยบาย ก็เป็นเรื่องน่าคิด และควรจะเป็น "การบ้าน" สำหรับทุกรัฐบาล ไม่เฉพาะแต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น รัฐบาลทหารเองก็ต้องไม่ลืมว่า การออกนโยบายใดๆ ก็ตาม แม้จะไม่เป็นการทุจริตแบบเงินใต้โต๊ะ เงินทอน หรือแบมือไถเอาดื้อๆ ก็ตาม หากแต่อาจแฝงเร้นมาในรูปแบบทุจริตเชิงนโยบายได้ ก็ต้องระวัง ดังเช่นที่ป.ป.ช.เคยนิยามเอาไว้ว่าเป็นการทุจริตที่เกิดจากคณะรัฐมนตรี หรือผู้บริหารองค์กรรัฐผู้กำหนดนโยบายสาธารณะ ใช้นโยบาย ที่ดูเหมือนจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมทั้งหมด แต่จริงๆ แล้วมี ผลประโยชน์แอบแฝงจากโครงการนั้น ซึ่งตกแก่ผู้ออกนโยบาย หรือพวกพ้อง

ถือเป็นเรื่องปกติที่ทุกรัฐบาลจะต้องใช้นโยบายสาธารณะให้เป็นไปตามแผนพัฒนาบ้านเมือง อย่างเช่นที่รัฐบาลชุดนี้ก็มี นโยบายปฏิวัติการขนส่งและขนส่งมวลชนทั้งระบบในรูปของแผนปฏิบัติการเร่งด่วนของกระทรวงคมนาคมปี 2559-2560 มูลค่าร่วม 2 ล้านล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และชานเมือง ทางพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) แน่นอนว่าทุกโครงการย่อมมีผลประโยชน์ตามรายทางเกิดขึ้นมากมาย เหมือนเช่นที่รัฐบาลกำลังจะออกกฎหมายเก็บ "ภาษี ลาภลอย" จากบรรดาเจ้าของที่ดิน-โครงการต่างๆ ที่ได้ "มูลค่าเพิ่ม" ประเด็นที่น่าคิดต่อไปก็คือยังมี "ยักษ์ใหญ่" ไม่กี่ราย ได้ลาภลอยก้อนโตไปด้วยหรือไม่ ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องระวังไม่ให้เกิดการกระทำที่ตนเคยเห็นว่าทุจริต

ฮุนเซนสั่งปิดมูลนิธิช่วยเด็กเหยื่อค้ากาม - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560

พนมเปญ * รับไม่ได้ นายกฯ ฮุน เซน ของกัมพูชา สั่งการให้ปิดมูลนิธิคริสเตียนที่ช่วยเหลือเด็กหลายคนที่ตกเป็นทาสการค้ากาม ภายหลังสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นทำสารคดีเปิดโปงเมื่อปลายเดือนที่แล้ว ที่ผู้นำเขมรระบุเป็นการ "ดูถูก" ประเทศกัมพูชา

รายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2560 ว่า กัมพูชาเป็นประเทศจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่ต้องการซื้อบริการทางเพศมาช้านาน เหยื่อของการค้าเนื้อสดในกัมพูชาที่ได้รับการเกื้อหนุนจากการคอร์รัปชันดกดื่นที่นี่มักเป็นเยาวชน

สารคดีของซีเอ็นเอ็นที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กหญิงเหยื่อการค้ากาม 3 คนที่ได้รับการช่วยเหลือจากมูลนิธิอากาเปอินเตอร์เนชันแนลมิสชันส์ (เอไอเอ็ม) ซึ่งก่อตั้งโดยศาสนาจารย์อเมริกันและเริ่มดำเนินการในกัมพูชาตั้งแต่ปี พ.ศ.2531 เด็กหญิงกลุ่มนี้เคยปรากฏอยู่ในสารคดีฉบับปี 2556 ของซีเอ็นเอ็น เกี่ยวกับเขตสเวปาก เขตยากจนชานกรุงพนมเปญ ซีเอ็นเอ็นตัดสินใจกลับมาติดตามชีวิตของพวกเธออีกครั้งในปีนี้

ช่วงต้นทศวรรษ 2000 ก่อนที่ทางการ จะปราบปราม เขตสเวปากเป็นย่านค้าประเวณีแหล่งใหญ่ที่มีชื่อฉาวโฉ่เรื่องโสเภณีเด็ก สาร คดีของสื่ออเมริกันแห่งนี้เปิดโปงว่าการค้ากามกับเด็กยังคงดำเนินอยู่แม้จะผ่านมากว่าสิบปีแล้ว

ศาสนาจารย์ดอน บริวส์เตอร์ ชาวอเมริกัน ผู้อำนวยการมูลนิธิแห่งนี้ กล่าวไว้ในรายงานเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ช่วงหนึ่งสเวปากเคยเป็นจุดศูนย์กลางของการค้าบริการโสเภณีเด็ก แต่สถานการณ์ต่างๆ เปลี่ยน แปลงในทางที่ดีขึ้นมากในช่วงหลายปีมานี้ แม้ ว่าการค้าบริการทางเพศเด็กจะยังมีอยู่แบบลับๆ ก็ตาม

กระนั้น รายงานของเอเอฟพีกล่าวว่า นายกฯ ฮุน เซน รับไม่ได้กับรายงานของซีเอ็นเอ็นชิ้นนี้ ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์พิธีมอบปริญญาบัตร ผู้นำกัมพูชาซึ่งปกครองประเทศนี้มานานกว่า 3 ทศวรรษ บอกว่า เขาไม่อาจยอมรับการดูถูกขององค์กรเอกชนแห่งนี้ที่ออกอากาศทางสถานีซีเอ็นเอ็น ที่บอกว่าพวกแม่ๆ ชาวกัมพูชาขายลูกสาวให้ไปเป็นโสเภณี

"ถือเป็นการดูถูกที่ไม่อาจทนได้ ไม่ว่าต้องทำยังไง องค์กรนี้ต้องออกไปจากกัมพูชา เราไม่อาจปล่อยให้พวกเขาอยู่ที่นี่ได้อีกแล้ว" ฮุน เซน กล่าว

ฮุน เซน และพวกชาตินิยม โจมตีรายงานฉบับนี้โดยหยิบยกเวอร์ชั่นแรกๆ ที่ซีเอ็นเอ็นเผยแพร่ทางออนไลน์ ซึ่งกล่าวถึงเด็กสาวเหล่านี้ว่าเป็นชาวกัมพูชา แต่ข้อเท็จจริงพวกเธอพูดภาษาเวียดนามหรือไม่ก็ภาษาเขมรที่ติดสำเนียงเวียดนาม เวลาต่อมาซีเอ็นเอ็นได้ลบคำว่าชาวกัมพูชาออกจากพาดหัวข่าวแล้ว

ทั้งซีเอ็นเอ็นและมูลนิธิเอไอเอ็มยังไม่ตอบคำร้องขอถามทัศนะจากเอเอฟพี แต่ซีเอ็นเอ็นกล่าวกับหนังสือพิมพ์กัมพูชาเดลีว่า พวกเขายืนยันในสิ่งที่ได้รายงานไป.

คอลัมน์ ย่อยข่าว: โด้ขึ้นศาลปัดโกงภาษี - สยามกีฬา ฉบับวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ปีกซูเปอร์สตาร์ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ ลา ลีกา สเปน ยืนกรานว่าตนไม่ได้โกงภาษีตามที่โดนกล่าวหาแต่อย่างใด หลังจากที่เรื่องดังกล่าวกลายเป็นประเด็นร้อนตลอดช่วงที่ผ่านมา

โรนัลโด้ เพิ่งไปขึ้นศาลเพื่อให้การถึงเรื่องดังกล่าว เมื่อวันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเขาไม่ได้รับอนุญาตให้พูดกับสื่อโดยตรง งานนี้แข้งวัย 32 ปี เลยออกมาเปิดใจด้วยการใช้แถลงการณ์แทน

ดาวเตะทีมชาติโปรตุเกสระบุว่า "ผมไม่เคยปิดบังอะไร และไม่เคยมีความตั้งใจที่จะเลี่ยงภาษี กรมสรรพากรของสเปนรู้รายละเอียดเกี่ยวกับรายได้ของผมดีเพราะเราให้ข้อมูลกับพวกเขาไปแล้ว ผมทำรายการเสียภาษีด้วยความสมัครใจอยู่เสมอ เพราะผมคิดว่าเราทุกคนต่างก็ต้องเปิดเผยและจ่ายภาษีให้ตรงกับรายได้ของเรา"

"คนที่รู้จักผมดีย่อมรู้ว่าสิ่งที่ผมขอให้ทีมที่รึกษาทำก็คือ ให้จ่ายภาษีตรงตามเวลาและตรงตามความเหมาะสม เพราะผมไม่อยากให้มันเกิดปัญหา ตอนที่ผมเซ็นสัญญากับ เรอัล มาดริด นั้นผมไม่ได้สร้างบริษัทแบบพิเศษเพื่อจัดการเรื่องลิขสิทธิ์ทางภาพลักษณ์ของผมเลย แต่ผมยังใช้บริษัทเดิมที่เคยจัดการเรื่องนั้นให้ตอนที่ผมอยู่ในอังกฤษ"

"ทีมทนายที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แนะนำให้ผมนั้น ทำการสร้างบริษัทดังกล่าวในปี 2004 ซึ่งถือว่าเกิดขึ้นก่อนที่ผมจะย้ายมาเล่นที่ สเปน ตั้งนานแล้ว บริษัทแบบนั้นมันถือเป็นเรื่องปกติในอังกฤษ ซึ่งกรมสรรพากรได้ทำการตรวจสอบบริษัทดังกล่าว และรับรองว่ามันเป็นบริษัทที่ถูกต้องตามกฎหมาย"

"มันถึงเวลาที่ต้องให้ความยุติธรรมทำงานแล้ว ผมเชื่อมั่นในความยุติธรรม และหวังว่าจะได้รับการตัดสินที่เป็นธรรม เพื่อที่จะไม่ให้เกิดความกดดันโดยไม่จำเป็น ผมจึงตัดสินใจที่จะไม่ให้ความเห็นใดๆ เพิ่มเติมในประเด็นนี้ จนกว่าจะมีคำตัดสินอออกมา" โรนัลโด้ เผย