You are here

CG and corruptions News - 2 July 2018

คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์บัณฑิต: กำกับดูแลธุรกิจ'ฟินเทค' - กรุงเทพธุรกิจ

ขรก.พม.ตั้งปมฆ่าอำพราง - กรุงเทพธุรกิจ

เปิดจม.ลาตายอดีตปลัดพม. สั่งเสียพิธีศพให้รีบเผาน้อยใจผู้ใหญ่ไม่ให้พบเผยเพื่อนสาวปลอดภัยชันสูตรซดพิษผสมไวน์ - มติชน

ปชป.ค้านยกเลิกเลือกตั้งสข. - ข่าวสด

แช่ภาษีที่ดินเพราะคนรวยเดือดร้อน - โลกวันนี้

ยื่นสอบ'กพช.-กบง.'ต่ออายุซื้อไฟฟ้า - ข่าวสด

ผงะ!โกงซื้อวัตถุดิบจีจีซี2.1พันล้าน - ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: ลงดาบ กก.IFEC-IEC - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

อายัด'เงินทอนวัด-ธรรมกาย' - ไทยโพสต์

ข้องใจปมปลัดซดยาฆ่าตัว จี้เคลียร์ปริมาณ'ไวน์'พม.ถามสั่งใครไม่หยุดรอฟัง'วาสนา'ให้ข้อมูล - มติชน

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: มาตรการขจัดคอร์รัปชั่น - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ ชายคาพระพิรุณ - แนวหน้า

หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา : กับการขัดเกลาทางสังคม (Socialization) - มติชน

Bid to boost good governance in Myanmar's extractive industries - THE NATION

คอลัมน์ ข่าวสั้นต่างประเทศ: มาเลย์อายัดบัญชีพรรคอัมโน - มติชน

คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์บัณฑิต: กำกับดูแลธุรกิจ'ฟินเทค' - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ดร.บัณฑิต นิจถาวร

bandid.econ@gmail.com

งานสัมมนากรรมการประจำปีของสถาบันไอโอดี เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ประสบความสำเร็จด้วยดี มีกรรมการและผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 320 คน หลายคนที่มาร่วมงานชอบและ ชมว่าหัวข้อสัมมนาดี ทันสมัย วิทยากรล้วนเป็นผู้มีความรู้ และงานจัดได้ดี ก็ต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้การสนับสนุน ทางสถาบันคงสรุปสาระต่างๆ ที่ได้จากงานสัมมนา เผยแพร่ ให้ผู้ที่สนใจทราบต่อไป

และประเด็นที่จะเขียนวันนี้ก็คือ การ กำกับดูแลธุรกิจการเงินยุคฟินเทค ซึ่งมีการพูดถึงในงานสัมมนา โดยเฉพาะปาฐกถาของ คุณรพี สุจริตกุล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในหัวข้อ ลอยตัวเหนือแรงขับไล่ ธุรกิจ (disruption) โดยการกำกับดูแลที่เอื้อ (facilitating regulation) ซึ่งผู้เข้าร่วมสัมมนาหลายคนที่มาจากภาคการเงินชมว่า สะท้อนความท้าทายเรื่องการกำกับดูแลธุรกิจการเงินในยุคสมัยปัจจุบันได้ดี ที่ภาค การเงินกำลังถูกกระทบอย่างมากจากนวัตกรรมการใช้เทคโนโลยีให้บริการทาง การเงิน ที่เป็นแรงขับไล่หรือ disruption สำคัญในภาคการเงินขณะนี้

วันนี้เลยอยากเขียนเรื่องนี้ โดยเก็บ บางประเด็นที่คุณรพีได้ให้ความเห็นไว้ รวมกับ ความเห็นของผมเองในเรื่องนี้

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีได้เปิดพื้นที่ให้มีการพัฒนาธุรกิจการให้บริการทางการเงินสมัยใหม่ (Fintech) ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนโมเดลธุรกิจ เข้ามาแข่งขันกับสถาบันการเงินที่เป็นผู้ให้บริการเดิม ทำให้สถาบันการเงินเริ่มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับธุรกิจการเงินแบบใหม่ ที่สามารถให้บริการแก่ลูกค้าได้เหมือนกัน แต่รวดเร็วกว่า สะดวก และเป็นทางเลือกของกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ที่คุ้นกับการใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อเป็นธุรกิจการเงินก็ต้องมีการกำกับดูแล คำถามจึงมีว่า เราจะกำกับดูแลธุรกิจการเงินประเภทนี้อย่างไร เพื่อให้สังคมได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและการแข่งขันที่มีมากขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถคุ้มครองผู้บริโภคหรือนักลงทุนได้ และป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจมีต่อเสถียรภาพของระบบการเงิน

โดยทั่วไป เป้าหมายของการกำกับดูแลธุรกิจการเงินก็เพื่อสร้างให้ระบบการเงินมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรการเงินของประเทศที่มีประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งการกำกับจะให้ความสำคัญใน 3 เรื่องคือ 1.รักษาความเชื่อมั่นที่มีต่อระบบการเงินของประเทศ ผ่านกลไกการกำกับและตรวจสอบที่เข้มแข็ง 2.รักษาเสถียรภาพของระบบการเงินโดยลดความเสี่ยงที่ธุรกรรมการเงินอาจเป็นความเสี่ยงต่อระบบการเงิน 3.คุ้มครองผู้บริโภคหรือ นักลงทุนผ่านระบบการเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ผู้บริโภคและนักลงทุนมีข้อมูลที่ครบถ้วนในการตัดสินใจ ซึ่งในทางปฏิบัติ

การกำกับดูแลใน 3 แนวทางนี้จะมุ่งไปที่การทำหน้าที่ของสถาบันการเงินที่เป็นตัวกลางระหว่างนักลงทุนกับประชาชน ผู้ออมเงิน เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นใน ระบบการเงิน ลดความเสี่ยงเชิงระบบ ที่อาจเกิดขึ้น และมีการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานสากลเพื่อคุ้มครองนักลงทุนและผู้บริโภค

แต่นวัตกรรมการเงินที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีหรือฟินเทค นอกจากจะกระทบการทำธุรกิจของผู้ประกอบการเดิมคือ สถาบันการเงินแล้ว ยังกระทบการทำหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแลด้วย ซึ่งคุณรพีพูดถึงผลกระทบใน 3 รูปแบบ คือ 1.ธุรกิจสมัยใหม่เป็นรูปแบบที่ไม่มีตัวกลาง (intermediaries) เพราะทั้งผู้ออม และนักลงทุนจะติดต่อทำธุรกิจกันโดยตรง ไม่มีสถาบันตัวกลางที่ต้องทำหน้าที่ ทำให้การกำกับดูแลต้องเปลี่ยนจากกำกับดูแลการทำหน้าที่ของสถาบันมาเป็นกำกับดูแลธุรกรรมหรือผลิตภัณฑ์การเงินแทน

2.ธุรกิจการเงินใหม่เป็นธุรกิจที่เปิดกว้าง ให้ใครทำก็ได้ เพราะใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีเป็นโมเดลธุรกิจ ทำให้กฎเกณฑ์เดิมที่เน้นกำกับความเหมาะสมของสถาบันที่ ทำหน้าที่ตัวกลางจะไม่สามารถแตะผู้เล่นรายใหม่ได้อย่างชัดเจน เพราะไม่มีตัวตน ของสถาบันการเงินเป็นผู้ให้บริการในธุรกิจการเงินใหม่

และ 3.เป็นธุรกิจการเงินที่ไม่มีพรมแดน ที่ธุรกรรมสามารถทำที่ไหนก็ได้บนระบบ internet ผ่าน digital technology หมายความว่าถ้ากฎเกณฑ์กำกับดูแลในพื้นที่หนึ่งเข้มงวดเกินไป นักลงทุนก็จะหาทางออกโดยไปทำธุรกรรมในพื้นที่อื่น แทน ทำให้ความตั้งใจของกฎเกณฑ์ ที่จะใช้กำกับดูแลเพื่อคุ้มครองนักลงทุน ก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะนักลงทุนเลือกไปทำธุรกรรมดังกล่าวในตลาดอื่นหรือประเทศอื่นแทน

นี่คือ ประเด็นการกำกับดูแลธุรกิจการเงิน สมัยใหม่ที่เป็นความท้าทาย

คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วเราจะกำกับดูแลธุรกิจการเงินใหม่ๆ เหล่านี้อย่างไร จะออกแบบหรือวางระบบการกำกับดูแลอย่างไร รวมถึงจะบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่ออกมาอย่างไร เพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมาย ของการกำกับดูแล ในเรื่องนี้มี 2 ข้อคิดที่อยากแชร์

ในประเด็นแรก ถ้าจะกำกับดูแลให้เกิดผล โดยเฉพาะถ้าต้องมีการออกระเบียบหรือกฎหมายใหม่ ผู้ร่างกฎหมายจำเป็นต้องมีความรู้และเข้าใจธุรกิจการเงิน สมัยใหม่เป็นอย่างดี เพื่อลดช่องว่างระหว่างสิ่งที่กฎหมายต้องการจะทำให้เกิดขึ้นกับความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดการเงิน ช่องว่างนี้มักสร้างปัญหาการกำกับดูแลในทางปฏิบัติ จนบางครั้งนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในกฎหมายที่ออกมา บ่อยครั้งที่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินถูกออกแบบให้มีกลไกการกำกับดูแลกันเอง หรือใช้บุคคลอิสระภายนอกเป็นทางออกแทน

ในประเด็นที่ 2 ทำอย่างไรให้การ บังคับใช้กฎเกณฑ์ต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในเรื่องนี้สิ่งที่นักลงทุนต้องตระหนักก็คือ กฎระเบียบต่างๆ คงจะไม่สามารถคุ้มครองนักลงทุนได้ทุกอย่างในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว อีกทั้งพฤติกรรมมนุษย์ก็เป็นเรื่องที่คาดเดายากทำให้นักลงทุนควรต้องพึ่งตัวเองมากขึ้นในการปกป้องการลงทุนของตน หมั่นหาความรู้ ศึกษาวิเคราะห์ และมีวินัยในการตัดสินใจ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

ในความเห็นของผม ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีทำให้การกำกับดูแลธุรกิจการเงินต้องปรับหรือต้องเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ทั้งในการทำหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแลในการออกกฎเกณฑ์และการควบคุมตลาดให้เป็นไปตามเกณฑ์ ซึ่งหลักการกำกับดูแลธุรกิจการเงินที่ควรปรับ และน่าจะใช้ได้ก็คือ 1.ต้องให้ความสำคัญกับตัวระบบการเงินเป็นหลักโดยมุ่งดูแลควบคุมความเสี่ยงที่อาจ มีต่อระบบ ไม่ใช่แค่สถาบันการเงินหรือธุรกรรม

2.สร้างระบบแรงจูงใจที่จะทำให้กลไกตลาดขับเคลื่อนการทำธุรกิจในทิศทาง ที่จะช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว 3.การเอาผิดลงโทษต้องมุ่งไปที่การทำหน้าที่และ ความรับผิดชอบของผู้เล่นแต่ละคน ในระบบการเงินตามบทบาทที่แต่ละคนมี คิดว่าถ้าไปในแนวนี้ การกำกับดูแล น่าจะสามารถตอบโจทย์ได้บ้าง ก็ฝากไว้เป็นข้อคิด

ขรก.พม.ตั้งปมฆ่าอำพราง - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ ข้าราชการพม.ขอให้อายัดศพ นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อดีตปลัดพม. ก่อนฌาปนกิจวันนี้ สงสัยโดนหลอกให้ฆ่าตัวตาย จี้ตร.สอบปากคำ "น.ส.วาสนา" กินไวน์หมดแก้ว แต่ล้างท้องทันไม่ตาย ขณะที่อดีตปลัดทานแค่ครึ่งแก้ว ปูดเคยเป็นขรก.พม. ลาออกปี 2559

จากกรณีที่นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อดีตปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ (พม.) ด้วยการดื่มยาพิษผสมไวน์ พร้อม น.ส.วาสนา ตะเภาพงษ์ หญิงคนสนิท ภายในห้องนอน หมู่บ้านย่านปทุมธานี โดยน.ส.วาสนาถูกนำส่งรักษาตัวในโรงพยาบาลได้ทัน โดยสันนิษฐานว่าการฆ่าตัวตาย ครั้งนี้ เกิดจากการทุจริตโครงการเงินสงเคราะห์ ผู้ยากไร้และไร้ที่พึ่ง

ล่าสุดนายวิวัฒน์ชัย กุลมาตย์ อดีตรองประธานอนุกรรมการปราบปรามคอร์รัปชัน สภาปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวว่า คดีดังกล่าว มีเงื่อนงำ เจ้าพนักงานตำรวจ ควรดำเนินการพิสูจน์คดีให้เป็นที่กระจ่างก่อน การเร่งดำเนินการฌาปนกิจศพนายพุฒิพัฒน์จึงผิดสังเกต อยากตั้งข้อสังเกตว่าสภ.เมืองปทุมธานี ได้รู้ข้อมูลทรัพย์สินที่มีชื่อน.ส.วาสนา ตามที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อายัดไว้หรือไม่

โดยมีการนำเสนอช่วงวันที่ได้รับแจ้งเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ไปยังที่เกิดเหตุ พบศพนายพุฒิพัฒน์ เสียชีวิตไปหลายชั่วโมงแล้ว แต่น.ส.วาสนา ล้างท้องทัน หากกินยาพร้อมกัน โดยประสงค์ตายพร้อมกัน ก็ไม่น่าจะล้างท้องทัน ที่สำคัญคดีนี้ยังไม่มีการสอบปากคำ น.ส.วาสนา ซึ่งพ้นขีดอันตรายแล้ว โดยเฉพาะช่วงเวลากินยา ใครเป็นฝ่ายวางยา และแก้วน้ำมีคราบยา ดีเอ็นเอ หรือไม่"

"ภาพที่ปรากฏตามข่าว มีแก้วน้ำไวน์ นายพุฒิพัฒน์ เหลือไวน์ครึ่งแก้ว แต่เสียชีวิต อีกแก้วย่อมเป็นของน.ส.วาสนา ซึ่งทานหมดแก้ว แต่ไม่เสียชีวิต และล้างท้องทัน รวมทั้งมีขวดน้ำเต้าหู้ตั้งอยู่ ดังนั้นควรมีการตรวจสอบว่าเป็นการฆาตกรรมอำพรางหรือไม่ การล่อหลอกให้ฆ่าตัวตายพร้อมกันหรือไม่ จึงควรดำเนินการอายัดศพไว้ก่อน"

ทั้งนี้น.ส.วาสนา ต้องให้การ ดังกล่าวให้กระจ่าง โดยเฉพาะทรัพย์ที่มาก มหาศาลจะทำอย่างไรต่อ ให้บอกที่มาที่ไปได้หรือไม่ ทั้งที่เป็นข้าราชการเหมือนกัน จะส่งคืนต่อแผ่นดินหรือไม่ ที่สำคัญจดหมายที่สั่งเสีย พินัยกรรมมรดกให้แก่ญาติเหล่านั้น อยู่ในบัญชีทรัพย์สิน ป.ป.ช. หรือไม่ ควรตรวจสอบก่อน

นายวิวัฒน์ชัย กล่าวต่อว่า ตนทราบว่า มีผู้ร้องไปปปง. ให้ตรวจสอบ และอายัดทรัพย์สินน.ส.วาสนา ซึ่งมีความใกล้ชิดกับ นายพุฒิพัฒน์ ต่อมาปปง.ได้ดำเนินการอายัดทรัพย์สินที่คาดว่าเป็นการฟอกเงิน จากการทุจริตเงินคนไร้ที่พึ่ง มูลค่า เกือบ 88 ล้านบาท นอกจากนี้ปปง.ได้อายัดเงินบัญชีเพิ่มเติมอีก 20 ล้านบาท แต่ยังไม่ปรากฏเป็นข่าว ซึ่งอยู่ในระหว่างให้ นายพุฒิพัฒน์ และน.ส.วาสนา ชี้แจงข้อกล่าวหา แต่นายพุฒิพัฒน์ ได้เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งทรัพย์สินที่อายัด เป็นชื่อของ น.ส.วาสนา เนื่องจากคดีนี้ทรัพย์สินมาก คาดว่า จำนวนสูงกว่า 100 ล้าน

"คดีดังกล่าวจึงอาจมีหลายเหตุผล หลายองค์ประกอบด้วยกัน หากนายพุฒิพัฒน์ มีชีวิตอยู่ อาจรับสารภาพก็มีความเสี่ยงทำให้ถูกยึดทรัพย์ได้เช่นกัน กรณีนี้จึงมีข้อน่าสงสัย ผมแสดงความคิดเห็นส่วนตัว เพื่อหวังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันสร้างบรรทัดฐานการปฏิบัติหน้าที่กรณีเช่นนี้ ดำเนินการเอาทรัพย์สินจากการทุจริตคืนให้กับแผ่นดิน"

ขณะที่นางฐณิฎฐา จันทนฤกษ์ ผอ.ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า จากการพูดคุยกับเพื่อนข้าราชการในกระทรวงพม. ต่างมีข้อสงสัยหลายประเด็นถึงการเสียชีวิต ของนายพุฒิพัฒน์ อย่างกะทันทัน โดยเฉพาะคำพูดของที่ปรึกษากฎหมาย นายพุฒิพัฒน์ ที่ระบุว่านายนายพุฒิพัฒน์ ไม่ได้ร่วมมือกับเขา และสั่งให้หยุด แต่เขาไม่หยุด และพลาดที่ไว้ใจคนผิด ข้าราชการพม. สงสัย ว่าใครคนไหนสั่งให้หยุดแล้วไม่หยุด ควรมีการสอบสวนในประเด็นนี้ด้วย โดยเฉพาะ น.ส.วาสนา ซึ่งยังมีชีวิตอยู่อาจบอกรายละเอียดได้

นางฐณิฎฐา กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ควรจะมีการสอบข้อเท็จจริงให้มีความกระจ่างก่อน แต่ไม่ทราบว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปทุมธานี ได้รับทราบหรือไม่ ทุกคนยังสงสัยว่าใครวางยา เป็นยาอะไร ทำไมคนหนึ่งตาย อีกคนยังสามารถรอดชีวิตได้ และทราบหรือไม่ว่าน.ส.วาสนา เคยเป็นข้าราชการพม.มาก่อน และได้ลาออกไปเมื่อปี 2559 แต่มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย ทั้งบ้านและรถจำนวนมาก ซึ่งได้ถูก ป.ป.ง.อายัดทรัพย์สินไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อตรวจสอบเส้นทางกรณีอาจจะเชื่อมโยงการทุจริตเงินสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง

"การที่ทนายออกมาพูดยืนยันในความบริสุทธิ์ของบุคคลทั้งสอง และกล่าวข้อความเหมือนมีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เหมือนมีนัยอะไร เป็นหน้าที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องหาความชัดเจน แต่ทำไมขณะที่ยังไม่มีการสอบปากคำ น.ส.วาสนา ที่รอดชีวิต แต่กลับรีบจัดงานศพและรีบฌาปนกิจในวันที่ 2 ก.ค. เหมือนจะชิงเผาโดยที่ยังไม่มีความกระจ่าง" นางฐณิฎฐากล่าว

เปิดจม.ลาตายอดีตปลัดพม. สั่งเสียพิธีศพให้รีบเผาน้อยใจผู้ใหญ่ไม่ให้พบเผยเพื่อนสาวปลอดภัยชันสูตรซดพิษผสมไวน์ - มติชน ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ผลชันสูตรอดีตปลัด พม.กินยาพิษ ผสมไวน์ฆ่าตัวตาย พบสารพิษในร่างกาย ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว เพื่อนสนิทที่กินยาพิษตาม หมอล้างท้องทัน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 30 มิถุนายน ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ นางกรณิการ์ นนทผล น้องสาว พร้อมญาติ นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อดีตปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เดินทางมารับศพนายพุฒิพัฒน์ หลังก่อเหตุฆ่าตัวตายด้วยการดื่มยาพิษผสมไวน์ฆ่าตัวตายพร้อมกับเพื่อนสาวคนสนิทที่อาการสาหัส เหตุเกิดบนเตียงนอนภายในบ้านเลขที่ 106/105 หมู่บ้านชวนชื่นกอล์ฟฟลอล่าวิลล์ (ชวนชื่นบรู๊คไซด์) หมู่ 8 ต.บางคูวัด อ.เมือง จ.ปทุมธานี สาเหตุสันนิษฐานว่าเกิดความเครียด ภายหลังถูกอายัดทรัพย์ ที่ถูกกล่าวหาทุจริตเงินช่วยเหลือผู้ยากไร้ โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้าเสียใจ ก่อนรับศพไปบำเพ็ญกุศลที่วัดพรหมวงศาราม หรือวัดหลวงพ่อเณร ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงเขตดินแดง กทม. สำหรับผลชันสูตรระบุสาเหตุการเสียชีวิตเบื้องต้น ระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลว และพบสารพิษภายในอวัยวะในร่างกาย โดยต้องรอผลตรวจจากห้องปฏิบัติการประมาณ 45 วัน เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเป็นสารพิษชนิดใด ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ญาติปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กับบรรดาสื่อมวลชนที่รอบันทึกภาพและทำข่าว โดยขอความเป็นส่วนตัว

ด้าน นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์ ผอ. โรงพยาบาลปทุมธานี เปิดเผยถึงอาการ น.ส. วาสนา ตะเภาพงษ์ อายุ 49 ปี อดีตข้าราชการ พม.และเป็นหญิงสาวคนสนิทของนายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อายุ 60 ปี อดีตปลัด พม.ที่รับประทานยาบางประเภทเข้าไปหวังฆ่าตัวตายและถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลปทุมธานี เมื่อวันที่ 29 มิถุนายที่ผ่านมาว่า แพทย์ได้ทำการล้างท้องและรักษาตามอาการ ผู้ป่วยรู้สึกตัวและพ้นวิกฤตแล้ว แต่ยังต้องดูแลใกล้ชิดในห้องไอซียู ตอนนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าอาการจะดีขึ้นจนสามารถออกไปพักฟื้นที่ห้องผู้ป่วยปกติ หรือจะสามารถออกจากโรงพยาบาลได้เมื่อไหร่ ยังต้องรักษาตามอาการไปก่อน โดยมีทีมแพทย์ดูแลทั้งร่างกายและจิตใจไปด้วย

กรณีนายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร สั่งการให้นางสุพรรณี บัวทอง ผอ.โรงเรียนเทศบาลตะพานหินวิทยาคาร (ท1) ไปช่วยราชการที่สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดพิจิตร ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน โดยสั่งให้ทางเทศบาลเมืองตะพานหินตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง ล่าสุดเทศบาลสรุปการสอบสวนแล้วว่าการจัดซื้อโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนเทศบาลตะพานหินวิทยาคาร (ท1) ระหว่างวันที่ 5-9 มิถุนายน 2560 เป็นการจัดหาวัตถุดิบอาหารกลางวันเด็กนักเรียนไม่เป็นไปตามระเบียบราชการนั้น

ที่วัดพรหมวงศาราม ศาลา 4 แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศงานรดน้ำศพและสวดพระอภิธรรมวันแรก นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อดีตปลัด พม. บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ท่ามกลางบิดา มารดา ญาติพี่น้องที่มาร่วมงาน รวมถึงผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากร พม.ที่เคยร่วมงานกับนายพุฒิพัฒน์ อาทิ นายวิเชียร ชวลิต อดีตปลัด พม., นางญาณี เลิศไกร อดีตอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.), นายอนุสันต์ เทียนทอง อดีตอธิบดีกรมผู้สูงอายุ นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน, นายอภิชาติ อภิชาติบุตร หัวหน้าผู้ตรวจราชการ พม.

ระหว่างพิธีรดน้ำ นายพนาไพร นราแก้ว ที่ปรึกษากฎหมายนายพุฒิพัฒน์และ น.ส.วาสนา ตะเภาพงษ์ ได้เปิดแถลงข่าวชี้แจงถึงเหตุการณ์ พร้อมด้วยญาติทั้งสองฝ่าย ท่ามกลางสีหน้าโศกเศร้าและเคร่งเครียดว่า ข่าวที่ออกมาบิดเบือนไม่ตรงความเป็นจริง สร้างความเสียหาย เนื่องจากระบุว่าทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน ยืนยันว่าทั้งสองเพียงคบหากันอย่างเปิดเผย แต่ยังไม่ได้มีการจดทะเบียนสมรสหรือแต่งงานแต่อย่างใด เป็นการไปมาหาสู่กันหรือเรียกสถานะนี้ว่าแฟนก็ได้ ส่วนประเด็นที่สื่อระบุเป็นการฆ่าตัวตายเพื่อหนีความผิด ก็ไม่เป็นความจริง เนื่องจากข้อกล่าวหาทุจริต ไม่ว่าจะ ป.ป.ง. ป.ป.ช. หรือกระทั่ง พม.ยังไม่มีหน่วยงานใดชี้มูลความผิด

นายพนาไพรกล่าวอีกว่า ส่วนสาเหตุของการฆ่าตัวตายนั้น ส่วนตัวคิดว่าน่าจะมาจากความน้อยใจ ติดต่อบุคคลเพื่อชี้แจงขอคำปรึกษา แต่ไม่ใช่การติดต่อเพื่อหาช่องทางหนีคดี หลายครั้งไม่มีเสียงตอบรับเลย จนทำให้อาจจะเกิดความเครียดและกดดันที่ไม่สามารถติดต่อกับบุคคลดังกล่าว จึงอาจเป็นประเด็นให้คิดสั้นได้ ส่วนจะเป็นบุคคลใดท่านไม่ได้พูดถึง ขณะเดียวกันก่อนหน้าที่จะเสียชีวิต 3 วัน ได้พูดคุยกับนายพุฒิพัฒน์ในห้องส่วนตัวที่บ้าน นายพุฒิพัฒน์กล่าวเพียงสั้นๆ โดยไม่ได้ระบุพาดพิงถึงบุคคลใดว่า "ผมไม่ได้ร่วมมือกับเขา ผมสั่งให้หยุด แต่เขาไม่ฟังผม ผมพลาดที่ไว้ใจคนผิด"

ถามว่ากรณีนี้มีการมองว่าเป็นการเสียชีวิตเพื่อตัดตอนหรือไม่ นายพนาไพรกล่าวว่า น่าจะเป็นการตัดตอนความคิดที่เกิดจากความน้อยใจ ไม่น่าจะเกิดจากบุคคลอื่นมาตัดตอน

ด้าน นายสมภพ นนทผล น้องเขยนายพุฒิพัฒน์ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ขอยืนยันว่านายพุฒิพัฒน์ยังบริสุทธิ์อยู่ เพราะทุกองค์กรที่ตรวจสอบก็ยังไม่มีมติชี้ข้อกล่าวหาว่าท่านมีความผิด

ขณะที่ น.ส.พัชรภรญ์ ตะเภาพงษ์ น้องสาว น.ส.วาสนา กล่าวว่า นายพุฒิพัฒน์หรือพี่หม่องเป็นคนดี ช่วยเหลือครอบครัวมาตลอดทั้งสองคนเพียงคบหากัน ทั้งนี้ อาการล่าสุดของพี่สาวขณะนี้ยังอยู่ในห้องไอซียู รู้สึกตัว มีการตอบสนองบ้าง และยังอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ทั้งร่างกายและจิตใจ

น.ส.ปริศนา ฤทธิ์เทพ พร้อม น.ส.ฐาปนีย์ ศิริสมบูรณ์ ลูกน้องคนสนิทของนายพุฒิพัฒน์ กล่าวพร้อมกันด้วยสีหน้าเศร้าโศกน้ำตาคลอเบ้าว่า นายไม่เคยหนีความผิด ที่ผ่านมาเสียสละเป็นผู้ให้มาตลอด เขาไม่เคยทำผิด และเชื่อมั่นว่านายไม่ได้ทุจริต เพราะสิ่งที่ท่านทำช่วยเหลือโดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน อยากให้รักษาเกียรติส่วนนี้ของท่านไว้ ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตก็คาดว่าจะมาจากความน้อยใจที่อาจปรึกษาผู้ใหญ่ไม่ได้ แต่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ทั้งนี้ เราดูแลการใช้ชีวิตของท่านเป็นส่วนใหญ่ ในจดหมายที่ท่านอดีตปลัดทิ้งไว้ได้ระบุในเรื่องการจัดงานศพให้ตั้งศพไว้ที่วัดนี้ 2 วัน เผาวันที่ 3 ให้ทำแบบเรียบง่าย ไม่ขอพระราชทานเพลิงศพใดๆ ทั้งสิ้น และจะไปลอยอังคารที่ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา

ภายหลังการแถลงข่าวชี้แจง ได้มีการนำจดหมายสั่งเสียถึงการจัดงานศพมาเปิดให้สื่อมวลชนได้เผยแพร่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเนื้อหาเป็นลายมือเขียนระบุดังนี้ "27 มิถุนายน 2561 ข้าพเจ้านายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ และนางสาววาสนา ตะเภาพงษ์ ขอมอบอำนาจการจัดการศพหลังจากข้าพเจ้าทั้งสองถึงแก่กรรมให้กับ 1.นางสาวปริศนา ฤทธิ์เทพ 2.นางสาวฐาปนีย์ ศิริสมบูรณ์ เป็นผู้จัดการศพของข้าพเจ้าทั้งสองคน โดยให้ทำศพตั้งไว้คู่กันที่วัดหลวงพ่อเณร และไม่ให้จัดพิธีใหญ่โต ไม่ขอพระราชทานใดๆ ทั้งสิ้น ให้ทำแบบเรียบง่าย และไม่ให้แยกจัดงานแยกกัน สวด 2 วัน วันที่ 3 เผาศพ และนำกระดูกไปลอยที่สถูปพระเจ้าตากสิน อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา" ก่อนกำกับชื่อตอนท้ายคือ นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ และนางสาววาสนา ตะเภาพงษ์

ทั้งนี้ งานสวดพระอภิธรรมนายพุฒิพัฒน์จะมีไปถึงวันที่ 1 กรกฎาคม ก่อนจะมีพิธีฌาปนกิจในวันที่ 2 กรกฎาคม เวลา 17.00 น.

ปชป.ค้านยกเลิกเลือกตั้งสข. - ข่าวสด ฉบับวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงคัดค้านการยกเลิกสมาชิกสภาเขต กทม. (ส.ข.) หลังกรุงเทพมหานครทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย เพื่อเสนอครม.พิจารณาร่างพ.ร.บ.การบริหารราชการกรุงเทพมหานคร โดยยกเลิกการเลือกตั้ง ส.ข. และไปใช้รูปแบบการแต่งตั้งหรือหรือคัดเลือกโดยตรงจากผอ.เขต ที่เรียกว่าประชาคมเขต ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในฐานะผู้เลือกตัวแทนระดับท้องถิ่นโดยตรง และยังทำให้การทำงานไม่โปร่งใสและไม่สามารถตรวจสอบ ยืนยันว่ากว่า 30 ปี ส.ข.ได้ทำงานและพัฒนาพื้นที่ระดับท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดกับประชาชนมาตลอด หากมีการยกเลิก ส.ข. เสมือนการถอยหลังเข้าคลองและไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย

นายองอาจกล่าวว่า สวนที่อ้างสาเหตุยกเลิกมาจากรายการของ สปท.ระบุ ส.ข.เป็นหัวคะแนนนักการเมืองนั้น ส.ข.ไม่ได้เป็นหัวคะแนนของใคร แต่ถือเป็นนักการเมืองท้องถิ่นอยู่แล้ว มีการทำงานใกล้ชิดกับนักการเมืองทุกกลุ่มและเป็นตัวแทนประชาชนตรวจสอบการทำงานของผู้บริหารเขต หากส.ข.มาจากการแต่งตั้งแล้วคนไหนจะกล้าไปตรวจ สอบคนแต่งตั้ง เท่ากับทำให้ประชาชนเสียผลประโยชน์อย่างมาก

แช่ภาษีที่ดินเพราะคนรวยเดือดร้อน - โลกวันนี้ ฉบับวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย ตั้งคำถามว่าทำไมร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เสนอตั้งแต่ยึดอำนาจปี 2557 จึงยังไม่ออกมาบังคับใช้ กลายเป็นกฎหมายพิกลพิการแบบภาษีมรดกที่เก็บแทบไม่ได้เลย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่ได้ทำให้คนจนเดือดร้อน เพราะไม่มีสมบัติอะไร หากต้องเสียภาษี 0.5% ก็จะเสียเพียง 2,000 บาท พอๆกับค่าจัดเก็บขยะ

การลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต้องการช่วยคนรวยมากกว่า ยิ่งมีทรัพย์มากก็ต้องเสียภาษีมาก ยิ่งมีการยกเว้นก็เก็บภาษีไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยและยังบิดเบือนราคาตลาด เกิดความลักลั่นในการตีความที่ให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ เกิดความไม่โปร่งใสและเสียภาษี "นอกระบบ"

การเก็บภาษีเพื่อพัฒนาท้องถิ่นโดยตรง เสียภาษีปีละ 0.5% แต่ราคาบ้านเพิ่มขึ้น 3% ต่อปี เท่ากับยิ่งให้ยิ่งได้ ไม่มีเสีย ไม่เหมือนการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เป็น 10% จะกระทบทุกฝ่าย การใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจึงไม่ทำให้นักพัฒนาที่ดิน "ขนหน้าแข้งร่วง" ผู้ซื้อบ้านก็ไม่มีผลกระทบ แต่มูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ประชาชนจึงไม่ควรถูกหลอกให้กลัวภาษีที่ดินฯ

ยื่นสอบ'กพช.-กบง.'ต่ออายุซื้อไฟฟ้า - ข่าวสด ฉบับวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 1 ก.ค. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตส.ว.และสมาชิกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) เมื่อวันที่ 30 พ.ค.2559 มีมติให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ (กฟผ.) ต่ออายุการซื้อไฟฟ้าจากกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก(SPP) ออกไปอีก 3 ปี โดยมติในข้อ 1 เห็นชอบแนวทางการดำเนินการกับกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนฯ ระบบ Cogeneration ที่จะสิ้นสุดอายุสัญญาในปี 2560-2568 ตามที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) เสนอ โดยกลุ่มที่ 1 จะสิ้นสุดสัญญาภายในปี 2560-61 (ต่ออายุสัญญา) ระยะเวลา 3 ปี ต่อมาวันที่ 20 ต.ค.2560 กบง.มีมติปรับปรุงช่วงเวลาการสิ้นสุดอายุสัญญาของกลุ่มที่ 1 จากเดิมตั้งแต่ปี 2560-61 เป็น 2559-61 ซึ่งเป็นการแก้ไขมติของ กพช. ในเรื่องการสิ้นสุดอายุสัญญาภายในปี 2560-61 จึงอาจเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่งที่มีปัญหาการนับวันครบอายุสัญญากับ กฟผ.ตามมาได้

นายเรืองไกรกล่าวว่า แม้กระทรวงพลังงานกำลังตรวจสอบเรื่องนี้ แต่ประธานกพช. คือนายกฯ และประธาน กบง. คือรมว.พลังงาน จึงควรร้องให้กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) หรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ตรวจสอบเรื่องนี้ และควรตรวจสอบด้วยว่า กพช. และ กบง. มีอำนาจหน้าที่ใดในการมีมติให้ต่ออายุสัญญาดังกล่าวด้วยหรือไม่ กรณีดังกล่าวอาจจะผูกพันเชื่อมโยงและเป็นปัญหาถึงรัฐวิสาหกิจกลุ่มค้าน้ำมันอีกแห่งหนึ่งด้วย ซึ่งมีข่าวว่าจะซื้อหุ้นของกิจการของกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายหนึ่งที่อาจได้รับการต่อสัญญาจากมติดังกล่าว ดังนั้น เพื่อให้เรื่องนี้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ตนจะส่งหนังสือถึงป.ป.ช.ทางไปรษณีย์ในวันที่ 2 ก.ค.นี้ เพื่อตรวจสอบต่อไป พร้อมขอให้ป.ป.ช.ส่งเรื่องให้ สตง.ตรวจสอบอีกทางหนึ่งด้วย

ผงะ!โกงซื้อวัตถุดิบจีจีซี2.1พันล้าน - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

นายเทวินทร์ วงศ์วานิชประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากกรณีที่คณะกรรมการบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือจีจีซี ในเครือบริษัท พีทีทีโกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) หรือพีทีทีจีซี ได้ตรวจพบการดำเนินงานของพนักงานเกี่ยวกับการจัดซื้อและรับวัตถุดิบส่วนหนึ่ง ไม่เป็นไปตามขั้นตอน การปฏิบัติงานของบริษัท รวมทั้ง กรณีกระทำการนอกเหนือขอบเขตอำนาจที่ได้รับมอบหมาย และอาจเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน โดยร่วมรู้เห็นกับบุคคลภายนอกหรือคู่ค้าของบริษัท อีกทั้งมีเหตุให้สงสัยว่าไม่มีปริมาณวัตถุดิบคงคลัง ณ สถานที่เก็บรักษาวัตถุดิบที่ฝากไว้กับคู่ค้าอยู่จริงนั้น ทางจีจีซีได้มีการชี้แจงไปยังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว

โดยปัญหาที่เกิดขึ้นทางจีจีซี ชี้แจงว่า จะไม่กระทบต่อความสามารถของบริษัทในการดำเนินธุรกิจและการลงทุนตามแผนที่บริษัทได้กำหนดไว้ เนื่องจากบริษัทมีสภาพคล่องทางการเงินที่สามารถรองรับการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน รวมถึงแผนการลงทุนในอนาคต

ส่วนความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นนั้น คิดเป็นมูลค่าราว 2,100 ล้านบาท โดยทางจีจีซี อยู่ระหว่างติดตามวัตถุดิบคงคลังที่หายไป คืนมาจากบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด และเชื่อว่าจะสามารถกำหนดมาตรการที่เหมาะสมเพื่อบรรเทาความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับบริษัทได้

อย่างไรก็ตาม จากปัญหาที่เกิดขึ้น ส่งผลให้นายจิรวัฒน์ นุริตานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีจีซีฯแสดงความรับผิดชอบ ด้วยการลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2561 ส่งผลให้ราคาหุ้นจีจีซี ที่ยืนอยู่ในช่วงเช้าระดับ 12 บาท ปรับตัวลดลงมาอย่างรุนแรงในช่วงบ่าย ก่อนจะปิดตลาดฯลงมาที่ 9.25 บาทหรือลดลง 24% มูลค่าการซื้อขาย 526 ล้านบาท

นายเทวินทร์ กล่าวอีกว่า ส่วนความคืบหน้า ในการโอนทรัพย์สินให้กับบริษัท น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR นั้น ปตท.จะโอนทรัพย์สินให้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ เป็นต้นไป โดยทรัพย์สินที่จะโอนนั้นมีมูลค่าลดลงเล็กน้อย เหลือกว่า 1 แสนล้านบาท จากเป้าหมายเดิมที่ 1.2 แสนล้านบาท เนื่องจากมีทรัพย์สินเพื่อความมั่นคงบางส่วนที่จะเก็บไว้กับ ปตท.ไม่ได้โอนไปด้วย โดยเฉพาะทรัพย์สินที่เกี่ยวกับความมั่นคง อาทิ คลังก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) และคลังน้ำมันที่ศรีราชา, เขาบ่อยา, บ้านโรงโป๊ะ รวมทั้งสถานีบริการน้ำมันที่ขายให้ภาครัฐ เป็นต้น ซึ่งการปรับลดมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ ปตท.ได้ปรับลดมูลค่าการลงทุนในปีนี้ลงเหลือราว 2.21 แสนล้านบาท จากเดิมที่ 2.47 แสนล้านบาท

สำหรับการนำพีทีทีโออาร์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯนั้น คาดว่าจะสามารถยื่นแบบเสนอขายหุ้น (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในช่วงเดือนพฤศจิกายน2561 และสามารถเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (ไอพีโอ) เข้าตลาดหุ้นได้ในช่วงไตรมาส 2/2562

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: ลงดาบ กก.IFEC-IEC - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อยู่ระหว่างพิจารณา ลงโทษกรรมการบริษัทจดทะเบียน 2 แห่ง ที่มีสภาพตายซาก ฐานไม่ทำหน้าที่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น และอาจเป็นกรณีตัวอย่าง ที่จะนำไปสู่การวางบรรทัดฐานควบคุมดูแลกรรมการบริษัทจดทะเบียนทั้งระบบ

บริษัทจดทะเบียน 2 แห่งที่ ก.ล.ต.เตรียมลงโทษกรรมการ ประกอบด้วยบริษัท อินเตอร์ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC และบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ IEC

นายศุภนันท์ ฤทธิ์ไพโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ IFEC ถูก ก.ล.ต.วินิจฉัยว่า มีพฤติกรรมขัดขวางและไม่อำนวยความสะดวกในการจัดประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อเลือกตั้งกรรมการใหม่ ส่งผลให้บริษัทไม่สามารถแก้ปัญหาที่มีความสำคัญและเร่งด่วน เข้าไปข่ายปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นไปตามมาตรา 89/7 พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

และ ก.ล.ต.เปิดโอกาสให้นายศุภนันท์ชี้แจงข้อมูล ก่อนจะพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายภายในวันที่ 12 กรกฏาคมนี้

ขณะที่ นายภูริช นานาวราทร และ พล.ท.วัฒนา เพ็ชรมงคล กรรมการ IEC มีพฤติกรรมเข้าข่ายความผิดตามมาตราเดียวกัน โดยไม่ร่วมประชุมคณะกรรมการบริษัท เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนของกิจการ ไม่ว่าการแต่งตั้งผู้สอบบัญชี การแก้ปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน การแก้ไขเหตุแห่งการอาจถูกเพิกถอนจากการเป็นบริษัทจดทะเบียน

และการพิจารณาข้อเรียกร้องของผู้ถือหุ้นในการเปิดประชุมผู้ถือหุ้น

ก.ล.ต.ขอให้นายภูริช และ พล.ท.วัฒนา ชี้แจงข้อมูลการปฏิบัติหน้าที่ ภายในวันที่ 12 กรกฎาคมนี้ เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการตามอาจหน้าที่ของ ก.ล.ต. ต่อไป

การพิจารณาลงโทษกรรมการของ IFEC ถือเป็นสิ่งที่ชอบ เพราะการแก้ปัญหาบริษัทจดทะเบียนแห่งนี้ที่ยืดเยื้อมาประมาณ 1 ปีครึ่ง เนื่องจากไม่สามารถเปิดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อคัดเลือกกรรมการชุดใหม่ได้ โดยนายไพโรจน์พยายามประวิงเวลา และขัดขวางทุกวิถีทาง

แม้ ก.ล.ต. จะสั่งให้เร่งแก้ปัญหาหลายครั้ง แต่นายไพโรจน์ดื้อแพ่งมาตลอด ทำให้ผู้ถือหุ้น IFEC จำนวนกว่า 30,000 รายได้รับความเสียหาย

เช่นเดียวกับ 2 กรรมการ IEC ซึ่งไม่ยอมเข้าประชุมคณะกรรมการบริษัทถึง 3 ครั้งติดต่อ ทั้งที่บริษัทฯมีปัญหาเร่งด่วนที่ต้องพิจารณาแก้ไข เพื่อคลี่คลายความเดือดร้อนของผู้ถือหุ้นจำนวนกว่า 26,000 ราย

นายภูริช และ พล.ท.วัฒนา กินเงินเดือนของผู้ถือหุ้น IEC มีหน้าที่ดูแลผลประโยชน์และแก้ปัญหาในฐานะตัวแทนผู้ถือหุ้น ไม่ใช่เพียงมีตำแหน่งไว้อวดสังคม และรับเงินเดือนโดยไม่ทำงาน เพราะเมื่อไม่ทำหน้าที่ ก็ไม่ควรจะนั่งเป็นกรรมการ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจดทะเบียนใด

ไม่บ่อยนักที่ ก.ล.ต.จะออกมาไล่บี้การทำหน้าที่ของกรรมการบริษัทจดทะเบียน และถ้าไม่ก่อพฤติกรรมที่สร้างความเสียหายร้ายแรงให้ผู้ถือหุ้น มักจะไม่ค่อยได้เห็นกรรมการบริษัทจดทะเบียนถูกก.ล.ต.ลงโทษ

แต่สำหรับกรรมการ IFEC และ IEC ซึ่งไม่ตระหนักในบทบาทหน้าที่ ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ในการปกป้องผลประโยชน์หรือแก้วิกฤตของผู้ถือหุ้น ก.ล.ต.ปล่อยให้ลอยนวลต่อไปไม่ได้ โดยเฉพาะนายศุภนันท์ ซึ่งแสดงพฤติกรรมให้เห็นชัดว่า เป็น "ตัวถ่วง" ในการกู้วิกฤต IFEC ตลอด

และอาจเป็นหนึ่งในตัวการที่ทำให้บริษัทจดทะเบียนแห่งนี้ตกอยู่ในสภาพล่มสลายด้วยก็ได้

ยังมีกรรมการบริษัทจดทะเบียนอีกหลายแห่งซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่ดูแลปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ แต่เป็นกรรมการในฐานะ "นอมินี" ตัวแทนของผู้ถือหุ้นเพียงบางคนหรือบางกลุ่ม ทำหน้าที่รับใช้หรือปกป้องผู้ถือหุ้นคนที่ทาบทามและผลักดันเข้ามารับตำแหน่งเท่านั้น

รวมทั้งร่วมกันกระทำความผิด และทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยได้รับความเสียหาย ซึ่งหวังว่า ก.ล.ต.จะรุกคืบในการตรวจสอบ กำกับดูแล และลงโทษกรรมการบริษัทจดทะเบียนที่ไร้สำนึกในความรับผิดชอบต่อประชาชนผู้ลงทุน

การเชือด1กรรมการ IFEC และอีก 2 กรรมการ IEC อาจเป็นจุดเริ่มต้น ของความเข้มข้นการกำกับการปฏิบัติงานของกรรมการบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด

และเป็นจุดเริ่มต้นการลงทุนกรรมการบริษัทจดทะเบียนที่ไร้สำนึกด้านธรรมาภิบาลอย่างจริงจังก็ได้.

อายัด'เงินทอนวัด-ธรรมกาย' - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2561

กรุงเทพฯ * เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ลงประกาศในเว็บ ไซต์คำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมที่ ย.82/2561 เรื่องอายัดทรัพย์สินของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทุจริตอนุมัติและเบิกจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาและเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยมิชอบ (เงินทอนวัด) ระบุว่า ตามที่สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ยื่นคำร้องโดยการตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มบุคคลทุจริตเงินงบประมาณของ พศ. และพวกปรากฏหลักฐานเชื่อได้ว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวและพวกมีพฤติการณ์เข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติฟอกเงิน บอร์ด ปปง.จึงมีมติให้อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว 10 รายการ มูลค่า 134,793505.17 บาท พร้อมดอกผล มีกำหนดไม่เกิน 90 วันนับตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค.-20 ส.ค.2561

สำหรับรายการที่ถูกอายัด 10 รายการ ประกอบด้วย บัญชีเงินฝากธนาคารในชื่อของพระพรหมสิทธิ หรือนายธงชัย สุขโขอดีต เจ้าอาวาสวัดสระเกศ บัญชีมูลค่า 132,857,543.91 บาท, บัญชีเงินฝากธนาคารในชื่อของพระพรหมเมธี อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม 1 บัญชี มูลค่า 162,151.76 บาท, บัญชีเงิน ฝากธนาคารในชื่อพระพรหมดิลก หรือนายเอื้อน กลิ่นสาลี อดีตเจ้าอาวาสวัดสาม พระยา 1 บัญชี มูลค่า 1,745,953.37 บาท และบัญชี เงินฝากธนาคารในชื่อพระวิจิตรธรรมาภรณ์ หรือนายเทิด วงศ์ชอุ่ม อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ จำนวน 1 บัญชี มูลค่า 27,876.08 บาท

ขณะเดียวกัน ยังมีคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมที่ ย. 87/2561 เรื่องอายัดทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิดของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลอง จั่น จำกัด ในคดีฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลอง จั่น โดยบอร์ด ปปง.มีมติให้อายัดอาคารโครงการ 100 ปีคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ขนนกยูง ตั้งอยู่บนโฉนดที่ดิน 91 แปลง ในชื่อมูลนิธิธรรมกาย และมูลนิธิธรรมประสิทธิ์ หลังตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่ามีการยักยอกเงินจาก สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และโอนเข้าบัญชีของ น.ส.ศศิธร โชคประสิทธิ์ และ อดีตพระเทพญาณมหามุนีหรือพระธัมมชโย โดยนายศุภชัยสั่งจ่ายเป็นเช็ค 27 ฉบับ เป็นเงิน 1,458,560,000 บาท โดยเงินนำไปใช้ในการก่อ สร้างอาคารดังกล่าว บอร์ด ปปง.จึงมีมติอายัดอาคารดังกล่าว และที่ดิน 91 แปลง มีกำหนดไม่เกิน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการฯ มีมติคือ 12 มิ.ย.-9 ก.ย.2561 โดยให้รวมถึงทรัพย์สินหรือเงินที่ได้มาจากการจ่ายโอน

"ในกรณีผู้ถูกอายัดทรัพย์ ตามคำสั่งหรือผู้มีส่วนได้เสียประสงค์ขอเพิกถอนทรัพย์สินดังกล่าว ให้ยื่นคำร้องต่อเลขา ธิการ ปปง. พร้อมนำหลักฐานที่แสดงว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินมายื่นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งหรือทราบคำสั่งนี้".

ข้องใจปมปลัดซดยาฆ่าตัว จี้เคลียร์ปริมาณ'ไวน์'พม.ถามสั่งใครไม่หยุดรอฟัง'วาสนา'ให้ข้อมูล - มติชน ฉบับวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ผู้เชี่ยวชาญอาชญาจิตวิทยาชี้อดีตปลัด พม.กินยาฆ่าตัวตาย มีเงื่อนงำหลายประเด็นไม่ชัดเจน

การเสียชีวิตด้วยการดื่มยาพิษผสมไวน์ของนายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อดีตปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งถูกให้ออกราชการ และอยู่ระหว่างการสอบสวนดำเนินคดีในข้อหาทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ ยังคงทิ้งปริศนาไว้ เมื่อนายพนาไพร นราแก้ว ที่ปรึกษากฎหมายของนายพุฒิพัฒน์ออกมา ระบุว่า ก่อนเสียชีวิตได้พูดคุยกับนายพุฒิพัฒน์ โดยนายพุฒิพัฒน์ระบุว่า "ผมไม่ได้ร่วมมือ กับเขา ผมสั่งให้หยุด แต่เขาไม่หยุดผมพลาดที่ไว้ใจคนผิด" ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจจะมีผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตดังกล่าวที่ยังสาวไป ไม่ถึงนั้น

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม นางฐณิฎฐา จันทนฤกษ์ ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคน ไร้ที่พึ่ง จ.สมุทรปราการ กล่าวว่า ขออโหสิกรรมแก่ผู้เสียชีวิต แต่สำหรับเรื่องอื่นๆ ตนและเพื่อนหลายคนใน พม. ยังสงสัยข้องใจและอยากทราบในประเด็นที่ปรึกษากฎหมายนายพุฒิพัฒน์ได้พูดคุยกับนายพุฒิพัฒน์ และมีการอ้างถึงบุคคลคนหนึ่ง ซึ่งหลายคน ในกระทรวง พม.สงสัย จะเป็นลูกน้องหรือ เป็นใคร ที่นายพุฒิพัฒน์สั่งให้หยุดแล้ว ไม่หยุด ควรมีการสอบสวนในประเด็นนี้ด้วย โดยเฉพาะ น.ส.วาสนา (ตะเภาพงษ์ หญิงสาว คนสนิทนายพุฒิพัฒน์ที่ดื่มยาพิษด้วย แต่ ไม่เสียชีวิต) ซึ่งมีชีวิตอยู่อาจบอกรายละเอียดเรื่องนี้ได้ และควรหาหลักฐานให้รับผิดชอบการทุจริตครั้งนี้ด้วย เนื่องจากได้สร้างความเสียหายมากแก่ พม. และคนนี้มีบทบาทการบริหารงานมากน้อยเพียงใด มีอำนาจอนุมัติหรือไม่

ผศ.วิวัฒน์ชัย กุลมาตย์ รองประธานอนุกรรมการปราบปรามคอร์รัปชั่น ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตอาจารย์อาชญาจิตวิทยา คณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยราม คำแหง กล่าวว่า การเสียชีวิตของนาย พุฒิพัฒน์ยังมีเงื่อนงำ เจ้าพนักงานตำรวจควรพิสูจน์คดีให้เป็นที่กระจ่าง ศพนายพุฒิพัฒน์ เร่งรีบดำเนินการฌาปนกิจผิดสังเกต และสภ.เมืองปทุมธานีได้รู้ข้อมูลทรัพย์สินที่มีชื่อ น.ส.วาสนาเป็นเจ้าของ ตามที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน( ปปง.) อายัดไว้หรือไม่ ประกอบกับข่าวที่มีการนำเสนอช่วงวันที่ได้รับแจ้งเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลไปยังที่เกิดเหตุ พบนายพุฒิพัฒน์เสียชีวิตไปหลายชั่วโมงแล้ว แต่ น.ส.วาสนาล้างท้องทัน หากกินยาพร้อมกันก็ไม่น่าจะล้างท้องทัน

ผศ.วิวัฒน์ชัยกล่าวว่า ที่สำคัญคดีนี้ยังไม่มีการสอบปากคำ น.ส.วาสนา ซึ่งพ้นขีดอันตรายแล้ว โดยเฉพาะช่วงเวลากินยาว่าใครเป็นฝ่ายวางยา แก้วน้ำมีคราบยาและดีเอ็นเอหรือไม่ ภาพที่ปรากฏตามข่าวแก้วไวน์นายพุฒิพัฒน์เหลือไวน์ครึ่งแก้ว แต่เสียชีวิตอีกแก้วย่อมเป็นของ น.ส.วาสนาซึ่งดื่มหมดแก้วแต่ไม่เสียชีวิตและล้างท้องทัน รวมทั้งมีขวดน้ำเต้าหู้ตั้งอยู่ ดังนั้นควรมีการตรวจสอบว่าเป็นการฆาตกรรมอำพรางหรือไม่ การล่อหลอกให้ ฆ่าตัวตายพร้อมกันหรือไม่ จึงควรดำเนินการอายัดศพไว้ก่อน ซึ่ง น.ส.วาสนาต้องให้การกระจ่างแก่เรื่องนี้ นอกจากนั้นจดหมายที่ สั่งเสีย พินัยกรรมมรดกให้แก่ญาติเหล่านั้น อยู่ในบัญชีทรัพย์สินของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือไม่ ควรตรวจสอบ

ผศ.วิวัฒน์ชัยกล่าวด้วยว่า ทราบว่ามีผู้ร้อง ไป ปปง.ให้ตรวจสอบและอายัดทรัพย์สิน น.ส.วาสนาด้วย ต่อมา ปปง.ได้อายัดทรัพย์สินที่คาดว่าเป็นการฟอกเงินจากการทุจริตเงินคนไร้ที่พึ่ง มูลค่าเกือบ 88 ล้านบาท นอกจากนี้ ทราบว่าเมื่อเร็วๆ นี้ ปปง.ได้อายัดเงินบัญชีเพิ่มเติมอีก 20 ล้านบาท แต่ยังไม่ปรากฏเป็นข่าว โดยอยู่ระหว่างให้นายพุฒิพัฒน์และ น.ส.วาสนาชี้แจงข้อกล่าวหา แต่ขณะนี้นายพุฒิพัฒน์เสียชีวิตไปแล้ว ทรัพย์สินที่อายัดเป็นชื่อของ น.ส.วาสนา เนื่องจากคดีนี้เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินจำนวนมาก คาดว่าจะสูงกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบอาจพบและอายัดเพิ่มเติม

"ในฐานะที่ผมมีประสบการณ์เชี่ยวชาญทางจิตวิทยา โดยเฉพาะอาชญาจิตวิทยา จึงอาจมีหลายเหตุผล หลายองค์ประกอบด้วยกัน หากนายพุฒิพัฒน์มีชีวิตอยู่ อาจรับสารภาพก็มีความเสี่ยงทำให้ถูกยึดทรัพย์ได้เช่นกัน กรณีนี้จึงมีข้อน่าสงสัย การแสดงความเห็นของผม เพื่อหวังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันสร้างบรรทัดฐานการปฏิบัติหน้าที่กรณีเช่นนี้ ดำเนินการเอาทรัพย์สินจากการทุจริตคืนให้กับแผ่นดิน" ผศ.วิวัฒน์ชัยกล่าว

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: มาตรการขจัดคอร์รัปชั่น - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์

คณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ (กพข.)

ขณะนี้สำนักงานใหญ่ขององค์กรโปร่งใสนานาชาติในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี กำลังประชุมพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ในการใช้มาตรการขจัดคอร์รัปชั่นของสมาคมผู้สื่อข่าวสายสอบสวนนานาชาติ (International Consortium of Investigative Journalists - ICIJ) การดำเนินงานของผู้สื่อข่าวกลุ่มนี้มีเครือข่ายทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย ผลงาน ซึ่งปรากฏชัดไปทั่วโลกได้ประกาศเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2559 คือ ปานามาเปเปอร์ ซึ่งยอดฝีมือแฮกเกอร์ได้เอาความลับของสำนักงานกฎหมายมอสแซค ฟอนเซกา สำนักงานใหญ่ที่ปานามาและมีเครือข่ายทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย และได้รับความนิยมจากบรรดาเอกชนและนิติบุคคลที่ใช้บริการ Offshore Company เพราะสามารถปกปิดข้อเท็จจริงของรายได้ เส้นทางการเงินข้ามชาติที่หลบภาษี การทรยศต่อประเทศและเพื่อนร่วมชาติโดยหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของหน่วยงานเก็บภาษีของรัฐ ฯลฯ

ประเทศต่างๆ ได้พยายามหามาตรการขจัดการทุจริตคอร์รัปชั่นตลอดมาทุกยุคทุกสมัย โดยใช้มาตรการต่างๆ มากมาย อาทิ มาตรการทางกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม การลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา การใช้จรรยาบรรณของผู้บริหารภาครัฐและเอกชน การโฆษณาประชาสัมพันธ์กับเยาวชนและประชาชนทุกหมู่เหล่า ฯลฯ แต่การทุจริตคอร์รัปชั่นยังคงแพร่หลายอยู่ในทุกระดับ ทุกประเทศ สมาคมผู้สื่อข่าวสายสอบสวนนานาชาติได้พยายามผลักดันมาตรการเปิดโปงเพื่อขจัดคอร์รัปชั่น ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยและหน่วยงานที่พยายามป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น ดังต่อไปนี้

1) การเปิดโปงหรือชี้เบาะแสผู้กระทำการทุจริตเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพ เพราะเจาะจงชัดเจนถึงการกระทำและบริบทแวดล้อมโดยบุคคลที่อยู่ในที่เกิดเหตุ (อาจใช้คำว่า ผู้เป่านกหวีด ผู้ยกธงแดง ฯลฯ) ตัวอย่างจากปานามาเป-เปอร์ระบุ การกระทำของนายกรัฐมนตรีไอซ์แลนด์ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา ยูเครน ปากีสถาน ซีเรีย กษัตริย์แห่งซาอุดิอาระเบีย บิดาของ เดวิด คาเมรอน ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษตอนนั้น ฯลฯ ผู้สื่อข่าว ICIJ ทั่วโลกเกือบ 350 คน ได้ช่วยกันเปิดโปงการกระทำของบุคคลเหล่านั้นอย่างกว้างขวางตลอดเวลา 2 ปีที่ผ่านมาจากข้อมูลมากมายมหาศาล มีรายละเอียดพร้อม สมบูรณ์จนนำไปสู่การต้องลาออกจากตำแหน่ง การถูกดำเนินคดี ยกเว้นประเทศ ไทยเพราะยังไม่มีผู้สื่อข่าวไทยไปร่วมค้นคว้าแต่อย่างใด ฯลฯ

สื่อสารมวลชนทุกรูปแบบโดยเฉพาะสิ่งพิมพ์สมควรได้รับการยกย่อง เพราะการเปิดโปงลักษณะนี้เป็นการลงโทษทางสังคมที่รวดเร็วรุนแรงก่อนที่ กระบวนการทางยุติธรรมจะดำเนินการสำเร็จ เพราะข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนทั่วโลกว่า โอกาสที่กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมจะลงโทษการทุจริตคอร์รัปชั่น ได้นั้นมีเพียง 1% เท่านั้น!!!

2) การเปิดโปงทำให้ประหยัดงบประมาณของรัฐ เพราะการสร้างระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมต่างๆ พิสูจน์ชัดว่าเป็นการสูญเปล่าทำนองขี่ช้างจับตั๊กแตน เพราะเป็นการหลอกตัวเองว่ามีวิธีการจัดการแล้ว ทั้งๆ ที่ใน ความเป็นจริงผลที่ได้น้อยมากประมาณ 1% (คิดเฉพาะที่เป็นตัวเงินและปัจจัย ที่คิดคำนวณได้ แต่ปัญหาศีลธรรม ขวัญกำลังใจของประชาชนที่เชื่อว่า คนรวยทำอะไรก็ไม่ผิด กฎหมายมีไว้ลงโทษคนจนเท่านั้น ฯลฯ สำคัญมากกว่า เพราะประเทศไทยถูกประณามว่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่นจนเป็นนิสัย)

การเปิดโปงควรต้องได้รับการประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจกับประชาชน ว่าเป็นหน้าที่ของทุกคน และรัฐบาลจะต้องหามาตรการป้องกันพิทักษ์ความปลอดภัยของผู้ที่ทำหน้าที่เปิดโปง และผู้สื่อข่าวตลอดจนสื่อสารมวลชนที่เปิดเผยข้อมูลการทุจริตคอร์รัปชั่นในวงการของรัฐ เอกชน (โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียน) วงการวิชาชีพทุกประเภท ฯลฯ ประสบการณ์ของผู้สื่อข่าว ICIJ ในประเทศไทยปรากฏตรงกันข้าม เสรีภาพของการปฏิบัติหน้าที่สอบสวนของสื่อ สารมวลชนและการเปิดเผยเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นถูกกีดกันทั้งทางกฎหมายและ การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะเป็นเรื่องการใช้อำนาจช่วยเหลือพวกพ้อง โดยอ้างความสงบของบ้านเมืองเป็นเหตุ ทำให้การเปิดเผยและเปิดโปง อยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับในสหรัฐและยุโรป เพราะเป็นปัญหาโครงสร้างสังคมที่มีชนชั้น มีความแตกต่างระหว่างคนรวยคนจน มีความแตกต่างระหว่างผู้ปกครองและคนสามัญ ฯลฯ

3) การเปิดโปงที่มีประสิทธิภาพจะต้องคำนึงถึงค่าตอบแทนความเสี่ยง ของบุคคลต่างๆ ที่มีส่วนในกระบวนการยุติธรรม กฎหมายไทยอาจจะมีลักษณะของสินบนนำจับ ซึ่งไม่เอื้ออำนวยให้มาตรการนี้เกิดขึ้นจริงๆ แต่ในปัจจุบันใน ยุโรปและสหรัฐใช้กลไกของค่าตอบแทนความเสี่ยงมาเป็นเครื่องมือในการขจัดคอร์รัปชั่นเป็นจริงจังขึ้นมา เช่น การจัดซื้อจัดจ้างมูลค่ามหาศาลของหน่วยงาน ภาครัฐ ถ้าสามารถประหยัดได้อย่างจริงจังอาจสูงถึง 50% และถ้าการเปิดโปงหรือ ชี้เบาะแสเป็นต้นเหตุให้รัฐฯ สามารถประหยัดได้ การตอบแทนความเสี่ยงให้กับผู้เป่า นกหวีดหรือยกธงแดง ซึ่งมักเป็นคนในองค์กรที่มีข้อมูลสมบูรณ์และติดตามการ ดำเนินการของหน่วยงานที่มีการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งตนอยู่ในที่เกิดเหตุจะได้รับส่วนแบ่งจากการปกป้องไม่ให้หน่วยงานต้องสูญเปล่าครึ่งหนึ่งของจำนวนที่เกิดขึ้น

การเปิดโปงกระทำโดยคนในองค์กรจะทำให้ชัดเจนตรงประเด็น เพราะมีข้อมูลพร้อม มีหลักฐานเชิงประจักษ์ต่างๆ ทำให้กระบวนการยุติธรรมสามารถดำเนินการได้ทันทีรวดเร็ว สามารถเปิดโปงผู้ทำผิดได้ทันเวลาเท่ากับเป็นการปรามมิให้มีการกระทำของคนอื่นๆ มาตรการนี้เป็นการขจัดคอร์รัปชั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และกำลังเป็นที่นิยมกว้างขวางในสหรัฐและสหภาพยุโรป รวมทั้งสิงคโปร์ ฮ่องกง และอื่นๆ ประเทศไทยคงต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงๆ จังๆ เพราะค่า CPI กำลังต่ำลงทุกที และการลงทุนจากต่างประเทศใน รูปแบบต่างๆ ก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การเติบโตของจีดีพีปัจจุบัน (4.8%) นั้น อาจเป็นเพียงภาพลวงตาเพราะมาจากการกระตุ้นทางเศรษฐกิจ และการโฆษณา ประชาสัมพันธ์การลงทุนภาครัฐในโครงการใหญ่ๆ ทำให้เอกชนต่างประเทศตอบรับหรือแสดงความจำนงจะมาลงทุน แต่ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าเงินลงทุนจะเข้ามาจริงๆ ในขณะที่ภาคเกษตรกรรมและเกษตรกร ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่มิได้รับการดูแลเท่าที่ควร (ดูได้จากจีดีพีภาคอุตสาหกรรมโตกว่าจีดีพี ภาคเกษตรเกือบ 10 เท่า!!!)

คอลัมน์ ชายคาพระพิรุณ - แนวหน้า ฉบับวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ขุนเกษตรา

"ขุนเกษตรา" รายงานตัวเล่าข่าวความเคลื่อนไหวในร่มชายคากระทรวงเกษตรฯเช่นเคย...กระแสข่าวตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีการทุจริตโครงการไทยนิยมยั่งยืนยังออกมาเป็นระยะ โดยเฉพาะในส่วนกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทำให้ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ สั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงการซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ในการจัดสร้างฉาง โกดัง ลานตาก เพื่อเก็บผลผลิตข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และจัดซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือแปรรูปผลผลิต โดยรับงบกลางปี 1,791.5341 ล้านบาท

...ขุนเกษตรา มีโอกาสคุยกับ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รับการยืนยันว่า โครงการนี้เป็นไปอย่างโปร่งใส โดยจะคัดเลือกสหกรณ์ที่มีการบริหารจัดการที่ดี มีผลการดำเนินงานที่เห็นเป็นรูปธรรมเข้าร่วมโครงการ เพราะหวังจะให้สหกรณ์พัฒนาศักยภาพ โดยขณะนี้มีสหกรณ์ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการ 307 แห่ง ใน 67 จังหวัด ส่วนของขั้นตอนการจัดทำคำของบประมาณ เพื่อจัดหาครุภัณฑ์สิ่งก่อสร้างที่เป็นงบลงทุน จะดำเนินการในหลักการเดียวกัน โดยแบ่งเป็น 2 กรณี คือ 1.กรณีสำนักงบประมาณมีการกำหนดราคามาตรฐานไว้ จะต้องถือใช้ราคาดังกล่าว 2.กรณีไม่มีราคามาตรฐานกำหนดไว้ จะพิจารณาตามบรรทัดฐานและวิธีปฏิบัติในการเสนอขอตั้งงบประมาณของหน่วยงาน ที่เสนอต่อสำนักงบประมาณ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติในการจัดทำคำของบประมาณทุกปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม แต่ละสหกรณ์มีความต้องการรายละเอียดคุณลักษณะของครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้างไม่เหมือนกัน ทำให้ราคาที่เสนอขอตั้งงบประมาณจากแต่ละสหกรณ์ ต่างกัน เช่น ราคาของครุภัณฑ์จะพิจารณาโดยให้สหกรณ์เสนอรายการและคุณลักษณะที่ต้องการใช้ พร้อมกับแนบใบเสนอราคาจากผู้ขายไม่น้อยกว่า 3 ราย มาใช้อ้างอิง หลังจากนั้น กรม จะเสนอขอตั้งงบประมาณไปยังสำนักงานงบประมาณ โดยที่สำนักงบประมาณจะกำหนดเกณฑ์ราคาเฉลี่ยเพื่อใช้สำหรับอ้างอิงในการตั้งงบประมาณของแต่ละรายการ ถ้าราคาตามรายการที่ขอมา ต่ำกว่าราคาอ้างอิง สำนักงบประมาณก็จะจัดสรรให้ตามคำขอ แต่ถ้าราคาตามรายการที่ขอมาสูงเกินกว่าราคาอ้างอิง สำนักงบประมาณจะจัดสรรให้ตามราคาอ้างอิงเท่านั้น

ส่วนขั้นตอนการพิจารณา ผลการจัดซื้อจัดจ้าง การตรวจรับการจ้าง สหกรณ์จะต้องเชิญสมาชิกสหกรณ์เข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย เพื่อความโปร่งใสและประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์ทุกคน หากพบว่า สหกรณ์ ใดที่ไม่ดำเนินการตามกระบวนการที่กำหนด และส่อไปในทางไม่โปร่งใส จะสั่งการให้สหกรณ์ จังหวัดระงับและยกเลิกการจัด ซื้อ จัดจ้างรายการนั้นทันที พร้อมระงับการโอนเงินให้แก่สหกรณ์ จนกว่า จะมีการแก้ไขให้ ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ส่วนราชการจะไม่เข้าไปแทรกแซงในทุกกระบวนการ แต่จะคอยตรวจสอบ กำกับ ติดตามให้สหกรณ์ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างอย่าง เข้มงวด และยังห้ามข้าราชการของกรม ส่งเสริมสหกรณ์ไปชี้นำในการจัดหาผู้รับจ้าง และเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อแอบอ้างรับผลประโยชน์โดยเด็ดขาด หากพบพื้นที่ใดมีการทุจริตจะดำเนินการลงโทษขั้นเด็ดขาดในทันที... ขุนเกษตราได้รับฟังมา ส่วนตัวมองว่าเป็นแนวทางที่เข้มงวดและยังให้สมาชิกมีส่วนร่วม จึงไม่น่ากังวลในส่วนของผู้กำหนดนโยบาย แต่คงต้องติดตามในส่วนของผู้นำไปปฏิบัติ นั้นคือ "สหกรณ์" ต่อไป

หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา : กับการขัดเกลาทางสังคม (Socialization) - มติชน ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ดร.ดำรงค์ ชลสุข

ตามที่ ครม. ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 ได้อนุมัติหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา ตามข้อเสนอของสำนักงาน ป.ป.ช.นั้น ผู้เขียนขอเสนอสาระสำคัญของหลักสูตรดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยชุดวิชาต่างๆ 4 ชุดวิชา ได้แก่ 1) การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม 2) ความละอายไม่ทนต่อการทุจริต 3) STRONG : วิชาพอเพียงต้านทุจริต และ 4) พลเมืองและความรับผิดชอบต่อสังคม

ชุดวิชาที่ 2 ความละอายไม่ทนต่อการทุจริต ได้เน้นถึงการกล่อมเกลาทางสังคม โดยสถาบันหรือกลุ่มต่างๆ ว่าสามารถสร้างวัฒนธรรมการต่อต้านทุจริต และปลูกฝังการมีวินัย และความซื่อสัตย์สุจริตได้ ผู้เขียนจึงขอนำการกล่อมเกลาทางสังคม มานำเสนอดังต่อไปนี้

ความหมาย : การกล่อมเกลาทางสังคมเป็นกระบวนการอบรมสั่งสอนสมาชิกในสังคมโดยครอบครัว กลุ่มเพื่อน สถาบันการศึกษา ศาสนา กลุ่มอาชีพ และสื่อมวลชน เพื่อให้สมาชิกของสังคมเรียนรู้ระเบียบวินัยของสังคม และตระหนักในคุณค่าของความดี โดยนำเอาคุณค่าความดี ระเบียบ วินัยนั้นๆ ไปเป็นแนวทางประพฤติตนให้เป็นคนดีมีคุณธรรม

แนวคิด : 1) การกล่อมเกลาทางสังคมเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องได้รับตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้งนี้เพื่อให้มนุษย์สามารถปรับตัวให้ทันกับสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเอง ทั้งนี้ก็เพื่อให้สมาชิกในสังคม สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข 2) ระเบียบวินัย ที่มีผลต่อบุคลิกและความประพฤติของบุคคล หากบุคคลกระทำจนเคยชินและกระทำจนเป็นนิสัย ในที่สุดพวกเขาจะยอมรับในระเบียบวินัยต่างๆ มาประพฤติปฏิบัติตาม

และ 3) การกล่อมเกลาทางสังคมเป็นกระบวนการถ่ายทอดวัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อให้แก่บุคคล

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการกล่อมเกลาทางสังคม : ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) เป็นนักจิตวิทยาวิเคราะห์ชาวออสเตรีย เป็นคนแรกที่เน้นความสำคัญของการพัฒนาการของมนุษย์ในวัยเด็ก ซึ่งถือว่าเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาบุคลิกภาพในวัยผู้ใหญ่ (The child is father of the men) ฟรอยด์เน้นทฤษฎีสำคัญ 3 ข้อ คือ

1) id 2) Ego และ 3) Super Ego

อธิบายได้ดังนี้

Id คือความปรารถนาในตัวมนุษย์ที่เกิดขึ้นในทันทีเพื่อให้มนุษย์ได้รับความสุข หลีกเลี่ยงความเจ็บปวด และความเครียด Id ทำงานในแนวทางที่ไม่มีเหตุผลและไม่มีศีลธรรม Id ในทางพุทธศาสนา คือความอยากได้ อยากมี อยากเป็น หรือตัณหา (กิเลส)

Ego คือ สภาพผลักดันในตัวมนุษย์ให้เกิดความพอใจต่อความต้องการของ Id ส่วน Ego มีขีดความสามารถในการพิจารณาตัดสินใจ โดยอาศัยหลักการและเหตุผลนอกจากนั้น Ego ยังมีส่วนช่วยชี้นำพฤติกรรมของมนุษย์ให้ได้รับความสุขสูงสุด และขจัดความเจ็บปวดให้ลดน้อยลง และยังรู้จักแนวทางที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความพึงพอใจตามความต้องการของ Id ในทางพุทธศาสนา Ego คือตัวตนของมนุษย์ที่แท้จริง ที่อยากทำตามที่ตัณหา (กิเลส) ต้องการ หรือสนองความต้องการของตัณหา

Super Ego มีหน้าที่ควบคุมการแสวงหาความสุขของ Id, Super Ego เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับศีลธรรม มโนธรรม ซึ่งมนุษย์จะบอกได้ว่าการกระทำใดถูกหรือผิด และจะตอบสนอง Id เฉพาะความสุขที่สอดคล้องกับศีลธรรมและมโนธรรมเท่านั้น

ในทางพุทธศาสนา Super Ego คือ ตัวตนอีกตัวหนึ่งที่พยายามระงับ หรือดับความอยากได้ อยากมี อยากเป็น (ตัณหา) ของมนุษย์

หลักการกล่อมเกลาหรือขัดเกลาทางสังคมตามแนวพุทธ, ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ป.อ.ปยุตฺโต (2552) มาเป็นแนวทางในการเขียน โดยแบ่งหลักการไว้ 4 ประการ คือ 1)หลักพัฒนาจิตใจ 2)หลักพัฒนาศีล 3) หลักพัฒนาจิตใจ และ 4) หลักพัฒนาความรู้

ดังรายละเอียดต่อไปนี้

1.พัฒนากาย : คือการรู้จักใช้ปัจจัย 4 อย่างชาญฉลาด ได้แก่ รู้จักบริโภคเป็น เช่น กินอย่างพอประมาณ เลือกกินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย รู้จักออกกำลังกาย รู้จักการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง รู้จักใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด ไม่ลุ่มหลงทุ่มเทกับเทคโนโลยีจนเสียเวลา เสียสุขภาพ โดยเฉพาะเด็กนักเรียนต้องไม่ติดอินเตอร์เน็ตจนเสียเวลาเรียน นอกจากนั้นการพัฒนากายยังต้องให้สอดคล้องสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทาง ธรรมชาติ โดยไม่ทำให้ธรรมชาติเป็นมลพิษ เช่น ทิ้งขยะลงในแม่น้ำลำคลอง ปลูกบ้านในป่าสงวนแห่งชาติ หรือปลูกสิ่งก่อสร้างต่างๆ กีดขวางทางเดินทางระบายน้ำ เป็นต้น

2.พัฒนาศีล (ความสัมพันธ์ทางสังคม) : หมายถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ด้วยการไม่เบียดเบียน รังแกข่มเหงกันในด้านต่างๆ เช่น การประกอบอาชีพ การดำเนินชีวิตประจำวัน และการประกอบกิจกรรมอื่นๆ โดยสรุปแล้วสังคมในปัจจุบันต้องเป็นสังคมของศีล 5 ซึ่งประกอบด้วย 1) ไม่ฆ่าสัตว์หรือสิ่งมีชีวิต 2) ละเว้นจากการลักทรัพย์ หรือนำเอาของผู้อื่นมาเป็นของตน ไม่ฉ้อโกง ฉ้อราษฎร์บังหลวง 3) เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการมีชู้สู่สาว 4) เว้นจากการพูดเท็จโกหกหลอกลวง พูดคำหยาบคาย พูดให้เกิดการแตกแยกสามัคคี และ 5) เว้นจากการดื่มน้ำเมา เว้นจากสิ่งเสพติดทั้งหลายทั้งปวง

3.พัฒนาจิตใจ : หมายถึงการทำให้จิตใจเบิกบาน ผ่องใส สงบ เยือกเย็น มีความสุข หรือทำจิตใจให้ว่างปราศจากกิเลส การพัฒนาจิตใจในแนวทางของพุทธศาสนา คือหนทางไปสู่การปรับพฤติกรรมของมนุษย์ ให้เป็นคนมีเมตตากรุณา มีความละอายต่อบาป (หิริโอตตัปปะ) จนให้มนุษย์มีคุณธรรมหรือความดีอยู่ในจิตใจ มนุษย์ทุกคนถ้ามีจิตใจที่ดีร่างกายก็จะแข็งแรงตามไปด้วย ดังสุภาษิตที่กล่าวว่า "A sound mind is in a sound body" แปลว่า จิตใจสดใส อยู่ในร่างกายที่แข็งแรง

4.พัฒนาปัญญา : หมายถึงมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งทั้งหลายได้ถูกต้องตามความเป็นจริง เข้าถึงความจริงโดยไม่มีอคติ สามารถวินิจฉัยปัญหาต่างๆ อย่างไม่เอนเอียง สามารถนำความรู้มาสร้างสรรค์ในการทำงานหรือประกอบอาชีพได้

ปัญญาเกิดจากการรักษาศีล ฝึกสมาธิ (ฝึกจิต) จะเป็นเครื่องหยุด (break) มิให้กิเลสของมนุษย์ฟูเฟื่องขึ้นได้เป็นอย่างดี

ศีล+สมาธิ - เกิดปัญญา - ควบคุม กิเลส

ตัวแทนที่ทำหน้าที่ในการกล่อมเกลาทางสังคม

ตัวแทนที่ทำหน้าที่ในการกล่อมเกลาทางสังคม มีดังนี้

1) ครอบครัว : เป็นสถาบันแรกในการอบรมสั่งสอนเด็กให้เป็นคนดี มีคุณธรรม เช่น พ่อ-แม่ นับเป็นครูคนแรกที่ฝึกอบรมสั่งสอนให้เด็กรู้จักการกิน การนั่ง เดิน นอน และขัดเกลาพฤติกรรมเด็กให้ขยันหมั่นเพียร กตัญญูกตเวที เป็นต้น

2) สถาบันทางการศึกษา เป็นผู้สอนทักษะประสบการณ์ในการเรียนรู้ชีวิต รู้การดำรงชีวิตในสังคมและฝึกฝนให้เป็นคนมีปัญญาสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ เป็นต้น

3) สถาบันทางศาสนา โดยเฉพาะพระสงฆ์เป็นผู้นำธรรมของพระพุทธเจ้า ไปถ่ายทอดให้บุคคลได้รู้ถึงแก่นแท้ของศาสนา คือ ทำดี-ละเว้นการทำความชั่ว-ทำจิตใจให้สะอาด และสื่อมวลชน มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารของสังคม เพื่อให้สมาชิกของสังคมมีความรู้ในด้านต่างๆ เช่น การปรับพฤติกรรมแบบอย่างของคนที่ทำดีประพฤติดี และหากทำชั่วแล้วผลที่ได้รับจะเป็น เช่นใด

วิธีการขัดเกลาทางสังคม

1.ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในสถานศึกษา โดยเพิ่มวิชาการขัดเกลาทางสังคมไว้ในหลักสูตร

2.ฝึกอบรมครู-อาจารย์ ให้รู้จักวิธีการขัดเกลาทางสังคม เพื่อนำไปพัฒนานักเรียนของตน

3.พ่อ-แม่-ครู-ผู้บริหารทุกระดับชั้น ทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี (Role Model)

4.บ้าน-วัด-โรงเรียน ต้องร่วมกันทำหน้าที่ขัดเกลาพฤติกรรมของเด็ก เยาวชนให้เป็นผู้ประพฤติดี มีศีลธรรม หรือเป็นคนเก่ง-คนดี

Bid to boost good governance in Myanmar's extractive industries - THE NATION Issued date 30 June 2018

KHINE KYAW

THE NATION

YANGON

IN AN effort to improve transparency and good governance in extractive industries such as mining, gems and jade, oil and gas, Myanmar on Thursday launched two reports on its extractive industries.

"These reports were prepared to strengthen the implementation of the Extractive Industries Transparency Initiative (EITI) in Myanmar. We are eager to make all our extractive sectors responsible and transparent so the nation can generate more income for the good of the people," said Kyaw Thet, deputy director general at the Department of Mining and government representative of Myanmar EITI Multi-stakeholder Group (MSG).

He believes Myanmar would yield a good result in the validation process which will start from July 1.

"For our country, it is a very important process to become a compliant country for EITI. We are now preparing to develop the Open Data Policy which was described in EITI Standard 2016," he said.

"Since we began our efforts to join this initiative a few years ago, we have set our heart on having good governance in every single company that is doing business in all the extractive industries here. For developed nations like the United States and the United Kingdom, their institutions are strong enough and well-established so they do not need to be involved in the initiative. But on the contrary, we need to be active in this regard."

He admitted it was really hard to lure companies to be actively involved in the EITI process, as there was no mandatory regulation for that. Yet, he seems proud to manage to finalise the reports within seven months.

"We want to cover all the extractive companies across the nation. But quite a few of them were involved.Some companies refused to take part in our research works, provided that it is not mandatory. Anyhow, we managed to cover all the major companies here," he said.

He sees a lot of improvements in the two reports which emphasised on two fiscal years (FY2014-15 and FY2015-16), when compared to the nation's first EITI report in December 2015. He says the EITI process bears fruit, citing Transparency International's annual corruption perception index in which Myanmar ranked 130th in the world, improving much from its previous ranking of 172th.

Open data portal

"We are on the right track, provided that we have planned to launch a transparent open data portal next month and will implement, in cooperation with the Ministry of Natural Resources and Environmental Conservation, a mineral and gemstone cadaster this year," he said.

Additionally, Myanmar will launch an initial report on beneficial ownership in collaboration with voluntary companies next month. In support of the EITI process, subnational coordination units have been established in Tanintharyi and Mandalay regions and will also form in four more regions and States Magwe, Sagaing, Shan and Rakhine.

Moe Moe Tun, central executive member of Myanmar Alliance for Transparency and Accountability and member of MSG, said the initiative could help reduce environmental impacts caused by extraction of natural resources.

"We cannot deny that extractive industries may harm the environment. Obviously, we can see negative impacts in Hpa-kant. Most of the gem blocks are controlled by the military. People need to be aware of State-owned enterprises and military-run businesses. Whether the military should be actively involved in commercial activities should be a serious question raised by our citizens," she said.

Zaw Bo Khant, vice chairman of Myanmar Gems and Jade Enterprise Association, said the authorities should ban inactive companies from extraction of the resources.

"It is very easy to establish a company here, if there are two or more directors in the management. There are over 4,000 companies in the gems and jade sector, and a lot of them apply for the blocks for extraction. But many of them become inactive and cannot do any extraction because it costs a fortune to do so. This is a big problem here," he said.

คอลัมน์ ข่าวสั้นต่างประเทศ: มาเลย์อายัดบัญชีพรรคอัมโน - มติชน ฉบับวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2561

กัวลาลัมเปอร์ - เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ทีมสอบสวนคดี ทุจริตอื้อฉาวเงินกองทุนพัฒนามาเลเซีย (1เอ็มดีบี) มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกาศอายัดบัญชีธนาคารจำนวนหลายบัญชีที่เป็นของพรรคอัมโนที่นำโดยนาย นาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่เป็นผู้ถูกกล่าวหาคนสำคัญในคดีนี้ เนื่องจากเชื่อว่าพรรคอัมโนได้รับเงินทุนสนับสนุนมาจากกองทุน 1เอ็มดีบี ที่กำลังถูกสอบสวน เรื่องการฟอกเงินอยู่ในขณะนี้ในอย่างน้อย 6 ประเทศ นอกจากนี้ยังมีบัญชีธนาคารของหลายบุคคลและองค์กร ซึ่งรวมถึงพรรคการเมืองอื่นๆ ที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตในกองทุน 1เอ็มดีบี ที่ถูกสั่งอายัดบัญชีด้วย (รอยเตอร์)