You are here

CG and corruptions News - 2 March 2018

ปปท.เล็งแฉโกงคนจนแบบใหม่ พบเร่งเพิ่มเงินแลกห้ามให้ข้อมูล - มติชน

พบทุจริต!เทศบาลต.แม่เมาะ จ.ลำปางสั่งแจ้งความเอาผิดขรก.-ลูกจ้างโกงเงินประกันสุขภาพ - ไทยโพสต์

บทบรรณาธิการสยามรัฐ: ต้องดึงประชาชน ร่วมแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน - สยามรัฐ

ใกล้คลอด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ ฉบับที่ 6 - ไทยโพสต์

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: "วิชัย"ตายคาซากIFEC - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ กาแฟโบราณ: ทุบรถ ทุบหม้อข้าว - มติชนสุดสัปดาห์

'ล้างคอร์รัปชัน'ภารกิจหนักอึ้ง 'ลาว' - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ มองต่างแดน: ผู้นำยิว'เนทันยาฮู'โดนคดีโกง - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

ปปท.เล็งแฉโกงคนจนแบบใหม่ พบเร่งเพิ่มเงินแลกห้ามให้ข้อมูล - มติชน ฉบับวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ต.ท.วันนพ สมจินตนากุล ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบปัญหาการทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและผู้ติดเชื้อเอดส์ ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งทั่วประเทศ สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่แล้ว 24 จังหวัดจากพื้นที่ตรวจสอบเร่งด่วน 37 จังหวัด ซึ่งมีการทุจริตที่คล้ายกับที่ จ.ขอนแก่นและเชียงใหม่ และยังพบพฤติการณ์ทุจริตในรูปแบบใหม่ แต่ขอสรุปรายละเอียดก่อนเปิดเผยข้อมูล ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมหลักฐานให้เห็นพฤติการณ์ที่ชัดเจน เพื่อรายงานสรุปภาพรวมในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาในวันที่ 5 มีนาคม

"ระหว่างนี้การทำงานของ ป.ป.ท.ไม่มีแรงกดดันอะไร มีแต่ปัญหาทำให้ต้องเสียเวลาลงพื้นที่สอบพยานซ้ำ โดยเจ้าหน้าที่ของศูนย์นำเงินส่วนที่ชำระไว้ไม่ครบมาจ่ายเพิ่มให้กับผู้มีสิทธิและสั่งห้ามไม่ให้เป็นพยานให้ข้อมูลกับ ป.ป.ท. ทำให้ ป.ป.ท.ต้องส่งเจ้าหน้าที่ลงไปสอบถามพยานซ้ำ เพื่อยืนยันถึงช่วงเวลาในการรับเงินและคัดแยกพยาน" พ.ต.ท. วันนพกล่าว

พ.ต.ท.วันนพกล่าวอีกว่า สำหรับกรณี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน อดีตรัฐมนตรีว่าการ พม. ออกมาเปิดเผยว่าผลสอบของ พม.พบผู้บริหารระดับปลัดกระทรวงเข้าไปเกี่ยวข้อง ป.ป.ท.จะต้องหารือประเด็นนี้อีกครั้ง หากตรวจพบหลักฐานการกระทำผิดเชื่อมโยงระหว่างศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งกับผู้บริหาร พม.ก็จะส่งเรื่องไปที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อไป

ด้านนายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ขณะนี้การทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการทุจริตการเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ของ จ.ขอนแก่น มีความคืบหน้าไปมาก การทำงานเข้าสู่วันที่ 10 แล้ว ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และสืบสวนสอบสวนในประเด็นต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เป็นการทำงานกันแบบคู่ขนานกับการตรวจสอบของ ป.ป.ท.และ พม. มีการประสานข้อมูลเชื่อมโยงกับทุกหน่วยงาน

พบทุจริต!เทศบาลต.แม่เมาะ จ.ลำปางสั่งแจ้งความเอาผิดขรก.-ลูกจ้างโกงเงินประกันสุขภาพ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561

ลำปาง * จังหวัดลำปางสั่งนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลแม่เมาะแจ้งความเอาผิดข้าราชการ-ลูกจ้างในเทศบาล หลังพบส่อทุจริตเงินกองทุนระบบประกันสุขภาพ พบเงินหายกว่า 3.2 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม นายชูชีพ บุญนาค นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลแม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง และนายเอกชัย คำใส นิติกรชำนาญการ ได้เปิดเผยข้อเท็จจริงกรณีที่จังหวัดลำปางและอำเภอแม่เมาะ แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเงินในบัญชีกองทุนระบบหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นของเทศบาลตำบลแม่เมาะ ในระหว่างปี 2557-2559 เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบเงินหายไปแล้ว 3.2 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมกับยอดของการตรวจสอบของเทศบาลตำบลแม่เมาะในปี 2555-2556 ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ คาดว่าหากรวมทั้งหมดน่าจะมีเงินในระบบหายไปเพิ่มขึ้นอีก

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 ม.ค.61 คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้มีหนังสือคำสั่งให้อำเภอแม่เมาะและเทศบาลตำบลแม่เมาะในฐานะผู้เสียหายไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด เนื่องจากอยู่ระหว่างการสอบสวนของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นภายในของเทศบาล

นายชูชีพกล่าวว่า เงินในบัญชีกองทุนระบบหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น เป็นเงินที่ได้รับการสนับสนุนมาจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จำนวน 45 บาทต่อประชากร 1 คน และเทศบาลจัดงบประมาณสมทบอีก 50 เปอร์เซ็นต์ เพื่อนำมาดูแลทางด้านสุขภาพของชาวบ้านทั้งผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง โดยมีคณะกรรมการดูแลจำนวน 18 คน มาจากหลายส่วนในท้องถิ่นที่แต่งตั้งขึ้น ทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนชุมชน เจ้าหน้าที่เทศบาลกองสาธารณสุข ปลัดเทศบาล และมีตนเองเป็นประธานโดยตำแหน่ง

เมื่อปลายปี 2559 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในของเทศบาล พบว่าเงินในบัญชีของกองทุนดังกล่าวหายไปจำนวนหลายล้านบาท จึงรายงานให้อำเภอแม่เมาะและจังหวัดทราบ และได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน ขณะนี้ได้เร่งให้นิติกรของเทศบาลแจ้งความเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วนแล้ว ส่วนตัวเองที่ผ่านมาก็ไม่ทราบแม้จะมีตำแหน่งเป็นประธานกองทุน ยอมรับว่างานเยอะ เอกสารที่เสนอแต่ละวันมีจำนวนมากจึงไม่ได้อ่านละเอียด เมื่อเห็นว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้เซ็นเอกสารมาครบถ้วนแล้ว ตนเองซึ่งเป็นคนสุดท้ายในการเซ็นเอกสารหรือเช็คเบิกจ่ายเงิน ก็จะเซ็นให้โดยไม่ได้ดูรายละเอียดทั้งหมด แต่เมื่อมารู้ว่ามีเงินหายก็รีบดำเนินการให้ตั้งกรรมการตรวจสอบทันทีเช่นกัน

ด้านนายเอกชัย คำใส นิติกรชำนาญการ เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวทางคณะกรรมการที่อำเภอแม่เมาะและจังหวัดแต่งตั้งขึ้นมานั้นได้ดำเนินการสอบสวนโครงการดังกล่าวในช่วงปี 2557-2559 แล้ว ส่วนคณะกรรมการของเทศบาลจะสอบสวนในช่วงปี 2555-2556 ซึ่งเบื้องต้นพบว่ามีมูล จึงได้รายงานให้นายอำเภอแม่เมาะและจังหวัดทราบ ล่าสุดได้มีคำสั่งให้เทศบาลในฐานะผู้เสียหายไปแจ้งความเพื่อเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ส่วนทางวินัยซึ่งเป็นเรื่องข้อกฎหมาย เพราะนายชูชีพมีตำแหน่งเป็นประธานกองทุนและยังมีตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรีอีกด้วย เลยไม่รู้ว่าสามารถแต่งตั้งเจ้าหน้าที่สอบทางวินัยเองได้หรือไม่ ต้องหารือกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อน ประกอบกับโทษทางด้านวินัยต้องรอผลการสอบสวนในคดีอาญามาประกอบการพิจารณา

ส่วนการรับผิดทางแพ่ง ต้องหารือกันก่อนว่าขอบเขตสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน และขณะนี้ได้เตรียมขอหลักฐานจากคณะกรรมการเพื่อจะไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.แม่เมาะ อย่างช้าภายในสัปดาห์หน้าที่จะถึงนี้ ส่วนเงินกองทุนแต่ละปีจะมีเงินสมทบเข้ากองทุนจำนวน 1 ล้านบาท.

บทบรรณาธิการสยามรัฐ: ต้องดึงประชาชน ร่วมแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561

ท่ามกลางหลากหลายความเห็นต่อสถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยว่าดีขึ้น หรือแย่ลงกันแน่ ภายหลังองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency ระบุว่าประเทศไทยได้รับ 37 คะแนนจากการประเมินตามดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ประจำปี 2560 โดยอยู่ในอันดับที่ 96 จากทั้งหมด 180 ประเทศ

มีมุมมองน่าสนใจจาก ดร.มานะ นิมิตมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านการคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ว่า "ป.ป.ช. ตั้งเป้าไว้ว่า การประเมินดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI)ในปี 2564 ไทยต้องได้ 50 คะแนนเป็นอย่างน้อย ขณะที่แผนยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาลก็วาดฝันว่า ในปี 2581 หรืออีก 20 ปีข้างหน้าไทยต้องติดอันดับ 1 ใน 20 ของโลก นั่นคือต้องได้73 คะแนนเท่ากับญี่ปุ่นและต้องพัฒนาให้ดีกว่าเกาหลีใต้ มาเลเซีย ฝรั่งเศส และอิตาลีในปัจจุบัน

แต่ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2538 - 2560) ผลการประเมินขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ประเทศไทยได้คะแนนเพียง 35 ไม่เคยเกิน 38 เลยสักปีเดียว มีขึ้นบ้างลงบ้างสลับกันไปจากคะแนนเต็มร้อยถือว่าสอบตกมาตลอด ขณะที่อันดับโลกก็มีแนวโน้มแย่ลงเรื่อยๆ

เมื่อเปรียบ 'ความหวัง' ที่ภาครัฐเขียนไว้ กับ 'ความจริง'ที่ผ่านมาแล้ว ทำให้สงสัยว่าจะเป็นไปได้อย่างไร จะเข้าลักษณะเขียนไว้ให้ดูดีหรือฝันให้ไกลไปให้ถึง

เรื่องเลวร้ายที่พบเห็นทั่วไปทุกวันนี้คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ เรียกรับส่วยสินบน รีดไถ วิ่งเต้นเส้นสาย ปกป้องช่วยเหลือเกื้อกูลพวกพ้องขณะที่การบังคับใช้กฎหมาย การเอาคนผิดมาลงโทษยังอ่อนแอและขาดความเป็นธรรม กลายเป็นสวะที่เร่งให้คอร์รัปชันงอกงาม จนไม่มีใครเชื่อว่าวิธีการ และกลไกของรัฐแบบเดิมๆจะเอาชนะมันได้

มีข้อเสนอว่า ถ้าจะปราบคอร์รัปชันให้ได้ เราต้องลงมือให้จริงจังและเร็วกว่านี้ กลไกต้านโกงของรัฐที่มีอยู่ต้องพัฒนาและถูกตรวจสอบมากขึ้น ที่สำคัญกว่าคือ ต้องส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด เริ่มต้นจากการยอมรับในการมีส่วนร่วมคิดร่วมเสนอแนะ โดยต้องเปิดเผยข้อมูลของรัฐให้ทุกคนสามารถเข้าไปติดตามตรวจสอบได้ง่ายๆ ให้แสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี พร้อมปกป้องคุ้มครองมิให้ถูกคนโกงกลั่นแกล้งคุกคามและที่ขาดไม่ได้คือผู้นำประเทศต้องเป็นแบบอย่างที่ดี

การที่รัฐตั้งเป้าหมายไว้สวยหรู หากไม่ตั้งใจลงมือทำก็เท่ากับหลอกลวงและโกงความหวังประชาชน จุดแข็งของสังคมไทยเวลานี้คือ ความตื่นตัวของประชาชนที่รังเกียจการโกงชาติและพร้อมร่วมมือเพื่อหยุดยั้งวิกฤตินี้เสีย ดังนั้นมาเริ่มกันเลยครับ"

เราหวังว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฉ้อฉลปล้นแผ่นดิน จะให้ความสำคัญต่อข้อคิดดังกล่าวของเลขาฯ องค์การต่อต้านการคอร์รัปชันฯพร้อมนำมาคิดต่อ เพื่อหาแนวทางเร่งรัดแก้ไขบรรเทาปัญหาคอร์รัปชันให้ทุเลาเบาบางลงให้ได้มากที่สุด

ใกล้คลอด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ ฉบับที่ 6 - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561

รอคอยมาแรมปีกับร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ชุดยกระดับการกำกับดูแลตลาด ทุนให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล (ร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ชุดยกระดับฯ) ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 หรือจะเรียกง่ายๆ ว่า ฉบับที่ 6 หลังจากพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ฉบับที่ 5 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ธ.ค.59

โดยที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นในการแก้ไขรายละเอียดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ก.พ.61 ที่ประชุมคณะรัฐ มนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว และจากนั้นจะเป็นขั้นตอนการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จก็จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ก่อนจะลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

ในสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ประกอบด้วย 1.ปรับปรุง บทนิยามการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำและหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทที่รัฐมนตรีกำหนดเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้กฎหมายมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับนวัตกรรมและบริการรูปแบบใหม่ ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเงิน (Financial Technology) และทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึง หลากหลาย ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง

2.เพิ่มกลไกในการแก้ไขปัญหาของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดย ให้ ก.ล.ต. ด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ก.ล.ต. มีอำนาจสั่ง ให้มีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นของ บจ. ในกรณีที่ไม่สามารถใช้กลไกปกติใน การแก้ปัญหาได้ จะช่วยทำให้ บจ.สามารถดำเนินกิจการต่อไป ได้และป้องกันมิให้ปัญหาลุกลามในวงกว้าง 3.ยกระดับการกำกับ ดูแลกองทุนรวม โดยให้บริษัทหลักทรัพย์มีหน้าที่ในการจัดการกองทุนรวมด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและระมัดระวังรักษาประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุน รวมทั้งปรับปรุงช่องทางและวิธีการใช้สิทธิของผู้ถือหน่วยลงทุน เพื่อให้โครงสร้างและการดำเนินงานของกองทุนรวมมีการตรวจสอบถ่วงดุลที่ดี และผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับความคุ้มครองมากขึ้น

4.ปรับปรุงการกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โปร่งใส เป็นธรรม สอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี 5.ปรับปรุงบทบัญญัติเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดทุน ซึ่งจะช่วยให้ตลาดหลักทรัพย์สามารถสร้างพันธมิตรและเชื่อมโยงการซื้อขายกับตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศได้ สนับสนุนให้เกิดการแข่งขันระหว่างตลาดหลักทรัพย์และผู้ให้บริการระบบหรือช่องทางเพื่อการซื้อขายหลักทรัพย์อื่นๆ เพิ่มประเภทหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ลงทุนและสร้างความเท่าเทียมในการประกอบธุรกิจศูนย์รับฝากหลักทรัพย์

6.กำหนดให้มีศูนย์กลางในการกำหนดนโยบายและบูรณาการ งานด้านการพัฒนาตลาดทุนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (Capital Market Development Fund : CMDF) เพื่อใช้เป็นกลไกในการพัฒนาตลาดทุนและส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ 7.เพิ่มประสิทธิภาพ ความชัดเจน และความโปร่งใสในการดำเนินงานในตลาดทุน โดยปรับปรุงบทบัญญัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความชัดเจน และความโปร่งใสในการดำเนินงานของคณะกรรมการ ก.ล.ต. คณะกรรมการกำกับตลาดทุน และสำนักงาน ก.ล.ต. และ 8.ปรับปรุง บทกำหนดโทษ โดยการปรับปรุงบทกำหนดโทษและการเปรียบเทียบความผิด เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น

สำหรับร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ฉบับนี้ คาดว่าจะช่วยทำให้โครงสร้างการกำกับดูแลตลาดทุนไทยมีความสอดคล้องกับแนวทางการกำกับดูแลตามมาตรฐานสากล มีความชัดเจน โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยยังคงยึดหลักในด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนเป็น หลัก รวมถึงเพิ่มความยืดหยุ่นในการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ให้รอง รับนวัตกรรมและบริการรูปแบบใหม่ที่จะช่วยสนับสนุนให้มีผู้ประ กอบธุรกิจรายใหม่เพิ่มมากขึ้น

เมื่อย้อนกลับมาดูการจัดตั้งกองทุน CMDF เรียกได้ว่าเป็นกอง ทุนที่ค่อนข้างมีปัญหาตั้งแต่เริ่มมีแนวคิดจัดตั้ง เพราะเงินตั้งต้นกอง ทุนที่ต้องมาจาก ตลท. จำนวน 5,700 ล้านบาท รวมถึงนำส่งรายปีให้กองไม่ต่ำกว่า 90% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ซึ่งตั้งแต่แรกเริ่ม ทำให้คนมองมาตลอดว่ารัฐบาลถังแตกหรือไม่ ถึงต้องให้ ตลท. เอาเงินออกมาตั้งกองทุนดังกล่าว

แต่ในตอนนั้น นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมายืนยันว่า เงินไม่ได้เข้ากระทรวงการคลังตามที่เป็นข่าวอย่างแน่นอน อีกทั้งกระทรวงการคลังไม่ได้ถังแตก และไม่ได้เอาเงินจากกำไรทั้งหมดทันทีอย่างแน่นอน เพราะเงินดังกล่าวนั้นเก็บไว้สำหรับหน่วยงานที่มีโครงการนำไปพัฒนาโครงการเกี่ยวกับตลาดทุนต่อ ซึ่งจะมีคณะกรรมการและผู้เชี่ยวชาญทั้งสิ้นประมาณ 6 คน ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้วย

จากนี้ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า เมื่อร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ฉบับที่ 6 ประกาศบังคับใช้แล้ว ใครจะได้ประโยชน์ ใครจะเสียประโยชน์ และบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการพัฒนายกระดับตลาดทุนหรือไม่ ก็ต้องเกาะติดขอบจอกันอย่างใกล้ชิดต่อไป.

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: "วิชัย"ตายคาซากIFEC - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561

สุนันท์ ศรีจันทรา

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศร้องทุกข์กล่าวโทษนายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ อดีตประธานกรรมการบริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)หรือหุ้นIFECรอบที่สอง ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต หลังจากเคยกล่าวโทษคดีทุจริตการลงคะแนนเสียงคัดเลือกกรรมการบริษัทมาแล้ว

ก.ล.ต.ระบุว่า นายวิชัยไม่ดำเนินการให้ IFEC ชี้แจงการผิดนัดชำระตั๋วแลกเงิน (บี/อี) ตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยสอบถาม จนเป็นเหตุให้หุ้น IFEC ถูกพักการซื้อขายตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2560 โดยนายวิชัยได้รับประโยชน์

เพราะหุ้นที่ถือไว้จำนวน 57.46 ล้านหุ้น และนำไปวางเป็นหลักประกันบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยมาร์จิ้น ไม่ต้องถูกบังคับขาย ทำให้นายวิชัยยังเป็นผู้ถือหุ้น และสามารถใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกกรรมการบริษัทในการประชุมผู้ถือหุ้น 3 ครั้งในปี2560

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2560 ก.ล.ต.เคยร้องทุกข์กล่าวโทษนายวิชัยต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ในความผิดทุจริต โดยแสวงหาประโยชน์มิควรได้ จากการใช้วิธีลงคะแนนเลือกตั้งกรรมการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรม

ปัจจุบัน IFEC ถูกเจ้าหนี้ฟ้อง จนไม่สามารถจัดทำและนำส่งงบการเงินได้ตามกำหนดเวลา และเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 ตลาดหลักทรัพย์ประกาศเป็นบริษัทจดทะเบียนเข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน ซึ่งเป็นผลพวงจากการที่บริษัทฯไม่มีประธานกรรมการทำหน้าที่เรียกประชุมคณะกรรมการ ขณะที่กรรมการส่วนใหญ่มีประเด็นแง่กฎหมายว่า สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้หรือไม่

ก.ล.ต.เห็นว่า กรรมการ IFEC ควรรีบแก้ไขปัญหา เพื่อประโยชน์สูงสุดของ บริษัทฯ และผู้ถือหุ้น โดยทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำได้คือ การจัดประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อให้ผู้ถือหุ้นมีโอกาสเสนอชื่อและเลือกตั้งบุคคลที่มีความเหมาะสมเป็นกรรมการ ก.ล.ต.จึงขอให้กรรมการIFECชี้แจงเป็นรายบุคคลว่า จะดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร

และเปิดเผยคำชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ภายใน 7 วัน หรือภายในวันที่ 5 มีนาคมนี้ ถ้าไม่ดำเนินการ อาจถูกพิจารณาว่า ไม่ปฏิบัติหน้าที่ และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด

สำหรับกรณีที่มีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับเงินลงทุนของ IFEC ในโครงการพลังงานทดแทนและเรื่องร้องเรียนอื่นๆ ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งหากพบความผิด จะดำเนินการตามกฎหมาย

การร้องทุกข์กล่าวโทษนายวิชัยคงไม่จบเพียงแค่ 2 คดี เพราะน่าจะมีพฤติกรรมความผิดอื่นๆ ตามมา โดยเฉพาะการถูกร้องเรียนเกี่ยวกับเงินลงทุนในโครงการพลังงานทดแทนหรือกรณีอื่นๆ

IFEC แทบจะกลายเป็นซาก ในยุคที่นายวิชัยเป็น ประธานกรรมการ แต่ความเสียหายที่ก่อไว้ กำลังตามมาคิดบัญชีกับนายวิชัย ทั้งคดีที่ผู้ถือหุ้นฟ้องและคดีที่ก.ล.ต.กล่าวโทษ

นายวิชัยกำลังพบจุดจบแล้ว แต่ผู้ถือหุ้นรายย่อย IFEC จำนวน 27,170 รายยังไม่รู้ชะตากรรม เพราะขณะนี้ไม่มีแนวทางใดในการแก้ปัญหาบริษัท

ไม่มีใครรู้ว่า คณะกรรมการ IFEC ชุดปัจจุบัน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ในช่วงที่นายวิชัยบริหารทำอะไรกันอยู่

ไม่มีใครบอกได้ว่า ฐานะที่แท้จริงของ IFEC เป็นอย่างไร ทรัพย์สินเหลือเท่าไหร่

และไม่มีใครเคยออกมาประกาศถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาของบริษัทจดทะเบียนแห่งนี้ แม้แต่ ก.ล.ต.ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลบริษัทจดทะเบียนโดยตรง

นับจากการขึ้นเครื่องหมาย "เอสพี" พักการซื้อขายหุ้นเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2560 รวมเวลากว่า 1 ปีแล้วที่ IFEC ตกอยู่ในความมืดมน

ผู้ถือหุ้นรวมตัวกันร้องเรียนทุกหน่วยงาน ร้องทุกข์กระทั่งนายกรัฐมนตรีขอให้เข้ามาช่วยดูแลแก้ปัญหา เยียวยานักลงทุนที่ได้รับผลกระทบจาก IFEC แต่ไม่มีหน่วยงานใดสามารถบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนแห่งนี้ได้

คดีฟ้องร้องต่างๆ อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งต้องใช้เวลา ขณะที่ความเสียหายของ IFEC ลุกลามบานปลาย เพราะบริษัทไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ แต่ยังมีรายจ่าย ทั้งดอกเบี้ยเงินกู้ที่วิ่งไม่หยุด ทั้งเงินเดือนคณะกรรมการและพนักงานบริษัทฯ โดยผู้ถือหุ้นเป็นผู้ที่ต้องแบกรับภาระ

การแก้ปัญหา IFEC ยิ่งยืดเยื้อ ฐานะบริษัทยิ่งทรุด จากบริษัทจดทะเบียนที่มีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน สุดท้ายอาจกลายเป็นบริษัทที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ

นายวิชัยเตรียมรับชะตากรรมที่ก่อไว้แล้ว แต่ใครจะช่วยเยียวยาผู้ถือหุ้น IFEC ที่ต้องรับชะตากรรมจากการกระทำของนายวิชัย

ใครจะเร่งแก้ปัญหา IFEC ให้เบ็ดเสร็จโดยเร็วที่สุด ก่อนที่บริษัทจดทะเบียนแห่งนี้จะถูกสูบจนเหลือแต่ซาก.

คอลัมน์ กาแฟโบราณ: ทุบรถ ทุบหม้อข้าว - มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561

มนัส สัตยารักษ์

msatayarak@gmail.com

นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้สัมภาษณ์บ่นเบื่อและรำคาญความยืดเยื้อไม่จบของเรื่อง "หวย 30 ล้านอลเวง"

แล้วบ่นต่อไปถึงเรื่องว่ารัฐบาลพยายามแก้สารพัดปัญหาของสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร จนไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ท้ายสุดต้องมาทะเลาะกันเรื่องหวย 30 ล้านบาทยังไม่เลิก

จากนั้นขู่ว่าทางแก้สุดท้ายคือเลิกทำลอตเตอรี่

คนระดับหัวหน้ารัฐบาลไม่น่าจะบ่นเรื่องจิ๊บจ๊อยแค่นี้ เพราะกล่าวได้ว่ามันเป็น "เรื่องส่วนตัว" เสียยิ่งกว่าเรื่อง "นาฬิกายืมเพื่อน" เป็นไหนๆ เป็นแค่เรื่องแย่งเงินรางวัลลอตเตอรี่ของคน 2 คน จำนวนเงิน 30 ล้านบาทที่พิพาทกันอยู่แม้มันจะมากมายมหาศาลสำหรับเรา-ชาวบ้านทั่วไป แต่ก็ไม่ใช่เงินของรัฐหรือเงินจากภาษีของราษฎร

ข้อหาที่จะตั้งแก่ผู้ที่ตำรวจเห็นว่ากระทำผิดก็ไม่ใช่ข้อหาอุกฉกรรจ์มหันตโทษ

ที่สำคัญคือมันไม่ใช่คอร์รัปชั่นที่กระทบกระเทือนต่อสังคมและประเทศชาติเป็นส่วนรวม

ว่ากันอันที่จริง ปรากฏการณ์ "หวยอลเวง" นับได้ว่าเป็นความบันเทิงชนิดที่มี "ทวิสต์เอนดิ้ง" มีข่าวพลิกไปมากันทุกขั้นตอน ทำให้สื่อสามารถนำมาขายได้ทุกวันอีกด้วย การสืบสวนสอบสวนของตำรวจยุค 4.0 ใช้นิติวิทยาศาสตร์ซึ่งจำเป็นต้องรอผลการตรวจจากผู้เชี่ยวชาญ จะใจเร็วบุ่มบ่ามแบบตำรวจ บช.ภ.7 ไม่ได้

ว่ากันอันที่จริง (อีกที) ประชาชนทั่วไปยังไม่มีใครบ่นเบื่อหรือรำคาญ "เรื่องที่ยังไม่จบ" พวกเขาบ่นเบื่อ "เรื่องที่ยังไม่เริ่ม" ต่างหาก

เรื่องอะไรที่ยังไม่เริ่ม...มันช่างมากมายหลายเรื่องจนยากที่จะนำมาเขียนสาธยายได้หมดในคอลัมน์นี้

ยกตัวอย่าง เช่น เรื่องซื้อเครื่องบินโรลส์รอยซ์ เรื่องสร้างโรงพักและแฟลตที่พักตำรวจ ฯลฯ รวมทั้งเรื่องนาฬิกาที่อาจจะจบไปโดยที่ยังไม่ทันได้เริ่ม

เพราะมันเป็นเรื่องคอร์รัปชั่น ความเสียหายเป็นเงินของรัฐ เป็นเงินหลายแสนล้าน

คุยเรื่องใหม่ที่ยังร้อนๆ อยู่ก็ได้...เรื่อง "ป้าทุบรถ" ที่หน้าบ้าน ซอยศรีนครินทร์ 55 สวนหลวง ร.9 เขตประเวศ

(แต่ขอบอกไว้ล่วงหน้าก่อนว่า ผม (ผู้เขียน) วางตัวลำเอียงเป็น "ทีมป้า" ตามสมาชิกออนไลน์ที่คอมเมนต์ให้กำลังใจป้าในเฟซบุ๊ก คือเห็นใจและเห็นด้วยกับการใช้ขวานฟันรถยนต์ที่จอดและดึงเบรกมือขวางทางเข้า-ออกบ้าน หากไม่ชอบที่ผมเป็นทีมป้า ก็ขอความกรุณาผ่านไปโดยไม่ต้องอ่านก็แล้วกัน)

ปรากฏการณ์ "ป้าทุบรถ" เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแค่จุดเล็กๆ จุดหนึ่งที่หน้าบ้านของ น.ส.บุญศรี แสงหยกตระการ ได้บอกภาพรวมของสังคมไทย หรือ "ลักษณะไทย"

ความเห็นแก่ตัว ความไม่มีสามัญสำนึก ไม่คำนึงถึงสิทธิอันชอบธรรมของผู้อื่น เป็นลักษณะของคนไทยส่วนหนึ่ง

กฎหมายมีจำนวนหลายฉบับมาก แต่การบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ ล้มเหลว

รัฐหรือข้าราชการไม่เป็นที่พึ่งของประชาชน ประชาชนต้องช่วยเหลือตัวเองตามยถากรรม การช่วยเหลือตัวเองให้สัมฤทธิผลต้องเสียสละทำสิ่งที่เป็นความผิด

ไทยเป็นประเทศที่มีข้าราชการจำนวนมาก ตั้งงบประมาณจ้างข้าราชการมากที่สุดประเทศหนึ่ง กลายเป็นประเทศยากจนไม่มีเงินเหลือพอจะพัฒนาด้านอื่นที่จำเป็น

ปรากฏการณ์ "ป้าทุบรถ" จึงเป็นเสมือนหนึ่งการประกาศ "สัญลักษณ์ไทย" หรือ "ลักษณะไทยที่แท้จริง"

เมื่อนานมาแล้ว ครั้งที่ "ตลาด" ยังไม่ล้อมกรอบบ้านป้า ผมเคยไปออกกำลังกายสูดอากาศบริสุทธิ์ในสวนหลวง ร.9 เกือบทุกครั้งผมแวะเข้าไปกินอาหารเช้ากับกาแฟที่ร้านค้าภายในรั้วบ้านป้า ผมชอบการตกแต่งและไม้ประดับในร้าน ชอบแลนด์สเคปหน้าบ้าน

ผมแอบฝันเงียบๆ ว่าเกษียณอายุราชการแล้วจะมีร้านกาแฟแบบนี้บ้าง

รู้สึกอิจฉาผู้คนที่ได้ปลูกบ้านอยู่ในบริเวณนั้น ห่างไกลมลภาวะทางเสียงและกลิ่น

แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ทราบความจริงว่า ผู้คนในละแวกนั้นต่างต้องทนทรมานกับสารพัดมลภาวะที่ "ตลาด" สร้างขึ้นมา บ้านป้าถูกเจ้าหน้าที่ตรวจค้น ถูกกล่าวหาว่าค้ามนุษย์ รวมทั้งถูกละเมิดสิทธิ์นานัปการ

เจ้าของบ้านได้ร้องเรียนต่อเขตประเวศเมื่อประมาณ 10 ปีมาแล้ว แต่ไม่ได้รับการสนองตอบแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด จึงได้ฟ้องร้องต่อศาล 2 สำนวน แม้ยังไม่มีคำพิพากษาแต่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว...

"...ให้ผู้ว่าฯ กทม. และเขตประเวศ กำกับดูแล ห้ามตลาดสร้างความรำคาญ"

"ให้อำนาจเจ้าของบ้านร้องศาลได้อีก หากเจ้าหน้าที่ละเลย ย่อหย่อน"

ฝ่ายเจ้าของบ้าน (ทั้งบ้านป้าและบ้านอื่นอีกหลายสิบหลัง) ลงทุนทำป้ายห้ามจอดขวางทางเข้าออก รวมทั้งป้ายอ้อนวอนขอความกรุณาอย่าจอด ยอมเสียความสวยงามของประตูรั้วบ้านด้วยการทำป้ายประกาศคำสั่งศาลขนาดใหญ่เตือนผู้ใช้รถ

แต่ไม่ได้ผลตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมา มิหนำซ้ำป้ายยังทำให้เจ้าของรถคันที่ถูกทุบเข้าใจผิดว่าเป็นบ้านร้าง!

ป้าลงทุนลงแรงทุบรถครั้งนี้ เหมือน "ทุบรถครั้งเดียวกระเทือนถึงดวงดาว" พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำเรื่องร้องเรียนให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ (ตั้งแต่ปี 2554) ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจโดยมิชอบ ปล่อยปละละเลยให้มีการสร้างตลาดในพื้นที่ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัย ป.ป.ช. ตั้งองค์คณะไต่สวนขึ้นมาพิจารณา พบว่ากรณีนี้น่าจะมีมูลการกระทำความผิด คณะเจ้าหน้าที่จะเร่งสรุปสำนวนส่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาอีก ครั้งหนึ่ง

ทางด้าน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ตรวจสอบตลาด 5 แห่งที่ปิดล้อมบ้านป้า ตลาดไหนที่ไม่ขออนุญาตก็ทุบทิ้งไป ตลาดไหนขออนุญาตสร้าง "อาคารพาณิชย์" ไม่ได้ขอเป็นตลาด จะตรวจสอบการเสียภาษี และที่เปิดเป็นอาคารพาณิชย์ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ เช่น ห้ามขายของสด

และต่อไปจะลุยตรวจสอบตลาดเถื่อนใน กทม. ทั้งหมด

ส่วน พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. มีคำสั่งกำชับให้ตำรวจท้องที่ที่ได้รับแจ้งว่ามีรถยนต์จอดปิดทางเข้าออก ต้องเดินทางไปถึงที่เกิดเหตุภายใน 10 นาที

การเสียสละของคุณป้าทุบรถครั้งนี้คุ้มค่ามหาศาล เพราะถ้าป้าไม่ทุบ ประชาชนจะมีโอกาสได้เห็นการเคลื่อนไหวของ ป.ป.ช. กทม. และ บช.น. หรือไม่?

ในฐานะอดีตตำรวจ ผมขอสะกิดเตือนให้ตำรวจ สน.ประเวศ ให้มีสามัญสำนึกถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคุณป้าอย่างเป็นพิเศษ เหมือนกับที่ทัพบกส่งทหารเข้าไปอารักขาหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่ง ใหญ่นเรศวร

เนื่องด้วยการทุบรถครั้งนี้เท่ากับทุบหม้อข้าวของใครต่อใครไปด้วยหลายใบ

หลังเหตุสงบไม่นาน บรรดาเจ้าของตลาด นัดประชุมดำริเข้าหุ้นกันจ้าง รปภ. ดูแลทางเข้าออกบ้านคุณป้า

ผมไม่เชื่อหรอกว่าคนที่เห็นแก่ตัวจะมีสามัญสำนึกถึงความปลอดภัยของผู้ที่ทุบหม้อข้าวของพวกมัน พวกเข้าหุ้นหรือลงขันกันแน่?

'ล้างคอร์รัปชัน'ภารกิจหนักอึ้ง 'ลาว' - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ ผลสำรวจดัชนี ชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (ซีพีไอ) โดยองค์กร เพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (ทีไอ) ที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จัดให้ลาวรั้งอันดับ 135 จากทั้งหมด 180 ประเทศและดินแดนทั่วโลก ซึ่งตัวเลขสูงขึ้นเท่าไรสะท้อนว่ามีการทุจริตสูงตามเท่านั้น

ดัชนีซีพีไอประจำปี 2560 ซึ่งจัดอันดับ ประเทศต่างๆ โดยอ้างอิงจากระดับการรับรู้ เรื่องการทุจริตในภาครัฐ ระบุว่า ลาวได้ 29 คะแนนและอันดับร่วงลง 12 อันดับจากปีที่แล้ว ทำให้ลาวรั้งอันดับรองบ๊วยในกลุ่ม 10 ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยมีอันดับดีกว่ากัมพูชาเพียงประเทศเดียวเท่านั้น

ภาวะตกต่ำของลาวทำให้เมียนมามีอันดับ แซงหน้าลาว ขณะที่สิงคโปร์รั้งอันดับ 1 ด้านความโปร่งใสทั้งในเอเชียและอาเซียน

การคอร์รัปชันในลาวสร้างความสูญเสีย ใหญ่หลวงให้กับงบประมาณของรัฐในช่วง ไม่กี่ปีที่ผ่านมา รายงานของสำนักงานตรวจสอบ และต่อต้านการทุจริตแห่งรัฐของลาว ที่เผยแพร่ เมื่อเดือนธ.ค. ปีที่แล้ว บ่งชี้ว่า ลาวเสียหาย กว่า 4.8 แสนล้านกีบจากการทุจริตในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรง ต่อการพัฒนาประเทศและความพยายามลดความยากจนของรัฐบาล

ขณะที่ผลสำรวจคุณภาพถนนของ เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (ดับเบิลยูอีเอฟ) เมื่อเร็วๆ นี้ เผยว่า ลาวเป็น 1 ใน 8 ประเทศในเอเชียที่มีคุณภาพถนนหนทางย่ำแย่ที่สุด โดยอีก 7 ประเทศ ได้แก่ ภูฏาน เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ มองโกเลีย บังกลาเทศ และเนปาล โดยลาวมีอันดับตามหลังเพียงภูฏานและเวียดนาม และดีกว่าอีก 5 ประเทศที่เหลือ

ผลสำรวจนี้ระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานถนนเป็นตัวชี้วัดระดับการพัฒนาของประเทศและมีความสำคัญต่อทั้งความปลอดภัยและความพึงพอใจของพลเมือง

แม้ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่ลาว ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ของโลกและมีงบประมาณจำกัด ติดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีถนนคุณภาพต่ำที่สุด แต่ลาวก็อาจปรับปรุงถนนในประเทศได้ หากงบประมาณที่จัดสรรจากส่วนกลาง ถูกนำไปใช้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

รายงานข่าวระบุว่า จำนวนโครงการ ก่อสร้างถนนในลาวไม่ได้ดำเนินการ ผ่านการประกวดราคา ซึ่งทำให้เกิดต้นทุนสูงอย่างไม่สมเหตุสมผลและขัดขวาง ความพยายามพัฒนาถนนด้วย

ผู้ตรวจการอาวุโสจากสำนักงาน ตรวจสอบและต่อต้านการทุจริตแห่งรัฐ ซึ่งขอสงวนนาม เผยกับสำนักข่าว เวียงจันทน์ ไทม์ส ว่า การฉ้อโกงทางการเงิน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในโครงการพัฒนาด้านต่างๆ โดยเฉพาะโครงการที่เดินหน้าโดยขาด การประเมินหรือกระบวนการประกวดราคา

นอกจากนั้น ผลสำรวจความสะดวก ในการทำธุรกิจ (อีดีบี) ที่ธนาคารโลกเผยแพร่ในปีนี้ จัดให้ลาวอยู่ในอันดับ 141 จาก 190 ประเทศเศรษฐกิจทั่วโลก โดยอันดับของลาวลดลง 2 อันดับเทียบกับ ในปี 2560 ที่รั้งอันดับ 139

ท่ามกลางปัญหาการทุจริตเป็นวงกว้าง รัฐบาลลาวได้ประกาศเป้าหมายใหญ่ใน การทะยานจากอันดับเลข 3 หลักขึ้นไป อยู่ในอันดับเลข 2 หลัก (อันดับ 99 ขึ้นไป) ภายในปี 2563 หมายความว่า ลาวจำเป็นต้องทำอันดับให้ดีขึ้นอย่างน้อย 42 อันดับเพื่อให้ได้อันดับ 99 ของโลกภายในช่วงเวลาเพียง 2 ปีกับ 10 เดือน

แน่นอนว่า การประกาศเป้าหมายใหญ่ดังกล่าวได้รับการขานรับจากประชาชน ทั่วไปและโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลลาวกลับไม่ได้ ตั้งเป้าหมายใหญ่คล้ายกันนี้กับผลสำรวจ อีก 2 ชิ้นที่เกี่ยวกับการทุจริตและคุณภาพถนน และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีตัวชี้วัด เพิ่มเติมว่าลาวตั้งเป้าปรับปรุง 2 เรื่องนี้ และยังไม่มีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน

ภาวะตกต่ำในด้านเหล่านี้ซึ่งเป็น วาระการพัฒนาระดับโลกของลาว ถือเป็นความน่าผิดหวังหลังมีการประกาศโรดแมพ การพัฒนาและมาตรการเชิงปฏิบัติที่ประกาศโดยผู้นำประเทศคนปัจจุบัน ซึ่งคาดว่า มีระยะเวลา 5 ปี เมื่อเดือนเม.ย.2559 หากทางการนำมาตรการเหล่านี้มาใช้ อย่างเต็มที่หรือเป็นวงกว้าง ก็มีแนวโน้มว่าอันดับของลาวจะน่าประทับใจกว่านี้

การยกอันดับด้านต่างๆ มีความสำคัญอย่างมากกับลาวที่กำลังพยายามอย่างหนัก ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจนำไปสู่สถานการณ์ภายในประเทศที่ดีขึ้น เนื่องมาจาก วาระการพัฒนาประเทศในหลายด้าน

อย่างไรก็ตาม ลาวจำเป็นต้องตระหนักว่า ประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศกำลังพยายามคล้ายกันเพื่อทำให้วาระการพัฒนาของตน ประสบผลสำเร็จ ซึ่งหมายความว่า หากลาวพัฒนาในอัตราที่เชื่องช้า ประเทศก็จะทำอันดับทะยานขึ้นไม่ได้

บรรดาผู้เชี่ยวชาญแนะว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มความพยายามอีก 2 เท่า หรือ 3 เท่า ในการทำให้ประเทศมีความก้าวหน้า แซงประเทศอื่นๆ เพื่อเพิ่มความน่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่มีศักยภาพ

นอกจากนั้น การขยับอันดับใน ผลสำรวจระดับโลกยังมีความสำคัญต่อลาวอย่างมาก เนื่องจากประเทศทั่วโลกใช้ผลสำรวจ เหล่านี้เป็นตัวชี้วัดที่เชื่อถือได้เมื่อมีการประเมินความคืบหน้าของตน ขณะที่ ภาคธุรกิจพิจารณาตัวชี้วัดเหล่านี้เป็นหลักในการตัดสินใจว่าจะลงทุนในประเทศใด

นักธุรกิจบางรายประเมินสถานการณ์นี้โดยบอกว่า โรดแมพการพัฒนาซึ่งรัฐบาลลาวของนายกรัฐมนตรีทองลุน สีสุลิด ประกาศไว้ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ยังไม่ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม และจำเป็นต้องใช้เวลามากกว่านี้กว่าจะบรรลุตามเป้าหมาย

หากสิ้นสุดปี 2563 แล้วลาวยังไม่อาจขยับอันดับความสะดวกในการทำธุรกิจสู่อันดับเลข 2 หลักและหลุดจากสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุดได้ รัฐบาลก็คงอ้างว่าขอเวลาเพิ่มไม่ได้อีกแล้ว

คอลัมน์ มองต่างแดน: ผู้นำยิว'เนทันยาฮู'โดนคดีโกง - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561

โดย โสภณ องค์การณ์

นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ตกอยู่ในสภาวะเสือลำบาก เมื่อการสอบสวนในคดีทุจริต เอื้อและอวยให้บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ ซึ่งเป็นของเพื่อนรักเพื่อนเกลอ ได้บ่งชี้ว่าได้มีการอวยกันเป็นมูลค่าเทียบเป็นเงินสหรัฐฯ จำนวนมหาศาล

นั่นเป็น "คดี 4000" ซึ่งการสอบสวนได้สาวเรื่องมาตั้งแต่ "คดี 2000" และ "คดี 3000" ซึ่งยิ่งสาวก็ยิ่งเป็นบ่วงมัดตัวผู้นำสายเหยี่ยวของอิสราเอล จนอยู่ในสภาวะร่อแร่ อาจไม่รอดเพราะมีพยานหลายปากเริ่มเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของผู้นำรัฐบาลแน่นอน เนทันยาฮู ยังปากแข็ง ยืนกระต่ายขาเดียวว่าตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรทั้งนั้น แม้นักธุรกิจเพื่อนรักถูกดำเนินคดี กล่าวหาอย่างเป็นทางการ และอยู่ภายใต้การสอบสวนอย่างจริงจัง เจ้าหน้าที่พยายามหาพยานหลักฐานเพื่อให้คดีกระจ่างให้ได้

ในอิสราเอลก็เหมือนประเทศที่พัฒนาแล้วในด้านกระบวนการยุติธรรม นัก การเมืองระดับชาติ นักธุรกิจระดับอภิมหาเศรษฐี มั่งคั่งทรงอิทธิพลมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถอยู่เหนือกฎหมายได้ เนทันยาฮูเป็นนายกฯ ยอดนิยมก็ไม่อยู่เหนือกฎเกณฑ์

ในประเทศที่มีฝ่ายค้านทำงานได้ผล ต่อให้มีอิทธิพลแค่ไหนก็ไม่สามารถกวาดเรื่องฉาวโฉ่ไว้ใต้พรมได้ ยิ่งถ้าเป็นคดีทุจริต โกงกิน หรือใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อเอื้อและอวยต่อเพื่อนพ้องน้องพี่ด้วยแล้ว กระบวนการยุติธรรมต้องทำงานให้ประชาชนเชื่อมั่น

ต่างจากบ้านเรา เรื่องฉาวโฉ่เหม็นเน่าเต็มเมือง ก็ยังมีกระบวนการโหลยโท่ย การสอบสวนดำเนินคดีมีหลายมาตรฐาน ทำให้เสียงร่ำลือว่า "คุกเมืองไทยมีไว้ขังคนจน คนไร้เส้นสาย คนรวยลอยชาย เว้นแต่จะไม่จ่ายเงิน" เป็นพฤติกรรมน่าอายแต่ผู้นำไม่รู้สึก

ย้อนมาถึงกรณีนายกฯ เนทันยาฮู แม้จะอ้างว่าไม่เกี่ยวข้อง ข้อกล่าวหาล่าสุดว่าตัวเองได้อวยเพื่อนเศรษฐีในธุรกิจโทรคมนาคมและสื่อ ทำให้อัยการมีความกระตือรือร้นที่จะตอกฝาโลงปิดเกมให้เนทันยาฮู หวังจะให้อยู่หมัด ยิ่งดังยิ่งพยายาม ยิ่งใหญ่ยิ่งล้มดัง

คดี 4000 อัยการตั้งข้อกล่าวหาว่าเนทันยาฮูได้อวยให้ นายชอล อีโลวิทช์ เพื่อนสนิทซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทโทรคมนาคม "เบเซค" และสื่อออนไลน์ "วอลล่า"คิดเป็นเงินประมาณ 1 พันล้านเชเกลสกุลเงินของอิสราเอล หรือประมาณ 280 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การอวยเป็นอยู่ในรูปแบบของผลประโยชน์ผ่านด้านกฎระเบียบ แลกกับการ ที่สื่อภายใต้เครือข่ายของนายอีโลวิทช์เสนอข่าวในเชิงบวก อวยให้กับเนทันยาฮู เท่ากับเป็นการตอบแทน เพื่อให้ผลงานของเนทันยาฮู และภาพลักษณ์ดูดีในสายตาของประชาชน

ก็ไม่ต่างจากการอวยด้วยการลงข่าว "เชียร์" และ "เชลียร์"ของบางสื่อในบ้านเรา!

การสืบสวนไม่จำกัดเฉพาะนักธุรกิจเท่านั้น ในคณะรัฐมนตรีของเนทันยาฮู ก็อยู่ในข่ายโดยเฉพาะพวก "วงใน" คนใกล้ชิด ตัวผู้นำรัฐบาลเองก็โดนสอบสวนถึง 2 คดีแล้ว แต่เนทันยาฮู ปฏิเสธ อ้างไม่รู้ไม่เห็น แต่อัยการอิสราเอลไม่ยอมรามือ หรือเชื่อใครง่ายๆ

ที่น่าสนใจก็คือ อัยการและกระบวนการสอบสวนของตำรวจทำไปด้วยความ มีอิสระ ใครก็สั่งไม่ได้ จะอ้างความมั่นคง เรื่องส่วนตัวแบบเลอะเทอะ หน้าด้านๆ เหมือนประเทศกำลังด้อยพัฒนาในระบบนิติรัฐ ไร้ความน่าเชื่อถือจนจะเป็นรัฐล้มเหลว อยู่แล้ว

อัยการอิสราเอลกำลังทำอยู่ 5 คดีเกี่ยวโยงกับการทุจริต การอวยประโยชน์เพื่อแลกกับการเสนอข่าวด้านบวก ในคำแถลงอัยการเยฮูดิท ทีรอช อ้างว่า แม้จะเป็นเรื่องอวยกันในเชิงเสนอข่าว ในความเป็นจริงคือการทุจริต รับสินบนนั่นเอง เพียงแต่พูดให้ดูดี

นายอีโลวิทช์ ยังเป็นผู้บริหารบริษัท "ยูโรคอม" ซึ่งก็ได้รับประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ จากกระทรวงคมนาคม และเจ้าหน้าที่ จำนวนผลประโยชน์มีมากถึง 680 ล้านดอลลาร์ เพื่อแลกกับการเสนอข่าวอวยให้รัฐบาลและผู้นำ นายอีโลวิทช์ถูกขัง โดยไม่ได้ประกันตัว

อัยการแถลงต่อศาลว่าถ้าปล่อยให้นายอีโลวิทช์ภายใต้เงื่อนไขการประกันตัว พร้อมกันนายนีร์เฮเฟทซ์ ซึ่งเป็นโฆษกของครอบครัวนายกรัฐมนตรี "ก๊วนพวกนี้จะออกไปทำอะไรต่างๆ เพื่อใช้อิทธิพลขัดขวางการสอบสวนดำเนินคดี"

ศาลก็เห็นด้วยในช่วงที่เกิดเป็นคดี เนทันยาฮูได้เป็นรัฐมนตรีคมนาคม ขณะที่คนที่ตัวเองไว้ใจมาก คือ นายชโลโม ฟิลเบอร์ ดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมคมนาคม ตอนนี้ นายฟิลเบอร์ยินยอมให้ปากคำในฐานะพยาน ซึ่งน่าจะทำให้เนทันยาฮูอยู่ในสภาพเลวร้ายกว่าเดิม

เนทันยาฮูถึงคิวที่ต้องให้ปากคำต่ออัยการภายในสัปดาห์นี้ แต่ตัวเองก็ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา "ไม่มีการจ่าย หรือรับเงินอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นกี่พัน กี่หมื่น กี่แสนล้าน หรือจำนวนเท่าไหร่ก็ตาม" แต่คดีทั้งหมด ขณะนี้มีผู้ถูกจับดำเนินคดีรวมแล้ว 8 คน

ดูแล้วเนทันยาฮูอาจรอดยาก ตำรวจที่สอบสวนคดีเหล่านี้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะเล่นงานผู้นำรัฐบาลได้ ดังนั้นเนทันยาฮู ซึ่งเปรียบเหมือนแมว 9 ชีวิตในการเมืองอิสราเอล และเป็นคนโฉ่งฉ่างสายเหยี่ยว อาจพบจุดจบแบบไม่สวยก็ได้

คนที่อยากจะเห็นเนทันยาฮูหลุดจากอำนาจคือกลุ่มผู้นำอิหร่านและพวก กลุ่มต่างๆ ในเลบานอนซึ่งเป็นคู่อาฆาตของผู้นำอิสราเอลเพราะความห้าวห่ามนั่นเอง และยังเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับผู้นำสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ในนโยบายด้านตะวันออกกลาง

ทรัมป์สนับสนุนเนทันยาฮูและอิสราเอลมากจนถึงขั้นสั่งย้ายสถานทูตจาก เทลอาวีฟ ไปอยู่กรุงเยรูซาเล็ม ทำให้กลุ่มปาเลสไตน์และมุสลิมเป็นเดือดเป็นแค้นอย่างหนัก ตัวทรัมป์เองก็เน่าพอด้วยเรื่องฉาวโฉ่สารพัด ล่าสุดสาวคนสนิทก็หลุดจากงานสำคัญ

นางสาวโฮป ฮิกส์ ลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสาร หลังมีเรื่องซุบซิบ ทำให้ทรัมป์กลายเป็นผู้นำทำเนียบขาวที่ใช้คนเปลืองมากในระยะเวลาเพียง ปีกว่า .