You are here

CG and corruptions News - 2 October 2018

ตม.คาดโทษแล้ว งาบทิปวีซ่าชาวจีน - ไทยรัฐ

องค์กรครูต้านเกณฑ์คัดผอ.ร.ร. หวั่น'ทุจริต'สะพัดครั้งมโหฬาร - มติชน

ชงโยกบิ๊ก ศธ.เอี่ยวอควาเรียม - ไทยรัฐ

ปลัดสธ.ให้2ขั้นขรก.แจ้งทุจริตละเว้นผิดด้วย - กรุงเทพธุรกิจ

ยื่นปปช.3ปมสร้างบ้านพักศาล - มติชน

ยื้อพิมพ์ตำรา สสวท. - ไทยรัฐ

'สมคิด'อุ้ม4รัฐมนตรีไม่ต้องออก ทีมสระบุรีซบ'พลังประชารัฐ' - กรุงเทพธุรกิจ

ไทยรัฐ: ปฏิรูปการเมืองแบบไหน - ไทยรัฐ

คอลัมน์ เปลวสีเงิน คนปลายซอย: ๔ รัฐมนตรีต้องออกหรือ? - ไทยโพสต์

คอลัมน์ ป้อมพระอาทิตย์: 'ไม่เอาเปรียบ'แค่ได้เปรียบ... - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

สู้เพื่อคนพิการปรีดา ลิ้มนนทกุล - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์เพื่อชีวิต: สมคบคิดหักดิบอธิปไตย ไล่ฮุบบงกช-เอราวัณ หรือไม่ - ไทยโพสต์

ตม.คาดโทษแล้ว งาบทิปวีซ่าชาวจีน - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 1 ต.ค. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เผยว่า สั่งการให้ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.ผบช.สตม.คนใหม่ ไปตรวจสอบระบบการทำงานของเจ้าหน้าที่ ตม.บริเวณสนามบินนานาชาติ โดยเฉพาะระบบการรับทำวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาถึงสนามบินในประเทศไทย ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองหรือ Visa On Arrival ให้มีความเรียบร้อยและอย่าให้มีปัญหาซึ่ง พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ รายงานมาล่าสุดว่าดำเนินการติดป้ายว่า "No Tip" (ห้ามจ่ายทิป) ให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในการขอวีซ่าให้เร็วขึ้นเรียบร้อยแล้ว

ด้านนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่า เตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวจีนทั้งระบบตั้งแต่ขั้นตอนการทำวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยวจนถึงการเดินทางกลับเข้าหารือ วันที่ 18 ต.ค.2561 หลังที่มีข่าวลือและมีสื่อต่างประเทศเสนอข่าวว่า กระบวนการทำวีซ่าหรือการยื่นขอลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa On Arrival หรือ VOA) มีการเรียกเก็บเงินเกิน 2,000 บาท แต่ในใบเสร็จระบุเงินที่จ่าย เพียง 2,000 บาท เรื่องนี้ต้องทบทวนกระบวนการตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางเพื่อป้องกันข้อสงสัยในกระบวนการดำเนินงานของไทย

"ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันแก้ข้อสงสัย เพราะกรณีที่สื่อจีนเผยแพร่ข้อสงสัยในกระบวนการทำวีซ่าของไทยรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ ในส่วนของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ มีข้อเสนออยู่ในใจแล้ว แต่อยากฟังความเห็นของหน่วยงานอื่น เพื่อจะหาวิธีที่ดีที่สุดให้เกิดความโปร่งใสไร้ข้อครหา" นายวีระศักดิ์กล่าว

ส่วนกรณีเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เชิญบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.และ ตม. เข้าหารือและชี้แจงเรื่องของการเก็บค่าทำ Visa On Arrival เกินจากใบเสร็จกำหนดนายวีระศักดิ์ ชี้แจงเรื่องนี้ว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯไม่ได้รับเชิญ แต่การหารือที่จะจัดขึ้นวันที่ 18 ต.ค.นี้ น่าจะมีทางออกให้คลายความสงสัยของขั้นตอนการทำวีซ่าได้

สำหรับจำนวนการยื่นขอลงตรา Visa On Arrival ในรอบ 8 เดือนแรก ของปี 2561 (ม.ค.-ส.ค.) มียอดขอดำเนินการณช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง จำนวน 3,858,363 คน เพิ่มขึ้น 15.67% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีคนยื่น 3,335,616 คน ตลอดทั้งปี 2560 มีคนขอ Visa On Arrival ทั้งปีจำนวน 4,974,662 คน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหากเรื่องของการเก็บค่าทำ Visa On Arrival เกินกว่าใบเสร็จหรือกฎหมายกำหนดเป็นความจริง รายละ 300 บาท เมื่อคิดจากจำนวนคนที่ยื่นขอแล้วคิดเป็นวงเงินที่ไม่มีใบเสร็จนับพันล้านบาทต่อปี

ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.ผบช.สตม.กล่าวว่า ยอมรับที่ผ่านมามีข้อมูลการดำเนินการลักษณะเช่นนี้ มีการรับเงินค่าอำนวยความสะดวกการออกหนังสือเดินทางเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวชาวจีน กรณีนี้เกิดขึ้นจากนายหน้าเป็นผู้เรียกเงินส่วนต่างเพิ่มเอง 300 บาท นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมปกติ 2,000 บาท อ้างว่าส่วนต่าง 300 บาท เป็นค่าใช้จ่ายให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ส่วนนี้มีทั้งจ่ายจริงและไม่จริงส่งผลให้ สตม.เสื่อมเสีย ส่วนตัวหลังรับตำแหน่ง ผบช.สตม.มีข้อมูลเตรียมไว้ดำเนินคดีกับนายหน้าหรือเอเย่นต์ที่แอบอ้างเรียกรับเงินมาจ่ายให้ตำรวจ ยืนยันว่าหลังจากนี้จะกวดขันให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองประจำท่าอากาศยานและด่านตรวจทั่วประเทศ ห้ามเรียกรับผลประโยชน์ลักษณะต่างๆ และให้ติดป้าย "No Tip" ประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวทราบ หากพบตำรวจตรวจคนเข้าเมืองคนใดฝ่าฝืนจะดำเนินการโดยไม่มีการละเว้น

"ผมกำชับให้ตำรวจประจำด่านตามแนวชายแดนทั่วประเทศห้ามเรียกรับสินบน หรือผลประโยชน์แลกกับการปล่อยตัว หรือการได้รับอิสรภาพของผู้ต้องหารายสำคัญ และช่วยเหลือหลบหนีออกนอกประเทศ หากพบเจ้าหน้าที่ตำรวจรายใดบกพร่องจะคาดโทษกับตำรวจทุกนายที่เกี่ยวข้องด้วย" พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าว

องค์กรครูต้านเกณฑ์คัดผอ.ร.ร. หวั่น'ทุจริต'สะพัดครั้งมโหฬาร - มติชน ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม นายรัชชัยย์ ศรสุวรรณ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ยกร่างหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้อำนวยการสถานศึกษาในสังกัด สพฐ.ใหม่ เบื้องต้นใช้วิธีการสรรหา ซึ่งมีทั้งการสอบข้อเขียนและการประเมิน การสอบข้อเขียนจะไม่นำคะแนนมารวม เป็นการสอบเพื่อวัดความรู้แค่ผ่านหรือไม่ผ่าน จากนั้นจะใช้วิธีการประเมินแบบ 360 องศานั้น ส่วนตัวเห็นว่าเกณฑ์การสรรหา เอื้อให้เกิดการทุจริตได้ง่ายที่สุด โดยในส่วนที่ให้คะแนนสอบข้อเขียน เป็นเพียงการวัดความรู้ แค่ผ่านหรือไม่ผ่าน และการประเมินประสบการณ์อายุงานนั้น ตนเห็นด้วย แต่ที่ไม่สบายใจ คือในส่วนของการสอบภาค ค หรือการสอบสัมภาษณ์ ทราบว่าให้สัดส่วนถึง 50 คะแนน อาจจะทำให้มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นบ่อเกิดของปัญหาทุจริต

"หากให้สัดส่วนคะแนนสัมภาษณ์ถึง 50 คะแนน เท่ากับว่าการสัมภาษณ์จะมีบทบาทสูง ถึงขั้นมีผล ล้มล้างคะแนนภาค ข ผมกังวลว่าจะทำให้เกิด ปัญหาทุจริตอย่างมโหฬาร ดูแค่การย้ายผู้บริหารสถานศึกษา จากโรงเรียนประถมมามัธยม มีการใช้เงินเพื่อให้ได้ย้าย 6-7 แสนบาท แล้วคิดดูว่า ถ้าเป็นตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ยอดเงินจะพุ่งสูงมากเท่าไร ขณะเดียวกันการให้คะแนนวิสัยทัศน์นั้น ผมก็ไม่เห็นด้วย เพราะการเขียนวิสัยทัศน์อาจไม่สะท้อนเป้าหมายในการทำงานอย่างแท้จริง เพราะสามารถจ้างเขียน หรือให้คนอื่นทำแทนได้ หรือหากให้เป็นการพูดแสดงวิสัยทัศน์ ก็สามารถท่องจำได้ ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าก่อนออกเกณฑ์ ศธ.ควรสอบถามความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้รอบด้านก่อน" นาย รัชชัยย์กล่าว และว่า ตนอยากเสนอให้แยกการสรรหาผู้อำนวยการโรงเรียนประถมและมัธยมออกจากกัน เพราะการบริหารงานมีความแตกต่างกัน หากสอบร่วมกันอาจเป็นปัญหา เช่น รองผู้อำนวยการ โรงเรียนมัธยม ที่สอบได้ขึ้นบัญชี หากสอบรวมกันแล้วได้รับการบรรจุแต่งตั้งในโรงเรียนประถม ก็อาจเป็นปัญหา ทำให้ในส่วนของมัธยม สูญเสียบุคลากรที่มีความสามารถ ขณะที่โรงเรียนประถมก็อาจได้ผู้อำนวยการโรงเรียนที่บริหารงานได้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง

นายรัชชัยย์กล่าวต่อว่า อยากถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และ สพฐ.ว่าที่ผ่านมา ทำไมถึงไม่มีการสอบขึ้นบัญชีผู้อำนวยการสถานศึกษา ปล่อยทิ้งไว้ 1-2 ปีนั้นมีเจตนาอะไร ที่สำคัญยังไม่เคยเปิดให้รองผู้อำนวยการสถานศึกษาได้สอบเพื่อขึ้นบัญชีไว้ก่อน ทั้งที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) คืนอัตราเกษียณมาให้ 100% แต่กลับปล่อยให้มีตำแหน่งว่างถึง 4,000 อัตรา ถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนกรณีปัญหาเรื่องการย้าย ซึ่งมีการฟ้องร้องอยู่นั้น ถือเป็นคนละเรื่องกับการสอบขึ้นบัญชี การสอบขึ้นบัญชีเพื่อเตรียมความพร้อม หากพื้นที่ใดเรียบร้อยก็สามารถดึงจากบัญชีไปบรรจุแต่งตั้งได้ทันที แต่ผู้มีอำนาจกลับ ไม่ดำเนินการ ปล่อยให้มีตำแหน่งว่างอยู่จำนวนมาก

ชงโยกบิ๊ก ศธ.เอี่ยวอควาเรียม - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 2 ต.ค. กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เสนอรายชื่อโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงเข้า ครม. แต่จะเป็นผู้บริหารระดับ 10 หรือ 11 นั้นต้องรอ ครม.อนุมัติก่อน เพราะในส่วนที่เป็นหน้าที่ของตนได้พิจารณาคุณสมบัติ ความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งของทุกคนเรียบร้อยแล้ว แต่ที่มีโผโยกย้ายแชร์กันในโลกโซเชียลมีเดียนั้น อย่าไปเชื่อข้อมูลเหล่านั้น เพราะทุกครั้งที่ผ่านมาข้อมูลก็ไม่เคยตรงกันสักครั้ง ดังนั้นขอให้รอดูผลการประชุม ครม.ก็จะรู้ความชัดเจนว่าโผโยกย้ายที่แท้จริงมีรายชื่อใครกันบ้าง ทั้งนี้ สิ่งที่ตนยืนยันได้แน่นอนว่ารายชื่อที่จะเข้าพิจารณาในการประชุม ครม.คือรายชื่อผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต โครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรืออควาเรียมทะเลสาบสงขลา วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่ตนสรุปเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา โดยจะเป็นไปตามมาตรการ คสช. เรื่องมาตรการป้องกันและปราบปรามทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการ ซึ่งโครงการนี้จะเห็นได้ว่าไม่มีมวยล้มมีแต่จบสวยๆ และการจะตัดสินใจทำอะไรต้องระวัง ไม่เช่นนั้นอาจส่งผลกระทบต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องได้.

ปลัดสธ.ให้2ขั้นขรก.แจ้งทุจริตละเว้นผิดด้วย - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ "หมอสุขุม" ปลัด สาธารณสุขคนใหม่ ประกาศให้ 2 ขั้น เจ้าหน้าที่ สธ.แจ้งเบาะแสทุจริต ชี้หากพบเห็นไม่แจ้งถือว่าผิดด้วย ฐานละเว้นหน้าที่ เปิดทาง แจ้งโดยตรง ลั่นพร้อมปกป้องขรก.และดูแลสวัสดิการ ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม

วานนี้(1 ต.ค.)ที่สำนักงานปลัดกระทรวง สาธารณสุข นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุขคนใหม่ ได้ประชุมทางไกลผ่านระบบวีดิโอคอนเฟอร์เรนซ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดและผู้อำนวยการ โรงพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อมอบนโยบายและการบริหารงานกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ในโอกาสเข้าทำงานเป็นวันแรก

นพ.สุขุม กล่าวว่า มั่นใจว่าคน สธ.ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน หากพบเห็นการทุจริตใน สธ. ทั้งการซื้อยา ซื้อเครื่องมือแพทย์ หรืออะไรก็ตามที่มีปัญหา ขอให้ผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์และเป็นเจ้าหน้าที่ สธ.แจ้งมาที่ตนเองโดยตรง เพื่อจัดการโดยเด็ดขาด เนื่องจากการที่มีคนประพฤติไม่ซื่อสัตย์สุจริต เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ ผู้ที่แจ้งเบาะแส ตนจะประเมินให้ได้ความดีความชอบสูงสุด คือ 6% หรือ 2 ขั้นระบบราชการ โดยอาศัยอำนาจของปลัด สธ.ซึ่งเป็นไปตามระเบียบราชการ เพราะหากได้ยาหรือเครื่องมือ ที่ไม่มีคุณภาพ หรือแม้แต่เครื่องมือผ่าตัดที่นำของไม่มีคุณภาพมาใช้ ก็ส่งผลต่อประชาชน จึงต้องเน้นเรื่องความสุจริตเป็นสำคัญ

"ยังไม่มีการทุจริต แต่ต้องเน้นเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น ซึ่งส่วนตัวเชื่อมั่นในกระทรวงนี้ว่าบุคลากร ไม่มีชื่อเสียงเสียหายด้านนี้ ทุกคนทำเพื่อประโยชน์พี่น้องประชาชนทุกคน แต่หากหน่วยงานในสาธารณสุข หน่วยงานใดทุจริต มีการติดต่อกับบริษัทยา เครื่องมือแพทย์ หรือส่อทุจริตใดๆ ให้มาแจ้งที่ผมโดยตรง รวมไปถึง หากไม่แจ้งก็มีความผิดด้วย เพราะตามปกติ หากเห็นเหตุการณ์แล้วไม่แจ้ง ถือว่าละเว้นหน้าที่ การเป็นราชการ เป็นบุคลากรสาธารณสุข ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ไม่สามารถยอมรับเรื่องทุจริตได้ ขอให้พวกเราอย่ากลัว มาแจ้งผมได้เลย ผมพร้อมจะปกป้อง ขอให้ยึดมั่นซื่อสัตย์สุจริต เห็นประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าส่วนตัว" นพ.สุขุมกล่าว

ต่อข้อถาม จะมีการสร้างขวัญและกำลังใจอย่างไรให้กับบุคลากร นพ.สุขุม กล่าวว่า แต่ละวิชาชีพด้านสาธารณสุข มีความสำคัญที่ต้องร่วมกันทำงาน ต้องทำงานเป็นทีมเดียวกัน ไม่สามารถที่จะอยู่วิชาชีพโดดๆได้ เป็นพี่น้องกัน ทุกคนมีศักดิ์ศรีในการเป็นวิชาชีพเหมือนกัน เหมือนมือมีนิ้วแตกต่างกัน แต่ก็ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนเหมือนกัน โดยจะต้องทำให้เกิดศักดิ์ศรีในวิชาชีพ คุณค่าในการเป็นบุคลากรที่ทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น ทุกคนเป็นลูกของพระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทุกคนทำงานเพื่อประชาชน

"ความปลอดภัยของบุคลากร บ้านพักต่างๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญ จะต้องมีการพัฒนาตรงจุดนี้ เพื่อให้มีความสุข เมื่อบุคลากรมีความสุขก็จะส่งผลต่อการบริการที่ดี ซึ่งปีงบประมาณนี้ที่เสนอก็พยายามปรับปรุงที่อยู่บ้านพักด้วย ส่วนเรื่องการลดความแออัดในโรงพยาบาลก็มีการจัดบริการ เป็น เครือข่ายการบริการเพื่อย้ายจาก โรงพยาบาลที่แน่น ไปยังโรงพยาบาลที่แน่นน้อยกว่า ซึ่งมีต้นแบบที่ โรงพยาบาลอุบลราชธานี เพื่อกระจายให้โรงพยาบาลอื่นๆ ต่อไป เป็นต้น ที่สำคัญต้องดูแลเรื่องค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีการพัฒนา โดยใช้ข้อมูลวิชาการสนับสนุน" นพ.สุขุม กล่าว

อนึ่ง นพ.สุขุม ได้รับการแต่งตั้งเป็นปลัด สธ.คนที่ 30 ต่อจาก นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ที่เกษียณอายุราชการ โดยก่อนหน้านี้ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ เขต 14 กรมการแพทย์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ระหว่างปี 2551-2555 เป็นรองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ใน ปี 2555-2556 และได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ในปี 2556-2559 ทั้งนี้ นพ.สุขุม จะเกษียณอายุราชการในปี 2563 ตามวาระจึงจะดำรงตำแหน่งปลัด สธ.เป็นเวลา 2 ปี

ยื่นปปช.3ปมสร้างบ้านพักศาล - มติชน ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หน้าอาคารสำนักงานป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภาค 5 (เชียงใหม่) อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ นำโดยนายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ผู้ประสานงานเครือข่าย นายบัณรส บัวคลี่ นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ นางคำศรีดา แป้นไทย นางปลายอ้อ ทองสวัสดิ์ น.ส.ลักขณา ศรีหงส์ และแนวร่วมเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.โดยมีนายบุญยิ่ง ไชยมงคล หัวหน้าพนักงานไต่สวน สำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 5 ออกมารับเรื่อง

นายธีระศักดิ์กล่าวว่า เข้ายื่นร้องต่อเลขาธิการ ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบกรณีการก่อสร้างบ้านพักตุลาการในข้อสงสัย 3 ประเด็น คือความสนิทสนมระหว่างผู้อำนวยการสำนักบริหารงานออกแบบและก่อสร้างสำนักงานศาลยุติธรรม กับบริษัทที่ได้ประมูลซึ่งเป็นผู้ออกแบบ ถือว่าเป็นประเด็นเรื่อง ธรรมาภิบาล ต่อมาคือสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง 3 สัญญา ซึ่งสัญญาแรกมีการระบุรายชื่อผู้เข้าร่วมประมูลชัดเจน แต่ 2 สัญญาไม่มี และรายละเอียดของสัญญาที่มีข้อพิรุธมากมายในเรื่องการแยกดำเนินการเป็นส่วนๆ และสุดท้ายคือสัญญก่อสร้าง 5 ปี ยังไม่แล้วเสร็จ มีการต่อสัญญาอีก 3 ปี และควรส่งมอบตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2561 แต่จนบัดนี้เกือบจะ 100 วัน หากคิดเป็นค่าปรับก็เกือบ 30 ล้านบาท จึงสงสัยว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้ผู้รับเหมาหรือไม่ ไม่มีการปรับหรืออะไร ที่น่าสงสัย

นายบัณรสกล่าวว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีไม่อยากพบก็จะไม่ไปพบ ทุกวันนี้สายข่าวจากหน่วยงานต่างๆ พยายามมาสอบถามว่าจะไปยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีในวันที่ 3 ตุลาคม ระหว่างเดินทางมาปฏิบัติราชการที่ จ.ลำพูน บอกเลยว่าไม่ต้องกังวลเพราะไม่ไป แต่จะเดินหน้าในทางที่ควร คือการเดินหน้ายื่นร้องตามกระบวนการและชุมนุมไปจนกว่าเรื่องจะได้ข้อยุติ

ยื้อพิมพ์ตำรา สสวท. - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561

วันที่ 1 ต.ค. เวลา 11.30 น. ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตัวแทนสหภาพแรงงานองค์การค้าของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและ สวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เดินทางมายื่นหนังสือถึง นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศธ. โดยนางภัทราบุญ ปัญญาสุขศิริ ประธานสหภาพฯ กล่าวว่า มายื่นหนังสือขอความเป็นธรรม กรณีสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เตรียมเลิกจ้างองค์การค้าฯจัดพิมพ์หนังสือให้ โดยอ้างสาเหตุ ความล่าช้า ซึ่งที่ผ่านมา สสวท.ไม่เคยหารือเรื่องนี้กับองค์การค้าฯเลย ดังนั้นการที่บอร์ด สสวท.จะจ้างโรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดพิมพ์หนังสือ ถือว่าไม่ได้ดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาล ขาดหลักนิติธรรมและความโปร่งใสจึงขอให้ รมว.ศธ.สร้างความยุติธรรมให้กับทุกหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแล.

'สมคิด'อุ้ม4รัฐมนตรีไม่ต้องออก ทีมสระบุรีซบ'พลังประชารัฐ' - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561

'อนาคตใหม่' ประกาศ3จุดยืน จี้กกต.สอบเมกะโปรเจครัฐ

กรุงเทพธุรกิจ "สมคิด"กั๊กตอบร่วมงาน "พลังประชารัฐ" อุ้ม "4 รมต." ลงสนามการเมืองไม่ต้องลาออก "สนธิรัตน์" ยัน ลาออกเมื่อถึงเวลาเหมาะ-ปัดสวมหมวก 2 ใบ เอาเปรียบพรรคการเมือง ด้าน "ปรพล" เตรียมนำทีมสระบุรีเข้าพลังประชารัฐ "ธนาธร" นำทีมเปิดตัว "อนาคตใหม่" เป็นทางการ แจง 3 เงื่อนไขจับมือพรรคอื่น

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองภายหลัง การเปิดตัวพรรคพลังประชารัฐ โดยมี นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เป็นหัวหน้าพรรค ตามมาด้วยกระแสเรียกร้อง ให้ 4 รัฐมนตรี แสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่งเพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบ เสียเปรียบระหว่างพรรคการเมือง

วานนี้ (1 ต.ค.)นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ตอบข้อถามสื่อมวลชนถึงเรื่องนี้ว่า รัฐมนตรีทั้ง 4 คน เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ การที่ทั้ง 4 คนต้องการที่จะเข้ามาทำการเมือง เพื่อให้การเมืองไทยดีขึ้น ก็ควรจะเป็นสิ่งที่ต้องสนับสนุน ส่วนกรณีที่ถูกมองว่าใช้ตำแหน่งหาประโยชน์ สร้างความได้เปรียบทางการเมืองนั้น มองว่า ทั้ง 4 รัฐมนตรีพูดได้ชัดเจนแล้วว่ามีการตรวจสอบได้ และเนื่องจากการเลือกตั้งยังไม่เกิดขึ้น ก็ต้องรอเวลาที่เหมาะสมแล้วจะลาออก

"สำหรับผม ไม่ได้วางตัวไว้ตรงไหน อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่ส่วนตัวก็จะสนับสนุนให้คนดีๆ มีคุณภาพ มาลงสนามการเมืองในทุกๆ พรรค"

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากเลือกพรรคพลังประชารัฐ จะได้ความต่อเนื่องในเรื่องนโยบายจากรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ นายสมคิด กล่าวว่า เชื่อว่าไม่จำเป็น เพราะต่อให้มีพรรคอื่นขึ้นมาเป็นรัฐบาล หลาย ๆ โครงการ ก็เป็นสิ่งที่ควรจะเดินไปข้างหน้า แต่ไม่จำเป็นจะต้องใช้ทุกนโยบายของรัฐบาลเสมอไป พร้อมยืนยันว่าตัวเองไม่ใช่กุนซือ ของพรรคพลังประชารัฐ

"สนธิรัตน์" ท้าตามดูการทำงาน

ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ตนจะขอสานต่องานของกระทรวงพาณิชย์ในช่วงเวลาที่เหลือให้เสร็จสิ้น ในช่วงที่อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรี การที่มีฝ่ายต่าง ๆ ออกมาเรียกร้องให้รัฐมนตรีลาออก ตนก็พร้อมรับฟังและตระหนักดี เพราะสวมหมวก 2 ใบ แต่ยืนยันว่าจะดำเนินการให้มาตรฐานสูงกว่าในอดีตของนักการเมืองที่เคยปฏิบัติมา

"การลาออกเป็นเรื่องง่าย แต่ประโยชน์ของการลาออกในช่วงนี้คืออะไร ส่วนสิ่งที่กังวล ว่าผมจะได้ตำแหน่งเพื่อประโยชน์ต่อการหาเสียงก็ขอให้ตามไปดูการทำงาน ของผม"

"ศรีสุวรรณ"จ่อร้องกกต.สอบ4รมต.

ขณะที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวถึง กรณีพรรคพลังประชารัฐ ที่มีรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลปัจจุบัน เปิดตัวเป็นสมาชิกว่า เป็นการเลือกปฏิบัติ ในการใช้เวลาราชการทรัพย์สินราชการ ไปดำเนินการหาเสียง ที่อาจมีความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช.ว่าด้วยการทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งเรื่องนี้จะต้องออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้นักการเมือง หรือ รัฐมนตรีในคณะรัฐบาลปัจจุบันลาออก

นอกจากนี้ตนจะร้องไปร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ให้ตรวจสอบพฤติกรรมดังกล่าวต่อไป

ไทยรัฐ: ปฏิรูปการเมืองแบบไหน - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เปิดตัวและเปิดหน้าชกอย่างเต็มตัวแล้ว รัฐมนตรี 4 ท่านที่เข้าร่วมเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ในตำแหน่งสำคัญๆ มีทั้งหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และโฆษกพรรค แต่ไม่ทราบว่านายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจะยอมรับหรือยัง ว่าท่านเป็นผู้นำพรรคการเมืองอย่างไม่เป็นทางการ และต้องปฏิบัติอย่างไรในช่วงเลือกตั้ง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายอุตตม สาวนายน ประกาศว่า “ผมกับเพื่อนๆจะอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีต่อไป” แต่รับรองว่าจะไม่ใช้เวลาและทรัพยากรรัฐมาเอารัดเอาเปรียบคนอื่นอย่างแน่นอน พร้อมที่จะให้ตรวจสอบ เพราะยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง และขอพูดตรงนี้ว่าเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม “พวกเราจะใส่หมวกใบเดียว” คือหมวกพลังประชารัฐ

ต้องถือว่าเป็นคำสัญญาที่น่าชื่นชม และควรจะถือเป็นหลักปฏิบัติของคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ รวมทั้งนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะการใช้เวลาราชการ และใช้ทรัพยากรของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณแผ่นดิน และบุคลากรของรัฐหรือข้าราชการในการหาเสียงและเลือกตั้ง เรื่องนี้มีกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง บัญญัติห้ามใช้อำนาจรัฐชัดเจน

แต่เรื่องที่น่าเป็นห่วงก็คือ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายยืนยันว่า “ครม.ปัจจุบันถือเป็นรัฐบาลเต็มรูปแบบ” ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการเหมือนกับ ครม.ที่พ้นจากตำแหน่งเพราะการยุบสภา รัฐบาลนี้จึงมีอำนาจเต็ม ไม่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญที่ห้ามแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ห้ามอนุมัติโครงการใหม่ๆ และงบประมาณใหม่ๆในช่วงเลือกตั้ง

กฎหมายการเลือกตั้ง ถือว่าการใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์การเลือกตั้งเป็นความผิดร้ายแรง เช่น ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กระทำการใดๆ เพื่อให้เป็นคุณหรือเป็นโทษ แก่ผู้สมัครหรือพรรคใด กกต.มีอำนาจสั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐยุติหรือระงับการกระทำนั้น ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปี เพิกถอนสิทธิ 10 ปี

คำว่า “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” น่าจะรวมถึงนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ แม้ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ แต่เป็นรัฐบาลเต็มรูปแบบและมีอำนาจเต็ม ไม่ต้องทำตามรัฐธรรมนูญที่ห้ามอนุมัติโครงการใหม่ๆ งบประ-มาณใหม่ๆ และแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการได้ แต่ก็จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายเลือกตั้ง มิฉะนั้นจะกลายเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์ชนที่อยู่เหนือกฎหมาย

แม้รัฐบาลนี้จะไม่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เหมือนกับประเพณีที่รัฐบาลก่อนๆยึดถือ และแม้จะไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็น่าจะคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาล ที่มีหลักความโปร่งใส และความเป็นธรรมอยู่ด้วย หรืออย่างน้อยก็ยึดหลัก “ความถูกต้อง” ตามคำกล่าว ของหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อย่าให้ถูกนินทาว่ารัฐบาลไม่ปฏิรูปการเมือง หรือว่า แบบนี้คือการปฏิรูปการเมืองใหม่.

คอลัมน์ เปลวสีเงิน คนปลายซอย: ๔ รัฐมนตรีต้องออกหรือ? - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561

plew_seengern12@yahoo.com

ว่าด้วยเรื่องการลาออก!

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องลาออกจาก ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เพราะมีความประสงค์จะเล่นการเมืองต่อ

๔ รัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐ ต้องลาออกจากเก้าอี้รัฐมนตรีหรือเปล่า เพราะจากนี้ไปจะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน

ก่อนอื่นต้องไปดูว่า "จารีต" ที่เกิดจากตัวบทรัฐธรรม นูญนั้นเป็นอย่างไร

ถ้านายกรัฐมนตรีลาออกคือจบ ต้องตั้งรัฐบาลใหม่ส่วนรัฐมนตรีลาออกต้องปรับคณะรัฐมนตรี แต่โดยทั่วไปรัฐบาลก่อนการเลือกตั้ง จะมีสถานะเป็นรัฐบาลรักษาการ

สถานะรัฐบาลรักษาการได้มาจากไหน ส่วนใหญ่เพราะการยุบสภารัฐบาลอยู่ครบเทอมหรืออย่างกรณีที่แปลกไป นั่นคือศาลรัฐธรรมนูญวินิจ ฉัยให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" สิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว จากคดีโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๗ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" จึงมีสถานะเป็นเพียงนายกรัฐมนตรีรักษาการ

ขณะที่เสียงเรียกร้องจาก กปปส.คือ ลาออก พ้นวงโคจรไปเลย

ทำไมต้องรักษาการตามหลักการแล้วเห็นว่าเมื่อปรากฏว่าฝ่ายบริหารของรัฐนั้นสิ้นสภาพไปแล้ว จึงต้องการให้มี กลไกในการเปลี่ยนผ่านประเทศ

เพราะการบริหารประเทศนั้นจะสะดุดหยุดไม่ได้ เพราะจะกระทบต่อสาธารณะ หรือสังคมส่วนรวมได้

พูดง่ายๆ รัฐบาลรักษาการ มีเพื่อทำหน้าที่ชั่วคราวจนกว่าจะได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา

จะได้ไม่เกิดสภาวะสุญญากาศในการบริหารประเทศ แต่กฎหมายก็จำกัดบทบาทลงรัฐบาลรักษาการไม่สามารถทำในหลายเรื่อง เช่น อนุมัติโครงการใหม่ที่ผูกพันกับรัฐบาลถัดไปไม่ได้ แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการไม่ได้ ถ้าทำต้องขอคณะกรรม การการเลือกตั้งก่อน เป็นต้น

ฉะนั้นเมื่อพิจารณาเสียงเรียกร้องจากนักการเมืองให้รัฐบาล คสช.ลาออก ก็มีคำถามว่าแล้ว รัฐบาลใหม่จะมาจากไหน อย่างไร

สุดท้ายแทนที่จะแก้ปัญหา จะกลายเป็นสร้างปัญหาเพิ่ม แล้วนักการเมืองกลัวอะไร ฟังจาก "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ดูมีเหตุผล"รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผู้ร่างมีเจตนาให้ผู้มีอำนาจขณะนี้ทั้ง คสช., รัฐบาล, สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) รวมถึงสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่เข้ามาวางรากฐาน และกติกาเพื่อที่จะเปิดให้พรรคการเมืองกลับมาแข่งขันกัน โดยที่ไม่ได้หวังว่าจะเป็นผู้เล่นเอง

แต่ถ้าจะบอกว่ามีเจตนาเปิดช่องให้ ก็น่าจะเป็นเรื่องของที่สภาไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้ จนต้องไปเลือกคนนอกกระ บวนการการเลือกตั้งเข้ามา

อีกทั้งยังมีบทเฉพาะกาล ที่ระบุว่าผู้ที่มีอำนาจในขณะนี้ จะต้องลาออกจากตำแหน่ง ๙๐ วัน หลังจากที่รัฐธรรมนูญประ กาศใช้

บทบัญญัตินี้หมายความว่า ใครที่ไม่ลาออกในตอนนั้น ก็จะไม่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนได้เสียในการเลือกตั้ง โดยตามปกติแล้วในช่วงเลือกตั้ง ใครมีอำนาจรัฐก็จะถูกจำกัดอำนาจทันที ทั้งเรื่องการโยกย้ายข้าราชการ รวมถึงใช้งบประมาณผูกพันไม่ได้ เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง

แต่ก็ยังมีบทเฉพาะกาลยกเว้นให้กับรัฐบาลชุดนี้ เหตุผลเพราะว่าเพราะมีบทบัญญัติ ใครที่อยากเลือกตั้งก็ต้องลาออกไปก่อนหน้านี้แล้ว

แต่วันนี้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับพรรคประชารัฐก็คือ กำลังหลบเลี่ยงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งความเสื่อมทาง การเมืองและปัญหาวิกฤติในอดีต ก็เป็นเพราะมีการหาช่องโหว่ของกฎหมาย เราไม่ดูเจตนารมณ์ ไม่ยึดถือเรื่องของมารยาท และธรรมาภิบาล

ดังนั้นวันนี้คนที่เกี่ยวข้องที่จะเข้าไปบริหารพรรคการเมือง ซึ่งมีส่วนได้เสียในการเลือกตั้งโดยตรง ก็ต้องแสดงให้เห็นว่ายังเชื่อในหลักธรรมาภิบาล หรือเคารพในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มากกว่าที่จะบอกว่ากฎหมายไม่ได้ห้ามไว้ หรือไม่ผิดกฎหมาย

ประเด็นที่สำคัญก็คือ เรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ยังไม่ปลดล็อกทางการเมือง แต่งานของรัฐบาลมีงานการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และไม่ได้ถูกจำกัดด้วย

ดังนั้นผมว่าตอบยากจริงๆ ว่าบุคคลเหล่านี้ต้องการมีส่วน ได้เสียในการแข่งขัน เหตุใดจึงไม่ทำตามเจตนารมณ์รัฐธรรม นูญ แล้วสวมหมวกสองใบ"

จากคำกล่าวทั้งหมดนี้ คสช.กำลังจะชงเองกินเองใช่หรือไม่?

การที่ ๔ รัฐมนตรี นายอุตตม สาวนายน, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ไปมีตำแหน่งในพรรคพลังประชารัฐ ไม่มีกฎหมายห้าม

แต่ถามว่าเอาเปรียบจริงหรือไม่? การจะอธิบายว่าจริงหรือไม่ มีหลายเงื่อนไขที่ต้องเข้าใจเงื่อนเวลาจะเป็นประเด็นสำคัญ หาก คสช.ปลดล็อกพรรคการเมืองในทันที เงื่อนเวลาของทุกพรรคการเมืองจะเท่ากันทันที ทุกคนสามารถเดินสายได้ทันที

แต่รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ เป็นเรื่องใหม่ รัฐบาล คสช.จะอยู่จนได้รัฐบาลใหม่มาบริหารประเทศ

ไม่ได้อยู่ในสถานะรัฐบาลรักษาการ แล้ว ๔ รัฐมนตรีกำลังสร้างความเสื่อมทางการเมืองอยู่ใช่หรือไม่?

ในการเมืองปกติ รัฐมนตรีซึ่งเป็นแกนนำพรรคการเมือง สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้เต็มที่จนกว่า รัฐบาลสิ้นสภาพไปเป็นรัฐบาลรักษาการ

แต่ในทางปฏิบัติ การสร้างความได้เปรียบโดยใช้ตำแหน่งทางการเมือง เกิดขึ้นมาโดยตลอด

พรรคการเมืองมักใช้วิธีตรวจราชการในภูมิภาคต่างๆ ในช่วงมีพระราชกฤษฎีกาประกาศเลือกตั้ง แล้วปฏิเสธว่าไม่ใช่การหาเสียง

หากย้อนกลับไปดูช่วงปลายปี ๒๕๕๖ พรรคการเมืองฝ่ายค้าน รัฐบาล ก็มีปัญหาทำนองเดียวกันนี้

ครั้งนั้นพรรคประชาธิปัตย์โจมตีว่า "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ใช้ทรัพยากรของรัฐเดินสายหาเสียงในต่างจังหวัด จึงจะรวบรวมหลักฐานร้องเรียน กกต.

เป็นการทำผิดรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๘๑ ที่ห้าม รัฐบาลรักษาการ ใช้ทรัพยากรของรัฐ หรือบุคลากรของรัฐ เพื่อกระทำการใด ซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้ง และตัว "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เป็นทั้งบุคลากรของรัฐ และผู้สมัครรับเลือกตั้ง

จึงเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง ขณะที่ ๔ รัฐมนตรี สามารถบริหารประเทศไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่

นั่นคือสิ่งที่พรรคการเมืองมองว่า เป็นการเอาเปรียบ ที่จริงปัญหาลักษณะนี้แก้ไขไม่ยาก โดยที่รัฐมนตรีทั้ง ๔ คนไม่ต้องลาออก

สิ่งที่ คสช.ต้องทำคือ ใช้บรรทัดฐานเดียวกันกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นั่นคือมีพระราชกฤษฎีกาประกาศเลือกตั้งเมื่อไหร่....

ให้เข้าสู่โหมดรัฐบาลรักษาการในทันทีแม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนด แต่เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ การประชุม ครม.สัญจร เป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง

เชื่อว่าถึงเวลานั้น คสช.จะนักเลงพอ! ส่วนพรรคการเมืองจะโวยอะไร ควรจะรอให้มีพระราชกฤษฎีกาประกาศเลือกตั้งออกมาเสียก่อน ซึ่งจะเป็นการใช้บรรทัดฐานที่ใช้กันมาโดยไม่มีอะไรผิดเพี้ยน

ล่าสุดก็มีแนวโน้มที่ดี "อุตตม สาวนายน" ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์นักข่าว เรื่องที่ถูกโจมตีทางการเมืองอย่างหนัก ด้วยการบอกว่า...

"ผมไม่พูดการเมืองในเวลาราชการ"ถ้านี่เป็นมารยาททางการเมือง ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี กลับกันการที่นักการเมือง มีความละเอียดอ่อนในประ เด็นนี้ จนดูเหมือนมีจริยธรรมทางการเมืองเต็มเปี่ยม

เช่นการที่ "นพดล ปัทมะ" บอกว่า "การที่บุคคลเหล่านี้ยังมีตำแหน่งในรัฐบาล มีอำนาจโยกย้ายข้าราชการ พิจารณางบประมาณ และมีอำนาจใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของรัฐได้ ดังนั้นจะวางตัวอย่างไร ไม่ให้ถูกมองว่าเป็นการเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น เพราะต้องยอมรับว่ารัฐบาลนี้เกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหาร

ทางที่ดีเพื่อความสง่างามในการต่อสู้ทางการเมือง คนที่เป็นผู้นำพรรคนี้ลาออกจากตำแหน่งน่าจะดีกว่า แต่ก็ไม่สามารถเรียกร้องหรือบังคับอะไรได้ เนื่องจากกฎหมายไม่ได้ห้ามไว้ ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละบุคคล"

จะเป็นการดีมากหากนักการเมืองนำคำพูดตัวเองไปใช้เป็นบรรทัดฐาน แม้ขณะนั้นตัวเองเป็นรัฐบาล และอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบก็ตาม

และจะสง่างามอย่างยิ่งหากไม่ถ่มน้ำลายรดหน้าตัวเอง.

ผักกาดหอม

คอลัมน์ ป้อมพระอาทิตย์: 'ไม่เอาเปรียบ'แค่ได้เปรียบ... - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561

โดย: โสภณ องค์การณ์

เปิดตัวไปแล้วอย่างอลังการพอใช้สำหรับพรรคพลังประชารัฐ มี 4 รัฐมนตรีเป็นแกนนำขับเคลื่อนเข้าสู่การเลือกตั้ง ต้นปีหน้า (ถ้ามี) เป้าหมายหลักคือชัยชนะ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเพื่อหาบหามคุณท่านผู้นำรัฐประหารให้อยู่ยาวตามยุทธศาสตร์ 20 ปี

มีผู้เข้าร่วมประมาณ 500 คน ล้วนมุ่งหวังเต็มเปี่ยมว่าจะได้มีส่วนร่วมหรือเป็นแกนหลักในการบริหารบ้านเมือง ภายใต้คุณท่านผู้นำคนปัจจุบัน มีแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 รองรับ ดังนั้นความคึกคักย่อมมีมาก แม้ขาดว่าที่ ส.ส.ตัวเต็งหามคะแนนดี

แกนนำ 2 รัฐมนตรีกระทรวงหลัก และ 2 รัฐมนตรีกระทรวงอันดับด้อยกว่าเล็กน้อย มีความเหมือนกันตรงที่เป็นเด็กในคาถาของเฮียกวง รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจหายใจ เข้าออกแต่ละเฮือกวัดเป็นตัวเลขจีดีพี ตามด้วยอีอีซี 4.0 นั่นเลย

แต่มาพร้อมกับคำปฏิเสธอย่างเร่งรีบ "ไม่ได้เอาเปรียบคู่แข่ง รัฐมนตรียังไม่ลาออก เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม พร้อมสวมหมวกใบเดียว" ฟังแล้วดูเหมือนดีมาก แต่ไม่บอกว่าเมื่อไหร่คือความเหมาะสม และใครเป็นผู้กำหนดความเหมาะสมที่ว่า

ประกาศนโยบายหลัก 7 ข้อ อย่างนั้น นั่นนี่โน่น แต่ไม่มีสักประการเดียวที่เน้นว่าจะบริหารบ้านเมืองด้วยความใจซื่อมือสะอาด สามารถดมพิสูจน์ได้ นอกจากไม่ทุจริต คอร์รัปชัน ยังจะปราบปรามหนักด้วย บ๊ะ! ที่ผ่านมาเรื่องพรรค์นี้ไม่มีให้เห็น

มีแต่ข่าว "โกงกระจุก รวยกระจุก จนกระจาย คนจนแทบรากเลือดตาย" เสียงร่ำลือเรื่องโกงไม่น้อยกว่ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง มีโครงการจัดซื้อ จัดหา จัดจ้างขนาดใหญ่ ใช้งบมากนานหลายปี มีทั้งสร้างหนี้เงินกู้มากกว่า 2 ล้านล้านบาท

ประกาศตัวพรรคพลังประชารัฐ ออกแบบลวดลายชวนให้นึกถึง "พรรคพลังประชาชน" ของท่านเหลี่ยม ก็คนที่มาก็เป็นพวกที่ตีจากพรรคท่านเหลี่ยม และพรรคอื่นๆ โดยไม่อธิบายว่าทำไมถึงมาอยู่กับพรรคนี้ มีแรงจูงใจ หรือมีอุดมการณ์ยิ่งใหญ่

ยังไม่ทันไร เริ่มตีฝีปาก แสดงความมั่นใจ ไม่มองว่ากว่า 4 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านต้องทนอยู่กับสภาพอกไหม้ไส้ขม ทุกข์ระทมดักดาน คัดค้านเรียกร้องอะไรไม่ได้ ทำให้ผู้บริหารบ้านเมืองถูกกล่าวหาว่าเป็น "กลุ่มผลประโยชน์" อวยเอื้อกลุ่มทุนใหญ่

ทำให้ชาวบ้านสรุปง่ายๆ ว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาของการขายตัว ย้ายพรรคในรูปแบบการเมืองไทยนิยมน้ำเน่าข้นคลั่ก จากสีเทาเข้มถึงดำล้างไม่ออก หาคนไร้มลทิน มัวหมอง ต้องร่อนตะแกรงหลายครั้ง จะได้สัก 2-3 คน ดูแล้วคงยาก

การอ้างว่า "ไม่ได้เอาเปรียบ" นั้นน่าหัวร่อมาก เริ่มต้นจากชื่อพรรคก็ฉวยเอาชื่อโครงการประชารัฐ ซึ่งเป็นประชานิยมถมไม่เต็มมาเป็นป้ายนำ ตีกินแบบสุดๆ จากนี้ไปรัฐบาลต้องทุ่มโครงการประชารัฐเต็มที่ มีแต่คนบ้องตื้นที่จะเชื่อว่า ไม่อิงกัน

ถามหน่อยดิ! ถ้าไปสัญจรต่างจังหวัด พบปะชาวบ้าน ถ้าไม่เป็นรัฐมนตรี ไปกับคุณท่าน จะมีนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านระดมชาวบ้านมานั่งฟังนโยบายขายฝันหรือ เมื่อพูด "โครงการประชารัฐ" จะให้ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นโครงการของใคร?

ทนฟัง 2-3 วันเรื่อง "เอาเปรียบ" เฮียกวงต้องออกมา บอกว่าทั้ง 4 รัฐมนตรีและผู้ช่วยรัฐมนตรีไม่ต้องลาออก ไม่ได้เอาเปรียบใคร กฎหมายไม่ห้าม ว่าอย่างนั้นเลย!

ไม่เอาเปรียบได้อย่างไร แกนนำ 4 รัฐมนตรีกินเงินเดือนจากภาษีประชาชน นั่งรถประจำตำแหน่งเงินหลวง ใช้ไฟหลวง เดินทางไปไหนมาไหนก็ใช้งบหลวง กินข้าวกลางวันในทำเนียบด้วยกันก็เป็นเงินภาษีชาวบ้าน เอาเปรียบก่อนเปิดตัวด้วยซ้ำ

ใช้เวลาทำงานส่วนใหญ่ ก็เป็นภาระเงินงบประมาณ พนักงานขับรถก็ยังกินเงินเดือนหลวง แยกได้หรือว่าชั่วโมงไหนเป็นคนส่วนตัว และคนกินเงินเดือนหลวง? ถ้าเจ็บป่วย ไปต่างจังหวัด พูดมากจนคอแหบจับไข้ต้องรักษาพยาบาล ก็ใช้เงินหลวง

ไม่สง่างามหรอกในการตีกินชุบมือเปิบเอาเปรียบคนในพรรคอื่นๆ แม้พวกเนติบริกรอ้างว่าไม่ผิดกฎหมาย ก็เพราะพวกนั้นไม่เคยลงสนามผ่านการเลือกตั้ง รอตีกินจากการ แต่งตั้ง รับใช้เผด็จการรัฐสภา และเผด็จการรัฐประหารมากว่าค่อนชีวิต

เอาเถอะ การเมืองน้ำเน่าแบบไทยไม่เคยมีสปิริต ความใจกว้าง สู้กันแบบแฟร์ๆ เป็นการเมืองเฉพาะคนหน้าด้านพร้อมตุกติกจนถึงขั้นโกงซึ่งหน้า เป็นการเมืองยังด้อยพัฒนา ชาตินี้ไม่มีวันเห็นความรุ่งเรืองของประชาธิปไตยใจใสมือสะอาด

ความคึกคักในกลุ่มนักเลือกตั้ง นักซื้อเสียง นักขายตัว อาจทำให้คนเชื่อได้ว่ามีเลือกตั้งแน่ แต่ก็ยังมีเงื่อนไขชวนให้คิด ถ้าจะมี อาจไม่อยู่ช่วงภายใต้รัฐบาลนี้ เสียงร่ำลือถึงรัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลเฉพาะกาล ไม่ใช่เฉพาะกูขออยู่ยาวดังที่เป็นอยู่ขณะนี้

แม้แต่ฝ่ายเพื่อเหลี่ยมเร่ร่อนยังมีแผนรองรับความพลิกผัน เช่นการโดนยุบพรรค จึงต้องตั้งพรรคอะไหล่ พรรคติ่ง พรรคหูด พรรคตาปลา เผื่อไว้ จะได้ไม่พลาดจังหวะสำคัญในการชิงเดิมพันเพื่อชนะ ได้บริหารรัฐ หยุดปัญหาอดอยากปากแห้ง

ถ้ามีเลือกตั้งจริง ตามสภาพ องค์ประกอบเดิมๆ ส่วนใหญ่คนหน้าเดิมๆ กระดำกระด่าง มีมลทิน ชนักปักหลัง ประวัติมัวหมอง ชาวบ้านไม่มีทางเลือกอื่นๆ จะทำให้บ้านเมืองดีขึ้นหรือไม่ เมื่อตัวโกงยังอยู่ คุมเกมในพรรคใหญ่ หรือ รอเสียบ

ถ้าจะมีเลือกตั้ง ก็ไม่มีภาพแห่งความหวังให้ชาวบ้านได้รู้สึกดีขึ้น สิ่งเดียวที่ยังหวังก็คือ "ความเปลี่ยนแปลง" อย่างมีเนื้อหาสาระที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ที่ผ่านมาได้มีข้อพิสูจน์แล้วว่า "แผ่นดินนี้ศักดิ์สิทธิ์จริง" อำนาจกินเมืองชั่วร้ายจะอยู่ได้ไม่นาน

เชื่อเถอะ ตั้งแต่ปี 2475 มาแล้วผยอง ต้องจบเห่แบบไม่สวย กี่คณะแล้ว!.

สู้เพื่อคนพิการปรีดา ลิ้มนนทกุล - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561

กตตน์ ตติปาณิเทพ

กรุงเทพธุรกิจ

ปมทุจริตเงินกองทุนส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการที่ ทางเครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการมีการประเมินความเสียหายกว่า 1.5 พันล้านบาทที่กลายเป็นประเด็นร้อน ในสังคมมาตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ดูจะเป็นการสะกิดเตือนสังคมโดยเฉพาะในหมู่ผู้พิการให้หันย้อนมองถึงสิ่งที่ตนเองถูก "ละเมิด" ด้วยความ "ไม่รู้" หรือ "ไม่เข้าใจ" มาโดยตลอด

โดยเฉพาะเรื่องของ "การส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้พิการ" ที่มี "กฎหมาย การจ้างงานคนพิการ" เป็นธงนำในส่วนนี้

ตั้งแต่ตามมาตรา 33 หากสถานประกอบการใดมีพนักงานถึง 100 คน ต้องจ้างงานคนพิการ 1 คน ถ้าไม่จ้างตามมาตรา 34 ต้องจ่ายเงินสมทบเข้า "กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต คนพิการ" มีมูลค่า 365 วันคูณด้วย ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงินประมาณ 109,500 บาท เป็นเงินจำนวนเดียวกันกับค่าแรงพื้นฐานที่ผู้พิการจะได้รับโดยเฉลี่ยเดือนละ 9,150 บาท

สถานประกอบการหลายแห่งจึงมักเลือกใช้ "มาตรา 35" การจัดสัมปทาน และช่วยเหลือเพื่อส่งเสริมอาชีพคนพิการให้มีรายได้ และกลายเป็น "ช่องว่าง" ของการหาประโยชน์ของกลุ่ม "คนร้าย" ไปโดยปริยาย

ความเคลื่อนไหวที่นำโดย ปรีดา ลิ้มนนทกุล ในฐานะประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการ จนเกิดมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบ เรื่องนี้อย่างเร่งด่วน หรือแม้กระทั่ง เกิดผลกระทบในหัวข้อสนทนาถึง เงินกองทุนส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการที่มีอยู่กว่า 6.5 พันล้านบาทนั้น ยังถูกตั้งอยู่ในกรอบการพัฒนา และยกระดับชีวิตคนพิการอยู่หรือไม่

รวมทั้งคำถามสำคัญที่หลายคนสงสัย

ใครคือ...ปรีดา

เขานิยามตัวเองเป็น "นักทุพพลภาพมืออาชีพ" มากกว่าเป็นผู้พิการ จากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อหลายปีก่อน ภายหลังจากการปรับจูนวิธีคิด ตลอดจนทัศนคติ อันนำไปสู่กระบวนการจัดการเพื่อให้ผู้พิการมีงานทำด้วยการตั้งบริษัทด้านระบบไอทีที่เจ้าตัวมีความรู้เป็น ทุนเดิมอยู่แล้วเพื่อส่งเสริมอาชีพให้กับผู้พิการได้มีงานทำก่อนจะผันตัวเองมาทำงานด้านการขยายโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พิการในเวลาต่อมา

"ปีพ.ศ. 2555 ผมได้มีโอกาสบรรยายภาพรวมสถานการณ์การจ้างงานคนพิการในประเทศไทยให้กับ นักกิจการเพื่อสังคมชาวญี่ปุ่นได้ทราบ จึงเป็นโอกาสที่ผมได้เริ่มศึกษา พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ"

กระทั่งปี 2556 เขาได้เข้าไปมี ส่วนร่วมในการบริหารโครงการฝึกอบรมฝึกงานคนพิการร่วมกับสมาคมแห่งหนึ่ง และร่วมมือด้านการใช้ทรัพยากรบุคคลและสถานที่สำหรับการอบรมกับทางคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

โดยในระหว่างนั้น ปรีดาได้รับ ทุนพิเศษจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (สาขาการจัดการออกแบบภายใน

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์) ได้พัฒนาองค์ความรู้ดังกล่าวขึ้นมาและตั้งชื่อว่า "กระบวนการขจัดปัญหาการจ้างงานคนพิการแบบองค์รวม" จนได้รับรางวัลนานาชาติ 2 รางวัล คือ รางวัลบุคคล "อโชก้าเฟลโลว์" จากมูลนิธิอโชก้า และรางวัลพิเศษชื่อ "IAUD AWARD 2014" จากInternational Associate Universal Design ประเทศญี่ปุ่นร่วมกับ สจล.

หลังจากนั้นเขาก็ได้คลุกคลีอยู่กับงานด้านพัฒนาทักษะ และคุณภาพชีวิตผู้พิการผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ อีกทั้ง ในทางคู่ขนานนั้น ปรีดาได้เดินสายบรรยายให้ความรู้ทางด้านกฎหมายและสิทธิคนพิการควบคู่ไปด้วย

"การทำงานตรงนี้ทำให้ผมพบข้อสังเกตสำคัญที่ว่า คนพิการและผู้ดูแลคนพิการส่วนใหญ่ทราบสิทธิของตนเองเพียงบางเรื่องเท่านั้น เช่น ค่าเบี้ยยังชีพ เดือนละ 800 บาท เป็นต้น อีกทั้งพบว่ายังเคยถูกละเมิดสิทธิคนพิการตามกฎหมายการจ้างงานเป็นส่วนใหญ่"

จึงเป็นที่มาที่ทำให้เขาก่อตั้ง "เครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการ" ขึ้น เพื่อรับเรื่องร้องเรียนการถูกละเมิดสิทธิ์และได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม

จนกระทั่งเมื่อเขาได้ยื่นหนังสือร้องเรียนของคนพิการ จ.นครปฐม และพระนครศรีอยุธยา มายังสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในปี 2559 ก็พบว่า ผลการดำเนินการตรวจสอบที่ระบุรายละเอียดใน หนังสือตอบนั้น ทำให้มีข้อสงสัยว่าทำไมหน่วยงานที่มีอำนาจไม่จัดการกับผู้กระทำความผิด กอปรกับตลอดการต่อสู้ มีอำนาจแทรกแซง มีการฟ้องร้องดำเนินคดี เพื่อไกล่เกลี่ย ทั้งแบบข่มขู่ และพาพูดคุยบนรถตู้

กระทั่งปี 2561 ก็เกิดกรณีการละเมิดสิทธิ์และปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมกับคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ จ.สมุทรสาคร ทำให้เขาคิดว่าตัวเองต้องทำอะไรสักอย่าง

"ที่ผ่านมาผมมีประสบการณ์และพอประเมินได้แล้วว่าใคร ข้าราชการคนไหน ที่มีพฤติกรรมฉ้อฉล ทุจริตคอร์รัปชัน ผู้นำคนพิการรายใด องค์กรใด แกนนำฝั่ง สถานประกอบการท่านใด จึงต้องนำเอา "ทฤษฎีสีน้ำ" ซึ่งเป็นกระบวนการการจัดการระบบที่ผิดพลาดที่คิดค้นขึ้นมาแก้ไขสำหรับ "การยื่นเรื่องร้องเรียน การละเมิดสิทธิ์และการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม" โดยเฉพาะส่วนตัวผมมีความคาดหวังอย่างแรงกล้าว่า อยากช่วยเหลือให้คนพิการและครอบครัวสามารถลืมตาอ้าปาก มีอาชีพที่มั่นคง สร้างรายได้ มีความเป็นอยู่ที่ดี บนพื้นฐานจากสวัสดิการรัฐ และสิทธิต่างๆ จากพระราชบัญญัติส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่ประเทศไทยภูมิใจว่าไทยเราไม่ด้อย กว่าใคร ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง"

จึงกลายเป็นที่มาของการรวบรวมข้อมูล เพื่อเผยแพร่เป็นความรู้ และเป็นแนวทางการต่อสู้จนกลายมาเป็นแรงกระเพื่อมทางสังคมให้หันกลับมาย้อนมองปัญหาของผู้พิการอย่างจริงจังในวันนี้

สาระสำคัญใน'กฎหมายการจ้างงานคนพิการ'

- ตามมาตรา 33 หากสถานประกอบการใดมีพนักงานถึง 100 คน ต้องจ้างงานคนพิการ 1 คน

- หากไม่จ้างคนพิการแล้ว ตามมาตรา 34ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการมีมูลค่า 365 วันคูณด้วยค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท=รวมทั้งสิ้น 109,500 บาท

- สถานประกอบการหลายแห่งจำนวนมาก ต้องการ ส่งเสริมอาชีพคนพิการ จึงเลือกใช้มาตรา 35การจัดสัมปทาน และช่วยเหลืออื่นใด 7 หัวข้อ ได้แก่ การให้สัมปทาน การให้

ใช้พื้นที่ การจ้างเหมาบริการการฝึกอบรม การจัดให้มีล่ามภาษามือ การจัดสิ่งอำนวยความสะดวก และการช่วยเหลืออื่นใดโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมอาชีพคนพิการหรือ ผู้ดูแลคนพิการ

- หากสถานประกอบการไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 33-34-35 หรือปฏิบัติไม่ครบถ้วน ละเลย ตามมาตรา 36 ให้มีการอายัดทรัพย์สินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการตามมาตรา 34 พร้อมดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนด (7.5 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี)

คนพิการส่วนใหญ่ คนพิการและผู้ดูแล ทราบสิทธิของตนเอง เพียงบางเรื่องเท่านั้น

คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์เพื่อชีวิต: สมคบคิดหักดิบอธิปไตย ไล่ฮุบบงกช-เอราวัณ หรือไม่ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561

วิวัฒน์ชัย อัตถากร

ล่าสุด ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีการคลังและอดีตเลขาธิการ กลต.แห่งประเทศไทย ร่วมกับรสนา โตสิตระกูล อดีตวุฒิสมาชิกกรุงเทพมหานคร อดีตประธานคณะกรรมการตรวจสอบคอร์รัปชันและ ธรรมาภิบาล วุฒิสภา ได้ส่งหนังสือด่วนมากเสนอคำร้องเรียนพร้อมรายละเอียดต่อประธาน กลต.แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ถึงความไม่ชอบมาพากลและอาจมีการกระทำความผิดอย่างร้ายแรง อาจขัดต่อหลักบรรษัทภิบาล (CSR) และหลักธรรมาภิบาลของบริษัทรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ อาจมีการสมคบคิดกับเจ้าหน้าที่รัฐไทยกระทำผิดกฎหมายหลีกเลี่ยงภาษีหรือไม่ อาจแสดงถึงการขาดความโปร่งใสไม่สุจริตในการทำธุรกิจพลังงาน ซึ่งรายนี้เข้าร่วมประมูลบงกช-เอราวัณในประเทศไทยครั้งนี้ (เมื่อ 25 ก.ย.2561) อาจมีการกระทำมิชอบทำผิดกฎหมายหรือไม่

ภาคประชาชนได้เคยร้องเรียนต่อหน่วยงานตรวจสอบไทย มีการยื่นฟ้องต่อศาลแต่ยกฟ้อง ระบุผู้ฟ้องไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อีกทั้งกระบวนการตรวจสอบและการพิจารณาอาจใช้เวลาหรือไม่ เมื่อมีอุปสรรคไม่อาจได้รับความยุติธรรมจากในประเทศ ก็ต้องไปยื่นขอความยุติธรรมจากต่างประเทศ

ตลาดหุ้นนิวยอร์กประเทศสหรัฐอเมริกานั้น มีชื่อเสียงมาตรฐานสูงระดับสากล เขามีกฎหมายคอร์รัปชัน (The Foreign Corrupt Practices Act of 1977) และกฎหมายหลักทรัพย์หลายฉบับ (The U.S. Securities Laws) ที่เข้มข้นและเข้มงวด ผิดเป็นผิด ไม่ลูบหน้าปะจมูก กลต. (คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา-The U.S. Securities and Exchange Commission) ตลาดหุ้นนิวยอร์ก ซึ่งเป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก การยื่นเรื่องสำคัญเรื่องความไม่ชอบมาพากลของบริษัทรายใหญ่ที่ยื่นประมูลบงกช-เอราวัณต่อองค์กรใหญ่ระดับโลกของทั้ง 2 ท่าน (ธีระชัย-รสนา) ถือเป็นการเอาใจใส่เป็นพิเศษเพื่อตรวจสอบจากภาคประชาชนอย่างจริงจังเพื่อรักษาผลประโยชน์สาธารณะของชาติอย่างไม่เคยมีมาก่อน ควรได้รับการชื่นชม

ความไม่ชอบมาพากลโผล่ขึ้นเป็นระยะถี่ขึ้นอย่างอื้ออึงเมื่อการประมูลแหล่งบงกช-เอราวัณใกล้จบหรือไม่ หลังการให้สัมภาษณ์ของผู้รับผิดชอบระดับสูงอาจต่อสัมปทาน รายเดิม ซึ่งทำมา 47 ปี แล้วอาจยาวนานต่อไปอีก 36 ปีข้างหน้า รวมเป็นมูลค่าสูงถึง 7.2 ล้านล้านบาท การพิสูจน์แล้วของผู้เชี่ยวชาญระดับโลกพบว่า ก๊าซธรรมชาติใน "แอ่งปัตตานี" ซึ่งเป็นแอ่งรวมถึงพื้นที่ใน "บงกชเอราวัณ" ตั้งอยู่นั้น เป็น "ก๊าซธรรมชาติ" ที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก จึงเป็น "ขุมทรัพย์ปิโตรเลียม" ที่หมายปองของ "บรรษัทข้ามชาติ (Trans-National Corporations) พลังงาน" ใหญ่ๆ มุ่ง "ฮุบ" ให้ได้

ผมสอนนโยบายสาธารณะด้านเศรษฐศาสตร์ ในห้องเรียนมักถกกันวิเคราะห์กัน "กรณีศึกษานโยบายพลังงาน" ในฐานะเป็นกิจการสาธารณะเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ เพื่อเสนอแนะปรับปรุงพัฒนานโยบายให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยุติธรรมต่อคนไทยทั้งประเทศที่ทุกคนเป็นผู้ใช้พลังงานก๊าซ-น้ำมัน-ไฟฟ้า นโยบายพลังงานของรัฐจึงส่งผลต่อต้นทุนการผลิต-ข้าวปลาอาหาร-ระบบขนส่ง-ปากท้องชีวิตทั้งคนรวย-คนชั้นกลาง-คนชั้นล่าง-คนมีรายได้น้อย-คนยากจนในเมืองและชนบทอย่างกว้างขวาง เขียนขึ้นวันนี้เป็น "บันทึกประวัติศาสตร์นโยบายพลังงาน" ตั้งเป็นคำถาม ทรัพยากรปิโตรเลียมของคนไทยถูกกระทำย่ำยีหรือไม่

นโยบายพลังงานของรัฐที่ผ่านมามีแต่ปัญหา ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชน ชุมชน สังคม และระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม ต้องแก้ไขปรับปรุงจุดหลัก ไม่ใช่แก้กฎหมายนั่นนิดนี่หน่อยแบบปะผุ ในเมื่อพลังงานเป็นนโยบายสาธารณะ จะกีดกันปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ได้ นโยบายสาธารณะมีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศ รัฐบาลของประเทศต่างๆ จึงสนใจที่จะกำหนดนโยบายที่ดีสามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชาติและประชาชน ท่าทีการบริหารนโยบายพลังงานของประเทศในยุครัฐบาลทหาร คสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) ที่ผ่านมากว่า 4 ปี พอจะบอกถึงความสำเร็จและความล้มเหลวในการบริหารประเทศได้ไม่น้อย ประชาชนหวังจะเห็นการปฏิรูปพลังงานเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติประชาชนมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว พวกพ้อง และนายทุนบริษัทพลังงานเป็นส่วนใหญ่ แต่เมื่อเจอการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับใหม่ (2560) แบบปฏิรูป ปฏิรวบ ดันทุรังจะเอาให้ได้ชนิดลงเรือแป๊ะต้องตามใจแป๊ะ มิฉะนั้นอาจชวดขนมจากแป๊ะหรือไม่ การออกกฎหมายของรัฐบาลทหาร คสช.ถูก แม่ลูกจันทร์แห่งไทยรัฐ (29 กันยายน 2561) ถึงกับยอมรับว่า "ไม่เคยมีสภาฝักถั่ว หรือสภาตรายางชุดใดที่สวมวิญญาณซูเปอร์หมอตำแยทำคลอดกฎหมายออกมาได้มากเท่าสภาลากตั้งยุค คสช. เพราะสมาชิก สนช.ทั้งสภามาจากการแต่งตั้งของ คสช.ทุกคน จึงเป็นสภาลากตั้งที่ไม่มีฝ่ายค้านถ่วงดุล" เมื่อเป็นเช่นนี้การทำหน้าที่ของ คสช. จึงไม่ได้อยู่ในฐานะตัวแทนประชาชน

ในทางทฤษฎี รัฐที่สุจริตจะไม่เปิดทางจะไม่เข้าข้าง "บริษัทใหญ่พลังงาน" อย่างมิชอบให้ได้งานบงกช-เอราวัณ แต่จะจัดการ 7.2 ล้านล้านบาทนั้นให้เกิดประโยชน์สาธารณะสูงสุด จัดสรรส่วนแบ่งให้ตกแก่ประโยชน์สาธารณะอย่างเป็นธรรม อย่างกระจายตัวในรูปการศึกษาถึงเยาวชนของชาติทั้งประเทศ จะช่วยพัฒนาสาธารณสุขในพื้นที่ห่างไกลและโรงพยาบาลในเมือง ให้พี่น้องคนไทยเข้าถึงสะดวก จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรชาวไร่ชาวนารวมถึงผู้ไร้ที่ดินทำกิน ผู้ทุกข์ยาก ตลอดจนคนชายขอบ จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตกรรมกรลูกหลานกรรมกรพอลืมตาอ้าปากได้ จะช่วยพัฒนาธุรกิจรายย่อยผู้ประกอบการรุ่นใหม่รวมถึงนักธุรกิจท้องถิ่นเบี้ยน้อยหอยน้อยให้สามารถพัฒนานวัตกรรมเพื่อชาติเพื่อจังหวัด และช่วยตนเองได้ ฯลฯ นโยบายพลังงานทำให้ดีทำให้ถูกต้องถึงกับจะพลิกเปลี่ยนประเทศได้ แต่ประเทศไทยมักมีผู้นำเก่งแต่ปาก ดีแต่พูด เพ้อเจ้อไปเรื่อย

แต่ "ในทางปฏิบัติ" ทำไมไม่ทำ ทำไมไม่ปฏิบัติในหลายรัฐบาลให้ดำรงคงอยู่แห่งความอยุติธรรม "ประวัติศาสตร์สีดำพลังงานไทย" 47 ปีแล้ว และจะต่อเนื่องไปอีก 36 ปีอย่างไร้ธรรมาภิบาลหรือไม่ อย่างไร้ความเป็นธรรมหรือไม่ บงกช-เอราวัณอาจเป็น "การฉกชิงปิโตรเลียมชาติครั้งใหญ่" หรือไม่?? นี่เป็น "คำถามสาธารณะ" ให้สาธารณชนช่วยกันคิดหา "คำตอบสาธารณะ" อันสำคัญนี้

การเปิดประมูลบงกช-เอราวัณ ในลักษณะที่มีจุดอ่อนนานัปการ อย่างรวบรัดดันทุรัง ทำได้ง่ายโดยรัฐบาลเผด็จการทหาร ในฐานะผู้กุมอำนาจรัฐ กฎหมายและกลไกเครือข่ายอำนาจรัฐไม่เปิดทางให้ตัวแทนภาคประชาชนได้มีส่วนร่วม แถมยังกีดกันหาความเป็นประชาธิปไตยไม่ได้เลยใช่หรือไม่ แต่การประมูลบงกช-เอราวัณ ในลักษณะที่เป็นอยู่นี้ทำได้ยากมากหรือทำไม่ได้เลยในสมัยรัฐบาลเลือกตั้งที่มาจากพลเรือน เพราะต้องพร้อมชี้แจงถึงหลักการที่หนักแน่น เหตุผลอย่างเป็นวิชาการ จะพูดมั่วไปมั่วมาไม่ได้ ต้องโปร่งใส บริหารแบบธรรมาภิบาล และตรวจสอบได้ โดยเฉพาะการตรวจสอบจากภาคประชาชน หากจะอ้างว่าตัวเองโปร่งใส สุจริต มีธรรมาภิบาล มีความเป็นประชาธิปไตย ต้องกล้าให้ประชาชนตรวจสอบได้ การแถลงผลงาน สนช.ที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ ในการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล คสช. ในฐานะตัวแทนประชาชน โดย แม่ลูกจันทร์ ตอกว่า ไม่เคยเห็นว่า สนช.ลากตั้งคนไหนกล้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล คสช.อย่างเข้มข้นซักเรื่องเดียว เขาตั้งเป็น สนช. เพื่อให้ทำตามใบสั่ง ไม่ใช่ให้ตรวจสอบคนสั่ง เข้าใจนะโยม เรื่องนี้เชื่อว่าประชาชนไทยส่วนใหญ่คงเห็นด้วยมิใช่น้อย

สมเด็จพระมหิตลาธิเบศอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงสอนลูกหลานไทยว่า "ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศ จะตกแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์"

"ทหารอาชีพ" โดยวิชาชีพถูกปลูกฝังในจิตสำนึกอย่างลึกซึ้งอย่างมีพันธะ ผูกพัน มุ่งรักษา "อธิปไตยทรัพยากรของแผ่นดิน" ซึ่งทหารส่วนใหญ่ทำหน้าที่เยี่ยงนั้นด้วยเกียรติภูมิสูงส่งน่าชื่นชม แต่ก็มีทหารเพียงส่วนน้อยบางรายหรือไม่ พอได้อำนาจกลับลืมอุดมการณ์ดีงามความเป็นทหารอาชีพดังกล่าวจนหมดสิ้นหรือไม่ ลืมความสำคัญของอธิปไตยพลังงานแห่งชาติหรืออย่างไร ทำไมจึงประเคน "บงกชเอราวัณ" ให้ต่างชาติและทุนข้ามชาติ (Transnational Corporations/TNCS) ทำให้สูญเสียอธิปไตยพลังงานครั้งสำคัญนี้อย่างง่ายดายหรือไม่

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 อธิบายคำว่า "อธิปไตย" หมายถึง เป็นอิสระแก่ตน ไม่ขึ้นแก่ใคร ความเป็นใหญ่ยิ่งการมีอำนาจสูงสุด การมีเอกราชมีอิสรภาพ

อธิปไตยพลังงานไทย หมายถึง ประชาชนคนไทยทั้งมวลเป็นเจ้าของตัวจริงในทรัพยากรพลังงานปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ประชาชนไทยมีอำนาจสูงสุดผ่านกระบวนการประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมเต็มที่ ในการจัดการผลประโยชน์จากปิโตรเลียมทั้งหมดเหนือแหล่งปิโตรเลียมทั้งระบบ ทุกขั้นตอน รวมถึงการสำรวจ การผลิต การขาย การจำแนกจัดสรรผลประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียม รัฐเป็นเพียงตัวแทนประชาชน รัฐเป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจจากประชาชน ให้ทำหน้าที่บริหารจัดการตามกรอบแห่งเจตจำนงของประชาชนไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับชาติและประชาชนไทยอย่างยั่งยืนตลอดไป

อธิปไตยพลังงานไทยถูกหักดิบโดยการสมคบคิดใช้อำนาจออกกฎหมายกำหนดกฎเกณฑ์กติกา (เช่น ทีโออาร์) เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจบางรายหรือปิดกั้นการแข่งขันจากรายอื่น รวมถึงกีดกัน ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานการเข้าถึงทรัพยากรพลังงานปิโตรเลียมของประชาชนไทย เป็นการกระทำขัดต่อกฎหมายหรือไม่

หมดสัญญาสัมปทานรายเดิมในแหล่งปิโตรเลียมแหล่งใหญ่ที่สุด มูลค่าสูงสุดกลางอ่าวไทย แหล่งบงกชและแหล่งเอราวัณในปี 2565 และ 2566 รัฐจะได้แท่นขุดเจาะ อุปกรณ์ต่างๆ ทั้งหมดคืนมาเป็นของรัฐหมด อธิปไตยพลังงานเหนือบงกช-เอราวัณจะกลับคืนมาสู่ประชาชนไทยหลังจากตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบรรษัทข้ามชาตินานถึง 47 ปี แทบไม่น่าเชื่อภายใต้ระบอบทหาร คสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) กลับแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียม (2560) ปลดล็อกหรือไม่ เพื่อรายเดิมสามารถยื่นประมูลจะผลิตในแหล่งบงกช-เอราวัณต่อไปได้ เนื่องจากตามกฎหมายปิโตรเลียมเดิมต่ออายุครบแล้ว จะทำต่อไม่ได้ขัดต่อกฎหมายเดิม จึงต้องแก้ไขกฎหมายใหม่ (2560) หรือไม่

พลังงานปิโตรเลียมมีความสำคัญยิ่งในความมั่งคงแห่งชาติ ทั้งความมั่นคงด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ และความมั่นคงด้านการทหารในฐานะยุทธปัจจัย แทบทุกประเทศในโลกล้วนมีกฎหมายกำหนดสำรวจน้ำมันให้เพียงพอใช้ 45 ถึง 60 วัน สำรองไว้ในยามโลกป่วนในยามสงครามทั้งนั้น ส่วนด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจปากท้องชีวิต เป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องทำให้ราคาพลังงานถูกต้องไม่บิดเบือน สมเหตุสมผล ไม่กระทบค่าครองชีพของประชาชน จึงเป็นหัวใจสำคัญของรัฐบาลที่ดีที่มุ่งมั่นทำเพื่อประชาชน ไม่ปล่อยให้ราคาพลังงานแพงทั้งแผ่นดิน หากปล่อยให้น้ำมันแพง ก๊าซแพง คนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า คงเป็นฝีมือของรัฐบาลที่ไม่ดีเท่านั้นที่ยกประโยชน์ให้นายทุนบริษัทพลังงานผูกขาดรายใหญ่ ที่เห็นแก่ตัวทำกำไรเชิงพาณิชย์สูงสุดเข้าบริษัทอย่างไม่บันยะบันยัง รัฐกลับประเคนความมั่งคั่งสูงสุดให้เอกชน แทนที่จะสร้างความมั่งคั่งสูงสุดให้ประชาชน การกระทำเยี่ยงนี้คือคุณสมบัติของ "รัฐที่ไม่ดี รัฐที่ล้มเหลว"

รัฐและประชาชนทั้งประเทศเป็นเจ้าของทรัพยากรพลังงานปิโตรเลียม จึงต้องมี "องค์กรกลาง" ในมือรัฐ ทำหน้าที่ตามเจตจำนงของประชาชน บริหารจัดการให้ผลประโยชน์ของดอกผลจากทรัพยากรพลังงานปิโตรเลียมเกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับประเทศชาติและประชาชนทั้งมวล "องค์กรกลาง" นี้ เรียกว่า "NOC (National Oil Corporation)-บรรษัทพลังงานแห่งชาติ" เพื่อดูแลอธิปไตยพลังงานและผลประโยชน์แห่งชาติและประชาชน งานวิจัยของธนาคารโลกชี้ว่า ประมาณ 90% ของสำรองน้ำมันโลก และ 75% ของระบบการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน (แท่นขุดเจาะ โรงกลั่น โรงแยกก๊าซ) ในโลกอยู่ในการจัดการโดย NOC ทั่วโลก

ภาคประชาชนได้ทำหนังสืออธิบายเหตุผลข้อดีที่รัฐและประชาชนจะได้รับภายใต้โมเดล NOC พวกบิ๊กๆ กลุ่มทุนพลังงานวิ่งพล่านค้าน NOC พัลวันอย่างออกหน้าออกตา เก็บอารมณ์ความรู้สึกไม่อยู่ ผู้ใหญ่ระดับชาติบางคนขาดวุฒิภาวะออกโรงเองจนเสียฟอร์มจนเกินงาม อาจกลัวพวกตนเสียประโยชน์จึงดิ้นพล่านเหมือนถูกน้ำร้อนลวก แทรกแซงทุกทางบน สนช. เสียงข้างเดียว ประชาชนเดินทางไปยื่นหนังสือด้วยวิถีอารยชนแห่งอารยธรรมอย่างสันติตามหลักสากล กลับถูกจับกุม รัฐทหารกลัวความจริงหรือไม่ ไม่เห็นความสำคัญเรื่องความจำเป็นพื้นฐานอย่างพลังงานที่กระทบต่อปากท้องชีวิตประชาชน กลับลุแก่อำนาจ ไม่เปิดพื้นที่ให้ประชาชน ทั้งที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีเพียงเสียงข้างเดียว ที่ส่วนใหญ่ไม่มีความรู้เรื่องพลังงานและอาจโหวตสนับสนุนรัฐบาลซึ่งสวนทางกับผลประโยชน์ของประชาชนตามใบสั่งของรัฐบาลทหารหรือไม่ ถามอย่างตอบอย่าง ถามช้างตอบมด รัฐตอบไม่ตรงประเด็น รัฐไม่สามารถหักล้างเหตุผลภาคประชาชนได้เลย กลับหักดิบประชาชนในประวัติศาสตร์พลังงานสีดำภายใต้ระบอบทหารหรือไม่

หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน บัดนี้เผยโฉมตัวตน ให้ประชาชนเห็นประจักษ์

การประมูล "แหล่งบงกช-เอราวัณ" ภาคประชาชนมิได้ขัดขวาง แต่ขอเรียกร้องให้กระทรวงพลังงานรอบคอบ 1) ชะลอการจัดสรรปิโตรเลียมแหล่งบงกช-เอราวัณไปก่อน 2) ให้ตั้งกรรมการร่วม 3 ฝ่าย คือ ภาครัฐ ภาคประชาชน และคนกลาง เพื่อแก้ไขขอบเขตการประมูล (ทีโออาร์) ให้เป็นระบบจ้างผลิต (เอสซี) ที่รัฐต้องได้ส่วนแบ่งมากกว่าเอกชน และ 3) ปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานที่เป็นธรรม โดยทั้งหมดต้องดำเนินการให้เสร็จภายในเวลา 3 เดือน (มติชน 1 ต.ค.61)

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ข้อเสนอเพื่อความรอบคอบ รอบด้าน ยึดผลประโยชน์สูงสุดของชาติและประชาชนถูกเมิน โดย นายกรัฐมนตรีรัฐบาลทหาร คสช. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมายืนยันเดินหน้าผลักดันประมูลบงกช-เอราวัณ ก็ขอให้ทุกคนเปิดใจและดูให้รอบด้าน ถ้ามันทำไม่ได้แล้ว ทำไม่ทัน ปริมาณก๊าซและน้ำมันจะลดลง พลังงานไม่พอใช้ จะมีผลในเรื่องอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นข้ออ้างแบบแผ่นเสียงตกร่อง ที่ผ่านมาได้สร้างความเข้าใจมาโดยตลอด ก็ ขอให้ทุกคนเปิดใจ และดูให้รอบด้าน (มติชน 1 ต.ค.61)"แล้วนายกฯ ล่ะ ได้ดูรอบด้านแล้วหรือไม่" บนเหตุผลที่ครอบคลุมหรือไม่ หรือฟังแต่ราชการว่ามาอย่างไรก็เอาอย่างนั้นหรือไม่ อาจมีการกระทำผิดหรือเปล่า อาจมีรายที่ขาดคุณสมบัติไม่สามารถเข้าร่วมประมูลบงกช-เอราวัณครั้งนี้ได้ (25 ก.ย.61) ควรตรวจสอบดูก่อน รายหนึ่งอาจมีปัญหาหลีกเลี่ยงภาษีธุรกิจพลังงานหรือไม่ ส่วนอีกรายหนึ่งถูกกล่าวหาพัวพันสินบนโรลส์-รอยซ์ สอบสวนนานกว่า 2 ปี ยังไม่มีข้อสรุปว่ามีการกระทำผิดหรือไม่ อีกเรื่องสำคัญ บริษัทพลังงานใหญ่ไม่คืนท่อก๊าซในทะเลให้รัฐจึงคืนยังไม่ครบถ้วนหรือไม่ ทั้งนี้ ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ได้ทำหนังสือถึงนายกฯ ให้ดำเนินการให้ถูกต้องให้เรียบร้อย แต่กลับไม่เอาจริงเอาจัง อาจเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กฎหมายปิโตรเลียม (2560) ไม่มี NOC บัญญัติไว้

จะเปิดประมูลบงกช-เอราวัณ บนจุดอ่อนอย่างยิ่งให้จบเบ็ดเสร็จให้จงได้ภายใต้ระบอบทหาร คสช.ยุคปัจจุบันนี้ ที่รัฐและประเทศชาติเสียเปรียบเพียบ โดยที่ภาคประชาชน-คปพ. (เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย) ทำหนังสือท้วงติง ทัดทาน เสนอแนะทางออกและทางวิชาการอย่างสร้างสรรค์ อย่างมีวุฒิภาวะ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับประเทศชาติและประชาชน ซึ่งทำเป็นหนังสือทางการไม่ต่ำกว่า 130 ฉบับถึงรัฐบาลและ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา คปพ.ทำหน้าที่ในฐานะพลเมืองที่สร้างสรรค์ (Creative Citizen) ตามมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกยอมรับในกระแสสูงปัจจุบัน

อนึ่งจากตาราง Time Line เห็นการไม่ลดละมุ่งจะยึดครองบงกช-เอราวัณให้จงได้ ในช่วง 4 ปีระบอบทหาร คสช. ท่ามกลางกระแสคัดค้านจากภาคประชาชนอย่างอื้ออึง อาจมีการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ เป็นการสูญเสียอธิปไตยพลังงานครั้งใหญ่หรือไม่!!??

ในขณะที่สังคมไทยเดินหน้าเป็น Thailand 4.0 แต่ประเทศก็ต้องเผชิญกับปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน การลุแก่อำนาจ ปัญหาจริยธรรม มากอย่างไม่เคยมีมาก่อน "ปฏิบัติการหักดิบอธิปไตย ไล่ฮุบบงกชเอราวัณ" จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยโดยปราศจากอำนาจภายใต้ระบอบอำนาจ "ทุน + ปืน" หรือไม่ ทฤษฎีสมคบคิดอาจอธิบายได้หรือไม่ ภายใต้สามอำนาจร่วมกัน "ขุนศึก-เทคโนแครตราชการ-ทุนพลังงาน" หรือไม่ ในระดับบิ๊กมีไหม ใครบ้าง ในความซับซ้อนเรื่องนี้มีการทุจริตเชิงนโยบายหรือไม่ อย่างไร เหล่านี้คือ "คำถามสาธารณะ"

คำถามเหล่านี้น่าจะเป็น "คำถามการวิจัย" (Research Question) ในงานค้นคว้าวิจัยเพื่อหาคำตอบอย่างเป็นระบบในทางวิชาการ สำหรับนักวิชาการสายนโยบายสาธารณะ ผู้อยากเห็นความยุติธรรมแท้จริงเกิดขึ้นในนโยบายสาธารณะด้านพลังงานเพื่อชาติเพื่อประชาชนไทย ในประเทศแห่งนี้ในอนาคต.