You are here

CG and corruptions News - 20 March 2017

Thailand's image as a corrupt country a serious problem, says expert, after recent survey - THE NATION

แก้กฎหมายก.ล.ต.ฟัน บจ.เกเร - ฐานเศรษฐกิจ

เชฟรอนยอมคืนภาษี3พันล้าน เคารพในข้อกฎหมาย-ยืนยันส่งน้ำมันทำถูกต้อง - ฐานเศรษฐกิจ

ป.ป.ช.ได้ฤกษ์ลุยสอบไอ้โม่งเอี่ยวงาบสินบนโรลส์-รอยซ์ - ฐานเศรษฐกิจ

Thai PBS panel denies influencing research projects - THE NATION

อภิสิทธิ์แอ่นอกให้สอบภาษี - โพสต์ทูเดย์

ย้อนรอยแม่น้ำ คสช.ต่อมจริยธรรม 'อักเสบ' - ประชาชาติธุรกิจ

เผยผลประเมินสสส.สูงขึ้นทั้งภารกิจ-หลักธรรมาภิบาล - ข่าวสด

เพื่อไทยยื่นสอบภาษีบิ๊กป้อมอ้างรับเช็ค1ล.ปี51ขณะเป็นรมว.กลาโหม - เดลินิวส์

ผู้ว่าฯกทม.จ่อฟัน รองปลัด กับพวกรวม4คน มติป.ป.ช.ชี้เกี่ยวข้องทุจริตรถ-เรือดับเพลิง – เดลินิวส์

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: ต้านโกงผ่าน App เกม - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ กับแกล้มการเมือง: ต้องการ "คนซื่อสัตย์" - เดลินิวส์

ซัดปปช.ปล่อย4ขรก.ลอยนวลคดี"ฮั้ว"รถ-เรือดับเพลิงกทม. - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

มากกว่า Miracle of Law กฎเหล็กสรรพากรเก็บภาษี 'ทักษิณ' - ประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ สถานการณ์ร้อน: เกมไล่ล่าเก็บภาษีชี้อนาคต'ท็อปบู๊ต' - เดลินิวส์

คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย: จุดบอดแก้คอร์รัปชัน - ไทยรัฐ

คอลัมน์ เล่นกับไฟ: ปรองดองกับจับโกง - เดลินิวส์

โปร่งใส่ไร้โกง!!!กระชับพื้นที่การเมืองเดินหน้าประเทศ - ไทยรัฐ

คอลัมน์ Socio Biz: ต้องยกย่องเอสเอ็มอีที่มีธรรมาภิบาลดีเด่น - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ บิสิเนสแบ็กสเตจ: Business Comes First! - ฐานเศรษฐกิจ

ส่องทุจริต 'กัมพูชา' - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ ปรีชา'ทัศน์: สินบนข้ามชาติ - แนวหน้า

Thailand's image as a corrupt country a serious problem, says expert, after recent survey - THE NATION Issued date 19 March 2017

CORRUPTION REMAINS a serious issue as revealed by a latest international survey, an expert said. Anti-Corruption Organisation of Thailand secretary-general Mana Nimitmongkol said yesterday that corruption in Thailand is still widespread and difficult to tackle. However, he said awareness among people to fight it has also increased, which is a good sign.

In the international community, Thailand's image of a highly corrupt country is still an issue of concern, he said, and referred to the latest survey conducted by an international agency that monitors corruption around the world.

Transparency International has published its 2017 report of global corruption barometer entitled "People and Corruption: Asia Pacific". It estimates that more than 900 million people across 16 surveyed places had paid a bribe in the past year when trying to access basic services such as education or healthcare. Bribery rates for countries vary considerably across the region - from 0.2 per cent in Japan to 69 per cent in India.

The bribery rate for Thailand is 41 per cent compared to Cambodia and Myanmar on 40 per cent. Vietnam's rate is 65 per cent,while bribery rates for Indonesia and Malaysia are 32 per cent and 23 per cent respectively. The bribery rate for China is 26 per cent.

Thailand, however, does better than peers in terms of the level of corruption increasing last year. There is only 14 per cent sample of people who said that the level of corruption in the country had increased last year, compared to 35 per cent in Cambodia and 22 per cent in Myanmar. Around 65 per cent of people surveyed in Indonesia and 59 per cent in Malaysia said corruption in their countries increased last year.

Mana added that there are some encour-aging signs as more and people and businesses organisations in Thailand participate in public campaigns against corruption. For example, recently local institutional investors teamed up to promote good governance among listed companies, saying they would not invest in companies listed on the stock market with less-than-transparent manage-ment. While the government may have tried to grill corrupt politicians it, however, has been criticised for turning a blind eye to its ministers and associates.

"The role of the present government is a subject for criticism among the public," said Mana.

Transparency International interviewed nearly 22,000 people about their recent experience of corruption in 16 countries and territories in the Asia-Pacific region.

Police top the list of public services most often demanding a bribe. Just under a third of people who had come into contact with a police officer in the last 12 months said they paid a bribe, according to the report.

Overall, 38 per cent of the poorest people surveyed said they paid a bribe, which is the highest proportion of any income group.

Interestingly, younger people are being squeezed harder.

People aged under 35 are more likely to have to pay a bribe to access a public service, according to the report.

Similar proportions of both men and women have paid a bribe in the last 12 months, or 30 per cent of men and 27 per cent of women.

The agency also noted that what is clear is that public-sector graft is a crime that affects men and women, young and old, and rich and poor, and must be urgently addressed in order to further social progress in the region.

The report suggests lawmakers across the region need do much more to support whistleblowers and that governments must keep promises to combat corruption.

This report comes at a key moment when many governments in the region are preparing their agendas to meet the United Nations Sustainable Development Goals (SDGs). The SDGs set out development priorities for 2030, which include reducing corruption and bribery in all their forms.

แก้กฎหมายก.ล.ต.ฟัน บจ.เกเร - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2560

คลังเตรียมเสนอเข้าครม.เมษายนนี้ ติดดาบก.ล.ต.ลงโทษกรรมการ-ผู้ถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนที่สร้างความเสียหายต่อส่วนรวมได้ทันที

แหล่งข่าวจากวงการตลาดทุน เปิดเผยว่า ปัญหาความขัดแย้งระหว่าง นายแพทย์วิชัย ถาวรวัฒนยงค์ และนายสิทธิชัย พรทรัพย์อนันต์ ผู้บริหาร บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC ที่ยืดเยื้อมานานจนทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย และส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งตลาดหุ้น ตลาดตั๋วแลกเงิน (บี/อี) และความเชื่อมั่นต่อการลงทุน จึงมีเสียงเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ลงโทษผู้บริหารของ IFEC ฐานสร้างความเสียหาย เพื่อรักษาระบบตลาดทุนไทยไว้

ทั้งนี้ สำนักงานก.ล.ต. โดยนายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ ไม่ได้เพิกเฉยต่อปัญหาของ IFEC แต่ฝ่ายกฎหมายของก.ล.ต.มีความเห็นว่า กฎหมายไม่ได้เปิดช่องไว้ ทำได้เพียงแต่เชิญผู้บริหารและคนที่เกี่ยวข้องมาหารือ เพื่อบรรเทาปัญหาเท่านั้น

ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้ร่วมมือกับ ก.ล.ต.เพื่อร่วมกันแก้ไขกฎหมายเพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. ในการจัดการ และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับตลาดทุนได้ทันที เช่น หากกรรมการหรือผู้ถือหุ้นทำสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อส่วนรวม ก.ล.ต.สามารถเข้าไปบริหารจัดการได้ หรือเรียกว่าเป็นการติดดาบให้กับก.ล.ต. หากแก้ไขสำเร็จ เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับตลาดทุนมากขึ้น คาดว่าจะนำเสนอให้ที่ประชุมครม.พิจารณาได้ในกลางเดือนเมษายน 2560

นายรพี กล่าวว่า ก.ล.ต. ออกหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance Code: CG Code) สำหรับบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ฉบับใหม่ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับคณะกรรมการบจ.ในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมุ่งเน้นบทบาทการเป็นผู้นำองค์กร นำพาธุรกิจไปสู่การเจริญเติบโตด้วยการสร้างคุณค่ากิจการอย่างยั่งยืน

"เรามุ่งหวังให้กิจการมีผลประกอบการที่ดีโดยคำนึงถึงความต่อเนื่องในระยะยาว มีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น ผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สังคม สิ่งแวดล้อม ตลอดจนสามารถปรับตัวได้ภายใต้การเปลี่ยนแปลงต่างๆ" นายรพีกล่าว

เชฟรอนยอมคืนภาษี3พันล้าน เคารพในข้อกฎหมาย-ยืนยันส่งน้ำมันทำถูกต้อง - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2560

เชฟรอน(ไทย) ยอมจ่ายภาษีสรรพสามิตคืนรัฐ 3,000 ล้านบาท หลังกฤษฎีกาตีความส่งน้ำมันไปแท่นผลิตปิโตรเลียมกลางทะเลอยู่ในราชอาณาจักรไทย เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และเคารพต่อข้อกฎหมาย ยันที่ผ่านมาทำถูกต้อง พร้อมลงทุนปีนี้อีก 600 ล้านบาท ขยายปั๊มเพิ่มอีก 30 แห่ง

หลังจากที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ตีความเกี่ยวกับกรณีการขนส่งน้ำมันของบริษัท เชฟรอน(ไทย) จำกัด ระหว่างชายฝั่งในราชอาณาจักรและพื้นที่สัมปทานปิโตรเลียมนอกบริเวณทะเลอาณาเขต โดยไม่ได้รับ การยกเว้นการเก็บภาษีสรรพสามิตนั้น

ล่าสุดทางกฤษฎีกาได้มีหนังสือถึงบริษัท เชฟรอน(ไทย)ฯ ขอให้ดำเนินการจ่ายภาษีสรรพสามิตอย่างถูกต้องตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา ตามที่มีการประเมินไว้ ราว 3,000 ล้านบาท เพื่อไม่ให้ขัดกับข้อกฎหมายและความสบายใจของทุกฝ่าย

นายบุญญฤทธิ์ ศรีอ่อนคง ผู้จัดการฝ่ายองค์กรและรัฐสัมพันธ์ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากที่กฤษฎีกาได้มีหนังสือมาถึงบริษัท ได้ให้ฝ่ายกฎหมายตีความในคำสั่งดังกล่าว และยอมที่จะจ่ายภาษีคืนให้กับภาครัฐ เพื่อให้ได้ข้อยุติของทุกฝ่าย และเป็นการบ่งบอกถึงบริษัทได้ดำเนินการอย่างโปร่งใส และเคารพต่อการตัดสินใจในข้อกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม บริษัทยืนยันว่าที่ผ่านมาได้ปฏิบัติตามคำสั่งของกรมศุลกากรมาโดยตลอด ซึ่งไม่ได้เป็นเหตุที่เกิดจากบริษัทแต่อย่างใด การส่งน้ำมันสำเร็จรูปไปยังแท่นสำรวจขุดเจาะของบริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เกิดขึ้นก่อนปี 2554 เป็นการดำเนินงานในรูปแบบการค้าชายฝั่ง แต่พอหลังจากปี 2554 เป็นต้นมา กรมศุลกากรก็เปลี่ยนเป็นการค้าแบบส่งออก ซึ่งในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา แม้ว่านโยบายจะเปลี่ยนไปมา แต่บริษัทก็ดำเนินการตามคำแนะนำของกรมศุลกากรมาอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความออกมาเช่นนี้ ทางบริษัทจึงต้องหารือกับทางฝ่ายกฎหมายก่อน เพื่อตีความคำสั่งดังกล่าว รวมทั้งที่ผ่านมาก็หารือกับบริษัทแม่ที่สหรัฐอเมริกามาโดยตลอด ว่าการดำเนิน งานจะต้องทำให้ถูกต้องตาม ขั้นตอน

นายบุญญฤทธิ์ กล่าวอีกว่า ในฐานะเจ้าของแบรนด์คาลเท็กซ์ ในปีนี้มีแผนที่จะลงทุนก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก 30 แห่ง ใช้งบลงทุนประมาณแห่งละ 20 ล้านบาท หรือประมาณ 600 ล้านบาท ไม่รวมค่าที่ดิน จากปัจจุบันมีอยู่ 375 แห่ง โดยบริษัทมีแผนที่จะขยายสถานีบริการน้ำมันให้ได้อย่างน้อยปีละ 25-30 แห่ง ซึ่งมองว่าไม่เกินปี 2563 บริษัทน่าจะมีสถานีบริการน้ำมันขึ้นไปที่ระดับ 500 แห่งได้ เนื่องจากในปีที่ผ่านๆ มา สามารถขยายสถานีบริการน้ำมันได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยเน้นทำเลคุณภาพบนเส้นทางสายหลัก และหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ

สำหรับการที่บริษัทยังขยายสถานีบริการน้ำมันเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีการแข่งขันสูง เนื่องจากประเมินว่าความต้องการใช้น้ำมันของประเทศยังเติบโตในอัตราที่สูงอยู่เฉลี่ยปีละ 2-3% ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศดีขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันขายปลีกอยู่ในภาวะต่ำ ไม่ปรับเพิ่มขึ้นเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ขณะที่ยอดขายผลิตภัณฑ์ของบริษัทโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นการขายน้ำมันสำเร็จรูปผ่านสถานีบริการน้ำมัน ภาคอุตสาหกรรม น้ำมันอากาศยานและยางมะตอย ปีที่ผ่านมาขยายตัวในระดับ 8% และส่งผลให้บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ประมาณ 9% จากปีก่อน

ส่วนหนึ่งมาจากบริษัทได้ออกผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปทั้งดีเซลและเบนซินใหม่ออกมา ซึ่งสามารถช่วยลดการสึกหรอลงได้ 41% และลดกัดกร่อนของเครื่องยนต์ลงได้ 38% ส่งผลให้บริษัทมีส่วนแบ่งการค้าปลีกน้ำมันอยู่ที่ราว 6%.

ป.ป.ช.ได้ฤกษ์ลุยสอบไอ้โม่งเอี่ยวงาบสินบนโรลส์-รอยซ์ - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2560

ป.ป.ช.คิกออฟสอบสินบน "โรลส์-รอยซ์"สัปดาห์หน้า เริ่มสอบ "พยาน- ผู้ถูกกล่าวหา" พร้อมขอข้อมูลเพิ่มจาก ป.ป.ช.อังกฤษ

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการไต่สวนคดีบริษัทโรลส์-รอยซ์ จ่ายสินบนให้อดีตผู้บริหารและพนักงานของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในช่วงปี 2534-2548 วงเงิน 1,253 ล้านบาท ในการจัดซื้อเครื่องยนต์ ว่า ในสัปดาห์หน้า ป.ป.ช. จะประชุมเริ่มกระบวนการไต่สวนพยานและผู้ถูกกล่าวหา ทั้งพยานบุคคลและเอกสาร พร้อมทั้งดำเนินการให้อัยการขอข้อมูลไปสำนักงานปราบปรามการทุจริต ประเทศอังกฤษ เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการไต่สวนด้วย

นายสรรเสริญ เปิดเผยด้วยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบให้กำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเพิ่มเติม ที่จะต้องมีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ตามมาตรา 40 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 หลายตำแหน่ง ประกอบด้วย สถาบันอุดมศึกษาในสังกัดรัฐ ได้แก่ รองอธิการบดี, สถาบันอุดมศึกษาในกำกับรัฐ ได้แก่ รองอธิการบดีองค์การบริหารส่วนจังหวัด ประกอบด้วย ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นักบริหารงานท้องถิ่นระดับสูง), ผู้อำนวยการสำนักช่าง (นักบริหารงานช่าง ระดับสูง), เทศบาลนคร ประกอบด้วย ปลัดเทศบาล (นักบริหารงานท้องถิ่น ระดับสูง) ผู้อำนวยการสำนักช่าง (นักบริหารงานช่าง ระดับสูง), เทศบาลเมือง ประกอบด้วย ปลัดเทศบาล (นักบริหารงานท้องถิ่น ระดับสูง), ผู้อำนวยการสำนักช่าง (นักบริหารงานท้องถิ่น ระดับสูง), เทศบาลตำบล ประกอบด้วย ปลัดเทศบาล (นักบริหารงานท้องถิ่น ระดับสูง), ผู้อำนวยการสำนักช่าง (นักบริหารงานท้องถิ่น ระดับสูง)

ส่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกอบด้วย จเรตำรวจแห่งชาติ, รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, ผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง, ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล, ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี, ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจสอบภายใน, ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้, ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ, ผู้บัญชาการสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, รองผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง, รองผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล, รองผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี, รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9, รองผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้, รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล, รองผู้บัญชาการ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, รองผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ, รองผู้บัญชาการสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, จเรตำรวจ (สบ 8) (หัวหน้าจเรตำรวจ), นายแพทย์ใหญ่, รองจเรตำรวจ (สบ 7), ผู้บังคับการกองพลาธิการ, ผู้บังคับการกองโยธาธิการ, ผู้บังคับการกองสรรพาวุธ, ผู้บังคับการกองทะเบียนพล, ผู้บังคับการกองสวัสดิการ, ผู้บังคับการ กองคดีอาญา, ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนภาคใต้, ผู้บังคับการตำรวจปราบปราม ยาเสพติด 1-4, ผู้บังคับการข่าวกรองยาเสพติด,ผู้บังคับการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด, ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 1-4 และผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1- 4, ผู้บังคับการตำรวจสื่อสาร

Thai PBS panel denies influencing research projects - THE NATION Issued date 19 March 2017

THAI PBS's policy committee has issued a second statement to clarify accusations concerning the Department of Special Investigation's probe into procurements in regard to three media academic research projects for the TV station.

The committee reiterated that it did not interfere with the work of the station's procurement panel, but only gave it guidelines for when considering projects.

The committee rejected the notion that some companies subcontracted by the station were close to some committee members, saying the station's budget and spending was closely scrutinised by the AuditorGeneral's Office. The station is also obliged to report its annual performance in Parliament.

Committee members themselves have to report their assets to the National Anti-Corruption Commission, the statement said.The statement followed news reports on Friday about the DSI probe and the subcontracted work, allegedly worth Bt700 million.

The station faced pressure earlier this week after news broke that it had bought debentures worth Bt200 million from Charoen Pokphand Foods (CPF), raising an ethical question among the public, because it is a public broadcaster.

Its director, Krisda Rueangareerat, resigned to show responsibility, but earlier defended his decision by saying the annual Bt2-billion budget from "sin taxes" was not enough to run the station.

The station also issued a statement saying it would review its investment framework in the capital market and cease investments in some companies, without mentioning any specific companies, including CPF.

ThaiPBS executives said in the statement they regretted the decision and wished to apologise to the public if their decision to purchase the debentures caused concerns. The purchase, they said, was aimed at maximising financial management of the organisation and adhered to the policy framework.

The issue led the government to step in. Deputy Prime Minister Wissanu Krea-ngam said on Wednesday that he would send a letter to Thai PBS to ask for more information regarding its investment in debentures from CPF, after concerns were raised about the integrity and good governance of the public broadcaster.

Prime Minister Prayut Chan-o-cha also responded to the issue, saying concerned officials were now taking care of the issue.

อภิสิทธิ์แอ่นอกให้สอบภาษี - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2560

โพสต์ทูเดย์ - อภิสิทธิ์ ไม่หวั่นติดโผนักการเมืองเลี่ยงภาษีพร้อมให้ตรวจสอบยันทำถูกต้องมาตลอด

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดเผยว่า ยินดีให้ความร่วมมือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินในการถูกตรวจสอบกรณีมีรายชื่อเป็น 1 ใน 113 คนที่เข้าข่ายจะถูกตรวจสอบกรณีเลี่ยงภาษีเพราะที่ผ่านมาได้ยื่นเสียภาษีอย่างถูกต้องมาโดยตลอด

"เป็นเรื่องที่ดีที่ สตง.จะทำเรื่องนี้ให้ถูกต้อง โดยเข้าใจว่าการตรวจสอบดูจากทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นของนักการเมืองในช่วงก่อนและหลังยื่นบัญชีรายการแสดง

ทรัพย์สินและหนี้สินกับ ป.ป.ช. และหากพบความผิดก็เป็นความผิดเฉพาะบุคคล" หัวหน้าพรรค ปชป. กล่าว

อย่างไรก็ตาม ตั้งข้อสังเกตว่าการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นจากการยื่นบัญชีทรัพย์สินกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อาจไม่สามารถที่จะคำนวณภาษีได้ เช่น ที่ดิน ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามตามระยะเวลา แต่จะตีความเป็นรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นไม่ได้

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดเผยว่า สตง.ให้คำแนะนำทางข้อกฎหมายต่อกรมสรรพากร ในการเรียกคืนภาษี

จากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีการขายหุ้นของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ไปแล้ว โดยขอให้เร่งดำเนินการเรียกเก็บภาษีก่อนหมดอายุความในวันที่ 31 มี.ค.

"คาดว่าภายใน 3 วัน จะทราบผลการประเมินภาษีการขายหุ้นชินคอร์ปได้ และหากยังไม่มีการดำเนินการดังกล่าว ทาง สตง.จะดำเนินการฟ้องร้องทางอาญาเพื่อเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง" ผู้ว่าการ สตง. กล่าว

อย่างไรก็ตาม มองว่ากรณีนี้ไม่ต่างจากการเลี่ยงภาษีของบริษัท เชฟรอน ประเทศไทย โดยมีข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ ชี้ช่องโหว่ในการเลี่ยงภาษี

ย้อนรอยแม่น้ำ คสช.ต่อมจริยธรรม 'อักเสบ' - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560

"ต่อมจริยธรรมอักเสบ" ยังเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นระยะ

ไม่ใช่เพียงแค่กรณีเรียก "ป๋า" แล้วไม่พอใจของ "อนุสร จิรพงศ์" สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่เข้าไปทำร้ายร่างกายบาร์เทนเดอร์ ร้านเกรย์ฮาว ทำให้ สปท.เตรียมตั้งคณะกรรมการจริยธรรมขึ้นมาสอบสวน

และทำให้หนึ่งในแม่น้ำ คสช. ต้องถูกสังคมถามถึงจริยธรรมอีกครั้ง

หลังก่อนหน้านี้ไม่นานเพิ่งเกิดกรณี 7 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดดการประชุม สนช. และลงมติไม่ครบ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีชื่อของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชาย "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" อยู่ด้วย ท่ามกลางการโต้แย้งจากฝ่าย สนช.ว่า สนช.จะต้องลงมติไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือ 421 ครั้ง

7 รายประกอบด้วย ซึ่งสถิติการลงมติ ของสมาชิก สนช. ทั้ง 7 คน มีเพียง 3 คน ที่ลงมติตามเกณฑ์ 421 ครั้ง หรือครบ 1 ใน 3 ของการลงมติ 1,264 ครั้ง คือ พล.อ.ปรีชา, นายสุพันธ์ มงคลสุธี ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์ อดีตเสนาธิการทหารเรือ

ขณะที่อีก 4 คน คือ พลอากาศเอกจอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ, นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา, พลเรือเอก ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ และนายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ที่ลงมติไม่ครบตามเกณฑ์ ขั้นต่ำ 421 ครั้ง แต่มีการลาประชุมถูกต้องตามหลักเกณฑ์ จึงไม่ขาดสมาชิกภาพ

ไม่เพียงเท่านั้น สนช.ยังถูกคำครหาเรื่องการตั้งญาติ พี่ น้อง ลูก นั่งเก้าอี้ "ผู้เชี่ยวชาญ-ผู้ชำนาญการ-ผู้ช่วย ดำเนินงาน" รับเงินเดือน 1.5-2.4 หมื่นบาท ซึ่งพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.บอกว่าไม่มีกฎข้อใดห้าม แต่ก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมในช่วงเวลา ก.พ. ปี 2558

อีกกรณีหนึ่ง พล.อ.นพดล อินทปัญญา และ สนช.อีก 28 ราย ยื่นศาลปกครองให้เพิกถอนมติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ลงวันที่ 14 ส.ค. และลง วันที่ 27 ส.ค. 2557 ที่ระบุให้ สนช. ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. โดยเหตุผลว่า สนช.ไม่ต้องแสดงทรัพย์สินและหนี้สินเพราะไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ อย่างเช่น ส.ส. และ ส.ว.

เท่านั้นก็ถูกสังคมสวดยับ ดังนั้น "ต่อมจริยธรรมอักเสบ" ไม่ได้ มีแค่ "อนุสร" เพียงรายเดียว และอาจจะมีรายต่อ ๆ ไป

เผยผลประเมินสสส.สูงขึ้นทั้งภารกิจ-หลักธรรมาภิบาล - ข่าวสด ฉบับวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560

พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยหลังการประชุมบอร์ด สสส. ว่า ที่ประชุมรับทราบผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ปีงบประมาณ 2559 ที่ดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ซึ่งได้ประเมินองค์กรของรัฐกว่า 200 แห่งใน 5 ประเด็นหลัก คือ ความโปร่งใส ความพร้อมรับผิด ความปลอดจากการทุจริตในการปฏิบัติงาน วัฒนธรรมคุณธรรมในองค์กร และคุณธรรมการทำงานในหน่วยงาน โดยประเมินจากหลักฐานการดำเนินงาน และสุ่มตัวอย่างจากผู้เกี่ยวข้อง อาทิ ภาคีเครือข่าย สสส. โดย สสส.ได้รับคะแนน 81.41 และได้รับประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

จากนั้นรับรายงานประเมินผลการดำเนินงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพจากคณะกรรมการประเมินผล ซึ่งรับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีตามข้อเสนอจากกระทรวงการคลัง ประจำปีงบประมาณ 2559 ตามกรอบชี้วัดองค์กร 5 ด้าน ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การเงิน การปฏิบัติการ และทุนหมุนเวียน มีผลการดำเนินงาน 4.56 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 คะแนนซึ่งสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา

รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานคณะกรรมการประเมินผลฯ กล่าวว่า คณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการอิสระ กำหนดกรอบในการประเมิน 7 ประเด็นหลัก อาทิ ทิศทาง เป้าหมาย และยุทธศาสตร์ 10 ปี การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ บทบาทตามพันธกิจ และมีคณะทำงานอิสระจำนวน 11 ชุด ที่เป็นผู้พิจารณาผลประเมินด้านต่างด้วยตัวชี้วัดกว่า 300 ตัว พบว่า ผลการดำเนินงานในภาพรวมขององค์กรปี 2559 เพิ่มขึ้นจากปี 2558 เกือบทุกด้าน

การประเมินผลลัพธ์ตามหลักธรรมาภิบาลของ สสส. โดยประเมินจากการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ความรับผิดชอบต่อผลงาน การมีส่วนร่วม ความโปร่งใส หลักนิติธรรม และความถูกต้องชอบธรรมที่คณะกรรมการประเมินผลของ สสส. ได้ริเริ่มพัฒนาตัวชี้วัดและประเมินเป็นปีที่ 4 โดยปีนี้ได้ยกระดับจากการประเมินภาพรวมไปประเมินในสามกระบวนการสำคัญขององค์กรคือการวางแผน การสนับสนุนทุนและการประเมินผล สสส. ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 87.8

เพื่อไทยยื่นสอบภาษีบิ๊กป้อมอ้างรับเช็ค1ล.ปี51ขณะเป็นรมว.กลาโหม - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560

"เพื่อไทย" ย้อนเกล็ด สตง.จี้สอบภาษี "บิ๊กป้อม" อ้างรับเช็ค 1 ล้านสมัยเป็น รมว.กลาโหมปี 51 ด้าน "ผู้ว่าการสตง." เดินหน้าถล่ม ก.สรรพากรรายวัน ซัดหนัก ทำมึนไม่ไล่ทวงภาษี 60 นักการเมือง ยัน สตง. ส่งรายงานต้นปี 58 กลับทำไขสือ ไปย้อนถาม ป.ป.ช.ว่านักการเมืองเหล่านี้ร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่บางคน มีเงินเพิ่มเป็นพันล้าน ขณะที่ "ประสงค์" แจงอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลหลักฐาน ประเมินภาษีหุ้นชินฯ ยันให้คำตอบภายในสิ้น มี.ค. "เรืองไกร" ย้อนเกล็ดจี้สอบภาษี "บิ๊กป้อม" อ้างรับเช็ค 1 ล้านสมัยเป็น รมว.กลาโหมปี 51 ส่วน "วิลาศ" ไล่บี้ "นายกฯ" สอบ "การกีฬาฯ" โยกงบสร้างให้ "กรมทางหลวง" สร้างสนามกีฬา หลังพบผิดปกติเปลี่ยนแปลงบริษัทก่อสร้าง ด้าน "พรเพชร" แจง สนช.ศึกษา ก.ม.ลูกไว้ล่วงหน้า-ยกฉบับเก่ามาประกอบ พร้อมย้ำขอ กรธ.ส่งร่าง ก.ม.ลูกมาหลังสงกรานต์ หาก รธน.ประกาศใช้

ใช้ม.61รีดภาษีหุ้นชินฯเมื่อวันที่ 19 มี.ค.นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้สัมภาษณ์ในกรณีการเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปว่า กรมสรรพากรได้แจ้งไม่ขอขยายเวลาเรียกเก็บภาษี แต่สามารถใช้มาตรา 61 ตามประมวลรัษฎากร แจ้งการประเมินเรียกตัวการตัวแทน มาประเมินเพื่อเรียกเก็บ โดยปิดหมายเรียกไปประเมินไว้หน้าบ้านให้มาชี้แจงรายได้ เพื่อเข้าสู่กระบวนการอุทธรณ์ ที่ไม่ชำระภาษี โดยทางกรมสรรพากรเป็นผู้ฟ้องศาลทวงภาษีคืน

จวกยับก.สรรพากรทำมึน

นายพิศิษฐ์ ยังกล่าวถึงการเรียกเก็บภาษีเงินได้ย้อนหลังนักการเมือง 60 ราย ในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า เมื่อปี 57 ทางคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.)มีนโยบายปฏิรูประบบการเก็บภาษีเป็นธรรมกับทุกคน โดยทุกอาชีพมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ ซึ่งสตง.ได้ดำเนินการมาต่อเนื่อง เรียกเก็บภาษี เก็บค่าเปรียบเทียบปรับ มีเงินมาเข้าหลวงมาได้เกือบหมื่นล้านบาท และช่วงต้นปี 58 สตง.ได้ส่งรายชื่อนักการเมืองเหล่านี้ไปให้กรมสรรพากรจัดเก็บภาษี ทางกรมก็ยังไม่ดำเนินการอะไร แต่เบี่ยงเบนไปทำหนังสือสอบถามสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าทั้ง 60 นักการเมือง ร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ ถ้ารวยเป็นปกติก็จะไม่จัดเก็บภาษีรายได้เพิ่ม

แนะเปิดเว็บไซต์ป.ป.ช.ดู

ผู้ว่าการ สตง. กล่าวอีกว่า ได้กำชับไปอีกรอบ ให้ สตง.ทำรายงานเตือนกรมสรรพากรว่า ถ้าพวกนี้ร่ำรวยผิดปกติก็โดนสอบทุจริตไปหมดแล้ว แต่ถึงแม้รวยเป็นปกติ พบว่ามีบัญชีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ก็เป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรต้องจัดเก็บภาษีเพิ่ม จะเห็นจากการแสดงบัญชีทรัพย์สิน 3 ช่วง ก่อนเข้า หลังเข้า และพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว 1 ปี มีรายได้เพิ่มมาก บางคนจาก 50 ล้านเป็น 500 ล้าน บางรายเพิ่มเป็นพันล้านบาท ที่ผ่านมามีข่าวว่า เป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ใครเป็นใคร ประชาชนไปเปิดดูได้ในเว็บไซต์ ป.ป.ช. เป็นกลุ่มใหญ่ที่มีรายได้เพิ่มอย่างชัดเจน ไม่อยากให้เป้าใหญ่หลุดจึงเร่งส่งรายงานให้กรมสรรพากรดำเนินการเรียกเก็บก่อน ชุดอื่น ๆ กำลังจะตามมานักการเมืองที่อยู่ในสภาก็ไม่เสียภาษีมีเป็น 100 ราย โดย คตง.มีนโยบายว่าเงินแผ่นดินเป็นเงินบริสุทธิ์ ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ และไม่มีอายุความอยู่ที่ไหนตามทวงคืนได้

ใช้กฎหมายไร้ประโยชน์

"สตง.จึงออกมาเร่งรัดกรมสรรพากร หากยังปล่อยปละละเลยอาจโดนข้อหาละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ ถ้ายังไม่ดำเนินการใด ๆ คงส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิดกรมสรรพากร มีพฤติกรรมใช้กฎหมายประมวลรัษฎากรเป็นคุณแก่ผู้จงใจหลีกเลี่ยงภาษี รวมทั้งกรณีหุ้นชินคอร์ป ก็พยายามยกข้อกฎหมายที่ทำอะไรไม่ได้ และหมดอายุความ พูดอยู่แค่นี้ เพื่อไม่ต้องทำอะไรนั่งกินเงินเดือนประชาชนไป วัน ๆ ช่วงนี้ดีใจที่สังคมตื่นตัวมาช่วยกันติดตามดูกรมสรรพากรจะปฏิบัติตัวเป็นคุณแก่ใคร เป็นเรื่องแปลกมากที่ไม่ปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร มีไว้เป็นเล่มให้อำนาจกรมสรรพากรไว้กว้างขวางครอบคลุมมาก" นายพิศิษฐ์ กล่าว

แฉของขวัญ500ล้านบ.

นายพิศิษฐ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ประเมินย้อนหลังสองรัฐบาล เพราะยังไม่ถึง 5 ปี สามารถเรียกประเมินรายได้ของอดีตนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ดูรายได้ก่อนเข้า วันพ้น หลังพ้นตำแหน่ง 1 ปี หากมีหนี้สินลดลง 500 ล้านบาท แสดงว่าได้หาเงินไปชำระหนี้ได้จนครบแสดงว่ามีรายได้ต้องไปเรียกมาชี้แจงเอารายได้จากที่ไหนมาชำระหนี้ หาที่มารายได้เพื่อมาประเมินเสียภาษี เพราะการมีทรัพย์สินเพิ่ม คงไม่ตกมาจากอากาศ ได้ตรวจสอบกลุ่มนักการเมืองเป็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาลสองยุค 113 คน สตง.ไปขอแบบการเสียภาษีจากกรมสรรพากร มาดูพบว่าเสียภาษีแล้วคัดออก เหลือ 60 คน ขอดูจากหลักฐานบัญชีทรัพย์สินมาตรวจไม่ร่ำรวยผิดสังเกต แต่มีรายได้เยอะก็ต้องเสียภาษีเยอะด้วย ซึ่งดูสัดส่วนส่วนใหญ่เสียภาษี เฉพาะรายได้ประจำ ค่าเงินเดือน ค่าตำแหน่ง แต่มีทรัพย์เพิ่มไปซื้อตึก คอนโดฯ บางรายพ่อแม่ให้เป็นของขวัญวันเกิด 500 ล้านบาท ให้เกินฐานะไปหรือเปล่า เราคำนวณจากอัตราเฉลี่ยทำงานการเมือง 3 ปี ได้

เงินเดือน เดือนละ 2 แสนบาท มีเงินเก็บ 5 ล้านบาท ถือว่าพอทำเนา แต่ที่เกินไปจาก 5 ล้านบาทต้องตรวจสอบที่มาของรายได้ทุกราย

ประสงค์จ่อแจงหุ้นฉาว

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯ กำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลเอกสารหลักฐานเพื่อดำเนินการประเมินเรียกเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้นของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยยังไม่ขอให้ความเห็นเกี่ยวกับ รายละเอียดว่าจะดำเนินการด้วยกฎหมายใด หรือเรียกประเมินภาษีเป็นตัวเงินเท่าไร แต่ จะเร่งดำเนินการให้ได้คำตอบภายในวันที่ 31 มี.ค.นี้ ซึ่งตนยืนยันว่าตนในฐานะที่เป็นข้าราชการ พร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยยึดหลักการใช้ของกฎหมายกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยไม่ได้ดูว่าเป็นการทำเพื่อใคร หรือเป็นคนของใคร แต่จะยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

ย้อนเกล็ดสอบ"บิ๊กป้อม"

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการติดตามข่าวการจัดเก็บภาษีในช่วงนี้ มีบุคคลสำคัญทางการเมืองหลายคนที่ถูกตรวจสอบ และพบ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ก็อาจเข้าข่ายที่ควรตรวจสอบด้วย ทั้งนี้จากการเปิดเผยของสำนักข่าวอิศราพบว่า พล.อ.ประวิตร เคยแจ้งบัญชีคราวรับตำแหน่ง รมว.กลาโหม เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 51 พล.อ.ประวิตร ได้แจ้งว่ามีทรัพย์สินอื่นเป็นเช็คจำนวนเงิน 1 ล้านบาท ซึ่งหากพิจารณาข้อมูล ที่คนของรัฐบาลเปิดเผยออกมา เกี่ยวกับมาตราต่าง ๆ ในประมวลรัษฎากรแล้ว ทำให้เข้าใจได้ต่อว่ากรณีเช็ค 1 ล้านบาท ของ พล.อ.ประวิตร ก็ควรตรวจสอบเช่นกันว่า เช็คดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่ มีการเสียภาษีจากเช็คดังกล่าวหรือยัง หากยังไม่เสีย จะต้องออกหมายเรียกต่อไปหรือไม่ ซึ่งจะนำเรื่องไปร้องให้อธิบดีกรมสรรพากรตรวจสอบวันที่ 20 มี.ค. เวลา 10.30 น.

บี้ย้อนให้สอบ "ครม.บิ๊กตู่"

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.การต่างประเทศและแกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณี สตง.จะเรียกเก็บภาษีจากอดีต 60 นักการเมือง โดยอาจมีชื่อนายสุรพงษ์อยู่ด้วยว่า พร้อมให้การตรวจสอบ แต่ควร ทำให้เหมือนกัน ตรวจสอบทุกคนทั้งข้าราชการระดับสูง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) รัฐมนตรีทุกคนในรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมถึงบริษัทห้างร้าน ต่าง ๆ ว่าเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ทำกฎหมายให้เกิดความเป็นธรรม อย่าให้เกิดข้อครหาว่าเลือกปฏิบัติ ส่วนเจตนาที่รัฐบาลจะดำเนินการเรียกสอบภาษีในช่วงนี้จะเรียกว่าเป็นการไล่ล่านักการเมืองหรือไม่นั้น เป็นสิ่งที่รัฐบาลทำมาโดยตลอด แต่รัฐบาลก็ควรแสดงความโปร่งใสของตัวเองด้วย

ดิสเครดิตนักการเมืองไม่ได้

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการและแกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ทราบว่าทำไมถึงต้องเจาะจงเฉพาะกับนักการเมือง แต่เรื่องที่จะให้กรมสรรพากรตรวจสอบ น่าจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับรายได้ที่เกิดขึ้นหลังจากพ้นตำแหน่งมาแล้ว และเมื่อพ้นไป 1 ปี ก็ต้องยื่นอีกครั้ง แต่นักการเมืองส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การตรวจสอบของ ป.ป.ช. มาโดยตลอด แต่ช่วงที่จะเป็นประเด็นได้ก็คือช่วงนี้เท่านั้น เพราะเป็นช่วงที่นักการเมืองไม่มีเงินเดือน แต่โดยทั่วไปไม่น่าจะดิสเครดิตนักการเมืองได้ ทั้งนี้ไม่ทราบรายละเอียดว่านักการเมืองคนใดมีรายได้มากน้อยแค่ไหน เสียภาษีอย่างไร แต่ผลสุดท้ายคือใครจะลงสมัครรับเลือกตั้งต้องแสดงการเสียภาษีให้ถูกต้อง

ซัดปปช.ปล่อย4ขรก.ลอยนวลคดี"ฮั้ว"รถ-เรือดับเพลิงกทม. - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560

ผู้จัดการรายวัน360 - "วิลาศ" อัด ป.ป.ช. ทำคดีโกง รถเรือดับเพลิง กทม. โครตอืด ส่งผลให้ 4 ขรก.หลุดคดีอาญากม.ฮั้ว เหตุขาดอายุความ

ผู้จัดการรายวัน360 - "วิลาศ" อัด ป.ป.ช. ทำคดีโกงรถ-เรือดับเพลิง กทม. โครตอืด ส่งผลให้ 4 ขรก.หลุดคดีอาญา กม.ฮั้ว เหตุขาดอายุความ จี้ "อัศวิน" เอาผิดวินัย พร้อมถามหาความ รับผิดชอบ ฐานตั้ง "พ.ต.อ.พิชัย" นั่งรองปลัด กทม. ทั้งที่มีมลทิน

วานนี้ (19 มี.ค.) นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมาชี้แจง กรณีดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดซื้อรถดับเพลิง และเรือดับเพลิง พร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย ของ กทม. ที่มีข้าราชการของ กทม.เข้าไปเกี่ยวข้อง ล่าช้าจนทำให้ไม่สามารถดำเนินคดีอาญา กรณีกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 หรือ พ.ร.บ.ฮั้ว ตามมาตรา 7 และ มาตรา 16 ได้ เนื่องจากขาดอายุความ ทำให้นายสุวิทย์ ศิลาทอง น.ส.สุทิพย์ ทิพย์- สุวรรณ์ พ.ต.อ.พิชัย เกรียงวัฒนศิริ และ พ.ต.ท. รักศิลป์ รัตนวราหะ พ้นความผิดในกรณีนี้ แม้ว่าจะมีการส่งเรื่องให้ผู้ว่าฯ กทม. ดำเนินการพิจารณาโทษทางวินัยกับบุคคลกลุ่มนี้ แต่ความผิดตาม พ.ร.บ.ฮั้ว กลับขาดอายุความจนไม่สามารถดำเนินคดีได้ โดยสามารถดำเนินคดีอาญาได้เพียงความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 เท่านั้น

"ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า คดีนี้ในส่วนของสำนวนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษาไปแล้ว แต่ทำไมการไต่ส่วนข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อ กลับเป็นไปด้วยความล่าช้า จนทำให้ความผิดต่อกฎหมายฮั้วขาดอายุความไป ใครจะรับผิดชอบ และการทำงานที่ล่าช้าของ ป.ป.ช. เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การ ปราบปรามมารทุจริตไร้ประสิทธิภาพ"

นายวิลาศ ยังได้ตั้งคำถามไปถึง พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง พ.ต.อ.พิชัย เป็นรองปลัด กทม.ว่า จะดำเนินการต่อไปอย่างไร หลังจากที่ ป.ป.ช.ได้ชี้มูลแล้วว่ามีความผิดที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 82 วรรคสาม มาตรา 85 วรรคสอง และมาตรา 98วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการ กทม. พ.ศ. 2528 มาตรา 8 โดยก่อนหน้านี้ก็มีผู้ท้วงติงแล้วว่า ไม่ควรตั้ง พ.ต.อ.พิชัยเนื่องจากมีคดีที่ค้างการพิจารณาอยู่ใน ป.ป.ช. แต่ พล.ต.อ.อัศวิน ก็ไม่รับฟังคำท้วงดังกล่าว อ้างว่าศาลยังไม่ได้ตัดสิน มาตรฐานเช่นนี้ จะสอดคล้องกับนโยบายที่ต้องการสกัดกั้นคนทุจริตไม่ให้เข้ามาอำนาจ อย่างไร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ได้ทำหนังสือลงวันที่ 28 ก.พ. 60 ที่ ปช 0015/487 ถึงผู้ว่าฯ กทม. ขอให้พิจารณาโทษทางวินัยกับ นายสุวิทย์ น.ส.สุทิพย์ พ.ต.อ.พิชัย และ พ.ต.ท. รักศิลป์ เนื่องจากในขณะที่เป็นเป็นกรรมการจัดซื้อรถดับเพลิง และเรือดับเพลิง มีการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ มีมูลฐานความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติ ครม.หรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง และฐานกระทำการอื่นใด และได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 82 วรรคสาม มาตรา 85 วรรคสอง และมาตรา 98 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 8

นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังชี้มูลความผิดอาญากับบุคคลทั้ง 4 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ หรือเจ้าของทรัพย์นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 โดยส่งให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีที่บุคคลทั้ง 4 กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 92 และมาตรา 70 แล้วแต่กรณีต่อไป

อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.ไม่สามารถดำเนินคดีอาญากับบุคคลทั้ง 4 ในฐานความผิดที่เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 7 ได้เนื่องจากขาดอายุความไปแล้ว.

ผู้ว่าฯกทม.จ่อฟัน รองปลัด กับพวกรวม4คน มติป.ป.ช.ชี้เกี่ยวข้องทุจริตรถ-เรือดับเพลิง - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2560

ผู้ว่าฯ "อัศวิน" เตรียมลงดาบ "รองปลัด กทม." กับพวกรวม 4 คน ตามมติ ป.ป.ช. ฐานผิดวินัยร้ายแรงเอี่ยวคดีทุจริตรถ-เรือดับเพลิงเสนอ อ.ก.ก. เคาะโทษ "ปลดออก" หรือ "ไล่ออก" ด้านเจ้าตัวไปดูงาน สปป.ลาว และลาพักร้อนต่อ 5 วัน ขณะที่อดีตรอง ผอ. สำนักผังเมือง หนึ่งในข้าราชการที่ถูกคำสั่งลงโทษ ยันทำตามสัญญาจีทูจีเตรียมตั้งหลักสู้ถึงศาลปกครอง

ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เมื่อวันที่ 17 มี.ค. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมืองผู้ว่าฯกทม. เปิดเผยถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีหนังสือถึงผู้ว่าฯกทม.ให้พิจารณาโทษทางวินัยข้าราชการ กทม. 4 ราย ที่เกี่ยว ข้องกับกรณีการจัดซื้อรถดับเพลิงและเรือดับเพลิงพร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายผิดวินัยอย่างร้ายแรง ในฐานะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษทำให้ราชการเสียหาย ประกอบด้วย นายสุวิทย์ (ทรรน) ศิลาทอง น.ส.สุทิพย์ ทิพย์สุวรรณ์ พ.ต.อ.พิชัย เกรียงวัฒนศิริ และพ.ต.ท.รักศิลป์ รัตนวราหะ ซึ่งปัจจุบันมี พ.ต.อ.พิชัย เพียงคนเดียวที่ยังคงรับราชการอยู่ในตำแหน่งรองปลัดกทม.นั้น พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว โดยมอบหมายให้ นายภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ ปลัด กทม. ในฐานะผู้บังคับบัญชาดำเนินการพิจารณาตามระเบียบราชการกรุงเทพมหานครไปแล้ว อย่างไรก็ตามในอนาคตคงจะต้องให้ออกจากราชการตามที่ ป.ป.ช.ชี้มา

ด้าน นายภัทรุตม์ กล่าวว่า ตามหนังสือของ ป.ป.ช. ที่มีมติว่าข้าราชการทั้ง 4 รายผิดวินัยร้ายแรงนั้น การลงโทษมีอยู่ 2 แนวทาง คือปลดออก หรือไล่ออก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมเข้าหารือคณะอนุกรรมการสามัญข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ (อ.ก.ก.) และคณะอนุกรรมการวิสามัญเกี่ยวกับการออกจากวินัยและราชการ (อ.ก.ก.วินัยฯ) เพื่อพิจารณาสรุปว่าการกระทำผิดนั้นเหมาะสมกับการปลดออกหรือไล่ออก ซึ่งจะใช้เวลาตามกรอบเวลา แต่หากพิจารณาไม่ทันภายใน 30 วันที่ต้องปฏิบัติเงื่อนเวลาที่ ป.ป.ช.ระบุมาก็จะทำหนังสือเพื่อแจ้ง ป.ป.ช.ทราบ ส่วนในอนาคตการแต่งตั้งข้าราชการ กทม. นั้น ก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง แม้บางรายจะมีชื่ออยู่ ในการตรวจสอบการทุจริตต่าง ๆ ก็ตาม เนื่องจากหากการตัดสินยังไม่สิ้นสุดก็ยังต้อง ให้ความเป็นธรรมและเปิดโอกาสในการทำงานให้ทุกคน

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับกรณีของข้าราชการอีก 3 รายที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว หากมีคำสั่งปลดออกจะไม่มีผลต่อการรับเงินบำนาญ แต่หากไล่ออกก็จะไม่ได้รับเงินบำนาญ รายงานข่าวแจ้งอีกว่าในวันเดียวกันนี้ พ.ต.อ.พิชัย รองปลัด กทม. ไม่ได้เข้าทำงานที่ศาลาว่าการ กทม.และเมื่อผู้สื่อข่าวโทรศัพท์ไปเพื่อจะสอบถามก็ไม่ได้รับสายแต่อย่างใด เนื่องจากอยู่ระหว่างเดินทางไปราชการดูงานด้านการจราจรที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หลังจากนั้นได้ส่งหนังสือลาพักร้อน 5 วัน และจะกลับมาทำงานในวันที่ 23 มี.ค.นี้

ขณะที่ นายสุวิทย์ (ทรรน) อดีตรองผู้อำนวยการสำนักผังเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งใน 4 ข้าราชการที่ถูกป.ป.ช.สั่งลงโทษ เปิดเผยว่า เพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ จึงเพิ่งทราบเรื่องดังกล่าวขอตั้งหลักก่อน ยืนยันว่าการดำเนินการในฐานะที่เป็นกรรมการจัดซื้อรถ เรือดับเพลิงวิธีพิเศษนั้น กรรมการต้องดำเนินการตามสัญญาระหว่างรัฐต่อรัฐ ที่ระดับรัฐบาลได้มีข้อตกลงกันมาแล้ว ซึ่งในขณะนั้น กทม.มีหน้าที่ดำเนินการให้การจัดซื้อเป็นไปตามข้อตกลงของรัฐบาล ทั้งนี้ตนจะรอผล การพิจารณาคำสั่งของผู้ว่าฯกทม.ในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นโทษปลดออก หรือไล่ออก ตนก็จะอุทธรณ์คำสั่งต่อไป โดยตามขั้นตอนจะ ยื่นเรื่องไปที่ ก.พ.ค. กทม. และหากไม่ได้รับความเป็นธรรมก็จะร้องต่อศาลปกครองตาม ขั้นตอน.

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: ต้านโกงผ่าน App เกม - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560

พิษณุ พรหมจรรยา

ที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)phisanu@thai-iod.com

การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเหมือนเชื้อโรคร้ายที่ฝังรากเกาะกิน สังคมไทยมาอย่างยาวนาน เป็นปัญหาสำคัญเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศไม่ให้เติบโตได้เต็มตามศักยภาพ แม้ในยุคปัจจุบันที่รัฐบาลประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมประนีประนอมกับการทุจริตคอร์รัปชั่นและจะเอาผิดกับผู้ที่กระทำการทุจริตอย่างเด็ดขาด แต่เราก็ยังเห็นข่าวการทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นอยู่แทบไม่เว้นในแต่ละวัน ขณะที่กระบวนการยุติธรรมในการลงโทษผู้กระทำผิดก็ไม่รวดเร็วทันใจเราท่านที่เฝ้ารอดูอยู่อย่างใจจดใจจ่อ

การจะแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นให้เกิดผลจริงได้นั้น จำเป็นต้องดำเนินการร่วมกันอย่างประสานสอดคล้องในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ต้องมีการรณรงค์เพื่อสร้างค่านิยมใหม่ที่ไม่ยอมรับการทุจริตทุกรูปแบบ พร้อมทั้งสร้างความตระหนักต่อผลกระทบของคอร์รัปชั่นทั้งต่อตนเองและสังคม โดยเฉพาะ อย่างยิ่งกับคนรุ่นใหม่ที่จะก้าวเข้ามารับไม้ต่อในการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป

การจะสื่อสารและปลูกฝังค่านิยมให้กับคนรุ่นใหม่ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่เยาวชนของชาติใช้เวลากับหนังสือและสื่อวิทยุโทรทัศน์น้อยกว่ามือถือ และ Social Media จำเป็นต้องหาสื่อกลางที่จะสามารถเข้าถึง และสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนี่คือที่มาของการพัฒนาเกม "Corrupt" : หยุดยั้งหรือปล่อยไป" โดยบริษัท โอเพ่นดรีม ซึ่งเพิ่งเปิดตัวให้ดาวน์โหลดไปเล่นกันได้แบบฟรีๆ ไม่ต้องเสียสตางค์ เมื่อไม่นานมานี้ และเกมนี้ก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจากทั้งเยาวชนและบุคคลทั่วไป

เกม Corrupt เป็นเกมแนว Visual Novel เกมแรกของไทยที่มีเนื้อเรื่องแนวสืบสวนสอบสวน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักและให้ผู้เล่นได้เรียนรู้ถึงทางเลือกเมื่อเผชิญกับปัญหาคอร์รัปชั่น กับกลุ่มเยาวชน 13-25 ปี โดยเปิดโอกาสให้ผู้เล่นเข้าถึงต้นเหตุและผลกระทบของการทุจริต ซึ่งผู้เล่นจะติดตาม เรียนรู้ และตัดสินใจเลือกทางเดินร่วมไปกับตัวละครหลัก และเผชิญกับผลกระทบ ของทางเลือกที่ตนเลือก โดยเนื้อหาของเกมได้พัฒนาต่อยอดและอ้างอิงจากหนังสือเมนูคอร์รัปชั่นซึ่งจัดทำโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

วรัญญู ทองเกิด นักออกแบบเกม บริษัท โอเพ่นดรีม เล่าถึงแรงบันดาลใจในการทำเกมนี้ว่า "จำได้ตั้งแต่สมัยเด็กๆ ว่า ผู้บริหารประเทศพยายามบอกว่าเมืองไทยจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วในเร็ววัน แต่ด้วยวัฒนธรรมของไทยที่ละเลยการจัดการปัญหาการคอร์รัปชั่นตั้งแต่ในระดับเล็กๆ เช่น พฤติกรรมการให้สินบนเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้ารับบริการ การหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษี เริ่มกลายเป็นบรรทัดฐานปกติของสังคมและพฤติกรรมที่รุนแรงกว่านั้น ได้กลายเป็นเรื่องธรรมดาของสังคมในที่สุด แนวคิดของเราคือสร้างเกมเพื่อให้ผู้เล่นสามารถเข้าใจถึงผลกระทบของการคอร์รัปชั่น เมื่อมีการละเลยให้เกิดการโกงเล็กๆ น้อยๆ หรือเพิกเฉยต่อปัญหา ก็อาจทำให้กลายเป็นการคอร์รัปชั่นที่ยิ่งใหญ่ได้"

ความสนุกของเกมนี้อยู่ที่เนื้อเรื่องที่เข้มข้นถึง 5 ตอน ที่ผู้เล่นจะได้โลดแล่นไปกับเนื้อหาของเกมเหมือนกับการอ่านนิยาย โดยก่อนเริ่มเล่นระบบจะมีการเก็บข้อมูลเพศและอายุของผู้เล่น และระหว่างที่เกมดำเนินไปก็จะมีการให้ผู้เล่นตัดสินใจเลือกทางเดินในการเดินเรื่องอยู่ตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งผู้เล่นก็จะต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นว่าจะจ่าย/ไม่จ่ายสินบน หรือจะช่วยเหลือผู้อื่นในทางที่ผิดหรือไม่ และไม่ว่าผู้เล่นจะตัดสินใจเลือกทางใด ก็ยังสามารถเล่นเกมต่อได้โดยไม่มีการตัดสินถูก/ผิด รวมไปถึงมีการเก็บเวลาที่คนเล่น เกมตัดสินใจด้วย โดยหลังจากที่จบแต่ละตอนก็จะมีการสรุปผลการ เรียนรู้และแสดงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเส้นทางที่ผู้เล่นเลือก รวมถึงแสดงผลลัพธ์ค่าคะแนนของผู้เล่นท่านอื่นๆ หรือที่เรียกว่า Social Gaming ด้วย

ขอสารภาพว่าผมเองไม่ใช่นักเล่นเกม แต่พอทราบว่ามีคน พัฒนาเกมลักษณะนี้ขึ้นมาก็อดไม่ได้ที่จะต้องลองดาวน์โหลด มาลองเล่นดูสักหน่อย และก็พบว่าเกมนี้นอกจากจะมีเนื้อเรื่อง ที่สนุกสนานน่าสนใจแล้วยังสอดแทรกข้อคิดดีๆ อีกหลายอย่าง ซึ่งเหมาะกับคนทุกวัยตั้งแต่เยาวชนไปจนถึงผู้ใหญ่ ผู้ที่เล่นเกมนี้ จะพบว่าบางครั้งการตัดสินใจหยุดยั้งไม่ให้เกิดการโกงหรือ คอร์รัปชั่นอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการต้องตัดสินใจเลือกระหว่างผลประโยชน์ของตัวเองหรือการหยุดยั้งการคอร์รัปชั่น โดยการ ทำสิ่งที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่ตัดสินใจยากและต้องใช้แรงใจและความ กล้าหาญอยู่ไม่น้อย เกมนี้จะทำให้ผู้เล่นได้ย้อนคิดว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นในชีวิตจริงจะเลือก "หยุดยั้งการคอร์รัปชั่น หรือปล่อยให้เกิดการคอร์รัปชั่น" และฉุกคิดถึงผลกระทบของการตัดสินใจของตนต่อสังคมส่วนรวมด้วย

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดเกมนี้มาลองเล่นได้ฟรีทาง Play Store ที่ https://play.google.com/store/apps/details?id=com.opendream.corrupt

และทาง App Store ที่ https://itunes.apple.com/us/app/corrupt/id1083881620?ls=1&mt=8

เล่นเกมนี้แล้วรู้สึกยังไงบ้าง แชร์ประสบการณ์มาให้ฟังบ้าง นะครับ

คอลัมน์ กับแกล้มการเมือง: ต้องการ "คนซื่อสัตย์" - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น "นิด้าโพล" ร่วมกับ คณะนิติศาสตร์ และ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง "จริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 16 - 17 มี.ค.60 จากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง โดยเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ควรมีมากที่สุด 5 อันดับแรก พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 53.04 ระบุว่า เป็นความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส รองลงมา ร้อยละ 11.12 ระบุว่า เป็นการไม่ใช้อำนาจ ตำแหน่ง หน้าที่ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเองหรือพวกพ้อง เช่น การแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ตนเองได้ประโยชน์ การใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ ส่วนร้อยละ 8.00 ระบุว่า เป็นการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี เคารพกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับของบ้านเมือง ร้อยละ 7.36 ระบุว่า เป็นการเอาใจใส่ และความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติ ร้อยละ 7.04 ระบุว่า เป็นการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาประเทศชาติ อย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่เลือกปฏิบัติ หรือแบ่งแยก ขณะที่ ภาพรวมคะแนนจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (ครม. สนช. สปท.) คะแนนเต็ม 10 พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนจริยธรรมเท่ากับ 6.23 คะแนน.

มากกว่า Miracle of Law กฎเหล็กสรรพากรเก็บภาษี 'ทักษิณ' - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560

1.6 หมื่นล้านบาทเป็นตัวเลขกลม ๆ ที่กรมสรรพากรประเมิน-เรียกเก็บภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาพึงประเมินกับ "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกฯ จากการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่นฯ ให้กับกลุ่มเทมาเส็กฯ จำนวน 7.3 หมื่นล้านบาท

วลีเด็ด "กฎหมายเล็กในกฎหมายใหญ่" หรืออภินิหารของกฎหมาย (Miracle of Law) ไม่แปลกใจที่ได้ยินจากรัฐบาล-คสช. เพราะมี "ปรมาจารย์กฎหมาย" ระดับพญาอินทรี-พญาครุฑ เดินเข้า-ออกในทำเนียบรัฐบาลถึงสองคน

ทว่าการไล่บี้เก็บเงินภาษีขายหุ้น ชินคอร์ปฯ ของทักษิณ ที่จะขาดอายุความในอีกไม่ถึง 20 วัน เป็นยิ่งกว่า Miracle of Law แต่เป็น "กฎเหล็ก" ของกรมสรรพากรที่ทุกคนต้องจ่าย

ธงของสรรพากรหลังจากนี้คณะกรรมการประเมินเรียกเก็บภาษีจะออกหมาย "เรียกเก็บ" ภาษีจากรายได้ที่เป็น "ส่วนต่าง" จากการ ซื้อ-ขาย ราคาหุ้นละ 49 บาท วงเงิน 1.6 หมื่นล้าน จากนายทักษิณ ตาม ม.61 ประมวลรัษฎากร "ขีดเส้นตาย" ภายในวันที่ 31 มีนาคม 60

ภายหลังกรมสรรพากรแจ้งเรียกเก็บ ภาษีกับนายทักษิณแล้ว ถือว่าอายุความเรียกเก็บภาษีที่จะครบอายุความ 10 ปี ต้องสะดุดหยุดลงและเริ่มนับหนึ่งอายุความกันใหม่ โดยมีอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 10 ปี

อย่างไรก็ตามนายทักษิณมีระยะเวลาอุทธรณ์ในขั้นตอนคณะกรรมการวินิจฉัยประเมินเรียกเก็บภาษีของกรมสรรพากรภายใน 30 วัน หากไม่สามารถอุทธรณ์ไม่สำเร็จ ทั้งกรมสรรพากรและนายทักษิณต้องไปสู้กันในชั้นศาลภาษีอากรกลางและไปจบลงที่ศาลฎีกาต่อไป

ธงของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แข็งขันถึงขั้นถ้าไม่จ่ายภาษีก็ต้อง "เก็บภาษี" ให้ได้ ถึงแม้ว่านายทักษิณจะไม่ได้อยู่ในประเทศไทยแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถเรียกเก็บภาษีได้

โดยส่งหมายเรียกเก็บภาษีไปยังภูมิลำเนาให้รับทราบ หรือประกาศลงหน้าหนังสือพิมพ์ให้รับรู้ หากไม่มีการชำระกรมสรรพากรมีหน้าที่สืบทรัพย์ของนายทักษิณเพื่อ ยึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดินต่อไป

ส่วนถึงขั้นต้องไล่บี้เก็บกับ "คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร" อดีตภริยาอดีตนายกฯ ทักษิณ แทนหรือไม่นั้น เนื่องจากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยว่า ผลประโยชน์จากการขายหุ้นฯ เป็นของนายทักษิณกับคุณหญิงพจมาน ต้องสืบทราบต่อไปว่าก่อนที่จะจดทะเบียนหย่าร้างกันได้แบ่งทรัพย์กันอย่างไร

นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่มี "พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล" เลขาธิการ ปปง.กำลังพลิกตารากฎหมายแกะรอยคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ว่า กรณีขายหุ้นชินคอร์ปฯ เข้าข่ายฐานความผิดฟอกเงินหรือไม่ หากเข้าข่ายจะให้คดีดังกล่าวไม่มีอายุความทันที

ธงของ คสช.แน่นอนว่าความพยายามในการหาช่องทางกฎหมายเพื่อเรียกเก็บเงิน "ส่วนต่าง" ที่เป็นรายได้พึงประเมินจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ ของทักษิณ ไม่ทำให้ เนติบริกร-วิษณุ เครืองาม จนปัญญา ในการหา "กฎหมายเล็กซ่อนอยู่ในกฎหมายใหญ่" ในการ "ปิดช่องโหว่" ของกฎหมายในเรื่อง "หมดอายุความ" ที่ก่อนหน้านี้ กรมสรรพากรยืนยันว่าหมดอายุความไปตั้งแต่ปี 2555 แล้ว

"เมื่อปี 2555 ศาลภาษีอากรกลางตัดสินไว้ว่า นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา เป็นนอมินีของนายทักษิณ ไม่ใช่ตัวการสำคัญ ดังนั้นการออกหมายเรียกทั้งคู่ในตอนนั้นจึงเหมือนเป็นการออกหมายเรียกนายทักษิณแล้ว"

ถึงแม้ว่าทีมทนายนายทักษิณจะประเมินการเรียกเก็บภาษีครั้งนี้ว่าเป็นแค่การหาคดีเพิ่มให้กับนายทักษิณเท่านั้น แต่ถ้านับ "คดีค้างเก่า" ของคนใน "ตระกูลชินวัตร" ที่มีอยู่ ทั้งคดีความทั้งทางแพ่ง-อาญาของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" อดีตนายกฯ กรณี ไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าว

คดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย ซึ่งอยู่ระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สืบสวนสอบสวนนายพานทองแท้ รวมถึงคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อ วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ของ "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" อดีตนายกฯ

เป็นธงที่มีอยู่หลัง พล.อ.ประยุทธ์และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งแต่ ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูทำเนียบรัฐบาล

คอลัมน์ สถานการณ์ร้อน: เกมไล่ล่าเก็บภาษีชี้อนาคต'ท็อปบู๊ต' - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560

สตง.เครื่องร้อนจัดหนักเปิดเกมรุก จุดไฟจี้ กรมสรรพากร จี้ให้เก็บภาษี หุ้นชินคอร์ปกว่าหมื่นล้านบาทกับคนตระกูลชิน เข้าคลังเพราะกำลังหมดอายุความในวันที่ 31 มี.ค. ไปยังไม่ทันเท่าไหร่

ผู้ว่าการสตง. "พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส" ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (ผู้ว่าการ สตง.) ยังได้ออกมารุกไล่การทำหน้าที่ของกรมสรรพากรอีกครั้ง ให้ไปไล่เก็บภาษีนักการเมืองในช่วงรัฐบาล "นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยยึดนโยบายของ คตง. ในการดำเนินการเรียกเก็บภาษีให้เกิดความเป็นธรรม และยังได้ยืนยันแข็งขันว่าการ ออกมาพูดครั้งนี้ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ได้จำเพาะเจาะจงไปที่ใครคนใดคนหนึ่งเหมือนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ และตรวจสอบทุกคน และพบด้วยว่า มี นักการเมืองกว่า 60 คน ไม่ได้มีสังกัดอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แต่เป็นนักการเมืองที่ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินอยู่รัฐบาลทั้ง 2 ยุค

และได้ส่งรายชื่อนักการเมืองเหล่านี้ไปให้กรมสรรพากรจัดเก็บภาษีเมื่อช่วงต้นปี 58 แต่แปลกใจทำไมทางกรมสรรพากรยังไม่ดำเนินการอะไร ได้แต่เบี่ยงเบนไปว่า ทำหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้วว่า ทั้ง 60 นักการเมือง ร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ ถ้ารวยเป็นปกติก็จะไม่จัดเก็บภาษีรายได้เพิ่ม

แต่ "ผู้ว่าการสตง." เห็นทีจะไม่ได้การ ต้องออกโรงตีปี๊บแต่ก่อนตีปี๊บ ก็ได้ส่งหนังสือเตือนกรมสรรพากรไปอีกรอบว่า ถ้าพวกนี้ร่ำรวยผิดปกติ ก็โดนสอบทุจริตไปหมดแล้ว พร้อมย้ำเตือนถึงหน้าที่ของกรมสรรพากรที่ต้องตรวจสอบ ด้วยว่า ถึงแม้รวยเป็นปกติ พบว่า มีบัญชีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ก็เป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรต้องตรวจสอบและจัดเก็บภาษีเพิ่ม จะเห็นจากการแสดงบัญชีทรัพย์สิน 3 ช่วง ก่อนเข้า หลังเข้า และพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว 1 ปี ใครมีรายได้เพิ่มมาก บางคนจาก 50 ล้านบาทเป็น 500 ล้านบาท บางรายเพิ่มเป็นพันล้านบาท

ผู้ว่าการสตง.ยังได้แพลม ออกมาด้วยว่า "ที่ผ่านมาก็ มีข่าวว่าเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ใครเป็นใครให้ประชาชนไปเปิดดูได้ในเว็บไซต์ของหน่วยงานปราบโกง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชุดนี้เป็นกลุ่มใหญ่ที่มีรายได้เพิ่มอย่างชัดเจน ไม่อยากให้เป้าใหญ่หลุด จึงอยากเร่งส่งรายงานให้กรมสรรพากร ดำเนินการเรียกเก็บก่อน ส่วนชุดอื่น ๆ กำลังจะตามมา นักการเมืองที่อยู่ในสภา ก็ไม่เสียภาษีมีเป็น 100 ราย"

และเมื่อมาดูผลสำรวจโพลก็พบประชาชน ฝากความหวังกับ "รัฐบาลท็อปบู๊ต" มากกว่า "รัฐบาลที่มาจากนักการเมือง" เพราะเป็นรัฐบาลทหาร มีอำนาจเด็ดขาด ทำงานตรงไปตรงมา

ดังนั้นรายการไล่บี้กรมสรรพากรเก็บภาษี

นักการเมือง เป็นสิ่งที่น่าจับตาว่า "ท็อป บู๊ต" จะจัดการอย่างไร เอาจริงแค่ไหน อีกไม่นานก็รู้ว่า "อภินิหารแห่งกฎหมาย" นั้นไม่ได้เป็นแค่เกมไล่ล่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็น "อภินิหารแห่งความยุติธรรม และความเท่าเทียมจริง ๆ".

คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย: จุดบอดแก้คอร์รัปชัน - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560

อย่ามองแต่ภาพใหญ่ จนละเลยจุดเล็กๆ

ดีครับ...ถ้าจะแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันจะต้องทำกันอย่างจริงๆ จังๆ ครอบคลุมไปทั้งระบบจึงพอจะมองเห็นหนทางสำเร็จได้

ป.ป.ช.มีมติเห็นชอบให้กำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐที่จะต้องมีหน้าที่ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินเพิ่มเติมแยกเป็นหน่วยงานต่างๆ ดังนี้

1.สถาบันอุดมศึกษาในสังกัดรัฐได้แก่ รองอธิการบดี 2.สถาบันศึกษาในกำกับรัฐ ได้แก่ รองอธิการบดี 3.องค์การบริหารส่วนจังหวัดปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักช่าง

4.เทศบาลนคร ปลัดเทศบาล ผู้อำนวยการช่าง 5.เทศบาลเมือง ปลัดเทศบาล ผู้อำนวยการสำนักงานช่าง 6.เทศบาลตำบล ปลัดเทศบาล ผู้อำนวยการสำนักช่าง

7.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการผู้ช่วยผู้บัญชาการ ผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี

ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจสอบภายในผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้บัญชาการกำลังพล ผู้บัญชาการสันติบาล ผู้บัญชาการ ตชด. เป็นต้น

นอกจากนั้นในระดับรองสังกัดสำนักงานต่างๆก็จะต้องยื่นด้วย

ระดับผู้บังคับการในหน่วยงานสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานที่มีลักษณะจะต้องเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์และการใช้งบประมาณสูงก็เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ให้เริ่มต้นแสดงบัญชีตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.-2 พ.ค.2560 ส่วนตำแหน่งสำคัญได้ข้อกำหนดให้แสดงทรัพย์สินอยู่แล้ว

กติกาใหม่ถือว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นทางหนึ่งที่จะควบคุมและป้องกันการทุจริตได้

แต่มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ การแสดงทรัพย์สินนั้นไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะเพียงแต่ให้ ป.ป.ช.เก็บเอาไว้เท่านั้น เพื่อจะดูว่าแต่ละปีจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้นหรือลดลง

ไม่ได้ตรวจสอบถึงที่มาและมีการเสียภาษีถูกต้องหรือไม่?

ช่องโหว่ตรงนี้จึงมีการพูดกันว่า หากจะแก้ไขปัญหาให้ได้จริงๆ ก็ควรที่จะมีการตรวจสอบด้วยว่าได้มาอย่างไรเสียภาษีถูกต้องหรือไม่

เพราะมิฉะนั้นก็เป็นได้เพียงแค่ พิธีกรรมเท่านั้น

อย่างกรณีที่ สตง.ได้ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. พิจารณาว่าบรรดานักการเมืองที่จะต้องแสดงทรัพย์นั้นเริ่มเข้ารับตำแหน่งมีรายได้เท่าใด แต่หากว่ามีรายได้เพิ่มขึ้นได้มีการตรวจสอบหรือไม่ว่าเสียภาษีถูกต้องหรือไม่

มีนักการเมืองราว 60 คน ที่อยู่ข่ายชวนให้น่าสงสัย

ป.ป.ช.อ้างว่าไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการตรวจสอบว่าเสียภาษีถูกต้องหรือไม่มีหน้าที่ เพียงแค่ว่าตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินว่ามีจำนวนเท่าใด ได้มาอย่างไร เพิ่มขึ้นหรือลดลงแค่ไหน

ตรงนี้ก็เช่นกัน นอกเหนือจากว่าบางคนที่มีรายได้ลดลงคงไม่เป็นไร แต่ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นนั้นได้มาอย่างไร เพราะยิ่งบรรดารัฐมนตรีนั้นมีข้อห้ามต่างๆ ควบคุมอยู่แล้ว

แต่ถ้ามีรายได้เพิ่มขึ้นจำนวนมากก็น่าสงสัยอยู่เหมือนกันว่าได้มาอย่างไร เพราะเงินเดือนในตำแหน่งรัฐมนตรีก็ไม่ได้มากมายอะไร

จึงมีความจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบประเด็นนี้ด้วย

คือเพิ่มอำนาจให้ ป.ป.ช. สามารถส่งเรื่องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเฉพาะกระทรวงการคลังตรวจสอบอีกชั้นหนึ่งว่ามีการเสียภาษีถูกต้องหรือไม่

แม้จะต้องเสียเวลาในการตรวจสอบอยู่บ้าง แต่ปัจจุบันไม่น่าจะยุ่งยาก เพราะด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยแค่กดปุ่มปั๊บก็ได้เรื่องแล้ว

คนสุจริตโปร่งใสคงไม่ต้องกลัวแต่พวกโกงกินนั้นหวั่นไหวแน่.

คอลัมน์ เล่นกับไฟ: ปรองดองกับจับโกง - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560

แมงเม่า

เรื่องจริง ที่มีบางกลุ่มการเมืองนำความตั้งใจของรัฐบาลเช็กบิลคดีทุจริตคาราคาซังหลายปี มาโยงเข้าหาการสร้างความปรองดองที่ดำเนินการอยู่อย่างเข้มข้นซึ่งไม่ควรเกี่ยวกัน

กำลังฮือฮาเรียกเก็บภาษีการขายหุ้นชินคอร์ปให้กองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์ของอดีตนายกฯทักษิณสิบปีก่อน โดยมีชื่อบริษัทแอปเปิลริชของคนชินวัตรอยู่ตรงกลาง ขายหุ้นละ 1 บาทขณะราคาซื้อขายบนกระดานหุ้นเวลานั้น 49.25 บาท

ต้นตอของข้อหาเจตนาหลีกเลี่ยงทำให้รัฐสูญภาษีพึงได้ร่วม 16,000 ล้านบาท กรมสรรพากรผู้รับผิดชอบละเลยจนคดีจะสิ้นสุดอายุความสิ้นเดือนนี้ รัฐบาลจึงต้องทำอะไรซักอย่าง

ตัวพี่อยู่นอกประเทศก็มีคุณน้อง,ยิ่งลักษณ์รับจ๊อบในการฟูมฟายต่อเนื่อง กล่าวหารัฐบาลและคสช.ไล่ล่าซึ่งผมเห็นด้วยว่าวิธีการแบบนั้นไล่ล่าจริง ประเด็นคือเป้าหมายก็เข้าข่ายกระทำผิด

การเรียกเก็บภาษีขายหุ้นชินคอร์ปมิได้ทำขั้นตอนรวบรัด หากเป็นกระบวนการยุติธรรมขับเคลื่อนบนแนวทางกฎหมายที่มีอยู่ แปลกมาก ทุกบริบทรัฐนำมาจัดการกับกระบวนการทุจริตหรือละเลยปล่อยให้มีการทุจริตจะถูกอีกฝ่ายโจมตีกลั่นแกล้งรังแกไม่เดินตามขั้นตอนกฎหมาย

เป็นต้นว่าการใช้คำสั่งทางปกครองให้ชดใช้ค่าเสียหาย รัฐบาลก็แสดงเหตุผลทำไปภายใต้กติกาและไม่ใช่เพิ่งนำมาออกศึกครั้งแรกเจาะจงบางคนบางพวก

พิลึกสิ! พอรัฐบาลใช้กฎหมายปกติเป็นเครื่องมือก็ไม่วายถูกแต้มเติมเป็นกฎหมายอภินิหาร

ที่โอดโอยเครือข่ายเพื่อไทยถูกถล่มเช็กบิลไม่สิ้นสุดก็จริงอีกนั่นแหละ โดยมีคำอธิบายเหตุของการไม่สิ้นสุดเนื่องจากเรื่องยังไม่จบ กรณีเป็นคดีความกันอยู่ทั้งเก่าใหม่ล้วนมีมูลที่ผู้รับผิดชอบชาติบ้านเมืองต้องสะสาง เพิกเฉยโดนม. 157 เล่นงานฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ผมไม่เห็นด้วยที่เอางานทำความสะอาดบ้านถอนรากโกงกินมาสร้างความยุ่งเหยิงกับเส้นทางปรองดองซึ่งปกติก็ยากอยู่แล้ว ประเทศชาติไม่สามารถปรองดองกับปิศาจคอร์รัปชั่นได้ในทุกมิติ

แต่มีคำร้องของฝ่ายฟูมฟายมีนัยสำคัญ รัฐบาลและคสช.ต้องใช้มาตรการเข้มอย่างเท่าเทียมด้วยมาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่ายที่มีพฤติการณ์มืดโดยสาธารณะตั้งข้อสงสัย ทั้งในฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการพลเรือนตำรวจทหาร

ทุกวันนี้ผู้ตกเป็นเหยื่อจำกัดเฉพาะในกลุ่มการเมืองตรงข้ามคสช. แม้มีข่าวส่อทุจริตแพร่โดยทั่วไปก็มักเนือยๆขาดความกระตือรือร้นทำความจริงให้ปรากฏ

หัวหน้ารัฐบาลเลือกตอบโต้ด้วยคำท้าทายหาหลักฐานมาสิอย่ากล่าวหาใครลอยๆ ควรจะเป็นคือมีเบาะแสก็สั่งการไต่สวนหาข้อเท็จจริงลักษณะเดียวกับที่กระทำต่อฝ่ายตรงข้าม ภายใต้กำหนดเวลา

เรียนว่าคนไทยต้องการกำจัดคนโกงให้หมดสิ้นไปในทุกวงการ เท่าๆกับต้องการปรองดอง

วันนี้ เครือข่ายเพื่อไทยวางแผนเอาปราบทุจริตไล่ล่าพวกตัวมาผูกกับสามัคคีปรองดอง ถูกครับมันไม่เกี่ยวกันเลย แต่หากผู้มีอำนาจเลือกจัดการต่อบางกลุ่มบางพวก-อันนี้เกี่ยวแน่.

โปร่งใส่ไร้โกง!!!กระชับพื้นที่การเมืองเดินหน้าประเทศ - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560

ทีมการเมือง

บรรดานักการเมืองรออย่างใจจดใจจ่อว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก่อนจะเดินไปถึงจุดนั้น ขอให้ชิมลางถึงผลสำรวจในพื้นที่กลุ่มตัวอย่างของฝ่ายความมั่นคงบางหน่วยกันก่อนว่า พรรคการเมืองใดจะครองเสียงข้างมากหลังการเลือกตั้งใหญ่ปรากฏว่า...

...พรรคใหญ่เกรดเอยังคงกวาด ส.ส.ได้มากที่สุดถึง 230 ที่นั่ง

พรรคใหญ่ลำดับรองลงมาคว้าไป 150 ที่นั่ง

พรรคขนาดกลางได้เบาะๆ 50 ที่นั่ง บ้างก็ได้ 20 กว่าที่นั่ง

ที่เหลือลดหลั่นตามขนาดศักยภาพของพรรคการเมืองนั้น

นั่นเป็นแค่ผลการสำรวจเพื่อโยนหินถามทาง จะได้วางยุทธศาสตร์รับมือกันแต่เนิ่นๆก่อนลงจากหลังเสือหรือขึ้นควบขี่หลังเสือต่อไป แต่การเลือกตั้งจริงยังอีกยาวไกลและในอนาคตอะไรก็เกิดขึ้นได้สำหรับการเมือง

เพราะกติกาใหม่ได้วางกลไกให้ทุกคะแนนเสียงมีผลต่อจำนวน ส.ส. ที่มาจาก ส.ส. เขต 350 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน รวมเป็น 500 คน และตามรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ยังได้วางกลไก "ป้องกัน-ตรวจสอบ-ขจัด" การทุจริตและประพฤติมิชอบที่เข้มงวดเด็ดขาด เพื่อป้องกันผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาล เข้ามามีอำนาจปกครองบ้านเมืองหรือใช้อำนาจตามอำเภอใจได้อีกต่อไป

นับจากกติกาใหม่เมื่อประกาศใช้แล้ว การเมืองจะเปลี่ยนโฉมอย่างไร นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า เราย้ำอยู่เสมอว่าขอเล่นตามรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ

โดยวางเป้าหมายหลักของการทำงานเพื่อสร้างความผาสุกให้แก่ประชาชนความมั่นคงของประเทศและการเทิดทูนสถาบันอันเป็นที่เคารพสักการะสูงสุดของประชาชนในประเทศเมื่อหลักการทำงานชัดเจนก็แตกเป็นนโยบายของพรรค เพื่อหาวิธีนำไปสู่เป้าหมายหลักดังกล่าว

แม้การเลือกตั้งครั้งนี้จะต้องเดินตามกติกาใหม่ที่ไม่เคยถูกนำมาใช้เป้าหมายหลักก็ต้องเดินไปให้ถึงให้ได้การเลือกตั้งสมัยก่อนผู้สมัครส.ส.ที่ได้คะแนนมากที่สุดคือผู้ชนะ สมัยนี้ทุกคะแนนจะถูกนำมาคำนวณเป็นคะแนนหมด

สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยจะต้องเปลี่ยนไปคือให้ความสำคัญกับผู้สมัคร ส.ส.ทุกเขต สมัยก่อนส่งเฉพาะในพื้นที่ที่มีคะแนนนิยม บางภาคและบางจังหวัดไม่ได้ส่ง สมัยนี้จะทำแบบนี้ไม่ได้ขืนทำรับรองไม่มีทางชนะการเลือกตั้ง

ครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยถูกวางให้เป็นพรรคทางเลือกที่หัวหน้าพรรคมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน บอกว่า คนไทยมีคำกล่าวเอาไว้ว่า ต้องรู้สี่รู้แปด หมายถึงควรรู้เบอร์ของตัวเองการคาดคะเนของคนเป็นสิ่งไปห้ามไม่ได้ไม่มีอะไรที่สำคัญไปกว่าเรารู้ว่าอยู่ตรงไหน ทำอะไร

โดยจะเริ่มทำเมื่อเวทีการเมืองเปิดให้พรรคการเมืองได้เริ่มทำกิจกรรม คราวนี้ไม่ได้ต่อสู้เพื่อให้ได้ลำดับที่ 3 หรือที่ 4 หรือที่ 5 แต่จะสู้ด้วยกำลังความสามารถขององคาพยพที่มีในพรรค ผลลัพธ์ออกมาอย่างไรขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน พรรคการเมืองไม่สามารถกำหนดอะไรได้

ฉะนั้นเรามีหน้าที่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นและให้โอกาสแก่เรา

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า กลไกการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. ถูกวิจารณ์ว่าจะต้องมีการตั้งพรรคทหารขึ้นมาหลังรัฐธรรมนูญฉบับประชามติประกาศใช้ นายอนุทิน บอกว่าเราจะทุ่มเททำให้พรรคของตัวเอง โดยไม่กังวลว่าพรรคอื่นจะได้กี่เสียง

จะขอทำหน้าที่แข่งขันในเกมตามกติกาใหม่

ยอมรับผลที่ได้มา จะไม่มีการเล่นนอกเกม

ในฐานะเป็นพรรคขนาดกลางหนักใจต่อการเล่นตามกติกาใหม่อย่างไรและคราวนี้จะพิสูจน์ความเป็นหัวหน้าพรรคได้อย่างไร นายอนุทิน บอกว่าหลังจากก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคมา 5 ปี ได้พิสูจน์ให้เห็นภายในพรรคเรียบร้อยแล้ว ทุกวันนี้ทุกคนทราบดีว่าหัวหน้าพรรคชื่ออะไร มีเลขาธิการพรรคชื่ออะไร เป้าหมายพรรคคืออะไร

จะมีการเลือกตั้งใหม่อีกกี่ครั้ง ผมก็ยังเป็นหัวหน้าพรรค

ฉะนั้นจึงไม่ต้องกังวล ส่วนภายนอกพรรคไม่ใช่ประเด็นที่จะไปพิสูจน์กับใคร นโยบายของพรรคถูกกำหนดไว้หมดแล้ว โดยเฉพาะการทำให้ประเทศเป็นปึกแผ่น ทุกอย่างจับต้องได้อยู่ที่จะนำอะไรมาเพิ่มให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนมากยิ่งขึ้น

วันนี้ไม่มีความกังวลใดๆ ไม่มีความกลุ้มใจ

ทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้หมดเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นที่จะขึ้นชก

ทีมข่าวการเมือง ถามว่าขณะนี้ 2 พรรคการเมืองใหญ่ยังไม่มีความพร้อมเพราะจะต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างพรรค ตั้งแต่ระดับหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคตามกติกาใหม่ปัจจัยนี้ทำให้พรรคขนาดกลางมีโอกาสเติบโตได้เกินขนาดที่ตั้งใจไว้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

และพรรคภูมิใจไทยได้มีโอกาสที่จะทำหน้าที่เชื่อมโยงให้เกิดความปรองดองเกิดขึ้นในประเทศได้ ภายหลังคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ได้ศึกษาการสร้างความสามัคคีปรองดองจบ นายอนุทิน บอกว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ใช่คู่กรณี

แต่พร้อมสนับสนุนทุกฝ่ายที่ต้องการให้เกิดความปรองดอง

และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะมีคนมาร่วมเยอะขึ้นหรือถอยออกไปร่วมกับพรรคอื่น สิ่งที่มั่นใจคือจะไม่ทำสิ่งที่เลวร้ายแก่บ้านเมือง

ต่อให้มีสมาชิกไหลเข้ามามาก แต่เข้ามาแล้วมีผลประโยชน์แอบแฝง เกิดประโยชน์แก่มวลมิตร คนใกล้ชิด วงศ์วานว่านเครือแต่ไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศโดยส่วนรวม หัวหน้าพรรคคนนี้ไม่มีทางที่จะรับยอมเป็นพรรคเล็กแล้วมีความเป็นอิสระมีศักยภาพในการทำงานให้เห็นได้ ถ้าไม่มีโอกาสทำงานภาพใหญ่ ก็ยังสามารถใช้นโยบายที่มีอยู่พิสูจน์ให้เห็นในขอบเขตที่เราได้

ในฐานะมีภาพนักการเมืองที่มากกว่าเป็นนักธุรกิจ มีมุมมองการสร้างความปรองดองสำเร็จก่อนการเลือกตั้งอย่างไร นายอนุทิน บอกว่า มีความเชื่อมั่นว่าขณะนี้คณะผู้บริหารของประเทศ ต้องการเห็นความปรองดองสมานฉันท์เกิดขึ้นก่อนผ่องถ่ายอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินโดยผ่านการเลือกตั้งใหญ่

ถือว่าเป็นเป้าหมายที่ดีและถูกต้อง

การเปลี่ยนถ่ายอำนาจการบริหารบ้านเมือง ควรทำในช่วงที่ประเทศมีความสงบ มีความปรองดองสมานฉันท์ ตัวนโยบายถูกต้อง และมีความตั้งใจดีเหลืออย่างเดียว คือวิธีการ มั่นใจว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดที่ได้รับเชิญไปคุยกับ ป.ย.ป. ยังไม่เห็นกลุ่มไหนออกมาปฏิเสธ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี

ถ้าทุกฝ่ายต้องการให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปโดยเร็ว ต้องไม่ไปข้องแวะอดีตโทษกันไปโทษกันมาขอให้มองไปข้างหน้ายิ่งเรามีองค์ประมุของค์ใหม่ที่เป็นหลักชัยนำพาประเทศไทยให้เดินหน้าเราน่าจะใช้โอกาสนี้มาช่วยกันทำสิ่งที่ดีๆให้เกิดขึ้นกับบ้านเมือง

เลิกคิดถึงการมีอำนาจที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน แล้วไปอวยประโยชน์ให้ตนเอง โลกสมัยนี้คนที่คิดคอร์รัปชันเป็นคนโบราณตกยุคไปแล้ว เพื่อเดินหน้าสู่บริบทใหม่ทางการเมืองสังคมและเศรษฐกิจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามกติกาใหม่ ในหมวดการปราบปรามคอร์รัปชันที่เข้มข้นต่อผู้ไม่หวังดีต่อบ้านเมือง จริงจังปราบปรามการโกงกิน ที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศมาโดยตลอด เมื่อสร้างกลไกกำจัดปัญหาเหล่านี้ให้สิ้นซาก ความเจริญก้าวหน้า ความเป็นปึกแผ่นจะกลับมา ทำให้ประเทศไทยมั่นคงแข็งแรงก็เกิดขึ้นทันที

ฉะนั้นไม่ควรยอมให้คอร์รัปชันมีอยู่ในประเทศต่อไป

ในระหว่างทางการสร้างความปรองดองเกรงว่า ป.ย.ป. มีโอกาสจะเดินผิดซอยอย่างไร นายอนุทิน บอกว่า ทุกฝ่ายต่างมีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง แต่มีความคิดเห็นที่ต่างกัน หาจุดร่วมที่ลงตัวไม่ได้ จึงเกิดความขัดแย้งแสดงว่าแต่ละฝ่ายมีทิฐิสูง ไม่ยอมรับมุมมองที่ดีๆของอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ยอมถอย สุดท้ายก็แพ้ทุกฝ่าย ประเทศเสียหาย

ทำไมแต่ละฝ่ายไม่น้อมนำพระราชดำรัสรัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานไว้เมื่อ 25 ปี ก่อนความว่า...

..."คนที่แพ้ที่สุดคือบ้านเมือง"

ฉะนั้นทุกฝ่ายควรนำมาปรับใช้

เพื่อที่จะเสียสละ ยอมถอยคนละก้าว

สุดท้ายจะเปิดศักราชใหม่ให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้.

คอลัมน์ Socio Biz: ต้องยกย่องเอสเอ็มอีที่มีธรรมาภิบาลดีเด่น - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2560

เรวัต ตันตยานนท์

ในวันที่ 9 มี.ค.ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันครบรอบเกิดของศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ จะมีงานพิเศษที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการพัฒนาธรรมาภิบาลและยกมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรมในธุรกิจระดับเอสเอ็มอี

เป็นงานมอบ รางวัลธรรมาภิบาลดีเด่นแห่งปี ให้กับธุรกิจเอสเอ็มอีไทย โดยมี 4 หน่วยงานเป็นเจ้าภาพหลัก ได้แก่ สถาบันป๋วย อึ้งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสมาคมธนาคารไทย

รางวัล ธรรมาภิบาลดีเด่นแห่งปี จัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา โดยในปีนี้ มีธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ได้รับรางวัลธรรมาภิบาลดีเด่นแห่งปี 2560 จำนวน 5 ราย

รางวัลชนะเลิศธรรมาภิบาลดีเด่น ได้แก่ บริษัท โรม่าอุตสาหกรรม จำกัดดำเนินธุรกิจผลิตกระเป๋าล้อลาก กระเป๋าถือสะพาย กระเป๋าพับได้ กระเป๋าเอกสารฯลฯ ภายใต้แบรนด์ของตนเอง และรับผลิตให้กับแบรนด์ชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ

รางวัลธรรมาภิบาลดีเด่นเฉพาะด้าน ในด้านการปฏิบัติต่อพนักงาน ได้แก่ บริษัท วู้ดเวอร์ค ยูไนเต็ด จำกัด ดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมไม้ยางพาราอัดน้ำยาอบแห้ง ส่งขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

รางวัลธรรมาภิบาลดีเด่นเฉพาะด้าน ในด้านการปฏิบัติต่อผู้บริโภค ได้แก่ บริษัท ไอ.ที.ซี. (1993) จำกัด ดำเนินธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบเครื่องทำความเย็นในกระบวนการอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอาหารทะเล ไก่แช่แข็ง ไอศกรีม ผลไม้ ฯลฯ

ส่วนรางวัลธรรมาภิบาลดีเด่นเฉพาะด้านในด้านการปฏิบัติต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ในปีนี้ไม่มีบริษัทใดได้รับรางวัล

และมีบริษัท ที่ได้รับรางวัลเกียรติคุณบัตรยกย่อง อีก 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท โชคนำชัย ออโต้เพรสซิ่ง จำกัด ดำเนินธุรกิจผลิตแม่พิมพ์ชิ้นส่วนรถยนต์ และ บริษัท ภูสุวรรณ อินเตอร์เทรด จำกัดดำเนินธุรกิจนำเข้าตู้เชื่อมไฟฟ้าและอุปกรณ์

แม้ว่าเรื่องของการทำธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล จะเป็นเรื่องที่คนทั่วไปคิดว่าจะทำได้ในบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น แต่สถาบันป๋วย อึ้งภากรณ์ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของธุรกิจเอสเอ็มอี ที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยรวมที่สำคัญ

จึงได้จัดโครงการให้รางวัลผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อมที่ดีเด่นด้านธรรมาภิบาล เพื่อส่งเสริมและให้กำลังใจแต่กลุ่มผู้ประกอบการที่ยึดมั่นทำธุรกิจด้วยหลักธรรมาภิบาล

โดยได้กำหนดกรอบของการทำธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาลไว้เป็นแนวปฏิบัติแก่เอสเอ็มอีไว้ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

ด้านการปฏิบัติต่อพนักงาน ในเรื่องการจ่ายค่าจ้างเงินเดือนที่เป็นธรรม มีระบบการขึ้นเงินเดือนที่เป็นกิจจะลักษณะ มีสวัสดิการและผลประโยชน์เพิ่มเติมให้พนักงานตามความเหมาะสมกับฐานะของกิจการ เป็นต้น

ด้านการปฏิบัติต่อผู้บริโภค โดยผลิตสินค้าหรือให้บริการด้วยความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ทั้งในด้านการผลิตและคุณภาพ ทำให้สินค้ามีอรรถประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับนอกเหนือไปจากการใช้งานตามปกติ เช่น ความคงทนถาวร การประหยัดในการใช้งาน การบำรุงรักษา มีการแสดงรายละเอียดวิธีใช้งาน ราคา ปริมาณ วันหมดอายุฯลฯ รวมถึงคุณภาพและความรับผิดชอบต่อบริการหลังการขาย

ด้านการปฏิบัติต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมีการดูแลกำจัดของเสียในลักษณะที่ไม่เป็นที่เดือดร้อนรำคาญต่อชุมชน ดูแลให้ความช่วยเหลือต่อชุมชน ทำให้สังคมและชุมชนที่เกี่ยวข้องเกิดความพึงพอใจในตัวองค์กร และยอมรับความชอบธรรมในการดำเนินธุรกิจ มีการทำธุรกิจที่โปร่งใส ระบบการทำบัญชีและรายงานผลที่ถูกต้องเป็นจริง เป็นต้นเกณฑ์การให้รางวัลเหล่านี้ อาจนำมาเป็นแนวทางสำหรับเอสเอ็มอีที่ต้องการแสดงความจริงใจในการทำธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาลให้นำมาใช้ประกอบในการวางแผนการดำเนินธุรกิจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ ธุรกิจเอสเอ็มอีที่เป็นธุรกิจใจดี แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นแสดงให้สาธารณชนและสังคมได้รับรู้ถึงความตั้งใจที่ดีและความต้องการที่จะตอบแทนหรือคืนกำไรให้กับสังคม ได้นำไปใช้ปฏิบัติตามได้อย่างมีหลักการ

จนอาจได้รับการเสนอชื่อให้เข้ารางวัลที่มีเกียรติยิ่งนี้ ซึ่งจะเปิดพิจารณาตัดสินเป็นประจำทุกปี โดยเอสเอ็มอีที่สนใจเสนอตัวเข้ารับรางวัล สามารถติดต่อแสดงความสนใจได้ที่ธนาคารที่ท่านใช้บริการที่เป็นสมาชิกของสมาคมธนาคารไทยได้ทุกแห่ง

คอลัมน์ บิสิเนสแบ็กสเตจ: Business Comes First! - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2560

ผศ.ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุลคณบดี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาธุรกิจครอบครัวakachai@famzgroup.com

มีข้อถกเถียงกันบ่อยๆ ว่าเวลาเราเป็นครอบครัวนักธุรกิจเวลาที่ต้องตัดสินใจเลือกระหว่างประโยชน์ของครอบครัวกับประโยชน์ของธุรกิจเราควรให้ความสำคัญเรื่องใดเป็นลำดับแรก ซึ่งมีเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อนจะตัดสินใจก็คือ ถ้าเราเลือกตัดสินใจด้วยประโยชน์ระยะสั้น ระยะยาวเราจะได้รับผลลัพธ์ที่ต่างกัน และถ้าเรามุ่งผลประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวมจะได้ผลลัพธ์ต่างกัน

เมื่อพิจารณารูปแบบของธุรกิจครอบครัวจะเห็นว่าเป็นธุรกิจที่มีรูปแบบเฉพาะที่ผลประโยชน์ของครอบครัวและธุรกิจมีความสอดคล้องกันและมีความเกี่ยวพันกันมาก ขณะที่เจ้าของธุรกิจครอบครัวแสวงหาความมั่งคั่งทางธุรกิจและความกลมเกลียวของครอบครัว บางครั้งพวกเขาต้องเผชิญกับปัญหา เช่น ความแตกต่างของตำแหน่งผู้ถือหุ้น ความขัดแย้งเกี่ยวกับทิศทางของธุรกิจ และในกรณีที่เลวร้ายที่สุด คือการแก่งแย่งชิงดีกันของพี่น้องซึ่งจะนำไปสู่การถอนตัวจากการเป็นผู้ถือหุ้นหรือการขายบริษัทเลยทีเดียว และเมื่อการเติบโตของบริษัทกลายมาเป็นวาระสำคัญ เจ้าของธุรกิจจะกังขาว่าจะทำได้อย่างไร ทำอย่างไรจึงจะทำให้ผลประโยชน์ของครอบครัวและธุรกิจสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันและทำอย่างไรจึงจะป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งในเรื่องนี้หรือความแตกต่างของความคิดเห็นที่จะมาขัดขวางการเติบโตของธุรกิจ

ทั้งนี้จากการที่ KPMG and European Family Businesses (EFB) ได้ทำการสำรวจเจ้าของธุรกิจครอบครัวที่มีความโดดเด่น 26 ราย จาก 8 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี ลักเซมเบิร์ก มอลตา เนเธอร์แลนด์ สโลวะเกีย สเปน และสหราชอาณาจักร โดยวิธีสัมภาษณ์แบบเผชิญหน้าและการโทรศัพท์ พบว่าขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองและการเติบโตของธุรกิจครอบครัวประกอบด้วย ขั้นแรก คือความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างครอบครัวและธุรกิจ (clearly differentiate between family and business) และไม่ผสมปนกันของทั้ง 2 ส่วน ธุรกิจควรพิจารณาโครงการธุรกิจ ไม่เฉพาะสินทรัพย์ทางการเงินเพียงอย่างเดียว เป้าหมายเบื้องต้นของควรเป็นการบริการลูกค้าไม่ใช่ครอบครัว

ธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์มุ่งสู่ความเจริญรุ่งเรืองของกิจการควรแยกจากครอบครัวด้วยผู้ถือหุ้นของพวกเขา ทั้งนี้การมีธรรมาภิบาลที่ดี (good governance) จะทำให้ทั้ง 2 ส่วนทำหน้าที่ร่วมกันได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามกลไกธรรมาภิบาลที่นำมาใช้ควรมีเป้าหมายหลายอย่าง เช่น แยกความเป็นเจ้าของออกจากการบริหาร ตั้งกฎข้อบังคับของครอบครัวและธุรกิจ และกำหนดนโยบายแยกจากกัน โดยกฎข้อบังคับที่ชัดเจนและแนวปฏิบัติจะเป็นเสมือนเครื่องยึดเหนี่ยวให้ธุรกิจครอบครัวสามารถทำตามแผนการเติบโตของพวกเขาได้

การแยกส่วนกันของครอบครัวกับธุรกิจเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจสามารถจะดำเนินไปตามใจชอบได้ เนื่องจากเจ้าของกิจการนั้นมีความหมายเป็นพิเศษในธุรกิจครอบครัวจากองค์ประกอบส่วนบุคคลที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ธุรกิจครอบครัวไม่ควรสนใจที่สินทรัพย์สภาพคล่อง (liquid assets) เพียงอย่างเดียว แต่ควรมองที่ทรัพย์สินที่สร้างขึ้นและพัฒนาโดยครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งนี้เจ้าของธุรกิจครอบครัวผู้ถูกสำรวจชาวฝรั่งเศสกล่าวว่า "ครอบครัวและธุรกิจเป็น 2 สิ่งที่แตกต่างกัน แยกจากกัน ธุรกิจเป็นพื้นฐานให้กับครอบครัว ถ้าผลประโยชน์ทางธุรกิจถูกวางไว้เป็นอย่างแรก ย่อมแน่ใจได้ว่าครอบครัวจะดำเนินไปอย่างราบรื่น" นอกจากนี้เจ้าของธุรกิจครอบครัวผู้ถูกสำรวจชาวสเปนและดั ตช์ยังเห็นพ้องกันว่า "ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่มีการแยกความแตกต่างระหว่างบริษัทกับครอบครัว" และ "เราเข้มงวดอย่างมากในการแยกระหว่างครอบครัวกับธุรกิจตั้งแต่เริ่มแรก โดยมุ่งไปที่ธุรกิจเป็นอันดับแรก"

เมื่อกฎข้อบังคับถูกกำหนดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสื่อสาร (communicate) ผู้ถือหุ้นควรมีส่วนร่วมในการอภิปรายอย่างต่อเนื่องและมีการสนทนาแบบเปิดในบริษัทเพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาจะยังพึงพอใจกับวิธีในการดำเนินธุรกิจและสิ่งที่ได้เป็นผลตอบแทนคืนกลับมา อีกทั้งเจ้าของธุรกิจครอบครัวควรมีความรู้ที่เพียงพอสำหรับบริษัทและรู้สึกมีส่วนร่วมในการพัฒนาของกิจการ ทั้งนี้บรรดาเจ้าของธุรกิจครอบครัวผู้ถูกสำรวจยืนยันว่าการสื่อสารเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เกิดความพึงพอใจต่อทุกภาคส่วน

อย่างไรก็ตามธรรมาภิบาลที่ดีไม่เพียงแยกหน้าที่ของครอบครัวจากธุรกิจเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ทั้ง 2 ส่วนสามารถแชร์เป้าหมายซึ่งกันและกันได้สำเร็จ เพื่อปกป้องและเพิ่มทรัพย์สินของครอบครัว ทั้งนี้การวางแผนแบบคู่ขนาน (parallel planning) จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ และยังเป็นเครื่องมือที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าจะทำให้เกิดความสอดคล้องกันของความคิดและการวางแผนของทั้งครอบครัวและธุรกิจที่อยู่ในแผนของธุรกิจครอบครัวได้ และการวางแผนแบบคู่ขนานจะช่วยอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับกลยุทธ์และศักยภาพของธุรกิจ ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนจากการลงทุนของครอบครัวในด้านทรัพยากรมนุษย์และเงินทุนนั่นเอง

ที่มา : KPMG and EFB. 2016. Hidden growth within family businesses: Driving success without the fame. November 2016. Available:www.kpmg.com/enterpriseeuropeanfamilybusinesses.eu

ส่องทุจริต 'กัมพูชา' - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560

เช้าวันที่ 14 ก.พ. ที่ผ่านมา ชาวบ้านราว 100 คนรวมตัวกันที่ถนนใกล้บ้านพักประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีฮุน เซน และเรียกร้องให้ผู้นำรายนี้ช่วยแก้ไขปัญหาที่ดิน แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกลับขับไล่ คนกลุ่มนี้ออกมา

นางสาวนอม วรรณรี ผู้ประท้วงวัย 40 ปี บอกว่า เจ้าหน้าที่จับพวกเธอโยนออกไปเหมือนหมูเหมือนหมา ซึ่งเธอและชาวบ้านหมู่บ้านแพร็กชีก ในจังหวัดเกาะกง มีปัญหาที่ดินกับบริษัทน้ำตาลรายหนึ่งมานานเกือบ 10 ปีแล้ว

คณะทำงานเพื่อสิทธิในที่อยู่อาศัย หรือ Housing Rights Task Force องค์กรนอกภาครัฐที่สนับสนุนชาวบ้านเหล่านี้ บอกว่า ศาลตัดสินว่าการให้สัมปทานที่ดินดังกล่าว แก่บริษัทที่พิพาทกับชาวบ้านรายนี้ถูกกฎหมาย โดยเมื่อปี 2552 นายฮุน เซนได้ลงนามในกฤษฎีกาย่อยที่ระบุว่า พื้นที่ ดังกล่าวอยู่ในหมู่บ้าน "ชูค" บริษัทน้ำตาลจึงได้รับเอกสารจากทางจังหวัดที่ระบุว่า ที่ดินดังกล่าวอยู่ในหมู่บ้านชูค ไม่ใช่แพร็กชีก และแม้ว่าชาวบ้านแสดงบัตรประชาชนให้ศาลเห็นว่า ที่ดินดังกล่าวคือหมู่บ้านแพร็กชีก แต่ศาลกลับไม่รับฟัง

ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา กัมพูชารักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)เติบโตกว่า 7% มาโดยตลอด ส่วนตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตก็ดีขึ้นเรื่อยๆ

ถึงอย่างนั้น รายงานของธนาคารโลก กลับชี้ว่า สัดส่วนประชากรที่มีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจกลับเพิ่มสูงขึ้นเมื่อต้นทศวรรษ 2000 เพราะมีผู้เลื่อนฐานะเป็นคนชั้นกลางได้น้อยมาก เนื่องจากข้อจำกัดด้านการพัฒนาทักษะของประชากรและ สินทรัพย์อื่นๆ อย่าง ที่ดิน โดยเยาวชน วัยเข้าเรียนชั้นมัธยม มีโอกาสเข้าเรียน ในโรงเรียนไม่ถึงครึ่ง ขณะที่ประชาชน กว่า 50% ยังไม่มีไฟฟ้าใช้

แม้เศรษฐกิจเติบโตมาหลายปี แต่องค์กรรัฐและองค์กรด้านสังคมกลับปกป้องสิทธิพื้นฐาน และความมั่นคงของพลเมือง ไม่ได้ ประกอบกับความไม่ไว้วางใจให้รัฐบาลดูแลเอกสารต่างๆ ประชาชนจึงไม่นิยม จดทะเบียนสินทรัพย์ อย่าง รถยนต์ และที่ดิน กับทางการ ซึ่งทำให้เสี่ยงถูกรัฐบาล และนายทุนมาอ้างกรรมสิทธิ์เหนือที่ดิน ของตัวเองได้ง่าย

นายเปรี๊ยพ กล กรรมการบริหารสาขากัมพูชา ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (ทีไอ) กลุ่มเฝ้าระวังการทุจริตระดับโลก มองว่า การทุจริตคือต้นตอของปัญหาทางสังคมทุกอย่างในกัมพูชา

ชาวกรุงพนมเปญหลายคน เล่าให้ฟังเกี่ยวกับการทุจริตว่า พยายามเลี่ยงไป โรงพยาบาลเมื่อป่วยหนัก เพราะต้องจ่ายสินบนเพื่อเข้าถึงแม้แต่การรักษาคุณภาพต่ำ

ขณะเดียวกัน ธุรกิจเอกชนหลายราย ก็เลี่ยงการทุจริตไม่ได้ อย่างเช่น นักธุรกิจวัย 45 ปีคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของบริษัทก่อสร้าง เขาบอกว่า ต้องจ่ายสินบน 1,000 ดอลลาร์ เพิ่มเติมจากค่าธรรมเนียมราชการ เพื่อขอใบอนุญาตที่จำเป็นต้องใช้

โครงการสร้างถนนโครงการหนึ่ง บริษัทก่อสร้างรายนี้ต้องโก่งราคาวัสดุที่จะใช้ตามคำสั่งรัฐบาล ขณะที่โครงการชลประทานหลายโครงการ ก็เป็นที่ทราบว่าเจ้าหน้าที่รัฐมักโก่งราคาจัดซื้อวัสดุมากถึง 40% ซึ่งนักธุรกิจรายนี้บอกว่า ระบบชลประทานและเขื่อนทำเงินให้เจ้าหน้าที่รัฐอย่างมาก เพราะเมื่อเสร็จงาน หลักฐานทุกอย่างก็ จมอยู่ใต้น้ำ

ที่ผ่านมา ประชาคมโลก ให้เงินสนับสนุนการพัฒนาแก่กัมพูชาถึง 19,000 ล้านดอลลาร์ ตั้งแต่มีการทำข้อตกลงปารีสเมื่อปี 2534 แต่การที่กัมพูชามีการทุจริตทั่วทุกหัวระแหง ทำให้เงินส่วนใหญ่ที่ได้รับมาหายไปกับ การยักยอกของเจ้าหน้าที่รัฐและพวกพ้อง เหตุนี้ทำให้บริษัทจากประเทศพัฒนาแล้วทำธุรกิจในกัมพูชาได้ยาก เนื่องจากประเทศบ้านเกิดมีความเข้มงวดด้านบัญชีมาก นายกล บอกว่า เหตุนี้ทำให้บริษัทและนักธุรกิจจีนได้รับประโยชน์ เพราะจีนไม่ เข้มงวดเรื่องดังกล่าว จึงเป็นเหตุผลให้มีธุรกิจจีนในกัมพูชามากมาย

ดัชนีการรับรู้การทุจริตของทีไอ ปี 2559 จัดอันดับให้กัมพูชามีความโปร่งใสใน อันดับที่ 156 จาก 176 ประเทศ ส่วนธนาคารโลกจัดให้เป็นประเทศที่ทำธุรกิจง่ายในอันดับ 131 จาก 190 ประเทศ

อย่างไรก็ดี ก็มีสัญญาณบวกด้าน ความโปร่งใสภาครัฐ และด้านการพัฒนา ภาคเอกชนออกมาให้เห็นบ้าง กระทรวงพาณิชย์ได้นำระบบลงทะเบียนธุรกิจออนไลน์มาใช้ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2558 แม้ระบบจะยังประมวลผลช้า แต่ก็คาดว่าจะช่วยลดการทุจริตลงได้

ขณะเดียวกัน กระทรวงกิจการสาธารณะและการขนส่ง ก็เปิดตัวระบบจดทะเบียนรถยนต์และข้อสอบใบขับขี่ออนไลน์เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา จึงช่วยลดจำนวนรถยนต์ที่ไม่ได้จดทะเบียนบนท้องถนน และทำให้ผู้ซื้อรถยนต์มือสองไม่ต้องจ่ายสินบนกับเจ้าหน้าที่รัฐ

ส่วนกระทรวงศึกษาธิการ เยาวชน และกีฬา ก็เริ่มปราบปรามการโกงข้อสอบระดับชาติเมื่อปี 2557

ที่ผ่านมา เศรษฐกิจกัมพูชาพึ่งพาการส่งออกสิ่งทอและรองเท้า ควบคู่ไปกับภาคการก่อสร้างและการท่องเที่ยว แต่เมื่อประเทศนี้เริ่มมีฐานะดีขึ้น จนขยับเข้ามาในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ การขึ้นค่าแรงในโรงงานสิ่งทอเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยง ไม่ได้ และการที่มีรายได้เพิ่มขึ้น ก็ทำให้เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศลดลงด้วย ดังนั้นเพื่อให้สร้างการเติบโตให้เศรษฐกิจต่อไปเรื่อยๆ กัมพูชาจำเป็นต้องทำให้อุตสาหกรรมมีความหลากหลาย และพึ่งพางบประมาณภาครัฐ และเงิน ช่วยเหลือจากนอกประเทศให้น้อยลง

ยิ่งไปกว่านั้น หลายฝ่ายยังต้องการให้การทุจริตในประเทศนี้น้อยลง เพื่อทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน โดยสมาชิกคนหนึ่งของสมาคมผู้ประกอบการรุ่นใหม่กัมพูชา บอกว่า สมาชิกในกลุ่มส่วนใหญ่พยายามไม่ยุ่งเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริต เพราะอยากรักษาแนวคิดของกลุ่ม ที่ต้องการแตกต่างจากกลุ่มการค้าดั้งเดิม ที่ประกอบด้วยเศรษฐีที่คดโกง

ผลสำรวจชิ้นหนึ่งของทีไอ พบว่า ความคิดเห็นเกี่ยวกับการทุจริตของ ชาวกัมพูชาเปลี่ยนไป โดยกลุ่มตัวอย่างครึ่งหนึ่ง และ 99% ของคนรุ่นใหม่มองว่า การทุจริตเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ต่างจากปี 2553 ที่กลุ่มตัวอย่าง 2 ใน 3 มองว่าการทุจริตเป็นเรื่องปกติ

นายกล กล่าวว่า ทุกวันนี้ได้ยินเสียงบ่นเกี่ยวกับการทุจริตเต็มไปหมด แม้แต่จากคนขับรถแท็กซี่ และส่วนตัวคิดว่า โซเชียลมีเดียมีบทบาทอย่างสูงในการ กระจายข่าวและเปลี่ยนความคิดผู้คน

เมื่อกัมพูชาตั้งเป้าที่จะก้าวขึ้นไปสู่โลก เศรษฐกิจที่ดีกว่า ผู้บริหารประเทศและภาครัฐจึงต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย

การเลือกตั้งท้องถิ่นในเดือน มิ.ย. นี้ และระดับชาติครั้งหน้าในเดือน ก.ค. ปีหน้า ที่จะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกๆ ของกัมพูชาในยุคโซเชียลมีเดีย จะเป็นการทดสอบความพร้อมของนักการเมืองต่อผู้มีสิทธิ์ออกเสียง ที่ตระหนักเกี่ยวกับภัยของการทุจริตมากขึ้นด้วย

การเลือกตั้งครั้งแรกของกัมพูชาในยุคโซเชียลมีเดีย จะเป็นการทดสอบความพร้อมของนักการเมืองต่อผู้มีสิทธิ์ออกเสียง ที่ตระหนักเกี่ยวกับภัยของการทุจริตมากขึ้นด้วย

คอลัมน์ ปรีชา'ทัศน์: สินบนข้ามชาติ - แนวหน้า ฉบับวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2560

ธิติ สุวรรณทัต

ช่วงห้าปีที่ผ่านมานี้รัฐบาลสหรัฐ อังกฤษ และบราซิลร่วมมือกันอย่างขมีขมันในการสืบสวนสอบสวนเรื่องสินบนข้ามชาติ ตัวอย่างที่ใกล้ตัวเราหน่อยก็คือ กรณีการจ่ายสินบนของบริษัทโรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์และเครื่องยนต์อากาศยานชื่อดังสัญชาติอังกฤษ ต่อ "ผู้แทนของประเทศไทยและพนักงานของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)" ที่กระทรวงยุติธรรม สหรัฐฯร่วมกับสำนักงานต่อต้านการทุจริตของอังกฤษ (Serious Fraud Office) และกระทรวงยุติธรรมของบราซิลใช้เวลาถึง 5 ปี ในการสืบสวน

ดังที่ทราบกัน กรณีของไทยนั้น กระทรวงยุติธรรม สหรัฐฯพบว่า การจ่ายสินบนของบริษัทโรลส์-รอยซ์ยัง เกิดขึ้นใน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด (มหาชน) นอกจากนั้น ยังมีการจ่ายสินบนในการจัดซื้อสายไฟฟ้าของ บริษัท General Cable บริษัทสัญชาติอเมริกัน ที่กระทรวง ยุติธรรม สหรัฐฯ ตรวจพบว่า การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน)อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง

กรณีของบริษัทโรลส์-รอยซ์นั้น นอกจากประเทศไทย แล้ว ตลอดห้าปีของการสืบสวนของสามหน่วยงานจากรัฐบาลในสามประเทศยังได้ตรวจพบการจ่ายสินบนให้ อีกหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น รัสเซีย จีน บราซิล อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย คาซัคสถาน อาเซอร์ไบจาน แองโกลา อิรัก และไนจีเรีย เพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่จะ ได้รับ

การจ่ายสินบนข้ามชาติของอีกหนึ่งบริษัทหนึ่งที่ฉาวโฉ่ไม่แพ้บริษัทชื่อดังจากเมืองผู้ดี ก็คือกรณีของบริษัท Odebretcht บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านก่อสร้างสัญชาติบราซิล ซึ่งเมื่อปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้วได้เซ็นสัญญาใน ข้อตกลงยุติคดีทุจริตคอร์รัปชั่นกับรัฐบาลสหรัฐฯและบราซิล โดยจ่ายเงินค่าปรับกว่าเกือบ 4.5 พันล้านดอลลาร์เพื่อยอมความกับกระทรวงยุติธรรม สหรัฐฯและสำนักงานคดีอาญาแห่งรัฐของบราซิล

ข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรม สหรัฐฯ ระบุว่า นับตั้งแต่ ปี 2544 บริษัท Odebrecht ได้จ่ายเงินค่าสินบนเป็นจำนวนเกือบ 800 ล้านดอลลาร์ ให้กับ 12 ประเทศ อันได้แก่ บราซิล 349 ล้านดอลลาร์ แองโกลา (50) อาร์เจนตินา (35) โคลัมเบีย (11) สาธารณรัฐโดมินิกัน (92) เอกวาดอร์ (33.5) กัวเตมาลา (18) เม็กซิโก (10.5) โมซัมบิก (0.9) ปานามา (59) เปรู (29) และเวเนซุเอลา 98 ล้านดอลลาร์

การคอร์รัปชั่นของบริษัท Odebretcht ไม่เพียงสร้างความเสียหายขนาดหนักให้ประเทศตัวเอง โครงการก่อสร้างต่างๆ ในประเทศเพื่อนบ้านร่วมทวีปอเมริกาใต้ด้วยกันที่ Odebretcht จ่ายสินบนให้ได้มาซึ่งการก่อสร้างโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่เปรู เวเนซุเอลา โคลัมเบีย ปัจจุบันนี้ทิ้งไว้แต่ เสาตอม่อให้เป็นอนุสรณ์สถานแห่งความอัปยศ ไม่ต่างจากเสาตอม่อโครงการโฮปเวลล์ของประเทศไทยสำหรับบราซิลเมื่อสิบปีกว่าที่แล้ว เคยถูกจับตาว่า จะเป็นหนึ่งในประเทศดาวรุ่งพุ่งแรงที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกควบคู่ไปกับรัสเซีย จีนและอินเดีย(กลุ่มประเทศ BRIC) แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจบราซิลหดตัวรุนแรงที่สุดในรอบ 25 ปี สาเหตุหนึ่งที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะการคอร์รัปชั่นอย่างขนาดหนักซึ่งทางการบราซิลก็ตระหนักในเรื่องนี้อยู่

ถ้ายังจำกันได้ ช่วงการก่อสร้างสนามกีฬาและโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับการสาธารณูปโภคมากมายในการเตรียมเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกส์ 2016 มีข่าวอื้อฉาวเรื่องคอร์รัปชั่นในการก่อสร้างจนทำให้เกือบเสร็จไม่ทัน พิธีเปิด โครงการต่างๆ เหล่านี้ล้วนอยู่ในความรับผิดชอบ ของบริษัท Odebretcht และหลังจากมหกรรมโอลิมปิก เกมส์จบสิ้น ความคาดหวังว่า เศรษฐกิจของบราซิลจะพุ่ง กระฉูดจากอานิสงส์การได้เป็นเจ้าภาพก็กลับตาลปัตรไปหมด

โดยก่อนหน้านั้น ตั้งแต่ปี 2014 กระทรวงยุติธรรมบราซิลก็เริ่มปฏิบัติการสืบสวนการกระทำสกปรกของบริษัท Odebretcht มาได้สักระยะหนึ่งแล้ว ภายใต้ชื่อรหัส "ปฏิบัติการทำความสะอาดรถยนต์" (Operation Car Wash ) อันนำไปสู่การจับตัวนาย Marcelo Odebretcht ซีอีโอ ของบริษัทในเดือนมิถุนายน 2015 และผู้บริหารระดับสูง อีกจำนวนหนึ่งในเวลาต่อมาด้วยข้อหาจ่ายสินบน ฟอกเงินและอื่นๆ มากมายที่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่น

นาย Marcelo เป็น Odebretcht รุ่นสามที่เข้ามากุมบังเหียนอาณาจักรก่อสร้าง Odebretcht ต่อจากพ่อ (Emillio ) และปู่ของเขา (Norberto) ผู้ก่อตั้งบริษัทนี้มา ตั้งแต่ปี 1944 ปัจจุบันนาย Marcelo ผู้ที่เคยได้รับฉายาในวงการว่า "Prince of Contractors "กำลังต้องโทษจำคุก 19 ปี ภายใต้การคุ้มครองดูแลอย่างเข้มงวดของทางการ บราซิล ทั้งนี้ ก็เพราะเจ้าชายแห่งวงการรับเหมาการ ก่อสร้าง ได้ตกลงที่จะให้ข้อมูลระดับเอ็กซ์คูลซีฟ (exclusive) เรื่องการจ่ายสินบนที่เขาทำมากว่า 15 ปี กับ ทางการบราซิล

ข้อมูลดังกล่าวนี้โยงใยกับข้าราชการและนักการเมือง มากกว่า 100 คน ทุกระดับไปจนถึงอดีตประธานาธิบดี 2 คน รวมถึง นาย มิเชล เตเมร์ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันด้วย โดยก่อนหน้านั้นเขาเป็นรองประธานาธิบดีของ นางดิลมา รูสเซฟฟ์ ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของบราซิลที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งไปเมื่อสิงหาคมปีที่แล้ว เพราะ พบว่ามีส่วนพัวพันกับการรับเงินสินบน 30 ล้านดอลลาร์ ของ Brazilian Petroleum Corporation (Petrobras) หรือบรรษัทปิโตรเลียมแห่งบราซิล ช่วงที่ นางดิลมานั่งเป็นประธานบอร์ดที่จ่ายโดยนาย Marcelo เพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่บริษัท Odebrecht จะได้รับ

ตัวอย่างที่เล่ามาเป็นแค่การจ่ายสินบนข้ามชาติจากเพียงสามบริษัท สามสัญชาติ คือ Rolls-Royce (อังกฤษ) General Cable (สหรัฐฯ)และ Odebrecht (บราซิล) ซึ่งก็พัวพันกันไปกว่า 20 ประเทศ คิดเป็นจำนวนเงินหลายพันล้านดอลลาร์และยังมีรายชื่อบริษัทอีกจำนวนมากที่กำลังอยู่ในระหว่างการสืบสวนสอบสวน กระทรวงยุติธรรม สหรัฐฯ สำนักงานคดีอาญาแห่งรัฐของบราซิล และสำนักงานต่อต้านการทุจริตของ อังกฤษเพื่อที่จะเอาผิดเรื่องสินบนข้ามชาติกับบริษัทเหล่านี้ต่อไป