You are here

CG and corruptions News - 23 February 2018

คอร์รัปชันไทย'กระเตื้อง'จี้รัฐคุมเข้มจัดซื้อจัดจ้าง - กรุงเทพธุรกิจ

ปปท.ลงสุ่มตรวจเจออีกโกงคนจนในศูนย์คนจรจ.ตราดสวมชื่ออส.เบิก2พัน - ไทยรัฐ

Probe into destitute allowance targets network - THE NATION

Premchai defers his meeting with police to March 5 - THE NATION

ชี้ 6 มี.ค.ตัดสินลงดาบ ผอ.สามเสนฯ - ไทยรัฐ

'บรรจง'รก.อธิการบดีเกิน180วัน สภามหาวิทยาลัยมหิดลยันถูกกม. - มติชน

4ปีน้ำผึ้งขม - โลกวันนี้

คอลัมน์ คนชนข่าว: 'ต่อตระกูล'รับไม้ต่อ'หมอธี'!? - สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์

ทุจริตเงินคนจนวิกฤติกระทรวงนักบุญ - เดลินิวส์

คอร์รัปชันไทย'กระเตื้อง'จี้รัฐคุมเข้มจัดซื้อจัดจ้าง - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ ดัชนีภาพลักษณ์

คอร์รัปชันโลก ปี 60 คะแนน "ไทย" ดีขึ้น แตะอันดับ 96 เทียบปีก่อนอันดับที่ 101 "บัณฑิต" ชี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น แต่มีเรื่องต้องทำอีกมาก จี้ทุกฝ่ายร่วมมือ แก้ปัญหาทุจริต "อุตตม"เชื่ออันดับดีขึ้น ดึงการลงทุนต่างชาติ ขณะ"นิด้า"จี้รัฐ เข้มบังคับใช้กฎหมายจัดซื้อ จัดจ้าง กับบริษัทใหญ่ ด้านองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันไทย ชี้คะแนนโดยรวมยังสอบตก

องค์กรเพื่อความโปร่งใส นานาชาติ เปิดเผยดัชนีภาพลักษณ์ คอร์รัปชัน (ซีพีไอ) ประจำปี 2560 แสดงให้ เห็นว่า ไทยได้ขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 96 จาก ปี 2559 ที่อยู่ในอันดับ 101 ด้วยคะแนนทั้งหมด 37 คะแนน

ส่วนประเทศที่ครองอันดับ 1 มีความโปร่งใสมากสุด คือนิวซีแลนด์ด้วย คะแนน 89 คะแนน ขณะที่เดนมาร์ก ซึ่งเมื่อปี 2559 ครองอันดับ 1 ร่วมกับนิวซีแลนด์ ได้ 88 คะแนน ตกไปอยู่ในอันดับ2 ตามมาด้วยฟินแลนด์ นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ ที่ได้ 85 คะแนนเท่ากัน

สำหรับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนนั้น สิงคโปร์ ติดอยู่ในอันดับ 6 สูงสุดในภูมิภาค ขณะที่อินโดนีเซีย อยู่อันดับที่ 96 เท่ากับไทยมี 37 คะแนน เวียดนามได้ อันดับ 107 มี 35 คะแนน ส่วนฟิลิปปินส์ อันดับ 111 มี 34 คะแนน เมียนมา อันดับ 130 มี 30 คะแนน ลาว อันดับ 135 มี 29 คะแนนและกัมพูชา อันดับที่ 161 มีเพียง 21 คะแนน

นางเดอเลีย เฟอร์ไรรา รูบิโอ ประธานองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ระบุว่ารัฐบาลประเทศต่างๆ ทั่วโลกยังดำเนินการได้ไม่เพียงพอในการปราบปรามการการทุจริตคอร์รัปชันหลายประเทศไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลยในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา การทุจริตเกิดมากขึ้น เพราะเสรีภาพของพลเมืองถูกเพิกเฉย รวมไปถึงนิติรัฐ และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างความโปร่งใสกับระบอบประชาธิปไตย ซึ่งในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา บางประเทศพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปราบปรามการคอร์รัปชัน เช่น เซเนกัล ไอวอรี่โคสต์ และอังกฤษ

ทั้งนี้ ในการจัดอันดับดัชนี ภาพลักษณ์คอร์รัปชันนั้น ทางองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติให้คะแนนประเทศต่างๆ ตั้งแต่ 1ถึง 100 คะแนนโดยอาศัยข้อมูลจากองค์กรระหว่างประเทศ 12 องค์กร เช่น ธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งแอฟริกา และการประชุมเศรษฐกิจโลก

"บัณฑิต"จี้ทุกฝ่ายร่วมมือแก้ทุจริต

นายบัณฑิต นิจถาวร เลขาธิการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) กล่าวว่า การที่คะแนนและอันดับ CPI ของไทยขยับสูงขึ้นถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น แต่ก็เป็นเรื่องที่ยังต้องทำต่ออีกมาก เพราะปัญหาคอร์รัปชันในไทยมีมาก ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ควรต้องพยายามให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ซึ่งถ้าทำได้ก็จะผลักดันให้คะแนนของเราสูงขึ้นเรื่อยๆต่อไป

"ภาคธุรกิจเอกชนก็มีบทบาทสำคัญ ที่ต้องดำเนินธุรกิจภายใต้หลักของ การกำกับดูแลกิจการที่ดี และต้องช่วยเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา โดยบริษัทแต่ละแห่งควรมีการกำหนดนโยบาย และระบบควบคุมภายในเพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่รับ ไม่จ่ายสินบน อันนี้สำคัญมาก

ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ต้องปรับปรุงระบบงานบริการเพื่อลด ขั้นตอน และลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นช่องที่เอื้อให้เกิดการเรียกรับ หรือ เสนอจ่ายสินบน รวมถึง เอื้อให้เกิดการทุจริตทางนโยบาย ต้องทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพ สามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้จริงจัง ส่วนภาคประชาสังคมก็ต้องช่วยกันปรับทัศนคติของคนในสังคมให้ไม่ยอมรับการโกง และพร้อมที่จะแจ้งเบาะแสแก่หน่วยงานตรวจสอบเมื่อพบเห็นการกระทำที่ส่อว่า จะมีการทุจริต ผมคิดว่าปัญหาของเรามีมากขนาดนี้แล้ว ทุกคนต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา"

"อุตตม"เชื่อดึงดูดการลงทุนไทย

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การที่ดัชนี CPI ของไทยมีอันดับดีขึ้น เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อการดึงดูดการลงทุนของไทย เพราะจะทำให้ ภาพพจน์ของไทยมีความโปร่งใส ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลด้าน ความโปร่งใสในการลงทุนลงได้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงอุตสาหกรรม จะพยายามปรับปรุงระบบการทำงาน และเพิ่มความเข้มงวดป้องกันการทุจริตรวมทั้งเร่งรัดกระบวนการออกใบอนุญาตต่างๆ ให้รวดเร็ว และโปร่งใส

แนะเข้มใช้กม.จัดซื้อจัดจ้าง

นายมนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรการจัดการภาครัฐและภาคเอกชนมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า ดัชนี CPI ของไทยที่ปรับตัวดีขึ้นว่า คะแนนและอันดับที่ดีขึ้นมาจากความพยายามของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยมีกลไกแก้ปัญหา โดยเฉพาะพ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่มาบังคับใช้ และการจัดตั้งศาลทุจริตเพื่อพิจารณาคดีความที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตซึ่งอาจซับซ้อนมากขึ้นและต้องการผู้ที่มีความรู้เฉพาะทางขึ้นมาพิจารณาคดีความ

อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมาย จัดซื้อจัดจ้าง เห็นว่าต้องดำเนินการอย่าง เข้มงวดกับโครงการจัดซื้อจัดจ้าง หรือโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการต่อต้านการทุจริตตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย "หากกฎหมายบังคับใช้เฉพาะกับปลาซิวปลาสร้อย อาจจะทำให้การเอาผู้ที่กระทำความผิดมารับผิดทาง กฏหมายไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง"

การต่อสู้ทุจริตก้าวหน้า

นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย) กล่าวถึงคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ประจำปี 2560 ที่ไทยได้รับการ ประเมินไว้ที่ 37 คะแนน อยู่ในอันดับ 96 จากทั้งหมด 180 ประเทศ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว(2559)ที่ได้ 35 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 101 ว่า ค่าซีพีไอที่เพิ่มขึ้นไม่ว่าจะมากหรือน้อยเพียงใดสะท้อนให้เห็นว่าการต่อสู้กับการทุจริต คอร์รัปชันมีความก้าวหน้า เนื่องจากการสำรวจในครั้งนี้มีทั้งหมด 180 ประเทศ มีเพียง 20 % ที่มีทิศทางดีขึ้น ส่วนใหญ่หรือ 60% แย่ลงและอีกประมาณ 20% ไม่มีการพัฒนาเลย

จากผลสำรวจที่ชี้ว่า ค่าเฉลี่ยของดัชนีซีพีไออยู่ที่ระดับ 43 คะแนน เมื่อเทียบกับ 37 คะแนนของประเทศไทยแล้วยังถือว่า การรับรู้การทุจริตยังอยู่ในเกณฑ์สอบตกประเทศไทยยังต้องต่อสู้กับปัญหานี้ต่อไป

ตั้งเป้าปี64คะแนนแตะ50%

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)กล่าวว่า แม้อันดับของไทยจะดีขึ้น แต่เรามี เป้าหมายว่าในปี 2564 จะต้องได้คะแนนถึง 50% แม้จะเป็นความท้าทาย แต่ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ โดยทุกภาคส่วนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วม ว่าจะช่วยได้อย่างไรบ้าง และหากไม่ถึง 50% ในปี 2564 ก็จะต้องมาดูว่าจะทำอะไรได้บ้าง

ดังนั้น คะแนนใน ปี 2560 จึงยังถือว่า ไม่ตรงตามเป้าหมาย โดยจากนี้ ป.ป.ช. จะมีอนุกรรมการ เพื่อวิเคราะห์ที่มาของ แต่ละคะแนนที่ลดลง 3 ดัชนี ประกอบด้วย ด้านการเมือง เศรษฐกิจ และการจัดการของรัฐบาล เพื่อดูว่ามีองค์ประกอบอะไรบ้าง เพราะการยกระดับคะแนน CPI ถือเป็นยุทธศาสตร์ชาติอยู่แล้ว

ปปท.ลงสุ่มตรวจเจออีกโกงคนจนในศูนย์คนจรจ.ตราดสวมชื่ออส.เบิก2พัน - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ลากไส้ขบวนการโกงเงินคนจน โผล่อีกที่ จ.ตราด ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ท.ลงพื้นที่สุ่มตรวจ 200 รายชื่อ ในบัญชีเบิกจ่ายเงินจากศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จังหวัดตราด พบมีรายชื่อ อส.อำเภอแหลมงอบ 15 คน ได้รับคนละ 2,000 บาท แต่พอไปสอบถามทุกคนไม่รู้เรื่องว่าไปมีชื่ออยู่ได้อย่างไรและไม่เคยได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว เตรียมตั้งคณะอนุกรรมการลงพื้นที่ตรวจสอบละเอียดอีกครั้ง รมว.พม.เรียกประชุมผู้บริหารทบทวนระเบียบการเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ ปลัด พม.รับได้ถูกคนวิจารณ์ แต่ถ้าเหตุการณ์คลี่คลายจะรู้เรื่องจริงเป็นอย่างไร รองปลัด พม.ยันเรื่องนี้ ไม่มีเงินทอน พร้อมให้ตรวจสอบถ้าผิดจริงยอมรับโทษ ป.ป.ช.พร้อมหนุนสอบทุจริตเงินคนจน

กลายเป็นหนังม้วนยาวยิ่งสาวยิ่งเจอขบวนการโกงเงินคนจน หลังจากเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. เดินหน้าตรวจสอบการทุจริตเงินช่วยเหลือผู้ยากไร้ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่น บานปลายขยายวงกว้างลามไปยัง จ.เชียงใหม่ จ.บึงกาฬ จ.หนองคาย และ จ.สุราษฎร์ธานี พบความผิดปกติการเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย ผู้ยากไร้ และผู้ป่วยโรคเอดส์ มีชาวบ้านถูกสวมชื่อใช้สิทธิแต่กลับไม่ได้รับเงิน บางรายได้รับเงินแต่ไม่ครบจำนวนตามที่เบิกจ่ายไป ขณะที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้ง 5 ศูนย์ฯ

ความคืบหน้าการสาวไส้ขบวนการงาบเงินคนจนโผล่อีกที่ จ.ตราด เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 22 ก.พ. พ.ต.ท.วันนพ สมจินตนากุล ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ท. เดินทางไปที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดตราด สุ่มตรวจรายชื่อผู้ได้รับเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ประมาณ 200 คน ในจำนวนนี้มีการนำชื่อ อส.อำเภอ แหลมงอบ 15 คนไปทำเรื่องเบิกจ่ายเงินคนละ 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 30,000 บาท จากนั้นเดินทางไปสอบถาม อส.ทั้ง 15 คน ปรากฏว่าทุกคนไม่รู้ว่า ตัวเองไปมีรายชื่อเบิกจ่ายเงินได้อย่างไรและไม่มีใครได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว

พ.ต.ท.วันนพเผยว่า หลังตรวจพบความผิดปกติการเบิกจ่ายเงินของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดตราด ในวันที่ 26 ก.พ.นี้จะตั้งคณะอนุกรรมการเดินทางมาตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดอีกครั้ง ขณะเดียวกันยังต้องตรวจสอบต่อไปด้วยว่ามีการสวมชื่อชาวบ้านคนอื่นไปเบิกเงินอีกหรือไม่ อยู่ระหว่างขยายผลหาข้อมูลอย่างละเอียด ขณะนี้เท่ากับที่พบการทุจริตงบศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่น

จ.เชียงใหม่ และกำลังดำเนินการตรวจสอบศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดอื่นๆทั่วประเทศอยู่ ในวันที่ 26 ก.พ.นี้ จะประชุมรวบรวมข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สรุปให้กับ พ.ท.กรทิพย์ ดาโรจน์ รรท.เลขาธิการ ป.ป.ท.รับทราบ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.เขต 8 ลงพื้นที่ อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อตรวจสอบข้อมูลการจ่ายเงินสงเคราะห์ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังพบความผิดปกติในหลายพื้นที่ ทั้งที่ อ.กาญจนดิษฐ์ อ.ดอนสัก และ อ.บ้านนาสาร พบว่าที่ ต.ท่ากระดาน อ.คีรีรัฐนิคม จัดงบ ประมาณให้กับพื้นที่จริง เป็นเงินทุนสงเคราะห์ประกอบอาชีพทำดอกไม้จันทน์และเหรียญโปรยทาน มีรายชื่อ 20 คน ตามโครงการอุดหนุนอาชีพเบิกจ่ายหัวละ 3,000 บาท ทุกคนได้รับครบจำนวนและเกิดประโยชน์จริง ส่วนที่ ต.น้ำหัก อ.คีรีรัฐนิคม เป็นโครงการสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและไร้ที่พึ่ง มีรายชื่อ 36 คน เบิกจ่ายหัวละ 3,000 บาท พบได้รับ ไม่เท่ากัน ตั้งแต่ 1,000 1,500 และ 2,000 บาท

มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.เขต 8 ลงพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี สอบสวนชาวบ้านไปแล้วเกือบ 170 ราย พบทั้งกลุ่มที่ไม่ได้เป็นผู้มีรายได้น้อยและไม่ได้รับเงิน กลุ่มมีรายชื่อได้รับเงินไม่เต็มจำนวน กลุ่มมีรายชื่อแต่ไม่ได้รับเงินเลย รวมถึงกลุ่มที่ได้รับเงิน เต็มจำนวน อยู่ระหว่างสอบสวนให้ได้จำนวนมากที่สุด นอกจากนี้ ป.ป.ท.เขต 8 จะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เป้าหมายอีก 3 จังหวัดคือ นครศรีธรรมราช ชุมพร และกระบี่ เนื่องจากเบิกงบประมาณเกินกว่า 1 ล้านบาท

ส่วนการสืบสวนสอบสวนรวบรวมข้อมูลการทุจริตเงินช่วยเหลือคนจนของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่น มีรายงานว่า คณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงรอเพียงเอกสารตัวจริงจากรักษาการ ผอ.ศูนย์ฯเท่านั้น จากนั้นจะสรุปสำนวนและแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ด้าน พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เผย ความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีมีกระแสข่าวข้าราชการระดับสูง พม.พัวพันทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยของศูนย์คุ้มครองคน ไร้ที่พึ่งในหลายจังหวัดว่า อยู่ระหว่างการทาบทามคนนอกเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง จะรู้ว่าเป็นใครบ้างในสัปดาห์หน้า

นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ปลัด พม. กล่าวถึงกรณีเพจดังในเฟซบุ๊กขึ้นรูปผู้บริหาร พม. 2 คน พร้อมระบุข้อความเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการทุจริตเงินคนจนว่า วันหนึ่งเมื่อเหตุการณ์นี้คลี่คลายทุกคนจะรู้เรื่องจริงเป็นอย่างไร แต่สังคมไทยไม่ค่อยสนใจเพราะ ตัดสินใจเชื่อว่าผิดไปแล้ว ตัวเองเป็นคนสาธารณะ ทุกคนจะวิพากษ์วิจารณ์อะไรก็ได้ จะเก็บมาเป็นข้อมูลในการปรับปรุงตัวเอง ปรับปรุงวิธีการทำงาน เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เข้าใจความเป็นมนุษย์ที่มักมองคนในแง่ร้าย ดังนั้น ใครจะว่าหรือกล่าวหาอย่างไรก็ได้ หากเราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่าจะไปเดือดร้อนอะไร

ขณะที่นายณรงค์ คงคำ รองปลัด พม.เผยกรณีถูกพาดพิงว่าอยู่เบื้องหลังทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ในลักษณะเงินทอนว่า ยืนยันว่าไม่มีเงินทอนแน่นอน พร้อมจะให้ตรวจสอบหากพบมีมูลความผิดก็พร้อมจะรับโทษ ส่วนที่ รมว.พม.เตรียมตั้งคนนอกมาเป็นกรรมการสอบข้อเท็จจริง ส่วนตัวไม่มีความเห็น แต่เป็นการดีที่จะได้ให้ข้อเท็จจริง เพราะตั้งแต่ที่ สตง.ส่งเรื่องนี้มาให้ พม.ตรวจสอบวันที่ 30 มิ.ย.60 พม.ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง มีว่าที่ ร.ต.ศรัณย์ สมานพันธ์ รองปลัด พม.ขณะนั้นเป็นประธานสอบในระดับพื้นที่ พบว่ามีข้อสงสัยการเบิกจ่ายเงินไม่ถูกต้องที่ จ.ขอนแก่น และเชียงใหม่ จึงส่งเรื่องให้กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ(พส.) ดำเนินการตามกระบวนการต่อ

รองปลัด พม.เผยด้วยว่า หนังสือของ สตง.ยังให้สอบผู้บริหาร 2 คน คือตนในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ พม. และนายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งอธิบดี พส. ได้ชี้แจงถึงอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและกระบวนการไปแล้ว แต่ไม่ทราบว่ามีการสรุปผลสอบเป็นอย่างไร เรื่องร้องเรียนในขณะนั้นน่าเชื่อว่าเป็นการดิสเครดิตตนและนายพุฒิพัฒน์ เพราะเป็นช่วงแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของ พม. ทั้งนี้ ระเบียบการจ่ายเงินสงเคราะห์ของ พส. สามารถจ่ายให้บุคคลโดยตรงรายละไม่เกิน 3 พันบาท ใน 1 ปีไม่เกิน 3 ครั้ง หรือจ่ายเป็นสิ่งของ หรือจ่ายผ่านการรวมกลุ่มของผู้ยากไร้ดำเนินการเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง กรณีที่ ป.ป.ท.ไปถามรายบุคคลอาจจะเห็นว่าไม่ได้รับเงินและเป็นช่องเชื่อมโยงว่ามีการทอนเงินให้กับผู้อยู่เบื้องหลัง ทั้งที่จริงแล้วเป็นการจ่ายผ่านกลุ่ม อย่างไรก็ตาม วันที่ 23 ก.พ. เวลา 15.00 น. รมว.พม. เรียกประชุมผู้บริหาร พม.ทุกกรมเพื่อพิจารณาทบทวนระเบียบการเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ รวมทั้งติดตามความคืบหน้าการสอบข้อเท็จจริงกรณีศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง

ว่าที่ ร.ต.ศรัณย์ สมานพันธ์ อดีตรองปลัดพม.กล่าวว่า หลังจาก สตง.ส่งเรื่องให้ พม.ตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ตั้งแต่เดือน มิ.ย.60 มีการส่งเรื่องถึงปลัด พม. และมีคำสั่งลงวันที่ 20 ส.ค.60 แต่งตั้งตนเป็นประธานสอบข้อเท็จจริงในขณะนั้น ตนเร่งดำเนินการลงพื้นที่ทันที สุ่มตรวจพื้นที่ที่ได้รับจัดสรรงบประมาณวงเงินสูงๆ พบบางแห่งดำเนินการไม่เป็นไปตามระเบียบราชการ เนื่องด้วยอาจจะมีเอกสารจำนวนมาก การทำงานต้องเร่งช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย หรือผู้รับการช่วยเหลือมีข้อจำกัดต่างๆ ครั้งนั้นตนสรุปเรื่องเบื้องต้นเสนอปลัด พม.ช่วงปลายเดือน ก.ย.60 เป็นช่วงคาบเกี่ยวที่ตนเกษียณอายุราชการ รายงานที่เสนอไปไม่ได้ถือเป็นการปิดสำนวน เพียงตั้งข้อสังเกตถึงบางแห่งที่พบการไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ยังไม่ได้ชี้มูลความผิด ต้องเป็นกระบวนการของต้นสังกัดที่จะดำเนินการตรวจสอบต่อไป

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน ให้ สัมภาษณ์กรณีที่มีการร้องให้ตรวจสอบ พล.ต.อ.อดุลย์ ในขณะดำรงตำแหน่ง รมว.พม. ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบปัญหาการทุจริตเงินคนไร้ที่พึ่งว่า หนังสือร้องเรียนเรื่องการทุจริตที่มีคนส่งไปยัง สตง. เป็นลักษณะบัตรสนเท่ห์ที่ไม่ปรากฏชื่อผู้ร้อง เป็นการให้ข้อมูลกว้างๆว่ามีการทุจริต มีความผิดปกติในการเบิกจ่ายเงิน ซึ่งในวงราชการ เรื่องบัตรสนเท่ห์ลักษณะนี้มีเยอะมาก โดยเฉพาะช่วงแต่งตั้งโยกย้ายถือเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการทันทีและส่งผลสอบข้อเท็จจริงมาถึงตนช่วงเดือน ต.ค. พบแนวโน้มมีมูลความผิดปกติ แต่อยู่ในระดับล่างๆ จึงสั่งการให้ปลัดกระทรวงขณะนั้น ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย เพราะเป็นเรื่องของงบประมาณข้าราชการ ระหว่างดำเนินการอยู่นั้นตนย้ายมาเป็น รมว.แรงงาน พอดี

Probe into destitute allowance targets network - THE NATION Issued date 23 February 2018

THE NATION

A PROBE INTO corruption related to dispersal of welfare allowances to the destitute should be making visible progress in the next few days, Deputy Prime Minister Wissanu Krea-ngam said yesterday, adding that the investigation had zeroed in on the network of people involved.

Expressing concern over possible attempts to limit the blame to the "small fry",Wissanu urged the accused to cooperate with the probe by giving useful information leading to the "big fish".

Lower-level accused could then be kept as witnesses, he said.

Wissanu also revealed that alleged welfare-allowance corruption had been probed since last September by the Ministry of Human Security and Social Development. Those probes seeking involved officials were almost complete when four students blew the whistle against the Khon Kaen Protection Centre for the Destitute, resulting in the additional probe.

The students from Mahasarakham University's Faculty of Humanities and Social Sciences had worked as student trainees at the Khon Kaen centre before earlier this month alerting officials about alleged wrongdoing. They claimed to have been told to forge the signatures of more than 2,000 people on receipts acknowledging receiving the welfare allowance from the centre.

The Public Sector's Anti-Corruption Commission's (PACC) Zone 4 Office is gathering information for an inquiry to determine the extent of the Khon Kaen centre's alleged corruption.

The PACC is currently inspecting the protection centres for the destitute in 76 provinces and had initially found five provinces with apparent welfare-allowance corruption.

Human Security and Social Development Minister General Anantaporn Kanjanarat on Wednesday said he would appoint a committee of outside experts to probe highranked officials involved in corruption concerning the destitutes' welfare allowance in 2016-17. The probe should be complete in one month. Anantaporn also said that last year's internal probe into welfare allowance payments did not find any wrongdoers.

To prevent any future embezzlement by state officials, the ministry is now considering paying the allowance via the banking system, Anantaporn said.

Premchai defers his meeting with police to March 5 - THE NATION Issued date 23 February 2018

THE NATION

THE EMBATTLED president of Italian-Thai Development (ITD), Premchai Karnasuta, yesterday again sought a postponement of his scheduled meeting with police to March 5 to hear additional charge of cruelty to animals .

The construction tycoon's lawyer cited his client's preoccupation during this period as the reason, Provincial Police Region 7 deputy chief Pol MajGeneral Kritsana Sapdech said yesterday.

Although police accepted the plea for postponement and issued the third summons for him to meet officers on March 5, they warned that arrest warrants would be issued for Premchai and the three others if they failed to answer the summons again.

The 63-year-old Premchai and three others were arrested on February 5 for alleged poaching in the World Heritage Thung Yai Naresuan Sanctuary in Kanchanaburi province, and were then freed on bail that will require them to meet court officials on March 26. They had already skipped their previous meeting with police set for February 15.

Meanwhile, Royal Thai Police deputy commissioner Pol General Srivara Rangsibrahmanakul said after a recent meeting of the Counter-Corruption Division (CCD) that the investigators had yet to receive an audio clip,which reportedly incriminated Premchai for alleged attempt to bribe officials. Srivara said if a complaint were formally filed about Premchai's alleged bribery attempt, an investigation would be ordered, which would conclude in 30 days. An attempt to bribe a state official is punishable with up to five years in prison and/or up to Bt100,000 in fine.

CCD chief Pol Maj-General Kamol Reanracha said sanctuary head Wichien Chinnawong and three officials had postponed their appointment to give information about Premchai's alleged bribery attempt on March 8 because they were currently preoccupied. Kamol said the audio file of the alleged attempt to bribe would be handled by the Technology Crime Suppression Division, while the Natural Resources and Environmental Crime Suppression Division would be in charge of the overall case investigation.

Srivara said police was currently working on a case of Premchai's alleged illegal possession of elephant ivory tusks, seized from his Bangkok home earlier this month. They expect to conclude the investigation by the end of March. He said the police inspection of rifles and guns seized from Premchai's house should be concluded by early March.

ชี้ 6 มี.ค.ตัดสินลงดาบ ผอ.สามเสนฯ - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาทุจริตภายในกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยความคืบหน้าการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง นายวิโรฒ สำรวล ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย กรณีผู้ปกครองเผยแพร่คลิปเรียกรับเงินแลกที่นั่งเรียนเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เมื่อปีการศึกษา 2560 ว่า ได้รับรายงานความคืบหน้าจากประธานคณะกรรมการสอบวินัยอย่างร้ายแรงว่า หลังจากที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 ราย ได้ขอขยาย เวลาเพื่อเขียนคำโต้แย้งอีก 15 วัน นับจากวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา นายวิโรฒและผู้ถูกกล่าวหาอีก 2 รายได้เขียนคำโต้แย้งข้อกล่าวหามาที่คณะกรรมการสอบวินัยอย่างร้ายแรงแล้ว ซึ่งได้มีการประชุมพิจารณาเรื่องนี้นัดแรกไปแล้วเมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา และจะประชุมเพื่อสรุปผลเรื่องนี้อีกครั้งในวันที่ 6 มี.ค.นี้

“ประธานคณะกรรมการสอบวินัยฯได้รายงานให้ผมทราบว่า หลังจากมีการประชุมในวันที่ 22 ม.ค.แล้ว จะมีการประชุมพิจารณาอีกครั้งในวันที่ 6 มี.ค.นี้ ซึ่งการประชุมพิจารณาจะดูคำเขียนข้อโต้แย้งต่างๆ ของนายวิโรฒและผู้ถูกกล่าวหาอีก 2 รายว่าฟังขึ้นหรือไม่ ถ้าหากข้อโต้แย้งของนายวิโรฒฟังขึ้นก็จะมีการสอบสวนเพิ่มเติม แต่หากข้อโต้แย้งของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้นก็จะสรุปผลการสอบสวนวินัยร้ายแรงนายวิโรฒ ในวันที่ 6 มี.ค.ทันทีว่าจะโดนโทษแบบไหนอย่างไรต่อไป ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องจบได้แล้วและจะไม่มีการขอขยายเวลาไปอีก ขณะเดียวกันหลักฐานที่เป็นคลิปวีดิโอฉบับเต็ม ทราบมาว่าหนึ่งในกรรมการสอบวินัยอย่างร้ายแรงได้ไปติดต่อขอดูคลิปฉบับเต็มด้วยตนเองที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เนื่องจากที่ผ่านมาคณะกรรมการสอบวินัยฯได้ทำหนังสือขอคลิปฉบับเต็มไปที่ ป.ป.ช.ถึงสองครั้งแต่ไม่ได้มีการจัดส่งมาให้” ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการกล่าว.

'บรรจง'รก.อธิการบดีเกิน180วัน สภามหาวิทยาลัยมหิดลยันถูกกม. - มติชน ฉบับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ อุปนายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกสภา มม. เปิดเผยว่า ในการประชุมสภา มม. เมื่อเร็วๆ นี้ ได้หารือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานตามนโยบายของมหาวิทยาลัย โดยนายณรงค์ ปรางค์เจริญ คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มม.ได้แถลงนโยบายการบริหารงานต่อสภา มม. ซึ่งสภา มม.ชื่นชมเพราะนายณรงค์เป็นผู้มีประสบการณ์ด้านดนตรีที่มีชื่อเสียง โดยขอให้คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์เชื่อมโยงการเรียนการสอนกับดนตรีไทยให้มากขึ้น รวมถึงขอให้ศึกษาวิจัยการใช้ดนตรีในการรักษาโรค บำบัดความเครียด ลดอัตราโรคซึมเศร้า เป็นต้น ซึ่งในส่วนของมหาวิทยาลัยจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แนวทางการพัฒนากำลังคน ซึ่ง มม.เป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์ สาธารณสุข ส่วนทางด้านสังคมมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นให้ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางในการสร้างงานวิจัย ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและนานาชาติ และหารือถึงแนวทางการพัฒนาภารกิจของมหาวิทยาลัยในระดับนานาชาติ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ประชุมได้หารือกรณีมีผู้ร้องเรียนต่อรัฐมนตรีว่าการ ศธ. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ให้ทบทวนการตั้ง นพ.บรรจง มไหสวริยะ รักษาการอธิการบดี มม. เป็นอธิการบดี มม.ว่า ที่ประชุมไม่ได้มีการพูดถึงประเด็นนี้เพราะไม่ใช่ปัญหา ทั้งนี้ที่ผ่านมา สกอ.ได้สอบถามมายังสภา มม. ซึ่งสภา มม.ได้ตอบยืนยันจะเสนอ นพ.บรรจงเป็นอธิการบดี โดยสภา มม.ยืนยันว่าการสรรหาอธิการบดีรวมถึงคณบดีคณะต่างๆ เป็นไปอย่างมีธรรมาภิบาล และเป็นไปตาม พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยมหิดล ส่วนกรณีที่มีผู้กล่าวหาว่า นพ.บรรจงถูกฟ้องร้องถึง 7 คดีนั้น ทุกคดีศาลไม่รับคำร้อง ส่วนจะมีผู้ไปฟ้องร้องยังศาลอื่นต่อไปอีกนั้นก็ขอให้เป็นไปตามกระบวนการ

"ทางสภา มม.ยืนยันที่จะเสนอชื่อ นพ.บรรจงเป็นอธิการบดี มม. และจะไม่มีการกลับมา ทบทวนอีก เพราะที่ผ่านมาได้มีการพิจารณากระบวนการและกฎหมายที่เกี่ยวข้องไล่ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม 2560 เป็นต้นมา คดีความที่มีการฟ้องร้องต่างๆ ศาลก็ไม่รับคำร้อง" นพ.ไกรสิทธิ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า กรณีที่ นพ.บรรจงรักษาการอธิการบดี มม.เกิน 180 วัน หรือ 6 เดือนนั้น จะถือว่าผิดกฎหมายหรือไม่ นพ.ไกรสิทธิ์กล่าวว่า ทางสภา มม.ได้หารือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย พบว่าประเด็นนี้ไม่มีปัญหา โดย นพ.บรรจงและรองอธิการบดีนั่งรักษาการได้ไม่มีกำหนด อย่างไรก็ตามอยากให้ทุกคนยุติเรื่องนี้ เพื่อรวมพลังกายพลังใจในการพัฒนา มม.ให้เดินไปข้างหน้า

4ปีน้ำผึ้งขม - โลกวันนี้ ฉบับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

(สมศักดิ์ ไม้พรต-รายงาน)

ในโอกาสใกล้วงรอบถือครองอำนาจครบ 4 ปี ความโดดเด่นในวาทกรรมปราบโกงที่ช่วยยกตัวเองให้สูงกว่านักการเมืองกำลังเป็นหอกย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเอง การประกาศดัชนีความโปร่งใสขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติล่าสุดไทยมี 37 คะแนนเต็ม 100 อยู่อันดับ 96 จาก 180 ชาติทั่วโลก ปราบโกงกันมาเกือบ 4 ปีแต่ ผลสำรวจทั้งจากอค์กรในประเทศและต่างประเทศออกมาในทิศทางเดียวกัน ขณะที่คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติที่ตั้งตามคำสั่งคสช.กำลังใกล้วงแตกหลังไม่ได้ประชุมกันมาเกือบครึ่งปี การปราบโกงที่มีแต่ทรงกับทรุดกำลังทำให้เกิดภาวะ "น้ำผึ้งขม" คนที่สนับสนุนคสช.เพราะชอบที่เข้ามาปราบโกงเริ่มรักษาระยะห่างมากขึ้นเรื่อยๆ

เข้าตำราสวยแต่รูปจูบไม่หอม สำหรับการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ที่ถูกประกาศเป็นวาระแห่งชาติ และน่าจะเป็นหนึ่งในผลงานสร้างชื่อของรัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ

แต่ผลกับตรงกันข้ามยิ่งอยู่นานวาระแห่งชาตินี้ยิ่งฉุดให้รัฐบาลทหารคสช.ตกต่ำลง

จากผลการจัดอันดับดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ CPI ประจำปี 2560 ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ หรือ IT ที่จัดอันดับจาก 180 ประเทศทั่วโลกปรากฏว่าไทยอยู่อันดับที่ 96 ได้เพียง 37 คะแนนจากแต้มเต็ม 100

แม้จะขยับดีขึ้นมา 5 อันดับจากปีที่แล้วอยู่อันดับ 101 แต่ไม่ถือว่ามีอะไรน่ายินดี หากนับเฉพาะในกลุ่มอาเซียนด้วยกันอยู่อันดับ 4 ความโปร่งใสเป็นรองสิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย

หน่วยงานหลักรับผิดชอบปราบคนโกงอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ประกาศเป้าหมายว่าในปี 2564 ไทยจะต้องได้คะแนนเกินครึ่ง

อย่างไรก็ดีหน้าที่การปราบปรามทุจริตไม่ได้มีเพียงแต่ ป.ป.ช. เท่านั้น เมื่อเป็นวาระแห่งชาติก็คงจำกันได้ว่าหลัง คสช.ยึดอำนาจ เข้ามาบริหารประเทศก็มีการตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) เพื่อแสดงเจตนารมย์ว่าจริงจังกับเรื่องนี้

คณะกรรมการชุดนี้ตั้งขึ้นตามคำสั่ง คสช.ที่ 1/2558 ลงวันที่ 5 มกราคม 2558 มี "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธาน "บิ๊กป้อม" พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ นายวิษณุ เครืองาม เป็นที่ปรึกษาประธานกรรมการ

ประเด็นที่น่าคือตั้งแต่มี คตช. "บิ๊กป้อม" ยังไม่เคยเข้าร่วมประชุม แม้แต่ครั้งเดียว แถมยังเกิดเรื่อง อื้อฉาวยืมนาฬิการาคาแพงของเพื่อนมาใส่หลายเรือนโดยไม่แจ้ง ในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นกับป.ป.ช. อีกด้วย

ในการประชุมคตช.เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2559 มีหลายวาระแต่ประเด็นที่น่าสนใจคือการตั้งเป้าไว้ 3 ประการ ประกอบด้วย 1.คนโกงรายเก่าจะต้องหมดไป โดยมีการปราบปรามอย่างมีประสิทธิภาพ 2.คนโกงรายใหม่ต้องไม่เกิด โดยการป้องกันอย่างครบถ้วน 3.ไม่เปิดโอกาสให้ได้โกง โดยเสริมสร้างภาคีเครือข่ายเฝ้าระวังให้ครอบคลุมทุกพื้นที่เสี่ยง

หลังจากนั้นไม่กี่วันคือในวันที่ 11 กันยายน 2559 เวลา 18.00 น. ได้มีการจัดงาน "กรรมสนองโกง" พร้อมกันทั่วประเทศ โดยมีศูนย์กลางที่ท้องสนามหลวง เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติให้คนโกงและสัง คมได้รู้ว่ากรรมนั้นมีอยู่จริง โดยไฮไลท์ของงานอยู่ที่การแสดงปาฐกถาพิเศษ เรื่องมาตรการการจัดการปัญหาคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม และการเป็นประธานจุดไฟไล่โกงครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศเพื่อแสดงเจตนารมณ์ต่อต้านคอร์รัปชั่นของ "บิ๊กตู่"

ช่วงเวลาที่ผ่านมามีทั้งการตั้งคณะกรรมการการประกาศเจตนารมย์ การจัดกิจกรรมเชิงสัญญลักษณ์ การประกาศเป้าหมายปราบโกง แต่คะแนนความโปร่งใสของไทยก็ยังได้แค่ 37 เต็ม 100

ไม่เพียงการให้คะแนนขององค์กรต่างชาติ แม้แต่ผลสำรวจสถานการณ์ดัชนีคอร์รัปชันของไทยเดือนธันวาคม 2560 ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่เปิดเผย เมื่อไม่นานมานี้ยังพบว่าดัชนีปัญหาและความรุนแรงการคอร์รัปชั่นมีความรุนแรงมากขึ้น โดยลดลงมาอยู่ที่ 42 จากครั้งก่อนอยู่ที่ 44 มีเพียงดัชนีการสร้างจริยธรรมและจิตสำนึกที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 60 เป็น 62

ทั้งนี้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประมาณการว่า มูลค่าการคอร์รัป ชันอยู่ที่ 5-15% ของงบประมาณ หรือ 6.62 หมื่นล้านบาท ถึง 1.98 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.29-6.86% ของงบประมาณ กระทบต่อจีดีพีประเทศ 0.41-1.23% ซึ่งสาเหตุที่สำคัญมาจากกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ใช้ดุลยพินิจ กระบวนการทางการเมืองขาดความโปร่งใส ความไม่เข้มงวดการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งจากการทำสำรวจมาทั้งหมด 15 ครั้งหรือ 7 ปีครึ่ง ครั้งนี้น่าห่วงว่ามีแนวโน้มจะกลับมาเพิ่มขึ้นและมีสัญญาณความรุนแรงมากขึ้น หลังจากลดลงมาตลอดตั้งแต่ปี 2558 หลังเริ่มมีการจัดซื้อจัดจ้างโครงการลงทุนขนาดใหญ่ โดยพบว่า อัตราการจ่ายใต้โต๊ะในปี 2560 อยู่ที่ 5-15% ถือว่าสูงสุดในรอบ 3 ปี นับจากปี 2558 ที่จ่ายเฉลี่ย 1-15% และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ 1-2 แสนล้านบาท

เมื่อผลงานไม่เป็นอย่างที่หวังอะไรๆ ก็เริ่มไม่ดีเหมือนช่วงแรกๆ ซึ่งมีข่าวว่ากรรมการคตช. หลายคนกำลังพิจารณาลาออกเพราะนั่งรอมา 4-5 เดือนไม่มีการเรียกประชุม ต่างจากช่วงตั้ง คตช.ใหม่ประชุมกันทุกเดือน แถมหลายคนยังต้องการให้ "บิ๊กป้อม" ที่มีปัญหานาฬิกาหรูออกจากที่ปรึกษาและกรรมการ คตช.

"ถ้าผู้ใหญ่ในรัฐบาลทำอะไรที่ทำให้คนมีความรู้สึกว่าไม่เอาจริงเอาจังในเรื่องนี้แล้ว จะทำให้คนที่ต้องการสนับสนุนถดถอยไปบ้าง"

เป็นคำกล่าวของ นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ซึ่ง เป็นหนึ่งในกรรมการคตช.

"น้ำผึ้งขม" ทีมปราบโกงใกล้วงแตก

คอลัมน์ คนชนข่าว: 'ต่อตระกูล'รับไม้ต่อ'หมอธี'!? - สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ฉบับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ระเบิดด้านไปอีกลูก สำหรับ ต่อกระกูล ยมนาค ในฐานะประธานอนุกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ด้านการป้องกันการทุจริต ในคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติหรือ คตช. ที่ได้ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อเรียกศรัทธาการแก้ไขปัญหาการทุจริตกลับคืนมา หลังระเบิดลูกแรก "หมอธี" นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ไปวิจารณ์ปมนาฬิกาหรูกับสำนักข่าวต่างประเทศแล้วสรุปสุดท้ายต้องออกมาแถลงขอโทษหลายฝ่ายจึงจับตาระเบิดลูกล่าสุด

ต่อตระกูล ให้เหตุผลของการทำหนังสือดังกล่าวถึงนายกรัฐมนตรีว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นหนึ่งในกรรมการ คตช.ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาประธาน คตช. เหมือนกับ วิษณุ เครืองาม และ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งที่สามารถให้ความเห็นได้ ซึ่งตนเองมองว่าสำคัญ

"นายกฯ อาจจะทำเรื่องอื่นไม่ได้ แต่อย่างน้อยใน คตช. ท่านอาจจะพิจารณาหรือขอร้อง พล.อ.ประวิตร ให้ลาออกได้เพราะนายกฯ มีอำนาจตรงนี้ โดยไม่ต้องคิดว่า ต้องรอให้มีการชี้มูล หรือตัดสินความผิดก่อน เพราะกรณีนี้มันเป็นเรื่องของจริยธรรม และจรรยาบรรณ เป็นสิ่งที่นายกฯ ทำได้ เพื่อเป็นตัวอย่าง ที่ผ่านมาท่านใช้มาตรา 44 ในการโยกย้ายข้าราชการที่มีแค่ข้อหา ออกจากตำแหน่งมาประจำที่สำนักนายกฯ ทำไปหลายร้อยคนแล้ว ดังนั้น นายกฯ ทำได้เลย โดยการขอให้ลาออกหรือพิจารณาให้ออก เพราะตำแหน่งกรรมการ คตช. เป็นเพียงตำแหน่งเล็กๆ"

อย่างไรก็ตามนอกจากนายกรัฐมนตรีจะไม่ทำตามข้อเรียกร้องของต่อตระกูลแล้ว ยังขอให้รอกระบวนการตรวจสอบ ไม่ควรพูดให้เกิดความวุ้นวายสับสน

ทั้งนี้ทั้งนั้น ต่อตระกูล ยังยืนยันว่า ตนเองดำเนินการไปเพราะเป็นห่วงนายกฯ เนื่องจากปมนาฬิกาหรูนั้นกระทบกับนายกฯ โดยตรง และถึงแม้นายกฯไม่ดำเนินการใดๆ ตนเองก็จะทำหน้าที่ คตช.ต่อไป โดยไม่ลาออก

สำหรับ รศ.ดร.ต่อตระกูล เป็นอดีตนายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นศิษย์เก่าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จากรั้วจามจุรี

ต่อตระกูล มีบทบาทสำคัญในการแสดงความคิดเห็นให้ทบทวนโครงการรถไฟความเร็วสูงของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยเห็นว่าไม่คุ้มทุน และเคยขึ้นเวที กปปส. ปราศรัยขับไล่ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ โดยเนื้อหาในคลิปปราศรัยเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2557 ที่เวทีแยกปทุมวันตอนหนึ่งระบุว่า

"เราเจอคนโกงเมื่อไหร่ เราจะต้องเป่านกหวีด เป็นสัญญาณว่า ที่นี่มีคนโกง เราเจอคนโกงแล้ว เราไม่ยอมรับคนโกงอีกต่อไป"

ทุจริตเงินคนจนวิกฤติกระทรวงนักบุญ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เขม็งเกลียวเข้ามาทุกขณะ กับปมร้อนทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ หรือเงินคนจน ที่ถูกตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับกระทรวงนักบุญ ผู้มีแต่ให้ แต่กลับต้องมัวหมองเพราะถูกกล่าวหามีข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้องกับเงินทอนคนจน เพื่อคลายข้อสงสัย ในเรื่องนี้ "ทีมการเมืองเดลินิวส์" จับเข่าคุยกับ นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ถึงแนวทางและวิธีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

*** เกิดอะไรขึ้นกับข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของพม. พัวพันทุจริตเงินคนจน

อยากให้สื่อรอฟังผลการไต่สวนของป.ป.ท. ก่อน อย่าเพิ่งด่วนตัดสิน เรื่องนี้กระทรวงไม่นิ่งนอนใจ และได้ตั้งกรรมการสอบคู่ขนานไปกับ ป.ป.ท. เพื่อหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น วันนี้กระบวนการเพิ่งเริ่มต้น ยังมีหลายขั้นตอนที่ต้องตรวจสอบมากกว่านี้ ผมในฐานะที่เป็นปลัดกระทรวง ก็ห่วงภาพลักษณ์กระทรวง ตอนนี้สังคมก็มองว่ากระทรวง พม. เป็นกระทรวงที่มีการทุจริตเงินสงเคราะห์ ซึ่งเป็นเงินที่จ่ายให้กับชาวบ้าน อย่างไรก็ตามสถานที่ราชการ หรือองค์กรทุกองค์กร มีทั้งคนดีและคนไม่ดี อย่างที่ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พม. พูดเสมอว่าคนไม่ดีต้องเอามาลงโทษ แต่คนดีต้องให้การสนับสนุน เพื่อไม่ให้ข้าราชการที่ตั้งใจทำงานเขาเสียกำลังใจ จึงอยากให้มีการเร่งรัดดำเนินการ ไม่ว่าจะจากป.ป.ท.หรือหน่วยงานอื่น ขณะนี้เรารอข้อมูลจากทาง ป.ป.ท. ที่จะส่งข้อมูลมาให้อยู่

***สังคมยังเคลือบแคลง ใจว่า จะมีคนในส่วนกลางเกี่ยว ข้องด้วยหรือไม่

ผมเชื่อมั่นว่าไม่มีการสั่งการจากคนในกระทรวงพม. ผมอยู่กระทรวงนี้มาเกิน 30 ปี สิ่งสำคัญเราเชื่อมั่นในตัวข้าราชการในการดำเนินการ แต่ผมว่าความเข้าใจผิดหรือความไม่เข้าใจในหลายเรื่องทำให้เกิดความสับสน จึงอยากให้หน่วยงานที่ลงไปดำเนินการได้สร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้นกับสังคมให้รับทราบ ว่าผิดตรงไหน เพราะอะไร แล้วกระบวนการที่ผิดเกิดจากอะไร

อย่างไรก็ตาม รมว.พม. ร่วมกับอธิบดีทุกกรม มีการทบทวนระเบียบจ่ายเงินสงเคราะห์ ที่มีอยู่ทุกกรม เบื้องต้นคิดกันว่าเงินส่วนนี้อาจจะไม่มีการจ่ายแล้ว หรืออาจจะต้องถ่ายโอนภารกิจไปให้ท้องถิ่นดำเนินการ แต่ก็ต้องอยู่ที่คณะทำงาน หรือหากมีการจ่ายเงินต่อไป อาจจะไม่จ่ายเป็นตัวเงิน อาจแปลงเป็นเบี้ยสวัสดิการ เงินที่สามารถซื้อของเป็นเครื่องสาธารณูปโภค เพื่อใช้ชีวิตอยู่ได้ หรือจะใช้วิธีจ่ายผ่านธนาคารก็ได้

*** จริงหรือไม่ ที่การตรวจสอบเรื่องนี้ มีมือที่ 3 ผสมโรง

"ผมไม่พูดดีกว่า เพราะพูดไปจะเป็นการกล่าวหาเขามากกว่า ผมเชื่อว่าทุกอย่างเป็นธรรมดา ให้ทุกอย่างเป็นไปตามครรลองของมันดีกว่า ผมเชื่อเช่นนั้น ถ้าพูดไปก็จะเป็นการแก้ตัวและปรักปรำคนอื่น ซึ่งไม่ใช่นิสัยของผม อาจจะรู้บ้าง แต่ขอเก็บไว้ในใจและมองโลกในแง่ดี มองคนในแง่ดี ไม่อยากมองโลกในแง่ร้าย"

*** เรื่องทุจริตเงินคนจน กำลังทำให้ข้าราชการ พม.แตกแยกหรือไม่

'อยากให้คนในกระทรวง ตั้งแต่ระดับผู้บริหารมีความจริงใจต่อกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่ใช่ดีแต่ต่อหน้า ลับ หลังกลับแขวนมีดไว้รอบเอว วันนี้ถึงเวลาที่คนในกระทรวง ต้องปกป้อง กอบกู้องค์กร เราต้องช่วยกันปกป้องกันเอง ผมไม่ได้ห่วงตัวเอง แต่ห่วงองค์กร สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นวิบากกรรม หรือโชคชะตาของผม ที่พอมาถึงจุดสูงสุดของชีวิตราชการ ต้องมีเหตุให้ต้องเจอวิบากกรรมทุกครั้ง หรืออาจจะจริงตาม ที่มีคนพูดว่า ถ้าคนในกระทรวงขึ้นเป็นปลัด จะต้องมีอัน เป็นไป ซึ่งผมเป็นปลัดคนที่ 7 แต่เป็นลูกหม้อคนที่ 2 ที่ขึ้น เป็นปลัด

*** เหตุใดคนจึงฟังข้อมูลและให้น้ำหนักกับ ป.ป.ท. มากกว่าของ พม.

ผมว่าคนไทยวันนี้ เชื่อมั่นในเรื่องของกระแส พอ ป.ป.ท. ไปเปิดว่ามีการทุจริต ทุกคนก็จะเชื่อมั่นว่าทุจริตกันแล้ว ซึ่ง จริง ๆ ในทางปฏิบัติต้องมีการตั้งคณะกรรมการไต่สวน ทาง ข้อกฎหมายยังสรุปไม่ได้ต้องเปิดโอกาสให้ทางผู้ปฏิบัติมี โอกาสชี้แจง มีพยานหลักฐานชัดเจนว่าสาเหตุใดถึงเป็นอย่างป.ป.ท. พูด ซึ่งทางรมว.พม. ก็รอผลการสอบสวนของป.ป.ท. วันนี้กระแสไปไกล ก็ส่งผลลบกับองค์กรว่า ทำให้องค์กรภาพลักษณ์ เสียหาย

อยากวิงวอนว่าการทำเรื่องนี้สามารถทำด้วยวิธีต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องใช้สื่อมวลชนโหมเช่นนี้ เพราะการทำเช่นนี้ทุกคนเสียหายหมด ไม่ว่าจะเป็นคนตั้งใจทำงาน องค์กร ภาพลักษณ์ในภาพรวมของประเทศก็เสียหายไปด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจะปกปิดคนทุจริต ซึ่งผมไม่ปกปิดอยู่แล้ว เพียงแต่การดำเนินการก็ต้องทำไป เมื่อผลออกมาอย่างไรก็ชี้แจงให้สาธารณชนรับทราบ วันนี้มีจังหวัดที่ปฏิบัติงานดีแต่เราไม่เคยพูดถึง เมื่อลงตรวจแล้วไม่พบก็ไม่พูดถึง พูดถึงแต่จุดที่ไม่ดี ซึ่งเป็นข้อเสียของสังคมบ้านเรา ทั้งนี้เมื่อเราเป็นเช่นนี้เราจะพูดแต่เรื่องที่ไม่ดี คนไม่ดีบ่อย ๆ คนก็คิด

ว่าไม่ดีด้วย เราก็พิพากษาไปเองว่ากระทรวงนี้ไม่ดีแล้ว ผมว่าไม่ยุติธรรม ซึ่งอะไรที่ดี ๆ ก็ควรจะต้องพูดด้วย ซึ่งที่ไม่ดีมีเพียงบางจุดเท่านั้นและสามารถแก้ไขได้ และที่สำคัญยังไม่มีข้อสรุปว่าเขาผิดอย่างไร

*** ผลสอบที่จะออกในวันที่ 28 ก.พ.มั่นใจว่าสังคมยอมรับได้หรือไม่

ทุกอย่างว่าไปตามหลักฐานข้อเท็จจริง เราจะไปคาดการณ์ได้อย่างไร ซึ่งเราก็ไม่ใช่คณะกรรมการตัดสินต้องเคารพในคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งมา การไปจินตนาการคิดเองเออเอง ผมว่าคงไม่ถูก แต่ต้องฟังเหตุผลของเขา ดังนั้นในขั้นตอนของกฎหมายเขาตัดสินออกมาแล้วคุณรับไม่ได้ ก็มีขั้นตอนในการอุทธรณ์ ผมเข้าใจว่าบ้านเรามองว่าเงินส่วนนี้เป็นเงินสำหรับคนยากคนจน พอเกิดปัญหาขึ้นจึงเป็นเรื่องใหญ่ แต่ไม่อยากให้มองว่าปลาเน่าตัวเดียวจะเหมารวมว่าเน่าทั้งข้องผมว่าไม่ยุติธรรม

*** ขณะนี้ท่านเหลืออายุราชการ 6 เดือนกว่า จะประคองตัวเองอย่างไร ในสถานการณ์ที่สังคมกำลังตรวจสอบองค์กร

ผมมีกำลังใจในการทำงานยังเต็มร้อย ไม่เครียด ผมรักองค์กรนี้มาก เพราะว่าผมเกิดที่นี่ โตที่นี่ แล้วก็ผมเป็นลูกพระประชาบดีตัวจริง ผมเชื่อมั่นว่าองค์พระประชาบดีเป็นเทพแห่งการให้และเป็นสิ่งที่ทุกคนถือปฏิบัติตามแนวทาง ผมอยากให้องค์กรนี้ได้อยู่ต่อไปได้ วันนี้ห่วงองค์กร ห่วงน้อง ๆ ที่เขาจะรับราชการต่อไป ที่จะสานต่องานกระทรวงต่อไป อยากให้มีขวัญกำลังใจที่เข้มแข็งจะฝ่าฟันอุปสรรคให้ได้.

"ผมว่าคนไทยวันนี้ เชื่อมั่นในเรื่องของกระแส พอ ป.ป.ท. ไปเปิดว่ามีการทุจริต ทุกคนก็จะเชื่อมั่น ว่าทุจริตกันแล้ว ซึ่งจริง ๆ ในทางปฏิบัติต้องมีการตั้ง คณะกรรมการไต่ สวนทางข้อกฎหมายยังสรุปไม่ได้ต้องเปิดโอกาสให้ทางผู้ปฏิบัติมีโอกาสชี้แจง"