You are here

CG and corruptions News - 28 February 2018

'อดุลย์'ยันปลัดพม.เอี่ยวเงินช่วยคนจน - โพสต์ทูเดย์

'บิ๊กตู่'ลั่น'เปรมชัย'รวยก็ติดคุกได้ ชี้ข้อหาติดสินบนน้ำหนักไม่เพียงพอ - ผู้จัดการรายวัน

Hidden assets earn Pongpat 2 months - BANGKOK POST

เพิ่มเขี้ยวเล็บ ก.ล.ต.-รองรับนวัตกรรม "เงินดิจิทัล" - ไทยรัฐ

ชื่นชมและให้กำลังใจนิสิตคนกล้า - สยามรัฐ

โพสต์ทูเดย์: จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ ต่อ ต้าน คอร์รัปชัน: สรุปผลคอร์รัปชันไทย ยังไงกันแน่? - แนวหน้า

บทความพิเศษ: ปราบทุจริตคอร์รัปชัน ต้องเอาจริงกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ - ไทยโพสต์

คอลัมน์ พินิจการเมือง: ปฏิรูปประเทศ รกรุงรังด้วยกรรมการ ขาดการปฏิบัติ – โพสต์ทูเดย์

ซ่อนกลโกง ทุจริต'เงินคนจน' - มติชน ฉบับ

คอลัมน์ จับอุณหภูมิโลก: สี จิ้นผิง: จักรพรรดิจีนใหม่ - สยามรัฐ

'อดุลย์'ยันปลัดพม.เอี่ยวเงินช่วยคนจน - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

โพสต์ทูเดย์ - อดีต รมว.พัฒนาสังคมฯ ยันเอง ปลัด พม.เกี่ยวข้องเรื่องสงเคราะห์คนจน ขณะที่นายกฯ สั่งเอาผิดให้หนัก

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า ช่วงที่ดำรงตำแหน่ง รมว.พัฒนาสังคมฯ (พม.) มีการร้องเรียนเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยที่ไม่โปร่งใส โดยมีการส่งบัตรสนเท่ห์ไปที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ช่วงต้นเดือน ส.ค. 2560 ขณะนั้นได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยมีรองปลัด พม.เป็นประธาน พบว่าเรื่องมีมูล โดยระบุว่ามีผู้บริหารระดับสูงเข้าไปเกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่าเป็นระดับไหน พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า เป็นปลัดกระทรวงคนปัจจุบัน และหลังจากที่พ้นจากตำแหน่ง รมว.พัฒนาสังคมฯ มาก็มี รมว.พัฒนาสังคมฯ คนปัจจุบันดำเนินการต่อ

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า ไม่มีใครช่วยใครในเรื่องทุจริตได้ และรัฐบาลก็ให้ความสำคัญเมื่อพบก็ต้องดำเนินการ และเห็นด้วยที่นายกรัฐมนตรีโยกย้ายปลัดและรองปลัด พม.มาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้สั่งการไปแล้วว่าเรื่องดังกล่าวต้องลงโทษอย่างเด็ดขาด ซึ่งมีทั้งทางวินัยและทางอาญา ส่วนการให้ปลัดและรองปลัด พม.มาปฏิบัติงานที่สำนักนายกรัฐมนตรีโดยมีเงินเดือนต่างๆ เท่าเดิม ซึ่งหากตรวจสอบแล้วไม่พบความผิดก็สามารถกลับไปปฏิบัติงานตามเดิมได้

'บิ๊กตู่'ลั่น'เปรมชัย'รวยก็ติดคุกได้ ชี้ข้อหาติดสินบนน้ำหนักไม่เพียงพอ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

"บิ๊กตู่"ลั่น"เปรมชัย"รวยก็ติดคุกได้ ชี้ข้อหาติดสินบนน้ำหนักไม่เพียงพอ

ผู้จัดการรายวัน360 - "ประยุทธ์" บอกอย่าเพิ่งไปคาดการณ์ "คดีเปรมชัย" ปล่อยให้เป็นเรื่องของกฎหมาย แจงไม่ใช่รวยแล้ว ไม่ติดคุก ลั่นทำหน้าที่ตามกรอบอำนาจอย่างเต็มที่ ด้าน "ศรีวราห์" เรียกประชุมพนักงานสอบสวนติดตามคดี ยันคืบหน้ากว่า 80% มั่นใจสรุปสำนวนคดีล่าสัตว์ป่าพร้อมแจ้งข้อหาอื่นๆ 9 ข้อหาได้แน่ พร้อมขีดเส้น 5 มี.ค.นี้ เปรมชัยไม่มาพบพนักงานสอบสวน เตรียมขอศาลออกหมายจับ ปปป. รับข้อหาติดสินบนเจ้าหน้าที่ น้ำหนักไม่เพียงพอ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตคดีนาย เปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ พร้อมพวกเข้าไปล่าสัตว์ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ที่อาจมีการใช้เทคนิคทางกฎหมาย เพื่อให้หลุดคดีว่า อย่าไปคาดการณ์ล่วงหน้าว่าคนจะทุจริต จะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ทำไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของกฎหมาย เรื่องของกระบวนการยุติธรรม เอาคดีนี้ไปเทียบอีกคดี บางทีก็ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าคนรวยติดคุก ไม่ติดคุก เป็นคนละเรื่องกัน อย่าไปคิดอย่างนั้น สังคมจะปั่นป่วน ขอให้เชื่อมั่น ได้กำชับไปทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (ทส.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้วให้ดำเนินการตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่ทุกเรื่องรัฐบาลสั่ง เหลืออย่างเดียว ตนต้องไปฟ้องเอง เป็นอัยการเอง เป็นตำรวจเอง เพราะทุกคนคาดหวังกับตนทั้งนั้น แต่ตนก็พยายามทำหน้าที่ในกรอบอำนาจอย่างเต็มที่แล้ว

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับพนักงานสอบสวน เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินคดีนาย เปรมชัย กับพวก ร่วมกันลักลอบล่าสัตว์ป่า ว่า พนักงานสอบสวนไม่ได้ทำคดีล่าช้า คดีมีความคืบหน้ามากกว่า 80% สอบปากคำพยานไปแล้วกว่า 30 ปาก เป็นเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ พยานแวดล้อม และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และมั่นใจว่าจะสรุปสำนวนคดีล่าสัตว์ป่า และข้อหาอื่นๆ รวม 9 ข้อหา ให้พนักงานอัยการได้ก่อนครบกำหนดฝากขังครั้งที่ 4 ในวันที่ 24 มี.ค.นี้

ส่วนการออกหมายเรียกให้นายเปรมชัยมาให้ปากคำในวันที่ 5 มี.ค.นี้ ที่สภ.ทองผาภูมิ หากนายเปรมชัยไม่เดินทางมา พนักงานสอบสวนจะรายงานศาลให้ทราบ พร้อมขอให้ศาลพิจารณาออกหมายจับ เนื่องจากเป็นการขัดหมายเรียกครั้งที่ 2 ระหว่างได้รับการประกันตัว

พ.ต.อ.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ รองผู้บังคับการปราบปรามการการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) กล่าวว่า จากการตรวจสอบพยาน หลักฐานในข้อหาติดสินบนเจ้าหน้าที่ พบว่า ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ เพราะคลิปเสียงไม่ใช่ของนายเปรมชัย เป็นการสนทนาทั่วไป ระหว่างนายยงค์ โดดเครือ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาสนทนากับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ โดยมีนายปิยะพงษ์ สืบเสน เจ้าหน้าที่เป็นผู้บันทึกเสียงเอาไว้ เป็นการสนทนาหลังถูกจับกุมเมื่อวันที่ 5 ก.พ. และได้นำคลิปเสียงให้สื่อมวลชน ก่อนจะมีการลบออกจากโทรศัพท์ ยืนยันคลิปเสียงไม่ได้หาย

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 8 มี.ค. 2561 จะเชิญนายวิเชียร ชินวงศ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร กับพยานอีก 5 คน มาให้ปากคำเพิ่มเติม ก่อนจะมีการประชุมสรุปว่าจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่ในวันที่ 12 มี.ค.

Hidden assets earn Pongpat 2 months - BANGKOK POST Issued date 28 February 2018

POST REPORTERS

Lese majeste convict Pongpat Chayapan has been handed an additional two-month jail term after the Supreme Court's Criminal Division for Political Office-Holders found him guilty of falsely declaring his assets when he served as chief of the Central Investigation Bureau (CIB).

The 64-year-old was earlier convicted on various charges including corruption and robbery, which earned him a sentence of 36 years and three months behind bars.

Pongpat admitted yesterday he had failed to inform the National Anti-Corruption Commission about all of his assets. But he told the court he "can't remember" the reason why.

His 53 plots of land, various accommodations and another 59 valuables were not among his declared assets on Oct 24, 2012, about two years after he was promoted to the CIB's top job, according to the graft watchdog.

Under Thai law, state authorities must declare their assets to the NACC when they are appointed to a new post. They need to declare their assets regularly both while holding their post and after leaving office.

The panel of nine judges found Pongpat committed wrongdoing, resulting in the two-month jail term. The sentence was commuted to one month as he confessed.

Pongpat greeted reporters at the court, where he was taken from Klong Prem Central Prison. "I'm still in good health," he said.

The former CIB chief fell from grace in 2015 after he was found to have been involved in various forms of wrongdoing including demanding kickbacks for police transfers and taking bribes from oil smugglers.

He was also suspected of operating a gambling den on Rama IX Road, money laundering, violating the forestry protection law and illegally possessing historic artefacts. In another case, he was convicted of lese majeste.

In a related development, the AntiMoney Laundering Office in 2016 donated antiques worth 11 million baht to the Fine Arts Department (FAD) that had earlier been confiscated from a network linked to Pongpat.

They were among 20,000 assets seized from Pongpat and other suspects. Some have since been put up for auction. The first auction of 250 items fetched 130 million baht.

The remaining antiques, including Gandhara Buddha images, have been transferred to the FAD, which supervises museums and items of historical value.

เพิ่มเขี้ยวเล็บ ก.ล.ต.-รองรับนวัตกรรม "เงินดิจิทัล" - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ครม.ไฟเขียวแก้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้รองรับนวัตกรรมการเงินรูปแบบใหม่ เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต.สั่งจัดประชุมผู้ถือหุ้นผ่าทางตันกรณีที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ขัดแย้งมีปัญหาจนนำความเสียหายมาสู่ผู้ถือหุ้น พร้อมผุดกองทุนพัฒนาตลาดทุนแยกออกจากตลาดหลักทรัพย์

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่...) พ.ศ.... เพื่อแก้ไขกฎหมายฉบับเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2535 และถือเป็นชุดยกระดับการกำกับดูแลตลาดทุนให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะปัจจุบันที่ตลาดทุนโลกและตลาดทุนไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เช่น มีการซื้อขายผ่านสกุลเงินดิจิทัล ขณะที่ พ.ร.บ.เดิมยังขาดความยืดหยุ่นที่เพียงพอต่อการรองรับนวัตกรรมและบริการรูปแบบใหม่

ในหลักการใหม่จึงให้ปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับนิยามการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และการกำหนดทุนจดทะเบียนชำระแล้วของบริษัทหลักทรัพย์ การเพิ่มเติมกลไกในการหาทางออกเพื่อแก้ปัญหาของบริษัทจดทะเบียนในกรณีที่ไม่สามารถใช้กลไกปกติได้ รวมทั้งปรับปรุงบทกำหนดโทษ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินอื่นอีกครั้งจะช่วยให้ตลาดหลักทรัพย์อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานกำกับดูแลด้านหลักทรัพย์ซึ่งมีอำนาจเพียงพอที่จะกำกับดูแลให้มั่นใจว่าตลาดหลักทรัพย์จะปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุภารกิจและความคาดหวังในการดำเนินกิจการของตลาดหลักทรัพย์ได้

"ในร่าง พ.ร.บ.นี้ได้เพิ่มเติมอำนาจของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ก.ล.ต.มีอำนาจสั่งให้กรรมการผู้บริหาร หรือบุคคลใด จัดประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในกรณีที่บริษัทนั้นมีการบริหารกิจการในลักษณะเป็นเหตุเกิดความเสียหายของประชาชน เนื่องจากที่ผ่านมามีบริษัทจดทะเบียนบางแห่งไม่สามารถจัดการประชุมผู้ถือหุ้นได้ เนื่องจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่มีปัญหากันจนนำไปสู่ความเสียหายของผู้ถือหุ้น"

นอกจากนี้ยังให้จัดตั้งกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุนใน (CMDF) ในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีฐานะเป็นนิติบุคคลเป็นกิจการที่แยกต่างหากจากตลาดหลักทรัพย์ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมและพัฒนาองค์กร บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนการเสริมสร้างความรู้แก่ผู้ลงทุนและสาธารณชน สนับสนุนการศึกษาวิจัยพัฒนากลไกตลาดทุนเพื่อส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยกำหนดให้ตลาดหลักทรัพย์มีหน้าที่จ่ายเงินให้แก่กองทุน CMDF ไม่น้อยกว่า 90% ของรายได้ที่สูงกว่าค่าใช้จ่ายหลังหักภาษีและเงินสำรองเพื่อการลงทุน ซึ่งตามบทเฉพาะกาลกำหนดให้ตลาดหลักทรัพย์โอนเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดที่มีสภาพคล่องเป็นจำนวนหรือมูลค่า 5,700 ล้านบาท ให้แก่กองทุนภายใน 90 วัน เป็นทุนประเดิม "ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.นี้กำหนดให้รายการออกกฎหมายลำดับรอง 16 ฉบับ โดยคณะกรรมการ ก.ล.ต. 8 ฉบับ ประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน 7 ฉบับโดยให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ร่าง พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้และประกาศสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต.จำนวน 1 ฉบับนี้จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ร่าง พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้"

ทั้งนี้ มีความเห็นของสำนักงาน ก.ล.ต.ด้วยว่า ให้กระทรวงการคลังพิจารณาปรับโครงสร้างตลาดหลักทรัพย์โดยแยกบทบาทและอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจนระหว่างการกำกับดูแลและการดำเนินการซึ่งจะส่งผลให้การกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนมีประสิทธิภาพและสอดคล้องมากขึ้นสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดทุนไทยและรองรับการเปลี่ยนแปลงในตลาดทุนได้ด้วย

ด้านนายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯที่ผ่าน ครม.มีวัตถุประสงค์ในการยกระดับการกำกับดูแลตลาดทุนให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลมากขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมตลาดทุนไทยที่จะเข้ารับการประเมินภาคการเงิน (เอฟเอสเอพี) ในปลายปีนี้ โดยยังคงยึดหลักคุ้มครองผู้ลงทุนและเพิ่มความยืดหยุ่นในการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบธุรกิจ.

ชื่นชมและให้กำลังใจนิสิตคนกล้า - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 27 ก.พ.61 นายสุทิน บัวตูม ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย และอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์มูลนิธิต่อต้านการทุจริต ป.ป.ช. ร่วมกับคณะที่ปรึกษางานขับเคลื่อนงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ร่วมกันให้กำลังใจและจะเดินทางไปมอบดอกไม้และรางวัลให้แก่น.ส.ปณิดา ยศปัญญา นิสิตปี 4 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผู้ออกมาเปิดเผยข้อมูลพฤติกรรมของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขอนแก่นและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ ประจำปีงบประมาณ 2560 ในช่วงที่ น.ส.ปณิดา ฝึกงานนั้นได้ถูกสั่งให้ปลอมเอกสารเพื่อเบียดบังเงินผู้ยากไร้ จนเป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา 44 ย้ายปลัดกระทรวง พม. และข้าราชการระดับสูง

"การออกมาเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว และเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนยากไร้ของ น.ส.ปณิดา เป็นการกระทำที่สมควรได้รับการยกย่อง ชื่นชมและให้กำลังใจให้มีคนกล้าแบบนี้ออกมาเปิดเผยสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ให้มีกำลังใจทำความดีต่อไป และล่าสุดนายกฯได้กล่าวชื่นชม น.ส.ปณิดา ว่าสมควรยกย่องชื่นชมและให้ทุกคนให้กำลังใจนอกจากนี้นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุลประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย หรือ ECOT ได้กล่าวชื่นชมในความกล้าหาญออกมาเปิดเผยข้อมูลของ น.ส.ปณิดา และขอขอบคุณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่ผลิตนิสิตที่มีคุณธรรม ให้เป็นคนดี มีความซื่อสัตย์สุจริต ปลูกจิตสำนึกให้ทำความดีที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ทางด้านนายปรานต์ สยามวาลา ประธานสมาคมภัยพิบัติ หรือ ANPAI ได้กล่าวชื่นชมให้กำลังใจ น.ส.ปณิดา ที่เป็นบุคคลตัวอย่างของความดี คนกล้าที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลอันเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของคนยากไร้" นายสุทิน กล่าว

โพสต์ทูเดย์: จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

กระทรวงการคลังได้ยกร่างกฎหมายการเงินฉบับใหม่ คือ พ.ร.บ.กำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงิน ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือหน่วยงานอื่นๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะนำมาใช้กำกับดูแลผู้ให้บริการการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นันแบงก์) บริษัทลีสซิ่ง บริษัทแฟกตอริ่ง ผู้ให้บริการธุรกิจเช่าซื้อ เป็นต้น

หน่วยงานที่ใช้กำกับดูแลในร่างกฎหมายระบุว่า จะให้ตั้งหน่วยงานใหม่ที่อยู่ภายใต้กระทรวงการคลังขึ้นมาเหมือนสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) หรือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อแก้ไขปัญหาไม่มีคนกำกับดูแลผู้ให้บริการเหล่านี้ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับประชาชนมาก

การยกร่างกฎหมายดังกล่าวและจะมีหน่วยงานใหม่มาดูแล ปกป้องสิทธิและการเอารัดเอาเปรียบประชาชน หน่วยงานดังกล่าวจะมีหน้าที่กำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงินไม่ให้สร้างความเสียหายแก่ประชาชน คุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอาเปรียบ คิดดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมสูง หากใครทำผิดก็จะมีบทลงโทษ

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องและควรจะดำเนินการมานานแล้ว ไม่ได้ปล่อยให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ขูดรีดดอกเบี้ยจากประชาชน บังคับยึดทรัพย์ชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยไม่มีใครจัดการนอกจากให้ประชาชนไปฟ้องร้องเอาตามกฎหมายที่พอจะนำมาใช้คุ้มครองได้อย่าง พ.ร.บ.แพ่งและพาณิชย์ เป็นต้น

แม้จะออกกฎหมายควบคุมช้าไปหน่อย แต่ยังดีที่ได้คิดที่จะดำเนินการ ในปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนไปมาก ธุรกิจมีความหลากหลาย จำนวนประชากรก็มีมากขึ้น กฎหมายที่มีอยู่เดิมอาจจะไม่เพียงพอที่จะดูแล ควบคุมและลงโทษผู้ประกอบการเหล่านี้ การมีกฎหมายเฉพาะดูแล จะทำให้การกำกับดูแลทำได้รวดเร็วชัดเจน

อย่างไรก็ดี ยังมีนันแบงก์ที่ใหญ่มาก มีสินทรัพย์เป็นเงินฝากเยอะมากและเกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมากไม่แพ้ธนาคารพาณิชย์อย่างสหกรณ์ออมทรัพย์ ที่มีอยู่เป็นพันแห่งในปัจจุบัน มีหน่วยงานกำกับดูแลคือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ก็เกิดปัญหาขึ้นเช่นกัน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ได้รับความเสียหายจากการฉ้อโกงของผู้บริหาร คณะกรรมการซึ่งสมาชิกได้เลือกเข้ามาบริหารเงินฉ้อโกงสหกรณ์เสียเอง โดยที่กว่ากรมส่งเสริมสหกรณ์จะตรวจพบก็เกิดความเสียหายไปจำนวนมากแล้ว

ผู้ฝากเงินกับสหกรณ์เหล่านี้ ด้านหนึ่งเป็นสมาชิกอีกด้านหนึ่งเป็นเจ้าหนี้สหกรณ์ ก็ได้รับความเสียหายจากการฉ้อโกงไม่ต่างกับคนที่ฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ แต่ผู้ฝากเงินกับธนาคารยังได้รับการคุ้มครองเงินฝากจากสถาบันประกันเงินฝากตามกฎหมาย แต่ผู้ฝากเงินกับสหกรณ์ออมทรัพย์เสียหายแล้วไม่มีใครช่วย ไม่ได้รับการคุ้มครองเงินฝากอีกด้วย จึงเท่ากับเสียหายสองเท่าทั้งในฐานะผู้ถือหุ้นและผู้ฝากเงิน

หากกฎหมายฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และมีผลบังคับใช้แล้ว สิ่งที่ควรจะต้องพิจารณาต่อไปคือนำเอาสหกรณ์ออมทรัพย์เข้ามาอยู่ภายใต้องค์กรใหม่ เพื่อจัดระบบระเบียบการบริหารงานเสียใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คุ้มครองผู้ฝากเงินได้ดีกว่านี้ หากถือว่าสหกรณ์ออมทรัพย์มีผลต่อระบบเศรษฐกิจและกระทบกับประชาชนในกลุ่มฐานราก ก็จะต้องดำเนินการในเรื่องนี้ให้เด็ดขาดเสียที

คอลัมน์ ต่อ ต้าน คอร์รัปชัน: สรุปผลคอร์รัปชันไทย ยังไงกันแน่? - แนวหน้า ฉบับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค

เมื่อคืนวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเวลาช่วงกลางวันของเยอรมนี ประเทศที่ตั้งขององค์กรความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International : TI) ได้มีการประกาศผลดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน หรือที่ ป.ป.ช. เรียกชื่อใหม่ว่า ดัชนีการรับรู้การทุจริต ซึ่งมีชื่อทางการเป็นภาษาอังกฤษว่า Corruption Perception Index (CPI) ของปี 2560 ว่าไทยได้คะแนน 37 จาก 100 อยู่อันดับที่ 96 จาก 180 ประเทศทั่วโลก พอเช้าวันรุ่งขึ้นสำนักข่าวหลายสำนักก็ลงพาดหัวกันต่างๆ นานา บ้างก็ว่า สถานการณ์คอร์รัปชันไทยปีนี้ดีขึ้นในสายตาโลก บ้างก็ว่าไทยยังสอบตก ตกลงว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรกันแน่ แล้วดัชนี CPI ที่พูดถึงนี้มันบอกอะไรเราได้บ้าง

ที่จริงเราก็พูดถึงดัชนี CPI นี้อยู่เป็นประจำทุกต้นปี เพราะเป็นช่วงที่ TI จะประกาศผลออกมาเป็นประจำ และทุกปีก็จะพบสถานการณ์คล้ายๆ เดิม คือ มีการ ตีความผล CPI ออกไปแตกต่างกันทำให้ผู้ติดตามสถานการณ์สับสนกันไปบ้าง วันนี้บทความของเราจึงจะสรุปผล CPI และสถานการณ์การคอร์รัปชันของไทยอย่างง่ายให้ได้รับทราบกันนะครับ โดยจะวิเคราะห์แยกเป็น 3 ประเด็นหลักๆ ได้แก่ ความเข้าใจต่อ CPI การตีความดัชนีและความครอบคลุมของดัชนี

ประเด็นแรก ก่อนจะสามารถตีความได้อย่างถูกต้องชัดเจน ขออธิบายโดยสังเขปว่า ดัชนี CPI นี้คืออะไร และบอกอะไรเราได้บ้าง ตามที่ได้เกริ่นไปแล้วว่าองค์กร TI เป็นผู้จัดทำดัชนีนี้ ทีมงานของเขาจะรวบรวมเพื่อเฉลี่ยผลคะแนนจากดัชนีอื่นๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชัน เช่น ดัชนีมุมมองของนักธุรกิจต่างชาติที่มาลงทุนในประเทศไทยต่อสถานการณ์คอร์รัปชันโดยทั่วไป ดัชนีที่ถามประสบการณ์ว่าเคยต้องจ่ายสินบนหรือไม่เวลาต้องติดต่องานราชการ ดัชนีที่ชี้วัดความสามารถในการแข่งขันทาง การค้าของประเทศไทย การประเมินของผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเมืองและความเป็นประชาธิปไตย เป็นต้น

สำหรับประเทศไทยในปี 2560 TI เขานำดัชนีอื่นๆ ถึง 8 ดัชนีมารวมกันแล้วหาค่าเฉลี่ยเป็นเลขตัวเดียว เพื่อง่ายต่อการสื่อสารและเปรียบเทียบ ดังนั้น จึงจะเห็นได้ว่าที่นักวิเคราะห์หลายคนและสำนักข่าวหลายสำนักมีการตีความที่แตกต่างกันไปนั้น ไม่น่าแปลกใจ เพราะจากดัชนีย่อยๆ ทั้ง 8 ดัชนีนี้ บางตัวก็ดีขึ้น บางตัวก็แย่ลง ซึ่งจะชี้แจง รายละเอียดต่อไป

ข้อสังเกตหนึ่งที่ลืมไปไม่ได้ ในการตีความผลนี้ คือ ผลที่ประกาศออกมานี้คือผลที่วัดสถานการณ์ของปีที่แล้วนะครับ ดังนั้นหลายเหตุการณ์ที่เราได้ฟังได้อ่านในข่าวบ่อยๆในช่วงต้นปีนี้จึงยังไม่ถูกสะท้อนออกมาในผลล่าสุด และนี่เองจึงเป็นสาเหตุหนึ่งของข้อด้อยของดัชนีนี้ นั่นคือ ผลที่ออกมานั้นอาจจะไม่สะท้อนสภาพความเป็นจริง เนื่องจากคนเรามักจะสะท้อนความเห็นจากประสบการณ์อันยาวนาน ดังนั้น ถ้าถามความรู้สึกต่อสถานการณ์ในปีนี้ เราก็มักจะนำประสบการณ์ในอดีตเข้ามาเจือปนในคำตอบด้วย จึงมีนักวิชาการกลุ่มหนึ่งออกมาให้ ข้อสังเกตว่า CPI นี้เปลี่ยนแปลงได้ยากมาก ต้องมีเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่มากขนาดที่คนลืมเรื่อง ในอดีตไปเลย จึงจะมีความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ต่อสถานการณ์และจึงจะทำให้ดัชนีเปลี่ยนแปลงไปได้

ประเด็นที่สอง เมื่อเข้าใจลักษณะของ CPI โดยสังเขปแล้ว จึงจะขอตีความผลในปี 2560 ที่เพิ่งประกาศนะครับ คะแนนที่ไทยได้รับในปีนี้คือ 37 คะแนน พัฒนาเพิ่มขึ้นมาจากปีที่แล้วซึ่งเราได้ 35 คะแนน ผมขอตีความว่าโดยภาพรวมไทยไม่ได้แย่ลง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะฉลองกันได้แล้ว นั่นเพราะ 2 คะแนนที่เพิ่มขึ้นมานั้น มาจากดัชนีย่อยบางตัวที่ดีขึ้นและบางตัวที่ลดลง และตัวที่ลดลงก็เป็นดัชนีที่สะท้อนเรื่องสำคัญเสียด้วย เช่น ผลกระทบของสินบน ต่อความสามารถในการแข่งขันทางการค้า การลงโทษคนทุจริต และความเป็นประชาธิปไตยที่มีผลต่อการลดโอกาสการคอร์รัปชัน

เมื่อมองเทียบกับประเทศอื่นๆ อีก 180 ประเทศที่ดัชนีนี้ชี้วัดด้วย อันดับไทยดีขึ้นจากปีที่แล้วที่เราได้อันดับ 101 มาเป็นอันดับที่ 96 ไต่มาจากเลขสามหลักเหลือแค่สองหลัก ซึ่งเป็นข้อที่คนที่ตีความในแง่ชื่นชมสถานการณ์มักยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยๆ แต่ผมอยากจะลองยกประเทศอื่นที่อยู่ในอันดับที่ 96 เท่ากับไทยนะครับ ได้แก่ ประเทศบราซิล โคลอมเบีย อินโดนีเซีย ปานามา เปรู และแซมเบีย มองที่ประเทศเพื่อนบ้านเราคือ อินโดนีเซีย ที่ปีนี้ได้อันดับเดียวกับเรา ทราบไหมครับว่าเมื่อเพียงสิบกว่าปีทีแล้วไทยมีอันดับสูงกว่าเขาเป็นเท่าตัว แต่ตอนนี้อินโดนีเซียไล่ตามมาจนทันแล้ว

ดังนั้นจึงขอสรุปการตีความผลว่า ดีที่ไทยไม่ได้แย่ลง แต่ไม่ดีมากกว่าที่ไทยไม่มีพัฒนาการ ต้องคิดไว้เสมอว่าดัชนีนี้มีไว้กระตุ้นให้เราพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ได้ให้รักษาให้คงไว้เท่าเดิม และเนื่องจากมีหลายแง่มุมของสถานการณ์คอร์รัปชันที่แย่ลง เราจึงยังต้องทำงานต่อต้านการคอร์รัปชันต่อไปอย่างเข้มข้น

เล่ามาถึงจุดนี้ ผู้อ่านบางท่านอาจรู้สึกว่าทำไมผมมองโลกในแง่ร้ายเสียจริง นี่ขนาดคะแนนรวมดีขึ้นแล้วนะยังวิจารณ์ได้ขนาดนี้ จึงต้องกล่าวถึงประเด็นที่สามของบทความนี้ นั่นคือ คอร์รัปชันเป็นปัญหาที่มีความสลับซับซ้อนอย่างมาก มองด้วยดัชนีเดียวไม่ได้แม้ดัชนี CPI จะรวบรวมเอาดัชนีอื่นๆ มาหาค่าเฉลี่ยแล้วก็ยังไม่ครบทุกแง่มุมของปัญหานี้ และส่วนที่ขาดหายไปส่วนหนึ่งคือความหวังสำคัญของไทยในการต้านโกงเลย นั่นคือความเข้าใจปัญหาและความพร้อมในการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหานี้ของประชาชนและรัฐบาล

ในด้านประชาชนนั้น ผลจากดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย (Corruption Situation Index : CSI) ที่จัดทำโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ว่าคนไทยจำนวนมากขึ้นเห็นว่าคอร์รัปชันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง ไม่ยอมรับรัฐบาลทุจริตแต่มีผลงาน เห็นว่าแม้การให้สินน้ำใจเล็กๆน้อยๆ แก่เจ้าหน้าที่รัฐก็เป็นเรื่องเสียหาย และสำคัญที่สุดคือยินดีที่จะมีส่วนร่วมในการ ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน

ในส่วนของรัฐบาลในวันนี้ คนไทย สามารถภูมิใจได้กับดัชนี Global Corruption Barometer (GCB)ที่จัดทำโดยองค์กรความโปร่งใสนานาชาติ (TI) เจ้าเดิมที่จัดทำดัชนี CPI ที่เขาวัดความพึงพอใจของประชาชนต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาลในการต่อต้านการคอร์รัปชัน ดัชนี GCB นี้วัดมาตั้งแต่กลางปี 2558 ถึงต้นปี 2560 ปรากฏว่ากลุ่มตัวอย่างคนไทย จำนวนมากกว่า 72% พึงพอใจกับการ ทำหน้าที่ของรัฐบาลในการต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งตัวเลขนี้ทำให้ไทยอยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลกในด้านนี้เลยทีเดียว

ผมจึงขอสรุปปิดท้ายบทความนี้ สลับประเด็นจากข้อท้ายสุดขึ้นไปถึงข้อแรก นั่นคือ การทำความเข้าใจสถานการณ์ คอร์รัปชันให้ลึกซึ้งนั้น ดูจากดัชนีเดียวแล้วตีความสรุปเลยไม่ได้ ต้องดูและ วิเคราะห์หลายๆ ดัชนีและลักษณะสถานการณ์ ประกอบกันไป เนื่องจากปัญหาคอร์รัปชัน เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนมาก มีสาเหตุ และผลกระทบที่หลากหลาย ไม่สมควรนำมิติใดของคอร์รัปชันที่ดีขึ้นหรือแย่ ลงมาตีความเหมารวมสถานการณ์ทั้งหมด เพราะนั่นอาจมีผลให้นโยบายต่อต้าน คอร์รัปชันมีความแคบและจึงไร้ประสิทธิผล นักวิเคราะห์และผู้ออกนโยบายจึงควรทำความเข้าใจการวัดผลการคอร์รัปชันผ่านดัชนีต่างๆ อย่างลึกซึ้ง เพื่อจะได้เห็นทั้งจุดเด่นและจุดด้อยของดัชนีต่างๆ และไม่หมกมุ่นอยู่กับการเพิ่มตัวเลขบางตัวมากเกินไปจนหลุดจากการเห็นความเชื่อมโยงอย่างครอบคลุมของเหตุและผลของปัญหาอันซับซ้อนนี้ไปเสีย

บทความพิเศษ: ปราบทุจริตคอร์รัปชัน ต้องเอาจริงกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ถวิล ไพรสณห์

หนังสือพิมพ์หลายฉบับได้ลงข่าว เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม2560 กรณี "สำนักวิจัยซูเปอร์โพล" เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง หน่วยงานของรัฐกับการคอร์รัปชัน จากการศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพ ซึ่งดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1-9 ธันวาคม 2560 พบว่า

- ร้อยละ 71.4 มีการทุจริต คอร์รัปชัน เกิดขึ้นทุกหน่วยงาน

- ร้อยละ 28.6 มีการทุจริต คอร์รัปชัน เกิดขึ้นเฉพาะบางหน่วยงาน

ซึ่งจากข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่ามีการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นทุกหน่วยงานก็ว่าได้ ทั้งๆ ที่รัฐบาลยุค คสช.มีการออกกฎหมายปรับปรุง แก้ไขกฎหมาย

- โดยมีการลงโทษหนักขึ้นกว่าเดิม

- ออกกฎหมายวางมาตรการเพื่อป้องกันการทุจริต คอร์รัปชันหลายมาตรการ

- สนับสนุนองค์กรต่อต้านการทุจริต คอร์รัปชันอย่างเปิดเผย ดังเช่น เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2560 ซึ่งถือเป็นวันป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันโลก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ไปร่วมในงานดังกล่าว และปราศรัยว่ารัฐบาลจะเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ และนายกรัฐมนตรีเองยังย้ำว่าตนเองจะไม่คอร์รัปชันเป็นอันขาด และยังขอร้องให้ประชาชนร่วมกันกับท่านในการแก้ไขปัญหาของชาติในเรื่องนี้ด้วย

และจากผลสำรวจครั้งนี้ยังพบว่า

- ร้อยละ 53.4 ระบุว่า ปัญหาทุจริต คอร์รัปชัน เกิดกับหน่วยงานของรัฐ ระดับส่วนกลาง ซึ่งได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม รวมหน่วยงานรัฐอย่างรัฐวิสาหกิจที่ส่วนกลางด้วย

- ร้อยละ 25.1 ระบุระดับจังหวัด นั่นก็คือ หน่วยราชการส่วนภูมิภาค เช่น จังหวัด อำเภอ สรรพากร โยธาจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด ที่ดินจังหวัด ฝ่ายปกครองจังหวัด ป่าไม้จังหวัด และหน่วยงานที่อำเภอหรือที่ทำการที่อื่น เป็นต้น

- ร้อยละ 21.5 ระบุระดับท้องถิ่น คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และโพลยังระบุด้วยว่า

- ร้อยละ 58.6 หากคิดจะปฏิรูปตำรวจ ต้องปฏิรูปทุกหน่วยงานรัฐ เพราะปัญหาทุจริต คอร์รัปชัน มีในทุกหน่วยงาน

- ร้อยละ 41.7 เชื่อมั่นต่อความซื่อสัตย์สุจริตของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

- ร้อยละ 38.3 ไม่เชื่อมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ซึ่งเปอร์เซ็นต์ประเด็นที่เกี่ยวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ค่อนข้างใกล้เคียงกันมาก

ข้อที่น่าสังเกตก็คือว่า ตลอดเวลาที่รัฐบาล คสช.บริหารประเทศ จะมีการข่าวจากคนในรัฐบาลว่านักการเมืองเป็นคนขี้โกง และมีแต่เรื่องลบ เรื่องเลวร้าย แต่ทำไมในยุค คสช. การทุจริตคอร์รัปชันจึงมีเปอร์เซ็นต์สูงออกมาดังกล่าว ซึ่งไม่ต่างอะไรกับยุครัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงมีความเห็นว่า

"นักการเมืองไม่ได้มีพฤติกรรมเป็นคนโกงทุกคน จะมาพูดเหมารวมคงไม่ได้ และความเป็นจริงยังมีนักการเมืองจำนวนไม่น้อยที่มิได้มีพฤติกรรมทุจริต คอร์รัปชัน เหมือนดังที่อ้าง"

ผมมีข้อมูลที่จะให้ผู้อ่านได้พิจารณาและเปรียบเทียบระหว่างนักการเมืองทุกระดับกับเจ้าหน้าที่ประจำ (ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ) คือ

ตั้งแต่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีรัฐมนตรี และมีนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง (ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ) ประมาณ 60 กว่าปี รวมแล้วมีจำนวนประมาณ ไม่เกิน 10,000 คน

- นักการเมืองระดับท้องถิ่นทุกระดับนับตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ถึง พ.ศ.2557 ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีจำนวนไม่ถึง 90,000 คน รวมนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งทุกระดับตั้งแต่มีการเลือกตั้งโดยประชาชนเป็นต้นมา (60 ปี) มีประมาณ 100,000 คน ซึ่งในจำนวน 100,000 คนนี้ ผมไม่เชื่อว่าจะมีการทุจริตคอร์รัปชันกันทุกคน

เมื่อเปรียบเทียบกับเจ้าหน้าที่ประจำของกระทรวง ทบวง กรม จังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ รวมแล้วประมาณ 3,000,000 คน และในจำนวน 3 ล้านคนนี้ เป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ประจำของส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประมาณ 2,000,000 กว่าคน ของ อปท. ประมาณ 600,000 คนถ้าจะถามว่าประชาชนได้ติดต่อกับกลุ่มใดมากที่สุด ระหว่างนักการเมืองกับเจ้าหน้าที่ประจำ คำตอบก็คือ เจ้าหน้าที่ประจำของรัฐอย่างแน่นอน เพราะอำนาจอนุมัติ อนุญาต เกินกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นของข้าราชการประจำ

เพราะฉะนั้น ที่ผลการสำรวจเรื่องหน่วยงานของรัฐกับการ

คอร์รัปชันดังที่เขียนตอนต้น จึงออกมาว่า หน่วยงานส่วนกลางทุจริตถึง 53.4 เปอร์เซ็นต์ หน่วยงานภูมิภาค คือ จังหวัด 25.1 เปอร์เซ็นต์ สำหรับหน่วยงานท้องถิ่น 21.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้ารวม 2 ลำดับแรกของผลการสำรวจ คือ เจ้าหน้าที่ประจำทั้งส่วนกลางและจังหวัด รวมกันแล้วถึง 78.5 เปอร์เซ็นต์ และของท้องถิ่นเพียง 21.5 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ เหตุผลสำคัญที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค (จังหวัด) มีเปอร์เซ็นต์การทุจริตคอร์รัปชันสูงกว่า อปท.มาก ก็เพราะ 2 หน่วยงานนั้น ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นจึงไม่เกรงกลัวการตรวจสอบจากประชาชน เพราะอยู่ห่างกัน ไม่เหมือน อปท. นอกจากมีสภาท้องถิ่น ซึ่งมีหน้าที่ดังกล่าวโดยตรงแล้วยังมีประชาชนในพื้นที่ที่อยู่ใกล้ชิด ซึ่งเป็นฝ่ายตรวจสอบได้ง่ายกว่าด้วย

ในความเป็นจริงการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ หรือตัวแทนจากกระทรวง ทบวง กรม ส่วนกลางที่ประจำในส่วนภูมิภาค ประชาชนจะไม่รู้ว่าข้าราชการเหล่านั้นมีพฤติกรรมในการทำงานอย่างไรบ้าง เพราะประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินงบประมาณที่หน่วยงานเหล่านั้นได้รับแต่ละปีงบประมาณจะนำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง ประชาชนก็ไม่รู้ ข้าราชการเหล่านั้นบางคนจึงมีโอกาสกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันมิชอบได้ง่าย โดยไม่ต้องระมัดระวังว่าจะมีประชาชนมาตรวจสอบ ประกอบด้วย ความเป็นเจ้าขุนมูลนายมีสูง เส้นทางเข้าถึงก็ต้องผ่านขั้นตอนหลายขั้นตอน ประกอบกับในความเป็นจริง เจ้าหน้าที่เหล่านั้นจะมีการโยกย้ายกันบ่อยครั้ง ก็ยิ่งทำให้ประชาชนแทบจะไม่รู้จักก็ว่าได้ ไม่เหมือนเจ้าหน้าที่ อปท. ที่ส่วนใหญ่อยู่ประจำพื้นที่ ประชาชนจึงรู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดี อะไรที่เกิดขึ้นในพื้นที่ประชาชนจึงทราบ

ผมเสียดายโอกาสเกือบ 4 ปี ที่ คสช.ขึ้นครองอำนาจรัฐ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนอย่างมากก็ยังมีอยู่ มีการกล่าวขานกันว่าทุกหน่วยงานของรัฐก็ว่าได้ ทั้งๆ ที่ คสช.มีความตั้งใจตั้งแต่แรกและประกาศอยู่เสมอว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง เช่น การออกกฎหมาย แก้ไขกฎหมาย ให้มีการลงโทษหนักขึ้น ประกาศสนับสนุนองค์กรประชาชนที่ร่วมกันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นต้น

แต่ก็ยังปรากฏว่า การทุจริตคอร์รัปชันในยุคนี้กลับเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม ทั้งๆ ที่ยุคนี้ไม่ใช่ยุคนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งดังที่ถูกกล่าวหาจากผู้มีอำนาจบ่อยครั้งในเรื่องนี้อยู่ในอำนาจแต่อย่างใด

ข่าวคราวการทุจริตที่เกิดขึ้นมากมายในยุค คสช. แต่รัฐบาล คสช.กลับปล่อยปละละเลยไม่เอาจริงเอาจัง เช่น ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตรวจสอบกันเอง แล้วก็เงียบหายไปโดยไม่รู้ว่าผลการสอบสวนเป็นอย่างไร ตรงไปตรงมาหรือไม่ มีการลงโทษบ้างหรือไม่อย่างไร และที่น่าสงสัยมากก็คือ ความเคลือบแคลงใจที่ว่าผู้มีอำนาจเข้าไปแทรกแซงกระบวนการสอบสวนโดยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ รวมทั้งการแทรกแซง การเลือกสรรองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้ทุจริตคอร์รัปชันที่มีข่าวรู้กันทั่วไปอีกด้วย และรวมทั้งข่าวคราวการหาผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับแวดวงคนใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจก็ยังไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจัง

ผมเชื่อว่า การทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้น และสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนก็คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐนั่นเอง ทั้งนี้ เพราะประชาชนต้องไปหาเจ้าหน้าที่เหล่านั้น เพื่อขอรับบริการ ซึ่งทั้งประเทศก็จะมีทุกวัน ทุกหน่วยงาน เพื่อขออนุญาต ขออนุมัติ ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เฉพาะให้เป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ผลการทำโพลของสำนักวิจัยซูเปอร์โพลจึงปรากฏออกมาดังที่ผมยกมาเขียนอ้างอิงตั้งแต่ตอนต้นของบทความนี้

เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ผมเห็นว่าในต่างจังหวัด ซึ่งประชาชนจะไปติดต่อกับหน่วยงานของรัฐมากที่สุด จึงควรจะเริ่มจากผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองก่อน ซึ่งตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินเป็นหัวหน้าผู้บังคับบัญชาข้าราชการส่วนภูมิภาคทุกหน่วยงาน และยังเป็นผู้กำกับดูแลองค์กรปกครองท้องถิ่นทั่วประเทศเกือบ 8,000 แห่งด้วย เหตุผลที่ต้องเริ่มต้นตรงนี้เพราะ

- ข่าวคราวเรื่องการซื้อตำแหน่ง บางตำแหน่ง สังคมก็รับทราบ - การทุจริตการสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอก็เกิดขึ้นแม้ในยุค คสช. จนต้องให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้ออกข้อสอบ และทหารเข้าไปคุมสอบ และยังมีการไล่ออกผู้ทุจริตเรื่องนี้ด้วย

- กรณีผู้ว่าราชการจังหวัดคนหนึ่งถูกดำเนินการใช้อำนาจออกคำสั่งประกาศเขตภัยพิบัติในจังหวัด ทั้งๆ ที่ไม่มีภัยพิบัติเกิดขึ้นจริง แต่ก็ได้ใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการนี้ไปแล้ว

ผมมีตัวอย่างจากคนรู้จักที่ ขอสำเนาใบสูติบัตร เพื่อทำวีซ่าเข้าประเทศออสเตรเลีย ผมก็ถามเขาว่าต้องเสียเงินเกินกว่า 10 บาท เป็นค่ารับรองตามกฎหมายหรือไม่ เขาตอบว่าต้องจ่ายให้ปลัดอำเภอผู้รับรองสำเนา 2,000 บาท กรณีอย่างนี้ผู้ยากไร้จะเดือดร้อนแค่ไหนเมื่อไปติดต่อราชการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่เกี่ยวกับทะเบียนราษฎร ชื่อบุคคล และทะเบียนบุคคลอื่นๆ ก็เกิดขึ้นทำนองเดียวกัน

- การอนุญาตตาม พ.ร.บ.โรงแรม ซึ่งเป็นอำนาจของอธิบดีกรมการปกครองในเขตกรุงเทพมหานคร (ทั้งๆ ที่อำนาจนี้ควรเป็นของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร) และผู้ว่าราชการจังหวัดในต่างจังหวัด ซึ่งมีผู้เล่าให้ฟังว่าจะต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อให้ใบอนุญาตออกมาได้

- กรณีใบอนุญาตปืนหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับลงวันที่ 19 ธันวาคม 2560 คอลัมน์ อาณาจักรโล่เงิน เขียนไว้ตอนหนึ่งว่า การขออนุญาตมีใบ ป.3 เพื่อขอซื้อปืนต้องเสียค่าลงนามให้ผู้มีอำนาจในการอนุมัติครั้งละ 5,000 บาท ถึง 10,000 บาท แล้วแต่ขนาดของปืน ที่จริงข่าวเรื่องใบอนุญาตปืนเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องมานานแล้ว แม้สมัยหนึ่งที่จัดให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็ไม่มีข้อยกเว้น

- การออกใบอนุญาตชนไก่ ชนโค การพนันบางประเภทที่อนุญาตได้ หรืออื่นๆ รู้กันว่าต้องทำอย่างไร จึงจะได้ใบอนุญาต

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้นที่ฝ่ายปกครองคือสายอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และตำแหน่งที่เรียกชื่ออื่นที่มีอำนาจอนุญาตและอนุมัติ ทำให้ประชาชนเดือดร้อน เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายที่มิได้เป็นไปตามกฎหมาย

เพราะฉะนั้น ในส่วนภูมิภาคถ้ารัฐบาลจะแก้ปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ ก็ต้องเริ่มกวดขัน เอาจริงเอาจัง กับข้าราชการฝ่ายปกครองก่อน เพราะเมื่อใดฝ่ายปกครองทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตแล้ว ข้าราชการส่วนภูมิภาคอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอที่ซื่อสัตย์เป็นตัวอย่างแล้ว ก็คงไม่กล้าทุจริตคอร์รัปชันต่อไป

ความจริงที่ผมเสนอมานี้ ผมเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่ไปติดต่อราชการทุกหน่วยราชการคงทราบดี แต่ไม่กล้าออกมาพูดหรือให้ข่าว

สำหรับราชการส่วนกลาง คือ กระทรวง กรม หรือหน่วยงาน อื่นๆ ที่เทียบเท่า การขออนุมัติหรืออนุญาต ก็มีข่าวหาผลประโยชน์เบี้ยบ้ายรายทางเกือบทุกโต๊ะที่ผ่านเอกสาร ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนมาเป็นเวลานาน

และยิ่งในยุค คสช. ที่ข้าราชการเป็นใหญ่ คือ เป็นทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและเป็นผู้ออกกฎหมาย หรือแก้ไขกฎหมายด้วย ก็จะบัญญัติให้การอนุมัติหรืออนุญาตเป็นของข้าราชการในส่วนกลาง ซึ่งเป็นการรวมศูนย์มากกว่าเก่า ประชาชนทั่วไปส่วนใหญ่ของประเทศก็จะยิ่งเดือดร้อนหนักขึ้น

เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหานี้จะมีผลสัมฤทธิ์ได้ก็คือ ต้องกระจายอำนาจการปกครองไปให้ประชาชนปกครองตนเอง และประชาชนนั่นแหละจะเป็นผู้แก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

นอกจากนั้น ยังมีข่าวการทุจริตคอร์รัปชันจากสำนักข่าวอิศราและหนังสือพิมพ์บางฉบับ กรณีโครงการตามมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (ตำบลละ 5 ล้านบาท พ.ศ.2558 งบประมาณ 39,000 ล้านบาท) โดยการเปิดเผยของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และ ป.ป.ช. ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะเท่าที่ตรวจสอบภายหลังจบโครงการของบางจังหวัด เช่น จังหวัดแพร่ พบว่าที่ทำการปกครองอำเภอทุกแห่งมีความบกพร่องหลายด้าน ได้แก่

- ดำเนินโครงการไม่เป็นไปตามหนังสือสั่งการและหลักเกณฑ์การขอใช้สถานที่

- ดำเนินการซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น

- ดำเนินการไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ด้านการเงินและพัสดุ

- กำหนดราคากลางสูงกว่าความเป็นจริง

- การจ้าง การซื้อ การเบิกจ่ายเงินผิดระเบียบฯลฯ

โดยสรุปของ สตง.ระบุว่า เป็นความบกพร่องของที่ทำ การปกครองทุกอำเภอในจังหวัดนี้ และสำนักข่าวอิศรายังเปิดเผยต่อไปว่า ป.ป.ช.พบว่าหลายจังหวัดหรือทุกจังหวัดก็ว่าได้ที่ใช้งบนี้ไม่โปร่งใส มีพฤติกรรมส่อทุจริตและสั่ง ป.ป.ช.จังหวัดทุกจังหวัดลุยสอบ

นี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำไมผมจึงเสนอให้แก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในหน่วยงานของฝ่ายปกครองของจังหวัดและอำเภอก่อน ก็เพราะฝ่ายปกครองเป็นผู้มีอำนาจมากที่สุดในราชการส่วนภูมิภาค จึงต้องปฏิบัติงานเป็นตัวอย่างของหน่วยงานของรัฐอื่นๆ

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ผมต้องเขียนบทความนี้เพื่อชี้ให้ คสช.เห็นว่า คนที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากที่สุดและกระจายอยู่ทั่วประเทศในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันอันดับแรกก็คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่บริการประชาชนนั่นเอง ส่วนจะมีจำนวนมากน้อยแค่ไหนผมไม่อาจทราบได้

และที่น่าเป็นห่วงต่อไปก็คือ เมื่อมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นก็มีข่าวคราวจากผู้มีอำนาจว่าได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ก็คือข้าราชการในสังกัดเดียวกัน และบางกรณีก็ได้โยกย้ายให้ไปช่วยราชการที่อื่นก่อนในระหว่างสอบสวนแล้วเรื่องนั้นก็เงียบหายไป โดยส่วนใหญ่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเจ้าหน้าที่รัฐผู้นั้นก็ยังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติเหมือนคนที่ไม่เคยถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดและถูกสอบสวนแต่อย่างใด นี่แหละราชการไทย.

คอลัมน์ พินิจการเมือง: ปฏิรูปประเทศ รกรุงรังด้วยกรรมการ ขาดการปฏิบัติ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม

การประกาศนโยบายว่า"จะปฏิรูปประเทศ" ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งเข้ามา บริหารประเทศตั้งแต่กลางปี 2557 ได้ริเริ่มการปฏิรูปประเทศโดยวิธีการแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านต่างๆ และตามด้วยการแต่งตั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ภายหลังที่ สปช. ถูกยกเลิกไป จนกระทั่งจบลงด้วย "การมีรายงานการปฏิรูปประเทศ"(Paper Work) ด้านต่างๆ หลายชุด ซึ่งตอนนี้ไม่รู้ว่ากระจัดกระจายอยู่ที่ไหนบ้าง

จนกระทั่งมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ก็ได้เขียนระบุไว้ส่วนหนึ่งให้มีการแต่งตั้งบุคคลให้เข้ามาทำการปฏิรูปประเทศ นั่นก็คือ "คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ"และ "คณะปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ"ซึ่งก็ได้มีการแต่งตั้งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนการทำงานของทั้งสอง คณะกรรมการดังกล่าว ก็มักจะเริ่มต้น ด้วยการประชุม การอภิปรายใน คณะกรรมการ การหาข้อมูล การรับฟังความคิดเห็น และคงจบลงด้วยการสรุปรายงานเอกสาร ก็เห็นว่าน่าจะได้รายงานเอกสาร (Paper Work) ขึ้นมาอีกชุดหนึ่งเช่นกัน หรืออาจจะ ใช้ประโยชน์ได้ดีกับนิสิต นักศึกษา นักวิชาการที่ต้องการสืบค้นข้อมูลจะได้ค้นคว้าเพื่อมาทำรายงานส่งอาจารย์ หรือใช้อ้างอิงในการทำวิทยานิพนธ์ และงานวิจัย

ผมจึงเห็นว่ารายงานเอกสารจะ ดีอย่างไรก็ไม่มีความหมาย หากไม่ได้นำไปปฏิบัติ หรือ "ทำ" ให้เป็น รูปธรรม มิฉะนั้นแล้วอาจกล่าวได้ว่าการทำรัฐประหารเพื่อการปฏิรูปประเทศ ตามที่คนในสังคมคาดหวัง ก็อาจจะ "เสียของ" กล่าวคือ การปฏิรูปประเทศยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างเป็นชิ้นเป็น อันที่จะให้เห็นเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด โดยเฉพาะข้อเสนอของชุด คณะกรรมการทั้ง สปช. และ สปท. ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผล

ผมได้เห็นความหวังในช่วงปีแรกๆ ที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ โดยใช้อำนาจในเชิงบริหารจัดการในหลายๆ เรื่อง และเห็นว่าได้ผลด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการกับผู้มีอิทธิพลบุกรุกเขตป่าสงวน การตัดไม้ทำลายป่า การรุกล้ำแม่น้ำลำคลอง ชายทะเล ในพื้นที่สาธารณะและเขตหวงห้าม การ กวาดล้างผู้มีอิทธิพล การสะสมอาวุธสงคราม และสิ่งผิดกฎหมายต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ในหลายๆ เรื่อง ในช่วงหลังๆ มานี้กลับปรากฏว่าหลายเรื่องกลับมามีปัญหาเหมือนเดิม เพราะบางเรื่องขาดการกระทำอย่างต่อเนื่องและการกระทำที่ปฏิบัติกันอย่างจริงจัง จึงทำให้ปัญหาต่างๆ วกวนมาสู่รอยเดิม กรณีการรุกล้ำเข้าไปยังเขตป่าสงวน เขตอุทยานแห่งชาติ และทำการ ล่าสัตว์ในเขตหวงห้าม การยังดำรงอยู่ของการใช้แรงงานเด็ก แรงงานต่างด้าว และการไม่สามารถควบคุมราคาขายลอตเตอรี่ให้คงที่ที่ 80 บาท เป็นต้น

ข้อเสนอให้ทบทวนการปฏิรูปประเทศที่กระทำกันอยู่ในห้วงเวลานี้ว่า ทำไมยิ่งปฏิรูปประเทศยังพบว่ามีปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น ยังมีกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่กระทำต่อสิ่งผิดกฎหมาย เช่น กลุ่มรุกล้ำเขตอุทยานแห่งชาติ รุกล้ำเขตป่าสงวน เขตหวงห้าม ตลอดจนยังมีความไม่โปร่งใสเงินทอนวัดและผลประโยชน์ที่เกี่ยวกับวัดวาอาราม และการดำเนินการเกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย ซึ่งควรจะดำเนินการให้ต่อเนื่องให้เห็นเป็นรูปธรรมว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

กรณีที่ชาวบ้านออกมาทุบรถที่จอดขวางทางเข้าออกหน้าบ้านของตน และต่อมาก็มีการตรวจพบตลาดที่จัดตั้งโดยผิดกฎหมาย สะท้อนให้เห็นว่าถ้าไม่มีการออกมาโวยวายก็ยังมีสิ่งที่ผิดกฎหมายใช่หรือไม่? เช่นเดียวกันกับกรณีนักศึกษาฝึกงานที่ออกมาโวยวายเรื่องการทุจริตเงินช่วยเหลือคนไร้ที่พึ่งของศูนย์พักพิงใน จ.ขอนแก่น และจังหวัดอื่นๆ นำมาสู่การตรวจสอบการทุจริต ทั้งกรณีดังกล่าวข้างต้นและ กรณีอื่นๆ แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของการปฏิรูปประเทศ ว่าการปฏิรูปประเทศยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม

ทั้งๆ ที่มีข้อเสนอการปฏิรูปประเทศของทั้ง สปช. และ สปท. มีอยู่หลายเรื่องที่นำไปสู่แนวทางปฏิบัติได้ ซึ่งก็ ไม่ได้เห็นการดำเนินการให้เป็นรูปธรรม หรือจัดลำดับความสำคัญ โดยเฉพาะสิ่งที่เห็นว่ากระทำได้ หรือต้องกระทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้ทันที มีตัวอย่างข้อเสนอที่ง่ายๆ เช่น การปฏิรูปท้องถิ่นซึ่งมีอยู่หลายประเด็นที่ควรจะหยิบยกมาดำเนินการได้ก่อน เช่น ประมวลกฎหมายท้องถิ่นที่ผ่านความเห็นชอบของ สปท. มาแล้ว ก็ควรจะเร่งรีบดำเนินการ การปฏิรูปที่เกี่ยวกับการ กระจายอำนาจด้านต่างๆ การส่งเสริมและพัฒนารายได้ท้องถิ่น เป็นต้น

การที่รัฐบาลจะจัดให้มีการ เลือกตั้งท้องถิ่นก่อน ก็น่าจะใช้โอกาสนี้ดำเนินการปฏิรูปกฎหมายท้องถิ่น ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญโดยเร็ว ทั้งในส่วนของการปฏิรูปการป้องกัน การทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อจะวางมาตรการในช่วงที่มีการเลือกตั้งท้องถิ่นว่าเราจะมีวิธีการป้องกันการทุจริต การเลือกตั้งได้อย่างไร

สำหรับประเด็นการปฏิรูปในส่วนอื่นๆ เป็นต้นว่า การปฏิรูประบบราชการ หรือการลดอำนาจภาคราชการที่ไปเกี่ยวพันกับการเพิ่มอำนาจท้องถิ่น ก็น่าจะทำการปฏิรูปให้เกิดรูปธรรมและมีความจริงจังต่อการปฏิรูประบบราชการว่าจะมีแนวทางดำเนินการอย่างไร และอะไรที่ควรจะทำได้ทันทีในรัฐบาลชุดนี้ก็ควรจะลงมือทำให้ได้เห็นว่ามีการปฏิรูป ตลอดจนการปฏิรูปด้านความเป็นธรรม ความเสมอภาค และมาตรการการจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เห็นว่ามีหลายประเด็นที่น่าจะปฏิรูปได้

ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมานี้ ด้วยความเป็นห่วงว่าการปฏิรูปประเทศจะเกิดการเสียของ เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่น่าจะกระทำให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติก็ต้องรีบทำ ในสถานการณ์รัฐประหารที่รัฐบาลมีอำนาจเต็ม และทำอะไรที่ทำได้ทันทีก็ควรจะลงมือทำ มิฉะนั้นสังคมก็จะวิพากษ์และตำหนิได้ว่า การรัฐประหารไม่ได้ทำให้เกิดการปฏิรูปประเทศแต่อย่างใดเลย

ส่วนการคาดหวังว่าแนวทางการปฏิรูปประเทศที่วางกรอบแนวทางไว้แล้วนั้น ผมเข้าใจว่าจะคาดหวังในรัฐบาลหน้าคงยาก ทั้งนี้เพราะการกลับคืนประเทศสู่ประชาธิปไตย เราอาจจะไม่ได้คาดหวังว่ารัฐบาลประชาธิปไตยจะทำการปฏิรูปประเทศได้ เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งก็คือข้อเรียกร้องต่างๆ ต่อรัฐบาลประชาธิปไตยที่มีมากมายเกินคาด รวมทั้งพลังกลุ่มต่างๆ ในสังคมจะหวนกลับคืนมา จนอาจกลายเป็นความขัดแย้ง กลับสู่ วังวนเดิมๆ ขึ้นมาอีกก็ได้ จนไม่มีเวลาจะปฏิรูปประเทศอย่างที่คาดหวังแต่อย่างใด จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลที่มาจากรัฐประหารควรปฏิรูปประเทศ ให้เป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติ

ซ่อนกลโกง ทุจริต'เงินคนจน' - มติชน ฉบับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เป็นข่าวฉาวโฉ่!! วงการข้าราชการไทยอีกครั้ง กับข่าว ทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) ซึ่งถือเป็นการ "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" ที่สะเทือนใจคนทั้งประเทศ

ซึ่งล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 52/2561 ให้ นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และ นายณรงค์ คงคำ รองปลัด พม. มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเปิดทางให้ พม.ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง "2 บิ๊กข้าราชการ" ด้วย "ยอมไม่ได้" ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐคอร์รัปชั่น พร้อมย้ำว่า "หากพบการกระทำผิดจริง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับใด จะต้องถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด"

เป็นคำสั่ง "เด้งด่วน" ส่งตรงจากสำนักนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม หากสาวไปถึง "เบื้องลึกเบื้องหลัง" จริงๆ เรื่องนี้ ไม่ได้เริ่มต้นจากที่นักศึกษาฝึกงานมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มาร้องกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) จนนำมาสู่การตรวจสอบทุจริตใหญ่โตอยู่ในขณะนี้

แต่เริ่มตรวจสอบกันลับๆ ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2560 ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีหนังสือด่วนลับมากถึง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ขณะนั้น เพื่อขอให้ตรวจสอบภายในข้อเท็จจริงการเบิกจ่ายงบประมาณเงินอุดหนุนประเภทเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง ปีงบประมาณ 2560

จากนั้น พล.ต.อ.อดุลย์มอบให้สำนักงานปลัด พม.ตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยได้แต่งตั้ง ว่าที่ ร.ต.ศรัณย์ สมานพันธ์ รองปลัด พม.ขณะนั้น เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งสอบทั้งการเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ระดับพื้นที่ และผู้บริหารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) ซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักในการจ่ายเงินช่วยเหลือคนกลุ่มนี้

ขณะนั้น "นายพุฒิพัฒน์" ดำรงตำแหน่ง "อธิบดี พส." และ "นายณรงค์" ดำรงตำแหน่ง "รองอธิบดี พส." ที่เพิ่งได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ตรวจราชการ พม. ตามที่ สตง.แจ้งมา

เส้นทางการก้าวขึ้นเป็นอธิบดี พส.ของนายพุฒิพัฒน์นั้น เริ่มจากปี 2553 เป็นรองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ต่อมาปี 2556 เป็นผู้ตรวจราชการ พม. และเติบโตในหน้าที่การงานมาตลอด โดยได้รับแต่งตั้งเป็น "อธิบดี พส." ในปี พ.ศ.2557 ซึ่งเป็นกรมขนาดใหญ่ที่สุดของ พม. อีกทั้งเป็นแคนดิเดตจะขึ้นเป็นปลัด พม.มาหลายครั้ง และมาทำได้สำเร็จใน พ.ศ.2560

บวกลบแล้ว นายพุฒิพัฒน์อยู่ในตำแหน่งอธิบดี พส.เป็นเวลา 3 ปี

ขณะที่นายณรงค์เข้ารับตำแหน่งรองอธิบดี พส.ในปี 2558 ต่อมาปี 2559 เป็นผู้ตรวจราชการ พม. แล้วก้าว ขึ้นสู่รองปลัด พม.ในปี 2560

ทั้งนี้ ภายหลังคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงใช้เวลาตรวจสอบ 30 วัน ได้ข้อสรุปว่า พบบางแห่งไม่ดำเนินการตามระเบียบ อาทิ ให้เงินสงเคราะห์โดยที่ไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีการเซ็นชื่อ จึงเห็นสมควรมอบให้กรม พส.ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยส่งเป็นหนังสือลับมากให้ พส.ดำเนินการต่อเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2560

อย่างไรก็ตาม การสอบสวนดังกล่าวยังไปไม่ถึงขั้น ชี้มูลว่า "2 บิ๊กข้าราชการ" ผิดหรือถูกอย่างไร

เพราะ สตง.ไม่มีพยานหลักฐานมาให้ตั้งแต่แรก เนื่องจากได้รับการแจ้งให้ตรวจสอบจากบัตรสนเท่ห์กล่าวหาเท่านั้น

ต่อมา พส.ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง สรุปว่ามีมูลตามที่กล่าวหาจริง โดย ผอ.ศูนย์จังหวัดขอนแก่นและหัวหน้าฝ่ายจัดสวัสดิการสังคม กระทำผิดวินัยร้ายแรงและความเสียหายทางละเมิด ขณะที่เจ้าหน้าที่อีก 3 ราย กระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง

โดยเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2561 นางนภา เศรษฐกร อธิบดี พส.คนปัจจุบัน มีคำสั่งย้าย ผอ.ศูนย์จังหวัดขอนแก่นและ จนท.ที่เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่ เพื่อตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทั้งทางวินัยและทางละเมิด

ซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้ ได้ดำเนินการกัน "ภายใน" กระทรวง พม.

กระทั่ง เรื่องมา "ดังเปรี้ยง" ฉาวโฉ่ไปทั่วประเทศ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา เมื่อมีนักศึกษาฝึกงานที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จังหวัดขอนแก่น ออกมาแฉว่า ถูกสั่งให้ปลอมลายเซ็น ผู้ขอรับความช่วยเหลือกว่า 2,000 คน เป็นเงิน 6-9 ล้านบาท!!!

ซึ่งการออกมาเปิดโปงครั้งนี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมไปสู่จังหวัดอื่นๆ

จากศูนย์ขอนแก่น ป.ป.ท.ยังตรวจสอบศูนย์จังหวัดเชียงใหม่ พบลักษณะความผิดคล้ายๆ กัน ก่อนจะตั้งทีมขยายการตรวจสอบศูนย์ทั่วประเทศ ซึ่ง ป.ป.ท.จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 31 พฤษภาคม 2561

ขณะที่ พม.ก็ตั้งคณะทำงานตรวจสอบเช่นกัน พบที่กระทำผิดชัดเจนแล้วคือ ศูนย์ขอนแก่น เชียงใหม่ ซึ่งได้มีคำสั่งย้ายผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องออกมา และตั้งสอบวินัยแล้ว

ส่วนที่ศูนย์จังหวัดอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี สตูล ตรวจสอบแล้วไม่ผิดปกติ

ไม่เพียงเท่านั้น การเปิดโปงของนักศึกษาฝึกงานยังส่งแรงกระเพื่อมไปสู่ "การคอร์รัปชั่นเชิงระบบที่ใหญ่มาก" เมื่อโลกออนไลน์ร่วมตรวจสอบและออกมาทยอย "แฉ 2 ผู้บริหาร พม." เรื่องตั้งคนของตัวเองไปเป็นหัวหน้าหน่วยตามภูมิภาค แล้วเรียกเงินทอนกลับมา 20-50%

ซึ่งถ้านักศึกษา ม.สารคามไม่ออกมาเปิดโปง เรื่องนี้ก็คงจะ "เงียบกริบ" แต่ในกระทรวง พม.

ซึ่ง พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พม. ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ซึ่งมีบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมตรวจสอบด้วย

ทุจริตเงินคนจนคนยากไร้ว่า "สะเทือนใจหนักมาก" แล้ว

แต่ที่ "ปวดใจยิ่งกว่า" คือการออกมาเปิดโปงของ "น้องนักศึกษา" ได้ทำให้ครอบครัวญาติของน้องถูกคุกคาม รวมถึงถูกอาจารย์ในมหาวิทยาลัยบางคนตำหนิว่าสร้างความเสื่อมเสียให้สถาบัน

เข้าทำนอง "คนดีไม่มีที่อยู่" นางทิชา ณ นคร ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและสตรี กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ปัญหาทุจริตในสังคมไทย เป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้ พอมีคนรุ่นใหม่ ซึ่งไปรู้เห็น แล้วรู้สึกว่าตัวเองเดือดร้อน อยากแก้ไข เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ถือว่าเราได้ของมีค่าทางสังคมมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและน่าปลื้มใจ

"ผู้ใหญ่ที่อยู่ในทั้งระดับมหาวิทยาลัย ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ต้องส่งสัญญาณให้เห็นว่า น้องคนนี้ ต้องไม่ถูกกดดัน ต้องไม่ถูกทำให้รู้สึกว่าน้องไม่มีที่ยืนที่ปลอดภัย ต้องไม่ทำให้น้องไม่รู้สึกว่าการพูดความจริง ปกป้องผลประโยชน์ของคนยากจน ทำให้น้องเดือดร้อน จนไม่มีที่จะยืน" นางทิชากล่าว ซึ่งเป็นข้อน่าห่วงใยของภาพสะท้อนตรรกะของความเป็นครูบาอาจารย์

นับจากนี้ กระบวนการสอบสวนคงจะดำเนินการอย่างเข้มข้นและถูกจับตามองของคนในสังคม

บทสรุปจะเป็นอย่างไร

อย่ากะพริบตา!!

คอลัมน์ จับอุณหภูมิโลก: สี จิ้นผิง: จักรพรรดิจีนใหม่ - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ออกอาการสะเทือนเลื่อนลั่นที่มิใช่แต่เฉพาะในแดนมังกรเองเท่านั้น ทว่ายังส่งแรงกระเพื่อมต่อแวดวงการเมืองโลกอีกต่างหาก

สำหรับ "ข้อเสนอ" ของ "คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน"หรือ "ซีพีซี" ที่ออกมาเป็นแถลงการณ์ผ่าน "ซินหัว" สำนักข่าวของทางการสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือจีนแผ่นดินใหญ่ว่า ขอเสนอให้ ยกเลิก หรือลบทิ้งข้อความบางตอน ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หมวด 2 มาตรา 79 ซึ่งระบุว่า"ทั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีจะดำรงตำแหน่งได้ไม่มากกว่า 2 วาระ"

ก็เท่ากับว่า ผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของจีนแผ่นดินใหญ่ สามารถดำรงตำแหน่งนี้ได้เกิน 2 สมัย คือ นานเพียงไรก็ได้ ตราบเท่าที่ "สภาประชาชนแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน" ไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งต่อไป

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของ "ซีพีซี" ครั้งนี้ พุ่งเป้าไปที่ "นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนแผ่นดินใหญ่คนปัจจุบัน"โดยตรง คือ เพื่อเปิดทางให้นายสี ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไปอีกตราบนานเท่านาน แบบไร้วาระสมัยมากีดกั้น

กระทั่ง บรรดานักวิเคราะห์หลายคนก็แสดงทรรศนะว่า น่าจะเป็น "ความพยายามของนายสี" เองด้วยซ้ำ ที่ผลักดันให้ทาง "ซีพีซี" ชงข้อเสนอสะเทือนแดนมังกรที่ว่านี้ออกมา เพื่อขยายวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่2 ของเขาที่จะหมดสมัยในปี 2566 หรืออีก 5 ปีข้างหน้าที่จะถึงนี้ หลังจากที่เขาเริ่มนั่งเก้าอี้ผู้นำตัวดังกล่าวมาตั้งแต่ปี2556

พร้อมกันนี้ เหล่านักวิเคราะห์ยังแสดงทรรศนะด้วยว่า แนวคิดที่จะขยายวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของนายสีนั้น ไม่ใช่เพิ่งมามีในเร็วๆ นี้แต่มีมานานแล้ว อาจตั้งแต่ที่เขาเริ่มก้าวเข้ามารับตำแหน่งสมัยแรกเมื่อปี 2556 แล้วก็เป็นได้ ถึงขนาดที่นิตยสารชื่อดังหลายฉบับ เช่น "ดิ อีโคโนมิสต์" เป็นต้นตกแต่งภาพและพาดหัวตัวไม้เปรียบเปรยว่า เป็นจักรพรรดิของจีนแผ่นดินใหญ่ในยุคใหม่ หรือคริสต์ศวรรษที่ 21 กันเลยทีเดียว พร้อมๆ กับความคาดหมายว่า ประธานาธิบดีสี จะมีอภินิหารสร้างความเปลี่ยนแปลง แบบพลิกฟ้า คว่ำดิน ในแดนมังกรเข้าให้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง จากพลานิสงส์ของผลงาน ควบคู่ไปกับการสร้างอิทธิพลของเขาให้เพิ่มขึ้นภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นลำดับ จนถึงขนาดอาจขึ้นมาทาบรัศมี วัดบารมี กับเหล่าผู้นำจีนรุ่นเก่า

โดยผลการสร้างบารมีของนายสีในช่วงที่ผ่านมา ต้องบอกว่า ทำให้อำนาจและสถานภาพของผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเพิ่มพูนออกไป ซึ่งจากเดิม ประธานาธิบดีจีน เป็นเพียง "ประมุขแต่ในนาม" เท่านั้น รวมถึง "อำนาจ" ก็จำกัดและ "สถานภาพ" ก็เปรียบเสมือนเป็น"ประธานคณะกรรมการกลาง" เท่านั้นโดยตำแหน่ง "ประธานคณะกรรมการกลาง" ที่ว่า เคยถูกยกเลิกไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปี 2518 หลังเกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมก่อนหวนกลับมาอีกครั้งในปี 2525 และได้มีอิทธิพลมากขึ้นเป็นลำดับ กระทั่งถึงยุคของนายสี ตำแหน่งประธานคณะกรรมการกลาง ก็ทรงอิทธิพลมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ภายใต้เงื้อมเงาของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

อิทธิพลบารมีของประธานาธิบดีสีว่ามีมากน้อยเพียงใด ยังได้ฉายฉานรัศมีเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมานี้ด้วย ในเวทีการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 19 ระหว่างวันที่ 18 - 24 ตุลาคม2560 เมื่อที่ประชุมดังกล่าว มีมติเป็นเอกฉันท์ให้บรรจุความคิดของนายสี จิ้นผิงที่ว่าด้วยเรื่อง "สังคมนิยมแบบจีนสำหรับ

ยุคใหม่" ลงเป็นหลักการสำคัญในธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งก็หมายความว่า นายสี ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลสูงสุดของจีนแผ่นดินใหญ่ เทียบเท่ากับนายเหมา เจ๋อตง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนรุ่นบุกเบิก ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนกันเลยทีเดียว

กล่าวถึง ข้อเสนอของ "ซีพีซี" เพื่อให้ประธานาธิบดี สามารถดำรงตำแหน่งได้เกิน 2 วาระ หรือ 2 สมัยข้างต้นนั้น ก็ได้รับการคาดหมายจากบรรดานักวิเคราะห์ว่า น่าจะได้รับไฟเขียวคือการอนุมัติในการประชุมประจำปีของสภาประชาชนแห่งชาติ ครั้งที่ 13 ซึ่งจะเริ่มมีขึ้นในวันที่ 5 มีนาคมนี้ เพราะที่ผ่านมาการประชุมสภาฯ ดังกล่าว ไม่ผิดอะไรกับ "ปั๊มตรายาง" ที่พร้อมประทับตราให้กันอยู่แล้ว

ท่ามกลางข้ออ้างที่จะถูกหยิบยกขึ้นในเวทีที่ประชุมข้างต้นว่า เพื่อให้นายสียังคงมีอำนาจในการสะสางปัญหาของประเทศที่เรื้อรังมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งในประเด็นปัญหานี้ นายสี ได้ระดมปราบปรามอย่างหนัก นับตั้งแต่ที่เขาก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยการปราบปรามก็ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องอย่างไรก็ตาม ในประเด็นเรื่องแก้ไขทุจริตคอร์รัปชันนั้น ก็ได้เกิดข้อกังขาขึ้นเช่นกันว่า มีนัยเรื่องกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองภายในพรรคคอมมิวนิสต์แอบแฝงอยู่ด้วย

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ เช่นการแก้ไขปัญหาหนี้ และฟองสบู่ด้านอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ถูกหยิบยกว่า จะเป็นระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจ ซึ่งทางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ก็จะหยิบยกขึ้นเป็นข้ออ้างให้นายสี ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไปเกิน 2 สมัยว่า เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เหล่านักวิเคราะห์ได้แสดงทรรศนะว่า การขยายวาระเพื่อให้การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสามารถเป็นได้ยาวนาน ก็อาจจะกลายเป็นปัญหาการเมืองภายในของจีนแผ่นดินใหญ่ในอนาคตได้เช่นกัน เหมือนกับในสมัยหลังของประธานเหมา เจ๋อตง ที่สิ้นไปได้ไม่นาน ก็เกิดความวุ่นวายทางการเมือง แย่งชิงอำนาจกันในกลุ่มแกนนำ เช่น กรณีแก๊ง 4 คน หรือที่รู้จักกันในนาม "แก๊งออฟโฟร์" เป็นต้น จนทางนายเติ้ง เสี่ยวผิง อดีตผู้นำจีนสมัยต่อมา ในปลายยุคของเขานั้น ต้องออกมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ไม่ให้ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งนานเกินกว่า 2 สมัย เพื่อมิให้คนที่เป็นผู้นำฝังรากอำนาจของตนผูกขาดเบ็ดเสร็จจนเกินไปอันจะส่งผลให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนเมื่อครั้งหลังสิ้นประธานเหมา ได้เพราะกว่าจะจัดการให้เหตุการณ์สงบประเทศชาติสามารถกลับ มาตั้งหลักตั้งลำได้ใหม่ ก็ต้องเซ่น สังเวยเลือดของผู้คนไปมิใช่น้อย