You are here

CG and corruptions News - 3 April 2018

แจงเช็คบัญชี'ป๋าเปรม'ส่งเข้ามูลนิธิ - กรุงเทพธุรกิจ

ให้ออก'วิโรฒ'ผอ.รร.สามเสนผิดวินัยร้ายแรง - ไทยโพสต์

PACC to probe police station aircon case - BANGKOK POST

โถ!ป้อม:เข้ามาปราบโกงจ่อเปิดบิ๊กพม.งาบคนจน - ไทยโพสต์

พิรุธเพียบ โกง'กองทุนเสมา'แกะรอยเงินหาย 10 ปี เสาะธุรกรรมพิสูจน์ ขบวนการ - เดลินิวส์

อดีตบิ๊กสกสค.ต้องชดใช้ฐานละเมิด - เดลินิวส์

บทบรรณาธิการ: รัฐต้องไม่เอื้อประโยชน์ 2 บริษัทมือถือ - แนวหน้า

ไล่บี้คสช.กล้าลากคอ4ตำนานค่าโง่ฉาว! จุดแท็กซี่อัจฉริยะ-เครื่องเก็บเงินรถเมล์ - พิมพ์ไทย

Column COMMENTARY: Is ending civil service graft a fool's erran - BANGKOK POST

บทบรรณาธิการสยามรัฐ: ปัญหาสหกรณ์ - สยามรัฐ

ไทยโพสต์: จุดกระแสต้านโกงให้ติด! - ไทยโพสต์

คอลัมน์ ขยายปมร้อน: ลุ้น! ฟ้อง-ไม่ฟ้อง 'พานทองแท้' คดีฟอกเงินกับกระแส 'ปรองดอง' - คม ชัด ลึก

แจงเช็คบัญชี'ป๋าเปรม'ส่งเข้ามูลนิธิ - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ หัวหน้า สนง. มูลนิธิรัฐบุรุษพล.อ.เปรมฯ โต้ "พานทองแท้" แจงปมเช็คเข้าบัญชี "ป๋าเปรม" เป็นเงินบริจาคส่งต่อเข้ามูลนิธิฯ ไม่ใช้ส่วนตัว ยันดีเอสไอตรวจสอบแล้ว

จากกรณีนายพานทองแท้ ชินวัตร โพสต์ภาพเช็คธนาคาร 2 ฉบับในเฟซบุ๊คส่วนตัว พร้อมทั้งคำถามถึงคดีฟอกเงิน กรณีธนาคารกรุงไทย ปล่อยกู้สินเชื่อเครือกฤษดามหานคร โดยทุจริตว่า เช็คฉบับแรก 250,000 บาท มีลายเซ็นพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ลงชื่อกำกับในเช็คให้นำเงินเข้าบัญชีมูลนิธิรัฐบุรุษ ส่วนอีกฉบับเป็นเช็คเงินสด 100,000 บาท สั่งจ่ายเข้าบัญชี พล.ร.ท.พระจุณณ์ ตามประทีป นายทหารคนสนิทของพล.อ.เปรม โดยเลขที่เช็คทั้ง 2 ฉบับมีลำดับต่อเนื่องกับเช็คที่สั่งจ่ายในชื่อนายพานทองแท้ แต่บุคคลทั้ง 2 กลับไม่ถูกดำเนินคดีในข้อหาฟอกเงิน

พล.ท.พิศณุ พุทธวงศ์ หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ชี้แจงว่า เจตนาของผู้บริจาคต้องการบริจาคเงินเข้ามูลนิธิรัฐบุรุษฯ พล.อ.เปรมก็ได้ส่งเช็คบริจาคเงิน ดังกล่าวเข้ามูลนิธิรัฐบุรุษพล.อ.เปรมฯ เรียบร้อย ไม่ได้นำเงินมาใช้ส่วนตัว

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ชี้แจงว่าในชั้นสอบสวนได้ตรวจสอบเงินที่นายวิชัย กฤษดาธานนท์ ผู้บริหารเครือกฤษดามหานคร สั่งจ่ายไปยังบุคคลต่างๆ และบุคคลที่มีชื่อรับเช็คที่มีมูลหนี้ต่อกันจริง โดยตรวจสอบครบถ้วนทุกรายแต่ไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะเป็น รายละเอียดในสำนวน

แหล่งข่าวจากดีเอสไอ เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวเงินได้ถูกแบ่งออกเป็นหลายกอง กรณีนายวิชัยสั่งจ่ายเช็คให้ พล.อ.เปรม เช็คไปเข้าบัญชีมูลนิธิทันที จุดประสงค์จึงชัดเจนว่าเป็นการบริจาคเพื่อการกุศล ส่วนเช็คที่นายวิชัยจ่ายให้ พล.ร.อ. พระจุณณ์มีการชี้แจงว่า เป็นเงินค่าจัดงานเลี้ยงรุ่น วปอ.ที่สำรอง จ่ายไปก่อน แล้วสั่งจ่ายเช็คคืนภายหลัง

ให้ออก'วิโรฒ'ผอ.รร.สามเสนผิดวินัยร้ายแรง - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561

ศึกษาธิการ * คกก.สอบสวนวินัยร้ายแรงระบุ ผอ.สามเสนชี้ "วิโรฒ" มีความผิดอย่างชัดเจน ด้าน "บุญรักษ์" รอผลสรุปข้อมูลอย่างเป็นทางการ เตรียมให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตามมาตรการใหม่ คสช.

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง นายวิโรฒ สำรวล ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย กรณีรับเงินเพื่อแลกที่นั่งเรียนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 เมื่อปี 2560 ว่า ขณะนี้ประธานคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ได้รายงานผลสรุปโดยวาจาอย่างไม่เป็นทางการให้ พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศธ.รับทราบว่า ผลสอบนายวิโรฒมีความผิดอย่างชัดเจน แต่ผลสรุปความผิดอยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดทำเอกสาร เพื่อเสนอมาเป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้นในกรณีนี้ถือเป็นความผิดชัดเจนและโดนสอบวินัยร้ายแรง โดยนายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) ในฐานะหัว หน้าส่วนราชการของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ต้นสังกัดของนายวิโรฒ ได้พิจารณาใช้แนวทางการปฏิบัติตามหนังสือคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการ ให้นายวิโรฒออกจากราชการไว้ก่อน ส่วนในขั้นตอนการพิจารณาโทษทางวินัยของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) กรุง เทพมหานคร ก็ยังคงดำเนินไปตามกระบวนการ ซึ่งโทษวินัยร้ายแรงมีอยู่ 2 กรณี คือ ไล่ออก กับปลดออก

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของผู้ปกครองที่มีการจ่ายเงินเพื่อแลกที่นั่งเรียนจะถือว่ามีความผิดฐานติดสินบนด้วยหรือไม่ เพราะสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ามาตรวจสอบเส้นทางการเงินในการรับนักเรียน และระบุว่า การบริจาคเงินหรือแป๊ะเจี๊ยะถือว่ามีความผิด เพราะเป็นการติดสินบน นพ.ธีระเกียรติกล่าวว่า ตนยังไม่ทราบในข้อกฎหมายดังกล่าวว่าจะมีผลย้อนหลังด้วย หรือไม่ แต่หากเป็นการรับนัก เรียนในปีการศึกษานี้ ผู้ปกครองมีความผิดอย่างแน่นอน

ด้านนายบุญรักษ์กล่าวว่า สำหรับกรณีของนายวิโรฒ หากประธานสอบวินัยส่งผลสรุปข้อมูลอย่างเป็นทางการมาถึงตน ในฐานะเป็นหน่วยงานต้นสังกัดนายวิโรฒ ก็จะดำเนินการตามมาตรการของ คสช. คือให้ออกจากราชการไว้ก่อน ระหว่างรอผลสรุปโทษวินัยอย่างเป็นทางการจาก กศจ. เพราะเรื่องนี้เป็นที่สนใจของสังคม.

PACC to probe police station aircon case - BANGKOK POST Issued date 3 April 2018

KING-OUA LAOHONG

The Public Sector Anti-Corruption Commission (PACC) has vowed to act against two senior Phahon Yothin police inspectors if its initial probe finds the pair unlawfully had officers' money deducted to buy a new air conditioner.

The agency is examining evidence submitted by one of the officers to ascertain whether to conduct a full investigation, said Kornthip Daroj, secretary-general of the PACC yesterday.

He said the examination of the evidence, including the inspectors' Line chats, will not take more than three months.

According to media reports, the two inspectors are Pol Maj Ekkarat Omak and Pol Maj Chalakon Pandaeng.

Last Tuesday, Pol Sgt Loesak Nonkhunthot complained to the PACC that the pair had ordered him and other 10 other low-ranking officers to pay between 2,000 and 4,000 baht for the purchase.

The air conditioner, priced at 25,000 baht, was installed in the investigation unit in Phahon Yothin Police Station.

Pol Sgt Loesak did not understand why the officers had to shoulder an expense which should be paid for by the state.

He said the deductions were taken from allowances he and his colleagues received for their mission to monitor street demonstrators last year, according to his complaint.

Though Pol Sgt Loesak lodged the complaint alone, the PACC will treat the case seriously, Pol Lt Col Kornthip said.

Former Phahon Yohin police chief Yanyong Santiprichawat earlier said the purchase arose out of an "internal agreement" under which all officers, regardless of their ranks, made contributions for police station equipment.

Pol Col Yanyong, now deputy chief of Metropolitan Police Division 2, said he was not informed that the old air-conditioner was not working. The unit also had not requested a budget for the purchase.

โถ!ป้อม:เข้ามาปราบโกงจ่อเปิดบิ๊กพม.งาบคนจน - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561

ไทยโพสต์ * "บิ๊กตู่" ลั่นเอาจริง ขรก.ทุจริต "ประวิตร" ยัน คสช.เข้ามาปราบคอร์รัปชันไม่ทำผิดเอง "เลขาฯ ป.ป.ท." แย้ม 3 เม.ย.เปิดชื่อ "บิ๊ก พม." อยู่เบื้องหลังโกงเงินคนจน ชี้พบหลักฐานมัดเอาผิดทั้งอาญาวินัย "รมว.ศธ." ไม่เชื่อ "รจนา" ทุจริต เงินกองทุนเสมาฯ คนเดียว สั่งขยายผลเพิ่มหลังพบปี 48 มีเงินโอนเข้าบัญชีตำรวจยศ ร.ต.ต.และวัดแบบผิดปกติ

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีมี เรื่องร้องเรียนการทุจริตโครงการรัฐหลายโครงการว่า ทุกอย่างมีกฎหมาย ถ้าทำกันจริงจังมากขึ้นจะดีขึ้นเอง ไม่มีอะไรที่จะแก้ไขได้ 100% ในทันที การสอบสวนมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงว่าเรื่องที่ร้องเรียนมาเป็นจริงหรือไม่ จากนั้นจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนอีกรอบหนึ่งเพื่อนำไปสู่กระบวนการปลด ไล่ออก โทษทางวินัย หรือแม้แต่การฟ้องศาลในคดีอาญา ขั้นตอนเป็นอย่างนี้ก็ขอให้ระมัดระวังในการสื่อข่าวหรือการรับรู้รับทราบจากทางโซเชียลมีเดีย

"การปกครองข้าราชการที่มีอยู่จำนวนมากไม่ง่าย แต่ขอให้ข้าราชการทำดีต่อไป ส่วนคนไม่ดียืนยันจะลงโทษหมดด้วยกระบวนการยุติธรรม ผ่านการตรวจสอบ สอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง ซึ่งประชาชนอาจยังไม่เข้าใจและใช้การตัดสินโดยโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นพลังสำคัญที่ทำให้การบริหารราชการยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีทั้งจริงบ้างไม่จริงบ้าง ถ้าจริงก็แก้ไข ถ้าไม่จริงก็ออกมาชี้แจง และขอให้ทุกคนดำรงไว้ซึ่งเกียรติยศและศักดิ์ศรีความเป็นข้าราชการ เพื่อสร้างสังคมที่มีความสามัคคีปรองดอง" นายกฯ กล่าว

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยทำโพลสำรวจ พบการทุจริตคอร์รัปชัน 3 ปียุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สูงสุดว่า คสช.เป็นผู้ตรวจสอบ เจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่ายทุจริตในช่วงที่ผ่านมาย้อนหลังหลายปี ไม่ใช่ว่า คสช.คอร์รัปชัน

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช.แถลงผลการประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่มี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท เลขาธิการ คสช.เป็นประธานว่า การปราบปรามการทุจริต เป็นสิ่งที่ คสช.ดำเนินการมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เพราะตระหนักดีว่าการทุจริตคอร์รัปชันส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชน ล่าสุดได้เสนอมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบในระบบราชการเพื่อเสริมการทำงานในเรื่องดังกล่าวให้รัฐบาล ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้วให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น

"เลขาฯ คสช.สั่งการให้ทุกส่วนงานให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบในระบบราชการดังกล่าว พร้อมนำไปดำเนินการในทุกมิติให้เกิดเป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมโดยด่วน" รองโฆษก คสช.กล่าว

พิรุธเพียบ โกง'กองทุนเสมา'แกะรอยเงินหาย 10 ปี เสาะธุรกรรมพิสูจน์ ขบวนการ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561

วรลักษณ์ อโนทัยสินทวี รายงาน

อีกหนึ่งคดีทุจริตที่ต้องจับตา หลังกระทรวงศึกษาธิการออกมาเปิดเผยเรื่องราวงาบงบกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต โดยมีนางรจนา สินที ข้าราชการซี 8 อดีตลูกหม้อของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นตัวเอกเดินเรื่อง และตกเป็นข่าวต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์ ก่อนที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) รับเรื่องและมีมติตั้งอนุกรรมการไต่สวนความผิดนางรจนา พร้อมแจ้งข้อกล่าวหารวม 5 ข้อหา

ป.ป.ท. สนธิกำลังกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กองบังคับ การปราบปรามการ กระทำความผิดเกี่ยว กับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.) และตำรวจ สน.ดอนเมือง นำหมายค้นของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตรวจค้นบ้านเลขที่ 310/926-927 หมู่บ้านปิ่นเจริญ โครงการ 3 ถนนสรงประภา แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม. ซึ่งเป็นบ้านพักของนางรจนา และนายสุวิชา สินที บุตรชาย เพื่อเก็บพยานหลักฐานประกอบการไต่สวนมูลฟ้องหาความเชื่อมโยงคดี และหลักฐานอื่นอันเป็นเหตุสงสัยว่าใช้เพื่อกระทำความผิด

ผลการตรวจค้นพบแฟ้มเอกสารราชการจำนวนมากเก็บไว้ภายในบริเวณตู้เก็บเอกสารในโรงรถหน้าบ้าน แต่สิ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่ถึงกับผงะคือ เอกสารที่ถูกฉีกทำลายอยู่ในถุงขยะสีดำ 2 ถุง วางอยู่ด้านล่างเบาะหลังรถยนต์มิตซูบิชิ จี-แวกอน สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน ศส 6116 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจอดคลุมผ้าอยู่ฝั่งตรงข้ามบ้าน

นอกจากนี้ ยังพบเอกสารที่ระบุประวัตินักเรียนที่ได้รับทุน สลิปเงิน สำเนาบัญชีธนาคาร รวมถึงเอกสารกองทุนเสมาฯ ย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 40 ที่เบาะหลังรถและท้ายรถ เจ้าหน้าที่ได้อายัดไว้ตรวจสอบพร้อมคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์จำนวนหนึ่ง เนื่องจากพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับคดี ขณะที่เจ้าหน้าที่ ปปง.เข้าตรวจสอบเอกสารเพื่อยืนยันเส้นทางการเงิน โดยมีประเด็นต้องสงสัยว่าอาจมีผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตของนางรจนา เพราะจากสภาพบ้านพักที่ค่อนข้างทรุดโทรมและภายในไม่ปรากฏทรัพย์สินมีค่าในบ้าน

ปฏิบัติการดังกล่าวซึ่งพบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีจำนวนมาก ประกอบกับนางรจนารับสารภาพว่ากระทำการทั้งหมดเพียงคนเดียว คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จึงมีมติให้ "ไล่ออก" นางรจนา หรือให้พ้นสภาพการ เป็นข้าราชการไปแล้ว เนื่องจากเห็นว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง กรณีกระทำการทุจริตยักยอกเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ซึ่งเป็น กองทุนการศึกษาสำหรับเด็กนักเรียน ตั้งแต่ปี 51 จนถึงปัจจุบัน สร้างความเสียหายให้กับระบบราชการเป็นเงินกว่า 118 ล้านบาท

แม้การสอบวินัยนางรจนาจะจบไปแล้ว แต่การสอบสวนเอาผิดทางอาญายังต้องดำเนินการต่อไป เพื่อขยายผลหาบุคคลหรือกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง

เนื่องจากกรณีของนางรจนามีเหตุ "ต้องสงสัย" หลายจุด โดยเฉพาะกรณีที่เป็นเพียงข้าราชการระดับ 8 กลับสามารถใช้ช่องว่างทุจริตอย่างต่อเนื่องนานกว่า 10 ปี จึงน่าจะมีผู้เกี่ยวข้องในการทุจริต ที่สำคัญในคดีมีการอนุมัติทุนการศึกษาทำในรูปของคณะกรรมการ มีผู้ร่วมพิจารณาเป็นจำนวนมาก เหตุใดจึงมีการทุจริตเพียงคนเดียว โดยไม่พบร่องรอยของผู้ร่วมพิจารณารับรู้เรื่องด้วย

หัวหน้าทีมที่นำกำลังเข้าตรวจค้น พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผอ.กองปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 2 เปิดเผยว่า ขณะนี้ไม่มีความกังวลเกี่ยวกับรูปคดี โดยเฉพาะบุคคลที่มีรายชื่อเปิดบัญชีรับโอนเงินให้กับนางรจนา เพราะพบพยานหลักฐานการกระทำความผิดครบถ้วนแล้ว ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งขยายผลคือความเชื่อมโยงถึงข้าราชการในระดับสูงกว่านางรจนา แต่จากการพูดคุยกับนางรจนาขณะสนธิกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักร่วมกับการสังเกตสภาพความเป็นอยู่ที่บ้าน เชื่อว่านางรจนายังไม่พร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริง คงต้องให้เวลาอีกระยะ

ส่วนแนวทางการสอบสวนอนุกรรมการไต่สวนจะเริ่มต้นจากงบประมาณปี 60 ที่ตำรวจสน.ดุสิต ส่งสำนวนมาให้ ป.ป.ท. ซึ่งในปีดังกล่าวมีการอนุมัติเงินงบประมาณ 23,702,000 บาท แต่เงินถูกโอนไปยังบัญชีบุคคลอื่นจำนวน 12,800,000 บาท

พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี บอร์ดป.ป.ท. เผยเบื้องต้นพบว่านางรจนาได้เปิดบัญชีเพื่อรับโอนเงินจากกองทุนเสมาฯ รวม 22 บัญชี แต่ได้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลอื่นรวม 31 บัญชี ซึ่ง 22 บัญชีที่เปิดไว้เพื่อรับทุนในปี 60 มีการถอนเงินไปทั้งหมดเมื่อต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา และมีการแจ้ง "ปิดบัญชี" ไประหว่างที่กระทรวงศึกษาฯ เริ่มเข้าไปตรวจสอบ ทั้งนี้ ป.ป.ท.พบข้อบกพร่อง 3 ประเด็นที่ทำให้เกิดการทุจริต คือ 1.การไม่กำหนดตัวบุคคลที่จะรับทุน โดยพิจารณาอนุมัติทุนตามที่โรงเรียนร้องขอใน 4 กลุ่มโรงเรียน และไม่ระบุชื่อเจ้าของบัญชีและเลขที่บัญชีที่รับโอนเงินจากกองทุนเสมาฯ 2.หลังอนุมัติทุนการศึกษาไม่มีการติดตามผลว่านักเรียนได้รับทุนหรือไม่ และ 3.กระทรวงศึกษาฯ ในฐานะผู้อนุมัติทุนหรือโรงเรียนผู้รับทุนมีส่วนรู้เห็นกับการทุจริตหรือไม่ เนื่องจากมีการทวงถามทุนการศึกษามายังกระทรวง แต่กระทรวงปฏิเสธว่าไม่มีทุน ในประเด็นนี้จะต้องตรวจสอบว่าใครรับเรื่องและปฏิเสธการจ่ายทุนทั้งที่ทุนการศึกษาได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการแล้ว

"นางรจนาเป็นเพียงผู้ช่วยเลขานุการในที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติทุน มีหน้าที่ในการจดบันทึกประชุมและวาระงบประมาณต่าง ๆ หลังจากมีการอนุมัติเงินทุนการศึกษาแล้วผู้มีอำนาจจะลงนามอนุมัติตามระดับชั้น ซึ่งปลัดกระทรวงหรือรองปลัดกระทรวงที่ได้รับมอบหมายแทนจะเป็นผู้ลงนามในขั้นตอนสุดท้าย แต่ทำไมนางรจนาจึงมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการเบิกจ่ายเงินคนเดียว ในส่วนนี้ยังมีความน่าสงสัย ซึ่งนางรจนาอาจมีความผิดทางแพ่งฐานละเมิดอีกด้วย" บอร์ด ป.ป.ท. กล่าว

เมื่อตรวจสอบไปถึงธุรกรรมการเงินของนางรจนา ระหว่างปี 51-61 พบว่า มีการโอนเงินจากกองทุนเสมาฯ เข้าบัญชีของสถานศึกษา จำนวน 173,009,510 บาท และโอนเงินเข้าบัญชีบุคคลอื่น ๆ ซึ่งเป็นเครือญาตินางรจนา 22 บัญชี 89,993,372 บาท โดยแต่ละคนจะเปิดบัญชีตั้งแต่ 1-7 บัญชี ส่วนความเคลื่อนไหวทางการเงินในปี 60 ปรากฏชื่อนายวิโรจน์ (สงวนนามสกุล) เปิดบัญชีสูงสุด 7 บัญชี รับโอนเงินและพักเงินไว้ตั้งแต่หลักแสนบาทจน ถึงหลักล้านบาท รวมทั้งหมด 7 ล้านบาท ขณะที่มีชื่อน.ส.สุพิชฌาย์ (สงวนนามสกุล) รับโอนเงิน 2 บัญชี จำนวนเงิน 1.8 ล้านบาท และนายฉลอง (สงวนนามสกุล) รับโอนเงิน 1 บัญชี รวม 1.5 ล้านบาท

นอกจากนี้ มีรายอื่น ๆ รับโอนเงินตั้งแต่ 55,000-800,000 บาท รวมมีบัญชีของบุคคล 10 ราย ที่รับเงิน 18 บัญชี ทำรายการโอนเงินทั้งหมด 52 รายการ จำนวนเงินที่โอนรวมทั้งหมด 12.8 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตได้ทำธุรกรรมการเงินโดยหลบเลี่ยงการรายงานธุรกรรมต้องสงสัยตามกฎหมายฟอกเงินกับ ปปง.

จากรายงานธุรกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของเส้นทาง การเงิน ทำให้จากนี้ต้องจับตาไปที่การขยายผลสืบทรัพย์ของ ปปง. เพื่อให้เห็นว่าสุดท้ายเงินที่ทุจริตไปทั้งหมด ถูกนำไปใช้จ่ายหรือแปลงไปเป็นสินทรัพย์ประเภทอื่นหรือมีผู้เกี่ยวข้องรับผลประโยชน์รายใดบ้าง เพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในคดีฟอกเงิน ซึ่งมีโทษจำคุกสูงถึง 10 ปี.

อดีตบิ๊กสกสค.ต้องชดใช้ฐานละเมิด - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีอดีตผู้บริหาร สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) อนุมัติซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน จำนวน 2,500 ล้านบาท จากบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ว่าศาลอาญาได้พิพากษาจำคุกผู้บริหารบริษัทบิลเลี่ยนฯ จำนวน 2 ราย คนละ 10 ปี พร้อมริบของกลาง ส่วนอดีตคณะกรรมการกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯ ตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ของกองทุนการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) นั้น ศธ. ได้ลงโทษไล่ออกจากราชการแล้วจำนวน 6 ราย ขณะเดียวกันทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิดทั้งวินัยและอาญาแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย รวมถึงได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางละเมิด และได้ข้อสรุปชี้มูลว่า กรรมการกองทุนฯ มีความผิดแล้วเช่นกัน

"หมายความว่าคณะกรรมการกองทุนฯจะต้องมีส่วนในการรับผิดชอบ ส่วนใครจะต้องรับผิดชอบสัดส่วนเท่าไรนั้น ผมได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายไปตรวจสอบแล้ว เพราะฉะนั้นถือว่าเวลานี้กรณีของบริษัท บิลเลี่ยนฯจบสิ้นกระบวนการแล้ว" นพ.ธีระเกียรติกล่าวและว่า มาตรการปราบปรามและป้องปรามการทุจริตของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สามารถช่วยให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความรวดเร็ว เพราะกำหนดให้มีการสืบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นภายใน 7 วัน และสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

บทบรรณาธิการ: รัฐต้องไม่เอื้อประโยชน์ 2 บริษัทมือถือ - แนวหน้า ฉบับวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561

สังคมกำลังเฝ้าจับตาว่าอำนาจรัฐคณะ รักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวเอื้อประโยชน์แก่บริษัทธุรกิจโทรศัพท์มือถือ 2 ค่ายยักษ์ใหญ่ คือบริษัทเอไอเอสและทรูหรือไม่ หลังจากที่มีความพยายามจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้มาตรา 44 ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ทีวีดิจิทัล แต่พ่วงด้วยการช่วยเหลือ 2 บริษัทธุรกิจมือถือยักษ์ใหญ่ จนทำให้รัฐสูญเสียประโยชน์มูลค่ามหาศาล

ทั้งนี้ตามข้อเสนอของ กสทช.ให้ผ่อนผัน การจ่ายค่าประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ แก่บริษัทเอไอเอสและทรู งวดที่ 4 ซึ่งเป็นงวดสุดท้าย จากเดิมที่ต้องจ่ายให้หมดในปี 2563 รายละ 60,000 ล้านบาท เป็นการทยอยจ่ายเป็น เวลา 5 ปี ตกปีละประมาณ 10,000 ล้านบาทเศษ ทั้งๆ ที่ธุรกิจโทรศัพท์มือถือไม่ได้ประสบภาวะขาดทุนเหมือนทีวีดิจิทัล

ตรงกันข้ามช่วงที่ผ่านมา บริษัทเอไอเอส และทรู ได้กำไรอย่างมหาศาลมาตลอด โดยบริษัทเอไอเอสมีรายได้ในปี 2560 สูงถึง 150,000 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิกว่า 30,000 ล้านบาทและสามารถจ่ายเงินปันผลหุ้นของบริษัท 7.10 บาทต่อหุ้น คิดเป็นเงินราว 21,108 ล้านบาท ขณะที่บริษัททรูในปี 2560 มีรายได้มากกว่า 100,000 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิราว 2,000 ล้านบาท สามารถจ่ายเงินปันผลหุ้นของบริษัท 0.03 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นเงินราว 1,000 ล้านบาท

ผู้เชี่ยวชาญจากหลายฝ่ายต่างคัดค้านหาก จะมีการผ่อนผันให้ 2 ยักษ์ใหญ่บริษัทธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ทยอยจ่ายค่าประมูลคลื่นในเวลา 5 ปี แทนที่จะต้องจ่ายงวดเดียวในปี 2563 โดยนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ชี้ว่าเห็นด้วยที่จะใช้มาตรา 44 ช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล แต่ไม่เห็นด้วยที่จะผ่อนผันให้ 2 บริษัทมือถือยักษ์ใหญ่ เพราะธุรกิจทีวีดิจิทัลต่างประสบภาวะขาดทุนซึ่งหากปล่อยให้ล้มพร้อมกันจะส่งผล กระทบต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในสายตา นักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ธุรกิจโทรศัพท์มือถือ มีผลประกอบการที่มีกำไรมหาศาล จึงไม่มีเหตุผลที่รัฐจะเข้าไปช่วยเหลือ

เช่นเดียวกับ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ มองว่าไม่มีเหตุผลใดๆเลยที่รัฐจะเข้าไปอุ้มผู้ประกอบการบริษัทโทรศัพท์มือถือ ทั้งๆ ที่ความจริงในการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ บริษัทโทรศัพท์มือถือทั้งสองค่าย ก็ได้รับผลประโยชน์มหาศาลอยู่แล้ว ดังนั้นหากรัฐมีมติยกผลประโยชน์ให้ผู้ประกอบการธุรกิจโทรศัพท์ มือถือทั้ง 2 ราย คงทำให้ประชาชนอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่าแม้คสช.และรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.จะแตกต่างจากรัฐบาลยุคระบอบทักษิณที่มีการทุจริตเชิงนโยบาย แต่นโยบายอุ้มนายทุนธุรกิจโทรคมนาคมแทบจะไม่แตกต่างกันเลย

ทั้งนี้แม้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อ วันอังคารที่ 27 มีนาคม ที่ผ่านมา จะยังไม่เห็นชอบที่จะผ่อนผันให้บริษัทโทรศัพท์มือถือ ยักษ์ใหญ่ ทั้ง 2 ราย แต่ก็ยังไม่ปิดทางโดยคณะรัฐมนตรีส่งเรื่องให้คสช.ชี้ขาดจึงขึ้นอยู่กับอำนาจรัฐยุคปฏิรูปว่าจะรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดินหรือเอื้อกลุ่มทุนธุรกิจยักษ์ใหญ่ซึ่งจะกลายเป็น ผลงานตราบาปของคสช.

ไล่บี้คสช.กล้าลากคอ4ตำนานค่าโง่ฉาว! จุดแท็กซี่อัจฉริยะ-เครื่องเก็บเงินรถเมล์ - พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 2 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แฟนเพจเฟซบุ๊ค"พรรคคนไทย" ได้โพสต์ข้อความ "รัฐบาลไหน หน่วยงานใด ที่ตั้งงบประมาณ แบบทิ้งขว้าง ซื้อแล้วใช้ไม่ได้ ซื้อแล้วไม่ได้ใช้ จะมีใครไหม เป็นผู้รับผิดชอบ"ประกอบภาพ "ตำนานค่าโง่" ที่รวบรวมโครงการจัดซื้อของภาครัฐที่สูญเสียงบประมาณโดยไม่ได้ใช้งาน ได้แก่ เครื่องตรวจวัตถุระเบิด GT200 มูลค่า1.13 พันล้านบาท เรือเหาะตรวจการณ์ มูลค่า 350 ล้านบาท จุดจอดแท็กซี่อัจฉริยะ มูลค่า 30 ล้านบาท และเครื่องเก็บค่าโดยสารหยอดเหรียญ มูลค่า1.66 พันล้านบาท

โดยนายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย(คท.)ระบุว่า พรรคคนไทยได้ติดตามการทำงานของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ที่ประกาศการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นให้เป็นวาระแห่งชาติ ตั้งแต่เริ่มเข้าสู่อำนาจเมื่อเกือบ 4 ปีก่อน หากแต่ก็เป็นเพียงการสร้างวาทกรรมสวยหรูที่ไม่มีการปฏิบัติให้เห็นผลเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด เพราะยังมีการเปิดโปงความผิดปกติในการใช้งบประมาณของหน่วยงานภาครัฐออกมาอย่างต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นว่า คณะรัฐประหารซึ่งมีอำนาจล้นมือขาดความกล้าหาญในการดำเนินนโยบายปราบโกง นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ คล้ายกับว่า เกรงว่าจะลูบหน้าปะจมูกอย่างไรอย่างนั้น

นายอุเทน ระบุต่อไปว่า แม้ว่า ประเด็นที่ส่อไปในทางทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลชุดนี้ รัฐบาลอาจอ้างได้ว่า อยู่ในกำหนดให้มีการสอบสวนหาผู้กระทำผิดอยู่

จีงยังไม่สามารถลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องได้ ขณะเดียวกันก็มีกรณีการจัดซื้อที่ล้มเหลวในอดีต จนมีผู้นำไปรวบรวมเป็น "ตำนานค่าโง่" ที่ภาครัฐต้องสูญเสียงบประมาณโดยไม่ได้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องตรวจวัตถุระเบิดGT200 งบประมาณกว่า 1.13 พันล้านบาท เรือเหาะตรวจการณ์ งบประมาณ 350 ล้านบาท จุดจอดแทกซี่อัจฉริยะ งบประมาณ 30 ล้านบาท

ล่าสุดเครื่องเก็บค่าโดยสารหยอดเหรียญ ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)งบประมาณ 1.66 พันล้านบาท เป็นกรณีตัวอย่างที่สังคมเชื่อได้ว่า มีการทุจริตเบียดบังงบประมาณชาติ จนนำมาซึ่งการซื้อของที่ไร้คุณภาพ ทั้งนี้แม้จะยังไม่สรุปว่า มีการทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นหรือไม่ แต่การยกเลิกโครงการ ก็ถือว่า เป็นการสารภาพผิดต่อการใช้จ่ายงบประมาณที่ส่งผลเสียหายกับภาครัฐและภาษีของประชาชน กรณีที่ยกตัวอย่างขึ้นมาเหล่านี้ควรมีการสอบสวนนำผู้ที่เกี่ยวข้องมาลงโทษ หรือกระทั่งการเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่ง เพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาใช้งบประมาณชาติ ให้ทำอย่างรอบคอบรัดกุม มากกว่าการนำประโยชน์ที่ไม่พึงได้เป็นที่ตั้ง

"พรรคคนไทยอยากขอเรียกร้องให้รัฐบาล คสช.พิสูจน์ความกล้าหาญของตัวเอง โดยการนำผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณในหลายโครงการที่สูญเปล่าเหล่านี้มาลงโทษและรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น แม้จะยังไม่มีการสรุปผลสอบสวนในเรื่องการทุจริต แต่อย่างน้อยการรับผิดชอบโทษฐานนำงบประมาณชาติไปใช้จ่ายอย่างสูญเปล่า ก็เป็นมิติหนึ่งของการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น และหากไม่รีบดำเนินการ ก็คงหนีไม่พ้นการถูกมองว่ามีส่วนรู้เห็นเป็นใจ หรือเข้าข่ายลูบหน้าปะจมูกด้วย"

Column COMMENTARY: Is ending civil service graft a fool's erran - BANGKOK POST Issued date 3 April 2018

Ploenpote Atthakor

Civil servants across the country have just had their big day. April 1, national civil servants day, has just passed by with rewards being handed out to a few outstanding officials - a top honour or a once-in-a-lifetime affair - for those working for the state.

Several state agencies this week released a number of pictures of their award winners to the media, calling for attention to this special event which happens to coincide with April Fools' Day. At this time of celebration, it's a pity the record of the civil service has been tainted with a series of corruption scandals.

Like a can of worms, scandal after scandal emerges. These include fraud involving funds for the destitute that came to light only when a group of brave students from Mahasarakham University turned whistleblowers; the graft involving a fund for a student scholarship programme, a project for hilltribe people. No doubt, many more lie under the dirty bureaucratic rug.

Those scandals assure us of one thing: There is not much difference between the bad-but-elected politicians and the military junta that promised to clean up the system under its "returning happiness to the people" campaign that was not supposed to take this long.

We are well aware corruption can come in various forms. Not just physical bribes - when someone offers kickbacks to state officials in exchange for what they want.

While physical bribes are a bad thing, I still believe there are ways to deal with them, with the help of individual or organisational whistleblowers. As long as anti-graft agencies do their job properly - unlike the way they are handling the luxury watch saga - corrupt officials will be unmasked and punished in line with the law.

In fact, we have seen different forms of graft. Back in the late 2000s, we became familiar with the term "policy-oriented corruption", meaning policymakers through cunning means or weak checks and balances managed to implement contentious projects without taking responsibility for them.

My concerns are also about state officials who, while not accepting tea money, can still be considered corrupt by not making the best use of time and effort to get things done. The cases are numerous.

They include the failure of those at the Land Transport Department to regulate double-decker buses. There were more than 35 deaths in two separate crashes in just one month. What a desperate situation we find ourselves in.

Many still remember the case of the "axe lady" which happened because laws and regulations had not been enforced, prompting her and her sister to take matters into their own hands.

In addition, there are cases involving those who merely concentrate on their work only but use state money without regard for how the end results of their projects will damage society, for example road projects that cause unfavourable changes to town planning or conservation areas like the controversial road and tunnel/flyover for a wildlife scheme in Khao Yai national park to allow motorists to drive faster. Similar damage can be seen with the work of city officials who have zero knowledge of local history but have the full power to destroy the fabric of a community.

Last week, the Chiang Mai governor raised public eyebrows when he had a blasphemy charge pressed against a magazine which published a modern painting featuring three Lanna kings with face masks on. The governor simply failed to recognise this as an artistic way of raising public awareness about air pollution which is becoming more serious. In taking action against the magazine, the governor should be ashamed, and also for not being instrumental in solving deadly pollution.

Sad to say, there are too many officials who just act like this governor.

Yet, the public is left with little choice. We have no hope of bureaucratic reform as we had a failed effort in the 2000s. That effort, aimed at downsizing the bureaucracy and increasing efficiency became a joke. At least one ministry managed to expand the C-11 positions from one to five!

Talking about increasing efficiency and eradicating corruption on national civil servants day only makes it seem more like an April Fools' joke.

In the private sector, efficiency - or lack thereof - is a determining factor for the fate of a company or business. For the same reason, the future bodes ill for Thailand in the hands of state bureaucracy as corruption and lack of efficiency not only cause damage to the economy, but also intensify our social crisis.

Ploenpote Atthakor is editorial pages editor, Bangkok Post.

บทบรรณาธิการสยามรัฐ: ปัญหาสหกรณ์ - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561

รัฐบาลนี้เสนอยุทธศาสตร์ "ประชารัฐ" ซึ่งโดยหลักการแล้วเป็นเรื่องดี แต่เราก็เสนอแนะและติติงหลายครั้งว่า ให้รัฐบาลสนใจสรุปบทเรียนปัญหาจากเรื่องระบบสหกรณ์ที่รัฐไทยทำมายาวนาน และแก้ปัญหาเหล่านั้นอย่างจริงจัง มิฉะนั้น"ประชารัฐ" ก็อาจซ้ำรอยเรื่องระบบสหกรณ์

โดยหลักการแล้วระบบสหกรณ์เป็นเรื่องดีมาก แต่การนำมาปฏิบัติจริงในสังคมไทยยังมีปัญหามากมาย สหกรณ์ในประเทศไทยมีหลายประเภทและมีจำนวนมาก มีทั้งสหกรณ์ที่มีผลงานดีมีประสิทธิภาพ และสหกรณ์ที่เกิดการคอร์รัปชัน สร้างความเสียหายมหาศาลโดยเฉพาะสหกรณ์ประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์

ประเมินโดยสรุปคร่าวๆ สหกรณ์ที่แข็งแรงมีประสิทธิภาพดีน่าจะมีอยู่ประมาณ 30% ที่เหลือเป็นสหกรณ์ที่ต้องเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพ และมีสหกรณ์จำนวนหนึ่งที่ต้องผ่าตัดใหญ่เพราะป่วยโคม่าด้วยโรคโกงเงินคอร์รัปชัน

สังคมได้อ่านเรื่องที่สื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์สหกรณ์ไทยไว้มากแล้ว วันนี้มาดูว่ารองนายกรัฐมนตรี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ วิจารณ์สหกรณ์ไว้อย่างไร

เมื่อวันพุธที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์วิพากษ์สหกรณ์ไทยชี้ปัญหาชัดเจนว่า

"สำหรับสหกรณ์ทั่วประเทศขอให้เรียกประชุม ตนจะไปพูดด้วย เพราะถึงเวลาต้องปฏิรูปบทบาทนโยบายรัฐบาลทุกเรื่องผ่านสหกรณ์ส่วนสหกรณ์ที่มีปัญหาที่ผ่านมากระทรวงการคลังจะเข้าไปดู มีม็อบระดมกันมา ขอให้เข้าใจว่าเราไปช่วยไม่ให้พังทลาย เกิดระเบิดขึ้นมา อะไรเกิดขึ้น ถ้าจะดูแลกันเองต่อไปจะทำอย่างไร ให้หน่วยงานนอกเข้าไป สกรีนเปิดระบบ เข้าไปตรวจสอบ

ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ไปทำงานมาเรื่องนี้เรื่องใหญ่มากถ้าขยับตรงนี้การเปลี่ยนแปลงจะไปถึงข้างล่าง ให้อธิบดีไปจัดระบบทั้งหมด สหกรณ์ไหนไม่เอาถ่าน ไม่แข็งแรง โกงจะจัดการอย่างไร ตกลงอย่างนี้ต้องเอาจริงและทำให้เข้มแข็งจะดีขึ้นแน่นอน

ซึ่งถามว่ามีกี่รายต่อต้าน หากทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ มีเรื่องโดนคดีอาญา

ตนยกตัวอย่างเมื่อสี่ห้าเดือนก่อน เจอปัญหาเรื่องเงิน บีอี ทาง ก.ล.ต. แบงก์ชาติ ไม่คุม ก็ซื้อขายกันใหญ่ พอเห็นรายชื่อแต่ละบริษัทจะเป็นลม ตนสั่งการให้ไปเรียกมา

ถ้าทำอีกเจอคุกซึ่งระบบสหกรณ์มีเงินเป็นแสนล้าน ต้องมีการจัดการการตรวจสอบ การเงินเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพิกเฉยไม่ได้ อันตรายมาก"

รองนายกรัฐมนตรีสั่งการไปที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ท่านอาจจะลืมกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ไปกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เปรียบเหมือน สตง. หน้าที่ไม่ใช่ตรวจบัญชีแล้วเป็น "ตรายาง" ต้องทำหน้าที่ป้องกัน ป้องปรามและปราบปรามทุจริตด้วย

ที่สหกรณ์ "เน่า" ไปไม่น้อย น่าจะสะท้อนด้วยว่า อาจจะมี "เน่า" มาตั้งแต่ "ในกรม" แล้ว

ไทยโพสต์: จุดกระแสต้านโกงให้ติด! - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561

กระแสละครดังบุพเพสันนิวาสกำลังโหมกระหน่ำไปทั้งสังคมไทย และปลุกกระแสความเป็นไทยอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการนุ่งผ้าไทย แต่งกายชุดไทยเหมือนกับในละคร อย่างไรก็ตาม ควรจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีเพิ่มขึ้นหากสังคมไทยหันมาจริงจังและเกาะติด ตรวจสอบการทุจริตในประเทศ ให้เป็นกระแสไปทุกหย่อมหญ้า เหมือนติดตามละครเรื่องบุพเพสันนิวาส

โดยเฉพาะกรณีการฉ้อโกงเงินผู้ยากไร้ที่กระจายไปทั่วทั้งประเทศ ในหลายๆ พื้นที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หรือทั้งกรณีข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต 88 ล้าน รวมทั้งปัญหาโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา จังหวัดสงขลา หรือ อควาเรียม ที่ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 10 ปี แต่ยังไม่เสร็จสิ้น ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จนถูกตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชอบมาพากล และเร่งหาความจริงอยู่ในขณะนี้ ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

หรือในกรณีล่าสุด ที่สร้างความหวาดผวาให้กับชาวบ้าน นั่นคือ ร่องรอยการทุจริตวัคซีนพิษสุนัขบ้า โดยเฉพาะในขณะนี้ชาวบ้านใน จ.พิจิตร กำลังเผชิญกับปัญหาในพื้นที่ โดยพบสุนัขเป็นโรคพิษสุนัขบ้าที่บริเวณหมู่ 3 บ้านเจ็ดหาบ ต.เนินปอ อ.สามง่าม จ.พิจิตร ซึ่งเป็นสุนัขจรจัด และขณะนี้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดพิจิตร ยืนยันเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า สุนัขตัวดังกล่าวเป็นโรคพิษสุนัขบ้า

ที่สำคัญไปกว่านั้น และกำลังซ้ำเติมปัญหาให้กับชาวบ้านมากขึ้น เมื่อประชา ชนที่เลี้ยงหมาแมวต่างตื่นตัวพากันนำสัตว์เลี้ยงดังกล่าวมาลงทะเบียนตาม รพ.สต. และในจุดที่ให้บริการกันอย่างเนืองแน่น ซึ่งได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ว่า ขณะนี้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในเขตจังหวัดพิจิตร เกิดภาวะวิกฤติ ขาดแคลน รวมถึงมีการขึ้นราคาจากที่เคยจัดซื้อในราคาหลอดละ 28 บาท ขึ้นราคาเป็นหลอดละ 40 บาท ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ที่มีหน้าที่และงบประมาณในการจัดซื้อไม่กล้าที่จะซื้อในราคาหลอดละ 40 บาท เนื่องจากเกรงว่าจะถูก สตง. หรือ ป.ป.ช. เพ่งเล็งว่าเป็นการทุจริต เพราะวัคซีนที่แพงขึ้นไปเกือบ 1 เท่าตัว จึงทำให้ส่งผลวิกฤติดังกล่าว

นี่คือปัญหาของชาวบ้านในพื้นที่ที่กำลังเผชิญปัญหารวมทั้งเรื่องหวาดกลัวการระบาดของพิษสุนัขบ้า พ่วงไปด้วยปัญหาการทุจริตวัคซีนในพื้นที่ กลายเป็นชาวบ้านต้องซวยซ้ำซวยซ้อน และจะมีหน่วยงานไหนให้ความมั่นใจ ความปลอดภัยในการใช้ชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้ ว่าปัญหาทั้งสองอย่างจะได้รับการแก้ไข หรือผ่อนเบา หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงได้ออกมาแสดงท่าทีให้ความมั่นใจให้พวกเขาได้เบาใจ

แต่อย่างไรก็ตาม แม้แต่ตัวของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์เองก็กำลังถูกตั้งคำถามของปัญหาการทุจริตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นปมประเด็นแหวนแม่นาฬกาเพื่อน ที่ยังอยู่ในความคลางแคลงใจของสังคม แม้จะมีการแถลงชี้แจงจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือ ป.ป.ช.ไปแล้ว แต่กระนั้นกรณีดังกล่าวกลับยิ่งเป็นคำถามต่อผู้มีอำนาจในคณะรักษาความสงบแห่งชาติเพิ่มมากขึ้น เป็นศรย้อนกลับอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

และยิ่งการออกมาให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ล่าสุดที่ระบุว่าเรื่องนาฬกาดังกล่าวจบแล้ว และจะไม่ให้สัมภาษณ์ต่อกรณีดังกล่าวอีก ยิ่งสร้างกระแสตีกลับในเรื่องการใช้อำนาจของ คสช. และการถูกตั้งคำถามถึงความสุจริตและความโปร่งใส ซึ่งเป็นสัญญาที่ คสช.ให้ไว้กับประชาชนคนไทย ในการเป็นเงื่อนไขของการเข้ามายึดอำนาจรัฐประหาร เพื่อลบล้าง กวาดล้าง ปมปัญหาการทุจริตในประเทศ

โดยสถานการณ์ขณะนี้กล่าวได้ว่า รัฐบาล คสช.และผู้มีอำนาจกำลังเดินสวนทางกับการทำงาน กวาดล้างการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศ และการสร้างมาตรฐาน บรรทัดฐานในการตรวจสอบ เปิดเผย โปร่งใส ที่แตกต่างจากรัฐบาลก่อนหน้านี้ และต้องระวังว่ายิ่งปกปิดหรือถอยห่างกระบวนการถูกตรวจสอบจากสังคมเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มกระแสของการต่อต้าน กระพือโหม ขุดคุ้ย เสาะแสวงหาความจริงเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์คงต้องตระหนักไว้ว่า ยิ่งกระทำการเหยียบย่ำน้ำใจประชาชน กวาดล้าง หรือใช้อำนาจ กำจัด แค่ฝ่ายการเมืองตรงกันข้าม ในข้อหาทุจริต ฉ้อโกง แต่ไม่สำรวจตรวจตราตัวเอง คนแวดล้อมใกล้ชิด ก็ต้องเตรียมตัวกับกระแสต่อต้าน โดยเฉพาะการเมินเฉยต่อการคอร์รัปชัน สองมาตรฐานในการตรวจสอบ ท้ายที่สุดกระแสไม่เอารัฐบาล ไม่เอาคนโกง ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนจุดกระแสขึ้นมา หากเป็นแต่ คสช.และเหล่าเครือข่ายผู้มีอำนาจทำตัวเอง!.

คอลัมน์ ขยายปมร้อน: ลุ้น! ฟ้อง-ไม่ฟ้อง 'พานทองแท้' คดีฟอกเงินกับกระแส 'ปรองดอง' - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561

ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย

ออกอาการทะแม่งๆ !! ..หลังมีข้อคิดกระตุก พนักงานสอบสวน "คดีฟอกเงินจากการอนุมัติเงินกู้ของธนาคารกรุงไทยให้แก่กลุ่มกฤษดามหานคร" ซึ่งคดีมีตัวละครระดับ "บิ๊กเนม" ตกเป็น ผู้ต้องหา นำหน้าโดย พานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายโทนของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ, นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร, นายวันชัย หงษ์เหิน (สามีนางกาญจนาภา) และนางเกจินี จิปิภพ (มารดานางกาญจนาภา)

ว่าไปแล้ว... คดีนี้ หลังจาก พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา พ้นจากตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม ก็เริ่มมีข่าวระแคะระคายมาตลอดว่า "ฝ่ายการเมือง" ประสงค์จะให้เพลามือ เพื่อสร้างความปรองดอง

จนกระทั่งในวงประชุมติดตามคดีที่อยู่ในความสนใจของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในเช้าวันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม ที่ผ่านมา ผู้ร่วมวงประชุมมีมากหน้าหลายตา หัวโต๊ะเป็น พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯ และ รมว.ยุติธรรม พร้อมทีมที่ปรึกษารัฐมนตรี และนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม (ทีมเยือน) ส่วนฝ่ายผู้ถูกติดตามงาน (ทีมเหย้า) ประกอบด้วย พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ รองอธิบดี ดีเอสไอ และผู้อำนวยการสำนักคดีต่างๆ

เมื่อไล่เรียงมาถึงคดีฟอกเงิน ก็มีคำพูดโพล่งขึ้นมาในวงประชุม ลักษณะคล้ายเป็นการตั้งข้อสังเกต ถึงพนักงานสอบสวนว่า "คดีนี้ปลายทางต้องไปศาลนักการเมือง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า "การเมือง" คนเป็นพนักงานสอบสวนย่อมรู้ดี ดังนั้นจึงไม่ควรดูแต่หลักฐานตรงหน้า"

แค่เริ่มต้นก็ไม่ค่อยจะตรงนัก เพราะหากคดีนี้อัยการสั่งฟ้อง ปลายทางของคดีฟอกเงินตามกฎหมายต้องไปสู้กันที่ "ศาลอาญา" ไม่ใช่ "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง"

เพราะแม้ว่า "คดีฟอกเงิน" เป็น ผลพวงมาจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษา จำคุกอดีตกรรมการผู้บริหารธนาคาร กรุงไทย, อดีตเจ้าหน้าที่สินเชื่อ และกลุ่มผู้บริหารกฤษดามหานคร กราวรูด ในคดีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ให้แก่กลุ่ม กฤษดามหานคร 9,900 ล้านบาท

แต่เมื่ออัยการสูงสุด เคยสั่งไม่ฟ้อง นายพานทองแท้ กับพวกรวม 4 คน ในข้อหา "รับของโจร" ตามที่ คตส.ร้องขอ เนื่องจากเห็นว่า นายพานทองแท้กับพวกไม่ได้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงไม่อาจฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ร่วมกับจำเลยที่ถูกฟ้องในคดีธนาคาร กรุงไทยปล่อยกู้กฤษดามหานคร โดยต้องแยกฟ้องต่อศาลอาญาที่มีเขตอำนาจต่อไป แต่ข้อหารับของโจร อายุความ 10 ปี ถึงเวลานี้คดีจึงขาดอายุความไปแล้ว คงเหลือเพียงคดีฟอกเงิน อายุความ 15 ปี ซึ่งจะครบอายุความภายในปีนี้ (61)

ย้ำอีกครั้ง.. หากอัยการสั่งฟ้องคดีนายพานทองแท้กับพวก ถูกกล่าวหาว่าฟอกเงิน คดีจะต้องขึ้นศาลอาญา ไม่ใช่ศาลฎีกานักการเมือง

โดยขณะนี้การสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว รอเพียงการเข้าให้การของพยานปากสุดท้ายในวันที่ 10 เมษายน นี้คือ อดีตหัวหน้าพนักงานสอบสวนที่ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ว่าถูกกลั่นแกล้งย้ายพ้นจากดีเอสไอ เพราะมีความเห็นทางคดีไม่สอดคล้อง

จากนั้นพนักงานสอบสวนจะต้องประชุมตรวจสอบเอกสารหลักฐานในสำนวนคดีทั้งหมด เพื่อทำความเห็นว่าจะสั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีหรือไม่ โดยตีวงปิดจ็อบภายในเดือนเมษายนนี้

สำหรับคดีฟอกเงินจากการทุจริตอนุมัติเงินกู้ของธนาคารกรุงไทย ให้แก่เครือกฤษดามหานคร ซึ่งมีเงิน 2 ก้อน เข้าไปแตะกับกลุ่มของนายพานทองแท้ วงเงิน 10 ล้านบาท ในทางคดี มีการชี้แจงมาโดยตลอดว่า เป็นเงินที่นายรัชดา กฤษดาธานนท์ โอนมาเพื่อร่วมการลงทุนนำเข้ารถยนต์หรูเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย แต่ภายหลังแผนธุรกิจไม่เป็นไปตามข้อตกลง จึงยกเลิกโครงการโอนเงินคืนให้แก่นายรัชดา ไปแล้ว

ส่วนวงเงิน 26 ล้านบาท ซึ่งเชื่อมโยงไปยังนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร, วันชัย หงษ์เหิน สามีนางกาญจนาภา และเกจินี จิปิภพ แม่ของกาญจนาภา นั้น อ้างว่าเป็นการโอนเงินของนายรัชดา กฤษดาธานนท์ ไปเพื่อลงทุนซื้อหุ้นแต่ไม่ได้ลงบัญชีกันเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อขายหุ้นได้มีกำไร ก็ได้ทยอยคืนเงินให้แก่นายรัชดา กฤษดาธานนท์ ไปแล้ว

ล่าสุด "พานทองแท้" ได้โพสต์ข้อความทางเพจของตนเอง ตั้งข้อสังเกตกรณี มีเช็ค 2 ฉบับ ที่สั่งจ่ายเข้าบัญชี 2 คนดังระดับประเทศ ว่าเป็นเงินก้อนเดียวกัน เช็คชุดเดียวกัน และเลขที่เล่มเดียวกันกับที่สั่งจ่ายให้แก่ตน ดีเอสไอ เอาเรื่องฟอกเงินกับตน แต่ 2 คนดัง กลับไม่มีความผิดใดๆ

รอลุ้น !! กันต่อไปว่า "คดีฟอกเงินกรุงไทย" จะออก "หัว" หรือ "ก้อย"