You are here

CG and corruptions News - 3 August 2017

ตั้งกองทุนรวมธรรมาภิบาล เน้นซื้อหุ้นกลุ่มผ่านรับรองต้านโกง-แนะเช็กประวัติบิ๊กบจ.ลดเสี่ยง - ไทยโพสต์

กลต.จ่อสอบสวนPWC รับรองงบEARTHได้ไง - ข่าวหุ้น

ป.ป.ช.เรียกสอบรายคน สาวปม ผอ.อนุบาลลำปางผลาญเงินโรงเรียน - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

'ยิ่งลักษณ์'ปิดคดีข้าว เหยื่อเกมการเมืองที่ลึกซึ้ง - ฐานเศรษฐกิจ

มท.แจงไม่พบโกง!งบฯหมู่บ้านละ 2.5 แสน - สยามรัฐ

กฎหมาย'7ชั่วโคตร' ทำเรื่อง'สีเทา'เป็น'สีดำ' - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ ณ มุมขวา: ยาแรง 7 ชั่วโคตร - โพสต์ทูเดย์

Column COMMENTARY: Regime's extreme laws won't cure problems - BANGKOK POST

คอลัมน์ กรองสถานการณ์: ชำแหละ 'กม.โคตรเดียว'ลากไส้ 'กังฉิน' กราวรูด! - ไทยโพสต์

New graft bill resolves 'grey area' - BANGKOK POST

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: คดีเนชั่นฯโทษเล็ก...ข่าวใหญ่ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

รายงาน: 'คลัง-บังคับคดี'ยึดแนวบุญทรง แจงศาลอายัดทรัพย์'ยิ่งลักษณ์'? - ฐานเศรษฐกิจ

โยกย้ายข้าราชการ สะท้อน ' ปฏิรูป' เหลว - โพสต์ทูเดย์

สกู๊ปหน้า1: กรุสมบัติกรมศุลฯ สินบน-เงินรางวัล - ไทยรัฐ

'สิงเทล'แชมป์ธรรมาภิบาล-โปร่งใส - กรุงเทพธุรกิจ

ตั้งกองทุนรวมธรรมาภิบาล เน้นซื้อหุ้นกลุ่มผ่านรับรองต้านโกง-แนะเช็กประวัติบิ๊กบจ.ลดเสี่ยง - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560

รัชดาภิเษก * ตลาดทุนจับมือ 11 บลจ. ตั้งกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย ไม่เกินไตรมาส 4 ปีนี้ เผยแนวลงทุน พิจารณาจากการจัดอันดับ CG Scoring ที่ได้รับการรับรองแนวร่วมต้านคอร์รัปชัน ด้าน ก.ล.ต.เตือนนักลงทุนเช็กประวัติผู้บริหารก่อนซื้อหุ้น ขยับออกกฎคุมตั๋วบีอี

นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประ ธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน เปิดเผยว่า สมาคมได้รับความร่วมมือที่ดีจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่จะทยอยจัดตั้งและเปิดจำหน่ายกองทุนรวมธรรมา ภิบาลไทยในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ปีนี้เป็นต้นไป

เบื้องต้นมีจำนวน 11 บลจ. ที่ มีขนาดกองทุนรวมภายใต้การบริหาร กว่า 90% ของทั้งอุตสาหกรรมกองทุนรวม ประกอบด้วย บลจ.กรุงไทย, บลจ.กรุงศรี, บลจ.ทหารไทย, บลจ.ทาลิส, บลจ.ทิสโก้, บลจ.ไทยพาณิชย์, บลจ.บัวหลวง, บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย), บลจ.กสิกรไทย, บลจ.เอ็มเอฟซี และ บลจ.บางกอกแคปปิตอล

โดยกองทุนรวมธรรมาภิบาล ไทย มีนโยบายลงทุนในตราสารทุน ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) หรือตลาดรองอื่นๆ ของ ตลท. โดยกองทุนจะลงทุนในบริษัทที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยพิจารณาจากการจัดอันดับ CG Scoring ที่ได้รับการรับรองเป็นสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน (CAC) ของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)

ขณะเดียวกัน บลจ.ต่างๆ จะนำรายได้ 40% ของค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุนที่ได้รับ ไปบริจาค ให้กับหน่วยงานที่ส่งเสริมธรรมาภิบาล และหน่วยงานที่ส่งเสริมการต่อต้าน คอร์รัปชัน โดยมีคณะกรรมการพิจารณาการบริจาคเงินเป็นผู้พิจารณา คัดเลือกโครงการที่เสนอขอรับการสนับสนุนและอนุมัติ รวมถึงติดตามและประเมินผลการนำเงินบริจาคไปใช้โครงการที่สนับสนุนดังกล่าว

"ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการ ที่ 11 บลจ.ร่วมกันจัดตั้งกองทุนรวม ธรรมาภิบาลไทย และได้รับการสนับสนุนที่ดีจากนักลงทุน จะเป็น แรงจูงใจให้ บจ.ในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการบริหารจัดการและดำเนินงาน ธุรกิจอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และตระหนักในความรับผิดชอบต่อผู้ลงทุนและสังคม พร้อมทั้งเป็น การยกระดับตลาดทุนไทยในเรื่องธรรมาภิบาล และการทำหน้าที่ที่ดีของผู้ลงทุนสถาบันในการกำกับดูแลกิจการที่กองทุนนำเงินไปลงทุน ระยะยาว ซึ่งจะทำให้เกิดผลตอบ แทนที่ยั่งยืนในการลงทุนในระยะยาว" นางวรวรรณกล่าว

นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ถือหุ้นที่เป็นผู้เสียหายจำนวนมากได้ร้องเรียนต่อ ก.ล.ต. ช่วยดำเนินการทางแพ่ง กรณี ที่ บจ.ที่มีปัญหาการบริหารงาน และ บริษัทที่จะขอเข้าฟื้นฟูกิจการต่อศาล ล้มละลายกลาง จนเกิดความเสียหายแก่ผู้ถือหุ้น

ดังนั้น แนะนำนักลงทุนให้พิจารณารอบคอบและตรวจสอบประวัติการบริหารงานของ บจ.ว่าเป็นอย่างไร หรือบริษัทมีการขยายกิจการไปสู่ธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญจากเดิมหรือไม่ เพราะอาจจะเกิดความเสี่ยงในการลงทุนได้

ขณะเดียวกัน ก.ล.ต.อยู่ระ หว่างการเปิดแสดงความคิดเห็น การปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการ ออกและเสนอขายตราสารหนี้ หุ้นกู้ ตั๋วเงินระยะสั้น (บีอี) เพื่อคุ้มครองผู้ลงทุนแต่ละประเภทอย่างเหมาะสม และเพิ่มมาตรฐานในการปฏิบัติงาน ของตัวกลางให้มีระบบควบคุมและสอบทานผลประโยชน์ของผู้ลงทุนและผู้ออกตราสาร คาดว่าจะมีผลบังคับภายในไตรมาส 4/2560.

กลต.จ่อสอบสวนPWC รับรองงบEARTHได้ไง - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560

“รพี” ไล่เบี้ยไพร้ซวอเตอร์เฮ้าส์คูเปอร์ ผู้สอบบัญชีชื่อดังระดับโลก ตั้งข้อสงสัย ทำไมผู้ตรวจสอบบัญชีไม่พบความผิดปกติของงบการเงิน และหนี้สินของ “เอิร์ธ” ด้าน “เกศรา” ระบุการขอฟื้นฟูกิจการ EARTH น่าจะมีความผิดปกติ เพราะไม่สอดคล้องกับงบการเงินที่ได้นำส่งตลาดหลักทรัพย์ฯ

สำนักงาน ก.ล.ต. เตรียมเข้าไปตรวจสอบผู้ตรวจสอบบัญชีรายเดิมของ EARTH ด้วยว่าเหตุใดจึงไม่พบความผิดปกติของงบการเงิน และหนี้สิน แต่ยังไม่สามารถพูดได้ว่าจะมีความผิดหรือไม่ผิด

โดยก่อนหน้านี้ผู้สอบบัญชีบริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮ้าส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด หรือ PWC ได้รายงานการสอบทานข้อมูลทางการเงินระหว่างกาลบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) หรือ EARTH เมื่อวันที่ 12 พ.ค 2560 โดยสรุปว่า “ข้าพเจ้าไม่พบสิ่งที่เป็นเหตุให้เชื่อว่าข้อมูลทางการเงินรวมและข้อมูลทางการเงินเฉพาะกิจการระหว่างกาลดังกล่าวไม่ได้จัดทำตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 34 เรื่อง งบการเงินระหว่างกาล ในสาระสำคัญจากการสอบทานของข้าพเจ้า”

นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เผยว่า จากกรณีของบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) หรือ EARTH ทางสำงาน ก.ล.ต. พบความผิดปกติในเรื่องงบการเงิน จึงสั่งให้ EARTH ตั้งผู้สอบบัญชีตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (special audit) ซึ่งขณะนี้ต้องรอให้ EARTH ยื่นต่อศาลฯ ว่ารายการหนี้สินต่างๆ ที่ระบุนั้น มีอยู่จริงหรือไม่ และถ้ามีอยู่จริงก็เป็นหลักฐานที่จะนำไปใช้ได้ว่าในงบการเงินเดิมที่แจ้งไม่มีหนี้สินก้อนนี้อยู่ อย่างไรก็ตาม สำนักงาน ก.ล.ต.จับตาดูอยู่ว่ามีการกระทำความผิดที่เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือไม่ โดยต้องติดตามผลของการตั้งผู้สอบบัญชีตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ และเรื่องคำร้องที่ยื่นต่อศาลฯ

ทั้งนี้ ยังไม่สามารถตอบได้ว่ากรณีที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการผิดหลัก CG ของผู้บริหารหรือไม่ เพราะต้องรอดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก่อน แล้วจึงค่อยดำเนินการตามกฎหมาย โดยจะแยกออกเป็นรายกรณี โดยถ้าเป็นเรื่องทางอาญาก็จะไปอยู่ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะที่สำนักงาน ก.ล.ต.ทำได้แค่ในเรื่องของคดีแพ่ง ซึ่งถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการทุจริตจะเป็นเรื่องของคดีอาญา

ขณะเดียวกัน โดยปกติแล้วทางสำนักงาน ก.ล.ต.จะมีการเข้าไปตรวจสอบผู้ตรวจสอบบัญชีรายเดิมด้วย ว่าทำไมถึงไม่พบความผิดปกติเรื่องงบการเงิน และหนี้สิน แต่อย่างไรก็ตาม จะไปกล่าวโทษผู้สอบบัญชีทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ เพราะบางครั้งอาจเป็นที่บริษัทเองมีการซ่อนข้อมูลบางอย่าง ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้เป็นเรื่องของข้อเท็จจริง ต้องรอข้อมูลต่างๆ ให้ครบถ้วนก่อน ยังไม่สามารถพูดได้ว่าจะมีความผิดหรือไม่ผิด สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้มีนักลงทุนที่เดือดร้อนเข้ามาร้องเรียนกับทางสำนักงาน ก.ล.ต. มาโดยตลอด

“จากที่ ก.ล.ต.ให้ EARTH ตั้งผู้ตรวจสอบบัญชีเป็นกรณีพิเศษนั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอเวลาให้ EARTH ยื่นต่อศาลฯ ว่ารายการหนี้ที่ปูดขึ้นมามีอยู่จริงหรือไม่ ถ้ามีจริงก็จะใช้เป็นหลักฐานว่าตอนแรกแจ้งว่าไม่มี ทำไมอยู่ๆ ถึงแจ้งขึ้นมา ทั้งนี้ ที่ EARTH ขอผ่อนผันเรื่องการตั้งผู้สอบบัญชีเป็นกรณีพิเศษ แต่ทาง ก.ล.ต.ไม่อนุญาต เพื่อเป็นการดูว่าหนี้ก้อนนี้มีอยู่จริงหรือไม่ ซึ่งถ้าไม่มีจริง หรือมีแต่ไม่การลงบันทึกในงบ คณะกรรมการก็ต้องที่มีความรับผิดชอบทั้งในด้านแพ่งและอาญา ซึ่ง ก.ล.ต.มีหน้าที่ในการดำเนินการเฉยๆ” นายรพี กล่าว

ส่วนกรณีที่มีบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าเป็นเรื่องปกติในการดำเนินธุรกิจของตลาดทุน นักลงทุนต้องศึกษาให้รอบคอบก่อนที่จะลงทุนในบริษัทนั้นๆ โดยนักลงทุนต้องศึกษาข้อมูลของผู้บริหารตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน มีธุรกิจอื่นนอกเหนือจากธุรกิจหลักหรือไม่ ความสามารถในการทำธุรกิจประเมินแล้วดีมากน้อยแค่ไหน

ดังนั้น การลงทุนในหุ้นถือว่าเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร หากนักลงทุนยังไม่มีความรู้ความเข้าใจ หรือไม่มีเวลาที่จะศึกษาอย่างจริงจัง การลงทุนในตลาดหุ้นโดยผ่านกองทุนรวมน่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า เพราะเป็นการป้องกันตนเอง และป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับพอร์ตลงทุนด้วย เนื่องจากแต่ละบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จะมีทีมวิเคราะห์ที่จะคอยตามในแต่ละบริษัท จึงถือว่าปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง

“การเข้าขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องของวงจรชีวิตของบริษัทในการทำธุรกิจที่ต้องมีกำไร ขาดทุนเป็นเรื่องปกติ ดังนั้น นักลงทุนต้องดูข้อมูลให้ระเอียด และเข้าใจจริงๆ ซึ่งโดยส่วนตัวเคยพูดหลายครั้งแล้วว่าการลงทุนในหุ้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยการวิเคราะห์และเข้าไปดูในรายละเอียดต่างๆ เยอะมาก” นายรพี กล่าว

ส่วนเรื่องกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน หรือ CMDF ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดวงเงินขั้นต้น และเงินสมทบรายปี ซึ่งเป็นเรื่องของกระทรวงการคลังที่เรียกต้องประชุมเพื่อหารือร่วมกัน เพราะเรื่องทั้งหมดอยู่ที่กระทรวงการคลัง

ด้านนางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. กล่าวว่า หลังจากที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ขอข้อมูลเพิ่มเติมไปยัง EARTH ในกรณีที่บริษัทยื่นคําร้องขอฟื้นฟูกิจการ ซึ่งขณะนี้ EARTH ได้ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว ทำให้พบว่าการขอฟื้นฟูกิจการน่าจะมีความผิดปกติ เพราะไม่สอดคล้องกับงบการเงินที่ได้นำส่งมายังตลาดหลักทรัพย์ฯ ก่อนหน้านี้ แต่อย่างไรก็ตาม การขอฟื้นฟูกิจการเกิดขึ้นได้ในหลายสาเหตุ ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงขอข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้เป็นข้อมูลในการลงทุนแก่นักลงทุนด้วย

"การผิดปกติของ EARTH จากวันที่ส่งงบ ต่อมาบอกว่าไม่สามารถชำระหนี้ตั๋วบี/อีได้ พร้อมกับการยื่นเรื่องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลฯในช่วงต่อมา ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็มีข้อสงสัยในการขอฟื้นฟูกิจการ เพราะเท่าที่ดูแล้วไม่สอดคล้องกับงบการเงินที่ส่งมาตอนแรก จึงได้ขอคำอธิบายเพิ่มเติม ซึ่งทางสำนักงาน ก.ล.ต.มีการสั่งให้ EARTH ตั้ง special audit เพื่อเข้าตรวจสอบงบการเงินของ EARTH ด้วย" นางเกศรา กล่าว

สำหรับความคืบหน้าของการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน ขณะนี้ในหลักการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้มีข้อสรุปในเรื่องของเงินตั้งต้น รวมถึงเงินที่จะนำส่งเข้ากองทุน แต่คาดว่ากองทุนดังกล่าวจะสามารถจัดตั้งได้ภายในปีนี้อย่างแน่นอน

ป.ป.ช.เรียกสอบรายคน สาวปม ผอ.อนุบาลลำปางผลาญเงินโรงเรียน - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ลำปาง - ป.ป.ช.ภาค 5 กรรมการสอบวินัยฯ สตง.เริ่มเดินหน้าสอบเจ้าหน้าที่ ร.ร.อนุบาลลำปาง สาวปม ผอ.ตั้งสำนักฯ ผลาญเงินโรงเรียน 4 ปีกว่า 40 ล้านแล้ว ขณะที่ ป.ป.ช.แจ้งผู้ปกครองส่งตัวแทนทุกชั้นเรียนเข้าให้ข้อมูล อีกทาง หลังรวมตัวร้อง 8 หน่วยงานรวด

แหล่งข่าวแจ้งถึงความคืบหน้ากรณีนางสุรณี กัลยารัตนกุล หรือครูต้อย ครูเกษียณ-อดีตเลขานุการส่วนตัว นายประยูร เรียนปิงวัง ผอ.โรงเรียนอนุบาลลำปาง ร้องขอความช่วยเหลือต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดลำปาง และสื่อมวลชน เพื่อให้ตรวจสอบเส้นทางเงินที่นายประยูรตั้งสำนักงานผู้อำนวยการโรงเรียนฯ รับเงินจากผู้ปกครอง และนำไปใช้ส่วนตัวโดยไม่ผ่านระบบโรงเรียน ช่วงปี 57-60 กว่า 42 ล้านบาท และยังทิ้งหนี้สินให้ตนต้องรับ ผิดชอบแทนอีกกว่า 10 ล้านบาท ตามข่าวที่ "MGR Online, ผู้จัดการ360" นำเสนอมาอย่างต่อเนื่องนั้น

ล่าสุดสำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 5 ได้มีหนังสือถึงครู และเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเงินทั้งหมด เข้าให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่โรงเรียนอนุบาลลำปางแล้ว

เนื้อหาในหนังสือระบุว่า ด้วยมีผู้ร้องเรียนไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. กล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐว่ากระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีทุจริตใช้จ่ายเงินโรงเรียนอนุบาลลำปาง อ.เมืองลำปาง ฉะนั้น เพื่อประโยชน์ใน การดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงเรียนมาเพื่อขอให้ท่านให้ถ้อยคำต่อ...พนักงานไต่สวนชำนาญการพร้อมคณะในวันที่....

นอกจาก ป.ป.ช.ภาค 5 จะเข้าดำเนินการตรวจสอบดังกล่าวแล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานอื่น เช่น คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็ได้เข้าสอบเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน

ส่วนผู้ปกครองนักเรียนที่ได้ร่วมกันลงชื่อและยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ รวม 8 หน่วยงานที่ผ่านมา วานนี้ (2 ส.ค.) ผู้ปกครองนักเรียนแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ได้โทรศัพท์แจ้งให้ผู้ปกครองส่งตัวแทนในแต่ละชั้นเรียนเข้าให้ถ้อยคำตามหนังสือร้องเรียนที่ยื่นไปแล้วด้วย.

'ยิ่งลักษณ์'ปิดคดีข้าว เหยื่อเกมการเมืองที่ลึกซึ้ง - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560

'ประยุทธ์'ปัดชี้นำคดีจำนำข้าว

"ยิ่งลักษณ์" แถลงปิดคดีจำนำข้าว ยก 6 ประเด็นแจง ลั่นเป็นเหยื่อของเกมการเมือง ย้ำไม่ได้ทำอะไรผิด วอนศาลพิพากษาคดีตามข้อเท็จจริง ด้าน "ประยุทธ์" ปัดชี้นำศาล-ไม่เคยสั่งกระบวนการยุติธรรม

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยนายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีจำนำข้าว ที่อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐหลายแสนล้านบาท

"ยิ่งลักษณ์" ยก6ปมแจง

นางสาวยิ่งลักษณ์ ใช้เวลา 1 ชั่วโมงแถลงปิดคดีความยาว 19 หน้า รวม 6 ประเด็น ดังนี้ 1.ถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย นับตั้งแต่ต้นน้ำ คือในชั้นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่เร่งรีบ รวบ รัดชี้มูลความผิดด้วยพยานเอกสารเพียง 329 แผ่น ไต่สวนเพียง 79 วัน และชี้มูลความผิดหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งเพียง 1 วัน กลางน้ำ คือ ชั้นการฟ้องคดีของโจทก์ (อัยการสูงสุด) เนื่องจากรายงานของ ป.ป.ช.มีข้อไม่สมบูรณ์เพียงพอและไม่มีพยานหลักฐานพอที่จะดำเนินคดีได้ สุดท้ายในชั้นของการฟ้องคดีและการไต่สวนในศาล อาทิ มีการฟ้องนอกสำนวน ป.ป.ช. ในชั้นการพิจารณาคดีโจทก์มีการเพิ่มเติมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานใหม่ เช่น รายงานผลการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ เป็นต้น

2.ยืนยันว่าจำนำข้าวเป็นนโยบายสาธารณะที่เป็นประโยชน์ และดำเนินการตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ได้เป็นการกำหนดนโยบายที่ผิดพลาดและเกิดความเสียหายตามที่โจทก์กล่าวหา ทั้งยังดำเนินการตามนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา ซึ่งมีผลผูกพันให้ต้องปฏิบัติตามตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 75 มาตรา 176 และมาตรา 178

3.ไม่ได้เพิกเฉย ละเลย และไม่มีอำนาจระงับยับยั้งโครงการตามอำเภอใจ เพราะกระบวนการ ขั้นตอน และวิธีการบริหารนโยบายรับจำนำข้าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรี

4.การดำเนินโครงการนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่เป็นโครงการที่คุ้มค่า ไม่เป็นภาระต่องบประมาณที่เกินสมควร หรือเป็นปัญหาต่อหนี้สาธารณะ ไม่เสียวินัยการเงินการคลังของประเทศจนกระทั่งต้องระงับหรือยุติโครงการ

5.ไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลใดหรือโดยทุจริต และ 6.ไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในการระบายข้าวซึ่งเป็นงานระดับปฏิบัติที่มีคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวเป็นผู้รับผิดชอบเป็นการเฉพาะ นอกจากนี้การระบายข้าวเป็นไปตามยุทธศาสตร์การระบายข้าวในสต๊อกของรัฐบาลซึ่งคณะรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และกรมการค้าต่างประเทศ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2554

ลั่นเป็นเหยื่อเกมการเมือง

"ดิฉันเป็นเหยื่อของเกมการเมืองที่ลึกซึ้ง จึงหวังพึ่งศาลสถิตยุติธรรมได้โปรดพิจารณาบนพื้นฐานข้อเท็จจริง และสภาวะแวดล้อมในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ไม่ใช่การตั้งสมมติฐานที่ใช้สภาวะแวดล้อมของปัจจุบันที่เปลี่ยนไปแล้วมาตัดสินการดำเนินการของดิฉันในอดีต

นโยบายรับจำนำข้าวเป็นนโยบายสาธารณะที่มุ่งช่วยเหลือชาวนา ไม่ใช่ "พาณิชย์นโยบาย" ที่คิดกำไร ขาดทุนกับชาวนาผู้ยากไร้และตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่มีทั้งฝ่ายนโยบายและฝ่ายปฏิบัติ ต่างต้องรับผิดชอบงานของตนเอง ในฐานะผู้กำกับนโยบายไม่ใช่ในฐานะผู้ปฏิบัติ หากมีผู้ปฏิบัติกระทำผิดในขั้นตอนใด ย่อมเป็นความรับผิดชอบของบุคคลนั้นๆ"

ย้ำไม่ได้ทำอะไรผิด

ระหว่างการแถลงปิดคดีด้วยวาจา นางสาวยิ่งลักษณ์ ถึงกับสะอื้นเมื่อกล่าวถึงเป้าหมายการดำเนินนโยบายเพื่อประโยชน์ชาวนาโดยย้ำว่า ดิฉันไม่ได้ทำอะไรผิด สิ่งที่ดิฉันทำ คือ การใช้ประสบการณ์ของผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่เกิดในต่างจังหวัด มีโอกาสได้รับรู้ สัมผัสความทุกข์ยากแสนสาหัสของชาวไร่ชาวนา ซึ่งประเทศนี้เคยเรียกพวกเขาว่า เป็นกระดูกสันหลังของชาติ และเรียกร้องให้คนไทยทุกคน เกื้อหนุนดูแล ดิฉันก็ได้ทำแล้วในโครงการรับจำนำข้าวเป็นผลพิสูจน์ อย่างเป็นรูปธรรมแล้วว่าช่วงที่มีโครงการรับจำนำข้าวชาวนามีคุณภาพ ชีวิตที่ดีขึ้น ลูกหลานมีโอกาสเรียนต่อ นับเป็นความภูมิใจในชีวิตที่ครั้งหนึ่งดิฉันได้มีโอกาสผลักดันนโยบายนี้ให้กับชาวนา

ก่อนที่ศาลจะตัดสินคดีนี้ ใคร่ขอวิงวอนศาลได้โปรดพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและพยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบและโดยสุจริต ไม่รับฟังการชี้นำจากฝ่ายใดๆ แม้แต่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ผู้กุมชะตาและอำนาจรัฐที่พูดชี้นำคนในสังคมเกี่ยวกับคดีของดิฉัน

ทั้งนี้ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ในวันที่ 25 สิงหาคมนี้

"ประยุทธ์"ป้ดชี้นำคดีข้าว

ด้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ชี้แจงถึงกรณีนางสาวยิ่งลักษณ์ระบุมีการชี้นำคดีจำนำข้าวว่า "ผมไม่เคยต้องไปสั่งอะไรกับกระบวนการยุติธรรม เพียงแต่ให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดเท่านั้น โดยไม่ไปก้าวล่วง ถือเป็นหลักการของรัฐบาลที่ต้องเป็นเช่นนี้ ผมไม่เคยต้องไปสั่ง และก็สั่งไม่ได้อยู่แล้ว"

มท.แจงไม่พบโกง!งบฯหมู่บ้านละ 2.5 แสน - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 60 ร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญะโสภัต อธิบดีกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย(มท.) กล่าวชี้แจงกรณีที่อดีตนายกเทศมนตรีตำบลท่าเสา อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ออกมาแฉงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า ผ่านกระทรวงมหาดไทย ตำบลละ 2.5 ล้านบาท หมู่บ้านละ 2.5 แสนบาท มีข้าราชการในจ.อุตรดิตถ์ ร่วมมือกับร้านจำหน่ายพันธุ์ไม้ 2-3 แห่ง ต.วังกะพี้ อ.เมืองอุตรดิตถ์ซื้อกล้าทุเรียนจาก จ.ชุมพร ที่มีการเพาะเรียบร้อย เตรียมแจกขายให้กับกรรมการหมู่บ้าน โดยซื้อมาเก็บไว้ในราคาต้นละ 10 บาท ก่อนแจกนำมาเปลี่ยนถุงดำที่มีชื่อของ จ.ชุมพร จำหน่ายในราคาต้นละ 25 บาท ได้มีการนำงบประมาณไปซื้อมาในราคาถูก นำมาจำหน่ายผิดวัตถุประสงค์ของการใช้งบฯ รวมถึงทำกันเป็นขบวนการว่าเรื่องดังกล่าวเป็นโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ หมู่บ้านละ 250,000 บาท ซึ่งได้มีการดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่31 ม.ค. ที่ผ่านมา และจากการตรวจสอบไม่พบโครงการจัดซื้อกล้าพันธุ์ทุเรียนแต่อย่างใด โดยขณะนี้ได้มีการดำเนินโครงการ 9101 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใน 15 ชุมชนในพื้นที่อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ โดยมีการคัดเลือกโครงการได้รับอนุมัติทั้งหมด จำนวน 17 โครงการ เป็นโครงการผลิตปุ๋ยหมักโบกาฉิ 10 โครงการ โครงการผลิตปุ๋ยหมัก 5 โครงการ โครงการเพาะเห็ดอินทรีย์ 1 โครงการ และโครงการผลิตกล้าพันธุ์ไม้ตำบลป่าเซ่า1 โครงการ รวมงบประมาณ 33,224,041 บาท สำหรับโครงการผลิตกล้าพันธุ์ไม้ของตำบลป่าเซ่า งบประมาณ 2,332,625 บาท เป็นการเพาะเมล็ดมะม่วงโชคอนันต์ มะละกอ ดาวเรือง เป็นต้น

"ในพื้นที่อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ไม่มีโครงการจัดซื้อกล้าพันธุ์ทุเรียนแต่อย่างใด และทางอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ได้ชี้แจงกำชับให้ที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ที่ประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ดำเนินโครงการให้เป็นไปตามขั้นตอน และระเบียบกฎหมายที่กำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการและประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด"อธิบดีกรมการปกครอง กล่าว

กฎหมาย'7ชั่วโคตร' ทำเรื่อง'สีเทา'เป็น'สีดำ' - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560

กรุงเทพธุรกิจ หลังจากที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเรียกว่าเป็น "กฎหมาย 7 ชั่วโคตร"

เนื่องจากครอบคลุมถึงคู่สมรสทั้งจดทะเบียนสมรส และไม่จดทะเบียนสมรสญาติ คือ ผู้สืบสันดาน ประกอบไปด้วย บุพการี ลูก คู่สมรส พี่น้อง ของเจ้าหน้าที่รัฐ บุตรบุญธรรม และผู้ที่รับเป็นบุตรบุญธรรม ก่อนจะถูกปรับให้ครอบคลุม"4ชั่วโคตร" คือ บุพการี ผู้สืบสันดาน คู่สมรส และพี่น้องร่วมบิดามารดา

สำหรับสาระสำคัญของร่างพพ.ร.บ.ฉบับนี้ จะเป็นกลไกในการกำกับทั้งข้าราชการ รวมทั้งรัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน รวมไปถึงภาคเอกชนที่เข้ามาเป็นคณะกรรมการในภาครัฐ

โดยห้ามดำเนินการในลักษณะที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ อาทิ การห้ามดำเนินการในลักษณะการใช้ข้อมูลภายในของรัฐที่ยังเป็นความลับอยู่ ซึ่งตนได้รับหรือรู้จากการปฏิบัติราชการโดยทุจริต การริเริ่ม เสนอ จัดทำ หรืออนุมัติโครงการของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐโดยทุจริต การใช้ทรัพย์สินของหน่วยงานที่ตนสังกัดหรือที่ตนปฏิบัติหน้าที่อยู่ไปเพื่อประโยชน์ของตนหรือผู้อื่น นอกจากนี้ยังห้ามรับของขวัญ ของที่ระลึก หรือทรัพย์สินอื่นใดที่ประเมินเป็นเงินได้เว้นแต่เป็นการให้ตามประเพณีนิยม

ขณะเดียวกันยัง ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ยังไม่ถึง 2 ปี เป็นกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงาน ลูกจ้าง ผู้รับจ้าง หรือดำรงตำแหน่งอื่นในธุรกิจของเอกชนซึ่งเคยอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของตน และรับเงินหรือประโยชน์ตอบแทนอื่นจากธุรกิจของเอกชนดังกล่าวเป็นพิเศษ

รวมทั้งห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งพ้นจากตำแหน่งหรือออกจากราชการหรือหน่วยงานของรัฐ กระทำโดยประการใด ๆ ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับของทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐ หรือใช้ความลับดังกล่าวไปโดยทุจริต

นอกจากนี้กำหนดให้บุคคลที่เกี่ยวข้อง มีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีโครงการของรัฐที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเข้าลักษณะเป็นการทุจริตหรือการขัดกันระหว่างประโยชน์

รวมทั้งกำหนดให้ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด และประธาน ป.ป.ช.รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

เรื่องนี้ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวชจะทำให้เรื่องที่เป็น"สีเทา"กลายเป็น"สีดำ"

เสียงสะท้อนจากภาคส่วนต่างๆต่อกฎหมายฉบับนี้เริ่มที่ มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น มองว่า ในส่วนขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นได้เคยเรียกร้องให้มีการออกกฎหมายฉบับดังกล่าวมานานมากแล้วแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

กฎหมายดังกล่าวเมื่อครม.มีมติเห็นชอบในหลักการแล้วส่วนตัวยังมองว่า ยังมีวิบากกรรมตามขั้นตอนอีกพอสมควรทั้งส่งหนังสือเวียนไปตามหน่วยราชการต่างๆเพื่อมีข้อเสนอแนะ และกลับมาที่กฤษฎีกาเพื่อดำเนินการยกร่าง ก่อนจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)แต่หากยังมีข้อขัดข้องก็อาจจะต้องเวียนขอข้อคิดเห็นจากหน่วยงานต่างๆเป็นเวลานาน

"ส่วนตัวยอมรับว่ามีความกังวลในเรื่องนี้เพราะเราไม่รู้ว่า แม้จะเข้าสนช.แล้วแต่ตามโรดแมพสนช.จะเหลือเวลาอีกประมาณ 1ปีจึงเกรงว่ากระบวนการออกกฎหมายที่ใช้เวลานานอาจจะไม่ทันเวลา อีกทั้งกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่มีผู้ขัดขวางค่อนข้างเเยอะมากตั้งแต่ในอดีตจึงเป็นห่วงว่า ถ้าไม่ผลักดันกันให้จริงจังก็จะไปไม่รอด"

กระนั้นส่วนตัวยังมองว่าข้อดีของกฎหมายฉบับนี้คือ เรื่องของความเท่าเทียมความเป็นธรรม ขณะเดียวกันในแง่ความผิดก็จะมีในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง รวมทั้งการ ห้ามข้าราชการไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาให้กับบริษัทเอกชน ซึ่งเคยมีกรณีนี้เกิดขึ้นมาแล้วกฎหมายฉบับนี้จะเป็นการป้องกันไม่ให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เอาความลับไปบอกกับเอกชน และแม้จะเกษียณรอายุราชการแล้วแต่ในทางปฏิบัติเรามักจะเห็นว่า คนเหล่านี้มักจะมีอิทธิพลต่อคนรุ่นน้อง กฎหมายฉบับนี้จึงพยายามที่จะป้องกันในเรื่องนี้

ส่วนข้อท้วงติงที่ว่า กฎหมายฉบับนี้จะซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่ อาทิกฎหมายป.ป.ช.โดยเฉพาะในประเด็นหารห้ามรับสิ่งของที่สามารถประเมินมูลค่าได้เกิน3,000 บาทนั้น มองว่า คงไม่ซ้ำซ้อน เรื่องนี้มีเขียนกฎหมายป.ป.ช.แต่ที่ผ่านมาจะเป็นมีการบังคับไปที่ข้าราชการเฉพาะแค่ประเด็นการรับของมูลค่าไม่เกิน 3,000 บาท ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันระบุแต่เพียงนักการเมืองและคณะรัฐมนตรี(ครม.) แต่กฎหมายฉบับนี้จะครอบคลุมทั้งหมด คนที่ถืออำนาจรัฐอยู่มีโอกาสจะให้คุณให้โทษดกับคนอื่นกฎหมายฉบับนี้ก็จะครอบคลุมทั้งหมด

"ส่วนตัวยังมีความหวังในการผลักดันในเรื่องนี้ และเป็นเรื่องที่จำเป็น ที่ผ่านมามีพฤติกรรมหลายๆอย่างที่เอาผิดไม่ได้และตัดสินกันยากมาก อาทิพวกคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย คอร์รัปชั่นทางการเมือง ผลประโยชน์ทับซ้อนถ้ามีกฎหมายฉบับนี้ออกมาก็จะสามารถเอาผิดในเรื่องเหล่านี้ได้"

ในมุมของ สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มองว่า ส่วนตัวยังไม่เห็นเนื้อหาโดยละเอียด แต่อันที่จริงเรื่องดังกล่าวมีบทบัญญัติระบุไว้ในกฎหมายป.ป.ช.อยู่แล้ว แต่อาจจะมีการบังคับใช้กับเจ้าหน้าของรัฐและนักการเมือง กฎหมายฉบับนี้จึงอาจจะมีผลครอบคลุมที่กว้างขวางขึ้น ซึ่งอาจะเป็นการป้องกันการทุจริตที่ดีในระดับหนึ่ง

ทั้งนี้มองว่า คนที่จะกระทำการทุจริตต้องเป็นคนที่มีอำนาจ มีโอกาส ขาดความยับยั้งชั่งใจ เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะมาป้องกันตรงนี้ แต่ก็ควรที่จะต้องมีการปลูกฝังตั้งแต่ระดับโรงเรียน และครอบครัว จึงมองว่ากฎหมายฉบับนี้ได้ผลในระดับหนึ่งเพราะบางทีคนที่จะกระทำผิดมักไม่คำนึงว่าผิดกฎหมาย หรือคิดว่าจับได้ก็รับโทษ จับไม่ได้ก็สบาย

ส่วนข้อท้วงติงที่ว่า ประเด็นความซับซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่ อาทิประเด็นการห้ามรับสิ่งของที่สามารถประเมินมูลค่าได้เกิน3,000 บาทนั้น มองว่าการจะบัญญัติให้ครอบคลุมมากขึ้นสามารถทำได้แต่คิดว่าเจ้าหน้าที่เองก็คงมีข้อระวังในเรื่องนี้อยู่แล้ว ซึ่งจำนวนเงิน 3,000 บาทไม่ใช่จำนวนมากนัก

จึงมองว่าการออกกกฎหมายต้องคำนึงถึงเทศกาลบ้านเมื่อโดยต้องคำนึงว่าสามารถบังคับใช้ได้จริงหรือไม่ เพราะหากออกกฎหมายที่ไม่เหมาะสมก็อาจจะส่งผลตามมาในภายหลังได้

พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ส่วนตัวยังไม่ได้เห็นสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นได้มากนัก แต่การที่กฎหมายฉบับระบุให้เป็นอำนาจของป.ป.ช.ในการดำเนินการแต่อาจจะมีการเพิ่มองค์กรอื่นเข้ามาทำหน้าที่เพื่อความครอบคลุมขึ้น จึงคิดว่าไม่น่าจะซ้ำซ้อนอะไรกับที่มีอยู่เดิม ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญในการป้องกันคอร์รัปชั่นซึ่งที่ผ่านมามีการดำเนินการที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้ก็จะมาควบคุมในเรื่องดังกล่าว

'กฎหมายฉบับนี้จะครอบคลุมคนที่ถืออำนาจรัฐที่มีโอกาสให้คุณให้โทษกับคนอื่นทั้งหมด'

คอลัมน์ ณ มุมขวา: ยาแรง 7 ชั่วโคตร - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ณ กาฬ เลาหะวิไลย

ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว สำหรับกฎหมาย 7 ชั่วโคตร หรือ ร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม

ร่างกฎหมายดังกล่าวจะสร้างผลกระทบโดยตรง ไล่ตั้งแต่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไล่ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ไปถึงผู้บริหารองค์กรส่วนท้องถิ่น ข้าราชการประจำ พนักงานและบอร์ดวิสาหกิจ รวมไปถึงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญทุกแห่ง

ประเด็นหลักของร่างกฎหมายก็คือการป้องกันการใช้อำนาจหน้าที่สร้างผลประโยชน์ทับซ้อน ที่แม้ไม่ใช่การทุจริตโดยตรง แต่หากมีพฤติกรรมดังกล่าวก็ถือว่ามีความผิด

ขอบเขตการควบคุมของร่างกฎหมายยังขยายวงไปถึงลูกผู้สืบสันดาน บุพการี คู่สมรส พี่น้อง บุตรบุญธรรม คู่สมรสของลูก เลยเป็นที่มาของคำว่ากฎหมาย 7 ชั่วโคตร

ในร่างกฎหมายมีการระบุถึงลักษณะการกระทำผิดไว้ อาทิ การกำหนดนโยบาย การเสนอหรือให้ความเห็นชอบร่างกฎหมาย หรือร่างกฎต่างๆ เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ตัวเองหรือผู้เกี่ยวข้อง

นอกจากนั้นจะห้ามการใช้ข้อมูลภายในที่ยังเป็นความลับ ห้ามการริเริ่ม เสนอ จัดทำ หรืออนุมัติโครงการ ห้ามใช้ทรัพย์สินของหน่วยงานที่ตนสังกัด ห้ามใช้ตำแหน่งหรืออำนาจตามหน้าที่ในสารพัดรูปแบบการอนุมัติ ทั้งการอนุมัติ ไม่อนุมัติ หรือให้คุณให้โทษแก่เจ้าหน้าที่ในบังคับบัญชาเพื่อเอื้อประโยชน์ทางอ้อม

ในแง่การรับของขวัญ ของที่ระลึก เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เป็นสิ่งต้องห้าม แม้ว่าผู้มอบจะระบุให้เป็นการส่วนตัวก็ตาม เว้นแต่เป็นสิ่งที่อาจได้รับตามกฎหมายหรือกฎ หรือเป็นสิ่งที่ได้รับตามจำนวนที่สมควรตามปกติประเพณีนิยมในการปฏิบัติหน้าที่

ประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ ครอบคลุมถึง การปลดหนี้ การลดหนี้ การให้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ย การเข้าค้ำประกันไม่คิดค่าธรรมเนียม การให้ค่านายหน้า การขายหรือการให้เช่าซื้อทรัพย์สินแก่เจ้าหน้าที่ในราคาต่ำกว่าปกติ หรือการซื้อหรือให้เช่าทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่รัฐในราคาสูงกว่าปกติ

การให้ส่วนลดในสินค้าหรือทรัพย์สินที่จำหน่าย การให้รางวัล การจ่ายเงินล่วงหน้าและคืนให้ภายหลัง การให้ค่าเดินทาง หรือบริการขนส่ง ทั้งให้ตัวบุคคล สิ่งของ การจัดเลี้ยง การจัดมหรสพหรือการบันเทิงอื่น การให้บริการวิชาชีพอิสระ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล สถาปนิก วิศวกร กฎหมาย หรือบัญชี โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หรือคิดค่าใช้จ่ายน้อยกว่าปกติ เหล่านี้ก็ถือว่าเป็นการกระทำผิด

ผู้ที่สมรู้ร่วมคิดในพฤติกรรมทั้งหมด ก็จะมีโทษตามกฎหมายด้วย

การกระทำที่สร้างผลประโยชน์ทับซ้อน ในหลักใหญ่จะกำหนดครอบคลุมอีกชั้นไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตด้วย

เห็นร่างกฎหมายอย่างนี้ บรรดาเจ้าหน้าที่รัฐคงจะต้องระวังตัวแจและคิดหนักเอาการ

ผิดพลาดพลั้งไปได้เดือดร้อนยกตระกูล

Column COMMENTARY: Regime's extreme laws won't cure problems - BANGKOK POST Issued date 3 August 2017

Surasak Glahan

Living in Thailand nowadays requires that we keep ourselves updated on new laws and new (and double?) standards of law enforcement, otherwise we may find ourselves in trouble.

Over the past few years, the military regime has ensured it is never short of new legislation to continue to surprise and frighten us. Thai authorities have also taken their law enforcement to a new level. But these new laws and their implementation are harsh and extreme in nature.

On Tuesday, the military government approved a conflict of interests bill in an effort to prevent corruption among officials in government and state enterprise offices. The bill extends the punishment to include four generations of the family of any official found guilty of corruption or engaged in a conflict of interest. It includes the officials' spouses, common law partners, their parents, siblings, offspring, adopted children and children's spouses.

On the same day, a "pretty" promoter of a bar in Saraburi faced charges for posting a video clip on social media telling people about the bar's new promotion.

"Buy one [name censored here] beer and you'll get another beer for free before 9pm," she said in the clip.

The police response? They searched the bar, took the woman to the police station and charged her with encouraging others to consume alcohol, which violates the Alcohol Control Act, Thai Rath newspaper reported. If found guilty, she is subject to a fine of up to 500,000 baht and imprisonment of up to one year.

She claimed she wasn't aware of the police's new powers in enforcing the alcohol control law which extends to posting pictures and videos of alcohol on social media, but that didn't help.

Will such severe punishments imposed by new laws end the problems or simply instigate more trouble? Is the strong medicine necessary to cure Thailand's ills or tools that merely instil fear in people?

I didn't have the time to look for other cases. But many existing laws the military regime has come up with in recent years have made me alert, afraid and (inevitably and powerlessly) abiding of them.

For instance, the revised Computer Crime Act can make posting and sharing things on Facebook a crime, while the cyber security bill will allow authorities to snoop in our computer systems.

Thailand has also gone to the extremes when it comes to prosecuting political activists. Many have been prosecuted under the Computer Crime Act and other laws invented by the regime. Their crime? Sharing or distributing "illegal or distorted" information on social media or campaigning ahead of the constitutional referendum last year. Their real crime? Being political dissidents against the military.

Jatupat "Pai Dao Din" Boonpattararaksa is the most obvious example of extreme law enforcement. Charged with lese majeste and computer crime offences for his Facebook post, he has been denied bail for mocking state power and thus jailed for more than seven months. The first witness hearing in his court trial begins today.

Mr Jatupat's prosecution reminds me of how the North Korean regime sentenced a US college student, Otto Warmbier (now deceased) to 15 years in jail with hard labour for trying to steal a regime propaganda banner - a severe punishment that simply did not fit the crime.

I am aware of the rationale behind these laws being promulgated in Thailand - corruption in the public sector has been rampant, excessive alcohol consumption is bad for our health, falsely defaming people in the media (including social media) shouldn't be tolerated, etc.

But I cannot get on board with the extremism associated with such severe punishments under these laws. It is very likely they will pave the way for exploitation while hurting innocent people.

Why do four generations of a corrupt official's family have to be punished under the new conflicts of interest bill? Unless there is solid proof of their direct engagement in the wrongdoing, punishing them is hardly a justified act.

What can people do about it? We can call a four-generation family meeting to find out who works for the state or in a state enterprise office.

Then we could call regular meetings or even hire a spy to keep that person in check, all to make sure he or she doesn't take part in any activity that could constitute a conflict of interest.

Perhaps it's a good way to reconnect with in-laws you disliked and have distanced yourself from. You're all now in the same boat.

The enforcement of the anti-corruption law will not only create a climate of fear but also pave the way for exploitation. The same goes for the cyber crime law and other laws against political dissidents.

It is understandable that the regime and its supporters want to address certain problems.

But they don't have to elevate the problems by turning them into fears and then inject the so-called "strong medicine" to cure them.

As the government has yet to appoint a national reform committee to transform the recommendations, criticised as being outdated, of the now-defunct National Reform Steering Assembly into action, we still have to wait and see whether it will come up with laws that offer more strong medicine to heal what the regime sees as the country's core problems.

The regime should be aware that unjust, harsh and disproportionate punishments will not root out problems. But they could cause new ones.

คอลัมน์ กรองสถานการณ์: ชำแหละ 'กม.โคตรเดียว'ลากไส้ 'กังฉิน' กราวรูด! - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560

นี่คือกฎหมายที่จะมีบทบาทมากที่สุดฉบับหนึ่งในอนาคต หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับผลประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. . หรือที่เคยรู้จักกันในชื่อ

"กฎหมาย 7 ชั่วโคตร"เพียงแต่ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีการปรับจาก 7 ชั่วโคตร ให้เหลือเพียง โคตรเดียว คือ เจ้าตัว คู่สมรส บุพการี ลูก เขย สะใภ้ โดยตราออกมาเพื่อป้องกันการรับผลประโยชน์โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ

แต่ไม่ได้หมายถึงว่า หากเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดแล้วถึงคราวต้องรับโทษ บรรดาเครือญาติจะต้องได้รับโทษด้วย เพียงแต่จะเป็นข้อห้ามสำหรับเจ้าตัว คู่สมรส บุพการี ลูก เขย สะใภ้ ในการที่จะไปรับประโยชน์โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ราชการ

ถือเป็นกฎหมายที่เขี้ยวลากดินฉบับหนึ่งมีการวางกรอบป้องกันได้ครอบสารทิศ เริ่มตั้งแต่คำนิยามของ เจ้าหน้าที่รัฐ ที่ไม่ได้ตีกรอบเฉพาะข้าราชการเท่านั้น แต่มีการลอกนิยามคำว่า เจ้าหน้าที่รัฐ มาจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการทุจริต และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

โดย เจ้าหน้าที่รัฐ ตามกฎหมาย ป.ป.ช.หมายถึง "ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นซึ่งมีตำแหน่ง หรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือบุคคลผู้ปฏิบัติงานในรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ และให้หมายความรวมถึงกรรมการ อนุกรรมการ ลูกจ้างของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ และบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งใช้อำนาจหรือได้รับมอบให้ใช้อำนาจทางการปกครองของรัฐในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งขึ้นในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการอื่นของรัฐ"

ดังนั้นการป้องกันจะครอบคลุมทุกระดับ!กฎหมายตัวนี้มีผลต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐแน่ๆ ต่อไปการกระทำใดๆ ต้องระมัดระวังมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า เพราะมีข้อห้ามมากมาย ซึ่งหากไม่มีการศึกษากฎหมายฉบับนี้ก่อนอาจถูกดำเนินคดีหรือถูกร้องเรียนได้ง่ายๆ

โดยหลังจากกฎหมายตัวนี้บังคับใช้แล้ว ครม.จะวางหลักเกณฑ์ ส่วนหน่วยงานและกระทรวงก็จะต้องวางหลักเกณฑ์ของตัวเองเช่นกัน

เช่นนี้จะทำให้การเบียดบังของหลวง หรือการรับประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่น้อยลง เพราะหวาดระแวงว่าตัวเองจะกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ แต่ขณะเดียวกันในอนาคตจะมีคดีร้องเรียนเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐเป็นจำนวนมากเช่นกัน

อีกจุดหนึ่งคือ สามารถอุดช่องทุจริตในการทำโครงการต่างๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยสามารถสั่งระงับการดำเนินการนั้นได้ก่อนจะเกิดความเสียหาย โดยอัยการสูงสุดสามารถตรวจสัญญาทางปกครองหรือทางแพ่งได้ และหากพบว่าส่อจะทุจริตหรือทำให้รัฐเสียประโยชน์ สามารถทำเรื่องไปยังหน่วยงานของรัฐเพื่อระงับยับยั้งไว้ก่อนได้

ขณะที่โทษตามกฎหมายฉบับนี้ก็สูงพอสมควร โดยในมาตรา 20 ระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐ คู่สมรสหรือบุตรของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือบุคคลตามมาตรา 5 วรรคห้า ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดตามมาตรา 5 ที่ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมเพื่อประโยชน์ตนเองหรือบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ที่สำคัญ "ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องระวางโทษสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง"

โดยมาตรา 25 บัญญัติไว้ว่า บรรดาความผิดตาม พ.ร.บ.นี้ให้อยู่ในอำนาจของศาล ซึ่งมีเขตอำนาจเหนือคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

ถือเป็นกฎหมาย ป้องปราม ขนานแท้ ซึ่งแน่นอนว่าผู้ที่เข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐต่อไปจะต้องพกพาไว้เป็น คู่มือ เพราะนอกจากตัวเองที่ต้องป้องกันไม่ให้กระทำผิดแล้ว ยังต้องแนะนำคนรอบข้างที่อยู่ในบัญญัติกฎหมายฉบับนี้ให้ระมัดระวังด้วย

กฎหมาย ป.ป.ช.ก็ว่าสาหัสอยู่แล้ว นี่ยังมี "กฎหมายโคตรเดียว" มาอีก ออกนอกลู่นิดเดียวมีสิทธิ์เข้าซังเต

เหมือนที่ "เนติบริกร" วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี บอกเมื่อถูกถามว่า การเอาผิดข้าราชการรับสิ่งของเกินเกณฑ์กฎหมายกำหนดถือเป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติว่า

"ถ้าคิดว่าจับยากก็ลองเสี่ยงดู".

New graft bill resolves 'grey area' - BANGKOK POST Issued date 3 August 2017

POST REPORTERS

The anti-corruption agency will set up a unit clarifying issues relating to conflicts of interest to ensure state officials are up to scratch when a bill on this matter takes effect, Deputy Prime Minister Wissanu Krea-ngam said yesterday.

Mr Wissanu said the draft law, dubbed the "seven generation bill", is different from the anti-corruption law that focuses on graft and malfeasance in office. He said the bill will do away with what is considered a problematic "grey area" in the law.

"We usually feel that being engaged in conflicts of interest is wrong, but there isn't a law on this matter. The bill will push the grey area into the light," he said.

The deputy prime minister said the National Anti-Corruption Commission is required by the bill to establish an office to handle questions surrounding conflicts of interest from state agencies.

He said the measure is hoped to allay concerns among government officials, and the answers provided by this office could serve as standards or guidelines.

The bill, approved by the cabinet on Tuesday, is intended to prevent conflicts between private interests and public duties, as well as fostering integrity in public service.

It covers all officials in the public sector including state enterprises and public organisations, as well as people from the private sector who become board members for government agencies. It also includes common law partners - and officials' parents, siblings, offspring, adopted children and children's spouses.

According to Mr Wissanu, if a state official receives a gift during an overseas trip that exceeds the value permitted by the law, he is obliged to hand it over to his agency as state property.

Under the current anti-corruption law it is illegal for state officials to accept a gift worth more than 3,000 baht.

He said the cabinet will issue criteria and regulations concerning the proper use of state assets, adding that ministries are expected to do the same.

When asked about the problems involved in taking legal action against state officials who receive excessive gifts, he said: "If they think it's difficult for us to enforce the law, they can try to break it."

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: คดีเนชั่นฯโทษเล็ก...ข่าวใหญ่ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560

คำตัดสินลงโทษอดีตผู้บริหารบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)หรือหุ้น NMG ในความผิดกีดกันผู้ถือหุ้นไม่ให้เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ได้รับความสนใจ แม้จะเป็นคดีความผิดเล็กน้อยที่มีโทษปรับก็ตาม

อดีตผู้บริหารเนชั่นฯ 9 คนที่ร่วมกันกีดกันไม่ให้ผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น แม้จะก่อความผิดเพียงวาระเดียว แต่เข้าข่ายความผิดหลายกระทงตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ ถูกศาลอาญากรุงเทพใต้ลงโทษปรับคนละ 500,000 บาท

และคงถูกสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกประกาศห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารบริษัทที่มีมหาชนถือหุ้นสักระยะหนึ่ง

คดีนี้ถือว่าสรุปเร็วมาก โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2558 แต่มีการสอบสวน รวบรวมหลักฐาน ส่งเรื่องฟ้อง จนศาลมีคำตัดสินภายในเวลาประมาณ 2 ปี ทั้งที่คดีหุ้นทั่วไปจะใช้เวลานานมาก บางคดีใช้เวลาเกือบ 10 ปีจึงมีคำตัดสิน

ความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ในแต่ละปีมีจำนวนไม่น้อย มีทั้งความผิดที่ไม่ก่อความเสียหายรุนแรง บทลงโทษเบาเพียงแค่ปรับ และมีทั้งความผิดที่สร้างความเสียหายร้ายแรงให้นักลงทุนในวงกว้าง บทลงโทษหนักถึงขั้นจำคุก

แต่ผู้ที่กระทำความผิดจนถูกลงโทษจำคุกมีจำนวนน้อยมาก ทั้งที่มีการก่อคดีสร้างความเสียหายร้ายแรงให้นักลงทุนในตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง

แม้ในปัจจุบัน ยังมีกลุ่มคนที่ก่อพฤติกรรมปล้นเงินนักลงทุนอย่างเป็นขบวนการ โดยใช้วิธีการเพิ่มทุน นำเงินซื้อทรัพย์สินในราคาที่สูงเกินจริง ก่อนยักย้ายถ่ายเทเงินเข้ากระเป๋าตัวเองและพวกพ้อง

คดี 9 อดีตผู้บริหารเนชั่นฯ ถือเป็นคดีทั่วไป ไม่ได้เป็นคดีคอขาดบาดตาย เหมือนการปั่นหุ้น การใช้ข้อมูลภายในแสวงหาประโยชน์จากการซื้อขายหุ้น เอาเปรียบนักลงทุนทั่วไป การยักยอกทรัพย์ การแต่งบัญชีงบการเงิน หรือการสร้างข้อมูลเท็จ

และถ้าไม่ใช่เพราะความเป็นสื่อมวลชน ถ้าไม่ใช่บริษัทจดทะเบียนที่เป็นสื่อค่ายใหญ่ การที่ผู้บริหารบริษัทฯ ถูกตัดสินลงโทษอาจจะไม่เป็นข่าวเสียด้วยซ้ำ

เพราะคดีความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ มักไม่เป็นข่าว โดยหลังจากที่ ก.ล.ต.ประกาศกล่าวโทษ และแจ้งให้สาธารณชนรับทราบแล้ว คดีจะตกอยู่ในความเงียบ

ไม่มีใครตามว่าเมื่อคดีถูกส่งไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอแล้ว การสอบสวนมีความคืบหน้าไปอย่างไร จะส่งสำนวนให้อัยการสั่งฟ้องเมื่อไหร่ และเมื่อไปถึงอัยการแล้ว อัยการมีความเห็นอย่างไร จะฟ้องหรือไม่

หรือแม้ศาลจะมีคำตัดสินแล้ว มักจะไม่มีข่าวให้สาธารณชนรับรู้ในวงกว้าง ทั้งที่ควรจะมีการตีแผ่พฤติกรรมความผิด เพื่อให้ประชาชนรับรู้ว่า ใครทำผิดอะไรในตลาดหุ้น และผู้ที่กระทำผิดได้รับโทษอย่างไร

คดีเนชั่นฯ ที่ถูกตีแผ่ให้สังคมรับรู้ในวงกว้าง น่าจะเป็นจุดเริ่มต้น ในการติดตามคดีต่างๆ ในตลาดหุ้นมานำเสนอ เพื่อสะท้อนให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ว่า ในตลาดหุ้นมีการก่ออาชญากรรมอยู่เหมือนกัน

คนกลุ่มใดบ้างที่ก่อความผิด บริษัทจดทะเบียนแห่งใดบ้างที่นักลงทุนจะต้องระมัดระวัง

คดีเนชั่นฯ ถูกเกาะติดและถูกนำเสนออย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ขั้นตอนของ ก.ล.ต.ขั้นตอนอัยการ จนถึงคำตัดสินของศาล เนื่องจากเป็นคดีที่ได้รับความสนใจฐานะความเป็นสื่อ ซึ่งควรแยกแยะผิดถูก ควรเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตามระเบียบ กติกาของสังคมและกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่อดีตผู้บริหารเนชั่นฯ กลับแหกกฎ ละเมิดกฎหมาย กระทำความผิดเสียเอง สังคมจึงจับจ้องผลแห่งคดี

ทุกพฤติกรรมความผิดในตลาดหุ้น ไม่ว่าจะเป็นคดีเล็ก โทษแค่ปรับ หรือคดีใหญ่ โทษหนักถึงติดคุก ควรได้รับความสนใจในการติดตามนำเสนอและตีแผ่ เช่นเดียวกับคดีเนชั่นฯ เพราะแต่ละพฤติกรรมความผิด ล้วนก่อความเสียหายให้นักลงทุนทั้งสิ้น

การตีแผ่พฤติกรรมผิดในตลาดหุ้น จะช่วยให้สาธารณชนรับรู้พฤติกรรมของคนและร่วมกันต่อต้านคนที่กระทำความผิด แม้จะเป็นคดีเกี่ยวกับหุ้นก็ตาม

บทลงโทษในความผิดกีดกันผู้ถือหุ้นไม่ให้เข้าร่วมประชุมของ 9 อดีตผู้บริหารเนชั่นฯ นั่นไม่รุนแรงเท่าไหร่ แต่การถูกตีแผ่ความผิดให้สังคมรับรู้นั้นหนักหนากว่ามาก

เสียค่าปรับไม่เท่าไหร่ แต่เสียหน้านี่รับไม่ไหว.

รายงาน: 'คลัง-บังคับคดี'ยึดแนวบุญทรง แจงศาลอายัดทรัพย์'ยิ่งลักษณ์'? - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560

หลังจาก "กรมบังคับคดี" ดำเนินการอายัดบัญชีเงินฝากของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 5 บัญชีจากทั้งหมด 16 บัญชี ตามคำสั่งทางปกครองฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ กรณีมีการแจ้งเตือนเรื่องความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ฤดูกาลผลิตปี 2555/2556 และปี 2556/2557 ซึ่งต้องชดใช้ความเสียหายจำนวน 3.5 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 20% จากมูลค่าความเสียหายทั้งหมด 1.7 แสนล้านบาท กระทั่งล่าสุดนางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองขอให้ทุเลาการบังคับอายัดทรัพย์เป็นรอบที่ 2 และศาลมีคำสั่งให้ "กระทรวงการคลัง" ผู้ถูกฟ้องคดี และ "กรมบังคับคดี" ชี้แจงรายละเอียดต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

กรณีของนางสาวยิ่งลักษณ์ มีลักษณะคล้ายคลึงกับกรณีของ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอทุเลาคำสั่งอายัดทรัพย์ที่ถูกเรียกค่าเสียหายจำนวน 1,770 ล้านบาท จากกรณีให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาทจากการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) มาแล้วรวม 4 ครั้ง นับตั้งแต่ก่อนถูกอายัดทรัพย์ กระทั่งกรมบังคับคดีเริ่มยึดอายัดทรัพย์ โดยศาลปกครองกลางให้ยกคำร้องขอของนายบุญทรง ระบุเหตุผลว่า ยังไม่ปรากฏว่ามีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินเพื่อขายทอดตลาด จึงไม่มีเหตุทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาในภายหลัง

ล่าสุดถูกอายัดบัญชีและทรัพย์สินตามที่เคยยื่นไว้ต่อ ป.ป.ช. โดยนายบุญทรงชี้แจงต่อศาลว่า ไม่ได้ประกอบอาชีพและไม่มีรายได้อื่น ส่วนเงินสด เงินฝาก นากาข้อมือทั้งของตัวเองและภริยาที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.ได้ถอนและนำทรัพย์เหล่านั้นออกจำหน่ายนำเงินมาใช้จ่ายจนหมดสิ้นแล้ว อีกทั้งยังมีภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเดือนละประมาณ 1 แสนบาท

ในการไต่สวนของศาลนั้น พบว่า กรมบังคับคดีใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยอายัดเฉพาะสิทธิเรียกร้องในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย สาขารัฐสภา บัญชีเลขที่ 089-1-03761 ซึ่งมีเงินอยู่เล็กน้อยเพียง 2,744.46 บาทเท่านั้น และไม่ปรากฏว่ายึดหรืออายัดทรัพย์สินอย่างอื่นของนายบุญทรง เพื่อขายทอดตลาด ซึ่งนายบุญทรง ก็อาศัยอยู่กับมารดาจึงไม่ใช่ทรัพย์สินของนายบุญทรง

ทั้งยังไม่ปรากฏว่า นายบุญทรง ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่จะถูกยึดหรืออายัดเพื่อขาย ทอดตลาด มีเพียงที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 662 ต.สมอโคต อ.บ้านตาก จ.ตาก ของภรรยาที่ซื้อมาตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งอาจเป็นสินสมรส มูลค่าประมาณ 2.5 แสนบาท แต่ที่ดินดังกล่าวก็มีการจำนองต่อบุคคลภายนอกไปแล้ว ในขณะที่เงินสด เงินฝาก นากาข้อมือ ที่แสดงทรัพย์สินไว้ต่อ ป.ป.ช.ก็มีการถอนเงินฝากและนำทรัพย์สินออกจำหน่ายเพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นหมดสิ้นแล้ว จึงฟังไม่ได้ว่า หากศาลมีคำสั่งทุเลาการยึดอายัดทรัพย์ดังกล่าวไว้ก่อน จะทำให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายร้ายแรงแก่นายบุญทรง จนยากแก่การเยียวยาแก้ไขได้ในภายหลัง

หากพิจารณาแนวทางที่ กรมบังคับคดี และกระทรวงการคลัง ชี้แจงคัดค้านการขอทุเลาคำสั่งอายัดทรัพย์ในกรณีนายบุญทรง กับพวก เมื่อมองมาที่กรณีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ก็น่าจะอ้างเหตุผลคัดค้านเช่นเดียวกับที่ใช้อ้างในกรณีของนายบุญทรงกับพวกว่า คำสั่งกระทรวงการคลังและการอายัดทรัพย์นั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว และหากมีการทุเลาคำสั่งอายัดทรัพย์ อาจทำให้เกิดการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินจนไม่สามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนให้รัฐได้ เนื่องจากมูลค่าความเสียหายสูงมาก และหากศาลจะมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหาย หน่วยงานรัฐก็สามารถเยียวยาได้ ไม่ได้ทำให้เกิดเหตุที่ยากแก่การเยียวยาในภายหลังแต่อย่างใด "ปู"แจ้งมีทรัพย์สิน610ล้าน

ส่วนข้อมูลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ที่ยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สินไว้ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีพ้นจากตำแหน่งครบ 1 ปี เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2558 (เฉพาะในส่วนของผู้ยื่นและบุตรไม่รวมของคู่สมรส) พบว่า มีทรัพย์สินรวม 612.38 ล้านบาท มีหนี้สินรวม 33.07 ล้านบาท มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 579.30 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย

1.เงินสด 14,298,120 บาท 2.เงินลงทุนหลายแห่ง เช่น บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น, กองทุนเปิดแอสเซทพลัส ตราสารหนี้, กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ไทคอน รวมจำนวนเงิน 115,531,804 บาท 3.เงินให้กู้ยืม 108,301,369 บาท 4.ที่ดิน 18 แปลง กระจายอยู่หลายจังหวัด ได้แก่ อ.สันกำแพง อ.เมือง จ.เชียงใหม่, อ.พาน จ.เชียงราย, อ.บางเสาธง อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ, เขตบึงกุ่ม และเขตบางขุนเทียน กทม. รวมราคา 117,186,350 บาท

5.บ้านที่นางสาวยิ่งลักษณ์ อาศัยซึ่งอยู่ที่แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กทม.ราคา 110 ล้านบาท, บ้าน 1 หลัง ในเขตบางขุนเทียน, ตึกแถว 3 ชั้นครึ่งที่ ต.ช้างคลาน จ.เชียงใหม่, ห้องชุดที่แขวงสามเสนใน เขตพญาไท และอ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ รวมราคาทั้งบ้าน ตึกแถว และห้องชุดเป็นเงิน 162,368,182 บาท 6.ยานพาหนะ รวมเป็นเงิน 21,990,000 บาท 7.สิทธิและสัมปทาน 569,189 บาท 8.ทรัพย์สินอื่น 45,690,000 บาท 4 บัญชีเงนฝากเป็น"ศูนย์"

สุดท้าย คือ บัญชีเงินฝากในธนาคารต่างๆ แบ่งเป็น ธนาคารกรุงเทพ 7 บัญชี, กสิกรไทย 4 บัญชี, ยูโอบี 3 บัญชี, บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต 2 บัญชี รวม 24,908.420 บาท ซึ่งในจำนวนนี้พบว่า มี 4 บัญชี ไม่ปรากฏตัวเงิน คือ บัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซอยอารีย์ฯ เลขที่ 127-3-11127-6 และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) เลขที่ 01-021238-6 ซึ่งไม่ได้อธิบายเหตุผลเอาไว้

ขณะที่ บัญชีธนาคาร กรุงเทพ จำกัด สาขาซอยอารีย์ฯ เลขที่ 127-4-20316-3 อธิบายในใบแทรกไว้ว่า มียอดเต็มตามบัญชีเงินฝาก 45,020,479 บาท เงินคงเหลือ 44,932,871 บาท และดอกเบี้ยค้างรับ 87,608 บาท โดยยอดเงินนี้ไม่มีส่วนเงินฝากของผู้ยื่น(นางสาวยิ่งลักษณ์) แต่เป็นเงินที่ครอบครองในส่วนที่เหลือจากการขายหุ้น SHIN (บมจ.ชินคอร์ปอเรชัน) ตามข้อเท็จจริงในคดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นดังกล่าว จำนวนที่ขายให้ผู้ยื่นไปแล้วอยู่ และผู้ยื่นเคยแจ้งข้อเท็จจริงในการครอบครองไว้ประมาณ 77 ล้านบาท

และ ณ ระหว่างวันที่ 22 มิถุนายน 2555-6 พฤษภาคม 2558 ผู้ยื่นได้ยืมเงินฝากในบัญชีดังกล่าวในส่วนของพ.ต.ท.ทักษิณ ไปเป็นเงิน 33,070,803 บาท โดยส่วนเพิ่มเติมจากจำนวนเงินตามบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ณ วันที่ 8 ธันวาคม 2557 ได้นำไปใช้จ่ายภายในครอบครัว ตามที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้อนุญาตให้ผู้ยื่นสามารถยืมเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวได้ทั้งหมด หรือบางส่วนโดยไม่มีดอกเบี้ย โดยผู้ยื่นได้ทำบันทึกรับสภาพหนี้ ฉบับลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2558 ไว้เพื่อเป็นหลักฐานเป็นหนี้สินของผู้ยื่น และเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยไว้ ผู้ยื่นจึงไม่ได้นำเงินที่เหลือจากการขายหุ้น SHIN จำนวน 45,020,479 บาท รวมเป็นทรัพย์สินเงินฝากของผู้ยื่น แต่แจ้งการครอบครองให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.รับทราบ อีกบัญชีเปิดกับธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ฯ เลขที่ 127-3-14661-1 ระบุเป็นบัญชีใหม่ ประเภทบัญชีกระแสรายวัน

เส้นทางยึดทรัพย์'ยิ่งลักษณ์'

นับตั้งแต่วันที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ใช้อำนาจตาม ม. 44 ออกคำสั่งที่ 56/2559 ให้อำนาจกระทรวงการคลัง เรียกความเสียหายทางแพ่งจากนางสาวยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี กระทั่งปลายเดือนกันยายน 2559 กระทรวงการคลังได้ตั้ง "คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว"

ต่อมาในเดือนตุลาคมได้เคาะตัวเลขความเสียหายที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ต้องชดใช้อยู่ที่ 35,717 ล้านบาท กระทรวงการคลังจึงออกหนังสือแจ้งให้นางสาวยิ่งลักษณ์รับทราบเพื่อให้ชดใช้เงินดังกล่าว ตามพ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และ พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 57 คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ผู้ใดชำระเงิน ถ้าถึงกำหนดแล้วไม่มีการชำระโดยครบถ้วนให้เจ้าหน้าที่มีหนังสือเตือนให้ผู้นั้นชำระภายในระยะเวลาที่กำหนด ถ้าไม่ปฏิบัติตาม เจ้าหน้าที่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยยึดหรืออายัดทรัพย์ของผู้นั้นและขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินให้ครบถ้วน วิธีการยึด การอายัดและการขายทอดตลาดทรัพย์สินให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม

เดือนธันวาคมปีเดียวกันนางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ยื่นฟ้องศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งที่กระทรวงการคลังเรียกให้ชดใช้เงิน และขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้ตามคำสั่ง หรือระงับคำสั่งให้ชดใช้เงินจนกว่าจะมีคำพิพากษา ต้นเดือนเมษายน 2560 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งยกคำร้องนางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่คุ้มครองชั่วคราวในการยึดทรัพย์ 35,717 ล้านบาท เนื่องจากศาลเห็นว่า ยังไม่เกิดความเสียหาย ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้ตั้งคณะกรรมการสืบทรัพย์นางสาวยิ่งลักษณ์อย่างเป็นทางการ กระทั่งกรมบังคับคดีได้อายัด 16 บัญชีนางสาวยิ่งลักษณ์ นำมาสู่การยื่นขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราวอีกครั้ง ล่าสุดศาลปกครองมีคำสั่งให้กระทรวงการคลังผู้ถูกฟ้องคดี และกรมบังคับคดีชี้แจงรายละเอียดต่อศาลภาย ใน 15 วัน

โยกย้ายข้าราชการ สะท้อน ' ปฏิรูป' เหลว - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ปัญหาในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการนับเป็นอีกงานเร่งด่วนที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หมายมั่นปั้นมือจะเข้ามา "ปฏิรูป" วางกลไกในการแต่งตั้งโยกย้าย โดยคำนึงถึงระบบคุณธรรมขจัดการเล่นพรรคเล่นพวก รวมถึงการซื้อขายตำแหน่ง

แม้เบื้องต้นจะเห็นความความตั้งใจของรัฐบาล คสช. ตลอดจนแม่น้ำสายต่างๆ ช่วยกันวางกฎกติกาเพื่อตีกรอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการให้เป็นไปในทิศทางที่ควรจะเป็น แต่ในทางปฏิบัติ การแต่งตั้งโยกย้ายในยุครัฐบาล คสช.กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยไปกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ไล่มาตั้งแต่การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจซึ่งมีกระแสข่าวการวิ่งเต้น ซื้อขายตำแหน่ง อยู่หลายรอบ

แทนที่จะมีการขยายผลติดตามไต่สวนหาข้อเท็จจริง หรือนำคนผิดมาลงโทษ อย่างที่ควรจะเป็น เพื่อทำตัวอย่างที่ถูกต้องให้เป็นบรรทัดฐานป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีกในอนาคต

ตรงกันข้ามทางเจ้าหน้าที่กลับใช้ช่องทางการฟ้องร้องกรณีสร้างความเสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียงกับบุคคลที่ออกมาเปิดเผยข้อมูล ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นคนในแม่น้ำ 5 สาย ของ คสช.ที่แต่งตั้งขึ้นมาจัดการแก้ไขปัญหาในแวดวงตำรวจ

ไม่ว่าจะเป็น พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป อดีต สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กับกรณีเผยแพร่ข้อความทางแชตไลน์เรื่องการซื้อขายตำแหน่งเพื่อให้ช่วยตรวจสอบ

มาจนถึง วิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งตำรวจ ระดับผู้กำกับการมีการวิ่งเต้นเงินสูงตั้งแต่ 5 ล้าน ถึง 7 ล้านไปแล้ว ส่วนระดับสารวัตรราคาอยู่ที่ 1.5-2 ล้านบาท

มาจนถึงการแต่งตั้งโยกย้ายล่าสุด ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก จากเดิมที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาส่งสัญญาณสกัดการแต่งตั้งโยกย้ายแบบข้ามห้วยเพื่อให้เป็นแนวปฏิบัติ

ทว่า เมื่อวันอังคารที่ 1 ส.ค. ครม.มีมติแต่งตั้ง จรินทร์ จักกะพาก อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ข้ามห้วยไปดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงาน ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน ที่จะเกษียณอายุราชการ

อีกด้านหนึ่งก่อนหน้านี้ ในส่วนของ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เคยถูกโยกให้ไปเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางคำถามถึงความถูกต้องเหมาะสมและเหตุผลในการตัดสินใจ

ทำให้ วัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่า เป็นการใช้อำนาจอย่างมีธรรมาภิบาลตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 หรือไม่ แม้รัฐธรรมนูญเขียนไว้สวยหรูว่า ให้ใช้ระบบคุณธรรมในการแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการ แต่เวลาปฏิบัติใครไม่ตอบสนองผู้มีอำนาจ ก็ต้องกระเด็นออกจากตำแหน่ง

แต่ในส่วนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นพิเศษคือตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดย ครม.ได้อนุมัติแต่งตั้ง พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนและแผนกลาโหม ข้ามห้วยมาเป็นเลขาธิการ สมช. คนใหม่ แทน พล.อ.ทวีป เนตรนิยม ที่จะเกษียณอายุในเดือน ก.ย.นี้

ก่อนหน้านี้มีความพยายามผลักดันลูกหม้อใน สมช.เข้ามารับหน้าที่กุมบังเหียนดูแลหน่วยงานสำคัญควบคุมดูแลทิศทางด้านความมั่นคงของประเทศ

ไม่ต่างจากรอบที่แล้วเมื่อครั้ง อนุสิษฐ คุณากร เลขาฯ สมช. คนก่อนที่เกษียณอายุ ซึ่งเคยมีความคิดจะผลักดันคนในมารับไม้ต่อแต่สุดท้ายก็ตั้ง พล.อ.ทวีป ข้ามห้วยจาก ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ผบ.นทพ.) มาเป็น เลขาฯ สมช. จนถึงปัจจุบัน

ตอกย้ำข้อครหาที่มองว่าตำแหน่งเลขาธิการ สมช. เสมือนเป็นตำแหน่งที่พักไว้ปลอบใจคนอกหักพลาดเก้าอี้จากในกองทัพหรือไม่อาจเกลี่ยที่นั่งภายในได้ลงตัว

แทนที่จะปล่อยให้เป็นกลไกภายในกองค์กรที่จะใช้คนที่มีประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถที่สั่งสมมา อันจะได้ทั้งขวัญกำลังใจจากคนปฏิบัติงาน และทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติ

หากจำได้ ตำแหน่งเลขาฯ สมช. ของ ถวิล เปลี่ยนศรี ที่ถูก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น สั่งโยกไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี สุดท้าย ศาลปกครองมีคำสั่งให้ถวิลกลับเข้าดำรงตำแหน่งเลขาฯ สมช.

แถมต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต้องสิ้นสภาพนายกฯ รวมถึง ครม.ทุกคนที่ร่วมประชุม และลงมติโยกย้าย ถวิล เพราะเป็นการก้าวก่าย แทรกแซง แต่งตั้ง โยกย้าย เอื้อพวกพ้อง

การแต่งตั้งโยกย้ายในช่วงนี้ของรัฐบาล คสช.จึงสะท้อนให้เห็นปัญหาที่ไม่ได้แตกต่างจากรัฐบาลก่อน

ทั้งที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 76 วรรคสอง ระบุว่า "รัฐพึงดำเนินการให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานของบุคคลของหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามระบบคุณธรรม โดยกฎหมายดังกล่าว อย่างน้อยต้องมีมาตรการป้องกันมิให้ผู้ใดใช้อำนาจ หรือกระทำการโดยมิชอบที่เป็นการก้าวก่าย แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ หรือกระบวนการแต่งตั้งหรือการพิจารณาความดีความชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ"

ปรากฏการณ์โยกย้ายข้าราชการเวลานี้ สะท้อนให้เห็นทิศทางและแนวโน้มการปฏิรูปที่ดูห่างไกลเป้าหมายมากขึ้นทุกที

สกู๊ปหน้า1: กรุสมบัติกรมศุลฯ สินบน-เงินรางวัล - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560

กรณีนี้สะท้อนให้คิดไปไกลได้ไหมว่า..."เงินสินบน" และ "รางวัลนำจับ" นอกจากไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรกับประเทศชาติแล้ว ยังเป็นมูลเหตุทำลายเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีข้าราชการระดับสูงเกิดความโลภจนลืมคำว่าจริยธรรม ทำให้สงสัยกันต่อไปอีกว่าอาจจะยังมีเอกสารประเภทเดียวกันอีกกี่ร้อยกี่พันฉบับที่ยังไม่เปิดเผย...

จริงๆแล้วการจ่าย "สินบน" และ "เงินรางวัล" ให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้มีแค่เฉพาะกรมศุลกากรเท่านั้น

ในปี 2559 สำนักงานตำรวจแห่งชาติจ่ายเงินรางวัลสำหรับคดียาเสพติดไปเป็นเงิน 286 ล้านบาท ขณะที่กรมศุลกากรจ่ายโดยเฉลี่ยมากถึงปีละ 839 ล้านบาท ยังครองแชมป์ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังพบอีกว่า ประเทศไทยมีการออกกฎหมายให้มีการจ่ายสินบนและเงินรางวัลเพิ่มขึ้นแทบทุกปี จาก 125 ฉบับเมื่อปี 2547 มาเป็น 132 ฉบับในปี 2555 มีทั้งของตำรวจ กรมศุลกากร กรมการขนส่งทางบก กรมป่าไม้ และหน่วยงานปราบปรามยาเสพติด

ร้อยทั้งร้อยทุกหน่วยงานมีเหตุผลแบบเดียวกันว่า เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่มีขวัญกำลังใจ และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น และลดปัญหาเจ้าหน้าที่รับสินบน

จากระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ข้ออ้างดังกล่าวไม่ได้ทำให้สังคมไทยดีขึ้นหรือน่าอยู่ขึ้น ซ้ำร้ายสินบนและรางวัลนำจับยังเป็นจุดเริ่มก่อเกิดปัญหาการกลั่นแกล้ง ความไม่เท่าเทียม การคอร์รัปชัน ยังคงอยู่ไม่ได้ลดน้อยถอยลงเลยแม้แต่น้อย

งานวิจัยระบบการจ่ายเงินสินบนและรางวัลของ ดร.ประธาน วัฒนวาณิชย์ และคณะสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ใช้ระบบการให้เงินสินบนและเงินรางวัลจากส่วนแบ่งค่าปรับในอัตราที่สูงมาก ก่อให้เกิดปัญหาการทุจริตตามมา

เช่น การสร้างพยานหลักฐานเท็จในการเบิกจ่ายเงินสินบน

นอกจากนี้ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ในลักษณะมีการเรียกรับเงินหรือผลประโยชน์อื่นในปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่ ทำให้ชี้ชัดลงไปได้ว่า พ.ร.บ.กรมศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 102 ตรี ระบบการจ่ายเงินสินบนและรางวัลไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย

ซ้ำร้าย...เงินสินบนกองมหึมาเหล่านั้น ยังเสมือนมะเร็งร้ายสูบเลือดสูบเนื้อ "รายได้" ที่ควรจะตกเป็นของ "แผ่นดิน" ให้หดหายลดน้อยลงไปเป็นจำนวนมหาศาล...เห็นได้จากตลอด 12 ปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่และสายลับเทียมรับเงินสินบนและรางวัลไปแล้วกว่า 10,343 ล้านบาท

ที่สำคัญ การกำหนดสัดส่วนหรือส่วนแบ่งของเงินรางวัลตามระเบียบกรมศุลกากร ว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและรางวัล พ.ศ.2517 ยังได้กำหนดให้อธิบดีกรมศุลกากรได้ส่วนแบ่ง 12 ส่วน รองอธิบดี 11 ส่วน

...เป็นกรณีที่หัวหน้าหน่วยงานหรือผู้มีอำนาจออกระเบียบหรือกำหนดให้ตนเองหรือผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานมีสิทธิรับเงินรางวัลในสัดส่วนที่สูงกว่าเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยตรง

ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการกำหนดให้มีเงินรางวัลที่ต้องการส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ระบุพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายการมี "ประโยชน์ทับซ้อน" หรือ Conflict of interest

จากผลประโยชน์มหาศาลทับซ้อนกันอยู่ภายในกรมศุลกากร ได้ปรากฏเป็นเรื่องฉาวขึ้นมาจากเอกสารหลักฐานชิ้นหนึ่ง ที่มีผู้หวังดีส่งสำเนามาให้ เป็นเอกสารประทับตรา "ลับที่สุด"

ส่วนราชการ กลุ่มคุ้มครองและส่งเสริมจริยธรรม ฝ่ายรับเรื่องร้องเรียนและร้องทุกข์ ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 เนื้อหามีว่า...

"ด้วยกลุ่มคุ้มครองและส่งเสริมจริยธรรม ได้รับเรื่องร้องเรียนเป็นหนังสือ (กคจ.สบท. รับที่ 786/05.07.60.) กรณีมีการกล่าวอ้างว่านาย (ไม่ขอเอ่ยนาม) รองอธิบดีกรมศุลกากรได้สั่งการให้หน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลและมิได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลใส่ชื่อของตนเป็นผู้จับกุม (ผู้วางแผนผู้ร่วมวางแผน) และใส่ชื่อเจ้าหน้าที่หน้าห้อง จำนวน 7 คน เป็นผู้ร่วมจับกุม ในแฟ้มคดีที่มีการจับกุมเกิดขึ้นก่อนและภายหลังดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมศุลกากร

เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อร้องเรียนดังกล่าว อาศัยอำนาจตามคำสั่งกรมศุลกากร ที่ 182/2560 เรื่องจัดตั้งกลุ่มงานคุ้มครองจริยธรรม จึงขอให้ท่านจัดส่งสำเนารายงานการจับกุมของพนักงานศุลกากร (แบบ 306) ทุกแฟ้มคดี รวมถึงของด่านศุลกากรในสังกัดทั้งหมด ที่มีชื่อนาย (ไม่ขอเอ่ยนาม) ในขณะดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมศุลกากร พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องทุกหน้าให้กลุ่มคุ้มครองและส่งเสริมจริยธรรม ภายใน 7 วัน"

กรณีนี้สะท้อนให้คิดไปไกลได้ไหมว่า..."เงินสินบน" และ "รางวัลนำจับ" นอกจากไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรกับประเทศชาติแล้ว ยังเป็นมูลเหตุทำลายเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีข้าราชการระดับสูง เกิดความโลภจนลืมคำว่าจริยธรรม ทำให้สงสัยกันต่อไปอีกว่าอาจจะยังมีเอกสารประเภทเดียวกันอีกกี่ร้อยกี่พันฉบับที่ยังไม่เปิดเผยออกมาให้สังคมภายนอกได้รับรู้เรื่องเน่าๆที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พรม

คำถามสำคัญมีว่า...ประเทศชาติและสังคมได้อะไรจาก พ.ร.บ.กรมศุลกากรเรื่องการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัล...คุ้มค่าหรือไม่เข้าท่ากันแน่?

พลิกแฟ้มคดีดังหยิบยกมาเป็นกรณีศึกษาระหว่างค่ายรถยนต์ระดับโลกกับกรมศุลกากรที่มีภาษีมูลค่า 11,000 ล้านบาทเป็นเดิมพัน กรณีนำเข้าชิ้นส่วนเข้ามาประกอบรถยนต์รุ่นหนึ่งของค่าย ถ้าบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จำต้องจ่ายเงินจริง จะตกถึงแผ่นดินไม่กี่พันล้านบาทเท่านั้น...ประเทศชาติอาจได้ไม่คุ้มเสีย?

สมผล ตระกูลรุ่ง นักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญกฎหมายกรมศุลกากรมองว่า สมมติว่ากรมศุลกากรชนะคดี เป็นที่เข้าใจกันดีแล้วว่าเงินค่าปรับที่จะตกถึงแผ่นดินได้ถูกกระจายไปตามสัดส่วนตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 102 ตรี ซึ่งคงตกเป็นของแผ่นดินไม่เท่าไหร่

"ความเสียหายกับประเทศไทยในภาพรวม นอกจากรถยนต์รุ่นดังกล่าว วันนี้ได้หยุดสายการผลิตในประเทศไทยไปแล้ว แต่ยังผลิตรุ่นอื่นๆอยู่ ถ้าสุดท้ายยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็อาจพิจารณาย้ายฐานการผลิตได้ และหากย้ายฐานไปผลิตในกลุ่มประเทศอาเซียน รถรุ่นที่ผลิตได้ในอาเซียนอาจมีการส่งกลับเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยโดยใช้สิทธิลดอัตราอากรเอฟทีเอ ในอัตราศูนย์เปอร์เซ็นต์"

ประเทศไทย...จะไม่ได้อากรจากรถยนต์รุ่นดังกล่าวเลย

สมผล ย้ำว่า นอกจากประเทศไทยจะไม่ได้ค่าภาษีแม้แต่บาทเดียวแล้ว หากบริษัทผู้ผลิตรายนี้ย้ายฐานการผลิตไปจากประเทศไทยทั้งหมดเราก็จะเสียโอกาสในการสร้างงานให้กับประชาชนอย่างมหาศาล ภาครัฐจะขาดรายได้ภาษีบุคคลธรรมดาจากแรงงาน ขาดภาษีรายได้จากธุรกิจ

ที่เสียหายมากที่สุด...คือรายได้จากการจำหน่ายรถที่เคยผลิตในประเทศไทยส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ โดยผู้ประกอบการรายนี้มีกำลังผลิตสูง มีการส่งออกรถยนต์ไปจำหน่ายในต่างประเทศถึงปีละ 300,000 คัน ซึ่งเงินค่าขายรถยนต์จะไม่ได้กลับมาสู่ประเทศไทย จะฉุดจีดีพีประเทศไทยให้ต่ำกว่าปัจจุบันอย่างมาก

ซ้ำยังเกี่ยวโยงไปถึงโรงงานผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวเนื่อง อาจต้องปิดกิจการนับเป็นหลายร้อยโรงงาน ต้องปลดพนักงานอีกหลายพันครอบครัวกลายเป็นปัญหาใหญ่กระทบเศรษฐกิจประเทศเข้าไปอีก

ศึกช้างชนช้างครานี้...ไม่ใช่แค่ลุ้นผลแพ้ชนะกันในศาลเท่านั้น แต่อาจลุกลามบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ ทว่า รัฐบาล คสช.ควรหรือไม่ที่จะปล่อยให้...กรมศุลกากรในแดนสนธยายังมีข้อกังขา...เป็นรอยแผลความเชื่อมั่นในมาตรฐานประเทศไทยบนเวทีการค้าโลกอยู่อย่างนี้.

'สิงเทล'แชมป์ธรรมาภิบาล-โปร่งใส - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560

กรุงเทพธุรกิจ "สิงเทล" กลายเป็นบริษัทที่ดำเนินกิจการตามหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสมากที่สุดในสิงคโปร์ ขณะที่คะแนนเฉลี่ยดัชนีธรรมาภิบาลและโปร่งใส เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ในปีนี้

ดัชนีชี้วัดธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในสิงคโปร์ (เอสจีทีไอ) รายงานว่า สิงเทลบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมของสิงคโปร์ ครองอันดับ 1 ของการจัดอันดับบริษัทที่ดำเนินกิจการตามหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ในสิงคโปร์ ด้าน "แคปิตา แลนด์" บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ขยับขึ้น 2 อันดับ มาอยู่อันดับ 2 รองจากสิงเทล ขณะที่ดีบีเอส กรุ๊ปและตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ครองอันดับ 3 ร่วม ขณะเดียวกัน แคปิตา แลนด์ มอลล์ ทรัสต์ ครองอันดับสูงสุดในด้านของกองทุน เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีท) หน้าใหม่และประเภทกองทุนทางธุรกิจ ตามมาด้วยคอมเมอร์เชียล ทรัสต์ และเคปเปล รีท

เอสจีทีไอ ระบุว่า มาตรฐานธรรมาภิบาลสิงคโปร์เริ่มมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยปีนี้ เป็นปีที่มีคะแนนเฉลี่ยระดับสูงตลอดกาล

ทั้งนี้ คะแนนเฉลี่ยในหมวดทั่วไป อยู่ที่ 52.3 คะแนน เพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ โดยเพิ่มขึ้นจากเดิม 2.6 คะแนนจากเมื่อปีที่แล้ว 49.7 คะแนน แม้จะมีข้อสังเกตว่า มีความจำเป็นต้องปรับปรุงการมีส่วนได้ส่วนเสียของผู้ถือหุ้น หลังคะแนนการเปิดเผย ข้อมูลโดยรวมร่วงลงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ดัชนีเอสจีทีไอ ประเมินบริษัทต่างๆ จากการเปิดเผยข้อมูลและการดำเนินการ ตามหลักธรรมาภิบาล เช่นเดียวกับ ความตรงต่อเวลา การเข้าถึงข้อมูล และ ความโปร่งใสด้านการรายงานงบการเงิน

ดัชนีชุดนี้ได้รับการเผยแพร่โดยซีพีเอออสเตรเลีย หน่วยงานด้านการบัญชีของออสเตรเลีย, ศูนย์การกำกับดูแล สถาบัน และองค์กร (ซีจีไอโอ) แห่งคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (เอ็นยูเอส) และสถาบันผู้บริหารสิงคโปร์ (เอสไอดี)

นายถั่น เฉิง ฮั่น ประธานกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตลาดหลักทรัพย์ดูแลเรื่องการฝ่าฝืนระเบียบอย่างเข้มงวด และการมีธรรมาภิบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยมุ่งเน้นที่ภาคส่วน ประเด็น ตลอดจนบริษัทต่างๆ ที่มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะสร้างความปั่นป่วนในตลาด หรือบั่นทอนผลประโยชน์นักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในตลาดรายอื่นๆ รวมถึงบริษัทอื่นๆ ด้วย