You are here

CG and corruptions News - 3 January 2018

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: คืบหน้าต่อต้านคอร์รัปชั่น ภาคเอกชนในปี 2560 - โพสต์ทูเดย์

ชงปปช.สอบบิ๊กตู่ซื้อลูกหมาให้รมต. - โพสต์ทูเดย์

ธปท.ระดมสมองทบทวนกฎหมาย - โพสต์ทูเดย์

ก่อสร้างโดม11โรงเรียนสพฐ.ส่งกลิ่น สตง.ตรวจพบพิรุธส่อทุจริต "โกศล"คาดมีทั่วประเทศไม่ใช่แค่ภาคใต้ - ไทยรัฐ

แจ้งบัญชีเท็จตามหลอนธาริต - ไทยโพสต์

'บิ๊กตู่'ขอรบ.มีคุณธรรม-ไม่ขัดแย้ง เลือกตั้งปี61ไม่ชัวร์ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

'ฉัตรชัย'สั่ง'สุวพันธุ์'รอบคอบคดีเงินทอน - มติชน

จ่อเรียกบุคคลที่3แจงนาฬิกา-แหวน - กรุงเทพธุรกิจ

สัมภาษณ์พิเศษ: ดร.มานะ นิมิตรมงคล ฝากการบ้าน 'ผู้นำรัฐบาล' เร่งปราบคอร์รัปชันช่วงโค้งสุดท้าย - สยามรัฐ

คอลัมน์ ต่อต้านคอร์รัปชัน: ย้อนอดีตเพื่อมองอนาคตไทยใสสะอาด - แนวหน้า

คอลัมน์ มองมุมใหม่: ฉ้อราษฎร์บังหลวง - กรุงเทพธุรกิจ

SPECIAL SCOOP: 2560ล้างบางวงการสงฆ์ เช็กบิล'ธรรมกาย-เงินทอนวัด' - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

สอนให้คนไม่ทุจริต สอนในระดับมหาวิทยาลัย ยังได้หรือไม่ - ไทยโพสต์

งบซื้ออาวุธปี'60 ตอบโจทย์'กองทัพ-ประชาชน'? - มติชน

คอลัมน์ ขยายปมร้อน: ปฏิรูปดีเอสไอ ยกระดับ'คดีพิเศษ' - คม ชัด ลึก

รายงาน: รื้อแฟ้มทำงาน ป.ป.ช.ยุค"บิ๊กกุ้ย" ภารกิจหลักคุ้มกบาลพวกพ้อง เก่งแต่เป่าหัวปลาซิวปลาสร้อย - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ เฉลิมชัย ยอดมาลัย: ข้าราชการไม่รับของขวัญแล้วต้องไม่รับเงินใต้โต๊ะด้วย - แนวหน้า

'อิหร่าน'ประท้วงเดือด ลุกฮือต้านรัฐคอร์รัปชั่น - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: คืบหน้าต่อต้านคอร์รัปชั่น ภาคเอกชนในปี 2560 - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561

พิษณุ พรหมจรรยา

ที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)phisanu@thai-iod.com

ในช่วงวันหยุดยาวของเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่แบบนี้ เป็นจังหวะดีที่เราๆ ท่านๆ จะได้หันมาเหลียวหลังแลหน้า ทบทวนถึงการทำงาน และผลงานที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา รวมถึงกำหนดเป้าหมาย จัดลำดับความสำคัญของภารกิจ และกำหนดแผนปฏิบัติการสำหรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้

สำหรับในปี 2560 ที่ผ่านมา การดำเนินการของภาคเอกชนเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นในฝั่งอุปทานมีความคืบหน้าในหลายๆ ด้าน โดยโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) สามารถขยายเครือข่ายธุรกิจสะอาดได้เพิ่มขึ้น มีบริษัททุกระดับทั้งขนาดเล็กและใหญ่จากกลุ่มธุรกิจที่หลากหลายให้ความสนใจสมัครเข้าเป็นแนวร่วมเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันจำนวนบริษัทที่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการ CAC ว่ามีการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติป้องกันการทุจริตก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

เมื่อสิ้นปี 2560 จำนวนบริษัทที่ประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริตได้เพิ่มขึ้นถึง 85 บริษัท เป็น 873 บริษัท ส่วนบริษัทที่ได้ประกาศเจตนารมณ์และผ่านการรับรองจากคณะกรรมการ CAC ว่ามีการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติป้องกันการทุจริตก็เพิ่มขึ้นเป็น 283 บริษัท จาก 200 บริษัท เมื่อสิ้นปี 2559

การที่มีบริษัทสนใจเข้าร่วมโครงการ และผ่านการรับรองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ แสดงให้เห็นว่าภาคเอกชนไทยกำลังตื่นตัวกับประเด็นการต่อต้านคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นกระแสโลกที่กำลังเกิดขึ้นและทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ และภาคเอกชนก็ต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนระบบการทำธุรกิจในประเทศไทยให้โปร่งใส ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชั่น

การที่บรรดาบริษัทในภาคธุรกิจเอกชนไทยตบเท้าเข้ามาร่วมเป็นสมาชิก CAC อย่างไม่ขาดสายนั้น ถือเป็นความตั้งใจจริงที่น่าชื่นชม เพราะการร่วมประกาศเจตนารมณ์เป็นแนวร่วมกับ CAC นั้น ไม่ได้เป็นแต่การประกาศเจตนารมณ์แบบปากเปล่า แต่ยังมีพันธะผูกมัดว่าบริษัทจะต้องลงมือทำจริงด้วยการกำหนดนโยบาย แนวปฏิบัติ และวางระบบป้องกันการทุจริตภายในองค์กรเพื่อลดความเสี่ยงของการจ่ายสินบนทางด้านอุปทานอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

ในรอบปีที่ผ่านมา CAC ประสบความสำเร็จในการชักชวนให้กลุ่มธุรกิจยาเข้ามาเป็นแนวร่วมแบบเป็นกลุ่ม โดยมี 3 บริษัทยายักษ์ใหญ่ระดับโลกที่เป็นสมาชิกของสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) ได้แก่ Astellas Pharma (Thailand), Boehringer Ingelheim (Thai) และ Novartis (Thailand) มาร่วมลงนามประกาศเจตนารมณ์เข้าร่วมโครงการ CAC พร้อมกันในงานสัมมนาประจำปีของ CAC เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ บริษัทที่รวมตัวเข้ามาประกาศเจตนารมณ์กับ CAC พร้อมกันเป็นกลุ่มเช่นนี้ ส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคการเงินเป็นหลัก การที่ธุรกิจยาซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญในภาคการผลิตผนึกกำลังกันเข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายธุรกิจสะอาด จะทำให้การขับเคลื่อนของ CAC สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ในปีที่แล้ว CAC ยังได้จัดทำ "บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ" (เอ็มโอยู) ร่วมกับสมาคมธนาคารไทยเพื่อสร้างแรงจูงใจให้บริษัทธุรกิจภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมโครงการ CAC โดยสมาคมธนาคารไทยจะ ส่งเสริมให้สมาชิกซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ของไทยทั้งหมด 15 ธนาคาร พิจารณานำประเด็นการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติในการต่อต้านการทุจริตที่ชัดเจนของลูกค้ามาประกอบในการพิจารณาสินเชื่อด้วย

นอกจากสมาคมธนาคารไทยแล้ว ในปี 2560 CAC ยังได้เซ็น เอ็มโอยูกับสมาคม ซีเอฟเอ ไทยแลนด์ (CFA Society Thailand) เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิเคราะห์การเงินที่เป็นสมาชิกของสมาคม และมีสถานะเป็น Chartered Financial Analyst (CFA) ซึ่งเป็นคุณวุฒิทางด้านวิชาชีพทางการเงินและการลงทุนระดับสากล สามารถเข้ามามีบทบาทในการผลักดันให้บริษัทธุรกิจเอกชนเข้ามาร่วมโครงการ CAC ด้วย โดยสมาคม CFA จะส่งเสริมให้สมาชิกของสมาคมเข้ามาร่วมทำหน้าที่เป็นผู้แทน CAC (CAC Advocate) ไปดำเนินการให้บริษัทที่ตนเองทำงานอยู่ หรือบริษัทอื่นๆ เข้ามาร่วมประกาศเจตนารมณ์ และดำเนินการเพื่อให้ผ่านการรับรองจาก CAC

การที่ CFA Society Thailand ซึ่งมีจำนวนสมาชิกถึงกว่า 400 คน และส่วนใหญ่ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ในองค์กรภาคธุรกิจ อย่างเช่น ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน (CFO), ผู้จัดการกองทุน, นักการธนาคาร หรือนักวิเคราะห์หลักทรัพย์เข้ามาร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของ CAC เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าในภาคเอกชนมีหน่วยงานที่เห็นความสำคัญของการทำธุรกิจอย่างโปร่งใส และพร้อมจะเข้ามาร่วมวงมากขึ้นๆ และโมเมนตัมของการต่อต้านทุจริตในภาคเอกชนกำลังก่อตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ ในช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค.ที่ผ่านมา CAC ยังได้ดำเนิน "โครงการต้นแบบ Citizen Feedback" ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถแสดงความเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจและความโปร่งใสของการใช้บริการของหน่วยงานรัฐ ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ที่พัฒนาโดย ภาคเอกชน ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากประชาชนที่มาใช้บริการในหน่วยงานราชการ 5 แห่ง ที่ถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมในโครงการนำร่อง

ในตอนหน้าจะเล่าถึงรายละเอียดของผลการทดสอบระบบในโครงการ Citizen Feedback และแผนการขยายผลของโครงการนี้ต่อในปีหน้า รวมถึงความท้าทาย และแผนงานด้านอื่นๆ ของ CAC ในปี 2561 ซึ่งมีหลายเรื่องที่น่าตื่นเต้น ขอให้อดใจรออ่านต่อในสัปดาห์หน้านะครับ

ชงปปช.สอบบิ๊กตู่ซื้อลูกหมาให้รมต. - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2561

โพสต์ทูเดย์ - ยื่นป.ป.ช.สอบนายกฯ ซื้อสุนัขให้ "อนุพงษ์-ฉัตรชัย" มูลค่าเกิน 3,000 บาท

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า วันที่ 3 ม.ค. เวลา 10.30 น. จะเดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กรณีซื้อลูกสุนัขพันธุ์บางแก้ว ซึ่งมีมูลค่าตัวละ 6,000 บาท มอบให้กับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และ พล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ รองนายกฯ เพื่อนำไปเลี้ยง ระหว่างลงพื้นที่ไปประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร วันที่ 25-26 ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 103 และแก้ไขเพิ่มเติมประกอบข้อ 5 (2) ของประกาศกรรมการ ป.ป.ช. เรื่อง หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือ ประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่รัฐ

ขณะเดียวกัน ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้หรือรับของขวัญของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ. 2544 เขียนไว้ชัดเจน ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์จากบุคคล นอกเหนือ จากทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่ควรได้ ตามกฎหมายหรือข้อบังคับที่ออกตามกฎหมาย

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า กรรมการ ป.ป.ช.กำหนดไว้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะรับทรัพย์สินมูลค่าเกิน 3,000 บาทไม่ได้ เพื่อไม่ให้เป็นกรณีผ่านเลยและทำกฎหมายให้มีสภาพบังคับ ป.ป.ช.ต้องตรวจสอบและใช้อำนาจลงโทษบุคคลทั้ง 3 ด้วย

ธปท.ระดมสมองทบทวนกฎหมาย - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2561

โพสต์ทูเดย์ - ธปท.ปัดฝุ่นกฎหมายเก่า ประกาศระดมสมองทบทวน

กฎหมายการเงินใหม่ 3 ฉบับ

รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นกฎหมายจำนวน 3 ฉบับ ประกอบด้วย 1.ประกาศ ธปท. เรื่อง หลักเกณฑ์การขออนุญาตมีสำนักงานอำนวยสินเชื่อของบริษัทเงินทุนเปิดรับฟังความคิดเห็นวันที่ 12 ม.ค. 2561 2.ประกาศ ธปท. เรื่อง อำนาจหน้าที่ของกรรมการของสถาบันการเงิน ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ความสำคัญสูงสุด เปิดรับฟังความคิดเห็นวันที่ 18 ม.ค. 2561 และ 3.ประกาศ ธปท. เรื่อง ธรรมาภิบาลของสถาบัน

การเงิน ปิดรับฟังความคิดเห็นวันที่ 18 ม.ค. 2561 ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมีการบังคับมากว่า 10 กว่าปีแล้ว ดังนั้นจะต้องมีการทบทวนกฎหมายใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

นอกจากนี้ เป็นการทบทวนความเหมาะสมของกฎหมาย เนื่องจากตราพระราชกฤษฎีกาการทบทวนความเหมาะสมของกฎหมาย พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดให้ผู้รักษาการตามกฎหมายฉบับต่างๆ จะต้องทำการทบทวนกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบ ดังนั้น ธปท.ในฐานะเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย เช่น ประกาศ ธปท. จึงมีหน้าที่ต้องทบทวนกฎหมายดังกล่าวตามพระราชกฤษฎีกานี้

ก่อสร้างโดม11โรงเรียนสพฐ.ส่งกลิ่น สตง.ตรวจพบพิรุธส่อทุจริต "โกศล"คาดมีทั่วประเทศไม่ใช่แค่ภาคใต้ - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 2 ม.ค. พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ปัญหาทุจริตของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ส่งเรื่องให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตรวจสอบ กรณีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 15 ใช้เงินงบประมาณเหลือจ่ายประจำปีงบประมาณ 2559 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 62 ล้านบาท ก่อสร้างหลังคาคลุมลานอเนกประสงค์หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าโดม ของ 11 โรงเรียนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ตามโครงการสานฝันการกีฬาสู่ระบบการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่ง นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้ตนดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนเนื่องจาก สตง.มีข้อมูลถึงความไม่ชอบมาพากลที่ชัดเจนมาก

ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีดังกล่าว สตง.ตรวจพบโรงเรียนแต่ละแห่งมีการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง และขั้นตอนการพิจารณาผู้เสนอราคามีบริษัทผู้ประกอบธุรกิจด้านคอมพิวเตอร์เป็นผู้ประมูลงานการก่อสร้าง ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ โรงเรียนกำหนดราคาที่สูงกว่าราคาเกณฑ์การประมูลราคากลางการก่อสร้างตามระบบราชการซึ่งในเบื้องต้นนอกจาก นพ.ธีระเกียรติจะมอบหมายให้ตนเข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนแล้ว รมว.ศธ.ยังกำชับไปยัง สพฐ.ให้ดำเนินการเรื่องนี้คู่ขนานกันไปด้วย โดยขณะนี้ทราบว่าทาง สพฐ.เองก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้แล้ว

"เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ และมีมูลชัดเจนอยู่แล้ว ซึ่งเท่าที่ตรวจสอบในเบื้องต้นมีการดำเนินการคล้ายกับโครงการติดตั้งกล้องวงจรปิด (ซีซีทีวี) ในโครงการ Safe Zone School 12 เขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนั้น คณะทำงานของผมจะติดตามความคืบหน้าไปพร้อมกับการสืบข้อเท็จจริงของ สพฐ. ส่วนจะมีการขยายผลการดำเนินโครงการนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆด้วยหรือไม่ ผมคงต้องขอดูข้อมูลทั้งหมดก่อน เพราะจากการติดตามเรื่องนี้ก็ทราบมาเช่นกันว่าโครงการนี้มีการใช้งบฯเหลือจ่ายของ สพฐ.ปี 2559 มาดำเนินการโครงการกับโรงเรียนสังกัด สพฐ.ทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะแค่ในพื้นที่ภาคใต้เท่านั้น" พล.ท.โกศลกล่าว.

แจ้งบัญชีเท็จตามหลอนธาริต - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2561

กรุงเทพฯ * กางปฏิทินคนการเมือง-อดีต ขรก.ลุ้นหนัก ศาลฎีกาฯ นัดแจงยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ-ร่ำรวยผิดปกติ ธาริตประเดิมเดินขึ้นศาล 19 ม.ค. ผงะ! เจ้าตัวเคยแจงศาลจงใจปกปิด พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ - เกษม นิมมลรัตน์ อดีต ส.ส.คนสนิทเจ๊แดงต่อคิว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเตรียมไต่ สวนนัดพิจารณาคดี ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบุคคลที่มีพฤติกรรมแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ รวมถึงกรณีร่ำรวยผิดปกติ ขอให้ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน จากนักการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และอดีตข้าราชการจำนวน 69 ราย โดยมีคดีที่ ป.ป.ช.เคยชี้มูล อสส.ส่งเรื่องมาให้ศาลพิจารณาหลายคดีที่เป็นคดีคนดัง ตกเป็นที่สนใจในวงกว้าง อาทิ คดีดำที่ อม.177/2560 ที่ ป.ป.ช.ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยข้อกล่าวหานายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตอธิบดีกรมสอบ สวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่พ้นจาก ราชการ ฐานจงใจยื่นบัญชีทรัพย์ สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ

โดยคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.60 ศาลอ่านและอธิบายคำฟ้องให้นายธาริตรับฟัง ซึ่งนาย ธาริตได้ยื่นคำรับสารภาพเป็นลายลักษณ์อักษร โดยที่ทนายความนายธาริตระบุถึงเรื่องดังกล่าวว่า บัญชีทรัพย์สินที่ไม่ได้ยื่นต่อ ป.ป.ช. ไม่ได้มีเจตนายื่นเท็จ เนื่องจากมีสมุดบัญชีบางเล่มตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งอัยการ ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวและมียอดในบัญชีหลักไม่เกินหมื่นบาท จึงไม่ได้สนใจและลืมยื่นแสดงบัญชีต่อ ป.ป.ช.

เมื่อศาลได้ตรวจคำร้องของ ผู้ร้องแล้วเห็นว่า ไม่ได้บรรยายพฤติการณ์ดังกล่าวมาในคำร้อง จึงอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 26 วรรค 3 ให้ศาลสั่งแก้ฟ้องให้ถูกต้องได้ จึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องแก้ฟ้องโดยบรรยายถึงพฤติการณ์ดังกล่าวให้ครบถ้วน องค์คณะผู้พิพากษาพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อให้โอกาสผู้คัดค้านต่อสู้คดีได้เต็มที่ จึงเห็นควรให้เลื่อนนัดสอบคำให้การไปเป็นวันที่ 19 ม.ค.61 เวลา 09.30 น.

ในวันที่ 8 ก.พ.61 เวลา 09.30 น. ศาลนัดไต่สวน คดีดำที่ อม.123/2560 กรณีอัยการสูง สุดเป็นโจทก์ร้องให้ศาลพิจารณา นายเกษม นิมมลรัตน์ อดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย และคนสนิทของนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ขอให้ทรัพย์ สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน

นอกจากนี้ ในวันที่ 27 ก.พ.61 เวลา 09.30 น. ศาลนัดพิจารณา คดีดำที่ อม.250/2560 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นโจทก์ร้องขอให้ศาลพิจารณากรณีการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ

สำหรับคดีความต่างๆ ของนายธาริตนั้นมีเป็นจำนวนมาก เมื่อวันที่ 2 มี.ค.60 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งจำคุก 2 ปี แต่ลดโทษเป็นรอลงอาญา 2 ปี กรณีโยกย้าย พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ โดยมิชอบ

'บิ๊กตู่'ขอรบ.มีคุณธรรม-ไม่ขัดแย้ง เลือกตั้งปี61ไม่ชัวร์ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561

"บิ๊กตู่"ขอรบ.มีคุณธรรม-ไม่ขัดแย้ง เลือกตั้งปี61 ไม่ชัวร์ผู้จัดการรายวัน360 - "บิ๊กตู่" ขอไม่รับกระเช้าอวยพร บอกปีใหม่นี้ไม่อยากได้ความขัดแย้ง หรือความไม่สงบสุข เผยในฐานะประชาชนอยากได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ยันไม่ได้ออกคำสั่ง ม.44 มาเพื่อสกัดพรรคเก่า หรือ กวาดต้อนคนมาเป็นสมาชิกพรรคใหม่ เพื่อสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ส่วนเลือกตั้งปี 61 ไม่ชัวร์ หากยังมีความขัดแย้ง เลือกไปก็ตีกันอีก เผยวันนี้ยังไม่มีใครมาทาบเป็นนายกฯคนนอก ทั้งหมดอยู่ที่ประชาชน "บลัฟกลับ" พรรคการเมือง ถ้าอุดมการณ์ดีจริง ไม่ต้องมากลัวผม

ผู้จัดการรายวัน360 - "บิ๊กตู่" ขอไม่รับกระเช้าอวยพร บอกปีใหม่นี้ไม่อยากได้ความขัดแย้ง หรือความไม่สงบสุข เผยในฐานะประชาชนอยากได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ยันไม่ได้ออกคำสั่ง ม.44 มาเพื่อสกัดพรรคเก่า หรือกวาดต้อนคนมาเป็นสมาชิกพรรคใหม่ เพื่อสนับสนุนให้เป็น นายกฯ ส่วนเลือกตั้งปี 61 ไม่ชัวร์ หากยังมีความขัดแย้ง เลือกไปก็ตีกันอีก เผยวันนี้ยังไม่มีใครมาทาบเป็นนายกฯคนนอก ทั้งหมดอยู่ที่ประชาชน "บลั๊ฟกลับ" พรรคการเมือง ถ้าอุดมการณ์ดีจริง ไม่ต้องมากลัวผม

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวว่า ปีใหม่ปีนี้ ได้บอกกับทุกคนว่าไม่ต้องมาอวยพร และมอบของขวัญให้ตน ขอให้ทุกคนกลับไปดูแล อวยพรลูกน้องและคนที่รักดีกว่า และขอร้องว่าอย่าไปคิดว่าตนไม่ให้ความสำคัญกับเทศกาลสำคัญเช่นนี้

"หลายคนก็รู้สึกแปลกใจว่า ทำไมผมไม่รับการอวยพร ผมก็บอกว่าขอเถอะ สำหรับปีนี้ ขอให้ท่านไปดูแลคนอื่นๆ ดูแลครอบครัว และผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดีที่สุด ของขวัญผมไม่ได้ต้องการ พอแล้ว ของขวัญก็มีดอกไม้ ผลไม้ ขอให้เอาไปให้ผู้ใหญ่ที่ตัวเองนับถือ ไม่เช่นนั้นป่านนี้ก็ต้องมายืนรออวยพรเป็นแถว ผมก็กลายเป็นภาระของพวกท่าน"

เมื่อถามว่า ปีใหม่ปีนี้ มีสิ่งใดที่ไม่อยากได้บ้าง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ผมไม่อยากได้ความไม่สงบสุข ผมไม่อยากได้ความขัดแย้ง ในวันข้างหน้าเมื่อผมไม่เป็นนายกฯ ก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง อย่าไปคิดว่าผมจะเป็นอย่างอื่น ผมหมดหน้าที่ ก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง ผมก็อยากได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ผมอยากได้นักการเมืองที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาของประเทศ เดินหน้าวางแผนการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ กว้างๆ ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติ รายละเอียดไม่ได้มีการบังคับอะไรกับใคร มีแต่หัวข้อว่า ทำอะไรก็เพียงขอให้อยู่ในกรอบ และขอให้ทำให้คนไทยทุกคนมีความสุข พ้นจากความยากจนในทุกๆ ด้าน"

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนคาดหวัง คือ 1. การลดความยากจน ลดความเดือดร้อน

2. การเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย ที่ไม่มีความ ขัดแย้งอีกต่อไป

"ซึ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นไม่ได้ ผมประกาศไว้เลยสถานการณ์ ถ้ายังมีความขัดแย้งสูง การเลือกตั้งได้หรือเปล่า ผมไม่รู้ เพราะฉะนั้นอย่าทำให้มันเกิดขึ้น ผมไม่ได้เป็นคนทำ เพราะฉะนั้น ถ้าอยากให้มีการเลือกตั้งก็ขอให้มีความสงบสุข เรียบร้อย ถ้าไม่สงบ เลือกตั้งไปแล้วยังมีการตีกันอยู่ ผมก็รับผิดชอบไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไป เพียงแต่ พูดปรามไว้ สำหรับคนที่จะสร้างความวุ่นวาย ประชาชนเองก็ต้องดู ถ้าใครทำตัวแบบนี้ ก็อย่าไปยุ่ง หรือสนับสนุน ไม่เช่นนั้นก็จะผิดกันไปหมด ขอร้องอย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อน มีเส้นทางไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยก็ไป"

ขอร้องว่าอย่าเอาการเมืองมาเป็นทุกอย่างของประเทศ เพราะถ้าทำเช่นนั้น ก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ขัดแย้งกันอยู่อย่างนี้ ไม่มีเลิก เพราะทุกคนก็คาดหวังว่าจะเข้าสู่การเมือง ส่วนจะตีกันต่อไป อย่างไร ไม่สามารถตอบได้ วันข้างหน้าอีกพรรคหนึ่งได้ อีกพรรคจะยอมรับได้หรือไม่ ตนก็ไม่รู้ ตอบไม่ได้ เพราะปัญหาเหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

"ที่ผ่านมาเคยเกิดเรื่องมาแล้วจาก 2 พรรคใหญ่ แล้วอนาคตข้างหน้า จะแก้ปัญหาอย่างไร ยังไม่มีใครบอกผมเลย แต่ทุกวันนี้กลับมาตีผม ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจ วันนี้ท่านต้องแสดงออกว่า ท่านจะไม่ทำ หรือสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นมาอีก ขอร้องว่าอย่าพูดอย่างเดียว ขอให้ทำด้วยแล้วประชาชนก็ต้องไปดู ไม่ใช่ว่ากลายมารุมตีผม ก็ยังไม่รู้ว่ามาตีผมเรื่องอะไร"

ผู้สื่อข่าวถามว่า อาจเป็นเพราะคำสั่ง ม.44 เกี่ยวกับเรื่องระยะเวลา 30 วัน ในการรับรองการเป็นสมาชิกพรรค พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ยืนยันผมไม่ได้สลายความเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง คนที่เป็นสมาชิกพรรคอยู่ ก็สามารถมาลงใหม่ก็ได้ หากบอกว่ามีข้อแม้ เรื่องระยะเวลา ก็ขอชี้แจงว่าระยะเวลาที่กำหนดให้ 30 วัน ที่อย่างน้อยต้องมีสมาชิกพรรค 500 คน ทุกคนก็มาลงสมัครได้ แล้วที่เหลือจะไปกลัวอะไร ทุกคนก็สามารถมาลงสมัครเป็นสมาชิกได้ตลอด 4 ปี ไม่ใช่หรือ ถ้าคิดว่าสมาชิกเหล่านั้นยังอยู่กับคุณจริงๆ ก็ต้องมั่นใจว่า เขาจะอยู่กับคุณ แล้วที่ออกมาประกาศว่า ทุกคนเกิดมาอยากตายไปกับประชาธิปไตย กับพรรคนี้ พรรคนั้น แล้วจะไปกลัวอะไร"

เมื่อถามต่อว่า อาจเป็นเพราะกลัวว่าในช่วงที่มีช่องว่างนี้ สมาชิกพรรคเดิมจะย้ายไปอยู่พรรคใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นเพราะตัวเองที่อุดมการณ์สู้เขาไม่ได้หรือเปล่า ที่บอกว่าตัวเองดีกว่า มีคนมาอยู่มากกว่า สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ ถ้าดีจริงสมาชิกพรรคเหล่านั้น ก็ต้องอยู่ แล้ววันนี้สิ่งสำคัญ ตนไม่ได้ต้องการไปรีเซตอะไร แต่ต้องการให้เกิดความชัดเจนขึ้นว่า คำว่าสมาชิกพรรคเป็นอย่างไร แม้ว่า กม.ฉบับใหญ่ จะมีผลบังคับใช้แล้ว และตนก็ไม่ได้ไปละเมิด หรือล้ม กม. และไม่ต้องการไปแก้ไข พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะเขาต้องการหวังผลระยะยาว เราต้องหาวิธีการปฏิบัติ เพื่อเดินไปสู่ตรงจุดที่ไม่มีปัญหาให้ได้ ระหว่างนี้เมื่อ กม.ยังมีปัญหา ก็ต้องมาดูว่า ระยะนี้ทำแบบนี้ได้หรือไม่ แกะออกมาให้ได้ว่า คนที่จะเป็นสมาชิกพรรค ก็ให้ยืนยัน มีการลงชื่อ มีหลักฐานให้เห็น เพราะที่ผ่านมาหน่วยงานกลางที่เกี่ยวข้อง ไม่มี หลักฐานชัดเจน เพราะอยู่ที่พรรคทั้งหมด เพราะเราไม่ได้ให้เขาเก็บเงินจากสมาชิกพรรค รัฐบาลเป็นคนเก็บให้ โดยการหักภาษี เมื่อคนถูกหักภาษียังไม่กาเลยว่า สนับสนุนพรรคไหน ดังนั้น ต้องมีการเคลียร์ เพื่อให้เกิดความชัดเจน ทำเพียงแค่นี้มันมีปัญหาอะไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า การออกคำสั่งครั้งนี้ มีการมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ กำลังรวบรวม กวาดต้อนนักการเมือง เพื่อตั้งพรรคการเมือง หรือพรรคทหาร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "พรรคทหาร พรรคอะไร เรื่องนี้สื่อต้องให้ความเป็นธรรมกับผมด้วย สมมติจะใครก็ตาม ไปรวบรวมคนแล้วตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาแล้วลงเลือกตั้ง ถ้าประชาชนไม่เห็นดีเห็นงาม เขาจะเลือกเข้ามาหรือ ถ้าคนห่วยๆ เขาจะเลือกมั๊ย ? ผมถึงบอกว่า ดูซิ ดูนักการเมืองใหม่บ้าง คนเก่าถ้ามันดี อยู่พรรคไหนก็เลือกเข้าไป แต่ถ้าคนใหม่ดีกว่า ก็เลือกคนใหม่ ก็จบ ทำไมต้องมานั่งคอยระวังผม"

เมื่อถามว่าสรุปแล้ว จะตั้งพรรคการเมืองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ผมจะตั้งทำไม ผมตั้งได้หรือ"

เมื่อถามว่า แล้ววันนี้มีคนตั้งพรรคเพื่อสนับสนุนให้เป็นนายกฯ หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ก็เห็นมีหลายคน ประกาศสนับสนุนผม ก็ตั้งไปซิ แต่ผมจะรับหรือเปล่า ยังไม่รู้ เรื่องนี้เขาต้องถามผม วันนี้เขายังไม่ได้ตั้ง และยังไม่เข้าสู่วันเลือกตั้ง ก็ยังไม่มีใครมาถาม ก็ได้แต่พูดกันไป แล้วผมจะรับหรือเปล่า ผมก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ สถานการณ์เป็นตัวกำหนดทุกอย่างนะ อย่าลืม ผมไม่ได้หมายความว่า คนอื่นเขาทำไม่ได้ แต่ทั้งหมดก็อยู่ที่ประชาชนจะร่วมมือกับใคร คนที่เขาร่วมมืออยู่แล้ว ผมจะเข้าไปได้อย่างไร และวันนี้ผมไม่ได้ลงเลือกตั้งเองนี่ มากลัวผมอยู่นั่น ว่าผมจะเข้าไปเป็นนายกฯ คนนอก แล้วไอ้คนใน ต้องหาให้เจอก่อน คนนอกอาจจะไม่ใช่ผมก็ได้ มันมีตั้งหลายคน เขาอาจจะหาคนอื่นเข้ามาก็ได้ ทำไมต้องมากลัวผม วันนี้ผมมา ได้ทำงานเพื่อการเมืองในวันข้างหน้า ผมทำงานเพื่อประชาชนให้มีความรัก ความสามัคคี ลงพื้นที่ก็ไปพูดคุย เพื่อต้องการให้เขาคลายเครียด คลายความกังวล และมั่นใจ อีกทั้งผมก็คลายเครียดตัวเองลงด้วย ได้หัวเราะ ได้พูดคุย และได้ทำอะไรตลกๆ ออกมา ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ผมก็ไม่ตลกเท่าไหร่ พอตลกไป ก็เป็นเรื่องจริงไปหมด ความจริงผมเป็นคนอารมณ์ดี ตลก ผมพูดตลก เก่งนะ"

ผู้สื่อข่าวถามว่าปีใหม่นี้ ไปเที่ยวที่ไหนหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ได้ไปไหน อาจตีกอล์ฟใกล้ๆ แถวนี้ แต่ไม่ไปต่างจังหวัดแล้ว ปีใหม่ เราต้องตั้งสติให้ดี ยึดมั่น ภาวนาให้บ้านเมืองสงบสุข ทำเช่นนี้มาทุกปี ไม่เคยไปไหนมาหลายสิบปีแล้ว เพราะสถานการณ์ เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 49 ก็ไม่ได้ไปไหน ไปห้างก็ไปเพียงเปิดงาน และจากนั้นก็ไม่เคยไปไหนอีกเลย ครอบครัวก็ไม่เคยไปไหนด้วยกัน เพียงแต่อยู่บ้านด้วยกัน กลายเป็นว่า เวลาส่วนตัวหายไป เพราะถ้าไปไหน ก็อาจเป็นปัญหาพอเจอกับใคร ก็มีปัญหา หรือไปไหน รปภ. ก็ต้องไปดูแล ตนไม่อยากรบกวนอยากให้เขาได้กลับบ้าน อย่างมากก็แค่ไปเล่นกีฬา กินข้าวกับครอบครัว เงียบๆ เล็กๆ หรือไปกับเพื่อนๆ บ้าง แต่ไม่ไปในที่สาธารณะ ชีวิตตนมีแค่นี้ ที่เหลือก็คิดเรื่องงานโดยเฉพาะในปีหน้า มีงานให้คิด และทำอีกมาก.

'ฉัตรชัย'สั่ง'สุวพันธุ์'รอบคอบคดีเงินทอน - มติชน ฉบับวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับนโยบายสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยถึงการดำเนินการกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดอดีตผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) กรณีทุจริตเงินทอนวัดพนัญเชิงว่า เรื่องนี้ต้องคุยกับนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลเรื่องนี้อยู่ และก่อนหน้านั้นเคยพูดกับนายสุวพันธุ์ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและสังคม ให้ความสนใจ หากจะทำอะไรให้ดูอย่างรอบคอบที่สุด และช่วงเวลานี้มีเรื่องเกี่ยวกับ พศ.อย่างต่อเนื่อง ฉะนั้น จะทำอะไรให้ หารือกับตนก่อน

นายสุวพันธุ์กล่าวถึงการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวงการพระพุทธศาสนาเรื่องต่างๆ ในปี 2561 ว่าการดำเนินการทุกอย่างยังคงมีต่อไป ไม่หายไปกับสายลม โดยยึดหลักความถูกต้อง อะไรถูกว่าไปตามถูก อะไรผิดว่าไปตามผิด ดำเนินการไปตามพยาน หลักฐานข้อมูลที่ปรากฏ หากพบคนทำผิด เป็นข้าราชการต้องถูกลงโทษทางวินัยและอาญา ที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นคณะสงฆ์ พศ. และรัฐบาล ต้องการให้พระพุทธศาสนาเป็น ที่ศรัทธาและที่พึ่งทางใจให้กับประชาชน และคณะสงฆ์จะได้มีกำลังใจช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาและสอนหลักธรรมเพื่อให้สังคมดีขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้จำเป็นต้องทำงานร่วมกับคณะสงฆ์เพื่อช่วยดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ต้องร่วมกันทำให้ถูก

ผู้สื่อข่าวถามว่า ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาจากกรณีทุจริตเงินทอนวัด รัฐบาลจะให้นโยบาย พศ.หรือทางคณะสงฆ์ เพื่อช่วยฟื้นศรัทธาอย่างไร รมต.ประจำสำนัก นายกฯกล่าวว่า อย่ามองว่าประชาชนเสื่อมศรัทธามากหรือน้อย แต่ทุกวิกฤตยังเป็นโอกาสได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะทำให้วิกฤตเหล่านั้นมาเป็นโอกาสได้อย่างไร เรื่องทุจริตเงินอุดหนุนวัดก็เช่นกัน แม้จะเป็นวิกฤตของคณะสงฆ์และ พศ. แต่ยังสามารถนำเรื่องนี้มาเป็นโอกาสในการปฏิรูประบบงานของ พศ.และการทำงานของคณะสงฆ์ และเคยนำเรื่องนี้ไปคุยกับผู้บริหาร พศ.ว่าต้องมาช่วยกันปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของ พศ.ให้ดีขึ้น และยังไม่สามารถบอกได้ว่าการปรับปรุงจะเห็นผลได้เมื่อใด เพราะงานพระพุทธศาสนาเป็นนามธรรมที่เกี่ยวกับจิตใจ ความเชื่อและความรู้สึกของคน สิ่งที่จะวัดได้คือทำให้ประชาชนเพิ่มความศรัทธาต่อคณะสงฆ์และกิจการพระพุทธศาสนา และเชื่อมั่นต่อ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง

นายสุวพันธุ์กล่าวถึงกรณีกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากร มีแนวคิดเรื่องระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (อี-โดเนชั่น) เพื่ออำนวยความสะดวกกับผู้บริจาคเงิน และจะช่วยแก้ปัญหาทุจริตการบริจาคว่า เรื่องนี้รัฐมนตรีคลังได้มาหารือกับตนเพื่อขอความร่วมมือ จึงแจ้งกลับไปว่าให้ส่งรายละเอียดโครงการมาให้เพื่อนำไปให้มหาเถรสมาคม (มส.) พิจารณา หาก มส.เห็นชอบ จะทำให้การดำเนินโครงการนี้ทำได้สะดวกมากขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุว่าจะส่งเรื่องมาให้ หากเรื่องดังกล่าวนำมาอยู่ในการปฏิรูปได้จะเป็นเรื่องดี เพราะเกี่ยวข้องกับการทำบัญชีรายรับรายจ่ายและบัญชีทรัพย์สินของวัด รวมถึงเป็นตัวชี้วัด พศ. หลังจากอนุมัติตัวชี้วัดที่เกี่ยวกับการพัฒนาระบบการเงินของวัดอะไรที่ทำให้ก้าวหน้าสร้างความโปร่งใสยินดีสนับสนุน และเท่าที่ทราบ กว่าจะทำโครงการนี้ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.พิษณุโลก ได้ ต้องประชุมร่วมกับวัด เพราะเป็นเรื่องใหม่และเกี่ยวกับระเบียบและคณะกรรมการของวัด

จ่อเรียกบุคคลที่3แจงนาฬิกา-แหวน - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2560

กรุงเทพธุรกิจ "ประวิตร"ส่งหนังสือชี้แจงที่มาของแหวนและนาฬิกาหรู ขณะที่ป.ป.ช. เตรียมเชิญบุคคลที่3 ที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงต้นปีหน้า

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ( ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า วานนี้ ( 28 ธ.ค.) นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการป.ป.ช. ได้รายงานในที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ส่งหนังสือชี้แจงที่มาของแหวนเพชรและนาฬิกามายังป.ป.ช.แล้ว ขณะนี้อยู่ในกระบวนการตรวจสอบของสำนักงานป.ป.ช.

นายวรวิทย์กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร ได้ส่งหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนาฬิกาและแหวนมาให้ป.ป.ช.แล้วเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ที่ผ่านมา ขั้นตอนหลังจากนี้ป.ป.ช.จะต้องตรวจสอบยืนยันข้อมูลและข้อเท็จจริงต่าง ๆ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับบุคคลที่3 ดังนั้นจะต้องเรียกมาชี้แจงข้อเท็จจริงในช่วงต้นปี 2561

อย่างไรก็ตาม ไม่ขอเปิดเผยคำชี้แจงของพล.อ.ประวิตร เพราะเป็นเรื่องรายละเอียดที่เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบ และไม่ขอตอบว่าพล.อ.ประวิตรชี้แจงเฉพาะนาฬิกายี่ห้อริชาร์ด มิลล์ เพียงเรือนเดียวหรือไม่

"ส่วนนาฬิกาเรือนอื่น ๆ ที่มีข้อสงสัยว่า พล.อ.ประวิตร ไม่ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ถือเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องที่ป.ป.ช.จะต้องตรวจสอบ ตามอำนาจหน้าที่ โดยป.ป.ช.จะดู ทุกเรื่องที่ปรากฏและไม่ปรากฏในสื่อ คดีนี้ อยู่ในความสนใจของประชาชน เมื่อได้ผล อย่างไรจะแถลงให้ทราบ คาดว่าใช้เวลาตรวจสอบไม่นาน เพราะไม่ใช่เรื่องซ้ำซ้อน"

เมื่อถามว่าคำชี้แจงของพล.อ.ประวิตร ระบุหรือไม่ว่า นาฬิกาเรือนดังกล่าว เป็นของเพื่อนที่เสียชีวิต นายวรวิทย์ กล่าวว่า อย่าเพิ่งคาดเดาอะไรทั้งสิ้น ให้เป็นเรื่องการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ก่อน

ส่วนกรณีสังคมมีข้อสงสัยเรื่องสายสัมพันธ์ระหว่างประธานป.ป.ช.กับพล.อ.ประวิตรที่อาจจะให้ความช่วยเหลือกัน นายวรวิทย์ กล่าวว่า ป.ป.ช.มีหน้าที่ตรวจสอบ บัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขอให้ประชาชนมั่นใจการทำงาน ของป.ป.ช. เพราะมีคำขวัญการทำงานว่าซื่อสัตย์ เป็นธรรม และมืออาชีพ

สัมภาษณ์พิเศษ: ดร.มานะ นิมิตรมงคล ฝากการบ้าน 'ผู้นำรัฐบาล' เร่งปราบคอร์รัปชันช่วงโค้งสุดท้ายโรดแมป - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2561

เรื่อง : พัชรพรรณ โอภาสพินิจ๚

ภาพ : พสุพล ชัยมงคลทรัพย์

"รัฐบาลปราบโกง" คือคำจำกัดความที่รัฐบาลยุคนี้สร้างขึ้นมาเพื่อประกาศเป้าหมายและการขับเคลื่อนภารกิจการปราบปรามปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งนี้ รัฐบาลได้ออกกฎหมายที่มีความเข้มข้นมากขึ้น ทำให้เรียกเสียงเชียร์จากประชาชนได้ไม่น้อย และขณะที่การดำเนินงานต่างๆ ในเรื่องการปราบโกงของรัฐบาลชุดนี้กำลังไปได้สวย แต่ในทางกลับกันก็ดูเหมือนว่ารัฐบาลชุดนี้เกือบตกม้าตาย เพราะเสียงวิพากษ์วิจารณ์ กรณีทุจริตคอร์รัปชัน

วันนี้เราจะมาฟังเสียงสะท้อนในเรื่องของการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ภายใต้การนำของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านบทสัมภาษณ์พิเศษ "ดร.มานะ นิมิตรมงคล" เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)ความตื่นตัวของสังคมไทยต่อปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันวันนี้มีความแตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง

วันนี้มีความชัดเจนว่าคนไทยเข้าใจปัญหาการคอร์รัปชันมากขึ้น รู้ว่าส่งผลเสียต่ออนาคตของทุกคนอย่างไร ทำให้คนไทยสนใจและอยากเข้ามามีส่วนร่วมกับการต่อต้านคอร์รัปชันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโพลที่ทำการสำรวจโดยสถาบันทางวิชาการของคนไทย หรือองค์กรระหว่างประเทศ อย่างองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ จะพบข้อมูลไปในทางเดียวกัน

การตื่นตัวของประชาชนที่มีการออกมาช่วยกันขุดคุ้ย มองว่าเป็นข้อดีอย่างไรบ้าง

จากบทเรียนที่ทุกคนเห็นวาเราสู้กับคอร์รัปชันมาหลายสิบปี แต่ไม่สามารถควบคุมการคอร์รัปชันได้ มันกลับเลวร้ายลงเรื่อยๆ ดังนั้น แนวโน้มใหม่ที่เราเห็นและเชื่อว่ามันเป็นทิศทางที่ถูกต้อง คือการอาศัยพลังประชาชนเป็นแกนหลักในการต่อสู้กับคอร์รัปชัน

สถานการณ์ของประเทศไทย ได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าดีขึ้น ในภาพรวม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพราะความตื่นตัวของภาคประชาชน สื่อมวลชน และที่แปลกไม่เหมือนใครในโลก คือภาคธุรกิจเอง ที่ออกมาร่วมเป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขปัญหาด้วย

ทางองค์กรจะมีการส่งเสริมหรือขับเคลื่อนภาคประชาชนอย่างไรบ้าง

จากประสบการณ์การทำงาน 6 ปีที่ผ่านมา เราสรุปบทเรียนได้ว่า สิ่งที่เราต้องทำให้ได้ คือการสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายภาคประชาชน ทำให้ทุกคนลุกขึ้นมาใช้ขีดความสามารถ และทรัพยากรของตัวเองในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันร่วมกัน การที่ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อต้านคอร์รัปชันนั้น ไม่ได้หมายถึงการเข้ามาทำงานกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่เราอยากเห็นมากกว่านั้นคือการที่ทุกคนจับมือกันและร่วมกันทำสิ่งที่ตัวเองต้องการทำ ใครถนัดด้านไหนก็ทำด้านนั้น

อย่างสถิติการลดการคอร์รัปชันในปีนี้ ถือว่าเป็นที่น่าพอใจกว่าปีที่ผ่านมาหรือไม่

ใช่ครับ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หากถามว่าการคอร์รัปชันลดลงหรือไม่ จากข้อมูลสำรวจ เราไม่เห็นข้อมูลในทางนั้น แต่สิ่งที่เรายังเชื่อว่าดี และยังดีต่อเนื่องคือ 1. ความตื่นตัวของประชาชนที่จะเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน และ 2. การที่ประเทศไทยมีกลไก มีเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชันระยะยาวมากขึ้น เช่น นโยบายของรัฐบาล การออก กฎหมาย การมีกลไกที่ให้แต่ละฝ่ายมาทำงานร่วมกัน

ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องที่บอกว่าแนวโน้มในสถานการณ์คอร์รัปชันมันจะดีขึ้นแต่ถ้าเราถามประชาชนเรื่องการคอร์รัปชัน เราก็จะได้ยินข้อมูลทำนองว่าการคอร์รัปชั่นในหน่วยราชการ ในระบบราชการ หรือในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังเลวร้าย ยังทำกันหนักหนา ยังมีการรีดไถประชาชนเหมือนเดิม

มองว่าหน่วยงานที่ยังคงมีการคอร์รัปชันกันอย่างหนักคือหน่วยงานราชการ

หน่วยงานรัฐส่วนใหญ่อย่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร ผลสำรวจยังคงเหมือนกับปีที่ผ่านมา สิ่งที่เรารับฟังมาคือคนพวกนี้รู้ว่ากลไกของรัฐเล่นงานเขาไม่ได้ไปไม่ถึงเขา เขากล้าที่จะทำ

ในเรื่องของเครื่องมือ กลไก และกฎหมายในการปราบปรามการทุจริต มองว่าเรามีเครื่องมือเหล่านี้มากกว่าประเทศอื่นหรือไม่

ไม่เลย ... แต่ในช่วง 4 ปีนี้ เรามีสิ่งเหล่านี้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมืองไทย เมื่อเทียบกันในเรื่องของช่วงเวลาด้านองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชน พบว่าคนไทย 72 เปอร์เซ็นต์ เห็นดีด้วยกับความพยายามของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งตีความได้ว่าประชาชนเห็นว่าปัญหาการคอร์รัปชันร้ายแรง และน่าเบื่อหน่าย ดังนั้นถ้ารัฐบาลจะทำอะไรที่เด็ดขาด รุนแรง และเข้มงวด ประชาชนก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุน

อย่างที่บอกว่าประชาชนพร้อมที่จะเห็นด้วยกับรัฐบาลที่จะเข้มข้นเรื่องการทุจริต แต่ที่ผ่านมาในส่วนของรัฐบาลเองที่ยังถูกกล่าวหาว่ามีการทุจริต มองว่าจะเป็นการลดความน่าเชื่อถือในตัวรัฐบาลหรือไม่

แน่นอน ถ้าประชาชนกำลังพยายามที่จะสู้ สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นคือผู้มีอำนาจรัฐทำในสิ่งที่ถูกต้อง มีความซื่อสัตย์ โปร่งใส เป็นแบบอย่างที่ดี แต่ถ้าประชาชนสู้ แต่ผู้นำของประเทศยังทำไม่ดี บางทีประชาชนก็เบื่อหน่าย และทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมตามมา

ปัญหามากมายในประเทศก็เกิดจากเรื่องพวกนี้ คือผู้นำประเทศไม่ได้ทำในสิ่งที่ประชาชนคาดหวังอย่าลืมว่าผลที่ตามมาคือ ถ้าผู้นำประเทศโกง ข้าราชการระดับรองลงมาถึงระดับล่างเขาก็จะโกงตามไปด้วยแล้วผู้นำที่จะโกงได้ก็ต้องมีการสร้างเครือข่าย

โดยเครือข่ายในที่นี้คือนักการเมืองท้องถิ่น และข้าราชการระดับล่างลงมา ถ้าข้าราชการโกงประชาชนก็จะเรียนรู้ว่าใครๆ ก็โกง โกงแล้วก็ไม่เห็นเป็นอะไร ดังนั้นประชาชนก็จะโกงด้วย เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เลวร้าย เราก็จะกลายเป็นสังคมของคนโกง และจะไม่มีใครลุกขึ้นมาต่อต้านคอร์รัปชันอีกต่อไป

อย่างรัฐบาลชุดนี้ก็มีการเรียกตัวเองว่า "รัฐบาลปราบโกง" ส่วนตัวมองว่าความสำเร็จในการปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชันของรัฐบาลในชุดนี้ มากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับรัฐบาลชุดที่ผ่านๆ มา

ภาพรวมในเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชันในช่วง 4 ปีนี้ มันดีกว่าในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบจากรายงานการวิจัยของรัฐสภา ขณะที่ 10 ปีก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเลย แต่ในช่วง 4 ปีนี้มีความชัดเจนในเรื่องการออกกลไก และความพยายามในการแก้ปัญหาการคอร์รัปชัน สำหรับโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่ตกเป็นข่าวน้อยลง แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีในส่วนการแก้ปัญหาการคอร์รัปชันในปัจจุบันทางองค์กรพยายามสะท้อนภาพให้เห็น พวกกฎหมายที่รัฐบาลออกมานั้น ในวันนี้อุปสรรคสำคัญคือไม่ได้รับการปฏิบัติตาม ทุกคนยังนิ่งเฉย และหาทางเล็ดรอดไป แต่เชื่อว่าในวันข้างหน้ามาตรการเหล่านี้จะมีการปฏิบัติตามมากขึ้น

เราก็พยายามผลักดันกลไกเข้าไป เช่น พยายามคุยกับรัฐบาลว่าขอให้รัฐบาลเร่งรัดตรวจสอบ ขณะเดียวกันเราก็มีโครงการให้ภาคประชาชนเข้าไปช่วยกันตรวจสอบช่วยกันลงคะแนนว่าเวลาที่เข้าไปใช้บริการหน่วยงานของรัฐนั้น มีการปรับปรุงการแก้ไขการทำงานจริงหรือไม่ นี่คือโครงการ Citizen Feedback หลายๆ เรื่องเราอยากให้ประชาชนเป็นคนประเมินการทำงานของภาครัฐว่าเขาทำดีขึ้นหรือไม่ มีอะไรที่ไม่ชอบหรือเวลาไปที่หน่วยงานนั้นๆ ประชาชนโดนรีดไถ โดนค่าน้ำร้อนน้ำชาเท่าไหร่ มากแค่ไหน

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าไม่มีนักการเมืองที่เคยถูกโจมตีว่าเป็นส่วนหนึ่งของการคอร์รัปชันแต่ยังพบว่ามีปัญหาเรื่องของการทุจริตเกิดขึ้น จุดนี้กำลังสะท้อนอะไรได้บ้าง

สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างชัดเจนคือปีที่ผ่านมาคะแนนความโปร่งใสของรัฐบาลตกลง องค์กรนานาชาติให้ความเห็นว่ากลไกการตรวจสอบที่เป็นอิสระไม่สามารถทำงานได้ เช่น สื่อมวลชนหรือภาคประชาสังคม หรือนักวิชาการ ไม่มีเสรีภาพในการตรวจสอบ ขณะเดียวกัน เราก็จะเห็นข่าวว่าองค์กรอิสระ หรือองค์กรภาครัฐถูกครอบงำ นี่คือสิ่งที่ต่างชาติเห็นและทำให้คะแนนประเทศไทยตก และหากวันนี้เรายังพิสูจน์สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำไม่ได้ดีขึ้นมันก็จะตกลงไปอีก

ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นตามโรดแมป ในฐานะที่ทำงานด้านการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน อยากฝากอะไรถึงประชาชนในฐานะที่เป็นโหวตเตอร์

ถ้าเราจะสร้างอนาคตของประเทศ หลักประกันสำคัญไม่ใช่การมีกฎหมายมากๆ ไม่ใช่การมีหน่วยงานของรัฐที่ยิ่งใหญ่แต่ต้องเป็นความเข้าใจและพร้อมที่จะลงมือออกมาทำอะไร เพื่อความสำเร็จของประชาชน

แน่นอนว่าเมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ประเทศก็ต้องกลับไปสู่ยุคนักการเมือง พรรคการเมือง มองว่าพรรคการเมืองและตัวนักการเมืองเองควรจะต้องมีการประกาศจุดยืนด้านการแก้ไขปัญหาการทุจริตหรือไม่ อย่างไรบ้าง

เรื่องนี้จำเป็นมาก สิ่งที่เราคาดหวังคือในช่วงเทศกาลปีใหม่ถ้าพรรคการเมืองทุกพรรคออกมาบอกกับประชาชนเลยว่าตัวเองจะให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชันอย่างไร และอะไรบ้าง เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้เป็นข้อมูลตั้งแต่เริ่มต้นสิ่งนี้จะกลายเป็นความคาดหวังที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลชุดปัจจุบันจากวันนี้ไปจนถึงก่อนการเลือกตั้งด้วยเช่นเดียวกัน

ที่ผ่านมาการปราบปรามการทุจริตในประเทศไทย เรามีจุดแข็ง หรือจุดอ่อนด้านไหนบ้าง

ความเชื่อผิดๆ ในสังคมที่ถูกครอบงำมานาน ว่าใครๆ ก็โกง สิ่งนี้เป็นความเชื่อผิดๆ ที่ทำให้เราพบว่าคนส่วนใหญ่เมื่อมีโอกาสแทนที่จะทำความดีกลับฉกฉวยโอกาสด้วยอำนาจที่ตัวเองมี หาประโยชน์ใส่ตัว ขณะที่ในระบบราชการเราจะพบว่ามีสภาพของการโกงในองค์กรเยอะมาก จนทำให้ใครก็ตามที่อยู่ในหน่วยงานหรือเป็นผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานนั้นไม่อยากยุ่ง เมื่อมีการคอร์รัปชันในหน่วยงานทุกคนก็จะลอยตัว และนิ่งเฉยและคิดว่าเดี๋ยวก็มีองค์กรอื่นๆ เข้ามาตรวจสอบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันไม่ถูกต้อง

โจทย์ข้อยากเรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาหลังการเลือกตั้ง คืออะไร

การสานต่อภารกิจการปฏิรูปประเทศด้านการต่อต้านคอร์รัปชันเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย สำหรับรัฐบาลใหม่ แต่สิ่งที่ยากกว่าคือตัวนายกฯ และคณะรัฐบาลทุกคนต้องพิสูจน์ตัวให้สังคมเห็นว่าพวกเขามือสะอาดจริงๆ ถ้าทำได้รับรองว่าการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันนั้นง่ายมาก

ต้องการฝากอะไรถึงสังคม ผู้มีอำนาจ ข้าราชการ หรือผู้ที่มีบทบาทสำคัญในประเทศ

คนที่มีโอกาส และมีอำนาจอยู่ในรัฐบาล หรืออยู่ในทางการเมืองวันนี้ ท่านได้โอกาสมาด้วยอำนาจพิเศษที่ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ขอให้ท่านคิดถึงอนาคตของลูกหลานมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว และประวัติศาสตร์จะจารึกคุณงามความดีของท่าน...

"ถ้าประชาชนกำลังพยายามที่จะสู้ สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นคือผู้มีอำนาจรัฐทำในสิ่งที่ถูกต้องมีความซื่อสัตย์ โปร่งใส เป็นแบบอย่างที่ดี แต่ถ้าประชาชนสู้ แต่ผู้นำของประเทศยังทำไม่ดีบางทีประชาชนก็เบื่อหน่ายและทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมตามมา"

คอลัมน์ ต่อต้านคอร์รัปชัน: ย้อนอดีตเพื่อมองอนาคตไทยใสสะอาด - แนวหน้า ฉบับวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2561

รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค

ต่อตระกูล: สวัสดีปีใหม่ 2561 ผู้อ่านทุกท่านครับ ไม่น่าเชื่อว่ามาถึง วันนี้บทความต่อตระกูล-ต่อภัสสร์ ต่อต้านคอร์รัปชันเราจะอยู่ยืนยาวต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่สามแล้ว เราเขียนบทความกันมากว่า 143 ตอนเพื่อรายงานความคืบหน้างานต่อต้านคอร์รัปชันในประเทศไทย นำเสนอความรู้ใหม่ๆ ทั้งจากในและนอกประเทศที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในไทยได้ และถกเถียงกันในเรื่องที่เราสองพ่อลูกมีความเห็นต่าง หวังว่าบทความสั้นๆบนพื้นที่หน้าหนังสือพิมพ์เล็กๆนี้คงจะมีโอกาสได้จุดประกายความสนใจส่วนใดส่วนหนึ่งของประเด็นการต่อต้านคอร์รัปชันของท่าน ผู้อ่านได้บ้างนะครับ

ต่อภัสสร์: ตลอดเกือบสามปี ที่ผ่านมา มีท่านผู้อ่านและผู้สนใจถามผม บ่อยๆว่าใครเป็นคนเขียนบทความนี้กันแน่ และที่เป็นบทสนทนากันแบบนี้ ได้คุยกันจริงไหม ผมขอตอบด้วยความสัตย์ว่าบทความเหล่านี้มีที่มาจากการพูดคุยและถกเถียงกันจริงครับ หลายครั้งที่เราเห็นไม่ตรงกัน เราก็เลือกที่จะเขียนความเห็นของแต่ละฝ่าย และขอให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณตัดสินเองเสียเลย

ต่อตระกูล: ดังนั้นในโอกาสขึ้นปีใหม่นี้ เราจึงจะขอย้อนอดีตประเด็นคอร์รัปชันที่คนไทยยังต้องเฝ้าจับตาตามความเห็นขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ที่เราเคยหยิบยกมาพูดถึงในบทความนี้ ได้แก่ คดีสินบนโรลส์-รอยซ์, การปฏิรูปตำรวจ, และกฎหมายต้านโกงใหม่ๆ

กรณีแรก สินบนโรลส์-รอยซ์โด่งดังมากเมื่อต้นปีนี้ที่ศาลอังกฤษได้เปิดโปงการทุจริตจัดซื้อเครื่องยนต์ เครื่องบินสายการบินไทยในอดีต ว่าบริษัท โรลส์-รอยซ์ได้จ่ายสินบนรวมกว่า 1,300 ล้านบาท ให้แก่เจ้าหน้าที่บริษัทการบินไทยและนักการเมืองระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงของรัฐบาลไทยในปีพ.ศ.2547 เพื่อแลกกับการคำสั่งซื้อเครื่องยนต์ 3 ลอต มูลค่ามหาศาล นี่จึงทำให้ศาลอังกฤษพิพากษาปรับ บริษัทโรลส์-รอยซ์ เป็นเงิน 3 หมื่นล้านบาทในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับการทุจริต อย่างไรก็ตามจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการดำเนินคดีกับคนโกงในฝั่งไทยเลย

เรื่องนี้นำไปสู่ข้อเสนอแนะของเราในเรื่องการผลักดันให้มีกฎหมายคุ้มครองพยานที่มีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มหลักฐานมาเอาผิดคนโกงตามกฎหมายให้ได้ และการใช้กฎหมายการเปิดเผยทรัพย์สินเพื่อเอาผิดคนที่ร่ำรวยผิดปกติอย่างไม่สามารถอธิบายที่มาของเงินได้ในกรณีที่พยานหลักฐานไม่เพียงพอกับการเอาผิดในกรณีนั้นๆได้ เพราะหากไม่มีการพัฒนาทางใดทางหนึ่งแล้ว คงได้เห็นกรณีแบบนี้ให้คนไทยได้เจ็บใจกันอีกแน่ๆ

ต่อภัสสร์: ประเด็นที่สองคือ การปฏิรูปตำรวจ เราได้ยกผลสำรวจทัศนคติของประชาชนต่อหน่วยงานต่างๆ ในการปราบปรามคอร์รัปชันในปี 2557 โดยศาสตราจารย์ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตรว่าตำรวจอยู่ในกลุ่มที่มีประสิทธิภาพน้อยที่สุด ต่ำพอ ๆ กับนักการเมืองเลยทีเดียว เราตั้งคำถามว่า ในเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมีเงินเดือนน้อยมาก เมื่อเทียบกับภารกิจ และความเสี่ยงชีวิต แต่เหตุใดจึงมีคนอยากมาเป็นตำรวจกันมาก เพียงเพื่อเกียรติและศักดิ์ศรีเพียงเท่านั้นจริงหรือ และตอบคำถามนี้ด้วยข่าวกรณีทุจริตการสอบเข้าโรงเรียนนายสิบตำรวจของตำรวจนครบาล ที่มีผู้เข้าสอบบางคนยอมลงทุนจ่ายเงินถึงคนละ 500,000 บาท ให้คนมาช่วยทำข้อสอบให้ เพื่อให้ได้คะแนนสูงผ่านเข้าไปเป็นตำรวจได้ได้ เมื่อมองผ่านกรอบทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จะวิเคราะห์ได้ว่าผลประโยชน์ของการได้เข้าเป็นตำรวจนั้นจะต้องเหนือกว่าเงินจำนวนนี้มาก ผู้สอบถึงยอมทั้งจ่ายเงินและเสี่ยงโทษเพื่อโกงเช่นนี้

ด้วยเหตุนี้ในฐานะประชาชนคนไทย เรามีความเห็นว่าการปฏิรูปตำรวจมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ถ้าทำได้ปัญหาชั่วร้ายต่างๆ ในประเทศจะมีทางแก้ไขได้ เพราะตำรวจมีส่วนสำคัญในการปฏิรูปเรื่องอื่นๆ ต่อไปเกือบทุกอย่าง รวมทั้งการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันด้วย ประชาชนอย่างพวกเราจึงควรเรียกร้องให้รัฐบาลใช้อำนาจ เด็ดขาดปฏิรูปตำรวจอย่างเร่งด่วน

ต่อตระกูล: ประเด็นสุดท้ายคือ กฎหมายต้านโกงใหม่ ๆ ทีในรอบปีที่ผ่านเริ่มมีผลบังคับใช้หลายฉบับ เช่น พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ซึ่งบังคับให้ทุกหน่วยราชการที่มีการออกใบอนุญาตต่างๆ ต้องประกาศขั้นตอนและระยะเวลาที่ใช้ในการออกใบอนุญาตให้ประชาชนรับทราบ และกฎหมายอีกฉบับก็คือ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ ซึ่งจะมาใช้แทนระเบียบสำนัก นายกฯ ซึ่งเดิมอยู่ภายใต้อำนาจที่คณะรัฐมนตรีสามารถประกาศงดเว้นการบังคับใช้บางกรณี แล้วเขียนระเบียบขึ้นมาใหม่เองสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างบางโครงการได้ง่ายดาย

ที่สำคัญสำหรับประเด็นนี้ในปี ที่ผ่านมา นอกจากบทความเราจะอธิบายกฎหมายต้านโกงใหม่ๆ ของประเทศไทย เรายังให้ความสนใจในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วแต่ย่อหย่อนในทางปฏิบัติ เราได้เขียนทักท้วง ไว้ในบทความหลายตอน เช่น "10 ปีเส้นทางคดีผู้ว่า ททท.", "สินบนโรลส์-รอยซ์ จะเงียบหายเหมือน CTX ?" และ "ได้เวลาปฏิรูปตำรวจหรือยัง" อีกมุมหนึ่งใน ด้านดีเราก็ชื่นชม เช่นบทความเรื่อง "ฤทธิ์เดช พ.ร.บ.ฮั้ว ในคดีทุจริตข้าว" และ "เทรนด์ใหม่ งดของขวัญในหน่วยราชการ"

น่าสังเกตว่ากฎหมายหลาย ๆ ฉบับที่มีผลบังคับใช้มานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. ฮั้ว ก็ดี หรือ มติคณะรัฐมนตรีเรื่องการงดรับของขวัญของหน่วยงานราชการก็ดี เพิ่งจะมามีผลบังคับใช้และมีคำสั่งจริงอย่างแพร่หลายในปีนี้เอง ลักษณะเช่นนี้แสดงให้เห็นว่ากฎหมายที่มี ไม่ว่าจะบัญญัติบทลงโทษไว้รุนแรงเพียงใด หากขาดประชาชนที่ตื่นรู้ พร้อมจะสู้โกงร่วมกับกลุ่มบริษัทเอกชนที่รับไม่ได้กับการถูกรีดไถของ เจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองขี้โกงแล้ว ร่วมกันกดดันและผลักดันให้รัฐบาล ผู้บริหารประเทศหันมาเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน กฎหมายนั้นก็เป็นเพียงแค่ข้อความในกระดาษเท่านั้น

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2561 นี้ ผมและต่อภัสสร์ขอผลแห่งคุณธรรมใดที่ท่านยึดถือ จงอำนวยให้ท่านประสบแต่ความสุขความเจริญ มีพลังกายและกำลังใจที่ดีในการสร้างสรรค์ประโยชน์เพื่อสังคมต่อไปนะครับ ส่วนเราทั้งสองต่อก็ยังจะต่อต้านโกงอยู่เคียงข้างทุกท่านต่อไปนะครับ สวัสดีปีใหม่ครับ

คอลัมน์ มองมุมใหม่: ฉ้อราษฎร์บังหลวง - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2561

ชำนาญ จันทร์เรือง

ในยุคสมัยที่ผู้คน กำลังจับตาว่าเรื่องของ "แหวนมารดา นาฬิกาเพื่อน" ว่าจะจบลงอย่างไร ผมเกิดความสงสัยขึ้นมาเล็กๆ ว่าเหตุใดเราจึงใช้ คำว่า "คอร์รัปชัน" ทับศัพท์จากภาษาต่างด้าวเสียจนติดปาก ทำไมเราจึงไม่ใช้คำว่า"ฉ้อราษฎร์บังหลวง"ซึ่งเป็นคำที่บรรพบุรุษของเราใช้กันมาแต่โบร่ำโบราณแทน

คำว่า "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" มีที่มาจากคำว่า "ฉ้อ" ที่แปลว่า โกง เช่น ฉ้อทรัพย์ ฉะนั้นคำว่า "ฉ้อราษฎร์" ก็แปลง่ายๆ ว่าโกงราษฎร ส่วนคำว่า "บังหลวง" ก็มาจากคำว่า "บัง" ซึ่งกร่อนมาจาก "เบียดบัง" ซึ่งแปลว่า ยักยอกเอาไว้เป็นประโยชน์ของตัว รวมกับ คำว่า "หลวง" ที่แปลว่าที่เป็นของ พระเจ้าแผ่นดิน เช่น วังหลวง ฯลฯ ฉะนั้นคำว่า "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" หากจะแปลตามคำศัพท์ก็จะแปลได้ว่า โกงราษฎร และยักยอกเอาส่วนที่เป็นของพระเจ้าแผ่นดิน ไว้เป็นของตัว (ในที่นี้ย่อมหมายรวมของของรัฐหรือราชการนั่นเอง) ความหมายอย่างเป็นทางการของคำว่า"ฉ้อราษฎร์บังหลวง" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หน้า 346 นั้น ให้ความหมายว่า "การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ เก็บกินจากราษฎรแล้วไม่ส่งให้หลวงหรือเบียดบังเงินหลวง" นั่นเอง ที่มาของคำว่า "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" นั้นแต่เดิมเราใช้คำว่า "ส่วยสาอากร" ก่อนที่จะ เปลี่ยนมาเป็น "ภาษีอากร" ในปัจจุบัน ลักษณะของการเก็บส่วยของ อยุธยานั้น จะเน้นเก็บจากผลิตผลบางอย่าง ที่เจ้าและขุนนางจะนำมาใช้ประโยชน์ ของตน ถ้าหากมีเหลือก็จะนำไปขาย เป็นสินค้าต่อไป

แต่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น การเก็บส่วยส่วนใหญ่มุ่งไปในลักษณะ ที่จะนำไปเป็นสินค้าส่งออกโดยเฉพาะการส่งไปขายเมืองจีน การเก็บส่วยนี้จะมีหน่วยงานราชการ ทำหน้าที่เก็บอยู่หลายหน่วย เช่น กรมกลาโหม กรมมหาดไทย และกรมคลัง

ดูเหมือนว่ากรมมหาดไทยซึ่งเป็นหน่วยราชการที่คุมดินแดนทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ ขึ้นไป เป็นผู้ทำการเก็บส่วยมากที่สุด เพราะมีอำนาจในดินแดนส่วนที่จะมีของป่าเป็นผลิตผลสำคัญมาก

ในอดีตจะมีสภาพของการเก็บส่วย ที่เป็น พริกไทย ครั่ง ฝ้าย ตลอดจนโลหะ เงิน ทอง ฯลฯ ผ่านหน่วยงานของกรมกลาโหม กรมมหาดไทย กรมคลัง ส่งต่อไปยัง พระคลังสินค้าเพื่อส่งเป็นสินค้าออก

การเก็บส่วยเช่นที่ว่านี้ทำกันมาก ในสมัยรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 เมื่อถึงปลายรัชกาลที่ 3 การเก็บส่วยลดลง ทางราชการ หันไปเก็บเงินตราแทนการส่งผลิตผลแทน ในระบบนี้บุคคลบางคนก็อาจมีความสามารถ หรือมีช่องทางในการหาส่วยได้มากกว่าอีกคนหนึ่ง แต่คนที่หาส่วยได้น้อยไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ก็จำเป็นต้องเสียภาษีเท่ากับคนที่หาได้มาก

บางครั้งถ้าหาก เกิดภัยธรรมชาติเช่น ฝนแล้ง ผลิตผลบางอย่างไม่สามารถจะหามาเป็นส่วยได้ แต่รัฐยังคงเรียกเก็บในอัตราเดิมที่กำหนดไว้ ความเดือดร้อนย่อมเกิดขึ้นเป็นของธรรมดา ในบางครั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการเก็บส่วย มีเบียดบังส่วยไปเป็นของตน แล้วก็แจ้งมายังหน่วยราชการกลางในเมืองหลวงว่า ตนไม่สามารถเก็บส่วยได้ตามกำหนด หน่วยราชการกลางก็อาจบังคับให้ไพร่ส่วยส่งผลิตผลของตนมาอีก ดังนั้น ในบางกรณีไพร่ส่วยอาจจะต้องเสียภาษีเป็น 2 เท่า

เหตุการณ์ที่เรียกว่า "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" นั้นเกิดมีขึ้นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ที่ผู้คนในระบบนี้ พยายามหนีออกระบบ ส่วยสาอากรที่ว่านี้ วิธีที่จะหนีก็มี เช่น การติดสินบนข้าราชการในท้องถิ่น ให้ข้าราชการนั้นทำชื่อตนตกจากทะเบียน เมื่อชื่อตกไปจาก "ทะเบียนหางว่าว" ก็ ไม่จำเป็นต้องส่งส่วยให้รัฐ บุคคลนั้น ก็อาจแปรสภาพเป็นคนของข้าราชการในท้องถิ่นไป เรียกว่ายอมเป็นการ "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" ให้กับข้าราชการในท้องถิ่นของตนไป หรืออาจจะใช้อีกวิธีหนึ่งก็คือ การยอมขายตัวลงเป็นทาส เพราะทาสจะถูกเรียกร้อง ภาษีน้อยกว่าไพร่ ปกติทาสไม่ต้องเข้าเวร ราชการให้รัฐบาลกลาง เพียงแต่รับใช้ เจ้านายของตนก็พอ และถ้าหากต้องเสียภาษี ให้รัฐบาลเป็นเงินตราก็เสียถูกกว่าเช่น ปีละ 1.50 บาท

ในขณะที่ไพร่ต้องเสียเงินตราแทนแรงงานปีละ 6 บาท หรือในกรณีที่ทาสส่วยจะต้องส่งผลิตผลก็สามารถจะส่งผลิตผล ได้น้อยกว่าไพร่ ยกตัวอย่างเช่น ไพร่ส่วยดีบุก ต้องส่งปีละ 26 ชั่ง แต่ถ้าเป็นทาสส่วยดีบุกก็ส่งเพียง 10 ชั่ง เป็นต้น

เมื่อเปรียบเทียบการ "คอร์รัปชัน" ในปัจจุบันกับการ "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" ในอดีต แล้วแทบจะเรียกได้ว่าไม่ต่างกันเลย ต่างกันแค่เพียงวิธีการที่ทันสมัยขึ้น และแนบเนียนกว่าเท่านั้นเอง และผลที่ตามมาไม่ว่าการ "คอร์รัปชัน" หรือ "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" ก็คงไม่พ้นประชาชนผู้เสียภาษีอากร เราๆ ท่านๆ จะดีกว่าเดิมหน่อยหนึ่งก็คือ ยังไม่ถึงกับ ต้องยอมขายตัวลงเป็นทาสเหมือนสมัยโบราณ เท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตามจากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าในแง่ของการใช้ภาษานั้น คำว่า "ฉ้อราษฎร์บังหลวง"นั้นได้ให้ความหมายที่ครอบคลุมชัดเจน และเห็นภาพของพฤติกรรมมากว่าคำว่า "คอร์รัปชัน" ซึ่งเป็น ภาษาต่างด้าวที่จะต้องมาอธิบายหรือ ขยายความเพิ่มเติมอีก ผมจึงเห็นว่าควรที่เรา ควรจะหันมาใช้คำว่า "ฉ้อราษฎร์"หรือ "บังหลวง"เป็นกรณีๆ ไป และหากจะใช้เป็น คำรวมแทนคำว่า "การทุจริตและ ประพฤติมิชอบ"ตามกฎหมาย ก็ใช้คำว่า "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" แทน

เอ๊ะ แต่ว่า "แหวนมารดา นาฬิกาเพื่อน" จะเข้าข่าย "ฉ้อราษฎร์" หรือ "บังหลวง" นะ หรือจะเข้าข่าย "เมื่อเสียงปืนดัง เสียงกฎหมายก็เงียบลง (inter arma enim silent leges; for among arms, the laws fall mute หรือ in times of war, the law falls silent)" แทน

SPECIAL SCOOP: 2560ล้างบางวงการสงฆ์ เช็กบิล'ธรรมกาย-เงินทอนวัด' - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2561

2560 ปีแห่งการทำความสะอาดให้วงการพระพุทธศาสนา ออกมาตรา 44 ทุ่มกำลังควานหาตัวพระธัมมชโย แต่คว้าน้ำเหลว เปลี่ยนตัวผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธฯ เดินหน้าคดีทุจริตเงินทอนวัด พบวัดใหญ่พัวพัน จนพระผู้ใหญ่เคืองออกโรงบีบรัฐบาลย้าย 'พงศ์พร' แต่ย้ายได้ไม่กี่วัน ตั้งกลับที่เดิม เซอร์ไพรส์เจ้าทุกหนออกคำสั่งเข้มงวดวินัยพระ-เณร แค่ 8 เดือนธรรมกายฟื้นเตรียมรุกกิจกรรมใหญ่ธุดงค์ธรรมชัย

ในรอบปี 2560 เรื่องของวงการสงฆ์นับว่าอยู่ในความสนใจของผู้คนเป็นจำนวนมาก ด้วย 2 เหตุการณ์ใหญ่ ทั้งวัดพระธรรมกายและการตรวจสอบทุจริตเงินทอนวัด แม้ในอดีตจะเคยมีความพยายามเข้ามาแก้ปัญหาอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดยุติลง ด้วยโครงสร้างของคณะสงฆ์ที่เต็มไป ด้วยสายสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับอาจารย์ จนไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในแวดวงดงขมิ้น

ปีที่ผ่านมาไม่มีเหตุการณ์ใดโด่งดังเท่ากับกรณีของวัดพระธรรมกาย ซึ่งเป็น เหตุการณ์ที่เชื่อมโยงมาตั้งแต่ปี 2559 อันเนื่องมาจากคดีทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ที่มีนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ ได้โยกย้ายเงินออกมาและโอนเข้าบัญชีของพระเทพญาณมหามุนีหรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายใน ขณะนั้น

จนกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ขออนุมัติศาลออกหมายจับพระธัมมชโย ในคดีความผิดฐานสมคบและร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร และศาลได้อนุมัติหมายจับเมื่อ 17 พฤษภาคม 2559 และต้องมารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 26 พฤษภาคมปีเดียวกัน แต่สุดท้ายพระธัมมชโยก็ไม่มาพบเจ้าหน้าที่ด้วยข้ออ้างเรื่องอาพาธ และ คณะศิษย์ของวัดได้ออกมาปกป้องพระเดชพระคุณหลวงพ่อของพวกเขา

จนข้ามเข้ามาในปี 2560 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 5/2560 เรื่อง มาตรการให้ อำนาจกำหนดพื้นที่ควบคุมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย ควบคุมพื้นที่ วัดพระธรรมกายเพื่อนำพระธัมมชโยมาดำเนินคดี เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560

ทุกหน่วยงาน ทุกสาขาและเครือข่ายของวัดพระธรรมกายทั้งในและต่างประเทศ พระในวัดและบรรดาลูกศิษย์ รวมไปถึงนักการเมืองในพรรคเพื่อไทย ต่างออกโรงมา ปกป้องด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อกดดันรัฐบาลไทยและเพื่อฟ้องชาวโลก รวมไปถึงพระวิระธุ จากพม่าที่โด่งดังในเรื่องการปลุกให้ชาวพุทธพม่าต่อต้านชาวโรฮีนจาที่นับถือศาสนาอิสลาม จนมี การปะทะกันและเป็นปัญหาผู้อพยพจนถึงวันนี้

คณะสงฆ์มะบะธะที่มีพระวิระธุเป็นแกนนำ ได้ยื่นหนังสือกราบทูลสมเด็จ พระสังฆราชของไทยผ่านทางสถานทูตไทยที่กรุงย่างกุ้ง เพื่อขอให้ยุติการดำเนินการให้ พระธัมมชโยปาราชิก ตามมาด้วยพระสงฆ์ของพม่าได้ออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาลไทย เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2560 ที่เมืองมัณฑะเลย์ และเรียกร้องให้ตำรวจ ทหารถอนกำลังออกจากวัดพระธรรมกาย

24 กุมภาพันธ์ 2560 พระสงฆ์และฆราวาสในนามกลุ่มชาตินิยมพุทธ (มะบะธะ) ได้เดินทางไปที่สถานทูตไทยประจำกรุงย่างกุ้ง เรียกร้องให้รัฐบาลอย่าใช้ความรุนแรงและให้ยกเลิกมาตรา 44 กับวัดพระธรรมกายโดยไม่มีเงื่อนไข

แต่ไม่มีผลใดๆ การควานหาพระธัมมชโยบนพื้นที่กว่า 2 พันไร่ยังดำเนินต่อ สุดท้ายก็ไม่พบพระธัมมชโย จนต้องยุติการค้นหาเมื่อ 10 มีนาคม 2560 และมีคำสั่งยกเลิก มาตรา 44 ที่ควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกายในวันที่ 11 เมษายน 2560

* เงินทอนวัด-สะเทือนทั้งบาง

อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาที่มีการควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกาย ได้มีคำสั่ง เปลี่ยนแปลงตัวผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจาก นายพนม ศรศิลป์ มาเป็น พันตำรวจโทพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2560

หลังจากเรื่องของวัดพระธรรมกายผ่านพ้นไป โดยไม่สามารถจับพระธัมมชโยมาดำเนินคดีได้ เกิดเหตุการณ์ใหญ่สำหรับวงการพระพุทธศาสนาอีกกรณีหนึ่งนั่นคือการตรวจสอบคดีทุจริตเงินทอนวัด ซึ่งมีอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 2 คน คือ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ นายพนม ศรศิลป์ และรองผู้อำนวยการฯ อีก 1 คน นางสาวประนอม คงพิกุล เข้าไปเกี่ยวข้อง

ด้วยวิธีการที่ติดต่อกับทางวัดว่าทางสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ จะจัดสรรเงินเพื่อ ใช้ในการบูรณะวัด แต่จะต้องมีการคืนเงินจำนวนหนึ่งกลับมาที่เจ้าหน้าที่ ด้วยข้ออ้างว่า จะนำไปช่วยเหลือวัดอื่นๆ ที่ยังขาดแคลน อัตราการเรียกเงินคืนอยู่ที่ 80% ของงบที่ได้รับ

ขบวนการนี้มีการโอนเงินไปยังวัดต่างๆ ทั่วประเทศ วัดใหญ่ๆ อย่างวัดพนัญเชิง ที่อยุธยา ทำให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูล ความผิดบุคคลทั้ง 3

นับเป็นอีก 1 คดีประวัติศาสตร์ที่สาธารณชนไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีขบวน การทุจริตในรูปแบบนี้

ในระหว่างที่มีการตรวจสอบการทุจริตเงินทอนวัด ทำเอาพระเถระชั้นผู้ใหญ่ทั้งนอกและในมหาเถรสมาคมแสดงอาการไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน มีการกดดันการทำงานของพันตำรวจโทพงศ์พร ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธฯ คนใหม่อย่างเปิดเผย เรียกร้อง ให้มีการเปลี่ยนตัว หนึ่งในวัดใหญ่ที่ถูกตรวจสอบและปฏิเสธที่จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบนั่นคือ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จนในที่สุดรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลในเวลานั้นได้ โยกย้ายให้พงศ์พรไปเป็นผู้ตรวจราชการในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวนั้นมีฐานสนับสนุนวัดพระธรรมกายอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งขณะนั้นยังมีพระมหาอภิชาต ที่มีแนวคิดตอบโต้ทางศาสนากับเหตุการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ ฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทกับพงศ์พรอยู่ และเตรียมที่จะต้อนรับแบบจัดหนักให้ เท่ากับคำสั่งย้ายในครั้งนี้ไม่ต่างไปจากการส่งพงศ์พรลงไปในพื้นที่สังหาร

* เจ้าคณะหนฯ ออกคำสั่งเข้ม

แต่สุดท้ายรัฐบาลได้มีการย้ายพงศ์พรกลับมาที่เดิม พร้อมเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธฯ มาเป็นคนใหม่ และการดำเนินการตรวจสอบคดีทุจริตเงินทอนวัดยังคงดำเนินต่อไป สร้างความผิดหวังให้กับพระชั้นผู้ใหญ่ไม่น้อยที่ดีใจได้เพียงไม่นาน

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อมีการย้ายพงศ์พร กลับเข้ามานั่งเก้าอี้เดิมคือ เจ้าคณะหนใหญ่ทุกภาคต่างออกคำสั่งให้พระสงฆ์ สามเณร ปฏิบัติตนโดยยึดพระธรรมวินัยเป็นหลักและให้พระสังฆาธิการเป็นผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนเจ้าคณะกรุงเทพมหานครเพิ่มเติมเรื่องของการจัดระเบียบวัตถุมงคลเพิ่มเข้ามาอีก เป็นเหตุให้เจ้าคุณธงชัย พระดังเจ้าของยันต์เลสเตอร์ต้องหายไปจากวัดไตรมิตรฯ

นับเป็นอีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เรื่องพระ-เณร ที่ประพฤติผิดพระธรรมวินัย ถูกละเลยมานาน รวมไปถึงเรื่องราวของการปลุกเสกวัตถุมงคลต่าง ๆ ที่เป็นไปในเชิงพุทธพาณิชย์

* 8 เดือนฟื้น

ย้อนกลับไปที่วัดพระธรรมกายหลังจากที่ยกเลิกมาตรา 44 เมื่อ 11 เมษายน 2560 แม้ศรัทธาของลูกศิษย์จะหายไปบางส่วน แถมลูกศิษย์กระเป๋าหนักต้องคดีหลายคน ทำให้กระทบต่องานบุญของทางวัดอยู่ไม่น้อย แต่กิจกรรมบุญของวัดพระธรรมกาย ยังคงเดินหน้าต่อ พร้อมด้วยความพยายามในการสร้างความยอมรับในผู้นำใหม่อย่าง พระทัตตชีโว ให้ขึ้นมาแทนพระธัมมชโย ทุกกิจกรรมมุ่งไปที่การเชิดชูพระทัตตชีโวแทน ขนาดเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีได้แต่งตั้งพระครูสังฆรักษ์รังสฤษดิ์ อิทธิจินตโก มาเป็น เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย แต่กลับไม่ได้รับการโปรโมตจากทางวัด

แค่ระยะเวลาเพียง 8 เดือน หลังจากที่วัดพระธรรมกายไร้ผู้นำอย่างพระธัมมชโย แต่ถึงวันนี้กลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง หลายกิจกรรมบุญมีผลการตอบรับที่ดี แม้กระทั่ง ชาวพม่าที่มาทำงานในประเทศไทยยังมาจัดงานทำบุญครั้งใหญ่ที่วัดพระธรรมกายถึง 2 ครั้ง แต่ละครั้งมากกว่า 1 หมื่นคน

กิจกรรมที่สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมากในช่วงปลายปีของวัดพระธรรมกาย คือกิจกรรมปลูกต้นเบญจทรัพย์ (เบญจมาศ) 1 หมื่นต้น เริ่มต้นปลูก 1,000 ต้นแรกเมื่อ 3 พฤศจิกายนตรงกับวันลอยกระทง ที่เหลือปลูกในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 ในชุด 1 หมื่นต้นแรกนั้นกำหนดไว้ว่า ท่านที่ร่วมบุญจะทำคนเดียวหรือรวมกันเป็นกลุ่มเพื่อทำ 1 กองก็ได้ ร่วมบุญ 1 กอง จะได้สิทธิ์ปลูกต้นเบญจทรัพย์ 1 ต้น และติดป้ายชื่อไว้ที่เบญจทรัพย์ต้นนั้นและจะได้รับพระของขวัญพิเศษสุดเป็นรูปเหมือนพระมงคลเทพมุนี(สด จนฺทสโร) เนื้อโลหะ รุ่นเบญจทรัพย์ 1 องค์ การเข้าร่วมบุญกำหนดไว้ที่ต้นละ 1 หมื่นบาท เบ็ดเสร็จได้เงินเข้ากองทุน 100 ล้านบาท

เมื่อ 1 หมื่นต้นแรกประสบความสำเร็จทางวัดเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจมาร่วมกันปลูกให้ครบ 6 ล้านต้น พร้อมทั้งแจ้งว่าปลูกฟรี มีรถรับส่งไปยังแปลงปลูก 300 ไร่ ที่ตั้งชื่อว่าทุ่งสวรรค์ตะวันฉาย โดยมีป้าเช็งน้ำหมัก เป็นแม่งานในการปรับพื้นที่

การปลูกในช่วงเดือนธันวาคมนั้นคืบหน้าไปได้ไม่มาก เนื่องจากทางวัดได้จัดงานฉลอง อายุครบ 77 ปีให้กับพระทัตตชีโว พร้อมด้วยการสวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร 277.77 ล้านจบเมื่อ 21 ธันวาคม 2560 อีกทั้งทางวัดเพิ่งแจ้งว่าต้องปลูกให้ครบ 6 ล้านต้นภายในสิ้นปี 2560 จึงเหลือเวลาปลูกเพียงไม่กี่วัน และยังมีการเปลี่ยนแปลงการปลูกจากเดิมที่ต้องมาปลูกที่แปลง ปรับมา เป็น 4 ล้านต้นที่เหลือปลูกลงกระถางพร้อมทั้งเชิญชวนให้ร่วมบุญซื้อกระถาง เพื่อปลูกกระถางละ 2-3 ต้นไปพร้อมกัน

ทั้งหมดของโครงการใหญ่อย่างการปลูกต้นเบญจทรัพย์ 6 ล้านต้นนั้น ระบุว่าเพื่อนำไปใช้ในการโปรยบนทางเดินให้กับพระสงฆ์ที่จะเข้าร่วมพิธีเดินธุดงค์ นั่นคือการฟื้นกิจกรรมครั้งใหญ่ของทางวัดพระธรรมกายที่เคยสร้างความลือลั่นมาแล้วในอดีต ทั้งนี้ดอกเบญจมาศจะเริ่มออกดอกต้องใช้เวลาตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป ซึ่งจะตรงกับกิจกรรมเดินธุดงค์ที่ทางวัดเล็งไว้ในเดือนมีนาคม 2561

หากไม่ถูกทางการสั่งห้ามทำกิจกรรมดังกล่าว ย่อมเป็นการแสดงถึงสัญลักษณ์ของการ ฟื้นกลับมาของวัดพระธรรมกายครั้งใหม่ .

สอนให้คนไม่ทุจริต สอนในระดับมหาวิทยาลัย ยังได้หรือไม่ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2561

นพดล ปกรณ์นิมิตดี

ผู้ใหญ่ หรือคนที่วัยวุฒิมากขึ้นนิดหนึ่ง และทำงานทำการมีตำแหน่งหน้าที่ที่ดี คือแบบอย่าง หรือตัวอย่างที่ดีให้แก่เด็กหรือเยาวชน ซึ่งจะก้าวไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ที่ดี บุคลากรที่ดี ใหแก่สังคมไทยในวันข้างหน้า การทำให้ดูเป็นตัวอย่าง น่าจะเป็นการสอนที่ดีกว่าการไปบอกให้เขาทำ แต่ตัวเองกลับไม่ทำ ขอแสดงความเห็นเป็นการส่วนตัวว่า หลายเรื่องครูบาอาจารย์สอนเด็กหรือเยาวชนได้ แต่หลายเรื่องและเป็นจำนวนมากซะด้วย ครูบาอาจารย์กลับสอนเด็กหรือเยาวชนไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่อยากสอน

อันที่จริงแล้ว เอกสาร มคอ 3 รายละเอียดของรายวิชาที่คณาจารย์ผู้สอนในสถาบันอุดมศึกษา ต้องทำส่งก่อนเปิดภาคการศึกษา ในหมวดที่ 4 อันว่าด้วยการพัฒนาการเรียนรู้ของนักศึกษา มีข้อความให้ผู้สอนเติมในส่วนที่ว่า คุณธรรม จริยธรรมที่ต้องพัฒนาว่าในแต่ละวิชาผู้สอนมีหัวข้อการบรรยายอะไรที่ต้องการพัฒนาผู้เรียนในเรื่องคุณธรรม จริยธรรมในทุกวิชาเลยนะครับ จะวิทย์ จะศิลป์ จะวิทยาศาสตร์ หรือสายมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ก็มีให้ผู้บรรยายกรอกด้วยนะครับ ยกตัวอย่างเช่น วิชาหลักสำคัญของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแห่งหนึ่ง

คุณธรรม จริยธรรมที่ต้องพัฒนา

a) ตระหนักในคุณค่าและคุณธรรม จริยธรรม เสียสละ และซื่อสัตย์สุจริต

b) สามารถวิเคราะห์ผลกระทบจากการใช้คอมพิวเตอร์ต่อบุคคลองค์กรและสังคม

c) มีจรรยาบรรณทางวิชาการและวิชาชีพวิธีการสอน-บรรยายพร้อมยกตัวอย่างกรณีศึกษาเกี่ยวกับประเด็นทางจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยี

สารสนเทศ เช่น การใช้ web board การขายของผ่านอินเทอร์เน็ต โดยมีวัตถุประสงค์ไม่สุจริต หรือจากมิจฉาชีพ การป้องกันตัวเอง

คำถามก็คือ หากทุกรายวิชาที่เปิดทำการเรียนการสอนในสถาบันอุดมศึกษา บังคับทางอ้อมให้ผู้บรรยายสร้างความตระหนักหยั่งรู้ในเรื่องคุณค่าของคำว่า คุณธรรม จริยธรรม และคำที่สำคัญอีกคำคือ "ซื่อสัตย์สุจริต" ด้วย ก็ยังจะเป็นที่เชื่อมั่นได้หรือไม่ว่า เยาวชน หรือผู้ใหญ่ในอนาคตเหล่านี้ ก็ไม่น่าจะคิดคดทุจริตไม่ว่าจะทำงานในภาคเอกชน หรือภาครัฐ เพราะทุกรายวิชาต้องสอดแทรกเรื่องเหล่านี้ ให้เข้ากับเนื้อหารายวิชา

อีกคำถามต่อไป ก็คือแล้วมหาวิทยาลัยยังจำเป็นต้องเปิดรายวิชาเฉพาะ ว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต เป็นวิชาพิเศษอีกหรือครับ....?

จากคำถามที่แล้ว ต่อด้วยอีกคำถามว่าหากสอนให้นักศึกษารู้จักคำว่า ทุจริต คืออะไร ทุจริตในภาครัฐ กับภาคเอกชน ต่างกันอย่างไร คำถามนี้ก็นำไปสู่คำถามต่อไปว่า หากนักศึกษารู้แล้ว เขาก็ไม่ทุจริตเยาวชนเหล่านี้โตไปก็จะไม่โกงใช่หรือไม่

คำตอบนี้เชื่อได้ว่าผู้สอน หรือคณาจารย์จำนวนหนึ่งคงไม่สามารถยืนยันได้หรอกครับว่า ระบบการศึกษาในรั้วสถาบันอุดมศึกษา จะสามารถรักษาวินัย ในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต หรือไม่คดโกงให้กับนักศึกษา อันเนื่องจากการเรียนการสอนผู้เรียนมุ่งเน้นที่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา คือผลการเรียน หรือเกรด A or B ก็เสมือนคล้ายๆ สอนให้เขาทำอะไรต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน ครั้งหนึ่งเคยเจอเด็กคนหนึ่งต่อว่าอาจารย์ด้วยซ้ำว่าให้เกรด B หนู ทำให้เกรดหนูไม่ดีพิจารณาใหม่ด้วยนะคะ หนูจ่ายค่าเล่าเรียนมาเรียนนะคะ ในขณะที่ผู้สอนเอง ก็ถูกระบบประเมินผลการเรียนการสอน เสมือนทำโทษทางวินัยซ้ำอีก หากเด็กหรือนักศึกษาประเมินว่าการเรียนการสอนไม่ดี อาจารย์ผู้สอนดังกล่าวก็จะถูกมองจากฝ่ายวิชาการของสถาบันการศึกษานั้น ในเรื่องประสิทธิภาพการสอนทันที แม้จะมีนักศึกษาวิจารณ์ในทางไม่ดีเพียงน้อยนิด

การใช้ KPI หรือตัวชี้วัดความสำเร็จ ในหลายเรื่องที่ใช้ได้ดีในภาคธุรกิจเอกชน แน่นอนครับย่อมสามารถนำสิ่งดีๆ เหล่านั้นมาใช้สถานศึกษาได้ แต่ในเรื่องบางอย่าง เช่น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนิสัย หรือการปรับทัศนคติของผู้เรียน ระบบการเรียนการสอนในสถาบันอุดมศึกษา ที่ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า มุ่งเน้นที่เรื่องการถ่ายทอดความรู้จากคนสอนไปยังผู้เรียนเป็นหลักมาก่อน เด็กจบได้เกรดเฉลี่ยดี ได้งานทำ คือผลสำเร็จทางการศึกษาและผลสำเร็จของสถาบันการศึกษา การสอนเรื่องโกง เรื่องการทุจริต คนสอนบางคนอาจบอกว่าอยากให้ฉันสอน ฉันก็สอนไปในชั้นเรียน พูดหมดชั่วโมงก็เลิกรากันไป ก็จะนำไปสู่คำถามต่อไปว่า แล้วการศึกษาไทยจะได้ประโยชน์อันใดหรือครับ จากวิชาต่อต้านการทุจริต

หากเรายังเชื่อว่าการสอนเรื่องไม่โกง ยังคงสอนได้ในระดับมหาวิทยาลัยจริง คนสอนบางคนก็ต้องพร้อมเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของการไม่โกงให้นักศึกษาเห็นเป็นตัวอย่างด้วยนะครับ หากครูอาจารย์บางคนโกงซะเองแล้วจะไปสอนใครได้ละครับ ยกตัวอย่างเช่น การงดบรรยายในชั้นเรียนที่ตนรับผิดชอบ 3 อาทิตย์ติดต่อกัน เพื่อรับงานนอกงานพิเศษ คือการสอนนักศึกษาปริญญาโท โดยได้ค่าสอนพิเศษในอัตราเป็นชั่วโมง เช่นนี้เราจะเรียกว่าการทุจริตได้หรือไม่ครับ แม้ว่าจะกลับมาสอนชดเชยก็ยังเกิดข้อคำถามอยู่ดี

ประมวลกฎหมายอาญาได้ให้บทบัญญัติของนิยามคำว่า โดยทุจริต คือเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น โดยความเห็นส่วนตัวนิยามนี้คงใช้ได้เพียงกรณีคดีอาญาเท่านั้นละครับ แต่การทุจริตในเชิงนโยบาย การทุจริตซ่อนรูป หรือการทุจริตที่ใช้ประโยชน์จากช่องว่างของกฎหมายการทุจริต โดยเอาเปรียบเทียบนายจ้างแบบไม่ผิดกฎหมาย รูปแบบเหล่านี้มิอาจอยู่ในขอบเขตของคำว่าทุจริตในประมวลกฎหมายอาญาได้เลย

ท้ายที่สุดนี้ มิได้มีความเห็นคัดค้านการสอนวิชาการต่อต้านการทุจริตในมหาวิทยาลัยแต่ประการใด เพราะเท่าที่ฟังเหตุผลของการนำเสนอเรื่องนี้ เขาก็มีความจริงใจอย่างมากที่อยากให้สถาบันการศึกษามีส่วนร่วมในการสร้างการรับรู้ การตระหนักถึงหายนะอันเกิดจากการทุจริต คอร์รัปชัน ให้ระเบิดความรู้สึก การต่อต้านการไม่ยอมรับออกมา คือสิ่งที่ดีและถูกต้องอย่างมากครับ แต่การบรรยายหรือการสอนให้เขาทราบถึงภัยอันตรายจากการทุจริต อาจช่วยแก้ไขทัศนคติของบัณฑิตในอนาคตได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะอุดมศึกษาคือปลายทางของความฝัน โตไปไม่โกงครับ การสร้างนิสัยที่ดีตั้งแต่วัยเยาว์ ไม่ให้คิดเห็นแต่ประโยชน์ตัวเอง สอนความมีน้ำใจ เสียสละ ไม่คาดหวังอะไรจากสิ่งที่เราไม่ควรได้ ก็น่าเชื่อได้ว่าสังคมไทยน่าจะปราศจากการโกง การทุจริตได้ซักวันกระมังครับ.

งบซื้ออาวุธปี'60 ตอบโจทย์'กองทัพ-ประชาชน'? - มติชน ฉบับวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2561

นับตั้งแต่รัฐบาลทหารภายใต้ร่มเงา คณะรักษา ความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ งบประมาณเหล่าทัพเพิ่มขึ้นอย่างอู้ฟู่ จะเห็นได้ว่าปี'60 ที่ผ่านมา มีการช้อปปิ้งอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บอย่างมากมาย

เริ่มที่ "กองทัพบก" ได้ "รถถัง-แบล๊กฮอว์ก" โดยเป็นการจัดซื้อรถถัง VT-4 จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ระยะที่ 2 ปี'60 ที่มี "บิ๊กเจี๊ยบ" พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติจัดซื้อจำนวน 10 คัน วงเงิน 2,000 ล้านบาท ในวันที่ 4 เมษายน 2560 หลังจากจัดซื้อในระยะแรกจำนวน 28 คัน วงเงิน 4,985 ล้านบาท ในสมัย "บิ๊กหมู" พล.อ.ธีรชัย นาควานิช เป็น ผบ.ทบ. ยังคาดการณ์ ว่าจะจัดซื้อเพิ่มเติมอีก 11 คันให้ครบ 1 กองพัน (49 คัน) จะใช้งบประมาณอีกไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท

ต่อมาวันที่ 13 มิถุนายน ครม.ยังไฟเขียว โครงการจัดซื้อรถเกราะล้อยางรุ่น VN-1 จากประเทศจีน อีก 34 คัน มูลค่า 2,300 ล้านบาท เพื่อนำยานเกราะไปบรรจุไว้ที่กองทัพภาคที่ 3 ดูแลพื้นที่ภาคเหนือ

จากนั้นเขยิบมาที่อภิมหาโปรเจ็กต์ "เรือดำน้ำ" นับเป็นของขวัญก้อนโตของเหล่าราชนาวีไทย "กองทัพเรือ"วันที่ 18 เมษายน รัฐบาลอนุมัติโครงการจัดซื้อ เรือดำน้ำรุ่น Yuan Class S26T จากประเทศจีน จำนวน 1 ลำ มูลค่า 13,500 ล้านบาท ผ่อนจ่ายในระยะเวลา 7 ปี และมีความต้องการอีก 2 ลำ เพื่อให้ครบตามยุทธศาสตร์การรบ

ปิดท้ายที่ "ทัพฟ้า" ได้เครื่องบินไอพ่น วันที่ 11 กรกฎาคม โครงการจัดซื้อเครื่องบินฝึกขับไล่ไอพ่นความเร็วเหนือเสียงรุ่น T-50TH จากประเทศเกาหลีใต้ โครงการนี้เป็นการซื้อระยะที่สอง จำนวน 8 ลำ มูลค่า 8,889 ล้านบาท หลังจากที่ระยะแรกจัดซื้อจำนวน 4 ลำ มูลค่า 3,750 ล้านบาท ปี'58 โดยมีความต้องการทั้งหมด 16 ลำ ขณะที่ระยะที่ 3 จะมีการจัดซื้ออีก 4 ลำ ยังไม่มีกำหนดการจัดซื้อ

กระนั้น ตลอดปีที่ผ่านมา ทั้งสามเหล่าทัพ "บก เรือ อากาศ" ล้วนได้อาวุธมาเสริมแสนยานุภาพให้กองทัพ เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ และประชาชน ในมุมมองวิชาการของ ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) วิเคราะห์ถึงงบประมาณการจัดซื้ออาวุธยุโธปกรณ์อย่างน่าสนใจว่า ควรจัดซื้อ เพราะพื้นฐานอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย ทรงอานุภาพมีความจำเป็นต่อการป้องกันประเทศและปกป้องผลประโยชน์ชาติ

จากนั้น "ดุลยภาค" ได้ขยายความให้ฟังว่า ผลของการจัดซื้ออาวุธนำไปสู่การเพิ่มพูนสมรรถนะทางการทหารของกองทัพไทยได้คุ้มค่ากับงบประมาณที่ทุ่มเทลงไปหรือเปล่า เพราะการจัดซื้อย่อมเชื่อมโยงกับการซ่อมบำรุงระยะยาวและทักษะความชำนาญของกำลังพลในการใช้อาวุธในภาคสนามจริง โดยกองทัพมักให้เหตุผลว่าการมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยย่อมส่งผลดีต่อการป้องปรามข้าศึก พูดง่ายๆ คือ การครอบครองอาวุธที่ทรงอานุภาพสามารถหลีกเลี่ยงสงครามได้ เพราะจะทำให้ข้าศึกไม่กล้าโจมตีเราก่อน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนและการรักษาอธิปไตย

"ดุลยภาค" ยังกล่าวอีกว่า เมื่อรัฐใดรัฐหนึ่งตัดสินใจซื้ออาวุธจำนวนมาก จะทำให้รัฐรอบข้างเห็นความจำเป็นที่จะต้องสะสมยุทโธปกรณ์ขึ้นมาบ้าง เพื่อถ่วงดุลเพื่อนบ้าน วัฏจักรแบบนี้จะทำให้ไม่เกิดการผลีผลามในการบุกโจมตีกันก่อน แต่จะทำให้รัฐต่างๆ หันมาจัดซื้ออาวุธเพิ่ม เพื่อประกันความมั่นคงปลอดภัยระยะยาว วิธีคิดของกองทัพไทยเอง คงหนีไม่พ้นเรื่อง "Security Dilemma" อันเป็น "Snowball Effect" ที่กระทบจากพฤติกรรมของกองทัพเพื่อนบ้าน แม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจทางการเมืองโลก ในทางกลับกัน การจัดซื้ออาวุธของกองทัพไทยในแต่ละครั้ง ย่อมส่งผลกระทบต่อการจัดซื้ออาวุธของเพื่อนบ้านด้วย

"ผมคิดว่าการจัดซื้ออาวุธย่อมผูกติดกับอำนาจกำลังรบ และความอยู่รอดของรัฐ อันมีผลต่อความปลอดภัยของประชาชน เพียงแต่ว่า ประชาชนคือแหล่งที่มาของรายได้ทั้งหมดในการจัดซื้ออาวุธให้กองทัพ แต่กระบวนการจัดซื้อของกองทัพต้องควรโปร่งใส ตรวจสอบได้ ว่าแหล่งจัดซื้ออาวุธ เช่น ตลาดจากสหรัฐ ยุโรป จีน รัสเซีย ย่อมสัมพันธ์ในบางระดับกับความรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับคุณภาพอาวุธ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจและฐานะการเงินของประเทศ ตลอดจนระบอบการเมืองการปกครองในช่วงเวลานั้น" ดุลยภาคกล่าว และว่า สรุปงบประมาณปี'60 ของกองทัพไทย หากพิจารณาที่กระบวนการจัดซื้อ พิจารณาในแง่กำลังเศรษฐกิจของประเทศ หรือระบอบการปกครองแบบอำนาจนิยมทหาร ก็ไม่แปลกที่จะถูกตั้งคำถามจากประชาชน

แต่การทุ่มงบประมาณซื้ออาวุธของกองทัพจะสะท้อนนัยยะอะไรได้บ้าง กับสภาวะเศรษฐกิจช่วงนี้ "นักวิชาการ" ตอบว่า หากมองผ่านแนวคิดเศรษฐศาสตร์เชิงสถาบัน งบประมาณจำนวนมากจะส่งผลให้กองทัพถูกทำให้เป็นสถาบันการเมืองที่ทรงพลังขึ้น ในการผูกขาดภารกิจบริหารความมั่นคงผ่านยุทธศาสตร์ชาติในอนาคต และทำให้งานความมั่นคงโดดเด่นขึ้นเหนือกลุ่มงาน ประเภทอื่นๆ ในโครงสร้างรัฐ ทั้งยังส่งผลดีต่อการสะสมฐานอำนาจของชนชั้นนำทหารบางกลุ่ม แต่ในระยะยาวแล้ว เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศขึ้นมาจริงๆ และอาวุธที่จัดซื้อมาไม่สามารถแสดงสมรรถนะการรบได้คุ้มค่ากับงบประมาณที่เสียไป และหากรัฐไทยต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจแบบหนักหน่วงขึ้นมาจริงๆ จนขาดประสิทธิภาพในการบริการสาธารณะ ย่อมสร้างความคับข้องใจในหมู่ประชาชน พร้อมส่งผลเสียต่อ ภาพลักษณ์กองทัพหรือแม้กระทั่งความทนทานของระบอบการเมือง

เมื่อเคลียร์ชัดกระจ่างถึงการวิเคราะห์งบประมาณการซื้ออาวุธแล้ว ขอเขยิบมาคุยกันที่การตอบโจทย์มิติความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ประเด็นนี้ "ดุลยภาค" มองว่า คิดว่าตอบโจทย์ โดยจะขอแบ่งประเด็นวิเคราะห์ออกเป็นสองส่วน

1.การทำสงครามตามแบบ (Conventional

Warfare)เพื่อปกป้องผลประโยชน์หรือทรัพยากรชาติ เช่น ข้อพิพาทเขตแดนทั้งทางบกและทะเล ที่สามารถเกิดขึ้นได้ ในวงรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา เช่น ความขัดแย้ง ระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพเมียนมา, กองทัพไทยกับกองทัพกัมพูชา โดยผลสงครามทำให้กองทัพเพื่อนบ้านระดมจัดซื้อยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยเพื่อเพิ่มอำนาจการรบภาคพื้นดิน รวมถึงนาวิกานุภาพและเวหานุภาพ ซึ่งผลที่ตามมาก็กระตุ้นให้กองทัพไทยหันมาพิจารณาเรื่องการเพิ่มงบประมาณทหารเพื่อป้องกันความขัดแย้งกระทบกระทั่งกับเพื่อนบ้านในอนาคตเช่นกัน

2.ในอนาคต ภูมิภาคอาเซียนย่อมเผชิญกับโจทย์ความมั่นคงใหม่ๆ เช่น ยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหม ทางบกทางทะเลของจีน แม้ว่าจะเน้นเศรษฐกิจการค้า แต่ก็สัมพันธ์กับการพัฒนากองทัพของรัฐต่างๆ ในอาเซียน เช่น การใช้กองเรือที่ทันสมัยในการคุ้มครองเรือสินค้าชาติต่างๆ ในเขตทะเลอันดามัน ทะเลจีนใต้ หรือช่องแคบมะละกา ตลอดจนใช้ในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ และพลังงานที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงมนุษย์ระยะยาว หรือการใช้เครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์ทันสมัยในการช่วยเหลือบรรเทาภัยพิบัติทั้งในลักษณะที่เกิดขึ้นภายในรัฐหนึ่งๆ หรือในลักษณะที่สร้างภารกิจร่วมมือกับเพื่อนบ้านเป็นกรณีๆ ไป

"ผมคิดว่ากองทัพไทยนิยามความมั่นคงใหม่มาได้ซักระยะหนึ่งแล้ว แต่เป็นในลักษณะของการแบ่งความมั่นคงออกเป็นความมั่นคงแบบเก่า (Traditional Security) เช่น ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนและการทำสงครามกับรัฐคู่ปรปักษ์โดยตรง กับความมั่นคงรูปแบบใหม่ (NonTraditional Security) เช่น การป้องกันแรงงานอพยพผิดกฎหมาย ภัยพิบัติธรรมชาติ การก่อการร้าย ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกี่ยวพันกับกรอบคิดการจัดการความมั่นคงทั้งในยุคสงครามเย็นและยุคหลังสงครามเย็น"

ในเมื่อกองทัพเริ่มนิยามความมั่นคงรูปแบบใหม่ แล้วความแน่ชัดในการบริหารจัดการเป็นอย่างไร เพราะดูเหมือนการปฏิบัติ วิธีคิดยังเหมือนว่าติดรูปแบบเก่าอยู่ "ดุลยภาค" อธิบายว่า แนวทางจัดการบริหารความมั่นคงของกองทัพไทยก็มีการถกเถียงกันทั้งเรื่องการปรับลดกำลังพลให้คล่องแคล่วกะทัดรัด รบได้หลากหลายรูปแบบ หรือการลดการพึ่งพาตลาดอาวุธต่างประเทศผ่านการสนับสนุนหน่วยวิจัยทหารและสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เพียงแต่แนวโน้มการพัฒนาเหล่านี้ยังคงเป็นไปอย่างล่าช้า และไม่มีการพูดถึงกันมากนัก ในสังคม

เมื่ออธิบายจบ "นักวิชาการ" ได้แนะนำกองทัพว่า สิ่งที่กองทัพไทยยังขาดและจำเป็นต้องเรียนรู้ใหม่ คือ การจัดการปกครองภาคความมั่นคง หรือ SSG-Security Sector Governance ซึ่งพยายามนำหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) เข้ามาเชื่อมโยงปรับปรุงงานบริหารความมั่นคง 1.ทำอย่างไรที่จะให้กระบวนการจัดซื้ออาวุธของกองทัพมีลักษณะโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความชอบธรรมในสายตาประชาชน

2.ทำอย่างไรที่จะให้เรื่องการจัดซื้ออาวุธที่ถูกมองว่าเป็นความลับของชาติ มีการเปิดเผยข้อมูลในบางประเด็นเพื่อให้การจัดซื้ออาวุธได้รับการยอมรับจากประชาชนมากขึ้น 3.ทำอย่างไรที่จะให้ทหารกลายเป็นทหารอาชีพจริงๆ ที่ทุ่มเททรัพยากรประจำหน่วยเพื่อใช้ในภารกิจป้องกันประเทศเพียงอย่างเดียว มากกว่าที่จะแบ่งกำลังไปใช้ในงานการเมืองหรือเพื่อปกครองประเทศระยะยาว และ 4.ทำอย่างไรที่จะให้กองทัพสามารถทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ ในการทำความเข้าใจหรือบริหารภาคความมั่นคงที่มีประสิทธิภาพขึ้น ซึ่งมีหลายเรื่องที่อยู่นอกเหนือจาก องค์ความรู้ที่ทหารเคยคุ้นชิน เอาเข้าจริงแล้ว กองทัพอาเซียน เช่น ไทย เมียนมา กัมพูชา อินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์ ล้วนแต่เผชิญปัญหาเรื่อง SSG กันทั้งสิ้น

"แต่ผมคิดว่ากองทัพสิงคโปร์เริ่มประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ เพราะกระบวนการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต้องผ่านเกณฑ์การประเมินตรวจสอบในระบบคอมพิวเตอร์ และมีการคำนวณความคุ้มค่าของงบประมาณผ่านตัวแปรจำนวนมากเพื่อสร้างความเที่ยงตรงแม่นยำให้กับการจัดซื้อ พร้อมมีการวางแนวทางบำรุงรักษาและประเมินสมรรถนะอาวุธหลังช่วงจัดซื้ออย่างเป็นระบบสืบเนื่อง จนทำให้สิงคโปร์ที่แม้จะมีกองทัพที่จัดซื้อยุทโธปกรณ์มากเป็นอันดับต้นๆ ของอาเซียน หากแต่ก็ไม่มีปัญหามากนักในเรื่องความโปร่งใส ประสิทธิภาพของอาวุธ หรือการตั้งคำถามจากประชาชน" นักวิชาการระบุปิดท้าย

คอลัมน์ ขยายปมร้อน: ปฏิรูปดีเอสไอ ยกระดับ'คดีพิเศษ' - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2561

ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย

หน่วยงานในกระทรวงยุติธรรม หน่วยงานเริ่มถูกเขย่ามากขึ้น เมื่อ "พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง" เข้ามานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการ ...ก็รัฐบาลนี้ชูธงในเรื่องการปฏิรูปมาโดยตลอด

ล่าสุด "ประจิน" ขีดเส้นให้ดีเอสไอจัดทำแผนปฏิรูปตัวเองส่งมาภายใน 25 มกราคม 2561 ประเด็นสำคัญคือ ต้องมีโมเดลแก้ปัญหาการทำงานทับซ้อนกันระหว่างดีเอสไอกับตำรวจ

ทั้งนี้ "ดีเอสไอ" ก่อตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นหน่วยสอบสวนคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และคดีอาญาที่มีความสลับซับซ้อน โดยตรวจสอบถ่วงดุลคู่ขนานไปกับงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

แต่ในยุคบุกเบิก ดีเอสไอถูกมองเป็นสาขาย่อยของตำรวจ เพราะมีตำรวจโอนย้ายมาสังกัด 200 คน แม้จะอยู่ในเกณฑ์สัดส่วนไม่เกิน 1 ใน 3 ของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอทั้งหมด แต่ "อดีตตำรวจ" เข้ามาเกาะกุมตำแหน่งสำคัญ คุมงานสอบสวนในหลายสำนักคดี เพราะเป็นคนกลุ่มเดียวที่มีประสบการณ์ด้านการสอบสวน

ภาพลักษณ์ของดีเอสไอจึงสลัดหนีไม่พ้นจากสีกากี และยังถูกลากโยงเข้าไปเป็นเครื่องมือจัดการกับความขัดแย้งทางการเมือง เล่นงานฝ่ายตรงข้ามกับขั้วอำนาจอย่างเลี่ยงไม่ได้ เรียกได้ว่าดีเอสไอผ่านจุดที่เคยเป็นความหวังของประชาชน มาสู่ยุคตกต่ำ มีเสียงเรียกร้องให้ยุบกรมทิ้ง จนต้องปฏิรูปองค์กรครั้งใหญ่เพื่อฟื้นคืนความเชื่อมั่น

หลายจุดเปลี่ยนผ่าน มีความพยายามเข้ามาปรับโครงสร้างและรูปแบบการทำงานให้ดีเอสไอเป็นหน่วยสหวิชาชีพ ภายในสำนักคดีมีทั้งพลเรือน ทหาร ตำรวจ แม้แต่ตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ ก็สลับหมุนเวียนระหว่างตำรวจ ผู้พิพากษา อัยการ และข้าราชการพลเรือน ส่วนการรับคดีในระยะหลังแทบไม่เข้าไปแตะคดีการเมือง การประชุมรับคดีนอกบัญชีแนบท้ายกฎหมายแทบจะไม่มีให้เห็น จนเหลือการประชุมคณะกรรรมการคดีพิเศษเพียงปีละครั้งเพื่อให้ดีเอสไอสอบสวนเฉพาะคดีในกรอบอำนาจของตัวเอง

แต่ก็ยังไม่วาย เกิดปัญหางานคดีซ้ำซ้อนกับตำรวจ รวมไปถึงการเข้าไปช่วยประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในชั้นสอบสวน ให้มีโอกาสเข้าถึงพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อนำไปใช้ในการต่อสู้คดี จึงจำเป็นต้องปฏิรูปเพื่อให้ดีเอสไอรับสอบสวนเฉพาะคดีใหญ่จริงๆ

คำถามคือ แล้วดีเอสไอในยุคปฏิรูป ธงคำตอบในใจคสช. ต้องการเปลี่ยนผ่านดีเอสไอไปสู่จุดใด... ยุบทิ้งแล้วโอนคืนงานสอบสวนให้กลับไปอยู่กับตำรวจทั้งหมด...

หรือถ่ายโอนงานสอบสวนไปขึ้นตรงต่ออัยการซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์เรื่องการถ่วงดุล เพราะการสอบสวนของดีเอสไอมีอัยการร่วมสอบสวนตั้งแต่เริ่มต้นเปิดคดีอยู่แล้ว...ครั้นจะยกระดับเป็นสำนักการสอบสวนแห่งชาติก็คงดันไปไม่ไหว เพราะดูท่าตำรวจคงไม่ปล่อยให้งานสอบสวนหลุดจากอกเป็นแน่

สำหรับปัญหาการทำงานทับซ้อนกันระหว่างดีเอสไอกับตำรวจนั้น ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา 35 ประเภทคดีที่กำหนดไว้ตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ มีปัญหายุ่งยากในการตีความจริงๆ และเมื่อทุกคดีต้องใช้ดุลพินิจ ทำให้ตำรวจเลือกที่จะส่งสำนวนมาให้ดีเอสไอทำ เพราะไม่มั่นใจว่าจะเข้าลักษณะ "คดีพิเศษ" เช่น คดีที่มีความซับซ้อน ที่ดีเอสไอต้องทำคดีหรือไม่ คดีบางสำนวนความเสียหายเพียงหลักหมื่นบาท แต่อยู่ใน 35 ประเภทคดี ก็ส่งมาให้ดีเอสไอ ส่วนนี้เองที่ทำให้ดีเอสไอต้องรับทำคดี "ขี้หมูรา ขี้หมาแห้ง"

มาถึงจุดนี้มีความเป็นไปได้สูงที่ดีเอสไอจะนำวงเงินความเสียหายและจำนวนผู้เสียหายเข้ามาจำกัดความเป็น "คดีพิเศษ" มากขึ้น และอาจเพิ่มระดับความเสียหายและจำนวนผู้เสียหายให้สูงขึ้นจากเดิม เช่น แชร์ลูกโซ่ของเดิมกำหนดความเสียหายไว้ 20 ล้านบาท ผู้เสียหาย 50 คน อาจจะปรับเป็น 100 ล้านบาท ผู้เสียหายตั้งแต่ 200 คนขึ้นไป, คดีทรัพย์สินทางปัญญาที่เคยกำหนดให้รับสอบสวนเฉพาะผู้ผลิตและผู้นำเข้ารายใหญ่ก็อาจจะกำหนดด้วยวงเงิน 100 ล้านบาท เช่นกัน

สำหรับคดีความเสียหายน้อยแต่มี "ผู้ทรงอิทธิพล" เข้าไปเกี่ยวข้อง อาจอุดช่องว่างด้วยการเสนอคดีเข้าสู่คณะกรรมการพิจารณารับสอบสวนคดีพิเศษ หรือบอร์ดชุดเล็ก ซึ่งอาจมีผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย เพื่อร่วมกันพิจารณาว่าจะรับคดีนั้นเป็น "คดีพิเศษ" หรือไม่

ก่อนหน้านี้ พล.อ.อ.ประจิน พูดไว้ชัดหลังมอบนโยบายการทำงานให้ดีเอสไอว่า จากนี้ไปบริบทการดำเนินงานของดีเอสไอต้องปรับเปลี่ยนปฏิรูปองค์กร และหลังจากนี้การบริหารคดีของดีเอสไอจะต้องใช้หลัก KPI มาจับเพื่อดูว่าการทำคดีของดีเอสไอคุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้ไปหรือไม่

อย่างไรก็ตามไม่ว่าทิศทางการปฏิรูปดีเอสไอของ "ทางการเมือง" จะออกมาในรูปแบบใด แต่ตอนนี้ผู้บริหาร "ดีเอสไอ" เอง ไม่รอช้า เตรียมปรับเปลี่ยนไปก่อนเลย คือ มิติใหม่ในการดำเนินคดีของดีเอสไอในปี 2561 ด้วยการนำกฎหมายฟอกเงินเข้าไปดำเนินการกับอาชญากรรมที่มุ่งหวังต่อทรัพย์สินทุกรูปแบบ เช่น คดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประเภทบุกรุกป่าเขาชายหาด โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวแล้วนำไปทุจริตออกเอกสารสิทธิซึ่งมีมูลค่าเป็นหมื่นล้านบาท, คดีหลบเลี่ยงภาษีจากการนำเข้ารถยนต์หรู ระดับซูเปอร์คาร์

ชิงปฏิรูปตัวเองเสียก่อน คือ ทางรอดที่ดีที่สุด

รายงาน: รื้อแฟ้มทำงาน ป.ป.ช.ยุค"บิ๊กกุ้ย" ภารกิจหลักคุ้มกบาลพวกพ้อง เก่งแต่เป่าหัวปลาซิวปลาสร้อย - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561

เอาซะชัดเจนกันไปส่งท้ายปี! สำหรับกรณีที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ปรับแก้ไขเนื้อหาฉบับที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ของ "มีชัย ฤชุพันธุ์" ที่เดิมให้ "รีเซต" กรรมการ ป.ป.ช. ที่มีคุณสมบัติขัดต่อรัฐธรรมนูญ ด้วยการยกเว้นบทบัญญัติ บางข้อ เพื่อต่ออายุให้กรรมการ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันที่มี "บิ๊กกุ้ย" พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ เป็นประธาน

ที่ว่า ชัดยิ่งกว่าชัดคือ เนื้อหาของกมธ.วิสามัญเพื่อพิจารณาร่าง "พ.ร.ป. ว่าด้วย ป.ป.ช." ที่กล้าหักเนื้อหาเดิมของ "กรธ." คือ การบัญญัติว่า "ให้ประธานกรรมการ ป.ป.ช. และกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไป จนกว่าจะครบวาระตามที่กำหนดใน พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 หรือพ้นจากตำแหน่งตาม มาตรา 19 เว้นแต่กรณี ตามมาตรา 19 (3) ในส่วนที่เกี่ยวกับการขาดคุณสมบัติตามมาตรา 9 และลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 11 (1) และ 18 มิให้นำมาใช้บังคับ"

อันเป็นการกำหนดให้ ประธาน ป.ป.ช. และกรรมการ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน ยังสามารถดำรงตำแหน่งต่อไป จนกว่าจะครบวาระตามกฎหมาย ซึ่งมันเป็นการเจาะจงยกเว้นเนื้อหาเพื่อเอื้อให้โดยเฉพาะ เพราะลักษณะต้องห้าม ที่มีการยกเว้น 2 วงเล็บ คือ (1) ในมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญคือ การยกเว้นคุณสมบัติเรื่องเป็นหรือเคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือกรรมการองค์กรอิสระมาก่อน ส่วน (18) คือ เป็นหรือเคยเป็น ส.ส. ส.ว. ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นในระยะสิบปีก่อนเข้ารับการสรรหา

2 วงเล็บนี้ ในส่วนของการเป็นข้าราชการเมือง ถือเป็นการยกเว้นให้แก่ "บิ๊กกุ้ย" โดยเฉพาะ เพราะก่อนจะมาเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการ ป.ป.ช. เคยดำรงตำแหน่งเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ของ "บิ๊กป้อม" พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ซึ่งเป็นคนเดียวจากกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งหมด 9 คน ที่เคยเป็นอดีตข้าราชการการเมืองมายังไม่พ้น 5 ปี

ยิ่งไปกว่านั้น ยังไปขัดวรรคท้าย มาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุชัดว่า "การตรากฎหมายนั้น ต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีหนึ่งกรณีใด หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ..." อีกด้วย

ส่วนเรื่องการเป็นกรรมการในองค์กรอิสระมาก่อน มีคนเดียวเช่นกัน คือ นายวิทยา อาคมพิทักษ์ ซึ่งก่อนเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการ ป.ป.ช. เคยเป็นคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) มาก่อน

โดย "วิทยา" รายนี้ แม้จะเป็นลูกหม้อ ป.ป.ช. มาก่อน ก่อนจะหันเหไปเป็น คตง. แต่เหตุที่หนังเหนียว ยังอยู่ได้ น่าจะเป็นเพราะเขาคือ คนสนิทของ "กล้านรงค์ จันทิก" อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ที่มีความสนิทสนมกับ "บิ๊กป้อม" ตามไลน์ "เซนต์คาเบรียลคอนเนกชัน"

ขณะที่ในรายอื่นๆ อีก 5 คน ที่เดิมต้องสิ้นสภาพไปด้วยนั้น ไม่ว่าจะเป็นนายปรีชา เลิศกมลมาศ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง นายณรงค์ รัฐอมฤต น.ส.สุภา ปิยะจิตติ พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์

พวกนี้ถือว่า ได้อานิสงส์ของ "บิ๊กกุ้ย" ที่หากจะให้อยู่ต่อต้องอยู่กันหมด เว้นใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ จึงได้ลากกันยาวๆ

ถือเป็นความอาจหาญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านกลไก สนช. ที่ลงมือต่ออายุกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ เพราะมันเป็นการกระทำที่อุกอาจ ชนิดที่ถ้าเป็นรัฐบาลเลือกตั้งเป็นคนทำ รับรองว่า อาจอยู่ไม่ได้ เพราะมันเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมที่โจ๋งครึ่มที่สุด ครั้งหนึ่ง

เป็นปฏิบัติการ "มาตุฆาต" หรือ ลูกฆ่าแม่ ด้วยการใช้ "พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช." ที่มีศักดิ์เป็น "กฎหมายลูก" มาลบล้างเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่เป็น "กฎหมายแม่"

ข้ออ้างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ระบุว่า เพื่อการทำงานที่ต่อเนื่องจึงไม่รีเซต เป็นเหมือนการ "แถ" ชนิดที่นักเลือกตั้งยังอาย เพราะถ้าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ ไม่ได้มาจากการทำคลอดของ สนช. ชุดปัจจุบัน ไม่ใช่คนที่ คสช. ผลักดันเข้าไปนั่ง ป่านนี้กระเด็นตกเก้าอี้ กันหมดแล้ว

ดูกรณีของการ "เซตซีโร" คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ดีที่สุด 5 เสือชุดนี้ที่มี "ศุภชัย สมเจริญ" เป็นประธาน ไม่ได้มาจากการสรรหาในยุคนี้ และไม่ใช่ประเภทที่ คสช. จะคอนโทรลได้แบบ 100%, มันจึงเป็นเหตุให้มีการล้างบางออกให้หมด

ในขณะเดียวกัน ว่าที่ 7 กกต. ชุดใหม่ ที่ไม่รวมโควตาจากศาลฎีกา พบว่า ส่วนใหญ่ 5 คนนั้น เป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบิ๊กทหารทั้งนั้น โดยเฉพาะในราย "ประชา เตรัตน์" อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ที่เคยเป็นหน้าห้องให้แก่ "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย

การไม่รีเซตกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยการย่ำยีรัฐธรรมนูญ ไม่มีวัตถุประสงค์อื่น นอกจากการต้องการให้คนของตัวเองอยู่ในองค์กรสำคัญที่ชี้เป็นชี้ตายฝ่ายบริหารบ้านเมืองได้ต่อ เพราะในภายภาคหน้า จะมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการคอนโทรลคดีความต่างๆ ของนักการเมือง

โดยมีการอ้างในชั้นกรรมาธิการ สนช. ว่า ที่ต้องปล่อยผี ป.ป.ช.ชุดนี้ ด้วยว่ากำลัง "ทำงานเข้าฝัก"

เหนือสิ่งอื่นใดกับการให้ "บิ๊กกุ้ย" อยู่ต่อคือ คอยเป็น "องครักษ์" ให้แก่ขุนทหาร คสช. หลังลงจากอำนาจไปแล้ว เพราะสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นแน่ๆ หลังจากลงหลังเสือ คือ บรรดานักการเมืองที่คอยจ้องจะเช็กบิลนายทหาร เพื่อเป็นการเอาคืน ซึ่งใน คสช.เอง พวกที่มีแผลเต็มตัวจำนวนไม่น้อย หากปล่อยให้ ป.ป.ช. อยู่ในมือคนอื่น ก็ไม่มีใครรับประกันความปลอดภัยได้

เรื่องที่จะมาอ้างว่า เพราะกรรมการป.ป.ช. ชุด "บิ๊กกุ้ย" มีผลงาน "เข้าฝัก" ก็ดูจะสวนทางจากความเป็นจริง เพราะในปีแรกๆ ประธานป้ายแดงระบุว่า จะสางคดีเก่าๆ ที่คั่งค้างให้ได้ปีละ 500 คดี แต่ปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันว่า ถึง หรือไม่

มีแต่ตัวเลขที่ระบุว่า ด้านปราบปรามการทุจริต ปีงบประมาณ 2560 ทำเสร็จ 4,338 คดี ขณะที่ปีงบประมาณ 2559 ทำเสร็จ 2,949 คดี ด้านตรวจสอบทรัพย์สินปีงบประมาณ 2560 สามารถชี้มูล และร้องต่อศาลให้ริบทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 853 ล้านบาท ขณะที่ปีงบประมาณ 2559 จำนวน 186.6 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวไม่ระบุแน่ชัดว่า เฉพาะปีเดียวหรือไม่ หรือนำคดีเก่าๆ มารวมไว้หมดแล้ว ?

แต่อย่างไรก็ดี ต่อให้ทำตรงตามเป้า แต่บรรดาคดีเหล่านี้ก็เป็นคดีปลาซิวปลาสร้อยแทบทั้งสิ้น คดีบิ๊กๆ ในปี 2560 ที่ผ่านมาแทบไม่ปรากฏ มีที่เรียกเสียงฮือฮามาได้บ้างคือ การฟันอดีตผู้บริหารสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ทั้ง นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ นายพนม ศรศิลป์ และ น.ส.ประนอม คงพิกุล กรณีทุจริตเงินทอนวัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา เท่านั้น

ในส่วนคดีนักการเมืองแทบไม่เห็นเลย โดยเฉพาะคดีที่มีการร้องบุคคลใน คสช. หรือแม่น้ำ 5 สาย ทั้งกรณี นางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภรรยา "บิ๊กติ๊ก" พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม และน้องชาย "บิ๊กตู่" ที่มีการใช้ทรัพยากรของทางราชการไปสร้างฝายที่ จ.เชียงใหม่ พร้อมกับตั้งชื่อตัวเอง ซึ่งเป็นงานส่วนตัว

กรณีร่ำรวยผิดปกติของ "บิ๊กป๊อด" พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ "นายเก่า" ของ "บิ๊กกุ้ย" ซึ่งถูกร้องเรียนว่า ร่วมกันเป็นเจ้าของคอกม้า "รุ่งโรจน์ รุ่งพัชร" ตั้งอยู่ที่หุบเขาแก่งคอย มูลค่าร้อยล้านบาท กับ พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ อดีต ผช.ผบ.ตร. โดยไม่ได้มีการแจ้งเอาไว้ต่อ ป.ป.ช. ร้องกันมาตั้งแต่ปี 2553 แต่คดีความยังเงียบเชียบ

นอกจากนี้ ยังมีคดีนาฬิกาหรูของ "บิ๊กป้อม" ที่เพิ่งเริ่มตั้งไข่ ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่า จะออกมาอย่างไร หลังมีคนขุดนาฬิกาที่พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ เคยสวมใส่ออกมาเรื่อยๆ กว่า 10 เรือนแล้ว ที่เริ่มมีการหวาดระแวงกันว่า จะมีขบวนการฟอกดำให้เป็นขาวหรือไม่

เรียกว่า ถ้าไม่มีคดีผู้บริหารท้องถิ่นมาให้ป.ป.ช.ฟันเพื่อปั่นตัวเลขผลงาน คงต้องบอกว่า ในยุคของ "บิ๊กกุ้ย" นี้ยังไม่เห็นอะไรที่เป็นกิจจะลักษณะเลย

ทว่า "ผู้มีอำนาจ" กลับกล้าเหยียบรัฐธรรมนูญ ย่ำเสียงประชามติ ให้ได้ไปต่อหน้าตาเฉย

และน่าจะเป็นชนวนสำคัญที่อาจส่งผลให้ "องคาพยพ คสช." ต้องพังพาบไปทั้งกระบิ ก็เป็นได้.

คอลัมน์ เฉลิมชัย ยอดมาลัย: ข้าราชการไม่รับของขวัญแล้วต้องไม่รับเงินใต้โต๊ะด้วย - แนวหน้า ฉบับวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2560

คุณเคยให้ของขวัญปีใหม่กับใครบ้างคนด้วยความไม่เต็มใจ หรือไม่ โดยเฉพาะคนที่ถูกเรียกว่าเป็นผู้น้อยซึ่งต้องพยายามหาของขวัญของกำนัลชิ้นพิเศษมีราคาสูงๆ ให้กับผู้ใหญ่ แต่ทว่าผู้ใหญ่ที่พูดถึงนั้นเป็นคนที่เราไม่ได้เคารพ ไม่ได้นับถือด้วยความจริงใจ แต่จำเป็นต้องให้ของขวัญของกำนัล เพราะมีแรงบีบหรือแรงบังคับที่มีผลต่อชีวิตและความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานของเรา

คนที่ต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้มาก่อนคงอึดอัดมากจนบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ยาก แต่ก็จำต้องกระทำต่อๆ กัน มาเป็นระยะเวลาช้านาน เพราะหากไม่ให้ของขวัญที่มีราคา ค่างวดมากๆ กับผู้ใหญ่ที่เราไม่เคารพแล้ว ชีวิตของคนบางคน อาจจะตกอับ ไม่ได้รับการเลื่อนชั้น เลื่อนตำแหน่ง

แต่ดูจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีพอสมควร เพราะในระยะนี้ มีข่าวออกมาเสมอๆ ว่าได้มีความพยายามสร้างวัฒนธรรมใหม่ ในสังคมไทยด้วยการไม่ให้ของขวัญราคาแพงๆ กับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในหน่วยราชการ และรวมถึงผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานเอกชน

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าวัฒนธรรมใหม่ที่คนไทยกำลังพยายาม ร่วมกันสร้างนี้จะกลายเป็นวัฒนธรรมประจำชาติในอนาคต และหวังว่าจะไม่กลายเป็นกระแสไฟไหม้ฟางเหมือนกับการที่ นักการเมืองระดับนายกรัฐมนตรีหลายต่อหลายรายพยายามออกมาสร้างกระแสต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันด้วยการประกาศ ในงานพิธีการ เสร็จแล้วก็ถ่ายรูป แต่หลังจากนั้นการ ทุจริตคอร์รัปชันก็ยังคงแพร่ระบาดอยู่ในประเทศไทยเหมือนเดิม

คนที่เป็นผู้ใหญ่หรือผู้บริหารระดับสูงที่ได้รับของขวัญของกำนัลราคาแพงๆ จากคนอื่น โดยเฉพาะผู้ใต้บังคับบัญชาจะเคยคิดหรือเคยมองตัวเองบ้างไหมว่า ทำไมคนที่อยู่ในสถานะที่ต่ำกว่าตนจึงต้องนำของขวัญราคาแพงมามอบให้ตน เขาให้เพราะความเคารพรักโดยแท้จริง หรือเขาให้เพราะรู้ว่าเมื่อให้ของแพงๆ กับผู้ใหญ่แล้ว ในที่สุดผู้ใหญ่ก็จะมอบสิ่งหนึ่ง สิ่งใดเพื่อตอบแทนให้ในที่สุด ซึ่งการกระทำเช่นนี้ก็ไม่ต่างกับการจ่ายใต้โต๊ะ หรือการส่งส่วย

ส่วนผู้น้อยที่นิยมซื้อของขวัญราคาแพงให้กับผู้ใหญ่ เป็นบุคคลที่เข้าข่ายไร้ความสามารถในการทำงาน หรือปฏิบัติหน้าที่ใช่หรือไม่ เมื่อไม่มีความสามารถในการทำงานโดยแท้จริง ก็ย่อมต้องหาทางประจบประแจง และเอาอกเอาใจผู้ใหญ่ด้วยวิธีการที่ไม่ซื่อตรงเช่นนี้

ขอยืนยันว่าการให้ของขวัญในเทศกาลวันเกิด และวันขึ้นปีใหม่ หรือวันสงกรานต์ ไม่ใช่เรื่องผิด และไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ หากของขวัญของกำนัลนั้นเป็นสิ่งที่มาจากใจโดยแท้จริง และมีมูลค่าไม่มากเกินไปจนน่าสงสัย และยังมีประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ผู้ให้มอบให้ผู้รับเพราะวัตถุประสงค์ใด แล้วผู้รับนั้นเมื่อได้รับของขวัญแล้วปฏิบัติต่อผู้ให้ด้วยวิธีการที่บริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่

ขอให้เราทุกคนในสังคมไทยช่วยกันทำให้วัฒนธรรมการไม่มอบของขวัญของกำนัลที่มีราคาแพงเกินสมควรให้กับผู้ใหญ่ ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นผู้ใหญ่ในหน่วยราชการหรือในหน่วยงานเอกชนก็ตาม และขอให้ผู้ใหญ่ทุกคนที่รู้ตัวว่าได้รับของขวัญที่มีราคาแพงเกินสมควร กรุณาไม่รับของขวัญชิ้นนั้น ไม่ว่าใครจะมอบของขวัญที่มีราคาแพงมากๆ ให้กับตนก็ตาม เพียงแค่นี้สังคมไทยก็จะป้องกันปัญหาทุจริตคอร์รัปชันได้อย่างเป็นรูปธรรมได้ในเบื้องต้น

'อิหร่าน'ประท้วงเดือด ลุกฮือต้านรัฐคอร์รัปชั่น - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561

โพสต์ทูเดย์ - เหตุประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่านทวีความรุนแรง ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตจากการปะทะแล้ว 2 ราย

การประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่านทั่วประเทศจากความไม่พอใจเรื่องปัญหาเศรษฐกิจยืดเยื้อมาเป็นวันที่ 3 ซึ่งถือเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ล่าสุดเอพีรายงานว่ามีผู้ประท้วงถูกยิงเสียชีวิตแล้ว 2 รายในเมืองโดรัด จังหวัดโลเรสทาน ทางตะวันตกเมื่อคืนวันที่ 30 ธ.ค.ที่ผ่านมา

เอพีระบุว่า จากวิดีโอที่บันทึกภาพการชุมนุม ผู้ประท้วง 2 รายดังกล่าวถูกยิงหลังตะโกนสโลแกนต่อต้าน อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน นอกจากนี้ยังเกิดการปะทะระหว่างผู้ประท้วงกับกองกำลังรัฐบาลในอีกหลายพื้นที่ โดยนับตั้งแต่การชุมนุมเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. ทางการจับตัวผู้ประท้วงไปแล้วอย่างน้อย 50 ราย ขณะที่รัฐบาลเตือนไม่ให้ประชาชนเข้าร่วมการชุมนุมดังกล่าวที่ผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ ชนวนการประท้วงเกิดขึ้นจากความไม่พอใจสถานการณ์เศรษฐกิจเป็นหลัก โดยแม้เศรษฐกิจอิหร่านเริ่มปรับตัวดีขึ้นหลังนานาชาติยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรเมื่อปี 2015 แต่การคอร์รัปชั่นทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนยังย่ำแย่เนื่องจากค่าครองชีพสูง โดยอัตราเงินเฟ้อในอิหร่านสูงถึง 10% ท่ามกลางราคาอาหาร เช่น ไข่และ เนื้อสัตว์ปรับตัวขึ้นมา 40% ขณะที่อัตราการว่างงานยังสูงถึง 12%