You are here

CG and corruptions News - 3 July 2018

'บิ๊กฉัตร'สั่งพม.ลุยสอบโกงคนจน - ข่าวสด

กลต.เกาะติดสอบทุจริต'จีจีซี' - กรุงเทพธุรกิจ

ผู้ปกครองโวยเซ็งเปิดเทอมเป็นเดือน เด็กยังได้หนังสือไม่ครบไม่มีอ่านสอบ - เดลินิวส์

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12: ปลัดไว้ใจใคร - มติชน

ปริศนาฆาตกรรม ปลัดพม.ดื่มยาพิษ ฆ่าตัวตายมีเงื่อนงำ จี้อายัดศพตรวจสอบ - พิมพ์ไทย

คอลัมน์ แกะรอย: ตัดตอน? - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: โกงสะบัดในGGC - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

วิเคราะห์บจ.: ทุจริต GGC กระทบกำไร ภาพลักษณ์เครือ ปตท. - โพสต์ทูเดย์

อายัดกว่า400บัญชีเอี่ยว'วันเอ็มดีบี' - กรุงเทพธุรกิจ

'บิ๊กฉัตร'สั่งพม.ลุยสอบโกงคนจน - ข่าวสด ฉบับวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

วันที่ 2 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึงการเสียชีวิตของนายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อดีตปลัด พม. ซึ่งถูกกล่าวหาทุจริตเงินช่วยเหลือผู้ยากไร้ โดยกินยาฆ่าตัวตาย พร้อมหญิงสาวคนสนิท ภายในบ้านพักย่านปทุมธานีว่า พม.ยังไม่ได้รายงานรายละเอียดให้ทราบ และจากการสอบถามได้รับแจ้งว่าการสอบสวนการทุจริตเงินผู้ยากไร้ยังคงเดินหน้าต่อไปตามขั้นตอนปกติ ไม่มีการกลั่นแกล้งใดๆ

เมื่อถามถึงข้อสังเกตว่าน.ส.วาสนา ตะเภาพงศ์ อดีตข้าราชการพม.กินยาพร้อมกับ นายพุฒิพัฒน์ แต่รอดชีวิต อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของอดีตปลัดพม. พล.อ. ฉัตรชัยกล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงาน โดยพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พม.ยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องดังกล่าว คิดว่าเป็นการคาดการณ์กันไปเอง

เมื่อถามว่าจะต้องมีการสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิตหรือไม่ว่าเป็นการฆ่าตัวตายหรือฆาตกรรม รองนายกฯ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของตำรวจดำเนินการสอบสวน ในส่วนของ พม.ยังดำเนินงานตามระบบต่อไป ไม่มีการกดดัน หรือต้องทำอะไรเป็นพิเศษ

ผู้สื่อข่าวถามถึงการตรวจสอบทุจริตภายในกระทรวงพม. ซึ่งยังมีปัญหาการจัดซื้อผ้าห่มกันหนาวแจกจ่ายประชาชนของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า พม.ยังสอบสวนอยู่ และการทุจริตทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้กำชับไปแล้วว่าให้สอบสวนตามขั้นตอนและให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย เพราะบางกรณีเป็นการกล่าวหากัน บางกรณีเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ทุกอย่างยังต้องสอบสวนไปตามปกติ โดยไม่มีอะไรต้องกังวล

กลต.เกาะติดสอบทุจริต'จีจีซี' - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ * ก.ล.ต.รอผลตรวจสอบ ทุจริตในบริษัทโกลบอลกรีนเคมิคอล หรือ จีจีซี แนะนักลงทุนติดตามข้อมูลใกล้ชิด ชี้ยังเร็วไปที่จะระบุว่ามีความผิดตามกฎหมาย หลักทรัพย์หรือไม่ แต่หากพบความผิดก็จะดำเนินการตามกระบวนการต่อไป

นายประกิด บุณยัษฐิติ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีบริษัทจดทะเบียน(บจ.)มีปัญหาการทุจริตภายในบริษัทว่า ทางคณะกรรมการของบริษัทดังกล่าว อยู่ระหว่างตรวจสอบถึงสาเหตุและประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่ง ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว ในระหว่างนี้ขอให้ผู้ลงทุนติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดต่อไป ส่วนประเด็นการพิจารณาว่าเรื่องดังกล่าว จะกระทบต่องบการเงิน หรือมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายหลักทรัพย์หรือไม่นั้น คงยังเร็วไปที่จะบอกได้ ต้องรอให้การตรวจสอบมีความกระจ่างมากขึ้นก่อน อย่างไรก็ตามหากพบว่ามีการกระทำผิด ก.ล.ต.จะดำเนินการตามกระบวนการต่อไป "เรื่องนี้เป็นการพบความผิดปกติในการ ดำเนินธุรกิจภายในของบริษัท ซึ่งคณะกรรมการของบริษัทก็ได้ดำเนินการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว จึงต้องรอการตรวจสอบ ก่อนว่าจะเป็นอย่างไร" สำหรับความเคลื่อนไหวดัชนีตลาด หลักทรัพย์ฯวานนี้ (3 ก.ค.) ดัชนีปิดการซื้อขาย ที่ระดับ 1,607.27 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 11.69 จุด มูลค่าการซื้อขาย 48,303 ล้านบาท โดย นายพรเทพ ชูพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนบล.ไทยพาณิชย์เปิดเผยว่า แม้ตลาดจะยังสามารถบวกได้ แต่กลุ่มพลังงานปรับตัวลดลง จากความกังวลกรณีประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดทวีตข้อความอาจให้ซาอุดีอาระเบียปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน นอกจากนี้กลุ่มปตท.ยังถูกกดดันจากการทุจริตบริษัทในกรณีของบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GGC) เป็นปัจจัยกดดัน ส่วนภาวะตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้ มองว่ามีโอกาสจะปรับเพิ่มขึ้นได้ กลุ่มที่น่าสนใจเข้าลงทุน คือกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนค่า ทั้งกลุ่มอาหารและอิเล็กทรอนิกส์

นายนิพจน์ ไกรลาศโอฬาร ผู้จัดการ กองทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ เปิดเผยว่า ทิศทางการลงทุนของผู้ลงทุนสถาบันในช่วงที่เหลือของปีนี้มองว่าเม็ดเงินผู้ลงทุนสถาบัน จะเข้าซื้อหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง ตามทิศทาง การเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวได้ดี การส่งออกขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีปัจจัยสงครามการค้าสหรัฐกับจีนเข้ามากดดัน แต่การค้าระหว่างประเทศไทยและประเทศใหญ่ๆนั้นมีสัดส่วนไม่มากนัก สำหรับการไหลออกของเงินทุนต่างชาตินั้น เกิดจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐ ที่จะปรับเพิ่มขึ้นในปีนี้ 4 ครั้ง และแรงกดดันจากสงครามการค้าเร่งให้เงินไหลออกจากประเทศเกิดใหม่มากขึ้น

ผู้ปกครองโวยเซ็งเปิดเทอมเป็นเดือน เด็กยังได้หนังสือไม่ครบไม่มีอ่านสอบ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีผู้ปกครองร้องเรียนว่า ขณะนี้เปิดเทอมภาคเรียนที่ 1/2561 เป็นเวลากว่า 1 เดือนแล้ว แต่นักเรียนยังได้รับหนังสือเรียนไม่ครบทุกวิชา โดยเฉพาะวิชาวิทยา ศาสตร์ อีกทั้งเวลานี้ก็กำลังจะสอบกลางภาคแล้ว ทำให้ผู้ปกครองเป็นกังวลว่า เด็กจะไม่มีหนังสืออ่านสอบ ว่า เรื่องนี้ ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มารายงานให้ทราบแล้วว่า ได้แก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการใช้งบประมาณอื่นจัดซื้อไปก่อน ส่วนสาเหตุที่หนังสือเรียนส่งถึงเด็กล่าช้านั้น เกิดความล่าช้าในกระบวนการพิมพ์ และกระบวนการจัดซื้อ ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาความไม่โปร่งใส การดำเนินการครั้งนี้พยายามจะทำให้เกิดความโปร่งใส จึงเกิดความล่าช้า อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นตนก็รู้สึกไม่แฮปปี้

ด้าน ดร.บุญรักษ์ กล่าวว่า ขณะนี้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้แจ้งช่องทางการดาวน์โหลดหนังสือเพื่อให้โรงเรียนนำไปใช้ก่อนแล้ว ซึ่งเข้าใจว่า สสวท.ก็เร่งแก้ปัญหาเต็มที่ ไม่ได้นิ่งนอนใจ ส่วน สพฐ.ก็มีการนำไฟล์มาพรินต์ให้เด็กใช้เรียนก่อน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตนยังไม่ทราบรายละเอียดของหนังสือเรียนที่ยังไม่เรียบร้อย แต่คิดว่าคงไม่มากแล้ว น่าจะเหลือเฉพาะของวิชาในสายวิทยาศาสตร์ที่มีการเปลี่ยนหลักสูตร ซึ่งก็ต้องเห็นใจว่าขณะนี้มีการเปลี่ยนหนังสือเรียนก็ต้องดำเนินการในส่วนของเนื้อหาใหม่ ส่วนเหตุผลที่ทำให้เด็กได้รับหนังสือเรียนล่าช้านั้นตนไม่ทราบรายละเอียด เพราะเป็นเรื่องการบริหารงานภายในขององค์การค้าของ สกสค. และคิดว่าโรงเรียนสามารถแก้ปัญหาได้ แต่ผู้ปกครองอาจจะมีความกังวล.

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12: ปลัดไว้ใจใคร - มติชน ฉบับวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

นฤตย์ เสกธีระ

maxlui2810@gmail.com

กรณีการเสียชีวิตของ นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อดีตปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นั้นฟังแล้วเศร้าคนเรากว่าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีตำแหน่งระดับสูงเช่นนี้ได้ ต้องมีความสามารถพอตัวแต่เพราะกรณี "เงินคนไร้ที่พึ่ง" ทำให้ทุกอย่างที่สร้างสมล้มครืนความอัดอั้นตันใจของนายพุฒิพัฒน์ ได้ระบายออกมาก่อนหน้าเกิดเหตุ 3 วัน"ผมไม่ได้ร่วมมือกับเขา ผมสั่งให้หยุด แต่เขาไม่หยุด ผมพลาดที่ไว้ใจคนผิด"เป็นคำพูดที่บอกเล่าหลังจากนายพุฒิพัฒน์ดื่มยาผสมไวน์ลาโลกไปย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา ปรากฏข่าวว่า เงินที่รัฐนำไปช่วยเหลือผู้ยากไร้นั้นถูกยักยอก

นักศึกษาฝึกงานจากมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่ไปฝึกงานที่ศูนย์ฯขอนแก่น เป็นผู้ร้องเรียน

เพราะเจ้าหน้าที่ศูนย์แห่งนั้น นำพวกเธอไปร่วมกันโกงแต่พวกเธอไม่ยอม !แรกๆ ฟังๆ แล้วเหมือนกับว่ามีความพยายามจะปิดเรื่องให้เงียบแต่ในที่สุดเรื่องก็บานปลาย และพบว่า พฤติกรรมเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะแต่ขอนแก่น

เมื่อ ป.ป.ท.ลงพื้นที่ ตรวจสอบไปยังที่ต่างๆ พบว่า พฤติกรรมดังกล่าวมีเกลื่อนเกลื่อนจนกระทั่งไม่น่าเชื่อว่าลำพังศูนย์แต่ละศูนย์จะนัดกันมาโกงได้เช่นนี้การสอบสวนขยายผลไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีการย้ายผู้บริหารกระทรวง

นายพุฒิพัฒน์ เป็นหนึ่งในนั้น โดยนายพุฒิพัฒน์ ถูกย้ายไปช่วยราชการที่สำนักนายกฯ พร้อมด้วย นายณรงค์ คงคำ อดีตรองปลัด และภายหลังมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน และสอบสวนวินัยร้ายแรง นายพุฒิพัฒน์ นายณรงค์ และ นายธีรพงษ์ ศรีสุคนธ์ ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง ส่วนข้าราชการที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวพันมี 26 คนในจำนวนนี้ 11 คน ถูกสั่งตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง

อีก 15 ราย ยอมรับว่าร่วมด้วย แต่ให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ จึงกันไว้เป็นพยาน

ได้ข่าวว่าผลการสอบสวนกำลังจะปรากฏ แต่ยังไม่ปรากฏ นายพุฒิพัฒน์ก็กินยาเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม ไม่วันนี้ก็วันหน้า ผลสอบต้องปรากฏ

เพียงแต่สิ่งที่ปรากฏออกมาจะเป็นเช่นไร เรื่องนี้ต้องฟังผล

ผลสอบอาจจะออกมาว่าไม่ผิด หรือจะออกมาว่าผิด

ส่วนกรณีของนายพุฒิพัฒน์คงต้องยกเลิกไป เนื่องจากเสียชีวิต

จึงยังคงเหลือบุคคลอื่น โดยเฉพาะบุคคลที่นายพุฒิพัฒน์บอกว่า "ไว้ใจ"

ไว้ใจคนผิด !

เรื่องนี้ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ข้าราชการกระทรวง พม.

นางฐณิฎฐา จันทนฤกษ์ ผอ.ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.สมุทรปราการ ก็ตั้งคำถาม

ถามแทนหลายคนที่สงสัย

ใคร คือ คนที่ปลัดพูดถึง

ใคร คือ คนที่ปลัดสั่งให้หยุดแล้วไม่หยุด

ใคร คือ คนที่ปลัดพุฒิพัฒน์บอกว่า "ผมไว้ใจคนผิด"

ปริศนาฆาตกรรม ปลัดพม.ดื่มยาพิษ ฆ่าตัวตายมีเงื่อนงำ จี้อายัดศพตรวจสอบ - พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ปริศนาฆาตกรรม! เปิดประเด็น 7 ข้อกังขา จี้ "บิ๊กแป๊ะ" สางปมดับ "อดีตปลัด"พม.ด้าน "นักวิชาการ" ชี้ดื่มยาพิษฆ่าตัวตายมีเงื่อนงำ จี้อายัดศพตรวจสอบ ขณะที่ "บิ๊กฉัตร" โยนตร.คลายสงสัย ยันลุยสอบทุจริตต่อสรุปแล้ว! ผลสอบ 26 บิ๊กพม.โกงคนจน"บิ๊กโย่ง" ลั่นอยากรู้เหมือนกันใครหัก "พุฒิพัฒน์" ส่วนความคืบหน้าทุจริตศธ. "หมอธี"ไล่ปลัดสอบอควาเรียมสงขลา เชื่อเสร็จทันรบ.นี้

เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึงการเสียชีวิตของนายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อดีตปลัด พม.ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาทุจริตเงินช่วยเหลือผู้ยากไร้ โดยกินยาฆ่าตัวตาย พร้อมหญิงสาวคนสนิท ภายในบ้านพักย่านปทุมธานีว่า กระทรวงพม.ยังไม่ได้รายงานรายละเอียดมาให้ทราบ แต่จากการสอบถามได้รับแจ้งว่าการสอบสวนการทุจริตเงินผู้ยากไร้ ยังคงเดินหน้าต่อไปตามขั้นตอนปกติ ไม่มีการกลั่นแกล้งใดๆ

ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อสังเกตที่ระบุว่า น.ส.วาสนาตะเภาพงศ์ อดีตข้าราชการ พม.กินยาพร้อมกับนายพุฒิพัฒน์ แต่รอดชีวิต จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่ามีความเกี่ยวข้องอย่างไรหรือไม่ พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ยังไม่ได้รับทราบเรื่องนี้ และทราบว่า พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พม.ก็ยังไม่ได้รับรายงานวเช่นกันแต่ส่วนตัวคิดว่า ประเด็นดังกล่าว เป็นการคาดการณ์กันไปเองมากกว่า

เมื่อถามว่า จะต้องมีการสอบสวน สาเหตุของการเสียชีวิตหรือไม่ว่า เป็นการฆ่าตัวตาย หรือฆาตกรรม รองนายกฯ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของตำรวจดำเนินการสอบสวน ในส่วนของกระทรวง พม.ยังดำเนินงานตามระบบของตัวเองต่อไป ไม่มีการกดดันหรือต้องทำอะไรเป็นพิเศษ

ต่อข้อถามถึงการตรวจสอบเรื่องการทุจริตภายในกระทรวง ซึ่งยังมีเรื่องของปัญหาการจัดซื้อผ้าห่มกันหนาวแจกจ่ายประชาชน ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า พม.ยังสอบสวนอยู่ และการทุจริตทั้งหมดที่เกิดขึ้น ได้กำชับไปแล้วว่า ให้สอบสวนตามขั้นตอนและให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย เพราะบางกรณีเป็นการกล่าวหากัน บางกรณีเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ทุกอย่างยังต้องสอบสวนไปตามปกติ โดยที่ไม่มีอะไรต้องกังวล

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พม.กล่าวถึงการเดินหน้าสอบสวนวินัยร้ายแรง ข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับกรณีทุจริตเงินสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง ภายหลังจาก นายพุฒิพัฒน์ ฆ่าตัวตายว่า นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบวินัย ได้ดำเนินการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว โดยจะดำเนินการสรุปสำนวนซึ่งมีความหนากว่า 300 หน้าให้เรียบร้อยภายในคืนวันนี้ (2ก.ค.)จากนั้นจึงจะส่งมาให้ตนภายในวันที่ 3 ก.ค. อย่างไรก็ตาม ตนจะต้องส่งให้ฝ่ายกฎหมาย ตีความเพื่อความถูกต้องอีกครั้ง และหากมีประเด็นสงสัยใดๆ ก็เป็นอำนาจที่จะสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม แต่หากเห็นว่าครบถ้วนหมดแล้วก็จะส่งเรื่องเข้าที่ประชุมคณะอนุกรรมการสามัญประจำกพม.(อ.ก.พ.พม.) กลางก.ค.นี้ เพื่อดำเนินการตามบทสรุปความผิดของแต่ละบุคคลต่อไป โดยกรณีนี้มีผู้เกี่ยวข้องเป็น 26 ราย ซึ่งต้องดำเนินการให้รอบคอบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะยังต้องพิจารณาโทษของนายพุฒิพัฒน์ ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วหรือไม่ พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า ในสรุปผลการสอบสวน น่าจะยังมีกรณีของนายพุฒิพัฒน์ อยู่เพราะเหตุเพิ่งเกิด แต่จะต้องส่งให้อ.ก.พ.พม.พิจารณาหรือไม่ ต้องสอบถามจากฝ่ายกฎหมายก่อน

เมื่อถามว่าสาเหตุที่ นายพุฒิพัฒน์ ฆ่าตัวตายเป็นเพราะถูกกดดันจากการตรวจสอบหรือไม่พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า ทุกอย่างดำเนินการไปตามกระบวนการ ไม่ได้ลัดขั้นตอนและบีบคั้นใดๆ และคณะกรรมการก็ให้โอกาสทุกคนได้ยื่นเอกสารหลักฐานในการแก้ข้อกล่าวหา ซึ่งทราบว่าทุกคนได้ยื่นเอกสารจนคณะกรรมการมีความชัดเจนแล้ว จึงได้สรุปสำนวน ใครผิดก็ต้องรับโทษ ตนดูที่ระบบ ไม่ใช่ดูที่ตัวบุคคล

ส่วนกรณีที่ปรึกษากฎหมายของ นายพุฒิพัฒน์คาดว่าสาเหตุการฆ่าตัวตายอาจเป็นเพราะน้อยใจ ที่ไม่สามารถปรึกษาหรือติดต่อใครเพื่อชี้แจงได้นั้นพล.อ.อนันต์ กล่าวว่า ตนเคยเชิญนายพุฒิพัฒน์ มาชี้แจงก่อนมีคำสั่งย้ายไปประจำสำนักนายกฯแล้ว เพื่อให้เข้าใจถึงการเปิดช่องให้มีการสอบสวน ให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส ซึ่งเป็นการพูดคุยครั้งนั้นครั้งเดียวหลังจากนั้นก็ไม่เคยได้รับการติดต่อหรือขอเข้าพบจากนายพุฒิพัฒน์ ใดๆเลย แต่คาดว่าบุคคลนั้นคงเป็นบุคคลที่อดีตปลัดพม.เคารพมากกว่า ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่าใคร

เมื่อถามถึงกรณีที่อ้างถึงคำพูดของ นายพุฒิพัฒน์ว่า ผมสั่งให้หยุดแล้ว แต่เขาไม่ฟังผมินั้น พล.อ.อนันตพร กล่าวยอมรับว่า ก็รู้สึกทำให้สงสัยเหมือนกันว่าบุคคลดังกล่าวหมายถึงใคร แต่ก็ไม่รู้จะขยายผลอย่างไรจึงต้องรอดูสำนวนการสอบสวนของตำรวจว่า พอมีอะไรให้ตีความหรือดำเนินการต่อไปได้บ้าง

ด้าน ผศ.วิวัฒน์ชัย กุลมาตย์ รองประธานอนุกรรมการปราบปรามคอร์รัปชันของสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตอาจารย์อาชญาจิตวิทยา คณะจิตวิทยามหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.)เปิดเผยถึงกรณ๊ดังกล่าวว่าการเสียชีวิตของอดีตปลัด พม.มีเงื่อนงำ ทั้งเวลาของการดื่มยาพิษ เพราะจากผลชันสูตรพบว่าอดีตปลัดพม.เสียชีวิตเวลาเที่ยงคื่นครึ่ง แสดงว่าต้องดื่มยาในเวลาเที่ยงคืน ซึ่งกว่าจะมีคนเข้ามาพบ ก็ล่วงเลยมากว่า8 ชั่วโมง แต่ทำไม น.ส.วาสนา ถึงยังรอด ทั้งที่ดื่มไวน์ไปหมดแก้ว ขณะที่อดีตปลัดฯ ดื่มไปครึ่งแก้ว และเพราะหากดื่มพร้อมกันคงเสียชีวิตไปแล้ว จากจดหมายลาตาย ต้องเขียนก่อนดื่ม แต่ทำไมยาพิษของสาวคนสนิทถึงออกฤทธิ์ช้า

นอกจากนั้นจากภาพถ่ายลักษณะการเสียชีวิตเหมือนคนนอนหลับปกติ ห่มผ้าเรียบร้อย ซึ่งผิดวิสัยของคนดื่มยาพิษ ที่เฮือกสุดท้ายของลมหายใจ จะต้องมีอาการดิ้นทุรนทุราย น้ำลายฟูมปาก ก่อนสิ้นใจทั้งคดีนี้เป็นคดีใหญ่ เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์รัฐบาลทรัพย์สมบัติของชาติบ้านเมืองเป็นร้อยๆ ล้าน แต่ทำไมเจ้าหน้าที่เร่งรัดคดี อีกทั้งยังนำศพมาประกอบพิธีและจะเผาวันนี้ (2 ก.ค.)ตามที่จดหมายลาตายกำหนด

ผศ.วิวัฒน์ชัย กล่าวอีกว่า เพื่อให้การตรวจสอบมีความกระจ่าง โปร่งใส ตำรวจควรอายัดศพ ตรวจสอบอย่างละเอียด รวมถึงสอบปากคำหญิงสาวคนสนิทด้วยว่า ลักษณะการดื่มยาพิษ จนนำมาสู่การเสียชีวิตเป็นอย่างไร ใครดื่มก่อนดื่มหลัง ทำไมคนขับรถถึงเข้ามาดูในช่วงเช้า เป็นการเตรียมการไว้ก่อนของใครบางคนหรือไม่ ส่วนตัวเชื่อว่า ต้องมีคนบงการอยู่เบื้องหลังแน่นอน เพราะหากอดีตปลัดฯมีชีวิตอยู่ต้องรับสารภาพ ทรัพย์สินที่เอี่ยวกับการทุจริตจะต้องถูกยึดเป็นของแผ่นดินทั้งหมด

ขณะที่ นายกนก รัตน์วงศ์สกุล พิธีกรชื่อดังได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊ก Kanok Ratwongsakul Fan Pageโดยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกรณีการเสียชีวิตของอดีตปลัดพม.ซึ่งกินยาตายพร้อมกับหญิงคนรัก แต่ นายพุฒิพัฒน์ เสียชีวิตเพียงคนเดียว ขณะที่ น.ส.วาสนา ได้รับการช่วยเหลือจนพ้นขีดอันตราย โดย นายกนก ระบุว่า

"ขณะที่คนทั้งประเทศกำลังตามข่าวช่วย13หมูป่า อดีตปลัด พม.ที่พัวพันโกงเงินคนจน ก็กินยาฆ่าตัวตาย! พร้อมสาวคนสนิท ตัวเองตาย แต่ผู้หญิงไม่ตาย !

วันนี้ 2 ก.ค.จะมีการเผาศพแล้ว..! จึงมีเสียงเรียกร้องจากอดีตรองประธานอนุกรรมการปราบปรามคอรัปชั่น สปช.ให้อายัดศพไว้ก่อน แล้วเร่งตรวจสอบปมการเสียชีวิต เข้าข่ายฆ่าอำพรางหรือไม่

ปมที่น่าสนใจ คือ..1.ผอ.ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จังหวัดสมุทรปราการ บอกว่า อดีตเจ้านายไม่ได้หนีคดี แต่น้อยใจบุคคลบางคน ที่ขอปรึกษาแต่เงียบหาย พร้อมทิ้งปริศนาคำพูดของผู้ตายว่า

"ผมไม่ได้ร่วมมือ ผมสั่งให้หยุด แต่เขาไม่ฟังผมผมพลาดที่ไว้ใจคนผิดิ

กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในกระทรวงพม.ว่า ที่สั่งให้หยุดแล้วไม่หยุด คือ ลูกน้องิหรือ "คนที่ใหญ่กว่าตัว"

2.ตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุ พบนายพุฒิพัฒน์เสียชีวิตไปหลายชั่วโมงแล้ว แต่ น.ส.วาสนา ล้างท้องทันถ้ากินยาพร้อมกัน ต้องการตายด้วยกัน ก็ไม่น่าจะล้างท้องทัน ทำไมคนหนึ่งตาย อีกคนซึ่งเป็นผู้หญิงกลับรอด

3.ใครเป็นฝ่ายวางยา? ช่วงเวลากินยา? แก้วน้ำมีคราบยา มี ดีเอ็นเอหรือไม่?

4.ภาพที่ปรากฏตามข่าว อดีตปลัดเหลือไวน์ครึ่งแก้ว แต่ตาย อีกแก้วเป็นของ น.ส.วาสนา กินหมดแก้ว แต่ไม่ตาย!

5.น.ส.วาสนา เคยเป็นข้าราชการ พม.มาก่อนลาออกไปเมื่อปี 2559 แต่มีทรัพย์สินเงินทองมากมายทั้งบ้านและรถจำนวนมาก ถูก ปปง.อายัดทรัพย์สินไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

6.คดีโกงเงินคนจน ปปง.อายัดทรัพย์สิน มูลค่าเกือบ 88 ล้านบาท และกำลังจะอายัดเพิ่มอีก 20 ล้านบาท จากมูลค่าการทุจริตที่มีประมาณ 1,200 ล้านบาทหายไปอยู่กับใครอีกร่วมพันล้านบาท?

7.เมื่อนายพุฒิพัฒน์ตาย ก็เท่ากับปิดปากพยานคนสำคัญไปคนหนึ่งที่รู้เรื่องราวทั้งหมด ..!!!

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะตำรวจ ควรที่จะสะสาง สอบสวนเรื่องนี้ เพื่อสร้างบรรทัดฐาน เอาทรัพย์สินจากการทุจริตคืนให้กับแผ่นดิน และลากตัวคนผิด (ที่เชื่อว่าทำเป็นขบวนการ) ออกมารับโทษ

ท่าน ผบ.ตร. หรือ รอง ผบ.ตร. ถ้าวางแนวทางการช่วยเหลือ 13 หมูป่า ไว้อย่างชัดเจนแล้วก็ออกมาจากถ้ำหลวง กลับมาสืบหา คลี่คลายคดีนี้และคดีอื่นๆบ้างเถอะครับิ

ขณะที่ความคืบหน้าอาการของ น.ส.วาสนาล่าสุด นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์ ผ.อ.โรงพยาบาลปทุมธานีเปิดเผยว่า ขณะนี้อาการโดยรวมของ น.ส.วาสนา ถือว่าพ้นภาวะวิกฤติแล้ว แต่แพทย์ยังต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องทั้งร่างกายและจิตใจ โดยผู้ป่วยสามารถพูดคุยกับญาติได้บ้างแล้ว แต่แพทย์ก็ยังต้องให้ผู้ป่วยพักรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียูต่อไป ส่วนเรื่องการออกจากโรงพยาบาลนั้นก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเป็นเมื่อใด

ด้านความคืบหน้าการทุจริตในกระทรงศึกษาธืการ(ศธ.)ล่าสุด นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงความคืบหน้า การตรวจสอบโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา หรืออควาเรียม ที่วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ อ.เมือง จ.สงขลา ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ซึ่งนายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดศธ. ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการฯ ได้นำสรุปผลการตรวจสอบระยะแรก วงเงิน 835 ล้านบาทแล้วและตนได้มอบให้พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารมว.ศธ.และทีมกฎหมาย ตรวจสอบก่อนนำมาให้ตนพิจารณา

ทั้งนี้หลังจากที่ พล.ท.โกศล ตรวจสอบแล้วก็ขอให้ ปลัดศธ.นำกลับไปจัดทำรายละเอียดใหม่ เนื่องจากเนื้อหาข้อสรุปยังไม่ครอบคลุม ไม่มีการชี้มูล ว่าการดำเนินการดังกล่าว ผิดหรือไม่ผิดอย่างไร ทำให้ราชการเสียประโยชน์หรือไม่ และมีบุคคลใดที่ทำให้ราชการเสียประโยชน์ และกระทำผิดต่อกฎระเบียบข้อบังคับใดบ้าง และในวันนี้(2 ก.ค.)นายการุณก็ได้มาเข้าพบตน และรายงานเบื้องต้นแล้ว ว่า ยังไม่สามารถสรุปผลเสนอได้ เพราะยังไม่เสร็จเรียบร้อย100% ตามที่รับปากไว้ เนื่องจากข้อสรุปบางอย่างยังไม่มีความเชื่อมโยงกัน ดังนั้น ตนจึงให้นายการุณไปดำเนินการตรวจนสอบต่อให้เสร็จ

นพ.ธีระเกียรติ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ซึ่งทางสำนักงานปลัดศธ.ได้ขอคำแนะนำไปยังสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)แล้ว และทราบว่า ทาง ก.พ.ตอบกลับมาแล้วเช่นกัน โดยให้หน่วยงานต้นสังกัด ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยซึ่งก็ขึ้นอยู่กับหน่วยงานต้นสังกัดจะดำเนินการต่อไป

คอลัมน์ แกะรอย: ตัดตอน? - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

รักษ์ มนตรี

@sutthirak_ntv

ความตายของ "พุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์"

อดีตปลัดกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จากยาพิษผสมไวน์ ส่วน "น.ส.วาสนา ตะเภาพงษ์" หญิง คนสนิท หมอช่วยล้างท้องไว้ทัน เกิดคำถามขึ้น มากมาย ว่า ทำไมต้องกินยาตาย ตายเพื่อตัดตอนความผิด ไม่ให้สาวไปถึงคนอื่นหรือไม่ หรือใครสั่งให้ตาย

ตายเพื่อ "ตัดตอน" ในคดีอาญา จบไปเฉพาะตัว แต่คดีโกงเงินคนจนคนไร้ที่พึ่งนั้น "วรวิทย์ สุขบุญ" เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) บอกว่า คนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในคดีเดียวกันนี้ ยังดำเนินคดีต่อไป

ความตายของอดีตปลัดพม.ยังมีปมชวนให้สงสัย ยิ่งทนายความที่ได้พูดคุยกับ "พุฒิพัฒน์" ในห้องส่วนตัวที่บ้าน ผู้ตายเคยพูดว่า "ผมไม่ได้ร่วมมือกับเขา ผมสั่งให้หยุด แต่เขาไม่หยุด ผมพลาดที่ไว้ใจคนผิด" ซึ่งหลายคนใน พม.สงสัย จะเป็นลูกน้องหรือใครคนไหนสั่งให้หยุดแล้วไม่หยุด

ข้าราชการระดับไหน ที่ปลัดกระทรวง "สั่งให้หยุด แต่เขาไม่หยุด" อีกมุมหนึ่ง "วิวัฒน์ชัย กุลมาตย์"อดีตรองประธานอนุกรรมการปราบปรามคอร์รัปชัน สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตอาจารย์อาชญาจิตวิทยา คณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยรามคำแหง บอกเลยว่า มีเงื่อนงำ เร่งรีบฌาปนกิจผิดสังเกต

จุดผิดสังเกตคือ "พุฒิพัฒน์" เสียชีวิตไปหลายชั่วโมงแล้ว แต่ "วาสนา" ล้างท้องทัน หาก 2 คนกินยาพร้อมกัน ประสงค์ตายพร้อมกัน ก็ไม่น่าจะล้างท้องทัน

อีกจุดสังเกต ที่แก้วไวน์ "พุฒิพัฒน์"เหลือไวน์ครึ่งแก้ว แต่เสียชีวิต อีกแก้วย่อมเป็นของ "วาสนา" ซึ่งหมดแก้ว แต่ไม่เสียชีวิต และล้างท้องทัน

ส่วน "วาสนา ตะเภาพงษ์" จากคำบอกเล่าของ "ฐณิฎฐา จันทนฤกษ์" ผอ.ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จังหวัดสมุทรปราการ ทำให้ทราบว่า เคยเป็นข้าราชการ พม. และได้ลาออกไปเมื่อปี 2559 และมีทรัพย์สิน เงินทองมากมาย ทั้งบ้าน และรถ จำนวนมากซึ่ง ป.ป.ง.ได้อายัดทรัพย์สินไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

เรื่องทรัพย์สินที่โดนอายัด ชวนน่าติดตาม เมื่อ มติป.ป.ง. 12 มิ.ย.2561 ให้ยึดทรัพย์ "พุฒิพัฒน์" และพวก ร่วม 88 ล้านบาท

แต่ "วิวัฒน์ชัย" ผู้เชี่ยวชาญ อาชญาจิตวิทยา ให้ข้อมูลว่า ป.ป.ง.ได้อายัดเงินบัญชีเพิ่มเติม อีก 20 ล้านบาท แต่ยังไม่ปรากฏเป็นข่าว อยู่ในระหว่างให้ "พุฒิพัฒน์" และ "วาสนา" ชี้แจง และเมื่อ "พุฒิพัฒน์" เสียชีวิตไปแล้ว แต่ทรัพย์สินที่อายัด เป็นชื่อของ "วาสนา" จึงอาจมีหลายเหตุผล หลายองค์ประกอบด้วยกัน เนื่องจากคดีนี้ทรัพย์สินมาก คาดว่า สูงกว่า 100 ล้านบาท

หาก "พุฒิพัฒน์" มีชีวิตอยู่ อาจจะรับสารภาพที่มาของทรัพย์สิน มีความเสี่ยงทำให้ถูกยึดทรัพย์ได้ กรณีนี้จึงมีข้อน่าสงสัยอีกปม

ปมสงสัยทั้งหมด คงต้องรอตำรวจหาความชัดเจน จากปากคำ "วาสนา" ที่รอดชีวิต

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: โกงสะบัดในGGC - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

สุนันท์ ศรีจันทรา

หลายปีก่อนบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)หรือ PTTEP เคยตกเป็นข่าวฉาวโฉ่ โดยผู้บริหารบริษัท ปตท.กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำจัด(PTTGE) ซึ่งเป็นบริษัทลูกทุจริต ซื้อที่ดินปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศอินโดนีเซีย แต่ที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวน ทำให้เกิดความเสียหายประมาณ 20,000 ล้านบาท ล่าสุดบริษัท โกลบอลกรีนเคมีคัล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC บริษัทลูกของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมีคัล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC มีข่าวฉาวโฉ่อีก เพราะวัตถุดิบในสต๊อกมูลค่า 2,100 ล้านบาทล่องหน และอยู่ระหว่างตรวจสอบว่า ใครอยู่เบื้องหลังการทำให้วัตถุดิบที่จัดเก็บไว้กับคู่ค้า เหลือแต่ "ลม"

หุ้น GGC เมื่อวันศุกร์ที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา ถูกถล่มแทบจมดิน รับข่าวความเสียหายจากวัตถุดิบมูลค่ากว่า 2 พันล้านบาทที่สาบสูญ โดยระหว่างชั่วโมงซื้อขายราคาลงไปสร้างจุดต่ำสุดใหม่นับแต่เข้าซื้อขายที่ 8.80 บาท ก่อนจะกระเตื้องขึ้นมาปิดที่ 9.25 บาท ลดลง 2.95 บาท หรือลดลง 24.18%

GGC เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2560 หลังจากนำหุ้นเสนอขายนักลงทุนทั่วไปในราคา 11.20 บาท จากพาร์ 10 บาท โดยเข้ามาในฐานะบริษัทลูกของ PTTGC ซึ่งถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 72.29% ของทุนจดทะเบียน

ราคาหุ้น GGC ไม่หวือหวานัก โดยในรอบ 12 เดือนเคยขยับขึ้นไปสูงสุดที่ 19 บาท ก่อนที่จะอ่อนตัวลง และเล่นกันอยู่ในระดับ 10 บาทเศษ และถือเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ เพราะมีผลกำไรต่อเนื่อง

เพียงแต่กำไรชะลอตัวลง โดยเฉพาะไตรมาสแรกปีนี้ ซึ่งมีกำไรสุทธิ 63.94 ล้านบาท ลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 144.96 ล้านบาท

ค่าพี/อี เรโช GGC อยู่ที่ 21.52 เท่า อัตราเงินปันผลตอบแทน 3.78% และถือเป็นหุ้นเพื่อการลงทุนระยะยาวมากกว่าเก็งกำไรระยะสั้น

แต่ข่าวการ "ล่องหน" ของวัตถุดิบมูลค่ากว่า 2 พันล้านบาท ทำให้นักลงทุนไม่อาจถือหุ้นตัวนี้ได้ต่อไป และพากันเทขายหนีตาย เพราะความเสียหายเกิดขึ้น ไม่ใช่น้อย และ GGC อาจต้องสร้างผลกำไรอีกหลายปี จึงชดเชยความสูญเสียที่เกิดจากการโกงวัตถุดิบได้

วัตถุดิบซึ่งน่าจะเป็นน้ำมันปาล์ม จำนวน 71,848 ตัน ซึ่งฝากไว้ที่คู่ค้านั้น ได้ชำระราคาไปแล้ว แต่การตรวจสอบพบว่า วัตถุดิบไม่มีอยู่จริง ซึ่งคณะกรรมการ บริษัทฯ ได้ตั้งกรรมการสอบสวนผู้รับผิดชอบอยู่

นายจิรวัฒน์ นุริตานนท์ ได้ชิงยื่นใบลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ GGC ทันที เพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่ใครร่วมขบวนการโกง และต้องถูกดำเนินคดีบ้าง ต้องรอการสอบสวนของคณะกรรมการบริษัทฯ

แต่ผู้ถือหุ้น GGC รอไม่ได้แล้ว เพราะผลกระทบจากการโกงครั้งมโหฬารครั้งนี้ ยังไม่อาจประเมินความเสียหายร้ายแรงได้ จึงชิงกันขายหุ้นเพื่อลดความเสี่ยง

กลุ่ม ปตท. ซึ่งหมายถึงบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT และบริษัทลูก รวมทั้งบริษัทหลาน หรือบริษัทที่บริษัทลูกของ ปตท.เข้าไปถือหุ้น มักได้รับรางวัลด้านธรรมาภิบาลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่ภาพทางสังคมกลับเป็น กลุ่มบริษัทจดทะเบียนที่ถูกโจมตีด้านการบริหารงานที่มีปัญหาความเป็นธรรมา- ภิบาลอยู่บ่อยครั้ง

และมีปัญหาด้านการทุจริตภายในหลายครั้ง อย่างน้อยที่ตกเป็นข่าวใหญ่ มีหลักฐานปรากฏ 2 ครั้งแล้ว จากบริษัทลูกของ ปตท.สผ. และบริษัทลูกของ พีทีทีโกลบอล เคมิคัล

ปตท.ถือหุ้นในบริษัท ปตท.สผ. 65.29% ของทุนจดทะเบียน ขณะที่ ปตท.สผ.ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท ปตท. กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด และ ปตท.ถือหุ้นในบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคัล สัดส่วน 48.79% ของทุนจดทะเบียน ขณะที่ พีทีที โกลบอล เคมิคัลถือหุ้นใน GGC สัดส่วน 72.29% ดังนั้น ความเสียหายจากสต๊อกลมน้ำมันปาล์มจำนวนกว่า 2 พันล้านบาท จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งบริษัทลูกของ ปตท.และตัวบริษัท ปตท.

นอกจากนั้น ยังตอกย้ำภาพลักษณ์ธุรกรรมการดำเนินงานที่ไม่ใสบริสุทธิ์เสียทีเดียวในกลุ่ม ปตท. ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจด้านพลังงานและปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ จนกลายเป็นแหล่งผลประโยชน์ขนาดยักษ์ และมีกลุ่มคนที่จ้องหาโอกาสกอบโกยความมั่งคั่งใส่ตัว โดยไม่คำนึงถึงการปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ขณะที่ระบบตรวจสอบของกลุ่ม ปตท.ยังไม่เป็นมืออาชีพพอที่จะกำกับดูแลและป้องกันการโกงได้

การทุจริตซื้อที่ดินปลูกปาล์มในอินโดนีเซียของบริษัทลูก ปตท.สผ. ความ เสียหายประมาณ 20,000 ล้านบาท คดีเงียบๆ ไปแล้ว ส่วนคดีทุจริตสต๊อกน้ำมันปาล์ม ความเสียหายกว่า 2 พันล้านบาท ยังไม่รู้ว่า ใครร่วมขบวนการโกงบ้าง และจะดำเนินคดีอย่างจริงจังกันขนาดไหน

แต่ผู้ถือหุ้น GGC จำนวน 7,760 คน ผู้ถือหุ้น PTTGC 54,728 คน และผู้ถือหุ้น PTT จำนวน 41,073 ราย ต้องรับเคราะห์ไปแล้ว

เพราะความเสียหายใน GGC ย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่องถึง PTT และ PTTGC

เพียงแต่งานนี้ผู้ถือหุ้นรายย่อย GGC รับเละเต็มๆ เท่านั้น.

วิเคราะห์บจ.: ทุจริต GGC กระทบกำไร ภาพลักษณ์เครือ ปตท. - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ยินดี ฤตวิรุฬห์

การออกมาเปิดเผยว่า พบการทุจริต สินค้าคงคลังของบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล (GGC) มูลค่า 2,100 ล้านบาท แม้ว่าบริษัทจะแสดงความมั่นใจว่าสามารถตามคืนกลับมาได้ แต่จะเมื่อไรนั้นยัง ไม่รู้ได้ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้น GGC จะต้องมีการตั้งสำรองทันที นั่นหมายถึงจะทำให้บริษัทมีผลดำเนินงานขาดทุน และไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะ GGC เท่านั้น เพราะจะฉุดให้กำไรสุทธิของ พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ในฐานะ ผู้ถือหุ้นใหญ่ 72.29% ลดลงไปด้วยตามสัดส่วนการถือหุ้น และ ปตท. (PTT) ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของ PTTGC ที่ถืออยู่ 48.79% ก็ได้รับความเสียหายกันไปเป็นทอดๆ

ชัดเจนยิ่งขึ้นหลังปรากฏข่าวทุจริต 2,100 ล้านบาท ราคาหุ้นทั้งสองบริษัทดิ่งลงอย่างรุนแรง และยังคงลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดหุ้น PTTGC ปิด 71.25 บาท ลดลง 1.75 บาท 2 วันราคาหุ้นหายไป 5 บาท ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) สูญแล้ว 2.2 หมื่นล้านบาท ส่วน GGC ปิด 8.95 บาท ลดลงอีก 0.30 บาท 2 วัน ราคาดิ่งแล้ว 3.45 บาท ทำมาร์เก็ตแคปสูญ 3,531.42 ล้านบาท

หากพูดถึง GGC เพิ่มเข้ามาเป็น บจ.เมื่อเดือน พ.ค. 2560 ด้วยการขายหุ้นให้กับประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ราคาหุ้นละ 11.20 บาท และถูกตั้งเป้าหมายให้เป็นบริษัทผู้นำด้านพลังงานสะอาดของเครือ ปตท.

กลต.เตือนนักลงทุนติดตามข้อมูลใกล้ชิด

ประกิด บุณยัษฐิติ รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ในชั้นนี้คณะกรรมการของบริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบถึงสาเหตุและประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่ง ก.ล.ต.จะติดตามความคืบหน้าในเรื่อง ดังกล่าว ในระหว่างนี้ขอให้ผู้ลงทุนติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดต่อไป ส่วนประเด็นการพิจารณาว่าเรื่องดังกล่าวจะกระทบต่องบการเงิน หรือมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายหลักทรัพย์หรือไม่ ในชั้นนี้คงยังเร็วไปที่จะบอกได้ ต้องรอให้การตรวจสอบมีความกระจ่างมากขึ้นก่อน อย่างไรก็ดี หากพบว่ามีการกระทำผิด ก.ล.ต.จะดำเนินการตามกระบวนการต่อไป

ด้านGGCระบุไว้ในบริษัทชัดเจนว่ามีการกำหนดมาตรฐานในการดูแลเรื่องความเสี่ยงเกือบทุกๆ ด้าน แต่กลับมีปัญหาการทุจริตเกิดขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของทั้งเครือในทางลบแน่นอน เพราะที่ผ่านมาในสายตานักลงทุนเครือ ปตท. ถือว่าเป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาลที่ดี

"GGC เองก็ตระหนักดีว่าความเสี่ยงด้านวัตถุดิบเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งวัตถุดิบสำคัญ คือน้ำมันปาล์มและน้ำมันเมล็ดในปาล์ม ดังนี้บริษัทได้ทำกรอบการบริหารความเสี่ยงสินค้าคงคลังทั้งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดและมีการติดตามผลการดำเนินงาน โดยคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถจัดหาวัตถุดิบ และนี่น่าจะเป็นเหตุที่ทำให้บริษัทตรวจพบการทุจริตได้ แต่ก็อดมีคำถามต่อไม่ได้ว่า สต๊อกสินค้าที่ผ่านมามีอยู่จริงหรือไม่"

มุมมองนักวิเคราะห์

บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน (CNS) ระบุว่า การทุจริตวัตถุดิบของบริษัท GGC กรณีที่ต้องมีการปรับ มูลค่าวัตถุดิบดังกล่าวเป็นศูนย์จะส่ง ผลกระทบต่อ PTTGC (บริษัทแม่) และ PTT บริษัทแม่ของ PTTGC ไว้ที่ 1,518 ล้านบาท และ 740 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.33 บาท/หุ้น และ 0.025 บาท/หุ้น จะกระทบกำไรสุทธิปีนี้ 3.58% และ 0.5% ตามลำดับ

ด้านบริษัทหลักทรัพย์เครดิตสวิส ได้ปรับลดประมาณการกำไรของ PTTGC ลง 2% ลดราคาเป้าหมายจากเดิมประเมินไว้ที่ 114 บาท เหลือ 90 บาท/หุ้น

บล.ทิสโก้ ระบุว่า กรณีเลวร้ายที่สุดการตั้งสำรอง 2,100 ล้านบาท จะกระทบผลประกอบการของ PTTGC ราว 4% กระทบผลประกอบการไตรมาส 2 มากกว่า 10% จากปกติมีกำไรที่ 9,000-1.2 หมื่นล้านบาท จะทำให้เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบ ข่าวนี้จะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อ PTTGC เนื่องจากความบกพร่องของ PTTGC จะสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนในกรณีความโปร่งใสในการดำเนินงานของ PTTGC และบริษัทอื่นในเครือ PTT

อายัดกว่า400บัญชีเอี่ยว'วันเอ็มดีบี' - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

รวมกว่าพันล้านริงกิต โยงพรรคการเมือง-เอ็นจีโอ

กรุงเทพธุรกิจ "มาเลเซีย" เดินหน้าอายัด บัญชีธนาคารที่มีเงินทุนกว่า 1,000 ล้านริงกิต ฐานเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตกองทุน "วันเอ็มดีบี" สุดอื้อฉาว

คณะสอบสวนพิเศษคดีทุจริตกองทุนพัฒนามาเลเซีย (วันเอ็มดีบี) ของรัฐบาลมาเลเซีย แถลงวานนี้ (2 ก.ค.) ว่า ขณะนี้ได้สั่งอายัดบัญชีธนาคารกว่า 400 บัญชีซึ่งมีเงินทุนรวมกว่า 1,100 ล้านริงกิตจากบุคคล พรรคการเมือง และองค์นอกภาครัฐ (เอ็นจีโอ) เนื่องจากเชื่อว่าเชื่อมโยงกับกรณีอื้อฉาววันเอ็มดีบี

แถลงการณ์ระบุว่า เจ้าหน้าที่เชื่อว่าบัญชี ที่ถูกอายัดทั้ง 408 บัญชีเกี่ยวข้องกับ "การกระทำ ที่ไม่เหมาะสมและการประพฤติมิชอบ" ของกองทุนวันเอ็มดีบี และบัญชีเหล่านี้ยังมี ส่วนพัวพันกับการทำธุรกรรมเกือบ 900 ครั้งระหว่างเดือนมี.ค. 2554 ถึงเดือน ก.ย. 2558

คณะสอบสวนเสริมว่า บัญชีที่ถูกอายัดเชื่อมโยงกับบุคคล 81 คนและบริษัท 55 ราย ซึ่งเชื่อว่าได้รับเงินทุนจากวันเอ็มดีบี

"ขณะนี้ คณะสอบสวนพิเศษกำลังดำเนินการตรวจสอบเพื่อประเมินว่า ฝ่ายต่างๆ มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ มากน้อยเพียงใด โดยการสอบสวนจะเป็นไป อย่างยุติธรรมต่อทุกฝ่าย"

นอกจากนั้น คณะสอบสวนยังส่งสัญญาณ ว่า มีความเป็นไปได้ที่จะอายัดบัญชีธนาคารเพิ่มเติมหลังจากนี้

"ทุกบัญชีถูกอายัดตามข้อกำหนดกฎหมายมาเลเซียเหมือนกับการดำเนินการปกติ และยืนยันว่าไม่มีการอายัดบัญชีเพื่อนำไปสู่การดำเนินคดีฝ่ายใดโดยเฉพาะ"

ทางการมาเลเซียฟื้นการสอบสวนคดีทุจริต เงินกองทุนวันเอ็มดีบีอีกครั้งเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา หลังจากฝ่ายค้านซึ่งนำโดย นายกรัฐมนตรีมหาธีร์ โมฮาหมัด ชนะการเลือกตั้ง แบบพลิกความคาดหมายเหนือพรรค รัฐบาลผสมแห่งชาติ (บีเอ็น) ที่ครองอำนาจมา กว่า 60 ปี และให้สัญญาว่าจะติดตามทวงเงิน หลายพันล้านดอลลาร์ที่คาดว่าถูกขโมยไปจากวันเอ็มดีบีกลับคืนมาให้สำเร็จ

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งใน หลายประเทศที่กำลังตรวจสอบเส้นทางการฟอกเงินวันเอ็มดีบีระบุว่า มีการขโมยเงินทุนกว่า 4,500 ล้านดอลลาร์จากกองทุนแห่งนี้ รวมถึงเงินเกือบ 700 ล้านดอลลาร์ที่ถูกโอนเข้าบัญชี ส่วนตัวของนายนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรี

ด้านนายนาจิบยืนยันมาโดยตลอดว่า ไม่ได้ทุจริตตามข้อกล่าวหา และว่าเงิน 700 ล้านดอลลาร์เป็นแค่ "เงินบริจาค" จากราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย

หลังแพ้เลือกตั้ง นายนาจิบถูกสั่งห้ามออกนอกประเทศ ขณะที่ตำรวจมาเลเซียได้เข้า ตรวจค้นบ้านพักและอพาร์ตเมนต์หรูหลายแห่ง ของเขาและยึดเครื่องเพชรและทรัพย์สินอื่นๆ รวมมูลค่าเกือบ 275 ล้านดอลลาร์

บัญชีที่ถูกอายัดเชื่อมโยงกับ บุคคล 81 คนและบริษัท 55 ราย ซึ่งเชื่อว่าได้รับเงินทุนจากวันเอ็มดีบี