You are here

CG and corruptions News - 3 October 2017

หมายเรียก'พานทองแท้'คดีฟอกเงิน - กรุงเทพธุรกิจ

ยื่นสอบรบ.ตั้งองค์คณะคดีข้าวนั่งกรรมการปฏิรูปตร.-กฤษฎีกา - มติชน

สั่งเจ้าหน้าที่'ศุลกากร'แจ้ง ทรัพย์สินก่อนรับตำแหน่ง - เดลินิวส์

'พงศ์พร'เข้าทำงานวันแรกข้าราชการรอต้อนรับ ใบ้ปมเงินทอนอ้างขอตรวจเอกสารของรองฯกนกก่อน - พิมพ์ไทย หน้า 5

สาวทีมชาติขอคุ้มครองพยานรองผบก.ป.ชี้พบขรก.รับสินบนจริงส่งป.ป.ช.สอบ - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ บนความเคลื่อนไหว: ศึกพระระอุ'ขั้วอำนาจเก่า'ยากจะต้านทาน - กรุงเทพธุรกิจ

หนุน 'จัดระเบียบสงฆ์' สกัดพุทธพาณิชย์ - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ สมหมาย ภาษี: หนทางหายนะ จากการตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ - มติชน

Death is no deterrent in CORRUPT Vietnam - THE NATION

หมายเรียก'พานทองแท้'คดีฟอกเงิน - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

กรุงเทพธุรกิจ ดีเอสไอออกหมาย เรียก"พานทองแท้"รับข้อหาฟอกเงินสมคบฟอกเงิน ขีดเส้นให้เข้าพบพนักงานสอบสวน 24 ต.ค.นี้

แหล่งข่าวกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ภายหลังคณะพนักงานสอบสวนคดีฟอกเงินจากการทุจริตอนุมัติเงินกู้ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้กับกลุ่มกฤษดาธานนท์ มีมติให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)ส่งผู้แทนเข้าให้ปากคำ เพิ่มเติม เพื่อออกหมายเรียกนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 4 คน เข้ารับทราบข้อหาฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินนั้น หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนได้ส่งหมายเรียกถึงนายพานทองแท้ ชินวัตร นายเกศินี จิปิภพ นางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร และนายวัยชัย หงส์เหิน โดยกำหนดให้เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 24 ต.ค.นี้

หลังจากนั้นผู้ต้องหาในคดีทั้งหมด มีสิทธิตามกฎหมายที่จะนำพยานหลักฐาน เข้าโต้แย้งแก้ข้อกล่าวหาได้ในทุกประเด็น หรือจะไม่ให้การในชั้นสอบสวนก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้พนักงานสอบสวนนำไปประกอบการพิจารณาว่าจะสรุปความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ โดยคดีนี้ดีเอสไอต้องสรุปสำนวนให้แล้วเสร็จและส่งให้อัยการพิจารณา ก่อนที่คดีจะครบอายุความ 15 ปี ภายในกลางปี 2561 สำหรับการสอบสวนคดีนี้เป็นผลมาจากคำพิพากษาในคดีทุจริตอนุมัติเงินกู้ของธนาคารกรุงไทย ซึ่งปรากฏหลักฐานในเส้นทางการเงินว่า นายพานทองแท้ นางเกศินี นางกาญจนาภา และนายวันชัย เข้าไปเกี่ยวข้องกับการรับเงินจำนวน 10 ล้านบาท และ 26 ล้านบาทจากนายวิชัย กฤษดาธานนท์ และนายรัชดา กฤษดาธานนท์ ผู้บริหารบริษัทกฤษดามหานคร

โดยก่อนหน้านี้ปปง.ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดีเอสไอดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการเงินจำนวน 10 ล้านบาท และ 26 ล้านบาท ซึ่ง กลุ่มของนายพานทองแท้ได้เข้าให้ ปากคำต่อพนักงานสอบสวนในฐานะพยานไปแล้ว แต่พนักงานสอบสวนไม่เชื่อในหลักฐานที่พยานนำเข้าชี้แจง ประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีเข้าองค์ประกอบความผิดของกฎหมายฟอกเงิน จึงมีมติให้ออกหมายเรียกเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ในคดีอาญา

ยื่นสอบรบ.ตั้งองค์คณะคดีข้าวนั่งกรรมการปฏิรูปตร.-กฤษฎีกา - มติชน ฉบับวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) ยื่นหนังสือต่อ กรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบการกระทำของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี กรณีการแต่งตั้งผู้พิพากษาในองค์คณะผู้พิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไปดำรงตำแหน่งกรรมการปฏิรูปตำรวจและกรรมการกฤษฎีกา ทั้งนี้ การที่นายกฯและคณะรัฐมนตรี แต่งตั้ง นายธานิศ เกศวพิทักษ์ เป็นหนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีจำนำข้าวที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตกเป็นจำเลย เป็นคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ รวมทั้งการแต่งตั้ง นายนายธานิศ และนายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา เป็นเจ้าของสำนวนคดีจำนำข้าว เป็นกรรมการกฤษฎีกานั้น เป็นการแต่งตั้งถูกต้องหรือไม่ เพราะกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งฉบับเดิมที่มีบทบัญญัติในมาตรา 13 และฉบับใหม่ในบทบัญญัติมาตรา 11 วรรคสี่ ห้ามไม่ให้มีคำสั่งให้ผู้พิพากษาในองค์คณะไปทำงานที่อื่นนอกศาลฎีกาบังคับไว้ ตนเห็นว่าทั้งกรรมการกฤษฎีกาและกรรมการปฏิรูปตำรวจ เป็นหน่วยงานอื่นที่อยู่นอกศาลฎีกาอย่างชัดเจน ดังนั้น การดำเนินการของนายกฯและคณะรัฐมนตรีในเรื่องดังกล่าวอาจจะเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 13 และอาจมองได้ว่าเป็นการที่ฝ่ายบริหารไปแทรกแซงฝ่ายตุลาการ จึงขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวว่าจะเข้าข่ายมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 123/1 หรือไม่

สั่งเจ้าหน้าที่'ศุลกากร'แจ้ง ทรัพย์สินก่อนรับตำแหน่ง - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยหลังให้นโยบายปีงบประมาณ 61 แก่เจ้าหน้าที่กรมศุลฯ ว่า ในปีนี้ได้ประกาศคุณธรรมอัตลักษณ์ เพื่อส่งเสริมมาตร ฐานด้านคุณธรรมภายในองค์กร พร้อมกับกำหนดให้เป็นปีแรก ที่ข้าราชการระดับชำนาญการขึ้นไปที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้ ทั้งส่วนกลาง หรือตามด่านศุลกากรทั่วประเทศ ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินก่อน และหลังรับตำแหน่ง เพื่อสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน ป้องกันไม่ให้นำตำแหน่งหน้าที่ไปกระทำการทุจริต ซึ่งเป็นตามนโยบายของนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ได้ประกาศเจตนารมณ์องค์กรคุณธรรมแก่เจ้าหน้าที่สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง และสำนักรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสในการปฏิบัติงานเช่นกัน ส่วนการประกาศใช้ พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 เมื่อเดือนส.ค.ที่ผ่านมาว่า ยอมรับว่าส่งผลให้การจัดซื้อจัดจ้างทั้งส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจมีขั้นตอนมากขึ้น ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ดังนั้น จะเร่งหารือกับกรมบัญชีกลาง สร้างความเข้าใจในการเบิกจ่ายตามกฎหมายใหม่ เชื่อว่าในปีงบประมาณ 61 จะเบิกจ่ายได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

"กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างฉบับถือเป็นเรื่องใหม่ อาจจะยังมีส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจที่ไม่เข้าใจการเบิกจ่ายอยู่บ้าง ต้องสร้างความเข้าใจเพิ่มขึ้น หรือหากขั้นตอนในส่วนไหนที่มีปัญหา ก็จำเป็นต้องปรับแก้ไข กฎระเบียบเป็น จุด ๆ เพื่อให้การดำเนินงานผ่านไปดีขึ้น แต่ยืนยันว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้เป็นเรื่องที่ดี เพื่อทำให้การเบิกจ่ายเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรมมากที่สุดนั่นเอง"

น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ผลการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 60 เบิกจ่ายได้ 2.58 ล้านล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 2.73 ล้านล้านบาท คิดเป็น 94.64% สูงกว่าปีก่อน 0.35% โดยเป็นการเบิกจ่ายรายจ่ายประจำ 2.22 ล้านล้านบาท ของวงเงิน 2.18 ล้านล้านบาท หรือ 101% สูงกว่าปีก่อน 0.69% แต่รายจ่ายลงทุนเบิกจ่ายได้ 361,491 ล้านบาท ของงบประมาณ 548,872 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน 0.91%.

'พงศ์พร'เข้าทำงานวันแรกข้าราชการรอต้อนรับ ใบ้ปมเงินทอนอ้างขอตรวจเอกสารของรองฯกนกก่อน - พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) คนใหม่ เป็นคนเดิมคือ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ และให้พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ให้กำกับดูแล พศ.แทนนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ผ่านมานั้นพ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า การกลับมารับตำแหน่ง ผอ.พศ. อีกครั้งในวันนี้ ไม่รู้สึกกังวลว่าจะเกิดความขัดแย้งกับพระสังฆาธิการแน่นอน แม้ก่อนหน้านี้จะมีพระสังฆาธิการไม่พอใจกับปฏิบัติการตรวจสอบเงินทอนวัด โดยย้ำว่าการกลับมาทำงานครั้งนี้ เป็นการทำงานตามหน้าที่และตามนโยบายของ พศ.เหมือนกับที่ผ่านมา

ส่วนการเดินหน้าตรวจสอบเงินทอนวัดเฟส 3 อีกกว่า 100 แห่ง ตนยังไม่ได้รับการประสานงานจากตำรวจ ปปป. เพราะที่ผ่านมาได้หยุดชะงักการทำงานไปนาน 1 เดือน หลัง ครม. มีคำสั่งโยกย้ายให้ไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

ขณะที่การตรวจสอบข้าราชการพศ. ที่เกี่ยวข้องกับการเงินทอนวัดครั้งล่าสุดตามที่สตง.แจ้งเข้ามา ซึ่งมีบางคนยังคงทำงานอยู่ใน พศ. พ.ต.ท.พงศ์พรย้ำว่า จะดำเนินการตามกฎหมายและวินัยข้าราชการ ส่วนจะฟ้องแพ่งหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับรายบุคคล ทั้งนี้ เอกสารที่นายกนก แสนประเสริฐ รอง ผอ.พศ. ที่เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 30 ก.ย.เตรียมไว้ให้ ต้องขอเวลาตรวจสอบก่อน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าการกลับมารับตำแหน่งเดิมครั้งนี้ สร้างความแปลกใจให้กับพ.ต.ท.พงศ์พรหรือไม่ผู้อำนวยการพศ. ขอไม่ตอบ เพราะไม่สะดวกจะตอบตอนนี้

ทั้งนี้ การทุจริตงบประมาณอุดหนุนวัดล่าสุดในสำนวนของปปป. ล็อตที่ 2 พบชื่อพระสงฆ์ 4 รูป เป็นระดับพระสังฆาธิการ เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งทางปปป.ได้ส่งสำนวนกรณีการทุจริตงบประมาณอุดหนุนวัดในล็อตที่ 2 มายังพศ.แล้ว โดยที่ผ่านมาได้มีการเตรียมข้อมูลไว้ให้พ.ต.ท.พงศ์พร เมื่อเข้ามารับหน้าที่เพื่อพิจารณาร่วมกับข้อมูลของทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ที่ส่งมาก่อนหน้านี้ดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการพศ. และอาจจะมีพิจารณาดำเนินคดีทางแพ่งอีกด้วย ส่วนรายชื่อพระสงฆ์ 4 รูป ตามสำนวนของปปป. ก็จะมีการแจ้งไปยังเจ้าคณะผู้ปกครองเพื่อดำเนินการต่อไป

สาวทีมชาติขอคุ้มครองพยานรองผบก.ป.ชี้พบขรก.รับสินบนจริงส่งป.ป.ช.สอบ - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ความคืบหน้ากรณีครอบครัวของนักกีฬาเพาะกาย หญิงทีมชาติไทยเข้าแจ้งความร้องทุกต่อเจ้าหน้าที่ ตำรวจกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีกลับกลุ่มเจ้าหน้าที่เทศบาลแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ข่มขู่ เรียกเงินจำนวน 20 ล้านบาท โดยอ้างว่าอพาร์ตเมนต์ที่สร้างนั้นผิดแบบแปลน เพื่อแลกกับการไม่ฟ้องร้องให้รื้อถอนอาคาร ขณะที่เจ้าของยืนยันได้มีการขออนุญาตก่อสร้างตามขั้นตอนของทางราชการอย่างถูกต้อง

วันที่ 2 ตุลาคม ที่กระทรวงยุติธรรม นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ น.ส. กมลวรรณ จารุไพโรจน์ หรือ น้ำหวาน นักกีฬาเพาะกายหญิงทีมชาติไทย พร้อมนางสุนันท์ จารุไพโรจน์ มารดาวัย 58 ปี เข้าร้องเรียนขอให้คุ้มครองพยานและขอให้ศูนย์ต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ซึ่งมีนาย สุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานศอตช.ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว หลังถูกกลุ่มคนที่เป็นข้าราชการในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ เรียกรับเงินก่อสร้างอพาร์ตเมนต์โดยมีนายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับเรื่อง

นางสุนันท์ กล่าวว่า ทำโครงการก่อสร้างอพาร์ตเมนต์มูลค่าประมาณ 80 ล้านบาท ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ แต่คนในอบต.ได้แนะนำนายช่างโยธา ให้มาดำเนินการเขียนแบบและรับเหมาก่อสร้างจึงเชื่อใจเนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และไม่น่าจะผิดระเบียบก่อสร้าง ต่อมาเริ่มก่อสร้างอาคารในปี 2550 แล้วเสร็จในปี 2556 ต่อมาปี 2557 มีเจ้าหน้าที่มาเรียกรับเงินจำนวน 20 ล้านบาท แต่ตนเองไม่จ่ายและพยายามเจรจา เจ้าหน้าที่จึงขอเรียก รับเงินเพียง 5 ล้านบาท แต่ก็ไม่ได้จ่ายอีก เพราะมั่นใจว่าที่ผ่านมาก่อสร้างถูกต้องตามกฎหมาย

"เมื่อวันที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมา เทศบาลได้นำป้ายมาติดห้ามใช้อาคารและห้ามบุคคลภายนอกเข้าออก เพื่อเตรียมรื้อถอน จึงไปยื่นอุทธรณ์คำสั่งกับเทศบาลแต่ไม่เป็นผล จึงไปฟ้องร้องศาลปกครอง เพื่อยกเลิกคำสั่งรื้อถอนอาคาร และเข้าแจ้งความที่ตำรวจกองปราบฯเพื่อดำเนินคดีกับข้าราชการกลุ่มดังกล่าวเพราะเชื่อว่าถูกวางยาในการก่อสร้างอาคารเพื่อให้เจ้าหน้าที่เรียกรับประโยชน์และมีปัญหาการก่อสร้างที่ไม่เป็นไปตามแบบที่กำหนดไว้เดิม" นางสุนันท์ กล่าว

ด้านนายธวัชชัย กล่าวว่า การร้องขอให้ศอตช.เข้าไปตรวจสอบปัญหาข้าราชการทุจริตนั้น ตนจะนำเสนอเรื่องดังกล่าวให้รมว. ยุติธรรมและป.ป.ท.ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่ตรวจสอบปัญหาการทุจริตรับทราบต่อไป ส่วนการขอให้คุ้มครองพยานนั้นจะต้องมีการเสนอไปยังกรมคุ้มครองสิทธิฯ ว่าเข้าข่ายที่จะได้รับการพิจารณาหรือไม่ เนื่องจากขณะนี้คดีอยู่ในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่แล้ว และขอให้น้องน้ำหวานไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องความปลอดภัยของแม่และพี่สาว กระทรวงยุติธรรมจะดูแลให้

ส่วนพ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รองผบก.ป. กล่าวว่า พนักงานสอบสวนบก.ป. อยู่ระหว่างรอรับเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมจากผู้เสียหาย โดยเฉพาะเอกสารเกี่ยวกับใบอนุญาตในการก่อสร้างอาคารอพาร์ตเมนต์ และเอกสารแบบแปลนในการก่อสร้างต่างๆ เพื่อตรวจสอบว่าอาคารปลูกสร้างของผู้เสียหายนั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ พร้อมทั้งจะต้องมีการสอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติมเพื่อนำมาพิจารณากับพยานหลักฐานต่างๆ ทางคดีหากพบว่ามีการเรียกรับเงินจากผู้เสียหายจริงหรือการกระทำที่เข้าข่ายความผิดทางกฎหมาย ก็จะประมวลเรื่องนำส่งต่อให้ ป.ป.ช. เป็นผู้ดำเนินการต่อภายใน 30 วัน

คอลัมน์ บนความเคลื่อนไหว: ศึกพระระอุ'ขั้วอำนาจเก่า'ยากจะต้านทาน - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

หมัดเมา

พระสงฆ์และฆราวาสบางกลุ่มที่เคยเรืองอำนาจในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา กำลังเต้นกันน่าดูหลังการกลับมาของ "พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติ (พศ.) โดยเฉพาะพวกที่มีบาดแผลเป็นกลุ่มก้อนเดียว พระที่ถูก "กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ" (ปปป.) แจ้งข้อกล่าวหา

โดยก่อน การประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 1 วัน กุฏิ "พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร" คึกคักไปด้วยพระผู้ใหญ่ โดยเฉพาะบางรูปที่แอนตี้ "พ.ต.ท.พงศ์พร" ประกอบด้วย พระพรหมบัณทิต อธิการบดีมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) หรือสายฮาร์ดคอร์อย่าง พระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร และพระเทพเสนาบดี เจ้าอาวาสวัดกวิศรารามราชวรวิหาร จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็น 1 ใน 4 พระผู้ใหญ่ที่ถูก ปปป. แจ้งข้อกล่าวหา ว่ากันว่าหัวข้อสนทนาถกกันเรื่องที่ "พ.ต.ท.พงศ์พร" คัมแบ็ค กับปมเงินทอนวัด

วงหารือถกรับมือเพราะคาดการณ์กันว่าหลังจากนี้จะมีพระชั้นผู้ใหญ่โดนสอยตามมาอีก หลังมีบิ๊กข้าราชการในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำตัวเป็นไส้ศึกของรัฐบาล คาบข่าวไปปล่อยให้พระว่าการกลับมาของ "พ.ต.ท.พงศ์พร" อาจจะมีการจับสึกพระผู้ใหญ่ ซึ่งมีการตั้ง "กลุ่มไลน์" คล้ายเป็นศูนย์กลางเพื่อส่งข่าวให้พระผู้ใหญ่ทราบว่า "รัฐบาล" กำลังจะเล่นไม้ไหน

แต่ดูแล้วรอบนี้ศึกครั้งนี้คงจะยากรับมือ ไม่เหมือนครั้งก่อน ขนาดพระผู้ใหญ่บางคนที่ถูกมองว่าเป็นสายธรรมกาย ท่าทีตอนนี้ก็เพลาๆลง แถมเริ่มมีกฎระเบียบห้ามพระยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ห้ามสัมภาษณ์การเมือง ห้ามทำกิจเชิงพาณิชย์ ขายวัตถุมงคล เป็นต้น ตั้งแต่พระพรหมดิลก หรือเจ้าคุณเอื้อน เจ้าอาวาส วัดสามพระยา ในฐานะเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร คนที่เคยฝากเจ้าหน้าที่มาด่า "พ.ต.ท.พงศ์พร" ก็ยังลงนามคำสั่งไปถึง พระทุกวัดในกรุงเทพมหานคร ทำตามข้อห้ามอย่างเคร่งครัด

ชั่วโมงนี้เห็นทีดงขมิ้นยากจะต้านทาน ไม้เด็ดของ "รัฐบาลพ.ต.ท.พงศ์พร" ที่ร้อนแรงจนพระชั้นผู้ใหญ่-พระชั้นผู้น้อย ต้องยำเกรง...

หนุน 'จัดระเบียบสงฆ์' สกัดพุทธพาณิชย์ - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

กรุงเทพธุรกิจ จากกรณีสมเด็จ พระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) เจ้าอาวาส วัดไตรมิตรวิทยาราม กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ออกคำสั่งให้พระสังฆาธิการ คุมเข้มพฤติกรรมพระ-เณร ห้ามวิพากษ์วิจารณ์การเมือง และพระพรหมดิลก เจ้าคณะกทม.สั่งห้ามติดแผ่นป้ายโฆษณาวัตถุมงคล ห้ามใช้โบสถ์เป็นที่จำหน่ายวัตถุมงคล นั้น

พระพุทธะอิสระ หรือพระสุวิทย์ ธีรธมฺโมเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม กล่าวว่าคำสั่ง ที่ออกมาเป็นของเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ซึ่งเท่าที่ดูเจ้าคณะใหญ่ หนอื่นๆ ไม่ได้มี คำสั่งแบบเดียวกัน พระที่อยู่ในหนอื่นๆ ก็อาจจะยังพูดการเมืองได้ เพราะไม่ขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อพระธรรมวินัย ไม่กระทบต่อการทำหน้าที่ของพระภิกษุ

ส่วนเรื่องพุทธพาณิชย์ ไม่ใช่คำสั่ง ของเจ้าคณะใหญ่ แต่เป็นคำสั่งของเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร สิ่งที่ต่างคนต่างออกมานี้ทำให้ถูกมองว่ามหาเถรสมาคมไม่มีเอกภาพในการทำงานหรือเปล่า ทำไมไม่ประชุม ให้ออกมาเป็นมติของมหาเถรสมาคม เพราะไม่เช่นนั้นพระฝ่ายหนกลาง เหนือ และหนใต้ จะมีข้ออ้างได้ว่าไม่ใช่คำสั่งของมหาเถรสมาคม

"ฉันเองไม่ได้หวาดหวั่น สะดุ้งกลัว กับคำสั่งนี้ เพราะฉันยึดถือในหลัก พระธรรมวินัย ให้ถูกต้อง ชอบธรรม ให้เทวดาที่ไหนมาสั่ง ฉันก็ไม่สนใจหรอกยกเว้นว่าสิ่งที่ฉันทำไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ถูกหลักตามพระธรรมวินัย" อย่างไรก็ตามหากจะเริ่มที่หนตะวันออก ก็คงไม่ได้ช้าเกินไป แต่เห็นควรให้ออกมา เป็นมติของมหาเถรสมาคม ด้านพระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว กล่าวว่าในอดีต การผิดวินัย หรือการประพฤติตนของพระ ที่ไม่เหมาะสมจะเป็นในลักษณะ พระ เตะตะกร้อ หรืออย่างเล่นว่าว ฆราวาส สู้ไม่ได้เพราะพระมีเวลาว่างมาก จึงทำว่าว ให้สวยและติดลมบนได้ดีกว่า ซึ่งมัน เป็นเรื่องเสียหายไม่มาก แต่สังคมที่เปลี่ยนไป ด้วยของเล่นที่มีเต็มไปด้วย เทคโนโลยีที่ทันสมัยในยุคโซเชียล ถ้าพระสงฆ์ที่ดี รู้จักใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อการเผยแพร่ศาสนา ก็สามารถทำให้ประชาชนเข้าถึงหลักธรรมคำสอนได้ดี เช่น พระมหาสมปอง ที่รู้จักใช้ไลน์ ในการสอดแทรกพระธรรม

สำหรับคำสั่งของพระเถรชั้นผู้ใหญ่ เพื่อการจัดระเบียบพระภิกษุในครั้งนี้ ส่วนใหญ่ แล้วเห็นด้วย แต่บางเรื่องจำเป็นต้องมีการขยายความ เช่น การให้พระไม่ใช้เครื่องมือ สื่อสาร มันเป็นไปไม่ได้ เพราะพระก็มีความ จำเป็นต้องสื่อสารกับคนในยุคปัจจุบัน แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า พระมีวิจารณญาณไม่พอ คือเล่นไลน์ไปในทางปลุกปั่น ดูสื่อลามก หรือเล่นสื่อโซเชียลไปในทางที่ไม่สร้างสรรค์

คำสั่งของเจ้าคณะใหญ่ของแต่ละข้อ น่าจะจัดทำเป็นโบชัวร์ หรือแผ่นป้าย ขนาดใหญ่ ติดตั้งในวัดต่างๆ ที่มีปัญหา เพื่อให้พระ เณร ให้ได้สะดุด รู้จักยับยั้ง ชั่งใจ ไม่แสดงพฤติกรรมที่ทำให้เสื่อมเสีย ศาสนา โดยเฉพาะการขายพระเครื่อง วัตถุมงคล กันภายในโบสถ์ แล้วอย่าโฆษณาชวนเชื่อกัน เกินเหตุ ว่าศักดิ์สิทธิ์ หรือมีความวิเศษในอภินิหาร เพราะจะทำให้พุทธศาสนิกชนเข้าใจในหลักธรรมผิดทาง

อย่างน้อยก็ควรขายนอกโบสถ์ หรือไม่ ก็ขายหน้าวัด เพราะ พระอุโบสถ คือสถานที่ ทำสังฆกรรมของพระภิกษุ ไม่ใช่ที่ขายของ ทั้งนี้ เชื่อว่าการขายวัตถุมงคล เปรียบเหมือน กับคนติดสุราแล้วลงแดง เลิกไม่ได้ และด้วย ที่รายได้ของวัดส่วนใหญ่ได้มาจากการขายวัตถุมงคล จึงกลายเป็นเรื่องยากที่จะให้ประชาชนเลิกขายหรืออาจทำให้หลายวัดต้องลงแดงตายไปด้วย

วัตถุมงคล ก็ขอให้ขายพอมีรายได้ เข้าวัดก็พอ อย่าขายแล้วโฆษณาเกินจริง หรือทำให้คนกลายเป็นคนงมงาย หันหลังให้ หลักธรรมแล้วมัวไปคลำหาฤทธิ์จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีใครรับประกันได้เป็นเรื่องจริง

พระพยอม กล่าวว่า การแสดงความเห็น ทางการเมืองของพระนั้น หากรู้จักแสดง ความเห็นก็จะให้แง่คิดได้ แต่ส่วนใหญ่ จะเป็นความเห็นลักษณะจู่โจม ด่าฝ่ายหนึ่ง แล้วไปเชียร์อีกฝ่าย สร้างความแตกแยก ความเกลียดชัง มันไม่เหมาะสม หากเป็นการ ชี้ให้เหตุถึงความผิดในแง่ศีลธรรมให้ประชาชนได้เข้าใจตามหลักธรรม ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ส่วนใหญ่จะเห็นพระที่ออกทีวี จะพูดเชียร์พรรคนี้แล้วไปด่าอีกพรรค

ในการเทศน์ของพระเอง ก็มีหลักการ ง่ายๆ ว่า ไม่ควรแสดงธรรมกระทบองค์กระทบ ท่าน ขอให้อยู่ในหลักธรรมเข้าไว้ การไปกล่าวถึงการโกงชาติกินบ้านกินเมือง ก็ขอให้เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. หรือหน่วยงานภาครัฐ ที่มีหน้าที่นั้นๆ เป็นผู้ออกมาระบุ เพราะ ส่วน ของพระ ก็ต้องสอนว่าอย่างงก อย่าโลภมาก แล้วยกตัวอย่างของคนที่ต้องหลบหนีออกนอกประเทศ หรือที่เข้าคุกเข้าตาราง

พระพยอม กล่าวว่าประเด็นการจัด ระเบียบพระ แม้จะยังไม่ใช่มติของ มหาเถรสมาคม แต่มีการมอบหมายให้ เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เข้าไปจัดการกับการขายเครื่องราง ของขลัง ที่ไปขายในโบสถ์แล้วโฆษณามากเกินเหตุ ส่วนเจ้าคณะใหญ่ หนกลาง ซึ่งท่านมีศักยภาพพอที่จะ เข้าไปจัดระเบียบ และเชื่อว่าเมื่อทำสำเร็จ เขตอื่นๆ ก็คงต้องจัดระเบียบตามไปด้วยเช่นกัน

คอลัมน์ สมหมาย ภาษี: หนทางหายนะ จากการตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ - มติชน ฉบับวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ขณะนี้อยู่ในช่วงที่คณะกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังพิจารณา "ร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ..." อยู่ ซึ่งจะมีระยะเวลา 60 วัน หรืออาจยาวกว่านั้นถ้ามีการขอขยายระยะเวลาออกไป กฎหมายนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องนับตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรีลงมาต่างก็แอบภูมิใจมาก เพราะเป็นงานชิ้นโบแดงชิ้นหนึ่งของ คสช. ทำมาถึง 3 ปี นานกว่าการสร้างพระเมรุมาศที่ท้องสนามหลวงถึง 3 เท่า

ผู้มีส่วนร่วมผลิตกฎหมายนี้ที่เป็นอดีตผู้ทรงคุณวุฒิใน Super Board ท่านหนึ่งถึงกับกล่าวว่า "พ.ร.บ.รัฐวิสาหกิจฉบับนี้ มีธรรมาภิบาลกำกับป้องกันปัญหาการล้วงเอาทรัพยากรประเทศไป"

แต่ในช่วงนี้กลับได้อ่านได้ฟังการวิพากษ์วิจารณ์ของผู้รู้และผู้สนใจในเรื่องนี้มากพอสมควร อีกทั้งยังมีการจัดสัมมนาในเรื่องนี้และมีการถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์ด้วย เมื่อสดับตรับฟังดูก็พบว่า ใน พ.ร.บ.ที่กำลังเสนอให้ทาง สนช.หรือสภาของ คสช.พิจารณาอยู่นี้ มีเรื่องสำคัญอยู่เรื่องหนึ่ง คือ "การจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ" ขึ้นมา ตามที่ได้กำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.หมวด 2 โดยได้ระบุวัตถุประสงค์ "เพื่อถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจในกำกับของบรรษัทและกำกับดูแลการประกอบธุรกิจของรัฐวิสาหกิจในฐานะผู้ถือหุ้น ให้เกิดผลตอบแทนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจ รวมทั้งลงทุนและบริหารทรัพย์สินของบรรษัท" โดยจะทำการรวมรัฐวิสาหกิจ 11 แห่ง เข้ามาอยู่ในร่มไม้ชายคาของบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาตินี้ อาทิ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

ดูสิครับว่าบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาตินี้มีกรอบการทำงานครอบคลุมกว้างขวางใหญ่โตในทุกมิติ ไม่ว่าฐานะของนิติบุคคลที่เป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ถ้าแปลตามอักษรก็คือหลุดพ้นจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ใหญ่คับฟ้าว่างั้นเถอะ

ดังนั้น จึงย่อมหนีไม่พ้นจากความสนใจและการวิพากษ์วิจารณ์ของบุคคลผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบุคคลและสื่อที่เคยแสดงความคิดเห็นและความห่วงใยประเทศชาติอยู่ตลอดมา

ตัวผู้เขียนเองในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่งที่ต้องรับผิดชอบรัฐวิสาหกิจผ่านสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ สคร. ก็เคยแสดงความเห็นด้วยแนวคิดการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจนี้มาตั้งแต่ตอนเริ่มต้น โดยยึดหลักว่าอะไรที่จะทำให้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสมบัติชิ้นใหญ่สุดของประเทศชาติ ซึ่งล้วนเป็นกิจการที่อำนวยความผาสุกให้ประชาชน มีประสิทธิภาพสูงยิ่งๆ ขึ้นไม่ดีได้อย่างไร และยังได้คิดต่อไปอีกว่า การปรับปรุงรัฐวิสาหกิจของไทย ซึ่งใครๆ ก็เอือมระอาในการดำเนินงานที่สุดแสนจะไร้ประสิทธิภาพ มีการทุจริตคอร์รัปชั่นแฝงเร้นอยู่เหมือนปลวกมอดแทบทุกแห่ง ถ้าไม่ทำการปรับปรุงแบบพลิกฝ่ามือสักครั้งแล้วจะให้ดีได้อย่างไร และที่สำคัญยังคิดบอกตัวเองว่า ถ้าไม่ทำในรัฐบาล คสช.นี้ ก็อย่าได้คิดทำอีกเลยในชาตินี้

แต่ในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านไป จนกระทั่งบัดนี้ในตอนกลางปี 2560 ก็มีข่าวว่าร่างกฎหมายในเรื่องนี้ได้ออกมา และได้ผ่านการเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีที่มีท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และทั้งได้รับการพิจารณาเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตามขั้นตอนแล้วก็รู้สึกปลื้มใจ เพราะเห็นว่ารัฐบาลนี้เอาจริง ไม่ใช่พูดเล่นๆ เหมือนบางเรื่อง จึงได้บังเกิดความสนใจและทำการติดตามตลอดมา จนได้เกิดและเห็นถึงความหายนะที่จะมีต่อประเทศชาติ (ตามความเห็นเฉพาะตัวของผู้เขียนนะครับ) หากมีการจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติขึ้น ดังที่ปรากฏในร่าง พ.ร.บ.ที่กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการอยู่ในขณะนี้

โดยที่ผู้เขียนไม่ได้เป็นนักกฎหมาย รู้เต่เพียงว่ากฎหมายฉบับนี้ ร่างและตรวจหรือวางแนวทางการร่างโดยนักกฎหมายหน้าใหม่ๆ บ้างและหน้าเดิมๆ ไปทำการแก้ไขมาบ้าง ซึ่งไม่ได้พลิกฝ่ามือให้ประชาชนคนไทยเห็นแต่อย่างใด แต่ตรงกันข้ามกลับนำเอาแนวทางซ้ำๆ รอยเดิม ตั้งแต่ครั้งมีพรรคไทยรักไทยบริหารประเทศจนถูกปฏิวัติถึงสองครั้งสองครามาใช้ แล้วมันจะมีธรรมาภิบาลและดีขึ้นได้อย่างไร

ในที่นี้จะนำเฉพาะประเด็นที่จะเป็นจุดอ่อนหนักๆ มาวิเคราะห์ให้ฟัง โดยจะไม่ขอแตะประเด็นข้อกฎหมายปลีกย่อยอื่นๆ ที่ผู้วิจารณ์บางท่านได้พูดถึงไปมากแล้ว

หนทางหายนะจุดแรก คือการโอนทรัพย์สินและหุ้นของรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในการกำกับโดยกฎหมายจากกระทรวงการคลังไปให้บรรษัท ข้อนี้ถ้ามองในข้อดีทางธุรกิจ คือบรรษัทนี้จะมีทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล กล่าวคือ ตามงบดุลสิ้นสุดกันยายน 2559 มีมูลค่าทรัพย์สินรวมกันทั้ง 11 แห่ง เท่ากับ 3,068,000 ล้านบาท หรือจำนวนมากใกล้เคียงกับงบประมาณแผ่นดิน ประจำปี 2560/61 ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 2,900,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าของเสี่ยนักธุรกิจใดๆ ในประเทศ ทรัพย์สินของบรรษัทขนาดนี้อย่างน้อยก็ใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันหนี้เงินกู้ได้อีกบานตะไท โดยหนี้นี้ไม่ถือเป็นหนี้สาธารณะ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณร้อยละ 42 ของ GDP หรือประมาณ 6,225 ล้านล้านบาท

ด้วยทรัพย์สินมหาศาลนี้ แม้รัฐวิสาหกิจทั้ง 11 แห่ง ยังมีหนี้เก่าอยู่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนี้สาธารณะ แต่ก็ยังสามารถก่อหนี้ได้อีกมากอย่างสบายๆ แต่อย่าไปคิดมากกับตัวเลข จำไว้เพียงว่าหนี้ของบรรษัทนี้ก็คือภาระหนี้ของประชาชนทั้งประเทศ เพราะบรรษัทนี้แม้ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ แต่กฎหมายที่กำลังจะออกมาได้กำหนดว่าเป็นหน่วยงานของรัฐครับ

เมื่อดูยอดทรัพย์สินรวมของ 11 รัฐวิสาหกิจ ที่มีมูลค่าถึง 3,068 ล้านล้านบาท ปรากฏว่าเฉพาะรายใหญ่ 5 แห่ง คือบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีทรัพย์สินรวมกันถึง 3,002 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 98% ส่วนอีก 6 แห่ง เป็นแค่ลูกหาบ มีสัดส่วนแค่ 2% ดูตัวเลขนี้บางทีอาจเห็นเจตนาของการจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจ ตาม พ.ร.บ.ชุดใหญ่นี้ได้ดีทีเดียว

ทรัพย์สินที่มีมากของบรรษัทสามารถใช้ประโยชน์ในการระดมทุนได้ทุกวิถีทาง ไม่ใช่ใช้เป็นหลักทรัพย์ในการก่อหนี้เท่านั้น รายได้ที่ไหลเข้ามารายวันก็ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือหาเงินเข้ามาเป็นกองทุนต่างๆ ได้อีกมาก เร็วๆ นี้มีเรื่องที่ค้างอยู่เรื่องหนึ่ง คือการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) ซึ่งจะเอาหลักทรัพย์และกระแสรายได้ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยมาหาเงิน ซึ่งยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ยังไม่อาจสรุปได้

แต่กรณีของบรรษัทนี้จะเป็นเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวมาก ก็เพราะบรรษัทไม่ได้เป็นราชการหรือรัฐวิสาหกิจ เพราะฉะนั้นในการกู้เงินหรือก่อหนี้ได้อย่างมากมายนี้ ไม่มีกฎหมายหรือระเบียบใดๆ กำหนดกฎเกณฑ์เป็นกรอบเหมือนราชการและรัฐวิสาหกิจ จะมีก็แต่หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ หรือ คนร.กำหนด ตามมาตรา 46 และระเบียบและคำสั่งของคณะกรรมการบรรษัทเท่านั้น แต่ถ้าเกิดเสียหายขึ้น เช่น จ่ายหนี้คืนไม่ได้ หรือเกิดภาวะล้มละลายรัฐบาลต้องรับผิดชอบนะครับ เพราะบรรษัทนี้เป็นหน่วยงานของรัฐ

การหาเงินเข้ามาง่าย จะก่อปัญหาแก่ชาติบ้านเมืองแค่ไหนหรือไม่ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่การใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นรายจ่ายในการดำเนินงานหรือการลงทุนที่อยู่ในอำนาจของกรรมการที่มาจากการสรรหานั้นน่าเป็นห่วงกว่า เพราะในประเทศไทยนั้นจะผันเงินเข้ากระเป๋านักการเมืองหรือนักธุรกิจหรือใครก็ตาม ทำได้ไม่ยากหรอกครับ

หนทางหายนะจุดที่สอง คือการได้มาซึ่งคณะกรรมการของบรรษัท และรวมถึงคณะกรรมการ คนร.ด้วย ซึ่งตามตัวบทกฎหมายที่ร่างตั้งใส่พานให้พิจารณาอยู่ในเวลานี้ ล้วนมาจากวิธีเก่าร่วม 20 ปีแล้ว คือวิธีสรรหา ซึ่งใช้มาตั้งแต่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยยุคแรก โดยเป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 แล้วเกิดอะไรขึ้นบ้างท่านผู้อ่านที่ติดตามเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นคงรู้กันอยู่แล้ว วิธีนี้ถือว่าดีในประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย แต่สำหรับประเทศไทยวิธีนี้ถือว่าหมูครับ ทุกอย่างจัดการได้ตามสั่ง

ขอให้มาดูมาตราที่เกี่ยวกับการสรรหาคณะกรรมการของบรรษัท ที่กำหนดไว้ในมาตรา 63 กันดีกว่า มาตรานี้ได้ระบุไว้ว่า "ในการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 52 ให้มีคณะกรรมการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนเจ็ดคน ซึ่งประธาน คนร.แต่งตั้งจากบุคคลซึ่งเคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ปลัดกระทรวงพลังงาน เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และให้ผู้อำนวยการ เป็นเลขานุการ

กรรมการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง ต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ

ฉบับที่ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และไม่มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียที่649 ขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ ตามพระราชบัญญัตินี้ในขณะที่ได้รับการแต่งตั้งและในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่

ให้คณะกรรมการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่งพิจารณาเลือกกรรมการคนหนึ่ง เป็นประธานกรรมการสรรหา"

การให้ประธาน คนร.แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเจ็ดคน ซึ่งเคยเป็นบุคคลซึ่งเคยดำรงตำแหน่งระดับปลัดกระทรวงในกระทรวงสำคัญๆ นั้น มีข้อเท็จจริงอยู่ 3 ประการที่ต้องพิจารณาทบทวนให้รอบคอบ คือ ข้อแรก บุคคลต่างๆ ตามที่ระบุนั้นเป็นตำแหน่งที่ประธาน คนร. คือท่านนายกรัฐมนตรีเคยรู้จักมักคุ้นกันมาไม่มากหรือน้อย คนไหนที่พอสั่งเสียกันได้ ก็เลือกคนนั้นมาก็หมดเรื่อง ข้อที่สอง คนระดับปลัดกระทรวงนั้นดีทุกคนหรือไร ตามที่ทราบกันดี มีที่ดีและซื่อสัตย์ด้วยอาจไม่เกินครึ่ง ส่วนกรรมการอีกอย่างน้อย 2 คน คือ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณนั้น ก็เป็นสายตรงขึ้นกับท่านนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว และข้อที่สาม เมื่อกฎหมายกำหนดให้ประธาน คนร.เป็นคนแต่งตั้งกรรมการสรรหา แต่ประธาน คนร.ตามกฎหมาย คือท่านนายกรัฐมนตรี

ดังนั้น การจะป้องกันไม่ให้นักการเมืองมาแต่งตั้งคนของเขาเข้ามานั้น วิธีนี้ใช้ไม่ได้ครับ ที่เคยสรรหาคณะกรรมการโดยใช้วิธีนี้มาแล้วตั้งแต่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยจนถึงปัจจุบัน อะไรเป็นอะไรก็น่าจะรู้กันอยู่เต็มอกอยู่แล้ว

หนทางหายนะจุดสุดท้าย ก็คือคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ "คนร." หรือผู้ที่อยู่ในวงการนี้เรียกว่า "Super Board" ซึ่งก็เป็นยอดคณะกรรมการจริงๆ คือมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายคนหนึ่ง เป็นรองประธานกรรมการและกรรมการโดยตำแหน่งอีก 8 คน ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีอื่นอีก 2 คน ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และประธานกรรมการบริษัท สิริรวมแล้วไม่นับตัวประธาน มีพวกรัฐบาลอยู่ในมือแล้ว 9 คน บวกกับที่ไม่อยู่ในมือ แต่อาจอยู่ในอวย คือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกจำนวน 5 คน ซึ่งแม้ว่าคณะผู้ทรงคุณวุฒินี้จะต้องผ่านกระบวนการสรรหา ตามมาตรา 15 ก็อย่างว่าละครับ ใช้วิธีสรรหาโดยการคัดเลือกคณะกรรมการสรรหา ตามสูตรเดิมที่ใช้มา 20 ปีแล้ว ซึ่งเคยพูดมาแล้วว่าพอสั่งกันได้ ซึ่งจะไม่เป็นการสรรหาอย่างที่คนประเภทตรงไปตรงมาจะเข้าใจได้

จะอย่างไรก็ตาม หนทางหายนะจุดนี้สำคัญมาก ถ้ามีรัฐบาลที่เป็นนักการเมืองไทยที่คนไทยส่วนใหญ่ได้รับการกรอกหูในทุกวันนี้ว่าไว้ใจไม่ได้ ซึ่งจริงๆ ก็ไม่น่าไว้ใจสักพรรค ตามที่ชาวบ้านร้านตลาดพูดกันว่า ใครหน้าไหนเข้ามามีอำนาจก็สวาปามกันหมดไม่มากก็น้อย ดังนั้น เมื่อรัฐบาล คสช.ก็มีความคิดอย่างนี้ ที่ไม่ยอมให้มีประชาธิปไตยเต็มใบตามรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดใหม่ที่ออกมา แล้วทำไม และทำไมไม่ทำการปิดการล้วงลูกของนักการเมืองตั้งแต่ประธานลงมา อย่าเอาท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คนร.เลย รัฐมนตรีเอามาใช้ก็ไม่ควรเกิน 2 คน ระดับปลัดกระทรวง รวมทั้งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอีก 5 คน รวมเป็น 7 คน แล้วให้ทำการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิมาโดยวิธีที่ดีกว่านี้อีก 7 คน รวมทั้งหมด 15 คน

สำหรับตัวประธาน คนร.นั้น ต้องมีการสรรหาคนกลางที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่เคยเป็นนักธุรกิจรายใหญ่ เอาบุคคลที่มีประวัติดีที่รับได้จริงๆ มาเป็น อายุมากหน่อยก็ได้ ขอให้เป็นที่ยอมรับของสังคมจริงๆ อย่างนี้ถ้าจะตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติขึ้นมาก็พอจะรับกันได้

หนทางหายนะสองข้อข้างต้นก็พอแก้ไขได้ การกู้เงิน ก่อหนี้ การจัดซื้อจัดจ้าง ให้ใช้กฎเกณฑ์ของราชการที่มีอยู่โดยอนุโลม แต่ถ้ามีเรื่องใดที่ไม่ดี ทำให้ชักช้าเสียเวลา ไม่มีประสิทธิภาพ ก็เสนอแก้เป็นเรื่องๆ ไป สิ่งใดเป็นกฎหมายก็รีบเตรียมนำเข้ากระบวนการของการแก้กฎหมาย อะไรเป็นมติคณะรัฐมนตรีก็นำเข้าไปสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะได้ใช้เป็นแนวทางปรับปรุงกฎเกณฑ์ของราชการให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพไปด้วยในตัว

สำหรับแนวทางการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหานั้น วิธีแก้ทำได้ไม่ยาก ขอให้เปิดกว้าง และอย่าทำให้คนเขาวิจารณ์ได้ว่าเป็นวิธีการที่สั่งได้ ดังตัวอย่างเมื่อร่วม 10 กว่าปีมาแล้ว มีคำพูดยอดฮิตของนักการเมืองมีชื่อระดับเคยเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่งพูดว่า กกต.ก็ของเรา ป.ป.ช.ก็ของเรา ดังนั้น ถ้ารู้ว่าวิธีที่นิยมปฏิบัติกันนี้ไม่ดี กลับตัวไม่ทำอะไรที่เป็นของเรา แต่เป็นของประเทศชาติ ก็จะสามารถสร้างธรรมาภิบาลให้ประชาชนแลเห็นได้ชัดตั้งแต่ต้น

ก็ใคร่ขอตั้งคำถามว่า ในเมื่อประชาชนและ คสช.ต่างก็ระแวงและกลัวนักการเมืองขี้โกง แล้วทำไมถึงคิดเปิดทางให้นักการเมืองผลัดกันเข้าไปชมสวนสัตว์รัฐวิสาหกิจอย่างเนียนแต่อ้าซ่าได้ขนาดนี้?

EDITORIAL: Death is no deterrent in CORRUPT Vietnam AUTHORITARIAN HANOI WIELDS CAPITAL PUNISHMENT AS A POLITICAL WEAPON - THE NATION Issued date 3 October 2017

Conviction for corruption in high places in Vietnam can bring a sentence of death,and yet even that doesn't seem to be much of a deterrent there.As earnest as the ruling Communist Party is in consistently cracking down on graft among politicians and businesspeople,the situation has improved little in recent years.

Last week it was the turn of a former chairman of state-owned PetroVietnam to be handed a death sentence and a bank's former chief executive was jailed for life in what has been called the biggest fraud trial in modern Vietnamese history,involving 51 defendants.

The People's Court of Hanoi found Nguyen Xuan Son and Ha Van Tham guilty of mismanagement,property appropriation and abusing their authority.At PetroVietnam,Son embezzled US$2.15 million and scooped another $8.7 million from Ocean Bank,which is partially owned by the state.He'd worked there previously.Tham,chairman of the board at Ocean Bank,and accomplices also affiliated with the bank violated credit regulations that seriously undermined state monetary policies and cost the bank $88 million.The massive trial resulted in jail terms ranging from three to 17 years as well as suspended sentences of between 18 and 36 months.

Vietnam is routinely harsh in punishing high-ranking officials convicted of corruption.In late 2013,in a high-profile corruption scam that riveted the nation,two former bosses of state-run Vietnam National Shipping Lines (Vinalines) received death sentences for embezzling nearly $1 million.

The tough stance,though,has barely made a dent in the country's "corruption perception index",as measured annually since 2012 by Transparency International.The watchdog's 2016 report released early this year placed Vietnam at 113 among 176 countries and territories.Its point score out of 100 was 33 last year and 31 from 2012-2015.

What's wrong with this picture?Ask most Vietnamese and they'll say the ferocious,highly publicised crackdowns on corruption mask an underlying political struggle among the powerful elite.

The case against the PetroVietnam and Ocean Bank officials had been brewing for some time.In May,the "mayor"Ho Chi Minh City,Dinh La Thang,was ousted from the inner circle of the decision-making politburo over alleged fraud involving PetroVietnam.Observers believe he might well have committed fraud,but the main reason for his purging was that he was close to Nguyen Tan Dung,the prime minister bumped from office last year.

It falls to current party chief Nguyen Phu Trong to establish for the world community that his seriousness in tackling corruption does not stem from a desire to get rid of political enemies.By all accounts a highly intelligent man,Trong must know that tough penalties alone will not curb corruption.In fact,it is more often a matter of thuggish authori-tarianism serving as a catalyst for graft and other abuses of power.Corruption flourishes in dark places.Only by ensuring that the workings of government are transparent to all,and that the rule of law is effective and efficient,can it be uprooted at the base.

If corruption genuinely concerns the leaders of any government,they must determine where in their administrative systems serious reform is required.That applies to state agencies and state-owned enterprises too.The problem will not go away without sincerity,transparency and accountability.