You are here

CG and corruptions News - 31 July 2017

คอลัมน์ เขียนให้คิด: สามสถาบันของประเทศที่ต้องเที่ยงตรง - ไทยโพสต์

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: กระแสโลกของการต่อต้านคอร์รัปชั่น (จบ) - โพสต์ทูเดย์

ผู้บริหารบจ.ใช้อินไซด์เพิ่ม ครึ่งปี'กลต.'ฟัน11ราย - กรุงเทพธุรกิจ

5 RAIL CONTRACTS TO BE SIGNED BY SEPTEMBER - BANGKOK POST

ป.ป.ช.เผยคดีโรลส์-รอยซ์ยังไม่พบนักการเมืองเอี่ยว - มติชน

ปฏิรูปตำรวจยังอืดแนะเร่งปราบทุจริตในองค์กร - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ ทันประเด็น: ชำแหละ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ พ.ศ.2560 (2) - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ ทายท้าวิชามาร: ความเป็นธรรมจำนำข้าว - ข่าวหุ้น

ปิดช่อง'งบ'รั่วไหล 'บัตรรักษาขรก.'แก้ทุจริตได้ ? - ฐานเศรษฐกิจ

Column CHINA BUSINESS WEEKLY: Chinese financial architecture TAKES FORM - THE NATION

ขุดหลุมฝัง 'ไลบอร์'ปิดฉากดอกเบี้ยฉาว - โพสต์ทูเดย์

Tough-talking Najib defends economic record, assails rivals - BANGKOK POST

นายกฯปากีฯลาออกเซ่นพิษคอร์รัปชัน - ไทยรัฐ

คอลัมน์ เขียนให้คิด: สามสถาบันของประเทศที่ต้องเที่ยงตรง - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

บัณฑิต นิจถาวรกรรมการผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD )

เศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนโดยการทำงานของส่วนต่างๆ ทั้งในภาครัฐและเอกชน มีกลไกตลาดทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากรเศรษฐกิจ นำไปสู่การตัดสินใจของเศรษฐกิจด้านการผลิต การบริโภคและการกระจายผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นหรือรายได้

ประเทศที่ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจมักเป็นประเทศที่กลไกตลาดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อการสร้างประสิทธิภาพให้กับกลไกตลาดก็คือ การมีธรรมาภิบาลที่ดีในระบบเศรษฐกิจที่จะสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจให้กับผู้ร่วมตลาดคือนักธุรกิจ ประชาชนและนักลงทุน การมีธรรมาภิบาลที่ดีจึงสำคัญต่อเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่ต้องมีและต้องเกิดขึ้นในทุกองค์กรหรือสถาบันในระบบเศรษฐกิจทั้งในภาครัฐและเอกชน

วันนี้ที่ผมจะเขียนให้คิดก็คือ สำหรับประเทศหนึ่ง ถ้าคนข้างนอกจะมองเข้ามาและถามว่าธรรมาภิบาลของประเทศดีหรือไม่ ประเทศน่าเชื่อถือหรือไม่ เขาก็จะให้ความสำคัญกับสถาบันอะไรในการหาคำตอบ

คำตอบของผมก็คือ มีสามสถาบันที่ถือเป็นตัววัดความสำคัญของธรรมาภิบาลของประเทศว่าดีหรือไม่

สามสถาบันนี้ก็คือ หนึ่ง ภาคการเงิน ซึ่งได้แก่สถาบันการเงินและหน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงิน สอง ระบบยุติธรรมของประเทศ ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ศาล และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน และหน่วยงานราชทัณฑ์ สาม ก็คือสื่อมวลชนของประเทศหรือ Media ซึ่งหมายถึงอุตสาหกรรมสื่อสาธารณะของประเทศทั้งหมด

ถ้าทั้งสามสถาบันนี้ทำหน้าที่ได้อย่างเข้มแข็ง ถูกต้องตามครรลองอย่างที่ควรจะเป็น ทำงานอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ความมีเหตุมีผล และเที่ยงธรรม ความไว้วางใจของคนในประเทศต่อระบบเศรษฐกิจและต่อประเทศเองก็จะมีมาก นำไปสู่การเป็นประเทศที่เข้มแข็ง น่าอยู่และเป็นที่เกรงใจของประเทศ อื่นๆ ตรงกันข้าม ถ้าทั้งสามสถาบันมีปัญหา ไม่มีธรรมาภิบาลในการทำหน้าที่ ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็น ปัญหาของประเทศก็จะมีมาก ทำให้ประเทศจะพัฒนาหรือเดินต่อก็ยาก กลายเป็นสังคมที่ล้มเหลว

เรื่องนี้คงไม่ต้องพิสูจน์ หลับตาก็คงนึกภาพออก ถ้าระบบการเงินของประเทศ สถาบันสื่อ และระบบยุติธรรมของประเทศไม่ทำงานอย่างที่ควรจะเป็น ไม่เที่ยงตรง ไว้วางใจไม่ได้ ประเทศจะเป็นอย่างไร ด้วยเหตุนี้การมีธรรมาภิบาลที่ดีในการทำหน้าที่ของทั้งสามสถาบันจึงสำคัญมาก ทั้งต่อระบบเศรษฐกิจและความน่าเชื่อถือของประเทศ

ภาคการเงิน เป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจ เพราะเป็นกลไกสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรการเงินของประเทศที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ การเงินเป็นธุรกิจที่ละเอียดอ่อนที่ต้องทำงานบนพื้นฐานของความไว้วางใจที่ผู้ใช้บริการคือประชาชนและภาคธุรกิจมีต่อสถาบันการเงิน ความไว้วางใจหรือ Trust นี้สำคัญมากต่อระบบการเงิน และจากที่การมีธรรมาภิบาลที่ดีในการทำธุรกิจเป็นกลไกสำคัญของการสร้างความไว้วางใจ ธรรมาภิบาลหรือการกำกับดูแลกิจการจึงสำคัญอย่างมากสำหรับภาคการเงิน เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นในระบบการเงินของประเทศ และต้องทำในทุกส่วน ทั้งในตัวสถาบันการเงินเองและหน่วยงานกำกับดูแลสำหรับตัวสถาบันการเงิน

ปัจจัยสำคัญที่สร้างความน่าเชื่อถือก็คือความมีประสิทธิภาพของสถาบันการเงิน ความแข็งแกร่งของสถาบันการเงินที่จะรองรับผลกระทบ หรือ shock ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น และพฤติกรรมของบุคลากรในภาคการเงินที่น่าเชื่อถือ ซื่อตรงต่อหน้าที่ ซื่อตรงต่อตนเองและผู้อื่น ทำหน้าที่อย่างมืออาชีพ สุจริต โปร่งใส และให้ความเป็นธรรมกับลูกค้าทุกรายเท่าเทียมกัน

ในส่วนของหน่วยงานกำกับดูแล ก็ต้องน่าเชื่อถือเช่นกัน มีระบบการทำงานที่เป็นมาตรฐาน โปร่งใส จริงจังและเป็นธรรม มีความสามารถที่จะดูแลระบบการเงินให้มีเสถียรภาพ แม้จะอยู่ในภาวการณ์ที่ไม่ปกติ ขณะเดียวกันก็มีความรู้ความสามารถที่จะทำนโยบายที่นำไปสู่การเติบโต การสร้างประสิทธิภาพ และเสถียรภาพของระบบการเงิน สร้างความมั่นใจให้ทั้งกับประชาชนที่ใช้บริการ กับสถาบันการเงินที่ถูกกำกับดูแล และกับนักลงทุนต่างประเทศ

ในกรณีของระบบยุติธรรม ถ้าระบบยุติธรรมของประเทศเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม ทุกอย่างเป็นไปตามครรลองของกฎหมายและความมีเหตุมีผล ระบบยุติธรรมของประเทศก็จะเป็นที่พึ่งของประชาชน เป็นเกราะป้องกันไม่ให้ความไม่ถูกต้องต่างๆ เกิดขึ้น เพราะคนที่ทำผิด ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักธุรกิจ ข้าราชการ หรือบุคคลธรรมดาจะถูกระบบยุติธรรมจับกุมลงโทษตามกฎหมายเหมือนกันหมด ไม่ยกเว้น และเมื่อระบบยุติธรรมของประเทศเข้มแข็ง คือทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ ศาล หรือหน่วยงานปราบปรามต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง เที่ยงตรง กลไกตลาดก็จะสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเป็นเชลยกับความไม่ถูกต้องต่างๆ เช่น การทุจริตคอร์รัปชัน การให้สินบน การใช้เงิน ใช้เส้นสาย ใช้อภิสิทธิ์ ที่ทำให้การจัดสรรทรัพยากรและการตัดสินใจในระบบเศรษฐกิจผิดพลาดบิดเบือน

ด้วยเหตุนี้ธรรมาภิบาลที่ดีจึงสำคัญมากต่อระบบยุติธรรมของประเทศที่จะนำไปสู่การปฏิบัติใช้กฎหมายตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น มีความเป็นธรรม และให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียม เน้นการใช้เหตุผลตามครรลองและเจตนารมณ์ของกฎหมายเพื่อให้ระบบยุติธรรมของประเทศทำงานได้อย่างเข้มแข็ง ประสบความสำเร็จ และเป็นที่ยอมรับ

แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อบุคลากรในระบบยุติธรรมทำงานด้วยความซื่อตรงต่อหน้าที่ มีจริยธรรมและมีความกล้าที่จะปฏิบัติใช้กฎหมายตามหลักของกฎหมายโดยไม่หวั่นเกรงต่ออิทธิพล อำนาจหรือข้อครหานินทาใดๆ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อกระบวนการทำงานของระบบยุติธรรมยืนอยู่บนพื้นฐานของการมีธรรมาภิบาลที่ดีที่ให้ความสำคัญกับความรับผิดรับชอบ ความมีเหตุมีผล และความเป็นธรรม

ในกรณีของสถาบันสื่อ สถาบันสื่อเป็นความหวังของประชาชนที่จะเป็นตัวสร้างระบบการตรวจสอบให้เกิดขึ้นในสังคม ผ่านการให้ข้อเท็จจริง การวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใส่สีตีไข่ หรือเลือกข้าง และสามารถสื่อสารข้อเท็จจริงต่างๆ ให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจ เพื่อการตัดสินใจของประชาชน ด้วยเหตุนี้การมีธรรมาภิบาลที่ดีในอุตสาหกรรมสื่อจึงสำคัญ ซึ่งหมายถึงกระบวนการทำงานที่มีความรับผิดชอบ มีความโปร่งใส มีเหตุมีผล และมีความเป็นธรรม ซึ่งทั้งหมดสำคัญต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนของประเทศ นอกจากนี้ สถาบันสื่อต้องทำตัวหรือสร้างความเป็นสถาบันให้เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ซึ่งจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสื่อทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระจากอิทธิพลการเมือง อิทธิพลธุรกิจ และอิทธิพลเงินของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มีความโปร่งใสเกี่ยวกับฐานะการเงินของตนเองและผลประโยชน์ต่างๆ ที่ตนเองได้รับ ทำหน้าที่โดยยึดมาตรฐานวิชาชีพและมาตรฐานจริยธรรม ที่สำคัญสถาบันสื่อต้องตอบสนองหรืออ่อนไหวต่อความรู้สึกของประชาชน ไม่ใช่ทำหน้าที่อย่างเอกเทศ โดยไม่ได้สนใจปัญหาหรือความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ของประเทศ

นี่คือสามสถาบันที่ประชาชนในทุกประเทศหวังที่จะได้เห็นว่ามีความเข้มแข็ง มีธรรมาภิบาลในการทำหน้าที่ และมีคุณภาพ เป็นที่หวังได้ พึ่งพาได้ของคนทั้งประเทศ ถ้าเราจะเทียบสามสถาบันนี้ของประเทศไทยกับสามสถาบันเดียวกันในประเทศอื่น เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ หรือออสเตรเลีย เราคงเห็นชัดเจนถึงความสำคัญของสามสถาบันนี้ต่อความเข้มแข็งของประเทศไทย และต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทั้งประเทศ

ด้วยเหตุนี้ การสร้างประเทศให้เข้มแข็งจึงเป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะอยู่ในภาคธุรกิจหรือภาคราชการ ตัวอย่างที่ยกมาเขียนให้คิดวันนี้ก็เพื่อตอกย้ำความสำคัญของธรรมาภิบาลทั้งในภาคธุรกิจและภาคราชการที่ประเทศต้องมีในทุกส่วน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับประเทศ และขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวหน้าและเติบโตอย่างเข้มแข็ง.

"..ประเทศที่ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจมักเป็นประเทศที่กลไกตลาดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อการสร้างประสิทธิภาพให้กับกลไกตลาดก็คือการมีธรรมาภิบาลที่ดีในระบบเศรษฐกิจที่จะสร้างความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจให้กับผู้ร่วมตลาดคือนักธุรกิจ ประชาชนและนักลงทุน การมีธรรมาภิบาลที่ดีจึงสำคัญต่อเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ต้องมีและต้องเกิดขึ้นในทุกองค์กรหรือสถาบันในระบบเศรษฐกิจทั้งในภาครัฐและเอกชน.."

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: กระแสโลกของการต่อต้านคอร์รัปชั่น (จบ) - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

พิษณุ พรหมจรรยา

ที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)phisanu@thai-iod.com

ในตอนที่แล้วได้เขียนถึงปัจจัยสำคัญ 2 ใน 5 ประการ ซึ่งจะส่งผล ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในด้านของการต่อต้านการให้สินบนและการทุจริตคอร์รัปชั่นในอีก 5 ปีข้างหน้า ได้แก่ 1.หน่วยงานตรวจสอบและปราบปรามคอร์รัปชั่นของประเทศต่างๆ มีแนวโน้มจะทำงานสอดประสานกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น และ 2.กระแสสังคมจะมีน้ำหนักในการจัดการปัญหาคอร์รัปชั่นมากกว่าการบังคับใช้ตัวบทกฎหมาย วันนี้จึงจะมาว่ากันต่อถึงอีก 2 ปัจจัยที่เหลือ

3.เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการลดความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชั่น

ในโลกทุกวันนี้เทคโนโลยีได้เข้ามามีส่วนสำคัญกับธุรกิจทุกประเภท มีการนำระบบอัตโนมัติ (Automation) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) มาใช้ในการจัดการกับปัญหาและความเสี่ยงด้านต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในแง่ของการต่อต้านคอร์รัปชั่น สามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยให้เกิดการพัฒนาทั้งในแง่ของความสะดวกรวดเร็ว และประสิทธิภาพของกระบวนการในการติดตามการฝ่าฝืนกฎระเบียบปฏิบัติที่เป็นสัญญาณของการทุจริตคอร์รัปชั่นด้วย

จากผลการสำรวจ Global CEO Survey รอบล่าสุดของ PWC พบว่า 52% ของ CEO บริษัทในโลกกำลังศึกษาถึงประโยชน์ของการนำเครื่องจักรมาทำงานร่วมกับมนุษย์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในอนาคตเทคโนโลยี AI จะถูกนำมาใช้แพร่หลายในอุตสาหกรรมต่างๆ มากขึ้น ซึ่งการนำเทคโนโลยี AI มาใช้จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการประมวลผลข้อมูล โดยอาศัย Algorithm ทำให้บริษัทติดตามข้อมูลต่างๆ และวิเคราะห์ความเสี่ยงได้แบบเรียลไทม์ สามารถตรวจพบการกระทำที่อาจเป็นสัญญาณของการทุจริตคอร์รัปชั่นได้แต่เนิ่นๆ ซึ่งจะทำให้สามารถเลือกวิธีบริหารจัดการที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงที่ปัญหาจะลุกลามไปได้อย่างมีนัยสำคัญ

โดยส่วนใหญ่แล้วการทุจริตคอร์รัปชั่นในกรณีใหญ่ๆ มักจะมีสัญญาณที่สามารถตรวจพบได้ล่วงหน้าก่อน อย่างเช่นการฝ่าฝืนหรือยกเว้นไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้ การรับหรือจ่ายเงินและการบันทึกบัญชีอย่างไม่ถูกต้อง โปร่งใส สมเหตุสมผล ซึ่งในอดีตการตรวจสอบความผิดปกตินี้เหล่านี้จะอาศัยสติปัญญาและกำลังคนเป็นหลักซึ่งถือเป็นข้อจำกัดสำคัญ เพราะมีข้อมูลที่ต้องตรวจสอบมากมาย ไม่มีเจ้าหน้าที่มากพอที่จะมาตรวจสอบข้อมูลได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะฉะนั้นการนำเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับ Machine Learning มาใช้เสริมกับการทำหน้าที่ของแรงงานคน ก็จะช่วยให้สามารถตรวจพบสัญญาณการทุจริตคอร์รัปชั่นได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก

นอกจากนี้ การเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีบล็อกเชนก็จะช่วยให้การติดตามและควบคุมธุรกรรมทางการเงินต่างๆ มีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากขึ้น สามารถตรวจพบธุรกรรมที่น่าสงสัยได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น ในปัจจุบันเราสามารถใช้ Machine Learning เพื่อประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ และช่วยเราตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้มากมายอยู่แล้ว แต่เชื่อแน่ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า เราจะได้เห็นการนำเทคโนโลยียุคใหม่เหล่านี้มาใช้มากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชั่น

4.การจ่ายค่าอำนวยความสะดวกจะลดลงเมื่อคนในสังคมลดการใช้เงินสด

ทุกวันนี้ประเทศต่างๆ ในโลกใช้เงินสดลดลงจากในอดีตอย่างมาก และหันมาใช้ช่องทางการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยในประเทศสวีเดนการใช้จ่ายเงินสดที่อยู่ในรูปของธนบัตรและเหรียญคิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ 2% เท่านั้น สหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 7.7% และสหภาพยุโรปอยู่ที่ 10% สัดส่วนการใช้เงินสดของประเทศต่างๆ ในโลกรวมถึงประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างชัดเจนในอนาคต โดย PWC ประเมินว่าสัดส่วนของธุรกรรมที่ใช้เงินสดในโลกน่าจะลดลงไปถึง 30% ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า หนึ่งในข้อดีของการใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ก็คือสามารถติดตามตรวจสอบได้ง่าย ซึ่งหากคนในสังคมเปลี่ยนมาใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสดก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการจ่ายสินบนหรือค่าอำนวยความสะดวกต่างๆ ไปโดยปริยาย

5.การทำธุรกิจอย่างโปร่งใสและมีจริยธรรมจะกลายมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคม

องค์กรธุรกิจไม่สามารถหลีกเลี่ยงจากการตรวจสอบของสังคม ไม่ว่าจะโดยเอ็นจีโอ สื่อมวลชน หรือโซเชียลมีเดียทั้งหลายได้ ในอีก 5 ปีข้างหน้ากระแสนี้มีแต่จะทวีความเข้มข้นมากขึ้น และเราจะเห็นบริษัทต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจังมากขึ้น และนำประเด็นเรื่องการทำธุรกิจอย่างโปร่งใส มีจริยธรรม และความยั่งยืนมาเป็นแกนหลักในการกำหนดโมเดลธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มว่าบริษัทที่ให้ความสำคัญกับประเด็นธรรมาภิบาลและความยั่งยืนจะเน้นทำธุรกิจกับคู่ค้า และลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้เหมือนกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

บางองค์กรยังไม่เข้าใจความสำคัญในเรื่องนี้ และยังพยายามที่จะฝืนกระแสด้วยการปกปิดข้อมูลต่างๆ โดยใช้ข้ออ้างในเรื่องของการรักษาความลับ และเปิดเผยข้อมูลให้น้อยที่สุดเท่าที่กฎหมายหรือกฎระเบียบของทางการกำหนดไว้เท่านั้น แต่ในอนาคตเมื่อการทำธุรกิจอย่างโปร่งใสและมีจริยธรรมกลายมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคม ธุรกิจเหล่านี้จะเสียโอกาส ส่วนธุรกิจที่เริ่มปรับตัวให้เข้ากับกระแสใหม่เสียตั้งแต่วันนี้ จะได้เปรียบในแง่ของการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของทั้งพฤติกรรมและวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยทั้งความตั้งใจจริงและระยะเวลาในการดำเนินการ แต่เมื่อทำสำเร็จก็จะทำให้ได้รับความเชื่อถือจากผู้มีส่วนได้เสีย และมีโอกาสมากขึ้นที่จะขยับสถานะของกิจการมาอยู่ระดับแนวหน้าของวงการได้

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายงานฉบับเต็มของ PWC เรื่อง "Five forces that will reshape the global landscape of anti-bribery and anti-corruption" ได้ที่ https://www.pwc.com/gx/en/services/advisory/forensics/five-forces-that-will-reshape-the-global-landscape-of-antibribery-anti-corruption.html

ผู้บริหารบจ.ใช้อินไซด์เพิ่ม ครึ่งปี'กลต.'ฟัน11ราย - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

กรุงเทพธุรกิจ ครึ่งปีแรกก.ล.ต.ใช้กฏหมายใหม่ดำเนินคดีทางแพ่ง ปราบผู้บริหารบจ.แห่อินไซเดอร์ เทรดดิ้ง มูลค่ารวม 26 ล้านบาท สั่งถอดจากตำแหน่งผู้บริหาร 11 ราย ระยะเวลาลงโทษสูงสุด 5ปี ด้านก.ล.ต.เผยการใช้กฏหมายใหม่เริ่มครึ่งปี ผู้บริหารยอมเปรียบเทียบปรับ 100% เชื่ออนาคตจะใช้เวลาพิจารณาคดีสั้นลงจากเดิมมากกว่า 1 ปี ขณะที่กระบวนการดังกล่าวสามารถฟ้องเป็นคดีอาญา

ภาพรวมการดำเนินคดีกับผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยครึ่งปีแรก พบว่ามีการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้บริหาร 6 บริษัท และมีจำนวนมากกว่า 11 คน ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลพบว่า กรณีความผิดที่ผู้บริหารนิยมก็คือการใช้ข้อมูลภายในมาซื้อขายหุ้น เพื่อสร้างประโยชน์ให้ตัวเองมากสุด

ขณะที่มูลค่าการดำเนินคดีทางแพ่งอยู่ที่ 26.22 ล้านบาท มีผู้บริหารถูกสั่งปลดจากตำแหน่ง 11 ราย ซึ่งบุคคลส่วนใหญ่จะมีการฐานะเป็นผู้บริหารระดับสูงหรือระดับกรรมการถึงประธานกรรมการบริษัท

สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้ความเห็นว่า การดำเนินคดีโดยใช้มาตรการลงโทษางแพ่งที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปีนั้น ได้ผลในระดับที่ดีมาก ซึ่งการดำเนินคดีมีความรวดเร็วมากขึ้นกว่าในอดีต และบางคดีใช้เวลาไม่ถึง 1 ปีสามารดำเนินการได้เรียบร้อย

อย่างไรก็ตามการดำเนินคดีทางแพ่งใหม่ สามารถช่วยลดขั้นตอนการทำงานได้เป็นอย่างดี และโดยสถิติที่ผ่านมานั้น ผู้กระทำผิดยอมรับโทษมาตรการดังกล่าว 100%

ทั้งนี้ ประโยชน์ของมาตรการลงโทษทางแพ่งนั้น คือ ทำให้การดำเนินคดีมีความรวดเร็วขึ้น และหากผู้ที่กระทำผิดไม่ยอมที่จะเข้ากระบวณการดังกล่าวยังสามารถดำเนินการผ่านศาลแพ่ง และสามารถฟ้องคดีอาญาในอนาคตได้

ชี้บิ๊กชัยวัฒนาฯทำบริษัทเสียหาย

จากข้อมูลของสำนักงานก.ล.ต.พบว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับอดีตกรรมการและผู้บริหาร ประกอบด้วย ผู้บริหารบริษัท ชัยวัฒนา แทนเนอรี่ จำกัด(มหาชน) CWT 6 ราย ได้แก่ (1) นายวีระพล ไชยธีรัตต์ (2) นางวนิดา สิกขมาน (3) นางสาวณัฏฐ์สิชา ภาภัคธนานันท์ (4) นายธีระวัฒน์ ภู่ไพบูลย์ (5) นายชัชนนท์ โสภาจันทร์ และ (6) นายณรงค์ฤทธิ์ สมบัติสมภพ กรณีไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบและความระมัดระวัง เป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหาย โดยเรียกให้ชำระค่าปรับทางแพ่งรวม 3 ล้านบาท

นอกจากการถูกลงโทษด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งดังกล่าวแล้ว ก.ล.ต. ยังสั่งห้ามมิให้นายวีระพล เป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่มีมหาชนเป็นผู้ถือหุ้นเป็นเวลา 6 เดือน และสั่งห้ามมิให้นางวนิดา นางสาวณัฏฐ์สิชา นายธีระวัฒน์นายชัชนนท์ และ นายณรงค์ฤทธิ์ เป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่มีมหาชนเป็นผู้ถือหุ้นเป็นเวลา 3 เดือน

อดีตกรรมการเอ็นพีพีใช้อินไซด์

ก.ล.ต. เปิดเผยการดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งกับอดีตผู้บริหารของบริษัท นิปปอน แพ็ค จำกัด (มหาชน) NPP และผู้ถือหุ้นใหญ่รวม 2 ราย ได้แก่ (1) นายสุรพงษ์ เตรียมชาญชัย และ (2) นางสาวรินนภา คุณะวัฒน์สถิตย์ กรณีซื้อหุ้นและชักชวนให้บุคคลอื่นซื้อหุ้น NPP และหลักทรัพย์ NPP-W1 โดยอาศัยข้อมูลภายใน โดยเรียกให้ชำระค่าปรับทางแพ่งรวม 10,336,293.33 บาท และส่งคืนผลประโยชน์รวม 7,602,368 บาท

ขณะที่นางสาวรินนภา ซึ่งเป็นผู้ให้การสนับสนุนการกระทำของนายสุรพงษ์ จะมีความผิด ค.ม.พ.นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาบังคับใช้กับผู้กระทำผิดและผู้กระทำผิดทั้ง 2 ราย (1) นายสุรพงษ์ ส่งคืนผลประโยชน์ทั้งหมด7,602,368 บาท และชำระค่าปรับทางแพ่งอีก 10,002,960 บาท และ (2) นางสาวรินนภา ชำระค่าปรับทางแพ่ง 333,333.33 บาท นอกจากการถูกลงโทษสั่งห้ามมิให้นายสุรพงษ์ เป็นกรรมการและผู้บริหารบจ.เป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน

ลงโทษผู้บริหารกลุ่มโสภณพนิช

ก.ล.ต. เปิดเผยการดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งกับอดีตผู้บริหารบริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)BLA และผู้ถือหุ้นใหญ่ รวม 5 ราย ได้แก่ (1) นายฉัตรชัย โชตนาการ (2) นายเชิดชู โสภณพนิช (3) บริษัท วัฒนโสภณพนิช จำกัด (4) บริษัท กรุงเทพประกันภัย และ (5) นายชัย โสภณพนิช กรณีอาศัยข้อมูลภายในขายหุ้น BLA โดยเรียกให้ชำระค่าปรับทางแพ่งรวม 3,765,000 บาท และส่งคืนผลประโยชน์รวม 1,750,150 บาท

ก.ล.ต. สั่งห้ามมิให้นายฉัตรชัย นายเชิดชูและนายชัย เป็นกรรมการและผู้บริหารเวลา 1 ปี รวมทั้งสั่งห้ามนายเชิดชูและนายชัยมิให้เป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุนเป็นเวลา 3 ปีด้วย

ถอดผู้บริหารเด็มโก้

ก.ล.ต. เปิดเผยการดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งกับอดีตกรรมการและผู้บริหารบริษัท เด็มโก้ จำกัด (มหาชน)DEMCO รายนายสุวัฒน์ จรดล กรณีอาศัยข้อมูลภายในขายหุ้น DEMCO โดยเรียกให้ชำระค่าปรับทางแพ่ง 7,463,337.50 บาท และส่งคืนผลประโยชน์ 5,970,670 บาท พร้อมทั้งห้ามมิให้เป็นกรรมการหรือผู้บริหารเวลา 2 ปี และสั่งนายสุกฤษฏิ์ จรดล เจ้าของบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่ช่วยเหลือและสนับสนุนการกระทำผิดให้ชำระค่าปรับทางแพ่ง333,333.33 บาท และจึงสั่งห้ามมิให้นายสุวัฒน์เป็นกรรมการหรือผู้บริหาร เป็นเวลา 2 ปี ด้วย

ถอนไลเซ่นส์ผจก.กองทุน

ก.ล.ต. เปิดเผยการดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ที่แก้ไขใหม่รายนายยิ่งอนันต์ วงศ์ศิริเดช ในความผิดฐานแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการทำหน้าที่ผู้จัดการกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ศาลาแอทสาทร (SSPF) ที่ซื้อหลักทรัพย์ SSPF โดยอาศัยข้อมูลภายใน ได้แก่ ส่งคืนผลกำไรที่ได้รับจากการกระทำผิด 1.38 ล้านบาท และชำระค่าปรับทางแพ่ง 1.73 ล้านบาท นอกจากนี้ ก.ล.ต. สั่งห้ามมิให้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการกองทุนรวมหรือปฏิบัติงานของบุคลากรธุรกิจตลาดทุน5 ปี รวมทั้งผู้สนับสนุน 2 ราย คือ นางสาวกีรรัตน์ วิภูสุพรรณ์ และนางสาวศรัญญา เข็มทอง ได้ชำระค่าปรับทางแพ่งรายละ 333,333.33 บาท

เปิดมาตรการลงโทษ'ทางแพ่ง'5ประเภท

กรุงเทพธุรกิจ รพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ระบุว่า ก.ล.ต.ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งในการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำผิด หลังจากที่กฎหมายหลักทรัพย์ฉบับที่ 5 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 ธ.ค. 2559 มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) ซึ่งค.ม.พ. เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นอิสระจาก ก.ล.ต. จึงเชื่อมั่นได้ว่ามีความรอบคอบและเป็นธรรม ทั้งนี้ เงินค่าปรับทางแพ่งและเงินค่าชดใช้ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำความผิดถือเป็นรายได้แผ่นดินที่จะนำส่งกระทรวงการคลัง

สำหรับประเภทความผิดที่สามารถดำเนินการบังคับใช้มาตรการลงโทษทางแพ่ง ได้แก่ ความผิดเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ (ปั่นหุ้น ใช้ข้อมูลภายใน บอกกล่าวข้อมูลเท็จหรือคาดการณ์เท็จ) การแสดงข้อความเท็จหรือปกปิดข้อความจริงในเอกสารที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน กรรมการหรือผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด (fiduciary duty) การใช้หรือยอมให้ใช้บัญชีในการกระทำความผิดในกลุ่ม การกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์

มาตรการลงโทษทางแพ่งมี 5 ประเภทได้แก่ (1) ค่าปรับทางแพ่ง (2) การชดใช้เงินเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับไปจากการกระทำความผิด (3) การห้ามเข้าซื้อขายหลักทรัพย์ภายในระยะเวลาที่กำหนด สูงสุดไม่เกิน 5 ปี (4) ห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารสูงสุดไม่เกิน 10 ปี และ (5) การชดใช้ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบคืนให้กับ ก.ล.ต

5 RAIL CONTRACTS TO BE SIGNED BY SEPTEMBER - BANGKOK POST Issued date 30 July 2017

>> Contracts for the construction of five dual-track rail projects worth 95.8 billion baht are expected to be signed by September, says Anon Luangboriboon, inspector-general of the Transport Ministry.

Mr Anon, who is also the acting governor of the State Railway of Thailand (SRT), was speaking at an "integrity pact" signing ceremony for the construction of three tunnels along the Map Kabao-Thanon Chira Junction line. The pact was signed by 16 companies.

The SRT, bidders and an inspector of the Comptroller General's Department and six representatives from relevant organisations signed the pact to ensure integrity, transparency and accountability in the bidding process, he said. The 7.9km section will cost around 9.3 billion baht.

As for the 196km Nakhon Pathom-Hua Hin dual-track project, bidding on the 15.8-billion-baht section will take place on Aug 10. Bidding on the 167km section between Prachuap Khiri Khan and Chumphon will be held on Aug 31.

The Map Kabao-Thanon Chira Junction rail project will be divided into three parts - Map Kabao-Klong Khanan Jit (7.7 billion baht), Klong Khanan Jit-Thanon Chira Junction (7 billion baht) and the tunnel (9.3 billion baht). Bidding on the first two contracts will be held on Sept 1 and on the third on Sept 7.

The fourth project concerns the Lop Buri-Pak Nam Pho section, which will be divided into two parts - the Ban KlubKhok Kratiam section (10.1 billion baht) and the Tha Kae-Pak Nam Pho section (8.8 billion baht). Bidding for the first contract will be held on Sept 7 and the second on Sept 4.

The final project involves the 84km Hua Hin-Prachuap Khiri Khan track, worth 7.3 billion baht. The winning bidder of this project is expected to sign the construction contract by next month, said Mr Anon, adding that winners of the remaining projects are to sign contracts by September.

ป.ป.ช.เผยคดีโรลส์-รอยซ์ยังไม่พบนักการเมืองเอี่ยว - มติชน ฉบับวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าในการไต่สวนคดีบริษัท โรลส์-รอยซ์ จ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่รัฐบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.ว่า เบื้องต้นเท่าที่ ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริงและให้กรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติตั้งกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คนเป็นองค์คณะไต่สวน โดยมี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร และ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง กรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 3 ราย เป็นผู้รับผิดชอบสำนวนนั้น ยังไม่มีข้อมูลว่ามีนักการเมืองระดับชาติเข้าไปเกี่ยวข้องในการ รับสินบนดังกล่าว โดยกลุ่มผู้ถูกกล่าวหามีตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงใน ปตท. และกลุ่มคณะกรรมการจัดซื้อในขณะนั้น อย่างไรก็ตามถ้ามีข้อมูลและข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีกลุ่มการเมือง หรือนักการเมืองระดับชาติเข้าไปเกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่จะเสนอเรื่องให้องค์คณะไต่สวน เพื่อดำเนินการเพิ่ม ผู้ถูกกล่าวหาได้ อย่างไรก็ตามสำหรับรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดนั้น ไม่ทราบรายละเอียด เนื่องจากอยู่ระหว่างการไต่สวนขององค์คณะไต่สวน

ปฏิรูปตำรวจยังอืดแนะเร่งปราบทุจริตในองค์กร - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ผู้จัดการรายวัน360 - โพลชี้การปฏิรูปตำรวจยังอืด ยังไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจน เพราะ มีระบบเส้นสาย อยากเห็นการปราบปรามทุจริตในองค์กรมากที่สุด แนะกำหนด บทลงโทษที่รุนแรง สำหรับตำรวจที่ทุจริต คอร์รัปชัน

ตามที่ คสช.ได้มีการดำเนินการปฏิรูปตำรวจ โดยมี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธาน เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการปฏิรูปตำรวจ "สวนดุสิตโพล" ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชน ทั่วประเทศ จำนวน 1,137 คน ระหว่างวันที่ 25-29 ก.ค.60 สรุปผลได้ ดังนี้

1. ประชาชนคิดอย่างไร กับการปฏิรูปตำรวจที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ อันดับ 1 ช่วยรักษาเกียรติยศ ชื่อเสียง ศักดิ์ศรีของตำรวจไทย 71.77% อันดับ 2 ควรเร่งดำเนินการ อยากเห็นวงการตำรวจมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น 65.44% อันดับ 3 ปัจจุบันภาพลักษณ์ตำรวจไม่ค่อยดี ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ 60.95% อันดับ 4 ทุกฝ่ายต้องช่วยกันอย่างจริงจัง ขจัดตำรวจที่ไม่ดี 53.83%

2. ประชาชนคิดว่า กระบวนการ ขั้นตอนในการปฏิรูปตำรวจที่ดำเนินการ อยู่ขณะนี้ เป็นอย่างไร อันดับ 1 ดำเนินการยังช้าอยู่ 76.47% เพราะยังไม่เห็นแนวทางดำเนินการที่ชัดเจน ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขอย่างไร เป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก มีระบบเส้นสาย ฯลฯ อันดับ 2 ดำเนินการได้รวดเร็วดีแล้ว 23.53% เพราะมีข่าวความคืบหน้าให้เห็นเป็นระยะ เริ่มมีการตื่นตัวเป็นเรื่องที่ คสช.ให้ความสำคัญ ฯลฯ

3. "6 แนวทางปฏิรูปตำรวจ" ที่ประ- ชาชนคิดว่าควรเร่งดำเนินการมากที่สุด อันดับ 1 ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในองค์กร 80.16% อันดับ 2 ด้านการสอบสวนและการบังคับใช้กฎหมาย 76.25% อันดับ 3 ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ การสรรหา การผลิต และการพัฒนาให้เป็นตำรวจที่ดี 65.70% อันดับ 4 ด้าน การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัย 61.21%

4. ทำอย่างไร การปฏิรูปตำรวจ จึงจะสำเร็จ อันดับ 1 กำหนดบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับตำรวจที่กระทำผิด ทุจริต คอร์รัปชัน 72.30% อันดับ 2 มีระบบการแต่งตั้งโยกย้ายที่เป็นธรรม แก้ปัญหาการซื้อขายตำแหน่ง 69.66% อันดับ 3 มีนโยบายสร้างขวัญกำลังใจและค่าตอบแทนที่เหมาะสม ยุติธรรม 66.23% อันดับ 4 ตำรวจระดับชั้นผู้ใหญ่ต้องให้ความสำคัญ เอาจริงเอาจัง 62.01% .

คอลัมน์ ทันประเด็น: ชำแหละ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ พ.ศ.2560 (2) - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

โดย : กะบังลม

ว่ากันต่อเรื่อง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 2560 อย่างที่บอกว่าการกำหนดหลักการของ พ.ร.บ.ฉบับนี้มีข้อแตกต่างไปจาก พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฉบับเดิมสิ้นเชิง ดังนั้นกฎหมายลูกที่ต้องออกเพื่อรองรับการดำเนินการเป็นหน้าที่ของกรมบัญชีกลาง ต้องเร่งดำเนินการให้ ประกาศใช้ทันในวันแรกที่จะมีการใช้คือวันที่ 23 สิงหาคม ที่จะถึงนี้

"กะบังลม" ว่าข้าราชการทั้งกรมบัญชีกลางไม่ต้องทำอะไร หยุดโลกมา ดูกฎหมายลูกของ พ.ร.บ.ฉบับนี้อย่างเดียวเลย ทำกันสุกเอาเผากินเลย

การเขียนถึงกฎหมายลูกในเรื่อง การขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการไปแล้ว ฝากทางกรมบัญชีกลางประกาศถึงกำหนดหลักเกณฑ์อย่างไรในเรื่องการขึ้นทะเบียน ต้องขึ้นทะเบียนที่ไหน ข้อกำหนดอย่างไรบ้าง เพราะ ร่างหลักเกณฑ์ที่ออกมาแย้งกับหลักสากลที่พิจารณาความสามารถผู้ประกอบการเป็นหลัก ประกาศออกมาให้ชัดๆ ว่าจะเอา ยังไง เพราะผู้ประกอบการเองต้องทราบเพื่อไปปรับตัวในการเตรียมทั้งเรื่อง ทุนจดทะเบียน หนังสือรับรองเครดิต

ผลงานใหม่ที่ทางกรมกำหนดเพราะอีกไม่ถึง 30 วันตามกำหนดบทเฉพาะกาล ของการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะจะทำให้การจัดซื้อจัดจ้างกระทบทั้งกระบวนการ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ตั้งใจจะปรับปรุงระบบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐโดยส่วนหนึ่งมุ่งเน้นในด้านการก่อสร้าง

ต้องชมส่วนที่กำหนดไว้ดีและชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนที่ผ่านมา ของการจ้างที่ปรึกษาหน่วยงานของรัฐ พ.ร.บ.ฉบับนี้ กำหนดชัดเจนว่าให้การจ้างหน่วยงานของรัฐด้วยหน่วยงานของรัฐเองนั้นเงินรายรับที่ได้กำหนดให้ส่งเข้ากับหลวงและการเบิกมาใช้ต้องผ่านกระบวนการงบประมาณเหมือนเงินงบประมาณแผ่นดิน ตรงนี้คงทำให้หน่วยงานของรัฐ ที่ออกมารับจ้างหน่วยงานของรัฐด้วยกันคงหายขยันกันเสียที เพราะที่ผ่านมาด้วยความสัมพันธ์ที่ดีไปรับงานจากหน่วยงานรัฐด้วยกันเอง มาทำแบบไม่ต้องผ่านการคัดเลือก

เมื่อได้เงินมา ถือเป็นเงินนอกงบประมาณก็นำมาแจกจ่ายให้เฉพาะในหมู่พวกตัวเอง สร้าง ปัญหาทั้งเรื่องการแบ่งพรรคแบ่งพวกรวมไปถึงถูกเอกชนที่มาแย่งงานร้องเรียนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต พ.ร.บ.ฉบับนี้ความสำคัญคนคิดราคากลาง รวมทั้งให้เครดิตผู้คิดคำนวณราคากลาง กำหนดให้ผู้ที่จะคิดราคากลางต้องผ่านการอบรมและให้เบี้ยเพิ่มผู้ที่ทำหน้าที่นี้ จุดนี้ถือว่าดีมากเลยเพราะจะทำให้ผู้คิดราคากลางได้ตั้งใจพัฒนาวิชาชีพรวมไปถึงยกระดับความสำคัญของการคิดราคากลางขึ้น

"กะบังลม" เสียดายอย่างเดียว เวลาในการใช้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้รวมทั้งการเตรียมการไม่ต่ำกว่า 3 ปี แต่ไม่มีหน่วยงานใดเลยที่หาญกล้าพูดถึง กระบวนการคิดราคากลางก่อสร้างว่าที่กำหนดไม่ว่ากรมบัญชีกลาง กรมโยธาธิการและผังเมือง หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบราชการ นั้นเป็นเรื่องที่โบราณคร่ำครึไม่ตามหลักสากล ขาดทั้งกระบวนการให้ความสำคัญในเรื่องการเก็บข้อมูลราคากลางหรือราคาที่ผู้รับเหมาประมูลได้ไปโดยขาดการกำหนดเรื่องรหัสต้นทุนของราคาเพื่อใช้ในการเก็บข้อมูลให้เป็นหมวดหมู่นำมาวิเคราะห์ราคาได้ง่ายๆ

เสียงแว่วมาว่ามีการตั้งคณะทำงานเรื่อง รหัสต้นทุนก่อสร้างกัน ตั้งแต่ปลายสมัยอดีตอธิบดีกรมบัญชีกลางมนัส แจ่มเวหา ตามที่ทางคณะกรรมการต่อต้านคอร์รัปชันชุดที่นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานได้สั่งการมา แต่มาสมัยปัจจุบันยุคกรมบัญชีกลางเป็นหมูไม่กลัวน้ำร้อนเอาเรื่องไปดองเงียบไว้เฉยๆ

"กะบังลม" ต้องฝาก นายกฯตู่ มีเวลาเมื่อไหร่ ลองเรียกอธิบดีกรมบัญชีกลางไปสอบถามดูว่าเรื่องมันถึงไหน เอาไปดองไว้ทำไมกลัวอะไรมันจะโผล่หรือเปล่า น่าสนใจน่ะครับท่านนายกฯตู่.

คอลัมน์ ทายท้าวิชามาร: ความเป็นธรรมจำนำข้า - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เจ้าของคลังข้าวในหลายจังหวัด ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการขายข้าวเสื่อมเป็นอาหารสัตว์ และขอให้ตรวจสอบคุณภาพใหม่

โดยเฉพาะที่อ่างทอง เกิดเรื่องดราม่า เมื่อทีมข่าวทีวีนำโดยฐปนีย์ เอียดศรีไชย ไปทำข่าวเจ้าของคลังข้าววรโชติ ร้องเรียนว่า ข้าว 6,600 ตันที่รับจำนำตั้งแต่ปี 56/57 องค์การคลังสินค้าจ้างให้ดูแล มีจำนวนหนึ่งถูกสุ่มตรวจเป็นข้าวเสื่อม ทั้งที่คุณภาพดี แล้วระหว่างที่สื่อทำข่าว ก็มีทหารเข้ามาด่า “ไอ้เฮีย หยุดถ่ายได้แล้ว ไม่งั้นจะยึดกล้องให้หมด”

ข่าวนี้มาในช่วงที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ จะพิพากษายิ่งลักษณ์พอดี แถมกรมบังคับคดีก็ยึดบัญชี ถอนเงินไปถือไว้ โฆษกไก่อูและอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ก็เลยตั้งข้อสังเกตว่าทำไมมาเรียกร้องช่วงนี้

อ้าว ก็ขายข้าวในคลังเขาพอดี ไม่เรียกร้องช่วงนี้จะร้องช่วงไหนล่ะ

ถ้าฟังเหตุผลสักนิด จะพบว่าคลังข้าวร้องขอความเป็นธรรมให้ตัวเขาเอง เพราะในการประมูลขายเป็นอาหารสัตว์ กิโลกรัมละ 5.07 บาท คลังข้าวต้องจ่ายค่าเสียหายกิโลละ 5 บาท สมมติ 1 พันตันก็ต้องจ่าย 5 ล้านบาท ถูกดำเนินคดี ซ้ำ อคส.ยังไม่จ่ายค่าดูแลรักษาอีกหลายล้านบาท

นั่นไงครับ ค่าเสียหายไม่ได้ผลักให้ “อีปู” แต่ผู้เดียว เจ้าของคลังข้าว โรงสี เซอร์เวเยอร์ เดือดร้อนกันไปหมด ทั้งที่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เลือกข้างทางการเมือง

คือถ้าเขาผิดจริง ก็ว่าไปตามผิด แต่ต้องให้ความเป็นธรรม ความยุติธรรม ถามว่ามันจะเป็นอะไรไปนักหนา แค่ยอมให้ตรวจสอบคุณภาพใหม่ เพื่อความโปร่งใส กระจ่างแจ้งกันทุกฝ่าย ถ้าตรวจสอบแล้วเสื่อมจริง ทั้งคลังข้าว ทั้งพรรคเพื่อไทย ที่โฆษกไก่อูกล่าวหาว่าหยิบมาเป็นประเด็นทางการเมือง จะได้หน้าหงายไป

เอ๊ะ หรือกลัวว่าถ้าตรวจสอบใหม่แล้วพบว่าข้าวคุณภาพดี รัฐบาลจะเสียเครดิต ส่งผลกระทบการเอาผิดคดีจำนำข้าว แต่ถ้าไม่ยอมให้ตรวจสอบ จะมีเครดิตเรื่องความยุติธรรมได้อย่างไร

อย่าลืมสิว่าไม่ใช่แค่เจ้าของคลังข้าว หรือพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาโวย พรรคประชาธิปัตย์ก็ตั้งข้อสงสัยว่าการประมูลข้าวครั้งหลังไม่ชอบมาพากล ซ้ำยังมีรถบรรทุกข้าวโดนจับที่สระแก้ว อ้างว่านำเข้าจากกัมพูชา แต่ตรวจพบว่าเป็นข้าวที่เพิ่งประมูลมาราคาถูก

รัฐบาลประเมินค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าว 178,586.37 ล้านบาท เรียกจากยิ่งลักษณ์ 20% ที่เหลืออีก 80% หรือ 1.4 แสนล้านบาทจะไล่บี้จากผู้เกี่ยวข้องกว่า 800 คดีใน 33 จังหวัด มีทั้งนักการเมือง ข้าราชการ พนักงาน อคส. อ.ต.ก. โรงสี โกดัง เซอร์เวเยอร์ ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต รับจำนำข้าวผิดประเภท ข้าวหาย ปลอมปน ลงจำนวนไม่ตรง ฯลฯ ซึ่งจะกระทบต่อคนจำนวนมาก

การดำเนินการกับคนเหล่านี้ต้องให้ความเป็นธรรม ตรงไปตรงมา ผิดก็ว่าไปตามผิด แต่อย่าให้มีวิธีคิดแบบจ้องเอาผิดนักการเมืองแล้วหญ้าแพรกแหลกลาญไปด้วย

ใช่เลยครับ โครงการรับจำนำข้าวมีช่องโหว่ ข้าวลม ข้าวปน ลงบัญชีไม่ตรง ฯลฯ แต่ก็เหมือนจำนำพืชผลทุกโครงการ ประกันราคาข้าวก็มีทุจริตตัวเลขลม ข้อแตกต่างคือจำนำข้าวใช้เงินมหาศาลกว่าทุกโครงการ ให้ราคาสูงลิ่วกว่าตลาดจาก 10,000 เป็น 15,000 จึงดูว่ามีความเสียหายมาก

“ความผิดเชิงนโยบาย” เป็นอีกเรื่อง แต่เวลาไปไล่ตรวจสอบข้าราชการ โกดัง โรงสี ฯลฯ ต้องว่าตามเนื้อผ้า เปิดเผย โปร่งใส ไม่ใช่ชี้ถูกชี้ผิดเอาเอง ในยุคที่ปิดกั้นเสรีภาพ ใครๆ ก็หวาดกลัว (แม้กระทั่งนักข่าว)

ปิดช่อง'งบ'รั่วไหล 'บัตรรักษาขรก.'แก้ทุจริตได้ ? - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

การทุจริตเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ถือเป็นเป้าหมายต้นๆ ที่ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กล่าวถึงตั้งแต่รับตำแหน่ง รมว.กระทรวงการคลัง และพยายามหาทางปิดช่องรั่วไหลการใช้งบประมาณที่เพิ่มอย่างรวดเร็ว จากปี 2547 ใช้จ่ายอยู่ที่ 2.60 หมื่นล้านบาท เพิ่มกว่าเท่าตัวเป็น 5.49 หมื่นล้านบาทในปี 2551 และเป็น 7.10 หมื่นล้านบาทในปี 2559 และมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็นแสนล้านบาทในไม่กี่ปี หากรัฐไม่มีมาตรการควบคุม ขณะที่งบประมาณได้รับปีละ 6 หมื่นล้านบาท คงที่มาตั้งแต่ปี 2556 (ดูตารางประกอบ)

เปรียบเทียบรายจ่ายทั้ง 3 กองทุน ตามรายงานของมูลนิธิภิวัฒน์สาธารณะสุขไทย (ภวส.)ณ สิ้นปี 2559 ยังพบว่างบรักษาพยาบาลข้าราชการ 7.1 หมื่นล้านบาท เทียบจำนวนผู้มีสิทธิ์ 4.3 ล้านคน (ต่อปีใช้งบมากสุดที่รายละ 1.42 หมื่นบาท), กองทุนหลักประกันสุขภาพใช้งบ 1.28 แสนล้านบาท จำนวนผู้มีสิทธิ 48.7 ล้านคน (ต่อรายต่อปี 3,109 บาท) และกองทุนประกันสังคม (สมทบ 3 ฝ่ายลูกจ้าง, นายจ้างและงบรัฐ 33%) งบ 2.3 หมื่นล้านบาท จำนวนผู้มีสิทธิ 13.6 ล้านคน (ต่อรายต่อปีใช้ 3,160 บาท)

ประเด็นการใช้จ่ายงบที่สูงขึ้น นอกจากโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัย ผลศึกษาร่วมกันระหว่างสำนักงาน ป.ป.ท., ป.ป.ช., กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และกรมบัญชีกลาง ยังชี้ว่ามีมูลเหตุจากการทุจริตที่ทำเป็นกระบวนโยงใยเกี่ยวข้องใน 3 กลุ่มใหญ่คือ 1.กลุ่มผู้ใช้สิทธิและเครือญาติ 2.กลุ่มสถานพยาบาลและบุคลากรในสถานพยาบาล และ 3 กลุ่มบริษัทจำหน่ายยา

โดยพฤติกรรม 1.ช็อปปิ้งยา การใช้สิทธิโดยทุจริตของผู้มีสิทธิและเครือญาติ ทั้งที่เป็นผู้ป่วยหรือไม่มีอาการป่วย ด้วยการตระเวนไปใช้สิทธิ (เวียนเทียนสิทธิ) ตามโรงพยาบาลต่างๆ หลายๆ แห่งในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และขอรับยาเกินความจำเป็นทางการแพทย์ บางรายนำยาที่ได้ไปจำหน่ายต่อ ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลปีละกว่า 6- 7 หมื่นล้านบาท จำนวนนี้ 40-50% เป็นค่ายาหรือกว่า 30,000 ล้านบาท

2.พฤติกรรมยิงยา การจ่ายยาของบุคลากรในสถานพยาบาลโดยทุจริต เช่นสั่งจ่ายยาเกินความจำเป็นของผู้ป่วย, สั่งจ่ายยาเพิ่มเติมที่ไม่เกี่ยวกับโรคของผู้ป่วย, บันทึกข้อมูลสั่งจ่ายยาสูงกว่าที่จ่ายจริง เช่น หมอสั่งจ่าย 300 เม็ด เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล 500 เม็ด หรือสั่งจ่ายยาโดยไม่มีการรักษาโดยมีเป้าหมายจ่ายยาออกไปมากๆ เพื่อทำยอดจำหน่ายยา กรณีนี้เป็นการสมคบระหว่างบริษัทจำหน่ายยา สถานพยาบาลและบุคลากรในสถานพยาบาล ในรูปแบบค่าคอมมิสชันหรือเปอร์เซ็นต์ยา การเสนอผลประโยชน์ให้จากยอดจำหน่ายในหลายรูปแบบ อาทิ ตัวเงิน ยาแถม และการดูงานต่างประเทศ

ปมทุจริตในกระบวนการเบิกยาดังกล่าว ทำให้เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อาศัยอานาจตามมาตรา 19 (11) แห่ง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ทำหนังสือเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) หนึ่งในข้อเสนอก็คือ ให้มีศูนย์ประมวลข้อมูลสารสนเทศด้านยาโดยเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลทุกสังกัด และกรมบัญชีกลางเพื่อตรวจสอบการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตโดยในระหว่างที่ยังไม่มีศูนย์ประมวลดังกล่าว ให้กรมบัญชีกลางออกมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายผู้ป่วยนอกและกำหนดหลักเกณฑ์การจัดซื้อยาเพื่อป้องกันการซื้อยาโดยมีผลประโยชน์ต่างตอบแทน

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้กระทรวงคลังเคยมีนโยบายจะให้บริษัทประกันชีวิตรับไปบริหารจัดการแทน แต่กระแสส่วนใหญ่คัดค้าน กังวลว่าอาจกระทบสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการลดไปจากเดิม เนื่องจากงบส่วนหนึ่งต้องจ่ายเป็นค่าบริหารให้กับบริษัทประกัน ก่อนที่กระทรวงจะมีคาสั่งให้กรมบัญชีกลาง ศึกษาการออกบัตรสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ (ขรก.) และเมื่อวันที่ 4 กรกฎา คมที่ผ่านมา ครม.ได้อนุมัติงบประมาณ 124 ล้านบาท เพื่อจัดทำบัตรดังกล่าว 4.5 ล้านใบให้กับข้าราชการและบุคคลในครอบครัวของข้าราชการ

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าหลังจากวันที่ 1 ตุลาคม 2560 ที่มีการนำบัตรสวัสดิการรักษาขรก.มาใช้ เชื่อจะช่วยอุดช่องโหว่การทุจริต การเวียนเทียนยา สวมสิทธิ์หรือเบิกจ่ายยาเกินได้แน่นอน และน่าจะช่วยลดรายจ่ายงบประมาณลงได้ หลังจากปี 2559 ใช้สูงถึง 7.1 หมื่นล้านบาท (เพิ่ม 4,500 ล้านบาทจากปีงบประมาณ 2558)

นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า บัตรรักษาขรก. ได้นำหลักการของบัตรเครดิตมาประยุกต์ใช้ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการตรวจสอบและพิสูจน์ตัวบุคคล โดยผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัวสามารถใช้บัตรดังกล่าว เพื่อประกอบการใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลในระบบเบิกจ่ายตรงได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอการประมวลผลข้อมูลตามระบบเดิมบัตรนี้ยังใช้เป็นเครื่องมือประกอบการตรวจสอบการทำธุรกรรมการชำระเงินค่ารักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลเรียกเก็บจากกรมบัญชีกลางในระบบเบิกจ่ายตรง ทาให้กรมบัญชีกลางสามารถรับรู้ข้อมูลและค่าใช้จ่ายการเข้ารับบริการทางการแพทย์ของผู้ป่วยได้ทันทีภายในวันเดียวกัน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบการเบิกค่ารักษาพยาบาลในระบบเบิกจ่ายตรง

"เทียบจากปัจจุบันที่ยังใช้บัตรประจำตัวข้าราชการ เมื่อมีการใช้สิทธิรักษาพยาบาล ทางโรงพยาบาลจะโอนข้อมูลค่าใช้จ่ายมายังกรมบัญชีกลาง เพื่อขอเบิกจ่ายเงินซึ่งกว่าจะตรวจสอบความถูกต้องต้องใช้เวลานาน แต่ในระบบใหม่ บัตรรักษา ขรก. ข้อมูลจะเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของกรมบัญชีกลาง จึงสามารถประมวลได้ว่าข้าราชการรายนั้นใช้สิทธิไปแล้วเท่าใด มีการตระเวนไปใช้โรงพยาบาลอื่นหรือเบิกจ่ายรักษาแล้วมากี่ครั้ง สามารถที่จะตรวจสอบได้ใน ทันที"

อย่างไรก็ดี เครือข่ายปฏิรูประบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ (คสร.) ที่มี น.พ.มงคล ณ สงขลา เป็นประธานได้ตั้งข้อสังเกตว่า บัตรดังกล่าวจะแก้ปัญหาทุจริตรักษาพยาบาล การเวียนเทียนรับยาได้จริงไหม และคำตอบที่อธิบดีกรมบัญชีกลางบอกว่าไม่ต้องรอการตรวจสอบค่าใช้จ่าย ธุรกรรมเสร็จภาย ในวันเดียว จะทำได้อย่างไรสำหรับคนไข้ซึ่งใช้การเบิกจ่ายตามกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม ที่ต้องรอแพทย์สรุปผลรักษาและค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมถึงจะมั่นใจได้อย่างไรว่างบ 124 ล้านบาท ที่ใช้จัดทำบัตรจะไม่บานปลายหรือต้องใช้งบเพิ่มเติมอีก

"บัตรรักษาฯขรก." จะแก้ปัญหาทุจริตงบรักษาพยาบาลและค่ายาที่บานปลายได้หรือไม่ หรือจะยิ่งสิ้นเปลืองงบตามที่ คสร.ตั้งข้อสังเกตหรือไม่? ไม่ เกินปีงบประมาณ 2561 คงได้คำตอบ

Column CHINA BUSINESS WEEKLY: Chinese financial architecture TAKES FORM - THE NATION Issued date 31 July 2017

SUWATCHAI SONGWANICHCHIEF EXECUTIVE OFFICER,BANGKOK BANK (CHINA)

The Asian Financial Cooperation Association (AFCA) launched last week is a very welcome addition to the financial scene in Asia, as it will deepen and enhance communication and cooperation between banks and other financial institutions, while also promoting market development.

Deputy Premier Ma Kai gave the keynote speech at the launch, while Jin Liqin, the President of Asian Infrastructure Investment Bank (AIIB) and the Bank of Thailand Governor Veerathai Santiprabhob also spoke.

There are currently over 100 members of AFCA and Bangkok Bank is a founding member. I was fortunate to join the launch in Beijing together with President Chartsiri Sophonpanich and Dr Thanathpong Pratheepthaweephon, also from Bangkok Bank.

Even though it is two decades since the Asian financial crisis, the memories of it are still very fresh and we certainly don't want to go through something like that again. However, the danger remains as financial sys-tems around the world have become even more interconnected which has the potential to cause a

systemic risk whereby problems in one country affect many others.

The exchange and cooperation platform being built by AFCA for Asian financial institutions aims to reduce such risks as it will provide an early warning system and a means of cooperation. Although AFCA is initially focused on Asia, it may later be extended to cover other emerging markets.

The cooperation will include various factors such as a liaison mechanism for promoting connectivity between members, a platform for sharing regional financial information and regional think tanks and financial forums. These mechanisms will help to support the stability and development of the regional economy while also protecting against systemic risks.

AFCA will also support efforts towards joint governance by encouraging best practices in areas such as financial inclusion, green finance and consumer protection and it will add a distinctive Asian voice to forums addressing international financial governance. One of the officials involved in setting up the AFCA Yang Zaiping said that the current global finance system is governed primarily by rules established by European economies and the US, but these may not be suitable for Asian economies.

It is early days yet and there are many issues for consideration such as how to keep information confidential and who owns the information that is collected.

To try to address such concerns the governance of AFCA will be shared by all members and it will be based on principles of openness, inclusiveness, connectivity, cooperation, co-construction, co-governance and co-sharing.

It will also have a strong business role as members will be able to discuss work that requires collaboration, such as trading and syndicated loans. This will be helpful as when the Belt and Road Initiative gathers momentum, very big projects will require partnerships between banks.

For more columns in this series please see: www.bangkokbank.com

ขุดหลุมฝัง 'ไลบอร์'ปิดฉากดอกเบี้ยฉาว - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

นันทิยา วรเพชรายุทธ

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกำกับดูแลตลาดการเงินในอังกฤษ (FCA) ได้ส่งสัญญาณครั้งใหญ่ต่อแวดวงตลาดการเงินที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะในอังกฤษเท่านั้น หากแต่ยังกระทบไปทั่วทั้งโลกด้วยว่า อังกฤษจะยกเลิกการใช้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิง "ไลบอร์" ภายในสิ้นปี 2021 หรืออีก 4 ปีข้างหน้านี้

เท่ากับว่าไลบอร์ที่ใช้กันมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 และถูกตราหน้าว่าเป็น "ดอกเบี้ยฉาว" ไปแล้วจากมหกรรมการโกงของธนาคารขนาดใหญ่หลายแห่งที่ปั้นตัวเลขจนถูกจับได้เมื่อปี 2012 กำลังจะกลายเป็นอดีต และเป็นการปิดตำนานเรื่องอื้อฉาวที่สุดครั้งหนึ่งในแวดวงการเงินโลกไปพร้อมๆ กันด้วย

ทั้งนี้ ไลบอร์ คืออัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารในตลาดลอนดอน (London Interbank Offered Rate : LIBOR) คำนวณกันรายวันโดยใช้ข้อมูลของธนาคารขนาดใหญ่ 16 แห่ง ที่ส่งให้กับสมาคมนายธนาคารอังกฤษว่า ตัวเองจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเท่าไรถ้ากู้เงินจากธนาคารอื่นในวันนี้ จากนั้นจะตัดตัวเลขสูงสุด 4 ตัว และต่ำสุด 4 ตัวออกไป เพื่อนำตัวเลขที่เหลือมาหาค่าเฉลี่ยกลายเป็นดอกเบี้ยอ้างอิงในแต่ละวัน

ทว่า เพราะตลาดลอนดอนถือเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก จึงทำให้มีธุรกรรมการเงินมหาศาลเกิดขึ้นที่นี่ โดยทำให้สกุลเงินหลักของโลก 10 สกุล ใช้ไลบอร์เป็นดอกเบี้ยอ้างอิง อาทิ ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร และฟรังก์สวิส และไลบอร์ยังเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินแต่ละประเภทรวมมูลค่าถึง 350 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.16 หมื่นล้านล้านบาท)

ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาการปั่นดอกเบี้ยไลบอร์ขึ้นในปี 2012 สเกลของปัญหานี้จึงมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย โดยมีธนาคารชื่อดังหลายแห่งล้วนเข้าข่ายร่วมฮั้ว อาทิ บาร์เคลย์ส เอชเอสบีซี เครดิตสวิส ยูบีเอส ซิตี้กุ๊ป และเจพี มอร์แกน เชส จากความผิดฐานส่งข้อมูลอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ทั้งเพื่อเพิ่มกำไรการค้าตราสารอนุพันธ์ และเพื่อปกปิดความอ่อนแอของบริษัทตนเองในช่วงวิกฤตปี 2008 ที่ต้นทุนการเงินพุ่งสูงขึ้นมาก เนื่องจากดอกเบี้ยไลบอร์ยังสะท้อนถึงความเสี่ยงในการกู้ยืมเงินระหว่างแบงก์ด้วย ดังนั้นหากดอกเบี้ยยิ่งสูง ก็อาจยิ่งสะท้อนถึงสถานะความเสี่ยงของผู้ขอกู้ตามไปด้วย

จนถึงปัจจุบันภาคธนาคารได้จ่ายค่าปรับไปแล้วเป็นเงินมหาศาลถึงราว 9,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 3 แสนล้านบาท) ทว่าการแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับความโปร่งใสในตลาดการเงินขนาดใหญ่เช่นนี้ก็ยังเป็นไปอย่างล่าช้า และใช้เวลานานถึง 5 ปี กว่าที่จะมีการเคาะแผนออกมาว่าจะต้องเลิกใช้ไลบอร์กันเสียที และหันมาใช้กลไกดอกเบี้ยตัวอื่นในการอ้างอิงแทน

แอนดรูว์ เบลีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของซีเอฟเอ ระบุว่า ดอกเบี้ยไลบอร์นั้นเป็นกลไกที่ไม่ยั่งยืน เนื่องจากขาดการทำธุรกรรมจริงที่มากพอมารองรับ เช่น สกุลเงินตัวหนึ่งที่อ้างอิงดอกเบี้ยไลบอร์นั้น มีรายงานการทำธุรกรรมจริงเข้ามาเพียง 15 ครั้งเท่านั้น ตลอดทั้งปี 2016 ขณะที่ปัจจุบันการกู้ยืมระหว่างแบงก์ก็มีสัดส่วนที่ลดลงมากเมื่อเทียบกับในอดีต จึงถือว่าปริมาณธุรกรรมที่แท้จริงไม่สอดคล้องที่จะกำหนดดอกเบี้ยอ้างอิงที่น่าเชื่อถือมากพอได้

เบลีย์ มองว่า การปฏิรูปดอกเบี้ยอ้างอิงนั้นจะไปได้ไม่ถึงไหนหากตลาดเงินยังพึ่งพาดอกเบี้ยไลบอร์อยู่เช่นนี้ต่อไป ดังนั้นทางสำนักงานจึงเห็นพ้องสนับสนุนให้ยกเลิกการใช้ไลบอร์ภายในสิ้นปี 2021 โดยให้เวลา 4 ปี เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบใหม่ได้อย่างราบรื่น

ในฝั่งของอังกฤษเองนั้น ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ได้เสนอให้ใช้ดอกเบี้ยกู้ยืมข้ามคืนสำหรับธุรกรรมในตลาดปอนด์สเตอร์ลิง หรือ "ซอนย่า" (Sonia) เป็นกลไกดอกเบี้ยอ้างอิงตัวใหม่แทนที่ไลบอร์ โดยประกาศมาตั้งแต่เดือน เม.ย.ปีนี้ และปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาปรับปรุงเป็น ซอนย่าเวอร์ชั่นใหม่ให้ครอบคลุมได้มากขึ้นและแทนที่ไลบอร์ได้อย่างสมบูรณ์ โดยคาดว่าจะสำเร็จภายในเดือน เม.ย. 2018 ที่จะถึงนี้

ขณะที่ธนาคารกลางสวิส (เอสเอ็นบี) ซึ่งเป็นอีกหน่วยงานที่เข้าร่วมการปฏิรูปตลาดดอกเบี้ยอ้างอิงภายหลังเกิดวิกฤตการณ์ปั่นดอกเบี้ย ไลบอร์ในปี 2012 นั้น ระบุเพียงว่าจะหากลไกอื่นมาทดแทนดอกเบี้ยไลบอร์ต่อไป แต่ยังไม่ระบุแน่ชัดว่าจะเป็นดอกเบี้ยตัวใด

ส่วนในฝั่งสหรัฐนั้น คณะกรรมการดูแลอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงทางเลือก (ARRC) ได้เสนอให้ใช้ดอกเบี้ยธุรกรรมซื้อคืน หรือ "รีโป" (Repo) ซึ่งเป็นดอกเบี้ยกู้ยืมโดยมีตราสารหนี้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันและมีสัญญาซื้อหรือขายคืน เป็นกลไกอ้างอิงใหม่แทนที่ไลบอร์ เนื่องจาก รีโปเป็นตลาดที่ใหญ่กว่าและมีสภาพคล่องมากกว่า โดยมีปริมาณธุรกรรมข้ามคืนที่ 6 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 20 ล้านล้านบาท) หรือสูงกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับตลาดดอกเบี้ยกู้ยืมข้ามคืนระหว่างธนาคาร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของ ARRC

เฌโรม พาวเวลล์ กรรมการบริหารของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้แสดงความเชื่อมั่นว่าดอกเบี้ยรีโปเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้ว และถือเป็นก้าวสำคัญของการแก้ปัญหาความเสี่ยงที่เกี่ยวกับไลบอร์

ทว่า ในมุมมองของนักค้าและผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายในตลาดเงิน ช่วงเวลา 4 ปีแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้ อาจถือเป็นช่วงที่น่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง ตราบใดที่ยังไม่มีการสรุปอะไรชัดเจนแบบ 100% ในตลาดขนาดหมื่นล้านล้านบาทนี้

บิล เบลน หัวหน้าฝ่ายตลาดทุนและสินทรัพย์ทางเลือกของบริษัทโบรกเกอร์ มินท์ พาร์ตเนอร์ ให้มุม มองกับบลูมเบิร์กว่า ช่วงเวลาหลังจากนี้อาจถือเป็นงานเลี้ยงให้ฝ่ายทนายด้านกฎหมายการเงินได้เปรมปรีดิ์ จากความไม่ชัดเจนในเรื่องต่างๆ และไลบอร์ก็นับเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินมานาน ตั้งแต่ธุรกรรม สวอป เงินกู้ จนถึงตลาดตราสารหนี้ดอกเบี้ยลอยตัว หลังจากนี้การทำธุรกรรมต่างๆ ในตลาดการเงินคงต้องหันมาดูสัญญากันอย่างรอบคอบขึ้น

ขณะที่ ปีเตอร์ แชตเวลล์ หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์อัตราดอกเบี้ยยุโรปของมิซูโฮ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า การจะยกเลิกไลบอร์โดยยังไม่มีตัวตายตัวแทนที่ชัดเจน 100% ในขณะนี้ อาจสร้างความผันผวนในตลาดสวอปตามมา และอาจทำให้สภาพคล่องในระยะสั้นลดลง

อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่น่าจะทำให้เกิดปัญหาวุ่นวายตามมาอีกไม่น้อย แต่อย่างน้อยที่สุด นี่ก็ถือเป็นก้าวใหญ่ครั้งใหม่ของการปฏิรูปตลาดการเงินโลกที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดหลังจากนี้

Tough-talking Najib defends economic record, assails rivals - BANGKOK POST Issued date 31 July 2017

By Anchalee Kongrut

Buoyed by his country's strong economic performance, embattled Malaysian Prime Minister Najib Razak is sounding these days like a man vindicated. He is going on the offensive to sell the Malaysian growth story to investors worldwide, and to persuade domestic voters that his governing coalition deserves another term to keep the momentum going.

Malaysians are not scheduled to go to the polls until next year, but as his rivals gather strength through the unlikely alliance between former premier Mahathir Mohamad and jailed opposition icon Anwar Ibrahim, Mr Najib is said to be leaning toward an early election.

That helps explain the confident tone of the address the prime minister delivered to global business leaders at Invest Malaysia 2017 last Tuesday in Kuala Lumpur. Mr Najib reiterated that the "New Economic Model" he helped introduce seven years ago was helping to transform Malaysia into a high-income nation, with a more inclusive and sustainable economy for all.

The prime minister said he would let the facts to speak for themselves. As Malaysia's economy bounces back, those economic numbers sound like music to his ears.

Gross National Income (GNI) has increased nearly 50% between 2009 and 2016, as income disparity narrowed from 33% to 19%, according to the latest World Bank estimate. Inflation and unemployment, he said, have been kept to a minimum while 2.26 million jobs have been created, representing 69% of the target of 3.3 million jobs by 2020.

"Our growth has been the envy of the advanced economies, even during years of turmoil for the global economy," he said, adding that the World Bank had upped its gross domestic product forecast for Malaysia to 4.9% from 4.3%.

The Organization for Economic Cooperation and Development (OECD) praised the "sound macroeconomic fundamentals" that have made Malaysia one of the most successful Southeast Asian economies. The International Monetary Fund (IMF) has also praised Kuala Lumpur's "sound macroeconomic policy responses in the face of significant headwinds and risks".

"[Foreign investors] are voting with their feet," Mr Najib said, referring to new inflows to the country. HSBC is investing over one billion ringgit (US$235 million) to build its future regional headquarters in the Tun Razak Exchange, named for the premier's father, symbolising Malaysia's increasing status as an international financial and business centre.

Broadcom Ltd, one of the world's largest semiconductor companies, is going to transfer its global distribution hub from Singapore to Malaysia this year. Huawei, the Chinese telecoms giant, has chosen Malaysia for its global operating headquarters. The energy group Saudi Aramco is investing $7 billion for a 50% stake in the Petronas refinery and petrochemical integrated development in Johor.

"[The Saudi Aramco deal] is the single largest investment in Malaysia, and shows the confidence Saudi Arabia has in our people, our technology, and our ability to be a strong partner with their most important business," Mr Najib said.

"We had a plan of reform, economic transformation and taking the tough but responsible choices. And it is clear today, that, aided by the hard work of millions of Malaysians, the plan has worked and is continuing to work."

Despite the upbeat tone of his remarks, in many ways the past few years have been a time Mr Najib would rather forget. He has been beset by scandals, most notably the looting of 1Malaysia Development Berhad (1MDB), the state investment fund he heads.

"At 1MDB it is now clear there were lapses in governance," he told fund managers, industrialists and investors at Invest Malaysia. "However, rather than bury our heads in the sand, we ordered investigations into the company at a scale unprecedented in our nation's history."

Critics argue, however, that the Malaysian investigations have been a whitewash. Meanwhile, authorities in Singapore, the United States and Switzerland continue to pursue those responsible for siphoning as much as $4.5 billion from 1MDB.

The US Department of Justice has complied exhaustive documentation of $1.7 billion worth of jewellery, artwork, cars and other items that it is attempting to recover. The main target of its investigation is Jho Low, a Malaysian financier and close friend of Mr Najib's stepson. The current whereabouts of Mr Low, who engineered a series of murky deals involving 1MDB, are not known.

Also weighing heavily on Mr Najib have been allegations of mismanagement at Felda Global Ventures, the state-linked palm oil company. "Felda farmers" make up the majority of voters in 54 out of 222 federal seats in Malaysia, and the governing coalition known as Barisan Nasional won all but six of them in the last election.

The opposition coalition Pakatan Harapan (Alliance of Hope) believes the Felda farmers are growing disillusioned after decades of BN rule and could be on the verge of switching their allegiance. However, many political commentators believe the government's patronage network is so strongly entrenched that it will be difficult to break.

Mr Najib also used his speech at Invest Malaysia to attack his opponents for using "deliberate campaigns of misinformation" to discredit him and his government.

"But you won't hear about the very real benefits from our engagement with Saudi Arabia, China, India or anywhere else from the opposition. In fact they'll tell barefaced lies about it, just as they have been feeding lies about the economy and stoking fears of economic disaster in Malaysia," he said.

"There has in fact been a concerted campaign to send such misinformation overseas to damage Malaysia's economy for their own selfish political objectives. So if you receive these smears, or you read it in publications that do not check the facts properly, please beware.

"It is not fair to the Malaysian people, and it's not fair to the business community, both at home and abroad."

The prime minister urged his listeners to focus instead on how his government has been unafraid to take the tough decisions needed to build up the resilience of the Malaysian economy, such as the Goods and Services Tax (GST) that the opposition has said it would abolish.

"Tell me, from where exactly would they produce the 41 billion ringgit collected in GST revenue last year? Out of a hat? It is another example of what the opposition does when faced with tough decisions: they seek the easy or the populist way out, regardless of whether it makes sense or is even possible. They are not being straight with the Malaysian people," he said.

"This government, however, will always be straight with the people and we will always do right by the people. We will always put their interests first, from economic welfare to security. Even if it is not the most popular thing to do, we will not hesitate - because it is the responsible thing to do for the country."

Without mentioning his now-estranged former mentor Dr Mahathir by name, Mr Najib said his government's bold decisions had made him unpopular with a former leader, on whose watch the Malaysian people were made to pay a high price while a few of his friends benefitted.

"I say to you now that under this government, we are cracking down on crony capitalism. No more sweetheart deals. No more national follies kept going to stroke the ego of one man," he said.

"No more treating national companies as though they were personal property. Because it is the people who suffer, and we will not tolerate a few succeeding - and not on their own merits - while the many are denied opportunities, all for the interests of a selfish few."

"I say to you now that under this government, we are cracking down on crony capitalism. No more sweetheart deals. No more national follies kept going to stroke the ego of one man"

นายกฯปากีฯลาออกเซ่นพิษคอร์รัปชัน - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 28 ก.ค. องค์คณะผู้พิพากษาศาลสูงสุดปากีสถาน ในกรุงอิสลามาบัด ลงมติเอกฉันท์ว่านายนาวาซ ชาริฟ ขาดคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ด้วยข้อกล่าวหาการพัวพันคอร์รัปชัน ส่งผลให้ต่อมานายชาริฟตัดสินใจแถลงผ่านโฆษก ประกาศขอลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในทันที เพื่อเคารพต่อกฎหมายและอำนาจตุลาการ แม้ส่วนตัวจะมองว่าเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม

ทั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การลาออกครั้งนี้มีขึ้นหลังพรรคฝ่ายค้านเตห์รีค อี อินซาฟ ของนายอิมรัน ข่าน อดีตนักคริกเก็ตชื่อดังของปากีสถาน เป็นหัวหอกผลักดันให้ตรวจสอบสมาชิกครอบครัวของนายกรัฐมนตรีชาริฟ สืบเนื่องจากปี 2559 เกิดการรั่วไหลของข้อมูลบริษัทกฎหมายมอสแซค ฟอนเซกาในปานามา หรือที่เรียกกันว่า “ปานามา เปเปอร์ส” แสดงให้เห็นการทำธุรกรรมการเงินในต่างแดนของบุคคลสำคัญทั่วโลก รวมทั้งครอบครัวนายชาริฟ ซึ่งพบว่ามีการใช้เงินมหาศาล ซื้ออสังหาริมทรัพย์หลายแห่งในกรุงลอนดอนของอังกฤษ

ทำให้ต่อมาเดือน เม.ย.2560 ศาลสูงสุดสั่งให้มีการตรวจสอบรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม จนในที่สุดต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ทีมสืบสวนของกองทัพและพลเรือนได้พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่า รายรับกับรายจ่ายครอบครัวนายชาริฟไม่สอดคล้องกัน ซึ่งหลักฐานชุดใหม่ดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจอย่างมากแก่สาธารณชน ขณะที่พรรครัฐบาล

พีเอ็มแอลเอ็น ของนายชาริฟ ยืนยันว่าเงินรายจ่ายของครอบครัวนายชาริฟเป็นเงินจากธุรกิจครอบครัวในปากีสถานและภูมิภาคตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม ด้วยความไม่ชอบมาพากลดังกล่าว ส่งผลให้องค์คณะผู้พิพากษาศาลสูงสุด ลงมติในวันที่ 28 ก.ค. ว่านายชาริฟขาดคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมขอให้สำนักงานต่อต้านคอร์รัปชันปากีสถานยื่นฟ้องข้อกล่าวหาคอร์รัปชันแก่นายชาริฟ พร้อมลูกชายและลูกสาวอีก 3 คนด้วย ฐานปกปิดทรัพย์สิน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานด้วยว่า สำหรับนายกรัฐมนตรีที่จะมาแทนนายชาริฟ จะมาจากการลงมติในสภา ซึ่งพรรครัฐบาลพีเอ็มแอล-เอ็นของนายชาริฟครองเสียงข้างมาก ท่ามกลางการคาดการณ์ว่ารัฐบาลอาจตั้งนายกรัฐมนตรีรักษาการดำรงตำแหน่ง ไปก่อนหลายสัปดาห์ จากนั้นจึงลงมติตั้งนายชาห์ บาซ ชาริฟ น้องชายนายชาริฟ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ อนึ่ง นายนาวาซ ชาริฟ เคยถูกปลดจาก ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแล้วเมื่อปี 2536 ด้วยข้อกล่าวหาพัวพันคอร์รัปชันเช่นกัน.