You are here

CG and corruptions News - 31 May 2017

ธปท.เล็งยกเครื่อง"จรรยาบรรณ"แบงก์"วิรไท"ขอเอกชนฟื้นเศรษฐกิจ - ไทยรัฐ

ชี้ปัญหาโครงสร้างรั้งเศรษฐกิจเติบโต - กรุงเทพธุรกิจ

Corruption trial bill goes to legislators - BANGKOK POST

เก้าอี้"นิตินัย"เหนียว บิ๊กตู่ไม่เล่นตามกระแส จบปัญหา"คิงเพาเวอร์" - ไทยรัฐ

ปปง.อายัดที่ดิน'อลิสา อัศวโภคิน' 8โฉนดค่า114ล.-พันคดี'คลองจั่น' - มติชน

3rd list of firms committed to sustainable development released - THE NATION

คอลัมน์ อินไซด์นิวส์: เอา AI เป็นผู้ว่าธปท. - กรุงเทพธุรกิจ

บทบรรณาธิการ: เครือข่ายทุจริตพูดง่ายปราบยาก - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ ต่อต้านคอร์รัปชัน: ประมูลซุ้มขายของโอท็อป ราคา 8 แสน? - แนวหน้า

คอลัมน์ ข่าวสั้นต่างประเทศ: สิงคโปร์ปรับแบงก์ฉาวพัน1เอ็มดีบี - มติชน

ธปท.เล็งยกเครื่อง"จรรยาบรรณ"แบงก์"วิรไท"ขอเอกชนฟื้นเศรษฐกิจ "ปัญญาประดิษฐ์"ขึ้นแท่นผู้บริหาร - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

“วิรไท”ขอเอกชนฟื้นเศรษฐกิจ “ปัญญาประดิษฐ์”ขึ้นแท่นผู้บริหาร

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถา เรื่อง “คณะกรรมการบริษัทกับการขับเคลื่อนประเทศไทย” ซึ่งจัดโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ว่า จากบทเรียนจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ที่สถาบันการเงินและบริษัทหลายแห่งต้องปิดตัวลง เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ทำให้ภาคเอกชนตระหนักถึงความจำเป็นในการยกระดับบรรษัทภิบาล หรือธรรมาภิบาลให้ดีขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าในปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ดีกว่าที่ผ่านมา สะท้อนว่าเราสามารถทนทานความผันผวน และแรงปะทะได้ดีระดับหนึ่ง แต่เรายังต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และเตรียมพร้อมเปลี่ยนแปลงสู่โลกยุคใหม่ เพราะในโลกอีกไม่กี่ปีเราอาจจะเห็นการตั้ง Artificial Intelligence (AI) หรือปัญญาประดิษฐ์ เป็นคณะกรรมการบริษัท เพราะเชื่อว่าจะทำหน้าที่ได้ดีกว่าคน ขณะที่ธนาคารทางอินเตอร์เน็ตจะเข้ามาแทนสาขาธนาคารพาณิชย์ อีคอมเมิร์ซเข้ามาแทนศูนย์การค้า สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาแทนสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ และเชื่อว่าเห็นการเปลี่ยนแปลงในอัตราเร่งที่เร็วและรุนแรงมากใน 3-5 ปีข้างหน้า

“คำถามสำคัญคือ ในปัจจุบันคนกลุ่มใดที่มีพลังและมีศักยภาพช่วยยกระดับคุณภาพสังคมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ ซึ่งผมมองว่าภาคธุรกิจจะทำหน้าที่นี้ได้อย่างดี หลายธุรกิจมีความสามารถทัดเทียมกับคู่แข่งในระดับโลก โดยทำหน้าที่สำคัญใน 3 ข้อ 1.ภาคธุรกิจควรตอบโจทย์ของสังคมไปพร้อมกับการขยายธุรกิจ รวมถึงการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาประเทศ 2.ช่วยเพิ่มผลิตภาพของประเทศ เพื่อลดศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดต่ำลงและรองรับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยจำเป็นต้องลงทุนเพื่อเป็นฐานการสร้างนวัตกรรม การวิจัยและการพัฒนา (R&D) 3.ธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อดูแลการเติบโตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต”

นายวิรไทกล่าวต่อว่า ในขณะนี้ ธปท. และคณะกรรมการของธนาคารพาณิชย์ไทยได้ร่วมมือกันปรับปรุง “จรรยาบรรณของธนาคารพาณิชย์” ให้ทันสมัยเท่าทันกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป เท่าทันกับความคาดหวังของลูกค้าและการทำธุรกิจสมัยใหม่ โดยหลายเรื่องจะเป็นเรื่องที่ประชาชนมีข้อกังขาหรือประสบปัญหาอยู่ เช่น การเสนอขายผลิตภัณฑ์ที่ต้องตรงกับความต้องการของลูกค้า การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การเงินอย่างตรงไปตรงมา การรักษาข้อมูลลูกค้าเป็นความลับ การจัดการเรื่องร้องเรียนของลูกค้าด้วยขั้นตอนที่ชัดเจนและเหมาะสม รวมถึงตกลงที่จะไม่ร่วมกันกำหนดราคาการให้บริการอย่างไม่เป็นธรรม โดยคาดว่าจรรยาบรรณดังกล่าวจะออกได้ในไม่กี่เดือนนี้.

ชี้ปัญหาโครงสร้างรั้งเศรษฐกิจเติบโต - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ธปท.จี้ลดเหลื่อมล้ำ พัฒนาคุณภาพองค์กรภาครัฐ

ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ห่วงปัญหาเชิงโครงสร้าง ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ ทำภาคธุรกิจ มีต้นทุนแฝง จี้แก้ไขปัญหาความ เหลื่อมล้ำ ระบุชัดคนน้อยกว่า 2% ในไทย แต่เป็นเจ้าของเงินฝากถึง 80% ห่วง ศักยภาพการแข่งขันเอสเอ็มอี หลังพบ เอ็นพีแอลพุ่งสวนรายใหญ่ พร้อมระบุ ปัญหาคุณภาพองค์กรภาครัฐควรต้องแก้ไขให้ดีขึ้น

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "คณะกรรมการบริษัทกับการร่วมขับเคลื่อนประเทศไทย" ซึ่งจัดโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการ บริษัทไทย (ไอโอดี) ช่วงหนึ่งว่า เศรษฐกิจไทยแม้จะมีกันชนที่ดี แต่กำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญหลายเรื่อง ซึ่งหาก ไม่ได้รับการแก้ไข จะฉุดรั้งการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป รวมทั้งสร้างความเปราะบางและเป็นต้นทุนแฝงของหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคธุรกิจ

สำหรับปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ต่ออนาคตเศรษฐกิจสังคมไทยมีอย่างน้อย 3 เรื่อง โดยเรื่องแรก คือ ความเหลื่อมล้ำ ทั้งในมิติของรายได้และโอกาส แม้การ พัฒนาประเทศของเราจะก้าวหน้าไป ตามลำดับ แต่สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำกลับไม่ดีขึ้น ตัวเลขสถิติหลายตัว สะท้อนว่า ความเหลื่อมล้ำยังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ

"ความเหลื่อมล้ำที่ว่า เช่น กลุ่มคนรวยสุด 10% แรกของประเทศ มีรายได้มากกว่ากลุ่มคนจนที่สุด 10% สุดท้ายถึง 22 เท่า ที่ดินทั่วประเทศกว่า 60% ถือครองโดยคนกลุ่มที่รวยสุดเพียง 10% แรกเท่านั้น และคนน้อยกว่า 2% ของประเทศ เป็นเจ้าของมูลค่าเงินฝากในระบบถึง 80%"

นอกจากความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ หรือทรัพย์สินแล้ว ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสในประเทศก็สูงขึ้นมาก โดยคนที่มีฐานะความเป็นอยู่ด้อยสุด 10% ของประเทศ มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับปริญญาตรีและปวส.เพียงแค่ 4% ของจำนวนคนในกลุ่มเท่านั้น สะท้อนว่า คนกลุ่มนี้ไม่ได้ศึกษาต่อและมีอัตราการ drop out สูงมาก ขณะเดียวกัน โอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตและโอกาสในการพัฒนาทักษะใหม่ๆ ให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงบริบทของโลก มีจำกัดมากในสังคมไทย

"หากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข และปล่อยให้เลวร้ายลง จะยิ่งทำให้ปัญหาความแตกแยกในสังคมและการแบ่งขั้วทางความคิดรุนแรงขึ้น ดังเห็นบทเรียนหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา"

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สอง คือ ปัญหาศักยภาพการเติบโตที่ลดลง โดยประชาชนวัยทำงานของไทยลดลงทุกปี และอีกไม่ถึง 15 ปี ไทยจะเข้าสู่สังคมสูงอายุเต็มรูปแบบ ซึ่งจะทำให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงมาก ขณะเดียวกันภาคธุรกิจยังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงาน ทั้งด้านปริมาณและทักษะความชำนาญที่ไม่ตรงกับความต้องการ

นอกจากนี้ปัญหาคุณภาพการศึกษาที่ด้อยลง ยิ่งทำให้ปัญหานี้น่ากังวลมากขึ้น ผลการทดสอบนานาชาติชี้ว่าเด็กไทย มีทักษะการแก้ปัญหาขั้นสูงเพียง 2% ในขณะที่เด็กสิงคโปร์และเวียดนาม มีทักษะนี้สูงถึง 35% และ 12% ตามลำดับ

นายวิรไท กล่าวว่า ปัญหาความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ถือเป็นอีกปัญหาสำคัญที่จะมีผลไปสู่ความสามารถการแข่งขันของประเทศ งานศึกษาของ กลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ชี้ว่า บริษัทใหญ่มีผลิตภาพ โดยรวมสูงกว่าเอสเอ็มอีทั่วไป 4-5 เท่า และผลิตภาพ ของแรงงานสูงกว่าถึง 10 เท่า สะท้อนว่า เอสเอ็มอีจะเผชิญปัญหาไม่สามารถเพิ่มผลิตภาพได้ทันบริษัทขนาดใหญ่ ทำให้ไม่สามารถ แข่งขันได้ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก

"หากดูข้อมูลเอ็นพีแอล (หนี้เสีย) ที่แยกตามขนาดของธุรกิจในไทย จะเห็นการสูญเสียความสามารถใน การแข่งขันของเอสเอ็มอีในหลาย ภาคธุรกิจ เช่น ธุรกิจพัฒนาอสังหา ริมทรัพย์ในต่างจังหวัด ธุรกิจก่อสร้างและการค้าส่ง-ค้าปลีก"

นายวิรไท กล่าวว่า ภาคธุรกิจเหล่านี้ ธปท.เห็นเอ็นพีแอลของรายใหญ่ลดลง สวนทางกับเอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีที่สูงขึ้น ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะ เอสเอ็มอี มีสายป่านสั้นทำให้แข่งไม่ได้ในภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำเป็นเวลานาน การยกระดับเอสเอ็มอี จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำจริงจังและทำอย่างรอบด้าน

"ที่ผ่านมาเราให้น้ำหนักเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อมาก เพราะการเข้าถึง สินเชื่อหรือตัวเลขภาคการเงินเห็นได้ง่าย เป็นกระจกเงาที่สะท้อนปัญหา การทำธุรกิจของเอสเอ็มอี แต่การเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี ไม่ใช่ประเด็นหลักที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพ และลดความเสี่ยงของเอสเอ็มอีในระยะยาว"

นายวิรไท กล่าวว่า จากข้อมูล การเงินพบว่า เอสเอ็มอี จำนวนไม่น้อยมีวงเงินสินเชื่อเหลือ อัตราการใช้ สินเชื่อช่วงที่ผ่านมาเหลือเพียงครึ่งนึง ของวงเงินที่มี จึงเชื่อว่าสิ่งที่เอสเอ็มอี ต้องการการสนับสนุน คือ ด้าน ความคิด การบริหารจัดการ เทคโนโลยี และการวิจัยพัฒนา ซึ่งจะช่วยเพิ่ม ศักยภาพให้สูงขึ้น หากสิ่งเหล่านี้ไม่ได้รับการดูแลจะยิ่งทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้น เศรษฐกิจฐานรากจะเปราะบาง

ปัญหาที่สาม คือ ปัญหาคุณภาพขององค์กรภาครัฐ แม้ที่ผ่านมาภาครัฐพยายามปรับปรุงการบริหารงานและการบริการในหลายด้าน แต่ปฏิเสธ ไม่ได้ว่าคุณภาพและประสิทธิภาพ ขององค์กรภาครัฐหลายเรื่องต้องได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น เช่น ปัญหาคอร์รัปชันที่ยังเป็นปัญหารุนแรง ดัชนีจัดอันดับความโปร่งใสปี 2559 ของไทยอยู่ที่ 101 จาก 176 ประเทศไทย

อีกปัญหาสำคัญ คือ กฎหมายและ กฎระเบียบจำนวนมากไม่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย โดยปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายและกฎระเบียบรวมกันมากกว่า 1 แสนฉบับ และมีใบอนุญาตมากกว่า 3,000 ประเภท ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการปรับปรุงมานาน จำเป็นต้องได้รับการทบทวน

Corruption trial bill goes to legislators - BANGKOK POST Issued date 31 May 2017

MONGKOL BANGPRAPA

The National Legislative Assembly (NLA) is expected to pass its first reading of an organic bill on trial procedures for criminal cases against political office-holders and corruption prevention this Friday.

Meechai Ruchupan, chairman of the Constitution Drafting Committee (CDC) which drafted the bill, said the draft is the third organic bill forwarded to the NLA for scrutiny. It is one of 10 organic laws which the CDC is required to draw up under the new charter. The assembly has 60 days to pass the bill.

According to Mr Meechai, a key element of the bill involves trials in absentia which is introduced to prevent abuse of the statute of limitations in these cases. The bill also proposes an inquisitorial system in which judges will be actively involved in hearings and can ask questions, he said.

He said legal technicalities such as the deadline for evidence submission will not affect the procedures and the outcome of a trial.

"In other courts, lawyers examine the witnesses while judges listen. Under the inquisitorial system, judges will ask the questions and allow evidence to be submitted until there is enough to rule."

Defending the inquisitorial system, he said it is appropriate because the cases involve the public interest and facts must be clearly established. A defendant should not walk free due to a legal technicality, he added.

Mr Meechai said existing cases which are suspended because the defendants have fled overseas can resume once the bill is enacted. The defendants can appeal against the rulings, but the petitions must be lodged in person, he said.

Mr Meechai also commented on a debate in the NLA's committee scrutinising an organic bill on the power of Election Commission (EC). Some members are concerned the power granted to EC members under Section 224 of the charter is "too advanced".

The section empowers any member of the EC to abolish elections and order new elections if irregularities are found, without the need to seek a joint resolution from the seven-member EC. Mr Meechai insisted the committee could not reduce the EC's power recognised by the charter.

เก้าอี้"นิตินัย"เหนียว บิ๊กตู่ไม่เล่นตามกระแส จบปัญหา"คิงเพาเวอร์" - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 พ.ค.2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว แต่ได้อนุญาตให้สื่อมวลชนส่งคำถามและจะตอบผ่านทางแอพะพลิเคชั่นไลน์(LINE) ของกลุ่มสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล

โดย 1 ใน 11 ข้อคำถามที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบกลับมาผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ คือกรณีที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศหรือ สปท.ส่งผลการศึกษาและมีข้อเสนอแนะ รวมทั้งเสนอให้ปลดคณะกรรมการบริษัทท่าอากาศยานไทย(AOT) และยกเลิกสัญญากับบริษัทคิงเพาเวอร์ ผู้ประกอบการสินค้าปลอดภาษี ในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อเสนอของสปท.มีความคืบหน้าอย่างไร รวมทั้งได้สั่งการอะไรเพิ่มเติมและจะได้ข้อสรุปในเรื่องนี้เมื่อไร โดยนายกรัฐมนตรีตอบว่า "ปลดเรื่องอะไร การสอบสวนและกฎหมายว่าอย่างไร แจ้งความกันหรือยัง ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่รัฐบาลจะเอาเรื่องที่มีกระแสมาทำโดยไม่มีที่มา หลักฐานการทุจริตผู้เสียหาย กระบวนการยุติธรรมว่าอย่างไร"

ด้านนายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัด(มหาชน) กล่าวชี้แจงประเด็นที่มีการนำเสนอข่าวบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จำกัด ไม่ปฏิบัติตามสัญญาในเรื่องการติดตั้ง POS หรือระบบการเชื่อมโยงข้อมูลการซื้อขายสินค้าปลอดอากร ว่าทอท.มีระบบ POS เพื่อรับรู้รายการขายของบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จำกัด มาโดยตลอดนับตั้งแต่เริ่มประกอบกิจการ โดยระบบ POS ดังกล่าวเป็นระบบที่เชื่อถือได้โดยไม่สามารถแก้ไขข้อมูลรายการได้และ ทอท.สามารถตรวจสอบข้อมูลการขายย้อนหลังได้ นอกจากนี้ข้อมูลการขายก็เป็นข้อมูลชุดเดียวกับที่กรมสรรพากรใช้ในการตรวจสอบการชำระภาษีของบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จำกัด

ซึ่งระบบ POS ดำเนินการจัดหาโดยบริษัทท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่จำกัด(บทม.)โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Airport Information and Management Systems ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตามสัญญาลงวันที่ 4 พ.ย.46 โดยเดิมทีการจัดหาระบบ POS ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจงว่าจะนำไปใช้ในกิจกรรมเชิงพาณิชย์ในรูปแบบสัมปทานต้นแบบ(master concessionair) เนื่องจากในขณะนั้น บทม.ยังไม่ทราบแนวทางในการให้สิทธิการดำเนินกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร สนามบินสุวรรณภูมิ ว่าจะเป็นรูปแบบใด จึงจัดหาระบบ POS โดยอ้างอิงกับรูปแบบร้านค้าที่สนามบินดอนเมืองในขณะนั้น ซึ่งเป็นร้านค้าทั่วไประบบ POS ดังกล่าวจึงมีระบบการทำงานขั้นพื้นฐานเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถรองรับการขายแบบมีโปรโมชั่นและระบบสมาชิกของบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จำกัดได้

ทั้งนี้ คณะกรรมการและผู้บริหาร ทอท.ในปัจจุบันได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้โดยเร่งให้ดำเนินการติดตั้งระบบ POS แบบ Online Realtime มาโดยตลอด ซึ่งในขณะนี้ได้มีการติดตั้งครบทุกท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของทอท.เรียบร้อยแล้ว โดยสนามบินดอนเมืองเริ่มใช้ในเดือนเมษายน 2559 และสนามบินสุวรรณภูมิ เริ่มใช้ในเดือนพฤษภาคม 2559 สำหรับสนามบินภูเก็ต สนามบินเชียงใหม่ และสนามบินหาดใหญ่ เริ่มใช้ในเดือนกันยายน 2559 และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับรายงานยอดขายสินค้าปลอดอากรของกรมศุลกากรพบว่า เมื่อข้อมูลอยู่ในบรรทัดฐานเดียวกัน จำนวนยอดขายถูกต้องตรงกันทุกประการ.

ปปง.อายัดที่ดิน'อลิสา อัศวโภคิน' 8โฉนดค่า114ล.-พันคดี'คลองจั่น' - มติชน ฉบับวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม เว็บไชต์สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เผยแพร่คำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม เรื่องอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว โดยระบุว่า ตามที่ ปปง.ได้รับการรายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ลงวันที่ 17 มีนาคม 2560 เกี่ยวกับพฤติการณ์การกระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ผู้ต้องหาและอดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด กับพวก ที่มีมูลค่าความเสียหาย 2,993,000,000 บาท ต่อมามีผู้มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อดีเอสไอเพื่อขอให้ดำเนินคดีนายศุภชัย กับพวก ในข้อหาร่วมกันยักยอกทรัพย์ มูลค่าความเสียหายกว่า 13,000 ล้านบาท

ข่าวแจ้งว่า ต่อมาในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรมเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา มีมติมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการ กระทำความผิดของนายศุภชัยกับพวก กรณี น.ส.รัชดาพรรณ อิทธิวรากร นำเงินที่ได้จากวัดพระธรรมกายมาซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ และกรณี น.ส.อลิสา อัศวโภคิน บุตรสาวของนายอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ซื้อที่ดินจากนายศุภชัย 8 แปลง จากการตรวจสอบปรากฏหลักฐานและเชื่อได้ว่านายศุภชัยกับพวก เข้าข่ายการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน รวมถึงจากการรวบรวมพยานหลักฐานพบว่าบุคคลดังกล่าวได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด 8 รายการ เป็นอสังหาริมทรัพย์และที่ดิน ดังนั้นที่ประชุม จึงมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินดังกล่าวไว้ 90 วัน

ข่าวแจ้งว่า ทรัพย์สิน 8 รายการที่มี คำสั่งอายัดไว้ชั่วคราว เป็นที่ดินใน ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ทั้งหมด และมี น.ส.อลิสา เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ทั้งหมด ประกอบด้วย 1.โฉนดที่ดินเลขที่ 101460 ราคาประเมิน 18,128,250 บาท 2.โฉนดที่ดินเลขที่ 101461 ราคาประเมิน 17,004,750 บาท 3.โฉนดที่ดินเลขที่ 101462 ราคาประเมิน 17,004,750 บาท 4.โฉนดที่ดินเลขที่ 152624 ราคาประเมิน 17,042,550 บาท 5.โฉนดที่ดินเลขที่ 152626 ราคาประเมิน 4,188,000 บาท 6.โฉนดที่ดินเลขที่ 101455 ราคาประเมิน 18,162,000 บาท 7.โฉนดที่ดินเลขที่ 101457 ราคาประเมิน 13,338,000 บาท และ 8.โฉนดที่ดินเลขที่ 4519 ราคาประเมิน 10,000,000 บาท รวมมูลค่า 114 ล้านบาท

3rd list of firms committed to sustainable development released - THE NATION Issued date 31 May 2017

WICHIT CHAITRONG THE NATION

RETAIL investors who want to put their money into listed companies that are committed to sustainable development may have more choices, as this year's ESG 100 list was announced yesterday.

The Thaipat Institute, a public organisation that promotes corporate social responsibility and sustainable business practices, compiled the list of 100 companies that have passed environment, social and governance assessments.

These companies must meet ecofriendliness, social and profitability benchmarks, said Pipat Yodprudtikan, director of the institute.

He said the ESG assessment would help those looking for investment opportunities in companies that take into account environmental and social issues such as climate change while at the same making a profit out of them.

This is the third annual ESG 100 list, and this year 24 companies were dropped and 24 new ones added, including 10 from the Market for Alternative Investment or those with small market capitalisation, he said.

The 2017 list includes companies from all eight major industries: agriculture and food, consumer products, financial, industry, property and construction, resources, services, and technology.

Among the top five industries, 18 companies are services, 16 are industrial, 14 are in the property or construction fields, 13 are technological companies and 12 are financial firms.

Pipat said those companies that have been making good progress in addressing environment and social issues but have lost money were not qualified for ESG 100. Nor are those that are making a profit but failing in corporate governance and other social issues.

He said backdated analyses indi-cated that companies in ESG 100 outperformed the overall market. For example, investment over the past 10 years in ESG 100 companies generated returns of 907 per cent, compared with the 217-per-cent average for all firms listed on the Stock Exchange of Thailand. Year-to-date returns on investment also outperformed the market, at 9.8 per cent versus the SET average of 3.9 per cent.

So far only one mutual fund has made it on to ESG 100. The Tisco ESG Investment Fund for Society over the last two years has offered returns on investment of around 20 per cent, he said.

The ESG fund is at least providing a choice for retail investors who want to put their money in a mutual fund. Institutional investors have already been able to access lots of information about sustainabledevelopment companies, Pipat said.

The trend of sustainable investment strategy has been evolving around corporate governance, the environment and profitability, he said.

He said that in the future the Thaipat Institute planned to rank the ESG 100 companies in terms of best performance in order to narrow the choice for retail investors.

"Currently, we cannot rank them because of inadequate information disclosed by firms. We will do it when more information is available."

คอลัมน์ อินไซด์นิวส์: เอา AI เป็นผู้ว่าธปท. - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

โลกที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ "ปัญญาประดิษฐ์" หรือ AI(Artificial Intelligence) ที่ถูกพัฒนาให้

ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง สามารถเอาชนะมนุษย์ที่ประดิษฐ์ขึ้นมากับมือ และกำลังจะทำให้วิถีชีวิต รวมทั้งรูปแบบการทำงานในอนาคตเปลี่ยนไปจากเดิม

"วิรไท สันติประภพ" ผู้ว่าการแบงก์ชาติแสดงความเห็นในเรื่องนี้ผ่านปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "คณะกรรมการบริษัทกับการร่วมขับเคลื่อนประเทศไทย" ซึ่งจัดโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย(ไอโอดี) ช่วงหนึ่งว่า เราชะล่าใจกับเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่ได้ เพราะอีกไม่กี่ปี เราอาจได้เห็นการตั้ง "AI" ขึ้นมาเป็นกรรมการบริษัทก็ได้ เพราะเชื่อว่าสามารถทำหน้าที่ได้ดีกว่าคน

ผู้ว่าการแบงก์ชาติ บอกด้วยว่า หลายบริษัท ในต่างประเทศเริ่มทดลองเรื่องนี้กันบ้างแล้ว

หลังจบปาฐกถา มีคนถาม "วิรไท" ว่า แล้วในประเทศไทยจะได้เห็น AI มานั่งเป็นบอร์ดบริษัท เมื่อไหร่ ..ซึ่ง วิรไท รีบตอบกลับทันใดว่า คงไม่เร็วขนาดนั้น เพราะไม่เช่นนั้นอาจมีคนบอกว่าให้เอา AI มาเป็น "ผู้ว่าแบงก์ชาติ" ก่อน!!

แหม่..อย่างนี้คงต้องไปถาม "แม่ยก กองเชียร์" ของ "วิรไท" แล้วว่า ยอมหรือไม่!

บทบรรณาธิการ: เครือข่ายทุจริตพูดง่ายปราบยาก - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กวาดล้างการนำเข้าและ โจรกรรมรถหรูจากต่างประเทศ เพื่อมาจำหน่ายในประเทศไทย รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขณะนี้กำลังขยายผลไปเรื่อยๆ ถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง และยิ่งมีการเปิดเผยมากเท่าไร ก็ยิ่งเห็นกระบวนการและความซับซ้อนของ ธุรกิจรถหรูในประเทศไทยมากขึ้นเท่านั้น โดยชี้ให้เห็นว่าธุรกิจดังกล่าวมีความซับซ้อนอย่างมากตั้งแต่ต้นทางจนถึงกระบวนการซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างคนในวงการ และหากคิดเป็นมูลค่าเศรษฐกิจนับว่ามีมูลค่ามหาศาล

หลังจากมีการเปิดเผยมากขึ้นถึงบุคคลและขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง จากดีเอสไอ แม้ว่าไม่ได้เป็นความจริงทั้งหมดที่ต้องการเปิดเผย แต่ก็ ชี้ให้เห็นถึงปัญหาสำคัญของสังคมไทย ซึ่งไม่ว่าจะมีการปฏิรูปหน่วยงาน ออกกฎหมายใหม่ หรือการแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อป้องกันการทุจริต นั่นคือ การทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยเป็นกระบวนการที่ใหญ่โตมาก และสามารถอาศัยช่องว่างได้ทุกช่องทางเพื่อหลีกเลี่ยงกฏหมาย และ การตรวจสอบของหน่วยงานรัฐ และหากไม่เป็นคดีโด่งดังก็เป็นเรื่องยากมากจะดำเนินการเอาผิดได้

หากย้อนกลับไปพิจารณาจากหลักฐานและการตรวจสอบต่างๆ ของดีเอสไอ จะเห็นได้ว่า ทุกขั้นตอนมีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องทั้งสิ้น ตั้งแต่ขั้นตอนการนำเข้าไปจนถึงการจดทะเบียนและการซื้อขาย เพราะหาก ไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเองเข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว ขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้เป็นไปค่อนข้างยาก แต่หากย้อนกลับไปดูการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ที่มีคนของตัวเองไปเกี่ยวข้องก็จะเห็นได้ว่ามักจะระบุว่า มีการแก้ปัญหาการทุจริตได้ทั้งสิ้น แต่คดีนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าถึงที่สุดแล้ว ก็ไม่สามารถแก้ได้

จากกรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการปฏิรูปของรัฐบาลที่กำลัง ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ในหลายเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องการทุจริตในแวดวง เจ้าหน้าที่รัฐและผู้มีอิทธิที่ทำมาหากินกับการใช้อำนาจรัฐ ว่าการแก้ปัญหาไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ตรงที่ไม่มีข้อกฎหมาย หรือกฎระเบียบมาดูแล หรือไม่มีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบ แต่ปัญหามาจาก เจ้าหน้าที่ของรัฐเอง รวมทั้งปัญหาการใช้อิทธิพลของคนภายนอกที่เข้าไป อาศัยอำนาจรัฐ กล่าวคือกระบวนการทุจริตถือเป็นเครือข่ายที่แก้ไขได้ค่อนข้างยากมาก

ดังนั้นความท้าทายสำหรับการปฏิรูปสังคมไทย ซึ่งรัฐบาลทุกรัฐบาล ประกาศในเรื่องของการปราบปรามการทุจริตกันทั้งสิ้น แต่ก็ปรากฏว่าปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นระยะ ซึ่งบางกรณีสร้างความเสียหายค่อนข้างมาก ในขณะที่บางกรณีเป็นเรื่องเล็กน้อย ส่งผลกระทบในวงจำกัด ชี้ให้เห็นถึง ความยากลำบากในการแก้ปัญหา เพราะเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ และหากพิจารณาในแต่ละกรณี การทุจริตที่เกิดขึ้นนั้น ทุกคนพร้อมที่จะเข้าไปอยู่ในเครือข่ายเหล่านี้ เนื่องจากผลตอบแทน ทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูงหากเปรียบเทียบกับการดำเนินธุรกิจปกติ

คำถามสำคัญของการปราบปรามการทุจริตคือเราจะเริ่มกัน ตรงไหนในการปราบปราม ซึ่งที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานเข้าไปแก้ปัญหา เริ่มตั้งแต่การรณรงค์ไปจนถึงการปราบปรามอย่างจริงจังและเด็ดขาด แต่ในที่สุดแล้วก็เกิดกระบวนการทุจริตใหม่ๆ ขึ้นมาอีก ไม่ว่าเราจะมี มาตรการป้องกันดีเพียงไร ดังที่กรรมการสำนักงานคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ท่านหนึ่งเคยกล่าว อย่างเหน็ดเหนื่อยว่า การแก้ปัญหายากมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำกันตลอดเวลาและอย่าหวังว่าจะแก้ไขได้โดยเร็ว

หากพิจารณาจากคดีรถหรู ก็จะพบคำตอบว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะกระบวนการทุจริต ยิ่งมีขนาดใหญ่เพียงไร ก็ยิ่งมีความซับซ้อนและมีผู้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายมากเท่านั้น ซึ่งสิ่งนี้เองทำให้คนเหล่านี้ มักรอดพ้นอยู่ได้ ดังนั้นหากรัฐบาลใดต้องการจะปราบปรามการทุจริต หรือปฏิรูปในเรื่องนี้ก็ต้องเจอกับงานใหญ่มากกว่าที่คิด เพราะกำลังเผชิญ กับเครือข่ายขนาดมหึมาในสังคมไทย และเป็นเครือข่ายที่พร้อมจะเกิดขึ้น เมื่อมีผลประโยชน์ล่อใจ

คอลัมน์ ต่อต้านคอร์รัปชัน: ประมูลซุ้มขายของโอท็อป ราคา 8 แสน? - แนวหน้า ฉบับวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค

ต่อตระกูล : ในรอบอาทิตย์ที่ผ่านมา มีประเด็นข่าวกรณีมีผู้ร้องเรียนไปยังสำนักข่าว อิศรา ให้ช่วยติดตาม ตรวจสอบราคากลางของซุ้มขายของโอท็อปราคาถึง 8 แสนบาท ที่มีชื่อทางการว่า "ร้านค้าประชารัฐสุขใจ Shop" ที่จะใช้เป็นที่ขายสินค้าโอท็อปของท้องถิ่นและจะใช้เป็นตู้ประชาสัมพันธ์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไปพร้อมกันด้วยนั้น

ผมศึกษาดูเบื้องต้น พบว่ามี 2 ประเด็น ที่ต้องพิจารณาในเรื่องนี้ ประการแรกคือ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างนั้นมีการแข่งขัน ราคากันอย่างยุติธรรม หรือมีการสมยอมราคากันที่เรียกว่ามีการ "ฮั้ว" กันหรือไม่ ประการที่สองคือ เรื่อง ราคากลาง 8 แสนบาท นั้น เป็นการประมาณราคากลางที่ถูกต้องตามมาตรฐานวิธีการคิดราคากลางตามระเบียบหรือไม่

มาดูประเด็นแรกก่อน การฮั้วเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก มีศัพท์ภาษาอังกฤษ ว่า "collusion" ที่ผู้เข้าเสนอราคาสมยอมกัน ไม่แข่งขันกันจริงในการเสนอราคา สำหรับผม และหลายคนในวงการก่อสร้างมีแนวคิดเหมือนกันว่า หากการคิดราคากลางมีความ ยุติธรรม ทำให้ราคากลางเที่ยงตรง ใกล้เคียง กับความเป็นจริงแล้ว ต่อให้มีการฮั้วกัน ผู้ที่ชนะราคาหรือผู้ที่จัดตั้งกันมาให้ได้งานไป ก็ไม่สามารถมีกำไรส่วนเกินมากมายเป็นหนึ่งเท่าสองเท่าตัวได้ เหมือนกับที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในบางโครงการ

เรื่องการทำราคากลางให้เที่ยงตรงนี้ รองนายกฯ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ถึงกับเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ด้วยตัวเอง ขอให้ ช่วยกันคิดหาวิธีทำราคากลางที่ใกล้เคียงความ เป็นจริงให้ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างกรณีราคา ซุ้มประชารัฐ 800,000 บาทนี้ เมื่อเห็นราคาเบื้องต้น ทุกคนแม้กระทั่งผู้ที่ไม่ได้อยู่ในวงการ ก่อสร้าง แรกๆก็รู้สึกคล้ายกันทั้งสิ้นว่า ราคานี้ สูงมากๆ สูงถึงสามารถซื้อบ้านเอื้ออาทร 2 ชั้น ได้สองหลังเลย ซึ่งในบทความนี้จะขอนำไปพูดถึงอย่างละเอียดนะครับ

ต่อภัสสร์ : ผมตามข่าวนี้ ทราบว่า ผู้ว่าฯ ททท.ชี้แจงแล้วว่า ด้วยเวลาที่จำกัด และ ครม.ก็เร่งรัดให้จัดซื้อจัดจ้างให้เสร็จภายใน 2 เดือน ททท.จึงต้องดำเนินการจัดจ้างผู้รับจ้าง ก่อสร้างโครงการด้วยวิธีพิเศษ ตามข้อบังคับ ททท.โดยสามารถเชิญผู้ประกอบการมาเสนอราคาและต่อรองได้เลย และสามารถจัดจ้างได้ในราคาที่ต่ำกว่างบประมาณที่ได้มา จากซุ้มละ 994,000 บาท ลดลงเหลือ 826,532.27 บาท

วิธีพิเศษนี้เป็นการจัดซื้อจัดจ้างที่ตาม ระเบียบไม่ต้องให้มีการแข่งขันราคา การที่ ททท. เลือกใช้วิธีนี้ถูกต้องแล้วหรือครับ

ต่อตระกูล : ถ้าได้รับอนุมัติให้จัดหาตามวิธีพิเศษได้ อย่างกรณีนี้ ก็มีสิทธิทำได้ตาม ระเบียบ แต่โดยปกติข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจจะไม่ค่อยอยากใช้วิธีพิเศษนี้กันมากนัก เพราะจะทำให้เป็นที่เพ่งเล็งและถูกตรวจสอบ ไต่สวนกันเป็นประจำ และในเมื่อ วิธีพิเศษนี้ไม่ต้องมีการแข่งขันราคากันหลายราย ก็ได้ ยิ่งทำให้การทำราคากลางให้เที่ยงตรงนั้นสำคัญมาก เพื่อที่ให้รัฐจะได้ประโยชน์สูงสุดและเอกชนที่ได้งานไปจะไม่ได้รับค่าตอบแทนมากเกินกว่าที่จะได้รับในการทำธุรกิจอย่างปกติทั่วไป

ต่อภัสสร์ : ความจริง โครงการนี้ ถ้าเร่งรัดในช่วงการออกแบบและตกลง รายละเอียดให้เสร็จสิ้นได้เร็ว ไม่ล่าช้ากันมาจนกระทั่งเหลือเวลาน้อยมากจนต้องมาใช้วิธี พิเศษแบบนี้ ก็น่าจะดีกว่านะครับ อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ ททท. ก็ได้ออกมาชี้แจงแล้ว และแจ้งว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เข้ามา ตรวจสอบตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2559 แล้วก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรในขั้นตอนการจัดจ้าง

ดังนั้นจึงนำมาสู่ประเด็นสำคัญประเด็นที่สองคือ ความสมเหตุสมผลของราคากลาง เท่าที่ดูตัวเลขจากตารางการคำนวณราคากลาง มีส่วนไหนที่ผิดปกติบ้างไหมครับ ?

ต่อตระกูล : ดูตัวเลข 800,000 บาท ในครั้งแรกก็ตกใจมาก เพราะราคาสร้างร้านค้าชั้นเดียวขนาดกว้าง 4 เมตร ลึก 3.5 เมตร ได้พื้นที่ใช้สอยรวม 14 ตารางเมตร เท่านั้นมีราคาแพงตกตารางเมตรละ 57,000 บาทเทียบกับค่าก่อสร้างอาคารห้างสรรพสินค้าสูง 3 ชั้น ที่มีราคาเพียงประมาณ 20,000 บาทต่อตารางเมตรเท่านั้น หรือเทียบกับราคา ตู้คอนเทนเนอร์สำเร็จรูปขนาดใหญ่กว่า คือขนาด 3 เมตรยาว 6 เมตร เนื้อที่ใช้สอย 18 ตารางเมตร ติดตั้งพร้อมไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศ ที่มีราคาเพียง 150,000 บาทเท่านั้น จะเห็นได้ว่าซุ้มนี้มีราคาแพงมากอย่างน่าตกใจ

แต่เมื่อได้เห็นตัวเลขรายละเอียดที่ ททท. เผยแพร่ต่อสาธารณะ จึงได้พบว่า ราคา 8 แสนกว่าบาทนั้น ไม่ใช่ราคาค่าก่อสร้างอย่างเดียว แต่ได้รวมราคาค่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 2 ชุด และจอทีวียักษ์ขนาด 55 นิ้ว เป็นเงินอีก 245,000 บาท เข้าไปด้วย อย่างไรก็ตาม ราคาสร้างร้านค้าชั้นเดียวขนาดกว้าง 4 เมตร ลึก 3.5 เมตร ในราคาที่หักอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ออกไปแล้ว ก็ยังเหลือเป็นค่าก่อสร้างถึง 560,000 บาท คิดเป็นราคา 40,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งก็ยังนับว่าแพงเกินร้านค้าปกติหลายเท่าอยู่ดี

เมื่อเจาะลึกดูแต่ละรายการ พบมี 3 รายการ ที่แพงเป็นพิเศษ รายการแรกคืองานประตู 63,000 บาท ซึ่งตามแบบ ต้องเปิดกว้างเต็มด้านหน้าร้านและต้องแข็งแรงปิดล็อกได้สนิท ป้องกันไม่ให้คนเข้าไปขโมยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ราคากว่า 200,000 บาท ในตอนกลางคืน รายการที่ 2 คือ งานผนังภายนอก และภายในที่ใช้วัสดุราคาแพง ไม่ใช่ผนังก่ออิฐ ปกติ ตามแบบเป็นผิวอลูมิเนียมคอมโพสิท ราคารวม 131,000 บาท ซึ่งหากเลือกใช้ผนังอื่นๆ ที่น้ำหนักเบา แต่อาจไม่หรูหราเท่า ราคาคงไม่เกิน 50,000 บาท และรายการที่ 3 คือระบบไฟฟ้าภายในและนอกเป็นเงินถึง 92,000 บาท ซึ่งเมื่อพิจารณาจากขนาดงานแล้ว โดยปกติอย่างมากไม่ควรเกิน 30,000 บาท นี่แสดงว่าในแบบต้องเดินระบบไฟอย่างพิเศษมาก

ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นเหตุผลที่ สตง. ไม่สามารถบอกได้ว่ามีการคิดราคากลางผิดพลาดหรือมีการโก่งราคาเกินจริงหรือไม่ เพราะสาเหตุคือ ทุกรายการที่แพงกว่าปกติ ทั่วไปนั่น เป็นไปตามข้อกำหนดความต้องการ พิเศษของกรรมการหลายฝ่าย

ต่อภัสสร์ : ตกลงราคากลางแพงเพราะแบบและข้อกำหนดของผู้ออกแบบที่ใช้ของคุณภาพสูงมาก แล้วแบบนี้ต่อไปจะทำ อย่างไร ที่จะชี้ว่าแค่ไหนถึงเป็นเป็นการกำหนดรูปลักษณะแบบที่เหมาะสมล่ะครับ

ต่อตระกูล : ขั้นแรกอยู่ที่การตั้งงบประมาณ สำนักงบประมาณต้องรวบรวมข้อมูลราคาค่าก่อสร้างทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน มากพอที่จะกำหนดวงเงินให้หน่วยงาน นำไปใช้ควบคุมความต้องการให้อยู่ในงบ ให้ได้ ในเรื่องนี้ คตช. ได้ขอให้วิศวกรรมสถาน แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ช่วยกำหนดมาตรฐาน Cost Code เพื่อเก็บรวมรวมราคาค่าก่อสร้างไว้เป็นหมวดหมู่ โดยละเอียดและเป็นระบบที่ค้นหาได้ง่าย ต่อไป หน่วยราชการไหนจะสร้างอะไรไว้ที่ไหน ในราคาเท่าใด ทั้งประเทศก็จะรับรู้เท่าทัน การวิเคราะห์ราคากลางของโครงการต่างๆ ก็จะทำได้ง่ายกว่าปัจจุบันมาก เพราะลำพังการใช้ราคาวัสดุกลางของกระทรวงพาณิชย์นั้นมีข้อมูลน้อยเกินไปที่จะนำมาใช้ในการตรวจวิเคราะห์ราคา "ร้านค้าประชารัฐสุขใจ Shop" นี้ได้ว่าราคามาตรฐานเป็นควรเป็นเท่าไหร่กันแน่

ทั้งนี้ ทีมข่าวอิศราและผมได้รับประโยชน์อย่างมากจากมาตรการ 103/7 ของ พ.ร.บ. ป.ป.ช.ที่กำหนดให้เปิดเผยรายละเอียดวิธีการคำนวณราคากลาง และให้ประกาศชื่อคนคิดราคากลางไว้ ในเนตด้วย ทำให้สังคมสามารถเป็นหูเป็นตาช่วยกันตรวจสอบราคากลางและ รูปแบบว่าเหมาะสมหรือไม่กันอย่างโปร่งใส ต่อไปผู้ออกแบบและคิดราคากลางจะต้องระมัดระวังการทำงานให้มากขึ้น

กรณีจัดสร้าง "ร้านค้าประชารัฐ สุขใจ Shop " ภายใต้โครงการพัฒนาสถานีริมทางเพื่อส่งเสริมการค้าและการท่องเที่ยว ท้องถิ่น เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร การท่องเที่ยวและจำหน่ายสินค้าท้องถิ่น ที่ใช้ขายสินค้าโอท็อปของ ททท. จำนวน 148 แห่งทั่วประเทศนี้ ถือได้ว่าเป็นโครงการ ที่มีจุดประสงค์ที่ดี มีประโยชน์ต่อประชาชน ที่ผ่านมาสามารถขายสินค้าโอท็อปได้เฉลี่ยถึง 40,000 บาทต่อร้านในแต่ละเดือน แต่กระบวนการตั้งงบประมาณและการทำราคากลางนั้น ยังมีปัญหาที่ต้องปรับปรุงอีกมาก!

คอลัมน์ ข่าวสั้นต่างประเทศ: สิงคโปร์ปรับแบงก์ฉาวพัน1เอ็มดีบี - มติชน ฉบับวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

สิงคโปร์ - สำนักงานการเงินสิงคโปร์หรือธนาคารกลางสิงคโปร์ (เอ็มเอเอส) เปิดเผยเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมว่า ได้สั่งปรับธนาคารเครดิตสวิสเป็นเงิน 700,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ และปรับธนาคารยูโอบี 900,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ จากข้อหา ละเมิดกฎหมายต่อต้านการฟอกเงินที่เกี่ยวพันกับกรณีคอร์รัปชั่นอื้อฉาวของกองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาลมาเลเซีย 1 เอ็มดีบี นอกจากนี้ เอ็มเอเอสยังได้สั่งห้ามนายธนาคาร 2 รายทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเงินตลอดชีวิต ขณะที่นายธนาคารอีกรายถูกสั่งห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเงินเป็นเวลา 15 ปี รวมถึงสั่งให้มีการตรวจสอบการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ 1 เอ็มดีบีของธนาคารทั้ง 2 แห่งเป็นเวลา 2 ปีด้วย ข่าวระบุว่า มีนายธนาคารที่ต้องถูกตัดสินจำคุกจากกรณี 1เอ็มดีบีไปแล้ว 4 ราย โดยสิงคโปร์นับเป็นชาติแรกที่พิพากษาให้ผู้กระทำผิดในกรณีอื้อฉาวนี้รับโทษทางอาญา (เอเอฟพี)