You are here

CG and corruptions News - 4 August 2017

เปิดคำแถลง 'ยิ่งลักษณ์' ปิดคดีจำนำข้าว - สยามรัฐ

คปภ.ชี้'ไทยประกัน'โปร่งใสระบุลงทุนตามระเบียบบริษัท - แนวหน้า

บทนำมติชน: อนาคต กม.7ชั่วโคตร - มติชน

10ปี ก.ม.ผลประโยชน์ขัดกัน: จาก 7 ชั่วโคตรลดเหลือ 4 - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ แฉทุกวันทันเกมหุ้น: สุทธิชัย หยุ่น และพวก : เรือล่มเมื่อจอด - ข่าวหุ้น

คอลัมน์ กับแกล้มการเมือง: โทษไพรมารี โหวต - เดลินิวส์

คอลัมน์ เปลวสีเงิน คนปลายซอย: 'ระบอบไทยๆ' ที่ไทยมองไม่เห็น - ไทยโพสต์

คอลัมน์ เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์: ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง- มติชน

คอลัมน์ เมืองไทย 360: 'ธัมมี่'ดำดินหนีไปยุโรปพบกันครึ่งทาง-ลดแรงเขย่ารัฐบาล!? – ผู้จัดการรายวัน

จี้'นาจิบ'แจงพันสินบนเรือดำน้ำ - ไทยโพสต์

คอลัมน์ ข่าวสั้น: บังกลาเทศโทร.ร้องเรียนรับสินบนกว่า 7 หมื่นราย - ไทยโพสต์

คอลัมน์ TECHNICAL TIME-OUT: เหตุวุ่นวายใน'ไอบ้า' - มติชนสุดสัปดาห์

เปิดคำแถลง 'ยิ่งลักษณ์' ปิดคดีจำนำข้าว - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560

หมายเหตุ: น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะจำเลยแถลงปิดคดีด้วยวาจา ในคดีรับจำนำข้าว ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว จนทำให้รัฐเสียหาย มีรายละเอียดดังนี้

"ดิฉันขอกราบขอบพระคุณองค์คณะผู้พิพากษา ที่อนุญาตให้ดิฉันแถลงปิดคดีด้วยตนเองในวันนี้ เพิ่มเติมจากคำแถลงการณ์ปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษร ดิฉันขอใช้โอกาสนี้ กล่าวกับทุกท่านอย่างหมดใจในวันนี้ ในเรื่องที่ดิฉันถูกดำเนินคดีโดยไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรมและตลอดเวลาที่ดิฉันได้นั่งรับฟังการพิจารณาคดีนี้ นับตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2559 และสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2560 รวมการไต่สวนของศาลในคดีนี้ทั้งหมด 26 นัด เป็นเวลา 1 ปี 6 เดือนที่ดิฉันไม่เคยขาดนัดพิจารณาคดีของศาลแม้แต่สักครั้งเดียว ทั้งนี้เพราะดิฉันมั่นใจในความบริสุทธิ์ว่าไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาที่มีต่อดิฉัน

ด้วยความเคารพต่อทุกท่านที่เป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนี้ หากมีถ้อยคำใดที่ดิฉันเปิดใจกล่าวอย่างตรงไปตรงมานั้น ดิฉันไม่ได้มีเจตนาอื่นใดและไม่ได้ประสงค์จะใส่ร้ายหรือใส่ความผู้ใด ดิฉันเพียงต้องการให้การพิพากษาคดีที่ดิฉันถูกกล่าวหาในครั้งนี้เป็นไปโดยถูกต้อง เที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญกฎหมาย ภายใต้หลักนิติธรรมที่ดิฉันไม่เคยได้รับจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.และโจทก์ในคดีนี้มาก่อน

ดิฉันขอเรียนแก้ข้อกล่าวหา ในเรื่องสำคัญ 6 เรื่อง ตามลำดับ ดังนี้เรื่องที่ 1.กรณีถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม และไม่ชอบด้วยกฎหมาย

แม้ดิฉันจบการศึกษาทางรัฐศาสตร์ แต่ดิฉันได้มีโอกาสรับรู้คำกล่าวของศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตประธานศาลฎีกาและอดีตประธานองคมนตรีที่ได้กล่าวไว้ว่า "ตำรวจเปรียบประหนึ่งต้นกระแสธารแห่งความยุติธรรม อัยการเป็นกลางน้ำ ศาลเป็นปลายน้ำ ต้นน้ำจึงต้องใสสะอาด จึงจะทำให้ปลายน้ำใสสะอาดตามหากต้นน้ำขุ่นมัวเสียแล้วปลายน้ำก็จะขุ่นมัวตาม ราษฎรก็จะไม่ได้รับความยุติธรรม"

คดีนี้ มีข้อพิรุธมากมาย ตั้งแต่ชั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชั้นก่อนโจทก์ฟ้องคดี ชั้นฟ้องคดีและไต่สวนในศาล โดยชั้นกล่าวหาและชี้มูลความผิดโดย ป.ป.ช. ซึ่งเป็นต้นน้ำ มีการเร่งรีบรวบรัดชี้มูลความผิด ทั้งๆ ที่ข้อกล่าวหาต่อบุคคลอื่นในเรื่องทุจริตการระบายข้าวซึ่งเป็นระดับปฏิบัติการยังไม่มีข้อสรุป และเรื่องดังกล่าว ป.ป.ช. ยืนยันตลอดมาว่าไม่เกี่ยวข้องกับดิฉัน

ขณะที่ ป.ป.ช. เริ่มต้นกล่าวหาดิฉันด้วยพยานเอกสารเพียง 329 แผ่นใช้เวลาไต่สวนเพียง 79 วัน และชี้มูลความผิดดิฉันหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ดิฉันพ้นจากตำแหน่งเพียง 1 วัน และก่อนที่อัยการโจทก์จะฟ้องคดี อัยการสูงสุดเห็นว่า รายงาน ป.ป.ช. มีข้อไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะดำเนินคดีกับดิฉันได้

ในประเด็นนายกรัฐมนตรี ประธาน กขช. จะยับยั้งหรือยกเลิกโครงการที่เป็นนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาตามกฎหมายได้หรือไม่อย่างไร, การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่, ประเด็นการทุจริต กับเรื่องความเสียหายในคดีนี้ ดังนั้น ทุกประเด็นล้วนแต่มีข้อไม่สมบูรณ์ และไม่มีพยานหลักฐานพอที่จะดำเนินคดีได้ แต่สุดท้ายก็มีการตัดสินใจฟ้องทั้งๆ ที่ไม่มีการรวบรวมพยานหลักฐานตามที่อัยการสูงสุดแจ้งข้อไม่สมบูรณ์ โดยวันที่ 3 กันยายน 2557 มีการตั้งคณะทำงานร่วมฝ่ายอัยการกับ ป.ป.ช. ซึ่งคณะทำงานร่วมนั้นก็มิได้ดำเนินการใดๆ ตามที่แจ้งข้อไม่สมบูรณ์ แต่แล้วในวันที่ 23 มกราคม 2558 อัยการกลับแถลงว่าจะฟ้องคดีก่อนที่ สนช. จะลงมติถอดถอนดิฉันเพียง 1 ชั่วโมง ซึ่งทำให้สังคมตั้งคำถามว่า การแถลงข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นการดำเนินการเพื่อชี้นำการลงมติถอดถอนดิฉันหรือไม่ แล้วเมื่อถึงชั้นฟ้องคดีและไต่สวนในศาล อนุกรรมการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคง เหลือของรัฐ เรื่องการเสื่อมสภาพของข้าว ที่เกิดขึ้นภายหลังฟ้องคดี โดยมีการจัดระดับเกรดข้าวเป็น เกรด A B C เพื่อดำเนินการระบายข้าวโดยไม่เคยมีมาตรฐานที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ และไม่เคยมีรัฐบาลใดตั้งแต่ตั้งกระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการเช่นนี้มาก่อน

ดิฉันจึงขอตั้งข้อสังเกตว่าการจัดระดับคุณภาพข้าวดังกล่าวเป็นการสร้างเรื่อง และสร้างพยานหลักฐานขึ้นใหม่ จงใจให้เห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวไม่มีมาตรการที่เหมาะสมในการรักษาข้าวในสต๊อกของรัฐเพื่อเอาผิดกับดิฉัน

ทั้งในคดีนี้และคดีเรียกค่าเสียหายในทางแพ่งต่อดิฉัน ซึ่งเรื่องการจัดคุณภาพข้าวโดยจัดระดับเกรด A B C เพื่อการระบายข้าวนั้น ก็มีพยานหลักฐานสำคัญว่า ผิดพลาด ล้มเหลว และเกิดความเสียหาย จนทำให้หัวหน้าคสช. ในฐานะประธานกรรมการ นบข. เสนอให้ยกเลิกการระบายข้าวในสต๊อกของรัฐแบบแบ่งเกรดกลับมาใช้วิธีการประมูลข้าวแบบขายยกคลัง เช่นที่รัฐบาลดิฉันและทุกรัฐบาลเคยดำเนินการมา ปรากฏตามรายงานการประชุมนบข. ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559

ขณะที่ความผิดพลาดนั้นยังนำมาสู่ปัญหาจากข่าวในขณะนี้ว่ามีการนำข้าวดีที่คนยังบริโภคได้ไปประมูลขายเข้าสู่อุตสาหกรรมเป็นอาหารสัตว์ ตามที่ดิฉันได้เคยร้องขอต่อศาลให้เผชิญสืบในเรื่องนี้แล้ว อีกทั้งการฟ้องของโจทก์ยังเป็นการฟ้องนอกสำนวน ป.ป.ช. โดยฟ้องดิฉันก่อนแล้วค่อยสร้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมในภายหลัง ที่ไม่ปรากฏว่า ป.ป.ช. ได้ไต่สวนไว้ในรายงาน

ดังนั้น ดิฉันจึงขอความเมตตาที่ศาลจะไม่รับฟังผลการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าว ที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐานเพิ่มเติมภายหลังนอกเหนือจากสำนวน ป.ป.ช. ด้วย ซึ่งเริ่มจากการชี้มูลความผิด และการฟ้องคดีของโจทก์ด้วยเอกสารเพียงไม่กี่ร้อยแผ่นในคดีของดิฉันกลับมีเอกสารที่โจทก์นำมาเพิ่มขึ้นใหม่ในชั้นศาลถึง 60,000 กว่าแผ่น จึงมิใช่เป็นการเพิ่มเติมพยานตามสมควรแล้ว แต่กลับเป็นการเพิ่มเติมพยานหลักฐาน โดยไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

โดยรัฐบาลปัจจุบันได้ใช้อำนาจฝ่ายบริหารราวกับเป็นฝ่ายตุลาการเสียเองด้วยการออกคำสั่งทางปกครองสั่งให้ดิฉันชดใช้ค่าเสียหายถึง 35,000 ล้านบาท แต่เพียงผู้เดียว ใช้อำนาจของ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โดยมิชอบและไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับดังกล่าว และเมื่อวันอังคารที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมาได้ใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 สั่งให้กรมบังคับคดียึดและถอนเงินในบัญชีธนาคารของดิฉันไปหมดแล้ว ถือเป็นการชี้นำสังคมให้เข้าใจดิฉันผิดเสมือนชี้นำคดีอย่างไม่เป็นธรรม

และดิฉันเชื่อว่าไม่มีใครที่ดำเนินนโยบายสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประเทศ แล้วถูกกระทำเช่นนี้มาก่อนต้องถูกยึดทรัพย์ก่อน ทั้ง ๆ ที่คดีอาญายังไม่ได้ตัดสินซึ่งขัดกับหลักยุติธรรมสากลและรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา29 ที่ระบุว่าในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้

ดิฉันว่าคงไม่มีใครที่ต้องรับชะตากรรมที่หนักหนาและไม่เป็นธรรมมากเท่ากับดิฉันอีกแล้ว และคงไม่มีผู้นำคนใดที่จะกล้านำนโยบายมาดำเนินการเพื่อประชาชนอีกต่อไปค่ะ

เรื่องที่ 2.นโยบายจำนำข้าวนั้น เป็นนโยบายสาธารณะที่เป็นประโยชน์และดำเนินการตามกฎหมาย โดยโครงการรับจำนำข้าว ครม. เห็นว่าเป็นโครงการที่ดีมีประโยชน์ และมีหลักการทางเศรษฐศาสตร์รองรับ การกำหนดนโยบายเป็นการดำเนินการต่อยอดโครงการรับจำนำข้าวในอดีต ที่ดำเนินการมาแล้วกว่า 30 ปี การกำหนดราคาข้าวเปลือกเจ้า ที่ราคา 15,000 บาทที่ความชื้นไม่เกิน 15 % คณะรัฐมนตรีมีเจตนาดำเนินโครงการ เพื่อทำให้ราคาข้าวเปลือกในตลาดสูงขึ้น และแก้ปัญหาหนี้สินของชาวนา ที่เรื้อรังยาวนานมาหลายสิบปี จึงมิใช่การดำเนินนโยบายเพื่อให้เป็นประโยชน์กับผู้ใดผู้หนึ่งตามที่กล่าวหาแต่เป็นการยกระดับรายได้ของชาวนาจำนวนกว่า 15 ล้านคน หรือกว่า 23% ของประชากรทั้งประเทศให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ

ดิฉันขอยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการกำหนดนโยบายที่ผิดพลาด และเกิดความเสียหายตามที่โจทก์กล่าวหาแต่อย่างใด เพราะรัฐบาลไม่ได้มุ่งหวังกำไรกับชาวนา แต่เป็นการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตราบใดที่ประชากรยังมีความยากจน จึงเป็นหน้าที่ของทุกรัฐบาลที่จะต้องดูแล ซึ่งไม่ต่างกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น ก็ยังต้องมีนโยบายหรือมาตรการในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และเป็นการดำเนินการตามนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา อันมีผลผูกพันให้ต้องปฏิบัติตามตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 75 มาตรา 176 และมาตรา 178 กับเป็นการดำเนินการตามแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2555 ถึง2558 ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและกฎหมายมีสภาพบังคับให้ดิฉันและคณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตาม

3.ดิฉันไม่ได้เพิกเฉย ละเลย และไม่มีอำนาจระงับยับยั้งโครงการตามอำเภอใจ กระบวนการ ขั้นตอน และวิธีการบริหารนโยบายรับจำนำข้าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรี การดำเนินโครงการเมื่อเป็นการดำเนินการตามนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา ดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลให้มีการปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายไม่อาจดำเนินการหรือสั่งการได้โดยลำพัง จึงได้กำหนดมาตรการหลักเกณฑ์ และวิธีการ ในการดำเนินการในรูปแบบคณะกรรมการเพื่อ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ และถ่วงดุลซึ่งกันและกัน

เพราะการดำเนินโครงการ มีความเกี่ยวข้องกับกระทรวง กรม ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจต่างๆ จำนวนมาก อีกทั้งเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบที่มีอยู่หลายฉบับ ที่ดิฉันเองในฐานะนายกรัฐมนตรีไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้โดยลำพังซึ่งได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ กขช.และคณะอนุกรรมการต่างๆ โดยเฉพาะงานแต่ละด้าน กว่า 13 คณะ และหน่วยงานปฏิบัติอย่างระดับกระทรวง กรม ล้วนไม่เคยมีข้อท้วงติงหรือให้ยุติ หรือระงับยับยั้งโครงการ

ดิฉันได้แสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งด้วยการกำหนดให้มีแนวทางในการป้องกันการทุจริต และป้องกันความเสียหายที่ดิฉันได้ให้นโยบายและสั่งการในที่ประชุม กขช. ครั้งแรก ก่อนเริ่มดำเนินโครงการให้กับคณะทำงานและฝ่ายปฏิบัติว่า ให้เคร่งครัดในเรื่องกระบวนการของข้าวให้เกิดความสุจริต โปร่งใส และสั่งการให้มีการบูรณาการและปรับปรุงระบบกระบวนการรับจำนำข้าวให้เกิดความสุจริตและโปร่งใส นำความชอบธรรมและความชัดเจนกับทุกหน่วยงาน และเน้นย้ำว่าการดำเนินงานในส่วนที่ผ่านมามีสิ่งใดคงค้างให้นำมาปรับปรุงและแก้ไขให้เสร็จสิ้น ให้มีการดูแลในเรื่องการทุจริตไม่ให้เกิดขึ้นซึ่งศาลที่เคารพสามารถตรวจสอบได้จากรายงานการประชุม กขช. ครั้งที่ 1 /2554

โครงการดังกล่าวจึงไม่สามารถที่จะยกเลิก และเปลี่ยนแปลงได้ตามอำเภอใจในลักษณะที่นึกจะทำก็ทำหรือนึกจะเลิกก็เลิก ซึ่งการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ดิฉันก็ได้ให้นโยบายและมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ เป็นเจ้าภาพในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ แต่เรื่องนี้โจทก์เข้าใจผิดว่านายกรัฐมนตรีมีอำนาจเต็มในมือคนคนเดียว และจะใช้อำนาจอย่างไรก็ได้

ดิฉันขอเรียนว่าแม้เป็นนายกรัฐมนตรีแต่ในการปฏิบัติงาน กระทรวงและส่วนราชการที่ปฏิบัติงานร่วมกับคณะกรรมการ กขช. และคณะอนุกรรมการต่างๆ มีหน้าที่ความรับผิดชอบตามกฎหมายของแต่ละฝ่ายกำกับไว้อยู่แล้วดิฉันจึงไม่สามารถใช้อำนาจตามอำเภอใจ และไม่อาจกระทำการใดๆ ที่จะไปล้วงลูกสั่งการ หรือชี้นำในระดับปฏิบัติ เพื่อประโยชน์ของผู้หนึ่งผู้ใด แม้กระทั่งผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันก็คงเข้าใจถึงข้อจำกัดนี้ดี จึงต้องการอำนาจพิเศษ คือ มาตรา 44 ในการสั่งงาน บริหารราชการแผ่นดินที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างรัฐบาลของดิฉันไม่สามารถทำได้

4.การไม่ระงับยับยั้งโครงการ เนื่องจากโครงการมีประโยชน์ ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายตามฟ้อง

การดำเนินโครงการรับจำนำข้าวไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแต่โครงการมีความคุ้มค่าไม่เป็นภาระต่องบประมาณที่เกินสมควรหรือเป็นปัญหาต่อหนี้สาธารณะตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่เสียวินัยการเงินและการคลังของประเทศจนกระทั่งต้องระงับหรือยุติโครงการ โดยเมื่อเดือน มิ.ย. 2556 คณะกรรมการ กขช. รายงานถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของโครงการรับจำนำข้าวว่า ฤดูกาลผลิต 2554/55 และฤดูกาลผลิต 2555 มีตัวเลขรวม394,788 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าตัวเลขที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ อ้างว่าขาดทุนทางบัญชี 220,969 ล้านบาท อยู่ที่ 173,819 ล้านบาท

และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็ยังรายงานยืนยันว่าโครงการสามารถสร้างรายได้ให้แก่ชาวนาเพิ่มขึ้น และระบุว่า มีความจำเป็นต้องดำเนินโครงการรับจำนำข้าวจนถึงปี 2558 ซึ่งประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการปรับตัวและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เข้มแข็งเพียงพอ นอกจากนี้ ปรากฏหลักฐานสำคัญจากคำเบิกความของนางสาวสุภา ปิยะจิตติ พยานโจทก์ผู้ทำหน้าที่จัดทำรายงานดังกล่าวรับต่อศาลว่า

"ผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจที่ไม่เป็นตัวเงิน และผลประโยชน์ที่เป็นทางอ้อมไม่ใช่หน้าที่ของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีแต่เป็นหน้าที่ของสภาพัฒน์" ซึ่งสภาพัฒน์ก็มีความเห็นเสนอต่อดิฉันและคณะรัฐมนตรีว่าโครงการสามารถทำให้ชาวนามีรายได้ที่สูงขึ้น และมีความจำเป็นต้องดำเนินโครงการจนถึงปี 2558 ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว และน.ส. ศิรสา กันต์พิทยา เจ้าหน้าที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง พยานโจทก์ที่ให้การในชั้น ป.ป.ช. และเบิกความในชั้นศาล ยืนยันว่า "การดำเนินโครงการรับจำนำข้าวตลอด 5 ฤดูกาลผลิตเป็นไปตามกรอบที่กฎหมายบัญญัติและกรอบเพดานหนี้สาธารณะ" รวมทั้งเอกสารแผนการบริหารหนี้สาธารณะที่คำนวณสัดส่วนหนี้สาธารณะ ต่อ GDP และสัดส่วนภาระหนี้ต่องบประมาณ ว่าเป็นไปตามกรอบความยั่งยืนทางการคลังอย่างเข้มงวด อีกทั้ง นายสุพัฒน์เอี้ยวฉาย ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. ฝ่ายนโยบายรัฐพยานโจทก์ซึ่งรับผิดชอบโดยตรงได้เบิกความยืนยันต่อศาลว่าในส่วนเงินทุน ธ.ก.ส. จำนวน 90,000 ล้านบาท ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีทุกประการ

5.ดิฉันไม่ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลใดหรือโดยทุจริตตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญาหรือ มาตรา 123/1 พ.ร.บ. ป.ป.ช.

ในกรณีที่ ป.ป.ช. และ สตง. มีหนังสือท้วงติงมายังรัฐบาลเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า 2 หน่วยงานดังกล่าวไม่มีภารกิจและหน้าที่ตามกฎหมายที่จะสั่งให้ฝ่ายบริหารยับยั้งการดำเนินนโยบายสาธารณะ ที่ได้แถลงต่อรัฐสภาซึ่งไม่มีกฎหมายใดๆ บังคับให้ฝ่ายบริหารต้องยับยั้งโครงการตามหนังสือของ 2 หน่วยงานดังกล่าว แต่ในฐานะนายกรัฐมนตรีดิฉันไม่เคยละเลยเพิกเฉยในการกำกับและติดตามการปฏิบัติตามนโยบาย

โดยส่งข้อเสนอแนะดังกล่าวให้คณะกรรมการ กขช. คณะอนุกรรมการต่างๆ และหน่วยงานปฏิบัติที่เกี่ยวข้องอันเป็นการดำเนินการตามสายบังคับบัญชาตามขั้นตอนการบริหารราชการแผ่นดินแต่ที่ 2 หน่วยงานดังกล่าวนำรายงานวิจัยของ TDRI เกี่ยวกับข้อมูลการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวในอดีตและเสนอให้ยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว แล้วให้นำนโยบายประกันราคาข้าวมาใช้ดำเนินการนั้น ดิฉันเห็นว่าข้อเสนอแนะดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรียับยั้งโครงการที่ไม่ขัดต่อนโยบายหรือมติคณะรัฐมนตรีไว้

และการที่จะให้ดิฉันนำนโยบายประกันราคาข้าวที่เป็นนโยบายของTDRI และพรรคฝ่ายค้านมาดำเนินการนั้นเป็นเรื่องที่ผิดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายหรือแม้แต่รายงานของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีดิฉันก็ไม่ได้ละเลยก็ได้ส่งเรื่องให้ กขช. เพราะเห็นว่าคณะอนุกรรมการปิดบัญชีเป็นอนุกรรมการในคณะกรรมการ กขช. และเป็นหน้าที่ของ กขช. ที่จะต้องพิจารณาเพราะมีหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบร่วมพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามขั้นตอนของกฎหมาย อีกทั้ง ครม.ได้ป้องกันความเสียหายโดยฤดูกาลผลิต2556/57 มีการปรับลดวงเงินรับจำนำจากไม่จำกัด เป็นจำกัดวงเงินการรับจำนำไม่เกินรายละ 500,000 บาท และ 350,000 บาท ตามลำดับและลดราคารับจำนำจาก ตันละ 15,000 บาท เหลือตันละ 13,000 บาท อีกทั้งยึดมั่นตามกรอบเงินทุนหมุนเวียนไม่เกิน 500,000 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2556

6.ดิฉันไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในการระบายข้าว การ

ระบายข้าว เป็นไปตามยุทธศาสตร์การระบายข้าวในสต๊อกของรัฐบาล ซึ่งครม. ได้มอบหมายความรับผิดชอบให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และกรมการค้าต่างประเทศไปแล้ว ปรากฏตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม2554 ซึ่ง ครม. ได้ใช้ความระมัดระวัง และใส่ใจเรื่องการระบายข้าวโดยในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 ได้มีมติกำหนดหลักเกณฑ์ และมาตรการในการป้องกันการทุจริตในการระบายข้าวให้เข้มงวดมากขึ้น โดยให้ผู้รับผิดชอบปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ ขั้นตอนและต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของปริมาณการระบายช่วงเวลา และระดับราคาที่เป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศด้วย

ดิฉันขอกราบเรียนว่าเรื่องการระบายข้าว เป็นขั้นตอนการปฏิบัติที่กรมการค้าต่างประเทศ และกระทรวงพาณิชย์จะต้องดำเนินการ ซึ่งเป็นวิธีการที่ดำเนินการมาทุกยุคทุกสมัยตามยุทธศาสตร์การระบายข้าวของแต่ละรัฐบาล ดังนั้น วิธีการระบายข้าว รวมถึงการทำสัญญาทั้งปวง จึงเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของหน่วยงานดังกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อหน่วยงานปฏิบัติตามขั้นตอนแล้ว รมว.พาณิชย์จะต้องเป็นผู้รายงานผลการระบายข้าวให้ ครม. ทราบดังเช่นที่มีการรายงานต่อครม. เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2555 แต่กรณีภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ปรากฏว่ามีการรายงานผลการระบายข้าวให้ดิฉัน และ ครม. ทราบแต่ประการใดไม่ว่าจะเป็นก่อนหรือหลังการปรับ ครม. แล้วก็ตาม ก็ไม่มีการรายงานเรื่องนี้ให้ดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรี และเข้าสู่การรับรู้รับทราบของดิฉัน และครม. จนกระทั่งดิฉันพ้นจากหน้าที่ความเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อดิฉันไม่ทราบจะถือว่าดิฉันปกปิดการระบายข้าวเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้หนึ่งผู้ใดตามที่โจทก์กล่าวหาได้อย่างไร

ดิฉันรู้ดีว่า ดิฉันเป็นเหยื่อของเกมการเมืองที่ลึกซึ้ง ดิฉันจึงหวังพึ่งศาลสถิตยุติธรรม ได้โปรดพิจารณาบนพื้นฐานข้อเท็จจริง และสภาวะแวดล้อม ในขณะที่ดิฉันปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ไม่ใช่การตั้งสมมติฐาน ที่ใช้สภาวะแวดล้อมของปัจจุบันที่เปลี่ยนไปแล้ว มาตัดสินการดำเนินการของดิฉันในอดีต

ดิฉันไม่ได้ทำอะไรผิด แต่สิ่งที่ดิฉันทำ คือ การใช้ประสบการณ์ของผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ที่เกิดในต่างจังหวัด มีโอกาสได้รับรู้ สัมผัสความทุกข์ยากแสนสาหัสของชาวไร่ชาวนา ซึ่งประเทศนี้เคยเรียกพวกเขาว่า เป็นกระดูกสันหลังของชาติ และเรียกร้องให้คนไทยทุกคน เกื้อหนุนดูแล และดิฉันก็ได้ทำแล้วในโครงการรับจำนำข้าว เป็นผลพิสูจน์อย่างเป็นรูปธรรมแล้วว่าในช่วงที่มีโครงการรับจำนำข้าว ชาวนามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลูกหลานมีโอกาสเรียนต่อ นับเป็นความภูมิใจในชีวิต ที่ครั้งหนึ่งดิฉันได้มีโอกาสผลักดันนโยบายนี้ให้กับชาวนา แม้การผลักดันนโยบายสาธารณะ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชาวนาครั้งนี้จะทำให้ดิฉันต้องเจ็บปวดก็ตาม ในการที่จะต้องอดทนต่อสู้คดีกับฝ่ายโจทก์ที่พยายามบิดเบือน และกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม ดิฉันก็จะอดทนมุ่งมั่นต่อไป เพื่อหวังว่ารัฐบาลต่อไปในอนาคต จะได้สามารถนำนโยบายสาธารณะมาสู่ประชาชนพี่น้องเรา จะได้ปลดหนี้สิน จะได้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกับเขาบ้าง ค่ะ

สุดท้ายนี้ ดิฉันเห็นว่าก่อนที่ศาลจะตัดสินคดีนี้ ดิฉันใคร่ขอวิงวอนศาลได้โปรดพิจารณา พิพากษาคดีนี้ตามข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและพยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบและโดยสุจริต ไม่รับฟังการชี้นำจากฝ่ายใดๆ

แม้แต่หัวหน้า คสช. ผู้กุมชะตาและอำนาจรัฐ ที่พูดชี้นำคนในสังคมเกี่ยวกับคดีของดิฉัน เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า ถ้าเรื่องนี้ไม่ผิดแล้วจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาได้อย่างไร ซึ่งคำพูดนี้เป็นการชี้นำ เสมือนหนึ่งว่า มีการกระทำความผิดแล้ว

ทั้งๆ ที่ศาลที่เคารพยังไม่ได้ตัดสิน ดิฉันเชื่อในคำกล่าวที่ว่า ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน ดิฉันจึงขอความเมตตาต่อศาล ได้โปรดพิจารณาพิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วย

คปภ.ชี้'ไทยประกัน'โปร่งใสระบุลงทุนตามระเบียบบริษัท - แนวหน้า ฉบับวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธาน คปภ. เปิดเผยว่า ตามที่มีผู้ร้องเรียนปัญหาการใช้เงินลงทุนของ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กรณีติดตั้งระบบไอทีมูลค่าสูงกว่า 1,000 ล้านบาท โดยไม่โปร่งใส กับผู้รับจ้างเพียงรายเดียว เบื้องต้น ได้มอบให้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจ ประกันภัย (คปภ.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่ายังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน ว่าขาดความโปร่งใส ส่วนข้อร้องเรียนเกี่ยวกับผลประโยชน์ต่างตอบแทนนั้น หลังจากสอบสวนก็ไม่พบว่ามีหลักฐานเช่นเดียวกัน จึงมอบให้ทาง คปภ. ซึ่งจะมีทีมเข้าไปตรวจสอบการดำเนินงานของบริษัทประกันชีวิตตามปกติอยู่แล้ว ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ ทุกฝ่ายมั่นใจว่ากระทรวงการคลัง ดูแลเงินของประชาชนอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ บริษัท ไทยประกันชีวิต ได้มอบให้ นายไชย ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการฯ เข้าชี้แจง ที่คปภ. เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2560 เกี่ยวกับ กรณีสัญญาจ้าง บริษัท โลคัส เทเลคอมมูนิเคชั่น อิงค์ อย่างไรก็ดี ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า ในเรื่องการทำสัญญาจ้างโดยไม่เปิดประมูล ตรวจสอบแล้ว ถือเป็นไปตามระเบียบการดำเนินธุรกิจภายใน บริษัท ไทยประกันชีวิต เอง ไม่ถือว่าเป็นความผิดปกติแต่ประการใด

"ในฐานะประธานคปภ. ยืนยันว่า จะดูแลการใช้เงินของบริษัทประกันชีวิต ซึ่งมาจากผู้เอาประกันภัย ซึ่งก็คือประชาชนอย่างดีที่สุด แต่ขณะนี้ หลักฐาน มีเพียงเรื่องร้องเรียนเข้ามา ซึ่งไม่ชัดเจนเพียงพอ จึงมองว่า ควรให้ทีมคปภ. ที่ต้องไปกำกับดูแลตามปกติอยู่แล้ว ร่วมกับผู้สอบบัญชีของ บริษัท ได้ทำงาน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสเป็นธรรมต่อไป" นายสมชัย กล่าว

แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า เนื่องจากบริษัทประกันชีวิต ถือว่าเป็นสถาบันการเงินชนิดหนึ่ง มีหน้าที่สำคัญในการดูแลเงินของลูกค้า ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่ คปภ.จะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคง และความเสี่ยงในการลงทุนของบริษัทประกันชีวิต เมื่อมีการร้องเรียนเข้ามา คปภ.ก็ต้องดำเนินการ เป็นเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย หาก คปภ.ละเลยก็จะมีความผิดเช่นกัน

"บทนำมติชน: อนาคต กม.7ชั่วโคตร - มติชน ฉบับวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเปิดเผยถึงความคืบหน้าของ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับผลประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. หรือเรียกว่ากฎหมาย 7 ชั่วโคตร เพราะตัวบทบัญญัติห้ามไปถึงเครือญาติของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งสร้างความหวาดหวั่นสั่นสะเทือนวงการเจ้าหน้าที่รัฐเป็นอย่างมาก เนื่องจากวิถีการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ไทยในปัจจุบันสุ่มเสี่ยงต่อความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวว่า ล่าสุด ครม.ได้ผ่านร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวแล้ว เพียงแต่กฎหมายดังกล่าวได้ลดความเข้มข้น จากเดิม 7 ชั่วโคตรเหลือเพียงชั่วโคตรเดียว

ชั่วโคตรเดียว คือ คือมุ่งเฉพาะตัวของ เจ้าหน้าที่ที่ดำรงตำแหน่ง และคู่สมรส บุพการี ลูก เขย สะใภ้ เท่านั้น ไม่ได้เชื่อมโยงถึงเครือญาติมากไปกว่านี้ ทั้งนี้กฎหมายฉบับดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการรับผลประโยชน์โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ เป็นข้อห้ามที่รวมไปถึงข้าราชการทุกระดับ เจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. นักการเมืองท้องถิ่น ตลอดจนเอกชนที่เข้ามาเป็นกรรมการในหน่วยงานรัฐด้วย

สำหรับกฎหมายฉบับดังกล่าว มีความแตกต่างจากกฎหมาย ป.ป.ช. เพราะกฎหมาย ป.ป.ช.เน้นเอาผิดการทุจริตและประพฤติมิชอบ แต่กฎหมายฉบับดังกล่าวจะบัญญัติเรื่องผลประโยชน์ขัดกัน จะทำให้สิ่งที่เคยเป็นสีเทาในวงการข้าราชการและการเมืองกลายเป็นสีดำ ซึ่งนายวิษณุยืนยันว่า หลายประเทศมีกฎหมายลักษณะนี้บังคับใช้

ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่น่าจับตา เพราะเป็นกฎหมายที่ควบคุมเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งหมายถึงข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ องค์การมหาชน รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. และนักการเมืองท้องถิ่น ซึ่งต่อไปร่างกฎหมายจะต้องเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. โดย สนช.ชุดนี้ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ หลายคนจึงมีประสบการณ์ตามวิถีปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งถูกมองว่าเป็นสีเทา โดยที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่รัฐไม่ค่อยไว้วางใจในบทบัญญัติของกฎหมายฉบับดังกล่าวนัก น่าสนใจว่าท้ายที่สุดแล้วกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ควบคุมเจ้าหน้าที่รัฐรับผลประโยชน์ จะสามารถผ่านการพิจารณาไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ และน่าสนใจว่าเนื้อหาที่เข้มข้นที่รัฐบาล และ คสช.ร่างไว้ จะมีการเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีการประกาศใช้ในที่สุด

10ปี ก.ม.ผลประโยชน์ขัดกัน: จาก 7 ชั่วโคตรลดเหลือ 4 - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ขนิษฐา เทพจร

ในที่สุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน ไฟเขียวให้ "ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม" เข้าสู่กระบวนการตราเป็นกฎหมายเพื่อบังคับใช้อีกครั้ง

หลังจากที่เคยมีความพยายามผลักดันให้ "ร่างกฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม" ผลักดันตราเป็นกฎหมายมาแล้ว 1 ครั้ง ในปี 2550

ในรอบนั้น "พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์"นายกฯ เป็นผู้ผลักดันร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว ให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี "มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานสนช." ด้วยเหตุผลสำคัญคือ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปด้วยความโปร่งใส ไม่มีความสงสัยเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ที่ขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตน กับประโยชน์ส่วนรวม

แม้การผลักดันรอบนั้น จะบรรลุเป้าหมาย คือ สนช.ลงมติเห็นชอบให้ใช้เป็นกฎหมาย แต่จู่ๆ กฎหมายที่ใช้บังคับไม่กี่วันต้องถูกตัดตอนลง เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากระบวนการทำกฎหมายไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะองค์ประชุมไม่ครบจำนวน ตามคำร้องของสมาชิก สนช.

นับจากนั้น ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวถูกหยิบขึ้นหิ้ง จนมาถึงสมัยของ "พล.อ.ประยุทธ์" ที่เรื่องนี้ถูกรื้อฟื้นในชั้น สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และต่อเนื่องมาถึง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)โดย "ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม" สาระสำคัญ คือ การกำหนดพฤติกรรมต้องห้ามของเจ้าหน้าที่รัฐ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต่อการมีส่วนได้ส่วนเสียในกิจการของรัฐที่มีลักษณะเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้อง รวมถึงเครือญาติ มากกว่าผลประโยชน์ของส่วนรวม ซึ่งข้อห้ามนั้นรวมไปถึง "คู่สมรส และ ญาติ"ด้วย เดิม ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว กำหนดลำดับชั้นญาติ ไว้เป็น 7 ชั้น ได้แก่ บุพการี, ผู้สืบสันดานของตน, พี่น้องร่วมบิดามารดา หรือร่วมบิดา หรือร่วมมารดาเดียวกันของตนหรือคู่สมรส ซึ่งรวมถึงบุตรของบุคคลดังกล่าว และบุตรที่สามารถนับเป็นญาติของเจ้าหน้าที่, ลุง ป้า น้า อาของตนหรือคู่สมรส, บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ของคู่สมรส ดังนั้นจึงมีผู้ตั้งฉายาให้ว่า "ร่างกฎหมาย 7 ชั่วโคตร"

แต่ผลการปรับปรุงโดยคณะกรรมการกฤษฎีกา ลดลำดับดังกล่าวไว้เหลือ 4 ชั้น ได้แก่ บุพการี, ผู้สืบสันดาน, คู่สมรส, พี่น้องร่วมบิดามารดา หรือร่วมบิดา หรือร่วมมารดาเดียวกัน และบุตรบุญธรรมหรือผู้รับบุตรบุญธรรมของเจ้าหน้าที่ จนถูกเรียกใหม่ว่า "4 ชั่วโคตร"

ซึ่งสาระของลำดับญาตินั้น จะครอบคลุม ถึงบุคคลที่เกี่ยวพันโดยทางกฎหมายและพฤตินัยด้วย

ขณะที่แนวทางปฏิบัติต่อการห้าม "ญาติ 4 ลำดับชั้น" มีพฤติกรรมที่เข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น "พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ อดีต ส.ว. และฐานะผู้ติดตามร่างกฎหมายนี้มาตั้งแต่ชั้น สนช. 49"

ระบุว่า มีเงื่อนไขเดียว คือ รับของขวัญ ของกำนัลจากบุคคลเพื่อตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งอาจคำนวณเป็นเงินได้ โดยไม่แจ้งหรือรายงานต่อหัวหน้าส่วนราชการตามระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น

"โดยกรณีบทบังคับกับญาตินั้นมีเฉพาะเรื่องรับของขวัญ ของกำนัลจากบุคคลอื่น ที่อาจให้เพื่อตอบแทนการปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เงื่อนไขของการนำไปสู่ความผิด คือ หากมีการ กระทำเกิดขึ้น เช่น ลูกชายของเจ้าหน้าที่ได้รับส่วนลดจากการซื้อสินค้าที่มากกว่าการประกอบธุรกิจ หรือมีผู้มอบของกำนัลมูลค่ามหาศาล แล้วไม่แจ้งต่อหัวหน้าราชการ จะถือว่าผิดและต้องรับโทษ จำคุก 3 ปี หรือปรับ 6 หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากแจ้งแล้ว หัวหน้าส่วนราชการวินิจฉัยว่า รับได้ หรือให้ส่งคืนแล้วปฏิบัติตามนั้น จะไม่ถือว่าผิด" พล.อ.อ.วีรวิท กล่าว

ทั้งนี้ บทบังคับนั้นเคยมีระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้หรือรับของขวัญของเจ้าหน้าที่รัฐ 2544 ใช้บังคับ ดังนั้นบทบัญญัติในร่างกฎหมายดังกล่าวจึงร้อยความจากระเบียบเพื่อใช้บังคับให้เป็นมาตรฐาน

ส่วนแนวทางการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปราศจากผลประโยชน์ที่ขัดกันระหว่างส่วนตนกับส่วนรวม ตามร่างกฎหมายกำหนด เช่น 1. ทำนโยบาย, เสนอความเห็น, เห็นชอบกฎหมายหรือร่างกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับกิจการของตนเองและญาติเพื่อให้มีส่วนได้เสียมากเกินปกติที่บุคคลทั่วไปมีอยู่, 2.เผยแพร่ข้อมูลลับทางราชการ, 3. ริเริ่ม, เสนอ, จัดทำ อนุมัติโครงการของรัฐหรือหน่วยงานเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับญาติของตน และ 4.ใช้อำนาจ ตำแหน่งของตนเอง ทำเรื่องดังต่อไปนี้ แทรกแซงการอนุมัติ, อนุญาต, ให้สัมปทาน, ทำสัญญา, แต่งตั้ง, โยกย้าย, ไม่รับแจ้งความ, ไม่ร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีอาญา, ไม่บังคับทางปกครอง

ซึ่งแนวทางดังกล่าวกำหนดให้ใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงคู่สมรส และบุตร ที่ใช้อิทธิพลของเจ้าหน้าที่รัฐไปแสวงหาผลประโยชน์

ในประเด็นนี้ "พล.อ.อ.วีรวิท"

ย้ำความสำคัญถึงเหตุที่ต้องขยายพฤติกรรมต้องห้ามสู่ "คู่สมรส p บุตร" เพราะในอดีตเคยมีบุคคลใกล้ชิดผู้มีอำนาจ ใช้ศักดิ์ของความเป็น คู่สมรส หรือ ลูก เรียกรับสินบนกับบุคคลภายใต้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ

อย่างไรก็ดี ประเด็นกำกับการมีพฤติกรรมสร้างผลประโยชน์ให้ตนเองและครอบครัวของเจ้าหน้าที่รัฐทั้ง 4 แนวทางนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ใหม่ หรือไกลเกินตัว เนื่องจากการปฏิบัติที่ผ่านมามี พ.ร.ป.ว่าด้วยการปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ มาตรา 100 กำกับไว้อยู่แล้ว แต่มีผลบังคับใช้เฉพาะ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้นจึงจำเป็นที่ต้องมีร่างกฎหมายว่าด้วยความผิดฐานขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพื่อขยายการตรวจสอบและกำกับไปสู่เจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย

อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ที่ต้องถูกกำกับและตรวจสอบนั้น แนวทางของ "ครม." ที่ให้ไว้ คือ ตำแหน่งระดับสูง ดังนั้นเมื่อร่างกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงเป็นบทบาทของ "ป.ป.ช." ต้องออกประกาศกำหนด

ตำแหน่งดังกล่าวเพื่อให้มีความชัดเจน และป้องกันปัญหาต่อความรับผิดทางอาญา

กับอีกประเด็นที่เป็นข้อห้ามเจ้าหน้าที่รัฐ ใช้ทรัพย์สินทางราชการ อาทิ ยานพาหนะ, เครื่องมือสื่อสาร, อาคารสถานที่, วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องใช้สำนักงาน เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น นั้น พล.อ.อ.วีรวิท ขยายความว่า ตามร่างกฎหมายกำหนดให้ต้องยกเครื่อง "ระเบียบว่าด้วยการอนุญาตให้ใช้ทรัพย์สิน" จากปัจจุบันที่ใช้ระเบียบข้าราชการพลเรือนว่าด้วยสวัสดิการของเจ้าหน้าที่รัฐและกระทรวงต่างๆ มีระเบียบใช้บังคับภายในสำนักงาน ซึ่งถือว่าไม่มีกรอบที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้นหลังจากที่มีกฎหมายนี้ใช้บังคับนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ร่วมกับหน่วยงาน อาทิคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา, คณะกรรมการบริหารศาล, องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรือ หัวหน้าหน่วยงานอื่นของรัฐ ต้องร่วมออกระเบียบเพื่อให้เป็นมาตรฐาน ไม่มีการลักลั่น

สำหรับบทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติ ต้องโทษทั้งจำคุก และปรับเงินด้วย และยังโยงบทลงโทษไปยังผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการ กระทำของ เจ้าหน้าที่รัฐ คู่สมรส หรือบุตรของเจ้าหน้าที่ ด้วยความยินยอมและรู้เห็นเป็นใจ ที่ต้องรับโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย

ส่วนแนวทางป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนในอนาคตหลังจากเจ้าหน้าที่รัฐพ้นตำแหน่ง ตามร่างกฎหมายกำหนดชัดเจนว่า หลังพ้นตำแหน่งไม่ถึง 2 ปี ห้ามเป็นกรรมการ, ที่ปรึกษา, ตัวแทน, พนักงานในธุรกิจเอกชนที่เคยควบคุม ตรวจสอบ และห้ามรับเงิน หรือประโยชน์ตอบแทนที่อาจคำนวณเป็นเงินได้จากธุรกิจเอกชนที่เคยควบคุม ตรวจสอบ นอกเหนือจากกิจการตามปกติ และบทที่เพิ่มเติม คือ ห้ามเผยแพร่หรือนำข้อมูลทางราชการชั้นความลับไปใช้ หลังพ้นตำแหน่ง

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม ที่ ครม.เห็นชอบ คาดว่าจะเข้าสู่กระบวนการทางนิติบัญญัติ ได้ไม่เกินกลางเดือนสิงหาคมนี้

คอลัมน์ แฉทุกวันทันเกมหุ้น: สุทธิชัย หยุ่น และพวก : เรือล่มเมื่อจอด - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560

แม้ว่าบุคคลที่ตกเป็นจำเลยในคดีอาญา ทั้ง 9 ราย นำโดยนาย สุทธิชัย (แซ่) หยุ่น จะชิงลาออกจากตำแหน่งกรรมการและผู้บริหารในเครือ NMG ไปแล้ว แต่ "วีรเวร" ที่พวกเขาสร้างไว้ให้จารึกในกรณีละเมิดหลักการธรรมาภิบาล และกฎหมายบริษัทมหาชนเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2558 ยังไม่สิ้นสุดกรรมจนเบ็ดเสร็จ

วันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้อ่านคำพิพากษา กรณีนายสุทธิชัย (แซ่) หยุ่น และพวกรวม 9 ราย ประกอบด้วยจำเลยที่ 1 นายณิทธิมณ หัสดินทร ณ อยุธยา, จำเลยที่ 2 นายปกรณ์ บริมาสพร, จำเลยที่ 3 นายเชวง จริยะพิสุทธิ์, จำเลยที่ 4 นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ, จำเลยที่ 5 นางสาวเขมกร วชิรวราการ, จำเลยที่ 6 นายพนา จันทรวิโรจน์, จำเลยที่ 7 นางสาวดวงกมล โชตะนา, จำเลยที่ 8 นายเสริมสิน สมะลาภา และจำเลยที่ 9 นายสุทธิชัย (แซ่) หยุ่น ตามคำฟ้องของโจทก์ คือ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 4)

บทสรุปของคำพิพากษา (ชั้นต้น) คือบุคคลทั้ง 9 กระทำการ “ไม่สุจริต” กรณีกีดกันผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุมสามัญประจำปี 2558 ถูกศาลสั่งปรับคนละ 5 แสนบาท เพราะ....กระทำการด้วยการขาดความรับผิดชอบและความระมัดระวัง

คดีดังกล่าว มีที่มาจากกรณีที่ กรณีผู้ถือหุ้น บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ NMG ได้เข้าร้องเรียน และดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญากับ นายสุทธิชัย หยุ่น และพวกรวม 9 ราย ในกรณีกีดกันห้ามไม่ให้ผู้ถือหุ้นบริษัท NMG เข้าร่วมประชุมสามัญประจำปี 2558 และพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องเป็นคดีอาญา ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2559 เป็นคดีดำหมายเลขที่ อ.2573/2559

คดีกีดกันผู้ถือหุ้นบางกลุ่มที่เกิดขึ้น เกิดจากรากเหง้าของสงครามแย่งชิงกิจการเครือเนชั่น ที่มี บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ NMG เป็นแกนหลักในปี 2557 เป็นต้นมา เมื่อมีการตรวจสอบในชั้นต้นพบว่า หุ้นจำนวนมากของ NMG ที่เคยอยู่ในมือของกลุ่มธนชาต และผู้ถือหุ้นรายใหญ่บางคน ได้ตกอยู่ภายใต้กำมือกลุ่มนักลงทุนรายใหม่ที่มีแกนหลักคือ บริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ก จำกัด (มหาชน) หรือ NEWS โดยที่กระจายตัวกันเพื่อหลบเลี่ยงการทำเทนเดอร์ ออฟเฟอร์

การเปลี่ยนโครงสร้างจากเดิมที่หุ้น NMG เคยเป็น "หุ้นไร้เจ้าภาพ" (ไม่มีกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ที่แท้จริงเกินกลุ่มละ 10%) ทำให้เกิดการเจรจาระหว่างกลุ่มผู้บริหารของ NMG และ NEWS แต่ไม่สามารถลงตัวกันได้ .... ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ สงครามแย่งชิงอำนาจเหนือกิจการ

เริ่มตั้งแต่กลุ่มนายสุทธิชัย ที่ยึดครองอำนาจบริหารในเครือเนชั่นมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ เปิด "สงครามชิงพื้นที่สื่อ" กล่าวหาว่า การเข้ามาของกลุ่ม NEWS ไม่เป็นประโยชน์ต่อ NMG และมีเจตนาเคลือบแฝงในฐานที่มี "ทุนสีเทา" อยู่เบื้องหลัง ... ถึงขั้นร้องเรียนไปยังหน่วยงานรัฐและสื่อหลายแห่ง

ช่วงแรกของสงครามชิงพื้นที่ข่าวนั้น ราคาหุ้นของเครือ NMG ที่เคยซึมเซาเพราะผลประกอบการถดถอยลง (แม้ยังมีกำไรสุทธิอยู่บ้าง) พากันวิ่งขึ้นกระฉุดผิดปกติ จนกระทั่งถูกตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องขึ้นเครื่องหมายให้ใช้บัญชีเงินสดซื้อขาย

สงครามชิงพื้นที่ข่าว ยังดำเนินไปพร้อมกับสงครามแย่งชิงการถือครองหุ้น ที่กลุ่มนายสุทธิชัยดึงกลุ่มนายคีรี กาญจนพาสน์ แห่งค่าย BTS เข้ามาเพิ่มสัดส่วนหุ้น NMG ด้วย

สงครามชิงพื้นที่ข่าวยังไม่ทันจบสิ้น ก็มีวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นอันอื้อฉาวตามมา เมื่อนายสุทธิชัย ลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการกะทันหัน ในการประชุมคณะกรรมการ NMG คืนก่อนการประชุม แล้วให้นายณิทธิมน หัสดินทร ณ อยุธยา ขึ้นเป็นประธานชั่วคราว เพื่อดำเนินการจัดประชุมดังกล่าว มีเป้าหมายมุ่งสกัดกั้นการใช้สิทธิ์ลงคะแนนของ "กลุ่มผู้ถือหุ้นไม่พึงประสงค์" ที่ถูกกล่าวหาจากกลุ่มนายสุทธิชัยในหลายข้อหาคือ 1) ได้มาซึ่งการถือครองหุ้นเกินกว่า 30% โดยไม่ชอบ เพื่อมุ่งครอบงำกิจการ 2) การเข้าถือหุ้นของคนกลุ่มนี้ อาจขัดต่อกฎหมายป้องกันการผูกขาดทางธุรกิจ

หลังการประชุมอันวุ่นวายด้วย "รังสีอำมหิต" แผ่ซ่าน ถึงขั้นระดมชายฉกรรจ์จำนวนมาก มาเป็นเจ้าหน้าที่ เพื่อขานรับคำสั่งห้ามบุคคลที่มีรายชื่อระบุว่า "บุคคลต้องห้าม" เข้าร่วมการประชุม และมีมติหลายอย่าง ตามวาระการประชุมที่ตั้งขึ้นมากะทันหัน ออกมาหลายเรื่อง

การกระทำอันโจ๋งครึ่มและฉาวโฉ่ดังกล่าว เพื่อมุ่งยึดอำนาจบริหารอย่างดิบเถื่อน ตามมาต่อเนื่องด้วยเรื่องราวฟ้องร้องกันไปมาอุตลุดระหว่างคู่กรณียาวยืดเป็นหางว่าว ก่อนที่ต่อมา ก.ล.ต. จะ "ลงดาบ" คู่กรณีทั้งสองฝั่ง ด้วยข้อหาแตกต่างกัน

กลุ่ม NEWS ถูกตั้งข้อหา "สมคบคิด" เข้าครอบงำกิจการเพื่อหลบเลี่ยงการทำเทนเดอร์ ออฟเฟอร์ (acting in concert) คดียังไม่จบสิ้น

ส่วนคณะกรรมการจัดการประชุมสามัญวันนั้นรวม 8 คน ถูกกล่าวหาจาก ก.ล.ต.ว่าขาดความน่าไว้วางใจในคุณสมบัติการเป็นผู้บริหารและกรรมการเครือเนชั่นทั้งหมดตั้งแต่ วันที่ 6 ตุลาคม 2559 และตามมาด้วยตลาดหลักทรัพย์ฯ สั่งพักซื้อขายชั่วคราว (ขึ้น H) หุ้นในเครือเนชั่น 4 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาด พร้อมสั่งให้ชี้แจงข้อเท็จจริง

คำสั่งของ ก.ล.ต. ออกมาในวันเดียวกันกับที่ศาลแพ่งมีคำวินิจฉัยว่า มติการประชุมสามัญอันอื้อฉาว ไม่มีผลบังคับใช้

แทนที่จะทำการชี้แจงข้อเท็จจริง ตามคำสั่งของตลาดหลักทรัพย์ฯ จู่ก็มีคำสั่ง "ไอ้โม่ง" ในเครือเนชั่น ในวันที่ 8 ตุลาคม 2559 สั่ง "ล้มผัง" รายการโทรทัศน์ในเครือทั้งหมด ในวันที่ 8 ตุลาคม 2559 ....เพื่อทำการถ่ายทอดสดการที่คนทั้ง 8 เปิดแถลงข่าวในที่สาธารณะ ตอบโต้คำสั่งที่ "ไม่ชอบธรรม" ของ ก.ล.ต. ท่ามกลาง "ม็อบสื่อ" ในเครือ ด้วยการระบุว่า ก.ล.ต.ไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับ “คนดี" ทั้ง 8 คน

หลังจากนั้น เมื่อสิ้นงวดบัญชี ผลประกอบการของบริษัทในเครือเนชั่นทั้งหมดก็ถูกเปิดเผยออกมาในงบการเงินสิ้นปี 2559 และไตรมาสแรกของปี 2560 ว่าขาดทุนยับเยินจากปัจจัยทั้งเก่าและใหม่

แล้วก็ตามมาล่าสุด ด้วยคำสั่งศาลอาญาวันที่ 1 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา ที่ระบุ การกระทำของจำเลยทั้ง 9 คน เป็นกระทำการครั้งเดียวในความผิดหลายมาตรา เป็นการร่วมกันกระทำการ ดำเนินการโดยไม่สุจริต ขาดความรับผิดชอบและความระมัดระวังตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ ม.89/7 พ.ร.บ.มหาชน ม.33, 102, 104 และ 105 ต้องตาม ม.291/2 วรรคหนึ่ง มีอัตราโทษปรับให้ไม่เกินจำนวนค่าเสียหายที่เกิดขึ้น หรือประโยชน์ที่ได้รับ และค่าปรับต้องไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท เมื่อจำเลยทั้ง 9 ร่วมกันกระทำความผิด สมควรกำหนดค่าปรับตามระวาง หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30....

บทลงโทษในการกระทำผิด ระบุว่า มีอัตราโทษปรับให้ไม่เกินจำนวนค่าเสียหายที่เกิดขึ้น หรือประโยชน์ที่ได้รับและการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามกฎหมายหลายบท

พิพากษาให้ปรับคนละ 5 แสนบาท ...หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 แทน

คำพิพากษาและบทลงโทษที่กล่าวมา ยังไม่ถือว่าจบสิ้น เพราะเป็นแค่ศาลชั้นต้นเท่านั้น สามารถยืดเวลาต่อสู้ไปได้อีกนานหลายปีได้

คำถามคือ กว่าคดีจะจบสิ้นลง กิจการของ NMG ที่ล่าสุดมีส่วนผู้ถือหุ้นเหลืออยู่ 2,427.27 ล้านบาท เทียบกับหนี้สิน 4,165.66 ล้านบาท และราคาหุ้นถดถอยลงมาต่ำเตี้ยตามผลประกอบการแค่ระดับต่ำกว่า 0.65 บาท ...จะมุ่งไปหนไหน

คำตอบคงไม่ได้อยู่ที่คนทั้ง 9 คน....ที่ลอยนวลไปแล้ว หลังจากเกิดการ "เรือล่มเมื่อจอด" ไปแล้ว....และ/หรือไม่มีคำตอบเลย

อิ อิ อิ

คอลัมน์ กับแกล้มการเมือง: โทษไพรมารี โหวต - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560

สำหรับเนื้อหาที่ กมธ.แก้ไขและเพิ่มบทลงโทษไพรมารี โหวต ในพ.ร.ป.พรรคการเมือง อาทิ ยกเลิกโทษยุบพรรค และโทษที่รุนแรงที่สุด คือ มาตรา 51/2 ห้ามจูงใจให้สมาชิกพรรคการเมืองลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้อื่นหรือให้งดเว้นการลงคะแนนด้วยวิธีการทุจริต หากกระทำผิด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีหรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับและให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิรับเลือกตั้งของผู้นั้นตามมาตรา 112/2

มาตรา 51/3 ห้ามพรรคการเมืองหรือผู้ใดเรียก รับ หรือยอมรับหรือให้ หรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เพื่อให้สมาชิกผู้ใดลงสมัครหรือไม่ลงสมัครรับเลือก ทำผิด โทษจำคุก ตั้งแต่ 1-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นด้วย มาตรา 51/4 ห้ามตัวแทนพรรค ประจำจังหวัด หัวหน้าสาขาพรรค หรือกรรมการบริหารพรรค ยินยอมให้บุคคลใดที่มิได้เป็นสมาชิกพรรคออกเสียงหากทำผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท ให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลาห้าปี.

คอลัมน์ เปลวสีเงิน คนปลายซอย: 'ระบอบไทยๆ' ที่ไทยมองไม่เห็น - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560

plew_seengern@yahoo.complewseengern@gmail.com

มานั่งนึกๆ ดู.........

ว่าประเทศไทยจะขึ้นจากหล่มได้ซักเมื่อไหร่?มองย้อนหน้า-ย้อนหลัง ไม่ใช่มองแค่ปี-สองปี หากแต่เป็นสิบปีมาแล้ว บอกได้คำเดียว ว่า

ยาก!ยิ่งนับวัน เรื่องราวประเภท "ดรามาประเทศไทย" ซึ่งเสพง่าย ถูกจริตคนไทย ถูกจุดเป็นกระแสแบ่งรัก-แบ่งชังคนในชาติขึ้นเรื่อยๆ

จะเหมือน "ตามด" ในตัวเขื่อน ที่กักน้ำเกิน!อย่างตอนนี้ หัวข้อ "ประเทศเฮงซวย" กำลังจุดติดลุกพรึ่บ!

เรื่องอย่างนี้...........สังคมที่ใช้ "สัญชาตญาณ" จะไวต่อการแสดงปฏิกิริยาเชิงรับ-เชิงต้านฉับพลัน

นั่นจะเป็นตัว "ขันชะเนาะ" ทัศนคติต่างขั้ว ที่ "ยอมหัก" ดีกว่า "ยอมกัน" สู่จุด "แตกสะบั้น" ในที่สุด!

แท้จริงแล้ว "คนไทย-สังคมไทย" คือคนแบบไหน อย่างไร?

ถามง่าย ตอบยากนะเพราะเรามัก "มองนอก" มากกว่า "มองใน"หมายถึง "คาดหมาย-เพ่งเล็ง" เอาจากคนอื่น มาก กว่า "คาดหมาย-เพ่งเล็ง" เอาจากตัวเราก่อน

เพราะอย่างนั้น ปัญหาบ้านเมืองไทยเรา ทั้งที่ผิวเผินเกินกว่าต้องใช้คำว่า "แค้นฝังราก"

แต่ก็แก้ไขอะไรได้ยาก ในป่า "ไม้เลื้อย-รากลอย" มากกว่าสักและซุง!

ยากเพราะ แต่ละคนไม่รู้สึกว่าตัวเองมีอะไรผิดที่ต้องแก้ ในขณะที่ เห็นผิดในคนอื่น และเพ่งแก้ที่คนอื่น

สรุปแล้ว ปัญหาคนไทย เหมือน "ลูกตา" ที่ไม่เคยมองเห็น "ขนตา" ตัวเอง!

วานซืน "หนังสือพิมพ์ชี้ชัด เจาะลึก" นำเรื่องที่ "อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์" เขียน โดยยกข้อเขียน Thomas tarn เป็นประธาน มาโพสต์ fb จำได้ว่า เคยอ่านจากโซเชียลมีเดียครั้งหนึ่ง แต่นานแล้ว อ่านทีไร เหมือนเป็นฝีเรื้อรังที่ก้น ถูกตีนฟาดเปรี้ยง ปวดปานจะขาดใจ

ไม่มีอะไร "ตรงจุด-ตรงปัญหา" คนไทย เท่าเรื่องที่อาจารย์เฉลิมชัยเขียนและยกมาอีกแล้ว ขออนุญาตยกมาอีกต่อเพื่อสำนึก-สำเหนียก

หนังสือพิมพ์ "ชี้ชัด เจาะลึก" นำเรื่องว่า...........

"อาจารย์เฉลิมชัย เขียนด่า...ได้เยี่ยมมาก"จากนั้น ยกข้อเขียนของอาจารย์ทั้งหมดโพสต์ดังนี้มันไม่ใช่ระบอบทักษิณ ระบอบประชาธิปัตย์ หรือ ระบอบเผด็จการทหาร!!

แต่มันคือ! ระบอบแบบไทยๆ คนไทยๆ นี่แหละ ที่ทำให้มันเป็นสังคมแบบนี้!

"ผมไม่ชอบการเมือง แต่ในฐานะคนไทย ผมก็มี ๑ เสียง เท่ากับนายกรัฐมนตรี เท่ากับชาวสวน เท่ากับชาวนาคนหนึ่ง

ผมไม่ใช่คนของอดีตนายกฯ ทักษิณ เขาไม่เคยให้อะไรผม! ผมก็ไม่เคยขออะไรจากเขา!

แต่รู้ว่าไม่ชอบระบบการเล่นการเมืองแบบฉวยโอกาส ไม่รักษากฎอย่าง ปชป. ทั้งที่เมื่อก่อน เคยชอบ

ผมไม่รู้ว่า Thomas tarn เป็นใคร คนไทยรึเปล่า?อ่านเจอ พอเปิดใจ รับเลยรู้สึกว่า มีส่วนจริงอยู่มาก!เพราะผมเองก็คนหนึ่งล่ะ..ที่เคยทำเลวๆ..ยัดเงินเจ้าหน้าที่ธุรการ เพื่อแลกกับความรวดเร็ว

ยอมเสีย ๑๐๐ บาทเพื่อแลกกับการเสียเวลา และอื่นๆเพื่อความอยู่รอดของหน่วยในระบบราชการไทยๆ เจอตรงนี้..เลยเอามาให้อ่านกัน...

"การเมืองแบบไทยๆ"โดย Thomas Tarn ถ้าเราล้มระบอบทักษิณได้แล้ว จะเป็นอย่างไรต่อ?ระบอบทักษิณคืออะไร?ถ้าตระกูลชินวัตรตาย หมดไปจากโลก ประเทศไทยจะดีขึ้นจริงๆ หรือ?

ทุกคนทุกฝ่าย นักวิชาการ ทนาย ผู้เชี่ยวชาญ สารพัด ช่วยคิด หาเหตุ หาผล....

ก็ยังหาทางลงไม่ได้........เพราะระบอบ ที่ทำให้บ้านเมืองยิ้มอยู่ได้ทุกวันนี้ มันคือระบอบ ที่มีมาก่อนทักษิณจะเกิดซะอีก!!

ขอเรียกว่า "ระบอบไทยๆ"ระบอบไทยๆ นี้ เป็นระบอบที่เกิดขึ้นมาจาก...นิสัย สันดาน สภาพแวดล้อม แนวคิด พฤติกรรม และสังคมแบบไทยๆ

ที่ส่วนใหญ่รักสบาย มักง่าย เล่นพรรคเล่นพวก มือถือสากปากถือศีล ไม่ซื่อสัตย์ ไม่มีอุดมการณ์

และที่สำคัญ ในช่วงหลังๆ คือวัดค่าของคนจากเงิน ของ ใช้ รถยนต์ สิ่งที่มองเห็นจากข้างนอก ภายนอก ฯลฯ

ในเมื่อการวัดค่าของคนไม่ได้อยู่ที่จิตใจ ความดีงาม ความสามารถ อีกต่อไป

คนส่วนใหญ่จึงมีเป้าหมายใหม่ เป็นการทำอย่างไรก็ได้! ให้มีเงินมากที่สุด

เมื่อความต้องการเงินมากๆ โดยไม่เลือกวิธีการ ไปรวม กับนิสัยแบบไทยๆ ที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ จึงนำไปสู่การคอร์รัป ชัน ทั้งใน นอก ลับ และเปิดเผย

การคอร์รัปชันมีขึ้นแทบทุกหน่วยงานราชการ รวมไปถึงทุกคนในเอกชน และภาคครัวเรือน ที่เป็น...หนึ่งในตัวการส่งเสริมการคอร์รัปชัน (ยอมให้ชาติเสียประโยชน์เพื่อตัวเอง..ได้ประโยชน์)

ถ้าเกิดและโตมาจนอ่านหนังสือออก เล่นเฟซบุ๊กได้ คงไม่มีใครไม่เคยเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชัน

ฝากลูกเข้าโรงเรียน ยัดเงินตำรวจ โกงภาษีเงินได้ สาร พัดการคอร์รัปชันในชีวิตประจำวัน (ไม่ต้องพูดถึงการคอร์รัป ชันระดับนักการเมืองที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว)

ที่น่าแปลกใจ คือคนไทยรับได้ แถมอยู่กับมันได้อย่างมีความสุขอีกด้วย?

ด่านักการเมือง ว่าเลวทุกคน ถึงเวลา ขอให้ช่วยฝากลูกเข้าโรงเรียน ฯลฯ

ด่าตำรวจไม่มีดี ถึงเวลา ช่วยหนูหน่อยนะพี่ ขี้เกียจไปโรงพัก

สิ่งเหล่านี้คือระบอบไทยๆ มีมานาน ก่อนทักษิณจะมีอำนาจ

พูดให้ถูกคือ..ทักษิณมีอำนาจ เติบโตจนสั่นคลอนประเทศวุ่นวายได้ขนาดนี้ ก็เพราะรู้จักใช้ประโยชน์จากระบอบนี้นั่นแหละ ที่ทุกวันนี้มันกลายเป็นระบอบทักษิณไปแล้ว

เพราะทักษิณได้กระจายอำนาจ และบริวาร ครอบคลุมหน่วยงานต่างๆ ไว้ เป็นจำนวนมาก สมัยอยู่ในอำนาจ

จึงทำให้ทักษิณเหมือนกลายเป็นผู้รับประโยชน์สูงสุด

ถามอีกรอบ สมมุติพรุ่งนี้ ตระกูลทักษิณหายไปจากโลกคิดว่าไอ้ระบอบไทยๆ ที่หยั่งรากลึกมาก่อนทักษิณจะมาเล่นการเมืองเสียอีก มันจะหายไปหรือเปล่า?

ข้าราชการ ตำรวจ ประชาชน นักการเมืองทุกคน จะพร้อมใจกัน เป็นคนดีขึ้นมากกว่าเดิมทันทีรึ?

......โลกช่างสวยงามคิดแบบนั้นกันจริงๆ หรือ?เชื่อว่าทุกคนก็รู้อยู่ว่า "ไม่ใช่"ต่อให้ทักษิณตายไป ไอ้ระบอบไทยๆ ที่ว่า มันก็แค่ไปหาหัวโขนอื่นมาใส่ แล้วก็คอร์รัปชันกันต่อไป อย่างเมามันส์อยู่ดี

การโยนความเลวทรามชั่วช้าทั้งหมดบนโลกใบนี้ไปให้ทักษิณ มันง่ายดี!

มันสะดวกกว่าการโทษตัวเองแต่มันไม่ใช่การแก้ปัญหา และไม่เป็นธรรมกับทักษิณนัก

การปลุกระดมม็อบ ไปปิดสถานที่ราชการ ก็ไม่ใช่การแก้ปัญหา

เพราะนักการเมืองทุกฝ่ายมีเงินทุนและมวลชน ของตัวเองมากพอ พอที่จะปลุกม็อบมากี่ครั้งก็ได้ เมื่อฝ่ายตรงข้ามได้เป็นรัฐบาล กลายเป็นวังวนอัปยศ ที่หาทางออกไม่ได้ของประเทศไทย

ทางแก้ของปัญหาการเมืองในประเทศ ผมเชื่อว่า ไม่มีทางออกจากวงจรอุบาทว์ ไม่ว่าจะก่อม็อบไปเปลี่ยนรัฐบาลไปซักกี่รัฐบาล

ถ้า! คนไทยยังไม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง"ปฏิวัติตัวเอง" จากข้างใน!เลิก >เห็นแก่ความสบายเลิก >ร้องขอสิทธิพิเศษเลิก >มองคนที่ภายนอกเลิก >คิดมักง่ายเลิก >ขับรถผิดกฎจราจร>หันมามองความสามารถภายใน ความดี ความมีคุณธรรม ลดความเห็นแก่ตัว เคารพสิทธิของผู้อื่น เคารพกฎหมาย ให้มากกว่านี้

ครับ.......ท่านว่า เขาพูดถูกมั้ย?ถูกแล้วเราจะแก้ "ระบอบไทยๆ" กันมั้ย?ก็ให้ "เรา" เขาแก้ซีไม่ใช่ "ผม" นี่!?.

คอลัมน์ เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์: ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง- มติชน ฉบับวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ห้วงแห่งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในส่วนของข้าราชการพลเรือน ผู้ที่ได้รับตำแหน่งสูงสุดของกระทรวงคือปลัดกระทรวง มีการแต่งตั้งออกมาเรียบร้อยแล้ว ให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นวันแรกของปีงบประมาณข้าราชการในการดำรงตำแหน่ง

ผลปรากฏว่ามีตำแหน่งปลัดกระทรวงที่ "ข้ามห้วย" 2 คน เป็นปลัดกระทรวงจาก "คนใน" 2 คน

การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงให้ "ข้ามห้วย" รับตำแหน่งปลัดกระทรวงมีมาหลายครั้งแล้ว โดยเฉพาะที่แตกตัวออกจากกระทรวงเดิมมาตั้งกระทรวงใหม่

กระทรวงที่แยกออกมาจากกระทรวงเดิม คือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กับกระทรวงแรงงาน ที่แยกตัวออกมาจากกระทรวงมหาดไทย

เมื่อเป็นกระทรวงที่แยกตัวออกมาจากกระทรวงใหญ่ ระยะแรกต้องมีข้าราชการระดับสูงติดตามมาเป็นใหญ่ เพื่อให้งานและนโยบายแต่เดิมเดินหน้าต่อไป

ขณะที่เวลาผ่านไปนับสิบปี ข้าราชการสังกัดกระทรวงที่แยกตัวเองออกมาย่อมเติบโตในกระทรวงที่ตัวเองเป็นลูกหม้อ ซึ่งเป็นธรรมดาอยู่เองที่ "ลูกหม้อ" ต้องการเติบโตในกระทรวงนั้นให้สูงสุดเท่าที่จะเป็นได้

เมื่อก่อนมีกำหนดกฎเกณฑ์ไม่ให้มีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงข้ามกระทรวง ต่อมาออกกฎเกณฑ์ให้ย้ายข้ามกระทรวงได้ ขณะที่กำหนดอำนาจรัฐมนตรีไม่ให้ย้ายปลัดกระทรวง และห้ามรัฐมนตรีย้ายตำแหน่งตั้งแต่รองอธิบดีขึ้นไป และอะไรอื่นอีกหลายประการเพื่อป้องกันไม่ให้นักการเมืองลงไป "ล้วงลูก" ย้ายบรรดาข้าราชการระดับล่าง หรือพวกพ้องของตัวเอง

ในที่สุด กฎเกณฑ์เหล่านั้นก็ถูกละเลยเพิกเฉย กระทั่งวันนี้รัฐมนตรีอาจโยกย้ายปลัดกระทรวงได้

ก่อนมีการโยกย้ายแต่งตั้งปลัดกระทรวงที่มีการเกษียณในวันที่ 30 กันยายนนี้ เสียงเรียกร้องจากบางกระทรวงขอให้แต่งตั้ง "คนใน" เป็นปลัดกระทรวง

โดยตั้งความไว้ว่าจะได้คนดีมีธรรมาภิบาลปรากฏว่า เมื่อชื่อปลัดกระทรวงคนหนึ่งออกมา มีเสียงร้อง "ยี้" จากข้าราชการกระทรวงนั้นดังขึ้นมาทันที และรู้สึกผิดหวังมาก

มีข้อกล่าวหาออกมามากมายหลายเรื่อง ไม่ว่าเรื่องถูกกล่าวหาว่าขาดคุณธรรม มีความประพฤติไม่เหมาะสมจากหลายข้อกล่าวหาในอดีต เช่น มีการแต่งตั้งข้าราชการในสังกัดไม่ใช้หลักความสามารถ หรือหลักอาวุโส บางตำแหน่งแต่งตั้งให้พวกพ้องไปดำรงตำแหน่ง มีการร้องเรียนจากหลายหน่วยงาน แต่เรื่องเงียบ

ทั้งยังมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต เรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ผิดสภาพจากความเป็นจริง เห็นว่าสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเข้าไปตรวจสอบ ตามที่มีผู้เรียกร้อง และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในหลายแห่ง

ที่ค่อนข้างเป็นเรื่องส่วนตัว แต่หากเป็นเรื่องขึ้นมาต้องนับว่าผิดวินัย คือเรื่องความสัมพันธ์เชิงชู้สาว

ประเภทสมภารกินไก่วัดอีกทั้งจะมีการตั้งที่ปรึกษาเป็นอดีตข้าราชการกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับข่าวกินหัวคิวจากแรงงาน

ทั้งหลายทั้งปวง กลับมีเสียงว่า ต้องการคนใน แต่ไม่ต้องการขอนไม้ เมื่อมีการส่งขอนไม้จากคนนอกเข้ามาบ่อยครั้ง คราวนี้จึงส่งคนในเข้ามาตามเสียงเรียกร้อง บ๊ะ! กลับเป็นนกกระยางไปฉิบ

ระบบราชการไทยมีเรื่องให้ต้องทบทวนกันเป็นประจำ ให้แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงจากคนใน กลับไม่เป็นที่ต้องการของคนในเอง แต่งตั้งคนนอกมาทำงานกลับกลายเป็นคนในหมดโอกาสเติบโต

ตำแหน่งปลัดกระทรวงเป็นตำแหน่งชี้เป็นชี้ตาย แต่งตั้งไปแล้ว คงยากที่จะปรับเปลี่ยน จนกว่าจะมีการสอบสวนเรื่องคดีที่ได้รับการร้องเรียนจบสิ้น พอดีเกษียณราชการไปก่อน

ขณะที่ยังมีตำแหน่งอธิบดีอีกหลายคนที่ยังไม่มีการแต่งตั้ง หากปลัดกระทรวงรู้ว่าคนไหนมีโอกาสขึ้นเป็นอธิบดีไม่ค่อยลงรอยกับตัวเอง การจะเสนอแต่งตั้งอธิบดีหรือตำแหน่งที่สูงอย่างนั้นคงยากอีกนั่นแหละ โยม

คอลัมน์ เมืองไทย 360: 'ธัมมี่'ดำดินหนีไปยุโรปพบกันครึ่งทาง-ลดแรงเขย่ารัฐบาล!? - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560

"ดีเอสไอได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ติดตามอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ โดยการข่าวพบข้อมูลว่า พระธัมมชโย ได้ใช้ช่องทางธรรมชาติหลบหนีออกจากประเทศไทยไปอยู่ในประเทศแถบยุโรป ซึ่งมีลูกศิษย์พาหลบหนีออกจากประเทศ แต่ไม่ทราบว่าเป็นพื้นที่ใด และดีเอสไอกำลังตรวจสอบความชัดเจนอยู่ ขณะเดียวกัน ข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ก็ไม่พบว่าพระธัมมชโย เดินทางออกนอกประเทศ"

"เจ้าหน้าที่ยังได้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ตั้งแต่ปี 2552-2556 ที่ออกจากสหกรณ์ฯ ว่ามีการถ่ายโอนเงินไปที่ไหน บัญชีใครหรือไม่ รวมถึงไปซื้อทรัพย์สินอื่นๆ อย่างไรบ้าง ส่วนมีความเป็นไปได้ที่จะส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน เหมือนกรณีเณรคำ หรือไม่นั้น คงต้องรอความชัดเจนว่า พระธัมมชโย อยู่ที่ประเทศใด ก็อาจจะประสานอัยการสูงสุด เพื่อขอตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป"

"นอกจากนี้ยังมีคดีทุจริตอีก15 คดี อยู่ระหว่างดำเนินการ เพราะเกี่ยวข้องกับมูลนิธิอื่นๆ ด้วย อย่างไรก็ดี การบริหารงานภายในวัดพระธรรมกาย ยังมีกรรมการ 4 ฝ่าย ช่วยกันดูแลอยู่ ประกอบด้วยสำนักงานพระพุทธศาสนา(พศ.) ดีเอสไอ พระวัดพระธรรมกาย และ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีตามปกติ"

ก็น่าจะตามนั้น ตามที่ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ได้เปิดเผยออกมาให้ได้รับรู้กันล่าสุดแล้วว่า "ธัมมชโย" เผ่นไปเรียบร้อยแล้ว แม้ว่าในคำพูดดังกล่าว จะบอกเป็นนัย และความเป็นไปได้ว่า "หนีไปแล้ว" และหนีไปยุโรปเพียงแค่นี้ ยังไม่ระบุว่าไปกบดานที่ประเทศใด แต่เอาเป็นว่าแค่ "ขยักแรก" ให้รู้ว่า เผ่นไปแน่นอนแล้วก็พอ

อย่างไรก็ดี สำหรับชาวบ้านทั่วไปที่ติดตามเหตุการณ์มาอย่างต่อเนื่อง หลายคนก็ย่อมพอเดาออกมาตั้งนานแล้วว่า ธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย รายนี้ได้หลบหนีไปนานแล้ว แม้จะยังไม่มั่นใจว่าจะเป็นการหลบหนีออกไปนอกประเทศ หรือว่ายังอยู่ภายในประเทศหรือไม่เท่านั้นเอง ซึ่งเป็นไปได้ว่า เขาได้หลบหนีออกไปจากวัดหลังจากที่มีการ "จัดแสดงชูขาดำๆ" จากโรคเบาหวานออกมาโชว์เมื่อหลายเดือนก่อน จากนั้นก็ไม่เคยเห็นหน้าอีกเลย และยังเชื่ออีกว่า ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็น่าจะพอทราบเรื่องอีกด้วย ประเภท "ขยิบตา" อะไรแบบนี้

แน่นอนว่า หากกล่าวว่าการ "เปิดทางให้หลบหนี" มันก็เป็นไปได้ไม่น้อย และหลายคนก็ยังเชื่อแบบนั้น ซึ่งก็ต้องมีการประเมินกันหลายขั้นตอน ขั้นตอนแรก หากพิจารณาจากจุดเริ่มต้นก่อนก็คือ การดำเนินคดีกับ ธัมมชโย ซึ่งเวลานี้มีนับสิบคดี ยาวเป็นหางว่าวแล้ว และหากนับเอาเฉพาะคดีที่มีหมายจับ ก็อย่างน้อย 4-5 คดี แล้วแยกเป็นคดีหลักที่อยู่ในความดูแลของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เช่น หมายจับข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกัน ฟอกเงิน และรับของโจร คดีทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ซึ่งจากการเปิดเผยของ อธิบดีดีเอสไอ ข้างต้น ก็ทำให้รับรู้อีกว่า เวลานี้เขากำลังถูกดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการทุจริต อีก 15 คดี ก็ถือว่า ยาวเหยียดเป็นหางว่าว

ส่วนคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็มีหมายจับสองสามคดีเช่นเดียวกัน ส่วนใหญ่เป็นคดีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติในหลายจังหวัด

เมื่อเยอะแยะมากมายแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่ต้องหนีไปก่อน หรือว่าหนีไปตั้งหลัก เพื่อรอลุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภายหลังหรือเปล่าก็ไม่รู้ ประเภทการเมืองเปลี่ยนในอนาคตอะไรประมาณนั้น

ขณะเดียวกัน มองในมุมของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างดีเอสไอ รวมไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งถ้าพิจารณากันอีกแบบหนึ่งในแง่นโยบาย ก็ต้องยอมรับว่าเป็นการทำตามคำสั่งจากรัฐบาลได้อีกทอดหนึ่งเหมือนกัน แม้ว่าเป็นการรักษากฎหมาย แต่บางอย่างมันก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่ามันต้องมี "ไฟเขียว" จากข้างบนลงมาด้วย

สำหรับ ธัมมชโย และ "ธรรมกาย" นั้นย่อมเข้าใจกันดีว่ามีเครือข่ายผู้สนับสนุนกว้างขวาง ทั้งในและต่างประเทศจำนวนมาก แถมยังเชื่อมโยงทางการเมืองจนแยกไม่ออก กับเครือข่ายของ ทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย ซึ่งการดำเนินคดีกับ ธัมมชโย หากเดินหน้าเต็มตัว ด้วยการจับกุมคุมขัง บางทีก็อาจเกิดความวุ่นวายจนอาจควบคุมได้ยาก มันเหมือนกับเป็นการผสมโรง เป็น "แรงบวก" เข้ามา อาจสร้างแรงกระเพื่อมเข้าใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะรักษาความสงบแห่งชาติในเวลานี้เพิ่มขึ้นไปอีกก็ได้

อย่างไรก็ดี การที่ระบุว่าบางทีอาจเป็นการเปิดทางให้หนี หรือ"ขยิบตา" บางอย่าง เหมือนกับการ "พบกันครึ่งทาง" นั่นคือ ฝ่ายธัมมชโย ได้หลบหนีออกไปต่างประเทศ เพื่อลดกระแสความกดดัน ลดความวุ่นวายที่จะตามมา ซึ่งเขาก็น่าจะโอเคในระดับหนึ่ง ที่อย่างน้อยไม่ต้องถูกควบคุมตัว ขณะเดียวกัน ทางฝ่ายรัฐก็ถือว่าได้รุกมาพอประมาณแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้ตัวมาเป็นๆ แต่อย่างน้อยการแจ้งข้อหาในหลายคดีอาญา มันก็เหมือน "ชนัก" ปักหลังธัมมชโย เอาไว้ตลอดเวลา และเมื่อมีหมายจับติดตัวเขาก็ไม่กล้าโผล่ที่ ไหนอีก อย่างน้อยก็อีกพักใหญ่ ส่วนหลังจากนั้น ค่อยมาว่ากัน

ขณะเดียวกัน ก็ต้องแยกให้ออกว่า การหลบหนีออกนอกประเทศไปทางไหน และใครเป็นคนพาหนี นาทีนี้อาจไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ แต่เชื่อเถอะ หากมีการเค้นหาคำตอบ รับรองต้องมี "เจ้าหน้าที่" เกี่ยวข้องแน่นอน !!.

"การที่ระบุว่าบางทีอาจเป็นการเปิดทางให้หนีหรือ "ขยิบตา" บางอย่าง เหมือนกับการ "พบกันครึ่งทาง" นั่นคือ ฝ่ายธัมมชโยได้หลบหนีออกไปต่างประเทศ เพื่อลดกระแสความกดดันลดความวุ่นวายที่จะตามมา ซึ่งเขาก็น่าจะโอเคในระดับหนึ่งที่อย่างน้อยไม่ต้องถูกควบคุมตัว ขณะเดียวกัน ทางฝ่ายรัฐก็ถือว่าได้รุกมาพอประมาณแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้ตัวมาเป็นๆ แต่อย่างน้อยการแจ้งข้อหาในหลายคดีอาญามันก็เหมือน "ชนัก" ปักหลังธัมมชโยเอาไว้ตลอดเวลา"

จี้'นาจิบ'แจงพันสินบนเรือดำน้ำ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560

กัวลาลัมเปอร์ * นายกฯ นาจิบ ราซัค แห่งมาเลเซีย เผชิญเรื่องอื้อฉาวโยงใยการทุจริตอีกแล้ว องค์กรสิทธิเรียกร้องให้ชี้แจงกรณีอดีตที่ปรึกษาใกล้ชิดถูกศาลฝรั่งเศสตั้งข้อหารับสินบนดีลซื้อเรือดำน้ำฝรั่งเศสเมื่อปี 2545 ที่เขาลงนามในสมัยเป็นรัฐมนตรีกลาโหม

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคม 2560 ว่าข้อตกลงซื้อเรือดำน้ำ 3 ลำ มูลค่าเกือบ 1,000 ล้านยูโรนี้ เกิดขึ้นในสมัยที่นาจิบดำรง ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง กลาโหมมาเลเซีย โดยมีอับดุล ราซัค บากินดา เป็นที่ปรึกษาในตอนนั้น ข้อตกลงนี้เป็นการซื้อเรือดำน้ำชั้นสกอร์ปิเน 2 ลำ และชั้นอาโกสตา 1 ลำ จากบริษัทต่อเรือดีซีเอ็นของฝรั่งเศส ที่เกี่ยวโยงกับบริษัทค้าอาวุธยักษ์ใหญ่ ทาเลส ของฝรั่งเศสเช่นกัน

การสอบสวนคดีทุจริตรับสินบนการจัดซื้อเรือดำน้ำเมื่อปี 2545 นั้น เกิดขึ้นภายหลังกลุ่มสิทธิ ซัวรัม จากมาเลเซียร้องเรียน จนนำไปสู่การกล่าวหา อับดุล ราซัค ว่ารับสินบน แหล่ง ข่าวในระบบตุลาการของฝรั่งเศส เปิดเผยกับเอเอฟพีในสัปดาห์นี้ ว่า อับดุล ราซัค ถูกฝรั่งเศสตั้ง ข้อหาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่าน มาว่า สมรู้ร่วมคิดกับการคอร์รัป ชันทั้งโดยตรงและโดยอ้อม และยักยอกทรัพย์

อับดุล ราซัค ปฏิเสธว่าเขาไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ในแถลงการณ์ชี้แจงหลังปรากฏข่าว เขายังยืนกรานด้วยว่าไม่ได้ทุจริตประพฤติมิชอบ หรือทำผิดกฎหมายข้อใด

เมื่อวันพฤหัสบดี องค์กร ซัวรัมได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่ง ร่วมกับองค์กรเอกชน ศูนย์ต่อ ต้านการคอร์รัปชันและการเล่น พรรคเล่นพวก เรียกร้องให้ทาง การมาเลเซียดำเนินการกับเรื่องอื้อฉาวนี้ แถลงการณ์ร่วมระบุว่า ทางการมาเลเซียไม่สามารถนิ่งเฉยและอ้างได้อีกต่อไปว่าข้อตกลง ซื้อเรือดำน้ำนี้มีความโปร่งใส

"นาจิบเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมผู่ลงนามสัญญา ฉบับนี้ในขณะนั้น เราเรียกร้องให้เขาตอบคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น ในเวลานั้น และสถาบันต่างๆ ของมาเลเซียจะดำเนินมาตรการเช่นไรต่อไป" คำแถลงกล่าว

โฆษกสำนักงานของนายก รัฐมนตรีมาเลเซียยังไม่ให้ทัศนะต่อเรื่องนี้ แต่จากคำกล่าวหาทุจริตรับสินบนที่โยงใยถึงนาจิบ ที่แล้วๆ มา เขามักปฏิเสธว่าเป็นคำกล่าวหาทางการเมืองโดย พวกฝ่ายค้านที่ต้องการสาดโคลน

การสอบสวนโดยศาลสอบ สวนของฝรั่งเศสระบุว่า ตามข้อตกลงนี้บริษัทดีซีเอ็นตกลงจะจ่าย เงิน 30 ล้านยูโรแก่บริษัท ทา เลสอินเตอร์เนชั่นเอเชีย ที่เป็นสาขาของทาเลสในภูมิภาคนี้ การ สอบสวนยังพบว่ามีอีกบริษัทคือ เทราซาซี ซึ่งอับดุล ราซัค เป็นหุ้นส่วนใหญ่ ได้รับเงินในจำนวนเดียวกันเป็นค่าตอบแทนการให้คำปรึกษา ซึ่งพนักงานสอบสวนของฝรั่งเศสเชื่อว่าเป็นข้ออ้างบัง หน้าการรับสินบน

ตามขั้นตอนของระบบกฎ หมายฝรั่งเศสนั้น ผู้ต้องสงส้ยจะถูกตั้งข้อกล่าวหาเมื่อมีข้อพิสูจน์จริงจังว่ามีการกระทำความผิด ศาลสอบสวนจะทำหน้าที่ตรวจสอบและตัดสินใจว่าจะส่งพิจารณา คดีในชั้นศาล หรือจะไม่ดำเนินคดี บุคคลที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาโดยศาลสอบสวนของฝรั่งเศสมีแนวโน้มสูงมากว่าจะต้องถูกเรียกสอบ ปากคำ

คนใกล้ชิดของนาจิบรายนี้เคยปรากฏชื่อในข่าวอื้อฉาวเมื่อปี 2549 ภายหลังนางแบบสาวชาว มองโกเลียที่เป็นชู้รักของเขาโดนยิง แล้วระเบิดทำลายศพ หลังจากที่ เธอพยายามทวงเงินค่าตอบแทนการทำหน้าที่ล่ามสำหรับข้อตกลง ซื้อเรือดำน้ำที่ว่านี้ แต่อับดุล ราซัค รอดพ้นจากข้อกล่าวหาฆาตกรรม.

คอลัมน์ ข่าวสั้น: บังกลาเทศโทร.ร้องเรียนรับสินบนกว่า 7 หมื่นราย - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ธากา * ปรานับ กุมาร์ บัติทาชาร์ยา โฆษกคณะกรรมการปราบปรามคอร์รัปชันของบังกลาเทศ (เอซีซี) เผยกับเอเอฟพีเมื่อวันพฤหัสบดีว่า หลังจากเปิดสายฮอตไลน์เบอร์ 106 รับเรื่องร้องเรียนการเรียกสินบนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 ก.ค. มีผู้โทรศัพท์เข้ามาแจ้งเรื่องแล้วราว 75,000 ราย แต่หลายรายกลับขอคำปรึกษาในเรื่อง ที่นอกเหนือจากหน้าที่ของเอซีซี ได้แก่ เรื่องทะเลาะวิวาทในครอบครัว และเรื่องสินสมรส โดยมีมากกว่า 200 เรื่องที่เอซีซีจะดำเนินการสอบสวน เดอะนิวเอจหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของบังกลาเทศรายงานว่า เรื่องที่ประชาชนโทรศัพท์เข้ามาร้องเรียนส่วนใหญ่คือการเรียกรับสินบนของเจ้าหน้าที่รังวัดที่ดิน ตามมาด้วยเจ้าหน้าที่ให้บริการด้านสาธารณูปโภค, โรงเรียน และโรงพยาบาลของรัฐบาล รวมถึงการคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่รถไฟ และกรมการขนส่งทางบก

คอลัมน์ TECHNICAL TIME-OUT: เหตุวุ่นวายใน'ไอบ้า' - มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ได้รับการจับตามองในวงการกีฬาระดับโลกสำหรับความเคลื่อนไหวภายในของ สหพันธ์มวยสากลนานาชาติ (ไอบ้า) ซึ่งน่าจะมีผลกระทบโดยตรงกับกีฬามวยสากลที่ชิงชัยกันในมหกรรมกีฬาทุกระดับ

เหตุเกิดในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารไอบ้าที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ระหว่างวันที่ 24-25 กรกฎาคม เมื่อบอร์ดบริหารลงมติไม่ไว้วางใจการทำหน้าที่ของ ดร.ชิง กัวะ วู ประธานสหพันธ์ โดยให้เหตุผลว่า วูบริหารงานผิดพลาดทำให้ไอบ้าเสี่ยงจะล้มละลาย

ต่อมาบอร์ดบริหารขั้วตรงข้ามได้ปิดล็อกสำนักงานไอบ้าที่นครโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นการชั่วคราว

พร้อมยื่นคำร้องต่อศาลสวิส ขออำนาจการบริหารสหพันธ์ให้กับบอร์ดบริหารชุดรักษาการ ก่อนประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อเลือกตั้งประธานคนใหม่มาทำหน้าที่แทน

ประเด็นที่ฝ่ายต่อต้านประธานชาวไต้หวันยกมาอ้างถึงคือจดหมาย "ทวงหนี้" จากบริษัท เบนคอนส์ ของอาเซอร์ไบจาน ที่เรียกร้องให้ไอบ้าคืนเงินกู้ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (330 ล้านบาท) ที่ยืมไปเมื่อปี 2011 โดยด่วนที่สุด

แต่บัญชีการเงินของสหพันธ์ตอนนี้มีอยู่ราวๆ 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หมายความว่าถ้าโดนเจ้าหนี้บังคับให้ต้องชดใช้เงินทันที ก็หมายความว่าไอบ้าจะมีบัญชีติดลบและเสี่ยงต่อการล้มละลาย

เท่านั้นไม่พอ เดอะ การ์เดียน สื่อดังของอังกฤษ ระบุว่า ก่อนหน้านี้ไม่นาน ไอบ้าเพิ่งจะได้รับเงินอุดหนุนจาก คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) จำนวน 14 ล้านปอนด์ (616 ล้านบาท) ใช้เป็นทุนในการบริหารจัดการเพื่อเตรียมตัวสำหรับโอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในอีก 3 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่าปัญหาการเงินเป็นเพียงข้ออ้างที่ใช้ในการโค่นอำนาจของ ชิง กัวะ วู เท่านั้น เพราะในความเป็นจริงแล้วยังมีความขัดแย้งเบื้องหลังอีกมากมายที่ไม่ได้เอามาเอ่ยถึงอย่างเป็นทางการ

กล่าวกันว่า ตั้งแต่อดีตสถาปนิกชาวไต้หวันเข้ามากุมอำนาจสูงสุดของสหพันธ์มวยสากลนานาชาติเมื่อปี 2006 เขาก็ไล่เช็กบิลฝั่งขั้วอำนาจเดิมของประธานคนเก่า อันวา ชอว์ดรี้ โดยชูธงเรื่องการปราบคอร์รัปชั่น สร้างความโปร่งใสให้กับวงการมวยเสื้อกล้าม

หลังจากนั้นวูก็ค่อยๆ ปรับโครงสร้างองค์กรและคิดการณ์ใหญ่เรื่องพาไอบ้าเข้าสู่วงการมวยอาชีพ โดยตัดคำว่า "สมัครเล่น" ออกจากชื่อสหพันธ์ และตั้งหน่วยงานใหม่ๆ อย่างลีกมวยกึ่งอาชีพ เวิลด์ ซีรี่ส์ ออฟ บ๊อกซิ่ง (WSB) กับสถาบันมวยอาชีพ ไอบ้า โปร บ๊อกซิ่ง (APB) ขึ้นมา โดยอาศัยความได้เปรียบที่ตัวเองเป็นองค์กรรับผิดชอบมวยสากลในมหกรรมกีฬาต่างๆ ให้สิทธิผู้ร่วมแข่งขัน WSB และ APB ได้ลุ้นโควต้าไปแข่งโอลิมปิกเกมส์

หมายความว่านักมวยที่มาชกอาชีพกับไอบ้า นอกจากจะได้เงินรางวัลแบบนักมวยอาชีพแล้ว ยังคงสถานะของนักมวยสมัครเล่นเอาไว้อีกด้วย สร้างความไม่พอใจให้องค์กรมวยอาชีพที่มีอยู่เดิมค่อนข้างมาก

ขณะเดียวกัน ปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใสเรื่องการทำหน้าที่ของกรรมการที่วูประกาศตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดไป ยืนยันจากการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2 ครั้งหลังสุดที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และนครริโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล ซึ่งผลการแข่งขันออกมาค้านสายตาหลายคู่

รวมถึงความพ่ายแพ้ของนักมวยไทยอย่าง แก้ว พงษ์ประยูร และ ฉัตร์ชัย บุตรดี

แม้ว่าวูจะยืนยันหลายครั้งว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีและจะเร่งปฏิรูปองค์กรเพื่อความเปลี่ยนแปลง แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ขั้วตรงข้ามจึงหาทางล้มโต๊ะให้มีการเลือกตั้งใหม่

อย่างไรก็ตาม วูเองก็ไม่ยอมแพ้ ยืนยันว่าตัวเองยังคงมีอำนาจเต็มในการบริหารองค์กร และบอกว่าอีกฝ่ายจงใจกล่าวหาเขาอย่างผิดๆ เพราะเบื้องหลังของฝ่ายตรงข้ามคือ คิม โฮ อดีตบอร์ดบริหารที่ถูกตนขับออกจากตำแหน่ง จึงต้องการแก้แค้น

วูบอกด้วยว่าบัญชีไอบ้าไม่ได้ติดตัวแดงเพราะมีเงินอยู่กว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (แต่ฝ่ายตรงข้ามบอกว่าเป็นเงินจากอนาคตที่จะได้จากเจ้าภาพการแข่งขันมวยสากลนานาชาติ) งานนี้จึงต้องรอดูการต่อสู้ในชั้นศาลสวิสว่าจะลงเอยอย่างไร

และไม่ว่าเรื่องจะลงเอยเป็นประโยชน์กับฝั่งไหน .เมื่อได้บทสรุปแล้วเชื่อว่าอีกฝ่ายต้องโดนไล่เช็กบิลตามหลังอย่างแน่นอน