You are here

CG and corruptions News - 4 January 2018

2รมต.ปัดของร้อนอ้างยังไม่รับลูกหมาจากนายกฯ – โพสต์ทูเดย์

DSIพร้อมเช็คบิล'เอิร์ธ'รอเก็บหลักฐานให้ครบ ก่อนแจ้งข้อกล่าวหา - ข่าวหุ้น

รายงานพิเศษ: โครงการ 9101 ต.บัวบาน ส่อผิดระเบียบ ข้าราชการเอี่ยวทุจริต - สยามรัฐ

แฉ "อควาเรี่ยมสงขลา" แก้สัญญาถี่ยิบ ข้องใจหวั่นมีประเด็นแอบแฝง– ไทยรัฐ

ตั้งคณะทำงานคุมบิทคอยน์ - เดลินิวส์

คอลัมน์ สถานการณ์ร้อน: บททดสอบสกัดโกง360องศา!! - เดลินิวส์

Column MAKING SENSE: 'Tis the season to stop giving officials gifts - BANGKOK POST

'ล้มบอล' สะเทือนลีกอาชีพ สมาคมเพิ่มโทษ ขวางมะเร็งร้าย 'ฟุตบอลไทย' - เดลินิวส์

คอลัมน์ เงิน เงิน เงิน: มกุฎราชกุมารซาอุ - โพสต์ทูเดย์

2รมต.ปัดของร้อนอ้างยังไม่รับลูกหมาจากนายกฯ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2561

โพสต์ทูเดย์ - "บิ๊กฉัตร-บิ๊กป๊อก" ปฏิเสธยังไม่รับลูกหมาพันธุ์บางแก้วจากนายกรัฐมนตรี ย้ำรู้กฎหมายดี

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เปิดเผยว่า ขอปฏิเสธไม่รับลูกสุนัขพันธุ์บางแก้ว ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะซื้อให้ เพราะทราบกฎหมายดี หากรับของเกิน 3,000 บาทก็จะผิดกฎหมาย ที่สำคัญคือไม่อยากเลี้ยง เพราะมีสุนัขที่บ้านอยู่แล้ว

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่กังวลขณะนี้สุนัข ดังกล่าวก็ยังส่งมาไม่ถึง

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขออย่าให้เป็นเรื่องใหญ่ ขณะนี้ยังไม่ได้ให้ใครสักคน วันนั้นก็ได้แต่ถามว่าใครจะเอา เรื่องนี้ชี้แจงได้หมด และยังไม่ได้ให้ใคร ถ้าให้ใครแล้วก็ต้องมาจ่ายเงิน

"ผมรู้กฎหมาย รู้ว่าให้ใครเกิน 3,000 บาทไม่ได้ และรองนายกฯ กับรัฐมนตรีก็บอกว่าขอไปดูหมาที่บ้านก่อน เลี้ยงหมาอยู่หลายตัว เขาก็ต้องไปดูหมาที่บ้านว่ามันจะอยู่กันได้รึเปล่า เพราะหมามันก็มีเจ้าถิ่น" นายกฯ กล่าว

ด้าน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า การมอบสุนัขดังกล่าวเข้าข่ายผิดมาตรา 103 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตหรือไม่

นายสุทธิ บุญมี ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ ป.ป.ช. กล่าวว่า เรื่องนี้มีหลักเกณฑ์เรื่องการรับโดย ไม่สามารถปฏิเสธได้ หรือถ้าได้แสดงความไม่อยากรับของแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องรับไม่ให้เสียน้ำใจ สามารถทำเรื่องแจ้งต่อผู้บังคับบัญชา หรือส่งคืน จะส่ง ฝ่ายสอบสวนไปดูที่บ้านว่ายังมีสุนัขหรือไม่

DSIพร้อมเช็คบิล'เอิร์ธ'รอเก็บหลักฐานให้ครบ ก่อนแจ้งข้อกล่าวหา - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2561

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เผยยังอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานทั้งหมดก่อนแจ้งข้อกล่าวหากับ EARTH เผยพร้อมเอาผิดกับข้าราชการและเอกชนที่เข้ามาเกี่ยวกับธุรกรรมที่ทุจริตทุกคน ด้าน “อีวาย” แจงตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังไม่ได้รับเอกสารใดๆ จากดีเอสไอ

แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ขณะนี้ดีเอสไอได้รับคำร้องคดีปลอมแปลงเอกสารขนส่งถ่านหินของบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) หรือ EARTH จากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เรียบร้อยแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบของทางฝ่ายการเงินของดีเอสไอ

ทั้งนี้ หากทางฝ่ายการเงินฯ ตรวจสอบเรียบร้อยก็จะส่งให้กับผู้ดูแลกรณีนี้โดยเฉพาะในการจัดการต่อไป จึงไม่สามารถระบุกรอบระยะเวลาในการตรวจสอบคำร้องที่ได้รับดังกล่าวได้ในขณะนี้

"ผลการตรวจสอบยังไม่สามารถระบุกรอบเวลาในขณะนี้ได้ เนื่องจากแต่ละคดีมีความซับซ้อนมากและต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ และกรอบระยะเวลาในการดำเนินคดีจะขึ้นอยู่กับหลักฐานที่มีควบคู่กับปัจจัยอื่นๆ" แหล่งข่าว ระบุ

ส่วนกรณีที่ EARTH ได้มีการชี้แจงผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่ายังไม่ได้รับการติดต่อสอบถามข้อมูลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในกรณีการปลอมแปลงเอกสารขนถ่านหินเพื่อใช้กู้เงินจาก ธนาคารกรุงไทยนั้น ก็ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะถ้าข้อมูลที่ส่งมายังไม่เรียบร้อย ก็จะไม่มีการส่งข้อกล่าวหาแจ้งไป เนื่องจากไม่ต้องการให้ผู้ถูกกล่าวหานำไปใช้เป็นข้อมูลเพื่อนำไปสู้คดีในศาล

อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวดีเอสไอ ย้ำว่า จะเดินหน้าเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ หรือฝั่งเอกชน

"ขั้นตอนกรณี EARTH ดีเอสไอทำเหมือนกันทุกคดี ส่วนขั้นตอนอยู่ตรงส่วนไหนนั้น ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของแต่ละเรื่องและปริมาณข้อมูล รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลของแต่ละหน่วยงานไม่เหมือนกัน ถ้าจัดเก็บดีๆ ก็ส่งข้อมูลได้ภายใน 15 วัน หรืออาจจะล่าช้ากว่านั้น และการที่ผู้ที่ถูกกล่าวอ้างจะพูดอะไรในช่วงนี้ ดีเอสไอไม่อยากตอบคำถามโต้ตอบแบบรายวัน เพราะไม่อยากให้ผู้ที่ถูกกล่าวอ้างนำไปต่อสู้คดีในศาลเท่านั้น"แหล่งข่าว ระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2560 บริษัท อีวาย คอร์ปอเรท แอดไวซอรี่ เซอร์วิสเซส จำกัด ในฐานะผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ (ผู้ทำแผน) ยังไม่ได้รับการติดต่อ หรือสอบถามใดๆ เกี่ยวกับเรื่องการปลอมแปลงเอกสารนำเข้าถ่านหินมาใช้เป็นหลักฐานในการกู้เงินจากธนาคารจากดีเอสไอ และหากมีความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวผู้จัดทำแผนจะแจ้งให้ทราบต่อไป

รายงานพิเศษ: โครงการ 9101 ต.บัวบาน ส่อผิดระเบียบ ข้าราชการเอี่ยวทุจริต - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2561

ทีมข่าวภูมิภาค

จากกรณีชาวบ้านพบความผิดปกติการซื้อปัจจัยการผลิตโครงการ9101ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อฟื้นฟูอาชีพด้านการเกษตรแก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลดในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งมีการตั้งราคาซื้อพันธุ์ข้าวเปลือกนาปรัง พันธุ์ปลาดุก หัวอาหาร และสารปรับปรุงดินหรือปุ๋ยชีวภาพแพงกว่าท้องตลาด และในพื้นที่ อ.นาคูอ.กุฉินารายณ์ อ.ห้วยผึ้ง อ.เขาวง และอ.สมเด็จ มีการจัดซื้อพันธุ์ปลาดุกขนาดเล็กไม่เหมาะสมกับราคา อีกทั้งยังมีหัวอาหารปลาดุก และปุ๋ยชีวภาพมีราคาแพงกว่าท้องตลาด จนชาวบ้านต้องนำเรื่องดังกล่าวเข้าร้องทุกข์ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านศูนย์ดำรงธรรม เรียกร้องให้ตรวจสอบ เพื่อให้การดำเนินโครงการเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ไม่ใช่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุน

โดย พ.อ.มานพ ไขขุนทด รอง ผอ.รมน.กาฬสินธุ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตโครงการ9101ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อฟื้นฟูอาชีพด้านการเกษตรแก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด จ.กาฬสินธุ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. กาฬสินธุ์ได้เข้าตรวจสอบเอกสารและเข้าสอบถามชาวบ้านใน ต.บัวบาน อ.ยางตลาดจ.กาฬสินธุ์

พ.อ.มานพ กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่าหลักฐานในการจัดซื้อจัดจ้างของ ต.บัวบาน ทั้ง 2 กลุ่ม ไม่น่าจะถูกต้อง เนื่องจากตามระเบียบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นกำหนดไว้ว่าการจัดซื้อจัดจ้างปัจจัยการผลิตต้องเป็นกลุ่มเกษตรกรกลุ่มเล็กที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมซึ่งเป็นเจ้าของโครงการเป็นผู้จัดซื้อ ไม่ใช่กลุ่มใหญ่หรือประธานและคณะกรรมการชุมชนเป็นคนทำสัญญาจัดซื้อเอง นอกจากนี้จากการสอบถามราคาปัจจัยการผลิตในร้านค้าตามท้องตลาดเพื่อเปรียบเทียบราคายังพบว่าราคาของปัจจัยการผลิตที่ส่งมาให้เกษตรกรในพื้นที่ ต.บัวบาน อ.ยางตลาด นั้นมีราคาสูงมากจากที่ไปรับซื้อมา

"โดยมีส่วนต่างของราคาจัดซื้อจัดจ้างปัจจัยการผลิตและราคาต้นทุนการผลิตจากร้านค้านั้นก็มีจำนวนมาก เช่น พันธุ์ข้าวเปลือกนาปรัง กข 10 ราคาจัดซื้อและราคาต้นทุนการผลิต จากร้านนั้นมีส่วนต่างประมาณกระสอบละ 200 บาท และสารปรับปรุงดินมีส่วนต่างของราคามากถึงกระสอบละ300 บาท ซึ่งแต่ลกลุ่มมีการจัดซื้อเฉลี่ยประมาณ 2,000 กระสอบซึ่งเป็นเงินจำนวนไม่น้อย โดยเงินส่วนต่างเหล่านี้ส่วนหนึ่งก็คงเป็นกำไรของพ่อค้าที่นำปัจจัยการผลิตมาส่ง แต่ส่วนต่างอีกส่วนหนึ่งคาดว่าน่าจะอยู่กับกลุ่มขบวนการที่รวมตัวกันทำโครงการนี้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์"

พ.อ.มานพ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพบหลักฐานสำคัญ ซึ่งเชื่อมั่นว่าน่าจะสามารถดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องได้ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ทั้งนี้จากการสืบข้อมูลเชิงลึกยังพบว่ามีข้าราชการและผู้นำท้องถิ่นเข้ามาไปมีส่วนร่วมอีกด้วย อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการระดับจังหวัดจะลงพื้นที่เข้าสอบถามรายละเอียดจากคณะกรรมการระดับอำเภออีกครั้งก่อนที่จะร่วมกันพิจารณาสรุปผลการสอบสวนเสนอไปยังจังหวัดต่อไป เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานของ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรที่ได้กำชับให้ความสำคัญในการติดตาม ตรวจสอบ และปราบปรามการทุจริต เพื่อป้องกันและป้องปรามมิให้ข้าราชการของรัฐแสวง หาผลประโยชน์อันมิพึงได้จากประชาชนนักธุรกิจ หรือผู้เดือดร้อน โดยร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งป.ป.ท. ป.ป.ช. ดีเอสไอ ตำรวจ สรรพากรในการดำเนินการตามกฎหมาย รวมถึงให้ดูแลความสุข และคำนึงถึงความต้องการของประชาชนในพื้นที่เป็นหลักและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางในการดำเนินการ

ด้าน นางสายเพ็ชร ภูขยัน ผู้ใหญ่บ้านโคกคำ ม.18 ต.บัวบาน อ.ยางตลาดจ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ตนในฐานะเป็นหนึ่งในคณะกรรมการชุมชน ซึ่งที่ผ่านมาคัดค้านมาโดยตลอด เนื่องจากเห็นว่า การดำเนินการไม่มีความชัดเจน โดยเฉพาะการทำสัญญาซื้อขาย ปัจจัยการผลิต ซึ่งจะต้องเป็นหน้าที่ของกลุ่มเกษตรกร ไม่ใช่เป็นคณะกรรมการเป็นคนจัดซื้อ ทั้งนี้ที่ผ่านมาตนเองพยายามขอลาออกจากตำแหน่งคณะกรรมการ แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ลาออก ซึ่งขณะนี้เตรียมที่จะทำหนังสือเสนอไปยังนายอำเภอยางตลาดเพื่อขอลาออกจากตำแหน่งคณะกรรมการเพราะไม่เห็นด้วยในการดำเนินงานครั้งนี้

แฉ "อควาเรี่ยมสงขลา" แก้สัญญาถี่ยิบ ข้องใจหวั่นมีประเด็นแอบแฝง จ่อชง "ธีระเกียรติ" สานต่อโครงการ - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2561

พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ปัญหาทุจริตของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ มอบหมายให้ตนแก้ปัญหาโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา จังหวัดสงขลา หรืออควาเรี่ยมที่ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 10 ปี แต่ยังไม่เสร็จสิ้นของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) นั้น ตนพร้อมคณะทำงานและผู้เชี่ยวชาญด้านอควาเรี่ยมจากจังหวัดเชียงใหม่ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ซึ่งแบ่งออกเป็นสองประเด็นสำคัญ ประเด็นแรกเป็นเรื่องของการก่อสร้าง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านอควาเรี่ยมเห็นว่ารูปทรงโครงสร้างของอาคารแข็งแรงสามารถใช้งานได้ แต่ภายในอาคารสำหรับจัดแสดงสัตว์น้ำต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพราะตู้แสดงสัตว์น้ำมีสภาพชำรุดทรุดโทรม เพราะทิ้งไว้นานระบบไหลเวียนของน้ำไม่มีประสิทธิภาพเกิดการตกตะกอนรวมถึงการใช้น้ำสำหรับสัตว์ทะเลจะต้องเป็นน้ำจืดที่ต้องใช้เกลือจากเดดซีเพราะเรื่องระบบน้ำเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เนื่องจากเราไม่ควรนำสิ่งมีชีวิตมาจัดแสดงโชว์แล้วมีสัตว์ตายเกิดขึ้น ดังนั้น หากจะเดินหน้าโครงการนี้ต่อจะต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ ซึ่งตนและผู้เชี่ยวชาญพิจารณาแล้วยังไงก็ต้องมีการเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป

ที่ปรึกษา รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่สอง ที่มาที่ไปของโครงการนี้สาเหตุใดถึงเกิดความล่าช้านั้น ยังสรุปไม่ได้ เนื่องจากเอกสารบางส่วนไม่ครบเพราะผ่านมากว่า 10 ปีแล้ว แต่จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบข้อมูลของโครงการฯนี้ในระยะที่ 1 ตั้งแต่ปี 2550-2557 มีการแก้ไขสัญญาถึง 6 ครั้ง เช่น การขอเปลี่ยนแบบการขอเปลี่ยนงวดงาน เป็นต้น ซึ่งเราไม่รู้ว่าการขอแก้ไขสัญญามีประเด็นอะไรแอบแฝงหรือไม่ โดยฝ่ายกฎหมายของตนกำลังขอข้อมูลอยู่ รวมถึงจะขอดูการใช้งบประมาณเหลือจ่ายของ สอศ.ในปี 2558 จำนวน 269 ล้านบาท ปี 2559 จำนวน 42 ล้านบาท และในปี 2560 จำนวน 70 ล้านบาท เพื่อดูที่มาที่ไปในการใช้งบฯนี้ทุกปี แต่การดำเนินการกลับไม่เสร็จสิ้น

"ผมจะรายงานให้ รมว.ศธ.รับทราบว่าโครงการฯนี้ยังต้องเดินหน้าต่อไปให้เสร็จ เพราะมีการลงทุนไปเป็นจำนวนมากแล้ว และใช้งบประมาณอีกไม่กี่ล้านบาทอควาเรี่ยมจังหวัดสงขลาก็จะเสร็จสมบูรณ์ ส่วนเมื่อดำเนินการเสร็จแล้วใครจะเข้ามาเป็นผู้บริหารจัดการนั้นก็จะเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่จะต้องมาหารือกันอีกครั้ง" พล.ท.โกศลกล่าว.

ตั้งคณะทำงานคุมบิทคอยน์ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2561

นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง รองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมกำกับดูแลการใช้และลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล เช่น บิทคอยน์ อีเธอเรียม ระหว่างกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้เห็นชอบให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงการคลัง ธปท. สำนักงาน ก.ล.ต. และ ปปง. เพื่อติดตามพัฒนาการ และการใช้นโยบายกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัลอย่างใกล้ชิด

"ปัจจุบันมีการนำสกุลเงินดิจิทัล เช่น บิทคอยน์ อีเธอเรียม มาใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งการใช้จ่ายตามร้านค้าทั่วไป รวมไปถึงการชักชวนให้ร่วมลงทุน จึงอาจทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเงินดิจิทัลและธุรกิจที่เกี่ยวข้องนั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ประกอบกับนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลแก่ประชาชนให้ถูกต้อง โดยให้เน้นย้ำถึงข้อควรระวังและความเสี่ยงในการลงทุนเงินสกุลดังกล่าวให้ชัดเจน"

นายพรชัย กล่าวว่า ที่ประชุมยังหารือร่วมกันว่า ปัจจุบันไทยยังไม่ยอมรับสกุลเงินดิจิทัลเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย อีกทั้งมูลค่ายังมีความผันผวนมากตามความต้องการของผู้ซื้อและผู้ขาย จนอาจไม่สอด คล้องกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และบางกรณีมีลักษณะเก็งกำไรสูง ดังนั้น ผู้ที่ถือเงินสกุลดิจิทัลจึงมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนสูงได้ด้วย ซึ่งผู้ลงทุนควรตระหนักว่าสามารถรับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด

"ขอเตือนว่าประชาชนควรใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างสูงก่อนตัดสินใจลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล เนื่องจากอาจมีผู้มีเจตนาทุจริตหลอกลวงเงินจากประชาชนโดยอ้างถึงการลงทุนในเงินสกุลดิจิทัลและจูงใจด้วยผลตอบแทนสูงในระยะเวลาสั้น ๆ เช่นเดียวกับกรณีแชร์ลูกโซ่ โดยเบื้องต้นจากวิธีการชักจูงด้วยการเสนอผลตอบแทนที่สูงเกินความเป็นจริง การกดดันให้ต้องรีบตัดสินใจลงทุน เป็นต้น ซึ่งกรณีดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนด้วย".

คอลัมน์ สถานการณ์ร้อน: บททดสอบสกัดโกง360องศา!! - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2561

politic@dailynews.co.th

เริ่มต้น "ปีจอ" ก็มีคิวให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องโชว์สเต็ปฟุตเวิร์กโยกหลบปมร้อน เรื่อง "ลูกสุนัขพันธุ์บางแก้ว"

ที่ตามท้องเรื่อง นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ประเดิมต้นปี 2561 ยื่นเรื่องร้องเรียน ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ไปตรวจสอบและลงโทษนายกรัฐมนตรี

จากกรณีช่วงปลายปี 2560 ในระหว่างท่านผู้นำลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.พิษณุโลก ได้ซื้อลูกสุนัขพันธุ์บางแก้ว 3 ตัว ในราคาตัวละ 6,000 บาท เพื่อนำ ไปเลี้ยงเฝ้าบ้าน 1 ตัว และแจกให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่า จินดา รมว.มหาดไทย และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะรองนายกรัฐมนตรี คนละ 1 ตัว

ประเด็นที่เป็นปัญหาคือ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า "กฎหมาย ป.ป.ช." มาตรา 103 มีเนื้อหาสรุป "ห้าม" เจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่มีมูลค่าเกิน 3,000 บาท เพื่อป้องกันการทุจริต

หากผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ!!

ขณะที่ท่านผู้นำก็โชว์ลีลาเขี้ยวลากดินตามแบบฉบับนักการเมืองไทย เด้งเชือกหลบปมร้อน โดยยอมรับซื้อลูกสุนัขพันธุ์บางแก้ว 3 ตัวจริงแต่อ้างยังไม่ได้รับมอบ และหาก ใครอยากเอาไปเลี้ยงก็ต้องมาซื้อต่อ

แม้เบื้องหน้าปมเรื่องสุนัขพันธุ์บางแก้วจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะท่านผู้นำสามารถเด้งเชือก โยกหลบได้หลายช่องทาง

แต่เบื้องหลังมันได้สะท้อนว่าเส้นทางการเมืองของพล.อ.ประยุทธ์ นับจากนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป เนื่องด้วย 2 ปัจจัยสำคัญ

1. ท่ามกลางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องที่ไม่เข้าตากรรมการ ผู้คนเริ่มกินไม่อิ่มนอนไม่หลับ เกิดสภาวะรวยกระจุกจนกระจาย ประกอบกับมีกระแสข่าวความไม่ชอบมาพากลสารพัดโครงการ ส่งผลให้ทุกฝีก้าวของท่านผู้นำรวมไปถึงเครือข่ายแม่น้ำ 5 สายถูกสังคมเฝ้าจับตาและตรวจสอบมาก ยิ่งขึ้น

ยกตัวอย่างกรณีโลกออนไลน์ช่วยกันแฉที่มาของแหวนเพชร และนาฬิกาหรูหลายเรือนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมกระทั่ง "บิ๊กป้อม" ต้องยอมส่งหนังสือชี้แจงป.ป.ช.และอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานเกี่ยวข้อง

2. รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ได้ถูกเขียนขึ้นมาบนพื้นฐานการเดินหน้าปฏิรูปประเทศ ตามแนวคิด คสช. ส่งผลให้มีการวางยาแรงเพื่อสกัด การทุจริตคอร์รัปชั่นชนิดเต็มรูปแบบ

ยกตัวอย่างมีการเขียน"มาตรฐานจริยธรรม"ใช้บังคับกับนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปจนถึง ส.ส.และส.ว. รวมไปถึงองค์กรอิสระต่าง ๆหากใครล้ำเส้น ต้องพ้นจากตำแหน่งทันที

คู่ขนานกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)อยู่ระหว่างคลอด "กฎหมาย 4 ชั่วโคตร" หรือชื่อเต็มคือ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกัน ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม ที่ห้ามญาติพี่น้องสี่ลำดับรับผลประโยชน์จากโครงการภาครัฐ เพื่ออุดช่องโหว่ทุจริต

หากใครฝ่าฝืนมีลุ้นถึงขั้นติดคุกติดตะราง !!

ห้วงเวลาที่เหลือนับจากนี้ บอกได้คำเดียว มาตรการคุมเข้มสกัดโกงแบบ 360 องศา มันจะย้อนกลับมาเป็นบททดสอบท่านผู้นำและเครือข่ายแม่น้ำ 5 สายที่ต้องประเดิมทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีตามกฎกติกาที่พวกตัวเองเขียนขึ้น

และอย่าลืมว่าหากปฏิบัติตัว "สองมาตรฐาน" ท้ายสุดจะเกิดวิกฤติศรัทธา สร้างวังวนปัญหาขัดแย้งในสังคมไทยไม่มีที่สิ้นสุด!!.

Column MAKING SENSE: 'Tis the season to stop giving officials gifts - BANGKOK POST Issued date 4 January 2018

Wichit Chantanusornsiri

Thanks to the "no gift" policy, a directive instructing state officials not to accept or give expensive gifts, most state offices have celebrated the festive season in a different atmosphere.

Unlike past years when members of the private sector scrambled at state offices for an opportunity to hand valuable gifts to seniors, this year saw the New Year festivities passing by in relative calm.

Most state agencies followed the policy. For instance, Chatchai Promlert, permanent secretary for Interior, instructed officials to exchange greetings cards instead of gift baskets or presents.

Somchai Sujjapongse, permanent secretary for finance, issued a circular, ordering officials not to give gifts to their supervisors at any level.

He encouraged his subordinates to send greeting cards, sign well-wishing books, or make use of online channels to share happiness.

The no-gift policy, which also applies to family members of senior officials, is an attempt to make the Finance Ministry a place where morality and transparency reign.

Public Health Minister Piyasakol Sakolsatayadorn also took a remarkable lead, with a directive prohibiting subordinates from giving gifts or souvenirs to supervisors as he said such a practice could pave the way for corruption.

The minister has encouraged health officials to stick to "rightful" values that cherish modest living.

Thailand is not alone in trying to tackle corruption. If we look around the region, some of our Asian friends have put in place similar steps.

Under its leader Xi Jinping, China, the regional giant, has also curbed gift-giving in the state sector.

In recent years, Mr Xi has led a massive anti-corruption campaign in which senior officials including ministers were removed and jailed for corruption.

Although some critics believe Mr Xi's campaign is politically motivated, as it allows him to get rid of his opponents, it's still noteworthy.

Closer to Thailand, our immediate neighbours including Laos have also joined the anti-corruption bandwagon.

There are reports that Lao Prime Minister Thongloun Sisoulith ordered authorities from cabinet ministers down to local administration level to refrain from sending greetings cards. Gifts are also forbidden.

The Lao leader made it clear he wanted government officials in the tiny state to be a role model in living a modest lifestyle with no lavish spending.

Of course, we need continued action to root out corruption as well as the cronyism that over the years has left Thailand behind in terms of competitiveness.

We cannot gain the confidence of investors and those from the business sector if corruption is rampant.

The no-gift policy is a small but solid step toward tackling corruption. Yet I hope the policy will not just be a flash in the pan measure that will soon vanish and be forgotten.

Ironically, even as the state sector is trying to clean up its act, a corruption watchdog is lodging a complaint against Prime Minister Prayut Chan-o-cha for giving away expensive puppies as New Year gifts to two of his cabinet members, Interior Minister Anupong Paojinda and Deputy Prime Minister Chatchai Sarikulya.

Still, it's encouraging to see many ministers and senior officials are observing the policy and setting a good example for those under them. This has rekindled my hopes that it could help lead us into a new era of a corruption-free Thailand.

Wichit Chantanusornsiri is a senior economics reporter, Bangkok Post.

"The minister has encouraged officials to stick to 'rightful' values that cherish modest living.

'ล้มบอล' สะเทือนลีกอาชีพ สมาคมเพิ่มโทษ ขวางมะเร็งร้าย 'ฟุตบอลไทย' - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2561

ประพงษ์ แหลมแจง รายงาน

สร้างความสั่นสะเทือนในแวดวงกีฬาไทย เมื่อสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ออกมาเปิดโปงรายชื่อกลุ่มนักเตะ กรรมการและนายทุนทั้ง 12 ราย ที่พัวพันกับขบวนการการล้มบอล หรือล็อกผลการแข่งขันฟุตบอลไทย ในระดับไทยลีก จะว่าไปการล้มบอลหรือล็อกผลการแข่งขันฝังรากลึกมานานเปรียบเสมือนหนามยอกอก ถึงรู้แต่ก็พูดไม่ได้ เพียงแต่จับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน เพราะไม่มี "หลักฐาน" หนำซ้ำผ่านมาไม่มีใครสามารถกระชากหน้ากากไอ้โม่ง "ตัวการใหญ่" หรือแม้กระทั่งคิดที่จะปราบปรามอย่างจริงจัง

กระทั่งเก้าอี้ประมุขลูกหนังเปลี่ยนผ่านมายัง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ซึ่งเป็นถึงอดีต ผบ.ตร. มีหรือที่จะรู้แล้วจะไม่ดำเนินการ ปล่อยให้วงจรอุบาทว์ ล้มบอล-ล็อกผลสกอร์ มาทำลายภาพลักษณ์วงการลูกหนังไทย เมื่อเป็นเช่นนั้นภารกิจสาวไส้จึงเริ่มขึ้น สมาคมฯ ผนึกกำลังร่วม เอเอฟซี "สปอร์ต เรดาร์" หน่วยงานตรวจจับทุจริตกีฬา เข้ามาจับตา

สถานการณ์เกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากลเก็บข้อมูลสืบสวนนานกว่า 1 ปี ก่อนประสานไปยัง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนติดตามขบวนการล้มบอล จนพบหลักฐานปรากฏว่าเว็บไซต์พนันฟุตบอลต่างประเทศ ได้ติดต่อตัวแทนนายหน้าลักลอบคุยกับ ผู้บริหารทีม ผู้ตัดสิน หรือนักเตะ โดยมีการจ่ายค่าตอบแทนเพื่อกำหนดผลการแข่งขันตามที่นายทุนใหญ่ต้องการ

นำมาสู่การจับกุมกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องลอตแรก 12 คน ประกอบด้วย กลุ่มนายทุนร่วมพนัน 5 คน คือ นายเชิดศักดิ์ บุญชู ผู้อำนวยการสโมสรศรีสะเกษ เอฟซี นายมานิตย์ โกมลวัฒนะ นายภาคภูมิ พันธ์นิกุล นายวัลลภ สมาน และ นายกิตติภูมิ ปาภูงา อดีตนักฟุตบอลเยาวชนทีมชาติไทย กลุ่มผู้ตัดสิน 2 คน ซึ่งเป็นผู้ตัดสินและผู้ช่วยผู้ตัดสินระดับฟีฟ่า คือ นายภุมรินทร์ คำรื่น และ นายธีรจิตร สิทธิศุข หรือ เปาเก๋

กลุ่มนักฟุตบอลอาชีพ 5 คน จากสโมสรราชนาวี 4 คน คือ จ่าเอกเสกสันต์ ชาวทองหลาง กองหลัง จ่าตรีสุวิทยา นำสินหลาก กองหลัง จ่าตรีสุทธิพงษ์ เหลาพร กองหน้า นายณรงค์ วงษ์ทองคำ ผู้รักษาประตู และจากสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี 1 คน คือ นายวีระ เกิดพุดซา อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติไทย ในฐานความผิด พ.ร.บ.ส่งเสริมกีฬาอาชีพ พ.ศ. 2556 ถูกสั่งห้ามยุ่งเกี่ยวกับวงการฟุตบอลไทยอย่างไม่มีกำหนดด้วย ขณะเดียวกันสโมสรต้นสังกัดของนักเตะเหล่านี้อย่างสโมสรศรีสะเกษ สโมสรราชนาวี สโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ออกโรงสั่งลงโทษสถานหนัก ด้วยการให้ออกจากราชการ พร้อมฉีกสัญญาค้าแข้ง หมดอนาคตในเส้นทางลูกหนังไปตาม ๆ กัน

พล.ต.อ.สมยศ เปิดเผยว่า ขบวนการนี้มีกลุ่มทุนทั้งไทยและต่างประเทศจากมาเลเซียและสิงคโปร์ ได้ติดต่อผู้ตัดสินและนักฟุตบอลให้ร่วมกันกำหนดผลการแข่งขันล่วงหน้าให้ได้ตามอัตราต่อรองที่โต๊ะพนันระบุ โดยให้เงินค่าว่าจ้างคนละ 100,000-350,000 บาท โดยเริ่มจากเมื่อวันที่ 20 ก.ค. นายธีรจิตรได้ติดต่อนักฟุตบอลชื่อน็อต เพื่อให้รับงาน แต่เขาปฏิเสธ จึงแจ้งผู้ใหญ่ในสโมสร และต่อมาสโมสรส่งเรื่องต่อไปยังสมาคมกีฬา ฟุตบอลฯ หลังทราบเรื่องจึงนำไปหารือกับ พล.ต.อ. จักรทิพย์ จากนั้นมีการแต่งตั้งพนักงานสืบสวนสอบสวน ก่อนนำมาสู่การจับกุมตัวนายธีรจิตร

หลังจับกุมมีการขยายผลจนพบว่ามีการล็อกผลการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก 4 ครั้ง ประกอบไปด้วยเกมเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 60 ระหว่าง อุบล ยูเอ็มที พบกับ ศรีสะเกษ เอฟซี จ้างให้ล็อกผลการแข่งขัน โดยจ่ายเงินค่าจ้างผู้ตัดสิน 100,000 บาท ค่าจ้างนักฟุตบอล 4 คน คนละ 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 900,000 บาท ซึ่งกลุ่มนายทุนต้องการให้ทีมเป้าหมายชนะในช่วงครึ่งแรก และเมื่อจบครึ่งแรก ทีมเป้าหมายขึ้นนำ 1-0 เป็นไปตามที่กำหนดไว้

คู่ที่สองเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 60 ระหว่าง นครราชสีมา มาสด้า พบกับ สุพรรณบุรี เอฟซี มีการว่าจ้างวีระ ผู้รักษาประตูนครราชสีมา 350,000 บาท เพื่อกำหนดผลการแข่งขันล่วงหน้าให้มีการทำประตูรวมกันมากกว่า 3 ประตูขึ้นไป จึงจะชนะการพนันที่ราคา 2.5 ประตู ซึ่งผลจบลงทั้งสองทีมเสมอกัน 2-2 เป็นไปตามที่กำหนดไว้

คู่ที่สามเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 60 ระหว่าง ราชนาวี พบกับ พัทยา ยูไนเต็ด กลุ่มนายทุนได้มีการว่าจ้างนักฟุตบอลราชนาวี 4 คน โดยจ่ายเงินค่าจ้างให้คนละ 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 800,000 บาท เพื่อกำหนดผลการแข่งขันล่วงหน้าให้มีประตูเกิดขึ้นในเกมรวม 3 ประตูขึ้นไป ซึ่งผลจบลงทั้งสองทีมเสมอกัน 2-2 เป็นไปตามที่กำหนดไว้

คู่ที่สี่เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 60 ระหว่างราชนาวีพบกับเอสซีจี เมืองทอง กลุ่มนายทุนติดต่อให้ณรงค์ ผู้รักษาประตูราชนาวี สั่งการกองหลังเพื่อน ร่วมทีมกำหนดผลการแข่งขันล่วงหน้าให้มีประตูรวมในครึ่งแรก 2 ประตูขึ้นไป แต่ผลการแข่งขันในครึ่งแรกเมืองทองนำ 1-0 ไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้

เป็นที่สังเกตว่าทั้ง 4 คู่กลุ่มนายทุนต้องการล็อกผลให้เกิดสกอร์สูง แนวทางสืบสวนพบว่าวิธีการนี้ได้เงินง่ายกว่าการแทงแบบต่อรอง ซึ่งหากดูจากจำนวนเงินว่าจ้างคาดว่าแต่ละนัดมีวงเงินพนันสูงหลายล้านบาท การทายผลสกอร์สูงต่ำ อัตราต่อรองขึ้นลงตลอดเวลา กลุ่มนายทุนก็มีวิธีส่งสัญญาณ เพื่อให้ผู้ตัดสินหรือนักฟุตบอลที่รับงานทราบถึงเวลาที่จะล้มบอล โดยนัดแนะว่าเมื่อถึงเวลาให้มองมาที่จุดไหนของสนาม หรืออาจมีการโบกมือ รวมถึงถอดเสื้อ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้เริ่มปฏิบัติการล้มบอล-ล็อกผล ด้วยการทำฟาล์ว จนเสียจุดโทษ หรือสร้างความผิดพลาดในเกม เช่น รับบอลหลุดมือ ชกบอลผิด รับลอดขา สกัดพลาด จนเกิดการเสียประตู

ความผิดพลาดในเกมกีฬามันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ช่องว่างตรงนี้จึงเป็นจุดอ่อนให้ขบวนการล้มบอลเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ หลังการจับกุมผู้ร่วมขบวนการชุดสืบสวนได้แกะรอยหาความเชื่อมโยงผ่านเส้นทางการเงิน พยานหลักฐานต่าง ๆ ที่พบ พร้อมกันนี้เตรียมสรุปสำนวนส่งฟ้องต่ออัยการกลางเดือนมกราคมนี้ รวมทั้งส่งรายชื่อ ผู้ตัดสิน นักเตะ ที่เข้าข่ายผู้ต้องสงสัยกว่า 10 ราย ให้สมาคมฟุตบอลฯ พิจารณาโทษทางวินัยต่อไป อีกทั้งวางมาตรการป้องกัน โดยการแก้ระเบียบข้อบังคับในเรื่องบทลงโทษ

พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า สมาคมฯ ได้ดำเนินการออกระเบียบเพื่อป้องกันการเล่นสมยอม ตนเซ็นอนุมัติไปแล้ว มีผลบังคับใช้ทันที โดยมีหลาย ๆ มาตรการ กำหนดทั้งกับเจ้าหน้าที่สมาคม, กรรมการ, สโมสร และ นักเตะ เช่น ห้ามผู้ตัดสินใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างเกมแข่งขัน โดยผู้ควบคุมการแข่งขันแต่ละแมตช์เก็บโทรศัพท์มือถือของผู้ตัดสินไว้ จนจบสิ้นเกม

"เราได้รับรายงานมาว่า ระหว่างแข่งขัน ผู้ตัดสินมีการใช้โทรศัพท์มือถือติดต่อนายทุน หรือเพื่อเล่นการพนัน ตอนพักครึ่งบางคนถือโทรศัพท์หายเข้าไปในห้องน้ำ"

สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ได้ร่างระเบียบว่าด้วยการลงโทษ วินัย มารยาท สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ครั้งที่ 2) พ.ศ. 2560 ที่จะใช้ในฤดูกาลแข่งขันต่อไป ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาวินัย มารยาท มีอำนาจพิจารณาโทษ

เราคงต้องจับตากันดูต่อไปว่ามาตรการเพิ่มโทษทางวินัย ทางปกครองของสมาคมกีฬาฯ จะสามารถแก้ปัญหาการพนัน ล้มบอล ที่ฝังรากลึกในลีกไทยได้มากน้อยเพียงใด...ฤดูกาลนี้ ปี 2018 คือบทพิสูจน์ฝีมือการบริหารงานของสมาคมฯอีกครั้งหนึ่ง.

การแก้ไขกฎระเบียบ 'ฟุตบอล'

การเล่นสมยอมนั้น ส่วนใหญ่ยึดตามฉบับที่ 1 กล่าวคือ ตามหมวดที่ 2 การระวางโทษที่กำหนดไว้ ในส่วนของ "นักฟุตบอล" ข้อ 1.15 การกระทำการส่อไปในทางสมยอมกันอย่างไม่มีศักดิ์ศรี (ล้มบอล) ห้ามลงแข่งขันเป็นเวลา 3 ปี และปรับเงินตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 500,000 บาท ขณะที่ "เจ้าหน้าที่ทีม" (ผู้จัดการทีม, โค้ช และผู้ทำหน้าที่ต่าง ๆ ของแต่ละทีม) ตามข้อ 2.14 ห้ามทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรสมาชิกเป็นเวลา 5 ปี และปรับเงิน 500,000 บาท

ในส่วนที่มีโทษหนักขึ้นคือ "องค์กรสมาชิก" (สโมสร) จากเดิม ฉบับที่1 ข้อ 3.14 ระบุว่า หากปรากฏว่านักฟุตบอลทีมใด ส่อไปในทางสมยอมกันอย่างไม่มีศักดิ์ศรี หรือเจ้าหน้าที่ทีมใด ดำเนินการให้นักฟุตบอลกระทำลักษณะดังกล่าว องค์กรสมาชิกต้นสังกัดจะถูกลงโทษดังนี้

1. ตัดสิทธิออกจากการแข่งขันทันที โดยถือว่าไม่ได้แข่งขันตั้งแต่ต้นฤดูกาล 2. ส่งคืนเงินสนับสนุน หรือเงินอื่นใดที่ได้รับไปแล้ว และ 3. พักการแข่งขัน 3 ปี และหากการเข้าร่วมแข่งขันใหม่ ให้แข่งในลีกต่ำกว่าเดิม 1 ระดับนั้น ในฉบับที่ 2 ที่นำมาใช้ใหม่ ได้มีการเพิ่มโทษในข้อ 3 เป็นไม่อนุญาตให้เข้าร่วมแข่งขันในทุกรายการที่สมาคมฯ จัดการแข่งขัน หรือให้การรับรองกำหนดเวลาตั้งแต่ 1 ถึง 3 ปี และคณะกรรมการพิจารณาวินัยมารยาท เสนอให้ "สมาคม" พิจารณาตามขั้นตอน ระงับ หรือถอดถอนสมาชิกภาพต่อไป โดยกรณีหากมีสิทธิกลับเข้าร่วมแข่งขันให้แข่งในลีกอาชีพระดับล่างสุด

คอลัมน์ เงิน เงิน เงิน: มกุฎราชกุมารซาอุ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2561

อรุณ จิรชวาลา

arun_ch99@hotmail.com

เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ทรงได้รับการสถาปนาจากกษัตริย์ซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นพระราชบิดา ให้เป็นมกุฎราชกุมารเมื่อเดือน มิ.ย. 2017 แทนมกุฎราชกุมารพระองค์เดิมที่ทรงถูกปลดออกจากทุกตำแหน่ง

เจ้าชายทรงเป็นหนุ่มวัยฉกรรจ์อายุ 32 ปี ก่อนการสถาปนาทรงเป็นมกุฎราชกุมารอันดับ 2 อยู่แล้ว และทรงเป็นรัฐมนตรีกลาโหมด้วย ทรงมีบทบาททางการเมืองมานาน โดยทรงเริ่มเข้าสู่วงการเมืองตั้งแต่อายุ 24 ปี ในฐานะที่ปรึกษาของพระบิดา ซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้ว่าราชการกรุงริยาด หลังจากนั้นก็ทรงไต่เต้าอย่างรวดเร็ว จนได้ชื่อว่าเป็นอำนาจค้ำจุนบัลลังก์ ของพระบิดา

ทรงเป็นโอรสองค์โตของพระมารดา ซึ่งเป็นมเหสีองค์ที่ 3 ของพระบิดา

ทันทีที่เป็นมกุฎราชกุมาร ก็ทรงสร้างความสั่นสะเทือนทั่วซาอุดิอาระเบียและทั่วโลก ด้วยปฏิบัติการระทึกขวัญทั้งภายในและภายนอกประเทศหลายเรื่อง ดังนี้

เรื่องใหญ่ที่สุดในประเทศน่าจะเป็นเรื่องปราบคอร์รัปชั่น โดยการจับกุมบุคคลในระดับสูงนับร้อยคน ในจำนวนนี้เป็นเชื้อพระวงศ์หรือเจ้าชายกว่าสิบพระองค์ เป็นรัฐมนตรีและอดีต

รัฐมนตรีหลายสิบคน นอกนั้นเป็นนักธุรกิจที่ทรงอิทธิพล ชื่อที่โดดเด่นที่สุดคือเจ้าชายอัลวาลีด บิน ตาลัล ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก และเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทชั้นนำหลายแห่งในสหรัฐ

บุคคลเหล่านี้ถูกควบคุมตัวที่ โรงแรมริทซ์-คาร์ลตันในกรุงริยาด ซึ่งเป็นโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว และสามารถเจรจาต่อรองยกทรัพย์สิน ส่วนหนึ่งให้รัฐเพื่อแลกกับอิสรภาพ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยอม เท่าที่ทราบรัฐบาลซาอุดิอาระเบียได้เงินไปแล้วประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทรงประกาศวิสัยทัศน์ 2030 มาตั้งแต่เดือน เม.ย. 2016 ซึ่งเสนอแนวทางปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม และศาสนาครั้งใหญ่ ที่สำคัญคือการมีระบบเศรษฐกิจที่เปิดกว้างมากขึ้น เน้นเทคโนโลยีมากขึ้น ลดการพึ่งพาการผลิตและส่งออกน้ำมัน ขายหุ้นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ และนำรายได้มาสมทบให้กับกองทุนความมั่งคั่งขนาด 2 ล้านล้านดอลลาร์ ที่จะกระจายการลงทุนในหลายภาคธุรกิจ

มีการบีบงบประมาณรายจ่ายเพื่อลดการขาดดุลการคลัง โดยก่อนหน้านี้เคยมีแนวคิดที่จะเพิ่มรายได้ในระยะยาวด้วยการใช้นโยบายกดราคาน้ำมันให้ต่ำก่อน เพื่อให้ผู้ผลิตต้นทุนสูงและ ผู้ผลิตรายย่อยเลิกล้มกิจการ จะได้กลับมาขายน้ำมันในราคาสูงขึ้น แต่ต้องเลิกล้มความคิดนี้ไป เมื่อเห็นว่าผู้ผลิต

น้ำมันกับก๊าซธรรมชาติจากหินน้ำมันในสหรัฐมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่คิด

อีกด้านหนึ่ง ในนามของการปฏิรูป มีการปราบปรามกลุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ทำให้มีองค์การระหว่างประเทศหลายแห่งออกมาเรียกร้องให้ยุติการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

กล่าวกันว่าทรงเป็นแรงผลักดันให้ยกเลิกกฎหมายห้ามผู้หญิงขับรถในเดือน ก.ย. 2017 ซึ่งถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่มีผลทางด้านจิตวิทยาสูง

ในต่างประเทศทรงได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลักดันให้ซาอุดิอาระเบียเป็นแกนนำในสงครามเยเมน ตั้งแต่ทรงเป็นรัฐมนตรีกลาโหมในปี 2015 และเมื่อทรงเป็นมกุฎราชกุมาร นโยบายของซาอุดิอาระเบียก็ยิ่งแข็งกร้าวมากขึ้น

โดยการประกาศปิดล้อมเยเมน จนหลายฝ่ายต้องออกมาร้องขอให้ผ่อนปรน เพราะเกรงว่าอาจจะทำให้เกิดการอดตายครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

อีกประเทศหนึ่งที่ซาอุดิอาระเบียเป็นแกนนำในการตัดความสัมพันธ์ทั้งทางการทูตและการค้า รวมทั้งปิดกั้นน่านฟ้าคือ กาตาร์ นอกจากนั้นก็มีเลบานอน ซึ่งนายกรัฐมนตรีถูกควบคุมตัวในระหว่างเยือนซาอุดิอาระเบีย

เจ้าชายทรงมีพฤติกรรมแบบคนหนุ่มไฟแรง ที่ไม่เกรงกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ ทำให้ได้ชื่อว่าเป็นนักปฏิรูป และได้ใจชาวซาอุดิอาระเบียในวัยหนุ่มสาวเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันก็ถูกต่อต้านจากกลุ่มคนแก่ กลุ่มคนเคร่งศาสนา และกลุ่มอิทธิพล

ที่ได้ประโยชน์จากอุดมการณ์เคร่งศาสนา มีคนวิเคราะห์ไว้อย่างน่าฟังว่า ทรงเป็นเชื้อพระวงศ์องค์แรกที่ฐานสนับสนุนมาจากภายนอกราชวงศ์ แทนที่จะมาจากภายใน

ผมมีประเด็นอื่นที่อยากจะพูดถึงเกี่ยวกับมกุฎราชกุมารพระองค์นี้ ดังนี้

หนึ่ง พระองค์ทรงถูกวิจารณ์จากสื่อต่างชาติบางฉบับว่า พยายามรวบอำนาจในนามของการปฏิรูป ใช้นโยบายปราบคอร์รัปชั่นแบบเลือกปฏิบัติ เพื่อกำจัดคู่แข่งทางการเมือง

สอง ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดของการพัฒนา ไม่ใช่มกุฎราชกุมารซาอุดิอาระเบียเท่านั้นที่ทรงคิดเช่นนี้ ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ก็กำลังเดินหน้าปราบคอร์รัปชั่นอย่างจริงจังเช่นกัน รวมทั้งรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารของเราก็ประกาศนโยบายในทำนองเดียวกัน

แต่การมีนโยบายกับมีแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมเป็นคนละเรื่องกัน ในจำนวนนี้ สีจิ้นผิง ดูเหมือนจะเอาจริงและเด็ดขาดกว่าผู้อื่น มีสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับข้าราชการนับล้านคนแล้วที่ถูกนโยบายปราบคอร์รัปชั่นเล่นงาน บางคนถึงขั้นถูกประหารชีวิต ในขณะที่นโยบายเดียวกันในซาอุดิอาระเบียดูเหมือนจะเป็นวิธีหาเงินเข้ารัฐมากกว่า ส่วนอีกบางประเทศดูเหมือนจะมีการเลือกปฏิบัติ ใช้นโยบายปราบคอร์รัปชั่นเล่นงานฝ่าย

ตรงข้าม แต่เอาหูไปนา เอาตาไปไร่กับการกระทำของพวกพ้อง

สาม เจ้าชายทรงถูกแฉว่าใช้ชีวิตแบบหรูหราฟุ่มเฟือยในต่างประเทศ เช่น ซื้อเรือยอชต์ราคา 500 ล้านดอลลาร์ ซื้อปราสาทในฝรั่งเศสราคา 300 ล้านดอลลาร์ ตลอดจนอยู่เบื้องหลังการประมูลภาพเขียนของลีโอนาร์โด ดาวินชี ราคา 450 ล้านดอลลาร์

คนส่วนใหญ่เชื่อโดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ว่า ข่าวทั้งหมดข้างต้นเป็นความจริง คำถามที่ตามมาคือ ทรงเอาเงินมาจากไหน ทรงมีความชอบธรรมในการปราบปรามผู้อื่นในข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่นหรือไม่

สี่ เจ้าชายทรงสร้างศัตรูไว้รอบด้านทั้งในและนอกประเทศ ส่วนใหญ่เป็นศัตรูในระดับสูงที่มีศักยภาพในการตอบโต้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่มีการเปิดโปงข่าวในเชิงลบของพระองค์ออกมาบ้าง

ในต่างประเทศ คงไม่จำเป็นต้องพูดถึงกาตาร์ ซึ่งเป็นประเทศที่ร่ำรวย และมีสำนักข่าวอัลจาซีราที่ทรงอิทธิพลอยู่ในมือ แม้แต่ประเทศที่ยากจนอย่างเยเมนก็ไม่ยอมสยบ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาจึงมีข่าวการยิงขีปนาวุธจากเยเมนเข้าไปในซาอุดิอาระเบียเป็นระยะๆ

โอกาสที่เจ้าชายจะทรงประสบความสำเร็จในระยะยาวมีไม่มากนัก แม้แต่ความนิยมภายในประเทศที่ปัจจุบันอยู่ในระดับสูงก็อาจเสื่อมลงได้เช่นกัน ในวันนี้อำนาจที่ทรงมีทั้งของพระองค์เอง และแรงสนับสนุนจากพระบิดา อาจเหมือนกระแสน้ำที่เชี่ยวแรง เรือไม่กล้าขวางลำ แต่เมื่อใดที่กระแสน้ำอ่อนแรงลง ก็อาจมีเรือออกมาขวางมากขึ้น