You are here

CG and corruptions News - 4 July 2018

นายกฯยันญาติไม่ติดใจอดีตปลัดพม.เสียชีวิต - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

อดีตผู้การฯเลยมอบตัวปัดอมเงิน - เดลินิวส์

'ภากร' ชี้GGCเป็นเรื่องบุคคล ตลท.ไม่ต้องตั้งทีมตรวจสอบ - ข่าวหุ้น

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: GGCฉุดกลุ่มปตท.ทรุด - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ ทันสถานการณ์: สรุปผลนาฬิกาหรูสัปดาห์หน้า - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ คมคิดฅนเขียน: 'พลาดที่ไว้ใจคนผิด' - เดลินิวส์

ไทยรัฐ: บทเรียนของข้าราชการ - ไทยรัฐ

คอลัมน์ ลงมือสู้โกง: Check My School: การมีส่วนร่วมเพื่อโรงเรียนที่น่าอยู่ - แนวหน้า

มาเลย์จับกุมอดีตนายกฯนาจิบ - ไทยโพสต์

นายกฯยันญาติไม่ติดใจอดีตปลัดพม.เสียชีวิต - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ผู้จัดการรายวัน360 - นายกฯแจงญาติไม่ติดใจ "อดีตปลัด พม." เสียชีวิต อย่าไปพูดให้เสียหาย ด้าน รมว.การพัฒนาสังคมฯ เผยผลสอบโกงเงินคนจนถึงมือแล้ว แต่ยังเปิดเผยไม่ได้ ต้องรอเข้าที่ประชุมอนุกรรมการข้าราชการพลเรือนก่อน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณีการเสียชีวิตของ นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อดีตปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่อยู่ระหว่างตรวจสอบความเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินคนไร้ที่พึ่ง มีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะเป็นการฆาตกรรมว่า "ผมขอแสดงความเสียใจอีกครั้ง กับครอบครัวผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นการตัดสินใจของท่านเอง ไม่มีใครเข้าไปเกี่ยวข้อง ทางญาติพี่น้องก็มีการชี้แจงออกมาแล้วว่า ไม่ใช่เรื่องอื่น เป็นการตัดสินใจของท่านเอง และได้มีการฌาปนกิจไปแล้ว อย่าไปพูดจาให้เสียหาย"

ด้าน พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการทุจริตโครงการเงินสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งและผู้ยากไร้ ที่เกี่ยวข้องกับ นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อดีตปลัดพม.และพวก ว่าวันเดียวกันนี้ (3 ก.ค.) คณะกรรมการสอบสวนการทุจริตโครงการเงินสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งและผู้ยากไร้ จะรายงานผลการสอบให้ตนได้รับทราบ แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ต้องรอเข้าที่ประชุมอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวง พม. ก่อน จึงจะสามารถเปิดเผยได้.

อดีตผู้การฯเลยมอบตัวปัดอมเงิน - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

จากกรณีตำรวจ บก.ภ.จว.เลย 193 นาย ร้องเรียนกับ ผบช.ภ.4 หลังตกเป็นผู้เสียหายจากโครงการบริหารหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ ภ.จว.เลย รวมมูลค่ากว่า 229 ล้านบาท หลังกู้เงินจากสหกรณ์และธนาคารต่าง ๆ โอนเงินไปให้ พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช รอง ผบช.สำนักงานกำลังพล และอดีตผบก.ภ.จว.เลย ซึ่งอ้างว่าได้ตั้งกองทุนปลดหนี้ให้ข้าราชการตำรวจ ภ.จว.เลย กำหนดเงื่อนไขว่าจะรับผิดชอบส่งภาระหนี้สินแทนให้ แต่ผู้เสียหายกลับถูกธนาคารและไฟแนนซ์ตาม ทวงหนี้ เพราะไม่มีการชำระเงินค่างวดใด ๆ ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 3 ก.ค. พล.ต.ท.สุรชัย ควรเดชะคุปต์ ผบช.ภ.4 เปิดเผยว่า ได้ออกหมายเรียกให้ พล.ต.ต.สุทิพย์ มารายงานตัวในวันที่ 2 ก.ค. ที่ผ่านมา แต่เจ้าตัวมาพบพนักงาน

สอบสวนก่อนกำหนด ในวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาฉ้อโกงประชาชน ตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4, 5 โดย พล.ต.ต.สุทิพย์ ให้การปฏิเสธ ก่อนใช้ตำแหน่งประกันตัวออกไป ทั้งนี้ทุกอย่างของการร้องเรียนนั้นอยู่ในขั้นตอนของกฎหมายเรียบร้อยแล้ว ทาง บช.ภ.4 จะนัด พล.ต.ต.สุทิพย์ ให้มาพบเป็นระยะ ขณะเดียวกันได้ประสาน ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงิน หากพบว่าเชื่อมโยงถึงใคร ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนตำรวจ บก.ภ.จว.เลย หลังรับทราบว่ามีการดำเนินการเกี่ยวกับคดีแล้วก็สบายใจขึ้น

วันเดียวกัน พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น ผกก.3 บก.ป. นำกำลังจับกุม น.ส.ธิญาดา วิภาวรกานต์ อายุ 40 ปี ชาว จ.ขอนแก่น ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดหนองบัวลำภู ที่ 210/2560 ลงวันที่ 4 ธ.ค. ฐานความผิดฉ้อโกงทรัพย์ โดยจับกุมได้ที่บริเวณตลาดลุงเพิ่ม ซอยวิภาวดีรังสิต 22 แขวงจอมพล เขตจตุจักร หลังพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการ

ฉ้อโกงเงินดังกล่าว จากการสอบสวนเจ้าตัว ไม่ขอให้การในชั้นสอบสวน และขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น นอกจากนี้จากการตรวจสอบประวัติพบว่า มีหมายจับติดตัว 3 หมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ทั้งนี้มีรายงานด้วยว่า น.ส.ธิญาดา เกี่ยวข้องกับคดี เนื่องจากเป็นคนทำหน้าที่นำเงินไปลงทุนเล่นหุ้น.

'ภากร' ชี้GGCเป็นเรื่องบุคคล ตลท.ไม่ต้องตั้งทีมตรวจสอบ - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

“ภากร ปีตธวัชชัย” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยกรณี GGC ทุจริตภายในเป็นเรื่องบุคคล ไม่จำเป็นต้องตั้งทีมตรวจสอบ ย้ำไทย CG อันดับ 1 อาเซียน อันดับ 5 เอเชีย

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ประเด็นการทุจริตภายในของ บมจ.โกลบอลกรีนเคมิคอล (GGC) เป็นการทุจริตภายในบริษัท ซึ่งเป็นเรื่องของบุคคล ซึ่งเมื่อ GGC ได้แจ้งรายละเอียดเปิดเผยข้อมูลให้นักลงทุนรับทราบแล้ว ดังนั้น ตลท.ไม่จำเป็นต้องตั้งทีมเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คาดว่าจะติดตามประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กรณีที่เกิดขึ้นเชื่อว่าจะไม่กระทบต่อภาพรวมอุตสาหกรรม เพราะเป็นรายกรณีเท่านั้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ดีที่ทำให้ตลาดเกิดการตื่นตัวหันมาให้ความสำคัญเรื่องการจับตาทุจริตภายในองค์กรมากขึ้น ขณะที่ปัจจุบันการจัดอันดับธรรมาภิบาล (CG) ของบริษัทจดทะเบียนไทยถือว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก โดยเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 5 ของเอเชีย สะท้อนว่า CG มีความแข็งแกร่งมาก

ขณะที่ GGC ชี้แจงในวันนี้เกี่ยวกับปัญหาที่ตรวจพบในกระบวนการจัดหาวัตถุดิบและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทเพิ่มเติมในวันนี้ว่า บริษัทได้แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เป็นอิสระตามมติของคณะกรรมการบริษัทฯ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล โดยบริษัทฯ มีระบบควบคุมภายในที่เป็นมาตรฐานตามหลักสากลอยู่แล้ว และเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นบริษัทจึงจัดจ้างผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเพื่อทบทวนและให้ความเห็นในระบบควบคุมภายในให้มีความชัดเจนขึ้น

บริษัทมีการตรวจสอบสินค้าคงคลังและวัตถุดิบคงคลัง ทั้งคลังสินค้าของบริษัทและของคู่ค้า โดยเป็นการตรวจนับจริงตามมาตรฐาน โดยผู้สอบบัญชีภายนอก และจากผลการตรวจนับพบว่าสินค้ามีจริง ณ วันสิ้นปี 60

สาเหตุที่บริษัทมีการเก็บรักษาวัตถุดิบคงคลังไว้ ณ สถานที่เก็บรักษาวัตถุดิบของคู่ค้า เนื่องมาจากวัตถุดิบที่จะนำเข้าสู่กระบวนการผลิตของบริษัทได้จะต้องเป็นวัตถุดิบที่ผ่านการกลั่นเพื่อทำให้บริสุทธิ์แล้วเท่านั้น โดยวัตถุดิบประเภทที่ยังไม่ผ่านการกลั่นเพื่อทำให้บริสุทธิ์จะต้องฝากไว้กับคู่ค้า ณ สถานที่เก็บรักษาวัตถุดิบของคู่ค้าก่อนที่จะส่งต่อไปยังโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อว่าจ้างให้ดำเนินการกลั่นก่อนที่จะนำเข้าสู่กระบวนการผลิตของบริษัทฯ ต่อไป

พร้อมกันนี้ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ได้ให้การสนับสนุนคณะกรรมการบริษัทฯ ให้ดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาลอย่างเต็มที่ บริษัทขอยืนยันว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ยังคงดำเนินไปตามปกติ และไม่ได้มีผลกระทบกับสภาพคล่องของบริษัทฯ และยังมีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจปัจจุบัน รวมถึงโครงการลงทุนต่าง ๆ ตามแผนในอนาคตด้วย ทั้งนี้ บริษัทจะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อทวงถามหรือติดตามวัตถุดิบคงคลังส่วนที่ขาดหายไปจากผู้ที่มีส่วนต้องรับผิดชอบทั้งหมด และจะดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด โดยหากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม บริษัทจะรายงานให้ทราบโดยเร็วที่สุด

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: GGCฉุดกลุ่มปตท.ทรุด - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

สุนันท์ ศรีจันทรา

การประกาศความเสียหายจากสต๊อกวัตถุดิบ มูลค่าประมาณ 2,100 ล้านบาทที่ล่องหนของ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC บริษัทลูกของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ไม่รู้ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้กลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ทรุดลงหรือไม่

แต่หุ้นกลุ่ม PTT เมื่อวันจันทร์ที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา ถูกเทขายอย่างหนัก จนร่วงกระจาย โดยเฉพาะบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ที่ทรุดลงแรง

สต๊อกวัตถุดิบมูลค่า 2,100 ล้านบาทที่สูญหาย ทำให้ GGC ต้องสำรองตามจำนวนความเสียหาย และนำไปสู่การปรับลดราคาเป้าหมายหุ้น GGC และ PTTGC ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

GGC ต้องใช้เวลาประมาณ 4 ปี เพื่อสร้างผลกำไร ชดเชยความเสียหาย จากการทุจริตภายใน โดยการ "ยกเค้า" น้ำมันปาล์มดิบจำนวนกว่า 7.1 หมื่นตันออกจากสต๊อก

กระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงในการปล้นสต๊อกวัตถุดิบของ GGC กำลังดำเนินไปอย่างเร่งรีบ โดยนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขีดเส้นให้คณะกรรมการบริษัทฯ รายงานผลสอบสวนภายใน 2 วัน ซึ่งภายในสัปดาห์นี้ จะได้รู้กันว่า ใครร่วมขบวนการโกงบ้าง

คณะกรรมการตรวจสอบภายในของ GGC กำลังถูกเพ่งเล็ง โดยมีคำถามว่า มีความหละหลวมในการตรวจสอบการดำเนินงานหรือไม่ เพราะการที่สต๊อกน้ำมันปาล์มจำนวนนกว่า 7 หมื่นตันหายไปนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ โดยไม่มีคนรู้ระแคะระคาย ถ้าคณะกรรมการตรวจสอบภายในมีประสิทธิภาพในการตรวจสอบ

การทุจริตใน GGC ต้องทำกันเป็นขบวนการใหญ่ ประสานความร่วมมือกันหลายฝ่าย ทั้งคนในและคนนอก ซึ่งต้องเร่งสอบสวนดำเนินคดี และติดตามทรัพย์สินกลับคืนมาให้มากที่สุด เพื่อบรรเทาความเสียหายของผู้ถือหุ้น

ไม่เฉพาะผู้ถือหุ้น GGC เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากการปล้นเงียบสต๊อกวัตถุดิบ แต่ผู้ถือหุ้นของ PTTGC และผู้ถือหุ้นของ PTT ก็พลอยถูกลูกหลงไปด้วย เพราะราคาหุ้นถูกทุบไปด้วยกัน

ผลประกอบการของ GGC ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมาชะลอตัวลงต่อเนื่อง โดยผลกำไรลดลง รวมทั้งไตรมาสแรกปีนี้ ซึ่งมีกำไรสุทธิ 63.94 ล้านบาท ลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 144.96 ล้านบาท เมื่อมีข่าวร้ายการทุจริตภายในซ้ำเติม นักลงทุนจึงแห่ทิ้งหุ้น จนราคาสร้างจุดต่ำสุดนับแต่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์

แม้ราคาหุ้น GGC จะเริ่มตั้งหลักได้ หลังจากซึมซับข่าวร้ายไปจนเต็มอิ่ม แต่ไม่ได้หมายความว่า ผลกระทบจากความเสียหายในสต๊อกวัตถุดิบที่ล่องหนจะหมดสิ้นลงแล้ว เพราะต้องรอประเมินความเสียหายที่แน่ชัดกันอีกครั้ง

และนอกเหนือจากการทุจริตสต๊อกวัตถุดิบแล้ว ยังมีธุรกรรมอื่นที่ก่อความ เสียหายให้ GGC อีกหรือไม่

นักลงทุนที่เข้าไปถือหุ้น GGC ส่วนใหญ่ไม่คิดว่า บริษัทในกลุ่ม PTT จะเกิดปัญหาทุจริต ไม่ได้เผื่อใจในความเสียหายจากการดำเนินงานที่ไม่มีความโปร่งใส จึงประเมินการลงทุนเพียงแค่ตัวเลขผลประกอบการของบริษัทเท่านั้น

แต่ทุกคนต้องเสียหายจากตัวแปรที่คาดไม่ถึง ต้องแบกรับผลกระทบจากความหละหลวมในการตรวจสอบการดำเนินงานภายในบริษัท และไม่อาจเรียกหาความรับผิดชอบจากใครได้

ต้องถือเป็นความซวยของนักลงทุนที่เข้าไปจับหุ้น GGC เพราะขาดทุนกันถ้วนหน้า และได้แต่รอการเยียวยาด้านจิตใจ

รอดูแก๊งที่ร่วมขบวนการปล้นวัตถุดิบของ GGC ถูกลากคอมาลงโทษเท่านั้น.

คอลัมน์ ทันสถานการณ์: สรุปผลนาฬิกาหรูสัปดาห์หน้า - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์หน้า คณะทำงานจะเสนอรายงานสรุปผลการรวบรวมข้อเท็จจริง เรื่องการตรวจสอบนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อพิจารณา เนื่องจากได้สอบพยานครบแล้ว

คอลัมน์ คมคิดฅนเขียน: 'พลาดที่ไว้ใจคนผิด' - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

"เขื่อนขันธ์"

กลายเป็นบทเรียนและอุทาหรณ์ให้กับนักการเมือง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่รัฐ หลังจาก "นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์" อดีตปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ดื่มไวน์ผสมยาพิษฆ่าตัวตาย

ก็ต้องบอกว่า ถ้าหากไม่ติดข่าวทีมหมูป่า ติดอยู่ในถ้ำหลวงเชื่อเถอะ...เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่ ต้องระดับพาดหัวแน่ ๆ ยิ่งก่อนหน้านั้น อดีตปลัด พม. ถูกคำสั่งให้ออกจากราชการ จากกรณีมีชื่อพัวพันการทุจริตเงินสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งทั่วประเทศ ร่วมกับอดีตข้าราชการระดับสูงอีกนับสิบราย แถมยังถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อายัดยึดทรัพย์สินไว้กว่า 88 ล้านบาท และยังมีคดีอาญา-คดีแพ่งติดตัวอีกหลายคดี

แต่ที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือ การออกมาแถลงข่าวของ "นายพนาไพร นราแก้ว" ที่ปรึกษากฎหมายนายพุฒิพัฒน์ บอกว่า ประเด็นที่สื่อระบุเป็นการฆ่าตัวตายเพื่อหนีความผิด ไม่เป็นความจริง เนื่องจากข้อกล่าวหาทุจริต ไม่ว่าจะ ปปง. ป.ป.ช. หรือกระทั่ง พม. ยังไม่มีหน่วยงานใดชี้มูลความผิด

ส่วนสาเหตุของการฆ่าตัวตายนั้น ส่วนตัวคิดว่าน่าจะมาจากความน้อยใจ ติดต่อบุคคลเพื่อชี้แจงขอคำปรึกษา แต่ไม่ใช่การติดต่อเพื่อหาช่องทางหนีคดี หลายครั้งไม่มีเสียงตอบรับเลย จนทำให้อาจจะเกิดความเครียดและกดดันที่ไม่สามารถติดต่อกับบุคคลดังกล่าว จึงอาจเป็นประเด็นให้คิดสั้นได้ ส่วนจะเป็นบุคคลใดท่านไม่ได้พูดถึง

แต่ประโยคทองของ ที่ปรึกษากฎหมายอดีตปลัด พม.น่าจะอยู่ที่คำพูดที่ว่า ก่อนหน้าที่จะเสียชีวิต 3 วัน ได้พูดคุยกับนายพุฒิพัฒน์ในห้องส่วนตัวที่บ้าน นายพุฒิพัฒน์กล่าวเพียงสั้น ๆ โดยไม่ได้ระบุพาดพิงถึงบุคคลใดว่า "ผมไม่ได้ร่วมมือกับเขา ผมสั่งให้หยุด แต่เขาไม่ฟังผม ผมพลาดที่ไว้ใจคนผิด"

น่าเสียดาย...ถ้านายพุฒิพัฒน์ตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลสำคัญ บอกสังคมให้รับรู้ว่า สั่งใครให้หยุด แต่ไม่ยอมหยุด และพลาดที่ไว้ใจใคร เพราะถ้าเกี่ยวข้องกับการทุจริตใน พม. ยิ่งจะเป็นประโยชน์ต่อระบบราชการ และประเทศชาติ แถมจะเป็นประโยชน์กับตนเอง เวลาต่อสู้คดีในกระบวนการยุติธรรมอีกด้วย แต่กลับแบกความรับผิดชอบไว้เพียงคนเดียว จนกลายเป็นเรื่องเศร้าและสะเทือนใจในที่สุด

แล้วบอกเลยว่า ความเน่าเหม็นที่เกิดขึ้นใน พม. ได้พูดคุยกับเพื่อนสื่อและผู้ใหญ่หลายท่าน ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่น่าจะมีนายพุฒิพัฒน์ เข้าไปเกี่ยวข้องเพียงคนเดียว คงมีมือที่มองไม่เห็น และผู้บงการอีกหลายคน เนื่องจากความผิดปกติของการใช้งบประมาณของ พม. จนนำมาสู่โครงการที่เป็นปัญหา มีหลายสิบจังหวัด เพียงแต่ยังสาวไม่ถึงเท่านั้นเอง

คิดดูขนาด "น.ส.ปณิดา ยศปัญญา" หรือ "น้องแบม" อดีตนักศึกษาสาขาวิชาพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคม ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งเป็นแกนนำนักศึกษาออกมาเปิดโปงขบวนการทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้และผู้ป่วยโรคเอดส์ ยังออกมาเปิดเผยว่า ปัจจุบันเรียนจบแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำงาน และไม่ได้พักที่ จ.ขอนแก่น เนื่องจากหลังจากที่มีการดำเนินการเอาผิดและการดำเนินการสืบสวนสอบสวนในเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง

"ครอบครัวถูกข่มขู่ และตัวเองนั้นถูกขู่ฆ่า จึงได้ไปพักอาศัยที่ต่างจังหวัด และไม่สะดวกที่จะพบสื่อมวลชนหรือออกมาพูดใด ๆ ในเรื่องที่เกิดขึ้น"

อ่านบทสัมภาษณ์เรื่องนี้ ผ่าน "ไทยโพสต์" ก็ยังออกงง ก็ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่า "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เคยบอกว่าจะให้ คสช. ดูแลความปลอดภัยให้น้องแบม แถมมีข่าวว่า หลายหน่วยงานอ้าแขนต้อนรับ อยากให้เธอร่วมงานด้วย ในฐานะฮีโร่หญิงกล้าเปิดโปงการทุจริต

เลยต้องฝาก หัวหน้า คสช. เข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย ไม่อยากให้คนทำดี กล้าเปลืองตัวเปิดโปงกระบวนการทุจริต แต่กลับไม่ได้เหลียวแลจากภาครัฐ แถมยัง ถูกคุกคามในรูปแบบต่าง ๆ ถ้าเป็นอย่างนี้ ...ถามว่า ต่อจากนี้ใครอยากจะมีส่วนกับภาครัฐ ช่วยกันจับคนปล้นชาติปล้นแผ่นดินล่ะครับ.

ไทยรัฐ: บทเรียนของข้าราชการ - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2561

ข่าวใหญ่ที่กลายเป็นข่าวเล็กเพราะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศต่างใจจดใจจ่อ อยู่กับชะตากรรมของทีมฟุตบอลหมูป่า 13 ชีวิต ต่างเฝ้าภาวนาให้อยู่รอดและกลับบ้านโดยปลอดภัยอดีตปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็กินยาฆ่าตัวตายเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เพราะเกี่ยวข้องกับคนใหญ่คนโต และไม่ได้เสียชีวิตตามธรรมชาติ

มูลเหตุจูงใจให้คิดสั้นก็ไม่ธรรมดาแต่เป็นการตัดสินใจกระทำอัตวินิบาตกรรมหลังจากที่ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ให้ออกจากราชการไว้ก่อน โดยไม่ได้รับเงินเดือนและถูก ปปง.ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีข้อหาทุจริตยักยองเงินช่วยเหลือคนจน และร่วมกันฟอกเงินรวม 12 คน และยังถูกอายัดทรัพย์ เพื่อตรวจสอบที่มาที่ไปอีกด้วย

อดีตปลัดกระทรวง พม.ท่านนี้ได้แก่นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ถูกตรวจสอบหลังจากที่กรณีโกงเงินคนจน กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต เป็นการทุจริตแบบเป็นขบวนการเกี่ยวโยงทั้งข้าราชการระดับผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการจนถึงปลัดกระทรวงมีทั้งข้าราชการระดับสูงและระดับล่าง ทรัพย์สินที่ถูกอายัดมูลค่า 88 ล้านบาท

โฆษกรัฐบาลเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี ขอฝากกรณีนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับข้าราชการ ในการปฏิบัติหน้าที่และเป็นการทุจริตที่ถูกเปิดโปง ในช่วงรัฐบาล คสช.เช่นเดียวกับ คดีทุจริตเงินทอดวัด ซึ่งคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าพระเป็นตัวการแต่ต้นตอที่แท้คือ ข้าราชการ และยังมีการทุจริตงาบทุนการศึกษา การทุจริตโกงอาหารกลางวันนักเรียน และอื่นๆอีกมาก

ตัวอย่างเช่นการทุจริตในกระทรวงศึกษาธิการ ที่ พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการเปิดโปง มีการตรวจสอบอยู่กว่า 50 คดี รวมทั้งกรณีการติดตั้งกล้องวงจรปิดใน ร.ร.จังหวัดชายแดนภาคใต้ 577 ล้านบาท และมีเรื่องที่ได้รับร้องเรียนใหม่กรณีเรียกรับเงินผู้สอบแข่งขันเป็นครูใน 2-3 จังหวัดภาคอีสาน รายละ 2 แสนบาท และเป็นขบวนการ

ทั้งหมดนี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนพิสูจน์ว่าการทุจริตโกงกินยังรุ่งเรืองเฟื่องฟูในยุคที่ประเทศไร้นักการเมืองและปกครองโดยรัฐบาลข้าราชการ ที่ไม่มีการตรวจสอบโดย ส.ส.ทั้งในและนอกสภา แต่เป็นการตรวจสอบในหมู่ข้าราชการด้วยกันเองแม้จะยังมีองค์กรอิสระแต่บางองค์กรอาจขาดความเป็นอิสระ การตรวจสอบจึงยึดหลักเพื่อนพ้องน้องพี่

เรื่องนี้ไม่ใช่การกล่าวหาอย่างเลื่อนลอย ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่ให้สัมภาษณ์สื่อว่า สตง.เคยเตือนทั้งกรณีเงินทอนวัด และกรณียักยอกเงินคนจน ก็เคยขอให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนแต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ จนเกิดเสียหายใหญ่โตเป็นบทเรียนของข้าราชการทุกคน.

คอลัมน์ ลงมือสู้โกง: Check My School: การมีส่วนร่วมเพื่อโรงเรียนที่น่าอยู่ - แนวหน้า ฉบับวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

สุภัจจา อังค์สุวรรณ

"โรงเรียนของเราน่าอยู่ คุณครูใจดีทุกคน เด็กๆ ก็ไม่ซุกซน พวกเราทุกคนชอบไปโรงเรียน" เป็นเพลงที่เด็กๆ ในวัยประถมศึกษาตอนต้นต่างร้องเป็นกันถ้วนหน้า เพราะเพลงที่ว่านี้เป็นเหมือนภาพสะท้อนความคาดหวังของสังคมต่อบทบาทของโรงเรียนที่เปรียบเหมือนบ้านหลังที่สองของเด็กๆ โดยมุ่งหวังให้สภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนมีความน่าอยู่ คุณครูดูแลนักเรียนด้วยความรัก และเด็กๆ ได้ใช้เวลาอย่างมีคุณภาพในโรงเรียน แต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ข่าวเกี่ยวกับการทุจริตในสถาบันการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตโครงการอาหารกลางวันเด็ก การนำงบอาหารมาเป็นโบนัสให้กับครู รวมถึงการทุจริตงบประมาณอุดหนุนโรงเรียน กลายเป็นกระแสร้อนแรงที่ถูกพูดถึงอย่างมากในสื่อสังคมออนไลน์ มีผู้ปกครองจำนวนมาก ส่งเรื่องร้องเรียนให้หน่วยงานเข้าไปตรวจสอบโครงการอาหารกลางวันของบุตรหลานตน และจากการตรวจสอบพบว่า มีโรงเรียนหลายแห่งในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้าข่ายทุจริต และอีกจำนวนไม่น้อยที่ตรวจพบว่าอาหารที่เด็กรับประทานภายใต้โครงการอาหารกลางวันไม่ได้ มาตรฐานทางโภชนาการ ทำให้ผู้ปกครองส่วนใหญ่เริ่มกลับมา ตั้งคำถามกับตัวเองว่า เนื้อเพลง "โรงเรียนของเราอยู่" ยังสะท้อนความเป็นจริงของโรงเรียนในสมัยนี้ได้อีกหรือไม่

เรื่องที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด คือ การทุจริตโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร โดยคณะกรรมการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ได้มีมติให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งกรรมการสอบสวนข้อร้องเรียน ซึ่งได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่ามีความผิดปกติในการใช้งบประมาณในการจัดซื้อวัตถุดิบประกอบอาหารที่ไม่ตรงกับใบเสร็จรับเงิน ปริมาณของวัตถุดิบที่ได้รับไม่ตรงกับใบสั่งซื้อ และมีการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหลายกรณี ได้แก่ ปลอมแปลงเอกสาร และเบิกเกินกว่าที่ซื้อจริง โดยคณะกรรมการ สันนิษฐานว่าการทุจริตน่าจะเกิดจากการสมยอมระหว่างผู้ขาย กับคณะกรรมการตรวจรับวัตถุดิบและพัสดุอาหารกลางวันของโรงเรียน ซึ่งนับเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ผู้มีบทบาทในการตรวจสอบความถูกต้องกลับละเลยหน้าที่ อาจส่งผลให้เด็กๆ มีภาวะ ทุพโภชนาการจากการรับประทานอาหารที่ไม่มีคุณภาพได้

แต่สิ่งที่ทำให้กรณีทุจริตนี้มีความแตกต่างจากกรณีอื่นๆ คือความตื่นรู้สู้โกงของผู้เกี่ยวข้อง หลังจากเกิดเหตุการณ์ มีผู้ปกครองจำนวนมากไปร่วมให้ข้อมูลและเรียกร้อง ให้มีการตรวจสอบ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ค ต้องแฉ ที่ "ไม่ใช่เพจข่าว" แต่เป็นเพจ ระดมข้อมูล หรือ crowdsourcing เพื่อให้ผู้คนได้เข้ามาแลกเปลี่ยน พูดคุย และร่วมให้ข้อมูล เพื่อค้นหาคำตอบและวิธีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งเพจต้องแฉนี้ ได้นำเสนอประเด็นการทุจริตโครงการอาหารกลางวันเพื่อขอข้อมูลจากคนในพื้นที่ ทำให้มีผู้ใช้งานเฟซบุ๊คเข้าไปแสดงความเห็นเป็นจำนวนมาก รวมถึงเสนอวิธีการแก้ปัญหาโครงการทุจริตอาหารกลางวันเด็กที่น่าสนใจหลายวิธี โดยข้อเสนอที่ผู้เขียนอ่านเจอส่วนใหญ่ เป็นการเสนอให้ผู้ปกครองเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการตรวจสอบการดำเนินงานของโรงเรียน และให้คณะกรรมการโรงเรียนเปิดเผยแผนการดำเนินงานโครงการต่างๆ ภายในโรงเรียนเพื่อให้ผู้ปกครองสามารถตรวจสอบได้ รวมถึงการให้เปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตาม สอดส่องการทำงานของโรงเรียน ในฐานะที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการบริหารงานของโรงเรียน เช่น มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่โปร่งใส มีระบบการรับเรื่องร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ

เมื่อวิเคราะห์ข้อเสนอที่สร้างสรรค์เหล่านี้แล้ว จะพบว่าสิ่งสำคัญที่จะขาดไปไม่ได้เลยในการสนับสนุนให้ทุกฝ่ายสามารถมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลและตรวจสอบการทำงานของโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล คือความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลสำคัญ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างหรือแผนงบประมาณในการบริหารจัดการของสถานศึกษาอย่างละเอียด ทั้งในส่วนงบประมาณที่ได้รับและรายจ่ายที่ใช้ไป ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มากกว่าการติดประกาศรายการอาหารและจำนวนวัตถุดิบที่ใช้ในการประกอบอาหารตามที่อธิบดีกรมการปกครองส่วนท้องถิ่นได้แจ้งไว้

จากข้อวิเคราะห์ดังกล่าว ผู้เขียนพบงานวิจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้องและน่าสนใจ คือเรื่อง Information for accountability : Transparency and citizen engagement for improved service delivery in education systems โดย Lindsay Read และ Tamar Manuelyan Atinc ซึ่งเสนอว่า ข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างกลยุทธ์ในการปฏิรูปสถาบันการศึกษา และการเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพเกี่ยวกับสถานศึกษา ทั้งจากแหล่งข้อมูลส่วนกลางและแหล่งข้อมูลท้องถิ่น จะช่วยให้ผู้ปกครองและชุมชนสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นในการเข้าร่วมติดตามและตรวจสอบการทำงานของโรงเรียน และสร้างแรงกดดันให้กับ ผู้บริหารโรงเรียนและเจ้าหน้าที่ของรัฐในการแก้ไขและปรับปรุงประสิทธิภาพของสถานศึกษาได้ ดังนั้น การเปิดเผยข้อมูลอย่างมีคุณภาพจึงเป็นกุญแจสำคัญในการ เพิ่มความรับผิดชอบต่อสังคมของโรงเรียน และวิธีการหนึ่ง ในการทำให้เกิดการเปิดเผยข้อมูลอย่างมีคุณภาพนี้คือ จากการจัดทำฐานข้อมูลร่วมกันโดยภาครัฐและภาคประชาชน เพราะข้อมูลจะได้รับการตรวจสอบและอัพเดทแบบเรียลไทม์ นำไปสู่ฐานข้อมูลของสถานศึกษาระดับประเทศและระดับภูมิภาคสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง

จากงานวิจัยดังกล่าวยังได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของโครงการหนึ่งในประเทศฟิลิปปินส์ คือ"โครงการ Check My School" ซึ่งใช้การเปิดเผยข้อมูลอย่างมีระบบ มาส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในการติดตามและตรวจสอบผลการปฏิบัติงานของสถานศึกษา เพื่อแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและเพิ่มความโปร่งใสในสถานศึกษา โดยมุ่งเน้นความร่วมมือของคนในพื้นที่เป็นหลัก มีการอบรมคนในชุมชน ผู้ปกครอง เด็ก และคุณครู เรื่องระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างและการตรวจสอบครุภัณฑ์ในโรงเรียนเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการร่วมกันรับผิดชอบโรงเรียนในพื้นที่ของตนเองวิธีการนี้ทำให้เกิดเครือข่ายอาสาสมัครในพื้นที่กว่าหนึ่งพันคนทั่วประเทศที่ได้รับการอบรมให้มีความพร้อมในการเก็บข้อมูลและตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ในโรงเรียน เพื่อระบุปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียน นอกจากนี้ โครงการได้สร้างความร่วมมือกับวิทยาลัยท้องถิ่นในการระดมอาสาสมัคร เช่น นักศึกษา กลุ่มลูกเสือ และชมรมต่างๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในคณะทำงานอีกด้วย

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการ คือ การออกแบบช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร้องเรียน ปัญหา โดยมีระบบการจัดการข้อร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในที่สุด (Citizen Feedback System) เริ่มตั้งแต่ประชาชนส่งข้อมูลผ่านระบบ โดยระบุเพียง ชื่อโรงเรียน ชื่อครูผู้สอน และระบุสถานภาพของผู้ส่ง เมื่อมีการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นแล้ว ทางโครงการจะส่งทีมอาสาสมัครลงไปตรวจสอบและประสานงานกับโรงเรียนเพื่อสรุปปัญหาจากการตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือร่วมกัน ทั้งนี้เพื่อความเป็นธรรมกับโรงเรียนที่ถูกร้องเรียน โครงการจะมีการตรวจสอบเปรียบเทียบทั้งข้อมูลที่ประเมินโดยภาครัฐและข้อมูลที่ประเมินโดยอาสาสมัคร หลังจากนั้นทีมงานจะอัพโหลดรายงานขึ้นบนเว็บไซต์เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบและติดตามผลการแก้ไขปัญหาได้ในทันที นอกจากนี้ยังมีการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลสาธารณะที่ถูกต้องเกี่ยวกับการให้บริการด้านการศึกษาของภาครัฐ โดยมีช่องทางออนไลน์ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นและแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมในแต่ละกรณีได้ด้วย

จากการศึกษาโครงการ Check My School ผู้เขียนขอสรุปปัจจัยที่ทำให้โครงการประสบความสำเร็จ นั่นคือ หนึ่งการมีส่วนร่วมของพลเมืองตื่นรู้สู้โกงในพื้นที่ สอง การสนับสนุนการดำเนินงานโดยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง มีการเซ็นสัญญาร่วมกัน ระหว่างภาครัฐกับโครงการเพื่อให้แน่ใจว่ามีผู้รับผิดชอบ และสาม มีการจัดตั้งกลไกในการดำเนินงานอย่างชัดเจน รวมถึงการนำข้อมูลที่ได้มาเปิดเผยอย่างเป็นระบบและมีคุณภาพ เมื่อประกอบปัจจัยทั้งสามนี้เข้าด้วยกันแล้ว นอกจากจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนหรือประสบปัญหาจริงๆ แล้วยังสามารถป้องกันการทุจริตในโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิผลด้วย เพื่อนำงบประมาณมาสร้างสรรค์โรงเรียนให้น่าอยู่อย่างมีคุณภาพได้จริง ให้เด็กๆ ชอบไปโรงเรียนได้จริง และได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพจริงด้วย

มาเลย์จับกุมอดีตนายกฯนาจิบ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

กัวลาลัมเปอร์ *นาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียไม่รอดเงื้อมมือกฎหมาย โดนเจ้าหน้าที่ปราบปรามคอร์รัปชันจับกุมถึงบ้านพัก เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีต้องสงสัยเกี่ยวพันการทุจริตยักยอกเงินหลายพันล้านดอลลาร์จากกองทุนวันเอ็มดีบี

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันอังคารที่ 3 กรกฎาคม 2561 โดยอ้างการเปิดเผยของคณะกรรมการปราบปรามการคอร์รัปชันแห่งมาเลเซีย (เอ็มเอซีซี) ที่สอบสวนการคอร์รัปชันเกี่ยวข้องกับกองทุนวันมาเลเซียดีเวลอปเมนต์เบอร์ฮัด (วันเอ็มดีบี) ว่าอดีตนายกฯ นาจิบ วัย 64 ปี ถูกจับกุมที่บ้านของเขา และเจ้าหน้าที่จะตั้งข้อหาดำเนินคดีกับเขาในวันพุธ

โฆษกของเอ็มเอซีซีเผยกับเอเอฟพีว่า อดีตนายกฯ วัย 64 ปีถูกนำตัวมาที่สำนักงานใหญ่ของเอ็มเอซีซีที่เมืองปุตราจายา เมืองราชการ นอกกรุงกัวลาลัมเปอร์ และเขาจะถูกควบคุมตัวไว้ที่นั่นทั้งคืนเพื่อส่งตัวขึ้นศาลในวันพุธ

คำกล่าวหาการคอร์รัปชันอย่างมโหฬารในกองทุนเพื่อการพัฒนาแห่งรัฐที่นาจิบเป็นผู้ก่อตั้งและกำกับดูแลเองแห่งนี้ เป็นปัจจัยหลักที่อยู่เบื้องหลังความพ่ายแพ้การเลือกตั้งต่อแนวร่วมฝ่ายค้านภายใต้การนำของอดีตนายกฯ มหาเธร์ โมฮัมหมัด เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

นาจิบและพวกพ้องถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐจากกองทุนวันเอ็มดีบีแห่งนี้ เพื่อนำเงินไปใช้ จ่ายส่วนตัว กว้านซื้อสิ่งของทุก อย่างที่ต้องการตั้งแต่อสังหาริม ทรัพย์ในสหรัฐ ไปจนถึงผลงานศิลปะของจิตรกรชื่อดัง

นับแต่พ่ายแพ้เลือกตั้ง ทางการมาเลเซียได้สั่งห้ามนาจิบ และนางรอสมะห์ มันซอร์ ภริยา ของเขา เดินทางออกนอกประเทศ ขณะที่รัฐบาลชุดใหม่ของ มหาเธร์ก็เดินหน้าสอบสวนการทุจริตอย่างกว้างขวางทันที

ภายหลังจากนั้นไม่นาน เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นสถานที่ หลายแห่งที่โยงใยถึงตัวนาจิบและ ครอบครัวของเขา และสามารถยึดทรัพย์สินมูลค่ารวมกันกว่า 273 ล้านดอลลาร์ (ราว 9,066 ล้านบาท) ซึ่งมีทั้งในรูปเงินสดหลายสกุล, อัญมณีและเครื่องประดับ ไปจนถึงกระเป๋าหรูหราของดีไซเนอร์ดังราคาแพงระยับหลายร้อยใบ นาจิบและนางรอส มะห์ถูกพนักงานสอบสวนเรียกเข้าให้ปากคำในเวลาต่อมา

คณะกรรมการชุดเฉพาะกิจที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาสอบสวนเรื่องอื้อฉาวคอร์รัปชันที่เกี่ยวพันกับกองทุนวันเอ็มดีบีกล่าวด้วยว่า พวกเขาได้อายัดเงินในบัญชีทั้งสิ้น 408 บัญชี เป็นเงินรวมกัน 1,100 ล้านริงกิต (ราว 9,032 ล้านบาท) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

รายงานของสื่อท้องถิ่นกล่าวว่า บัญชีบางบัญชีนั้นเป็นของพรรคองค์การสหมาเลย์แห่งชาติ (อัมโน) ของนาจิบ ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลผสมบาริซันเนชันแนลที่บริหารปกครองมาเลเซียมาอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 6 ทศวรรษ

แหล่งข่าวด้านความมั่นคงรายหนึ่งบอกเอเอฟพีว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนจากคณะกรรม การปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบได้เข้าจับกุมนาจิบที่บ้านของเขา ซึ่งเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ ในย่านผู้มีอันจะกินชานกรุงกัวลาลัมเปอร์

"พวกเขาเดินทางมาถึงด้วยรถยนต์ที่ไม่แสดงเครื่องหมาย 3-4 คัน" แหล่งข่าวซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงระดับสูงที่ใกล้ชิดกับการจับกุมครั้งนี้เผยกับเอเอฟพี

คณะกรรมการเฉพาะกิจชุดนี้แถลงว่า นาจิบถูกจับกุมสืบเนื่องจากคำกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับบริษัท เอสอาร์ซี อินเตอร์เนชันแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทด้านพลังงานที่เดิมเป็นบริษัทในเครือของวันเอ็มดีบี

รายงานการสอบสวนของหนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัลระบุว่า มีเงิน 10.6 ล้านดอลลาร์ (352 ล้านบาท) ถูกโยกย้ายจาก เอสอาร์ซีเข้าบัญชีธนาคารส่วนตัวของนาจิบ ซึ่งเป็นเพียงเงินก้อนเล็กๆ จากเงินจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐที่ถูกยักยอกจากวันเอ็มดีบีเข้าบัญชีธนาคารส่วนตัวของนาจิบ ขณะที่กระ ทรวงยุติธรรมของสหรัฐก็ประเมินว่า มีเงินถูกยักยอกจากวันเอ็ม ดีบีทั้งสิ้น 4,500 ล้านดอลลาร์ (149,490 ล้านบาท).