You are here

CG and corruptions News - 4 June 2018

คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์บัณฑิต: รายงานสาธารณะสถาบันไอโอดี - กรุงเทพธุรกิจ

อ้างมรดกเมีย'ดอน'แจงนายกฯถือหุ้นเกิน5% เผยแจ้งปปช.อยู่ตลอด - แนวหน้า

พท.ขู่บุกทำเนียบ-จี้'บิ๊กตู่'พักงาน'ดอน' - ข่าวสด

'จักรทิพย์'บินด่วนรับตัวดำเนินคดีเงินทอนวัด พรหมเมธีจนมุมเยอรมันรวบหมายจับ - สยามรัฐ

Education Ministry calls for graft probe in 11 provinces - THE NATION

สถ.เข้มโกง'นม-อาหาร'นักเรียน - มติชน

รายงาน: จัดระเบียบ'องค์การมหาชน' คุมเข้ม'แต่งตั้ง-ถลุงงบ' - ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ บิสิเนสแบ็กสเตจ: การกำกับดูแลความจำเป็นสำหรับธุรกิจครอบครัว (1)- ฐานเศรษฐกิจ

Column COMMENTARY: BLITZ ON MONK GRAFT HITS RIGHT NOTE - BANGKOK POST

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: GDPR กับนัยต่อ ประเทศไทย - โพสต์ทูเดย์

TORไฮสปีดเอื้อต่างชาติ เข้าทาง'ซีพี-จีน-ญี่ปุ่น' - ประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: กราบคารวะ'วิชัย'IFE - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

เมียนาจิบถูกเรียกสอบคดีทุจริต - มติชน

คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์บัณฑิต: รายงานสาธารณะสถาบันไอโอดี - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ดร.บัณฑิต นิจถาวร

bandid.econ@gmail.com

ปลายเดือนที่แล้ว สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (ไอโอดี) มีการประชุมสมาชิกสามัญประจำปี 2561 เพื่อรายงานผลการดำเนินงานของสถาบันในปีที่ผ่านมา ให้สมาชิกทราบ เปิดโอกาสให้สมาชิกซักถามเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับงานของสมาคม และเลือกกรรมการแทนผู้ที่ครบวาระ การประชุมผ่านได้ด้วยดี มีสมาชิกเข้าร่วมประชุม 81 คน จากสมาชิกสถาบันทั้งหมด4,035 คน วันนี้จึงอยากเขียน ถึงงานของสถาบันไอโอดีในปีที่ผ่านมา เพื่อให้ สมาชิกที่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ใน วันนั้นรับทราบ ถือเป็นการรายงานสาธารณะของสถาบันไอโอดีให้ประชาชนทั่วไปทราบพร้อมกันไปด้วย

พันธกิจหลักของสถาบันไอโอดีคือพัฒนาและสนับสนุนกรรมการบริษัทเพื่อการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยมุ่งยกระดับกรรมการบริษัทในประเทศไปสู่ความเป็นมืออาชีพ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนของบริษัท ในการบรรลุพันธกิจนี้สถาบันได้ทำหน้าที่ใน 4 ด้าน 1.อบรมให้ความรู้และพัฒนาทักษะกรรมการเพื่อการทำหน้าที่

2.วิจัย เผยแพร่แนวปฏิบัติ และประเมินการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัท

3.เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความเห็นของกรรมการเพื่อสร้างความเข้าใจ และความตระหนักรู้ในประเด็นที่กระทบการทำหน้าที่ของกรรมการ

และ 4.ขับเคลื่อนโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต เพื่อส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการที่ดีให้เกิดขึ้นในภาคธุรกิจไทย

การปฏิบัติหน้าที่ของสถาบันในปี 2560 ประสบความสำเร็จด้วยดี ปี 2560 เป็นปีแรกใน แผนงาน 3 ปีของสถาบันที่มุ่งให้เกิดผลต่อการกำกับดูแลกิจการที่ดีในทางปฏิบัติ (Impactful) ผ่านการขับเคลื่อนใน 3 ช่องทาง

ช่องทางแรก สร้างองค์ความรู้และเผยแพร่องค์ความรู้เพื่อขับเคลื่อนการกำกับดูแลกิจการที่ดีให้เกิดขึ้นในวงกว้าง ทั้งในบริษัทธุรกิจและองค์กรไม่แสวงหากำไร ผ่านการทำหน้าที่ของกรรมการ การพัฒนาองค์ความรู้ทำทั้งในระดับกรรมการบริษัทที่ประเด็นด้านธรรมาภิบาลจะต้องทันต่อพัฒนาการในสังคมธุรกิจโลก และในระดับทั่วไป ที่เน้นให้แนวคิดพื้นฐานเรื่องกำกับดูแลกิจการ เป็นที่รับรู้ เป็นที่เข้าใจ และเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ

ช่องทางที่ 2 สร้างเครือข่ายผลักดัน การกำกับดูแลกิจการที่ดีให้เกิดขึ้น กว้างขวาง เพราะการขับเคลื่อนการกำกับดูแลกิจการที่ดี ไม่สามารถเป็นภาระเพียง ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องมาจากการขับเคลื่อนของทั้งภาคธุรกิจ โดยผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศน์ของภาคธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการที่ดีให้เกิดขึ้นจริงจัง ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริษัทธุรกิจ หน่วยงานกำกับดูแล องค์กรอิสระ องค์กรวิชาชีพ นักลงทุน และภาคประชาสังคม เน้นการสร้างเครือข่ายและกิจกรรมให้ ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถทำงานร่วมกันเพื่อ ส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการที่ดี ใน รูปของโครงการ การแลกเปลี่ยนความรู้และการจัดกิจกรรมต่างๆ ซึ่งสำหรับสถาบัน ไอโอดีก็คือ การทำงานร่วมกับเครือข่ายเหล่านี้ เพื่อผลักดันการกำกับดูแลกิจการที่ดีให้เกิดเป็นผล

ช่องทางที่ 3 ปรับปรุงระบบการทำงานภายในของสถาบัน เพื่อให้สถาบันมีระบบงาน ระบบไอที บุคลากร วิทยากร สถานที่ และทรัพยากรที่จะสนับสนุนการทำหน้าที่ของสถาบัน รวมถึงลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตามแผนงานที่ได้วางไว้

สำหรับปี 2560 งานด้านการพัฒนากรรมการ มีการปรับปรุงเนื้อหาและนำเสนอหลักสูตรใหม่ ที่เป็นประโยชน์ต่อกรรมการ เช่น ด้านกลยุทธ์ (strategy)ความเสี่ยงและการเงิน มีการกระจายความรู้ในรูปการจัดตั้งห้องสมุดและตอบคำถาม online ให้ ผู้ที่สนใจเรื่องการกำกับดูแลกิจการ สามารถเข้าถึงและหาข้อมูลได้

มีการขยายการเรียนการสอนไปสู่กรรมการในบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ ธุรกิจครอบครัว และบริษัทในต่างประเทศ ที่สถาบันไปจัดหลักสูตรอบรมกรรมการ เช่น พม่าและลาว ในปี 2560 สถาบันมีหลักสูตรอบรมกรรมการ 23 หลักสูตร จัดอบรม 119 ครั้ง มีผู้เข้าอบรม 3,381 คน สนับสนุนโดยวิทยากร 91 ท่านที่ทุ่มเทให้กับงานด้านพัฒนากรรมการของสถาบัน

ด้านการวิจัยและการออกแนวปฏิบัติที่ดีสำหรับกรรมการ สถาบันไอโอดีได้ร่วมงานมากขึ้นกับมหาวิทยาลัย บริษัทวิชาชีพด้านการตรวจสอบ (audit firms) และสมาชิกในการออกแนวปฏิบัติสำคัญๆ เพื่อเป็นหลักในการทำหน้าที่ของกรรมการ มีการระดมความเห็นจากสมาชิกเกี่ยวกับร่างระเบียบหรือกฎหมายใหม่ๆ ที่จะกระทบการทำหน้าที่ของกรรมการเพื่อเป็นข้อมูลให้กับผู้ออกนโยบาย และให้ความเห็นในเวทีสาธารณะ ในประเด็นธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน

ปี 2560 จำนวนสมาชิกของสถาบันเพิ่มขึ้น 13.9% สมาชิกเป็นฐานสำคัญของสถาบันในการแลกเปลี่ยนและระดมความเห็น เพื่อขับเคลื่อนการกำกับดูแลกิจการที่ดี รวมถึงเป็นกระบอกเสียงสำคัญที่ส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการของประเทศ ในปี 2560 สถาบันจัดงานสัมมนาให้สมาชิก 21 ครั้ง และได้ประโยชน์จากการมีส่วนร่วมของสมาชิก ทั้งในฐานะวิทยากรและผู้สนับสนุนกิจกรรมของสมาคม ทำให้มีบริษัทและหน่วยงานทั้งในและนอกประเทศสนับสนุนกิจกรรมของสมาคมเป็นจำนวนมาก

ในปี 2559 คณะกรรมการสถาบันได้อนุมัติงบประมาณส่วนหนึ่งจากเงินสะสมสำหรับการลงทุนเพื่อปรับปรุงสถานที่ ปรับปรุงระบบงานไอที และกระบวนการทำงานของสมาคม ซึ่งในปีที่ผ่านมาสถาบัน ได้ปรับปรุงสถานที่ทำงานของสมาคมที่นอร์ธปาร์ค เริ่มโครงการลงทุนในระบบไอที และการจัดหาพื้นที่ในเขตธุรกิจใจกลางเมือง เพื่อเป็นสถานที่พบปะและใช้ประโยชน์ของสมาชิก ทั้งหมดก็เพื่อสนับสนุนการสร้างเครือข่ายและการให้บริการต่อสมาชิก

ผลของงานดังกล่าวทำให้การกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทเอกชนไทยมีความก้าวหน้าต่อเนื่อง คะแนนประเมินเฉลี่ยการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทจดทะเบียน 620 บริษัท ในปี 2560 ที่สถาบันไอโอดีประเมินเพิ่มสูงขึ้นเป็น 80%

ขณะที่ความมุ่งมั่นของบริษัทในประเด็นธรรมาภิบาลธุรกิจ เช่น การต่อต้านการทุจริตก็มีความเข้มแข็งต่อเนื่อง โดยบริษัทที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทย ในการต่อต้านการทุจริตหรือ CAC เพิ่มสูงขึ้นเป็น 894 บริษัท และมี 314 บริษัทที่ผ่านการรับรองว่าบริษัทมี นโยบายและแนวปฏิบัติต่อต้านการทุจริตครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ CAC กำหนด แสดงถึงความมุ่งมั่นของบริษัท ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ ปัญหา และพร้อมแสดงตนที่จะทำใน สิ่งที่แตกต่าง

ด้านการเงิน ฐานะการเงินของสถาบันอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ ในปี 2560 สถาบัน มีรายได้ 164.9 ล้านบาท มีรายจ่าย 141.3 ล้านบาท มีรายได้มากกว่ารายจ่าย 23.6 ล้านบาท

ในฐานะกรรมการผู้อำนวยการของสถาบัน ก็ต้องขอขอบคุณคณะกรรมการสถาบัน ผู้บริหาร พนักงาน สมาชิก และผู้ให้การสนับสนุนทุกท่าน ทุกบริษัท ที่ได้ช่วยให้งานของสถาบันมีความก้าวหน้าด้วยดี ตามพันธกิจและเป้าประสงค์ของสถาบัน

"พันธกิจหลักของสถาบันไอโอดี คือ พัฒนาและสนับสนุนกรรมการ บริษัทเพื่อการกำกับ ดูแลกิจการที่ดี"

อ้างมรดกเมีย'ดอน'แจงนายกฯถือหุ้นเกิน5% เผยแจ้งปปช.อยู่ตลอด - แนวหน้า ฉบับวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561

รมว.ต่างประเทศ แจงนายกฯปมหุ้น ภรรยาแล้ว ยันได้รับมรดกจากบิดา กว่า 37 ปี ยื่นทรัพย์สินแจ้ง ป.ป.ช. มาตลอด

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว. ต่างประเทศ เปิดเผย เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสียงข้างมากเห็นว่าขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี เพราะคู่สมรสถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทเกินร้อยละ 5 และไม่แจ้งต่อคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ได้รายงานต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 1 มิ.ย ที่ผ่านมา เพื่อให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการถือครองหุ้นของภรรยาของตนเองแล้ว ว่ากรณีของหุ้นที่ดังกล่าวนั้น เป็นหุ้นที่ภรรยาได้รับจากบิดาเป็นมรดกเมื่อ 37 ปีที่แล้ว และเป็นหุ้นในครอบครัว ซึ่งผู้ถือหุ้นมีเพียงญาติพี่น้องของภรรยา 6-7 คน ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และภรรยาไม่เคยแตะต้องหุ้นดังกล่าวมาตั้งแต่บัดนั้น แต่อยู่ในรายการคำชี้แจงทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

พท.ขู่บุกทำเนียบ-จี้'บิ๊กตู่'พักงาน'ดอน' - ข่าวสด ฉบับวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย และอดีตส.ว. เปิดเผยว่า กรณีที่คู่สมรสของนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ถือหุ้นในบริษัทเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ แต่นายดอนไม่ได้แจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภาย ใน 30 วัน ต่อมาปรากฏข่าว คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ได้วินิจฉัยและลงมติว่า กรณีดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ มีเหตุที่อาจพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นการเฉพาะตัวนั้น มีนักกฎหมายหลายคนออกมาแสดงความเห็นเพื่ออุ้มนายดอน โดยไม่ดูข้อเท็จจริงข้อกฎหมายให้ครบถ้วน ทั้งที่ในอดีต มีรัฐมนตรีโดนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งกรณีคู่สมรสถือหุ้นเกิน 5 เปอร์เซ็นต์มาแล้ว เช่น คำวินิจฉัยที่9/2551 ที่มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายคล้ายกับกรณีนี้อย่างมาก แต่นักกฎหมายเหล่านี้กลับมองข้าม ไม่ยกมาเทียบเคียง

นายเรืองไกรกล่าวอีกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่นายดอน จะพิจารณาตัวเองอย่างไร แต่ตนจะไปเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. พิจารณา เพื่อสั่งพักงานหรือให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อนด้วย เพื่อให้สังคมได้ติดตามว่า นายกฯ จะทำอย่างไรกับคนในรัฐบาลเอง โดยไม่ควรต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งตามมาตรา 82 วรรคสอง

นายเรืองไกรกล่าวว่า ทั้งนี้ รัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลนี้ถูกกล่าวหาหรือถูกลงมติแล้วว่า อาจกระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายเกิดขึ้นหลายกรณี แต่เรื่องกลับดำเนินไปอย่างล่าช้าจนถูกล้อเลียน เช่น เรื่องแหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน เป็นต้น ถ้าเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับคนในรัฐบาลแล้วนายกฯ ยังนิ่งเฉย หรือบ่ายเบี่ยงไม่ตอบคำถามสื่อ อาจจะเกิดข้อครหาทางจริยธรรม และอาจถูกล้อเลียนต่อเติมถ้อยคำจากกรณีนี้เป็นว่า "แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน หุ้นพ่อ" ตามมาอีกได้ ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อตัวนายกฯ

สมาชิกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ดังนั้น เพื่อให้สังคมได้ติดตามว่านายกฯ จะปฏิบัติอย่างไรเมื่อมีกรณีที่เกิดกับคนของรัฐบาลอีกแล้ว ตนจะไปเรียกร้องให้นายกฯ ต้องพิจารณาและตอบเรื่องนี้ผ่านสื่อ ว่าจะพิจารณาสั่งหรือขอให้นายดอนพักงานหรือหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะออกคำสั่งตามมาตรา 82 วรรคสองหรือไม่ โดยจะไปยื่นหนังสือด้วยตนเองในวันที่ 5 มิ.ย. เวลา 09.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องฯ ทำเนียบรัฐบาล

'จักรทิพย์'บินด่วนรับตัวดำเนินคดีเงินทอนวัด พรหมเมธีจนมุมเยอรมันรวบหมายจับ - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561

สะพัดรวบแล้ว! "อดีตพระพรหมเมธี" คาสนามบินเมืองเบียร์ ผู้ต้องหาหมายจับปมเงินทอนวัด "ผบ.ตร." บินด่วนรับตัวกลับถึงไทยเช้าวันพุธนี้ เปิดเส้นทางหลบหนีอดีตผู้ช่วยสมภารวัดสัมพันธวงฯ สีกาศิษย์คนสนิทพาหนีข้ามสปป.ลาว-กัมพูชา เข้าเวียดนามขึ้นเครื่องสนามบินนครโฮจิมินห์ เปลี่ยนเครื่องที่กาตาร์ก่อนบินเหินฟ้าไปแฟรงก์เฟิร์ต และถูกตำรวจสากลควบคุมตัว

ความคืบหน้าการติดตามจับกุมอดีตพระพรหมเมธี (จำนงค์ เอี่ยมอินทรา) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร ผู้ต้องหาตามหมายจับฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินเป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริตเงินทอนวัดโดยเป็นพระชั้นผู้ใหญ่รายสุดท้ายตามหมายจับ ที่ยังหลบหนีการจับกุมอยู่ในขณะนี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับการช่วยเหลือจากลูกศิษย์คนสนิทที่ชื่อย่อว่า สีกา จ.พาหนีข้ามไปยัง สปป.ลาว ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม จะติดตามพบรถตู้พาหนะจอดทิ้งไว้ในวัดป่าสุคนธรักษ์บ้านค่ายเสรี หมู่ที่ 9 ต.นางาม อ.เรณูนคร ก่อนจะควบคุมตัวสีกา จ.ได้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) สะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว 3 (นครพนม-คำม่วน) ฝั่งขาเข้า ขณะเดินทางกลับประเทศไทย และนำตัวมาสอบสวนในเซฟเฮาส์แห่งหนึ่งตามที่เป็นข่าวไปนั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.61 รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อกลางดึก (2 มิ.ย.) ที่ผ่านมา ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองประเทศเยอรมนี ได้ควบคุมตัวพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามฯ ได้ที่ท่าอากาศยานนานาชาติแฟรงก์เฟิร์ตหลังไม่ผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองเนื่องจากเป็นบุคคลตามหมายจับที่ทางตำรวจไทย ได้ประสานตำรวจสากลไว้แล้ว เบื้องต้นทางตำรวจเยอรมันได้ประสานมาทางตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไทยถึงกรณีดังกล่าว

ต่อมา เมื่อเวลา 09.05 น. วันเดียวกัน มีรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แจ้งว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(ผบช.สตม.) พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รองผู้บังคับการกองปราบปราม (รอง ผบก.ป.)และ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนะเจริญ รองโฆษก สตช. พร้อมด้วยคณะอัยการ ได้บินด่วนไปประเทศเยอรมนี เพื่อสอบปากคำและนำตัวกลับประเทศไทย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป โดยได้เดินทางด้วยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG926 สายการบินไทย ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนีและมีกำหนดเดินทางกลับมายังประเทศไทยในเวลา 06.25 น.ของวันที่ 6 มิ.ย.นี้ด้วยเที่ยวบิน TG921 สายการบินไทยตามเวลาท้องถิ่นของประเทศไทย

สำหรับพระพรหมเมธี ถือเป็นผู้ต้องหาสำคัญในคดีเงินทอนวัดที่ยังหลบหนีการจับกุม ซึ่งได้หลบหนีออกจากประเทศไทยทันทีหลังจากที่มีกระแสข่าวการจับกุมพระเถระผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับคดีเงินทอนวัด ในวันที่ 24 พฤษภาคมโดยจากการตรวจสอบพบว่ามีการเดินทางจากกรุงเทพ-พิษณุโลก-นครพนมสปป.ลาว-กัมพูชา-เวียดนาม (สนามบินนครโฮจิมินห์) -กาตาร์ (สนามบินโดฮา)ท่าอากาศยานนานาชาติแฟรงก์เฟิร์ตประเทศเยอรมนี

ขณะที่ น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงข่าวที่ว่าทางการเยอรมันควบคุมตัวพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามฯ ได้ที่ประเทศเยอรมนี ว่า กระทรวงการต่างประเทศกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ สตช. ขณะที่สถานกงสุลใหญ่ไทย ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี กำลังตรวจสอบข้อมูลและพยายามประสานงานกับทางการเยอรมันแต่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมพระพรหมเมธี

Education Ministry calls for graft probe in 11 provinces BRIBE SOUGHT FROM SCHOOLS FOR BUDGET - THE NATION Issued date 2 June 2018

THE NATION

THE PACC Region 3 director has been told to launch fact-finding probes into alleged corruption in Education Ministry budgets in 11 northeastern provinces.

Public Sector Anti-Corruption Commission (PACC) secretary-general Kornthip Daroj, who issued the order, said yesterday that the agency would also coordinate with the ministry to prevent needless budget requests while some cases covered by the ministry in its initial probe might be revisited by the PACC, he said.

The move follows Education Minister Teerakiat Jareonsettasin's revelation on Wednesday of alleged corruption at various schools in Buri Ram, Surin, Si Sa Ket, Ubon Ratchathani, Amnat Charoen, Yasothon, Roi Et, Kalasin, Maha Sarakham, Nakhon Ratchasima and Chaiyaphum provinces. The ministry's initial probe had uncovered many graft cases committed by the Office of Basic Education Commission's (Obec) educational service area offices, Kornthip said.

He cited as example the case of the 28th Secondary Educational Service Area Office in Yasothon, which had proposed a Bt279-million project to buy industrial skill development materials for lower-secondary students at about Bt600,000 each for the 458 participating schools, Kornthip said. Subsequently, the number of schools was increased to 600. Many schools also complained about alleged fixing of specifications and that the purchased materials were not what the schools had asked for or needed.

In another case, an official at the 5th Primary Educational Service Area Office in Nakhon Ratchasima province was found to have been making needless budget requests for many schools, Kornthip said.Another 57 partly-blank budget requests had been filed to later fill in information for seeking reimbursement from the leftover budget at the end of the fiscal year. Although the Nakhon Ratchasima official was punished and placed on probation, the PACC would probe it again because such budget withdrawals required codes that only the head accountant and the office director would know, raising suspicions that this official might have had some accomplices, he said.

The director of an educational service area office in Buri Ram province was accused of demanding a 10-per cent commission for allocation of budgets to local schools. Most of them had to comply with the demand for commission or they would have had to forfeit their budgets, Kornthip added.

On Wednesday, Education Minister Teerakiat said he was shocked to know about wrongdoings in the 11 northeastern provinces from a report by his adviser, LtGeneral Kosol Prathumchatabout. Kosol said the Buri Ram educational service area office director was accused of demanding commission fees for budget allocations in fiscal year 2019. The complaint was filed by 10 school directors who had testified about the demand for a bribe. Obec has been told to proceed with legal action against the accused director.

Disciplinary probes

Kosol said the budget request for Yasothon's skill development material procurement project was now being considered by Obec, which has sent letters asking schools to confirm if they were interested in the materials requisitioned under the project.

Obec assistant secretary-general Amporn Pinasa on Wednesday said the agency had begun a fact-finding probe against three former directors of the Buri Ram educational service area offices.

They were accused of being involved in bogus teacher training to appropriate funds from the budget. He said the fact-finding panel had concluded that serious disciplinary probes should be launched against the three unnamed former directors, currently serving in other positions - two at Bangkok educational service area offices and one at a regional education office.

สถ.เข้มโกง'นม-อาหาร'นักเรียน - มติชน ฉบับวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีร้องเรียนเรื่องการทุจริตงบประมาณค่าอาหารกลางวันเด็กนักเรียนในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใน จ.พิจิตร ที่มีการกระทำเป็นกระบวนการในลักษณะสมยอมกันระหว่างสถานศึกษา ผู้ขาย/ผู้รับจ้าง และกรรมการตรวจรับ ด้วยวิธีการตรวจรับและเบิกจ่ายงบประมาณเต็มจำนวนว่า เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นอีก กรมจึงแจ้งกำชับไปยัง อปท.ที่มีสถานศึกษาในสังกัด ว่าให้ปฏิบัติตามแนวทางการตรวจสอบด้านการเงิน การคลัง การพัสดุ และการบัญชีของสถานศึกษาสังกัด อปท. ตลอดจนแนวทางปฏิบัติในการตรวจสอบบัญชีการเงินอย่างเคร่งครัด

นายสุทธิพงษ์กล่าวว่า เพื่อความโปร่งใสและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตงบประมาณอาหารกลางวัน ให้มีการปิดประกาศรายการอาหารและจำนวนวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ประกอบอาหารในแต่ละวัน รวมถึงให้ผู้บริหาร อปท.หมั่นตรวจติดตามการจัดซื้อจัดจ้างอาหารกลางวันให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยแต่งตั้งคณะทำงานสุ่มตรวจ หรือลงพื้นที่ในการสุ่มตรวจเองเป็นระยะ ส่วนการแต่งตั้ง กรรมการตรวจรับพัสดุนั้นให้มีการหมุนเวียนสับเปลี่ยนบุคลากรมาทำหน้าที่ดังกล่าวด้วย

รายงาน: จัดระเบียบ'องค์การมหาชน' คุมเข้ม'แต่งตั้ง-ถลุงงบ' - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2561

จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง

"องค์การมหาชน" ฟังทางนี้ !!!

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2561 ที่มี "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี" นั่งหัวโต๊ะ มีมติเห็นชอบ "แนวทางการควบคุมดูแลกิจการของคณะกรรมการองค์การมหาชน" ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.) เสนอ และให้ยกเลิกแนวทางเดิม ตามมติครม.เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2552

สาระสำคัญหลัก ของเรื่องนี้มี 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรขององค์การมหาชน ไม่ให้เกินกว่า 30% ของงบประมาณค่าใช้จ่ายตามแผนการใช้จ่ายที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการองค์การมหาชนในปีงบประมาณ ยกเว้นองค์การมหาชนที่มีมติครม. กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ

อีกส่วนคือ ข้อเสนอแนวทางให้กับองค์การมหาชนแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1. แนว ทางที่ต้องปฏิบัติ และ 2. แนวทางที่เป็นคำแนะนำ โดย ก.พ.ร. ให้เหตุผลว่า เพราะองค์การมหาชน ในยุคนี้ ยังใช้แนวทางการบริหารแบบเดิมตั้งแต่ 19 พฤษภาคม 2552 แต่ขณะนี้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2559 แล้ว ซึ่งในกฎหมายใหม่มีการปรับปรุงแนวทางปฏิบัติงานขององค์การมหาชน ให้เป็นไปตามเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

เมื่ออ่านไส้ในของ "แนวทางที่ต้องปฏิบัติ" ตามกฎหมายใหม่ แบ่งย่อยได้ 12 เรื่อง ได้แก่ 1. องค์ประกอบของคณะกรรมการ 2. คุณสมบัติของคณะกรรมการ 3. การสรรหาและแต่งตั้งคณะกรรมการ 4. การกำหนดค่าตอบแทนคณะกรรมการ คณะกรรมการตรวจสอบและคณะอนุกรรมการ 5. การแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ 6. กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ 7. แนวทางการบริหารการเงิน 8. แนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคล 9. แนวทางการควบคุมภายใน 10. แนวทางการบริหารทั่วไป 11. แนวทางการบริหารการประชุม 12. แนวทางการประเมินผลการปฏิบัติงาน

หากเจาะในเรื่องเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่น ของ "ผู้อำนวยการ" ข้อเสนอ ก.พ.ร.ที่อ้างอิงกฎหมายใหม่ ระบุว่า หากเป็นผู้อำนวยการกลุ่มองค์การมหาชน กลุ่มที่ 1 ที่ทำงานด้านพัฒนาและดำเนินการตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลเฉพาะด้าน ให้เงินเดือนประมาณ 1-3 แสนบาท/เดือน กลุ่มที่ 2 บริการที่ใช้เทคนิควิชาการเฉพาะด้าน เงินเดือน 1-2.5 แสนบาท และกลุ่มที่ 3 ด้านบริการสาธารณะทั่วไป เงินเดือน 1-2 แสนบาท

สำหรับเรื่องที่ไม่ได้ระบุในกฎหมายใหม่ แต่ก.พ.ร.รวบ รวมมาจาก 3 ส่วน คือ 1. แนว ทางการบริหารจัดการที่ดีของคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ 2. บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทย และ 3. คณะกรรมการในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนอื่น

จนออกมาเป็น "แนวทางที่เป็นคำแนะนำ" ที่องค์การมหาชนควรปฏิบัติตาม

ที่น่าสนใจ ได้แก่ เรื่องของการแต่งตั้งกรรมการ ที่ปรึกษา หรืออนุกรรมการ ไม่ให้แต่งตั้ง ผู้อำนวยการที่เพิ่งพ้นตำแหน่งไม่ถึง 1 ปี เข้ามาเป็นที่ปรึกษาขององค์การมหาชน ยกเว้นมีเหตุจำเป็นพิเศษ

จุดนี้ระบุเหตุผลว่า "เพื่อป้องกันการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ส่วนรวม ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์"

คำแนะนำต่อไป กำหนดระเบียบการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษตามผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ขึ้นอยู่กับผลประกอบการขององค์การมหาชน และกำหนดตัวชี้วัดประสิทธิภาพขององค์การมหาชน โดยพิจารณาจากต้นทุนต่อหน่วยเปรียบเทียบกับหน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่คล้ายคลึงกัน เพื่อให้องค์การมหาชนมีต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำกว่า หรือผลผลิตที่สูงกว่าหากมีค่าใช้จ่ายเท่ากัน และกำกับให้องค์การมหาชนบริหารการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ มีการลดค่าใช้จ่ายหรือหารายได้เพื่อลดการพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน

กำหนดให้ใช้ระบบสัญญาจ้างกับเจ้าหน้าที่ทุกตำแหน่งโดยพิจารณาระยะเวลาของสัญญาจ้างตามความเหมาะสมกับลักษณะงาน โดยให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อประกอบการพิจารณาเลื่อนเงินเดือน ตำแหน่ง และการเลิกจ้าง

"รวมทั้งกำหนดระเบียบการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษตามผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยมีหลักเกณฑ์การจ่ายเงินชัดเจนหากปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า โดยประกาศนโยบายการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษว่าขึ้นอยู่กับผลประกอบการในภาพรวมขององค์การไม่จำเป็นต้องจ่ายตามผลการปฏิบัติงานทุกปี"

ส่วนด้านการบริหารงานทั่วไปเสนอให้กำหนดนโยบายให้คณะกรรมการที่ยังอยู่ในตำแหน่งต้องผ่านหลักสูตรการอบรมของกรรมการ อาทิ หลักสูตรของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย หลักสูตรการกำกับดูแล กิจการสำหรับกรรมการและผู้บริหารระดับสูงของสถาบันพระปกเกล้า เพื่อให้กรรมการเข้าใจบทบาทในการปฏิบัติหน้าที่ผลักดันองค์การมหาชนไปสู่เป้าหมาย

"และให้มีการเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใสในการดำเนินการกิจการในรายงานประจำปี หรือเว็บไซต์ขององค์ การมหาชน อาทิ แผนยุทธศาสตร์ โครงการการลงทุน งบการเงิน รายงานทางการเงิน การจัดซื้อจัดจ้าง ข้อบังคับหรือระเบียบ ของหน่วยงาน และรายงานผลการประเมินความคุ้มค่าในการดำเนินงาน"

ส่วนแนวทางการบริหารการประชุม แนวทางเสนอว่า กำหนดให้มีการประชุมคณะกรรมการโดยไม่มีผู้อำนวยการร่วมด้วยไม่น้อยกว่า 1 ครั้งภายใน 1 ปี เพื่อให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ รวมทั้งให้เพิ่มการกำหนดจำนวนครั้งในการเข้าร่วมประชุมขั้นต่ำไว้ในข้อบังคับขององค์การมหาชน

"หากกรรมการขาดการประชุมเกิน 3 ครั้ง ติดต่อกันโดยไม่มีเหตุสมควร ให้ถือว่ากรรมการผู้นั้นไม่ประสงค์ที่จะเป็นกรรมการอีกต่อไป ถือว่าบกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่ อาจจะเสนอต่อรัฐมนตรีผู้รักษาการให้กรรมการผู้นั้นพ้นจากตำแหน่ง เพราะที่ผ่าน มาการประชุมคณะกรรมการยังไม่มีกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องนี้"

แหล่งข่าวระดับสูงในรัฐบาล เล่าให้ฟังว่า การจัดระเบียบขององค์การมหาชนครั้งนี้ เกิดจากภาระงบประมาณขององค์การมหาชนบางแห่ง ยังพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเป็นหลักและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับมีข้อเสนอจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เรื่องการปฏิรูปองค์การมหาชน ที่ระบุว่า มีการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้กับองค์การมหาชนทั้ง 39 แห่ง ตั้งแต่งบ ประมาณปี 2544-2558 รวม 126,929 ล้านบาท

"รายงานสปช.ระบุด้วยว่า เงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้บริหารองค์การมหาชนมีอัตราค่อนข้างสูง คือ ประมาณ 130,000-296,440 บาทต่อเดือน เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราเงิน เดือนและเงินประจำตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี ได้รับเงินเดือน 75,590 บาท และเงินประจำตำแหน่ง 50,000 บาท รวม 125,590 บาทต่อเดือน"

นี่คงพูดได้ว่า เป็นสัญญาณ การจัดระเบียบองค์การมหาชนที่ชัดเจน นับจากวันที่ 6 มกราคม 2558 ที่ "พล.อ.ประยุทธ์" สั่งการในที่ประชุมครม. ให้รองนายกฯวิษณุ เครืองาม และสำนักงานก.พ.ร. "ทบทวนความจำเป็นในการมีอยู่ขององค์การมหาชน" ที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ที่สอดคล้องและเหมาะสมกับงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร

"ควบคุมค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรขององค์การมหาชนไม่ให้เกินกว่า 30% ของงบประมาณค่าใช้จ่ายตามแผนการใช้จ่ายที่ได้รับอนุมัติ"

องค์กรต้านคอร์รัปชันหนุนจัดระเบียบองค์การมหาชน

นายมานะ นิมิตมงคลเลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า เห็นด้วยกับการจัดระเบียบองค์การมหาชนเพราะมีจำนวน มาก และมีปัญหาจำนวนมากเช่นกัน หลายแห่งไม่มีประ สิทธิภาพในการทำงาน ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส

"เป็นเรื่องที่สมควร จัดระเบียบ เพราะถ้าองค์การมหาชนที่หมดความจำเป็นหรือไม่สามารถพัฒนาตัวเองให้มีประสิทธิภาพให้เกิดความโปร่งใส ก็ควรยุบ หรืออาจจะสร้างขึ้นมาใหม่ แต่รัฐบาลต้องตระหนักเสมอว่าหน่วยงานของรัฐก็ไม่ควรขยายบท บาทเทียบเท่าเอกชนมากเกินไปเพราะทำลายระบบตลาด" นายมานะกล่าว

คอลัมน์ บิสิเนสแบ็กสเตจ: การกำกับดูแลความจำเป็นสำหรับธุรกิจครอบครัว (1)- ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ผศ.ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุลคณบดีคณะวิทยพัฒน์ และผู้อำนวยการศูนย์ธุรกิจครอบครัว มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยakachai@famzgroup.com

ปัจจุบันธุรกิจครอบครัวให้ความสนใจเกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการ (corporate governance) มากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นมืออาชีพอีกระดับหนึ่ง การกำกับดูแลกิจการที่แข็งแกร่งเป็นสิ่งจำเป็นในเบื้องต้นสำหรับธุรกิจครอบครัวที่ประสบความสำเร็จ ขณะเดียวกันเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างธุรกิจและครอบครัว การกำกับดูแลครอบครัว (family governance) ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้การกำกับดูแลครอบครัว หมายถึงโครงสร้างและกระบวนการที่ครอบครัวใช้ในการจัดระเบียบตนเองและเป็นแนวทางความสัมพันธ์กับธุรกิจครอบครัว ซึ่งหากได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม และดำเนินการอย่างถูกต้อง การกำกับดูแลครอบครัวจะสามารถช่วยกำหนดขอบเขต สร้างความชัดเจนและทำให้เกิดความสามัคคีระหว่างสมาชิกในครอบครัว มุ่งเน้นธุรกิจมากขึ้นและการเปลี่ยนผ่านระหว่างรุ่นได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตามการกำกับดูแลครอบครัวที่มีประสิทธิภาพจะต้องสะท้อนถึงวัฒนธรรม พลวัตและวัตถุประสงค์ของครอบครัวด้วย เมื่อคนในครอบครัวทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของธุรกิจ การลงทุนหรือองค์กรการกุศล การผสมผสานกันระหว่างมุมมองในระยะยาวกับความไว้เนื้อเชื่อใจกันสามารถทำให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามธุรกิจครอบครัวยังคงเผชิญกับความท้าทายที่แตกต่างกันและมีคำถามมากมายที่สร้างความสับสนไม่น้อย เช่น จะทำงานร่วมกับพี่น้องได้อย่างไร พ่อจะเกษียณได้หรือไม่ ผู้ถือหุ้นที่ไม่ได้ทำงานในบริษัทควรมีบทบาทอย่างไร ใครควรเป็นผู้นำคนต่อไปและจำเป็นต้องเป็นสมาชิกในครอบครัวหรือไม่ เป็นต้น

ดังนั้นจึงควรมีการกำกับดูแลครอบครัวที่ถูกต้อง ซึ่งก็คือการทำให้ครอบครัวทำงานร่วมกันและตัดสินใจเกี่ยวกับสินทรัพย์ของพวกเขาอย่างถูกต้องเป็นสำคัญ โดยการให้ความกระจ่างในเรื่องต่างๆ เช่น การตัดสินใจ ความรับผิดชอบ สิทธิในการเป็นเจ้าของและการมีส่วนร่วมในองค์กร ทั้งนี้การกำกับดูแลครอบครัวมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดโอกาสเกิดความขัดแย้งและการตัดสินใจที่ไม่ดีและช่วยให้ครอบครัวเจริญรุ่งเรือง และทำให้มีโครงสร้างความเป็นครอบครัวมากที่สุด แนวทางในการกำกับดูแลครอบครัวส่วนมากมักเป็นการใช้โครงสร้างแบบสำเร็จรูป โดยไม่คำนึงถึงสถานการณ์เฉพาะของครอบครัวในขณะนั้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าเป็นผลดี เนื่องจากเป็นกฎเกณฑ์และการออกแบบที่ตายตัวซึ่งอาจไม่เหมาะกับประเด็นปัญหาที่เผชิญอยู่ ดังนั้นการกำกับดูแลครอบครัวจะต้องคำนึงถึงพลวัต วัฒนธรรมและวัตถุประสงค์ของครอบครัวและออกแบบให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการเฉพาะของครอบครัวนั้นๆ ด้วย โดยในที่นี้ Deloitteได้เสนอแนะข้อควรพิจารณาเอาไว้ดังต่อไปนี้

1. ทำอย่างมีเป้าหมาย การกำกับดูแลครอบครัวที่ดีควรได้รับการออกแบบโดยอ้างอิงจากวิสัยทัศน์ของครอบครัว ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการจะบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายของครอบครัว เช่น การรักษาธุรกิจไว้ให้เป็นของครอบครัวเพื่อคนรุ่นต่อไป หรือ การสร้างความแตกต่างในชุมชนหนึ่งๆ

2. ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป การพัฒนาการกำกับดูแลครอบครัวควรเป็นเรื่องของ "วิวัฒนาการ" มากกว่าจะ เป็น "การปฏิวัติ" ด้วยมีข้อจำกัด ในการเปลี่ยนแปลงที่ครอบครัวจะสามารถทำได้ เนื่องจากแต่ละบุคคลจะต้องใช้เวลาในการทบทวน คิดใคร่ครวญและเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมของตน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาพอสมควร

ที่มา : Deloitte. 2018. What is 'family governance'? : Getting to the heart of a much-used term. Available: https://www2.deloitte.com/uk/en/pages/private-markets/articles/family-governance.html

อ่านต่อฉบับหน้า

Column COMMENTARY: BLITZ ON MONK GRAFT HITS RIGHT NOTE - BANGKOK POST Issued date 3 June 2018

Anucha Charoenpo

The arrest late last month of five former senior monks in Bangkok who were charged with temple fund embezzlement and money laundering has triggered strong public perceptions that the problem of corruption remains widespread in Thailand. To deal with it, all stakeholders need to work on addressing the issue.

I'm quite sure that many people who got up out of bed on the morning of May 25 and listened to the radio, watched television or checked their phones were stunned to hear that some 200 police commandos had made coordinated raids on Bangkok temples and arrested the five monks for alleged embezzlement. They might ask questions such as: What is happening with Thailand's clergy? And how do Buddhists feel towards the Thai Sangha?

Monks are highly respected and more than 90% of Thais identify themselves as Buddhist. Most Thai men aged 20 and up are expected to be ordained and spend at least a few months living as monks. Taking legal action against them is considered rare.

Certainly, the arrests have split public opinion. The disciples of the ex-monks were extremely unhappy about the way authorities handled the matter. The monks arrested were Phra Phrom Dilok, the abbot of Wat Sam Phraya, his secretary Phra Atthakit Sophon, Phra Sri Khunaporn, Phra Wichit Thammaporn and Phra Khru Siriwihankansomjit, assistant abbots of Wat Sa Ket.

Four laymen were also caught. They are Nuchara Sitthinok, Kimkamporn Niponpittaya, Thirapon (unknown surname) and Tawit Sangyu, an official of Wat Sa Ket. The monks and the laymen were charged with embezzling funds for a Buddhism school project and money laundering. Phra Phrom Sitthi, abbot of Wat Sa Ket, turned himself in to police on Wednesday. He was also defrocked and taken to be detained at Bangkok Remand Prison. He was charged with embezzlement of temple funds and money laundering. Phra Phrom Methee, assistant of Wat Samphanthawong, still being sought, was wanted on the same charges.

Meanwhile, another group of people who supports the authorities' efforts to crack down on these monks see things differently. They think the operation can help filter good monks from the bad, and say the arrests will help clean up the Thai Sangha. Even though the supporters feel Buddhist monks who keep 227 precepts in their everyday life are still respectable, they want to see all misbehaving monks being investigated if they suffer allegations of misconduct.

According to one of the 227 precepts by which monks are supposed to live, monks are not allowed even to touch money. But what we see today is monks at some temples receiving money after finishing up religious ceremonies or asking their disciples to receive money on their behalf. Worse, some monks make a living by selling amulets and other Buddhist charms to Buddhists. Other temples, meanwhile, build a replica of Buddha to attract wealthy devotees to donate. Is it appropriate for the monks to do so? Are they doing in line with the Buddhist monk precepts and codes?

I supported the authorities' crackdown. I believe these efforts will help curb corruption in the country and stop other bad monks from doing dishonest things. According to the police's Counter Corruption Division (CCD), more than 340 million baht of state money has been lost in the temple fund embezzlement scandal following three rounds of investigation into temples across the country. The CCD began investigating the scandal last year. It takes aim at malfeasance linked to the allocation of grant-in-aid for temples provided by the National Office of Buddhism (NOB). Grants for temple maintenance and development, Buddhism promotion and education support have come under scrutiny.

Referring to the first round of the probe, 12 embezzlement cases were investigated with 10 people implicated. The financial loss in the first batch of the investigation was 61 million baht. The second batch uncovered 12 offences with 19 people implicated. About 140 million baht in losses were reported in this group, which covers 476 temples. The third round found irregularities in 10 temples at a loss of 140 million baht in which these former senior monks are allegedly involved. The CCD is now carrying out a fourth probe, which is looking into temples which received more than one million baht between 2012 and last year. In my view, the authorities must keep up their good work, as many Thais want to see monks return to the Buddha's path and regain public trust.

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: GDPR กับนัยต่อ ประเทศไทย - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561

วีรินทร์ ศิริพันธ์

นักวิเคราะห์ CG อาวุโส สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีการสื่อสารเชื่อมโยงโลกเข้าด้วยกัน ข้อมูลข่าวสาร เป็นเครื่องมือสำคัญที่องค์กรต่างๆ พยายามจะเข้าถึงเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน โดยเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งทางด้านธุรกิจ สังคม และการเมือง จึงเกิดกรณีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลขึ้นอยู่เป็นประจำ อย่างเช่น การซื้อขายฐานข้อมูลลูกค้าโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของข้อมูล ซึ่งหลายประเทศตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้ และได้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้มีความปลอดภัยและครอบคลุมมากขึ้น

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายท่านๆ ในฐานะผู้ใช้งาน (user) คงจะได้รับการแจ้งเตือนจากผู้ให้บริการ E-mail รวมถึงบริการอื่นๆ อย่างเช่น Google, Facebook และอีกหลายๆ องค์กร ให้ทำการ update ข้อมูลส่วนตัว ซึ่งเป็นผลมาจากการที่สหภาพยุโรป (EU) ได้ออกกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล General Data Protection Regulation หรือ GDPR ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยจะมีผลคุ้มครองประชากรทุกคนของ EU กฎหมายฉบับนี้ได้ปรับปรุงมาจากกฎหมาย Data Protection Act 1998 ของอังกฤษให้มีความเข้มแข็งรัดกุมมากขึ้น ซึ่งสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

1) การใช้ภาษาที่ง่าย ชัดเจนและกระชับ ในการสื่อสารนโยบายความเป็นส่วนตัว (CLEAR LANGUAGE)

2) ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อนที่จะนำข้อมูลไปใช้ (CONSENT FROM USER)

3) มีความโปร่งใส องค์กรจะต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการโอนข้อมูล โดยจะสามารถรวบรวม และประมวลผลข้อมูลได้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนเท่านั้น หากมีวัตถุประสงค์ใหม่จะต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลให้ทราบก่อนทุกครั้ง (MORE TRANSPARENCY)

4) สิทธิที่เจ้าของข้อมูลจะสามารถเข้าถึง โอนย้าย และลบข้อมูลของตนเองออกจากระบบได้ และหากเกิดกรณีที่มีการละเมิดข้อมูลขึ้น องค์กรก็จะต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบโดยทันที (STRONGER RIGHTS)

5) การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นขึ้น โดยกฎหมายนี้คุ้มครองข้อมูลพลเมืองยุโรปที่อยู่ในฐานข้อมูลต่างๆ ทั่วโลก หากมีการละเมิดกฎหมายนี้เกิดขึ้นก็จะมีการกำหนดโทษปรับไม่เกิน 20 ล้านยูโร หรือไม่เกิน 4% ของรายได้ (STRONGER ENFORCEMENT)

ขอบเขตของการบังคับใช้ GDPR นั้นครอบคลุมกว้างขวางจนสามารถเรียกได้ว่าไร้พรมแดน เพราะไม่ว่าข้อมูลของประชากรสหภาพยุโรปไปปรากฏอยู่ที่ใด ก็ถูกคุ้มครองโดยกฎหมายฉบับนี้ทั้งสิ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของภาคธุรกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเก็บฐานข้อมูลลูกค้า อย่างเช่น บริการรับส่งข้อมูลออนไลน์ สื่อ Social media ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม สายการบิน สถาบันการเงิน ฯลฯ การที่ EU เริ่มบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ได้สร้างกระแสความตื่นตัวให้กับอีกหลายๆ ประเทศในโลกด้วย อย่างเช่น ประเทศอังกฤษเองก็ได้ปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองข้อมูลให้สอดคล้องกับ GDPR ของ EU ด้วย

สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีกฎหมายด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนกว่า ทำให้มีความเสี่ยงต่อการละเมิด GDPR และอาจถูกใช้เป็นประเด็นเพื่อกีดกันทางการค้าได้ เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างมาก และอาจก่อให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงกับหลายๆ ธุรกิจ ซึ่งประเทศไทยก็เคยได้รับบทเรียนจาก EU มาแล้วจากกรณีการทำประมงผิดกฎหมาย (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing หรือ IUU Fishing) ซึ่งประเทศไทยถูกระบุว่าไม่มีการดำเนินการเพื่อป้องกัน ยับยั้งและกำจัดการทำประมงผิดกฎหมายดีเท่าที่ควร และยังขาดการติดตามควบคุมดูแลกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับสำหรับสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ ทั้งที่นำเข้ามาเพื่อการแปรรูปและส่งออกไปยังประเทศในแถบยุโรป เป็นเหตุให้ EU ให้ใบเหลืองประเทศไทย ซึ่งหมายความว่า EU กำหนดให้ไทยเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงที่จะถูกจัดให้เป็นประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือ (Possibility of identifying as non-cooperating country) ภายใต้กฎระเบียบ IUU Fishing ของสหภาพยุโรป ซึ่งหากประเทศไทย ไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ให้ลุล่วงภายในกรอบเวลาที่ EU กำหนด ก็อาจจะทำให้ไม่สามารถส่งออกอาหารทะเลไปยัง EU ได้ ซึ่งประเด็นนี้หากมองในเรื่องการค้าการส่งออกก็ถือได้ว่าเป็น Non-tariff barriers ประเภทหนึ่ง

การที่ EU ได้ออกมาประกาศใช้ GDPR ก็นับเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขที่ประเทศไทยจำเป็นจะต้องปรับตัว โดยจะต้องเร่งผลักดันให้มีการออกกฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เข้มข้นกว่า หรืออย่างน้อยเทียบเท่ากับ GDPR เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้แก่ภาคธุรกิจ นอกจากนี้ องค์กรภาคธุรกิจก็ควรเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจาก GDPR โดยต้องทำความเข้าใจกลไกของกฎหมายนี้และวิเคราะห์ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในองค์กร พร้อมทั้งปรับปรุงระบบการจัดการฐานข้อมูล เพิ่มความปลอดภัยในระบบ IT และ Cyber security เพื่อป้องกันความเสี่ยงอันจะเกิดจากการถูกโจรกรรมข้อมูลและอาจละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่รู้ตัว

TORไฮสปีดเอื้อต่างชาติ เข้าทาง'ซีพี-จีน-ญี่ปุ่น' - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ชำแหละทีโออาร์ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน ขาใหญ่ทุนไทยหวั่นเข้าทางทุนต่างชาติ ฮุบเค้ก 2.2 แสนล้าน เปิดทางถือหุ้น 75% ไฟเขียวรัฐวิสาหกิจต่างประเทศชาติเดียวกันยื่นแข่งได้เกิน 2 ราย ด้านบีทีเอสโวยล็อกสเป็กงานระบบ ต้นทุนพุ่ง 10-25% อ้างผลงาน 18 ปีไร้ประโยชน์ จับตาเข้าทางกลุ่ม ซี.พี.จีน-ญี่ปุ่น แห่ร้องสมาคมรับเหมา อีอีซีดันโมเดลใหม่ลงทุน 3 ชาติ

ปลุกเศรษฐกิจภาคตะวันออก

รายงานข่าวจากวงการรับเหมาก่อสร้างเปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ทีโออาร์ประมูลรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินดอนเมือง-สุวรรณภูมิ- อู่ตะเภา ระยะทาง 220 กม. วงเงินกว่า 2.2 แสนล้านบาท ในรูปแบบ PPP Net Cost สัมปทาน 50 ปี หลังการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ประกาศทีโออาร์ เชิญชวนวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา

ชี้ทีโออาร์เอื้อต่างชาติ

"ดูแล้วทีโออาร์เอื้อให้ต่างชาติมากกว่าบริษัทไทย เข้าใจว่าเป็นโครงการแรกและขนาดใหญ่ที่ไทยใช้เงินลงทุนสูง กว่าจะมีกำไรใช้เวลากว่า 10 ปี รัฐจึงอยากให้เกิดการแข่งขัน โดยเปิดกว้างให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนมาก ๆ แต่อยากให้มองศักยภาพผู้ประกอบไทยด้วย"

โดยเฉพาะคุณสมบัติผู้ยื่นข้อเสนอ มีหลายจุดที่กังขา เช่น กรณีนิติบุคคลรวมกันเป็นกิจการร่วมค้า ต้องมีผู้ถือหุ้นที่เป็นนิติบุคคลไทยอย่างน้อย 1 ราย ถือหุ้นในสัดส่วนเกินกว่า 25% ของทั้งหมด ขณะที่สมาชิกแต่ละรายต้องมีสัดส่วนการลงทุนไม่น้อยกว่า 5% และต้องจดทะเบียนมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี เท่ากับว่าหากมีผู้ประกอบการไทยร่วมกับต่างชาติแค่ 2 ราย ไทยถือหุ้น 25% แสดงว่าอีก 75% เป็นต่างชาติได้

เปิดทางรัฐวิสาหกิจจีน

อีกประเด็นเรื่องยกเว้นให้รัฐวิสาหกิจต่างประเทศ ที่เป็นของรัฐบาลประเทศเดียวกันเข้าร่วมได้เกิน 1 ราย ขณะที่ในทีโออาร์ไม่ได้ระบุถึงรัฐวิสาหกิจของประเทศไทยเลย เช่น บมจ.ปตท. และราชบุรีโฮลดิ้ง ถ้า 2 รายนี้แยกประมูลถูกปัดตกได้ เนื่องจากเป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันกับผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่นหรือฮั้วกันได้ ทำให้ผู้ประกอบการรายอื่นที่เป็นพันธมิตรไม่สามารถเข้าร่วมได้

และในประกาศเงื่อนไขการร่วมลงทุนของอีอีซีระบุไว้ชัดเจนว่า กรณีที่การคัดเลือกมีหน่วยงานของรัฐ ซึ่งรัฐบาลต่างประเทศเดียวกันเป็นเจ้าของ ตั้งแต่สองรายขึ้นไป เป็นผู้ยื่นข้อเสนอโดยไม่มีเอกชนรายอื่นยื่นแข่ง หากคณะกรรมการคัดเลือกพิจารณาเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศก็อาจรับข้อเสนอของหน่วยงานรัฐ ซึ่งรัฐบาลต่างประเทศเดียวกันเป็นเจ้าของได้

"เท่ากับเปิดทางให้จีนเข้ามา เพราะบริษัทเดินรถไฟความเร็วสูง มีแต่จีนที่รัฐบาลถึอหุ้น 100% ส่วนญี่ปุ่น เกาหลี และยุโรป จะดำเนินการโดยบริษัทเอกชน"

โดยกำหนดมูลค่าของกิจการ หากเป็นนิติบุคคลรายเดียวเฉลี่ย 3 ปี ไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท หากเป็นกิจการร่วมค้าไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท รวมกันไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งในทีโออาร์ ไม่ได้ระบุว่าเป็นกิจการประเภทไหน

ส่วนประสบการณ์เป็นประเด็นที่อาจทำให้ผู้ประกอบการเดินรถไฟฟ้าบีทีเอสและรถไฟฟ้าใต้ดิน ไม่สามารถเข้าร่วมได้ ซึ่งทีโออาร์ในส่วนงานระบบเครื่องกลและไฟฟ้า ระบุต้องมีประสบการณ์ด้าน การบูรณาการงานระบบของรถไฟความเร็วสูง ประกอบด้วยงานอาณัติสัญญาณ โทรคมนาคม ไฟฟ้า วางราง และศูนย์ซ่อมบำรุง ทุกระบบรวมกันมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 7,000 ล้านบาท และแล้วเสร็จไม่เกิน 20 ปี และระยะเวลาการก่อสร้าง 5 ปี เมื่อเทียบกับระยะทาง 220 กม. ถือว่าน้อยเกินไป

บีบผู้เดินรถไทยผนึกต่างชาติ

แหล่งข่าวจาก บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) กล่าวว่า หลังมีประกาศทีโออาร์ กลุ่มกิจการร่วมค้า BSR ประกอบด้วย บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์, บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์คอนสตรัคชั่น และ บมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง ได้ประชุมหารือมีข้อกังวล เช่น ให้บริษัทไทยถือหุ้น 25% แต่ให้รัฐวิสาหกิจต่างประเทศ ชาติเดียวกันเข้าประมูลได้เกิน 2 ราย เป็นต้น

และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบีทีเอส โดยตรงคือประสบการณ์งานระบบเครื่องกลและไฟฟ้า ระบุต้องมีประสบการณ์ด้านการบูรณาการงานระบบของรถไฟความเร็วสูง ระบุชัดแบบนี้เท่ากับบีทีเอสก็ไม่สามารถเข้าร่วมได้เอง ต้องจับมือกับต่างชาติหรือจ้างต่างชาติมาดำเนินการซึ่งจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น 10-25% หรือ 4,000-5,000 ล้านบาท จากมูลค่าระบบ 50,000 ล้านบาท

"เท่ากับประสบการณ์บูรณาการรถไฟฟ้ากว่า 18 ปีของบีทีเอสไม่มีประโยชน์ตรงนี้เลย จริง ๆ ทีโออาร์ไม่ต้องกำหนดว่าเป็นรถไฟความเร็วสูง เพราะเมื่อบริษัทที่ประมูลได้จะจัดหาภายหลังได้ กำหนดแบบนี้เท่ากับต้องพึ่งต่างชาติ จะทำให้ไม่มีอำนาจต่อรองในเรื่องอื่น ๆ เช่น ระบบ ขบวนรถ"

จับตาเข้าทาง ซี.พี.-จีน-ญี่ปุ่น

แหล่งข่าวระบุว่า เป็นที่จับตาว่าทีโออาร์อาจเข้าทางบางกลุ่มที่สนใจรถไฟความเร็วสูงสายนี้ตั้งแต่แรก คือ กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) ซึ่งมีทั้งพันธมิตรจากจีนและญี่ปุ่นอยู่ในมือที่จะร่วมลงทุน และบริษัทในเครือที่มีประสบการณ์พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้ง ซี.พี.แลนด์ถนัดด้านโรงแรม ที่อยู่อาศัย มีที่ดินรอพัฒนาในพื้นที่อีอีซีจำนวนมาก และมี MQDC ทำโครงการมิกซ์ยูสไอคอนสยาม

ซึ่งทีโออาร์รถไฟความเร็วสูง 3 สนามบินให้สิทธิเอกชนพัฒนาพื้นที่สถานีมักกะสัน 150 ไร่ มีพื้นที่อาคารไม่น้อยกว่า 850,000 ตร.ม. ลงทุนไม่น้อยกว่า 42,000 ล้านบาท และสถานีศรีราชา 25 ไร่ มีพื้นที่อาคารไม่น้อยกว่า 20,000 ตร.ม. มูลค่าลงทุนไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท เพื่อต่อยอดโครงการ ทำให้เป็นที่สนใจของผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ ถ้าลงทุนรถไฟความเร็วสูงอย่างเดียวกว่าจะคืนทุนใช้เวลานับ 10 ปี

"ซี.พี.เคยร่วมกับซิติก คอนสตรัคชั่น บริษัทก่อสร้าง ออกแบบ ที่ปรึกษา มีสถาบันการเงินสนับสนุน และ บจ.ไหหนาน กรุ๊ป ที่เชี่ยวชาญงานก่อสร้างท่าเรือ สนามบิน และรถไฟ ศึกษาโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง และเมื่อปี 2558ร่วมกับอิโตชู จากญี่ปุ่น ซื้อหุ้น 20% ในซิติก ของจีน"

ขณะที่บีทีเอสจะร่วมกับซิโน-ไทยฯและราชบุรีโฮลดิ้ง รวมถึงกำลังเจรจาร่วมกับ ปตท. ซึ่งบีทีเอสมีประสบการณ์ด้านรถไฟฟ้ามากว่า 18 ปี และมีธุรกิจอสังหาฯในเครือ บมจ.ยูซิตี้ รวมถึงพันธมิตรจาก บมจ.แสนสิริ ที่พัฒนาคอนโดมิเนียมแนวรถไฟฟ้าร่วมกัน ซึ่งแสนสิริมีโปรเจ็กต์ร่วมทุนกับบริษัท โตคิว คอร์ปอเรชั่น รับเหมาก่อสร้าง ผู้ประกอบการรถไฟฟ้าและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จากญี่ปุ่น ก็มีความเป็นไปได้อาจร่วมกันก็ได้ ล่าสุดโตคิวสนใจลงทุนมิกซ์ยูสสถานีมักกะสันและศรีราชา และสมาร์ทซิตี้ด้วย

"ตอนนี้ยังไม่นิ่ง เพราะทีโออาร์ที่ประกาศออกมาเป็นขอบเขตงานโครงการเพื่อเชิญชวนคนมาซื้อเอกสาร ซึ่งผู้สนใจ ต้องไปซื้อแบบเอกสารวันที่ 18 มิ.ย. ถึงจะทราบรายละเอียดมากขึ้น"

แห่ร้องสมาคมรับเหมา

นายอังสุรัสมิ์ อารีกุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า มีบริษัทรับเหมารายใหญ่ที่เป็นสมาชิกสมาคมสอบถามมาเรื่องเงื่อนไขในทีโออาร์ ก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน กรณีที่ให้บริษัทไทยถือหุ้นได้ไม่น้อยกว่า 25% ส่วนอีก 75% กระจายให้ผู้ร่วมลงทุน โดยถามว่ารัฐกำหนดเงื่อนไข แบบนี้เท่ากับมีเจตนารมณ์ให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุนได้ 75% ใช่หรือไม่ ซึ่งสมาคมจะทำเรื่องสอบถามไป ยัง สำนักงานงานคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ถึงข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว และจะเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในสัดสวนเท่านี้ทั้งอีอีซีเลยหรือไม่

18 มิ.ย.ซื้อซอง-ยื่น 12 พ.ย.นี้

นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สินและรักษาการผู้ว่าการการรถไฟฯ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการประมูลแบบนานาชาติ เพื่อเปิดให้บริษัทเอกชนไทยและต่างชาติเข้าร่วมลงทุนโครงการ ตามกำหนดจะเปิดให้ซื้อเอกสารวันที่ 18 มิ.ย.-9 ก.ค.นี้ จะจัดประชุมชี้แจงรายละเอียดและข้อเสนอแนะวันที่ 23 ก.ค. และ24 ก.ย. จัดให้ดูพื้นที่ก่อสร้างโครงการวันที่ 24 ก.ค. และยื่นซองประมูลวันที่ 12 พ.ย. 2561 โดยผู้ที่ได้รับการคัดเลือกคือรายที่ให้รัฐสนับสนุนค่างานโยธาน้อยที่สุด ไม่เกินจากมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติกรอบวงเงินไว้ 119,425 ล้านบาท

ดึงจีน-ญี่ปุ่นแท็กทีมลงทุนไทย

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ล่าสุดจีนและญี่ปุ่นได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอกชนระหว่างจีน-ญี่ปุ่น เพื่อลงทุนในประเทศที่ 3 นับเป็นรูปแบบการลงทุนที่ 2 ประเทศใหญ่ที่มีจุดแข็งคนละด้านจับมือกันแท็กทีมมาลงทุนในอาเซียน พุ่งเป้ามาไทยเป็นประเทศแรกใน EEC ทั้งการวิจัยพัฒนา อย่างการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ผลักดัน อุตสาหกรรม 4.0 ลงทุนโครงสร้าง พื้นฐาน ฯลฯ

ขณะที่นายหนิง จี๋เจ๋อ รองประธานคณะกรรมาธิการเพื่อการปฏิรูปและพัฒนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เสนอทำแผนงานความร่วมมือการลงทุน 3 ประเทศร่วมกันภายใต้กฎหมายสากล และแนวทางการช่วยเหลือนักลงทุน ส่วนนายชิโระ ซะโดะชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ระบุว่า นักลงทุนญี่ปุ่นกว่า 600 บริษัท ที่เดินทางลงพื้นที่ EEC ช่วงปลายปีที่ผ่านมายังสนใจขยายลงทุนในไทย

กนอ.กระตุ้นลงทุน

ด้านนางสุวัฒนา กมลวัทนนิศา รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า มีนิคมในพื้นที่ EEC ที่พัฒนาพร้อมขายขณะนี้ 12,000 ไร่ เป้าหมายปี 2560-2564 จะทำยอดขายให้ได้ 15,000 ไร่ มียอดจองแล้วกว่า 50% น่าจะเพิ่มยอดขายได้ถึง 20,000 ไร่ และเปิดพื้นที่ใหม่อีก 3 แห่ง คือ นิคมสมาร์ทพาร์ค (มาบตาพุด) จ.ระยอง 1,200 ไร่ และร่วมกับเอกชน นิคมอุตสาหกรรมซีพี จ.ชลบุรี 3,000 ไร่ นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ (หนองใหญ่ และแหลมฉบัง) จ.ชลบุรี 2,000 ไร่ และ 843.41 ไร่ตามลำดับ

นายชัยพล พรพิบูล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ บมจ.สวนอุตสาหกรรมโรจนะ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีนิคมอุตฯทั้งหมด 6 แห่ง คือ พระนครศรีอยุธยา ปราจีนบุรี ชลบุรี (แหลมฉบังและบ่อวิน) ระยอง (ปลวกแดงและบ้านค่าย) ล่าสุดได้ร่วมดำเนินงานกับ กนอ. 843.41 ไร่ จะขอเป็นเขตส่งเสริมพิเศษใน EEC และเตรียมลงทุนอีก 3,000 ล้านบาท

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: กราบคารวะ'วิชัย'IFE - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ไม่มีใครบอกได้ว่า ชะตากรรมของผู้ถือหุ้นบริษัท อินเตอร์ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ IFEC จะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะการแก้วิกฤตกลับสู่ความมืดมนอีกครั้ง หลังจากการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นตามมติคณะกรรมการบริษัทฯ ที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีแนวโน้มที่จะถูกล้ม

นายศุภนันท์ ฤทธิไพโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร IFEC กรรมการฝ่ายนายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ อดีตประธานกรรมการที่เต็มไปด้วยข้อกล่าวหานับไม่ถ้วน ประกาศชัดเจน ไม่ยอมรับการตัดสินของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่ยอมรับกติกาของนายทะเบียนบริษัท มหาชน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

และไม่ถือว่า คณะกรรมการชุดใหม่ 3 คน ประกอบด้วย พล.ต.บุญเลิศ แจ้งนพรัตน์ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบ นายฉัตรณรงค์ ฉัตรภูติ กรรมการ รวมทั้งนายศุภนันท์ เป็นกรรมการที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิใดๆในการเรียกประชุมคณะกรรมการฯ และนัดประชุมผู้ถือหุ้น

การเรียกประชุมผู้ถือหุ้นภายใน 35 วัน ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท 2 ใน 3 เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา ประกอบด้วย พล.ต.บุญเลิศ และนายฉัตรณรงค์ อาจมีปัญหาต้องตีความในแง่กฎหมายเสียแล้ว

เพราะนายศุภนันท์ยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ขอให้สอบสวนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรณีรับจดแจ้งการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการ IFEC ชุดใหม่ที่เหลือเพียง 3 คน และทำให้นายศุภนันท์กลายเป็นกรรมการเสียงข้างน้อย ความพยายามในการกอบกู้วิกฤต IFEC กำลังถูกต้อนสู่มุมอับ เพราะถ้าไม่สามารถจัดประชุมผู้ถือหุ้น จะไม่มีการเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ ซึ่งหมายถึงผู้ถือหุ้นจะไม่เห็นแสงสว่างใดๆในการฟื้นฟูบริษัทจดทะเบียนแห่งนี้

เพราะอำนาจการบริหารจะตกอยู่ในกำมือของนายศุภนันท์ และแม้นายวิชัยจะถูกขึ้นบัญชีดำ ถูกตะเพิดพ้นจากการเป็นกรรมกรร IFEC

แต่ไม่มีกฎหมายห้ามนายวิชัยเดินเข้าออกหรือเข้าไปนั่งบัญชาการบริษัทในเครือ IFEC และยังมีอำนาจเซ็นเช็คสั่งจ่ายอีกด้วย

IFEC ควรเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างบริหารงานนานแล้ว และนายวิชัย นายศุภนันท์ ไม่อยู่ในฐานะที่จะขัดขวางการเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้ เพราะถือหุ้นเพียงเล็กน้อย

ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ไม่เอาด้วยกับกลุ่มนายวิชัย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)กดดันกรรมการฝ่ายนายวิชัยอย่างหนัก กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพิจารณาเห็นชอบคณะกรรมการชุดใหม่ที่มีเพียง 3 คนแล้ว แต่ผู้ถือหุ้น นายทะเบียนบริษัทมหาชน หรือ ก.ล.ต.กลับทำอะไรนายวิชัยและพวกเพียงไม่กี่คนไม่ได้

ทั้งที่ IFEC แทบจะแหลกคามือกลุ่มนายวิชัยอยู่แล้วความเสียหายที่ก่อไว้กับผู้ถือหุ้นและผู้ถือหุ้นกู้ IFEC ไม่ได้ทำให้นายวิชัยและพวก เกิดความละอายในความรับผิดชอบแต่อย่างใด คดีถูกฟ้องร้องที่ท่วมตัว ไม่ได้ทำให้กลุ่มนายวิชัยเกิดความ "สลด" แต่กลับแสดงพฤติกรรมสู้ "หัวชนฝา" เหมือนชีวิตที่เหลือ ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว

ถ้าจะพัง IFEC ต้องพังไปด้วยไม่รู้ว่า ก.ล.ต.กำลังคิดหรือกำลังจะลงมือทำอะไร เพราะไม่มีความเคลื่อนไหวใดที่ จะนำ IFEC ออกจากทางตัน ไม่มีคำชี้แจงใดกับปัญหาร้องกันไป ฟ้องกันมาในการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่

หรือ ก.ล.ต.ถอดใจกับ "ลูกบ้า" ของกลุ่มนายวิชัยแล้ว

วิกฤตใน IFEC ยืดเยื้อมาเกือบครบ 1 ปีครึ่งแล้ว และพิสูจน์ว่า ก.ล.ต.เอาไม่อยู่ เพราะถ้าเอาอยู่ คงไม่ปล่อยให้คนเพียงไม่กี่คนก่อความเดือดร้อนให้ผู้ถือหุ้นกว่า 30,000 คนจนถึงวันนี้

ปัญหาใน IFEC ไม่ธรรมดา จึงไม่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ก.ล.ต.เพียงหน่วยงานเดียว แต่ทุกหน่วยงานจะต้องหารือ ประสานความร่วมมือ เพื่อแก้วิกฤต โดยจัดการกับ คนเพียงไม่กี่คนที่เป็นตัวถ่วงความเจริญของบริษัทจดทะเบียนแห่งนี้

อย่าได้เพียงแต่ยืนดูคนไม่กี่คนสร้างความเดือดร้อนให้ผู้ลงทุนกว่า 30,000 คนถ้ากฎหมายไม่สามารถบังคับใช้กับ IFEC ได้ ถ้า ก.ล.ต.ไม่สามารถจัดการกับคนเพียงไม่กี่คนที่สร้างความย่อยยับกับ IFEC ได้

งานนี้อาจต้องก้มกราบคารวะงามๆ "วิชัย ถาวรวัฒนยงค์" นายแน่มากจริงๆ .

เมียนาจิบถูกเรียกสอบคดีทุจริต - มติชน ฉบับวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2561

สำนักข่าวเบอร์นามาของมาเลเซียรายงานว่า นางรอสมาห์ มันซอร์ ภริยาของนายนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามีพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งทั่วไปของมาเลเซีย เพราะเป็นที่เกลียดชังจากประชาชนด้วยข่าวอื้อฉาวจากรสนิยมชมชอบการบินไปช้อปปิ้งของหรูในต่างประเทศ ขณะที่คนส่วนใหญ่ในมาเลเซียซึ่งเป็นชนชั้นกลางประสบปัญหารายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย ถูกเรียกตัวเข้าให้ปากคำต่อ คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของมาเลเซีย (เอ็มเอซีซี) ในสัปดาห์หน้าแล้ว

เบอร์นามารายงานว่า เจ้าหน้าที่ของเอ็มเอซีซีได้นำหนังสือเรียกตัวนางรอสมาห์ไปส่งยังบ้านของครอบครัวราซัคในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งตามรายงานระบุว่านางรอสมาห์จะต้องเข้าไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบคดีของบริษัท เอสอาร์ซี อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นบริษัทในเครือภายใต้กองทุน 1 เอ็มดีบี เนื่องจากมีเงินถึง 10.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐถูกโอนย้ายไปยังบัญชีส่วนตัวของนายนาจิบในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ แต่เมื่อถูกสอบถามถึงเรื่องดังกล่าว เอ็มเอซีซีไม่ได้ให้คำอธิบายใดๆ เพิ่มเติม

นับตั้งแต่พ่ายแพ้การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายนาจิบถูกเอ็มเอซีซีเรียกตัวไปสอบปากคำแล้วหลายครั้ง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีการเรียกตัวนางรอสมาห์ไปให้ปากคำในคดีทุจริต ดังกล่าว (เอเอฟพี)