You are here

CG and corruptions News - 4 October 2018

ผอ.สถานพินิจเจอโทษคุก5ปี - ไทยรัฐ

'ศิริ'ย้ำอุ้มน้ำมันถึงสิ้นปี61 ชี้ทะลุ90เหรียญขยับขึ้นแน่ - ไทยโพสต์

ป.ป.ช.-ACT-สสส.รวมพลัง จัดวิ่ง GOOD GUY RUN 2018 - สยามกีฬา

คอลัมน์ ทางออกนอกตำรา: แก๊งตม.ฟาดปีละ1-3พันล้าน ไม่เคยมีใคร...ฆ่าให้ตาย – ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม: ปัญหาใหญ่กว่าทุจริต คือการต่อต้านทุจริต - ข่าวสด

บทบรรณาธิการฐานเศรษฐกิจ: 4 รมต.ลาออกทันทีหลังมีพ.ร.ฎ.เลือกตั้ง - ฐานเศรษฐกิจ

SPECIAL REPORT: Education Ministry 'cleaning up own nest' with 50 graft cases - BANGKOK POST

เดลินิวส์: ยึดธรรมาภิบาล-ไม่ลาออก - เดลินิวส์

คอลัมน์ กล้าได้ กล้าเสีย: ยิ่งทุบยิ่งพิสูจน์ความมุ่งมั่น - ไทยรัฐ

คอลัมน์ มารยาตลาดหุ้น: คลื่นลูกเก่าสู่คลื่นลูกใหม่จากนักปั่นหุ้นรุ่นปู่ สู่นักปั่นหุ้นรุ่นใหม่ - ฐานเศรษฐกิจ หน้า 16

คอลัมน์ พลวัตปี2018: ธรรมาภิบาลมวยล้ม - ข่าวหุ้น

โทษหนักเจ้าหน้าที่รัฐผิดมาตรา 157 โกงภาษีน้ำมันปี56 ปรามจริงขู่ให้กลัวให้ดูแลเข้มงวด - เดลินิวส์

จับกุมภริยา 'นาจิบ' ฐานฟอกเงิน - ไทยโพสต์

คอลัมน์ รอบโลกวันนี้: นิวยอร์กไทมส์แฉทรัมป์ ช่วยพ่อเลี่ยงภาษีหมื่นกว่าล้าน - แนวหน้า

ผอ.สถานพินิจเจอโทษคุก5ปี - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ใช้ ‘รถหลวง’ ทำธุระส่วนตัว คนขับรับส่งเสาร์-อาทิตย์ เหตุเกิดตอนอยู่เพชรบูรณ์

คดีตัวอย่าง อดีต ผอ.สถานพินิจ และคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเพชรบูรณ์ ถูกศาลอาญาคดี ทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 สั่งจำคุก 5 ปี ตาม ม.151 ฐานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ หลังนำรถหลวงไปทำธุระในวันหยุดราชการ ขณะดำรงตำแหน่งระหว่างปี 54

ศาลสั่งจำคุกอดีต ผอ.สถานพินิจฯจังหวัดเพชรบูรณ์ ฐานใช้รถหลวงทำธุระส่วนตัว เปิดเผยขึ้นเมื่อวันที่ 3 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 24 ก.ย. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 อ่านคำพิพากษาคดีหมาย เลขดำที่ อท.12/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 6 เป็นโจทก์ฟ้องนางนุสรา แสนนาม อดีต ผอ.สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเพชรบูรณ์ ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 พ.ย.51 จำเลยมารับตำแหน่งเป็น ผอ.สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเพชรบูรณ์ พักอาศัยอยู่ที่โรงแรมเอส อาร์สาขา 4 จ.เพชรบูรณ์ อยู่ห่างจากสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเพชรบูรณ์ ประมาณ 1 กิโลเมตร ระหว่างที่จำเลยมารับตำแหน่งดังกล่าว ได้ให้พนักงานขับรถของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเพชรบูรณ์ ขับรถส่วนกลางของสำนักงานไปรับที่บ้านพักมายังที่ทำงานตอนเช้าและขับรถจากที่ทำงานไปส่งยังที่พักในตอนเย็น ในช่วงวันจันทร์ถึงวันศุกร์เป็นประจำ กระทั่งต่อมาปี 54 นายรอยพราน พลหลาย และนายธนา บุญชูยะ มาทำหน้าที่พนักงานขับรถของสถานพินิจและ คุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเพชรบูรณ์ ทั้งคู่ใช้รถยนต์ส่วนกลางของสำนักงาน รับส่งจำเลยช่วงวันทำงานทุกวัน โดยหมุนเวียนเปลี่ยนกันทำหน้าที่คนละ 1 สัปดาห์ นอกจากนี้ วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ บางวันได้รับคำสั่งจากจำเลยให้ขับรถส่วนกลางของสำนักงานพาจำเลยไปทำธุระส่วนตัว การกระทำของจำเลย ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเพชรบูรณ์ ถือเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเสียหายแก่รัฐ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ หรือผู้หนึ่งผู้ใดและเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต กระทั่งปี 55 จำเลยย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผอ.สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดอุทัยธานี

ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มิ.ย.54 มีผู้อ้างชื่อนายพิชัย พรมพล หัวหน้างานบริหารทั่วไป สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเพชรบูรณ์ มีหนังสือกล่าวโทษจำเลยถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) ซึ่งต่อมาเลขาธิการ ป.ป.ท.ได้ส่งหนังสือกล่าวหาร้องเรียนดังกล่าวไปยังเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.

ต่อมาเลขาธิการ ป.ป.ช.ส่งสำนวนให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตาม ป.วิ อาญา ม.89/2 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2544 กระทั่งวันที่ 17 มิ.ย.60 พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ม.151 และ 157 จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายธนาและนายรอยพราน เบิกความถึงเหตุการณ์ที่ได้รับคำสั่งจากจำเลย มีรายละเอียดสอดคล้องต้องกัน การนำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้รับส่งจำเลยดังกล่าว เป็นเรื่องผิดระเบียบและกฎหมาย อาจทำ ให้พยานทั้งสองต้องได้รับโทษไปด้วย จึงเป็นการผิดวิสัยที่พยานทั้งสองจะปั้นแต่งเรื่องที่อาจมีผลร้ายต่อตนขึ้นมา ทำให้เชื่อว่าพยานทั้งสองเบิกความไปตามจริง ขณะที่พยานหลักฐานที่ฝ่ายจำเลยอ้างมาในการไต่สวนไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเพชรบูรณ์ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาม.151 พิพากษาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา ม. 151 ลงโทษจำคุก 5 ปี

'ศิริ'ย้ำอุ้มน้ำมันถึงสิ้นปี61 ชี้ทะลุ90เหรียญขยับขึ้นแน่ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เอ็นโก้ * นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่าขณะนี้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกอ้างอิงตลาดน้ำมันเบรนท์ปรับขึ้นไปสูงกว่า 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 60 สตางค์ต่อลิตร จากเพดานสูงสุดที่กำหนดไว้ไม่เกิน 1 บาทต่อลิตร เพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ขณะนี้สถานะกองทุนฯ มีเงินประมาณ 26,000 ล้านบาท คาดว่าสามารถรองรับสถานการณ์ได้ไปจนถึงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ขึ้นอยู่กับราคาตลาดโลก แต่หากราคาปรับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 90-100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ก็ได้มอบหมายสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) พิจารณาแนวทางการใช้กองทุนฯ เข้าไปดูแลเพิ่มเติม และอาจมีความจำเป็นต้องขึ้นราคาบ้าง ก็ขึ้น อยู่กับความเหมาะสมในสถาน การณ์" นายศิริกล่าว

ด้านนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในด้านการจัดการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลัง งาน ที่ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบการทุจริตใช้เงินของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีความโปร่งใสการใช้งบกองทุนอนุรักษ์พลัง งาน ซึ่งภายหลังจากได้ความชัดเจนจะเดินหน้าการทำงานต่อไป เพื่อไม่ให้การอนุมัติเงินกองทุนฯ สะดุด และต้องมีการกำหนดเกณฑ์การพิจารณาโครงการที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยดูถึงความเหมาะสมและต้องตรวจสอบเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของการใช้เงินกองทุน โดยในปีงบประมาณ 2562 ที่มีการอนุมัติโครงการไปแล้ว ก็อาจจะเปิดเพิ่มเติมให้มีการอนุมัติ เพิ่มขึ้น.

ป.ป.ช.-ACT-สสส.รวมพลัง จัดวิ่ง GOOD GUY RUN 2018 - สยามกีฬา ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จับมือกับ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสมาพันธ์ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทย จัดกิจกรรม "กู๊ด กาย รัน (Good Guy Run )" รวมพลังวิ่งเพื่อส่งเสริมความดี รณรงค์ส่งเสริมคุณธรรม ราษฎร์-รัฐ ร่วมใจ ไม่เอาคอร์รัปชัน พร้อมชวนคนไทยทั่วประเทศร่วมโชว์พลังแห่งความดี และสร้างมาตรฐานความซื่อสัตย์ด้วยตัวเองผ่านงานวิ่ง ในวันที่ 2 ธ.ค.นี้ ณ สนามศุภชลาศัย

วันที่ 3 ต.ค. 2561 (กรุงเทพฯ)พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. พร้อมด้วย ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT และ ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมแถลงข่าวจัดงานวิ่งรายการ " กู๊ด กาย รัน (Good Guy Run ) ครั้งที่ 1" เพื่อรณรงค์ส่งเสริมคุณธรรม ราษฎร์-รัฐ ร่วมใจ ไม่เอาคอร์รัปชัน ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 2 ธ.ค.2561 ณ สนามศุภชลาศัย

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า " ด้วยความร่วมมือของรัฐบาล สำนักงาน ป.ป.ช. องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาการทุจริตและร่วมกันจัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ในวันที่ 9 ธันวาคมของทุกปีเพื่อเป็นการประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านการทุจริต และในปีนี้เป็นปีแรกที่ต้องการนำหลักส่งเสริมสุขภาพร่วมบูรณาการกับการสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริตด้วยการแสดงพลังเชิงสัญลักษณ์ส่งเสริมความดีร่วมต้านการทุจริต ดังนั้น สำนักงาน ป.ป.ช. ร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สมาพันธ์ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทย ได้กำหนดจัดกิจกรรม " GOOD GUY RUN" ครั้งนี้ขึ้น เพื่อแสดงพลังของทุกภาคส่วนในการร่วมรณรงค์ป้องกันและปราบปรามการทุจริตในทุกรูปแบบ พร้อมเป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในการร่วมเชิดชูคนดี และสร้างจิตสำนึกที่ถูกต้องในการเชิดชูคุณธรรม เพื่อเป็นต้นแบบของสังคมอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. จะจับมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในการจัดกิจกรรมนี้ขึ้นทุกปี และขอเชิญชวนให้ทุกคนได้มาร่วมแสดงพลังความดีผ่านการวิ่งในครั้งนี้"

ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า "แอ๊ค (ACT) คือองค์กรเอกชนที่ต้องการเป็นพลังสังคมขับเคลื่อนให้การคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่คนไทยและสังคมไทยยอมรับไม่ได้ เราเชื่อว่าความดีและความซื่อสัตย์สามารถสร้างได้ โดยเริ่มจากตัวเราเอง ซึ่งการวิ่งเป็นกิจกรรมที่นอกจากจะต้องแข่งขันกับตัวเองแล้ว ยังต้องรักษาความซื่อสัตย์ด้วยตัวเอง เพราะทุกคนต้องเคารพกฎกติกา ไม่เอาเปรียบผู้อื่นด้วยการโกงหรือลัด

เส้นทางวิ่ง นอกจากนี้ นักวิ่งยังสามารถส่งต่อความดี ด้วยการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่อนนักวิ่งที่มาร่วมงานได้ด้วยเช่นกัน เราจึงร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อจัดงานวิ่งครั้งนี้ขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนได้มีเป้าหมายร่วมกัน แสดงพลังความดีให้คนทั้งประเทศได้เห็นว่าเราสามารถเริ่มต้นแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันได้ง่ายๆ ด้วยตัวเราเอง"

ด้านดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส. มีวิสัยทัศน์ เพื่อทุกคนบนแผ่นดินไทยมีขีดความสามารถ สังคม สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ การส่งเสริมให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่งในชีวิตประจำวัน ทุกกลุ่มวัย โดย "การวิ่ง" เป็นกิจกรรมทางกายอย่างหนึ่งที่ทำได้ง่ายและมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ ทั้งในด้านการเพิ่มความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย และการลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพราะหากคนไทยมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอจะช่วยลดความสูญเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้ถึง 11,129 รายต่อปี และลดต้นทุนค่ารักษาพยาบาลได้ถึง 5,977 ล้านบาท ซึ่งงานวิ่งกู๊ด กาย รัน ครั้งนี้ เป็นการร่วมแสดงพลังบวก ร่วมแสดงพลังความดีด้วยการซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ซื่อสัตย์ต่อสังคมนักวิ่ง

นอกจากนี้ ภายในกิจกรรมยังสามารถส่งต่อภาพพลังบวกจากนักวิ่งสู่นักวิ่งด้วยกัน ด้วยการร่วมกิจกรรม "Good Guy Run Usfie & Share ทำดีแล้วบอกต่อ" แชร์ภาพถ่ายเพื่อเผยแพร่ลงบนโซเชียลมีเดีย เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยลุกขึ้นมาออกกำลังกายและร่วมสร้างความดีกันอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการวิ่งแบ่งเป็น 3 ระยะทาง ประกอบด้วย วิ่ง 10 กม. วิ่ง 5 กม. และเดิน 1.5 กม. โดยนักวิ่งทุกคนจะได้รับเสื้อวิ่ง เหรียญที่ระลึก และสายรัดข้อมือ "GOOD GUY" นอกจากนี้ภายหลังเข้าเส้นชัย นักวิ่งยังจะได้ร่วมกิจกรรมการแปรอักษรเป็นสัญลักษณ์รูปมือร่วมกัน โดยมีการบันทึกภาพมุมสูง เพื่อแชร์พลังความดีให้ทั่วประเทศและทั่วโลกได้รับรู้ ผู้สนใจร่วมงานสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันที่ 8-31 ต.ค.นี้ ทาง THAIJOGGING.ORG และทางเฟซบุ๊ค แฟนเพจ GoodGuyRun

คอลัมน์ ทางออกนอกตำรา: แก๊งตม.ฟาดปีละ1-3พันล้าน ไม่เคยมีใคร...ฆ่าให้ตาย - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561

บากบั่น บุญเลิศ mrbb.boonlert@gmail.com

ปรากฏการณ์ รปภ.สนามบินดอนเมือง ชกนักท่องเที่ยวชาวจีน โทษฐานที่ไม่ยอมจ่ายใต้โต๊ะ 300 บาท แลกกับการทำวีซ่าเข้าเมือง ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือการประทับลงตรา Visa on Arrival ในขณะนี้ต้องบอกว่า คึกคัก ครึกครื้น

-รปภ. ที่ปรากฏในคลิปที่มีคนดูร่วม 10 ล้านคน ในเวลา 2-3 วัน ถูกท่าอากาศยานดอนเมือง ไล่ออก เนื่องจากพฤติกรรมใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ถือว่ามีความผิดวินัยร้ายแรง

-น.ท.สุธีรวัฒน์ สุวรรณวัฒน์ ผอ.ท่าอากาศยานดอนเมือง บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ซึ่งถูกแต่งตั้งเข้ามารับหน้าที่ได้ไม่นานนักอยู่ระหว่างการเรียนรู้ ถูกสั่งพักงาน พร้อม ผอ.ฝ่ายรักษาความปลอดภัย เป็นเวลา 30 วัน เพื่อรอผลการสอบสวน

-วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า เตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวจีนทั้งระบบ ตั้งแต่ ขั้นตอนการทำวีซ่า การท่องเที่ยว จนถึงการเดินทางกลับ มาหารือ

-สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช. คนที่ 1 ร่วมหารือกับ สนช. ต่อกรณีนี้ ก่อนลงมติให้คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องไปศึกษาข้อเท็จจริง พร้อมกับนำเสนอข้อปรับปรุงให้ฝ่ายบริหารรับไปพิจารณาดำเนินการ

-สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. เข้าไปตรวจสอบระบบการทำงานของตรวจคนเข้าเมืองในทุก ๆ สนามบิน โดยเฉพาะระบบการทำวีซ่า หรือการยื่นของลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง

-พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ สั่งการติดป้ายทั่วตม.ว่า "No Tip" หรือห้ามจ่ายทิปให้เจ้าหน้าที่

ที่ตลกร้ายกว่านั้น "บิ๊กโจ้ก" ขู่ฟ่อๆ บอกว่า "หลังรับตำแหน่ง ผบช.สตม. มีข้อมูลที่เตรียมไว้ดำเนินคดีกับนายหน้า หรือเอเยนต์ ที่แอบอ้างเรียกรับเงิน เพื่อมาจ่ายให้กับตำรวจ และขอยืนยันว่าหลังจากนี้จะกวดขันให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองประจำท่าอากาศยาน และด่านตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศ ห้ามเรียกรับผลประโยชน์ในลักษณะต่าง ๆ หากพบฝ่าฝืนจะดำเนินการโดยไม่มีการละเว้น"

ท่านคิดว่า "ลิเก" เรื่องนี้ "จบสวย" หรือไม่. ใครว่าอย่างไรไม่รู้ ผมว่า "งานนี้สวย!" และทุกอย่างจะเงียบลงในเวลาไม่นานนัก ทำไมเป็นเช่นนั้น ผมพามาดูลิเกเรื่องการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองไทย. .

7-8 กันยายน 2559 พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ระดับสารวัตรขึ้นไปทุกด่านตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศ 259 นาย ก่อนที่ "สมยศ" ผบ.ตร. ได้แจกเอกสาร "แฉพฤติกรรมเจ้าหน้าที่ ตม. ที่มีผลต่อความมั่นคงและศักดิ์ศรีของตำรวจไทย" แก่ตำรวจ ตม. ที่เข้าประชุมทุกนาย โดยมีใจความว่า พฤติกรรมเจ้าหน้าที่ ตม. ที่มีผลต่อความมั่นคงและศักดิ์ศรีของตำรวจไทย คือ

1. รับจ้างทำเรื่องขออยู่ต่อในประเทศไทยให้ถูกกฎหมาย มีตำรวจ ตม. บางกลุ่มทำธุรกิจรับจ้างขยายเวลาการอยู่ในประเทศไทย โดยการทุจริตต่างๆ เพื่อให้เข้าเงื่อนไขของการขยายเวลาการอยู่ในประเทศ เช่น การเปลี่ยนวีซ่าจากประเภทนักท่องเที่ยว เป็นวีซ่านักธุรกิจโดยมิชอบ บางรายใช้วิธีการ

-ให้วีซ่านักศึกษา โดยการจัดหาสถานศึกษาโดยไม่ต้องเข้าเรียน ซึ่งปัจจุบันค่าจ้าง 12,000-15,000 บาท

-รับจ้างทำสมุดบัญชีเงินฝากให้มีเงินในบัญชีไม่น้อยกว่า 800,000 บาท เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขการอยู่อาศัยในช่วงบั้นปลายชีวิต เรียกเก็บค่าตอบแทนมากกว่า 3,000 บาท

2. ตำรวจ ตม. รับทำอิน-เอาต์ หรือพิธีการเข้า-ออกประเทศ โดยไม่ถูกต้อง ทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่าชาวต่างชาติต้องการอยู่ในประเทศไทย โดยไม่มีเหตุอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย ใช้วิธีแนะนำชาวต่างชาติที่ต้องการอยู่ต่อให้เดินทางไปที่ด่าน ตม. กาญจนบุรี และ ตม. สระแก้ว เพื่อให้รับรองการเดินทางออกและเข้าประเทศ เพื่อขยายระยะเวลาในการอยู่ในประเทศไทยไปอีกครั้งละ 15 วัน

3. ยินยอมให้คนเข้าออกเมืองโดยผิดกฎหมาย รับเงินสินบนให้คนเข้าเมืองได้อย่างผิดกฎหมาย ทั้งกรณีไม่มีหนังสือเดินทาง และมีหนังสือเดินทาง แต่ไม่ลงข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นช่องทางของการค้ามนุษย์

4. มีการประทับตราการเดินทางเท็จเพื่อส่งคนไปประเทศที่ 3 เจ้าหน้าที่ ตม. บางคนได้ลักลอบนำตราประทับไปรับรองการเดินทางเข้าและออก ว่า บุคคลดังกล่าวเคยเดินทางมายังประเทศไทย เพื่อให้ปรากฏประเทศต้นทาง และใช้อ้างในการเดินทางไปยังประเทศที่ 3

5. มีพฤติกรรมขายบัตร ตม. 6 ที่เป็นเอกสารเข้าออก-ทำงานในไทย โดยพบในด่าน ตม. ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น มุกดาหาร หนองคาย มีการขาย แบบ ตม. 6 ให้แก่ชาวลาวและเวียดนามที่เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยหากผู้ใดใช้แบบฟอร์มจากที่อื่น ซึ่งไม่ได้ซื้อก็จะกล่าวหาว่าเป็นแบบฟอร์มปลอม

6. มีการเรียกเก็บเงินในการทำ VISA on Arrival (การขอวีซ่า ณ ด่าน ตม.) นอกเหนือจากค่าธรรมเนียม โดยพบที่ในด่าน ตม. สุวรรณภูมิ ตม. ดอนเมือง พบมีการเรียกเก็บเงินค่าทำ VISA on Arrival นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมของทางราชการเป็นเงิน 300-500 บาทต่อคน มีผู้ต้องจ่ายถึงวันละ 6,000 คน เฉลี่ยเรียกเก็บคนละ 300 บาท คิดเป็นเงินกว่า 1,800,000 บาท ต่อวัน โดยไม่ทราบว่าเงินดังกล่าวถูกแบ่งไปยังใครบ้าง

ผบ.ตร.รู้ขนาดนี้เชื่อหรือไม่ จนบัดนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่ผิดสักคนเดียว. .ผ่านมา 3 ปี เรื่องนี้ "เงียบกริ๊บ"

ตอนนี้พอจะสอบถามอดีต ผบ.ตร.สมยศ. ท่านบอกว่า ผมหมดหน้าที่แล้ว ปล่อยให้คนอื่นทำงาน. !

ผมจึงบอกว่า เรื่องนี้จบสวย. และทางออกเรื่องนี้ก็มีอยู่ในตัว มิใช่ทางตันในสายตาของ "หมาต๋า" แห่งประเทศสารขันแห่งนี้แน่นอน

ทำไมเป็นเช่นนั้น วิญญูชนทั้งหลายอาจไม่ทราบได้ว่าในแต่ละปีนั้นมีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการทำ Visa on Arrival ในเมืองไทยเฉลี่ยปีละ 6.7 ล้านคน ต่ำสุดคือ 3.8 ล้านคน

ถ้าคนเหล่านั้นต้องจ่าย 300-500 บาท เท่ากับว่าปีหนึ่งจะมีเงินหมุนเวียนให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง-เจ้าหน้าที่บริษัท ท่าอากาศยานไทยฯ ใช้จ่ายแบ่งปันกันตั้งแต่ 1,140-2,450 ล้านบาท สูงสุดมีการนำมาแบ่งกันถึงปีละ 3,350 ล้านบาท

ถ้ามีนักท่องเที่ยวแค่ 50% ที่ต้องจ่ายเงินค่าทำ Visa on Arrival ณ หน้าด่าน ตม.หมายถึงว่า "ตม.-จนท.ทอท." จะมีเงินได้ไว้แบ่งสันปันส่วนกันจากการเรียกเก็บเงินจากนักท่องเที่ยวที่นอกหนือจากการทำหน้าที่ และเป็นการเรียกเก็บเงินในอาคารของรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลไทยที่เป็นหน้าตาของประเทศปีละ 550-1,500 ล้านบาท

เงินก้อนโตดังกล่าวเอาไปแบ่งกันถ้าตามข้อมูลที่ผมได้รับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม.ได้ไป 70-80% เจ้าหน้าที่ของบริษัท ท่าอากาศยานไทยฯ ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ 10-20% ทัวร์และรปภ.รับไปแบ่งกัน 5-10%

เงินใต้โต๊ะก้อนโตเช่นนั้น อย่าว่าแต่ทำให้ "หมาต๋า" และเจ้าหน้าที่ของรัฐสภามองไม่เห็นเลย แม้แต่ตำรวจดีอย่าง "พล.ต.ท.ศักดา ชื่นภักดี" อดีตผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง "พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร" อดีต ผบช.สตม. "พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น" อดีต ผบช.สตม. ที่ได้รับการปูนบำเหน็จความดีความชอบ ขึ้นเป็น ผบช.น. ที่ต่างทำหน้าที่เป็นคนดูแลตรวจคนเข้าเมืองมา 3-4 ปี ก็มองไม่เห็น ไม่เคยรับทราบ

"บิ๊กโจ๊ก" มาจากไหน จึงกล้าประกาศล้างบางการโกงเงินจากนักท่องเที่ยวผิดกฎหมาย ใช้มือกวาดไปแล้วอาจไม่พบว่า มีใครกระทำผิดก็ได้ ไม่เช่นนั้น อดีต ผบ.ตร.สมยศ คงจัดการกลุ่มขบวนการนี้ไปแล้ว

จริงมั้ยครับ หมาต๋า ที่คนอื่นเคารพ.

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม: ปัญหาใหญ่กว่าทุจริต คือการต่อต้านทุจริต - ข่าวสด ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561

วงค์ ตาวัน

กลายเป็นคำฮิตไปในชั่วพริบตา อันเนื่องจากการบรรยายโดยศาสตราจารย์โยชิฟูมิ ทามาดะ แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต ในการเสวนาหัวข้อ "สู้กับทุจริตเพื่ออะไร" ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่ผ่านมา

โดยประเด็นสำคัญที่นักวิชาการชาวญี่ปุ่นผู้นี้กล่าวในการบรรยายก็คือ

"การทุจริตเป็นปัญหาใหญ่ แต่การต่อต้านทุจริตเป็นปัญหาใหญ่กว่า เมื่อมีการนำมาทำลายประชา ธิปไตยของเมืองไทย"

นอกจากนี้ยังมีถ้อยความสำคัญที่ควรหยิบยกมาเน้นย้ำ เช่น

"การทุจริตเป็นต้นเหตุของเผด็จการทหาร เพราะเขา อ้างว่าทำเพื่อปราบปรามการทุจริต"

"กปปส.อ้างความร้ายแรงของการทุจริต เรียกร้องการแก้ปัญหาและการปฏิรูป โดยคนดีเหล่านี้ปฏิเสธทั้งทักษิณและประชาธิปไตย"

"หากเข้าใจเรื่องการทุจริตไม่ดีพอ เราจะถูกใช้เป็นเครื่องทำลายประชาธิปไตยง่ายขึ้น"

รายละเอียดในการเสวนามีมากมายน่าศึกษาทั้งสิ้น โดยเฉพาะ มาจากนักวิชาการที่เน้นการศึกษาข้อมูลอย่างเป็นหลักเป็นฐาน

จุดสำคัญคือ การชี้ให้เห็นว่า บ้านเราได้เอาการต่อต้านการทุจริตมาใช้เป็นเครื่องมือมากมาย

เอาไว้ตราหน้าฝ่ายที่ตนเองไม่ชอบ หรือไม่ชอบนักการเมืองก็ว่าทุจริต

รวมทั้งเอาไว้สร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำที่ผิดกติกา เพราะอ้างว่าเพื่อจัดการผู้ทุจริต!!

ไม่เพียงแค่ทัศนะของนักวิชาการญี่ปุ่นรายนี้เท่านั้น แต่คนที่ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยไม่หลงไปกับกระแส คลั่งปราบทุจริต ย่อมรู้ดี

เพราะการก่อรัฐประหารเพื่อล้มประชาธิปไตยแทบทุกครั้ง จะโหมกระแสการทุจริตของนักการเมืองขึ้นมาปูทางเสมอๆ

เช่น รัฐประหารเมื่อปี 2534 ล้มรัฐบาลชาติชาย ก็โหมวาทกรรม"บุฟเฟต์คาบิเนต" จนคนเกลียดชังนักการเมืองไปทั่ว หรือรัฐประหาร 2549 และ 2557 ก็ใช้ข้ออ้างทำนองนี้

จริงอยู่ในรัฐบาลนักการเมือง มักมีปัญหาการทุจริตโกงกินกันจริง แต่ทางแก้คือ ต้องทำลายประชาธิปไตย อย่างนั้นหรือ

นั่นแปลว่าไม่ใช่ทางแก้ แต่เป็นข้ออ้างเพื่อนำไปสู่การล้มกระดานประชาธิปไตยมากกว่า!

อีกทั้งการคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นเฉพาะในรัฐบาลนักการเมืองเท่านั้นหรือ

บรรดาผู้คนที่สร้างกระแสเกลียดรัฐบาลนักการเมืองโกงกิน คงไม่กล้ากระทั่งถามตัวเองว่า รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่มีเรื่องทุจริตอื้อฉาวเลยใช่ไหม

ศาสตราจารย์โยชิฟูมิจึงเสนอว่า ต้องแยกเรื่องทุจริตออกจากประชาธิปไตย

เพราะการบอกว่าขจัดทุจริตแล้วเป็นประชาธิปไตย มากขึ้นนั้นไม่จริง หรือบอกว่าเป็นประชาธิปไตยแล้วจะมีการทุจริตมากขึ้นก็ไม่เกี่ยวกัน

เพราะไม่มีการเลือกตั้งก็มีการทุจริต!!

บทบรรณาธิการฐานเศรษฐกิจ: 4 รมต.ลาออกทันทีหลังมีพ.ร.ฎ.เลือกตั้ง - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เปิดตัวออกมาแล้วสำหรับพรรคพลังประชารัฐ มี 4 รัฐมนตรี ในครม.ประยุทธ์เป็นแกนนำสำคัญ นำโดย ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีอุตสาหกรรม เป็นหัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีพาณิชย์เป็นเลขาธิการพรรค ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีวิทยาศาสตร์ เป็นรองหัวหน้าพรรคและดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นโฆษกพรรค ทั้ง 4 คนเป็นทีมทำงานด้านเศรษฐกิจภายใต้การกำกับของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี

พลันที่เปิดตัวออกมา เสียงระงมก็ดังขึ้นรอบทิศ โดยเฉพาะจากพรรคการเมือง เรียกร้องให้ลาออก ไม่ให้เอารัดเอาเปรียบคนอื่นจากหน้าที่ตำแหน่งของตนเอง บางพรรคการเมืองตำหนิ ไปถึงทำนองกำลังหลบเลี่ยงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มองหาช่องโหว่ช่องว่างไม่ดูเจตนารมณ์ ไม่ยึดถือเรื่องมารยาท และธรรมาภิบาล มีส่วนได้เสียโดยตรงในการเลือกตั้ง ต้องแสดงให้เห็นยังเชื่อในหลักธรรมาภิบาลและเคารพเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

บางพรรคให้แสดงความแข็งแรง ด้วยการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยมีสำนึก มีความละอายที่จะไม่เอาเปรียบผู้อื่น และที่บอกกฎหมายไม่ห้าม ก็เป็นการพูดตามกฎหมาย แต่ถามว่าควรหรือไม่ควร พร้อมกับที่ผ่านมาการบริหารประเทศจนเข้าสู่ปีที่ 5 ก็กุมอำนาจอยู่ ก็ได้เอาเปรียบมามากพอสมควรแล้ว ไม่ยุติธรรมกับคนอื่นๆ หากยังมีความสำนึกและความละอาย ขอให้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับฝ่ายอื่นๆ

ขณะที่ ดร.สมคิด ออกมาปกป้อง 4 รัฐมนตรี มีความรู้ความสามารถตั้งใจทำงานด้านการเมือง ไม่เอาเปรียบทางการเมือง เพราะมีระบบตรวจสอบหลายด้านอยู่แล้ว และการที่ 4 รัฐมนตรี จำเป็นต้องอยู่ในตำแหน่งต่อไป เพราะต้องการขับเคลื่อนโครงการลงทุนสำคัญหลายด้าน ต้องเร่งขับเคลื่อนให้เกิดความต่อเนื่อง อีกทั้งกฎหมายไม่ได้บังคับเหมือนกับช่วงเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา รัฐบาลรักษาการยังต้องดำรงตำแหน่งบริหารบ้านเมืองต่อไป

ส่วนใหญ่เป็นความคิดเห็นของนักการเมืองที่กระหายเข้าสู่อำนาจ เลยมองว่าจะเกิดการเสียเปรียบ ได้เปรียบ กรณีอยู่ในตำแหน่งต่อ ทั้งที่ทุกรัฐบาลในอดีต ไม่เคยมีการลาออกของรัฐมนตรีภายหลังยุบสภา แต่ในเมื่อ 4 รัฐมนตรีกระโดดเข้ามาการเมืองแล้ว ต้องทำการเมืองใหม่ ต้องแสดงสปิริตให้ต่างจากเดิม ด้วยการลาออกทันที ที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง เพื่อเป็นบรรทัดฐานใหม่และเป็นการไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ เอารัดเอาเปรียบคู่แข่งในสนามการเมืองให้ได้จริงๆ

SPECIAL REPORT: Education Ministry 'cleaning up own nest' with 50 graft cases - BANGKOK POST Issued date 4 October 2018

Dumrongkiat Mala

Recent transfer of 3 executives suggests real results are in the offing, writes

Heads are finally set to roll at the Ministry of Education as the cabinet has decided to transfer three senior officials amid a probe into alleged malfeasance in relation to the construction of an

aquarium and marine research centre in southern Songkhla province.

The cabinet approved their transfer on Tuesday.

The investigation into any possible irregularities in the building of the Songkhla Lake Aquaculture Research Centre marks the latest step in a high-profile corruption probe the ministry has found itself mired in.

Its reputation has been stained by corruption scandals all year, notably in regard to a scholarship fund found to be infested with graft, as well as a worrying case involving a school lunch programme and its funding.

But this latest development is considered a departure from form as the ministry is aiming its nets at surprisingly big fish, top-level executives graded C10 and C11. It typically only arrests low-or mid-level members, if any at all.

The three officials are Chaipreuk Sereerak, secretary-general at the Education Council, Boonsong Champabhoti, deputy secretary-general at the Office of the Vocational Education Commission (Ovec), and Mongkolchai Somudorn, Ovec's adviser for Vocational Education Standard (Agriculture and Fishery).

The trio are being dispatched to work at the Office of the PM, where officials are assigned if they are being investigated. All now face a serious disciplinary investigation.

Their transfers came in response to a proposal by Teerakiat Jareonsettasin, the minister of education.

Dr Teerakiat has been conducting an investigation into this project since early this year.

"Our initial probe suggested the project may have been tainted with corruption involving high-ranking ministry staff," Dr Teerakiat said.

The initial inspection showed that executive officials ranging from C10 to C11 levels were involved in malfeasance regarding the 1.4-billion-baht scheme, he said.

The Aquaculture Research Centre, dubbed the Hoi Sang (conch) aquarium, has been plagued by problems for years.

Construction began in 2001 and was supposed to be finished by 2011. That seven-year delay sent the project cost spiraling from 800 million baht to 1.4 billion baht. Reports claim the project is still facing a funding shortfall with the construction not yet finished.

The aquarium was developed by Ovec.

The delay and rumours of corruption prompted a group of concerned parents of university students to send a letter to the education minister in January warning him of the risk of widespread graft. Dr Teerakit accepted the petition and vowed to carry out the initial probe immediately.

The investigation highlights the scope of the nation's new anti-graft guidelines, prescribed by the National Council for Peace and Order (NCPO), pundits say.

Under the new guidelines, upon receiving or hearing corruption complaints, the chief of the relevant agency must launch a probe within seven days. It has to wrap up within 30 days.

Moreover, if preliminary information shows evidence of corruption, an agency chief must transfer those who have been accused.

The guidelines require that accused officials be transferred to another agency at least on a temporary basis if the charges are serious.

They state that the chief of a government agency must also take immediate disciplinary action against accused officials if an investigation finds evidence of wrongdoing.

Dr Teerakiat said the transfer and probe of the three high-ranking officials show how the ministry is taking its corruption problem seriously and it making headway in rooting out graft.

The ministry has so far unearthed 50 cases of graft and said it is investigating those suspected of involvement.

Some are major cases, such as the procurement of CCTV cameras for schools in the three southernmost provinces as well as Songkhla; the construction of multi-purpose field roofs for 11 schools in the South; and irregularities in the procurement of education supplies at a school in the Northeast.

Similar to the aquarium case, the ministry is now investigating officials involved in the CCTV scandal. An initial probe found 70 officials at 12 Educational Service Area Offices in Yala, Pattani, Narathiwat and Songkhla might be involved in the case related to the bid for 5,000 CCTVs at a cost of 405 million baht.

The accusers said the bid was rigged to favour companies that quoted above-market prices, according to Gen Kosol Prathumchart, an adviser to the education minister.

Gen Kosol was involved in the probe.

The surveillance cameras have already been installed to provide security at 1,092 schools in the four restive provinces.

Meanwhile, the ministry has approved a budget of 62 million baht to build domeshaped roofs for schools in Yala, Pattani and Narathiwat in an attempt to promote sport among students.

An initial probe found that the bid winners were computer companies, not construction firms, however, and their bids were unusually high, according to Gen Kosol.

Gen Kosol said the ministry investigators also recently visited Educational Service Area Offices in the Northeast to gather more information about the procurement of education supplies worth 279 million baht for 600 schools.

Initial results suggest local officials tried to provide objects that schools did not need, such as tractors and bookshelves with little if any relationship to the occupational training the schools offer.

"The most common form of graft we have found is what we call 'top-down corruption' regarding the decisions made by high-ranking officials. It seems they created unnecessary projects and requested a budget to buy equipment the schools didn't need," he said.

He said school directors and teachers are often "too scared to blow the whistle" on their superiors.

When irregularities are detected, the ministry conducts a "bottom-up investigation", he said.

Auditors visit schools and officials to catch small fish first, he said, adding this line of inquiry leads back to the masterminds at the ministry in Bangkok.

The ministry is "cleaning up its own nest", he said.

"School directors are often too scared to blow the whistle on their superiors."

GEN KOSOL PRATHUMCHART

ADVISER TO EDUCATION MINISTER

เดลินิวส์: ยึดธรรมาภิบาล-ไม่ลาออก - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561

การประกาศตัวของ 4 รัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าร่วมงานการเมืองกับพรรคพลังประชารัฐ ควบตำแหน่งสำคัญทั้งหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และโฆษกพรรค จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกจับจ้องมองว่า "พลังประชารัฐ" ยืนข้างเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งไม่ถือว่าผิดกติการัฐธรรมนูญ เนื่องเพราะไม่มีบทบัญญัติใดระบุให้รัฐมนตรีที่ไปร่วมงานกับพรรคการเมืองต้อง "ลาออก" หรือต้องออกจากการเป็นรัฐมนตรีโดยอัตโนมัติ

จึงเป็นธรรมดาที่ 4 รัฐมนตรีเปิดหน้าเล่นการเมืองเต็มตัว ต้องถูกตั้งคำถามจากคนในสังคมว่าจะ "ลาออก" เพื่อความสง่างามและยึดหลักธรรมาภิบาล หรือไม่ กระนั้น รัฐมนตรีที่สวมหัวโขนนักการเมืองก็ยังยืนยันว่าในเวลาราชการจะไม่พูดเรื่องการเมือง แต่จะพูดเฉพาะในวันหยุดเท่านั้น เพราะทุกอย่างจะกระทำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่ปัญหาของ 4 รัฐมนตรีย่อมหนีไม่พ้นกับการถูกจิกกัด และเกาะติดพฤติกรรมทางการเมืองทุก ๆ วัน ทั้งจากนักการเมืองต่างพรรคที่พร้อมจับผิดและเปิดโปงทางสื่อหลักและโซเชียลมีเดีย หากพบการใช้อำนาจที่เอื้อประโยชน์ หรือเอาเปรียบทางการเมืองกับพรรค การเมืองอื่น ๆ

น่าจับตายิ่ง ถ้า 4 รัฐมนตรีรอดพ้นศึกยกแรกการเป็นเหยื่อทางการเมืองแล้วจะมีรัฐมนตรีคนอื่น ๆ ประกาศตัวทำงานการเมืองอีกหรือไม่ เพราะรัฐมนตรีแต่ละคนมีอิสระและมีเวลาเหลือเฟือในการตัดสินใจก่อนจะมีพระราชกฤษฎีกาวันเลือกตั้งราวกลางเดือนธันวาคมนี้ ขณะที่นายกรัฐมนตรีมองเป็นเรื่องส่วนตัวของรัฐมนตรีที่ไปทำงานการเมือง พร้อมแสดงความห่วงใยกล่าวเตือนในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ขอให้ระมัดระวัง จะทำอะไรขอให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม อย่าใช้อำนาจในทางการเมืองจนเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ และอย่าทำให้เกิดความเข้าใจผิดคำว่า "ประชารัฐ" ในมิติของรัฐบาล แม้จะมีชื่อพ้องกับพรรคการเมืองก็ต้องแยกแยะให้ชัดเจน

เราเชื่อว่า 4 รัฐมนตรีจะทำงานในตำแหน่งด้วยความระมัดระวัง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลที่มาจากวิธีพิเศษควรยึด "ธรรมาภิบาล" ไม่ควรใช้หลักการของรัฐบาลรักษาการที่ มาจากการเลือกตั้ง ไม่ต้องลาออกก่อนเลือกตั้ง ซึ่งคำว่า "ธรรมาภิบาล" ถือเป็นนโยบายของรัฐบาล และของ คสช.ที่ได้เน้นย้ำการบริหารงานในทุกเรื่อง ดังนั้น หากรัฐมนตรีที่ประกาศตัวทำงานการเมืองรอจังหวะช่วงเวลาที่เหมาะสมแสดง "ธรรมาภิบาล" ก็เป็นเรื่องดี และสาธารณชนต้องเห็นดีเห็นงาม สนับสนุน แต่ถ้ายังกล่าวอ้างรัฐบาล ก่อน ๆ ก็ทำเช่นนี้ จะยิ่งเป็นเหตุให้โดนโจมตีจับผิดรายวันในทุกเรื่อง.

คอลัมน์ กล้าได้ กล้าเสีย: ยิ่งทุบยิ่งพิสูจน์ความมุ่งมั่น - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561

"สายล่อฟ้า"

เปิดตัวปุ๊บ เป็นเป้าทันที

พลันที่พรรคพลังประชารัฐเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยมี 4 รัฐมนตรีจากรัฐบาล คสช. ได้เข้าไปเป็นผู้บริหาร

นายอุตตม สาวนายน เป็นหัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นเลขาธิการพรรค นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็นรองหัวหน้าพรรค นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค

นอกนั้นมีนักการเมืองจากพรรคอื่นๆ ที่แยกตัวเข้ามาร่วมงานด้วยอีกหลายคน หากมองจากรูปลักษณ์ก็ถือว่ามีโอกาสไปได้ดีพอสมควร

ต้องรู้กันดีว่าพรรคพลังประชารัฐนั้นแม้จะไม่มีตัวบุคคล "สีเขียว" เข้ามาเป็นผู้บริหารพรรค หรือแสดงตัวตนว่าเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง

แต่ก็รู้กันเป็นนัยๆว่า นี่คือพรรคสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ใครอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังก็รู้ๆกันอยู่ว่าใครเป็นใคร

ดังนั้น พอเปิดตัวก็เลยเจอด่านทดสอบทันควันเหมือนกัน โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค คือ เพื่อไทยและประชาธิปัตย์

เจาะประเด็นเข้าทำด้วยการไล่ให้ 4 รัฐมนตรีลาออก ไม่ควรทำหน้าที่ต่อไป อ้างเหตุผลว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการต่างกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ถือว่า "ไม่มีธรรมาภิบาล"...เอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น

ว่าไปแล้วประเด็นนี้ 4 รัฐมนตรีดูเหมือนจะอ่านเกมออกว่ายังไงเสียจะต้องโดนเล่นงานแน่ จึงออกตัวระหว่างเปิดตัวว่า ขอทำงานไปอีกระยะหนึ่ง แล้วเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

ทั้ง 4 คน จะแสดงสปิริตด้วยการลาออกพร้อมกัน

นั่นเท่ากับว่าพวกเขารู้ดีว่าควรจะแสดงบทบาทอย่างไร ด้วยการเตรียมวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะทำยังไงต่อไป

ปัญหาสำคัญก็คือ 4 รัฐมนตรีนั้นถือเป็นมือสำคัญในการทำงานด้านเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังเร่งมือเพื่อให้มีผลงานอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้ได้รับความนิยมจากประชาชน

ประเด็นก็คือหากลาออกตอนนี้ก็จะเกิดปัญหางานที่คั่งค้างอยู่ ซึ่งยังไม่สามารถขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายได้

น่าจะวางแผนเอาไว้ว่าหลังจากที่ คสช.ประกาศ "ปลดล็อก" สุดซอยแล้วนั่นแหละจะมีการประกาศลาออกจากตำแหน่งอย่างแน่นอน

เช่นกันหากมองในมุมการเมืองแล้ว หาก 4 รัฐมนตรี ประกาศลาออกประเด็นโจมตีเรื่องนี้ก็จบลงไปทันที

ทว่าการเมืองในรูปแบบต่อสู้กันอย่างนี้หนีไม่พ้นที่จะมีการโจมตีหาคะแนน หาความชอบธรรมเพื่อเล่นงานคู่แข่งนั้น

เป้าต่อไปและจะหนักมากขึ้นก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างเลี่ยงไม่พ้น

แม้ระยะหลัง พล.อ.ประยุทธ์จะพยายามไม่ปริปากประเด็นการเมืองด้วยการพยายามทำตัวให้สงบมากขึ้น

นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามต่างรู้กันดีว่า พล.อ.ประยุทธ์นั้นพร้อมที่จะตอบโต้ทุกดอกเพราะลีลาไม่เบาเหมือนกันแบบว่าทะเลาะไม่เลิก

แต่ก็มี "จุดอ่อน" เรื่องอารมณ์หากฟิวส์ขาดเมื่อใดก็เมื่อนั้น

อยู่ที่ว่าหากตรงเป็นเป้าถูกโจมตีหนักๆเข้าจะสามารถเก็บอารมณ์ได้มากแน่แค่ไหน หากเบรกแตกขึ้นมาก็สุดจะคาดเดาได้

ถือว่าเป็นการพิสูจน์ตัวตนอีกขั้นตอนหนึ่งหลังจากที่ประกาศจะกระโจนเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัวไปแล้ว

ถือเสียว่าการจะได้อะไรมาไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ทุกอย่างต้องสู้.

คอลัมน์ มารยาตลาดหุ้น: คลื่นลูกเก่าสู่คลื่นลูกใหม่จากนักปั่นหุ้นรุ่นปู่ สู่นักปั่นหุ้นรุ่นใหม่ - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา สำหรับ ก.ล.ต.ยุคนี้ ถือว่าผลงานเข้าตา สำหรับมาตรการปราบปรามกลุ่มปั่นหุ้น ที่ดำเนินการอย่างจริงจัง

แม้ว่าจะยังไม่สามารถกำจัดวัชพืชตลาดหุ้นได้หมด โดยเฉพาะพวกกลุ่ม ไดโนเสาร์รุ่นปู่ และ ไดโนเสาร์รุ่นยักษ์ และลิ่วล้อ ขาใหญ่รุ่นเก๋าแห่งตลาดทุน ที่ยังลอยนวลแต่เปลี่ยนพฤติกรรมให้ยากต่อการตรวจสอบมากขึ้น

ไดโนเสาร์เหล่านี้ ในอดีตล้วนผ่านการรวมหัวปั่นหุ้นมาแล้วทั้งสิ้น ตั้งแต่สมัย บล.ยูไนเต็ดฯยังเฟื่องฟู แต่พอเงินลงทุนแต่ละคนใหญ่ขึ้น ผลประโยชน์ก็มากขึ้น จึงแยกย้ายเป็นก๊กเป็นเหล่า คอยหากินเปลี่ยนจากหุ้นเล็กเป็นหุ้นกลางสู่หุ้นใหญ่ในที่สุด

ตำนานของแก๊งเหล่านี้ ก็มีทั้งเสี่ยรองเท้าหมอฟัน เสี่ยไดโนเสาร์ทั้ง 2 ตัว กลุ่มหาดใหญ่เสี่ยผลไม้ เสี่ยแก๊ส เสี่ย ส. และอื่นๆ

วันนี้ "สัตว์ป่าล่าเนื้อ" เหล่านี้หมดยุคสมัยลดความห้าวเป้ง บ้างโดนจับ บ้างล้างมือในอ่างทองคำ บ้างเปลี่ยนอาชีพเพราะรวยแล้ว บ้างยังวนเวียนทำตัวเป็นปูชนียบุคคล สร้างภาพดี แต่ลับหลังยังแอบเชือดนิ่มๆ หมูตลาดทุนเสมอ

ต้องยอมรับว่า ก.ล.ต.ยุคนี้ สร้างความสะพรึงกลัวให้นักปั่นหุ้นรุ่นใหญ่ที่พอมีกินมีใช้ทุกรายให้คิดเลิก และกลับตัวกลับใจ อันนี้ดิฉันขอชมอีกครั้งอย่างจริงใจ แม้จะกวาดล้างไม่หมด (เพราะคนยังอุ้มชูพวกตามลักษณะสังคมอุปถัมภ์)

เมื่อ "นักเล่นหุ้นรุ่นปู่" ต่างพอกันเลิกราและปรับตัวปรับวิธีการซื้อขายให้สอดคล้องตามระเบียบและข้อกฎหมาย

นี่จึงถือเป็นโอกาสของ "นักลงทุนรุ่นใหม่ไฟแรง" ที่จะยกระดับตนเองสู่ "เซียนหุ้น" ผนวกกับคุณสมบัติ(ตามวัย) ที่พร้อมเรียนรู้ปรับตัวควบคู่ไปกับล้ำหน้าของโลกสังคมออนไลน์ และดิจิตอลเทคโนโลยีแห่งโลกโลกาภิวัตน์

การลงทุนในหุ้น จริงๆ แล้วหากใครแน่จริง เก่งจริง กำไรเองจริง โดยไม่ใช้ข้อมูลภายในจากเจ้าของ ก็ไม่จำเป็นต้องโฆษณาประชาสัมพันธ์ตนเองเยอะ แต่สิ่งที่ "เซียนหุ้นรุ่นใหม่" มักจะสร้างขึ้นมาเพื่อค้ำยันความน่าเชื่อถือของตนคือ "ภาพลักษณ์" และ "เครือข่าย" หรือ "สาวก"

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะเห็น "เซียนหุ้นรุ่นใหม่" เปิดหลักสูตรอบรมโอ้อวดอิทธิฤทธิ์ต่างๆ จ้างพีอาร์ประชาสัมพันธ์เพื่อโม้ต่างๆนานาว่าเล่นหุ้นจากหลักแสนบาทและกำไรเป็นร้อยๆ ล้าน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ลูกค้า

พุทโธ่...มันจะมีสักกี่คนเจ้าคะในตลาดหุ้นที่ทำได้แบบนั้น? และไอ้คนมีฝีมือจะเสียเวลามาทำหลักสูตรอบรมหรือเจ้าคะ?

การสร้างเครือข่ายสำหรับพวก "นักเล่นหุ้นรุ่นใหม่" พวกนี้มีจุดประสงค์เดียวคือ "การหาแนวร่วม" ในการซื้อหุ้นที่ตนเองถือในชื่อคนอื่น

ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ ในปัจจุบัน คือนักเล่นหุ้นรายหนึ่งชื่อ ก. เปิดอบรมหลักสูตรเดย์เทรดซื้อหุ้นรายวัน และตั้ง facebook และ กลุ่มไลน์เพื่อปล่อยข่าว ชักชวนรายย่อยมาซื้อหุ้นที่ตนไปทำดีลลับกับเจ้าของหุ้นมา...ติดตามต่อเรื่องนี้ฉบับหน้า

คอลัมน์ พลวัตปี2018: ธรรมาภิบาลมวยล้ม - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ข้อสรุปจากการตรวจสอบปัญหาในกระบวนการจัดหาวัตถุดิบและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ หรือข้อบกพร่องในการที่สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบสูญหายไปจนต้องตั้งค่าความเสียหายในไตรมาสสองที่ผ่านมามากถึง 2,006.18 ล้านบาท ของบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC มีความน่าสนใจในประเด็นระหว่าง ธรรมาภิบาล กับ ระบบการปฏิบัติงาน อย่างยิ่งจนชวนให้ตั้งคำถามตัวโต ๆ เลยทีเดียว

อันที่จริงแล้ว คำถามเรื่องธรรมาภิบาลถูกตั้งไว้ก่อนเพื่อนเลยทีเดียว เหตุผลเพราะ GGC มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือ พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC ที่ถือหุ้นมากถึง 72% ทีเดียว

ถ้าเป็นบริษัทอื่น ๆ คำถามเรื่องธรรมาภิบาลน่าจะเป็นเรื่องรองลงไป

ดังที่ทราบกัน (ถ้านักลงทุนทำการบ้านละเอียดหน่อย) ผลของปัญหาดังกล่าว ทำให้งบการเงินสิ้นไตรมาสสองของ GGC เข้าข่ายเลวร้ายทีเดียว เพราะทำให้ขาดทุนสุทธิมากถึง 1,788.58 ล้านบาท และมีตัวเลขขาดทุนสะสมเป็น 1,617.38 ล้านบาท

ข้อสรุปของคณะตรวจสอบ ระบุว่า

- บริษัทได้มีการออกแบบการควบคุมภายในของกระบวนการจัดหาวัตถุดิบและการบริหารสินค้าคงคลังในจุดที่สำคัญไว้อย่างเพียงพอแล้ว (เช่น การจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการ Value Chain Management (VCM) เพื่ออนุมัติปริมาณและราคาซื้อวัตถุดิบเป็นรายสัปดาห์ การกำหนดให้มีการออกใบสั่งซื้อ การชั่งน้ำหนักวัตถุดิบเพื่อประกอบการชำระเงิน การยืนยันยอดวัตถุดิบคงเหลือกับโรงกลั่น ณ สิ้นเดือน การจัดทำรายงานสูญหายเสียหายจากการขนส่งรายเดือน การกำหนดคุณสมบัติและการประเมินผลผู้จัดจำหน่ายวัตถุดิบ และการนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นระบบที่ได้มาตรฐานและยอมรับเป็นการทั่วไป (ระบบ SAP) มาใช้ในกระบวนการจัดซื้อวัตถุดิบ โดยทั้งหมดนี้ได้กำหนดไว้ในคู่มือการปฏิบัติงานของบริษัทแล้ว)

-แม้จะมีระบบปฏิบัติงานที่รัดกุมตามข้อแรก แต่ขั้นตอนการปฏิบัติงานในบางเรื่องยังไม่ได้ระบุรายละเอียดไว้อย่างเพียงพอ และผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้ดำเนินการตามระบบการควบคุมที่บริษัทกำหนดไว้ในประเด็นที่สำคัญบางประการ (ยังผลให้เกิดความบกพร่องขึ้น)

ข้อสรุปดังกล่าว แม้จะยอมรับแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ว่าระบบมีช่องโหว่ “สำคัญบางประการ” แต่ก็ตอกย้ำเป็นนัยว่า ไม่ได้เกิดจากการทุจริตของพนักงานที่เกี่ยวข้อง เพียงแค่ “ไม่ได้ทำตามระบบเคร่งครัด” เท่านั้น ตรงกันข้ามกับเรื่องราวตอนที่นายจิรวัฒน์ นุริตานนท์ กรรมการผู้จัดการ GGC ได้ประกาศลาออกทันที มีผลวันที่ 29 มิถุนายน 2561 หลังจากที่บริษัทแจ้งถึง “การทุจริต” วัตถุดิบคงคลัง

พร้อมกับข้อสรุปดังกล่าว คณะตรวจสอบพบว่า สาเหตุสำคัญของปัญหาที่ตรวจพบในกระบวนการจัดหาวัตถุดิบและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัท ได้แก่

1. โครงสร้างของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระบวนการจัดหาวัตถุดิบและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โดยโครงสร้างการบริหารงานของหน่วยงานดังกล่าวในปัจจุบัน ควรปรับปรุงให้มีกระบวนการตรวจสอบระหว่างกัน (Check & Balance) ให้มากขึ้น โดยแบ่งแยกโครงสร้างของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้อยู่ภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารต่างสายงานกัน ซึ่งจะทำให้มีกระบวนการตรวจสอบระหว่างกันได้มากขึ้น และลดโอกาสในการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องตามขั้นตอนการปฏิบัติงาน

2. กระบวนการวางแผนจัดซื้อและการสั่งซื้อวัตถุดิบในปัจจุบัน มีการใช้ข้อมูลอ้างอิงจากข้อมูลที่เก็บรักษาภายในหน่วยงาน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อน หรือความผิดพลาด โดยบริษัทยังไม่ได้ใช้งานระบบ SAP ที่มีอยู่ให้เป็นระบบควบคุมการทำงานในกระบวนการดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการปรับปรุงให้มีการใช้งาน Module ต่าง ๆ ในระบบ SAP ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และให้เป็นระบบควบคุมการปฏิบัติงานอย่างเต็มรูปแบบ ตลอดจนปรับปรุงขั้นตอนและคู่มือการปฏิบัติงานให้มีรายละเอียดมากขึ้น เพื่อใช้อ้างอิงในระหว่างการทำงาน ทั้งนี้เชื่อว่าจะทำให้การทำงานลัดขั้นตอน และโอกาสไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงเกิดขึ้นได้ยาก

3. กระบวนการจัดทำรายงานการขนส่งและการจ่ายค่าขนส่งวัตถุดิบยังไม่รัดกุมเพียงพอ โดยข้อมูลที่ใช้ในการจัดทำรายงานการรับวัตถุดิบสามารถปรับปรุงให้มีความถูกต้องมากยิ่งขึ้นได้ โดยการตรวจทานกับข้อมูลจาก Third Party ซึ่งการกำหนดขั้นตอนและจัดทำรายงานการขนส่งเพื่อตรวจสอบปริมาณวัตถุดิบที่ขนส่ง โดยเปรียบเทียบกับใบชั่งน้ำหนักจริง เชื่อว่าจะช่วยปรับปรุงให้ข้อมูลที่ใช้งานมีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น และสามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงกับกระบวนการรับวัตถุดิบได้อีกด้วย

ท้ายสุดของรายงาน ระบุอีกครั้งว่า ผลการตรวจสอบนี้ คณะกรรมการบริษัทได้รับทราบและเห็นชอบในหลักการตามรายงานผลการสอบทานดังกล่าวแล้ว และได้มีมติมอบหมายให้ฝ่ายจัดการดำเนินการปรับปรุงขั้นตอนการปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวข้องตามแนวทางและข้อสรุปดังกล่าวต่อไป

ลงเอยแบบนี้ หากเป็นเวทีมวย ต้องบอกว่า มีเสียงโห่กึกก้องจากฝั่งมุมน้ำเงินว่า “มวยล้ม มวยล้ม” ตามมาเป็นธรรมดา เพราะเป็นข้อสรุปที่ขัดตาคนดูอย่างมาก

มีอย่างที่ไหน ทำเงินหายไปมากมายกว่า 2 พันล้านบาท จนฐานะการเงินซวดเซ ไม่มีคนกระทำผิด ทั้งที่การตรวจสอบก็มีความชัดเจนในข้อสรุปว่า มีระบบการกำกับดูแลที่จ่ายเงินซื้อมาแพงเว่อร์ แต่กลับจงใจใช้ระบบแบบ “ใช้ก็ได้ ไม่ใช้ก็ได้” ขาดความเป็นมืออาชีพ

การปฏิบัติงานที่บกพร่อง สร้างความเสียหายจำนวนมาก แม้ไม่สามารถกล่าวโทษว่าทุจริตได้ ก็ยังต้องมีความผิดในฐานะ “ละเว้นการปฏิบัติ” ปล่อยปละละเลยให้มีความเสียหายเกิดขึ้น ต้องมีบทลงโทษตั้งแต่ขั้นต่ำถึงขั้นสูงอาจจะต้องถึงขั้นให้คนที่รับผิดชอบหน่วยงานที่ “ไม่ได้ใช้งานเต็มระบบ” ให้ออกจากงาน หรือออกจากหน้าที่ไปเลย เพราะถือว่าประมาทเลินเล่อโดยเจตนา

ข้อเสนอแนะที่ให้แก้ไขความบกพร่องในอนาคต เป็นคนละเรื่องกับความผิดที่สำเร็จแล้ว ไม่ควรมีการกลบเกลื่อนให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ามวยล้มต้มคนดู

เช่นเดียวกันกับการดำเนินคดีกับกลุ่มพนักงานและบริษัทคู่ค้าที่ร่วมกันโกงวัตถุดิบคงคลังให้สาธารณชนได้รับรู้ (ถ้ามีหลักฐาน) ก็ควรต้องดำเนินการควบคู่ไปด้วย

บริษัทมหาชนจดทะเบียนนะครับ ไม่ใช่ร้านห้องแถวสั่ว ๆ การปฏิบัติงานแบบ “ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้” จึงเกิดขึ้นไม่ได้เลย ไม่ว่ากรณีใด ๆ เพราะไม่ใช่เรื่อง “สุดวิสัย” หรือ “นอกเหนือการควบคุม”

ถ้าไม่ทำ หรือไม่ยอมทำ ก็น่าจะปลดคณะกรรมการยกชุดเลย หาคนใหม่มานั่งรับเบี้ยประชุมแทนดีกว่า ธรรมาภิบาล ไม่ได้มีไว้แปะผนังสำนักงานเล่นโก้ ๆ ครับ ต้องลงมือทำด้วย

โทษหนักเจ้าหน้าที่รัฐผิดมาตรา 157 โกงภาษีน้ำมันปี56 ปรามจริงขู่ให้กลัวให้ดูแลเข้มงวด - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ณัฐา มีเจริญ รายงาน

การทุจริตกลโกงในประเทศไทย เกิดขึ้นในทุกรูปแบบและเกือบทุกธุรกิจที่มีผลประโยชน์ซึ่งเป็นการนำพาไปสู่การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐในบางหน่วยงานที่เห็นช่องว่าง หรือรูโหว่ ของกฎหมาย ของกระบวนการในการโกงเอาผลประโยชน์บางส่วนหรือทั้งหมดมาเป็นของตัวเองโดยไม่ชอบธรรม

"การโกงภาษีน้ำมัน" ถือเป็นรูปแบบการทุจริตของ เจ้าหน้าที่รัฐ กับผู้ประกอบการเอกชน ที่นำเอาเรื่องการยกเว้น

ภาษีน้ำมันมาลักลอบก่อเหตุกันซึ่งพบ หลักฐานทำกันมายาวนานตั้งแต่ปี 2556 โดยเรื่องดังกล่าวทางตำรวจ บก.ปปป.เข้าไปตรวจสอบพร้อมรวบรวมพยานหลักฐานจนพบเบาะแสการกระทำผิดที่ชัดเจนใน 2 หน่วยงานคือ กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ที่มีเจ้าหน้าที่อย่างน้อย 6 รายเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการน้ำมันไม่ต่ำกว่า 2 รายด้วยกัน

ภารกิจแผนยุทธการปราบโกงภาษีน้ำมันของตำรวจ บก.ปปป. ที่ร่วมกับหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ประชุมร่วมกันวางแผนดำเนินการในการกวาดล้างขบวนการดังกล่าว เนื่องจากเชื่อว่ายังมีการก่อเหตุในลักษณะเดียวกันหลายพื้นที่ด้วยกัน

จุดเริ่มต้น คือการขนส่งน้ำมันจากชลบุรีไปยังประเทศ เมียนมา แต่รถขนส่งกลับนำน้ำมันบางส่วนไปจำหน่ายที่ปั๊มใน จ.พิษณุโลก แล้วนำที่เหลือบางส่วนไปส่งให้ปั๊มในเมียนมา ...เหตุเกิดตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งหลักฐานสำคัญ คือ เอกสารหลักฐานการนำส่ง ลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่และเอกสารทางการเงินที่ตรวจพบ นั่นเอง

และเมื่อเปิดปฏิบัติการไปนั้นทางตำรวจ บก.ปปป. สนธิกำลังในส่วนต่าง ๆ เข้าตรวจค้นในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก จ.พิษณุโลก และกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ตามจุดต้องสงสัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา รรท.รอง ผบช.ก. เปิดเผยว่า เป้าหมายของภารกิจการเข้าตรวจค้นครั้งนี้เน้นไปที่การสืบหาหลักฐานซึ่งเป็นเอกสาร บันทึก และสมุดบัญชีต่าง ๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโกงค่าภาษีน้ำมันในการหลีกเลี่ยงที่จะไม่เสียภาษีของบริษัทเอกชนผู้ค้าน้ำมันที่ได้รับรองตาม ม.7 พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง และบริษัทเอกชนที่อ้างว่าจะซื้อน้ำมันไปส่งขายยังต่างชาติแต่กลับแอบนำน้ำมันส่วนใหญ่มาขายให้ปั๊มน้ำมันในประเทศแต่ส่งไปประเทศเพื่อนบ้านเพียงเล็กน้อย

"ตามระบบที่ถูกต้องผู้ค้าน้ำมันตาม ม.7 ของ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 จะได้รับยกเว้นภาษีก็ต่อเมื่อขายน้ำมันให้บริษัทต่างประเทศหรือผู้แทนบริษัทต่างประเทศโดยตรงเท่านั้นหากน้ำมันที่ขายออกจากบริษัทผู้ค้าการรับรอง ม.7 ให้สถานีบริการในประเทศต้องเสียภาษีสรรพสามิตลิตรละ 7 บาท และภาษีมหาดไทย 10% ของภาษีสรรพสามิตและมีหนังสือรับรองจากเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรและกรมสรรพสามิตว่าน้ำ มันได้ส่งไปต่างประเทศเต็มจำนวนที่ระบุในเอกสารโดยตำรวจพบความผิดในลักษณะดังกล่าวมากกว่า 10 ครั้ง จึงเชื่อได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐที่มีลายเซ็นในเอกสารมีส่วนรู้เห็น"

สำหรับการตรวจค้นในปฏิบัติการฯมีทั้งหมด 6 จุด คือ กทม. 2 จุด จ.นครปฐม 1 จุด และ จ.ตาก 3 จุด ทั้งนี้พื้นที่จังหวัดตากซึ่งหัวหน้าชุดคือ พ.ต.อ.จักร เพ็งสาธร รอง ผบก.ปปป.ได้นำกำลังตำรวจและทหารเข้าตรวจค้นบ้านพักส่วนตัวผู้ต้องหา 3 คน คือ นายชัยวัฒน์ปราโมทย์สูง นายปรีชา บุญมี นายเฉลิมศักดิ์ ภิรมย์ทอง ทั้งหมดเป็น เจ้าหน้าที่สังกัดกรมสรรพสามิต ประจำด่านแม่สอด โดยตำรวจชุดตรวจค้นได้พบตัวทั้ง 3 คน จึงแสดงหมายก่อนเข้าตรวจค้นบ้านพัก

การตรวจค้นไม่พบหลักฐานที่จะนำมาประกอบกับคดีได้เนื่องจากเวลาเกิดเหตุนานมาแล้วตั้งแต่ปี 2556 จึงได้ทำการยึดเอกสารแสดงทรัพย์สินอาทิ โฉนดที่ดิน มาตรวจสอบถึงที่มาการได้มาของทรัพย์สินนั้น ๆ จากนั้นจึงได้แจ้งข้อหากับผู้ต้องหาทั้ง 3 คนมีความผิดมาตรา 157 เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่ทำให้รัฐเกิดความเสียหายเนื่องจากเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรและกรมสรรพสามิต ต้องตรวจสอบปริมาณน้ำมันก่อนปล่อยรถขนน้ำมันไปชายแดนในทางปฏิบัติต้องมีการขึ้นไปตรวจมาตรวัดตามแท็งก์บรรจุ ก่อนทำการลงลายมือชื่อรับรองในเอกสารจนทำให้มีความผิดตาม มาตรา 162 คือ เจ้าพนักงานรับรองเอกสารเป็นหลักฐานอันเป็นข้อมูลความเท็จ

ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.ตรัยฤกษ์ ปัญญาไตรรัตน์ ผกก.1 ปปป. หัวหน้าชุดปฏิบัติการตรวจค้นในกรุงเทพฯนำหมายค้นศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านพักเลขที่ 1769/93 ในซอยสาธุประดิษฐ์ 57 (ซอยปรียานนท์) แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กทม. เป็นบ้านพักของ นายธีรพันธ์ ภู่บัวเผื่อน อายุ 58 ปี เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรชำนาญการประจำด่านแม่สอด ที่ดำรง ตำแหน่งในปี 2556 โดยปัจจุบันย้ายไปดำรงตำแหน่งเดียวกันที่ จ.อุบลราชธานี ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงบันทึกเอกสารตรวจ ปล่อยรถที่ จ.พิษณุโลก ที่บ้านหลังดังกล่าวพบบุคคลที่อ้างตัวเป็น น้องสาว อ้างว่า นายธีรพันธ์ พี่ชายของตนไม่อยู่ที่บ้านแห่งนี้และได้เดินทางไปต่างจังหวัดโดยไม่ระบุว่าไปจังหวัดใดจึงได้อายัดเอกสาร แสดงทรัพย์สินมาตรวจสอบ

พล.ต.ต.กมล ระบุว่า ในส่วนที่ไปตรวจค้นอีก 2 จุดที่เหลือคือ กรุงเทพมหานคร 1 จุด จังหวัดนครปฐม 1 จุดนั้น ทาง เจ้าหน้าที่ไปตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องหาแล้วแต่ไม่พบตัวทั้งนี้ ทางตำรวจไม่ได้เน้นการพบหรือสอบปากคำของบุคคล แต่ทาง เราเน้นไปทางเอกสารที่ระบุการติดต่อเอกสารทางการเงินบัญชีธนาคารซึ่งบางครั้งผู้ต้องหาจะเก็บไว้ภายในบ้านพักโดยยังไม่ได้ทำลายทิ้ง ไปหากไม่พบหลักฐานที่จะถือว่าเป็นของกลางได้ตำรวจชุดพนักงานสอบสวนจะทำสำเนาเอกสารเกี่ยวกับ เงินและทรัพย์สินบางส่วนมาตรวจสอบและไล่เรียงเวลาการซื้อ หรือมีบุคคลมอบให้มานำราคามาเปรียบเทียบกับฐานการเงินของ ผู้ต้องหา ว่ามีความผิดปกติหรือไม่เนื่องจากเป็นความผิดตามมูลฐานคดีฟอกเงิน

"หลังจากนี้ บก.ปปป. จะมอบรายงานให้ทางสำนักงาน ปปง. นำไปตรวจสอบเรื่องการฟอกเงินต่อไป และอีกส่วนหนึ่งนั้นจะสรุปสำนวนและรวบรวมข้อมูลทั้งหมดส่งให้ ป.ป.ช. ดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง 6 รายในฐานความผิดมาตรา 157"

ยุทธการปราบโกงภาษีน้ำมันนั้นทางตำรวจ บก.ปปป. ต้อง การทำให้สังคมและประชาชนเกิดการรับรู้ว่ามีการทุจริตเช่นนี้อยู่เพื่อให้หลังจากนี้จะได้คอยเป็นหูเป็นตาถ้าพบบริษัทเอกชนหรือ เจ้าหน้าที่มีลักษณะที่ผิดปกติให้ รีบแจ้งทางตำรวจดำเนินการก่อนที่ จะทำให้ประเทศเกิดความเสียหายอย่างที่ด่านชั่งน้ำหนักที่มีตามถนนเส้นหลักในประเทศจะช่วยสังเกตน้ำหนักของรถบรรทุกน้ำมันเห็นได้ง่ายเมื่อมีการประชาสัมพันธ์ไปแล้วอาจจะทำให้เป็นอีกหนึ่งแหล่งข้อมูลที่นำมาอ้างอิงความผิดได้เช่นกันอย่างไรก็ตาม ยุทธการปราบโกงภาษีน้ำมันยังเป็นการทำให้เจ้าหน้าที่รัฐทั้งศุลกากรกรมสรรพสามิตประจำด่านชายแดนเคร่งครัดในการปฏิบัติหน้าที่และตรวจสอบสินค้าอย่างละเอียดรอบคอบกดดันให้ทุกด่านชายแดนไม่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือทุจริตทำให้รัฐสูญเสียรายได้ที่ควรจะมี.

จับกุมภริยา 'นาจิบ' ฐานฟอกเงิน - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561

กัวลาลัมเปอร์ * สำนักงานปราบโกงของมาเลเซียจับกุมนางรอส มะห์ มันซอร์ ภริยาของอดีตนายกฯ นาจิบ ราซัค แล้วเมื่อวันพุธ ภายหลังสอบปากคำมาราธอนหลายรอบ เกี่ยวโยงกับการยักยอกเงินหลายพันล้านดอลลาร์จากกองทุนวันเอ็มดีบีที่ทำให้สามีของนางโดนจับกุมและตั้งข้อหาหลายกระทงก่อนหน้านี้

คำกล่าวหาทุจริตยักยอกเงินจากกองทุนวันมาเลเซียดีเวลอปเมนต์เบอร์ฮัด (วันเอ็มดีบี) นี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นาจิบ ราซัค วัย 65 ปีพ่ายแพ้การเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคมต่อกลุ่มแนวร่วมพรรคฝ่ายค้านที่อดีตนายกฯ มหาเธร์ โมฮัมหมัด เป็นผู้นำ ทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง มหาเธร์ซึ่งกลับจากชีวิตเกษียณในวัย 93 ปีเพื่อมาท้าทายนาจิบโดยเฉพาะ ได้เปิดปฏิบัติการปราบทุจริตที่เกี่ยวโยงถึงบุคคลในรัฐบาลชุดที่แล้ว

อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โดนตั้งข้อหาดำเนินคดีมากกว่า 24 ข้อหา ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตประพฤติมิชอบ, ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ, ละเมิดหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และฟอกเงิน

รายงานเอเอฟพีอ้างคำแถลง ของคณะกรรมการปราบปรามการ ทุจริตประพฤติมิชอบของมาเลเซีย (เอ็มเอซีซี) เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2561 ว่าเอ็มเอซีซีได้รับอนุมัติจากอัยการและได้จับกุมนางรอสมะห์ ภริยาวัย 66 ปีของอดีตนายกฯ นาจิบเกี่ยวโยงกับการสอบสวนคำกล่าวหาฟอกเงิน

"หลังจากนี้นางรอสมะห์จะ ถูกตั้งข้อหาหลายข้อหา" คำแถลง กล่าว และว่านางจะถูกนำตัวขึ้นศาลเช้าวันพฤหัสบดีเพื่อแจ้งข้อกล่าวหา

เจ้าหน้าที่เอ็มเอซีซีคนหนึ่งกล่าวว่า ภริยาของอดีตนายกฯ อาจถูกจำคุกสูงสุด 15 ปี หากถูกตัดสินว่ามีความผิด

เค. กุมาราเอนดราน ทนาย ความของนางรอสมะห์ยืนยันกับเอเอฟพีว่า นางรอสมะห์โดนจับกุมภายหลังเข้าให้ปากคำที่สำนักงานเอ็มเอซีซีนานหลายชั่วโมงเมื่อวันพุธ

นางรอสมะห์ซึ่งสวมชุดสี เขียวสดเข้ากับผ้าคลุมศีรษะ เดิน ทางมายังสำนักงานเอ็มเอซีซีด้วย ขบวนรถยนต์ 2 คันเมื่อช่วงสาย ของวันพุธ นางได้พบกับทีมทนาย ความของนาง และถูกเจ้าหน้าที่ เอ็มเอซีซีพาตัวเข้าไปภายในอาคาร นางเดินผ่านสื่อมวลชนด้วยสีหน้า ยิ้มแย้มแต่ไม่ได้กล่าวคำพูดใดๆ คาดว่านางรอสมะห์จะต้องค้างคืน ที่สำนักงานใหญ่ของเอ็มเอซีซีแห่ง นี้ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองปุตราจายา นอก กรุงกัวลาลัมเปอร์

เวลาเดียวกันนั้น อดีตนายกฯ นาจิบก็กำลังโดนตำรวจสอบปาก คำเกี่ยวกับคดีทุจริตอื้อฉาวนี้อยู่ใน อีกสถานที่หนึ่ง นาจิบปฏิเสธทุกข้อ หาและยืนกรานว่าไม่ได้กระทำความผิด ทั้งที่มีการเปิดเผยว่าเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารส่วนตัวของเขา

ครั้งล่าสุดที่นางรอสมะห์ปรากฏตัวต่อสาธารณะคือเมื่อ 1 สัปดาห์ก่อน ครั้งนั้นนางโดนสอบปากคำนาน 13 ชั่วโมง การเข้าพบเจ้าหน้าที่เอ็มเอซีซีเมื่อวันพุธเป็นการเข้าให้ปากคำครั้งที่ 3 แต่เป็นครั้งแรกที่นางโดนจับกุมนับแต่สามีพ้นจากอำนาจ

นาจิบ, ครอบครัวของเขา และพวกพ้องของเขาถูกกล่าวหา ว่ายักยอกเงินหลายพันล้านดอล ลาร์จากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่ว่านี้ การสอบสวนการทุจริตข้ามประเทศนั้นโยงใยตั้งแต่สิงค โปร์ไปจนถึงสวิตเซอร์แลนด์

นางรอสมะห์ผู้สุรุ่ยสุร่ายวางมาดหยิ่งยโสเป็นบุคคลที่ชาว มาเลเซียจำนวนมากชิงชัง ประชา ชนยิ่งพากันโกรธแค้นเมื่อมีคำกล่าวหาว่าชีวิตฟุ้งเฟ้อของนางที่ชอบ ไปช็อปปิงต่างประเทศ ซื้อกระเป๋าของดีไซเนอร์ชื่อดัง และอัญมณีทั้งหลายนั้น เป็นเงินที่มาจากการทุจริตยักยอกจากกองทุนวันเอ็มดีบีที่สามีของนางก่อตั้งขึ้น

ภายหลังพ่ายแพ้เลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นสถานที่หลาย แห่ง และยึดเงินสดหลายสกุลจำ นวนมหาศาล, เครื่องประดับ และกระเป๋าหรูหราราคาแพง มีมูลค่า ทรัพย์สินร่วมกัน 273 ล้านดอลลาร์

นางมักถูกนำไปเปรียบเทียบ กับนางอีเมลดา มาร์กอส ภริยาของอดีตประธานาธิบดีเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส ผู้นำเผด็จการของฟิลิป ปินส์ที่โดนมวลชนลุกฮือโค่นอำ นาจเมื่อปี 2529.

คอลัมน์ รอบโลกวันนี้: นิวยอร์กไทมส์แฉทรัมป์ ช่วยพ่อเลี่ยงภาษีหมื่นกว่าล้าน - แนวหน้า ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561

วอชิงตัน (เอพี/รอยเตอร์/บีบีซี นิวส์) - หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ในสหรัฐเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ได้เงินไม่ต่ำกว่า 413 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 13,360 ล้านบาท) จากนายเฟรดเดอริก ไครสต์ ทรัมป์ ผู้เป็นบิดาในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นเงินที่ได้จากการเลี่ยงภาษี แย้งกับที่เขามักอ้างว่าสร้างตัวด้วยเงินที่กู้จากบิดา 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32.32 ล้านบาท) เมื่อปี 2518

นิวยอร์กไทมส์ตีพิมพ์รายงานเชิงสอบสวนความยาว 15,000 คำ โดยอ้างว่า อ้างอิงตามเอกสารการเงินหนากว่า 100,000 หนา ซึ่งมีหนังสือยื่นภาษีของบริษัทบิดาและบริษัททรัมป์รวมอยู่ด้วยว่า ครอบครัวนี้เลี่ยงการจ่ายภาษีของขวัญและมรดกที่ผู้เป็นบิดายกให้แก่ลูก 4 คนด้วยการตั้งบรรษัทกำมะลอในชื่อลูกในปี 2535 ทำหน้าที่จัดซื้อของให้บริษัทของบิดา ซึ่งจะจ่ายเงินด้วยการบวกราคาเข้าไปร้อยละ 20-50 และก่อนที่ทรัมป์ผู้พ่อจะเสียชีวิตในปี 2542 เขาได้ยกอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดให้แก่ลูกทั้งสี่คนโดยแจ้งมูลค่าทรัพย์สินในการยื่นภาษีไว้ที่ 41.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,340 ล้านบาท) นิวยอร์กไทมส์ระบุว่า เป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมากเพราะหากขายสมบัติทั้งหมดในอีก 10 ปีต่อมาจะมีราคาถึง 16 เท่า เชื่อว่ามรดกที่ทรัมป์ผู้พ่อและภรรยายกให้ลูกๆ น่าจะมีมูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 32,330 ล้านบาท) ซึ่งจะต้องเสียภาษีไม่ต่ำกว่า 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 17,800 ล้านบาท) เทียบจากอัตราภาษีของขวัญและมรดกในเวลานั้นที่ร้อยละ 55 แต่ทรัมป์และพี่น้องสามคนเสียภาษีเพียง 52.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,690 ล้านบาท) หรือร้อยละ 5 เท่านั้น

ทนายความของประธานาธิบดีทรัมป์โต้ว่า ไม่มีการเลี่ยงภาษีหรือโกงภาษี สิ่งที่นิวยอร์กไทมส์อ้างไม่ถูกต้องอย่าง ร้ายแรง ขณะที่ทำเนียบขาวระบุว่า นิวยอร์กไทมส์ ที่ไร้ความน่าเชื่อถือให้ร้ายสร้างความใจผิดต่อครอบครัวประธานาธิบดี หนังสือพิมพ์ฉบับนี้และสื่ออื่นๆ ไม่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนเพราะหมกมุ่นแต่จะให้ร้ายประธานาธิบดีและครอบครัวตลอดเวลา แทนที่จะรายงานข่าว ด้านสำนักงานสรรพากรรัฐนิวยอร์กเผยว่า กำลังพิจารณาข้อกล่าวของนิวยอร์กไทมส์และดำเนินการสอบสวนตามความเหมาะสม

ในอีกด้านหนึ่ง ประธานาธิบดีทรัมป์บอกกับผู้สนับสนุนที่เมืองโซเธเวน รัฐมิสซิสซิปปี้ ว่า เขาได้บอกกับสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมานแห่งซาอุดีอาระเบียว่า สหรัฐให้ความคุ้มครองพระองค์อยู่ พระองค์อาจอยู่ในอำนาจได้ไม่เกินสองสัปดาห์หากไม่มีสหรัฐ จึงควรต้องจ่ายค่าความคุ้มครองนี้ อย่างไรก็ดี เขาไม่ได้บอกว่าพูดเรื่องนี้กับสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งซาอุดีอาระเบียเมื่อใด โดยประธานาธิบดีทรัมป์เยือนซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศแรกของการเยือนต่างประเทศครั้งแรกตั้งแต่รับตำแหน่งเมื่อต้นปีก่อน ขณะที่สำนักข่าวเอสพีเอของทางการซาอุดีอาระเบียรายงานว่า ผู้นำสหรัฐโทรศัพท์ถึงพระองค์เมื่อวันเสาร์และได้หารือกันเรื่องพยายามคงปริมาณน้ำมันเพื่อให้ตลาดมีเสถียรภาพและเศรษฐกิจโลกเติบโตต่อไป