You are here

CG and corruptions News - 4 September 2017

คอลัมน์ เขียนให้คิด: ข้อคิดเกี่ยวกับการแก้คอร์รัปชัน - ไทยโพสต์

'33รสก.'ยื่นปลดแอก ขอออกระเบียบจัดซื้อ - กรุงเทพธุรกิจ

ก.ล.ต.หันใช้แพ่งปรับเต็มวงเงิน กรณีกลโกงในตลาดหุ้น-หวังลดจำนวน - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

ผู้ว่าฯเชียงรายงัดกฎเหล็กสั่งห้ามจัดซื้อจัดจ้าง'วิธีพิเศษ' - ประชาชาติธุรกิจ

ปชป.จี้ถอนพาสปอร์ตปู แนะบุญทรงเฉลยใครอยู่เบื้องหลัง-ทนายเตรียมยื่นประกันเพิ่ม - โพสต์ทูเดย์

อาจารย์ม.ราชภัฏฯ เล็งฟ้องผู้บริหาร ส่อทุจริต12คดี - สยามรัฐ

จ่อยื่นสอบ'บิ๊กตร.-อัยการ'ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่คดี'บอส'ไม่คืบ - คม ชัด ลึก

Sukhumbhand, auditor-general settle libel case - THE NATION

คอลัมน์ สายตรงท้องถิ่น: การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสใน อปท. - สยามรัฐ

คอลัมน์ จุดนัดพบ: I Code - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ รู้ทันลงทุน: พรบ.หลักทรัพย์ฯ ฉบับที่ 5 (ตอน รู้เท่าทันการปั่นหุ้น) - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: ปริณามนิยาม การเปลี่ยนแปลง(1) - โพสต์ทูเดย์

ลูกน้องบริวาร 'ทักษิณ' ติดบ่วงทุจริต จำคุก-หนีคดี - ประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ เสียงประชาชนปฏิรูปตำรวจ: จะกำจัดหลุมดำกระบวนการยุติธรรมอาญาไทยได้อย่างไร - ไทยโพสต์

คสช.หนักข้อกว่าแม้ว ตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจกินรวบ11รสก. - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ คนซอยสวนพลู: คอร์รัปชั่นอำนาจ - โพสต์ทูเดย์

SPECAL SCOOP: ย้าย'พงศ์พร'สมใจพระผู้ใหญ่ ปิดฉากคดีทุจริตเงินทอนวัด! - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ ตรวจการบ้าน: ถอดรหัส'จำนำข้าว'ปราบคนโกงชาติ - เดลินิวส์

Create a new platform for South-South cooperation- BANGKOK POST

คอลัมน์ เขียนให้คิด: ข้อคิดเกี่ยวกับการแก้คอร์รัปชัน - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

บัณฑิต นิจถาวรกรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริหารไทย(IOD)

คอร์รัปชันเป็นปัญหาใหญ่ของโลกที่ระบาดไปทั่ว ไม่มีประเทศใดจะปลอดจากการทุจริตคอร์รัปชัน เพียงแต่จะมากหรือน้อย สำหรับประเทศกำลังพัฒนา การทุจริตคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศที่สามารถฉุดรั้งประเทศไม่ให้ก้าวหน้าได้

กรณีของไทย ประเด็นนี้ก็ประจักษ์แจ้งชัดเจนคือ ช่วงสิบปีที่ผ่านมาที่การเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศได้ลดต่ำเหลือเฉลี่ยร้อยละ 3% ต่อปี ก็เป็นช่วงเดียวกับที่ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น จากอันดับภาพลักษณ์คอร์รัปชันที่ 59 ของโลกเมื่อปี 2005 เพิ่มเป็นอันดับที่ 102 ในปี 2013 และอันดับที่ 101 ในปี 2016

ที่น่าสนใจ คือ ช่วงสิบปีที่ผ่านมาก็เป็นช่วงที่การเมืองไทยมีรัฐบาลที่มาจากทุกฝ่าย คือ จากทุกค่ายการเมือง แต่ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันของประเทศก็ไม่ได้แสดงแนวโน้มดีขึ้น นอกจากนี้ปัญหาคอร์รัปชันที่รุนแรงขึ้น ความเหลื่อมล้ำในประเทศก็มีมากขึ้นเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ ปัญหาคอร์รัปชันอย่างของไทยจึงเป็นปัญหาระบบ (systemic) ที่การทุจริตคอร์รัปชันมีไปทั่ว และฝังอยู่ในพฤติกรรมของคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจหรือภาคราชการ มีการให้สินบน วิ่งเต้น ใช้เส้นสาย ไม่เกรงกลัวผลประโยชน์ขัดแย้ง คือ ใช้อำนาจจากตำแหน่งหน้าที่หาประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง เหล่านี้เกิดขึ้นแพร่หลายจนเหมือนเป็นเรื่องที่ยอมรับกัน

ดังนั้น เมื่อปัญหาคอร์รัปชันเป็นปัญหาระบบ การแก้ไขปัญหาจะพึ่งแต่องค์กรราชการเป็นผู้แก้ปัญหาอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะคอร์รัปชันไม่ใช่ปัญหาการทำผิดกฎหมายเป็นครั้งคราว แต่เป็นปัญหาพฤติกรรมของสังคม ของระบบที่คนส่วนมากเกี่ยวข้อง ทำให้การแก้ต้องมุ่งไปที่การเปลี่ยนพฤติกรรมคนในสังคม และต้องอาศัยบทบาทร่วมกันของคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาคการเมือง ภาคราชการ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเพื่อให้สังคมเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่เรียกหรือจ่ายสินบน ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ใช้เส้นสายวิ่งเต้น และไม่ใช้อำนาจตามหน้าที่หาประโยชน์ ดังนั้นโจทย์ของการแก้คอร์รัปชันก็คือจะสร้างระบบแรงจูงใจในสังคมอย่างไรให้คนในสังคมเปลี่ยนพฤติกรรม จากการทุจริตคอร์รัปชันหรือใช้ตำแหน่งหน้าที่ และอำนาจทางเศรษฐกิจหาประโยชน์อย่างผิดกฎหมาย เป็นพฤติกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมายที่ทุกคนทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

ปัจจุบันแม้ปัญหาจะดูแก้ยากและมืดมน แต่ก็มีหลายประเทศที่สามารถแก้ไข ลดทอนและก้าวข้ามปัญหานี้ได้ คือ จากสังคมที่เคยมีปัญหาคอร์รัปชันรุนแรง มาเป็นสังคมที่มีคอร์รัปชันน้อยลง ตัวอย่างความสำเร็จนี้มีให้เห็นในหลายประเทศ รวมถึงในเอเชีย เช่น กรณีฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวันและเกาหลีใต้ ทั้งสี่ประเทศนี้ล้วนเคยมีปัญหาคอร์รัปชันรุนแรง แต่ก็สามารถแก้ไขและลดทอนความรุนแรงของปัญหาได้ และถ้ามีข่าวการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศเหล่านี้ เรามักได้ยินข่าวการแก้ไขปัญหาหรือการลงโทษเอาผิดกับผู้ที่ทุจริตคอร์รัปชันอย่างเข้มแข็ง จริงจังตามมา เช่น ล่าสุดกรณีเกาหลีใต้ที่แม้แต่ประธานาธิบดีของประเทศก็ต้องถูกจับกุมและต้องโทษเรื่องคอร์รัปชัน

ความสำเร็จของประเทศเหล่านี้จึงเป็นความหวังให้กับประเทศอย่างไทยที่มีปัญหาคอร์รัปชันรุนแรง ว่าปัญหาจะสามารถลดทอนและแก้ไขได้ ถ้ามีการดำเนินการแก้ไขที่ถูกต้อง และถ้าเราดูวิธีการที่สี่ประเทศนี้ได้ใช้ในการแก้ปัญหา เราจะเห็นว่าความสำเร็จของการแก้ปัญหาเกิดจากบทบาทร่วมกันของคนจากหลายฝ่ายที่ร่วมกันแก้ปัญหา ไม่ใช่เป็นผลงานหรือความรับผิดชอบของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายในสังคมมีบทบาท เพราะต้องการลดคอร์รัปชัน และเท่าที่ได้ศึกษากรณีของประเทศเหล่านี้ ก็ชัดเจนว่ามีเงื่อนไขสำคัญอยู่ห้าเงื่อนไขที่ประเทศต้องมี ถ้าจะให้การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันของประเทศประสบความสำเร็จ

หนึ่ง ต้องจับปลาตัวใหญ่ หมายถึง ต้องสามารถนำคนใหญ่คนโตของบ้านเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชันมาลงโทษจำคุกให้ได้ เรื่องนี้เป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้การแก้ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศประสบความสำเร็จ เพราะถ้าคนใหญ่คนโตของบ้านเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชันไม่ถูกจับกุมดำเนินคดีลงโทษ คนทั้งประเทศก็จะไม่เชื่อว่าปัญหาคอร์รัปชันของประเทศแก้ไขได้ ดังนั้น ถ้าจะแก้คอร์รัปชันให้สำเร็จ เงื่อนไขนี้ต้องมีเป็นอันดับแรก เป็นประเด็นความเข้มแข็งของการบังคับใช้กฎหมายที่ต้องมี เพราะเป็นตัวชี้ขาดว่าการแก้ไขคอร์รัปชันของประเทศจะสำเร็จหรือไม่ คือ ผู้ที่ทุจริตคอร์รัปชันไม่ว่าจะใหญ่โตแค่ไหนต้องถูกจับกุมลงโทษเมื่อทำผิด ไม่มีข้อยกเว้น

สอง เศรษฐกิจของประเทศจะต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของการแข่งขันและกลไกตลาด คือ มีการแข่งขันและกลไกตลาดเป็นตัวจัดสรรทรัพยากรเศรษฐกิจของประเทศ ตรงกันข้าม ถ้าการจัดสรรทรัพยากรเศรษฐกิจของประเทศเป็นระบบผูกขาดหรือแข่งขันโดยคนส่วนน้อย หรือไม่มีการแข่งขัน โอกาสที่การทุจริตคอร์รัปชันจะเกิดก็มีมาก เพราะจะมีการใช้อำนาจเงินซื้อระบบให้เกิดการผูกขาด ไม่ให้มีการแข่งขัน เพื่อนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน

สาม ระบบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐต้องเป็นระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีบุคคลภายนอกเข้าร่วมเป็นหูเป็นตาเพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนที่ควรจะเป็น เพื่อลดความเสี่ยงของการทุจริตคอร์รัปชัน ระบบการจัดซื้อจัดจ้าง คือกลไกการจัดสรรทรัพยากรเศรษฐกิจของภาครัฐ ซึ่งแต่ละปีจะเป็นวงเงินที่มหาศาล ถ้าไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ หรือไม่มีการสอบทานโดยบุคคลภายนอก โอกาสที่การทุจริตเกิดขึ้นก็มีมาก ทำให้ประเทศสูญเสียทรัพยากรและโอกาสทางเศรษฐกิจ

สี่ บทบาทของภาคเอกชนที่บริษัทธุรกิจจะต้องมีส่วนร่วมในการป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน โดยบริษัทต้องมีมาตรฐานการทำธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี มีจริยธรรมในการทำธุรกิจและมีนโยบายและระบบที่จะป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันไม่ให้เกิดขึ้นในการทำธุรกิจของบริษัท ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะภาคธุรกิจคือด้านอุปทานหรือผู้ให้ในสมการคอร์รัปชัน ถ้าผู้ให้ปฏิเสธหรือมีพฤติกรรมที่จะไม่ให้ โอกาสของการเกิดการทุจริตคอร์รัปชันก็จะลดลง

ห้า ประเทศมีภาคประชาสังคมที่เข้มแข็งที่จะทำหน้าที่ส่งเสียง ตรวจสอบ และเฝ้าระวังการทุจริตคอร์รัปชันในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการประจำ หรือบริษัทธุรกิจ ภาคประชาสังคมที่เข้มแข็งจะเป็นพลังสำคัญในการเปิดโปงการทุจริตคอร์รัปชัน นำไปสู่การจับกุมลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม เกาหลีใต้เป็นประเทศที่โดดเด่นมากในเรื่องนี้ ที่ภาคประชาสังคมเข้มแข็ง สามารถผลักดันการตรวจสอบนักการเมืองจนนำไปสู่การเอาผิดและการดำเนินคดีกับบุคคลในระดับประธานาธิบดีได้ ดังนั้น ถ้าสังคมเข้มแข็ง ผู้ทุจริตคอร์รัปชันก็จะถูกเปิดโปง

ทั้งหมดนี้ คือ ห้าเงื่อนไขที่ประเทศต้องมีในการแก้คอร์รัปชันให้สำเร็จ ทำให้การแก้ไขปัญหาในบ้านเราควรต้องพยายามสร้างเงื่อนไขทั้งห้าเงื่อนไขนี้ให้เกิดขึ้น เพื่อให้การแก้ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศประสบความสำเร็จ

ที่น่ายินดีคือ ช่วงเจ็ดปีที่ผ่านมา ได้มีความพยายามที่จะสร้างเงื่อนไขเหล่านี้ให้เกิดขึ้นครบถ้วนในสังคมไทย เช่น ภาคเอกชน ปี 2010 มีการจัดตั้งโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตให้เป็นเสาของการแก้ไขปัญหาจากฝั่งภาคเอกชน ซึ่งก็คือเงื่อนไขที่สี่ ที่สนับสนุนให้บริษัทธุรกิจมีนโยบายและแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในการต่อต้านการทุจริตในการทำธุรกิจ คือ ทำธุรกิจอย่างสะอาด ไม่มีการจ่ายหรือให้สินบน ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทกว่า 840 บริษัทได้เข้าร่วมโครงการอย่างสมัครใจ

ในฝั่งของภาคประชาสังคม ซึ่งก็คือเงื่อนไขที่ห้า มีการจัดตั้งองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันแห่งประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยเริ่มจากการจัดตั้งเป็นภาคีในปี 2011 ให้เป็นเสาของการแก้ปัญหาที่มาจากฝั่งภาคประชาสังคม เน้นผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิธีปฏิบัติงานของภาคราชการเพื่อลดคอร์รัปชัน แก้ไขกฎหมายและเปิดโปงการทุจริตคอร์รัปชันในภาคราชการ ตามด้วยงานของมูลนิธิต่อต้านการทุจริตที่นำแนวทางการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันลงไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงในระดับจุลภาค คือ ในระดับหมู่บ้าน

ในส่วนของระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส ซึ่งก็คือเงื่อนไขที่สาม ได้มีการยกร่างและออก พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ที่กำลังจะเริ่มนี้ เพื่อให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในภาครัฐของประเทศมีมาตรฐานและมีความโปร่งใสทัดเทียมสากล เพื่อลดความเสี่ยงของการทุจริตคอร์รัปชัน มีการนำสัญญาคุณธรรมมาใช้ในโครงการลงทุนของหน่วยงานราชการเพื่อลดความเสี่ยงของการทุจริตคอร์รัปชัน และในส่วนของระบบเศรษฐกิจเอง ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สอง แม้ประเทศไทยจะเป็นระบบเศรษฐกิจเปิดตามหลักทุนนิยม แต่ประเด็นการแข่งขันและความโปร่งใสก็เป็นเรื่องที่สามารถปรับปรุงได้อีกมากเพื่อลดโอกาสที่จะเกิดการผูกขาดโดยธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีผู้เล่นน้อยราย

แต่เงื่อนไขที่ประชาชนฝากความหวังไว้สูงที่จะลดคอร์รัปชันก็คือเงื่อนไขที่หนึ่งที่สำคัญที่สุด ที่การบังคับใช้กฎหมายจะต้องเข้มแข็งตลอดห่วงโซ่ของกระบวนการยุติธรรมให้สามารถนำคนทุจริตคอร์รัปชันมาลงโทษได้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะปลาตัวใหญ่ที่คอร์รัปชัน แต่ยังมีหน้ามีตาอยู่ในสังคม เพราะยังไม่ถูกกล่าวโทษจับกุม

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่สามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้ แต่การแก้ปัญหาคอร์รัปชัน แม้จะมีเงื่อนไขเหล่านี้ก็จะไม่ประสบความสำเร็จถ้าปราศจากความตั้งใจจริงของภาครัฐที่จะผลักดันการแก้ไขปัญหาให้เกิดขึ้นจริงจัง โดยเฉพาะรัฐบาลที่ต้องเป็นผู้นำ เอาจริง และเป็นตัวอย่างของการแก้ไขปัญหา โดยการออกนโยบาย มาตรการ และเข้มแข็งในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนในสังคมเปลี่ยนพฤติกรรม สร้างให้เกิดจิตสำนึก ความเกรงกลัวและความละอายต่อบาป

ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งที่ปัญหารุนแรงขึ้นเพราะทั้งนักการเมืองและข้าราชการที่ทุจริตไม่ได้มีจิตสำนึกหวงแหนในทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ของชาติ กลับมองว่าเป็นสมบัติสาธารณะไม่มีเจ้าของ ไม่มีใครรักษา มีไว้ให้ถลุง จึงมุ่งแต่จะหาประโยชน์จากสมบัติของประเทศ เช่น งบประมาณแผ่นดินและทรัพย์สินของหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ จนสร้างความเสียหายมากมายให้กับประเทศ

การแก้คอร์รัปชันจึงต้องทำทั้งสองด้าน ทั้งด้านอุปทานที่มาจากพฤติกรรมธุรกิจของภาคเอกชน และด้านอุปสงค์ที่มาจากพฤติกรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการและฝ่ายการเมือง สนับสนุนโดยเงื่อนไขทั้งห้าด้านที่ได้พูดถึง ซึ่งน่าจะทำให้การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันของประเทศมีโอกาสที่จะสำเร็จมากขึ้น.

"เมื่อปัญหาคอร์รัปชันเป็นปัญหาระบบ การแก้ไขปัญหาจะพึ่งแต่องค์กรราชการเป็นผู้แก้ปัญหาอย่างเดียวคงไม่ได้เพราะคอร์รัปชันไม่ใช่ปัญหาการทำผิดกฎหมายเป็นครั้งคราวแต่เป็นปัญหาพฤติกรรมของสังคม ของระบบที่คนส่วนมากเกี่ยวข้อง ทำให้การแก้ต้องมุ่งไปที่การเปลี่ยนพฤติกรรมคนในสังคมและต้องอาศัยบทบาทร่วมกันของคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาคการเมือง ภาคราชการ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเพื่อให้สังคมเปลี่ยนพฤติกรรมไม่เรียกหรือจ่ายสินบน ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ใช้เส้นสายวิ่งเต้นและไม่ใช้อำนาจตามหน้าที่หาประโยชน์"

'33รสก.'ยื่นปลดแอก ขอออกระเบียบจัดซื้อ - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

กรุงเทพธุรกิจ คลังเผย33รัฐวิสาหกิจยื่นขอออกระเบียบจัดซื้อจัดจ้างของตัวเอง ตามเงื่อนไขของกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ อ้างเพิ่มความคล่องตัวการจัดซื้อ ด้าน กฟผ.เผยขอยกเว้นบางส่วน เน้นงานต้องการความคล่องตัว ขณะ ทอท.แจงกระทบไม่มาก เหตุประมูลโครงการเร่งด่วนไปแล้ว

พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) จัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐปี 2560 เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยกฎหมายฉบับนี้ จะครอบคลุมทั้งส่วนราชการ ส่วนกลาง ส่วนราชการภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

กฎหมายฉบับนี้ ได้เปิดทางให้หน่วยงาน ของรัฐ สามารถออกระเบียบหรือข้อบังคับการจัดซื้อ จัดจ้าง เพื่อใช้สำหรับหน่วยงานตัวเองได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความคล่องตัว แต่จะต้องสอดคล้องกับหลักการของกฎหมายฉบับนี้ ที่มีหลักในการบริหารการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ว่ายึดหลักความคุ้มค่า โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และสามารถตรวจสอบได้

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้มี 33 รัฐวิสาหกิจจากทั้งหมด 56 แห่งได้ยื่นให้กระทรวงการคลังพิจารณาอนุมัติ เพื่อขอให้หน่วยงานของตัวเอง ดำเนินการออกระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อนำมาใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงาน แทนการใช้พ.ร.บจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐฉบับใหม่ โดยให้เหตุผลเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและมีความยืดหยุ่น

ขอออกระเบียบจัดซื้อ-จัดจ้างเอง

การเปิดให้ทางรัฐวิสาหกิจสามารถออกระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างนั้น เป็นการอนุญาตให้รัฐวิสาหกิจที่มีกิจกรรมทางธุรกิจ ที่ต้องแข่งขันกับผู้ประกอบการในธุรกิจเดียวกัน ให้สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ต้องอยู่บนหลักการของความโปร่งใส ซึ่งการขออนุญาตออกระเบียบการจัดซื้อเองของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งนั้น เป็นการขอเป็นรายกิจกรรมของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ ไม่ใช่ขอออกระเบียบใช้สำหรับทั้งองค์กร

โดยรัฐวิสาหกิจ 33 แห่งที่ขอออกระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างของตนเอง เช่น ปตท. การบินไทย, การไฟฟ้าฝ่ายผลิต,การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, ทีโอที, อสมท. ,ธอส.,ออมสิน และ ธ.ก.ส. เป็นต้น

ทั้งนี้ พรบ.การจัดซื้อจัดจ้างและบริหารการพัสดุภาครัฐ ปี 2560 เป็นกฎหมายที่ออกมาแทนที่ระเบียบพัสดุของสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีส่วนเพิ่มเติมจากระเบียบเดิม เช่น การให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์ ตั้งแต่ขั้นการยกร่างทำเงื่อนไขตกลงเบื้องต้นจนถึงสิ้นสุดโครงการ

นอกจากนั้นยังได้กำหนดบทลงโทษกรณีเจ้าหน้าที่หรือผู้มีอำนาจหน้าที่ ในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท ถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะเดียวกัน กฎหมายยังกำหนดบทลงโทษ ผู้ใช้หรือสนับสนุนในการกระทำความผิด ให้มีโทษเท่ากับผู้กระทำความผิดด้วย

ก.ม.ใหม่เน้นความโปร่งใส-เป็นธรรม

สาเหตุหลักของการออกใช้กฎหมายฉบับดังกล่าว เพื่อต้องการให้การจัดซื้อจัดจ้าง มีกรอบการปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน มุ่งเน้นการเปิดเผยข้อมูลเพื่อความโปร่งใสและมีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์การใช้งานเป็นสำคัญเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการจ่ายเงิน

นอกจากนี้ ยังเน้นการวางแผนและประเมินผลเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ รวมทั้ง ส่งเสริมให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมเพื่อตรวจสอบและป้องกันการทุจริต กฎหมาย ฉบับนี้มุ่งเน้นการจัดซื้อด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อการเปิดเผยข้อมูล ที่โปร่งใส

กฟผ.เผยขอยกเว้นบางส่วน

ด้านนายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่า การกิจการสังคม ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ.ได้ยื่นเรื่องกับกรมบัญชีกลาง เพื่อขอให้ กฟผ.ดำเนินการออกระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อนำไปใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานแทนการใช้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐฉบับใหม่ ที่นำออกมาใช้เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2560

โดยเป็นการขอยกเว้นไม่ดำเนินการบางส่วนตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว ในส่วนของงานที่เกี่ยวข้องกับเชิงพาณิชย์ เช่น การก่อสร้างโรงไฟฟ้า,ระบบส่ง และการจัดหาเชื้อเพลิง เป็นต้น เพราะงานดังกล่าวเป็นภารกิจที่ต้องการความคล่องตัวในหลายขั้นตอนดำเนินการ

ทั้งนี้ กฟผ.ยืนยันว่า การออกระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างของ กฟผ.จะเป็นไปตามมาตรฐานของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน และมีความทันสมัย โดยคาดว่า หากกรมบัญชีกลางอนุมัติตามคำขอ กฟผ.ก็จะสามารถจัดทำระเบียบจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้สำหรับงานประมูลในโครงการต่างๆต่อไปได้

ทอท.แจงผลกระทบก.ม.มีไม่มาก

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวว่าการบังคับ ใช้พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐพ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 23ส.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้การจัดซื้อจัดจ้างของทอท.สะดุดบ้างแต่ภาพรวมไม่มีปัญหาใดๆ เพราะทอท.เตรียมตัวและเปิดประมูลโครงการเร่งด่วนไปก่อนแล้ว

อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับใหม่เป็นการบังคับใช้ระดับมหภาคจึงไม่ได้เหมาะกับรายละเอียดของทุกธุรกิจ ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงการคลังก็เข้าใจเรื่องนี้ดี โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่างๆ ขอยกเว้นหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับธุรกิจตัวเองเพื่อให้เกิดความคล่องตัว

ขณะนี้ทอท. อยู่ระหว่างจัดทำข้อยกเว้นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการบิน เพื่อเสนอให้กรมบัญชีกลางพิจารณา เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง ในเขตการบิน (Air side) ซึ่งมีเรื่องความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัย

โดยระหว่างนี้ทอท.ก็มีเวลาหายใจเพราะเปิดประมูลโครงการเร่งด่วน ไปแล้ว และเชื่อว่าจะสามารถจัดการ ประเด็นต่างๆในกฎหมายใหม่ได้หมดภายใน 1-2 เดือน

ก.ล.ต.หันใช้แพ่งปรับเต็มวงเงิน กรณีกลโกงในตลาดหุ้น-หวังลดจำนวน - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

ผู้จัดการรายวัน360 - ก.ล.ต.เร่งใช้มาตรการลงโทษแพ่ง หวังกดดันและลดจำนวนผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เน้นทั้งเรียกเงินคืน และสั่งปรับเต็มวงเงินตั้งแต่ 50,000 บาทถึง 1 ล้านบาท พร้อมให้ความร่วมมือทุกหน่วยงานแกะรอยเอาผิดอย่างถึงที่สุด

นายสมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สายบังคับใช้กฎหมาย แจงขั้นตอนการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2559 ว่า เมื่อคดีผ่านจาก ก.ล.ต. ไปแล้ว จะเดินเรื่องไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ทำหน้าที่สืบสวน สอบสวนก่อนพิจารณาส่งฟ้องต่อสำนักงานอัยการ โดย ก.ล.ต.ทำหน้าที่ประสานงานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

"เราทำชาร์ตให้ทุกหน่วยงานเห็นลักษณะการกระทำความผิดได้อย่างชัดเจน และช่วยประสานงาน อำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอนที่มีหน่วยงานใดๆ ขอมา เพราะการกระทำความผิดทางการเงินมีความซับซ้อน หาจุดเชื่อมโยงยากมาก คดีลักษณะนี้ต้องมีทีมงานที่มีความเข้าใจ เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษทางกฎหมายเราจึงให้ความร่วมมือกับทุกฝ่ายในทุกรณีที่เราดำเนินการได้"

อย่าง กรณีของบริษัท โพลารีส แคปปิตัล จำกัด (มหาชน) หรือ POLAR ที่ ณ ปัจจุบันศาลล้มละลายกลางสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนั้น ทาง ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการตรวจสอบมูลหนี้ทั้งหมด ว่าเป็นหนี้สินที่มีอยู่ "จริง" หรือไม่ เพื่อยุติกระบวนการนอมินีทั้งหมด ลง

"ก.ล.ต.พยายามปกป้องผู้ถือหุ้นรายย่อยอย่างเต็มที่ ที่ผ่านมาเมื่อเข้าสู่กระบวนการ "พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด" เราจะทำอะไรไม่ได้ แต่ต่อไปนี้เราจะชี้ให้เห็นจุดเชื่อมโยงของมูลหนี้กับบุคคลบางกลุ่ม เพื่อเปิดทางให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยไปยื่นคัดค้าน เมื่อผู้ถือหุ้นรายย่อยสามารถพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหนี้ดังกล่าวไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ตัวจริง เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นำทรัพย์ขายทอดตลาด ก็จะไม่สั่งจ่ายเงินให้เจ้าหนี้รายดังกล่าว เงินก็จะเหลือตกถึงผู้ถือหุ้นรายย่อยซึ่งเป็นผู้เสียหายที่แท้จริง ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ยังสามารถนำเอกสารที่สำแดงความเป็นเจ้าหนี้เท็จ ยื่นฟ้องดำเนินคดีทางอาญาได้อีกด้วย"

นายสมชายยืนยันว่าหลังจาก ก.ล.ต. ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งเป็นช่องทางการบังคับใช้กฎหมายอีกช่องทางหนึ่งนอกจากการดำเนินการทางอาญา ตั้งแต่ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ฉบับปัจจุบัน มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2559 นั้น ก.ล.ต.สามารถบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะ ก.ล.ต. สามารถพิจารณานำการกระทำความผิดดังต่อไปนี้มาดำเนินมาตรการลงโทษทางแพ่ง

กล่าวคือ ความผิดเกี่ยวกับการปั่นหุ้น ความผิดฐาน Insider Trading การแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริง ซึ่งควรบอกให้แจ้งในสาระสำคัญในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์หรือร่างหนังสือชี้ชวน หรือการส่งหรือเปิดเผยเอกสารหรือข้อมูลต่อสำนักงานฯ หรือตลาดหลักทรัพย์ฯ ผู้ถือหุ้นหรือประชาชนทั่วไปในกรณีต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด การไม่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการหรือผู้บริหาร และยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือบัญชีธนาคารที่ใช้ชำระค่าซื้อขายหลักทรัพย์หรือใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือบัญชีธนาคารของบุคคลอื่น โดยไม่ต้องรอรวบรวมหลักฐานทางอาญา

นอกจากนี้ กฎหมายยังครอบคลุมถึงบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) และบริษัทจัดการกองทุน (บลจ.) รวมทั้งพนักงานหรือลูกจ้างของบริษัทดังกล่าว ที่นำข้อมูลคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของลูกค้าไปใช้ประโยชน์ โดยการซื้อขายหลักทรัพย์ตัดหน้าลูกค้า (front running) หรือเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น ซึ่งอาจอาศัยข้อมูลที่ได้มานั้นไปซื้อขายหลักทรัพย์ตัดหน้าลูกค้า จะมีความผิดตามกฎหมายทันที

"ก.ล.ต.เดินหน้ามาตรการลงโทษทางแพ่งให้มาก เนื่องจากการรวบรวมหลักฐานส่งฟ้องทำได้รวดเร็วกว่าฟ้องอาญา อีกทั้งยังสามารถเรียกเงินค่าเสียหาคืนให้บริษัทได้ก่อน และเมื่อศาลมีคำพิพากษาลงมาผู้กระทำความผิดก็ต้องชำระค่าปรับเต็มจำนวนที่ ก.ต.ล.เรียกร้องไป ตั้งแต่ 50,000 บาทถึง 1,000,000 บาท โดยไม่สามารถลดหย่อนได้ เห็นได้ชัดว่าผู้กระทำผิดต้องชดใช้มากกว่าวงเงินที่กระทำผิดไป บริษัทก็สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปผู้ถือหุ้นรายย่อยก็ไม่ได้รับความเสียหาย และหากกดดันอย่างต่อเนื่อง ผู้ทำผิดเห็นโทษที่มีวงเงินสูงก็จะเริ่มกลัว และไม่เสี่ยงการกระทำความผิดน่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง"

นายสมชาย กล่าวว่า ทาง ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการปรับปรุงเว็บไซด์ของสำนักงาน ก.ล.ต.ให้ประชาชนทั่วไปสามารถหาข้อมูลต่างๆ ได้สะดวก รวดเร็วขึ้น เพื่อให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยมีข้อมูลอันเป็นประโยชน์นำไปต่อยอดรักษาสิทธิ์ของตน

"ปัจจุบันผู้ถือหุ้นรายย่อยรวมตัวกันและเข้มแข็งมากขึ้น ทางสำนักงาน ก.ล.ต.เองก็มีคดีที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยเป็นโจทย์ยื่นฟ้องอยู่บ้าง เป็นบรรทัดฐานที่ดี เราอยากให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยตระหนักถึงผลประโยนช์ของตนเอง เมื่อก.ล.ต.ทำหน้าที่อย่างเต็มศักยภาพแล้ว หาข้อมูลไว้ให้แล้ว สะกัดพฤติกรรมบางประการไว้ให้แล้ว ควรนำข้อมูลดังกล่าวไปต่อยอด เพราะทาง ก.ล.ต.ก็ดำเนินการได้ในระดับหนึ่ง คดีบางคดี การกระทำผิดบางลักษณะเมื่อพ้นออกจาก ก.ล.ต.ไปแล้วก็เกินอำนาจที่จะเข้าไป ต่อยอด ".

ผู้ว่าฯเชียงรายงัดกฎเหล็กสั่งห้ามจัดซื้อจัดจ้าง'วิธีพิเศษ' - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

พ่อเมืองเชียงรายสั่งหัวหน้าส่วนราชการ ห้ามใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างโครงการด้วยวิธีพิเศษ หลังพบปัญหาโครงการสร้างตุงใหญ่กลางเมือง หวั่นข้าราชการถูกตรวจสอบ-ขึ้นศาล ยกเว้นกรณีเกิดโรคระบาดร้ายแรงและภัยพิบัติ

นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ได้แจ้งต่อหัวหน้าส่วนราชการว่า ให้ทุกหน่วยงานยกเลิกวิธีการจัดซื้อจัดจ้างในการดำเนินโครงการต่าง ๆ ด้วยวิธีพิเศษ และให้แต่ละหน่วยงานหันมาใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างแบบวิธีปกติก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากต้องการเลี่ยงความเสี่ยงข้าราชการเข้าไปพัวพันกับการกระทำผิดขั้นตอนของกฎหมาย หรือการทำผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ หากดำเนินการไปแล้วจนไม่สามารถทำต่อไปได้ จึงค่อยหันมาใช้วิธีการอื่น ๆ ใน 6 วิธี คือ การตกลงราคา การสอบราคา การประกวดราคา การประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ วิธีกรณีพิเศษ และวิธีพิเศษ

สำหรับการให้ยกเลิกวิธีการจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากมีปัญหาโครงการก่อสร้างตุงเอกลัษณ์เชียงรายเมืองศิลปิน เพื่อน้อมรำลึกในรัชกาลที่ 9 และเพื่อเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 10 มูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท ณ สวนตุงและโคมนครเชียงราย ถนนธนาลัย อ.เมือง ซึ่งแต่เดิมทางเทศบาลนครเชียงรายได้เขียนแผนงาน/ออกแบบ และประมาณการจะใช้งบฯ 60 ล้านบาท โดยมีรูปแบบเป็นตุงโลหะขนาดใหญ่ สร้างด้วยบรอนซ์สูง 15 เมตร ต่อมามีการปรับลดงบฯลงเหลือ 50 ล้านบาท โดยตัดตุงปีกทางด้านซ้ายและขวา รวมทั้งฐานออกไป

"งบประมาณที่ขอมาก่อสร้างโครงการนี้เป็นของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน) ทำให้ทางอำเภอเมืองเชียงรายต้องเข้าไปดำเนินการเอง และได้ตั้งกรรมการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ ซึ่งผมเห็นว่าเข้าข่ายผิดขั้นตอนตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ ปี 2535 ข้อ 22 วรรค 2 ที่ระบุว่า การแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้างโดยลดวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างในครั้งเดียวกัน เพื่อให้วงเงินต่ำกว่าที่กำหนดโดยวิธีหนึ่งวิธีใด หรือเพื่อให้อำนาจสั่งซื้อสั่งจ้างเปลี่ยนไปจะกระทำมิได้ แต่โครงการนี้จะเหลือเพียงตุงใหญ่ตรงกลางอันเดียว แต่ชิ้นส่วนอื่น ๆ ถูกปรับออกหมด จึงถือเป็นการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง จึงสั่งให้ไปทบทวนโครงการแล้ว เพราะไม่อยากให้ข้าราชการต้องถูกตรวจสอบ หรือถูกชี้มูลความผิดขึ้นโรงขึ้นศาล โดยเฉพาะเมื่อเกษียณอายุราชการไปแล้ว ดังนั้น จึงกำชับให้ส่วนราชการใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างแบบปกติไปก่อน"

อย่างไรก็ตาม กรณีการห้ามใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างพิเศษดังกล่าวก็อาจจะมีข้อยกเว้นในบางเรื่อง เช่น ด้านสาธารณสุข กรณีเกิดโรคระบาดร้ายแรงที่ต้องยับยั้งการระบาดอย่างเร่งด่วน หรือการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรณีเกิดภัยพิบัติร้ายแรงจนใช้งบประมาณปกติไม่ได้ เป็นต้น

นอกจากนั้นยังได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้แล้ว ซึ่งผลการตรวจสอบจะส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป เช่น กระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)

ปชป.จี้ถอนพาสปอร์ตปู แนะบุญทรงเฉลยใครอยู่เบื้องหลัง-ทนายเตรียมยื่นประกันเพิ่ม - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

โพสต์ทูเดย์ - ทีม กฎหมาย ปชป. จี้รัฐเพิกถอนพาสปอร์ต "ยิ่งลักษณ์" ทันที สกัดช่องทางการเคลื่อนไหว

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลไม่มีความจริงใจต่อการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งหลบหนีคดีจำนำข้าวกลับมาดำเนินคดี ถ้ารัฐบาลจริงใจต้องรีบดำเนินการโดยใช้หมายจับของศาลซึ่งออกตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค. มาเพิกถอนหนังสือเดินทางทั้งสองฉบับของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทันที

ทั้งนี้ การเพิกถอนหนังสือเดินทาง สามารถทำได้ทันทีเพราะการทุจริต งบประมาณแผ่นดินเป็นล้านล้านบาท

หากรัฐบาลไม่ดำเนินการเพิกถอนหนังสือ เดินทางจะเป็นการเปิดช่องให้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างสะดวกทุกประเทศบนโลก

นายวิรัตน์ กล่าวว่า ส่วนคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์นั้น มีทางเดียวที่จะรอดได้คือ ตอบศาลให้ได้ว่าใครเป็นคนสั่ง สั่งโดยวิธีใด แล้วถ้าไม่ทำมีผล กระทบอย่างไร เชื่อว่าศาลจะรับฟัง หากนายบุญทรงพาดพิงไปถึงบุคคลอื่น เชื่อว่าจะต้องดำเนินคดีใหม่

ด้าน นายนรินทร์ สมนึก ทนายความของนายบุญทรง กล่าวว่า เรื่องการประกันตัวนายบุญทรงจะใช้แนวทางยื่นประกันพร้อมอุทธรณ์ ตอนนี้รอคำพิพากษาของศาลที่ต้องใช้เวลา 2 สัปดาห์ จากนั้นจะมาดูประเด็นที่จะอุทธรณ์ ซึ่งต้องรอดูหลายอย่างประกอบ ส่วนการยื่นประกันหลักทรัพย์เดิมยื่นประกัน คือ 30 ล้านบาท ส่วนจะเพิ่มเท่าใดนั้นยังบอกไม่ได้เพราะมีปัญหาโดนอายัดบัญชีโดยในวันที่ 4 ส.ค. จะไปพบกับนายบุญทรง

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การทุจริตระบายข้าวแบบจีทูจี มีนักการเมือง ข้าราชการ และพ่อค้านักธุรกิจ ร่วมมือกันแบบครบวงจรในลักษณะห่วงโซ่ทุจริต ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาหน่วยงานราชการ และองค์กรของรัฐควรมีกระบวนการรับเรื่องร้องเรียน และคุ้มครองข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐเป็นพิเศษ เพื่อให้ข้าราชการเจ้าหน้าที่รัฐที่พบเห็นหรือรับรู้การทุจริตของนักการเมืองและข้าราชการในหน่วยงาน มีช่องทางที่จะแจ้งเบาะแสการทุจริตเพื่อจัดการกับนักการเมือง

อาจารย์ม.ราชภัฏฯ เล็งฟ้องผู้บริหาร ส่อทุจริต12คดี - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

"คณาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม"รวมตัวตั้งเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน ยื่นฟ้องอดีตผู้บริหารหลายราย มีพฤติกรรมส่อทุจริตอุ้มคนผิด 12 คดี "อุปนายกสมาคมศิษย์เก่า"แฉกลุ่มอำนาจเก่าขวางตั้งผู้บริหารชุดใหม่ หวั่นถูกตรวจสอบเช็กบิล

เมื่อวันที่ 3 ก.ย.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะนี้นักศึกษาและคณาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ได้รวมตัวกันจัดตั้ง "เครือข่ายนักศึกษาคณาจารย์ต่อต้านคอร์รัปชัน"ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์ประสานงานรวบรวมข้อมูลหลักฐานยื่นฟ้องอดีตอธิการบดีและผู้บริหารมหาวิทยาลัยหลายรายที่ประพฤติตนส่อไปในทางไม่โปร่งใสโดยมี ดร.สมยงค์ แก้วสุพรรณ อุปนายกสมาคมศิษย์เก่าฯ เป็นที่ปรึกษากฎหมาย

ทั้งนี้ เนื่องจากเมื่อเดือน ม.ค.60 ดร.ภูษณ ปรีย์มาโนช อดีตกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ร้องเรียนให้มีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในมหาวิทยาลัย จำนวน 12 คดี แต่รักษาการผู้บริหารมหาวิทยาลัยกลับนิ่งเฉยไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น โดยพบว่ามีการบรรจุแต่งตั้ง อาจารย์ที่จบระดับปริญญาโท แต่กลับได้รับเงินเดือนในอัตราวุฒิปริญญาเอกโดยมิชอบ เมื่อมีการร้องเรียนและคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยมีมติว่ากระทำความผิดจริงให้ลงโทษปลดออกจากราชการเมื่อปี 2559 แต่อดีตผู้บริหารกลับไม่ทำตาม แต่ถ่วงเวลาเกือบปีแล้วออกคำสั่งบรรจุใหม่ ก่อนตนเองหมดวาระ ขณะเดียวกันยังพบว่าผู้บริหารปัจจุบัน ยังละเว้นที่จะดำเนินคดีทางวินัย คดีแพ่ง และคดีอาญาต่อผู้กระทำความผิด

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีอดีตผู้บริหารได้อนุมัติงบประมาณนำภรรยาไปทัศนศึกษาและเที่ยวต่างประเทศจำนวน 6 ครั้งเป็นเงินจำนวนเกือบ 5 แสนบาท ในปี58-59 แต่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยชุดรักษาการต่อมาก็ไม่ได้มีการดำเนินการสอบสวนเพื่อเอาผิดแต่อย่างใด

รวมทั้งยังมีข้าราชการระดับอดีตผู้อำนวยการฯ ได้จัดสรรงบประมาณให้กับโครงการวิจัยที่มีตัวเองเป็นผู้รับผิดชอบโครงการละ 2 ล้านบาท จำนวน 5 โครงการ โครงการละ 5 แสนบาท จำนวน1 โครงการ ทั้งๆ ที่คณาจารย์อื่นๆ ได้รับอนุมัติงบประมาณโครงการละ 1- 3 แสนบาท เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งตามระเบียบอาจารย์แต่ละคนมีสิทธิเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยได้ไม่เกิน 1 โครงการ นอกจากนั้นยังมีเรื่องร้องเรียนร้ายแรงที่ถูกเพิกเฉยจากผู้รับผิดชอบอีกกว่า 10 คดี

ทั้งนี้ เครือข่ายนักศึกษาคณาจารย์ฯได้เคยยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังศูนย์ดำรงธรรมของจังหวัด , สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ของจังหวัด และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)

ด้าน ดร.สมยงค์ แก้วสุพรรณ อุปนายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม เปิดเผยว่า ตนเองได้รับการร้องเรียนการทุจริตจากนักศึกษาและคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยจำนวนมาก ซึ่งพิจารณาหลักฐานแล้วเชื่อว่าน่าจะมีมูลและเป็นเรื่องร้ายแรงมาก ทั้งการทุจริตคอร์รัปชัน และการประพฤติมิชอบ รวมทั้งการสร้างเครือข่ายอำนาจในมหาวิทยาลัยทุกระดับ ก่อให้เกิดระบบอุปถัมภ์ต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี ทั้งๆ ที่เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน เมื่อกลุ่มนักศึกษาคณาจารย์ผู้รักสถาบันรวมตัวกันจัดตั้งเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชันขึ้น ตนเองในฐานะศิษย์เก่าคนหนึ่งและแกนนำเครือข่าย ป.ป.ช.ภาคประชาสังคมภาคอีสาน จึงยินดีรับเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมาย เพื่อร่วมกันปัดกวาดมหาวิทยาลัยให้สะอาดโปร่งใส ไม่ให้เป็นแหล่งแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป ซึ่งขณะนี้ได้มีการร้องเรียนและยื่นฟ้องต่อสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศูนย์ดำรงธรรม และกำลังสรุปข้อมูลตลอดจนพยาน หลักฐานเพื่อยื่นฟ้องคดีอาญา มาตรา 157 อดีตผู้บริหารมหาวิทยาลัยอีกหลายราย

ดร.สมยงค์ เปิดเผยอีกว่า ขณะนี้สถานการณ์ในมหาวิทยาลัยอยู่ในสภาวะสับสนปั่นป่วนเนื่องจากนับตั้งแต่ รศ.สมชาย วงศ์เกษม อดีตอธิการบดี หมดวาระลงเมื่อวันที่ 19 ก.พ.60 และสภามหาวิทยาลัยได้มีมติแต่งตั้งให้ รศ.ดร.นิรุต ถึงนาค ดำรงตำแหน่งอธิการบดี ก็ยังไม่มีอธิการบดีตัวจริงเข้าปฏิบัติหน้าที่ ต้องรอการโปรดเกล้าฯก่อน มีแต่เพียงรักษาการอธิการบดีปฏิบัติหน้าที่แบบชั่วคราว ทำให้กลุ่มอำนาจเก่าพยายามทุกวิถีทางที่จะสกัดกั้นการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัย ทั้งการร้องเรียนเรื่องคุณสมบัติผู้ที่จะดำรงตำแหน่งอธิการบดี การจัดส่งเอกสารเพื่อโปรดเกล้าฯไม่ครบถ้วน และการขัดขวางในสภามหาวิทยาลัยไม่ให้มีการแต่งตั้งคณะรองอธิการบดีตัวจริงเข้าดำ

รงตำแหน่ง เนื่องจากหวั่นเกรงว่าจะมีการเข้าไปตรวจสอบสะสางคดีทุจริตต่างๆ ที่อดีตผู้บริหารหลายรายถูกร้องเรียนและ

ฟ้องร้องคดีอาญา รวมทั้งขัดขวางการจะเข้าไปสลายกลุ่มผลประโยชน์และระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึกมานานหลายทศวรรษ

ขณะที่ ทันตแทพย์สุทธิทธิ์ วัณณสุทธางกูร ประธานเครือข่าย ป.ป.ช.จังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า เครือข่าย ป.ป.ช.ก็ได้รับเรื่องร้องเกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบในมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และหน่วยงานต่างๆ เป็นจำนวนมาก และได้มีการตรวจสอบและส่งข้อมูลไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. ส่วนกลางจนมีการพิจารณาลงโทษผู้กระทำความผิดเบื้องต้นแล้วหลายกรณี สำหรับกรณี ของมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามพวกตนจะเข้าไปตรวจสอบติดตามผลเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากเป็นมหาวิทยาลัยหนึ่งที่ได้ทำข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ ป.ป.ช. และองค์กรต่อต้านการทุจริตอีกหลายองค์กร

จ่อยื่นสอบ'บิ๊กตร.-อัยการ'ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่คดี'บอส'ไม่คืบ - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

"ศรีสุวรรณ" จ่อยื่น ป.ป.ช.สอบ "บิ๊กตร.-อัยการ" เข้าข่ายละเว้นหน้าที่คดี "บอส" หลบหนีไม่คืบ พี่ชายเหยื่อพ้อไม่เร่งจับกุม ขณะที่สื่อนอกรายงานพบซุกไต้หวัน ด้านอัยการยันข้อหาไม่หยุดรถแสดงตัวเพื่อช่วยเหลือแม้ขาดอายุความแต่ไม่กระทบข้อหาขับรถชนคนตายมีอายุความถึง 15 ปี โฆษกตร.เผยส่งหมายแดง 190 ประเทศยังไม่มีแจ้งพบตัวผู้ต้องหา ติงอย่ากล่าวหาลอยๆจนท.ให้การช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 3 กันยายน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยกรณีนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา อายุ 30 ปี ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อดัง ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตว่า จะเดินทางไปยื่นคำร้องที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ถนนสนามบินน้ำ จ.นนทบุรี ในวันที่ 4 กันยายน เพื่อให้ป.ป.ช.สอบสวนและดำเนินการเอาผิดกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ประกอบด้วย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และพนักงานอัยการ ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ปล่อยให้ผู้ต้องหาในคดีอาญาหลบหนีออกนอกประเทศ เข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม และเพื่อไม่ให้เป็นกรณีเยี่ยงอย่างที่ไม่ถูกต้องกลายเป็นความเคยชินในสังคมไทยและเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเกียร์ว่างโดยขาดความรับผิดชอบ หลังจากเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2555 ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังได้ซิ่งรถหรูเฟอร์รารี ด้วยความเร็วสูงกว่า 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พุ่งชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ตำรวจสายตรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิตคาเครื่องแบบ และยังลากร่างของผู้ตายไถลไปไกลหลายร้อยเมตรในเขตความรับผิดชอบพื้นที่ สน.ทองหล่อ

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า คดีนี้ไม่สลับซับซ้อนหากเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของสำนวนและอัยการจะเร่งรีบทำสำนวนส่งฟ้องคดีต่อศาล แต่กลับกลายเป็นการปล่อยให้ผู้ต้องหาหนีคดีจนเป็นกรณีอื้อฉาวระดับโลกและเป็นคดีรถชนที่ยืดเยื้อที่สุดในประวัติศาสตร์เนื่องจากกระบวนการไม่เร่งรีบหรือไม่ใส่ใจที่จะนำตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม ตามที่กฎหมายกำหนดทำให้อย่างน้อย 4 ข้อหาหมดอายุความไปโดยผลของกฎหมาย ล่าสุด ในวันที่ 3 กันยายนนี้ ข้อหาไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือและไม่แจ้งเจ้าพนักงานได้หมดอายุความลงแล้วซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงข้อวิพากษ์วิจารณ์กันของสังคมจนเป็นกระแสที่ไม่ควรเกิดขึ้น ดังคำกล่าวที่ว่า "คุกมีไว้ขังคนจน" ซึ่งสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยไม่สามารถยอมรับได้

ด้านนายพรอนันต์ กลั่นประเสริฐ พี่ชาย ด.ต.วิเชียร เปิดเผยว่า ขณะนี้ทราบแล้วว่าข้อหาจะหมดอายุความลงในวันนี้ (3 ก.ย.) สำหรับ ตัวเองรู้สึกเสียใจที่ตำรวจไม่เร่งรัดจับกุมผู้กระทำความผิด ส่วนตัวจะไปเรียกร้องเจ้าหน้าที่ให้เร่งดำเนินการก็ไม่สามารถทำได้เนื่องจากไม่รู้ระเบียบและขั้นตอนของกฎหมายจึงอยากขอความเป็นธรรมให้น้องชายที่เสียชีวิตไปเกือบ 5 ปีแล้ว แต่คดีกลับไม่มีความคืบหน้าจนไม่สามารถเอาผิดผู้ก่อเหตุได้

มีรายงานแจ้งว่า สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่านายวรยุทธได้หลบหนีอยู่ที่ไต้หวัน ซึ่ง เป็นสมาชิกหนึ่งใน 190 ประเทศของตำรวจสากล หากเจ้าหน้าที่ไต้หวันพบตัวก็สามารถจับกุมและเข้าสู่กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ในทันที

ขณะที่ ร.ท.สมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า แม้ข้อหาไม่หยุดรถแสดงตัวเพื่อช่วยเหลือจะขาดอายุความก็ไม่กระทบการดำเนินกระบวนการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนของนายวรยุทธ ผู้ต้องหาที่อัยการมีคำสั่งฟ้องไว้แล้ว ข้อหานั้นโทษเบา ส่วนข้อหาขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายที่อัตราโทษหนักยังไม่ขาดอายุความ โดยมีอายุความดำเนินคดี 15 ปีนับจากเกิดเหตุและจะสิ้นสุดอายุความในปี 2570 ตามขั้นตอน การขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน ทั้งนี้อัยการแจ้งข้อมูลข้อหาหนักเป็นหลักด้วยอยู่แล้ว ดังนั้นการดำเนินกระบวนการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนยังคงทำกันต่อไป

ส่วนรายละเอียดและความคืบหน้าการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้นเป็นภารกิจของสำนักงานอัยการ สำนักต่างประเทศ ที่มีนายอำนาจ โชติชัย เป็นอธิบดีดำเนินการซึ่งยังไม่ได้รับแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมขณะที่การติดตามตัวผู้ต้องหามาเข้าสู่กระบวนการฟ้องคดีต้องทำให้ได้ภายในอายุความที่ยังคงเหลืออยู่ ส่วนข้อหาใดที่ขาดอายุความไปแล้วสิทธิการนำคดียื่นฟ้องถูกระงับไปตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6)

ร.ท.สมนึก กล่าวด้วยว่า การขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะต้องรู้และแจ้งพิกัดที่อยู่ในต่างประเทศขณะจะส่งคำร้องให้ชัดเจน ไม่ใช่กระบวนการที่เราจะส่งเจ้าหน้าที่ไทยไปดำเนินการจับเองในต่างประเทศได้ทันที เจ้าหน้าที่ของไทยจะดำเนินการได้เฉพาะในเขตอำนาจประเทศไทยเท่านั้น โดยถ้าทราบพิกัดที่ชัดแจ้งแม้ประเทศที่ผู้ต้องหาพำนักไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้าย ข้ามแดนกับไทยก็สามารถใช้การร้องขอความร่วมมือทางอาญาและอาศัยหลักถ้อยทีถ้อยอาศัยต่างตอบแทนกันโดยกระทรวงการต่างประเทศของไทยอาจเป็นผู้ใช้ช่องทางนี้ได้

ทั้งนี้สำหรับข้อหาหนักกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 นั้น ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท อายุความ 15 ปีนับจากวันเกิดเหตุ

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงการติดตามตัวนายวรยุทธ อยู่วิทยา ว่าในคดีนี้ตำรวจดำเนินการติดตามตัวทุกช่องทางซึ่งตำรวจกองการต่างประเทศ หรือตำรวจสากล ได้ออกหมายจับแดง ไปยัง 190 ประเทศสมาชิกตำรวจสากล ให้ติดตามตัวแล้ว หากประเทศใดพบเบาะแสจะแจ้งและจับกุม แต่ขณะนี้ยังไม่มีประเทศใดตอบกลับมาอาจเพราะแต่ละประเทศก็มีหลายคดีที่ต้องดำเนินการ สำหรับข้อหาขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแล้วไม่หยุดช่วยหรือ แจ้งพนักงานหรือชนแล้วหนี ซึ่งจะหมดอายุความในวันที่ 4 กันยายนนั้น ยังคงมีข้อหาหนักที่ยังเหลืออยู่คือข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งยังเหลืออายุความอีก 10 ปี

"ส่วนที่มีการพูดถึงในลักษณะว่าเจ้าหน้าที่ให้การช่วยเหลือ เรื่องนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เน้นย้ำ หากมีเบาะแสให้แจ้งมาได้ทันทีไม่ใช่กล่าวหาลอยๆ" พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าว

Sukhumbhand, auditor-general settle libel case - THE NATION Issued date 2 September 2017

FORMER BANGKOK governor Sukhumbhand Paribatra yesterday agreed to withdraw his defamation suit against Auditor-General Pisit Leelavachiropas over allegations of corruption in his then administration's Bt39.5-million decorative-light project.

The agreement was reached during a two-hour court settlement session before both Sukhumbhand and Pisit came out and shook hands before journalists.

The former governor had alleged in his lawsuit that Pisit had defamed him during a press conference in May last year when he highlighted possible corruption in the light-show project operated by the Bangkok Metropolitan Administration between December 31, 2015 and January 31, 2016.

Pisit told reporters yesterday that the information reported by the media that day may not have been complete or was out of context. He said he had only outlined the preliminary opinions of his office and they were not final.

They had to be forwarded to authorities concerned and until now there had been no conclusion in the matter. "Investigation into the matter has not yet finished and Sukhumbhand is not guilty as alleged.The case is still under consideration of the National Anti-Corruption Commission, which will determine the result. "Sukhumbhand is a knowledgeable and capable person and his honesty has been acknowledged by the public. The Auditor-General's Office wishes to express regret that its opinions may have led people to misunderstand Sukhumbhand," Pisit said.

คอลัมน์ สายตรงท้องถิ่น: การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสใน อปท. - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม

การทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาสำคัญที่คอยกัดกร่อนความมั่นคงและการพัฒนาประเทศชาติมาเป็นเวลาช้านาน เนื่องจากปัญหาดังกล่าวได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศ เป็นมูลค่ามหาศาลในขณะเดียวกันก็เป็นตัวชี้วัดถึงศักยภาพของประเทศอีกด้วย โดยเฉพาะในปี พ.ศ.2558 ได้มีการเปิดเผยข้อมูลจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้จัดทำรายงานสรุปจำนวนหน่วยและมูลค่าความเสียหายจากข้อร้องเรียนด้านการทุจริต พบว่าเฉพาะในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุดหน่วยงานหนึ่ง พบว่ามีการทุจริตคอร์รัปชัน ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศมีมูลค่ารวมถึง 4,206.82 ล้านบาททำให้ในปี พ.ศ.2559 องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International : TI) ได้ประกาศค่าคะแนนดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันCorruption Perceptions Index (CPI) ประจำปี2559 ประเทศไทยได้ 35 คะแนน จาก 38 คะแนนในปี2558 และจากอันดับที่ 76 เป็นอันดับที่ 101 จาก176 ประเทศ ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับประเทศฟิลิปปินส์ เปรู กาบอง ไนเจอร์ ติมอร์เลสเต ตรินิแดดและ โตเบโก

จากปรากฏการณ์ดังกล่าว คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งมีหน้าที่ในการปราบปรามการทุจริตโดยตรง ได้เล็งเห็นความสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนเป็นรูปธรรม จึงมีมติกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (พ.ศ.2560 -2564) โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2560 จึงได้จัดทำแบบการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ(Integrity and Transparency Assessment : ITA )

จากการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2559 ได้มีมติเห็นชอบให้หน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานเข้าร่วมรับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐในปีงบประมาณ 2559-2560 ตามที่สำนักงาน ป.ป.ช.เสนอ อีกทั้งยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่ 3 (พ.ศ.2559-2560)ได้กำหนดให้การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการป้องกันการทุจริตเชิงรุก เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐซึ่งถือเป็นกลไกหนึ่งในกระบวนการทุจริตนั้น ได้มีการดำเนินการอย่างโปร่งใส และเกิดการป้องกันประเด็นเสี่ยงหรือช่องทางที่อาจจะก่อให้เกิดการทุจริตและสามารถยับยั้งการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเท่าทันสถานการณ์ ซึ่งเมื่อหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศมีการป้องกันการทุจริตเชิงรุกก็จะทำให้การทุจริตในภาพรวมของประเทศลดลงในที่สุด

จากที่กล่าวมาข้างต้น เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐอย่างที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ในการพัฒนาระบบประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน (Integrity & Transparency Assessment) ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สร้างต้นแบบของการบูรณาการเครื่องมือการประเมินคุณธรรมการดำเนินงาน(Integrity Assessment) หน่วยงานภาครัฐ และดัชนีวัดความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐของสำนักงานป.ป.ช. เข้าด้วยกัน เพื่อให้การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของสำนักงาน ป.ป.ช. มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเป็นการสร้างเครื่องมือการประเมินที่ผนวกหลักการประเมินเชิงภาพลักษณ์ (Perception Base) และหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence - Based)เข้าด้วยกัน โดยมุ่งหวังให้เกิดการบริหารงานที่โปร่งใสและเป็นธรรมในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

โดยวัตถุประสงค์ที่สำคัญของโครงการ มีดังนี้1)เพื่อประเมินผลด้านคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐที่เข้ารับการประเมิน

2)เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงพัฒนาด้านคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐที่เข้ารับการประเมิน

3)เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะในการจัดทำมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตทั้งในระดับนโยบายและในระดับปฏิบัติ

4) เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะแนวทางการเชื่อมโยงเครื่องมือการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ กับการยกระดับดัชนีชี้วัดการรับรู้การทุจริต (CPI)

ส่วนประโยชน์ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะได้จากการประเมินโครงการนี้ คือ

1) อปท. ได้รับทราบระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ทำให้เกิดความตระหนักและให้ความสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดคุณธรรมและความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

2) อปท. ได้รับแนวทางในการพัฒนาในด้านคุณธรรมและความโปร่งใสเพื่อใช้เป็นแนวทางประกอบการกำหนดนโยบาย และการดำเนินงานของหน่วยงานต่อไป

3) หน่วยงานที่รับผิดชอบการประเมิน ได้รับข้อเสนอแนะในการจัดทำมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตทั้งในระดับนโยบายและและในระดับปฏิบัติ

4) หน่วยงานที่รับผิดชอบการประเมิน ได้รับข้อเสนอแนะแนวทางการเชื่อมโยงเครื่องมือการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ กับการยกระดับดัชนีวัดการรับรู้ทุจริต (CPI)

โครงการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ITA)นับเป็นโครงการที่กระตุ้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งมีความตื่นตัวต่อการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยการประเมินฯ นี้เป็นการประเมินที่นับว่าได้ความคิดเห็นครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายที่มีความ เกี่ยวข้องกับ อปท. ไม่ว่าจะเป็นในระดับผู้บริหารข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ของแต่ละ อปท. รวมไปถึงการให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับ อปท. ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนส่วนราชการ ประชาชนที่เข้ามารับบริการที่อปท. ทุกกลุ่ม

ส่วนการเตรียมพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อเข้ารับการประเมินในโครงการนี้ คือ (1)ในระดับผู้บริหาร ควรเตรียมพร้อมในเรื่องของเอกสารเชิงประจักษ์ให้มีความครบถ้วน (2) ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ พนักงานของ อปท. ควรมีความใส่ใจในการประเมิน เพราะเป็นการประเมินที่จะเป็นภาพสะท้อนทำงานของตนเอง หน่วยงาน รวมทั้งของผู้บริหาร และ(3) สำหรับประชาชน ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ร่วมตรวจสอบการทำงานของ อปท. ทั้งในระดับบริหารและเจ้าหน้าที่ และได้ร่วมสะท้อนภาพการทุจริตที่เกิดขึ้นใน อปท. อีกด้วย

ดังนั้น การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสใน อปท. ต้องเริ่มจากการทำให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของการประเมิน และมีส่วนร่วมกับการประเมินอย่างแท้จริง

คอลัมน์ จุดนัดพบ: I Code - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

สิริพร สงบธรรม เลขาธิการสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย

การบังคับใช้กฎหมายเป็นเรื่องที่คนไทยร้าวรานใจ ตั้งใจ ตั้งมั่น เพียงใด มักต้องมีเหตุทุกทีไปสิน่า แต่อีกหลายมุมที่พอมีช่องทางดีๆ ที่ไม่ทำให้ต้องท้อใจ ในเมื่อกระแสสังคมอาจทำให้พัดพาไปในทางที่เราไม่ต้องการในบางคราว แต่หากจะ "หักมุม" ใช้กระแสสังคมนั้น "ทวนน้ำ" ให้สร้างกระแสดีๆ ผุดขึ้นมากันบ้างล่ะ มุมบวกก็น่าจะช่วยสร้างกระแสได้เช่นกัน

คนกระทำผิด กฎหมายมีบทลงโทษ ว่ากันไปตามกระบวนการ ในอีกมุมควรมีแนวทางส่งเสริมการรู้ผิดชอบ ชั่ว-ดี ด้วยตัวของพวกเขาเอง คนจับผิด กับคนจ้องจะทำผิด จับยังไงก็ไม่หวาดไม่ไหว

กฎหมายเป็นข้อตกลงที่ออกมาเพื่อให้คนในสังคมปฏิบัติตนร่วมกัน หากผิดไปจากข้อตกลง คือการทำผิดกฎหมาย นั่นแหละจึงเป็นที่มาของกฎหมายและการบังคับใช้

แม้ว่าสัดส่วนของวอลุ่มการซื้อขายประจำวัน จะเป็น นักลงทุนประเภทบุคคล มีสัดส่วนราว 50-60% วอลุ่มการซื้อขายประจำวัน แต่พวกเขามักมีสไตล์การลงทุนที่แตกต่างกันไปมากมายนับไม่ถ้วน ส่วนที่เหลือเป็นสัดส่วนการซื้อขายในซีกส่วนของนักลงทุนประเภทสถาบัน

นักลงทุนประเภทสถาบัน หากแวะเข้าไปดูภาคปฏิบัติเนื้อแท้แล้วคือการใช้บุคคลเป็นคนทำงาน เพียงมีหมวกขององค์กรและเกณฑ์เข้มเป็นยนต์ให้ทำงานในกรอบตามข้อตกลงให้นักลงทุนสบายใจ

แต่พวกเขา หรือผู้จัดการกองทุน หรือผู้บริหารองค์กร จึงจำเป็นต้องมี "หลักธรรม" ประจำใจมิให้ไขว้เขวกับผลประโยชน์ตรงหน้า ที่เห็นทุกวันๆ และยังเป็นการป้องกันความเสี่ยง หลีกเลี่ยงความเสียหาย ได้อีกด้วย

เงินก้อนมหาศาลที่บริหารโดยนักลงทุนสถาบัน ประเภทกองทุน ที่ผ่านการเดินทางมาแล้วเมื่อ 42 ปีก่อน มาวันนี้มีมากกว่า 4.8 ล้านล้านบาท ราว 1,500 กองทุน เป็นการระดมทุนมาจากนักลงทุน ที่เรียกว่าเป็น "ผู้ถือหน่วย"

เมื่อต้องมีเกณฑ์ให้กับบริษัทจดทะเบียน จากการระดมทุนมาใช้ในกิจการ ให้ตรงไปตามวัตถุประสงค์ของการใช้เงิน ในส่วนของการระดมทุนจากผู้ถือหน่วยก็ย่อมมีเกณฑ์กำกับไว้เช่นกัน

สินค้า-บริการของแต่ละกิจการ จัดกลุ่มไปตามประเภทธุรกิจ แต่สินค้าของกองทุนคือหุ้นในกระดาน ดังนั้นจึงควรมีแนวทางที่เป็นการตกลงร่วมกันบนหลักการธรรมาภิบาล ที่ตกลงใจที่จะกำกับดูแลตัวเอง ยังไม่ใช่ข้อกฎหมาย เป็นเกณฑ์ขั้นต้น ซึ่งหลายข้อ หลายแห่งทำเองอยู่แล้ว ได้แก่

ข้อหนึ่ง : มีการกำหนดนโยบาย ธรรมาภิบาลการลงทุนที่ชัดเจน

ข้อสอง : มีการจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์อย่างเพียงพอ เพื่อประโยชน์ที่ดีที่สุดของลูกค้า

ข้อสาม: ตัดสินใจและติดตามบริษัทที่ลงทุนอย่างใกล้ชิดและทันเหตุการณ์

ข้อสี่ : เพิ่มระดับในการติดตามบริษัทที่ลงทุน เมื่อเห็นว่าการติดตามในหลักการที่สามไม่เพียงพอ

ข้อห้า : เปิดเผยนโยบายการใช้สิทธิออกเสียงและผลการใช้สิทธิออกเสียง

ข้อหก : ร่วมมือกับผู้ลงทุนอื่นตามความเหมาะสม

ข้อเจ็ด : เปิดเผยนโยบายธรรมา ภิบาล การลงทุน และการปฏิบัติตามนโยบายต่อลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ

พิจารณาทั้งเจ็ดข้อ พบว่า ล้วนเป็นเรื่องปกติที่ผู้จัดการกองทุนได้ลงมือปฏิบัติกันอยู่แล้ว ไม่เห็นจะมีเรื่องแปลกใหม่ ก็ขอย้อนกลับไปเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันนั่นเอง ล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ต้องนำมาทบทวนกันบ่อยๆ

รหัส I Code คือ Investment Governance Code มีการประกาศตัวของ บริษัทจัดการกองทุนว่า รับใน หลักการนี้ไปแล้วกว่า 30 แห่ง (มีรายละเอียดใน www.sec.or.th)

เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือของนักลงทุนประเภทสถาบัน ให้ทำงาน ทำมาหากินกันได้นานๆ อย่าลืมว่าธุรกิจสถาบันการเงิน สิ่งแรกที่ต้องมีผลกับลูกค้า ความไว้วางใจ ที่จะหล่อ ก่อตัว กลายเป็นความน่าเชื่อถือถาวร นำ "เงินมหาชน" มาบริหาร ย่อมต้องมีบทในการพูดคุยกับพวกเขาเหล่านั้นด้วยเช่นกัน

ลองถามหา I Code เมื่อตัดสินใจซื้อหน่วยลงทุนดูบ้างเป็นไรไป

คอลัมน์ รู้ทันลงทุน: พรบ.หลักทรัพย์ฯ ฉบับที่ 5 (ตอน รู้เท่าทันการปั่นหุ้น) - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

ปริย เตชะมวลไววิทย์ ฝ่ายสือสารองค์กรและส่งเสริมความรู้ผู้ลงทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

บทความสองครั้งก่อนผมเล่าถึงหลักในเรื่องการเก็บรักษาข้อมูลภายในและการให้ข้อมูลเพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบกับผู้ลงทุนในตลาดทุนไปแล้ว ในครั้งนี้ผมจะเล่าถึงความผิดเกี่ยวกับการปั่นหุ้น หรือในศัพท์กฎหมายจะเรียกว่าการสร้างราคาหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ลงทุนควรต้องรู้และไม่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการปั่นหุ้นนะครับ

หุ้นปั่นหรือหุ้นที่ถูกสร้างราคา คือลักษณะของหุ้นที่มีราคาหรือปริมาณเปลี่ยนแปลงไป โดยไม่มีปัจจัยพื้นฐาน หรือข้อมูลสารสนเทศรองรับ โดยมีสภาพการซื้อขายหุ้นผิดไปจากสภาพปกติจากที่เคยมีมาในอดีตโดยไม่มีเหตุผลสนับสนุน และไม่ตรงกับสภาพการซื้อขายของตลาดโดยรวม และมักพบว่า ความผิดปกตินั้นเกิดจากการ กระทำโดยเจตนาของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ไม่ประสงค์ดี เอาเปรียบผู้ลงทุนรายอื่นโดยใช้วิธีหรือมีพฤติกรรมในการสั่งซื้อหรือขายหุ้นไม่ว่าจะปั่นให้ราคาขึ้นหรือลง หรือพยุงราคา เพื่อทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับราคาหรือปริมาณการซื้อขาย หรือส่งคำสั่งซื้อขายในลักษณะต่อเนื่องกันโดยมุ่งให้ราคาหรือปริมาณการซื้อขายนั้นผิดไปจากสภาพปกติของตลาด ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงควรต้องระมัดระวังในการจะเข้าไปซื้อขายหุ้นที่มีลักษณะนี้ หุ้นที่มักถูกขบวนการปั่นหุ้นเข้าไปปั่นนั้น มักเป็นหุ้นที่มีมูลค่าทางตลาดต่ำเนื่องจากใช้เงินทุนจำนวนน้อย มีสภาพคล่องในการซื้อขายน้อย มีจำนวนหุ้นหมุนเวียน (ฟรีโฟลต) น้อย หรือมีปัจจัยพื้นฐานไม่ค่อยดี

พฤติกรรมการปั่นหุ้นมีหลากหลายรูปแบบ เช่น เริ่มต้นจากที่กลุ่มปั่นหุ้นมักจะเก็บสะสมหุ้นในราคาต่ำ และหาวิธีไล่ราคาหุ้นขึ้นไป เพื่อจูงใจให้ผู้ลงทุนรายใหม่เข้ามาซื้อ แล้วก็หาจังหวะปล่อยหุ้นเมื่อราคาถึงเป้าหมาย ถ้าถามว่าแล้วปล่อยหุ้นไปตอนไหน คำตอบคือ ทยอยตั้งขายไประหว่างที่เขาทำทีซื้อนั่นเอง ผู้เคราะห์ร้ายคือ ผู้ลงทุนรายย่อยที่เข้าไปซื้อหุ้นตามแต่ยังไม่ได้ขาย เพราะเห็นว่ายังมีแรงซื้อหนาแน่นอยู่ สุดท้ายต้องติดดอยในที่สุด ทั้งนี้ พฤติกรรมของพวกปั่นหุ้นมักทำเป็นขบวนการ มีการกระจายเปิดพอร์ตการลงทุนไว้กับหลายโบรกเกอร์ในชื่อที่แตกต่างกันเพื่อโยนหุ้นไปมาสร้างดีมานด์/ซัพพลายเทียม จนทำให้ผู้ลงทุนรายอื่นเข้าใจผิดและซื้อขายตาม รวมถึงอาจมีการปล่อยข่าวเท็จ เช่น สร้างข่าวว่าหุ้นตัวนี้กำลังจะมีข่าวดี ซึ่งยุคโซเชียลมีเดียทำให้การกระจายข่าวทำได้ง่ายมาก

การจะเข้าไปชี้ว่ามีการปั่นหุ้น หรือหาตัวคนปั่นหุ้นนั้น ก.ล.ต.มีกระบวนการและขั้นตอนที่จะต้องพิสูจน์กันด้วยหลักฐานที่ค่อนข้างแน่นหนา ซึ่งการตรวจสอบจะเริ่มจากที่ตลาดหลักทรัพย์คอยทำหน้าที่สอดส่องดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์แบบเรียลไทม์ หากพบว่ามีความน่าสงสัยหรือผิดปกติ ก็จะแจ้งมายัง ก.ล.ต.เพื่อตรวจสอบเชิงลึก และรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมโดยใช้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายหลักทรัพย์

การจับปั่นหุ้นมีเป็นระยะๆ นะครับ หากดูสถิติจะพบว่า ปี 2559 ทั้งปี ได้กล่าวโทษและเปรียบเทียบปรับผู้ปั่นหุ้นไปทั้งสิ้น 7 คดี ลงโทษผู้กระทำผิดไป 32 คน ได้รับเงินค่าปรับส่งกระทรวงการคลังกว่า 21 ล้านบาท ซึ่งความผิดปั่นหุ้นปัจจุบันใช้กระบวนการลงโทษทางแพ่งตามกฎหมายหลักทรัพย์ได้ ซึ่งสามารถปรับได้ถึงสองเท่า และเรียกผลประโยชน์ที่ได้ไปคืนทั้งจำนวนอีกด้วย ซึ่งผมจะหาโอกาสมาเล่ารายละเอียดเรื่องมาตรการลงโทษทางแพ่งกันต่อไป

เพื่อเป็นการแก้ปัญหาแบบครบวงจร ก.ล.ต.ให้ความสำคัญกับการแก้ไขตั้งแต่จุดเริ่มต้นคือการ เตรียมความพร้อมของบริษัทที่จะระดมทุน การทำหน้าที่ของที่ปรึกษาทางการเงิน กระบวนการจัดสรรหุ้นโดยผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ (อันเดอร์ไรเตอร์) และการกลั่นกรองคุณภาพบริษัทจดทะเบียน จนถึงการร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อติดตามการซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีสภาพผิดปกติและลงโทษ ผู้กระทำผิดตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดทุกกรณี แต่ถึงจะจับปั่นหุ้นได้มากเพียงใด ก็คงเป็นเรื่องปลายเหตุนะครับ ต้องขอย้ำว่า ผู้ลงทุนเองควรต้องดูแลตัวเอง อย่าตกเป็นเหยื่อปั่นหุ้น ควรดูแลเงินทองที่หามาด้วยความยากลำบาก ก่อนจะลงทุนควรต้องศึกษาข้อมูลหรือสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญก่อน อย่าหลงเชื่ออะไรง่ายๆ จะมีโอกาสเสียหายได้มากนะครับ สุดท้ายนี้ ผู้ที่สนใจข้อมูลความรู้เกี่ยวกับกฎหมายหลักทรัพย์ สามารถเข้าไปที่ www.sec.or.th/secact ซึ่งจะมีข้อมูลสรุป รวมถึงวิดีโอที่แบ่งเป็นตอนๆ ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการทำหน้าที่ของกรรมการและ ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน รวมถึงผู้ลงทุนและประชาชนทั่วไป หากมีเวลาเข้าไปศึกษากันนะครับ

ก.ล.ต.ดูแลตลาดทุน เพื่อให้คุณมั่นใจ

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: ปริณามนิยาม การเปลี่ยนแปลง(1) - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

ดร.ปิยะพันธ์ ทยานิธิ

ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ

คำหนึ่งที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางแพร่หลายสม่ำเสมอใน ทุกวงการทุกยุคคือ เปลี่ยนแปลง ซึ่งมักมีนัยเชิงลบ (Negative Connotation) เชิงบ่อนทำลาย จึงมาพร้อมกับความรู้สึกหวาดระแวง กังวลใจ รังเกียจหรือถึงขั้นเกรงกลัว มากกว่าจะมองเห็นนัยเชิงบวก (Positive) เชิงสร้างสรรค์ให้สมดุลถ่วงดุลควบคู่กัน (Tradeoff)

คำว่าเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงเป็นคำกริยา ส่วนการเปลี่ยนแปลงเป็นคำนามบอกกริยา แสดงเหตุการณ์พฤติการณ์การกระทำ ในขณะที่ความเปลี่ยนแปลงเป็นคำนามบอกคุณศัพท์ แสดงสถานการณ์สถานภาพสภาพ แต่ทั้งสามคำต่างตรงกับคำว่า ปริณาม (Change) คือ เปลี่ยน เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนไป ปรับเปลี่ยน แลกเปลี่ยน แปรปรวน ผันผวน ผกผัน แตกต่างหรือแปลกไป กล่าวคือ ไม่เหมือนเดิม

เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงมีประเด็นที่ต้องคำนึงถึงหลายแง่มุม ทั้งเชิงปริมาณ (Quantity) และเชิงคุณภาพ (Quality) ทั้งกายมิติ เทศะ วัตถุบริเวณสถานที่ (Space) และกาลมิติ เวลา (Time) ทั้งด้านสมอง ความคิด (Intellect) และด้านจิตใจ ความรู้สึก (Spirit) ทั้งเข้มข้นรุนแรง (Intensive) และครอบคลุมทั่วถึง (Extensive) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเร็ว (Speed) ขอบเขต (Scope) ขนาด (Scale) และลำดับขั้น (Sequence) ของการเปลี่ยนแปลง หรืออีกนัยหนึ่ง อัตราเร็ว (Velocity) ปริมาตร (Volume) ความหลากหลาย (Variety) และความแปรปรวน (Variability) ของการเปลี่ยนแปลง หรืออีกแง่มุมหนึ่ง กว้างขวางครอบคลุม (Full) ไกลลับยาวนาน (Far) รวดเร็วทันที (Fast) และรุนแรงดุดัน (Fell) โดยอาจแบ่งออกได้เป็นปัจจัยที่เกิดจากภายใน (Endogenous) กับปัจจัยที่เกิดจากภายนอก (Exogenous) ซึ่งเป็นองค์ประกอบรากฐานในการรักษาดุลยภาพ ทั้งกรณีที่ต้องประสบพบเจอเผชิญผจญ (Encounter) เมื่อเหตุการณ์ ใดเกิดขึ้น (Reactive) และกรณีที่อาจเลือกกำหนดออกแบบกระตุ้นผลักดันพยายาม (Endeavor) เพื่อทำให้เหตุการณ์ใดเกิดขึ้นตาม ที่มุ่งหวังต้องการ (Active)

ผังวิภาคการเปลี่ยนแปลง (Change Anatomy) เป็นแผนภูมิแสดงปริณามในภาพรวม จำแนกแจกแจงมิติสัมพันธ์หลัก จากเชิงปริยัติ ปฏิบัติถึงปฏิเวธ โดยที่มิติและปัจจัยในแต่ละมิติมักเกิดขึ้นเรียงร่วมกันผสมผสานรวมกัน (Mutually Inclusive) จึงมิอาจแยกขาดจากกันได้ชัดเจน เพราะว่าเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันไปทุกทิศทุกทางตามกลไกเหตุผล เปรียบเสมือนตาข่ายพหุมิติพหุภาค (Plexus) ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละกรณี

เริ่มจากมิติแรก ตัวการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) หรือต้นตอแหล่งกำเนิด ได้แก่ ระบบวิทยาการ วิชาการ เทคโนโลยี ภูมิปัญญา ทางเลือก ทางออก ทางแก้ไข (Choice) ระบบสังคม คน จิตใจ ความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม อุปนิสัย นิสัยสันดาน กิริยามารยาท มนุษยธรรม (Human) ระบบกิจกรรม พันธกิจ ภารกิจ รัฐกิจ ธุรกิจ (Affair) ระบบธรรมชาติ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ (Nature) ระบบกิจการ องค์กร สถาบัน รัฐบาล หรือการปกครองกำกับดูแลควบคุม (Governance) และระบบเศรษฐกิจ อุปโภคบริโภค เพาะปลูก ผลิตบริการ แลกเปลี่ยนค้าขาย อดออมลงทุน (Economy) อันได้แก่บรรดาผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ทั้งหลาย

มิติที่สอง คุณสมบัติการเปลี่ยนแปลง (Change Attribute) โดยธรรมชาติเป็นวัฏจักร วงจร หรือปริวรรตกรรม หมุนไปไม่จบสิ้น ซึ่งมีนัยทั้งเชิงบวกและเชิงลบ ได้แก่ เกิดต่อเนื่องตลอดเวลา (Continuous) มีรูปลักษณ์รูปแบบผิดแผกแตกต่างกัน (Heterog eneous) เป็นเอกเทศโดยอิสระด้วยกลไกเหตุผล (Autonomous) มีจำนวนมากมายหลากหลาย (Numerous) เป็นทุกข์ไม่คงที่เอาแน่นอนไม่ได้ ตั้งอยู่ไม่ได้ควบคุมไม่ได้ (Grievous) และเกิดรวดเร็วฉับไวตามเวลา (Expeditious) ซึ่งจะเห็นว่าล้วนเป็นไปตามหลักไตรลักษณ์ (Tri-Characteristic)

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)

ลูกน้องบริวาร 'ทักษิณ' ติดบ่วงทุจริต จำคุก-หนีคดี - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

เพราะคดีทุจริตจีทูจีโครงการจำนำข้าว ที่มี บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และ ภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ เป็นจำเลย ถูกศาลพิพากษา จำคุกหนักถึง 42 ปี และ 36 ปี ตามลำดับ

โยงมาถึงคดีปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตจำนำข้าว ที่ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย และหนีคำพิพากษา

2 คดีมีความเกี่ยวเนื่องเดียวกัน

"สุรนันท์ เวชชาชีวะ" อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในสมัย "ยิ่งลักษณ์" จึงออกมากล่าวถึงเพื่อน "บุญทรง" ว่าเพื่อนกังวล แต่พูดไม่ได้

ถอดรหัส-ความหมายดังกล่าว อาจเป็นเพราะในรอบทศวรรษท่านมา หลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ที่เป็นเหตุให้ "ทักษิณ ชินวัตร" ต้องร่วงหล่นจากอำนาจผู้นำประเทศ นับแต่นั้นคนใกล้ชิดโดยตรง โดยอ้อม ที่เกี่ยวเนื่องกับ "ทักษิณ" ก็โดนคดีทุจริตหลายคน

"บุญทรง-ภูมิ" โดนอ่วม

ตัวอย่างเช่น กรณีล่าสุด ในคดีทุจริตระบายข้าวแบบจีทูจี มีบุญทรง-ภูมิ เป็นจำเลย ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2560 ว่า "บุญทรง-ภูมิ" และพวก ร่วมทำยุทธศาสตร์การระบายข้าว เพื่อนำบริษัท กว่างตง จำกัด และบริษัท ห่ายหนาน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเครือข่ายของอดีต นายกฯทักษิณ มาทำสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐในราคาต่ำกว่าท้องตลาด ไม่เปิดประมูลขายข้าวภายในประเทศ ทำให้ข้าวในท้องตลาดขาดแคลน ผู้ประกอบการค้าข้าวไม่สามารถหาซื้อข้าวในท้องตลาดได้ จำต้องไปหาซื้อข้าวจากกลุ่มบริษัทและพนักงานของเครือข่ายทักษิณ จึงเป็น 2 นักการเมืองที่มีโทษจำคุกหนักที่สุด 42 ปี และ 36 ปี ตามลำดับ

"ยงยุทธ" คุก 2 ปี

4 วันหลังจากนั้น เมื่อ 29 ส.ค. 2560 ศาลฎีกาแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา จำคุก "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็นเวลา 2 ปี จากกรณีที่ดินอัลไพน์ ซึ่งตอนที่ "ยงยุทธ์" เป็นอธิบดีกรมที่ดินได้รับรองให้การซื้อขายที่ดินจำนวนกว่า 700 ไร่ ทั้งที่เป็นที่ธรณีสงฆ์ แม้ความเห็นของที่ประชุมใหญ่ของคณะกรรมการกฤษฎีกาในขณะนั้นจะยืนยันว่าไม่สามารถซื้อขายที่ดินได้ เพราะเป็นที่ดินวัด แต่ในเวลาต่อมา บริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด และบริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตท จำกัด ได้ขายที่ดินต่อให้กับ "คุณหญิงพจมาน ชินวัตร" (ภรรยาทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้น)

15 ปีให้หลัง "ยงยุทธ" ลาออกจาก 2 ตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และถูกพิพากษาจำคุก 2 ปี

ชูชีพ-วิทยา ถูกจองจำตอนแก่

ไม่ต่างจาก "ชูชีพ หาญสวัสดิ์" อายุ 72 ปี อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และ "วิทยา เทียนทอง" อดีต ส.ส.สระแก้ว อายุ 75 ปี ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2559 โดยร่วมกันทุจริตจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ของกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วงเงิน 367 ล้านบาท

"หมอเลี้ยบ" คุก 1 ปี

ขณะที่ "หมอเลี้ยบ" อดีต รมว.ไอซีที ในรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ต้องถูกจองจำ 1 ปี หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษา เมื่อ 25 ส.ค. 2559 ในคดีแปลงหุ้นสัมปทานดาวเทียมเอื้อประโยชน์ชินคอร์ปอเรชั่น ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ นพ.สุรพงษ์อนุมัติให้แก้ไขสัญญาโดยให้บริษัทชิน แซทฯ ลดสัดส่วนผู้ถือหุ้นบุคคลสัญชาติไทยจาก 51% ให้เหลือ 40% ทำให้เกิดความเสี่ยงในการครอบงำกิจการของชาวต่างชาติที่จะมีผลต่อกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติ ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายกิจการโทรคมนาคม ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่ได้ นำเสนอต่อ ครม.ตามขั้นตอน

"วิโรจน์ นวลแข" ติด 18 ปี

ย้อนกลับไป 1 ปี ก่อนหน้านั้น 26 ส.ค. 2558 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาในคดีที่อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ฟ้องทักษิณ จำเลยที่หนึ่งกับพวก รวม 27 คน เป็นจำเลย กรณีอนุมัติให้ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ให้บริษัทในกลุ่มของบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) รวมเป็นเงินกว่า 9.9 พันล้านบาทโดยมิชอบ เป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหาย หนึ่งในนั้นมีชื่อของวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ที่ศาลฎีกา พิพากษาให้ลงโทษจำคุก 18 ปี

"วราเทพ" ติดบ่วงหวยบนดิน

มาถึงคดีทุจริตหวยบนดิน อันมี "ทักษิณ" เป็นจำเลยที่หนึ่งเช่นกัน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2552 "วราเทพ รัตนากร" จำคุก 2 ปี แต่รอการลงโทษ พร้อมกับจำเลยคนอื่น ๆ อาทิ "สมใจนึก เองตระกูล" อดีตปลัดกระทรวงการคลัง

"ประชา" หนีคดีรถดับเพลิง

เมื่อ 10 ก.ย. 2556 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก "ประชา มาลีนนท์"อดีต รมช.มหาดไทย และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 12 ปี จากกรณีคดีทุจริตในการจัดซื้อรถดับเพลิงและเรือดับเพลิง มูลค่า 6,687,489,000 บาท แต่ทว่า "ประชา" หนีคดีไปต่างประเทศ

2 กกต.เอื้อไทยรักไทย

นอกจากนักการเมืองแล้ว ยังมีคนในองค์กรอิสระติดบ่วงด้วย โดยเมื่อ 3 มิ.ย. 2559 2 อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีต ประธาน กกต. และ ปริญญา นาคฉัตรีย์กกต.ต้องถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก คนละ 2 ปี พร้อมกับเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้งคนละ 10 ปี ที่ไม่เร่งสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีพรรคไทยรักไทย ว่าจ้างพรรคเล็กลงสมัครเลือกตั้ง 2 เม.ย. 49 ทำให้พรรคไทยรักไทยได้ประโยชน์

ป.ป.ช.ขี้มูล "เสี่ยไก่"

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2560 ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด วัฒนา เมืองสุข แกนนำ พรรคเพื่อไทย สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กับพวก ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ส่อว่า ทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร อยู่ระหว่างรวบรวมสำนวนส่งอัยการ เพื่อฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป

ทั้งหมดนับเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับคดีทุจริต ยังไม่นับรวมเครือข่ายทักษิณ ที่ต้องจองจำเพราะคดีการเมือง

ในช่วงทศวรรษที่ "ทักษิณ" เผชิญวิบากกรรม ลูกน้อง-คนในเครือข่าย ก็ต้องติดคุกติดตะรางกันไปด้วย

คอลัมน์ เสียงประชาชนปฏิรูปตำรวจ: จะกำจัดหลุมดำกระบวนการยุติธรรมอาญาไทยได้อย่างไร - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

พันตำรวจเอกวิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

virute_sir@hotmail.com

ประเทศไทยในขณะนี้ นอกจากผู้คนจะมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับสามของโลกรองจากอินเดียและรัสเซีย เนื่องจากปัญหาโครงสร้างทางสังคมที่ไม่เป็นธรรมต่อคนส่วนใหญ่แล้ว การทุจริตประพฤติมิชอบของข้าราชการโดยเฉพาะเจ้าพนักงานผู้รักษากฎหมายก็รุนแรงจนประชาชนไม่ไว้วางใจในการปฏิบัติหน้าที่ มีปฏิกิริยาโต้แย้งแสดงออกในรูปแบบต่างๆ กันมากมาย

เศรษฐีมีเงินข้าราชการผู้ใหญ่ที่รับส่วยสินบนและทุจริตฉ้อฉล สามารถสะสมทรัพย์สมบัติกันได้มากจนเหลือล้น ใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยกันยันลูกหลาน

ส่วนชาวบ้านผู้ทำมาหากินกันด้วยความสุจริตนั้นกลับยากจน ไม่ว่าคนที่เป็นเกษตรกรหรือผู้ใช้แรงงาน หรือแม้กระทั่งคนชั้นกลางเกือบทั้งประเทศปัจจุบันต่างตกอยู่ในความทุกข์ยาก ไร้อนาคต

จากเดิมที่พวกเขาทำงานหนักกันอยู่แล้ว แต่ท่ามกลางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองในปัจจุบัน ทำให้ต้องทำงานหนักกันยิ่งขึ้นอย่างวิปริต เพียงเพื่อให้ครอบครัวมีปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต

เช่น คนขับรถโดยสารบางประเภทนั้น ไม่มีใครรู้ว่า พวกเขาต้องทำงานกันหนักแค่ไหนในแต่ละวัน บางคนต้องตื่นตั้งแต่ตีสามตีสี่เดินทางไปรับรถตอนเช้ามืด รับผิดชอบชีวิตผู้คนในแต่ละเที่ยวมากมาย กว่าจะได้กลับบ้านก็สามสี่ทุ่ม ได้นอนกันจริงๆ เพียงสี่ห้าชั่วโมง แต่ได้ค่าตอบแทนแค่หมื่นเศษเท่านั้น สวัสดิการอะไรแบบข้าราชการก็ไม่มี

ด้านงานรักษากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ก็ถูกผู้คนตั้งคำถามทั้งจากชาวไทยและต่างชาติแม้กระทั่งประเทศเพื่อนบ้านว่า มีประสิทธิภาพและความเป็นธรรมต่อผู้คนทุกชั้นชนอย่างเสมอภาคกันตามระบอบประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด

ใครที่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องหรือสนใจต่อปัญหานี้ ต่างตระหนักกันดีว่า กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศมีปัญหาในระดับที่เรียกได้ว่า "แสนสาหัส"

นอกจากเศรษฐีและคนมีอำนาจที่กระทำความผิดจะถูกดำเนินคดีและติดคุกยาก ต่างไปจากคนจนแล้ว

ก็ยังมีผู้คนที่ต้องตกเป็นผู้ต้องหาและผู้เสียหายอย่างไม่เป็นธรรม ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของเจ้าพนักงานผู้อ้างว่าเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายกันมากมาย?

ปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการพัฒนา รวมทั้งเพิ่มเงินเดือนค่าตอบแทนอะไรให้ตำรวจหรือเจ้าพนักงานฝ่ายใดทั้งสิ้น?

เนื่องจากสาเหตุที่สำคัญ เป็นผลมาจากระบบและโครงสร้างทางกฎหมายโดยเฉพาะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่เปิดโอกาสให้ตำรวจสามารถใช้อำนาจได้อย่างกว้างขวางทั้งในการจับกุมและการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน โดยไม่มีการตรวจสอบควบคุมจากภายนอก เพื่อให้ผู้รับผิดชอบกระทำกันความสุจริตและมีประสิทธิภาพกันอย่างแท้จริง

ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของอัยการในการสั่งคดี ไม่ว่าจะเป็นกรณี สั่งงดสอบสวน สั่งไม่ฟ้อง หรือฟ้องแล้วศาลยกฟ้อง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนมากมายเหลือคณานับ ถือเป็นจุดดับของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาประเทศไทย

เนื่องจากคดีทั้งสามประเภทนี้ ซึ่งยังไม่นับกรณีที่พนักงานสอบสวน ไม่รับคำร้องทุกข์ออกเลขคดี อีกมากมาย ล้วนทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเสียหาย เนื่องจากผู้กระทำผิดไม่ถูกลงโทษตามกฎหมายและชดใช้ในทางแพ่ง

การงดสอบสวนก็คือ กรณีมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นไม่ว่าประเภทใด ซึ่งส่วนใหญ่ผู้เสียหายในคดีประเภทนี้มักเป็นคนยากจน เจ้าพนักงานอ้างว่าได้สืบสอบกันมานาน จนป่านนี้ก็ยังไม่รู้ว่าคนร้ายเป็นใคร เมื่อครบระยะเวลาหนึ่งหรือหนึ่งปีตามที่กำหนด ก็เสนอให้อัยการสั่งงดสอบสวน

แต่ละปีมีหลายหมื่นคดี ทำให้ไม่มีใครต้องรับโทษหรือชดใช้ความเสียหายใดๆ ทั้งสิ้น

เช่น คดีฆาตกรรมอำพรางประชาชนในช่วงปราบยาเสพติดเพียง 3 เดือน ในปี 2547 ถึง 2,500 ศพ ถือเป็นคดีฆ่าคนตายไม่รู้ตัวคนร้ายทั้ง 2,500 คดี การสืบสอบไม่มีความคืบหน้า พนักงานสอบสวนนั่งรอครบเวลาหนึ่งปี ก็เสนอให้พนักงานอัยการสั่งงดสอบสวนทั้งหมด!

ส่วนคดีสั่งไม่ฟ้อง แม้ตามกฎหมาย หากมีพยานหลักฐานใหม่ อัยการก็ยังสามารถฟ้องได้ แต่ในข้อเท็จจริงแทบไม่เคยปรากฏ ถือว่าคดีได้สิ้นสุดไปด้วยเช่นกัน?

คดีประเภทนี้ หากผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัวนำไปฝากขังหรือแม้กระทั่งได้ประกันตัวเป็นผู้บริสุทธิ์ ก็ได้รับความเดือดร้อนต้องเสื่อมเสียเสรีภาพ เสียชื่อเสียง เช่น กรณีคดี แพท ณปภา ที่ถูกตำรวจแจ้งข้อหาว่าฟอกเงิน สื่อเสนอข่าวกันเป็นเรื่องราวใหญ่โต แต่เมื่อพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง

ใครคือผู้รับผิดชอบความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเธอ?ส่วนคดีที่ศาลยกฟ้อง นอกจากผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นจำเลยจะได้รับความเสียหายอย่างมากมาย เช่นกรณีคดีทัวร์ศูนย์เหรียญและคดีอื่นๆ อีกไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ที่อัยการสั่งฟ้องและจำเลยต่อสู้คดีแล้ว

หากเป็นผู้กระทำผิด ก็จะทำให้อาชญากรคนนั้นกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ไปทันที

ผู้เสียหายไม่ได้รับการเยียวยาทางจิตใจเห็นผู้กระทำผิดได้รับโทษตามกฎหมาย แม้คนร้ายจะไปเดินเยาะเย้ยอยู่หน้าบ้าน ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากเอาปืนมายิงมันเสียให้ตาย ส่วนความเสียหายทางแพ่งมีค่าเป็นศูนย์

เช่นคดี นาวาเอกวุฒิชัย บุญฤทธิ์ รองเจ้ากรมอิเล็กทรอนิกส์แห่งกองทัพเรือที่ถูกอันธพาลยิงตายในพื้นที่ สน.ห้วยขวาง เป็นข่าวใหญ่เมื่อหลายปีที่ผ่านมา การสืบสอบนำไปสู่การจับคนร้ายได้ ผู้ต้องหากลายเป็นรองสารวัตรตำรวจคนหนึ่ง ตำรวจนครบาลสรุปการสอบสวนส่งให้อัยการสั่งฟ้อง

แต่สุดท้ายถูกยกฟ้องทั้งสามศาล คนร้ายยังลอยนวลอยู่กระทั่งปัจจุบัน ญาติพี่น้องฟ้องเรียกความเสียหายจากใครไม่ได้!

ซึ่งยังมีคดีที่ดำมืดลักษณะนี้อีกมากมายในประเทศไทย

ฉะนั้น การปฏิบัติงานในชั้นสอบสวนและสั่งคดีของพนักงานอัยการจึงมีความสำคัญต่อความยุติธรรมทางอาญาอย่างยิ่ง ซึ่งรัฐจะต้องทำให้สองส่วนนี้เป็นกระบวนการเดียวกันเหมือนประเทศที่เจริญแล้วทั่วโลก

อัยการในประเทศที่เจริญ จะสั่งฟ้องคดีก็ต่อเมื่อมีความแน่ใจว่าพยานหลักฐานจากการสอบสวนชัดเจนพอที่จะพิสูจน์ให้ศาลพิพากษาลงโทษได้ ที่เรียกว่า Proof to Beyond Reasonable Doubts เท่านั้น

และคดีที่อัยการสั่งฟ้องเช่นประเทศญี่ปุ่น ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ คือร้อยละ 99.99

สังคมที่กระบวนการยุติธรรมมีมาตรฐานสากล เน้นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างสูงยิ่งเช่นนี้ จึงทำให้ประเทศมีความเจริญก้าวหน้าและมั่นคงอย่างแท้จริง

แม้กระทั่งชาติที่ได้รับการจัดอันดับว่ามีปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบของข้าราชการอยู่ในระดับต่ำติดอันดับโลกนั้น ประชาชนล้วนมีหลักประกันในสิทธิและเสรีภาพและความยุติธรรม รวมทั้งสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารราชการได้ง่ายด้วยกันทั้งสิ้น

และไม่มีประเทศใดในโลกที่รัฐปล่อยให้งานสอบสวนอยู่ในมือของตำรวจฝ่ายเดียวโดยไร้การตรวจสอบควบคุมจากภายนอกระหว่างสอบสวนเช่นประเทศไทย ถือเป็นจุดดับของกระบวนการยุติธรรมทางอาญามาช้านาน

ความเป็นอิสระของงานสอบสวน รวมทั้งการตรวจสอบควบคุมจากภายนอกโดยพนักงานอัยการตั้งแต่เกิดเหตุ รับผิดชอบต่อผลของคดีร่วมกับพนักงานสอบสวน ถือเป็นหัวใจของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่สอดคล้องกับหลักสากล เพื่อให้เป็นที่เชื่อถือยอมรับของประชาชนตามที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกว่าเป็นวาระสำคัญของประเทศต้องเร่งดำเนินการ

การปฏิรูปประเทศไม่ใช่เรื่องที่ผู้มีอำนาจรับผิดชอบจะต้องตามใจ หรือเกรงใจใคร

สิ่งที่นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลต้องเร่งดำเนินการโดยไม่จำเป็นต้องรอแม้กระทั่งการพิจารณาของคณะกรรมการชุดใดก็คือ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและที่เกี่ยวข้องดังนี้

1.แยกงานสอบสวนออกจากระบบตำรวจผู้มียศ การเลื่อนเงินเดือนแต่งตั้งโยกย้าย และลงโทษทางวินัยให้กระทำด้วยความเห็นชอบของ คณะกรรมการสอบสวนคดีอาญาแห่งชาติ

2.ให้อัยการมีอำนาจสอบสวนคดีอาญาทั้งปวง สามารถรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษจากประชาชนได้ ในกรณีที่หน่วยสอบสวนพื้นที่รับผิดชอบไม่ดำเนินการ

3.การแจ้งข้อหาบุคคลหรือเสนอศาลออกหมายจับ ต้องได้รับความเห็นชอบจากพนักงานอัยการ สร้างหลักประกันสิทธิเสรีภาพต่อประชาชนว่าจะไม่ถูกดำเนินคดีเมื่อไม่มีพยานหลักฐานแน่ชัดที่สามารถสั่งฟ้องคดีให้ศาลลงโทษได้

4.พนักงานอัยการต้องมีอำนาจ ตรวจสอบและควบคุมการสอบสวนในคดีที่เห็นว่าจำเป็น โดยพนักงานสอบสวนต้องรายงานให้อัยการทราบทันทีที่เกิดกระทำผิด 5.การสอบปากคำบุคคล ต้องกระทำในห้องจัดไว้ให้มีการบันทึกภาพและเสียงเป็นหลักฐานเพื่อให้อัยการและศาลตรวจสอบได้เมื่อจำเป็นทุกคดี

6.อัยการจะสั่งฟ้องได้ ต่อเมื่อแน่ใจโดยปราศจากข้อสงสัยว่าผู้ต้องหานั้นเป็นผู้กระทำผิดและสามารถพิสูจน์ให้ศาลลงโทษได้ (Proof to Beyond Reasonable Doubts) เท่านั้น

ถือเป็นการกำจัดหลุมดำกระบวนการยุติธรรมทางอาญาไทย ปฏิรูปให้สอดคล้องกับหลักสากลเพื่อให้เป็นที่เชื่อถือเชื่อมั่นของประชาชนและชาวต่างชาติอย่างแท้จริง.

คสช.หนักข้อกว่าแม้ว ตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจกินรวบ11รสก. - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

คสช.หนักข้อกว่า"แม้ว"และยืนยันจะไม่ขายหุ้นคอกม้าให้ใคร แต่ไม่มี ตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจกินรวบ11 รสก.

ผู้จัดการรายวัน360 - "รสนา" ชี้ กม.ตั้งซูเปอร์บอร์ด พร้อมบรรษัทฯ คุม 11 รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ หนักข้อกว่ายุค "ทักษิณ" เปรียบ "ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา" เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา เหมือนยกตู้กับข้าวของประชาชน ให้ทุนไทย และทุนฝรั่ง ทั้งหัวดำ หัวแดง ได้สวาปามกันอย่างอิ่มหมีพีมัน โดยประชาชนคนไทย ไม่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เลย

ผู้จัดการรายวัน360 - วานนี้ (3 ก.ย.) น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กรุงเทพฯ และ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านพลังงาน ได้โพสต์เฟซบุกอีกครั้ง ในหัวข้อ "บรรษัทรัฐวิสาหกิจ : การแปรรูปแบบ ลามะลิลา ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ เหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา" !!?? หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ได้โพสต์ข้อความในเชิงตั้งคำถาม สนช. รับร่าง กม.ตั้งซูเปอร์บอร์ด พร้อมบรรษัทคุม 11 รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ เปิดช่องเอกชนเข้าถือหุ้น เข้าข่ายแปรรูปอำพราง เอาทรัพย์สินของรัฐ 6 ล้านล้าน รวมทั้งอำนาจ และสิทธิมหาชน ผ่องถ่ายให้เอกชนแบบเหมาเข่งหรือไม่ เพราะหากร่าง กม.นี้ผ่าน เท่ากับขายสมบัติชาติ ซึ่งหนักกว่ายุค "ทักษิณ" ที่แปรรูป ปตท. โดยการโพสต์เฟซบุ๊กครั้งใหม่นี้ ระบุว่า

หลังจากดิฉันเขียนบทความเรื่อง "คสช.เตรียมออกกฎหมายแปรรูปรัฐวิสาหกิจอำพรางแบบยกเข่ง โดยผ่านสภาเสียงข้างเดียว กินรวบหนักกว่ายุคทักษิณหรือไม่?" ก็มีคนออกมาโต้ว่า ดิฉันมโนไปเอง ว่าร่างกฎหมายบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ ที่ผ่านสภาไปเมื่อเร็วๆ นี้ คือการแปรรูปอำพราง โดยให้เหตุผลว่า

"กฎหมายนี้ไม่เกี่ยวกับการจะแปรรูป หรือไม่แปรรูปรัฐวิสาหกิจ และกระทรวงการคลัง ยังจะถือหุ้นในบรรษัทฯ ทั้ง 100% และบังคับห้ามขายหุ้นออกด้วย"

ข้ออ้างที่ว่า "การตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ เป็นความต้องการรวมอำนาจในการบริหารรัฐวิสาหกิจ (รสก.) มาอยู่ที่บรรษัทฯ เพื่อความโปร่งใส ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน จากเดิมซึ่งแต่ละ รสก. จะขึ้นกับแต่ละกระทรวง การบริหารก็จะมีมาตรฐานแตกต่างกัน การแต่งตั้งกรรมการ รสก. ก็ถูกแทรกแซงโดยนักการเมือง แต่บรรษัท จะบริหารโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นมืออาชีพ การแทรกแซงโดยการเมืองจะทำได้ยาก จะทำให้ รสก. ภายใต้สังกัดบรรษัทบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องคอยสนองตอบแต่ความต้องการของฝ่ายการเมือง"

นี่แหละ ที่เป็นข้อมูลที่มีคนมโนขึ้นมาจริงๆ และวาดภาพเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อ หลงเข้าใจผิดอย่างแท้จริง

ข้ออ้างที่ว่า จากเดิมซึ่งแต่ละ รสก. จะขึ้นกับแต่ละกระทรวง การบริหารก็จะมีมาตรฐานแตกต่างกันนั้น

หากรัฐบาลต้องการจะให้การบริหารเป็นมาตรฐานเดียวกัน ก็สามารถทำได้โดยการกำหนดของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องตั้งบรรษัทฯ มาครอบอีกองค์กรหนึ่ง

ข้ออ้างที่ว่า ต้องการทำให้การบริหาร รสก.โปร่งใส ถึงแม้เป็นจุดมุ่งหมายที่ดี แต่ก็สามารถทำได้โดยการกำหนดของ คนร. อีกเช่นกัน โดยไม่จำเป็นต้องตั้งบรรษัทฯ

ข้ออ้างที่ว่า การแต่งตั้งกรรมการ รสก.นั้น ถูกแทรกแซงโดยนักการเมือง แต่บรรษัทฯ จะบริหารโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นมืออาชีพ การแทรกแซงโดยการเมืองจะทำได้ยาก จะทำให้ รสก.ภายใต้สังกัดบรรษัทฯ บริหารงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องคอยสนองตอบแต่ความต้องการของฝ่ายการเมือง นั้น ก็เป็นเรื่องที่มโนอีกเช่นกัน

ขอถามว่า ผู้ที่แต่งตั้งผู้บริหารเข้าไปในบรรษัทฯ ไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากนักการเมือง หรือ ?

หรือจะอ้างว่าแต่งตั้งโดยรัฐบาล คสช. เลยถือว่าไม่ใช่มาจากนักการเมือง ?!?

นอกจากนี้ ถ้าบอกว่ารัฐบาลสามารถแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นมืออาชีพ ที่การแทรกแซงโดยการเมืองจะทำได้ยาก เข้าไปเป็นกรรมการในบรรษัทฯ เพื่อบริหาร รสก.อีกทอดหนึ่ง

ก็ทำไมไม่แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ที่เป็นมืออาชีพที่การแทรกแซงโดยการเมืองจะทำได้ยาก เข้าเป็นผู้บริหาร รสก.ไปเสียเลย ?

การที่มีข้อแก้ตัวว่า "กฎหมายนี้ไม่เกี่ยวกับการจะแปรรูป หรือไม่แปรรูปรัฐวิสาหกิจ และกระทรวงการคลังยังจะถือหุ้นในบรรษัทฯ ทั้ง 100% และบังคับห้ามขายหุ้นออก" นั้น ก็หมายความ เพียงว่า กระทรวงการคลังจะไม่ขายหุ้นที่ถือในบรรษัทฯ ออกไปเท่านั้นเอง ใช่หรือไม่ ?

อุปมาให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ บรรษัทเปรียบเหมือนเป็นคอกม้าที่กระทรวงการคลังเป็นเจ้าของ และยืนยันจะไม่ขายหุ้นคอกม้าให้ใคร แต่ไม่มีข้อห้ามผู้บริหารคอกม้า ซื้อขายแลกเปลี่ยนม้าในคอกให้เป็นลา ก็ย่อมทำได้ ใช่หรือไม่

ไม่ต่างจากเวลานี้ ที่กระทรวงการคลังถือหุ้น 51% ในบริษัทพลังงาน และยืนยันจะไม่มีนโยบายขายหุ้น 51% ในบริษัทนี้ แต่บริษัทนี้ ยังสามารถแยกกิจการค้าปลีก และน้ำมันออกไปเป็นกิจการค้ากำไรของเอกชน 100% ได้ ใช่หรือไม่

กรรมการนโยบาย (คนร.) สามารถกำหนดนโยบายว่า จะให้รัฐวิสาหกิจใดพ้นจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเปรียบไปคือ การอนุมัติให้ผู้บริหารคอกม้าขายม้าตัวนั้นออกจากคอกไปให้เอกชนนั่นเอง โดยกระทรวงการคลัง ยังคงเป็นเจ้าของคอกม้า ใช่หรือไม่

การตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจ เป็นการเตรียมสำรับกับข้าวไว้พร้อมแล้ว ไม่ต่างจากหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่รัฐบาลต้องออกกฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจ เป็นการตั้งสำรับให้คุณทักษิณ นำไปสู่การแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกลุ่มทุนไทย และทุนต่างชาติ ทั้งฝรั่งหัวดำ หัวแดง อิ่มหนำสำราญกัน ใช่หรือไม่

มาคราวนี้ ร่าง กม.บรรษัทฯ ไม่ใช่แค่การยกอาหารจานเดียวให้เอกชนกิน แต่อาจถึงขั้นยกตู้กับข้าวของประชาชนให้ทุนไทย และทุนฝรั่ง ทั้งหัวดำ และหัวแดง โดยประชาชนคนไทยจะไม่ได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินของชาติแต่ประการใด การตั้งต้นโดยหน้าฉากดูดีแบบนี้แหละ ที่คนไทยที่รู้ทันเขาร้องเป็นเพลงเปรียบเปรยว่า "ลามะลิลา ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไป ไหงกลายเป็นบ้องกัญชา" ใช่หรือไม่ !! ??.

คอลัมน์ คนซอยสวนพลู: คอร์รัปชั่นอำนาจ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2560

ทวี สุรฤทธิกุล

"คอร์รัปชั่นอำนาจ" คือ การใช้อำนาจในทางไม่ดีอย่างถ้อยคำของ ลอร์ดแอกตัน (John Emerich Edward Dalberg Acton) ที่เรา ชอบกล่าวถึงกัน ที่ว่า "อำนาจนำไปสู่การฉ้อฉล ยิ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ก็ยิ่งฉ้อฉลได้เบ็ดเสร็จ" (Power tends to corrupt, and absolute power corrupts absolutely.) ซึ่งประเทศไทยกำลังประสบปัญหานี้ไม่ว่าจะปกครองด้วย รูปแบบใดๆ

ก่อนอื่นขอคลายเครียด (หรืออาจจะเครียดมากขึ้น) ด้วยเรื่องล้อการเมืองแนวนิทานอีสป ในเรื่องที่ชื่อว่า "ปูนากับเจ้าของนา" ดังต่อไปนี้

เช้าวันหนึ่ง เจ้าของนาพอไปถึงทุ่งนาก็ ร้องลั่น เพราะข้าวในนาหลายร้อยไร่ที่กำลัง ออกรวงเหลืองอร่ามล้มระเนระนาดไปทั้งทุ่ง ครั้นไปดูใกล้ๆ ก็เห็นเป็นรอยหนีบกัดไปทุกต้น จึง เชื่อว่าเป็นฝีมือของเจ้าปูนาอย่างแน่นอน จึงวิ่งไปร้องต่อเจ้าหน้าที่ชื่อ "ป.ป.ช." จัดการเอาปูนาแสนชั่วนั้นมาลงโทษ จนถึงวันที่จะมีการพิพากษาปูนาก็ไม่มาศาล เจ้าของนาจึงบอกให้คนเฝ้า นาที่จ้างไว้ 2 คน คือ นายมั่นคง (ไม่ทราบนามสกุล) กับนายพิทักษ์ (นามสกุล สันติราษฎร์)

แต่ก็ไม่ได้เรื่องทั้งสองคน แต่นายมั่นคงดูดี หน่อยที่ยอมรับสารภาพว่าบกพร่อง (อาจจะให้ดูน่าสงสารก็ได้) ที่ดันไปลดการคุ้มครองและ เลิกการติดตามในช่วงเวลาสำคัญ (ทั้งที่มีมือยุทธศาสตร์และเสธ.ต่างๆ เต็มไปหมด) ในขณะที่นายพิทักษ์ขอเวลาที่จะสร้างเรื่องให้ปะติดปะต่อสักสี่ห้าวัน โดยได้สั่งการให้ลูกน้องทั่วประเทศรายงานมาในวันที่ 1 ก.ย. (ถึงวันที่ลงบทความนี้ก็คงจะแถลงว่าไม่เจอและไม่รู้ว่าอยู่ไหน) สำหรับการค้นรูปูก็ยังไม่กล้าขอคำสั่งศาลไปค้น เพราะไม่รู้ว่าปูจะอยู่ในรูหรือไม่(ฮา) แต่ก็ได้ประสาน ไปยังประเทศต่างๆ ขอความร่วมมือให้ช่วย ตรวจสอบ ซึ่งจะได้คำตอบอย่างไร เมื่อไหร่ ก็ไม่รู้ เพราะเวลาแต่ละประเทศไม่ตรงกัน (ฮาเข้าไป ใครไม่เชื่อว่าหัวหน้านายพิทักษ์พูดอย่างนี้ก็ไปฟังคำให้สัมภาษณ์ของท่านเมื่อวันที่ 30 ส.ค.นั้นได้)

เจ้าของนาครั้นได้ฟังก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะฟังไปก็เหมือนคดีวัดจานบินที่มีการออกข่าวดราม่าจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองให้ "ตื่นเต้ล" อยู่หลายเดือน จนถึงทุกวันนี้ก็ไม่รู้ว่าเจ้าอาวาสขาพิการอยู่หนใด ซึ่งคนที่ดูแลเรื่องนี้คงคิดว่า

นานไปคนก็จะลืมและยอมจ่ายภาษีจ้างพวกที่ไร้สมรรถภาพให้ดูแลท้องนาต่อไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เป็นชาวนาต้องอดทน ให้พวกทำนาบนหลังคนขี่ช้างจับตั๊กแตนให้ดูไปเรื่อยๆ

ขออภัยถ้านิทานข้างต้นไม่เป็นที่ชอบใจ ของผู้ใด แต่ผู้เขียนก็เขียนขึ้นโดยจับกระแสสังคมที่กำลังมีความรู้สึกอย่างรุนแรงกับเรื่องนี้ ที่ไม่เห็นด้วยกับการที่ "ฝ่ายบ้านเมือง" ปล่อยให้ผู้ร้ายต้องคดีสำคัญหนีลอยนวลไปได้อย่าง ไร้ร่องรอยที่น้อยคนจะคาดคิด (แม้กระทั่งฝ่ายที่อยู่ข้างผู้ร้ายคนนั้น) ยิ่งไปกว่านั้นผู้เขียนก็ไม่เห็นด้วยกับผู้ที่ออกมาเชียร์การใช้อำนาจแบบนี้ ที่ว่า "เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง" หรือ "วิน-วิน" ซึ่งมีบางคนบังอาจไปเทียบ (โดย ไม่กลัวเหากินหัว) ว่า เหมือนครั้งที่รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ยอมเสียสละดินแดนบางส่วนเพื่อรักษาดินแดนไทยส่วนใหญ่นั้นไว้

ว่ากันในทางวิชาการ การกระทำของ รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ตั้งอยู่บนหลักการของการใช้อำนาจรัฐที่ถูกต้องและเป็นไปหลักคุณธรรมที่สำคัญ คือ ประการแรก เพื่อผล

ประโยชน์แห่งชาติ นั่นคือเอกราชและอธิปไตย ประการต่อมา คือ รักษาชีวิตของประชาชน จากการทำสงคราม และประการที่สาม ทรงมีความรับผิดชอบ คือ ทรงกล้าหาญที่จะประกาศ ถึงสิ่งที่ทรงกระทำและผลจากการที่ได้ทรงกระทำไปนั้น แต่ที่สำคัญที่สุดในทัศนะส่วนตัวของ นักรัฐศาสตร์อย่างผู้เขียน ก็คือ ทรงไม่ยอม ให้ใคร "เหยียบย่ำ" เกียรติยศศักดิ์ศรีของ "คนไทย" และ "ชาติไทย" ซึ่งสิ่งนี้เป็นผลประโยชน์แห่งชาติที่สูงส่งกว่าความเป็นเอกราชและ อธิปไตยนั้นเสียอีก

ท่านทั้งหลายมีความรู้สึกอย่างไรที่มีคน พูดกันทั่วไปว่า "คุกมีไว้สำหรับคนจน" และมีความรู้สึกอย่างไรที่กองทัพและตำรวจนับล้าน ไม่สามารถรักษาความสงบสุขให้แก่คนไทยได้ จนต้องปล่อยให้มีการกระทำที่ "ละเมิดกระบวน การยุติธรรม" อยู่หลายครั้ง ไม่เฉพาะแต่เรื่องปล่อยคนร้ายในคดีสำคัญๆ ให้หนีไป แต่รวมถึงเรื่องที่ไม่สามารถประกันความสงบสุขให้แก่ใครๆ ได้เพราะกลัวมีม็อบมีความวุ่นวาย ดังที่มีตัวอย่างให้เห็นในวิกฤตของประเทศตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้

ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง ผู้เขียนรู้สึกว่าเกียรติยศศักดิ์ศรีของความเป็นคนไทยนั้น ยิ่งลดต่ำลงเรื่อยๆ เพราะได้รับการปฏิบัติจาก เจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างไม่เท่าเทียมกันนั่นเอง ยิ่งไปกว่านั้นยังหาผู้รับผิดชอบในความเสียหายจากหลายๆ กรณีที่มีการละเมิดกระบวนการยุติธรรมนั้นไม่ได้ อย่างดีก็ออกมาพูดว่าเสียใจ แต่ก็ไม่เห็นที่จะเอาตัวเจ้าหน้าที่ที่ปล่อยปละละเลยหรือสมรู้ร่วมคิดนั้นมารับผิดอะไรแต่อย่างใด

ผู้เขียนไม่เชื่อว่า คนไทยลืมง่าย หรือยอมที่จะให้อภัยในความ "ชุ่ย" ของใครบางคนในครั้งนี้ได้ง่ายๆ ประเด็นนี้น่าจะเป็น "เรื่องใหญ่" ในการเลือกตั้งในปีหน้า (ถ้ามี) และจะเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ ถ้าหลังเลือกตั้งแล้วมีการ "สมยอม" ให้พรรคการเมืองในขั้วของคนร้ายนั้นมาร่วมใช้อำนาจทางการเมืองการปกครองนั้นด้วย แม้แต่ว่าพรรคนั้นจะไม่ได้มีตำแหน่งในรัฐบาล แค่ประกาศว่าขอเป็นผู้สนับสนุนรัฐบาลหรือ "ค้ำจุน" รัฐบาล แค่นี้กองเชียร์ของฝ่ายโน้นก็เอาไปหาเสียงได้ว่า "แผ่นดินนี้ใครใหญ่"

หรือใครจะกล้าออกมาพูดว่า "ให้โอกาสท่านเทอะ"

SPECAL SCOOP: ย้าย'พงศ์พร'สมใจพระผู้ใหญ่ ปิดฉากคดีทุจริตเงินทอนวัด! - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

แฉพระผู้ใหญ่วัดดังกลางกรุงมีตำแหน่งในมหาเถรสมาคม ขอเคลียร์ปัญหา "พงศ์พร" กับคนใกล้ตัวนายกฯ ที่มีสายสัมพันธ์ด้านบวกต่อกัน ด้านสมาพันธ์ ชาวพุทธฯ ประกาศชัยทันที รุกคืบตัดตอนพระกรณีเงินทอนวัด รัฐต้องกันเจ้าอาวาส เป็นพยาน คนวงการพุทธชี้หากได้ผอ.สำนักพุทธฯ คนใหม่ที่ทำงานกับมหาเถรสมาคมแบบไร้ปัญหา เท่ากับปิดฉากเรื่องทุจริตเงินทอนวัด หลังเกือบถึงวัดใหญ่ย่านภาษีเจริญ

ในที่สุดกลุ่มพระชั้นผู้ใหญ่ก็เป็นฝ่ายกำชัย จากความพยายามเสนอให้รัฐบาล มีการเปลี่ยนตัวพันตำรวจโทพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) หลังจากที่เกิดเรื่องการตรวจสอบการทุจริตเงินทอนวัดกัน ทั่วประเทศและเริ่มขยับเข้าใกล้วัดใหญ่ในเมืองหลวงที่มีพระผู้ใหญ่นั่งบริหารงานใน มหาเถรสมาคม

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อนุมัติการรับโอนพงศ์พรเข้ามา ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อ 29 สิงหาคม 2560 หลังจาก ที่รองนายกรัฐมนตรีโดยนายวิษณุ เครืองาม ได้ทำเรื่องโอนตั้งแต่ 21 สิงหาคม 2560

ทั้งที่เมื่อ 8 สิงหาคม 2560 พลเอกประยุทธ์ ได้ออกมายืนยันการทำงานของ พันตำรวจโทพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ สามารถทำงานร่วมกับมหาเถรสมาคมได้ โดยในขณะนี้ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่างลง แม้จะมีบางรายชื่อถูกเปิดออกมาบ้าง แต่ยังไม่มีคำสั่งแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการย้ายตัวพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ในครั้งนี้ มีผลต่อความนิยม ของบรรดากองเชียร์รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์อยู่ไม่น้อย เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้เน้นไปที่การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งที่ผ่านมา อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ ได้ตรวจสอบการทุจริตงบบูรณะวัดหลายแห่ง แต่ถูกต่อต้านจากพระชั้นผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม มากเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ พันตำรวจโทพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาล ชุดนี้ตามมาตรา 44 เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2560 ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ ที่ 12/2560 โดยให้นายพนม ศรศิลป์ พ้นจากตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนัก นายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ตรวจราชการ หรือปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรี มอบหมาย

และให้พันตำรวจโท พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้บัญชาการสำนักคดีภาษีอากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ พ้นจากตำแหน่ง และให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

แม้จะมีเสียงปฏิเสธจากพลเอกประยุทธ์ว่า การย้ายครั้งนี้ไม่ใช่การลงโทษ ดึงมาช่วยงานและได้ระดับที่สูงขึ้น แต่ดูเหมือนฝ่ายที่ต้องการให้เกิดความโปร่งใสในวงการพระพุทธศาสนาจะไม่เชื่อคำอธิบายดังกล่าว เนื่องจากตำแหน่งที่ถูกย้ายไปนั้น เป็นตำแหน่งเดียวกับนายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ คนก่อน

* สมาพันธ์ชาวพุทธฯ ประกาศชัย

ทันทีที่มติคณะรัฐมนตรีรับทราบการย้ายพันตำรวจโทพงศ์พร ไปเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายก เพจของสมาพันธ์ชาวพุทธ ได้ประกาศชัยชนะโดยระบุว่า "ชัยชนะยกนี้ เกิดจากคณะสงฆ์และชาวพุทธ หลายกลุ่มหลายท่านร่วมมือกัน" พร้อมทั้งกล่าว ต่อไปว่า

จากการที่สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย และเครือข่ายสมาพันธ์ชาวพุทธ ทุกระดับ เดินหน้าดับเครื่องชน ให้มีการโยกย้าย ผอ.สำนักพุทธฯ คนปัจจุบันนี้ ซึ่ง เราตั้งเป้าว่าสิ้นเดือนนี้ถ้ายังไม่มีการโยกย้าย เราจะเดินหน้าขั้นต่อไป คือ ขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีและหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แต่เมื่อมีมติคณะรัฐมนตรี ออกมาเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 นี้ ให้โยกย้าย พันตำรวจโทพงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ออกจากตำแหน่งไปแล้ว ก็ถือว่าเป็นการปลดชนวนระเบิดลูกที่ 1 เท่านั้น.

ยกที่ 2 ให้ยกเลิกประกาศ "ฉบับคุมกำเนิดชาวพุทธ" และเป็นประกาศฉบับ " ฆราวาสสั่งพระ" นั่นคือ ประกาศสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เรื่องมาตรฐาน สำนักเรียน และสำนักศาสนศึกษา พ.ศ.2560

ยกที่ 3 กรณีเงินทอนวัด รัฐต้องกันเจ้าอาวาส เป็นพยานในคดีแล้วดำเนินการ ต่อไปได้

ยกที่ 4 เปิดโปง กระบวนการเบียดเบียนเงินค่านิตยภัตของพระสังฆาธิการ ยกที่ 5 เสนอปฏิรูปสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นลำดับถัดไป

"หลังจากที่ คณะสงฆ์ และชาวพุทธ โดนหมัดถล่มจนถึงกับเมาหมัดกันมากมาย ตอนนี้ เราเพิ่งแก้เกมได้เป็นรอบแรกเท่านั้น ซึ่งยังมีอีกหลายรอบด้วยกัน ชาวพุทธ ทุกท่าน อย่าเพิ่งดีใจ งานหนักยังรอเราอีกมาก" เลขาธิการสมาพันธ์ชาวพุทธแห่ง ประเทศไทย กล่าว

* วัดใหญ่กลางกรุงขอให้ย้าย

แหล่งข่าวจากวงการพระพุทธศาสนา กล่าวว่า ผิดหวังกับการตัดสินใจของรัฐบาลในครั้งนี้ ทั้งหมดเป็นผลมาจากแรงกดดันของพระชั้นผู้ใหญ่ที่มีต่อคนใกล้ตัวนายกฯ อีกทั้งวัดใหญ่กลางกรุงและมีตำแหน่งในมหาเถรสมาคมมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มีอำนาจในรัฐบาลชุดนี้มาก่อนในครั้งอดีต ซึ่งวัดใหญ่ดังกล่าวอยู่ในสายเดียวกับขั้วอำนาจใหญ่ในมหาเถรสมาคม เท่ากับวัดใหญ่อื่น ๆ ในสายนี้ล้วนเห็นชอบด้วย ดังนั้น การขอให้ ย้ายพงศ์พรจึงประสบความสำเร็จ

แม้ก่อนหน้านี้จะมีการเคลื่อนไหวในฝ่ายฆราวาสขอให้รัฐบาลเปลี่ยนตัวพันตำรวจโทพงศ์พร ผ่านสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทยมาแล้ว 2 ครั้ง สมาพันธ์ฯ นี้เคยหนุนสมเด็จช่วงขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชและยืนอยู่ข้างเดียวกับวัดพระธรรมกาย มี ดร.บรรจบ บรรณรุจิ เป็นประธาน และมี นายกรณ์ มีดี อดีตแกนนำคนเสื้อแดง นนทบุรีเป็นเลขาธิการ

แต่ความสำเร็จเกิดขึ้นไม่ใช่ผลงานของสมาพันธ์ฯ แต่เกิดจากการเดินเครื่อง ของพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคมที่มีการเจรจาในทางลับกับบุคคลระดับรองนายก รัฐมนตรี

ปิดฉากตรวจสอบเงินทอนวัด

การย้ายพันตำรวจโทพงศ์พรในครั้งนี้บ่งบอกได้ว่า รัฐบาลพ่ายต่อแรงกดดันจากบรรดาพระชั้นผู้ใหญ่ที่เปิดหน้าแสดงความไม่พอใจกับการทำงานของ ผอ.สำนักพุทธฯ คนล่าสุด และเป็นอีกครั้งหนึ่งที่มาตรา 44 ที่ถือว่าเป็นยาแรงนั้นใช้ไม่ได้ผลกับวงการสงฆ์ เห็นได้ชัดจากกรณีของวัดพระธรรมกายที่ประกาศให้วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2560 เพื่อนำพระธัมมชโยมาดำเนินคดี แต่ไม่พบจนต้องยกเลิกไปเมื่อ 11 เมษายน 2560

รัฐบาลต้องการแก้ปัญหาในวงการสงฆ์ แต่กลับส่งพันตำรวจโทพงศ์พร มาเป็น ผอ. สำนักพุทธฯ เพียงคนเดียว ท่ามกลางหน่วยงานแห่งนี้ที่ทำงานคู่กับมหาเถรสมาคม มาโดยตลอดอีกทั้งอดีต ผอ.สำนักพุทธฯ อย่างนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ นายพนม ศรศิลป์ และ นางสาวประนอม คงพิกุล อดีตรองผู้อำนวยการ ก็ถูกตรวจสอบในเรื่องคดี เงินทอน

ท่ามกลางองค์กรที่เป็นคู่คดีความ การจะหาความร่วมมือจากข้าราชการในหน่วยงานนี้ย่อมทำได้ลำบาก เอกสารถูกทำลายหรือดึงเรื่องต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นมาแล้ว ไม่เพียงเท่านั้นพระชั้นผู้ใหญ่ต่างรวมตัวกันกดดันการทำงานของพงศ์พรมาโดยตลอด เมื่อมาแบบหัวเดียวกระเทียมลีบอย่างนี้แล้ว และรัฐมนตรีที่กำกับดูแลหน่วยงานนี้ก็เป็นไปในทางที่เกรงอกเกรงใจพระชั้นผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคมที่ออกมากดดัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ทุกอย่างก็ต้องคาไว้ที่ตรวจสอบเรื่องเงินทอนวัดเพียง 12 วัดเท่านั้น หาก จำกันได้กำลังมีการขยายการตรวจสอบไปยังวัดใหญ่แถวภาษีเจริญ แต่ก็เลื่อนมาตลอด สำหรับ ผอ.สำนักพุทธฯ คนใหม่ที่จะเข้ามารับหน้าที่จะกล้าตรวจสอบต่อหรือไม่ แม้ว่าหน้าที่ดังกล่าวเป็นของตำรวจปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) แต่ทุกอย่างก็ต้องขึ้นกับนโยบายของรัฐบาล

"หากรัฐบาลต้องการ ผอ.สำนักพุทธฯ คนใหม่ ที่ทำงานร่วมกับมหาเถรสมาคมได้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องการตรวจสอบเรื่องเงินทอนวัดหรือตรวจสอบงบประมาณโรงเรียนพระปริยัติธรรมคงต้องยุติลง" .

คอลัมน์ ตรวจการบ้าน: ถอดรหัส'จำนำข้าว'ปราบคนโกงชาติ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2560

ในที่สุด คดีทุจริตสำคัญที่เกี่ยวพันใน โครงการรับจำนำข้าว อย่างคดี ระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ซึ่งมี นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวก เป็นจำเลย ได้ถูก ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งพิพากษาจำคุกหลายสิบปี เป็นคดีที่น่าจะสะท้อนบทเรียนสำคัญให้กับสังคมไทยได้เรียนรู้ผลจากการทุจริตคอร์รัปชั่นได้อย่างดี "ทีมการเมืองเดลินิวส์" มาสนทนากับผู้ติดตามตรวจสอบมาตั้งแต่ต้น อย่าง "นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม" อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจ

*** คิดว่าคำตัดสินของศาลฎีกาฯ ต่อคดีนี้สะท้อนกระบวน การทุจริตอย่างไร และให้บทเรียนแก่สังคมไทยอย่างไร

การตัดสินคดีรับจำนำข้าวเป็นเรื่องที่สังคมตื่นตัวกันมากที่สุด ประชาชนยังมีอารมณ์ร่วม พร้อมกับมีส่วนร่วมในการติดตามและเผยแพร่ข้อเท็จจริงกันอย่างกว้างขวาง เนื่องจาก นับตั้งแต่มีการอภิปรายและยื่นเรื่องในคดีนี้โดยพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพรรคเพื่อไทยและ ผู้เกี่ยวข้องไม่ได้ยอมรับว่าตัวเองกระทำผิด จนกระทั่งมีการชี้มูล ความผิดโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และเรื่องถูกส่งต่อมาที่อัยการสูงสุดแล้วไปสู่ศาลฎีกาฯ ทั้งนี้เราสังเกตเห็นว่ามีความพยายามให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงมาตลอด ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้รับบทเรียนว่าถ้ามีการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เราต้องขยันชี้แจงสิ่งที่ถูกต้องแก่สังคม มิฉะนั้นสังคมจะเข้าใจผิดได้ ผมยืนยันว่าการแถลงความจริงเพื่อหักล้าง นั้นเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์และมีเอกสารของข้อมูลรองรับ ทำให้ประชาชนเชื่อมาทางพวกเรา ที่สำคัญการใช้โซเชียลมีเดียในยุคปัจจุบันมีส่วนสำคัญอย่างมากที่ประชาชนที่รักความชอบธรรมได้นำข้อมูลที่พวกเราแถลงไปขยายผลผ่านโซเชียลมีเดียกันจำนวนมาก ทำให้สังคมสามารถตามเรื่องนี้ได้ทัน และมีส่วนร่วมกับเรื่องดังกล่าว

คดีดังกล่าวแสดงถึงกระบวนการทุจริตเชิงนโยบายที่ใหญ่และซับซ้อนที่สุดในประเทศไทย และใช้ตัวละครจากต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยส่วนตัวที่ผมคลุกคลี เห็นว่าการทุจริตในการระบายข้าวและสินค้าเกษตรน่าจะเกิดมาตั้งแต่รัฐบาลก่อน ๆ แล้ว แต่เนื่องจากเรื่องข้าวเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก ไม่ค่อยมีคนสนใจ จึงทำให้พวกที่คิดจะทุจริตนั้นได้ใจและไม่คิดว่าจะมีคนจับได้ แม้ผมเป็นคนตรวจสอบ กว่าจะเข้าใจเรื่องทุจริตทั้งการรับจำนำข้าวและจีทูจี ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจพอสมควร เพราะกระบวนการทุจริตครั้งนี้น่าจะต้องมีการวางแผนมาตั้งแต่แรก ไม่ใช่คิดอยากจะทำแล้วทำ ผมจึงต้องใช้ความพยายามอย่างสูงมากที่จะต้องทำความเข้าใจกับประชาชน

"สำหรับบทเรียนจากการทุจริตเชิงนโยบายนี้น่าจะทำให้การคิดนโยบายเพื่อเอื้อให้มีการทุจริตนั้นเกิดยากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรในราคาที่สูงกว่าตลาดน่าจะถูกปิดประตู แทบจะไม่มีโอกาสกลับมาได้อีกในสังคมไทย และที่สำคัญ โลกของโซเชียลมีเดียได้รับการพิสูจน์ว่าประชาชนมีช่องทางในการแสดงความคิดเห็น และประชาชนก็พร้อมที่จะนำข้อมูลที่เราเสนอออกมาอย่างมีหลักฐานและมีเหตุผลช่วยไปขยายผลให้ ดังนั้นโอกาสที่นักการเมืองทุกฝ่ายจะบิดเบือนสิ่งต่าง ๆ จะยากขึ้น ขณะที่นักการเมืองต้องปรับตัวเองและเรียนรู้ความต้องการของประชาชน"

***ประเทศไทยมีโอกาสหลุดพ้นจากหลุมดำการทุจริตเชิงนโยบายได้อย่างไร

จากนี้ไปประเทศเราน่าจะดีขึ้นในเรื่องทุจริตเชิงนโยบาย ที่สำคัญตัวนักการเมืองควรหมดเวลาที่คิดแต่จะมาแสวงหาผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องแล้วปล่อยให้ประเทศได้รับความเสียหาย แต่ต้องแสดงออกให้ประชาชนได้เห็นว่าเราต่อต้านการทุจริตเชิงนโยบายอย่างจริงจัง เราต้องเข้ามาเพื่อดูแลประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริง สู้จริง ยึดประชาชนจริง ๆ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ประชาชนจะช่วยพวกเรา แม้แต่การต่อสู้กับพวกทุจริต ประชาชนจะช่วยพวกเราต่อต้าน ต่อให้รัฐบาลที่มีอำนาจมากแค่ไหน ทั้งเงินทองและอำนาจใน

ฐานรัฐ ก็ไม่สามารถต้านทานความจริงได้

'คดีรับจำนำข้าวและระบายข้าวแบบจีทูจีน่าจะเป็นบทเรียนว่าในโลกนี้ไม่มีความลับ และทุกฝ่ายเขาตามทันกันหมด ถ้าคิดว่าต้องการเข้ามาทุจริตหาผลประโยชน์ ต่อให้รวยและมีอำนาจมากแค่ไหน ก็ต้องจบด้วยเข้าคุก หรือก็ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ทางที่ดีเลิกคิดเรื่องโกง แล้วหันมาทำประโยชน์ให้ประชาชนและประเทศชาติสมกับที่เขาให้ความไว้วางใจ"

*** จากการเดินหน้าตรวจสอบอย่างเต็มที่ ส่วนตัวได้รับผลกระทบอะไรบ้าง และคิดว่าผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบทุจริตควรจะรับมืออย่างไร

ผมทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้บนพื้นฐานที่ผมดูก็รู้แล้วว่า นโยบายแบบนี้ไปไม่ได้ มีแต่จะทำให้ประเทศเสียหาย มีแต่เรื่องทุจริต ที่สำคัญได้รับมอบหมายจากท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ติดตามเรื่องนี้ตอนประชุมคณะรัฐมนตรีเงา ก็มีความตั้งใจว่าจะต้องทำเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด ผมลงพื้นที่เพื่อศึกษาด้วยตนเอง ยกเว้นการเก็บข้อมูลที่อันตรายมาก ๆ อาทิ การปลอมตัวเป็นเด็กท้ายรถที่จะไปเก็บภาพการส่งข้าวเสื่อมสภาพเข้าคลัง หรือการนำเข้าข้าวจากชายแดนเข้ามาประเทศไทย ซึ่งผมต้องหาคนที่มีฝีมือ มีไหวพริบ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีไปทำ หัวใจที่ผมตั้งใจไว้นั่นคือ โครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวแบบจีทูจี ทุกฝ่ายเชื่อว่ามีการทุจริตกันมาก แต่ไม่มีหลักฐานที่จะนำเสนอต่อประชาชน หน้าที่ของผมคือต้องเอาหลักฐานต่าง ๆ ออกมานำเสนอให้มากที่สุด

การตรวจสอบเรื่องนี้ หลาย ๆ ครั้งก็เหมือนโชค ข้อมูลที่ได้มาส่วนใหญ่ได้มาเกินความคาดหมายทั้งสิ้น มาจากหลายแหล่งมาก ทั้งราชการ จากโกดังเก็บข้าว วงการค้าข้าว แต่เราต้องมาศึกษาและต่อจิ๊กซอว์เอง สิ่งที่ผมระมัดระวังมากที่สุด คือไม่เข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน ถือว่าต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ ฝ่าย เขาก็อ้างว่าช่วยชาวนา ฝ่ายเราอ้างว่าปกป้องประโยชน์ชาวนาและผลประโยชน์ชาติ ที่สำคัญอีกอย่างคือ เราต้องนำเสนอความจริงที่มีเอกสารหลักฐานรองรับ แม้แต่การเปิดเผยชื่อตัวละครต่าง ๆ ก็กล้าเปิดเผยชื่อ-นามสกุลจริง ไม่กลัวการถูกฟ้องกลับ และไม่เคยถูกฟ้องแม้แต่ครั้งเดียว นอก จากนี้ได้รับการพิสูจน์จากผลคำตัดสินของศาลฯ ว่าตัวละครที่ถูกเปิดเผยชื่อนั้นถูกดำเนินคดีจริง ส่วนเรื่องความปลอดภัยก็เป็นเรื่องปกติที่ต้องระมัดระวัง ก็ต้องใช้ชีวิตที่ระวังตัวมากขึ้น ช่วงนี้ผมออกงานพบปะพี่น้องประชาชนลดลง รอจนกว่าทุกอย่างเงียบไปก่อน ผมขอขอบคุณในความห่วงใยจากทุก ๆ ท่าน

สำหรับคนที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบทุจริต ต้องคิดไว้เลยว่าทำเพื่อปกป้องประโยชน์ของประเทศ ต้องใส่หัวใจเข้าไปทำหน้าที่ ทำให้จริงจัง ต้องมีข้อมูลและเอกสารหลักฐาน อย่ากล่าวหาลอย ๆ และหัวใจสำคัญอีกอย่าง คืออย่าเอาการตรวจสอบทุจริตนั้นไปต่อรองเพื่อหาผลประโยชน์โดยเด็ดขาด เพราะนอกจากประชาชนจะรับรู้ และจะทำให้คนคนนั้นขาดความน่าเชื่อถือ รวมทั้งจะเป็นอันตรายต่อตัวเองมากขึ้นทันที.

" คดีทุจริตรับจำนำข้าวและระบายข้าวแบบจีทูจีเป็นบทเรียนว่าในโลกนี้ไม่มีความลับ ต่อให้รวยและมีอำนาจมากแค่ไหน ก็ต้องจบด้วยการเข้าคุก หรือก็ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ "

Create a new platform for South-South cooperation- BANGKOK POST Issued date 4 September 2017

LYU JIAN

The 9th Brics Summit is taking place in the Chinese city of Xiamen. It's yet another chance for China to host other Brics leaders after the Sanya Summit in 2011. Chinese President Xi Jinping will join them in the discussion about deepening practical cooperation, conducting people-to-people exchanges, and advancing institutional building under the theme "Stronger Partnership for a Brighter Future". The aim is to issue positive signals on generating new drivers for growth, improve global economic governance, and safeguard world peace and stability.

Ten years on, Brics cooperation has been fully expanded to an all-dimensional, wideranging and multi-tiered phenomenon covering not only economic but also political and people-to-people exchanges and cooperation. Brics countries coordinate closely in international organisations such as the United Nations and G20 where they stand up for the unity and interests of developing countries, contribute wisdom and put forth proposals in addressing global challenges. These efforts have been recognised by all parties. Brics countries are a key force bolstering world economic growth, promoting changes in international order and upholding peace and stability around the globe.

China firmly supports and actively participates in the Brics cooperation mechanism. This year marks the first year of the second decade of Brics. China, which is serving as the rotating president of Brics, will work with all the other parties to learn from the past, map out the future, usher in the second golden decade of Brics and continue to contribute the body's proposals for world peace and development.

The influence of Brics cooperation is no longer limited to the five countries but extended to the whole world. It is in the common interests of all parties if Brics could help emerging markets enhance unity and cooperation. China came up with the idea of "Brics plus" based on the successful experience in the past, in a bid to build a more extensive partnership. Leaders of Thailand, Mexico, Tajikistan, Egypt and Guinea have been invited this time for the Dialogue of Emerging Market and Developing Countries during the Brics Summit. They are to join Brics leaders in discussing cooperation plans for emerging markets and developing countries.

Under the theme "Promoting Mutually Beneficial Cooperation for Common Development", the dialogue focuses on implementing the agenda for sustainable development and establishing an extensive development partnership. A presidential statement will be issued by China after the dialogue to summarise the consensus on implementing the agenda for sustainable development, stepping up South-South cooperation, establishing development partnership, and improving global governance.

We hope and believe the dialogue will fully embody Brics' spirit of openness, inclusiveness and win-win cooperation, help us establish a more extensive partnership, widen Brics' circle of friends, pool the strength of emerging markets and developing countries, draw attention to developmental issues and bring into existence a new platform for South-South cooperation with global impact.

Thailand is a major country in the region which plays an important role in international and regional affairs, and takes an active part in promoting the international cause of development. Thailand is also a friendly neighbour of China. "China and Thailand being like family" has become the consensus of people from both sides and the theme of China-Thailand relations.

By inviting Thailand as the sole representative of the region to the dialogue, China has demonstrated the importance it attaches to bilateral relations and Thailand's international standing. China is looking forward to Thailand's unique insights and proposals at the dialogue about "Brics plus" cooperation. Prime Minister Prayut Chan-o-cha and President Xi Jinping will meet and bear witness to the signing of relevant documents between the two sides on the sidelines of the dialogue. It is believed that their meeting will give a boost to the comprehensive strategic cooperative partnership between China and Thailand.

Sino-Thai relations have come to a crucial stage of upgrading. China is ready for more communication and cooperation to enhance the complementarity of our development strategies with Thailand 4.0 and the Eastern Economic Corridor in mind. We will work alongside Thailand in its course of development as a sincere friend that can share weal and woe and pursue common prosperity. The China-Thailand railway is a landmark project of mutually beneficial cooperation between the two sides, and also part of the efforts to promote interconnectivity of the region under the framework of the "Belt and Road".

It will not only add momentum to Thailand's economic growth, and improve Thailand's status as a transportation hub of the region, but also serve as a good example for future cooperation between China and Thailand in various fields. China will work closely with Thailand to commence the project as soon as possible, and make sure that the high-speed rail will deliver real benefit to the life of Thai people.

I believe that via "Brics plus" the friendship between China and Thailand will find its way to South-South cooperation and international development cooperation. In the meantime, the Dialogue of Emerging Market and Developing Countries as well as "Brics plus" cooperation will help our two countries broaden bilateral cooperation and add luster to it.

Lyu Jian is Chinese ambassador to Thailand. The article coincides with the Ninth Brics summit being held in Xiamen, China, until tomorrow.