You are here

CG and corruptions News - 5 July 2018

79ตำแหน่งทหารต้องแจ้งบัญชี – กรุงเทพธุรกิจ

เร่ง3กม.ฟันเลี่ยงภาษี ปิดทางธุรกิจผ่องถ่ายกำไร - ประชาชาติธุรกิจ

Court issues another warrant for Thaksin - BANGKOK POST

โกงจัดซื้อครุภัณฑ์-กองทุนเสมาฯคืบใกล้สรุป - ไทยโพสต์

Column IN Brief: Graftbusters, Amlo undergo reshuffle - BANGKOK POST

คอลัมน์ กระจกไร้เงา: ความโปร่งใสในอสังหาฯไทย – ไทยโพสต์

คอลัมน์ ฉุก(ละหุก)คิด: มี'กิ๊ก'ต้องโชว์ – โลกวันนี้

ศาลมาเลเซียตั้งข้อหาทุจริต'วันเอ็มดีบี' อดีตนายกฯ'นาจิบ ราซัค' – เดลินิวส์

คดีทุจริต'นาจิบ' เขย่าการเมืองมาเลเซีย – กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ รู้-เท่าทันโลก: ตามล่าเงินโกงชาติ มาคืนให้ประชาชน – ผู้จัดการรายวัน

79ตำแหน่งทหารต้องแจ้งบัญชี - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ พ.ร.บ. ป.ป.ช. ฉบับใหม่ให้ 79 ตำแหน่งนายทหาร ยื่นบัญชีทรัพย์สินด้วย รองปลัด-รองผบ.เหล่าทัพ-แม่ทัพภาค-เจ้ากรม โดนเรียบ "วิษณุ" โยนป.ป.ช.พิจารณาเองให้ตุลาการ อธิบดีผู้พิพากษา อธิบดีอัยการ ยื่นด้วยหรือไม่

จากกรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แก้ไขร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .. โดยเพิ่มเติมในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องยื่นทรัพย์สินอีกหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐในกระทรวงกลาโหม และเจ้าหน้าที่ทหารในตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐจากกระทรวงกลาโหม และเจ้าหน้าที่ทหารที่ ป.ป.ช. จะเพิ่มเติมให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินในกฎหมายใหม่นั้น มีทั้งสิ้น 79 ตำแหน่ง

โดยจำแนกได้ 5 หน่วยงาน คือ กระทรวงกลาโหม 14 ตำแหน่ง ได้แก่ 1.หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี 2.รองปลัดกระทรวง 3.หัวหน้าสำนักงานปลัดกระทรวง 4.หัวหน้าสำนักงานตุลาการทหาร 5.หัวหน้าอัยการทหาร 6.เลขานุการสำนักงานปลัดกระทรวง 7.ตุลาการพระธรรมนูญ 8.หัวหน้าสำนักงาน 9.ผู้บัญชาการ 10.ผู้อำนวยการ 11.เจ้ากรม 12.รอง ผู้บัญชาการ 13.รองผู้อำนวยการ 14.รองเจ้ากรม

กองบัญชาการกองทัพไทย 14 ตำแหน่ง ได้แก่ 1.รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด 2.เสนาธิการทหาร 3.รองเสนาธิการทหาร 4.เลขานุการกองบัญชาการกองทัพไทย 5.ผู้บัญชาการ 6.ผู้อำนวยการ 7.เจ้ากรม 8.จเรทหาร 9.ปลัดบัญชีทหาร 10.รองผู้บัญชาการ 11.รองผู้อำนวยการ 12.รองเจ้ากรม 13.รองจเรทหาร 14.รองปลัดบัญชีทหาร

กองทัพบก 19 ตำแหน่ง ได้แก่ 1.รองผู้บัญชาการทหารบก 2.ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก 3.ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก 4.เสนาธิการทหารบก 5.รองเสนาธิการทหารบก 6.แม่ทัพภาคที่ 1-4 7.รองแม่ทัพภาคที่ 1-4 8.แม่ทัพน้อยที่ 1-4 9.เลขานุการกองทัพบก 10.ผู้บัญชาการ 11.ผู้อำนวยการ 12.เจ้ากรม13.ปลัดบัญชีทหาร 14.รองผู้บัญชาการ 15.รองผู้อำนวยการ 16.รองเจ้ากรม 17.รองปลัดบัญชีทหาร 18.กรรมการผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก หรือช่อง 5 (ประธานโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย) 19.รองผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก

กองทัพเรือ 18 ตำแหน่ง ได้แก่ 1.รองผู้บัญชาการทหารเรือ 2.ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพเรือ 3.ผู้ช่วยผู้บัญชาการกองทัพเรือ 4.เสนาธิการทหารเรือ 5.รองเสนาธิการทหารเรือ 6.เลขานุการกองทัพเรือ 7.ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1-3 8.รอง ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1-3 9.ผู้บัญชาการ 10.ผู้อำนวยการ 11.เจ้ากรม 12.ปลัดบัญชีทหาร 13.รองผู้บัญชาการ 14.รองผู้อำนวยการ 15.รองเจ้ากรม 16.รองปลัดบัญชีทหาร 17.ผู้อำนวยการท่าอากาศยานอู่ตะเภา 18.ผู้อำนวยการท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ

และกองทัพอากาศ 14 ตำแหน่ง ได้แก่ 1.รองผู้บัญชาการทหารอากาศ 2.ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพอากาศ 3.ผู้ช่วย ผู้บัญชาการทหารอากาศ 4.เสนาธิการทหารอากาศ 5.รองเสนาธิการทหารอากาศ 6.เลขานุการกองทัพอากาศ 7.ผู้บัญชาการ 8.ผู้อำนวยการ 9.เจ้ากรม 10.ปลัดบัญชีทหาร 11.รองผู้บัญชาการ 12.รองผู้อำนวยการ 13.รองเจ้ากรม 14.รองปลัดบัญชีทหาร

ทั้งนี้ร่าง พ.ร.บ.ป.ป.ช.ฉบับใหม่ ปัจจุบันผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว อยู่ระหว่างรอมีผลบังคับใช้ เบื้องต้นมีการกำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐอีกหลายตำแหน่งต้องยื่นทรัพย์สินเพิ่มเติม โดยป.ป.ช. จะกำหนดเพิ่มเติมตำแหน่งที่จะเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณชนอีกครั้งเพื่อให้มีการตรวจสอบ และจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปมาดูได้ที่สำนักงาน ป.ป.ช. เป็นเวลา 30 วัน และเปิดเผยแบบออนไลน์เป็นเวลา 180 วัน

ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ร่าง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติฉบับใหม่ซึ่งมีบทบัญญัติในเนื้อหามาตรา 102 ได้เพิ่มให้ตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน อาทิ ข้าราชการตุลาการตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษา ข้าราชการตุลาการศาลปกครอง ข้าราชการอัยการตำแหน่งอธิบดีอัยการขึ้นไป รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง และคู่สมรสที่ไม่ได้จดทะเบียน แต่อยู่กินฉันสามีภรรยาว่า ตนไม่ทราบ ขึ้นอยู่กับ ป.ป.ช. ตนไม่ได้ว่าอะไร

ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้นมีการกำหนดให้ปลัดกระทรวงต้องแสดงและเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน และตนเข้าใจว่าผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด และเอกอัครราชทูต ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินอยู่แล้ว แต่ไม่ต้องเปิดเผย

"ถ้าจะมองที่ความโปร่งใส ก็ต้องโปร่งใส ถึงแม้จะไม่กำหนดให้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ก็สามารถยื่นคำร้องถึงผู้เกี่ยวข้อง หรือขอให้ศาลสั่งให้เปิดเผยได้อยู่แล้ว ซึ่งในอดีตเคยมีการขอในลักษณะนี้ในตำแหน่งที่ไม่ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน เป็นจำนวนมาก ผมมองว่าถ้าเหมาทั้งหมดแล้วต้องมาเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ก็คงมากเกินไป โดยในอดีต ตำแหน่ง ส.ส.และ ส.ว.ไม่ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน แต่ตอนนี้ยังต้องเปิดเผย ถือเป็นการค่อยๆขยับ เป็นขั้นเป็นระดับ จะดีกว่า"

นายวิษณุ กล่าวอีกว่า การจะให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดบ้างที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินนั้นขึ้นอยู่ที่ ป.ป.ช.กำหนด สมัยรัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร มีการตั้งผู้ช่วยรัฐมนตรี ในตอนนั้นตนได้มีหนังสือไปถึง ป.ป.ช.ว่าให้ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งป.ป.ช.ตอบกลับว่าไม่ต้องยื่น แต่ต่อมา ป.ป.ช.เห็นว่าเริ่มจะมีเรื่อง จึงประกาศให้เป็นตำแหน่งที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินด้วยแต่ไม่ต้องเปิดเผย

เร่ง3กม.ฟันเลี่ยงภาษี ปิดทางธุรกิจผ่องถ่ายกำไร - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

อธิบดีสรรพากรรับนโยบายขุนคลังต้อน "ธุรกิจ-การค้า" ทั้งใน- ต่างประเทศเข้าระบบ เร่งดัน 3 กฎหมายภาษี เครื่องมือใหม่ยุคดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บ "ภาษีอีเพย์เมนต์" เช็กธุรกรรมการเงิน ทุกธุรกิจ ผ่านกฤษฎีกาเตรียมเข้า สนช. ตามด้วย "ภาษีอีบิสซิเนส" ต้อนบริษัทต่างชาติเข้าระบบแวต และกฎหมายสกัดธุรกิจยักษ์ผ่องถ่าย กำไร ชูแผนพัฒนาบิ๊กดาต้าไล่ล่า "ธุรกิจหลบเลี่ยงภาษี" เผยปลายปีนี้เริ่มเดินเครื่อง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในปีงบประมาณ 2561 กรมสรรพากรคาดว่าจะจัดเก็บภาษีได้ ตามประมาณการที่ 1.86 ล้านล้านบาท ขณะที่ในปีงบประมาณ 2562 ได้ตั้งเป้าหมายให้กรมสรรพากรเก็บรายได้ที่ 2 ล้านล้านบาท โดยล่าสุด ในการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment เมื่อวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้ให้นโยบายกรมสรรพากรขยายฐานภาษีให้ได้มากขึ้น และสั่งการให้เร่งขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทางด้านระบบอิเล็กทรอนิกส์ออกมา

โดยปัจจุบันมีคน 2 กลุ่มที่ไม่อยู่ในฐานภาษี กลุ่มแรก เป็นกลุ่มที่ไม่ได้ตั้งใจหลบเลี่ยง แต่อาจจะไม่สะดวก กับอีกกลุ่ม เป็นพวกตั้งใจหลบภาษี หรือพวกโกงภาษี

"ปัจจุบันฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะมีคนยื่นแบบอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านคน ส่วนภาษีนิติบุคคลมีประมาณ 6 แสนราย เป้าหมายคือขยายเพิ่มขึ้น แต่จะขยายเท่าไหร่คงบอกลำบาก เพราะการขยายจะมีทั้งแนวกว้าง และแนวลึก โดยแนวกว้าง ก็คือดึงคนที่ยังไม่อยู่ในระบบเข้ามา และแนวลึกก็ตรวจสอบบริษัทที่อยู่ในระบบภาษีแล้วให้จ่ายให้ครบถ้วน"

เน้นขยายฐานภาษีนิติบุคคล

นายเอกนิติกล่าวว่า กรมสรรพากรจะเน้นที่มาตรการฐานภาษีนิติบุคคลเป็นพิเศษ เนื่องจากปัจจุบันยังมีอยู่แค่ราว 6 แสนราย โดยขณะนี้ก็มีมาตรการจูงใจหลายเรื่อง อาทิ มาตรการส่งเสริมให้ประกอบธุรกิจในรูปนิติบุคคล ที่ ครม.ได้ขยายเวลามาตรการยกเว้นภาษีการโอนทรัพย์สินต่าง ๆ ออกไปถึงสิ้นปี 2561 รวมถึงมาตรการส่งเสริมการทำบัญชีชุดเดียว เป็นต้น

นายเอกนิติกล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการบัญชีชุดเดียวที่ ธปท.กำหนดเริ่มบังคับใช้กับสถาบันการเงิน ในวันที่ 1 ม.ค. 2562 นั้น ไม่ใช่เป็นการบังคับใช้เฉพาะกับผู้ประกอบการรายย่อยเท่านั้น แต่จะใช้บังคับกับผู้ประกอบการทั้งหมด เพื่อทำให้เกิดธรรมาภิบาลมากขึ้น ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นหากยังมีผู้ทำบัญชีไม่ถูกต้อง กรมสรรพากรก็จะตรวจสอบอย่างเต็มที่

"ในมุมฐานภาษีการเก็บภาษีรายย่อยไม่ได้ทำให้ภาพใหญ่เปลี่ยน แต่ทำให้ระบบดีขึ้น กลุ่มที่เป็นเป้าหมายของเรา คือกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่มากกว่า" นายเอกนิติกล่าว

ชูระบบดิจิทัลดึงคนจ่ายภาษี

อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวว่า กรณี ผู้ประกอบการรายเล็ก ๆ หากเข้าระบบภาษีที่ถูกต้อง จะทำให้ยอดขายต่าง ๆ เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ โดยมองว่าการที่คนเหล่านี้ ไม่อยากเสียภาษี เกิดจากความไม่สะดวก ไม่มีระบบบัญชีที่ดี ดังนั้นเรื่องหลัก ๆ ที่ผลักดันในปีนี้ก็คือ ทำเรื่อง ที่เกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้การเสียภาษีง่ายขึ้น

เรื่องแรกที่จะนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ ได้แก่ 1.ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ที่จะเห็นเป็นรูปธรรมในไตรมาส 3 (ก.ค.-ก.ย.) ปี 2561 นี้ โดยกรมจะมีการเชื่อมระบบกับวัดและโรงพยาบาล ทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้ให้สรรพากร พื้นที่เข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจ พร้อมกับอำนวยความสะดวกแก่วัดต่าง ๆ แล้ว

"คนโจมตีว่าเราจะไปไล่จับวัด ต้องชี้แจงว่าวัดไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว เพราะไม่ใช่หน่วยภาษี แต่สิ่งที่เรากำลังทำ คือจะทำให้เป็นระบบ เพื่อให้คนที่ทำบุญบริจาควัด โรงพยาบาล ไม่ต้องขอใบอนุโมทนาบัตร หรือเก็บเอกสารมายื่น เพราะข้อมูลจะเข้าระบบสรรพากรทันที และทำให้ปัญหาที่เมื่อก่อนจะได้ยินกันว่า มีการไปซื้อใบอนุโมทนานำมาลดหย่อนภาษี ก็จะน้อยลงด้วย"

และ 2.ระบบการยื่นงบการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) ที่จะทำให้ ผู้ประกอบการสะดวกมากขึ้น เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดาที่ยื่นแบบแสดงรายการชำระภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสะดวกรวดเร็ว และได้รับคืนภาษีเร็วขึ้นด้วย โดยในอนาคตสรรพากรจะเปิดกว้างให้ยื่นแบบผ่านช่องทางให้บริการของเอกชนได้ ขณะที่กรมสรรพากรทำหน้าที่เป็นเพียงตัวกลาง

"เราจะทำเป็นแพลตฟอร์มกลาง ถ้ามีพวกสตาร์ตอัพพัฒนาแอปพลิเคชั่นการยื่นแบบภาษีขึ้นมา โดยทำตามมาตรฐานที่เรากำหนดก็รับยื่นแบบแทนได้ กรมสรรพากรก็ประหยัดขึ้นด้วย"

วิเคราะห์ข้อมูลแยกคนโกงภาษี

นายเอกนิติกล่าวว่า เรื่องต่อมาที่สำคัญคือการพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อนำมาใช้วิเคราะห์ภาษี (data analytics) แยก "คนดี" กับ "คนไม่ดี" ออกจากกัน ซึ่งจะทำให้สามารถตรวจสอบเชื่อมโยงการเสียภาษีของธุรกิจ โดยเฉพาะที่เป็นรายใหญ่ได้อย่างครบถ้วนขึ้น ถือเป็นการขยายฐานในแนวลึก โดยวางแผนพัฒนาระบบไว้ 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนแรก เป็นการเชื่อมข้อมูลภายในของสรรพากร เช่น ข้อมูลการยื่นแบบ ภาษีเงินได้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นต้น ซึ่งเมื่อเชื่อมโยงข้อมูลจะเห็นว่าโดยรวมเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ และจะ ทำให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้เสียภาษี ซึ่งจะวิเคราะห์ว่ามีความตั้งใจหลบเลี่ยง หรือไม่

ขั้นตอนที่ 2 เชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง 3 กรมจัดเก็บ คือ กรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต รวมทั้งหน่วยงานอื่น ๆ อย่างเช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นต้น รวมถึงที่จะมีการหารือกับสมาคมธนาคารไทย ในเรื่องการเชื่อมโยงธุรกรรมทางการเงิน

นายเอกนิติกล่าวอีกว่า หลังเชื่อมข้อมูลกับหน่วยงานต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว ในอนาคตก็สามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่การใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการตรวจสอบข้อมูลการหลบเลี่ยงภาษีของผู้ประกอบธุรกิจได้มากขึ้น

"ทั้งหมดนี้เป็นการทำดาต้าอนาไลติกส์ วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อที่จะมาตรวจสอบการหลบเลี่ยงภาษีโดยเฉพาะของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งการ เชื่อมข้อมูลภายใน กรมสรรพากรตั้งใจไว้ว่าจะทำให้เสร็จภายในปี 2561 ซึ่งแค่ในขั้นนี้ก็คิดว่าจะทำให้สามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นได้"

ดัน 3 กฎหมายภาษีใหม่

ขณะเดียวกัน กรมสรรพากรยังมีการผลักดันร่างกฎหมายอีก 3 ฉบับ เพื่อที่จะทำให้กระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีมากขึ้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ. .... เพื่อรองรับระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan) ถือเป็นร่างกฎหมายที่สำคัญ เพราะจะทำให้สรรพากรมีฐานข้อมูลธุรกรรมการเงินเพื่อที่จะช่วยวิเคราะห์ตรวจสอบการหลบเลี่ยงภาษี โดยขณะนี้กฎหมายได้ผ่านการตรวจร่างโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว อยู่ระหว่างเตรียมนำเข้าพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งก็คาดหวังว่าจะให้ผ่านออกมาก่อนจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นการกำหนดให้สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ต้องรายงาน ข้อมูลของบุคคลที่มีธุรกรรม ได้แก่ 1.ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี 2.ฝากหรือรับโอน เงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 200 ครั้ง และ มียอดรวมธุรกรรมฝากหรือรับโอนรวมกันตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไปต่อปี

"จุดประสงค์ของร่างกฎหมายฉบับนี้ คือต้องทำให้เกิดความเท่าเทียมกับคนที่ ค้าขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ค้าขายออนไลน์ แต่หมายถึงใครก็ตามที่หลบภาษี ตรงนี้ก็จะสร้างความเป็นธรรมให้แก่คนที่จ่ายภาษีตรงไปตรงมา โดยจะต้องมีการเชื่อมโยงระบบกับสถาบันการเงิน เพื่อที่จะสามารถตรวจสอบธุรกรรมได้โดยตรง" นายเอกนิติกล่าว

ภาษีอีบิสซิเนสเก็บ "ต่างชาติ"

สำหรับร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ. .... เพื่อรองรับการจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวว่า หลังจากมีการรับฟังประชาพิจารณ์หลายรอบก็ได้มีการปรับปรุง และโฟกัสไปที่ธุรกรรมของบริษัทต่างชาติที่มาให้บริการในประเทศไทย ก็ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันกับผู้ประกอบการในประเทศ

"ตอนนี้รับฟังความคิดเห็นเสร็จแล้ว หลักการคือธุรกรรมต่างชาติที่มาให้บริการในประเทศไทยต้องเสีย VAT ด้วย โดยบริษัทต่างชาติมีหน้าที่ต้องนำส่ง VAT ให้กรมสรรพากรผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเขาต้องลงทะเบียนเป็นผู้เสีย VAT ซึ่งร่างกฎหมายอันนี้จะไม่เกี่ยวกับผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซในไทย โดยขณะนี้เตรียมนำเสนอเข้า ครม.เห็นชอบ"

อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวว่า กฎหมายภาษีอีเพย์เมนต์ กับภาษีอีบิสซิเนส สำคัญทั้งคู่ ต้องทำควบคู่กันไป ในส่วนกฎหมายภาษีอีบิสซิเนสก็สำคัญ เพราะปัจจุบันมีบริษัทต่างชาติเข้ามาให้บริการกับคนไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจ่ายเงินสมาชิกดูหนัง หรือการโหลดเพลง โหลดสติ๊กเกอร์ ซึ่งที่ผ่านมา ผู้บริโภคคนไทยเป็นการชำระเงินออกไปต่างประเทศ แต่ต่อไปบริษัทเหล่านั้นเมื่อมีรายได้ก็ต้องนำส่งภาษี ซึ่งบริษัทใหญ่ ๆ ส่วนใหญ่ก็พร้อมที่จะทำตามกฎหมาย เพียงแต่ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายชัดเจน ในส่วนภาษีอีเพย์เมนต์ที่เป็นการรายงานธุรกรรมการเงินก็เป็นกฎหมายสำคัญที่จะครอบคลุมฐานภาษีได้กว้างกว่า

สกัดธุรกิจใหญ่ผ่องถ่ายกำไร

นอกจากนี้ยังมีร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ. .... (มาตรการป้องกันการกำหนดราคาโอนระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน) หรือ transfer pricing ที่ปัจจุบันอยู่ในการพิจารณาของ สนช. โดยนายเอกนิติกล่าวว่า ร่างกฎหมาย ดังกล่าว เป้าหมายเพื่อป้องกันกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการจัดตั้งบริษัทลูกทั้งในและต่างประเทศ และใช้วิธีการถ่ายโอนเงิน จากบริษัทที่ตั้งอยู่ต่างประเทศ หรือโอนจากบริษัทที่มีกำไรไปไว้บริษัทขาดทุน เพื่อที่จะไม่ต้องเสียภาษี ร่างกฎหมายฉบับนี้ก็จะมีกฎเกณฑ์ที่มีความชัดเจน จะมีการกำหนดวิธีการนับการคิดคำนวณตามมาตรฐานโลก จากเดิมที่ไม่มีหลักเกณฑ์กำหนด ซึ่งกฎหมายนี้ก็จะทำให้การเก็บภาษีธุรกิจขนาดใหญ่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

Court issues another warrant for Thaksin - BANGKOK POST Issued date 5 July 2018

POST REPORTERS

The Supreme Court yesterday issued another arrest warrant for fugitive former prime minister Thaksin Shinawatra in a case in which he is accused of malfeasance over the Export-Import (Exim) Bank of Thailand's 4-billion-baht loan to Myanmar that favoured his family business.

The Supreme Court's Criminal Division for Holders of Political Positions issued the warrant after Thaksin failed to appear in court yesterday. The court will wait three months before proceeding with the case in absentia under the new criminal procedure law for holders of political office.

The National Anti-Corruption Commission filed the case with the court in 2008, but it was shelved due to Thaksin being out of the country. The new criminal procedure law that took effect last year resulted in the case's revival, along with other cases against him.

The court set the examination of witnesses and evidence in the case for 9am on Oct 31.

In the loan case, Thaksin stands accused of abusing his authority as prime minister about 14 years ago by having the Exim Bank lend 4 billion baht to the Myanmar government for 12 years for use in building a satellite telecommunications system. The loan was at 3% interest, which was below the bank's operating cost.

The loan was estimated to have cost the bank 670 million baht in damages, according to earlier reports.

Shin Satellite, a company in which members of the Shinawatra family were majority shareholders, benefited from the loan as Myanmar used it to buy telecommunications equipment and satellite services from Shin Satellite.

Initially, the bank had opened a credit line of 3 billion baht for Myanmar, but Thaksin asked the bank to increase it by 1 billion baht. After that, the interest rate on the loan was cut from 5.5% to 3%.

Thaksin fled the country in 2008 just before the court sentenced him to two years in jail for conflict of interest in the purchase, by his then wife, of state-owned prime land on Ratchadaphisek Road in 2003, when he was prime minister.

Thaksin was removed from office by a military coup in 2006 while overseas.

โกงจัดซื้อครุภัณฑ์-กองทุนเสมาฯคืบใกล้สรุป - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ศึกษาธิการ * "โกศล" เผยผลตรวจสอบโครงการจัดซื้อครุภัณฑ์ฝึกทักษะมัธยมศึกษาตอนต้น คืบหน้ากว่า 90% คาดสรุปเสนอ "รมว.ศธ." ได้ภายในเดือน ก.ค.นี้ แย้มพบความไม่ชอบมาพากลโยงมาถึง สพฐ.หลายอย่าง ส่วนโกงเงินเด็กกองทุนเสมาฯ คืบกว่า 80% ปปง.เดินหน้ายึดทรัพย์ "รจนา" เผย ส่วนใหญ่ติดจำนองแทบทั้งสิ้น แย้มคงต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบหาผู้รับผิดทางละเมิดขึ้น เบื้องต้นเสนอข้อมูล "ปลัด ศธ." แล้ว

พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา ธิการ (ที่ปรึกษา รมว.ศธ.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาทุจริตภายในกระทรวงศึกษา ธิการ (ศธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการจัดซื้อครุภัณฑ์ฝึกทักษะมัธยมศึกษาตอนต้น งบประมาณ 6 แสนบาทต่อโรงเรียน วงเงิน 279 ล้านบาท ของเขตพื้นที่การศึกษาในภาคอีสาน ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการ ศธ.ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อ เท็จจริง ได้มารายงานว่าเรื่องนี้มีความคืบหน้าไปกว่าร้อยละ 90 แล้ว อีกทั้งยังได้เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ปากคำตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีประเด็นสำคัญในการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามข้อสั่งการของ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศธ. ใน 4 ประเด็น คือ 1.การจัดสรรงบค่า ครุภัณฑ์เป็นไปตามความต้องการของโรงเรียนหรือไม่ 2.การจัดสรร งบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมหรือไม่ 3.มีการล็อกสเปก รายการครุภัณฑ์ตามที่มีผู้ร้องเรียนหรือไม่ และ 4.มีความบกพร่องในการ บริหารงบประมาณหรือไม่

พล.ท.โกศลกล่าวต่อว่า สำหรับการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวทั้ง 4 ประเด็น พบว่าเข้าข่ายมีมูลความไม่ชอบมาพากลอย่างแน่ นอน โดยเฉพาะข้อมูลงบประมาณการจัดสรรค่าครุภัณฑ์ฝึกทักษะ ปี 2561 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นั้น ที่ สพฐ.ได้มีการสำรวจโรงเรียนที่เปิดสอนสายอาชีพผ่านแอปพลิเคชันว่ามีโรงเรียนใดบ้าง มีนักเรียนจำนวนเท่าไร โดยมีโรงเรียนได้รายงานข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันดังกล่าวทั้งหมดทั่วประเทศจำนวน 717 โรง แต่เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกลับพบ สพฐ.จัดสรรงบฯ ดังกล่าวในโรงเรียน 458 โรง และในจำนวนนี้ไม่ได้เกิดจากการ ร้องขอครุภัณฑ์แม้แต่โรงเรียนเดียว ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่าเหตุใด สพฐ.ถึงไม่นำฐานข้อมูลจากแอปพลิเคชันนี้มาใช้เป็นฐานในการจัดสรรงบฯ ขณะ เดียวกัน เรื่องนี้คณะกรรมการตรวจสอบก็พบมีการล็อกสเปกเกิดขึ้น เพราะเขตพื้นที่ได้มีการเรียกประชุมจัดทำแพ็กเกจครุภัณฑ์ให้โรงเรียนไว้แล้ว และโรงเรียนที่ได้รับจัดสรรไม่ตรงกับความต้องการ อีกทั้งโรงเรียนหลายแห่งได้รับการจัดสรรครุภัณฑ์มากกว่า 2 รายการ

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังได้ตั้งข้อสังเกตระบบการจัดสรรงบประมาณของ สพฐ.พบว่าไม่มีฐานข้อมูลในการจัดสรรงบต่างๆ และการจัดสรรงบก็ทำล่าช้า เช่น การจัดสรรงบจะต้องทำให้เสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2560 เพราะในวันที่ 2 ตุลาคม 2560 จะเป็นวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 มีผลบังคับใช้ แต่จากการตรวจสอบพบ ในวันที่ 10 ตุลาคม 2560 สพฐ.กลับแจ้งเฉพาะรหัสงบประมาณไปยังเขตพื้นที่เท่านั้น บัญชีการจัดสรรงบประมาณกลับไม่ตามลงไปด้วย และเพิ่งมาแจ้งบัญชีการจัดสรรในวันที่ 26 ธันวาคม 2560 ทั้งๆ ที่มาตรการ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ระบุว่าต้องก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 อีกทั้ง ครม.ยังมีมติขยายเวลาให้จัดสรรงบให้แล้วเสร็จอีกในไตรมาสสอง คือ 31 มีนาคม 2561 แต่พบ สพฐ.กลับคิดเปลี่ยนแปลงงบประมาณไปทำอย่างอื่นแล้วก็ไม่ทำ ดังนั้นการลงพื้นที่ของคณะกรรมการฯ จึงไม่แปลกใจว่าทำไมงบ สพฐ.ถึงต้องตกไปจำนวนมาก เพราะมีการบริหารงบล่าช้า และเวลาการแจ้งบัญชีจัดสรรงบ กับการทำคู่มือการบันทึกข้อมูลรหัสงบประมาณและแหล่งของเงินในระบบ e-GP เพื่อรองรับมาตรการเร่งรัดเบิกจ่าย ไม่ได้ไปพร้อมกัน และไม่ยอมทำความเข้าใจกับเขตพื้นที่ ลากเกมมาเรื่อยๆ จนเมื่อมีการแจ้งบัญชีจัดสรรกลับทำเรื่องหาย เมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถตอบเรื่องนี้ได้ อ้างว่านายสั่ง ซึ่งในที่สุดก็จัดสรรงบจริงในวันที่ 26 ธันวาคม 2560 แต่เอาข้อมูลไหนมาจัดสรร ทั้งนี้คณะกรรมการฯ จะสรุปข้อมูลทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในเดือน กรกฎาคมนี้ จากนั้นจะเสนอ รมว.ศธ.พิจารณาตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป"

ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบการทุจริตเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการ ศธ. ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงกรณีกองทุนเสมาฯ กล่าวว่า มีความคืบหน้า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีการดำเนินการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวนแล้ว ซึ่งมีความคืบหน้า 80% เพราะมีผู้ถูกกล่าวหาบางคนติดคุกไปแล้วในคดีอื่น และในส่วนของสำนักงานป้อง กันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ก็กำลังดำเนินการยึดทรัพย์สินของนางรจนา สินที อดีตข้าราชระดับ 8 ศธ. ซึ่งทรัพย์ที่ยึดได้จากนางรจนามีมูลค่า 3 ล้านบาท และส่วนใหญ่ทรัพย์สินของนางรจนาและเครือข่ายติดจำนองแทบทั้งสิ้น ดังนั้น ในประเด็นนี้จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบหาผู้รับผิดทางละเมิดขึ้น ซึ่งตนได้ทำข้อมูลเสนอ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ.แล้ว เพราะผู้เกี่ยวข้องเป็นข้าราชการหลายสังกัด แบ่งเป็นหลายกลุ่ม คือ ระดับ 11 รัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณา ซึ่งก็มีทั้งในสังกัด ศธ.และสำนักนายกรัฐมนตรี ขณะที่ระดับ 8-10 เป็นอำนาจของผู้บริหารองค์กรหลักใน 2 องค์กร ซึ่งนายการุณจึงได้ทำหนังสือขอคำแนะนำไปยังสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เพื่อพิจารณา ให้คำแนะนำ และ ก.พ.ตอบกลับมาแล้วว่าให้ผู้มีอำนาจบรรจุแต่งตั้งเป็นคนออกคำสั่งแยกกันไป

"สำหรับการตั้งคณะกรรม การสอบหาผู้รับผิดชอบนั้น ก็เพื่อหา ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบจำนวนเท่าไหร่ แต่ดูสถานการณ์แล้วผู้รับผิดชอบน่าจะเป็นผู้เกี่ยวข้องเป็นหลักที่เซ็นอนุมัติงบกองทุนเพื่อเบิกจ่ายเป็นทุนให้แก่นักเรียนในแต่ละครั้ง เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นคงเรียกจากตัวการคือนางรจนาไม่ได้" ประธานคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงกล่าว.

Column IN Brief: Graftbusters, Amlo undergo reshuffle - BANGKOK POST Issued date 5 July 2018

OFFICIALDOM: Wannop Somchintanakun, assistant secretary-general of the Public Sector Anti-Corruption Commission, has been promoted to commission secretary-general.Anti-Money Laundering Office (Amlo) deputy secretary-general Romsit Weeriyasan was also promoted to secretary-general.

The appointments, which took effect on June 29, were made in a royal command. That also saw Pol Maj Gen Preecha Chareonsahayanon transferred from the post of Metropolitan Police Bureau deputy chief to replace Pol Maj Gen Romsit as an Amlo deputy secretary-general.

The command was contained in a Prime Minister's Office announcement published in the Royal Gazette on Tuesday.

คอลัมน์ กระจกไร้เงา: ความโปร่งใสในอสังหาฯไทย - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ศรยุทธ เทียนสี

ปัจจุบันโลกยุคสื่อออนไลน์ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อการซื้อ ขายอสังหาริมทรัพย์มากขึ้นทุกขณะ จากที่เคยเป็นแค่ สื่อทางเลือกเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้บริษัทดูไม่ตกกระแส แต่วันนี้สื่อออนไลน์กลายเป็นเครื่องมือที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ จะขาดเสียไม่ได้ เมื่อเทคโนโลยีด้านการสื่อสารทั้งระบบสัญญาณ และเครื่องรับที่ทันสมัย เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการรับส่งข้อมูล ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้สื่อออนไลน์ในการค้นหาข้อมูลมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่า จะเป็นเพื่อค้นหาข้อมูลโครงการเพื่อประกอบการตัดสินใจ ซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือเพื่อดูข้อมูลบริษัท จึงเป็นเรื่องจำ เป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการต่างๆ จะต้องนำเสนอข้อมูลที่มีความโปร่งใส เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อทั้งผู้บริโภคและนักลงทุน ซึ่งบริษัท โจนส์ แลง ลาซาลส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือเจแอลแอล ได้จัดทำรายงานดัชนีความโปร่งใสตลาดอสังหาริมทรัพย์โลกประจำปี 2561

และจากรายงานดัชนีความโปร่งใส ระบุว่า ประเทศไทยได้รับการจัดให้เป็นตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีความโปร่งใสอยู่ในอันดับที่ 34 ของโลกในปี 2561 นี้ โดยปรับขึ้นจากอันดับที่ 38 จากในรายงานฉบับปี 2559 เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียนอีก 6 ประเทศที่รายงานฉบับเดียวกันนี้ครอบคลุม พบว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยมีดัชนีความโปร่งใสอยู่ในอันดับที่ 3

ซึ่งตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของ ไทยมีดัชนีความโปร่งใสปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง สาเหตุหลักมา จากการมีข้อมูลเกี่ยวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้เข้าถึงได้ มากขึ้นและง่ายขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการขยายจำนวน เพิ่มขึ้นของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ในอดีต และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน ซึ่งถูกกำหนดด้วยกฎหมายให้ต้องเปิดเผยข้อมูลผลประกอบการ

สำหรับรายงานดัชนีความโปร่งใสตลาดอสังหาริมทรัพย์ โลกประจำปี 2561 เป็นรายงานฉบับที่ 10 ที่บริษัทจัดทำขึ้น โดยมีการวิเคราะห์เปรียบเทียบตัวแปรด้านต่างๆ ที่มีผลต่อ โดยตรงหรือโดยอ้อมต่อระดับความโปร่งใสของตลาดอสังหาริม ทรัพย์ อาทิ ปริมาณข้อมูลที่มีการเปิดเผยเกี่ยวกับตลาดอสังหา ริมทรัพย์ บรรษัทภิบาล กระบวนการต่างๆ เกี่ยวกับการประ กอบธุรกรรมด้านอสังหาริมทรัพย์ สิทธิการครอบครองอสัง หาริมทรัพย์ กฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

นอกจากนี้ ภายในรายงานยังได้กล่าวถึงครอบคลุมตลาดอสังหาริมทรัพย์ใน 158 เมือง ของ 100 ประเทศทั่ว โลก และแบ่งกลุ่มประเทศออกเป็นห้ากลุ่มตามระดับความ โปร่งใสของตลาดอสังหาริมทรัพย์ คือ 1.โปร่งใสมาก 2.โปร่ง ใส 3.โปร่งใสปานกลาง 4.โปร่งใสต่ำ และ 5.ไร้ความโปร่งใส โดยประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีความโปร่งใสในระดับปานกลาง ส่วนตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่โปร่งใสที่สุดคือสหรัฐราชอาณาจักร และตลาดที่ไร้ความโปร่งใสที่สุดคือเวเนซุเอลา

ในส่วนของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคาร สงเคราะห์ได้ระบุถึงดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจ พัฒนาที่อยู่อาศัย พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้า มีค่าเท่ากับ 62.8 จุด สูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0 จุด และเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4 ปี 2560 ซึ่งมีค่าเท่ากับ 59.1 จุด ทั้งนี้ดัชนีที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นผลมาจากความเชื่อมั่นด้านผลประ กอบการ ด้านยอดขาย การลงทุน การจ้างงาน และการเปิดโครงการใหม่ ส่วนต้นทุนผู้ประกอบการต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0 จุด เป็นผลมาจากการประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

อย่างไรก็ตาม เมื่อโดยตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยภาพ รวมมีความโปร่งใส เป็นที่แน่นอนว่าการลงทุนก็ยังคงมีต่อ เนื่อง ซึ่งในครึ่งแรกของปี 2561 ผู้ประกอบการอสังหาริม ทรัพย์มีการลงทุนเพิ่มขึ้น ก็สะท้อนให้เห็นแล้วว่าผู้ประกอบการมีความมั่นใจกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจของประเทศกำลังฟื้นตัวขึ้นได้ในทิศทางที่ดีนั่น เอง.

คอลัมน์ ฉุก(ละหุก)คิด: มี'กิ๊ก'ต้องโชว์ - โลกวันนี้ ฉบับวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฉบับใหม่ ซึ่งผ่านการเห็นชอบจาก สนช. แล้ว และอยู่ระหว่างการประกาศบังคับใช้ กำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องยื่นทรัพย์สินเพิ่มเติมที่อาจมีผลกระทบต่อบุคคลภายนอก เช่น การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินที่อาจเปลี่ยนแปลงไป การกำหนดลักษณะของผู้มีหน้าที่ยื่นทรัพย์สิน และ "อยู่กินฉันสามีภรรยาโดยไม่จดทะเบียนสมรส" ก็ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินภรรยาด้วย

สาระสำคัญคือ มาตรา 102 ได้เพิ่มเติมตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ได้แก่ ข้าราชการตุลาการในตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาขึ้นไป ข้าราชการตุลาการศาลปกครอง อธิบดีศาลปกครองชั้นต้นขึ้นไป ข้าราชการอัยการตำแหน่งอธิบดีอัยการขึ้นไป รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในกระทรวงกลาโหมและทหาร ขณะที่คู่สมรสแม้มิได้จดทะเบียนสมรส แต่อยู่กินกันฉันสามีภริยา ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินด้วย

มาตรา 106 ให้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์และเอกสารประกอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เฉพาะนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และบุคคลอื่นตามมาตรา 102 โดยต้องไม่ระบุถึงรายละเอียดทางทะเบียนของทรัพย์สินและภาพถ่ายทรัพย์สินหรือข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่จำเป็นหรือที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเจ้าของข้อมูลได้

ร่าง พ.ร.ป. ฉบับใหม่จึงน่าจะทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มากขึ้น เพราะแค่กรณี "นาฬิกาหรู" ที่ไม่มีอะไรซับซ้อนยังเงียบเป็นเป่าสาก!

ศาลมาเลเซียตั้งข้อหาทุจริต'วันเอ็มดีบี' อดีตนายกฯ'นาจิบ ราซัค' - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

คณะผู้พิพากษาชั้นต้นของศาลแขวงกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย มีมติให้ดำเนินคดีทุจริตกับนายนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรี 3 กระทง ฐานกระทำผิดหน้าที่ของผู้ได้รับมอบหมายให้ดูแลผลประโยชน์แทนผู้รับผลประโยชน์ ส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินซึ่งตน เป็นผู้ดูแลแทนอยู่ จากการบริหารจัดการกองทุนเอสอาร์ซี อินเตอร์เนชั่นแนล ระหว่างปี 2554-2558 ซึ่งเป็นหนึ่งในกองทุนย่อยของกองทุนวันเอ็มดีบี กองทุนเพื่อการพัฒนาที่นายนาจิบก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2552 และอีก 1 กระทงฐานใช้อำนาจมิชอบ เกี่ยวกับการใช้ตำแหน่งหน้าที่ "สร้างอิทธิพล" ต่อการสืบสวนสอบสวนเงินที่หายไปจากกองทุนวันเอ็มดีบี

พนักงานสอบสวนของสำนักงาน คณะกรรมาธิการต่อต้านการคอร์รัปชั่น (เอ็มเอ ซีซี) เข้าควบคุมตัวนายนาจิบที่บ้านพักชาน กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันอังคาร นายนาจิบวัย 64 ปี ถือเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลเซียที่ต้องขึ้นศาลเพื่อต่อสู้ในคดีคอร์รัปชั่น ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดกระทงละ 20 ปี โดยนาย นาจิบได้เผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ส่วนตัว ขอโทษต่อประชาชนชาวมาเลเซียทุกคน แต่ยังคงยืนกรานปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดว่าเป็นการใส่ร้ายป้ายสีและล้างแค้นทางการเมือง

นายนาจิบปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและขอใช้สิทธิต่อสู้ตามกระบวนการทางกฎหมายจนถึงที่สุด ขณะที่อัยการเรียกร้องหลักทรัพย์ประกันตัว 4 ล้านริงกิต (ราว 33.2 ล้านบาท) ตามจำนวนกระทงทั้งหมด แต่ผู้พิพากษาลดให้เหลือ 1 ล้านริงกิต (ราว 8.3 ล้านบาท) และต้องเป็นเงินสดเท่านั้น พร้อมทั้งสั่งห้ามอดีตผู้นำมาเลเซียเดินทางออกจากราชอาณาจักร ซึ่งนายนาจิบได้มอบหนังสือเดินทางที่มีอยู่ทั้ง 2 เล่ม ให้แก่เจ้าพนักงาน โดยศาลกำหนดวันไต่สวนครั้งต่อไปคือ 18 ก.พ. 2562

ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเงิน 10.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 343.2 ล้านบาท) ที่มีการโอนเข้าสู่บัญชีของนายนาจิบ เมื่อปี 2558 ซึ่งเชื่อว่าเป็นเงินที่ถูกยักยอกจากกองทุน ขณะที่สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) ระบุว่าเงินถูกยักยอกไปราว 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 148,500 ล้านบาท).

คดีทุจริต'นาจิบ' เขย่าการเมืองมาเลเซีย - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจการตั้งข้อหาทุจริต "นาจิบ ราซัค" อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเมื่อวานนี้ (4 ก.ค.) สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างต่อวงการการเมืองมาเลเซีย แต่ก็เพิ่มความคาดหวังว่าจะเกิดความโปร่งใสมากขึ้นในประเทศ

ศาลฎีกากรุงกัวลาลัมเปอร์ ตั้งข้อหาอาญา ต่อนาจิบ 4 ข้อหา รวมถึงการยักยอกเงินทุน จาก "เอสอาร์ซี อินเตอร์เนชันแนล" อดีตบริษัทลูกของกองทุนพัฒนามาเลเซีย (วันเอ็มดีบี) และเป็นครั้งแรกใน ประวัติศาสตร์มาเลเซียที่มีการตั้งข้อหาอาญาต่ออดีตนายกรัฐมนตรี

กรณีอื้อฉาววันเอ็มดีบีเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศและได้รับความสนใจจาก ทั่วโลกนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2558 เมื่อเว็บไซต์วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานกล่าวหานาจิบ ซึ่งยังเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นว่า ยักยอกเงิน 681 ล้านดอลลาร์จากกองทุนดังกล่าว ขณะที่นาจิบตอบสนองอย่างทันควัน ด้วยการปลดรัฐมนตรีที่ตั้งคำถามเขาเกี่ยวกับ ประเด็นนี้ เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวน

อัยการสูงสุดคนใหม่ออกมาแก้ต่างให้ นาจิบว่าไม่ได้ทำผิดกฎหมาย หลังเขาประกาศ ว่า เงินจำนวนเกือบ 700 ล้านดอลลาร์นั้น เป็นเพียง "เงินบริจาค" จากราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ ในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐซึ่งติดตาม เส้นทางการเงินก้อนนี้ ยังคงเดินหน้า สอบสวนหาความจริงต่อ

ขณะที่ตำรวจสากล (อินเตอร์โพล) ออก "หมายแดง" เพื่อติดตามพยาน และ ยึดทรัพย์สินต่างๆ ที่ถูกกล่าวหาว่าใช้เงินที่ยักยอกจากกองทุนวันเอ็มดีบีซื้อมา ทำให้กรณีอื้อฉาวนี้ขยายวงกว้างไปถึงนอกมาเลเซีย ด้านทางการสหรัฐ สวิตเซอร์แลนด์ และสิงคโปร์ ร่วมตรวจสอบคดีนี้ เนื่องจากมีเส้นทางการเงินที่ไม่ชัดเจน

นายกรัฐมนตรีมหาธีร์ โมฮัมหมัด คว้าชัยชนะเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 9 พ.ค. ที่ผ่านมา หลังประกาศจะเอาผิดนาจิบจากคดีทุจริตให้ได้ และกำหนดให้การสะสางกรณีอื้อฉาววันเอ็มดีบีเป็นภารกิจสำคัญสูงสุดของรัฐบาลใหม่

นอกจากนั้น มหาธีร์ยังแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ ที่เคยถูกนาจิบปลดกลับมาทำงานในหน่วยงาน เดิมอีกครั้ง และตั้งคณะสอบสวนพิเศษ เพื่อเร่งการสอบสวนคดีวันเอ็มดีบีด้วย

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ตำรวจมาเลเซีย แถลงว่า เจ้าหน้าที่ยึดเงินสดและทรัพย์สินหรูมูลค่าอย่างน้อย 900 ล้านริงกิต ระหว่างการ ตรวจค้นในที่พัก 6 แห่งที่เกี่ยวข้องกับนาจิบ เจ้าหน้าที่ระบุว่า ปฏิบัติการยึดทรัพย์สินครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ รวมไปถึงกระเป๋าบรรจุอัญมณีและเงินตราต่างประเทศจำนวน 72 ใบ เช่นเดียวกับกล่องบรรจุกระเป๋าถือแบรนด์เนมจำนวน 284 ใบ

นาจิบอ้างว่า ทรัพย์สินเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็น "ของขวัญ" ที่ครอบครัวของเขาได้รับในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

ในสัปดาห์นี้ คณะสอบสวนพิเศษฯ สั่งอายัดบัญชีธนาคาร 408 บัญชีที่มีเงินรวม กว่า 1,000 ล้านริงกิต ฐานเกี่ยวข้องกับ "การกระทำที่ไม่เหมาะสมและการ ประพฤติมิชอบ" ของกองทุนวันเอ็มดีบี และมีส่วนพัวพันกับการทำธุรกรรม เกือบ 900 ครั้ง ระหว่างเดือนมี.ค. 2554 ถึงเดือน ก.ย. 2558

บัญชีที่ถูกอายัดเชื่อมโยงกับบุคคล 81 คนและบริษัท 55 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่า ได้รับเงินทุนจากวันเอ็มดีบี และคณะสอบสวนพิเศษกำลังดำเนินการตรวจสอบเพื่อประเมินว่าฝ่ายต่างๆ มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด พร้อมยืนยันว่า จะสอบสวนอย่างเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

นาจิบ ซึ่งจะมีอายุครบ 65 ปีในวันที่ 23 ก.ค.นี้ เป็นบุตรชายคนโตของราซัค ฮุสเซน ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของมาเลเซีย และบิดาของนาจิบได้รับคำชื่นชมจากการนำพา ประเทศฟื้นจากภาวะตกต่ำได้สำเร็จ หลังเกิด เหตุจลาจลด้านเชื้อชาติเมื่อปี 2512

ช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรี นาจิบยึด ภาพลักษณ์เป็นนักปฏิรูป ในระดับเดียวกับผู้นำ ดาวรุ่งในเพื่อนบ้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงลี เซียน หลุง ผู้นำสิงคโปร์ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย

นาจิบริเริ่มการเปิดเสรีภาคบริการของมาเลเซีย พร้อมกับส่งเสริมการลงทุนในน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เช่นเดียวกับน้ำมันปาล์ม เพื่อใช้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น นอกจากนั้นยังนำประเทศเข้าเป็นสมาชิก ข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้น แปซิฟิก (ทีพีพี) ด้วย

อย่างไรก็ตาม นาจิบซึ่งขณะนั้นนั่งควบ ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ได้เพิ่ม อำนาจให้กับตัวเองในการดูแลกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ซึ่งควบคุมบริษัทรัฐวิสาหกิจต่างๆ ในภาคอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เขาเข้าบริหารกองทุนรัฐบาลด้านสัมปทานน้ำมัน และเปลี่ยนชื่อกองทุนนั้น เป็น "วันเอ็มดีบี" เมื่อปี 2552 ด้วยเงินทุน 1,000 ล้านริงกิต โดยตั้งเป้าที่จะลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในภาคพลังงาน อีกทั้งยังแต่งตั้งตัวเองเป็นประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาของวันเอ็มดีบีด้วย

เมื่อวันเอ็มดีบีประสบปัญหาผิดนัด ชำระหนี้ นาจิบหันไปพึ่งจีนให้ช่วยปลดหนี้แทนบริษัทลูกของกองทุน จากนั้น จีนกลายเป็น หนึ่งในผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในมาเลเซียและครอบครองโครงการโครงสร้างพื้นฐานผ่านการเจรจาโดยตรง บางโครงการอย่างทางรถไฟสายอีสต์ โคสต์กำลังถูกตรวจสอบ โดยรัฐบาลชุดปัจจุบันของมหาธีร์ ซึ่งมองว่าเงื่อนไขหลายข้อในสัญญาไม่เป็นประโยชน์กับมาเลเซีย

นอกจากนั้น การตั้งข้อหาอาญาต่อนาจิบ ยังมีผลกระทบชิ่งถึงบุคคลที่อยู่ใกล้ตัวเขาด้วย

รอสมาห์ มานซอร์ ภรรยาของนาจิบ ถูกสำนักงานต่อต้านการทุจริจสอบสวนฐาน มีส่วนเกี่ยวข้องกับวันเอ็มดีบี ขณะที่นาซีร์ ราซัค น้องชายของนาจิบซึ่งเป็นประธานบริษัท ซีไอเอ็มบี กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ กล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า เขาจะให้คณะกรรมการบริหารตัดสินอนาคต หลังมีรายงานว่าเขาเตรียมจะลาออกจากตำแหน่ง

ผลการจัดอันดับดัชนีความโปร่งใสประจำปี 2560 ขององค์กรความโปร่งใสสากล (ทีไอ) ระบุว่า มาเลเซียอยู่ในอันดับ 62 ของโลก ร่วงลง 7 อันดับจากในปี 2559 นับเป็นอันดับต่ำที่สุดของประเทศนับตั้งแต่ ทีไอเริ่มสำรวจดัชนีนี้ในปี 2538

คอลัมน์ รู้-เท่าทันโลก: ตามล่าเงินโกงชาติ มาคืนให้ประชาชน - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

โดย อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร

ข่าวใหญ่ในอาทิตย์ที่แล้ว และอาทิตย์นี้ นอกจากเรื่องของเด็กไทยใจเด็ดน้องๆ คือหมูป่าอะคาเดมี ที่ยืนหยัดอดข้าวอดน้ำได้ถึง 9 วันเต็ม พร้อมด้วยจิตใจแน่วแน่ที่จะมีชีวิตอยู่รอดในถ้ำอันมืดมิด ไม่มีแสงสว่างลอดเข้าไปได้เลย เพื่อกลับมาพบกับพ่อแม่ได้อีกครั้ง พร้อมกับการทุ่มเทร่วมจิตใจเดียวกันของทุกภาคส่วนของไทย และประชาชนจากหลายๆ ประเทศที่ได้เข้ามาร่วมช่วย กู้ชีพเด็กๆ ด้วยความเมตตา โดยเฉพาะจากกองทัพของไทยที่ทุ่มเทอย่างสุดชีวิตจนประสบผลสำเร็จฝ่าฟันอุปสรรคหนักหนาจนได้พบกับเด็กๆ ก่อนจะสายเกินไป

มีเรื่องใหญ่ในทวีปแอฟริกาที่น่าจะสั่นสะเทือนต่อวงการโกงกินบ้านเมืองทั้งที่แอฟริกาเอง และทั่วโลก

นั่นคือ รัฐบาลของประธานาธิบดีมูฮัมมาดู บูฮารี (Muhammadu Buhari) แห่งไนจีเรีย ได้ประกาศนำเงินก้อนโตที่ยึดมาได้จากอดีตเผด็จการทหาร ซานี อาบาชา (Sani Abacha) นำมาแจกให้ประชาชน

เขาทำรัฐประหารและครองอำนาจช่วง 5 ปี (1993-1998) แต่ได้ปล้นงบประมาณแผ่นดิน รวมถึงรับใต้โต๊ะเพื่ออนุมัติสัมปทานโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งการให้สัมปทานน้ำมันดิบ (ชนิดดี) และแร่ธาตุต่างๆ ขณะเดียวกัน ได้ปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมเหล่าผู้นำที่ต่อต้านรัฐบาลโกงชาติ

เขาได้ฆ่าผู้นำของประ- ชาชนที่ต่อสู้เพื่อไม่ให้สัมปทานน้ำมันตกไปเป็นของบริษัท ต่างชาติ (โดยจ่ายเงินให้แก่ประเทศไนจีเรียเพียงเล็กน้อย) เหมือนกับได้ไปเปล่าๆ แล้วประชาชนชาวไนจีเรียก็ต้องยากจนอย่างไม่น่าเชื่อ

เผด็จการ ซานี อาบาชา ได้ตายอย่างเฉียบพลัน เป็นปริศนาด้วยหัวใจวาย เมื่อ 8 มิถุนาฯ 1998 โดยทิ้งเงินที่โกงชาติไว้มากมายที่ธนาคารสวิส และธนาคารแหล่งซ่อนเงินอีกหลายแห่งในโลก

เงินที่รัฐบาลไนจีเรียได้พยายามติดตามเอาคืนมาประมาณ 1 พัน ล้านเหรียญ (33,000 ล้านบาท) ใน 4-5 ปีที่ผ่านมา นับเป็นแค่บางส่วนของเงินที่โกงชาติไปโดยติดต่อกดดันผ่านรัฐบาลสวิส ซึ่งเคยมีตัวอย่างที่รัฐบาลนางคอราซอน อาคีโน แห่งฟิลิปปินส์ (ซึ่งขึ้นมารับตำแหน่งปธน.หญิงคนแรกของฟิลิปปินส์หลังการโค่นรัฐบาลเผด็จการ Marcos ด้วย People Power ที่ยิ่งใหญ่ของฟิลิปปินส์) จนเป็นตัวอย่างแห่งการคืนเงินโกงชาติกลับสู่ประเทศที่ยากจน เพื่อนำมาบูรณะฟื้นฟูประเทศต่อไป

ปธน.บูฮารี ได้ประกาศว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีนี้ เงินจากธนาคารสวิสจำนวน 300 ล้านเหรียญ (คือ 1/3 ของที่ยึดคืนมา) จะถูกนำไปแจกให้แก่ครัวเรือนยากจนที่สุดของไนจีเรียจำนวน 3 แสนครัวเรือน ซึ่งจะได้รับเงินครอบครัวละ 500 บาทต่อเดือน เป็นเวลาประมาณ 6 ปี ปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลสวิส ชื่อ Robert Balzaretti ซึ่งเป็นหนึ่ง ในผู้เจรจากับรัฐบาลนายพลบูฮารี ได้พูดกับ BBC ว่า จะมีมาตรการและเงื่อนไขที่เข้มงวดมาก พ่วงมาพร้อมกับการโอนเงินก้อนนี้ให้กับรัฐบาลไนจีเรีย

เงินสดจากสวิสจะโอนผ่าน Nigeria National Social Safety Net Programme (ชื่อย่อคือ NASSP) ภายใต้การควบคุมของธนาคารโลก ซึ่งจะทำหน้าที่ผู้ตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ

เขาจะทยอยปล่อยเงินมาเป็นงวดๆ และถ้างวดแรกมีการตุกติกไม่โปร่งใส เงินก้อนต่อๆ ไปจะถูกระงับทันที

นาย Balzaretti ย้ำว่า ต้องไม่มีการโกงเงินซ้ำสอง สำหรับเงินที่โกงชาติมาตั้งแต่แรกครั้งหนึ่งแล้ว

สำหรับที่มาเลเซียกับรัฐบาลใหม่ของดร.เอ็ม ที่สร้างประวัติศาสตร์โค่นพรรครัฐบาล (ที่ครองอำนาจ โดยพรรค UMNO มาตั้งแต่ได้รับเอกราช) และได้สร้างปรากฏการณ์ติดตามเงินที่โกงประชาชนเพื่อกลับมาฟื้นฟูประเทศชาติ แทนที่จะมารีดขึ้นภาษีจากประชาชน

ดร.เอ็ม ได้ห้ามนายนาจิบ (อดีตนายกฯ) และภรรยาเดินทางออก นอกประเทศ และได้ยึดสมบัติมหาศาลของคนทั้งสองมาคืนสู่รัฐ ล่าสุดเมื่อ วานนี้ได้จับนายนาจิบในฐานะโกงกินชาติได้สำเร็จ สมดังที่ดร.เอ็ม มหาบุรุษแห่งมาเลเซียได้ประกาศสัญญาประชาคมว่า จะต้องจัดการกับคนโกงชาติอย่างนายนาจิบให้เข้าคุกจนได้ ไม่ใช่ Too big to jail แบบนายเหลี่ยมและยายปูโง่ที่หนีไปอยู่ดูไบ และลอนดอน ใช้จ่ายเงินเป็นหลายแสนล้านบาทที่ปล้นมาจากประชาชนอย่างไม่ละอายฟ้าดินทั้งสิ้น

ปธน.คนใหม่ของเม็กซิโก นาย Amlo ก็ได้ประกาศกร้าวจะปราบการ โกงชาติ และทบทวนการอนุมัติสัมปทานโครงการขุดน้ำมันดิบที่ไม่โปร่งใส โดยพรรคที่บริหารประเทศมาเป็น 100 ปีถูกโค่นลงอย่างไม่น่าเชื่อเพราะชาวเม็กซิกันเบื่อหน่ายการโกงกินชาติเต็มที

ที่เกาหลีใต้ก็กำลังดำเนินคดีกับอดีต ปธน.ลี เมียง-บัก ที่มีการบริหาร ไม่โปร่งใส เช่นเดียวกับนางปาร์ค กึน-เฮ อดีตปธน.หญิงคนแรกของเกาหลีใต้ที่ได้โกงชาติอย่างโจ๋งครึ่มและกำลังถูกจำคุกอยู่ขณะนี้

ที่จีนก็จับข้าราชการตัวใหญ่ๆ ที่โกงกินชาติ พร้อมประหารชีวิตเป็น เยี่ยงอย่าง และรวมทั้งที่เวียดนามก็เช่นเดียวกัน ขนาดสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์ก็ไม่มีการยกเว้น

จะมีก็แต่ประเทศไทย ที่จงใจปล่อยให้สองพี่น้องโกงชาติหนีไปได้พร้อมกับเงินหลายแสนล้านบาท ไม่มีแม้แต่ความหวังที่จะไปตามเอาเงินเหล่านั้น คืนมา .