You are here

CG and corruptions News - 5 June 2017

คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์บัณฑิต: รายงานสาธารณะสถาบันไอโอดี - กรุงเทพธุรกิจ

ซีเอฟเอหนุนนักการเงินร่วมโครงการต้านทุจริต - ฐานเศรษฐกิจ

ยื่นปปช.ฟัน 30 บิ๊ก ทอท. เอื้อดิวตี้ฟรี - ฐานเศรษฐกิจ

ล็อกสัมปทานที่จอดรถดอนเมืองส่อทุจริตอ้างผู้ใหญ่ทอท.ขอมา - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

งบ61เข้าสนช.'มหาดไทย'เฮ กห.พุ่ง8พันล. - ไทยโพสต์

เปิดความเห็นแก้ พ.ร.บ.ไอแบงก์ คลังยกสารพัดเหตุไม่ 'ยุติธุรกิจ' - ประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ เขียนให้คิด: ไทยพีบีเอส บกพร่องโดยสุจริต? - แนวหน้า

ปัญหาทุจริตในงานสอบสวนทำลายกระบวนการยุติธรรมของชาติ - ไทยโพสต์

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: ฉลาด เกมส์ โกง : ความเหลื่อมล้ำทางสังคม (จบ) - โพสต์ทูเดย์

บทบรรณาธิการฐานเศรษฐกิจ: ถามหาจริยธรรมการบินไทย - ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์บัณฑิต: รายงานสาธารณะสถาบันไอโอดี - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ดร.บัณฑิต นิจถาวรbandid.econ@gmail.com

พันธกิจหลัก ของสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือไอโอดีคือ การพัฒนาและ ให้การสนับสนุนกรรมการบริษัทเพื่อการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลในการทำธุรกิจ ซึ่งสถาบันทำหน้าที่นี้ผ่านงานของสถาบัน ใน 4 ด้าน คือ การพัฒนาและให้ความรู้กรรมการบริษัท การวิจัยประเมินผลและแสดงความเห็นด้านนโยบาย การจัดสัมมนาเผยแพร่ความรู้ด้านกำกับดูแลกิจการให้กับสมาชิก และขับเคลื่อนโครงการแนวร่วม ปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต ซึ่งในปีที่ผ่านมางานของสถาบัน มีความก้าวหน้าด้วยดี โดยเมื่อวันจันทร์ที่แล้วมีการประชุมสมาชิกประจำปีของสถาบัน เพื่อ รับทราบผลการดำเนินงานและเลือกกรรมการใหม่แทนกรรมการที่หมดวาระ วันนี้เลยจะนำรายงานของกรรมการผู้อำนวยการสถาบันไอโอดีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาสรุปให้ทราบในคอลัมน์ "เศรษฐศาสตร์บัณฑิต" นี้ การดำเนินงานของสถาบันกรรมการบริษัทไทยในปี 2559 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของแผนงาน 3 ปีของสถาบันได้ผลอย่างน่าพอใจ สถาบันสามารถบรรลุเป้าหมายของแผนงานทั้ง 7 ด้านที่เป็นทิศทางหลักของกลยุทธ์สถาบันช่วงปี 2557 - 2559 ได้ครบถ้วน ทั้งด้านคุณภาพการฝึกอบรมกรรมการ การวิจัยศึกษาประเด็นนโยบายที่กระทบการทำงานของกรรมการและแนวปฏิบัติที่ดี การแสดงความคิดเห็นด้านนโยบาย (Advocacy) การสร้างเครือข่ายสมาชิกขับเคลื่อนงานของสถาบัน การสร้างกรรมการอาชีพ การขับเคลื่อนแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนในการต่อต้านการทุจริต และ การขยาย ชื่อเสียงของสถาบันในระดับสากล ซึ่งทั้งหมดได้นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสถาบันในหลายด้าน โดยเฉพาะ

1.ความเป็นสถาบันของไอโอดีในฐานะสถาบันกรรมการบริษัทของประเทศได้เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ไอโอดีเป็นที่รู้จักของภาคธุรกิจ ไม่ใช่ในฐานะโรงเรียนฝึกอบรมหลักสูตรกรรมการ แต่ในฐานะสถาบันกรรมการที่มีพันธกิจครบถ้วนในการส่งเสริม การกำกับดูแลกิจการที่ดีให้เกิดขึ้นในภาคธุรกิจของไทย ผ่านการพัฒนากรรมการ การออกแนวปฏิบัติที่ดี การประเมินคุณภาพการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัท จดทะเบียน การเป็นเสียงให้กับกรรมการในประเด็นนโยบายที่กระทบการทำหน้าที่ของกรรมการ การเป็นแหล่งข้อมูลความรู้สนับสนุนการทำหน้าที่กรรมการ และการผลักดันการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันของภาคเอกชน สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้สถาบันไอโอดีเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับว่า เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภาคธุรกิจไทยในการขับเคลื่อนการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรม

2.บทบาทของสถาบันในฐานะสถาบันกรรมการเป็นที่รู้จักมากขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สะท้อนจากกิจกรรมและผลงานของสถาบันที่เป็นที่รู้จัก และ สร้างชื่อเสียงให้กับสถาบันในฐานะ ผู้ขับเคลื่อนการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีกิจกรรมหลายด้านที่สถาบันได้รับเชิญ เข้าร่วมทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากล เพื่อส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน รวมถึงการขยายงานพัฒนากรรมการไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้สถาบันสามารถมีบทบาทได้ตรง ในการส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการที่ดีในภูมิภาค

3.ความมั่นคงทางการเงินของสถาบัน กิจกรรมของสถาบันในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ทำให้ฐานะการเงินของสถาบันเข้มแข็งขึ้นทำให้สถาบันมีทรัพยากรที่จะนำไปลงทุนและสร้างศักยภาพในการทำหน้าที่ของสถาบันต่อไปในอนาคต ที่สำคัญ ความมั่นคงทางการเงินทำให้บุคลากรของสถาบัน ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุด มีความมั่นใจในอนาคตของสถาบัน สร้างแรงจูงใจให้สามารถจ้างและรักษาทรัพยากรที่มีคุณภาพให้อยู่กับสถาบันต่อไป นอกจากนี้ความมั่นคงทางการเงินได้ ช่วยให้เกิดความเป็นอิสระทางการเงินที่สถาบันไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางการเงิน เฉพาะจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ทำให้สถาบันสามารถรักษาความเป็นกลางในการทำหน้าที่ ความสำเร็จทั้งสามด้านนี้จะเป็นฐานสำคัญให้กับก้าวต่อไปของสถาบันไอโอดีในการขับเคลื่อนธรรมาภิบาลหรือการกำกับดูแลกิจการที่ดีให้กับประเทศ ในไตรมาส 4 ปีที่แล้ว คณะกรรมการสถาบันได้อนุมัติกลยุทธ์ใหม่ของสถาบันสำหรับ 3 ปีข้างหน้า โดยเน้นให้การทำหน้าที่ของสถาบันสามารถสร้างผลในการกำกับดูแลกิจการในประเทศให้เกิดขึ้นได้จริง (Impactful) ที่จะนำไปสู่ การยกระดับการกำกับดูแลกิจการและจริยธรรมในภาคธุรกิจของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่อง ที่สำคัญและท้าทาย

นอกจากนี้ในแผน 3 ปีข้างหน้า (2560 - 2562) เป้าหมายสำคัญของงานของสถาบันจะอยู่ที่การขับเคลื่อนการกำกับดูแลกิจการ ที่ดีให้ขยายไปในส่วนอื่นของภาคธุรกิจ ไม่ใช่เฉพาะแต่บริษัทจดทะเบียนหรือบริษัทในกรุงเทพฯ โดยการเปิดช่องทางเข้าถึงข้อมูลทาง ด้านธรรมาภิบาลและแนวปฏิบัติที่ดีต่างๆของสถาบัน ด้วยระบบ on-line ที่จะเป็นประโยชน์ต่อทุกส่วนในภาคธุรกิจ รวมถึง มีการ เรียนการสอนในต่างจังหวัด เพื่อส่งเสริมให้การกำกับดูแลกิจการที่ดีให้เกิดขึ้นได้กว้างขวาง สิ่งเหล่านี้จะทำให้ใน 3 ปีข้างหน้า สถาบันหวังที่จะสามารถขับเคลื่อนภาคธุรกิจ ในพฤติกรรมด้านธรรมาภิบาลที่ดีได้ กว้างขวางมากขึ้น โดยใช้ปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ที่สถาบันมี ทั้งในส่วนของบุคลากร เครือข่าย สมาชิก และระบบงานด้านดิจิทัล ที่ทางสถาบันกำลังลงทุนปรับปรุงอยู่ขณะนี้

นี่คือแผนของสถาบันไอโอดีใน ระยะต่อไป ซึ่งเป็นงานที่ท้าทายและสำคัญต่อการส่งเสริมให้เกิดธรรมาภิบาลที่ดีในภาคธุรกิจไทย นำไปสู่สังคมธุรกิจของประเทศที่โปร่งใส มีคุณภาพ ที่ทำธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งสำคัญต่อตัวธุรกิจเอง ต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และต่อความยั่งยืนของ ภาคธุรกิจ แต่พันธกิจเหล่านี้จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายหรือประสบความสำเร็จ ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาคธุรกิจ หน่วยงานกำกับดูแล และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่มองเห็นความสำคัญของธรรมาภิบาลว่าเป็นปัญหาสำคัญของประเทศที่ต้อง ช่วยกันแก้ไขปรับปรุงไปสู่ระดับที่สูงขึ้น โดยทุกภาคส่วนต้องมีบทบาท ต้องมีหน้าที่ ร่วมกัน เพื่ออนาคตของประเทศ

ข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับผลการดำเนินงาน ของสถาบันในปีที่ผ่านมาสามารถหา อ่านได้ในรายงานประจำปีของสถาบันปี 2559 ปรากฎอยู่ในเว็บไซต์ของสถาบัน www.thai-iod.com

การผลักดันการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันของภาคเอกชน

ทำให้สถาบันไอโอดีเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับว่า เป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนการกำกับดูแลกิจการที่ดี

'กลยุทธ์ใหม่ของสถาบันสำหรับสามปีข้างหน้า เน้นให้การทำหน้าที่ ของสถาบันสามารถสร้างผลในการกำกับดูแลกิจการในประเทศให้เกิดขึ้นได้จริง'

ซีเอฟเอหนุนนักการเงินร่วมโครงการต้านทุจริต - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2560

สมาคมซีเอฟเอ เซ็นเอ็มโอยูหนุนนักการเงินร่วมผลักดันโครงการต้านทุจริต

นายบัณฑิต นิจถาวร เลขาธิการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านทุจริต และ กรรมการผู้อำนวยการ IOD กล่าวว่า สมาคม ซีเอฟเอไทยแลนด์ (CFA Society Thailand) ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ แนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านทุจริต (CAC) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้นักวิเคราะห์การเงินที่เป็นสมาชิกของสมาคมสามารถเข้ามามีบทบาทในการผลักดันให้บริษัทธุรกิจเอกชนเข้ามาร่วมโครงการ CAC ซึ่งจะช่วยขยายวงของการทำธุรกิจอย่างโปร่งใส และสร้างระบบนิเวศของธุรกิจสะอาดในประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ภายใต้ MOU ฉบับนี้ CFA Society Thailand จะส่งเสริมให้สมาชิกของสมาคมเข้ามาร่วมทำหน้าที่เป็นผู้แทน CAC (CAC Advocate) ไปดำเนินการให้บริษัทที่ตนเองทำงานอยู่ หรือบริษัทอื่นๆ เข้ามาร่วมประกาศเจตนารมณ์ และดำเนินการเพื่อให้ผ่านการรับรองจาก CAC ทั้งนี้ เครือข่ายสมาชิกที่กว้างขวางของสมาคมซึ่งครอบคลุมอุตสาหกรรมต่างๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้โครงการ CAC สามารถเข้าถึงกลุ่มธุรกิจที่ยังไม่ได้เข้ามาร่วมโครงการ หรือมีความเสี่ยงด้านการทุจริตอยู่ในระดับสูง

"การที่ CFA Society Thailand เข้ามาร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของ CAC เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าในภาคเอกชนมีหน่วยงานที่เห็นความสำคัญของการทำธุรกิจอย่างโปร่งใส และพร้อมจะเข้ามาร่วมวงมากขึ้นๆ จะเห็นได้ว่าโมเมนตัมของการต่อต้านทุจริตในภาคเอกชนกำลังก่อตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ" นายบัณฑิต กล่าว

ปัจจุบัน CFA Society Thailand มีจำนวนสมาชิก 406 คน ซึ่งส่วนใหญ่จะดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ในองค์กรภาคธุรกิจ อย่างเช่น ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน (CFO) ผู้จัดการกองทุน หรือนักวิเคราะห์หลักทรัพย์

ยื่นปปช.ฟัน 30บิ๊ก ทอท. เอื้อดิวตี้ฟรี - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2560

คณะทำงานยันโครงการลงทุนเกินพันล้าน

สปท.จ่อชงป.ป.ช. สอบเอาผิด "30 เจ้าหน้าที่ ทอท." เอื้อ "คิงเพาเวอร์" ผู้รับสัมปทานดิวตี้ฟรีสนามบิน หลังได้หลักฐานใหม่ปมทำผิดพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ปี 35

กรณีนายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. ออกมาระบุถึงการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีที่ผู้เกี่ยวข้องทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่เพื่อช่วยเหลือกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ให้เป็นผู้ประกอบการกิจการร้านค้าปลอดอากรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และภูมิภาค โดยได้รับสิทธิในการบริหารกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ว่า ได้ข้อสรุปเมื่อเดือนธันวาคม 2554 โดย ป.ป.ช.ได้มีมติว่า

"จากการไต่สวนข้อเท็จจริง ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่า (ชื่อผู้ที่เกี่ยวข้อง) กับพวกร่วมกันหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ 2535 และกีดกันให้ผู้เสนอราคารายอื่นมิให้มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม โครงการบริหารร้านค้าปลอดอากร และโครงการบริหารกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไปนั้น"

ล่าสุดนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบในคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" โดยอ้างเอกสารคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการดำเนินงานของโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ 4/2550 ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2550 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบและประเมินมูลค่าของการลงทุนในโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้คณะทำงาน ดำเนินการดังนี้

ประเมินมูลค่าการลงทุนทั้งของภาครัฐและเอกชนบนหลักเกณฑ์ของพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ปี 2535 และตามนัยของคณะกรรมการกฤษฎีกากรณีประเมินมูลค่าโครงการร้านค้าปลอดอากร และโครงการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานภูมิภาคของกลุ่มคิงเพาเวอร์ อีกทั้งเปรียบเทียบตรวจสอบการประเมินการลงทุนโดยที่ปรึกษา ซึ่งภายหลังคณะทำงานตรวจสอบฯดังกล่าวได้ส่งรายงานการตรวจสอบและประเมินมูลค่าการลงทุนในโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิฉบับสมบูรณ์ โดยเปรียบเทียบมูลค่าการลงทุนของคณะทำงาน กับของที่ปรึกษา ในโครงการร้านค้าปลอดอากร และโครงการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พบว่า

จากการประเมินของคณะทำงานฯ ในส่วนของการลงทุนโครงการร้านค้าปลอดอากร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมินั้น พบว่าเป็นการลงทุนของเอกชน และการลงทุนของรัฐ มีมูลค่ารวมกัน 2,432.23 ล้านบาท ขณะที่ตัวเลขของสถาบันทรัพย์สินฯ ประเมินอยู่ที่ 813.84 ล้านบาท

ขณะที่การลงทุนในโครงการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กรณีบริหารพื้นที่กิจกรรมเชิงพาณิชย์ คณะทำงาน ประเมินการลงทุนของรัฐและเอกชน อยู่ที่ 3,010.53 ล้านบาท ส่วนกลุ่มที่ปรึกษา CCIV ประเมินอยู่ที่ 585.67 ล้านบาท

"กรณีประกอบการร้านค้าในพื้นที่กิจกรรมเชิงพาณิชย์ คณะทำงานประเมินการลงทุนรวมของรัฐและเอกชน อยู่ที่ 3,342.53 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มที่ปรึกษา CCIV ประเมินตัวเลขการลงทุนของรัฐและเอกชนอยู่ที่ 846.62 ล้านบาท"

นายชาญชัย ระบุว่า หลังจากนี้ สปท.เตรียมส่งเอกสารหลักฐานทั้งหมด พร้อมแนบ 30 รายชื่อ เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบเอาผิดต่อไป

ล็อกสัมปทานที่จอดรถดอนเมืองส่อทุจริตอ้างผู้ใหญ่ทอท.ขอมา - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ผู้จัดการรายวัน360 - แฉ ทอท.ล็อกสัมปทานที่จอดรถสนามบินดอนเมือง 1,500 คัน สัญญา 15 ปี ประเคนงานให้บริษัทฯ มีประวัติถูกเมืองพัทยาบอกเลิกสัญญามาก่อน เหตุค้างค่าเช่า ไม่สนร้องเรียน แถมระหว่างประมูลมีหมกเม็ด ยัดไส้ราคา ให้ใส่ซองเสนอกันใหม่ ได้ราคาสูงเกินจริงอนาคตทำไม่ไหว ส่อขอลดค่าตอบแทน หรือเพิ่มสิทธิอื่นเพื่อเพิ่มรายได้ภายหลัง หวั่นซ้ำรอยสัญญาคิงเพาเวอร์ที่ทำให้ ทอท.เสียประโยชน์มหาศาล คน ทอท.สุดช้ำ งานนี้พูดไม่ออก บิ๊ก ทอท.อ้างเป็นงานของประธานขอมา

รายงานข่าวจาก บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า จากที่ ทอท.ได้มีการเปิดประมูลงานให้สิทธิประกอบกิจการโครงการบริหารจัดการอาคารจอดรถยนต์ ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง จำนวน 1,500 คัน ระยะเวลา 15 ปี ซึ่งเอกชนจะต้องลงทุนก่อสร้างอาคารจอดรถ พร้อมติดตั้งระบบจัดเก็บค่าจอดรถ และบริหารจัดการตลอดอายุสัมทปานโดยโครงการมีมูลค่าลงทุนประมาณ 680 ล้านบาทนั้น

ล่าสุดมีการร้องเรียนถึงความไม่ชอบมาพากลในการประมูล เนื่องจากบริษัทที่ได้รับคัดเลือก มีประวัติเคยถูกยกเลิกสัมปทานที่จอดรถบาลีฮาย เนื่องจากค้างชำระค่าเช่าให้ เมืองพัทยานาน 6 เดือน มีปัญหาโครงการอาคารจอดรถอัตโนมัติ ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งคุณสมบัติขัดหลักธรรมาภิบาล รวมถึงวิธีการคัดเลือกที่ผลตอบแทนให้ทอท.สูงสุด ซึ่งอาจส่งผลในการบริหารสัญญาที่อาจมีปัญหาในอนาคตได้

แหล่งข่าวจาก ทอท. ระบุว่า ทอท.ได้กำหนด ใช้วิธีประมูลด้วยการเสนอค่าตอบแทน โดยจะให้คะแนนด้านเทคนิคก่อน จากนั้นจะเปิดข้อเสนอด้านผลตอบแทน โดยขายเอกสารประมูลเมื่อวันที่ 24 เม.ย. 60-28 เม.ย. 60 ปรากฏว่า มีผู้ซื้อซองจำนวน 15 ราย กำหนดให้ยื่นซองในวันที่ 15 พ.ค. 60 มีผู้มายื่นประมูล 5 ราย ได้แก่ 1. บริษัท เอ็มพีเม็ก จำกัด 2. บริษัท ปาร์ค 2 โก จำกัด ในนามกิจการร่วมลงทุน "NWR-P2G Consortium ประกอบด้วยบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ปาร์ค 2 โก จำกัด 3. บริษัท เป๋าตังค์ จำกัด 4. บริษัท สมบุญ พัฒนา จำกัด 5. บริษัท เจนก้องไกล จำกัด ในนามกิจการร่วมค้า "เจนก้องไกลฟอร์คอน" ประกอบด้วย บริษัท เจนก้องไกล จำกัด และ บริษัท ฟอร์คอน จำกัด

โดยได้ให้ทั้ง 5 บริษัท นำเสนอผลงาน (Presentation) ในวันที่ 18 พ.ค. สรุปผลด้านเทคนิค ในวันที่ 23 พ.ค. ปรากฏว่า มี 3 ราย ที่ได้คะแนนเท่ากันที่ 70 คะแนน คือ บ. เอ็มพีเม็ก, NWR-P2G Consortium และ บ. สมบุญ พัฒนา เมื่อเปิดข้อเสนอผลตอบแทน และรวมคะแนนด้านเทคนิค และผลตอบแทน ปรากฏว่า เหลือ 2 รายที่มีคะแนนสูงสุดเท่ากันที่ 90 คะแนน คือ บ. เอ็มพีเม็ก และ บ. สมบุญ พัฒนา ดังนั้นคณะกรรมการฯ จึงให้ 2 ราย เสนอผลตอบแทนใหม่ ซึ่งปรากฏว่า บ. เอ็มพีเม็ก เสนอเงินค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำให้ ทอท. สูงสุดที่ 2,233,669 บาทต่อเดือน ส่วน บ.สมบุญ พัฒนา เสนอราคา 1,567,000 บาท ต่อเดือน

แหล่งข่าวกล่าวว่า การประมูลครั้งนี้มีความไม่ชอบมาพากลตั้งแต่คุณสมบัติของผู้ได้รับคัดเลือกแล้ว เพราะมีประวัติถูกเลิกจ้างมาก่อน และยังมีขั้นตอนการประมูลที่ให้เขียนราคาเสนอกันใหม่ ทั้งที่มีซองราคาเดิมอยู่แล้วซึ่งมีกระแสข่าวแจ้งว่า งานนี้มีการล็อกกันไว้แล้ว แต่เพราะผู้ที่ถูกล็อกเสนอราคามาต่ำกว่าอีกรายจึงมีการให้เสนอราคากันใหม่ อีกทั้ง ก่อนหน้านี้ บอร์ดมีมติให้ทำที่จอดรถอัตโนมัติ แต่กลับเปลี่ยนเป็นที่จอดรถธรรมดาภายหลัง อีกด้วย

ซึ่งนอกจากบริษัทฯต้องลงทุนก่อสร้างอาคารและระบบ วงเงิน 680 ล้านบาท ขณะที่เสนอจ่ายผลตอบแทนให้ ทอท. ถึง 2.23 ล้านบาทต่อเดือน หากรวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ การบริหารทั้งระบบซ่อมบำรุง ค่าบุคลากร ดอกเบี้ย ค่าประกัน เฉลี่ยประมาณ 10 ล้านบาทต่อเดือน

สิ่งที่น่าสังเกตคือ เมื่อเปรียบเทียบกับอาคารจอดรถ 7 ชั้น ดอนเมือง (1,240 คัน) ที่ปัจจุบันมีรายได้ประมาณ 6 ล้านบาทต่อเดือน อีกทั้งอาคารจอดรถรายได้หลักมาจากผู้ใช้บริการ และการหมุนเวียนเข้าออกมากๆ แต่จะมีรถส่วนหนึ่ง ที่เป็นของพนักงานสายการบิน ผู้ประกอบการในสนามบิน ลักษณะเป็นสมาชิก เดือนละ 1,000 บาท อีกจำนวนหนึ่งที่จะเข้ามาใช้อาคารจอดรถ ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่สร้างรายได้มากนัก และทำให้เสียพื้นที่ด้วย ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ยากที่จะมีรายได้คุ้มกับรายจ่าย ซึ่งเมื่อรายได้น้อยกว่ารายจ่าย จะเกิดการขอลดค่าตอบแทน ขอเพิ่มกิจกรรม เช่นติดตั้งโฆษณาในอาคาร เป็นต้น เป็นสูตรเดิมๆ ที่จะมีการขอกันภายหลัง เมื่อได้สัญญาไปแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมกับ ทอท. และผู้ร่วมประมูลรายอื่น และเป็นรูปแบบคล้ายคลึงกับสัญญาคิงเพาเวอร์ ที่ทำให้ ทอท.เสียประโยชน์มหาศาล

"เมื่อพบความไม่ถูกต้อง และมีการทักท้วง แต่ปรากฏว่า ผู้บริหาร ทอท. ระบุว่า งานนี้เป็นของประธานบอร์ด ทอท. ขอมา ก็เลยไม่มีใครกล้าทำอะไร ปล่อยเลยตามเลย ซึ่งคาดว่าจะมีการสรุปเสนอผลประมูลต่อบอร์ด ในเดือน มิ.ย.นี้แล้ว" แหล่งข่าว กล่าว.

งบ61เข้าสนช.'มหาดไทย'เฮ กห.พุ่ง8พันล. - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560

รัฐสภา * งบรายจ่ายปี 61 เข้า สนช.พฤหัสบดีนี้ พบกลาโหม-กองทัพได้รับการจัดสรรงบติดอันดับ 5 เพิ่มขึ้นจากปี 60 เบาะๆ 8 พันล้านบาท มหาดไทยเฮ เพิ่มกระฉูด ส่วนงบดับไฟใต้ 1.3 หมื่นล้าน ปรองดอง 505 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้นัดประชุม สนช. ในวันพฤหัสบดีที่ 8 มิ.ย.นี้ โดยมีวาระสำคัญคือการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณราย จ่ายประจำปี 2561 ที่จะเริ่มใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2560 โดยคาดว่าวันดังกล่าว พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะ จะเดินทางมาชี้แจงร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวต่อที่ประชุม สนช.ด้วย

โดยร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวตั้งวงเงินไว้ ที่ 2,900,000,000,000 บาท ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 จำนวน 23,000 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 0.8 อันเป็น การจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล และมีการระบุไว้ในเอกสารงบดังกล่าวว่า รัฐบาลคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2561 จะขยายตัวร้อยละ 3.3-4.3 จากการขยายตัวของการส่งออกสินค้าและบริการ และการลงทุนของภาคเอกชนที่ฟื้นตัวและขยายตัวมากขึ้น

พบว่า 5 หน่วยงานแรกที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณมากที่สุดในปี 2561 เรียงลำดับดังนี้ 1.กระทรวงศึกษาธิการ 510,961,812,600 บาท คิดเป็นร้อยละ 17.6 ตามด้วยอันดับ 2 งบกลาง 394,326,061,000 บาท คิดเป็นสัดส่วน 13.6, อันดับ 3 กระทรวงมหาดไทย 355,995,342,000 บาท คิดเป็นสัดส่วน 12.3, อันดับ 4 กระทรวงการคลัง 238,356,050,300 บาท คิดเป็นสัดส่วน 8.2 และอันดับ 5 กระทรวงกลาโหม 222,436,597,500 บาท คิดเป็นร้อยละ 7.7

โดยงบปี 2561 พบว่าหน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบเพิ่มมากขึ้นจากงบรายจ่ายปี 2560 คือ กระทรวงมหาดไทย ที่ได้รับการจัดสรรงบเพิ่มขึ้น 20,816 ล้านบาท และตามด้วยกระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคม

ทั้งนี้ กรอบการจัดทำงบประมาณรายจ่ายดังกล่าว รัฐบาลได้จัดทำกรอบวง เงินตาม 6 ยุทธศาสตร์ และรายการค่าดำเนินการภาครัฐ เช่น ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ตั้งงบไว้จำนวน 273,954 ล้านบาท เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ เสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ เทิดทูนและพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ และรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ เสริมสร้างศักยภาพการป้องกันประเทศ ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้านความมั่นคง สร้างความปรอง ดองสมานฉันท์ ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดการปัญหาแรง งานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ ตลอดจนป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด เป็นต้น โดยวงเงินจะแยกไปอยู่ในหน่วยงานต่างๆ ที่แยกตามภารกิจของยุทธศาสตร์ข้างต้น

ซึ่งในยุครัฐบาล คสช. งบที่ถูกจับ ตามองมากสุดคงไม่พ้นงบกระทรวงกลา โหม-งบกองทัพ พบว่า ในส่วนของกองทัพบก ได้รับการจัดสรรงบในปี 2561 จำ นวน 47,501,491,600 บาท แยกเป็นเช่น แผนงานพื้นฐานด้านความมั่นคง 13,897,204,200 บาท, แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ 106,000,000 บาท, แผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้านความมั่นคง 15,000,000 บาท, แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างศักยภาพการป้องกันประเทศ 33,483,287,400 บาท เป็นต้น

และเมื่อย้อนหลังไปดูจะพบว่า สำหรับงบรายจ่ายปี 2561 ที่กระทรวง กลาโหมได้รับการจัดสรรงบ 222,436,597,500 บาท ซึ่งติดอันดับ 5 หน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบมากที่สุดนั้น หากย้อนไปดูตั้งแต่งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2549 ที่มีการรัฐประหาร คมช.เมื่อ 19 ก.ย.2549 จนถึงงบรายจ่ายปี 2561 ที่จะเข้าสนช.สัปดาห์นี้ จะพบว่างบกระทรวงกลาโหมและงบกองทัพได้รับการจัดสรรงบเพิ่มขึ้นทุกปี

เช่น งบรายจ่ายปี 2557 กระทรวงกลาโหมได้รับการจัดสรรงบจำนวน 183,820 ล้านบาท ส่วนปี 2558 ได้รับงบ 192,949 ล้านบาท และงบรายจ่ายปี 2559 ได้รับการจัดสรรงบจำนวน 207,718.9 ล้านบาท ส่วนปี 2560 ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 214.347 ล้านบาท และปี 2561 ได้รับการจัดสรรงบ 222,436,597,500 บาท

หากเปรียบเทียบงบปี 2560 กับงบปี 2561 ของกระทรวงกลาโหม เท่ากับว่างบรายจ่ายปี 2561 กระทรวงกลาโหมได้รับการจัดสรรงบเพิ่มขึ้นประมาณร่วม 8,000 ล้านบาท แต่ก็ไม่ถือว่าได้รับการจัดสรรงบมากขึ้นใน 3 อันดับแรก ตามเอกสารของสำนักงบประมาณ

ขณะที่งบประมาณในส่วนอื่นๆ ก็มี เช่น มาตรา 32 ที่เป็นงบประมาณรายจ่ายสำหรับแผนงานบูรณาการสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ ที่อยู่ในหลายหน่วยราชการ ตั้งงบไว้ที่ 505,372,400 บาท

ขณะที่งบเพื่อแก้ปัญหาภาคใต้ ถูกตั้งไว้เป็นงบชื่อ งบแผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นจำนวน 13,295,392,400 บาท โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรได้รับงบ 3,744,733,100 บาท ขณะที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ 2,144,841,200 บาท

นอกจากนี้ มีการตั้งงบรายจ่ายสำ หรับแผนงานบูรณาการป้องกัน ปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบไว้ที่ 881,962,300 บาท.

เปิดความเห็นแก้ พ.ร.บ.ไอแบงก์ คลังยกสารพัดเหตุไม่ 'ยุติธุรกิจ' - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ในที่สุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีมติอนุมัติปรับโครงสร้างทางการเงิน ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ซึ่งนอกเหนือจากการโอนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPF) ในส่วนที่ไม่ใช่ลูกค้ามุสลิมออกไปให้บริษัท บริหารสินทรัพย์ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (IAM) อย่างที่ทราบกันมาระยะหนึ่งแล้ว ยังมีส่วนอื่น ๆ ด้วย

โดย "ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์" ที่ปรึกษา รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม. "บิ๊กตู่" ได้ไฟเขียวให้มีการลดทุนเหลือหุ้นละ 0.01 บาท เพื่อล้างขาดทุนสะสมกว่า 2.82 หมื่นล้านบาท พร้อมเห็นชอบการแก้กฎหมายไอแบงก์เพื่อให้กระทรวงการคลังถือหุ้นเกิน 49% ได้ชั่วคราว โดยคลังจะใส่เงินเพิ่มทุน 1.81 หมื่นล้านบาท เพื่อให้อัตราส่วนของทุน หรือ BIS Ratio ไม่ติดลบ จากปัจจุบันติดลบสูงถึง 30.64%

ขณะที่ "เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส" ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ให้เหตุผลว่า ไอแบงก์จำเป็นต้องดำรงอยู่เพื่อดูแลลูกค้ามุสลิม ซึ่งหากปิดแบงก์จะมีภาระต้องดูแลผู้ฝากเงิน ที่จะต้องใช้เงินราว 1 แสนล้านบาท จึงต้องจัดการแบบที่เกิดความเสียหายน้อยที่สุด

โดยย้อนไปก่อนหน้านี้ช่วงระหว่างวันที่ 2-16 พ.ค. ที่ผ่านมา ทาง สคร.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545 ที่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมวรรค 4 ในมาตรา 7 กำหนดให้ "ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องถือหุ้นเกินกว่าสัดส่วนที่กำหนดในวรรค 3 ให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของ ครม. มีอำนาจกำหนดสัดส่วนและระยะเวลาการถือหุ้นได้เท่าที่จำเป็นต่อการแก้ไขฐานะหรือการดำเนินงานของธนาคาร"

ซึ่งหลังปิดรับความคิดเห็น สรุปความเห็นที่สำคัญได้ 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรกมีการแสดงความเห็นว่า "ไม่แก้ปัญหาหน่วยงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีความโปร่งใส ไม่ได้เป็นธนาคาร" ซึ่งประเด็นนี้ทาง สคร.ชี้แจงว่า ไอแบงก์ประสบปัญหาหนี้เสียจากการปล่อยสินเชื่อที่ไม่มีคุณภาพในอดีต และยังไม่สามารถแก้ไขคุณภาพหนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ จึงยังมีหนี้เสียเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

โดยการตั้ง IAM ขึ้นมา เพื่อให้เข้ามารับซื้อหนี้เสียจากไอแบงก์ในมูลค่าตามบัญชีสุทธิ เพื่อไม่ให้ไอแบงก์มีผลขาดทุนจากการจำหน่ายหนี้เสียนี้ และต้องการให้ IAM มุ่งเน้นการเรียกเก็บหนี้เต็มจำนวน และฟ้องร้องดำเนินคดี เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะต่างกับการให้บริษัทบริหารสินทรัพย์อื่นบริหาร ที่จะซื้อหนี้ในราคาต่ำ และจะมีการลดหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกค้า

ขณะเดียวกัน คลังยังเห็นว่า ไอแบงก์มีความจำเป็นต้องปล่อยสินเชื่อทั้งลูกค้ามุสลิมและไม่ใช่มุสลิม เพราะหากจำกัดแค่ลูกค้ามุสลิม ธนาคารอาจมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ซึ่ง 50% เป็นค่าใช้จ่ายพนักงาน ดังนั้นแบงก์ต้องเติบโตเพื่อสร้างรายได้ให้เพียงพอ ทั้งนี้ ปี 2560 ไอแบงก์มีเป้าหมายสินเชื่อเติบโต 3 หมื่นล้านบาท เน้นกลุ่มเป้าหมายสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น รัฐวิสาหกิจ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และลูกค้าเดิมที่ดี เป็นต้น นอกจากนี้เป็นสินเชื่อสำหรับกลุ่มมุสลิม

ทั้งนี้ ปัจจุบันไอแบงก์มีการเพิ่มลูกค้ามุสลิมอย่างต่อเนื่อง โดย ณ มี.ค. 2560 มีสัดส่วนสินเชื่อมุสลิมเพิ่มขึ้น 25% รวมถึงธนาคารได้ปรับปรุงกระบวนการให้สินเชื่อที่มีคุณภาพและความโปร่งใสมากขึ้น

ส่วนข้อคิดเห็นอีกประเด็นมีผู้แสดงความเห็นว่า "รัฐไม่ควรต้องอุ้มต่อด้วยภาษีประชาชนมาสนับสนุน" ซึ่ง สคร.ชี้แจงว่า ภาครัฐยังจำเป็นต้องมีไอแบงก์ สำหรับการให้บริการทางการเงินตามหลักศาสนาอิสลาม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

โดย สคร.ชี้ว่าทางเลือกในการแก้ปัญหา มี 2 แนวทาง คือ "ยุติการดำเนินธุรกิจ" มีข้อดีก็คือ สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันที แต่ก็มีข้อจำกัดที่เป็นผลกระทบต่อการให้บริการทางการเงินตามหลักศาสนาอิสลามและมีผลกระทบ "เชิงสัญลักษณ์" และมีค่าใช้จ่าย/ความเสียหายทันทีในการจ่ายคืนเงินฝาก ประมาณ 50,000-100,000 ล้านบาท รวมทั้งค่าชดเชยพนักงาน และจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและระบบสถาบันการเงินในภาพรวม

แต่หาก "ดำเนินธุรกิจต่อไป" จะมีข้อดีคือ มีสถาบันการเงินที่ให้บริการตามหลักศาสนาอิสลาม และเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่มีค่าใช้จ่ายมีผลกระทบต่อพนักงานน้อยกว่า รวมทั้งช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี สคร.ยอมรับว่า สิ่งที่เป็นข้อจำกัดก็คือ "มีความเสี่ยงในการสรรหาพันธมิตร" ซึ่ง คนร.ได้กำหนดให้หาพันธมิตรร่วมทุนให้ได้ภายในเดือน มิ.ย.นี้ โดยให้กำหนดไว้เป็น "เงื่อนไขในการเพิ่มทุน" ด้วยว่า หากไม่สามารถหาพันธมิตรได้ กระทรวงการคลังจะพิจารณาเพิ่มทุนให้ตามเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

สรุปคือ หากหาพันธมิตรร่วมทุนไม่ได้ รัฐก็จำเป็นต้องอุ้มไอแบงก์ต่อไปนั่นเอง

คอลัมน์ เขียนให้คิด: ไทยพีบีเอส บกพร่องโดยสุจริต? - แนวหน้า ฉบับวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เฉลิมชัย ยอดมาลัย

และแล้วในที่สุดองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ แห่งประเทศไทย(ส.ส.ท.) หรือสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ก็ได้นำเสนอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการซื้อตราสารหนี้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ออกมาให้สาธารณชนได้รับทราบเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2560 ดังมีสาระดังนี้

ตามที่คณะกรรมการนโยบายได้มีคำสั่งองค์การกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการซื้อตราสารหนี้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) นั้น บัดนี้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ได้รายงานผลการสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว ต่อคณะกรรมการนโยบาย และคณะกรรมการนโยบายเห็นว่า ผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ สอดคล้องกับมติของคณะกรรมการนโยบายในคราวประชุมครั้งที่ 8/2560 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2560 ดังนี้

ประการที่หนึ่ง พิจารณาจากพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 แล้ว ส.ส.ท. สามารถซื้อหุ้นกู้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ได้ แม้ว่าคณะผู้บริหารยังมิได้ดำเนินการให้ถูกต้อง ครบถ้วนทุกขั้นตอนตามที่กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้

ประการที่สอง การซื้อหุ้นกู้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ยังไม่ปรากฏหลักฐานที่จะชี้ให้เห็นได้ว่า การซื้อ หุ้นกู้ครั้งนี้มีผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทน เนื่องจากราคาซื้อ-ขาย เป็นราคาที่ใกล้เคียงกับรายอื่นในช่วงเวลาเดียวกัน

ประการที่สาม การซื้อหุ้นกู้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ขัดแย้งกับหลักธรรมาภิบาล เกี่ยวกับบทบาท หน้าที่ของสื่อสาธารณะที่กำหนดไว้ในข้อบังคับองค์การฯ ว่าด้วยจริยธรรมของกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน พ.ศ.2551 และข้อบังคับองค์การฯ ว่าด้วยจริยธรรมของวิชาชีพเกี่ยวกับการผลิตและการเผยแพร่รายการ พ.ศ. 2552

ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายกำลังดำเนินการตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ โดยเฉพาะได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการติดตามและกลั่นกรองการบริหารจัดการ การเงินและการหารายได้แล้ว

จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกันองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย1 มิถุนายน 2560

ต้องเรียนย้ำกับผู้อ่านว่า นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากโดยเฉพาะ ในประเด็นคำชี้แจงประการที่หนึ่ง ซึ่งไม่ว่าจะอ่านกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ตาม ก็ทำให้เกิดคำถามกับข้อความที่ระบุว่า "พิจารณาจากพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 แล้ว ส.ส.ท. สามารถซื้อหุ้นกู้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ได้ แม้ว่าคณะผู้บริหารยังมิได้ดำเนินการ ให้ถูกต้อง ครบถ้วนทุกขั้นตอนตามที่กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง กำหนดไว้"

เมื่ออ่านแล้วคิดพิจารณาก็ทำให้หวนนึกถึงคำพูดแก้ตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยอ้างประเด็น "บกพร่องโดยสุจริต" ขึ้นมาโดยทันที

สาธารณชนต้องการทราบว่า คณะกรรมการนโยบายของ ไทยพีบีเอสจะอธิบายประเด็น "แม้ว่าคณะผู้บริหารยังมิได้ดำเนินการให้ถูกต้อง ครบถ้วนทุกขั้นตอนตามที่กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้" อย่างไร ก็ในเมื่อยังไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องแล้ว เหตุไฉนจึงมีการอนุมัติให้นำเงินขององค์กรเกือบ 200 ล้าน ไปซื้อหุ้นกู้ดังกล่าวได้

แล้วก็มีคำถามต่อมาว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ในเรื่องนี้ประกอบไปด้วยใครบ้าง เพราะเท่าที่ผู้เขียนทราบนั้นคณะกรรมการตรวจสอบล้วนแล้วแต่เป็นคนภายในองค์กรทั้งสิ้น การปล่อยให้คนในองค์กรด้วยกันเองตรวจสอบเรื่องนี้แล้วได้ผล ออกมาเช่นนี้ นับว่าเป็นเรื่องน่าขบขันเสียเต็มประดา

สิ่งที่สาธารณชนต้องการทราบข้อมูลในการซื้อหุ้นกู้โดยผู้บริหารไทยพีบีเอสมากกว่านั้นคือ ต้องการเห็นเอกสารสัญญาการซื้อขายหุ้นกู้ CPF ที่ TPBS ซื้อ ต้องการเห็นหนังสือชี้ชวน เพื่อทราบรายละเอียดและเงื่อนไขหุ้นกู้ CPF และต้องการเห็นหนังสือสำคัญแสดงสิทธิการถือหุ้นกู้ CPF ในส่วนที่ TPBS ซื้อ

นายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ตั้งประเด็นคำถามต่อการซื้อหุ้นกู้ครั้งนี้ว่า

การที่ไทยพีบีเอสเป็นองค์กรที่ใช้เงินภาษีของประชาชน จึงต้องมีความโปร่งใส่ และถูกตรวจสอบได้ ยิ่งเมื่อสาธารณชนมีข้อสงสัยว่าอาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย ไทยพีบีเอสก็ยิ่งจำเป็นต้องทำความจริงเรื่องนี้ให้ปรากฏ แต่การทำความจริงให้ปรากฏก็ต้อง มิใช่การกระทำเสมือน "ชงเอง กินเอง" ซึ่งการตั้งกรรมการเพื่อหา ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ต้องให้บุคคลภายนอกที่มีความเป็นอิสระเข้าไป ทำหน้าที่ตรวจสอบ มิใช่การให้คนภายในองค์กรตรวจสอบกันเอง จึงขอให้คณะกรรมการนโยบายของไทยพีบีเอสทุกคนสำเหนียกในเรื่องนี้ให้จงหนัก มิฉะนั้นอาจจะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงแก่องค์กร

สาธารณชนไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการที่เรื่องนี้จะถูกทำให้เงียบหายไปโดยปราศจากผู้รับผิดชอบ และไม่เห็นด้วยกับการ ที่นายกฤษฎา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้อำนวยการส.ส.ท. ประกาศลาออก เพราะการลาออกไม่ได้ทำให้องค์กรได้รับเงินที่ถูกใช้ไปกลับคืนมาโดยทันที แต่ขณะเดียวกันถ้าหากคณะกรรมการนโยบายของ ไทยพีบีเอสมั่นใจว่าเรื่องทั้งหมดถูกต้อง ก็จะต้องให้นายกฤษฎากลับเข้าไปรับตำแหน่งดังเดิม เนื่องจากเขามิได้ทำสิ่งใดผิด ก็จึงไม่จำเป็นต้องลาออก

โปรดอย่าลืมว่าการนำเงินขององค์กรเกือบ 200 ล้านบาท ไปซื้อหุ้นกู้ดังปรากฏเป็นข่าวนั้น ไทยพีบีเอสต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่างชัดโดยเร็ว ต้องชี้แจงได้อย่างชัดเจนว่าการจัดซื้อหุ้นกู้ ทำถูกขั้นตอนโดยเคร่งครัดหรือไม่ หรือมีการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง อันเข้าข่ายผิดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง หรือไม่ ถ้าหากมีการกระทำความผิดจริง ก็ต้องนำตัวผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นไปลงโทษโดยไม่มีข้อยกเว้น เพราะการลาออกจากตำแหน่งมิใช่การทำให้ความเสียหายต่อองค์กรจบสิ้นลง

ขอย้ำว่าสิ่งที่ผู้บริหารของไทยพีบีเอสต้องกระทำคือ เปิดเผยเอกสารสำคัญดังต่อไปนี้กับสาธารณชน

1.เอกสารสัญญาการซื้อขายหุ้นกู้ CPF โดย TPBS ที่แสดง การซื้อหุ้นกู้จากใคร ราคาเท่าไร ซื้อหุ้นกู้ประเภทใด ราคาหน้าตั๋ว หุ้นกู้เป็นเท่าไร สูงหรือต่ำกว่าราคาซื้อขายในตลาด ใครลงนามในสัญญา

2.หนังสือชี้ชวนและรายละเอียดเงื่อนไขของหุ้นกู้ CPF ที่ซื้อ ต้องแสดงให้สาธารณชนเห็นว่าหุ้นกู้ที่ซื้อนั้น กำหนดจ่ายอัตราดอกเบี้ยมากน้อยเพียงใด มีอายุสัญญายาวนานแค่ไหน มีเงื่อนเวลา ในการจ่ายดอกเบี้ยอย่างไร สามารถไถ่ถอนคืนได้เมื่อไร

3.หนังสือสำคัญแสดงสิทธิการถือหุ้นกู้ CPF ของ TPBS ซึ่งต้องแสดงรายละเอียดทั้งหมด และเงื่อนไขโดยชัดเจน

ไทยพีบีเอสเป็นองค์กรที่ใช้เงินภาษีของประชาชน (ถึงแม้จะ เป็นภาษีบาปก็ตาม) ดังนั้นเมื่อสาธารณชนเกิดข้อสงสัยกับพฤติกรรมการใช้เงินในไทยพีบีเอส ก็จึงจำเป็นต้องเร่งทำความจริง ให้ปรากฏ และต้องไม่ลืมว่าประชาชนเป็นเจ้าของภาษี ดังนั้น จึงย่อมมีสิทธิขอดูข้อมูลข่าวสารที่กล่าวในข้างต้น แต่ถ้าหาก ไทยพีบีเอสไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ประชาชนก็สามารถไปยื่นคำร้องที่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการได้

ในเมื่อไทยพีบีเอสประกาศตัวว่าเป็นสื่อสาธารณะ และ ในเมื่อคณะกรรมการนโยบายของไทยพีบีเอสก็ประกาศตัวว่าทุกคนมีความซื่อสัตย์สุจริตโปร่งใส ดังนั้นก็จึงจะต้องทำความกระจ่างในเรื่องนี้ให้ปรากฏโดยพลัน การพยายามประวิงเวลาใน การนำเสนอข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนอาจทำให้ผู้บริหารของไทยพีบีเอส ทุกระดับถูกสาธารณชนเข้าใจได้ว่า พยายามปิดบังซ้อนเร้นข้อมูล เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้บริหารไทยพีบีเอส จะไม่อ้างประเด็น "บกพร่องโดยสุจริต" เพราะบกพร่องก็คือบกพร่อง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับความสุจริตใดๆ ทั้งปวง

คอลัมน์ เสียงประชาชนปฏิรูปตำรวจ: ปัญหาการทุจริตในระบบงานสอบสวนทำลายกระบวนการยุติธรรมของชาติ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560

พันตำรวจเอกวิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตรvirute_sir@hotmail.com

ปัญหาสำคัญของประเทศนอกจากเรื่องปากท้องของประชาชนที่รัฐมีหน้าที่ต้องทำให้ผู้คนอยู่ดีกินดีไม่มีความเหลื่อมล้ำกันมาก และยกระดับคุณภาพชีวิตคนส่วนใหญ่ให้ดีขึ้นทัดเทียมอารยประเทศแล้ว ความยุติธรรมตามกฎหมายนับเป็นเรื่องสำคัญที่กระทบต่อจิตใจของผู้คน ส่งผลต่อความสงบสุขของสังคมและความมั่นคงของชาติอย่างมาก

"การเกษตรไม่ได้เจริญงอกงามเพราะดินดี แต่เป็นเพราะประชาชนมีสิทธิเสรีภาพและความยุติธรรม"

ประเทศที่คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่นแม้กระทั่งต่อระบบความยุติธรรมทางอาญา จะเจริญก้าวหน้าอย่างเชื่องช้า เนื่องจากเกิดปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยและอาชญากรรมตามมา ไม่ว่าจะเป็นการล้างแค้นกันในหมู่ผู้คน หรือความอาฆาตมาดร้ายที่ฝังใจว่าตนเองหรือครอบครัวและพรรคพวกไม่ได้รับความยุติธรรม

คำพูดว่า "คนรวยทำผิดไม่ติดคุก" หรือต้องใช้เวลาและทรัพยากรมากมายในการสอบสวนดำเนินคดี แม้กระทั่งไล่ตามจับหลังหลบหนีเหมือนลิเก ถือเป็นสัญญาณปัญหาของกระบวนการยุติธรรม

ยิ่งคนไม่ได้ทำผิด ไม่มีเถยจิตเป็นผู้ร้าย ที่สร้างความเดือดร้อนเสียหายแก่ประชาชนแต่กลับถูกตำรวจแจ้งข้อหากันง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชนไปจนกระทั่งครูอาจารย์มหาวิทยาลัยผู้ร่วมอภิปรายในเวทีเสวนาวิชาการ ด้วยข้ออ้างว่าประเทศไทยใช้ระบบกล่าวหา เมื่อมีผู้เสียหายแจ้งความมาก็ต้องแจ้งข้อหาไป ผิดหรือถูกให้ไปสู้คดีเอาที่ศาล!

แต่การปฏิบัติจะตรงกันข้าม หากคนจนหรือไม่มีอำนาจไปแจ้งความ คดีกลับดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ไม่บอกว่าเป็นระบบกล่าวหา บ้างก็อ้างว่าต้องสืบสวนก่อน และบางคดีก็เงียบหายไป ไม่มีการสอบสวนตามกฎหมาย สรุปสำนวนส่งให้อัยการสั่งคดี

นอกจากนี้ ก็มีการกล่าวหาดำเนินคดีมากมายที่สุดท้ายอัยการสั่งไม่ฟ้อง หรือศาลยกฟ้อง ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องเสื่อมเสียเสรีภาพและเสียเวลา มีปัญหาต่อชื่อเสียงและธุรกิจการค้าไม่สามารถคำนวณมูลค่าได้

แต่ไม่เคยมีใครแสดงตัวเป็นผู้รับผิดชอบแต่อย่างใด?

โจทย์สำคัญในการปฏิรูปตำรวจคือ จะทำอย่างไรให้งานสอบสวนกระบวนการยุติธรรมชั้นต้นถูกยกระดับเป็นมาตรฐานสากล

บุคคลที่เป็นพนักงานสอบสวนต้องมีคุณวุฒิทางกฎหมาย และมีหลักประกันความอิสระในการรวบรวมพยานหลักฐานรวมทั้งการใช้ดุลยพินิจทางคดีอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ตกอยู่ในสภาพจำยอมปฏิตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ชี้นำหรือแม้กระทั่งสั่งให้กระทำโดยมิชอบ

การสอบสวนต้องกระทำในห้องที่จัดไว้ มีระบบบันทึกภาพและเสียงอัตโนมัติเก็บเป็นหลักฐานให้อัยการและศาลตรวจสอบได้เมื่อจำเป็นทุกคดี

อัยการต้องมีอำนาจตรวจสอบและควบคุมการสอบสวนคดีสำคัญหรือเมื่อมีการร้องเรียนว่าการสอบสวนเป็นไปโดยมิชอบ

การปฏิบัติงานของอัยการก็ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดอีกชั้นหนึ่ง สร้างหลักประกันว่าการปฏิบัติหน้าที่และการใช้ดุลยพินิจสั่งคดีสอดคล้องกับพยานหลักฐานและมีเหตุผลที่ วิญญูชนรับฟังได้

การปฏิรูปตำรวจนั้น เป็นคนละเรื่องกันกับการปราบปรามทุจริต

ปฏิรูป คือการเปลี่ยนรูปโครงสร้างองค์กรและระบบงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งปิดช่องโอกาสการประพฤติมิชอบด้วยระบบตรวจสอบดำเนินการทางวินัยจากภายนอก

ส่วนปราบทุจริตเป็นเรื่องที่ผู้รับผิดชอบต้องกระทำตามหน้าที่ในกรณีมีการกระทำผิดเกิดขึ้นไม่ว่าในขณะนี้หรืออดีต ทั้งโดยรัฐบาลในฐานะผู้บังคับบัญชา รวมทั้ง ป.ป.ช. และ ป.ป.ท.ที่ได้รับงบประมาณและมีอำนาจตามกฎหมาย

การทุจริตมีตั้งแต่ตำรวจผู้ใหญ่รับส่วยสินบนจากผู้ใต้บังคับบัญชาที่เก็บรวบรวมมาจากแหล่งอบายมุขและผู้กระทำผิดกฎหมายในพื้นที่ มีผลให้ตำรวจผู้น้อยไม่สามารถจับผู้กระทำผิดกฎหมายได้ ซึ่งไม่มีเหตุผลใดที่ใครจะต้องไปเห็นใจตำรวจผู้ใหญ่เหล่านี้ว่ามีความจำเป็นต้องหาเงินไปทำงาน เท่ากับส่งเสริมการทุจริต

การไม่ลงโทษคนชั่ว คือการทำร้ายจิตใจคนดี

โดยนัยนี้ คนดีที่สุจริตจำนวนมากในระบบตำรวจจึงถูกทำร้ายจิตใจตลอดเวลา รัฐไม่สามารถรักษากฎหมายทำให้ประเทศสงบเรียบร้อยมีความเจริญก้าวหน้าได้อย่างแท้จริง

การแต่งตั้งตำรวจปี 2559 ที่ล่าช้ามากว่า 8 เดือนนั้น ไม่มีการวิ่งเต้น และเป็นธรรม ไม่มีการซื้อขายตำแหน่งตามที่หัวหน้า คสช.ได้ออกคำสั่งที่ 7/2560 คาดโทษไว้หรือไม่ ไม่มีใครกล้ารับรอง

ผู้กำกับตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งกำลังจะเดินทางไปรับตำแหน่งใหม่ ผู้ใต้บังคับบัญชาและกำนันผู้ใหญ่บ้านยังไม่ทันจำหน้าได้ อีกสี่ห้าเดือนก็ถึงเวลาวิ่งย้ายอีกแล้ว!

แนวคิดให้ตำรวจสังกัดจังหวัดของนายกรัฐมนตรีที่นำมาพูดจึงเป็นเรื่องถูกต้อง สอดคล้องกับสภาพการทำงานของตำรวจที่ต้องคุ้นเคยกับภูมิประเทศและผู้คน และควรเร่งดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรมในรัฐบาลนี้

เป็นที่รู้กันในหมู่ตำรวจและผู้คนที่สนใจว่า ตำแหน่งหัวหน้าสถานี หัวหน้าพนักงานสอบสวนเจ้าพนักงานกระบวนการยุติธรรมทางอาญาชั้นต้น ในแต่ละพื้นที่ มีตำรวจวิ่งเต้นแย่งกันเป็นมากมาย จะมีการจ่ายทรัพย์สินตอบแทนกันหรือไม่ ไม่มีใครสามารถหาหลักฐานมายืนยันได้

ในคำสั่ง คสช.ข้อ 3 ได้กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมหัวหน้าศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ รับผิดชอบตรวจสอบกรณีที่มีการร้องเรียนว่า การแต่งตั้งไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายและระบบคุณธรรม รวมทั้งปัญหาการซื้อขายตำแหน่งที่น่าอับอาย

การซื้อขายเกิดขึ้นได้เพราะไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน กลุ่มที่บอกว่ามีความรู้ความสามารถ ผู้มีอำนาจจะแต่งตั้งข้ามอาวุโสกันกี่สิบหรือนับร้อยคนก็ยังได้ ไม่จำเป็นต้องอธิบายว่า ตำรวจผู้อาวุโสกว่าไม่เหมาะสมกับตำแหน่งที่ว่างอย่างไร?

เป็นการปฏิบัติที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 258 ง (4) ที่บัญญัติว่า การแต่งตั้งตำรวจต้องคำนึงถึงอาวุโส หรือไม่?ตำรวจคนใดคิดว่าได้รับความเสียหายเสียโอกาส สามารถยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยได้

การแต่งตั้งที่ไม่มีหลักเกณฑ์ตามระบบคุณธรรมดังกล่าว ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย ตำรวจที่ไม่มีเส้นสายโดยเฉพาะพนักงานสอบสวนจะไม่มีโอกาสเจริญก้าวหน้า แม้กระทั่งถูกผู้บังคับบัญชาสั่งไม่ให้รับคำร้องทุกข์จากประชาชนเพื่อลดสถิติคดีก็ต้องทำ!

การไม่รับคำร้องทุกข์ออกเลขคดี ทำให้ไม่มีการสอบสวนนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษอย่างจริงจัง และการล้มคดีก็เกิดขึ้นง่าย ทำลายกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศอย่างร้ายแรง

โดยเฉพาะคดีที่คนยากจนเป็นผู้เสียหายและไม่รู้ว่าผู้กระทำผิดเป็นใคร มักไม่ถูกสืบสอบนำตัวมารับโทษตามกฎหมาย หรือแม้มีการออกเลขคดีเพื่อไม่ให้มีปัญหา แต่ก็ทำกันเพียงนั่งรอครบเวลาที่กำหนดก็เสนอให้อัยการ สั่งงดสอบสวน

อย่างที่จังหวัดชลบุรีขณะนี้ มีเรื่องอื้อฉาวออกข่าวสามมิติมา สองสามวันกรณีที่กลุ่มตำรวจสืบสวนจับผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไปรีดเอาทรัพย์ ผู้ต้องหาให้สัมภาษณ์ว่าถูกจับไปขังไว้ในโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่งถึงสามวัน บังคับเอาบัตรเอทีเอ็มกดเงินไป 250,000 บาท แล้วส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี

ปรากฏมีคลิปถูกเรียกเงินบนสถานีอีกห้าแสน จ่ายใส่ถุงพลาสติกยื่นให้ บอกว่าจะได้ช่วยสอบปากคำตามมาตรา 100/2 ของกฎหมายยาเสพติด "ในกรณีให้การเป็นประโยชน์ต่อพนักงานสอบสวน ศาลจะลงโทษน้อยกว่าอัตราขั้นต่ำที่กำหนดไว้ก็ได้"

หลังปรากฏข่าวอื้อฉาว พนักงานสอบสวนคนนี้ได้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน แต่กลุ่มตำรวจสืบสวนยังไม่ถูกดำเนินคดีอาญา หรือแม้กระทั่งสั่งพักราชการแต่อย่างใด?

ตำรวจจังหวัดนี้ยังมีปัญหาเรื่องเงินตอบแทนการสอบสวน หรือที่เรียกกันว่า "ค่าสำนวน" จำนวนหลายสิบล้าน ที่พนักงานสอบสวนมีสิทธิได้รับตามยอดคดีในปี 2555-2557 แต่ละคนนั่งรอกันหลายปี แต่ไม่มีใครได้รับ

ผู้บังคับบัญชาบอกตลอดมาว่า ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อการนี้ จึงไม่มีเงินเบิกจ่ายให้

แต่ในความเป็นจริง ในช่วงเวลานั้น ได้มีการทำหลักฐานเบิกกันไปหมดแล้ว!

เรื่องนี้ คุณพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ควรสั่งให้ผู้รับผิดชอบตรวจสอบหลักฐานที่กองบังคับการตำรวจจังหวัดว่า มีการเบิกเงินค่าตอบแทนการสอบสวนในปี 2555-2557 ให้กับตำรวจทุกสถานีหรือไม่ มีพนักงานสอบสวนคนใดได้รับเงินหรือโอนเข้าบัญชีบ้าง?

ถ้ามีการเบิกไปโดยไม่ได้จ่ายให้กับผู้มีสิทธิ นั่นคือการทุจริตเงินงบประมาณแผ่นดิน ต้องติดตามนำกลับคืนมาจ่ายให้พนักงานสอบสวนตามกฎหมาย

รวมทั้งตรวจสอบหาตัวผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการเบิกจ่ายทุกระดับ กล่าวโทษให้ดำเนินคดีอาญาและวินัยไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับจังหวัดอื่นต่อไป.

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: ฉลาด เกมส์ โกง : ความเหลื่อมล้ำทางสังคม (จบ) - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560

กิตติเดช ฉันทังกูล

ผู้จัดการโครงการแนวร่วมปฏิบัติ ของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC)

ในด้านตัวละครที่หนังกำหนดขึ้น ผ่าน เด็ก 4 คนนั้นเป็นการสร้าง สัญญะขึ้นใหม่เพื่อเล่นกับจิตสำนึกการโกงที่คนทั่วไปในสังคมรับรู้กันดี โดยอาศัยการโกงข้อสอบเป็นสื่อกลางสะท้อนให้เห็นภาพแทนมโนคติของคนไทย ผ่านตัวละครทั้ง 4

เริ่มจากคู่ทีเด็ดเด็กอัจฉริยะ ลิน กับ แบงค์ ทั้งคู่เป็นเด็กเรียนเก่ง แต่ทั้งคู่มีปมอาภัพจากฐานะครอบครัว ทำให้รู้รสความเหลื่อมล้ำของสังคมและเมื่อสบโอกาส ก็ตัดสินใจใช้วิธีเอาคืนความเหลื่อมล้ำผ่านการโกงข้อสอบ

ลิน พอจะถือเป็นตัวแทนมโนคติของคนไทยจำนวนไม่น้อยได้ ในแง่การหาเหตุผลมาอธิบายกับตัวเองเพื่อทำสิ่งที่ผิด นั่นคือ การส่งซิกคำตอบในห้องสอบแก่เพื่อนคนอื่นๆ เป็นสิ่งที่ทำได้ เพราะว่าลินไม่ได้คิดว่าตนเองกำลังโกงข้อสอบของตัวเองอยู่ แต่ใช้ความสามารถทำเองล้วนๆ และต่อให้มีใครมองว่าสิ่งที่ลินทำเป็นความผิด ลินก็ยังรู้สึกว่าตนเองทำผิดแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น มโนคติแบบนี้ละครับที่คนไทยจำนวนไม่น้อยมีอยู่ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว แต่มักจะเป็นกับคนที่ได้รับอภิสิทธิ์บางอย่างจากสังคม ซึ่งอาจจะเกิด จากอัจฉริยภาพของตนเองหรือสถานะพิเศษที่ติดตัวมาแต่กำเนิด

ส่วนแบงค์ เป็นตัวละครที่น่าจะโดนใจมหาชน โดยเฉพาะคนในองค์กรใหญ่ๆ น่าจะเข้าใจอารมณ์ตัวละครตัวนี้ได้ดี คือถ้ากล้าร้องเรียนคนทำผิดแล้ว ตัวเองจะต้องโดนกลั่นแกล้งหรืออยู่ในสังคมไม่ได้ หรือเมื่อเพื่อนมาขอร้องให้ทำสิ่งที่ผิดแล้วไม่ร่วมมือก็จะโดนแอนตี้ไปซะงั้น ผลลัพธ์ของการยึดมั่นในหลักการแบบยอมหักไม่ยอมงอของแบงค์ ก็คือถูกนักเลงรับจ้างรุมกระทืบทำให้อดไปสอบชิงทุน และทำให้ชีวิตที่ลำบากอยู่แล้วยิ่งดูหมองหม่นหมดอนาคตขึ้นไปอีก กลายเป็นโอกาสให้ลินเข้ามายื่นข้อเสนอ เงิน 1 ล้านบาทเพื่อแลกกับการร่วมมือโกงข้อสอบ ซึ่งถ้าใครลองมาเป็นแบบแบงค์ ก็คงอดคิดไม่ได้ว่า ในเมื่อตัวเองดัน "ซวย" หมดโอกาสไปสอบชิงทุนแล้ว ก็น่าจะคว้าโอกาสนี้เพื่อแก้ตัวและหาทางสานฝันให้ตัวเองต่อไป

โดยเนื้อแท้แล้ว ตัวละครทั้งสองถือเป็นตัวแทนคนไทยที่ยึดมั่นอุดมการณ์ "ต้องเป็นคนดี" ซึ่งการเป็นคนดีในแวดวงต่างๆ ต้องเผชิญกับสิ่งเย้ายวนใจให้ต้องไปข้องแวะกับการโกงอยู่ตลอดเวลา และเมื่อมีปัจจัยสนับสนุนการโกงอย่างลงตัวเมื่อไหร่ (โอกาส แรงจูงใจหรือความกดดัน และความมีเหตุมีผล ที่หาเหตุผลมาอ้างกับตนเองได้ว่าสิ่งที่จะทำไม่ใช่การโกงและ ไม่ได้ทำให้ตนเองรู้สึกแย่) การโกงก็เกิดขึ้นได้เสมอ เพราะเขาเหล่านั้นรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่า ในเมื่อระบบไม่เป็นธรรม ไม่เปิดโอกาส แถมยังมีความเหลื่อมล้ำอย่างหนัก ทำไมคนอย่างพวกเขาจะต้องทนก้มหน้าทำตามระบบ กติกาของสังคมที่บิดเบี้ยวต่อไป อย่างในกรณีของแบงค์ ซึ่งยึดแนวทางสุจริตมาตลอดชีวิต แต่กลับงถูกบีบให้มาอยู่ในสถานการณ์ที่เผชิญแรงกดดันอย่างหนัก แถมยังมีเงินก้อนใหญ่ที่จะได้รับหากยอมเข้าร่วมขบวนการโกง ในที่สุดแบงค์ตัดสินใจเลือกทางเดินใหม่ในวิถีที่ต่างไปจากเดิม

พัฒน์ กับเกรซ ถือเป็นตัวแทนคนรวยในสังคมไทยที่มีโอกาสดีกว่าคนอื่น ทั้งๆ ที่ตัวเองด้อยความสามารถแต่ดันเกิดมามีพ่อแม่รวย เลยรู้จักแต่ใช้เงินแก้ปัญหา แม้กระทั่งการสอบของตัวเอง ส่วนพวกเด็กคนอื่นๆ ที่มาร่วมใช้บริการโกงด้วย พวกนี้คือคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่อยากไต่เต้ายกระดับตนเองด้วยวิธีการทุกอย่าง (ถ้ามองว่าผลการสอบคือการขยับฐานะทางสังคมรูปแบบหนึ่ง) คนพวกนี้ก็ยินดีจ่ายเงินเพื่อแลกกับสิ่งที่ตนต้องการโดยไม่สนใจวิธีการให้ได้มาว่าถูกหรือผิดกฎหมาย ซึ่งมีคนไทยคิดแบบนี้ ไม่น้อย เห็นได้จากข่าวการโกงสอบรับบรรจุหน่วยงานต่างๆ ซึ่งมีเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี และคนเหล่านี้ก็สะท้อนพื้นฐานความคิดมักง่ายอีกประการหนึ่ง ว่า "ใครๆ เขาก็ทำกัน เราไม่ทำนั่นสิโง่"

คู่ของพัฒน์กับเกรซ ถือเป็นตัวแทนของดัชนีชี้วัดค่าสัมประสิทธิ์ความเหลื่อมล้ำ (GINI Coefficentcy) ของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี การที่ทั้งคู่สามารถเข้าถึงทรัพยากรการเงินได้อย่างล้นเหลือเกิดจากการสะสมความมั่งคั่งของครอบครัว ซึ่งหนังไม่ได้บอกว่าพ่อแม่ร่ำรวยมาจากธุรกิจอะไร แต่เมื่อดูจากฉากการทานอาหารมื้อค่ำแล้ว ก็พอจะเดาได้ว่าน่าจะรวยมาจากธุรกิจสีเทาๆ ในสังคมไทยคนรวยระดับบนของสังคมมีรายได้มากกว่าคนกลุ่มที่จนที่สุดของประเทศไทยมากถึง 12 เท่าตัว ซึ่งเป็นระยะห่างของความเหลื่อมล้ำที่น่าจะสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ลองจินตนาการดูเล่นๆ ว่าถ้าเด็กอย่างพัฒน์และเกรซเกิดในบ้านที่ไม่ได้มีฐานะดีมีเงินทองเหลือๆ อนาคตของทั้งคู่จะเป็นอย่างไร?

เนื้อหาของหนังยังตอกย้ำอีกว่า คนกลุ่มนี้ในสังคมไทยจำนวนไม่น้อย ยินดีใช้วิธีนอกกฎหมายเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายของตนเอง เหมือนกับพัฒน์และเกรซซึ่งพร้อมจะใช้แท็กติกการเจรจาทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งเพื่อดึงคนเก่งแต่ฐานะอาภัพ อย่าง ลินและแบงค์ ให้ยอมร่วมมือช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ของตนเอง แม้ว่าแผนการดังกล่าวจะผิดทั้งระเบียบ กฎหมาย และยังผิดต่อมโนธรรมที่ทั้งคู่ยึดถืออยู่ก็ตาม

ในข้อนี้แสดงให้เห็นว่าคนเก่งในสังคมไทย ถ้าต้องการความเจริญก้าวหน้า สามารถเงยหน้าอ้าปากได้ ก็อาจเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องยอมสละอุดมการณ์ส่วนตน และสยบยอมต่อลาภก้อนใหญ่ที่ระบบปกติของสังคมไม่มีวันมอบให้ได้ และหากไม่ยอมก็อาจต้องเผชิญทางตันในหน้าที่การงาน ถึงตรงนี้ก็พลันให้คิดไปถึงจดหมายลาออกของ พ.ต.ท.ท่านหนึ่งที่เพิ่งขอลาออกจากราชการตำรวจ โดยให้เหตุผลในจดหมายว่า "ในระบบ(ราชการไทย)ปัจจุบัน ไม่มีความหวังที่จะเติบโตไปมากกว่านี้"

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมาร่วมกันปฏิรูประบบคิดของคนในสังคมอย่างจริงจัง เพื่อเปิดโอกาสให้คนดีมีความสามารถได้มีโอกาสเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ การงาน และปิดประตูไม่ให้คนดีที่มีอุดมการณ์และรักในความสุจริตต้องย้ายไป ยืนอยู่ในฝั่งของการทุจริตแบบตัวละครในหนังสะท้อนสังคมเรื่องนี้

บทบรรณาธิการฐานเศรษฐกิจ: ถามหาจริยธรรมการบินไทย - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2560

การเพิ่มทุนของบริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) ครั้งล่าสุด ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากหลังการเพิ่มทุนทำให้นายทวีฉัตร จุฬางกูร ถือหุ้น 15.64% และนายณัฐพล จุฬางกูร ถือหุ้น 13.29% เป็นการเพิ่มทุนที่ส่งผลให้สัดส่วนหุ้นทั้ง 2 คนนี้เพิ่มขึ้น จากการใช้สิทธิ์ได้มากกว่าเดิม เพราะบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ไม่ยอมใช้สิทธิ์

การบินไทยจึงมีสัดส่วนหุ้นลดลงจาก 39.20% เหลือเพียง 21.57% แม้ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แต่เป็นสัดส่วนที่น้อยกว่า 2 พี่น้องในตระกูลจุฬางกูร ที่รวมกันแล้วสัดส่วนอยู่ที่ 28.93% ประเด็นเหตุผลที่การบินไทยตัดสินใจสละสิทธิ์ไม่เพิ่มทุนมีสัญญาณออกมาในทำนอง เพื่อลดภาระการลงทุนนกแอร์ที่มีผลประกอบการขาดทุนทุกปีนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯเมื่อปี 2556

ทว่าการบินไทยในฐานะสายการบินแห่งชาติที่รัฐบาลถือหุ้นยังไม่ชี้แจงในเรื่องดังกล่าวต่อสาธารณชน ทั้งที่ต้องตอบหลายคำถาม ไม่ว่ากรณีที่มีการโหวตให้มีการเพิ่มทุนนกแอร์ แต่พอถึงเวลากลับไม่เพิ่มทุน วิธีคิดในเรื่องดังกล่าวคืออะไร ที่สำคัญมีการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่ง เข้ามาครอบครองกิจการนกแอร์หรือไม่ เพราะการสละสิทธิ์การเพิ่มทุนครั้งนี้ ส่งผลให้ตระกูลจุฬางกูร ขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 แทน เป็นเรื่องปกติทั่วไปหรือมีวาระซ่อนเร้น

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คณะกรรมการและผู้บริหารสายการบินแห่งชาติมีพิรุธ ปิดบังซ่อนเร้น ถูกตั้งคำถามเรื่องความไม่โปร่งใสในการบริหารงานมาหลายครั้ง อย่างล่าสุดกรณีพัวพันกับการทุจริตในการจัดซื้อเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังตรวจสอบ การบินไทยก็ยังไม่มีความชัดเจนหรือแสดงจุดยืนใดๆ

ขอเรียกร้องให้ผู้บริหารและคณะกรรมการการบินไทย ออกมาชี้แจงรายละเอียดข้อเท็จจริงเรื่องการไม่ใช้สิทธิ์เพิ่มทุนนกแอร์ ภารกิจนี้ไม่เพียงแต่เพื่อให้ผู้ถือหุ้น ทั้งการบินไทยและนกแอร์ได้เข้าใจ ประชาชนคนไทยซึ่งมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของสายการบินแห่งชาติก็จะได้หายคลางแคลงใจลงได้บ้าง ช่วยทำช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาบ้างเถอะ