You are here

CG and corruptions News - 5 March 2018

คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์บัณฑิต: ปัญหาคอร์รัปชันไทยดีขึ้นหรือแย่ลง - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ เขียนให้คิด: อันดับคอร์รัปชันประเทศไทยจะดีขึ้นได้'ทุกฝ่ายต้องทุ่มเทจริงจัง' - ไทยโพสต์

แบมแฉถูกสั่งกราบคนทำผิด อาจารย์ทุบหลังไม่พอใจร้องทุจริตศูนย์ไร้ที่พึ่ง - โพสต์ทูเดย์

องค์กรต้านโกงจี้ปปช.-สตง.สอบงาบงบไร้ที่พึ่ง - มติชน

30 police officers in 'ang pao' video on probation for 'minor misconduct' - THE NATION

เล็งฟ้องเพจดังกุข่าวรัฐยืมเงินกองทุนฯ - เดลินิวส์

คุรุสภาอุ้มครูปรีชา ไม่ได้ผิดวินัยร้ายแรง - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: ราชการไทย แก้ไขไม่ได้เลยหรือ? - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ คิดเหนือกระแส: ฤๅประเทศไทยจะไม่พ้นการโกงกิน - ไทยโพสต์

6 ทิศทาง CSR ปี'61 'ให้' มากกว่าที่สังคม 'ร้องขอ' - ประชาชาติธุรกิจ

Bangkok Post: PM drops ball in graft fight - BANGKOK POST

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: ติดดาบ ก.ล.ต.คุม บจ. - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ มุมข้าราชการ: จริยธรรมสำคัญ - ไทยรัฐ

คอลัมน์ Amazing AEC: คอร์รัปชั่นใน AEC (2) - เดลินิวส์

คอลัมน์ มองตะเกียบเห็นป่าไผ่: หยุดคอร์รัปชั่นด้วยความแปลกปลอม - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์บัณฑิต: ปัญหาคอร์รัปชันไทยดีขึ้นหรือแย่ลง - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561

ดร.บัณฑิต นิจถาวร

bandid.econ@gmail.com

อาทิตย์ที่แล้ว ผมต้องไปพูดหลายเวทีเรื่องคอร์รัปชัน ในฐานะเลขาธิการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต หรือ CAC หลังมีการประกาศผลการ จัดอันดับดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International-TI) ที่ประเทศไทยปีนี้ได้ 37 คะแนนจาก 100 ดีขึ้น คะแนนจากปีก่อน อยู่ในอันดับที่ 96 จาก ทั้งหมด 180 ประเทศ ผลดังกล่าวทำให้สื่อมวลชนสนใจ ขอความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์คอร์รัปชันว่าดีขึ้นหรือแย่ลง นอกจากนี้ ก็ได้ไปร่วมแสดงความเห็นในอีก 2 เวทีเรื่องคอร์รัปชัน เวทีแรกจัดโดยนักธุรกิจต่างชาติ อีกเวทีเป็น การสัมมนาของ ป.ป.ช. วันนี้ก็เลยอยากจะแชร์ เรื่องนี้ให้แฟนคอลัมน์ ทราบ

ตัวเลข CPI ที่ปรับขึ้น 2 คะแนน เป็นการ เปลี่ยนแปลงที่ดี แม้จะเพิ่มน้อย แต่ก็ดีกว่าถ้าจะลดลงติดต่อเป็นปีที่ 2 ปี 2017 คะแนน CPI ประเทศไทยที่ดีขึ้นมาจากคะแนนในดัชนีเกี่ยวกับความเห็นนักธุรกิจ การบังคับใช้ กฎหมาย และความเสี่ยงประเทศ ประเมินโดย Global Insight ที่ปรับตัวดีขึ้นขณะที่คะแนนจากอีกดัชนี คือ ความเสี่ยงประเทศประเมินโดย Economic Intelligence Unit และความเสี่ยงด้านการเมืองคงที่ แต่มี คะแนนอีกจากดัชนีที่ลดลง คือ ดัชนีชี้วัด ความสำเร็จในการควบคุมคอร์รัปชัน ดัชนีชี้วัด ความเป็นประชาธิปไตย และมุมมองนักธุรกิจ เกี่ยวกับการติดสินบนและการทุจริต การเปลี่ยนแปลงสุทธิแล้วเป็นบวก คะแนน CPI ปี 2017 จึงปรับดีขึ้น 2 คะแนน แม้ตัวเลขจะดีขึ้นจากการประเมินของต่างประเทศ แต่ข่าวที่ออกมาในประเทศ และผลการประเมินในประเทศเองช่วง 6 เดือนหลังปีที่แล้วของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความรู้สึกว่าปัญหาคอร์รัปชันยังไม่ดีขึ้น แต่แย่ลง ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของการใช้ดัชนีคอร์รัปชันที่วัดความรู้สึกของผู้คนเกี่ยวกับคอร์รัปชันมาเป็นตัววัดสถานการณ์คอร์รัปชัน เพราะความรู้สึกของผู้คนจะอ่อนไหวตามข่าว ตามอารมณ์ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ในเรื่องนี้ วิธีแน่นอนกว่าก็คือ ดูตัวเลขสำรวจในกรอบเวลาที่ยาวขึ้น คือ ดูเป็นแนวโน้ม หลายปี ซึ่งในกรณีของไทย ถ้าจะเปรียบเทียบ กับต่างประเทศ ปัญหาคอร์รัปชันของเราอยู่ในระดับค่อนข้างรุนแรงและมีแนวโน้ม เพิ่มสูงขึ้นช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ที่สำคัญ ลักษณะของปัญหาของเราชี้ว่า คอร์รัปชันในประเทศไทยไม่ใช่ปัญหาการจ่าย เป็นครั้งคราว แต่เป็นปัญหาเชิงระบบ ที่ฝังอยู่ในพฤติกรรมของคนในสังคม ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ และประชาชน ที่ทุกคนมีส่วนหรือยอมให้ปัญหาเกิดขึ้น

ดังนั้น ถ้าจะแก้ปัญหาให้สำเร็จ การแก้ไข ปัญหาจะไม่ใช่ความรับผิดชอบของคนใด คนหนึ่งหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็น ความรับผิดชอบของทั้งภาคการเมือง ภาคข้าราชการ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม ที่ต้องร่วมกันเปลี่ยนพฤติกรรมคอร์รัปชันของตนที่มีอยู่ เพื่อลดการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย ที่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อช่วยกันแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักธุรกิจ ข้าราชการ หรือประชาชน

ในงานสัมมนา Thailand's Transparency Scorecard จัดโดย Dataconsult เมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผู้ฟังส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ ต่างประเทศ คำถามที่ถูกถามมากคือ มองการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันขณะนี้ว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ ซึ่งคำตอบของผม คือ ยังไม่สำเร็จ แต่มีความคืบหน้า เพราะ

1.ความสนใจและความต้องการแสดงออกของคนไทยเรื่องปัญหาคอร์รัปชัน นับวันจะมีมากขึ้น คือ พร้อมที่จะแสดงตน อยากมีเสียง เปิดโปง และส่งข้อความในสังคม ออนไลน์ว่าไม่ชอบ ไม่เห็นด้วยกับการ ทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้น ซึ่งโมเมนตัมนี้ ในสังคมไทยจะยิ่งมีมากขึ้นๆ

2. จำนวนบริษัทเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ CAC ที่เน้นให้บริษัทประกาศนโยบาย ทำธุรกิจสะอาด ไม่รับไม่จ่ายสินบน พร้อมมีการวางระบบควบคุมภายในเพื่อ ป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน นับวันจำนวนบริษัทที่เข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์ ก็เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งที่เป็นการเข้าร่วมโดยสมัครใจ

ล่าสุด มีบริษัทที่เข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์ 889 บริษัท ซึ่งในจำนวนนี้ มีบริษัทที่ผ่านการ รับรองจากโครงการ CAC ว่ามีนโยบาย และแนวปฏิบัติต่อต้านการทุจริตตาม หลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ CAC กำหนด 314 บริษัท

3.เครื่องมือใหม่ๆที่ใช้ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในส่วนของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐก็เริ่มมีการขยายผล เช่น โครงการสัญญาคุณธรรมหรือ Integrity Pact ล่าสุด ช่วงปี 2558-2561 มีจำนวนโครงการที่จะจัดให้มีผู้สังเกตการณ์อิสระติดตามโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส มากถึง 61 โครงการ เป็นวงเงิน ลงทุนรวมทั้งสิ้น 5.75 แสนล้านบาท

สิ่งเหล่านี้ชี้ว่าความคืบหน้าในการ แก้ไขปัญหาคอร์รัปชันโดยฝ่ายต่างๆ กำลังมีมากขึ้น รอแต่ผลที่ความพยายาม เหล่านี้จะทำให้พฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน ลดลง ซึ่งคงจะเกิดขึ้นแน่นอน ถ้าความพยายาม ยังมีต่อเนื่องและเข้มแข็ง

เช้าวันพุธที่ 28 ก.พ. มีงานสัมมนา โดย ป.ป.ช. เกี่ยวกับการขับเคลื่อนหลัก ธรรมาภิบาลเพื่อสกัดกั้นการทุจริตเชิงนโยบาย จาก Good Governance ไปสู่ Good Policy ซึ่งผมได้ร่วมเป็นวิทยากรและให้ความเห็นว่า การทุจริตเชิงนโยบายมีมากในสังคมไทย และเกิดจากการบิดเบือนหรือละเมิดการ ใช้อำนาจของผู้ที่มีอำนาจตามหน้าที่หรือ ตามตำแหน่งหาประโยชน์ให้ตนเอง เป็นรูปแบบ ของการทุจริตที่ไม่โปร่งใส ตรวจสอบยาก และสร้างผลเสียหายมากต่อประเทศ เพราะนำมาสู่การออกนโยบายที่เลว (bad policy) ที่บิดเบือนแรงจูงใจในระบบเศรษฐกิจ นำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจที่ผิดพลาด (wasteful)

นอกจากนี้ ก็มีความเสียหายจากการนำนโยบายดังกล่าวไปปฏิบัติให้มี ช่องโหว่ เพื่อเอื้อต่อการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นความเสียหายสองต่อ คือ เสียหายจากการบิดเบือนการจัดสรรทรัพยากรเศรษฐกิจที่มาจากนโยบายที่เลว และเสียหาย จากการทุจริตคอร์รัปชัน

ถ้าจะถามว่า ทำไมการทุจริตเชิงนโยบายจึงเกิดขึ้นได้บ่อย คำตอบก็คือ เพราะกระบวนการการทำนโยบายไม่มี check และ balance หรือมีการถ่วงดุลที่ดี ในการเสนอหรือคัดเลือกโครงการหรือนโยบาย ขาดความโปร่งใส คือ ไม่มีใคร ทราบว่ากำลังตัดสินใจเรื่องอะไร นโยบายอะไร และมีรายละเอียดอะไร เพราะไม่มีการ เปิดเผยข้อมูล และไม่มีการตรวจสอบนโยบายที่ทำไปโดยหน่วยงานอิสระภายนอก ทำให้ความสูญเสียต่างๆ ไม่สามารถถูก ค้นพบ เพราะไม่มีการตรวจสอบ เป็นความบกพร่องในหลักธรรมาภิบาล ทั้ง 3 เรื่อง คือ ไม่มี check และ balance ไม่โปร่งใสและไม่มีการตรวจสอบ ทำให้นโยบายเลวสามารถเกิดขึ้นได้ สร้างผลเสียหาย ต่อเศรษฐกิจ และนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งประเภทที่เห็นบ่อยก็เช่น

1.ทำโครงการขึ้นมาเพื่อหาเสียงและหาเงิน คือ พวกนโยบายประชานิยมต่างๆ 2. ทำนโยบายใหม่หรือเปลี่ยนนโยบายเดิม เพื่อให้ผู้ใกล้ชิดหรือพวกพ้องที่เป็น นักธุรกิจได้ประโยชน์ (revolving door) และ 3. ทำโครงการขึ้นมาลอยๆ เพื่อเป็นเครื่องมือทุจริตจากงบประมาณแผ่นดิน แล้วเราจะแก้การทุจริตคอร์รัปชัน เชิงนโยบายอย่างไร คำตอบคือ ต้องแก้ให้เกิด good governance หรือ ธรรมาภิบาล ในกระบวนการทำนโยบาย เพื่อปิดทั้ง 3 "ไม่" ที่เป็นจุดอ่อน

1. การถ่วงดุลต้องทำ โดยให้มีระบบการตัดสินใจเป็นขั้นเป็นตอน มีเหตุมีผล ยึดตัวเลข ข้อเท็จจริง มากกว่าจินตนาการ หรือการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง มีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการโดยหน่วยงานอิสระ ที่น่าเชื่อถือ มีการศึกษาความเป็นไปได้ เชิงพาณิชย์ของโครงการ และผลกระทบที่นโยบายหรือโครงการจะมีต่อเศรษฐกิจ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงผลต่อ สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ในบ้านเรา กระบวนการเหล่านี้จริงๆ มีอยู่ แต่มักทำเพื่อให้ครบเงื่อนไขที่ต้องมี ไม่จริงจัง ทำไปเพื่อสร้างเหตุสร้างผล ให้ข้อเสนอดูดี ทำให้มีกระบวนการครบตามเกณฑ์ แต่ไม่สามารถตอบคำถาม อย่างที่ควรต้องตอบ

2. ความโปร่งใสต้องมี โดยบังคับให้โครงการทุกโครงการที่เสนอจะต้องมี รายละเอียดชัดเจน และเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ ล่วงหน้าทางสาธารณะ รวมถึงบทวิเคราะห์ ที่ศึกษาความเป็นไปได้ต่างๆ เพื่อให้สาธารณชนมีโอกาสทราบและแสดงความเห็น

3. การตรวจสอบการดำเนินโครงการจะต้องมีส่วนร่วมของผู้ตรวจสอบอิสระหรือภาคประชาสังคม ทั้งในรูปแบบ ของคณะกรรมการตรวจสอบอิสระ ที่มีคนนอกร่วม มีการตรวจสอบโดยการให้ข้อมูลหรือแจ้งเบาะแสโดยภาคประชาสังคม และมีการเปิดเผยรายงานการตรวจสอบให้สาธารณชนทราบทั้งแนวทางทั้ง 3 นี้ ถ้าทำจริง จะลดแรงจูงใจที่จะใช้การบิดเบือน นโยบายเป็นเครื่องมือคอร์รัปชัน เพราะจะมีกระบวนการตรวจสอบที่ยุ่งยาก จนไม่กล้าเสี่ยง

นี่คือ ความเห็นของผมที่ได้ให้ไว้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในฐานะเลขาธิการ แนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต

คอร์รัปชันในประเทศไทยไม่ใช่ปัญหาการจ่ายเป็นครั้งคราว แต่เป็นปัญหาเชิงระบบที่ฝังอยู่ในพฤติกรรมของคนในสังคม ที่ทุกคนมีส่วนหรือยอมให้ปัญหาเกิดขึ้น

คอลัมน์ เขียนให้คิด: อันดับคอร์รัปชันประเทศไทยจะดีขึ้นได้'ทุกฝ่ายต้องทุ่มเทจริงจัง' - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561

บัณฑิต นิจถาวร

กรรมการผู้อำนวยการ

สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย(IOD)

เมื่อสองสัปดาห์ก่อนมีการประกาศผลดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perception Index หรือ CPI) ปี 2560 โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (TI) ซึ่งทำการประเมินภาพลักษณ์คอร์รัปชันของประเทศต่างๆ ทั่วโลก และเปิดเผยผลการประเมินเป็นประจำทุกปี แม้ว่าผลคะแนนและอันดับของไทยปีนี้จะดีขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกับเราหรือต่ำกว่าเรา ซึ่งเป็นสัญญาณว่ายังมีสิ่งที่เราต้องทำอีกมากเพื่อที่จะปรับปรุงคะแนน CPI ของเราให้สูงขึ้นจนเกินค่าเฉลี่ยของโลก

คะแนน CPI ของประเทศไทยในปี 2560 อยู่ที่ 37 คะแนน จัดอยู่ในอันดับที่ 96 จาก180 ประเทศทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ได้ 35 คะแนน และอยู่ในอันดับที่ 101 แต่คะแนนที่ดีขึ้นของเราก็ยังห่างจากค่าเฉลี่ยของโลกที่ 43 คะแนน และอยู่ในอันดับเท่ากับประเทศอินโดนีเซีย บราซิล ปานามา โคลัมเบีย แซมเบีย และเปรู แต่ยังต่ำกว่าอินเดียที่อยู่อันดับ 81 มาเลเซียที่อันดับ 62 ไต้หวันที่อันดับ 29 และสิงคโปร์ที่อันดับ 6

การจัดทำดัชนี CPI เป็นการรวบรวมคะแนนจากแหล่งข้อมูลหลายๆ แหล่ง ซึ่งแต่ละแหล่งก็จะประเมินในด้านต่างๆ ที่ใกล้เคียงกันบ้าง หรือแตกต่างกันไปบ้าง แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อคำนวณออกมาเป็นคะแนนของแต่ละประเทศ โดยในส่วนของประเทศไทยมีการเก็บข้อมูลจาก 9 แหล่ง ซึ่งหากพิจารณาไส้ในของผลคะแนนจากทั้ง 9 แหล่งแล้วพบว่า ในปี 2560 มี 3 แหล่งที่คะแนนของไทยดีขึ้น มี 2 แหล่งที่คะแนนเท่าเดิม อีก 3 แหล่งคะแนนลดลง และอีก 1 แหล่งไม่ปรากฏผลคะแนน

แหล่งข้อมูลที่ไทยได้คะแนนดีขึ้น ได้แก่ หน่วยงานที่ทำการสำรวจมุมมองของนักธุรกิจที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเกี่ยวกับปัจจัยที่เป็นอุปสรรคสูงสุดในการทำธุรกิจ หน่วยงานที่ประเมินค่าความโปร่งใสโดยใช้หลักนิติรัฐ และหน่วยงานที่ประเมินปัจจัยเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจที่ต้องเกี่ยวกับคอร์รัปชัน การแทรกแซงของเจ้าหน้าที่รัฐในการดำเนินธุรกิจ การให้สินบนและสิ่งตอบแทนสำหรับพิจารณาสัญญาและขอใบอนุญาต

ส่วนแหล่งข้อมูลที่ได้คะแนนลดลง ได้แก่ แหล่งข้อมูลที่ใช้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์และประเมินกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี แหล่งข้อมูลที่นำข้อมูลสถิติทุติยภูมิและผลการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูงไปประมวลผลจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย และแหล่งข้อมูลที่ประเมินด้านความหลากหลายของประชาธิปไตย การถ่วงดุลของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ตลอดจนการทุจริตของเจ้าหน้าที่ในฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ

หลังจากที่มีการประกาศผลคะแนนออกมา ก็มีหลายหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานด้านการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันออกมาแสดงความเห็น หนึ่งในนั้นคือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ซึ่งแสดงท่าทีว่ายังไม่พอใจกับผลคะแนนที่ออกมา และยังคงตั้งเป้าหมายที่จะยกระดับคะแนนให้ถึง 50 คะแนนภายในปี 2564

เป้าหมายของ ป.ป.ช.ที่ตั้งไว้สูงถึง 50 คะแนนถือเป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะนั่นหมายความว่าในอีกสามปีข้างหน้าประเทศไทยจะต้องได้คะแนนเพิ่มขึ้นติดต่อกันทุกปี เฉลี่ยปีละ 4-5 คะแนน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคะแนนของไทยเตาะแตะอยู่แถวๆ 30 กว่าๆ มาโดยตลอด

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมต้องมุ่งทำหน้าที่ในส่วนของตัวเอง และประสานความร่วมมือระหว่างกันเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง

สำหรับภาครัฐ สิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการคือต้องปฏิรูประบบงานเพื่อลดโอกาสของการอาศัยช่องว่างของระบบงาน ความไม่โปร่งใสและใช้อำนาจ หรือดุลยพินิจตามหน้าที่หาประโยชน์จากการทุจริตคอร์รัปชัน

เครื่องมือแก้ไขก็คือต้องปรับปรุงระบบงาน ลดขั้นตอนให้สั้น จำกัดขั้นตอนการอนุมัติ หรือจำนวนลายเซ็นที่ต้องมีให้น้อยลง ลดการใช้ดุลยพินิจ สร้างความโปร่งใสและใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเพื่อลดการติดต่อโดยตรง (face to face) ระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ติดต่อราชการเพื่อไม่ให้เกิดโอกาสที่จะรีดไถหรือเรียกเงิน

การปรับปรุงระบบในแนวนี้ได้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงการทุจริตคอร์รัปชันในหลายประเทศ / ดินแดนในเอเชีย เช่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ และไต้หวัน แต่ในบ้านเราความคืบหน้าในลักษณะนี้ยังมีน้อยและไม่จริงจัง แม้จะมีการแก้กฎหมายหรือมีความพยายามต่างๆ ที่จะปรับปรุงระบบ หรือวิธีการทำงานของภาครัฐส่วนหนึ่งเพราะความร่วมมือจากภาคราชการที่จะปรับปรุงวิธีการให้บริการมักมีน้อย

นอกจากเรื่องของการปรับปรุงระบบงานแล้ว อีกเรื่องที่มีความสำคัญมากก็คือต้องทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพ สามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้จริงจัง ทั้งฝั่งของผู้รับ และผู้จ่ายสินบน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนในการทุจริตคอร์รัปชันสูงขึ้น จากในปัจจุบันที่ผู้กระทำผิดอาจจะย่ามใจว่าโอกาสถูกจับได้มีน้อย และถึงแม้ถูกจับได้ก็มีโอกาสรอดจากการถูกลงโทษสูง เมื่อชั่งน้ำหนักแล้วถือว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยงกระทำการทุจริต

สำหรับภาคธุรกิจเอกชน ก็มีบทบาทสำคัญเพราะภาคธุรกิจอยู่ในสมการคอร์รัปชันในฐานะผู้ให้หรือเป็นอุปทานในสมการคอร์รัปชัน ดังนั้น การลดพฤติกรรมการให้หรือจ่ายของภาคธุรกิจจึงจำเป็น บริษัทเอกชนต้องมีนโยบาย และแนวปฏิบัติที่กำหนดการไม่จ่ายสินบน ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน เป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจผลักดันโดยคณะกรรมการบริษัท เพื่อส่งเสริมการทำธุรกิจสะอาดให้เกิดขึ้น

ตั้งแต่ปี 2010 มีการเปิดตัวโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทย ในการต่อต้านการทุจริตหรือโครงการ CAC ที่สร้างพื้นที่ให้บริษัทเอกชนสามารถแสดงตนส่งเสริมการทำธุรกิจสะอาดได้อย่างสมัครใจ

บริษัทที่เข้าร่วมโครงการต้องประกาศนโยบาย วางแนวปฏิบัติและระบบควบคุมภายในการป้องกันการให้สินบน และทุจริตคอร์รัปชันบริษัทใดที่สามารถทำได้ครบถ้วนตามพันธกิจดังกล่าว และได้รับการยืนยันสอบทานจากผู้ตรวจสอบภายนอกว่า บริษัทมีนโยบาย แนวปฏิบัติ และปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าวจริง คณะกรรมการโครงการ CAC ก็จะมอบใบรับรองให้แก่บริษัท

การรับรองไม่ได้รับรองพฤติกรรมของบริษัทว่าจะไม่คอร์รัปชัน แต่รับรองว่าบริษัทมีนโยบายและแนวปฏิบัติในเรื่องการต่อต้านการทุจริตครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการโครงการ CAC กำหนด

ตั้งแต่เริ่มโครงการ CAC จนถึงปัจจุบันมีบริษัทที่เข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์กับโครงการ CAC ทั้งหมด 889 บริษัท และในจำนวนนี้มีบริษัทที่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการ CAC แล้ว 314 บริษัท

สำหรับภาคประชาสังคม ก็ต้องช่วยกันปรับทัศนคติของคนในสังคมให้ไม่ยอมรับการโกง และพร้อมที่จะแจ้งเบาะแสแก่หน่วยงานตรวจสอบเมื่อพบเห็นการกระทำที่ส่อว่าจะมีการทุจริต ซึ่งในด้านนี้ก็มีองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในการพยายามสร้างความรับรู้ และจุดกระแสสังคมในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการทุจริต นอกจากนี้ ยังมีความพยายามในอีกหลายๆ โครงการที่จะเพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม อย่างเช่น โครงการข้อตกลงคุณธรรม ที่กำหนดให้ต้องมีผู้สังเกตการณ์อิสระที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ผ่านการคัดเลือกจาก ACT ให้เข้าไปร่วมสังเกตการณ์โครงการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ของภาครัฐ ตั้งแต่ขั้นตอนของการร่าง TOR ไปจนถึงการเปิดประมูล และดำเนินโครงการจนถึงขั้นของการส่งมอบงาน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างโปร่งใส และหากพบความไม่ชอบมาพากลในขั้นตอนใดก็สามารถแจ้งหน่วนงานต้นสังกัด รวมถึงรัฐบาลส่วนกลางให้ทราบได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ CAC ก็ยังอยู่ในขั้นตอนของการขยายโครงการ สังคม ดี๊ดี สองนาทีง่ายๆ หรือโครงการ Citizen Feedback เฟสที่สอง ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนที่มาใช้บริการของหน่วยงานรัฐสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับความพึงพอใจและความโปร่งใส รวมถึงปัญหาสินบนผ่านสมาร์ทโฟน โดยการสแกน QRCode เพื่อทำแบบสอบถามออนไลน์สั้นๆ โดยใช้เวลาเพียงแค่สองนาทีเท่านั้น โครงการต้นแบบเฟสแรกได้ทดลองระบบกับหน่วยงานภาครัฐห้าแห่งเป็นในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2560 ซึ่งปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชนที่มาใช้บริการ โดยมีผู้ยินดีให้ข้อมูลโดยการตอบแบบสอบถามออนไลน์มากถึงกว่า 2,000 ราย

ขณะนี้ CAC กำลังอยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อเพิ่มจำนวนหน่วยงานที่จะร่วมโครงการในเฟสที่สอง โดยจะเน้นที่หน่วยงานที่อยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นหลัก และมีเป้าหมายที่จะขยายโครงการนี้ออกไปทั่วประเทศในที่สุด ซึ่งจะกลายเป็นอีกหนึ่ง platform สำคัญที่จะเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างความโปร่งใสให้กับบริการภาครัฐได้

ผมเชื่อว่าหากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมแรงร่วมใจกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ก็มีความเป็นไปได้ที่เราจะเห็นคะแนน CPI ของประเทศไทยเราสอบผ่าน คือได้ 50/100 ตามเป้าหมายระยะยาวที่ ป.ป.ช.หวังเอาไว้.

"นอกจากเรื่องของการปรับปรุงระบบงานแล้วอีกเรื่องที่มีความสำคัญมากก็คือต้องทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพ สามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้จริงจังทั้งฝั่งของผู้รับ และผู้จ่ายสินบน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนในการทุจริตคอร์รัปชันสูงขึ้น จากในปัจจุบันที่ผู้กระทำผิดอาจจะย่ามใจว่าโอกาสถูกจับได้มีน้อย และถึงแม้ถูกจับได้ก็มีโอกาสรอดจากการถูกลงโทษสูง เมื่อชั่งน้ำหนักแล้วถือว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยงกระทำการทุจริต"

แบมแฉถูกสั่งกราบคนทำผิด อาจารย์ทุบหลังไม่พอใจร้องทุจริตศูนย์ไร้ที่พึ่ง มมส.ตั้งกรรมการสอบไม่ปกป้องศิษย์ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561

โพสต์ทูเดย์ - นิสิต มมส.ผู้เปิดโปงทุจริตศูนย์ไร้ที่พึ่งขอนแก่นแฉ ถูกอาจารย์สั่งให้กราบเท้าขอโทษคนทำผิด ซ้ำถูกทุบหลังระบายความไม่พอใจ

น.ส.ปณิดา ยศปัญญา หรือน้องแบม นิสิตชั้นปีที่ 4 สาขาพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) ซึ่งเปิดเผยข้อมูลการทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้และผู้ป่วยโรคเอดส์ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่น กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งมีการขยายผลตรวจสอบไปยังพื้นที่อื่นๆ อีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ เปิดเผยว่า หลังจากพบการกระทำผิดในศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ซึ่งได้เข้าไปฝึกงานก็ได้แจ้งให้อาจารย์ที่ปรึกษาทราบ แต่กลับกลายเป็นว่านิสิตที่ฝึกงาน 4 คน ถูกอาจารย์สั่งให้กราบเท้าเจ้าหน้าที่ที่ทำผิดเพื่อขอโทษและให้เรื่องจบลงไป

"นำข้อมูลมาแจ้งกับอาจารย์ตั้งแต่ที่เริ่มพบข้อมูลหรือการกระทำดังกล่าว แต่อาจารย์บอกว่านิสิตที่ไปฝึกงานที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขอนแก่นนั้นเป็นเด็กเลี้ยงแกะ และเมื่อมีอาจารย์ได้ไปพบกับเจ้าหน้าที่เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงก็ไม่รับฟังนักศึกษา สั่งให้เรากราบเท้าเจ้าหน้าที่ที่ทำผิดเพื่อให้เราขอโทษและให้เรื่องจบลงไป แต่ด้วยความเป็นนิสิตที่ร่ำเรียนมาตลอดทั้ง 4 ปี ได้รับการฝึกสอนจากคณาจารย์ที่ให้ยืนยันบนความถูกต้องและสู้เพื่อคนยากคนจนในการเป็นนักพัฒนาชุมชนที่ดี เรื่องนี้จึงมีการส่งเรื่องร้องเรียนไปยัง คสช. จนนำมาสู่การสอบสวนดังกล่าว" น.ส.ปณิดา กล่าว

น.ส.ปณิดา กล่าวอีกว่า เมื่อเจ้าหน้าที่เริ่มลงพื้นที่และสอบปากคำนักศึกษาในมหาวิทยาลัย อาจารย์ในภาควิชาคนหนึ่งได้เรียกให้ไปพบเพื่อสอบถามว่าทำไมทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น ถ้าจะร้องเรียนทำไมไม่ให้เรียนจบก่อน ทำแบบนี้ทำไม หน่วยงานที่เข้ามาตรวจสอบทำอะไรไม่ได้หรอก จากนั้นหัวหน้าภาควิชาใช้มือทุบหลัง 2 ครั้งเหมือนระบายอารมณ์ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทุบตีทั้งที่ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง

น.ส.ปณิดา กล่าวว่า ขณะนี้สภาคณาจารย์ มมส.ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง รวมทั้งการสอบสวนกรณีคณาจารย์ผู้รับผิดชอบนิสิตในหลักสูตรที่ไม่ออกมาปกป้อง

"ได้นำส่งเอกสารหลักฐานทั้งหมดตามที่สภาคณาจารย์ มมส. และคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่แต่งตั้งขึ้นโดยสภามหาวิทยาลัยแล้ว มั่นใจว่าคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นจะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และสอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวทั้งหมด ท่ามกลางกระแสความกดดันและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรั้วมหาวิทยาลัย มีคนมองหนูในหลายมุม ทั้งที่มองว่าเป็นต้นเหตุจนมีเรื่องต่างๆ และมีผลกระทบกับคนเป็นวงกว้าง แต่ส่วนใหญ่ให้กำลังใจว่าหนูทำถูกต้องแล้ว" น.ส.ปณิดา กล่าว

น.ส.ปณิดา กล่าวว่า ขณะนี้มุ่งเน้นที่การเรียน เนื่องจากต้องเปลี่ยนหัวข้อการทำวิจัยใหม่ทั้งหมด แต่ก็ให้ความ ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่สอบสวนข้อเท็จจริง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง คอยดูแลความปลอดภัย

องค์กรต้านโกงจี้ปปช.-สตง.สอบงาบงบไร้ที่พึ่ง - มติชน ฉบับวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม นาย มานะ นิมิตมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) กล่าวถึงกรณีการทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ว่า การทุจริตคอร์รัปชั่นในระบบราชการทำกันอยู่ทั่วไป และทำเป็นกระบวนการ จะพบว่าการโกงในระบบราชการจะเกิดขึ้นซ้ำๆ ในรูปแบบเดียวกันทั่วประเทศ กระบวนการเหล่านี้จะเป็นไปได้และคงอยู่ได้ คือต้องได้รับการประสานงาน และการปกป้องคุ้มครองจากส่วนกลาง หรือผู้ที่มีอำนาจมากกว่าคนในพื้นที่ สุดท้ายแล้วก็ต้องมีการตอบแทนกันด้วยโดยเจ้าหน้าที่ระดับภูมิภาค จะต้องมีการส่งส่วยกลับคืนมาให้กับส่วนกลาง หรือคนที่เป็นผู้บังคับบัญชาของตัวเขา ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เป็นเรื่องเลวร้าย ฝังตัวอยู่ในสังคมและยากที่จะแก้ไขได้

"การทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย ผมเชื่อว่าจะต้องมีคนจากส่วนกลางของกระทรวง พม. มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถทำได้ เพราะคนที่รู้เห็นมีจำนวนมากจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำคนเดียว ฉะนั้นแล้วคณะกรรมการที่ รมว.พม. มีคำสั่งแต่งตั้งขึ้นมา ป.ป.ท. จะต้องทำงานร่วมกัน เพราะเป็นการคอร์รัปชั่นจำนวนมากขนาดนี้ และเมื่อมีการเชื่อมโยงมาถึงข้าราชการระดับสูงของกระทรวง พม. แล้ว ต่อไปนี้ ป.ป.ช.จะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมเพิ่มด้วยรวมถึง สตง. จะต้องเข้าไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชนจึงสมควรที่หน่วยงานต่างๆ ที่มีอำนาจหน้าที่จะต้องเข้าไปช่วยกันสร้างความชัดเจนให้สังคมรับทราบ" นายมานะกล่าว

นายมานะกล่าวว่า การตรวจสอบที่ดีที่สุดคือให้คนนอกทำหน้าที่นี้ ส่วนคนในหรือผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกระทรวง พม. จะต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ นอกจากนี้ เชื่อว่าการโกงเงินคนจนจะส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน แต่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพียงแต่ตอกย้ำให้คนเห็นว่าการทุจริต คอร์รัปชั่นยังมีอยู่มากในสังคมไทย ขณะนี้สิ่งที่คนสนใจมากคือปรากฏการณ์ที่นักศึกษาและอดีตลูกจ้าง ลุกขึ้นมาเปิดโปงการโกงทั้งหมด การกระทำของคนทั้ง 2 คนเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่เริ่มมีจิตสำนึกที่ดีในเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต ถ้ามีคนประเภทนี้มีอยู่มากๆ การทุจริตคอร์รัปชั่นจะหมดไปจากประเทศแน่นอน แต่ตอนนี้ยังมีน้อย อย่างไรก็ตามในส่วนขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นเรามีการติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด โดยเห็นเหตุการณ์ก็พยายามที่จะประชาสัมพันธ์ให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบรวมทั้งให้ประชาชนติดตาม ให้รู้เห็นแบบอย่างที่ดีเรื่องนี้ หากการทุจริตถูกพูดกันมากๆ ในวันข้างหน้า อาจจจะมีการกล้าเปิดโปงการทุจริต คอร์รัปชั่นในหน่วยงานอื่นๆ ตามมาอีกด้วย

30 police officers in 'ang pao' video on probation for 'minor misconduct' - THE NATION Issued date 5 March 2018

Thirty Bangkok policemen who queued to collect ang pao , the traditional distribution of money in red envelopes from another officer during Chinese New Year, were reprimanded and placed on probation pending further punishment for "minor misconduct", a senior police officer said yesterday.

Metropolitan Police Bureau commissioner Lt-General Charnthep Sesawet said a Metropolitan Police Area 7 investigation had found the 30 officers guilty of minor misconduct for taking money from Special Branch Division officer Pol Sub-Lieutenant Manas Termthanasak.

Manas, who is separately under investigation for dereliction of duty after having travelled abroad 96 times last year, has also been accused of involvement in "grey businesses" over the past decade, including with a gambling den.

Charnthep said the punished officers were 15 from Thammasala precinct, six from Bang Sao Thong, eight from Bang Yee Khan and one from Taling Chan.

The uniformed police queuing to wai Manas and take traditional red ang pao envelopes from him at his Thon Buri home last month were recorded and, when the video was leaked on the Internet, it elicited a public commotion because of the perceived malfeasance.

A Royal Thai Police regulation prohibits officers from visiting business establishments during annual festivals, especially the Lunar New Year, and collecting money, gifts or other benefits, which is deemed "inappropriate", although a National Anti-Corruption Commission rule allows civil servants to accept cash or items worth up to Bt3,000 as gifts.

เล็งฟ้องเพจดังกุข่าวรัฐยืมเงินกองทุนฯ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 4 มี.ค. นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวถึงกรณีมีเพจดังในโลกโซเชียล ได้เสนอ ผลสำรวจความคิดเห็นในประเด็น ปี 2558 คณะ รักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะรัฐบาล ได้ยืมเงินกองทุนประกันสังคมจำนวน 200,000 ล้านบาท และยังไม่คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยดังกล่าว ว่า ตนขอยืนยันว่า คสช. และรัฐบาลชุดปัจจุบัน ไม่เคยยืมเงินจากกองทุนประกันสังคมเลย อีกทั้งการลงทุนของสปส.เป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการประกันสังคมและตามที่กระทรวงการคลังกำหนด เชื่อว่าประเด็นดังกล่าวอาจจะเป็นการดิสเครดิตรัฐบาลชุดปัจจุบัน อย่างไรก็ตามสปส.จะมอบหมายให้กองกฎหมายพิจารณาข้อกฎหมาย เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า ผลการบริหาร การลงทุนของกองทุนประกันสังคมในปี 2560 ที่ผ่านมา ณ วันที่ 31 ธ.ค.60 สปส.มีเงินลงทุนจำนวน 1,762,095 ล้านบาท ประกอบด้วยเงินสมทบที่จัดเก็บจากผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาล จำนวน 1.24 ล้านล้านบาท และดอกผลจากการลงทุนสะสม 524,347 ล้านบาท ซึ่งเงินลงทุนดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการประกันสังคม ที่กำหนดกรอบการลงทุนในหลักทรัพย์เสี่ยงไม่เกินร้อยละ 40 และอยู่ภายใต้ค่าความเสี่ยงที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งสปส.สามารถสร้าง ผลตอบแทนกองทุนประกันสังคมได้ประมาณ 58,000 ล้านบาท โดยคำนวณผลตอบแทนตามมาตรฐานบัญชีภาครัฐคิดเป็นร้อยละ 5.07 และมีผลตอบแทนตามมูลค่าตลาดเท่ากับร้อยละ 6.01 ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยที่มีอัตราร้อยละ 0.67 และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารที่มีอัตราเฉลี่ยร้อยละ 1.37

"สำนักงานประกันสังคมจะได้นำผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนไปพัฒนาดูแลและคุ้มครองสิทธิประโยชน์ให้กับลูกจ้าง ผู้ประกันตน ให้ได้รับบริการที่ดีและได้รับประโยชน์สูงสุดจากระบบประกันสังคม เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ขณะเดียวกันยังจะนำไปสู่การยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวมของประเทศ โดยยึดหลักการดำเนินงานที่โปร่งใส และตรวจสอบได้" นายสุรเดช กล่าว.

คุรุสภาอุ้มครูปรีชา ไม่ได้ผิดวินัยร้ายแรง - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2561

โพสต์ทูเดย์ - คุรุสภาเผย "ครูปรีชา" ตกเป็นผู้ต้องหาคดีหวยอลเวง 30 ล้าน ยังไม่เข้าข่ายผิดจรรยาบรรณวิชาชีพร้ายแรง โทษไม่ถึงพักใบอนุญาต

นายสมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า เท่าที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้ติดตามกรณีของนายปรีชา ใคร่ครวญ ครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีสลากกินแบ่งรัฐบาล มูลค่า 30 ล้านบาท ขณะนี้ต้องถือว่าครูปรีชาไม่ได้มีพฤติกรรมที่ผิดต่อจรรยาบรรณวิชาชีพครูร้ายแรง คือไม่ได้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ไม่ได้ค้ามนุษย์ หรือละเมิดทางเพศ และไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ตามขั้นตอนต้องมีการกล่าวหาหรือกล่าวโทษ เบื้องต้นยังไม่ทราบแน่ชัดว่าการกระทำที่ผิดจรรยาบรรณวิชาชีพครูหรือไม่ จึงตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเพื่อตรวจสอบจรรยาบรรณวิชาชีพ หากชี้มูลว่าผิดมีโทษตั้งแต่ตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาต และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

ขณะที่ครูปรีชาและนางรัตนาพร สุภาทิพย์ หรือ เจ๊บ้าบิ่น แม่ค้าขายสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้ต้องหาในคดีดังกล่าวศาลอาญาได้มีคำสั่งให้ประกันตัวคนละ 1 แสนบาทโดยไร้เงื่อนไข

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: ราชการไทย แก้ไขไม่ได้เลยหรือ? - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561

ดร.มานะ นิมิตรมงคล

เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

ความล้มเหลวของคำสั่ง คสช. ที่ 21/2560 เรื่อง ห้ามหน่วยราชการเรียกสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน สูติบัตร และสำเนาเอกสารราชการ อื่นๆ จากประชาชนที่มาติดต่อขอรับบริการ แต่มีหน่วยงานเพียงร้อยละ 2.37 เท่านั้นที่สามารถปฏิบัติได้ ขณะที่อีกร้อยละ 44.71 ทำได้บางส่วนและร้อยละ 52.94 ไม่สามารถปฏิบัติได้เลยหลังจากออกคำสั่งไปตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. 2560 หรือ 9 เดือนที่แล้ว

มีประชาชนที่ทักท้วงแต่ได้รับคำตอบน่าตกใจ เช่น ถ้ามีสำเนาบัตรประชาชนมาก็ยื่นได้เลย แต่ถ้าให้ดึงข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ต้องรอครึ่งชั่วโมง หน่วยงานศุลกากรบางแห่งบอกให้รอไปสองสัปดาห์ก็มี บางหน่วยงาน ตอบน่าตาเฉยว่า ถ้าไปที่กรมทำได้แต่ที่หน่วยงานสาขานี้ทำไม่ได้

มีคำอธิบายว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะรัฐบาลไม่จริงจัง สักแต่ว่าสั่ง ไม่ติดตาม ให้เกิดผลสำเร็จ ข้าราชการจำนวนมากก็คิดแต่ว่าตนเป็นนายไม่ใช่ผู้รับใช้ให้บริการ เลยเห็นความเดือดร้อนยุ่งยากของชาวบ้านเป็นเรื่องธรรมดา บางคนทำงานจนชินไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไรหรือบางทีวิธีใหม่ๆ ก็อาจทำให้เขาเสียประโยชน์ เสียรายได้ไป บ้างก็กลัวว่าทำแล้วจะยุ่งยากหรือเกิด ความผิดพลาดจนมีปัญหาถูกร้องเรียน สู้ไม่ทำเสียดีกว่า เลยอ้างโน่นโทษนี่ ดึงเรื่องไปก่อนเพราะอีกไม่ช้าก็เปลี่ยนแปลงรัฐบาลแล้ว จะไปทำให้มากเรื่องทำไม

หน่วยงานที่ต้องปฏิบัติตามก็ไม่ใส่ใจ กฎหมายปฏิบัติไม่ได้หรือติดขัดอะไรก็นิ่งเฉยไม่รายงานไม่เร่งแก้ไข ยิ่งตอนนี้รัฐบาลหนุนหลังข้าราชการทุกเรื่องการเข้มงวดลงโทษจึงไม่ต้องเกรงกลัว สรุปไปเลยว่า รัฐบาลต้องรับผิดชอบที่ออกกฎหมายแล้วปฏิบัติไม่ได้

แต่วันนี้เรามาทบทวนกันดีไหมว่า "ถ้าหวังพึ่งแต่นายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีอีกไม่กี่คน มันจะทำอะไรได้สักแค่ไหน แล้ว 20 กระทรวงกับข้าราชการอีกสองล้านกว่าคนที่มีอยู่ไม่ต้องร่วมกันรับผิดชอบประเทศนี้เลยหรืออย่างไร"

มาคิดดีมองบวกให้มากขึ้น มาตรการเพื่อประชาชนเช่นนี้หากสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ทั้งชาวบ้านและคนทำมาค้าขายจะได้รับความสะดวก ลดภาระลดความกังวล เอาเวลาไปทำมาหากินหรือดูแลครอบครัวได้ มากขึ้น ข้าราชการก็ทำงานง่ายไม่ต้องวุ่นวายกับเอกสารกองโต มาตรการใหม่นี้ยังเป็นการบังคับให้ต้องปรับเปลี่ยนวิธีทำงาน ขั้นตอนระบบงานต่างๆ ต้องเปลี่ยนแปลงให้ชัดเจนและเชื่อมโยงถึงกัน เครื่องมือและเทคโนโลยีก็ต้องพัฒนาให้ทันสมัย ซึ่งหมายถึงวันข้างหน้าหากต้องการยกระดับปรับปรุงหรือพัฒนาเรื่องอื่นๆ อีกก็จะทำง่ายขึ้น สรุปแล้วเป็นผลดีกับทุกคน

อันที่จริงเรื่องการออกกฎหมายแล้วไม่มีการปฏิบัติตามหรือบังคับใช้ไม่ได้นี้ มีให้เห็นมาทุกยุคสมัย อย่างการห้ามราชการเรี่ยไรเงินพ่อค้า จัดกอล์ฟการกุศลจัดโบว์ลิ่ง ปัญหากฎจราจรก็มีให้เห็นกันอยู่ในชีวิตประจำวันถึงขนาดขัดรัฐธรรมนูญก็ยังทำให้รู้เห็นไปทั่ว จนทุกคนชินชาแม้จะรู้ดี ว่าไม่ถูกต้อง แต่ไม่แก้ไข ประชาชนเองก็สับสนไม่รู้ว่าอะไรถูกผิดหรือถึงรู้ก็ทำอะไรไม่ได้ กลายเป็นปัญหาหมักหมม ผู้คนเบื่อหน่ายที่จะต่อสู้หรือพูดถึง และเป็นที่มาของคำเปรียบเปรยว่านี่แหละคือ "มะเร็งร้ายที่ลุกลามกัดกินสังคมไทยจนเข้าขั้นวิกฤต"

เรามักพูดถึงคนสิงคโปร์ ที่ช่วยกันเปลี่ยนเกาะเล็กๆ และขาดแคลนให้เป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ในเวลาไม่กี่สิบปี แซงไทยแซงคนทั้งเอเชีย จนใครๆ ก็ยอมรับในความขยัน ชาตินิยมและมีวินัย แต่ดูแล้วคนของเขาก็ไม่ได้ต่างไปจากไปกว่าคนไทยมิใช่หรือ

หันมองบ้านเรา พอมีปัญหาอะไรมันแก้ยากเพราะเราปฏิบัติต่อกัน อย่างขาดวินัย ขาดความรับผิดชอบ มุ่งจับผิดหาเรื่องจนคนเก่งคนดีต่างกลัว ไปหมด ครั้นออกกฎหมายใหม่มาบังคับก็ไม่เข้มงวดไม่เป็นธรรมหรือมองข้ามผลประโยชน์ส่วนรวม อย่างนี้กฎหมายก็ติดขัดกลายเป็นปัญหาอีก

วันนี้ดิจิทัลกำลังเขย่าโลก คนไทยกำลังต้องการปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปการต่อต้านคอร์รัปชั่นที่เป็นงานใหญ่ ดังนั้นน่าจะเป็นเวลาที่ทุกคนควรคิดให้ยาวคิดให้ลึก แล้วเอาสิ่งดีๆ ที่มีในตัวมาสร้างประเทศ รัฐบาลทำงานให้เกาะติดมากขึ้น เจ้าหน้าที่ของรัฐเลิกลอยตัวแล้วมาช่วยกันเป็นมดงาน ประชาชนก็มาช่วยคิด ตรวจสอบและเสนอแนะว่าอะไรดี ใครจะจับผิดวิพากษ์วิจารณ์ก็ทำแต่พอควร

สังคมที่มีความรักความอบอุ่น ทุกคนต้องช่วยเหลือและเห็นอกเห็นใจ การสร้างอนาคตของประเทศก็เช่นกัน

บทความนี้ผู้เขียนขอขอบคุณข้อคิดเห็นดีๆ ของท่านอาจารย์วิชา มหาคุณ คุณประยงค์ ปรียาจิตต์ คุณไชยณัฐ เจติยานุวัตร และคุณช่อผกา วิริยานนท์

คอลัมน์ คิดเหนือกระแส: ฤๅประเทศไทยจะไม่พ้นการโกงกิน - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2561

รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา

ข่าวการโกงกินของข้าราชการและนักการเมืองในประเทศไทยของเรามีให้ได้ยินได้ฟังอยู่เนืองๆ ทั้งเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น สำนึกทางด้านศีลธรรมจริยธรรมหายไปไหนหมด การศึกษาไม่ได้ช่วยอะไรเลยหรือ ครูที่สอนหนังสือได้สอนหลักธรรมนำชีวิตให้แก่ลูกศิษย์บ้างหรือไม่ ผู้นำในวงการต่างๆ ทั้งการเมือง ข้าราชการประจำ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรเอกชนยังคงมีคนที่จะเป็นแบบอย่างของคนที่ซื่อสัตย์สุจริตเหลืออยู่บ้างไหม โครงการต่างๆ ของรัฐทั้งที่รัฐบาลอันมีนักการเมืองเป็นผู้กำกับและที่ ข้าราชการประจำเป็นผู้กำกับ หรือโครงการจัดซื้อจัดจ้างของ รัฐวิสาหกิจจะต้องมีเรื่องการโกงกินให้เป็นที่รับรู้ของประชาชน แม้ไม่ใช่ 100% แต่ก็มากพอที่จะเป็นปัญหาของการพัฒนาประเทศชาติ และทำให้ประชาชนผู้ต้องเสียภาษีรู้สึกเสียดายเงินภาษีที่ต้องจ่ายให้แก่ทางการ และในบางเรื่องที่การโกงกินเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนยากจน คงไร้ที่พึ่ง คนพิการ และคนที่เจ็บป่วย ประชาชนที่รับรู้ก็จะรู้สึกหดหู่ แล้วตั้งคำถามว่าคนพวกนั้นเขาทำไปได้อย่างไร เราไม่คิดบ้างเลยหรือว่าเขาซ้ำเติมผู้ด้อยโอกาสที่ตกทุกข์ได้ยาก มันผิดทั้งอาญา วินัย และทางธรรม

หากใครติดตามการโกงกินที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราก็จะพบว่าพวกเขามีวิธีการต่างๆ มากมาย คนที่เป็นรัฐบาลเขาก็ออกนโยบายที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนที่สร้างโอกาสให้เขาสามารถได้รับผลประโยชน์อันมิควรได้ และทำให้บริษัทธุรกิจของเขาได้เปรียบในการแข่งขัน ทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนั้นแล้วพวกเขาก็จะแสวง หาเงินทดแทนจากโครงการต่างๆ ที่พวกเขาคิดขึ้นให้เกิด งบประมาณ จนมีนักการเมืองบางคนมีฉายา "จอมโครงการ" เพราะท่านชอบคิดโครงการให้เกิดงบประมาณที่ท่านจะได้เงิน ทอนจากผู้ที่ได้งานจริงของรัฐ เงินทอนที่ได้กันนั้นเริ่มต้นที่ 10% จนปัจจุบันมาอยู่ที่ 30% เป็นส่วนใหญ่แล้ว นอกเหนือจากเงินทอนแล้ว เอกชนที่ได้งานจากรัฐวิสาหกิจยังต้องเตรียม เงินไว้อีกจำนวนหนึ่ง ไว้ตอบสนองคำปรารภของผู้มีอำนาจอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้าง เช่น เมื่อปรารภว่า "ลูกสาวจะไปเที่ยวฮ่องกง" ก็ต้องเตรียมตั๋วเครื่องบินให้ ถ้าเขาปรารภว่า "เมียอยากได้กระเป๋าหลุยส์" ก็ต้องหาคนซื้อจากฝรั่งเศสมาให้ การจ่ายเงินทอนและการตอบสนองคำปรารภทำให้พวกเขาต้องขายของให้รัฐในราคาที่สูงกว่าปกติ เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณอย่างไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม

ระยะหลังนี้การโกงกินของนักการเมืองเลยเถิดจากการแสวง หาเงินทอนมาเป็นการใช้เงินหลวงสร้างตึก สร้างอาคาร สร้าง สาธารณูปโภค แล้วออกนโยบายสัมปทานให้เอกชนมาดำ เนินการแทนภาครัฐ และคนที่ได้สัมปทานก็จะไม่ใช่ใครอื่น ไกล แต่จะเป็นพรรคพวก หรือตัวแทนหุ่นเชิดของเขานั่นเอง การเข้าฮุบสมบัติของแผ่นดินเป็นของตนเองนั้นยังมาในรูปแบบของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นเอกชน มีการขายหุ้น ให้เอกชน แล้วคนที่ได้หุ้นไปเป็นจำนวนมากๆ ก็ไม่ใช่ใคร อื่นไกล พวกของเขาเอง มีทั้งตัวจริงและตัวแทนหุ่นเชิด เวลาที่มีการประเมินราคาหุ้นก็ประเมินต่ำเตี้ยเรี่ยดินเพื่อให้ หุ้นที่นำออกมาขายนั้นมีราคาถูก เพื่อพวกเขาจะได้ซื้อหุ้นใน ราคาถูกๆ และแล้วอีกไม่นาน ราคาหุ้นดังกล่าวก็จะสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้พวกเขามีกำไรจากการมีหุ้นในรัฐวิสาหกิจที่มีการแปรรูป

นอกจากการทำโครงการภาครัฐแล้วก็ยังมีการโครงการ ในแวดวงรัฐวิสาหกิจที่มีการจัดซื้อจัดจ้างให้มีการทำโน่นทำนี่ ทั้งการประชาสัมพันธ์ และการโฆษณา (ที่ไม่จำเป็น) การซื้ออะไหล่ ที่มีคนของผู้มีอำนาจไปนั่งเป็นผู้ว่าฯ บ้าง เป็นกรรม การบ้าง เรียกว่าตรงไหนมีโอกาสที่จะหาเงินเข้ากระเป๋าผู้มี อำนาจพวกเขาก็จะทำกัน โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย ไม่เกรง ใจประชาชนผู้เสียภาษี จนบางครั้งการโกงกินเหล่านี้กลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ประชาชนบางคนไม่อยากเสียภาษี

หน่วยงานราชการก็ใช้อำนาจในการเป็นผู้ดำเนินการเรื่องเก็บค่าธรรมเนียมที่ไม่มีกำหนดในระเบียบ แล้วเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ นั้นเป็นกระเป๋าตัวเอง ในขณะเดียวกันก็มีการเรียกเงินทอนในการจัดซื้อจัดจ้าง การเรียกเก็บเงินเพื่อเร่งรัดการยื่นขอใบอนุญาตหรือการอนุมัติอะไรบางอย่าง การให้ความช่วยเหลือผู้ประมูลงานของรัฐให้ได้งาน เรื่องต่างๆ เหล่านี้มีให้เห็นอยู่เป็นประจำ จนทำให้นักวิชาการบางคนยอมรับว่า การโกงกินในแวดวงราชการนั้นเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคมไทย รื้อยาก ทำลายยาก แม้ว่าจะมีความพยายามของกลุ่มประชาชนบางกลุ่ม

หน่วยงานที่เป็นผู้รักษากฎหมาย เป็นอีกหน่วยงานหนึ่ง ที่ประชาชนมองเห็นการโกงกินอย่างชัดเจน ดูได้จากการดำ รงอยู่ของบ่อน ซ่อง ผับบาร์ที่เปิดเกินเวลา พ่อค้าแม่ค้าที่ขายของในที่ห้ามขาย การค้าของเถื่อน การเปิดตลาดเถื่อน การจอดรถในที่ห้ามจอดโดยไม่โดนใบสั่ง ภาพเหล่านี้ทำให้ประชาชนอดคิดไม่ได้ว่า ธุรกิจและการกระทำที่ผิดกฎหมายเหล่านี้อยู่ได้ เพราะมีการจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย เรียบร้อยแล้ว เป็นการปิดหูปิดตาเจ้าหน้าที่ ให้เอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ปล่อยให้มีการทำผิดโดยไม่มีการป้องปรามหรือปราบปรามแต่อย่างใด เป็นเหตุทำให้คนไทยบางคนมองว่ากฎหมายไทยไม่ศักดิ์สิทธิ์

ในเวลานี้มีเรื่องต่างๆ มากมายที่ทำให้ประชาชนเคลือบ แคลงเรื่องความโปร่งใส ทั้งเรื่องเงินทอนวัด เรื่องนาฬิกาหรู เรื่องตลาดเถื่อน เรื่องค้ามนุษย์ เรื่องการยิงเสือดำในป่าที่ห้ามไม่ให้มีนักท่องไพรเข้าไป เรื่องหวย 30 ล้านที่มีตำรวจผู้ทำคดีในท้องที่มีส่วนเข้าไปพัวพัน รัฐบาลต้องทำให้เรื่องเหล่านี้กระ จ่างแจ้ง ให้หลุดพ้นจากความคลางแคลง ในยุค Social media การนิ่งเฉย ไม่รายงานความคืบหน้า คงไม่ใช่แนวทางของการบริหารที่ดีอีกต่อไป เพราะถ้าหากรัฐบาลไม่ทำ มือคีย์ บอร์ดใน Social media เขาจะทำหน้าที่นี้เอง และเมื่อพวกเขานำความจริงมาตีแผ่ รัฐบาลก็จะเสียหน้า และถูกมองว่า ไม่เอาจริงเอาจังกับการปราบทุจริต.

6 ทิศทาง CSR ปี'61 'ให้' มากกว่าที่สังคม 'ร้องขอ' - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561

"ขอบเขต CSR จากการคานึงถึงภูมิทัศน์ หรือพื้นที่ความรับผิดชอบต่อสังคม ต้องครอบคลุม ดิจิทัศน์ หรืออาณาเขต ที่เป็นความรับผิดชอบต่อสังคมออนไลน์"

เมื่อทิศทางความรับผิดชอบต่อสังคมไม่ได้เพียงเพื่อตอบโจทย์ในแง่ของการรับผิดชอบต่อชุมชนแวดล้อมสถานประกอบการ หรือตอบสนองต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเท่านั้น แต่ต้องตอบโจทย์สากลของโลก

ขณะเดียวกันวิถีของการดำเนินกิจการอย่างรับผิดชอบต่อสังคมในหนึ่งธุรกิจอาจเป็นได้มากกว่าหนึ่งแนวทาง เพื่อให้ครอบคลุมกับธุรกิจที่เติบใหญ่ และขยายวงไปยังผู้เกี่ยวข้องมากที่สุด จนเรียกว่าเป็น "มณฑลแห่งความยั่งยืน" ในที่สุด สถาบันไทยพัฒน์ ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่มุ่งเน้นงานส่งเสริมความยั่งยืนของกิจการ และร่วมขับเคลื่อนเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ได้ประมวลแนวทางการสร้างความยั่งยืนของกิจการ โดยบูรณาการแนวคิดสำคัญ 7 รูปแบบ คือ การกำกับดูแลกิจการ (CG) เรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ (CSR) การสร้างคุณค่าร่วม (CSV) การพัฒนาที่ยั่งยืน (SD) วิสาหกิจเพื่อสังคม (SE) และธุรกิจเพื่อสังคม (SB) ซึ่งมีการเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ

สำหรับองค์กรที่มีการดำเนินการเพื่อความยั่งยืน หรือกำลังจะเริ่มดำเนินการ "ทิศทาง CSR ประจำ ปี 2561" ที่นำเสนอโดย "ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ" ประธาน สถาบันไทยพัฒน์ ซึ่งประกอบไปด้วย 6 ทิศทางที่สำคัญ ที่ฉายให้เห็นความเคลื่อนไหวใหม่ ๆ และแนวทางปฏิบัติที่ชัดขึ้น น่าจะเป็นทางเลือกสำหรับนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้เป็นอย่างดี

- ทิศทางที่ 1 new CG code จากการสร้างความเชื่อมั่น สู่การสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน

ผลจากที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออก "หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี สำหรับบริษัทจดทะเบียน" (corporate governance : CG code) ฉบับใหม่ (ปี 2560) ซึ่ง CG code ฉบับใหม่มีการปรับปรุงเพื่อให้การสร้างคุณค่ากิจการอย่างยั่งยืนแทรกเป็นเนื้อเดียวกับการประกอบกิจการ รวมถึงมีการนำหลัก apply or explain มาให้องค์กรปรับใช้ได้ตามความเหมาะสมของธุรกิจ หากใช้วิธีปฏิบัติอื่นที่ดีกว่า ควรบันทึกเหตุผลและการปฏิบัติอื่นนั้นไว้ด้วย

- ทิศทางที่ 2 first ESG code ก้าวสู่ธรรมาภิบาลการลงทุนที่รับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการลงทุน

ในปี 2561 I code หรือ "หลัก ธรรมาภิบาลการลงทุน สำหรับผู้ลงทุนสถาบัน" (investment governance code) ออกโดย ก.ล.ต. จะเพิ่มแรงผลักดันต่อกิจการในตลาดหลักทรัพย์ฯมากขึ้น โดยผู้ลงทุนสถาบันสามารถผลักดัน ให้มีการปรับปรุงแก้ไข หากกิจการมีประเด็นปัญหาในเรื่องธรรมาภิบาล เพื่อให้ดำเนินการในประเด็น ESG เข้มข้นยิ่งขึ้น

- ทิศทางที่ 3 GRI first standard จากแนวทาง สู่มาตรฐาน การรายงานแห่งความยั่งยืน

กลางปี 2561 "มาตรฐานการรายงานแห่งความยั่งยืน" หรือ "sustainability reporting standards" จะมีผลบังคับใช้ ทำให้องค์กรที่เคยมีการจัดทำรายงานตามฉบับ G4 ต้องปรับมาอ้างอิงตามมาตรฐาน GRI แทน

- ทิศทางที่ 4 new SDG business blueprint จากการสร้างหุ้นส่วนความร่วมมือ สู่การพัฒนาการนำองค์กร

UN Global Compact ได้ออกเอกสาร Blueprint for Business Leadership on the SDGs เพื่อให้ภาคธุรกิจนำพิมพ์เขียวเพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน

- ทิศทางที่ 5 shared value innovation จากเสียงขานรับให้ ประกอบการ สู่เสียงขานรับให้เติบใหญ่

ในปีนี้ คาดหมายว่า กิจการที่ต้องการฉันทานุมัติจากชุมชนเพื่อให้ธุรกิจเติบโต จะคิดค้นนวัตกรรมคุณค่าร่วม เพื่อมอบประโยชน์แก่ธุรกิจและสังคมจากการขยายกิจการเพิ่มมากขึ้น

- ทิศทางที่ 6 corporate digizenship จากภูมิทัศน์ สู่ดิจิทัศน์

ขอบเขตเรื่อง CSR จากการคำนึงถึงภูมิทัศน์ (landscape) หรือพื้นที่ความรับผิดชอบต่อสังคม ต้องครอบคลุม ดิจิทัศน์ (digiscape) หรืออาณาเขตที่เป็นความรับผิดชอบต่อสังคมออนไลน์มากขึ้น อาทิ การมี นโยบาย/มาตรการป้องกัน และเยียวยาความเสียหายทางดิจิทัล

ขณะที่เวทีเสวนาเรื่อง "มณฑลแห่งความยั่งยืน""The Sphere of Sustainability" โดย "วรณัฐ เพียรธรรม" ผู้อำนวยการ สถาบันไทยพัฒน์ และ "ฌานสิทธิ์ ยอดพฤติการ" วิทยากร สถาบันไทยพัฒน์ ได้เน้นย้ำถึงแนวทางที่จะนำไปสู่มณฑลแห่งความยั่งยืน โดย "วรณัฐ" เริ่มต้นโดยการขยายความ ถึงคำว่า มณฑลแห่งความยั่งยืน (the sphere of sustainability) ว่า จะเกิดได้เมื่อองค์กรดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งความยั่งยืนครอบคลุมกิจการของตน ผลกระทบที่เกิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

ซึ่งการไปสู่จุดหมายดังกล่าวมีหลายแนวทาง และแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้ในอีก 10 ปีข้างหน้า

"แนวทางการสร้างความยั่งยืนของกิจการ จะไม่หนีไปไหน โดยมีแนวคิดสำคัญ 7 แนวทาง คือ การกำกับดูแลกิจการ (CG) เรื่อง สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ (CSR) การสร้างคุณค่าร่วม (CSV) การพัฒนาที่ยั่งยืน (SD) วิสาหกิจเพื่อสังคม (SE) และธุรกิจเพื่อสังคม (SB) แต่ละแนวทางไม่สามารถใช้แทนกัน แต่องค์กรต้องค้นหาวิธีการที่เหมาะสม แล้วดำเนินการอย่างเป็นองค์รวม เพื่อให้เกิดสถานะที่ยั่งยืน" เช่น จากเดิมที่บริษัทเคยทำ CSR เป็นหลัก เพราะเน้นความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่เพื่อให้มีความน่าสนใจต่อนักลงทุน ก็ต้องเพิ่ม ESG เข้ามา ดังนั้นองค์กรหนึ่ง สามารถทำได้มากกว่าหนึ่งแนวทาง และไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับรูปแบบองค์กร"

สำหรับธุรกิจที่กำลังเริ่มต้น ว่าควรจะไปทิศทางไหน "วรณัฐ" แนะว่ามี 3 หลักเกณฑ์ คือ

1.define your sphere ดูว่าองค์กรทำอะไร และดูใครคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

2.recognize norm/expectation ดูมาตรฐาน/ความคาดหวังของสังคม หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในขณะนั้นอยู่ เสมอ

3.perform organizational roles ประเมินการปฏิบัติ เพื่อจะได้เห็นช่องว่างชัดเจน แล้วนำมาสื่อสารกับ คนในองค์กรเพื่อให้เกิดแนวทาง เดียวกัน ส่งผลให้เกิดความยั่งยืนในการดำเนินการ

สุดท้ายได้เน้นย้ำว่า ธุรกิจไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็ก หรือบริษัทจดทะเบียน อย่างน้อยจะต้องทำ CSR เพราะเมื่อมีการทำธุรกิจย่อมมีผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะต่อคน สิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคมก็เพื่อให้ ธุรกิจยังดำเนินต่อไปได้ เพราะธุรกิจไม่สามารถเติบโตได้ ภายใต้สังคมที่ล่มสลายนั่นเอง

ด้าน "ฌานสิทธิ์" ได้ยกกรณีตัวอย่าง ชี้ให้เห็นถึงความตระหนักของสังคม รวมทั้งผู้ลงทุนต่อความรับผิดชอบต่อสังคม ธรรมาภิบาลของกิจการ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทาง CSR 2561

ตัวอย่างแรก คือ กรณีของผู้บริหารของ Black Rock ลอเรนซ์ ดี. ฟิงก์ ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารด้านการลงทุน ของบริษัทด้านการลงทุนยักษ์ใหญ่ของอเมริกา ได้ร่อนจดหมายถึงผู้บริหารองค์กรต่าง ๆ ว่าหากต้องการการสนับสนุนด้านการลงทุนจาก Black Rock นอกจากแสดงข้อมูลทางการ เงินแล้ว ต้องแสดงความรับผิดชอบ ต่อสังคมด้วย สะท้อนการกดดัน ESG จากนักลงทุนอย่างชัดเจน

กรณีที่สอง คือ Kokoboard ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายเล็กที่ผลิตแผ่นบอร์ด ที่รับซื้อเศษแกลบ ขี้เลื่อยจากชาวนา โรงสีต่าง ๆ สร้างรายได้แก่เกษตรกร สามารถกำจัดขยะ ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เชื่อมโยงกับชุมชนในพื้นที่ เกิดความยั่งยืน ซึ่งตรงกับ SDGs ในข้อ 1 (ขจัดความยากจน), 15 (การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก) และ 17 (ความร่วมมือเพื่อการ พัฒนาที่ยั่งยืน) ตามลำดับ ไม่เพียง เท่านั้น ยังเป็นการพิสูจน์ว่า กิจการขนาดเล็กก็สามารถดำเนินการด้านความยั่งยืนได้

ทั้งสองกรณีที่หยิบยกมาเป็นตัวอย่าง ก็เพื่อให้เห็นภาพบรรยากาศสังคมทั้ง ใน และต่างประเทศ ซึ่งไหลตรงไปสู่แนวทางการสร้างความยั่งยืน และแนวทางเหล่านี้ มีรูปแบบที่หลากหลาย สามารถปรับใช้กับทุกขนาดธุรกิจ ให้ทุกองค์กรได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมนั่นเอง

Bangkok Post: PM drops ball in graft fight - BANGKOK POST Issued date 5 March 2018

Corruption has hit what is surely one of the lowest points ever in the country. Credible reports have highlighted the low crime of state employees stealing from the poorest and most vulnerable people in the country. When the Public Sector Anti-Corruption Commission (PACC) confirms the breath-taking details around the end of the month, it will be a shocking and a sad day. As the head of a civil society group said last week, the welfare embezzlement scandal indicates huge failures by both the current government and the moribund anti-corruption groups it appointed.

The outright and quite brazen theft of welfare funds meant to be paid to destitute citizens is outrageous. Prime Minister Prayut Chan-o-cha seems to believe that simply transferring the top two civil servants at the Ministry of Social Development and Human Security is an impressive start to an investigation. If anything, it's another indication by the self-appointed top law enforcement officer that he has no intention of leading the battle against corruption. Adul Kiewboriboon, head of the 1992 May Heroes Relatives Committee, told a recent seminar that the regime has failed the test.

It is a curious, although stable policy by Gen Prayut. While he promised at the time of his coup d'etat to wipe out corruption, his personal actions never have lived up to these vows. From the beginning, Gen Prayut has been consistent about this. He has punted every high profile case. In early days, his brother Gen Preecha was in hot water over his assets declaration. The prime minister did not talk to his brother, but he also failed to show the public his intention to fight corruption at the top.

His current corruption millstone is Gen Prawit Wongsuwon. The first deputy prime minister and minister of defence is embroiled in one million dollars worth of alleged asset concealment involving 25 luxury wristwatches, which now has escalated into a refusal to cooperate. The National Anti-Corruption Commission (NACC) has dawdled on the case from the beginning. As of last week, it has sent three "final deadlines" and issued four written "requests" that Gen Prawit tell them about the costly watches.

Here, again, Gen Prayut has not just refused to face a case of alleged corruption at the very top of government. He has said he expects the NACC to apply the law. It now is clear that the top officers of the NACC, appointed by Gen Prayut's National Council for Peace and Order (NCPO), have no intention of pressing the case and making the second most powerful man in government accountable.

If there is to be a war on corruption, as Gen Prayut has stated to the public, it requires a leader. There are so many options open to the prime minister that it is a shame he has refused to act. He owns the most powerful bully pulpit in decades, and could remonstrate with the recalcitrant NACC in public. For another example, he has the power to remove the chief of that group, who has personal and professional ties to Gen Prawit and others in the Wongsuwon family.

It is disappointing to see Gen Prayut's public inaction on a subject where he promised dramatic change. Almost any action he could take would win public approval across the board. His reluctance to address the odious theft of poor people's money by government employees should have brought instant action involving the Ministry of Social Development and Human Security.

Instead, minister Gen Anantaporn Kanjanarat has also remained out of the picture. The two civil servants were moved to try to prevent their interference in the investigation - interference that has already taken place at many levels.

Gen Prayut should step up and take a firmer hand in actual corruption cases. Indeed, it is vital he do so in cases where his own family and ministers are involved or send a message that the corruption fight is not especially important.

"It is disappointing to see Gen Prayut's public inaction on a subject where he promised dramatic change."

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: ติดดาบ ก.ล.ต.คุม บจ. - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561

สุนันท์ ศรีจันทรา

การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบ ร่างพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฉบับใหม่ เพิ่มอำนาจและบทบาทสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการกำกับดูแลตลาดทุน โดยสาระสำคัญประเด็นหนึ่งคือ การให้อำนาจ ก.ล.ต.สั่งจัดประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทจดทะเบียน

ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯฉบับใหม่ ก.ล.ต.มีอำนาจการจัดประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทจดทะเบียน กรณีที่การบริหารงานของบริษัทจดทะเบียนอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน โดยสั่งให้กรรมการ ผู้บริหาร เลขานุการ หรือบุคคลใดจัดประชุม

การเพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. ในการแทรกแซงการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน กรณีการจัดประชุมผู้ถือหุ้น เป็นผลพวงจากบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง ไม่สามารถจัดประชุมผู้ถือหุ้นได้ เนื่องจากฝ่ายบริหารบริษัทบิดพลิ้ว ด้วยข้ออ้างต่างๆ ส่งผล กระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท

บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น IFEC น่าจะเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดการผลักดันการเพิ่มอำนาจ ก.ล.ต.ในการจัดประชุมผู้ถือหุ้น

เพราะผู้บริหาร IFEC ชุดปัจจุบัน ไม่ยอมจัดประชุมผู้ถือหุ้น โดยอ้างว่า ไม่มีประธานกรรมการบริษัท ส่งผลให้การดำเนินงานของบริษัทเกิดชะงักงัน การแก้ปัญหาหนี้ไม่มีความคืบหน้า งบการเงินไม่สามารถนำส่งตลาดหลักทรัพย์ได้ ขณะที่หุ้นถูกพักการซื้อขายมากกว่า 1 ปีเศษ

ผู้ถือหุ้นรายย่อย IFEC จำนวนกว่า 27,000 รายอยู่ในสภาพต้องทนทุกข์ทรมาน เพราะไม่รู้อนาคตของบริษัท

นอกจากนั้น ยังมีบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งที่ฝ่ายบริหารฯ พยายามบ่ายเบี่ยงการจัดประชุมผู้ถือหุ้น แม้ผู้ถือหุ้นจะรวมตัวกันเรียกร้องขอให้เปิดประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อซักถามปัญหาต่างๆ และร่วมกันกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาก็ตาม เช่นบริษัท โพลารีส แคปปิตัล จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น POLAR

ฝ่ายบริหาร POLAR อ้างเหตุผลบ่ายเบี่ยงข้อเรียกร้องของผู้ถือหุ้นที่เสนอเปิดประชุมผู้ถือหุ้น จนกระทั่งบริษัทล่มสลาย ต้องยื่นขอฟื้นฟูกิจการ และถูกสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โดยผู้ถือหุ้นรายย่อยกว่า 11,110 ราย ไม่มีใครรู้ฐานะทางการเงินที่เลวร้ายของบริษัทก่อน ไม่รู้ว่าบริษัทมีหนี้สินล้นพ้นตัว

มารู้พร้อมๆ กัน เมื่อกิจการล้มละลายไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ภาวะหนี้สินล้นพ้น ยังเป็นปมที่ ก.ล.ต.กำลังตรวจสอบการมีอยู่จริงของหนี้ POLAR เพราะอาจมีการสร้างเจ้าหนี้เทียมขึ้นมา

IFEC และ POLAR หรือบริษัทจดทะเบียนอีกหลายแห่ง อาจไม่ต้องล่มสลาย หรือได้รับการแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที ไม่ต้องอยู่ในฐานะบริษัทจดทะเบียนตายซากก็ได้ ถ้ามีการจัดประชุมผู้ถือหุ้น โดยเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นเป็นผู้กำหนดชะตากรรม กำหนดนโยบาย วางแนวทางการแก้ปัญหา หรือเปลี่ยนคณะกรรมการบริษัทยกชุด

และคัดเลือกกรรมการชุดใหม่ที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต บริหารงานโดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเข้ามาทำหน้าที่แทน โดยโละทิ้งกรรมการที่มีพฤติกรรมผ่องถ่ายเงิน โกงผู้ถือหุ้น หรือเป็นเพียงมือปืนรับจ้างนักลงทุนรายใหญ่ สูบเงินจากบริษัทจดทะเบียนจนเจ๊งคามือ

ผู้ถือหุ้นรายย่อยหลายบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง อาจเห็นพฤติกรรมของกรรมการบริษัทฯแล้ว และเห็นว่า กิจการไปไม่รอดแน่ ถ้าปล่อยให้กรรมการชุดเดิมบริหารต่อไป จึงเคลื่อนไหวขอเปิดประชุมผู้ถือหุ้น

แต่ถูกฝ่ายบริหารบริษัทหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยง จนสุดท้ายบริษัทต้องล่มสลาย โดยที่กรรมการและผู้บริหารบริษัทไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ต่อความเสียหายของ ผู้ถือหุ้น

หลังจากร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ กรรมการหรือผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน ไม่อาจบิดพลิ้วการจัดประชุมผู้ถือหุ้นได้อีกแล้ว

เพราะ ก.ล.ต.มีอำนาจเต็มในการสั่งจัดประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งจะทำให้การแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้นใหญ่กับผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือข้อพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้นใหญ่กับผู้ถือหุ้นรายย่อย และการแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในบริษัทจดทะเบียนจะเป็นไปอย่างรวดเร็วทันสถานการณ์

ร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฉบับใหม่ เป็นการติดดาบให้ ก.ล.ต. และถ้ามีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ IFEC จะเป็นบริษัทจดทะเบียนแห่งแรกที่ถูกสั่งจัดประชุมผู้ถือหุ้นประเดิมเป็นรายแรก

และกรรมการ IFEC อาจเป็นกรรมการบริษัทจดทะเบียนแห่งแรกที่ถูกผู้ถือหุ้นรายย่อยโละทิ้ง.

(ฉบับพรุ่งนี้อ่าน การออกกฎหมายควบคุมการออกวอร์แรนต์และเพิ่มทุน ป้องกันการสูบเงินจากตลาดหุ้น)

คอลัมน์ มุมข้าราชการ: จริยธรรมสำคัญ - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2561

"ซี.12"

ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระได้ร่วมกันกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561ขึ้นมาแล้ว

ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 219 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่30มกราคม2561โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปซึ่งมีสาระสำคัญประกอบด้วย4หมวดดังนี้

1.มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ 1.1ต้องยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย 1.2ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ 1.3ต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน 1.4ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ 1.5ต้องไม่ขอไม่เรียกไม่รับทรัพย์สินของขวัญของกำนัลหรือประโยชน์อื่นใดที่อาจทำให้กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่เว้นแต่เป็นการรับจากการให้โดยธรรมจรรยาและการรับที่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายระเบียบหรือข้อบังคับให้รับได้

2.มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก 2.1ไม่กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม 2.2 ยึดมั่นหลักนิติธรรมและประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดี 2.3 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม 2.4รักษาไว้ซึ่งความลับรวมทั้งเคารพต่อมติของที่ประชุมและเหตุผลของทุกฝ่ายอย่างเคร่งครัด 2.5ให้ข้อมูลข่าวสารตามข้อเท็จจริงโดยไม่บิดเบือน 2.6ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายขององค์กร 2.7ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งไม่ปล่อยปละละเลยหรือยินยอมให้บุคคลในครอบครัวหรือที่อยู่ในกำกับดูแลของตนเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่อาจทำให้กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตน 2.8ไม่คบหาสมาคมกับผู้มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสียอันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ 2.9ไม่กระทำการอันมีลักษณะเป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ

3.จริยธรรมทั่วไป 3.1ปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างเต็มกำลังความสามารถและยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมโปร่งใสและตรวจสอบได้ 3.2อุทิศเวลาแก่ทางราชการไม่เบียดบังเวลาราชการ 3.3ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความเต็มใจให้บริการด้วยความรวดเร็วเสมอภาคถูกต้องโปร่งใสปราศจากอคติ 3.4ดูแลรักษาและใช้ทรัพย์สินของทางราชการอย่างประหยัดคุ้มค่า 3.5รักษาความลับของทางราชการตามกฎหมาย 3.6ปฏิบัติกำกับดูแลหรือบังคับบัญชาเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลการงบประมาณและการดำเนินการอื่นให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบและระบบคุณธรรม

4.การฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม 4.1 การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามในหมวด 1 ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรงการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามในหมวด 2 และหมวด 3 จะถือว่ามีลักษณะร้ายแรงหรือไม่ให้พิจารณาถึงพฤติกรรมของการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติเจตนาและความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดจากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัตินั้น 4.2 การดำเนินการแก่บุคคลตามข้อ 3 (ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมาชิกวุฒิสภาและคณะรัฐมนตรี)ว่ากระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมนี้ให้เป็นไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญกฎหมายระเบียบหรือข้อบังคับว่าด้วยการนั้น

ทางฝ่ายราชการพลเรือนนั้นรู้สึกว่าจะเสร็จแล้วในระดับหนึ่งซึ่งคงจะประกาศออกมาอีกครั้ง

คอลัมน์ Amazing AEC: คอร์รัปชั่นใน AEC (2) - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2561

เกษมสันต์ วีระกุล

อาทิตย์ที่แล้วผมไล่เรียงให้เห็นคะแนนดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นของ CLMV ไปแล้ว อาทิตย์นี้เรามาดูของประเทศใน AEC ที่เหลือกันครับ

เริ่มที่สิงคโปร์ประเทศที่สะอาดและโปร่งใสที่สุดของ AEC ปีล่าสุด พ.ศ. 2560 สิงคโปร์ได้คะแนน 84 คะแนนได้อันดับที่ 6 ของโลกตามหลัง 5 ประเทศคือ นิวซีแลนด์ 89 คะแนนอันดับที่ 1 เดนมาร์ก 88 คะแนนอันดับที่ 2 ฟินแลนด์ นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีคะแนนเท่ากันที่ 85 คะแนนและได้อันดับ 3 ร่วมกัน เมื่อดูย้อนหลังไป 6 ปี จะพบว่าสิงคโปร์โปร่งใสติดอันดับระหว่าง 5 ถึง 8 ไม่ต่ำกว่านั้นและเคยได้คะแนนสูงสุดที่ 87 ต่ำสุด 84 ความโปร่งใสไร้คอร์รัปชั่น ของสิงคโปร์นั้นต้องยกเครดิตให้ผู้นำประเทศซึ่งวางรากฐานไว้ดีตั้งแต่นายกฯ ลีกวนยูเพราะเขายืนเป็นกำแพงเหล็กให้ CPIB หน่วยงานปราบคอร์รัปชั่นของสิงคโปร์ยืนพิงและไล่จับคนโกงได้ทุกระดับไม่เว้นแม้กระทั่งรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล นายกฯ คนต่อ ๆ มาก็ยังสามารถช่วยรักษาความแข็งแกร่งของ CPIB ไว้ได้จนกระทั่งสิงคโปร์ยังคงเป็นแชมป์ประเทศโปร่งใสของ AEC เอาไว้ได้มาโดยตลอด และเป็นหนึ่งในต้นแบบประเทศที่สามารถปราบคอร์รัปชั่นได้เพราะ "ผู้นำมีความตั้งใจจริง" ซึ่งไทยเรายังไม่เคยมีผู้นำที่มีความตั้งใจจริงเช่นนั้น

บรูไนก็ยังคงเป็นประเทศที่ได้คะแนนสูงเป็นอันดับ 2 ใน AEC มาอย่างต่อเนื่องโดยปีนี้ได้ 62 คะแนนอันดับที่ 32 ดีขึ้นมาโดยตลอด เพราะเมื่อ 6 ปีที่แล้วบรูไนเคยได้ 55 คะแนนอันดับที่ 46 ซึ่งการที่มีความโปร่งใสสูงเกิน 50 คะแนนนี้จะช่วยให้บรูไนสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้ง่ายขึ้นเพื่อมารองรับวันที่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติหมดประเทศในอีก 20 ปีเศษข้างหน้า

มาเลเซียเป็นประเทศที่ได้คะแนนสูงเป็นอันดับ 3 ของ AEC มาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยปีล่าสุดได้ 47 คะแนนอันดับที่ 62 ของโลกต่ำกว่ามาตรฐานที่มาเลเซียเคยทำได้สูงกว่า 50 คะแนนเช่นในอดีต โดยเฉพาะในช่วงที่ ดร. มหาเธร์เป็นนายกฯและเอาจริงเอาจังเรื่องการปราบคอร์รัปชั่น แต่เมื่อนายกฯคนปัจจุบัน นาจิ๊บ ราซัคเข้ามารับตำแหน่งและมีเหตุอื้อฉาวเรื่องการคอร์รัปชั่นของกองทุน 1MDB หลายหมื่นล้านบาทและทุกหลักฐานต่างชี้ชัดไปที่นายกฯนาจิ๊บว่าเป็นคนสำคัญในการกระทำดังกล่าว แต่ด้วยอำนาจทางการเมืองที่นายกฯนาจิ๊บยังมีอยู่เต็มมือจนไม่มีใครทำอะไรเขาได้ แม้กระทั่งดร.มหาเธร์อดีตนายกฯซึ่งออกมาเคลื่อนไหวด้วยก็ยังไม่สามารถขับไล่นายกฯนาจิ๊บให้พ้นจากตำแหน่งได้ มาเลเซียคงจะต้องรอจนกระทั่งถึงการเลือกตั้งครั้งใหม่ช่วงเดือนสิงหาคมปีนี้ว่าทางอัมโนจะ ส่งใครมาเป็นนายกฯแทนนายกฯนาจิ๊บ และ นายกฯ คนใหม่จะจัดการอย่างไรกับเรื่องการคอร์รัปชั่นของ 1 MDB จะปล่อยให้เรื่องค่อย ๆเงียบไปเองหรือจะจัดการกับนายกฯนาจิ๊บ หรือการเมืองมาเลเซียจะพลิกให้ ดร.มหาเธร์กลับ มาเป็นนายกฯ อีกสมัยเพื่อจัดการเรื่องนี้ให้มาเลเซียใสสะอาด

อินโดนีเซียซึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2555 ได้คะแนนเพียง 32 คะแนนต่ำกว่าไทย 5 คะแนนและได้อันดับที่ 118 ต่ำกว่าไทย 30 อันดับ พอ มาถึงปีนี้อินโดนีเซียซึ่งจัดการเรื่องคอร์รัปชั่นได้

ดีขึ้นและคะแนนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้คะแนนเท่ากับไทย 37 คะแนนอันดับที่ 96 ความจริงอินโดนีเซียสามารถแซงไทยได้ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่โชคของไทยยังดีที่คะแนนของเขาคงที่ จากปีที่แล้วขณะที่ไทยเราได้คะแนนดีขึ้นปีนี้คะแนนสองประเทศเลยเท่ากัน องค์กรปราบคอร์รัปชั่นของอินโดนีเซีย KPK ที่มีชื่อแปลเป็นไทยได้อย่างน่าเกรงขามว่า "องค์กรถอนรากถอนโคนคอร์รัปชั่น" เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คะแนนของอินโดนีเซียดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้นำประเทศที่มือสะอาดและเอาจริงเอาจังเรื่องคอร์รัปชั่นเช่น โจโควี่ ก็เป็นอีกส่วนสำคัญ เรียกว่าเรื่องความโปร่งใสของประเทศมาทันเวลากับที่อินโดนีเซียกำลังโตวันโตคืนจนประเทศจะกระโดดจากประเทศที่มีอำนาจซื้อในระดับท็อป 20 ของโลกไปติดอันดับ 4 ของโลกในอีก 30 ปีเศษข้างหน้า ซึ่งในปีนั้นฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซียจะมีอำนาจซื้อแซงประเทศไทยกันถ้วนหน้า

ฟิลิปปินส์ซึ่งเคยได้เพียง 34 คะแนน ในปีพ.ศ. 2555 และได้คะแนนสูงขึ้นเป็น 35 และ 38 คะแนนในอีกสองปีต่อมา ก่อนจะเริ่มมีคะแนนลดลงเหลือ 35 คะแนนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 และลดลงเหลือ 34 คะแนนได้อันดับที่ 111 ในปีนี้ เหตุผลที่คะแนนของฟิลิปปินส์ลดลงในช่วงหลังนี้ก็เพราะการลุย "วิสามัญ" ผู้ค้ายาของประธานาธิบดีดูเตอร์เต เพราะองค์กรความโปร่งใสนานาชาติเขาถือว่าการไม่เคารพกระบวน การยุติธรรมนั้นทำให้ความโปร่งใสของประเทศลดลงนั่นเอง.

คอลัมน์ มองตะเกียบเห็นป่าไผ่: หยุดคอร์รัปชั่นด้วยความแปลกปลอม - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2561

นิธิพันธ์ วิประวิทย์

หยุดคอร์รัปชั่น

โพสต์ทูเดย์ - ถ้าจะมีใครชิงชังคอร์รัปชั่นที่สุด ในประวัติศาสตร์จีน คนนั้นย่อมเป็นฮ่องเต้ เพราะ ทุจริตชาติคือโกงฮ่องเต้ จึงต้องติดตามว่าความแปลกปลอมหยุดคอร์รัปชั่นได้อย่างไร

 

ถ้าจะมีใครชิงชังการคอร์รัปชั่นที่สุดในประวัติศาสตร์จีนยุคโบราณ คนคนนั้นย่อมเป็นฮ่องเต้ เพราะในยุคสมัยที่ทั้ง แผ่นดินเป็นของฮ่องเต้ คอร์รัปชั่นกับประชาชน กับสังคม ก็คือโกงฮ่องเต้โดยปริยาย

ฮ่องเต้จำนวนไม่น้อยยังรู้อีกว่าเรื่องนี้ถ้าไม่แก้ที่คน ไม่ก็ต้องแก้ที่ระบบ จึงต่างรวบรวมสรรพกำลังและปัญญามาแก้ไข แต่การคอร์รัปชั่นก็หนักหน่วงในทุกยุคทุกสมัยอยู่ดี

บรรดาราชวงศ์จีนจึงมีแต่ปีที่เฉลิมฉลองผลผลิตดี (เหลือส่วนแบ่งให้ฮ่องเต้เยอะ) แต่ไม่เคยได้ฉลองปีปลอดคอร์รัปชั่น...

แต่ถ้าเป็นปีปราบคอร์รัปชั่นก็มีไม่น้อยเช่น ฮ่องเต้หงอู่ (จูหยวนจาง) ผู้สถาปนาราชวงศ์หมิง พึ่งระบบกฎหมายเข้มข้นมาปราบโกง แต่ละคดีฆ่าขุนนางไปแทบหมดท้องพระโรง แต่ในบั้นปลายยังต้องท้อใจรำพึงว่า ปราบ เท่าไหร่ก็ไม่หมด เช้าประหารไปกลุ่มหนึ่ง เย็นก็มีอีกกลุ่มโผล่มาอีก

กฎหมายเด็ดขาดรุนแรงจึงตกรอบไปในราชวงศ์หมิงอีกเช่นกัน ฮ่องเต้ว่านลี่ใช้อีกวิธีแต่งตั้งให้ขุนนางที่มีจริยธรรมสูงส่งอย่างไห่รุ่ยมาปราบคอร์รัปชั่น ไห่รุ่ยคนนี้เกลียดการโกงกินเป็นที่สุด เขาได้ชื่อว่า "เปาบุ้นจิ้นหน้าขาว" คิดดูว่าจะบริสุทธิ์ปลอดโกงขนาดไหน

อันที่จริงจะว่าไป ต่อมจริยธรรมของไห่รุ่ยบริสุทธิ์จนน่าสะพรึงครั้งหนึ่งลูกสาวอายุ 5 ขวบของไห่รุ่ยกินขนมเปี๊ยะอยู่ ไห่รุ่ยเห็นเข้าจึงถามว่าเอาขนมมาจากไหน หนูน้อยตอบว่า พี่ชายข้างบ้านให้มา ไห่รุ่ยบอกว่าเป็นลูกสาวข้าจะรับของจากเด็กอื่นมากินได้อย่างไร สมควรต้องให้อดตายไปเสีย...

ไห่รุ่ยคนจริงทำตามที่ว่า สัปดาห์ต่อมาลูกสาวไห่รุ่ยจึงต้องตายไป (ในมุมของคนยุคใหม่ นี้คือความโหดร้ายเลวทราม แต่ในยุคนั้นคือตัวอย่างของความบริสุทธิ์ไร้มลทิน)

กับขุนนางขี้ฉ้อ ไห่รุ่ยย่อมยิ่งไม่ปราณี จะโบยตีแล่เนื้อเถือหนัง ไห่รุ่ยสนับสนุนหมด

แต่ถนนราชวงศ์หมิงก็ยังไม่ปูด้วยทองคำ ปัญหาคอร์รัปชั่นหาได้เบาบางลงไม่

แท้จริงปัญหาคอร์รัปชั่นส่วนใหญ่ในราชสำนักไม่ใช่ปัญหาจริยธรรมหรือความกล้าท้าทายกฎหมาย แต่อยู่ที่เครือข่ายอันโยงใยกันจนเป็นธรรมเนียม จนแม้แต่ขุนนางที่มีจริยธรรมดีงามก็หลีกเลี่ยงเครือข่ายนี้ไปได้ยาก

ลองเอ่ยชื่อขุนนางดีในประวัติศาสตร์จีนขึ้นมา ก็บอกได้ว่า 99% ของรายชื่อก็ยังเป็นส่วนหนึ่งในระบบนี้

ไม่ให้ก็อยู่ไม่ได้ ไม่รับก็ว่าไม่มีมารยาท รับน้อยไปก็ทำลายระบบ รับมากไปก็โดนต่อว่าว่าละโมบ...แน่ะ!

นี่มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มีกลไกและธรรมเนียมของมันเองที่ต้องรู้

คอร์รัปชั่นรูปแบบนี้คือเรื่องจริง ไม่ใช่การคอร์รัปชั่นแบบในละครที่วาดภาพตัวโกงเป็นปีศาจร้ายผู้โดดเดี่ยวลอยตัว และการคอร์รัปชั่นแบบนี้แหละที่เป็นเครือข่ายฝังรากกว้างไกล ลึกล้ำ กำจัดยาก

แต่ช่วงปลายราชวงศ์ชิง เกิดเรื่องประหลาดขึ้นอยู่อย่าง ซึ่งเกิดจากผู้บริหารกรมศุลกากรชาวอังกฤษของราชสำนักชิง ที่ชื่อ เซอร์ โรเบิร์ต ฮาร์ต (Sir Robert Hart)

ประวัติศาสตร์ยุคใกล้ของจีน ถือกันว่าเป็นเรื่องน่าอับอาย ที่ราชสำนักชิง (ซึ่งก็คือซูสีไทเฮา-ผู้มีอำนาจสูงสุดในยุคนั้น) ยอมให้ฝรั่งมังค่ามาบริหารทรัพย์สมบัติของจีน

ที่มาของเรื่องนี้เกิดจากว่า ช่วงนั้นราชสำนักชิงกับชาติฝรั่งมักมีเรื่องปะทะกันรุนแรงถึงขั้นเปิดศึกสงครามอยู่เสมอ และฝ่ายชิงมักเป็นฝ่ายแพ้ ต้องจ่ายค่าเสียหายอยู่เนืองๆ

แต่ราชสำนักกลับมีรายได้กระท่อนกระแท่นไม่แน่นอน เพื่อความมั่นใจว่าทางอังกฤษจะเก็บค่าเสียหายได้แน่ อังกฤษเลยเสนอว่า จะส่งชาวอังกฤษคนหนึ่งมาช่วยบริหารกรมศุลกากร

เพราะไหนๆ กรมนี้ก็ต้องติดต่อเรื่องนำเข้าส่งออกกับบรรดาฝรั่ง ใช้ตัวแทนของเรา (อังกฤษ) เข้ามาบริหาร จะได้ตัดปัญหาจุกจิก โดยรายได้ก็ตัดมาใช้หนี้สงครามตามเป้า แล้วที่เหลือจึงจะส่งเข้าราชสำนักตามจริง

ราชสำนักและซูสีไทเฮาขบคิดแล้วเห็นว่ารับได้ เพราะงานศุลกากรเกี่ยวกับ "อั่งม้อ" น่าระอา ที่ผ่านมามักเกิดปัญหาขัดแย้งจุกจิกให้ "เท้าฮิ้ง" อยู่เสมอ ให้ตัวแทนจากอังกฤษมา บริหารน่าจะลดปัญหาไปเยอะ อย่างไรเสียพนักงานกรมศุลฯ ที่เหลือก็เป็นจีน ทุกอย่างน่าจะยังอยู่ในสายตาราชสำนัก

คือตัดสินใจแบบตัดปัญหา ไม่ได้คิดในมุมชาตินิยม...แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อนายฮาร์ตเข้ามา ราชสำนักต้องตกใจ เพราะกรมศุลฯ กลายเป็นหน่วยงานที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพที่สุดในช่วงปลายราชวงศ์ชิง

ในปี ค.ศ. 1861 นายฮาร์ต ซึ่งอายุได้ยี่สิบกว่ามารับตำแหน่ง ราชสำนักเก็บภาษีศุลกากรตลอดปีได้ไม่ถึง 5 ล้านตำลึงเงินดี แต่ในปีที่เขาเข้าบริหาร ภาษีศุลกากรที่เก็บได้ก็ทำสถิติทะลุเป้าเป็น 30 ล้านตำลึงเงิน แถมแต่ละปียังเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงต่อเนื่อง จนกรมศุลฯ กลายเป็นแหล่งเงินสำคัญของราชสำนักชิงตอนปลาย

นายฮาร์ตรับตำแหน่งผู้บริหารกรมศุลกากรจีนเกือบ 50 ปี จนในปี 1908 รู้สึกตัวว่าอายุมากทำงานไม่ไหว จึงขอลากลับบ้านเกิด

ราชสำนักชิงดูจะซาบซึ้งในการทำงานของนายฮาร์ตไม่เบา ประกาศคงตำแหน่งไว้กับเขาจนกระทั่งเขาเสียชีวิต และเมื่อนายฮาร์ตเสียชีวิตลงได้อวยตำแหน่ง "ไท่จื่อไท่เป่า" (เทียบเท่าข้าราชการซี 10) ให้อีกด้วย

และถึงนายฮาร์ตจะจากไป กรมศุลฯ ก็ยังทำรายได้ให้กับจีนจนถึงยุคสาธารณรัฐอย่างมั่นคง

นายฮาร์ตเป็นคนดีหรือมีระบบดี?แน่นอนว่านายฮาร์ตไม่ใช่คนเลวร้าย แต่จะเป็นคนดีขนาดไห่รุ่ยก็คงไม่ใช่ และความดีของนายฮาร์ตคงไม่ได้ถ่ายทอดถึงขุนนางจีนในกรมศุลฯ นับพันคนได้อย่างรวดเร็วฉับพลัน

แถมนายฮาร์ตไม่ได้มีสิทธิอำนาจในการสั่งโบย ประหาร หรือแล่เนื้อเถือหนังใครทั้งสิ้น นายฮาร์ตแค่นำระบบการบริหารแบบอังกฤษซึ้งล้ำสมัยกว่าจีนบ้างเข้ามาบริหาร

จะบอกว่าระบบการจัดการแบบใหม่มีประสิทธิภาพในการปราบปรามคอร์รัปชั่น ก็ใช่จะบอกได้เต็มปากเต็มคำ เพราะกรมศุลฯ ก็ยังคงอยู่ภายใต้ระบบระเบียบฮ่องเต้ อำมาตย์ เดิมๆ มิได้โปร่งหรือทึบไปไกลกว่าเดิมมากมาย

ประสิทธิภาพและความโปร่งใสจึงน่าจะเกิดจากนายฮาร์ตและระบบที่นำเข้ามาเป็นสิ่งแปลกปลอม ต่อไม่ติดกับเครือข่ายขุนนางระบบเดิมของจีนมากกว่า

เครือข่ายที่ไม่ให้ก็อยู่ไม่ได้ ไม่รับก็ไม่มีมารยาทที่ต่างมีชนักติดหลังโยงใยกันนัวเนียนั่นแหละ!

นายฮาร์ตซึ่งเป็นฝรั่งมังค่ากับลูกน้องในหน่วยงานซึ่งเป็นชาวจีน ซึ่งต่างก็มีระดับจริยธรรมธรรมดา กับระบบที่แปลกปลอมฉับพลัน จึงต่อไม่ติดกับเครือข่ายดั้งเดิม และเมื่อต่อไม่ติด จึงหลุดออกนอกเครือข่ายคอร์รัปชั่นและโปร่งใส เพียงเพราะแค่ทำงานไปตามที่ควรจะเป็น

ดั่งเช่นหากเอาขุนนางที่เคยคอร์รัปชั่นอยู่เดิม ย้ายไปอยู่บริษัทใหม่ซึ่งใช้ระบบการทำงาน และมีความสัมพันธ์กันกันแบบใหม่ จะมีขุนนางคนไหนเล่าที่จะร้ายกาจจนสร้างเครือข่ายคอร์รัปชั่นแบบเดิมได้ทันที... มันต้องมีช่วงมึนๆ แน่นอน

ความสำเร็จแบบนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่การ ตั้งใจ "ปราบปราม" แต่อยู่ที่การนำความ "แปลกปลอม" เข้ามาหยุดเครือข่าย พูดอีกด้านหนึ่งก็คือ การตัดเอาส่วนเล็กๆ ของเครือข่ายให้หลุดออกจากเครือข่ายใหญ่ กลายเป็นการสลายคอร์รัปชั่นโดยอัตโนมัติ

คนที่มีจริยธรรมธรรมดา ขอเพียงโดดเดี่ยวจากเครือข่ายโกง จึงโปร่งใสได้ง่ายกว่าคนมีจริยธรรมสูงส่ง (ในเครือข่าย)

แน่นอนว่าความเป็นคนดีและระบบที่ป้องกันคอร์รัปชั่นก็ต้องมีอยู่ มิเช่นนั้นหน่วยงานใหม่ก็สามารถพัฒนาเครือข่ายโกงขึ้นเชื่อมต่อกับเครือข่ายใหญ่ได้เช่นกัน

เพียงแต่คิดแค่จะใช้คนดีสุดๆ หรือระบบเข้มข้นรุนแรง โดยไม่เข้าใจถึงธรรมชาติเครือข่าย ราก และแก่นของการคอรัปชั่น อาจจะทำให้การทุ่มเททรัพยากรปราบปรามไม่เคยประสบความสำเร็จ ไม่ว่าทรัพยากรนั้นจะเป็นภาษีที่นำมาสร้างป้ายรณรงค์ หรือน้ำลายของประชาชนผู้หงุดหงิด

คนนอกระบบ รวมถึงระบบที่เครือข่ายคอร์รัปชั่นยังไม่เคยเข้าไปเกี่ยวพัน จึงกลายเป็นความหวังของการหยุดคอร์รัปชั่นได้อีกทางเสมอ ในขณะเดียวกัน การใช้ผู้คนที่เติบโตจากระบบเครือข่ายโกงจึงปราบคอร์รัปชั่นได้ยากเย็น