You are here

CG and corruptions News - 5 October 2017

ป.ป.ช.ยันยังไม่ชี้มูลความผิด'สุพจน์' - มติชน

Prawit denies chopper deal 'to please' US - BANGKOK POST

'พงศ์พร'เครื่องร้อนโยก12ผอ.พศจ. - เดลินิวส์

'วรงค์'จี้รบ.แจงต่างชาติ คดีจีทูจี'ปู'ไม่ใช่การเมือง - ไทยโพสต์

Senior police officer was 'mastermind' in Yingluck's escape - THE NATION

คอลัมน์ ทนายคลายทุกข์: รูปแบบการเรียกรับสินบน - โพสต์ทูเดย์

ร้องตำรวจฟันเมืองไทยลิสซิ่งปล่อยดอกโหดเกิน20 - ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ ทางออกนอกตำรา: ไฉนคดีฟอกเงิน...ตามหลอกหลอน'พานทองแท้' - ฐานเศรษฐกิจ

'Reset' looms for graft agency under CDC's organic bill - BANGKOK POST

ตำรวจขอโหวตเลือกผบ.ตร.สะท้อนปัญหาค่าตอบแทนต่ำ - กรุงเทพธุรกิจ

ป.ป.ช.ยันยังไม่ชี้มูลความผิด'สุพจน์' - มติชน ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม นายปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า คดีกล่าวหานายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม รับสินบนนั้น ปัจจุบันยังไม่ได้มีการชี้มูลความผิด แต่อยู่ระหว่างการสรุปสำนวน เนื่องจากมีความสับสนกันอยู่ว่าใครเป็นผู้ให้รถยนต์โฟล์กสวาเกนมูลค่า 3 ล้านบาท แก่นายสุพจน์กันแน่ ในชั้นการไต่สวนคดีจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จที่นายสุพจน์ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก 10 เดือน ไม่รอลงอาญานั้น ตามทางไต่สวนภรรยาของนายสุพจน์ให้การในชั้นศาลฎีกาฯว่าได้รับรถยนต์มาจากนายเอนก จงเสถียร นักธุรกิจชื่อดังจริง อย่างไรก็ดี ในชั้นการไต่สวนของคณะอนุกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. พบว่าผู้ให้รถยนต์โฟล์กสวาเกนดังกล่าว เป็นบริษัทเอกชนเกี่ยวกับการรับเหมาก่อสร้างแห่งหนึ่ง ทำให้คณะอนุกรรมการต้องคัด คำพิพากษาฉบับเต็มคดีจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จของนาย สุพจน์มาดูอีกทีว่า ศาลฎีกาฯไต่สวนอย่างไร และจะใช้มาเป็นแนวทางในการไต่สวนของ ป.ป.ช.ต่อไป

เมื่อถามว่า ในสำนวนคดีนี้ยังไม่ปรากฏชื่อนายเอนก จงเสถียร เป็นผู้ถูกกล่าวหาใช่หรือไม่ นายปรีชากล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่มี อยู่ระหว่างสรุปสำนวน ต้องรอการหาข้อมูลข้อเท็จจริงเพิ่มเติมก่อน

Prawit denies chopper deal 'to please' US - BANGKOK POST Issued date 5 October 2017

WASSANA NANUAM

Deputy Prime Minister and Defence Minister Prawit Wongsuwon yesterday rejected claims the government was trying to curry favour with the US by expressing its interest in purchasing several attack helicopters from them.

He said he hadn't said the government would purchase Cobra attack helicopters from the US as accused, but merely said the army has a procurement plan for some attack helicopters.

Details as to what models and from what countries the helicopters will be purchased have not been discussed.

His remark about the helicopter procurement plan should not be seen as an attempt to please the US government, Gen Prawit said. The army is in the process of forming a committee to choose which helicopters the army may want to acquire.

A source said the panel is needed to decide on the specifications of new attack helicopters that will be purchased to replace the army's six Cobra helicopters, four of which had already been decommissioned.

The other two will soon be grounded when their service periods expire.

Six new helicopters will be needed, said the source, adding the models being considered include the Cobra, AH-1Z Viper, AH-64 Apache from the US, the Mi-28 from Russia, the Z-10 from China or the AW-129 from Italy.

Army chief Chalermchai Sitthisad insisted the army had not made a decision on the possible models or suppliers of the helicopters it wants to purchase, saying there had not even been a deadline for making a final decision.

The army still has to see if there will be sufficient funds for the plan.

Meanwhile, political activist Srisuwan Janya said the government should revise the plan.

As back-up, the Office of the AuditorGeneral, the National Anti-Corruption Commission and the Office of the Ombudsman should step in to investigate whether the spending would be in breach of Section 62 of the 2017 constitution.

'พงศ์พร'เครื่องร้อนโยก12ผอ.พศจ. - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้ลงนามในคำสั่งที่ 1064/2560 เรื่องย้ายข้าราชการ จำนวน 12 ราย ดังนี้ นายบุญเชิด กิตติธรางกูร ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม(สถ.) เป็น ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.)ลพบุรี นายประดับ โพธิกาญจนวัตร ผอ.สำนักงานพุทธมณฑล โฆษก พศ. เป็น ผอ.พศจ.พระนครศรีอยุธยา นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผอ.กองพุทธศาสนาศึกษา เป็น ผู้ตรวจราชการ พศ. นายฉัตรชัย ชูเชื้อ ผอ.กองพุทธศาสนสถาน เป็น ผอ.พศจ.ปทุมธานี น.ส.อังสุมาลิน จุฑาจินดาเขต ผอ.พศจ.สุพรรณบุรี เป็น ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา นายสิทธิกร อ้วนศิริ ผอ.พศจ.เลย เป็น ผอ.สำนักงานพุทธมณฑล นายจิรวิชญ์ นิยมธรรม ผอ.พศจ.ขอนแก่น เป็นผอ.กองพุทธศาสนสถาน นายสนธยา เสนเอี่ยม ผู้ตรวจราชการ พศ. เป็น ผอ.พศจ.สงขลา นางศิริพร เรืองวงษ์ ผอ.พศจ.ลพบุรี เป็น ผอ.พศจ.กำแพงเพชร นางวชิรา น่วมเจริญ ผอ.พศจ.ชลบุรี เป็นผู้ตรวจราชการ พศ. ว่าที่ร้อยตรีจุลสัน ทันอินทร์อาจ ผอ.พศจ.ปทุมธานี เป็น ผอ.พศจ.ระยอง และ12.นายสิปป์บวร แก้วงาม ผอ.พศจ.พระนคร ศรีอยุธยา เป็น ผอ.พศจ.กาญจนบุรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การโยกย้ายครั้งนี้ ดำเนินการหลังจากที่ พ.ต.ท.พงศ์พร เข้ามาทำงานในวันที่ 2 ตุลาคมเพียง 1 วันเท่านั้น โดยคาดว่าการโยกย้าย ผอ.กอง และ ผอ.พศจ.กลุ่มดังกล่าว เนื่องจากทาง พศ.จะมีการดำเนินการตรวจสอบการทุจริตเงินทอนวัด เพราะมีรายชื่อหลายจังหวัดที่อยู่ในข่ายการตรวจสอบของกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) อยู่ และเป็นที่น่าสังเกตว่า ตำแหน่ง ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสำคัญในการประสานงานกับมหาเถรสมาคม(มส.)นั้น ยังคงไม่มีการแต่งตั้งให้ข้าราชการคนใดมาดำรงตำแหน่ง และ อาจเป็นไปได้ว่า พ.ต.ท.พงศ์พร จะเข้ามาดูในตำแหน่งดังกล่าวด้วยตนเอง ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อทางโทรศัพท์ เพื่อขอสัมภาษณ์ การโยกย้ายครั้งนี้ต่อ พ.ต.ท.พงศ์พร แต่ผอ.พศ.ก็ไม่รับโทรศัพท์แต่อย่างใด.

'วรงค์'จี้รบ.แจงต่างชาติ คดีจีทูจี'ปู'ไม่ใช่การเมือง - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560

กรุงเทพฯ * "ศรีวราห์" จ่อออกหมายจับเพิ่ม "ยิ่งลักษณ์" ข้อหาหนีนอกราชอาณา จักร รับบินจากดูไบซุกอังกฤษตั้งแต่ 11 ก.ย. รอผลตรวจดีเอ็นเอวันศุกร์นี้ เอาผิด 3 นายตำรวจ เชื่อมีคนบงการ "หมอวรงค์" บี้รัฐ บาลแจงต่างชาติให้เข้าใจคำพิพากษาคดีปู

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และการดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 3 นายที่พา น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนีว่า เรื่องนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 เรื่องภายในประเทศ คือการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 3 นาย ต้องรอคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ที่มี พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นประธานสืบสวนข้อเท็จจริง เบื้องต้นได้รายงานมาแล้ว แต่ยังต้องรอผลตรวจดีเอ็นเอจากกองพิสูจน์หลักฐาน หากผลตรวจออกมาเมื่อไหร่ จะนำมาประกอบเป็น หลักฐาน หากดีเอ็นเอตรงกันจะได้ดำเนิน คดีในส่วนของอาญา ถ้าผลดีเอ็นเอไม่ตรงกัน ดำเนินเรื่องวินัย

พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวถึงการขยายผลไปถึงนายตำรวจระดับสูงที่อยู่เบื้องหลังการพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลบหนีว่า พล.ต.อ.ศรีวราห์ รอง ผบ.ตร. ได้สอบสวนจนสุดซอยอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวล หากใครเกี่ยวข้องดำเนินการหมด แต่ขณะนี้ยังเป็นการพูดแบบลอยๆ พยานหลักฐานที่มีอยู่ยังไปไม่ถึง

ทั้งนี้ ในส่วนของการดำเนินการต่างประเทศ สัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนของไทยมีแค่ 16 ประเทศ แต่สมาชิกตำรวจสากลหรืออินเตอร์โพลมี 190 ประเทศ บางประเทศไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ต้องใช้ช่องทางอื่น ส่วนประเทศสมาชิกได้ดำเนินการไปหมดแล้ว บางประเทศตอบมาบ้าง ไม่ตอบมาบ้าง ถ้ารู้ว่าอดีตนายกฯ อยู่ประเทศไหน จะเป็นหมายน้ำเงินในการสืบเสาะแหล่งที่อยู่ หลังจากนั้นดำเนินการออกหมายแดงต่อ ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการ

ส่วนที่มีข่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่ประเทศอังกฤษนั้น ข่าวมีทั้งบวกและลบ ข่าว 100% จะเป็นข่าวปลอม 97% อีก 3 เปอร์เซ็นต์ต้องซื้อข่าว อย่างไรก็ตาม ไทยกับอังกฤษมีสนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดน มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ซึ่งยังอยู่ระหว่างการขอหมายน้ำเงินอยู่

ด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า ได้เซ็นขอหมายแดงไปแล้ว แต่กระทรวงการต่างประเทศบอกให้ขอหมายน้ำเงินไปก่อน เพื่อสืบเสาะหาแหล่งพักพิงของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างไรก็ตาม ได้สั่งกำชับไปแล้วให้เร่งออกหมายแดงโดยเร็ว ล่าสุดได้รับรายงานจากทางประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เดินทางออกจากดูไบไปยังประเทศอังกฤษแล้วตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา แต่จะออกช่องทางไหนเขาไม่ได้แจ้งมา

"ถ้าหมายน้ำเงินสามารถยืนยันที่อยู่ของอดีตนายกฯได้ ทางตำรวจสากลก็สามารถออกหมายแดงให้ได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ชัดเจน และยังไม่มีการขอลี้ภัย และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามไปยังประเทศอังกฤษแล้ว แต่ยังไม่ตอบรับกลับมา แต่ที่ผ่านมาอินเตอร์โพลให้ความร่วมมือกับเราเป็นอย่างดี ส่วนจะเดินทางออกจากอังกฤษไปประเทศอื่นต่อไปหรือไม่ ยังไม่มีข้อมูล มีข้อมูลเพียงว่าเดินทางออกจากดูไบไปแล้ว" พล.ต.อ.ศรีวราห์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้แจ้งความร้องทุกข์กับเอาผิดกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ข้อหาหลบหนีออกนอกราชอาณาจักร และสำนักงานตรวจคน เข้าเมืองได้ดำเนินการตามกฎหมาย ป.วิอาญา รับคดีและทำการสอบสวนแล้ว คาดว่าจะมีการออกหมายจับเร็วๆ นี้ ส่วนข้อจำกัดของอินเตอร์โพล เรื่องเกี่ยวกับการเมืองไม่สามารถออกหมายแดงได้นั้น น่าจะเป็นเรื่องส่งผู้ร้ายข้ามแดนมากกว่า แต่กรณีนี้ผิดกฎหมายอาญาปกติ เรื่องเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 3 นาย ยังไม่ได้รับรายงานผลดีเอ็นเอจากกองพิสูจน์หลักฐาน แต่คาดว่าน่าจะไม่เกินวันศุกร์จะได้รับการแจ้งผล

เมื่อถามถึง พล.ต.อ-พล.ต.ท. ที่ร่วมในการพา น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนี มีการสืบสวนไปถึงไหนแล้ว รอง ผบ.ตร.ตอบว่า อยู่ระหว่างการสืบสวนเพิ่มเติม ทุกอย่างว่ากันไปตามพยานหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุน เชื่อว่ามีคนบงการอยู่เบื้องหลัง ส่วนจะอยู่ในราชการหรือนอกราชการไม่ขอตอบ ทั้งนี้ ต้องรอผลการตรวจสอบดีเอ็นเอ ว่าดีเอ็นเอตรงกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์หรือไม่ ถ้าดีเอ็นเอตรง จะดำเนินการร้องทุกข์เพิ่มเติม การสอบสวนสืบสวนยังดำเนินการต่อไป รับรองว่าไม่ตัน

ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า การดำเนินคดีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่คดีการเมือง แต่เป็นการดำเนินคดีอาญา เพื่อเอาผิดอดีตนายกรัฐมนตรีและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งการดำเนินนโยบายเพื่อช่วยเหลือชาวนาไม่ใช่เรื่องผิด แต่การปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตถือเป็นความผิด ทั้งนี้ ศาลได้มีการระบุชัดเจนว่าโครงการรับจำนำข้าวมีการทุจริตทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ แต่ในส่วนของขั้นตอนปลายน้ำซึ่งเป็นการระบายข้าวนั้น ถือเป็นความผิดของฝ่ายบริหารที่ปล่อยปละละเลยไม่มีการระงับยับยั้งมิให้เกิดการทุจริต ซึ่งการพิจารณาของศาลถือเป็นการตรวจสอบการทำหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ไม่ใช่การตรวจสอบนโยบาย

"มีข้อเสนอที่อยากฝากถึงรัฐบาล คือรัฐบาลต้องชี้แจงข้อเท็จจริงของผลคำพิพากษาของศาลแก่ประเทศที่เกี่ยวข้องที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปพำนักอาศัย พร้อมทั้งทำความเข้าใจแก่ประชาชนเป็นระยะๆ เพราะขณะนี้ขบวนการทำลายความน่าเชื่อถือกระบวนการยุติธรรมกำลังก่อตัวขึ้น ขณะที่การดำเนินการขอตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ การยกเลิกพาสปอร์ต และเรื่องที่เกี่ยวข้อง ต้องดำเนินการตามกฎหมายปกติ ไม่ควรใช้มาตรา 44 โดยหลังจากชี้แจงกับประเทศผู้เกี่ยวข้องที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์พำนัก ถ้าประเทศเหล่านี้ อยากได้ผู้ที่พัวพันการทุจริตให้อยู่กับเขา ก็อย่าไปเสียเวลา เพราะประเทศต้องเดินต่อไปข้างหน้า เพราะยังมีปัญหาที่ต้องแก้ไขอีกมาก และขอเรียกร้องให้รัฐบาลทุ่มเทเอาจริงเอาจังกับเรื่องต่อต้านการทุจริต นอกจากนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์และนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ควรจะขอโทษพี่น้องประชาชนคนไทย เพื่อแสดงสำนึกของความรับผิดชอบต่อความเสียหายครั้งนี้" นพ.วรงค์ระบุ.

Senior police officer was 'mastermind' in Yingluck's escape - THE NATION Issued date 5 October 2017

A SENIOR POLICE officer has been implicated for allegedly enabling the flight of former prime minister Yingluck Shinawatra, deputy national police chief Pol General Srivara Ransibrahmanakul said yesterday.

Srivara said the police had information that the officer was a "mastermind" in the case. Yingluck's flight,he said, could not have been carried out without a mastermind.

Police are waiting for the results of DNA tests, expected tomorrow,before extending their investigations, he said.

If the DNA traces found in the Toyota Camry belong to Yingluck, her driver - Pol Colonel Chairit Anurit of the Metropolitan Police - would also be charged with dereliction of duty under Article 157, Srivara said. Chairit has already been charged with possessing fake licence plates found in the vehicle and has been the subject of a disciplinary probe.

On August 23, Yingluck fled in the vehicle to Sa Kaew province, where she reportedly crossed the border. She was subsequently found to have reached Dubai, which she later left to travel to the United Kingdom.

She did not attend the scheduled August 25 reading of the Supreme Court verdict in the case against her relating to her government's ricepledging scheme. The verdict, which was finally read on September 27, found her guilty on some charges and she was jailed in absentia for five years without suspension.

Srivara said he has filed a complaint with the Immigration Bureau against Yingluck for violation of the immigration law. Under the law, an arrest warrant would be issued next.

He also said he has expedited a complaint filed to Interpol, asking for a "red notice" - effectively an international arrest warrant - to be issued against Yingluck.

The Royal Thai Police's Foreign Affairs Division has informed him that a "blue notice" must be issued first. This would ask Interpol members to help locate, identify or obtain information about Yingluck and her whereabouts.

Srivara said Yingluck was already a convict, and he believed that her case was not political, but about corruption, so she should be subject to a red notice.

Srivara said Thai police had contacted their counterparts in the UK and were waiting to hear back.

The United Arab Emirates had notified Thai authorities that Yingluck had left Dubai for the UK on September 11, he said.

คอลัมน์ ทนายคลายทุกข์: รูปแบบการเรียกรับสินบน - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เดชา กิตติวิทยานันท์

ปัจจุบันมีการจ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐหลายรูปแบบ

กรณีแรก กลั่นแกล้ง ยัดข้อหาว่ากระทำความผิดอาญาหรือก่อสร้าง ผิดแบบ หลังจากนั้นก็ข่มขู่หรือจูงใจให้จ่ายสินบน ลักษณะนี้ก็มีอยู่มากในสังคมไทยตามที่เป็นข่าว กรณีเจ้าของอพาร์ตเมนต์อ้างว่าถูกกลั่นแกล้ง และเรียกเงินจำนวนหลายสิบล้าน

กรณีที่สอง เจ้าหน้าที่ของรัฐตรวจพบการกระทำความผิดของประชาชน เช่น การก่อสร้างผิดแบบ แทนที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายกลับข่มขู่หรือจูงใจให้เจ้าของอาคารจ่ายสินบนเพื่อละเว้นไม่ดำเนินคดี กรณีแบบนี้ก็มีมากในปัจจุบันเช่นกัน

กรณีที่สาม คนที่ไปเรียกเงินจากประชาชนเป็นคนกลาง เป็นตัวแทนของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อพบการกระทำความผิดของประชาชน แทนที่จะแจ้งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินคดี แต่กลับไปเรียกสินบนแทน ความผิดเกี่ยวกับการเรียกและการจ่ายสินบนนั้น มีบทลงโทษหนักแต่ประชาชนนักธุรกิจและ เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้เกรงกลัวแต่อย่างใด เพราะการหาพยานหลักฐานเป็นเรื่องยาก เพราะเป็นเรื่องการสมยอมกันทั้งสองฝ่ายทั้งคนให้และคนรับ นอกจากนี้โอกาสที่จะถูกตรวจสอบก็ยาก เพราะผู้ใต้บังคับบัญชาที่ไปเรียกเงินจากประชาชนก็ได้รับไฟเขียวจากผู้บังคับบัญชา จึงยากในการตรวจพบ และเมื่อตรวจพบแล้วการสอบสวนก็ยังมีผู้บังคับบัญชาเป็นผู้สอบสวน ส่วนใหญ่ก็จะจบลงด้วยการยุติคดีไม่มีมูล ตัวอย่างคดีเกี่ยวกับการเรียกสินบน มีดังต่อไปนี้

1.คนกลางเรียกสินบน (ม.143)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1332/2537

โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันเรียกและรับเงินจากผู้เสียหาย โดยอ้างว่าจะนำไปให้ ก. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจออกใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารแก่ผู้เสียหาย เพื่อจูงใจให้เจ้าพนักงานกระทำการในหน้าที่ อันเป็นคุณแก่ผู้เสียหายโดยวิธีอันทุจริตผิดกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 นั้นมิได้อยู่ที่เจ้าพนักงานได้กระทำการในหน้าที่แล้วหรือไม่ แม้จะออกใบอนุญาตแล้ว ก. ก็ยังคงเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย การออกใบอนุญาตไปแล้วมิได้ทำให้ฟ้องโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิด ที่จำเลยฎีกาโต้แย้งมิให้ศาลรับฟังเทปบันทึกเสียงซึ่งถอดเทปเป็นตัวอักษรไว้แล้วเป็นพยานหลักฐานลงโทษจำเลยนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

2.เจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ (ม.148)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 798/2502

จำเลยเป็นพลตำรวจประจำสถานีตำรวจ มีหน้าที่จับกุมผู้กระทำผิดเพื่อส่งเจ้าพนักงานดำเนินคดี จำเลยได้แกล้งจับกุมผู้เสียหายหาว่าเล่นการพนันไม่ได้รับอนุญาต และบังคับให้ขึ้นรถรับจ้างไปกับจำเลย ในระหว่างทางจำเลยได้พูดข่มขืนใจผู้เสียหายเพื่อให้มอบเงินให้แก่จำเลย ถ้าไม่ให้เงินจำเลยจะเอาตัวส่งสถานีตำรวจ แล้วจำเลยได้ค้นลักเงินของผู้เสียหายไป 120 บาท ดังนี้ การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดกฎหมายหลายบท คือ มาตรา 148, 310, 334 ประมวลกฎหมายอาญา

การข่มขืนใจเพียงเพื่อให้มอบให้แม้แต่ยังมิได้มอบทรัพย์สินให้แก่กัน ก็เป็นความผิดสำเร็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 แล้ว

จำเลยเป็นพลตำรวจพูดว่า ถ้าผู้เสียหายไม่มอบเงินให้จำเลย จำเลยจะเอาตัวส่งสถานีตำรวจในข้อหาฐานเล่นการพนันไม่ได้รับอนุญาต เพียงเท่านี้ก็ไม่ใช่เป็นการขู่เข็ญที่จะใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม มาตรา 339

3.เจ้าพนักงานเรียกสินบน (ม.149)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1524/2551

จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่สืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดอาญา ได้พบเห็น ส. กับพวกเล่นการพนันชนไก่อันเป็นความผิดอาญา จำเลยมีหน้าที่ต้องทำการจับกุมผู้กระทำความผิด แต่กลับไม่ทำการจับกุมและเรียกรับเงินจำนวน 1,500 บาท จาก ส. เพื่อจะไม่จับกุมตามหน้าที่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 149

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5973/2537

จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจหน้าที่สืบสวนสอบสวนความผิดอาญา เมื่อได้พบและกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมและนายสุเธียรมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอันมิใช่การแกล้งกล่าวหา การที่จำเลยที่ 1 ไม่จับกุมแต่กลับขู่เข็ญเรียกเงินแล้วละเว้นไม่จับกุมโจทก์ร่วมและนายสุเธียร จึงไม่ใช่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 แต่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 เนื่องจากโจทก์มิได้ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 อันเป็นบทเฉพาะมาด้วย ก็ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อันเป็นบททั่วไปและเป็นบทที่โจทก์ฟ้องมาได้ สำหรับจำเลยที่ 2 มิใช่เจ้าพนักงานแต่ร่วมกระทำผิดฐานนี้ด้วย จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 86

การป้องกันการทุจริตต้องตัดโอกาสในการโกงโดยกฎระเบียบต้องเคร่งครัด

ร้องตำรวจฟันเมืองไทยลิสซิ่งปล่อยดอกโหดเกิน20 - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560

โวยเมืองไทยลิสซิ่ง (MTLS) โขกดอกเบี้ยสินเชื่อรถยนต์เกิน 20% แถมเรียกหลักประกัน ลูกค้าทนไม่ไหว แจ้งความ บก.ปอศ.ให้ดำเนินคดีข้อหาเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรากำหนด ตำรวจสงสัยผู้เสียหายมีมากกว่า 3 ราย อาจเข้าข่ายฉ้อโกง-ฟอกเงิน

ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง สำหรับพฤติกรรมอื้อฉาวของบริษัททจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ล่าสุดบริษัทเมืองไทย ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) (MTLS) ยักษ์ใหญ่ลิสซิ่ง กำลังสุ่มเสี่ยงกระทำความผิดกฎหมายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

รายงานข่าวจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญา กรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เปิดเผยว่า ลูกค้าบริษัทเมืองไทยลิสซิ่ง จำนวน 3 ราย ประกอบด้วยนายวุฒิชัย จันทร์ลา นายสหรัฐ กาญธีรานนท์และนางสาวกาญจนา แห่งเนตร ลูกค้าสินเชื่อรถยนต์ เข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับบริษัทฯ เนื่องจากมีพฤติการณ์การกระทำความผิดของผู้ต้องหา เป็นความผิดฐานร่วมกันเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มาตรา 4.5 โดยมีการเรียกเก็บดอกเบี้ยจากลูกค้าทั้งในอัตราสูงกว่า 20% พร้อมเรียกหลักประกัน

"เบื้องต้นมีลูกค้าเพียง 3 ราย คาดว่ายังมีอีกหลายรายที่ถูก MTLS คิดดอกเบี้ยสูงเกินจริง ตำรวจจะต้องประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะคดีมีความยุ่งยากสลับซับซ้อน แต่เนื่องจากส่งกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชนจำนวนมาก เพื่อให้การสอบสวนคดีนี้มีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นไปด้วยความเรียบร้อยต่อเนื่อง และเป็นธรรม จึงต้องหารือร่วมกับ ธปท.ที่มีหน้าที่กำกับดูแลการประกอบกิจการ MTLS โดยตรง"

นอกจากนี้ พฤติกรรมของบริษัท อาจจะเข้าข่ายผิดกฎหมายฉ้อโกงประชาชนหรือกระทั่งส่อไปในทางอาจจะผิดกฎหมายฟอกเงินซึ่งมีโทษสูงมากด้วย ยังไม่นับหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดการเป็นบรรษัทธรรมาภิบาลภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำหรับ บก.ปอศ.มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวกับการเงินการธนาคารทุกประเภท และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวกับความผิดทางอาญาเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ การป้องกันอาชญากรรมเกี่ยวกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

สำหรับเงื่อนไขการปล่อยกู้สินเชื่อบุคคลภายใต้การกำกับของธปท.หาก เป็นสินเชื่อเช่าซื้อ เพดานดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 15% ต่อปี, เพดานสินเชื่อบุคคลกรณีไมโครไฟแนนซ์ต้องไม่เกิน 28% และกรณีของสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ต้องไม่เกินเพดาน 36% ต่อปี

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว นายชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร MTLS อ้างว่า ธุรกิจหลักของบริษัทปล่อยเฉพาะสินเชื่อที่มีหลักประกันโดยดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายดำเนินการสำหรับรถยนต์ 20% ส่วนรถจักรยานยนต์ 24% ต่อเดือน พร้อมยืนยันว่าบริษัทไม่ได้ถูกตรวจสอบจาก ธปท. หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จากผู้ร้องเรียนเรื่องหลักประกัน

เมืองไทย ลิสซิ่ง (MTLS) ปัจจุบัน เป็นเจ้าตลาดสินเชื่อรถและสินเชื่อส่วนบุคคล โดยนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2557 มีผลประกอบการเติบโตอย่างต่อเนื่องปัจจุบันมีพนักงานเกือบ 6 พันคน มีสาขาทั้งหมด 2,200 สาขา

คอลัมน์ ทางออกนอกตำรา: ไฉนคดีฟอกเงิน...ตามหลอกหลอน'พานทองแท้' - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560

บากบั่น บุญเลิศ

ใครที่ติดตามข่าวคราวเรื่อง "โอ๊ค-พานทองแท้ ชินวัตร" กำลังโดนเรียกตัวไปสอบปากคำในคดีฟอกเงิน เพราะเข้าไปรับเงินก้อนโตจากการที่ธนาคารกรุงไทย ปล่อยกู้ 9,900 ล้านบาท ให้กับกลุ่ม บริษัท กฤษดามหานครบริษัท อาร์เค โปรเฟสชั่นแนล จำกัด บริษัท โกลเด้นท์ เทคโนโลยีฯ แล้วในตอนหลังมีการตรวจสอบพบว่า ผู้บริหารบริษัทกฤษดามหานคร นำเงินที่ได้จากการปล่อยกู้เพื่อนำไปชำระหนี้เดิมที่ธนาคารกรุงเทพ แต่กลับมีการนำเงินไปแจกจ่ายให้กับคนอื่นที่สนับสนุนจำนวนมาหาศาล คงสับสนกับมหากาพย์เรื่องนี้.

เพราะจนถึงขณะนี้มีทีมทนายความออกมาเดินเกมด้านการข่าวกันเป็นระลอก. เพื่อดึง "พานทองแท้ออกมาจากคดีฟอกเงิน" ที่จะมีการเรียกตัวไปสอบปากคำในวันที่ 24 ตุลาคมนี้

นายชุมสาย ศรียาภัย ทนายความของนายพานทองแท้ ชินวัตร เข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรม ต่อ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ หลังจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษให้ดำเนินคดีฟอกเงินกับนายพานทองแท้

ทนายชุมสาย ยืนยันว่าเช็คจำนวน 10 ล้านบาท ที่นายวิชัย กฤษดาธานนท์ สั่งจ่ายให้นายพานทองแท้ เป็นการโอนเงินในรูปแบบของการทำธุรกิจทางการค้า ซึ่งนายพานทองแท้ ไม่ทราบว่าเงินดังกล่าวได้มาจากการกระทำผิด และไม่มีเจตนาพิเศษที่จะซุกซ่อนหรือปิดบังอำพราง พฤติการณ์ของนายพานทองแท้ ยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามพ.ร.บ.ฟอกเงินมาตรา 5 (1) และ (2)

ทนายชุมสายยังกังวลว่าการสอบของดีเอสไอเจาะจงอยู่เฉพาะกลุ่มของนายพานทองแท้และพวกเท่านั้น ทั้งที่ข้อเท็จจริงมีนิติบุคคลและบุคคลได้รับเงินจากกลุ่มกฤษดากว่า 150 ราย เหตุใดจึงพยายามดำเนินคดีกับคนเพียงกลุ่มเดียว

ทนายคนนี้ยังไปไกลถึงขนาดการันตีว่า "ผมเชื่อว่า นายพานทองแท้ไม่มีพฤติการณ์ฟอกเงินและไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับบริษัทกฤษดามหานครฯและบริษัท ในเครือไม่ว่าในฐานะกรรมการ ผู้ถือหุ้น หรือเป็นพนักงาน จึงถือเป็นบุคคลภายนอก ดังนั้น การที่บริษัทกฤษดามหานครประสบปัญหาทางการเงินจนต้องขอกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย และหากการกู้เป็นการกระทำที่ไม่สุจริตย่อมมีผู้รับรู้ในวงจำกัดเพียง 3 กลุ่ม คือ ผู้บริหารของกลุ่มกฤษดา ผู้บริหารของธนาคารกรุงไทย และผู้บริหารของธนาคารกรุงเทพ ดังนั้นนายพานทองแท้ ย่อมไม่มีทางทราบข้อเท็จจริงได้เลยจนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลฎีกา เช่นเดียวกับบุคคลอื่นๆทั่วไป" นายชุมสาย กล่าว

ทนายชุมสาย ยืนกรานว่า ส่วนเช็คจำนวน 10 ล้านบาท ที่นายรัชดา กฤษดาธานนท์ นำมามอบให้นายพานทองแท้ เมื่อเดือน พ.ค.2547 เกิดขึ้นก่อนจะมีตรวจสอบการอนุมัติสินเชื่อ นอกจากนี้จากการตรวจสอบย้อนหลังยังพบว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทกฤษดามหานครฯ ต่อเนื่อง 20 ปี ตั้งแต่ปี 2535-2555 แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหา นายมีชัย ว่ามีส่วนรู้เห็นกับการทุจริตและฟอกเงิน เท่ากับว่าพนักงานสอบสวนเชื่อว่านายมีชัย ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทอันถือเป็นบุคคลภายในโดยตรง ไม่มีส่วนรู้เห็นหรือทราบว่ามีการทุจริตของบริษัทในเครือ ดังนั้นนายพานทองแท้ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกยิ่งจะต้องไม่ทราบมากกว่านายมีชัย จึงเข้าร้องขอความเป็นธรรมเพื่อให้ระงับการแจ้งข้อกล่าวหากับนายพานทองแท้

การเดินเกมดึงคนอื่นมาเปื้อนโคลนของทีมทนายความของนายพานทองแท้ ดูเหมือนจะทำได้ดีในสนามการข่าว แต่ในสนามวิชาชีพและความเป็นจริง กลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

การเดินหน้าหาความจริงว่า นายพานทองแท้ นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ชินวัตร นายวันชัย หงษ์เหิน สามีนางกาญจนภา และ นายมานพ ทิวารี บิดาของ น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเกี่ยวพันกับการรับเงินปากถุงจากการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยนั้นยากเย็นแสนเข็ญ

มีการเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอมาหลายคน ไล่จาก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง-นายธาริต เพ็งดิษฐ์ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์-นางสุวณา สุวรรณจูฑะ ก็ไม่คืบหน้าจนข้อหารับของโจรหมดอายุความ 10 ปี เพราะนับจากวันที่พบว่ามีการกระทำความผิดคือ เมื่อปี 2547 ทั้งๆ ที่ดีเอสไอรับสอบสวนคดีดังกล่าวตามมติคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มาตั้งแต่ปี 2550 ก่อนที่ กคพ.มีมติให้รับเป็นคดีพิเศษเฉพาะข้อหาฟอกเงิน

ทำไมโอ๊คจึงโดนคดีฟอกเงิน. ทั้งๆที่ทนายชุมสาย และพรรคพวก ออกมายืนกรานว่า เช็ค 10 ล้านบาท ที่นายวิชัย กฤษดาธานนท์ เจ้าของโครงการหมู่บ้านกฤษดานคร สั่งจ่ายให้นายพานทองแท้ ได้มาตั้งแต่ปี 2547 ก่อนมีการตรวจสอบการขออนุมัติสินเชื่อ และนาย พานทองแท้ก็ไม่ทราบว่าทรัพย์สินดังกล่าวได้มาจากการกระทำความผิด และไม่มีเจตนาซุกซ่อนอำพรางทรัพย์สิน อีกทั้งก็ไม่ทราบว่าทรัพย์ดังกล่าวได้มาจากการ กระทำความผิดไม่มีเหตุอันสมควรที่จะถูกแจ้งข้อหาฟอกเงิน

วิญญูชนโปรดพิจารณาจากคำตัดสินของ นายศิริชัย วัฒนโยธิน รองประธานศาลฎีกา และเจ้าของสำนวน 1 ใน 9 องค์คณะผู้พิพากษาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ตัดสินคดีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้เครือกฤษดามหานครโดยทุจริต ให้ความเห็นและวินิจฉัยเรื่องเส้นทางการเงินในคดีนี้เอาไว้ ดังนี้

".เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.2546 นายธีรโชติ พรมคุณ พนักงานของจำเลยที่ 20 (บริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน)) ได้ซื้อแคชเชียร์เช็คธนาคารไทยธนาคาร 26 ล้านบาท โดยหักจากบัญชีของจำเลยที่ 25 (นายวิชัย กฤษดาธานนท์ ผู้บริหารเครือกฤษดามหานคร) สั่งจ่ายนายพานทองแท้ ชินวัตร และนำเข้าบัญชีของนายพานทองแท้ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 184-0-47447-0 แต่ในวันเดียวกันมีการยกเลิกรายการ

ครั้นวันรุ่งขึ้นนายธีรโชติ ซื้อแคชเชียร์เช็ค 26 ล้านบาท สั่งจ่ายบริษัท หลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) เพื่อชำระค่าหุ้นในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของ นางเกศินี จิปิภพ มารดาของนางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขาฯส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร

ต่อมานางเกศินี ได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน 1.8 ล้านบาท เข้าบัญชีของนายพานทองแท้ ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักรัชโยธิน

อย่างไรก็ดี นายพานทองแท้ ชี้แจงเป็นหนังสือต่อ คตส.ว่า จำเลยที่ 26 (นายรัชฎา กฤษดาธานนท์ บุตรนายวิชัย กฤษดาธานนท์) ฝากนายวันชัย หงษ์เหิน (สามีนางกาญจนาภา หงษ์เหิน) ซื้อหุ้นบริษัท ช.การช่าง จำกัด ผ่านบัญชีของ นางเกศินี ครบกำหนดชำระหุ้นเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2546

ซึ่งก่อนครบกำหนดชำระค่าหุ้น เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.2546 จำเลยที่ 26 โทรศัพท์มาแจ้งว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่นำแคชเชียร์เช็คค่าหุ้น 26 ล้านบาท เข้าบัญชีของตนเพื่อฝากโอนให้บริษัท หลักทรัพย์ธนชาตฯ ตนเกรงว่าอาจ ล่าช้าชำระไม่ทันกำหนด จึงแนะนำให้จำเลยที่ 26 ชำระเงินให้แก่บริษัทหลักทรัพย์ธนชาตฯ โดยตรง จำเลยที่ 26 จึงยกเลิกธุรกรรมที่นำแคชเชียร์เช็คฝากเข้าบัญชีของตน

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ทางปฏิบัติในการซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัทหลักทรัพย์นั้น ผู้จะซื้อขายหลักทรัพย์จะต้องเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัทหลักทรัพย์ และจะต้องแจ้งเลขที่บัญชีธนาคารให้บริษัทหลักทรัพย์ทราบ เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์โอนเงินเข้าบัญชีเมื่อมีการสั่งขายหลักทรัพย์ หรือให้บริษัทหลักทรัพย์หักเงินจากบัญชีเมื่อมีการสั่งซื้อหลักทรัพย์

ข้อเท็จจริงได้ความว่า ทั้งนายพานทองแท้ และจำเลยที่ 26 มีความสนิทสนมกัน ต่างก็มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของตนเองหากจำเลยที่ 26 ได้ฝากนายวันชัย ซื้อหุ้นตามที่อ้าง จำเลยที่ 26 ย่อมสามารถโอนเงินค่าหุ้นเข้าบัญชีธนาคารของ นายวันชัย หรือโอนเข้าบัญชีธนาคารของบริษัทหลักทรัพย์ได้โดยตรงอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 26 ต้องนำเงินไปซื้อแคชเชียร์เช็คฝากเข้าบัญชีธนาคารของนายพานทองแท้ เพื่อฝากชำระค่าหุ้นให้นายวันชัย อีกทอดหนึ่ง

ข้ออ้างของนายพานทองแท้ จึงฟังไม่ขึ้น.

กรรมที่ได้กระทำมาตั้งแต่ปี 2546 ตามที่ทนายชุมสาย ผู้กำลัง "ทำงาน" ยกมาอรรถาธิบาย กำลังติดตามหลอกหลอนพานทองแท้ ชินวัตร และคนในบ้านจันทร์ส่องหล้า

'Reset' looms for graft agency under CDC's organic bill - BANGKOK POST Issued date 5 October 2017

MONGKOL BANGPRAPAAEKARACH SATTARABURUTH

The draft of the organic law on the national anti-graft agency has been finished, with key improvements giving more power to the agency to curb corruption while existing commissioners are set to be "reset".

The Constitutional Drafting Committee (CDC) has finished drawing up the first draft of the organic law on the National Anti-Corruption Commission (NACC), CDC spokesman Norachit Sinhaseni said.

The bill will be forwarded to the antigraft agency for consideration in seven days, after which it will be returned to the CDC for review. The bill will then be submitted to the National Legislative Assembly, he said.

The 188-section bill will give the NACC more power to deal with corruption among public office-holders while the task of handling cases involving malfeasance will be handed over to agencies which can tackle higher-end cases, Mr Norachit said.

The bill will also enable the NACC to work faster as it will increase the number of investigators who are legal specialists to replace subcommittees set up by the NACC.

Under the bill, the tasks of the NACC's provincial offices will be limited to only examining assets and liabilities lists, while the NACC's regional offices will be increased to no more than 12 in each region.

The regional office will supervise the provincial offices in the region and will be responsible for initial investigations, Mr Norachit said.

He added that provisional sections under the bill also call for a partial reset of the anti-graft agency.

This means when the bill is enacted, any existing members who do not meet the new stricter qualification requirements under the new constitution will be removed. A selection panel will be set up to find new members to fill the positions, Mr Norachit said.

The CDC spokesman also gave an update on the current status of the 10 bills organic to the constitution drafted by the CDC.

The CDC must finish and submit them to the NLA within 240 days of the enactment of the constitution or before Dec 1.

An organic bill governing the Election Commission became law on Sept 14 after it was published in the Royal Gazette the previous day. It was the first of 10 organic bills drafted by the CDC to come into force.

An organic bill trial procedures for cases involving political-office holders was the next to take effect - on Sept 28, he said.

Mr Norachit said the CDC is expected to submit the organic bill on the Senate to the NLA on Nov 21, while the bill on the election of MPs is expected to sent to the NLA on Nov 28, he said.

Regarding the bill on the Constitutional Court's trial procedures, the NLA voted to accept it in its first reading on Sept 28 and it is now being vetted by an NLA scrutiny panel.

The bill on the state audit passed its first reading by the NLA on Aug 31.

It is now being scrutinised by an NLA panel and it is expected to be tabled for the second and third readings by Oct 19, Mr Norachit said.

ตำรวจขอโหวตเลือกผบ.ตร.สะท้อนปัญหาค่าตอบแทนต่ำ - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560

กรุงเทพธุรกิจ กรรมการปฏิรูปฯ เผยผลสำรวจ ความเห็นตำรวจทั่วประเทศ อยากเลือกผบ.ตร.เอง ทั้งยังสะท้อนปัญหาค่าตอบแทนต่ำ-ขาดอุปกรณ์ ในการทำงาน กังวลระบบอุปถัมภ์ในการเลื่อนตำแหน่ง ด้าน"จักรทิพย์"มอบนโยบายปี61 ลดอาชญากรรม-ยาเสพติด พร้อมบำรุงขวัญเจ้าหน้าที่

นายมานิจ สุขสมจิตร ประธานคณะอนุกรรมการสื่อสารกับสังคม ในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) แถลงภายหลังการประชุมวานนี้ (4 ต.ค.) ว่าจากการรับฟังความคิดเห็นจากเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในกรุงเทพฯ และ ต่างจังหวัด 16 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 5,700 นาย มีประเด็นที่น่าสนใจเช่น ค่าตอบแทนที่ได้รับต่ำเกินไป อุปกรณ์ปฏิบัติหน้าที่ต้องซื้อมาเอง ขอให้มีกฎหมายที่ทำให้เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ โดยให้คัดเลือกตำรวจท้องที่ตามภูมิลำเนาไปประจำในจังหวัดบ้านเกิดของตนเอง

นอกจากนี้ ยังเสนอให้การเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)โดยการลงคะแนนของตำรวจเอง และการเลื่อนตำแหน่งต้องไม่ใช้ระบบอุปถัมภ์ และทำอย่างไรให้ประชาชนเชื่อมั่นตำรวจมากขึ้น รวมทั้งตำรวจต้องมีความรู้ทางกฎหมาย ในการปฏิบัติหน้าที่ และให้ตำรวจละเว้นการดื่มสุราหลังการปฏิบัติหน้าที่ เป็นต้น

นายมานิจ กล่าวอีกว่า พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปฯ ได้กล่าวในที่ประชุมกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคณะกรรมการจนทำให้เกิดความน้อยใจนั้น ไม่ต้องวิตกกังวล แต่ควรดูว่าเราควรปรับปรุงการทำงานอย่างไร เพราะเท่าที่ฟังดูประชาชนคาดหวังสูงเกินไป บางข้อเสนออาจเป็นไปไม่ได้

"ขอให้คณะกรรมการเข้าใจว่าที่เขาสนใจเป็นเพราะเขาเป็นเจ้าของตำรวจด้วย และเราจะทำตามที่เขาขอ 100% คงไม่ได้ แต่ไม่ได้คิดว่าประชาชนเป็นคนละพวกหรือเป็นศัตรูกับเรา เมื่อเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ทำให้เราเกิดความคิดว่าเขามีเหตุผลอย่างไร บางประเด็นถ้าเป็นประโยชน์ของประชาชนเราก็ยอมได้"

"จักรทิพย์"มอบนโยบาย6ด้าน

ขณะเดียวกันพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เรียกประชุมมอบนโยบายการบริหารราชการประจำปีงบประมาณ 2561 โดยมีข้าราชการตำรวจระดับผู้บังคับบัญชาในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 469 นาย เข้าร่วมประชุม

พล.ต.อ.จักรทิพย์ เปิดเผยว่า ได้กำหนดนโยบายบริหารงานให้ทุกหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติสนองต่อนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม มีความโปร่งใส ชัดเจน รวมทั้งให้ข้าราชการตำรวจทำงานตอบสนองความต้องการของประชาชน ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ด้วยการกระจาย อำนาจลงสู่ระดับพื้นที่ โดยเฉพาะระดับสถานีตำรวจ

ทั้งนี้ในปี 2561 ซึ่งเข้าสู่ปีที่ 3 ในการเป็นผบ.ตร. ยังคงมุ่งเน้นภารกิจ 6 ประการ ประกอบด้วย 1.การพิทักษ์ ปกป้อง และ เทิดพระเกียรติเพื่อความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.การรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในสังคม 3.การป้องกันปราบปรามและลดระดับอาชญากรรม 4.การแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกมิติ 5.การเร่งรัดขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปองค์กรตำรวจในยุคประชาชนอาเซียน และ 6.การเสริมสร้างความสามัคคี และการบำรุงขวัญข้าราชการตำรวจ

ชง9แนวทางปฏิรูปกฎหมาย

ด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษก คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย แถลงว่าจากการประชุม 7 ครั้งของคณะกรรมการ ได้กำหนดผลอันพึงประสงค์ของการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย จำนวน 9 ข้อ ดังนี้ 1.มีกลไกให้การออกกฎหมายเป็นกฎหมายที่ดี เท่าที่จะเป็นต้องมีตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ รวมทั้งมีกลไกในการทบทวนหรือกฎที่มีผลใช้บังคับแล้วให้สอดคล้องกับหลักดังกล่าว

2.ยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่ ล้าสมัย เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพของประชาชน 3.จัดให้มีกฎหมายที่สร้างความเป็นธรรมและขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคม 4.ปรับปรุงหรือจัดให้มีกฎหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศขึ้นใหม่ 5.พัฒนากระบวนการจัดทำกฎหมายให้รวดเร็ว รอบคอบ และสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ

6.เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำและเสนอร่างกฎหมาย หรือกฎที่มีความสำคัญและจัดให้มีกลไก ช่วยเหลือประชาชนในการจัดทำและเสนอร่างกฎหมาย

คลอดแผนปฏิรูปประเทศเม.ย.61

7.ดำเนินการให้ประชาชนเข้าถึงกฎหมายหรือกฎโดยสะดวกและเข้าใจกฎหมายได้ง่าย รวมทั้งการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกฎหมาย คำพิพากษา คำวินิจฉัย หรือการตีความกฎหมาย หรือกฎให้ประชาชนเข้าถึงโดยสะดวก 8.ปฏิรูป การเรียนการสอนและการศึกษาอบรมวิชากฎหมายเพื่อพัฒนานักกฎหมายให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่ดี และ9.พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนติดต่อกับเจ้าหน้าที่ ผู้บังคับใช้กฎหมายได้โดยสะดวก เพื่อลดค่าใช้จ่าย และขจัดช่องทางทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่

นายคำนูณ กล่าวว่า คณะกรรมการฯจะต้องทำแผนปฏิรูปให้เสร็จ เพื่อนำสู่การพิจารณาของประธานคณะกรรมการปฏิรูป ทั้ง 11 ด้าน ในวันที่ 25 ธ.ค. นี้ จากนั้นจึงจะส่งต่อยังคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และคณะรัฐมนตรี(ครม.) ตามลำดับ โดยในแต่ละช่วงจะมีเวลาพิจารณาระยะละ 30 วัน

ทั้งนี้ คาดว่าจะได้แผนปฏิรูปประเทศประมาณเดือนเม.ย. 2561