You are here

CG and corruptions News - 5 September 2017

คลังปัดแปรรูป'รัฐวิสาหกิจ'ผ่านก.ม.ใหม่ - กรุงเทพธุรกิจ

สคร.แจง 6 ประเด็น แปรรูปรัฐวิสาหกิจ - โพสต์ทูเดย์

มาร์คจับเท็จบัวแก้วอุ้มปูยื้อยกเลิกพาสปอร์ต บิ๊กป้อมปัดบิ๊กตร.พายิ่งลักษณ์- พิมพ์ไทย

สอบเข้มบ้านริมคลองลาดพร้าว22สหกรณ์ใช้งบต้องโปร่งใส - เดลินิวส์

บทบรรณาธิการสยามรัฐ: อมตะคอร์รัปชันนิรันดร์กาล ? - สยามรัฐ

บทความพิเศษ: 6 ก.ย.วันต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติกับ 'ศาลคดีคอร์รัปชัน' - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ ฟินเทคเปลี่ยนโลก: คอร์รัปชันระวังให้ดี Cashless Society มาแล้ว! - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ กรองสถานการณ์: ออก 'กม.ปลดล็อก' ที่ดินอัลไพน์ ทำเพื่อใคร? - ไทยโพสต์

ข้าราชการ...ตัวช่วยทุจริตจำนำข้าว - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ คมคิดฅนเขียน: แผนซื้อเครื่องบิน - เดลินิวส์

คลังปัดแปรรูป'รัฐวิสาหกิจ'ผ่านก.ม.ใหม่ - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560

กรุงเทพธุรกิจคลังชี้ร่างกฎหมาย พัฒนารัฐวิสาหกิจช่วยพัฒนาการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพและจัดให้มีบริการสาธารณะที่ดีขึ้น ยันคลังถือหุ้นในบรรษัททั้งหมดและไม่มีนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลังชี้แจงประเด็น ที่สื่อสังคมออนไลน์ได้เผยแพร่ข้อวิจารณ์ ร่างพ.ร.บ.การพัฒนารัฐวิสาหกิจว่า คสช.เตรียมออกกฎหมายแปรรูปรัฐวิสาหกิจอำพรางแบบยกเข่งโดยผ่านสภาเสียงข้างเดียวกินรวบหนักกว่ายุคทักษิณหรือไม่ จึงขอชี้แจงว่า ข้อวิจารณ์ข้างต้นเป็นความ เข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงอย่างมาก

ร่างพ.ร.บ.พัฒนารัฐวิสาหกิจไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและไม่เกี่ยวกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่มีวัตถุประสงค์หลักในการปฏิรูปและ ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของ รัฐวิสาหกิจผ่านการส่งเสริมให้มีระบบ ธรรมาภิบาลที่ดี โปร่งใส มาใช้กำกับรัฐวิสาหกิจ และนำมาตรการที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ "เราได้เปิดให้มีการรับฟังความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสหภาพฯเป็นห่วงในประเด็นการแปรรูปนี้ ดังนั้น จึงได้ระบุชัดเจนในร่างกฎหมายว่า บรรษัทฯ ทำหน้าที่ในฐานะผู้ถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจ ที่เป็นบริษัทแทนกระทรวงการคลัง โดยคงความเป็นรัฐวิสาหกิจไว้และกำหนดให้คลังเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบรรษัทฯและหุ้นทุกหุ้นของบรรษัทฯโอนเปลี่ยนมือไม่ได้ ดังนั้น ข้อวิจารณ์ที่ว่า กระทรวงการคลังอยู่ในฐานะผู้ถือหุ้นรายหนึ่งในบรรษัทฯ และจะเปิดให้เอกชนมาถือหุ้นแทน จึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน"

กรณีที่ห่วงว่าหุ้นของรัฐในรัฐวิสาหกิจจะถูกลดสัดส่วนลง จนอาจหมดสภาพความเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยที่ประชาชนไม่มีโอกาสรับรู้นั้น ก็ไม่เป็นความจริง โดยเมื่อกระทรวงการคลังโอนหุ้นในรัฐวิสาหกิจให้แก่บรรษัทฯแล้ว ให้มติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดสัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลังในรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดใดใช้บังคับกับบรรษัทฯ ในการถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจนั้น ด้วย อันมีผลทำให้บรรษัทฯ เมื่อได้รับโอนหุ้น จากกระทรวงการคลังแล้วจำเป็นจะต้อง เพิ่มทุนให้คงสัดส่วนตามที่มติคณะรัฐมนตรี ได้กำหนดไว้ โดยจะไปลดทุนเองไม่ได้

นอกจากนั้น คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(คนร.) จะเป็นผู้เสนอความเห็น ต่อคณะรัฐมนตรีในกรณีที่จะมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นดังกล่าว อันเป็นการสร้างขั้นตอนการลดสัดส่วนหุ้นของรัฐวิสาหกิจขึ้นอีกชั้นหนึ่งเพื่อให้เกิดความรอบคอบ ดังนั้น ข้อวิจารณ์ที่ว่า หุ้นของรัฐในรัฐวิสาหกิจจะถูกลดสัดส่วนไปเรื่อยๆ จึงไม่ถูกต้อง

สคร.แจง 6 ประเด็น แปรรูปรัฐวิสาหกิจ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2560 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติการกำกับดูแลและ บริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. . แต่ก็มีกระแสโซเชียลวิจารณ์หนักเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ และระบุว่า คสช.เตรียมออกกฎหมายแปรรูปรัฐวิสาหกิจอำพราง แบบยกเข่งโดยผ่านสภาเสียงข้างเดียว กินรวบหนักกว่ายุคทักษิณนั้น

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ออกแถลงการณ์แจง 6 ประเด็น ไขข้อสงสัยเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.การพัฒนารัฐวิสาหกิจ

1.กรณี สนช.รับหลักการร่าง พ.ร.บ. พัฒนารัฐวิสาหกิจ โดยนำรัฐวิสาหกิจ 11 แห่ง ที่มีสภาพเป็นบริษัท ให้กับบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ (บรรษัทฯ) เป็นผู้ครอบครองแทน และในอนาคตเมื่อบรรษัทฯ ต้องการเพิ่มทุนในรัฐวิสาหกิจใด แต่รัฐไม่สามารถเพิ่มทุนหรือไม่ต้องการเพิ่มทุน ก็จะเปิดให้เอกชนมาถือหุ้นแทน คือกระบวนการแปรรูปอำพราง

สคร.ขอชี้แจงว่า ร่าง พ.ร.บ.พัฒนารัฐวิสาหกิจ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แต่มีวัตถุประสงค์หลักในการปฏิรูปและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจผ่าน การส่งเสริมให้มีระบบธรรมาภิบาลที่ดี โปร่งใส และนำมาตรการระดับสากลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจ และได้มีการกำหนดไว้ในกฎหมายชัดเจนว่า "ให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบรรษัทฯ และหุ้นทุกหุ้นของบรรษัท โอนเปลี่ยนมือมิได้"

2.หุ้นของรัฐในรัฐวิสาหกิจจะถูกลดสัดส่วนลงไปเรื่อยๆ จนอาจหมดสภาพความเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยที่ประชาชนไม่มีโอกาสรับรู้

สคร.ขอชี้แจงว่า ร่าง พ.ร.บ.พัฒนารัฐวิสาหกิจ กำหนดให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบรรษัทฯ ประกอบกับมาตรา 89 กำหนดให้เมื่อกระทรวงการคลังได้โอนหุ้นในรัฐวิสาหกิจให้แก่บรรษัทฯ แล้ว ให้มติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดสัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลังในรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดใดใช้บังคับกับบรรษัทฯ ในการถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจ นั้นด้วย

3.การนำบริษัทรัฐวิสาหกิจ 11 แห่ง ที่มีทรัพย์สินรวมกันมูลค่ามหาศาล 6 ล้านล้านบาท ซึ่งมีทั้งทรัพย์สินที่ เป็นสาธารณสมบัติ รวมทั้งอำนาจและสิทธิมหาชน เตรียมเปิดขายเหมาเข่ง เป็นกระบวนการผ่องถ่ายทรัพย์สิน ของรัฐให้เอกชนใช่หรือไม่

สคร.ขอชี้แจงว่า บรรษัทฯ เป็นหน่วยงานของรัฐ ที่มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด โดยทำหน้าที่ควบคุมการใช้จ่ายและการลงทุนของบรรษัทฯ รวมถึงประเมินผลการทำหน้าที่ของ บรรษัทฯ คู่ขนานไปกับ คนร. ที่จะกำกับการดำเนินการของบรรษัทฯ ให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจให้มีความพร้อมในการแข่งขันเชิงพาณิชย์ และสามารถดำเนินการได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยยังคงความเป็นรัฐวิสาหกิจไว้

4.การจัดตั้งบรรษัทฯ และการรวบเอากรรมสิทธิ์ในหุ้นรัฐวิสาหกิจไปรวมศูนย์ไว้ในมือของบรรษัทฯ นั้น นอกจากมิได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ประเทศ และไม่สามารถพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจให้ดีขึ้นแต่อย่างใดแล้ว บรรษัทฯ ยังสามารถจะใช้ทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือในการทำธุรกรรมซื้อขายแลกเปลี่ยนกับนักธุรกิจในประเทศและในต่างประเทศได้

สคร.ขอชี้แจงว่า การจัดตั้งบรรษัทฯ ขึ้นตามร่าง พ.ร.บ.พัฒนารัฐวิสาหกิจนี้ เป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนารัฐวิสาหกิจ โดยสร้างความชัดเจนในหน้าที่ของผู้ถือหุ้นของรัฐวิสาหกิจจากเดิมที่มีหน้าที่ ทับซ้อนกันของหลายหน่วยงาน และกำหนดให้บรรษัทฯ ทำหน้าที่เป็นผู้ถือหุ้นเชิงรุก ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 44 แห่งร่าง พ.ร.บ.พัฒนารัฐวิสาหกิจ ที่กำหนดให้จัดตั้งบรรษัทฯ ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ "เพื่อถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจในกำกับของ บรรษัทฯ และกำกับดูแลการประกอบกิจการของรัฐวิสาหกิจในฐานะผู้ถือหุ้น ให้เกิดผลตอบแทนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจ" ดังนั้นการนำรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทที่มีทุนเรือนหุ้นที่ชัดเจน มาอยู่ภายใต้บรรษัทฯ ที่เป็นหน่วยงานของรัฐมีกระทรวงการคลังถือหุ้น 100% จะทำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นจากการมีมาตรฐานการกำกับดูแลเดียวกัน โปร่งใส และรับผิดรับชอบตามหลัก ธรรมาภิบาลที่ดี

5.การดำเนินการต่างๆ จำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบครบถ้วนโดยรัฐสภาเสียก่อน มิใช่ปล่อยให้ สนช.ซึ่งเป็นสภาเสียงข้างเดียวที่แต่งตั้งมาโดยรัฐบาล คสช. มาตัดสินใจแทนคนไทยทั้งประเทศ

สคร.ขอชี้แจงว่า ในการยกร่าง พ.ร.บ.พัฒนารัฐวิสาหกิจ ได้มีการจัด ให้มีการรับฟังความคิดเห็นที่ครบถ้วน ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และ สนช.ได้จัดตั้ง กรรมาธิการฯ เพื่อนำร่างกฎหมายมาพิจารณาให้รอบคอบด้วยอีกชั้นหนึ่ง โดยได้มีประธานสหพันธ์แรงงาน รัฐวิสาหกิจฯ (สพร.ท.) เข้าร่วมเป็น กรรมาธิการฯ ด้วย

6.บรรษัทฯ ที่ตั้งไม่ขึ้นอยู่กับสภา พัฒน์ ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายแรงงาน สัมพันธ์ และ พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ รวมถึงบรรษัทฯ สามารถเลือกองค์กรที่จะเข้ามาตรวจสอบบัญชีได้ จึงไม่แน่ใจว่ากฎหมายที่จะป้องกันทุจริต มีอำนาจตรวจสอบหรือไม่

สคร.ขอชี้แจงว่า ในร่าง พ.ร.บ.มาตรา 51 ได้กำหนดชัดเจนว่า "ให้รัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังได้โอนหุ้นให้แก่บรรษัทฯ ตาม พ.ร.บ.นี้เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และให้นำกฎหมายว่าด้วยคุณสมบัติมาตรฐานพนักงานรัฐวิสาหกิจฯ มาใช้กับพนักงานรัฐวิสาหกิจ นอกจากนั้น ในการกำหนดยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจ คนร.จะเป็นผู้กำกับให้บรรษัทฯ เสนอกรอบนโยบายการพัฒนาและทิศทางการลงทุนของรัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ

มาร์คจับเท็จบัวแก้วอุ้มปูยื้อยกเลิกพาสปอร์ต บิ๊กป้อมปัดบิ๊กตร.พายิ่งลักษณ์- พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560

"บิ๊กป้อม" ชี้ยังไม่ได้รับรายงาน "ยิ่งลักษณ์"เผ่นไปไหน ยันเร่งติดตามตัว เชื่อปล่อยนานสังคมไม่คาใจ ปัดบิ๊กตร.พาหนี ด้านรองโฆษก ตร.แจงเหตุไม่คืบ อ้างกำลังตรวจสอบ "มาร์ค" จับโกหก"บัวแก้ว"อุ้ม "ปู" ซัดยื้อยกเลิกพาสปอร์ต ยันระเบียบทำได้แต่ไม่ทำ

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมกล่าวก่อนเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ถึงความคืบหน้าการติดตามตัวน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า เจ้าหน้าที่กำลังทำอยู่แ ละตนได้กำชับให้ติดตามเรื่องนี้ แต่ยังไม่ได้รับรายงานที่แน่ชัด เพราะยังไม่ได้มีการรายงานเข้ามาเป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนการสอบสวนบุคคลใกล้ชิด 14 คน ก็ไม่ทราบรายละเอียดเนื่องจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้บอกข้อมูลใดๆ เอาไว้ก่อนหายตัวไป โดยไม่บอกใคร ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน เพราะเจ้าหน้าที่กำลังหาอยู่ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศได้ออกหนังสือแจ้งประสานสถานทูตไทยในประเทศต่างๆ ให้รับทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากปล่อยเรื่องนี้เอาไว้นาน จะสร้างความคลางแคลงใจต่อสังคมหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่คาใจหรอก เพราะรู้กันอยู่แล้วว่าไปแล้วเมื่อถามว่า ได้มีการรายงานเบาะแส เกี่ยวกับเรื่องรถยนต์ที่อยู่ในขบวนรถน.ส.ยิ่งลักษณ์อย่างไรบ้าง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า มี 2 ขบวน คือขบวนรถเบนซ์และขบวนรถโฟล์คแต่ยังไม่ทราบรายละเอียด ต่อข้อถามถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ปล่อยให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลบหนี พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า จะปล่อยได้อย่างไร และที่หน้าบ้านพักของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็มีตำรวจเฝ้าอยู่หน้าบ้าน ยืนยันว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือหลบหนีแน่นอน และตำรวจกองบังคับการตำรวจนครบาล4 (บกน.4) ก็รายงานชัดเจนว่าไม่มีใครที่ช่วยหลบหนี และไม่ได้มีการตรวจรถที่ปรากฎเป็นข่าว ไม่ได้เปิดรถและเชื่อว่าไม่มีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่คอยช่วยเหลือตามที่ปรากฎเป็นข่าวแต่อย่างใด

ขณะที่ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รองโฆษกสตช.) กล่าวถึงกรณีปรากฏมีภาพของรถตราโล่ในภาพวงจรปิด บริเวณบ้านพักของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ก่อนหลบหนี ว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน เรื่องผู้ให้การช่วยเหลือหลบหนี รวมถึงการเดินทางผ่านประเทศต่างๆ แต่ยืนยันว่ามีการติดตามสอบถามเป็นระยะๆ ตามกรอบเวลา แต่ต้องให้เวลาแต่ละประเทศ ในการตรวจสอบ ตอนนี้ก็ได้รับคำตอบบ้าง แต่ยังไม่มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะประเทศที่ต้องสงสัย ได้เน้นการสอบถามย้ำไป รวมถึงประเทศกัมพูชา ซึ่งสั่งการให้ผู้ช่วยทูตตำรวจของไทยในกัมพูชา ไปทำการตรวจสอบซ้ำแล้วโดยการประสานข้อมูลกับต่างประเทศ เป็นเรื่องของมารยาท มิตรภาพ ความสัมพันธ์ และข้อแลกเปลี่ยน ตำรวจไทย จะจี้ตามไปทุกวันคงไม่ได้ ขึ้นอยู่อยู่กับมิตรประเทศว่าจะให้ความร่วมมือย่างไร โดยการสอบถามก็มีเป้าอยู่แล้วว่าต้องถามเรื่องอะไรรวมถึงการใช้หนังสือเดินทางผ่านเข้าออกประเทศต่างๆว่าปรากฏการใช้งานในประเทศไหนหรือไม่ รวมถึงการสันนิษฐานว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะใช้หนังสือเดินทางหลายเล่ม ซึ่งตำรวจสันนิษฐานทุกประเด็น ในการสืบหาตัว คนที่จะหลบหนีเขาก็ต้องใช้ทุกวิถีทางในการหลบเลี่ยง

"ส่วนกรณีภาพที่มีการเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ หรือที่มีสื่อต่างประเทศออกมาเปิดเผยข้อมูลที่อ้างว่า เป็นแหล่งที่อยู่ปัจจุบัน ยืนยันว่าจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวให้ชัดเจนก่อน ส่วนจะมีการเชิญสื่อมวลชนมาให้ข้อมูลหรือไม่ ฝ่ายสืบสวนจะเป็นผู้พิจารณาว่าข้อมูลดังกล่าว จะเป็นประโยชน์ในทางการสืบสวนหรือไม่ และยืนยันว่าไม่เคยปิดกั้นข้อมูลทุกด้าน หากใครมีข้อมูลก็ต้องเอามาให้ตำรวจ ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าใครทำเรื่องนี้ก็สามารถมาให้ข้อมูลได้"

เมื่อถามว่าผ่านมา 7 วันแล้ว แต่ตำรวจยังไม่มีความชัดเจนในการตามตัวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เลยพ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวว่า อาจจะมีความคืบหน้า แต่บอกไม่ได้ก็ได้ เรื่องนี้ทาง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิตพรามณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รองผบ.ตร.)กำลังดำเนินการสืบสวน ตรวจสอบอยู่ ซึ่งบ่ายวันเดียวกันนี้ คงมีความชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกัน กรณีปรากฎภาพรถตำรวจที่ระบุว่าเข้า-ออกบ้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก่อนหายตัวไปนั้นต้องรอการตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน โดยจนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบว่าเป็นรถของหน่วยงานใด สังกัดใด ต้องขอเวลาตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน

ทางด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวถึง กรณีการยกเลิกหนังสือเดินทาง(พาสปอร์ต)ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่าเข้าเกณฑ์ในการยกเลิกแล้ว แต่เป็นดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ขณะเดียวกันตามระเบียบในการขอหรือเพิกถอนพาสปอร์ตได้กำหนดคุณสมบัติบุคคลที่สามารถขอและเพิกถอนไว้ ซึ่งเท่าที่จำได้มี 2 ข้อ คือ 1.กรณีมีหมายจับ และ2.ศาลห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้าเงื่อนไขทั้งสองข้อ ตนจึงสงสัยทำไมรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ตอบประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่าตามระเบียบเป็นแบบที่ว่า แต่ใช้ดุลยพินิจว่าจะไม่ถอนก็ต้องอธิบาย การที่ให้ข้อมูลว่า ต้องรอคำพิพากษาของศาลก่อนนั้น ทำให้ประชาชนสับสนและความจริงมันไม่ใช่

เมื่อถามว่าต้องรอยืนยันข้อเท็จจริงก่อนหรือไม่ว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่อยู่ในประเทศไทยแล้ว จึงจะยึดพาสปอร์ตได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน ยกตัวอย่างเช่นถ้ากำลังจะไปต่างประเทศแล้วมีหมายจับ ศาลห้ามออกหลักคือต้องไม่อำนวยความสะดวกให้ออกต่างประเทศได้จะบอกว่าให้ไปอยู่ต่างประเทศก่อนแล้วจึงเพิกถอนพาสปอร์ต คือไม่ใช่เรื่อง ถ้ารัฐบาลมีเหตุผลที่ดีที่ยังไม่จำเป็นต้องเพิกถอน ก็ขอให้อธิบาย แต่อย่าบอกว่าไม่มีระเบียบเพราะความจริงระเบียบกำหนดไว้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่าเท่าที่ดูไม่ค่อยมีความคืบหน้าในการติดตาม และสิ่งที่คิดว่ารัฐบาลจะต้องรับมือต่อไป คือ ถ้าออกนอกประเทศจริงคงจะมีการทำเรื่องขอลี้ภัยทางการเมือง ซึ่งรัฐบาลไทยจะกลายเป็นจำเลยแทน เพราะจะทำให้เกิดความข้องใจในสังคมโลกว่า สรุปรัฐบาลไทย มีปัญหาถึงขนาดที่คนจะต้องขอลี้ภัยหรือไม่ ดังนั้น จึงสงสัยในความจริงจัง ความชัดเจนในการทำหน้าที่ของรัฐบาล

"กรณีนี้ที่ผมเป็นห่วง เฉพาะกรณีคุณยิ่งลักษณ์เราไม่เคยเห็นอะไรที่บ่งบอกว่าถูกคุกคามจากการใช้อำนาจจากฝ่ายบริหาร อย่างมากสุดคือ ติดตามใกล้ชิดน.ส.ยิ่งลักษณ์เกินไป ไม่มีสิ่งใดบ่งบอกว่ากระบวนการยุติธรรมหรือการร้องเรียนแปลว่าคุณยิ่งลักษณ์จะผิดทุกเรื่อง เพราะเห็นยกฟ้องไปหลายเรื่อง แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทุจริต ศาลฎีกา จะกลายเป็นว่ากระบวนการยุติธรรมไทยเป็นที่ยอมรับหรือไมิ่

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่รัฐบาลทำได้ คือจริงจังในการติดตามตัว และรัฐบาลต้องเตรียมชี้แจงกับประชาคมโลกว่าคดีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นคดีทางการเมืองหรือไม่ ซึ่งความจริงโครงการรับจำข้าวถูกตรวจสอบก่อนที่จะรัฐประหารเสียอีก โดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจในการบริหารแม้แต่น้อย แต่ถ้ารัฐบาลไม่ช่วยชี้แจงจะทำให้เกิดความเสียหาย ในกระบวนการยุติธรรม

สอบเข้มบ้านริมคลองลาดพร้าว22สหกรณ์ใช้งบต้องโปร่งใส - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. นายธนัช นฤพรพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เปิดเผยถึงกรณีที่อาจจะมีการทุจริตสหกรณ์บ้านริมคลองลาดพร้าว ว่า การเช่าพื้นที่ของกรมธนารักษ์เพื่อปลูกสร้างบ้าน ซึ่งในแต่ละชุมชนต้องรวมตัวกันเป็นสหกรณ์หรือกลุ่มออมทรัพย์ อย่างไรก็ตามข้อกำหนดของการกู้ยืมเงินสร้างบ้านมั่นคงนั้น ชาวบ้านจะต้องออมเงินให้ได้จำนวน 5 เปอร์เซ็นต์ของราคาค่าบ้านที่จะก่อสร้าง โดยออมเงินผ่านสหกรณ์ ในกรณีของชุมชนริมคลองบางบัวนั้น สมาชิกกลุ่มออมทรัพย์เกิดความกังวลว่าเงินที่ทำการออมทรัพย์เพื่อเป็นหลักในการกู้ยืมเงินจากพอช. อาจมีการบริหารจัดการเงินอย่างไม่โปร่งใส และทำให้เงินออมในแต่ละครัวเรือนสูญหายไปได้ โดย พอช.อยู่ระหว่างการเข้าตรวจสอบกลุ่มสหกรณ์ชุมชนริมคลองบางบัว ว่าดำเนินการอย่างถูกต้องหรือไม่ หากไม่โปร่งใสก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งนี้ พอช.จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมดูแลการบริหารจัดการเงินออมของทั้ง 22 สหกรณ์ ในรูปแบบทีมสอบทานเป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้องของการบริหารจัดการเงิน เนื่องจากเมื่อชาวบ้านออมเงินได้ 5 เปอร์เซ็นต์ของราคากู้ยืมเงินก่อสร้างบ้านแล้ว เมื่อเข้าสู่กระบวนการ พอช.ก็จะสนับสนุนงบประมาณให้แต่ละครัวเรือน ดังนั้นจึงต้องมีการตรวจสอบการบริหารจัดการเงินอย่างใกล้ชิด.

บทบรรณาธิการสยามรัฐ: อมตะคอร์รัปชันนิรันดร์กาล ? - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560

วันที่ 6 กันยายน เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชัน ที่ "องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน" อันเป็นการรวมตัวของภาคประชาชนตั้งขึ้นมา

แน่นอนว่าผู้ที่คอร์รัปชัน มิได้ตั้งวันนี้เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันภาคราชการและภาค "ไทยเฉย" ก็มิใช่ผู้ตั้ง

มีเรื่องตลกร้ายที่นินทากันข้างถนนว่า คนไทยจะต่อต้านคอร์รัปชันขณะที่ตนเองยังไม่มีโอกาส และ/หรือ อำนาจจะทำ แต่ถ้ามีโอกาส และอำนาจเมื่อใด ก็จะคอร์รัปชัน

เรื่องเล่านี้โหดร้ายเกินไป แต่ถ้าตีความการคอร์รัปชันให้ลึกแล้ว กรณีข้าราชการ "อู้งาน" "หนีงาน" ไปดื่มเหล้า ก็ถือเป็นการ"คอร์รัปชันเวลา" เหมือนกัน

หลายศตวรรษหลายร้อยปีที่ผ่านมา "คอร์รัปชัน" เป็นภัยคุกคามลำดับต้นๆ ที่ฉุดรั้งการพัฒนาของประเทศไทย สร้างความเสียหายให้เศรษฐกิจและสังคมอย่างมิอาจประเมินค่าได้ คือสยามเราฉ้อราษฎร์บังหลวงกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว รากมันฝังลึก บางท่านจึงเสนอว่า คอร์รัปชันมันเป็นปัญหาทางวัฒนธรรม

"องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน" เป็นองค์กรภาคประชาชนที่ทำงานหนัก ยิ่ง องค์กรฯ นี้ต้องทำงานหนักและจัดงานบ่อย ก็ยิ่งแสดงว่า การคอร์รัปชันยิ่งร้ายแรง

วันที่ 6 กันยายน ของทุกปี เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชัน ที่ "องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน" เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนปฏิเสธการทุจริต คอร์รัปชันทุกรูปแบบ องค์กรฯนี้เกิดขึ้นก็เพราะสถานการณ์คอร์รัปชันเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ และขยายวงกว้างเป็นเครือข่าย ตั้งแต่ระดับนักธุรกิจ ข้าราชการ และนักการเมืองตั้งแต่ระดับชาติลงไปจนถึงระดับตำบล

การแก้ไขปัญหายังมีอุปสรรคในหลายปัจจัย ทั้งนี้ มีงานวิจัยพบว่า ประชาชนร้อยละ 60 นั้นยอมให้เกิดการคอร์รัปชันได้ หากตัวเองได้ประโยชน์ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคด้านอื่นๆ เช่น การไม่จริงจังของภาครัฐ และฝ่ายบริหารในการตรวจตรา และเข้มงวดให้มากยิ่งขึ้น

การปลุกพลังต่อต้านคอร์รัปชันหลายปีที่ผ่านมา มีผลสำเร็จน่าพอใจ ผลพวงที่เกิดขึ้น ที่โดดเด่นคือ เรื่องการทำให้ "กรรมสนองโกง" ได้จริงในกรณี "โกงจำนำข้าว"

อย่างไรก็ตาม การต่อต้านคอร์รัปชันก็ยังมีอุปสรรคและต้องการพลังประชาชนอีกมาก สังคมไทยกำลังตื่นตัวมากขึ้นกับการไม่ยอมรับคนโกงหรือผู้ทุจริตคอร์รัปชัน เมื่อคอร์รัปชันนั้นอยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนาน จึงไม่แปลกที่การเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องใช้เวลา ทำให้คนส่วนใหญ่เริ่มคิดว่า ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ในเรื่องคอร์รัปชัน การทุจริตในอนาคตก็จะยากขึ้น นี่คือเป้าหมายของ "องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน"

การคอร์รัปชันนั้นมีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมกับทุกคนทางตรงก็คือ ทำให้ผลประโยชน์ที่เราควรจะได้รับจากเงินภาษีนั้นหายไป ทางอ้อมก็คือทำให้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจประเทศนั้นแย่ขณะเดียวกันหากคนของเรามีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชันจนเป็นนิสัย ต่างชาติก็ไม่เลือกที่จะมาทำธุรกรรมด้วย เหตุผลเหลานี้ถ้าทุกคนเห็นด้วยเมื่อไหร่ การมีส่วนร่วมในการต่อต้านก็จะเกิดขึ้นภาระหนี้สินของประเทศที่เกิดขึ้น พวกเด็กๆ ที่กำลังจะโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตนั่นแหละที่ต้องรับผิดชอบ เห็นอย่างนี้แล้ว จะไม่บอกว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวได้อย่างไร

วันที่ 6 กันยายน ปีนี้ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)ชวนกันนับถอยหลังการส่งต่อประเทศไทย สู่การเลือกตั้งครั้งใหม่โดยจะเปิดเวทีระดมความคิดป้องกันนักการเมือง (แบบเก่า) กลับมาทำร้ายประเทศ! ที่ห้องคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ บี2 ชั้น22 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอนด์บางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

บทความพิเศษ: 6 ก.ย.วันต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติกับ 'ศาลคดีคอร์รัปชัน' - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560

ฐนยศ คีรีนารถ

ปัญหาซื้อขายตำแหน่งในวงราชการตำรวจ ปัญหาซื้อขายตำแหน่งในวงราชการอื่นๆ ปัญหาฮั้วประมูลงานในวงราชการระดับสูง ใน อบจ. และอบต. ปัญหาทุจริต คอร์รัปชัน ในรูปแบบ อื่นๆ ทั้งหลาย ล้วนเป็นปัญหาสังคมสูงสุด ในสังคมไทย ต้องได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง และเร่งด่วนเป็นที่สุดเพราะทำให้สังคมไทยอ่อนแออย่างหนัก เป็นต้นเหตุให้สังคมไทย แตกความสามัคคี แยกพวก แยกสี แยกถิ่น แยกภาค เนื่องจากผลประโยชน์ขัดแย้งไม่ลงตัว ทั้งทำลายขวัญและกำลังใจของสุจริตชน ในการประกอบสัมมาอาชีพอย่างรุนแรง เป็นอุปสรรคในทางธุรกิจการค้าภายในประเทศและระหว่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง

กล่าวกันว่า "ถ้าต้องซื้อตำแหน่งด้วยเงิน สามล้านบาท ต้องโกงให้ได้อย่างน้อยสามสิบ ล้านบาท" เป็นเรื่องที่น่ากลัวเป็นที่สุด น่าประหวั่น พรั่นพรึงเป็นอย่างยิ่ง

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือศาลคดีคอร์รัปชัน (CORRUPTION COURT) ได้จัดตั้งขึ้นแล้วตามเสียงเรียกร้อง ของมวลมหาชน รัฐบาลนี้ โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ เห็นความจำเป็น จงดำเนินการให้ นับว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นการยากยิ่งที่จะให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะจัดตั้งให้ได้ เพราะเป็นองค์กรตรวจสอบ และลงโทษผู้ทุจริตคอร์รัปชัน รวมถึง นักการเมืองทั้งหลาย ทั้งระดับท้องถิ่น อบจ. และอบต. และทุกองค์กรให้ปฏิบัติหน้าที่ อย่างโปร่งใสและมีคุณธรรม

แม้ว่ามีการจัดตั้งศาลคดีคอร์รัปชัน (CORRUPTION COURT) รวมถึงมีการ ออกกฎหมายในรูปแบบต่างๆ หรือแม้ ใช้มาตรการทางกฎหมายให้ฟ้องจำเลยและ สืบพยานลับหลัง ในดคีอาญาของนักการเมือง หรือบัญญัติกฎหมายให้ไม่ขาดอายุความ หรือไม่มีอายุความ และลงโทษผู้ทุจริตอย่างรุนแรง แม้ห้ามสมัครรับเลือกตั้งเป็นตัวแทนประชาชนตลอดชีวิต ก็ตาม ก็หาเป็นการแก้ไขปัญหาทุจริตซื้อขายตำแหน่งในวงราชการ หรือการทุจริตในกรณีอื่นๆ ได้หมดสิ้น หรือ ทุเลาเบาบางลงไม่ ตราบเท่าที่ยังไม่ได้พิจารณาแก้ไขปัญหาข้อกฎหมาย หรือจุดอ่อน หรือช่องว่างของกฎหมายต่อไปนี้

ประการหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 บัญญัติให้ เจ้าพนักงาน เรียก รับ หรือยอมจะรับสินบน มีความผิด มีโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปี ถึงประหารชีวิต และมาตรา 144 บัญญัติให้ผู้ใด ให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน มีความผิดมีโทษจำคุกไม่เกิน ห้าปี กล่าวคือ มีความผิดและต้องรับโทษ ทั้งเจ้าพนักงานผู้รับสินบนและประชาชน ผู้ติดสินบน คือเป็นความผิดและลงโทษ "ทั้งหนู ทั้งแมว" จึงร่วมกันปกปิด ปิดบัง ซ่อนเร้นวิธีดำเนินการ เพื่อ "หลบหนี ความผิดทั้งคู่" เป็นจุดอ่อนของประมวลกฎหมายอาญาอย่างชัดแจ้ง ต้องได้รับการศึกษาวิเคราะห์และแก้ไขโดยเร่งด่วนที่สุด

หลักการสำคัญในการแก้ไขปัญหาสำคัญดังกล่าว มีหลายวิธี เช่น

1. บัญญัติกฎหมาย หรือแก้ไขกฎหมายให้เอาโทษเฉพาะเจ้าพนักงานผู้รับสินบน ฝ่ายเดียว เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องรักษา กฎหมายอย่างเคร่งครัด และกำหนดให้ฝ่าย ผู้ติดสินบนก็เป็นความผิด แต่ไม่เอาโทษ ตามทฤษฎี เจ้าพนักงาน มีหน้าที่รักษากฎหมายยิ่งกว่าประชาชนทั่วไป หรือ

2. บัญญัติกฎหมาย หรือแก้ไขกฎหมาย ให้กันผู้ติดสินบนไว้เป็นพยาน ไม่ต้องถูก ดำเนินคดี โดยถือว่ายังเป็นผู้กระทำความผิด เพราะเป็นการกระทำมิชอบและผิดศีลธรรม ตามทฤษฎี การกันผู้ร่วมกระทำความผิดไว้เป็นพยานเพื่อปราบปรามลงโทษผู้กระทำความผิดแท้จริง หรือ

3. บัญญัติกฎหมาย หรือแก้ไขกฎหมายให้ฝ่ายเจ้าพนักงานที่รับสินบน หรือฝ่ายผู้ติดสินบน ที่เปิดเผยเสนอข้อมูลหลักฐานการทุจริต ต่อเจ้าพนักงานก่อน ให้ไม่ต้องรับโทษ ตามทฤษฎี "ผู้เปิดเผยความผิดก่อน สมควรได้รับการยกเว้นโทษ" ซึ่งเป็นที่นิยมในหลายประเทศ และ

4. บัญญัติกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมาย ให้ประชาชนผู้มีหลักฐานการชำระภาษีประจำปี เป็นผู้เสียหาย ตามกฎหมาย ให้มีอำนาจฟ้อง หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ในคดีที่มีการทุจริตงบประมาณแผ่นดิน ตามทฤษฎี ประชาชนมีหน้าที่เฝ้าระวังงบประมาณแผ่นดิน

หลักการเหล่านี้ เป็นการถ่วงดุลอำนาจตัดสิน ในการกระทำความผิดระหว่าง เจ้าพนักงานผู้รับสินบน หรือรับซื้อตำแหน่ง หรือรับวิ่งเต้นซื้อตำแหน่ง กับฝ่ายผู้ติดสินบนให้ต้องยั้งคิดมากขึ้น เพราะอาจถูกเปิดเผยข้อมูลง่ายขึ้น และอาจถูกดำเนินคดีง่ายขึ้น ทำให้ทั้งหนูทั้งแมว ต้องยับยั้งชั่งใจ ในการ กระทำความผิดมากขึ้น เป็นผลให้การ ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน ได้ผลในทางปฏิบัติมากยิ่งขึ้น จึงสมความเพิ่มหลักการ ดังกล่าวบางข้อ ไว้ในพระราชบัญญัติวิธี พิจารณาคดีทุจิตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 เพื่อใช้พิจารณาคดีในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตามที่จัดตั้งไว้แล้ว เช่นนี้ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันจะได้ผลสมบูรณ์และเด็ดขาดอย่างที่สุด

ประการหนึ่ง เดิมเมื่อหลายปีก่อนมีการดำริให้บุคคลผู้เข้ารับราชการใหม่ในชั้นต้น รวมทั้งนักการเมือง ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น ที่เข้ามาใหม่ ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินเบื้องต้น ทันทีไว้ก่อน และปีใดได้ทรัพย์สินพิเศษ มากกว่ารายได้รวมประจำปี ต้องแจ้งเพิ่มเติมทันที แต่ขณะนั้นเห็นว่ายุ่งยากในการจัดเก็บเอกสารจำนวนมาก ปัจจุบัน การเก็บเอกสารในรูปแบบดิจิทัล ทำได้โดยง่ายแล้ว สมควรมีระเบียบ ข้อบังคับ หรือบัญญัติกฎหมายให้มีการแจ้งบัญชีทรัพย์สินครั้งแรกหรือชั้นต้น จะเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง และได้ผล ในทางปฏิบัติอย่างเด็ดขาด

ท่านทั้งหลายครับ ถึงเวลาแล้วที่ทุกท่าน ผู้มีความรู้ดีและห่วงใยสังคม จะต้องช่วยกันคิด ช่วยกันเสนอแนะ ช่วยกันทำ เพื่อแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในรูปแบบต่างๆ ให้หมดสิ้นไป จากสังคมไทย และประเทศไทยโดยเร็วที่สุด เพื่อลูกหลาน และคนไทยทั้งมวลครับ

คอลัมน์ ฟินเทคเปลี่ยนโลก: คอร์รัปชันระวังให้ดี Cashless Society มาแล้ว! - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560

เจษฎา สุขทิศ, CFA

ผู้ร่วมก่อตั้ง บลน.อินฟินิติ และ FINNOMENA

ลองหลับตานึกภาพที่เวลาทำผิดกฎจราจร ธรรมเนียมป่วยๆ ของคนไทยก็คือการเอาธนบัตร พับเป็นก้อนเล็กๆ ส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ เพื่อจะไม่ต้องเสียค่าปรับ และยุ่งยากเสียเวลากับการไปโรงพัก แต่ ถ้าเราไปถึงจุดที่การจ่ายค่าปรับทั้งหมด "ไม่ใช้เงินสด" เช่น จ่ายด้วย e-wallet หรือจ่ายผ่านแอพ Mobile Banking ของธนาคารต่างๆ เชื่อได้เลยว่าการติดสินบนเจ้าหน้าที่จะลดลงฮวบฮาบ เพราะถ้าเราจ่ายสินบนผ่านธุรกรรมออนไลน์ให้เจ้าหน้าที่ก็เท่ากับว่าเป็นการสร้างหลักฐานการทำผิดติดสินบนเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจน เด็ดมั้ยล่ะครับงานนี้

สังคมไร้เงินสด หรือ Cashless Society เป็นกระแสที่กำลัง มาแรงมากชั่วโมงนี้ และที่โดนใจสุดๆ ก็คือเจ้า Cashless Society นี้ เป็นสิ่งที่มักจะวิ่งสวนทางกับการทุจริต ติดสินบนต่างๆ โดยยิ่งประเทศ เข้าสู่สังคมไร้เงินสดมากเท่าไร การทุจริตคอร์รัปชันก็จะทำได้ยากขึ้นเท่านั้น

อีกตัวอย่างคือ ถ้าร้านค้าร้านรวงต่าง ๆ ต้องรับรายได้ทั้งหมด ผ่านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสด จากเดิมที่ชอบโกงกันด้วย การให้บริษัทรับรายได้น้อยๆ เพื่อเสียภาษีน้อยๆ เวลาลูกค้าจ่ายมาเป็นเงินสดก็ไม่ออกบิลบ้าง หรือออกบิลที่ไม่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีบ้าง เวลาเจ้าพนักงานมาตรวจสอบก็ใช้การติดสินบนเพื่อให้ผ่านพ้นไปได้ แต่ถ้ารายได้ทั้งหมดต้องรับผ่านช่องทางออนไลน์ ก็จะเป็นตัวช่วย บีบให้เหล่าบริษัทต่างๆ ต้องรับรายได้ตามความเป็นจริงมากขึ้น ภาครัฐก็เก็บภาษีได้มากขึ้น และ การติดสินบนเจ้าพนักงานน้อยลง ในประเทศสวีเดน ปัจจุบันธุรกรรมที่ใช้เงินสดเหลือเพียง 5% ของธุรกรรมทั้งหมดไปแล้ว คำพูด ที่เคยติดปากเวลากินข้าวว่า "คุณรับเครดิตการ์ดมั้ย" ทุกวันนี้กำลังเปลี่ยนเป็น "ที่ร้านรับเงินสดหรือไม่" เพราะหลายๆ ร้านค้า ได้เลิกรับเงินสดไปแล้ว การ โอนเงินให้ระหว่างกันคนสวีเดนจะใช้แอพที่ชื่อ Swish เช่น เวลามากินข้าวพร้อมกันแล้วอยากจะแชร์กันจ่ายเงินขณะที่ ในฝรั่งเศสทุกวันนี้ถ้าจะทำธุรกรรมที่เกิน 1,000 ยูโรก็ห้ามใช้เงินสด ในการทำธุรกรรมแล้ว

ถ้าวันหนึ่งรัฐบาลเลิกพิมพ์เงินสด สกุลเงินทางเลือก (Alternative Currency) น่าจะเข้ามาแทนที่ ยกตัวอย่างเช่น กรณีของประเทศกรีซ ที่มีการออกสกุลเงิน TEM ออกมาโดยรัฐบาล โดยสามารถใช้ สกุลเงินดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกด้วย โดยในประเทศกรีซได้มีการใช้สกุล TEM ได้เฉพาะในเมือง Volos โดยประชาชนแต่ละคนสามารถใช้ TEM ในการจับจ่ายใช้สอยได้ และแต่ละคนไม่สามารถถือได้มากกว่า 1,200 TEM จึงทำให้ประชาชน เร่งการจับจ่ายใช้สอย ถ้าหากต้องการได้รับ TEM เพิ่มจากรัฐบาล ส่งผลให้ร้านค้าต่างๆ ยอดขายมากขึ้น นอกเหนือจากสกุลเงินทางเลือกเหล่านี้ Crypto Currency ก็น่าจะมีความนิยมมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งทุกวันนี้การใช้ Bitcoin หรือ Ethereum ในการจ่ายเงินก็เริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดนี้ที่ประเทศอินเดียเพิ่งออกมาตรการหนึ่งมาโดนใจมากๆ คือไม่อนุญาตให้จ่ายค่าปรับการผิดกฎจราจรด้วยเงินสดอีกต่อไป ให้จ่ายผ่านทางเดบิต หรือเครดิตการ์ดเท่านั้น สำหรับคนที่ไม่มีการ์ด ก็ห้ามจ่ายเงินสดด้วย ให้ไปจ่ายทางช่องทางที่เป็นทางการของรัฐ เพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชัน เมืองไทยน่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างอินเดีย จริงๆ ครับงานนี้

การเลิกใช้เงินสดโดยสมบูรณ์อาจจะฟังดูเหมือนเรื่องเพ้อฝัน แต่ถ้าสังเกตให้ดีมันก็กำลังคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ เวลาเรานั่ง Uber เดี๋ยวนี้ก็ตัดผ่านการ์ดอัตโนมัติ ซื้อของออนไลน์ทางเว็บ Amazon Lazada ก็ผ่าน Paypal Omise หรือบัตรเครดิต เวลาซื้อของ ผ่านทาง Social Media อย่างไลน์ หรือเฟซบุ๊ค ก็มักจะโอนผ่าน Mobile Banking เวลาสั่งอาหาร Delivery ก็เริ่มใช้ LINE MAN ควบไปกับ LINE Pay ล่าสุดเหล่าแบงก์ต่างๆ ก็เริ่มมารณรงค์เรื่อง การใช้ QR Code ตั้งแต่การซื้อของที่แผงจตุจักร ไปจนถึง การขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง แต่ที่ล้ำสุด ๆ เห็นจะหนีไม่พ้นขอทาน ของประเทศจีนที่ปัจจุบันนี้แต่ละคนมักจะมี QR Code ประจำตัว และคนจีนสามารถให้ทานกันแบบ cashless กันได้แล้วล่ะครับ

อีกเรื่องที่ผมชอบมากๆ คือการซื้อสิทธิขายเสียงจะทำได้ยากขึ้นมากถ้าเราเข้าสู่สังคมไร้เงินสด นึกถึงคืนหมาหอน แต่นักการเมืองเลวๆ ไม่สามารถหาเงินสดมาแจกได้ ไอ้ครั้นจะโอนด้วย e-wallet ก็กลัว จะมีหลักฐาน ทั้งคนซื้อเสียง ขายเสียงก็คงจะกลัวถูกจับได้ แหม พอนึกแล้วก็อยากให้มันมาถึงเมืองไทยเร็ว ๆ จริง ๆ ครับไอ้สังคม ไร้เงินสดเนี่ย พอถึงวันนั้นโจรปล้นแบงก์ก็จะหมดทางทำมาหากิน ก็เพราะในแบงก์ไม่มีธนบัตรให้ปล้นแล้วยังไงล่ะครับ

"การซื้อสิทธิขายเสียงจะทำได้ยากขึ้นมากถ้าเราเข้าสู่สังคมไร้เงินสด"

คอลัมน์ กรองสถานการณ์: ออก 'กม.ปลดล็อก' ที่ดินอัลไพน์ ทำเพื่อใคร? - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560

การอุทธรณ์คดีของ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตรองปลัด กระทรวงมหาดไทย ที่ถูกศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา กรณีเรื่องที่ดินอัลไพน์ กำลังอยู่ในช่วงที่ยงยุทธและทีมทนายความกำลังจะยื่นอุทธรณ์คดี เพื่อสู้คดีกันต่อไป

ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาเรื่อง ที่ธรณีสงฆ์ ตามพินัยกรรมของนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ที่ยกที่ดินให้กับวัดธรรมิการาม แต่ได้ถูกเล่นแร่แปรธาตุจากกลุ่มอดีตนักการเมืองที่เคยดูแลกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย และนักธุรกิจ ได้นำที่ดินดังกล่าวไปดำเนินการบางอย่าง จนสุดท้าย มีการโอน-ขายที่ดิน ไปอยู่ในมือของบริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตท จำกัด และบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟแอนด์สปอร์ตคลับ จำกัด ที่นำไปสร้างสนามกอล์ฟและหมู่บ้านอัลไพน์

ถึงตอนนี้ก็พบว่า กำลังจะมีการปัดฝุ่น หาทางแก้ปัญหาเรื่องนี้กันอีกรอบ โดยมี สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นเจ้าภาพ ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ด้วยวิธีการเตรียมออกเป็นกฎหมาย เพื่อปลดล็อกเรื่องดังกล่าว ซึ่งพอสำนักพุทธฯ โดยมีกรมที่ดินเป็นลูกคู่ เริ่มขยับ สังคมก็จับตาและตั้งคำถามทันทีว่า การคิดออกกฎหมายเรื่องที่ดินอัลไพน์ ทำไมทำแบบเงียบๆ และทำเพื่อวัตถุประสงค์อะไร

ทั้งนี้ ปัญหาที่ดินอัลไพน์ดังกล่าวที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน คนในสังคมก็ยังเชื่อว่า กระบวนการทำนิติกรรมในขั้นตอนต่างๆ มีข้อน่าสงสัย จนทำให้ที่ดินของนางเนื่อม ที่ทำพินัยกรรมยกที่ดินบริเวณคลองหลวง ให้วัดธรรมิการามวรวิหาร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แต่สุดท้ายเจตนารมณ์ตามพินัยกรรมดังกล่าวไม่เกิดขึ้นจริง เพราะที่ดินกลับถูกนำไปขายโอนให้กับกลุ่มบริษัท อัลไพน์ฯ

ข้อเคลือบแคลงดังกล่าว ก็ทำให้กลายเป็นเรื่องราวคดีความมากมาย ล่าสุดก็คือ คดียงยุทธ วิชัยดิษฐ นั่นเอง ก่อนหน้านั้นก็คดีของเสนาะ เทียนทอง แต่ว่าคดีขาดอายุความไปเสียก่อน

ปมปัญหาที่ดินอัลไพน์ที่ยืดเยื้อมาหลายปีนั้น เป็นเพราะคณะกรรมการกฤษฎีกาและกรมที่ดินเคยมีมติและความเห็นว่าเป็นที่ธรณีสงฆ์ มูลนิธิมหามกุฏฯ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเนื่อม จึงต้องโอนที่ดินมรดกตามพินัยกรรมให้กับวัดธรรมิการามเท่านั้น จะโอนให้แก่บุคคลอื่น ซึ่งก็หมายถึงบริษัท อัลไพน์ฯ ไม่ได้

เมื่อกฤษฎีกาและกรมที่ดินมีความเห็นเช่นนี้ ทำให้ที่ผ่านมาก็มีความพยายามจะหาทางออกเรื่องนี้มาตลอด เพื่อปลดล็อก แก้ปัญหา ให้กับประชาชน ซึ่งซื้อที่ดินโดยสุจริต ไม่รู้ว่าเป็นที่ธรณีสงฆ์ แต่ต้องมาคอยกังวลใจว่าจะโดนถอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งซื้อมาในวันใดวันหนึ่ง แต่การหาทางออกดังกล่าวก็ติดขัดข้อกฎหมาย ทำให้เรื่องค้าคางมาตลอด

แต่สาเหตุใหญ่ก็คือ ทุกคนรู้กันดีว่า ถ้าใครคิดจะออกกฎหมายลักษณะดังกล่าว จะถูกมองทันทีว่า ออกกฎหมายเพื่อทำให้การโอนที่ดินซึ่งทำโดยไม่สุจริต ผิดกฎหมาย ไม่ทำตามพินัยกรรม ให้กลายเป็นเรื่องถูกกฎหมาย อันเป็นเรื่องที่ผู้คิดจะดำเนินการจะมีความเสี่ยงทางการเมือง และเสี่ยงโดนเอาผิดทางกฎหมายตามมาแน่นอน

ทำให้ที่ผ่านมา ฝ่ายการเมืองในยุครัฐบาลไทยรักไทย-พลังประชาชน-เพื่อไทย ก็ไม่กล้าคิดจะออกกฎหมายฉบับนี้ แม้อยากจะทำ ส่วนข้าราชการในกรมที่ดิน-สำนักพุทธฯ ก็มีข่าวว่า ตั้งแท่นศึกษาเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว แต่ก็ไม่กล้าทำอะไร เพราะต้องรอสัญญาณจากฝ่ายการเมือง

มาถึงตอนนี้พบว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่แค่ศึกษา แต่ยกร่างออกมาแล้ว ใช้ชื่อว่า "ร่าง พ.ร.บ.โอนกรรมสิทธิ์ที่ธรณีสงฆ์วัดธรรมิการามวรวิหารฯ ให้แก่มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยฯ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา พ.ศ. ...."

ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มีทั้งสิ้น 5 มาตรา แต่มาตราสำคัญสุดก็คือ มาตรา 3 และ 4 ที่สรุปความได้ว่า ให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ธรณีสงฆ์วัดธรรมิการามวรวิหารฯ ให้แก่มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเนื่อม โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2533

และให้การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินและการดำเนินการใดตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน เกี่ยวกับโฉนดที่ดิน ซึ่งได้กระทำลงภายหลังที่ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ธรณีสงฆ์ จนถึงวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย

แม้เรื่องนี้ยังเหลือขั้นตอนอีกหลายสเต็ป หากคิดจะดันออกมาเป็นกฎหมายให้มีผลบังคับใช้ เพราะยังไม่เคยส่งไปให้คณะรัฐมนตรี-กรรมการกฤษฎีกาพิจารณา หลักก็คือต้องได้ไฟเขียวจากรัฐบาลด้วยว่า จะเอาด้วยหรือไม่ ซึ่งหากรัฐบาลเห็นว่าเป็นเผือกร้อน ไม่อยากเข้าไปยุ่ง เพราะเสี่ยงทั้งแรงต้านทางการเมือง และอาจถูกร้อง กลายเป็นคดีความตามมา ก็อาจบอกปัด หรือเก็บเรื่องใส่ลิ้นชัก ดีกว่าจะเดินหน้าออกกฎหมายแล้วเจอความเสี่ยง.

ข้าราชการ...ตัวช่วยทุจริตจำนำข้าว - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560

ไพรม์ไทม์ เนชั่นทีวีwww.facebook.com/primetimeN22/

คดีระบายข้าวแบบจีทูจี หรือ รัฐต่อรัฐ ที่อยู่ในกระบวนการไต่สวนของศาลมานานถึง 6 ปี ในที่สุดก็มาถึงบทสรุป เมื่อ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก บุคคล 3 กลุ่ม รวม 28 ราย

อาจไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายที่ความสนใจของสื่อและสังคมมุ่งไปที่นักการเมืองมากกว่าจำเลยคนอื่นๆ โดยเฉพาะ บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของนักการเมืองที่ทุจริตจากโครงการที่ถูกสร้างภาพว่า เป็นนโยบายประชานิยมเพื่อช่วยเหลือชาวนา

แต่นักการเมืองอย่างบุญทรงและภูมิจะไม่มีทางอุปโลกน์โครงการขายข้าวรัฐต่อรัฐได้สำเร็จถ้าไม่มีข้าราชการร่วมขบวนการ "จริงๆ แล้วเรื่องการทุจริตในเชิงนโยบาย เฉพาะฝ่ายการเมืองทำเองไม่ได้ มันต้องมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมด้วย ถ้าไม่มีราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือ ไม่มีทางจะทำได้เลย ผมไม่เชื่อว่าคุณบุญทรงจะมีศักยภาพในการทำจีทูจีด้วยตัวเองทั้งหมด เพราะเรื่องนี้มันยาก และซับซ้อน และยิ่งเราไม่เห็นตัวละครทั้งหมด ดังนั้นมันต้องมีผู้อยู่เบื้องหลังในการวางแผนทั้งหมดว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง จะเอาบริษัทไหนมาเซ็นสัญญาเพราะลงทุนไปเอาหัวรัฐวิสาหกิจจากประเทศจีน ตัวละครจากประเทศจีนมาลงนาม ฉะนั้นแน่นอนมันต้องมีตัวใหญ่ในการคุมเกมทั้งหมด..." นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก ประชาธิปัตย์ผู้มีบทบาทมากที่สุดในการตรวจสอบและเปิดโปงขบวนการทุจริตนี้ ระบุ

คำพิพากษาของศาลในคดีนี้ จึงเป็น การส่งสัญญาณที่ชัดเจนไม่ใช่เพียงไปยัง นักการเมืองเท่านั้น แต่ยังไปถึงข้าราชการที่ไม่ปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติและมีพฤติกรรมทุจริต

และนั่นเป็นคำอธิบายว่าทำไมข้าราชการระดับสูง 3 คน ที่ตกเป็นจำเลยในคดีนี้ จึงถูกลงโทษหนักไม่น้อยไปกว่านักการเมือง มนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้า ต่างประเทศ ถูกจำคุก 40 ปี ทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ถูกจำคุก 32 ปี และ อัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ ถูกจำคุก 24 ปี

ทั้ง 3 คนถูกศาลพิพากษาว่า มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ หรือกฎหมายฮั้ว และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ความผิดของอดีตข้าราชการทั้ง 3 คน คือ การทำการเจรจาซื้อขายข้าวที่อ้างว่าเป็นสัญญาแบบ "จีทูจี" กับรัฐวิสาหกิจจีน โดยไม่ได้ตรวจสอบสถานะของหน่วยงานแห่งนี้ว่า ได้รับมอบอำนาจนแหงนวาไดรบมอบอานาจจากรัฐบาลจีนให้ทำการซื้อขายแบบจีทูจี ได้จริงหรือไม่ ซึ่งเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ยิ่งไปกว่านั้น ยังปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และเป็นเจ้าหน้าที่จัดการทรัพย์โดยใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริต

"วิธีการซื้อขายของรัฐต่อรัฐ มีระเบียบแบบแผนที่ปฏิบัติกันมา

นานแล้ว ในกรมการค้าต่างประเทศ ทุกคนที่ทำหน้าที่อย่างนี้อยู่ จะรู้ว่าอะไรคือจีทูจี อะไรไม่ใช่จีทูจี เพราะฉะนั้นการที่ไปตีความว่า บริษัทเอกชนที่มาขอซื้อเหล่านี้ เป็นบริษัทของรัฐด้วย อันนี้ก็เหมือนกับว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงบางอันไป" รศ.ดร.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติซึ่งทำวิจัยเรื่องข้าว มากว่า 30 ปีอธิบาย

ขณะที่ นพ.วรงค์ เชื่อว่าในระดับรัฐบาลของจีนไม่เกี่ยวข้อง

"จีนประกาศชัดเจนกับองค์การการค้าโลก (WTO) ว่า การทำธุรกรรมระหว่างรัฐต่อรัฐ ถ้าเป็นเรื่องข้าวต้องผ่านคอปโก้เท่านั้น การที่กลุ่ม ชุดนี้ อุปโลกน์รัฐวิสาหกิจจีน ซึ่งก็เปลี่ยนกันไป รวมแล้วประมาณ 4 บริษัท คือเปลี่ยนตัวละครเล่น คนไทยเราเอง ถือว่าเป็นการทุจริตเชิงนโยบายแบบข้ามชาติ เอาตัวละครต่างชาติเข้ามาร่วมหากินกับประเทศไทยของเรา"

มาถึงวันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่า โครงการรับจำนำข้าว เป็นโครงการของรัฐที่สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศมากที่สุด

การอุปโลกน์ขายข้าวแบบจีทูจี เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของขบวนการทุจริตที่เกิดขึ้นในเกือบทุกขั้นตอนของโครงการนี้ และแน่นอนว่าในทุกขั้นตอนของการทุจริตมีข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยและสิ่งที่ นพ.วรงค์ ค้นพบคือการมีส่วนร่วมในการทุจริตของข้าราชการในเกือบทุกขั้นตอนของการรับจำนำข้าว

"กระบวนการในโครงการรับจำนำข้าว แบ่งเป็น 3 ตอน ตอนแรกก็คือ ช่วงต้นน้ำ ที่ชาวนาเอาข้าวมาเก็บที่โรงสี ตรงนี้ก็มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง คือ เข้ามาเพื่อดูแลประโยชน์ชาวนา แต่กลายเป็นว่า กลับไปรับเงินและรับผลตอบแทนจากทางโรงสี ผมเคยไปตรวจสอบตามโรงสีต่างๆ โดยหลักการแล้ว ทุกที่จะต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐร่วมอยู่ด้วยตลอด เพราะว่าโรงสีทำในนามรัฐบาล ในนามกระทรวงพาณิชย์ แต่กลายเป็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีอยู่คนเดียวดูแล 5 โรงสี เท่ากับไม่ได้ดูแล ก็กลายเป็นว่าปล่อยให้โรงสีดูแลเอง ตัวเองมีหน้าที่ไปเซ็นชื่อเฉยๆ ตามที่โรงสีต้องการ เพราะฉะนั้นก็เท่ากับว่าเจ้าหน้าที่รัฐไป เอื้อประโยชน์ให้เขาหมด แต่อันนี้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐระดับล่างๆ

หลังจากนั้น เมื่อโรงสีสีข้าวจากข้าวเปลือก ไปเป็นข้าวสาร เอาข้าวสารไปเก็บในโกดัง ตรงนี้ เจ้าหน้าที่รัฐที่ดูแลก็ตัวใหญ่ขึ้น เจ้าหน้าที่รัฐทั้งองค์การคลังสินค้า องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร(อ.ต.ก.) ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็จะหา ผลประโยชน์ร่วมกับเซอร์เวเยอร์ เพราะ เซอร์เวเยอร์ก็จะกินผลประโยชน์ ในช่วงของการนำข้าวเข้าไปเก็บในคลัง ถ้าข้าวเสื่อมคุณภาพก็ได้เงินเยอะ ถ้าข้าวคุณภาพดีหน่อยก็ได้ถูกลง เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมเชื่อว่าแทบจะ 80-90% ของจำนวนคลัง มีการหาผลประโยชน์ของ เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่อย่างนั้นข้าวในคลังของรัฐบาลที่เช่าไว้ จะต้องเป็นข้าวคุณภาพ ดีหมด แต่จากการตรวจสอบ 80-90% เป็นข้าวไม่ได้มาตรฐาน ก็เพราะว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีการแสวงหาผลประโยชน์ตรงนี้

หลังจากนั้น ในขั้นตอนสุดท้ายปลายน้ำ คือการระบายข้าวที่เป็นข่าวใหญ่โต ก็คือเรื่องจีทูจี ลำพังเรื่องจีทูจีฝ่ายการเมืองหรือรัฐบาลทำเองไม่ได้ มันต้องมีการชง เรื่องตัวละครที่เกี่ยวข้อง ก็คือ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ มีจากองค์การคลังสินค้า และมี ผอ.สำนักบริหารข้าว และตัวเลขาฯ ที่เกี่ยวข้อง พวกนี้ต้องช่วยกันในการทำเรื่อง เพราะเรื่องทั้งหมดต้องถูกชงขึ้นมา ดังนั้นจึงไม่แปลก เวลาคดีจีทูจีที่เกิดขึ้นมา เจ้าหน้าที่รัฐในระดับอธิบดี หรือรอง หรือระดับ ผอ.กอง ที่เกี่ยวข้อง ก็โดน พ่วงคดีกับนักการเมืองด้วย เพราะฉะนั้นผมยืนยัน ถ้าฝ่ายการเมืองไม่มีข้าราชการช่วย ทำไม่ได้"

จากประสบการณ์ ทำวิจัยเรื่องข้าว มากว่า 30 ปี รศ.ดร.สมพร ชี้ถึงจุดผิดพลาดของโครงการรับจำนำข้าว ในระดับนโยบายจนถึงขั้นตอนปฏิบัติ จนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักตามมาว่า

"ตั้งแต่ยกระดับราคาสูง จำนำทุกเมล็ด อันนี้เป็นช่องโหว่ที่สำคัญ แล้วผมคิดว่า การออกแบบนโยบายของรัฐบาลเพื่อไทย มันมีนโยบายที่ แฝงอยู่ คือ รวบอำนาจตลาดไว้ในมือของรัฐ ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของรัฐแต่รวบเอาไว้เพื่อจะสร้างอำนาจอะไรสักอย่างหนึ่ง ที่เกิดทั้งในตลาดข้าวเปลือกและในตลาดข้าวสาร

ก็จะเห็นได้ว่า มีกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์ นอกจากเกษตรกรที่ได้ประโยชน์ในระยะสั้นๆ แน่นอน กลุ่มโรงสีก็ได้ประโยชน์ที่เกิดขึ้น ประเด็นก็คือ ในแง่ของการระบายออก เราก็จะเห็นภาพได้ว่า มันมีแท็กติกหลายๆ อย่างที่เข้ามาในแง่ของการระบาย ที่ทำให้เกิดความเสียหายในระยะหลังที่ตามมา ในอดีตที่ผมเห็นโครงการคือ การยกระดับราคาสูงกว่าตลาดถึง 50% หรือการจำนำข้าวทุกเมล็ด ในท้ายที่สุดแล้วมันจะนำพาไปสู่ความเสียหาย...ฉะนั้นการทำนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 2 ปีครึ่ง หรือ 5 ฤดูกาลผลิต มันถึงนำมาซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างมาก คือเสียหายขนาดนั้น ยังไม่เพียงพอ ราคาข้าวที่ต่ำลง ก็ยังเป็นผลกระทบที่ตามมาอีก ซึ่งจุดนี้ ไม่ค่อยมีการประเมินและพูดถึงกัน

นโยบายโครงการรับจำนำของรัฐบาลเพื่อไทย เท่ากับว่า เป็นการรวบอำนาจอุปทานผลผลิตให้มาอยู่ในมือของรัฐ รัฐเป็นผู้ผูกขาดในตลาดข้าวเปลือก ในขณะเดียวกัน การสีเป็นข้าวสารก็เท่ากับรัฐบาลผูกขาดในตลาดข้าวสาร ส่งออกไปในตัว อันนี้เป็นที่มาของการทุจริตจีทูจี ที่ตามมาในระยะหลัง เพราะเอกชนต้องการส่งออก ก็ต้องมาซื้อข้าวจากรัฐ แล้วรัฐเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ เข้ามาแล้ว เนื่องจากเงินที่ของบประมาณไป 5 พันล้านบาทจาก ธ.ก.ส. เงินมันหมดแล้ว ไม่สามารถที่จะขายได้แล้วเอาเงินมาต่อมาหมุนได้"

บุญทรง นักการเมืองที่เคยโดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของพรรคเพื่อไทย ได้ปิดฉากทางการเมืองไปแล้ว พร้อมกับการสิ้นสุดของคดีนี้ แต่ใครชักใยอยู่เบื้องหลังบุญทรงยังเป็นปริศนา

และถ้าสิ่งที่เพื่อนรักอย่าง สุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โพสต์ไว้ในเฟซบุ๊กเป็นจริง มันก็คงจะเป็นปริศนาตลอดไป

แต่อย่างน้อยที่สุด คดีประวัติศาสตร์นี้ก็ควรเป็นบทเรียนให้แก่ข้าราชการพอๆ กับนักการเมือง

"ครั้งนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญมาก คนเป็นข้าราชการ อย่าหวังว่าฝ่ายการเมืองจะคุ้มครองได้ตลอดเวลา คือบางคนก็อาจจะมักใหญ่ใฝ่สูง เราจะเห็นอดีตปลัดกระทรวง ตั้งแต่พวกนี้เป็นรัฐมนตรีก็ตอบสนองฝ่ายการเมืองหมด โดยเฉพาะในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และสุดท้ายหนีไม่พ้น ไม่ติดคุกก็ต้องหนีไปต่างประเทศ ดังนั้นบทเรียนนี้ ข้าราชการก็ต้องมาตั้งหลักได้แล้วว่า อะไรก็แล้วแต่ที่ฝ่ายการเมืองเข้ามา ถ้าทำเพื่อประโยชน์ประชาชน คุณทำเต็มที่ไปเลย แต่ถ้าอะไรก็แล้วแต่ ที่ทำแล้วสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศ มีการทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าคุณยังร่วมมือกระทำ คุณก็ต้องติดคุกเหมือนกัน

ข้าราชการดีๆ มีเยอะ เพราะว่าข้าราชการดีถึงกล้าเอาข้อมูลที่คิดว่าทำให้ประเทศชาติเสียหายมาให้ฝ่ายค้าน และผมจะสังเกตว่า ข้าราชการดีๆ ก็จะถูกนักการเมืองที่หวังทุจริตโยกย้ายไปอยู่ตำแหน่งอื่น แต่ไม่ต้องไปกลัว คือวันดี

คืนดี รัฐบาลทุจริตอยู่ไม่ได้ รัฐบาลใหม่เข้ามา เขาก็เอาคนดีๆ เหล่านี้กลับมาทำงาน" นพ.วรงค์ ให้ความเห็น

ขณะที่ รศ.ดร.สมพร มองว่า "คนที่ทำเรื่องนี้รู้อยู่ว่า จริงๆ แล้วรูปแบบจีทูจี เป็นแบบไหน แต่อาจจะพลั้งเผลอ เนื่องจากมีแรงจูงใจทางการเมือง

เพราะตอนนั้นจะเห็นว่า คนที่ทำเรื่องข้าวก็จะได้โปรโมทตำแหน่งต่างๆ กันอย่างรวดเร็ว ลักษณะอย่างนี้ จะต้องเป็นสิ่งที่ระวัง อะไรที่มันผิดต่อระเบียบวิธีปฏิบัติแล้ว ก็จะต้อง

แจ้งให้ผู้บังคับบัญชา หรือสังคมได้ทราบ หรือถ้าหากเรารู้ว่าลักษณะอย่างนี้มัน ผิดมากๆ แล้วก็จะต้องถอนตัวออกมา ไม่ควรจะถลำตัวเข้าไป"

ในเมื่อโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องถึงจุดจบแบบนี้ คำถามที่ตามมาก็คือ มันจะเป็นนโยบายประชานิยมที่นักการเมืองในอนาคตยังจะกล้าดำเนินการอีกหรือไม่

รศ.ดร.สมพร เห็นว่า ยังมีความจำเป็น "โครงการรับจำนำมี 2 ลักษณะ คือ จำนำยุ้งฉาง การใช้โครงการจำนำ ยุ้งฉาง โดยไม่ได้ยกระดับราคาให้สูง กว่ากลไกตลาด จะช่วยเกษตรกรใน ภาคอีสานได้ เพราะยังเป็นวิถีชีวิต ขณะเดียวกัน เป็นข้าวคุณภาพ เช่น ข้าวหอมมะลิ ที่ปลูกได้ปีละครั้ง อันนี้จะเป็นประโยชน์กับเกษตรกร เพราะแทนที่จะ ถูกกดราคาให้ต่ำ มันยังมีช่องทาง ใน แง่ของการเก็บข้าวไว้ เอามาจำนำก่อน แล้วเอาเงินไปใช้ในการเก็บเกี่ยว อันนี้คือความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของเกษตรกรซึ่งก็จะช่วยได้ แต่โครงการจะต้องมี เป้าหมายที่ชัดเจนว่า เราจะต้องช่วยเหลือเกษตรกรขนาดเล็ก ที่อยู่ในภาวะเดือดร้อน ลักษณะอย่างนี้ รัฐบาลประยุทธ์ ก็ยัง ใช้อยู่

แต่การไปอุดหนุนเกษตรกรในวงกว้าง ผมคิดว่าโดยเฉพาะการยกระดับราคาให้เท่าตลาดหรือสูงกว่าตลาด ต่อไปเราไม่ควรจะทำแล้ว แต่ถ้าอยากทำ ควรจะทำในเรื่องการลดต้นทุนในการผลิต หรือกิจกรรมการผลิตข้าวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะอันนั้นเป็นการยกคุณภาพของการผลิตข้าวให้ตามมา แล้วจะช่วยให้เกษตรกรสร้างมูลค่าและคุณค่าให้เกิดขึ้นกับผลผลิต ดึงผลผลิต ให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น"

ขณะที่ความเห็นของ นพ.วรงค์ ชี้ว่า "การรับจำนำข้าวในราคาที่สูงกว่าตลาด ผมกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า ปิดตายแล้ว โอกาสเป็นไปได้ยากมากที่จะกลับมาได้อีก นโยบายแบบนี้ มันไม่ใช่เป็นการจำนำ มันเป็นการรับซื้อ การที่รัฐบาลรับซื้อในราคาสูง มันเลยจูงใจให้ใครๆ ก็อยากเอาข้าวมาขายรัฐบาล ไปซื้อจากชายแดนเขมร ลาว พม่า ในราคาถูกๆ แล้วสามารถเอามาขายรัฐบาลได้ในราคาแพงๆ เพราะฉะนั้น การทุจริตมันเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วันแรกแล้ว แค่คิดก็อยากจะโกงแล้ว"

คอลัมน์ คมคิดฅนเขียน: แผนซื้อเครื่องบิน - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560

"เขื่อนขันธ์"

เวลาหน่วยงานภาครัฐ ผลักดันนโยบาย หรือมีแผนจัดซื้อ วัสดุและอุปกรณ์ มักเกิดคำถามเรื่องความโปร่งใส และความคุ้มค่าหรือไม่ เช่นเดียวกันกับกรณีมีข่าวว่า คณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) การบินไทย ไฟเขียวจัดหาเครื่องบินใหม่ 28 ลำ

งานนี้มีคำอธิบายเพิ่มเติมจาก "ร.อ.มนตรี จำเนียร" รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ออกมาเปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ดการบินไทย เมื่อไม่นานมานี้ว่า ที่ประชุมอนุมัติแผนยุทธศาสตร์ในช่วง 5 ปี (ระหว่างปี 60-64)ตามที่ฝ่ายบริหารเสนอ ด้วยการให้จัดหาเครื่องบินใหม่ แทนเครื่องบินเก่าจำนวน 28 ลำ แบ่งเป็นเครื่องบินของการบินไทย 19 ลำ

ส่วนที่เหลืออีก 9 ลำเป็นของไทยสมายล์โดยให้ไปศึกษารายละเอียด ข้อเสนอผู้ผลิต และผู้ใช้เช่าเครื่องบินที่ดีที่สุด รวมทั้งแผนการเงิน ที่การบินไทยมีอยู่ในปัจจุบันและอีก 5 ปีข้างหน้า ว่ารองรับได้หรือไม่ จากนั้นจะเสนอแบบเครื่องบิน ราคาเครื่องบินรวมถึงแผนรายได้ และผลดีผลเสียการจัดซื้อและเช่า ให้บอร์ดการบินไทยพิจารณาอนุมัติ

ทั้งนี้ หากมีการเห็นชอบจะเสนอเรื่องไปที่กระทรวงคมนาคม คาดว่าใช้เวลาประมาณ 3 เดือน กว่าจะเข้า ครม.อนุมัติ หรือในเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งหลังครม.อนุมัติ การเจรจาต่อรองกับเอกชนถึงจะเกิดขึ้น หลังจากทำสัญญาบริษัทฯ จะรับมอบเครื่องบินลำแรกภายใน 18 เดือน หรือประมาณปลายปี 62 อย่างเร็วที่สุดส่วนแผนจัดหาเครื่องบินในช่วง 5 ปีหลัง (65-69) จำนวน 22 ลำ ยังไม่อนุมัติ เพราะการสร้างรายได้ยังไม่แน่นอน

ส่วนเครื่องบินโบอิ้ง 787 จำนวน 6 ลำที่มีปัญหา เครื่องยนต์โรลส์รอยซ์ นั้น ซ่อมเสร็จไปแล้ว 1 ลำ และในเดือน ก.ค.นี้จะจอดเครื่องพร้อมกัน 3 ลำ และในเดือน ส.ค.นี้จะจอดเครื่องบิน 2 ลำในบางช่วงเวลา และนำเครื่องยนต์ดีติดแทน ในช่วงระหว่างการนำอะไหล่ส่งซ่อมที่สิงคโปร์ และเดือน ก.ย. ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ส่วนค่าใช้จ่ายและผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งในอดีตปัจจุบัน และอนาคต ทั้ง ในส่วนที่เป็นเงินสดและไม่ใช่เงินสด ในเดือน ก.ย.จะรวบรวมแจงบริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์ได้ทั้งหมด

โดยที่ผ่านมา การบินไทยได้รับผลกระทบตั้งแต่เดือน มิ.ย. ซึ่งเดือน ก.ค. หนักสุด เส้นทางบินที่หยุดบริการคือเส้นทางกรุงเทพฯ-นาโกยา 1 เที่ยวบิน กรุงเทพฯ-สิงคโปร์ 4 เที่ยวบิน จากปกติที่ให้บริการ 10 เที่ยวบินต่อวัน ส่วนเส้นทางกรุงเทพฯเชียงใหม่ ให้ไทยสมายล์ทำการบินแทน และในเดือน ส.ค.นี้ ไทยสมายล์ยังต้องให้บริการบินแทน เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่กรุงเทพฯ-กระบี่ และกรุงเทพฯ-ภูเก็ต

เมื่อดูถึงผลกระทบและปัญหาที่เกิดขึ้น ก็คงต้องบอกว่า ถือเป็นความจำเป็นของ "การบินไทย" สำหรับแผนจัดหาเครื่องบิน ยิ่งในเดือน พ.ย.-ก.พ. ถือเป็นช่วงไฮซีซั่น ถ้าสายการบินแห่งชาติของเราเตรียมแผน ไว้รองรับนักท่องเที่ยว ก็จะสร้างรายได้ให้กับประเทศได้มากเลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้ ที่ประชุมบอร์ดการบินไทย ได้อนุมัติให้เปิดเส้นทางบินใหม่คือ กรุงเทพฯ-เวียนนา 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เพราะจากการศึกษาข้อมูลเชื่อว่า จะเป็นเส้นทางที่มีศักยภาพ รวมทั้งจะเป็นจุดเครือข่ายด้านการบินของการบินไทยในยุโรปตะวันออก

โดยที่ผ่านมาเครือข่ายการบินระหว่างทวีป มียุโรป ออสเตรเลีย และสหรัฐแต่ขณะนี้เหลือเพียง 2 ทวีป และไม่รู้เส้นทางสหรัฐ จะกลับมาเมื่อไหร่ จึงจำเป็นต้องทำที่มีอยู่ให้แข็งแกร่งโดยผู้โดยสารนอกจากจะไปเวียนนาแล้วยังไปตะวันออกกลาง เพื่อไปชอปปิง ท่องเที่ยว ขณะที่อนาคต มองไปที่แอฟริกาเหนือ แต่กลุ่มเป้าหมายสัดส่วน 40% อยู่ในภูมิภาคนี้และอินโดจีน ที่เหลือลูกค้าจากยุโรปตะวันออก 60%

ด้าน "นางวรางคณา ลือโรจน์วงศ์" กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายครัวการบิน บริษัทการบินไทย กล่าวว่าที่ประชุมบอร์ดการบินไทยได้อนุมัติขยายครัวการบินใช้งบลงทุน 95 ล้านบาท เพื่อเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหาร และขยายฐานลูกค้าในต่างประเทศ เช่น จีน เพื่อต่อยอดธุรกิจ

โดยคาดว่าจะผลิตอาหารเพิ่มได้อีก 3,500-5,000 ชุดต่อวัน จากปกติที่ผลิตได้ 10,000 ชุดต่อวัน คาดว่าจะทำให้มีรายได้เพิ่มเป็น 250 ล้านบาท จากปัจจุบันมีรายได้ 150 ล้านบาท โดยปีนี้ตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 7,600 ล้านบาท และในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีรายได้ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท

วันนี้ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันสนับสนุน "การบินไทย"เพราะนอกจากจะเป็นสายการบินแห่งชาติ ยังถือเป็นหน้าตา และเป็นศักดิ์ศรีของคนไทย อีกด้วย.