You are here

CG and corruptions News - 6 July 2018

กลต.สั่งGGCชี้แจง สินค้าคงคลังสูญภายใน31ก.ค. ใครทำผิดกฎหมายจัดการทันที - โพสต์ทูเดย์

PACC combs files in forest graft hunt - BANGKOK POST

2 สมาคมจี้ 'ทอท.' ร่างทีโออาร์รื้อระบบ'ดิวตี้ฟรี'แก้ผูกขาด - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ จับประเด็น - ไทยรัฐ

EDITORIAL: The haunting of DUBIOUS politicians FORMER PREMIERS THAKSIN SHINAWATRA AND NAJIB RAZAK HAVE HAD A BAD WEEK DUE TO CRIMINAL SUSPICIONS - THE NATION

คอลัมน์ คำ ผกา: โกงไม่กลัว กลัว (หลอกว่า) ไม่โกง - มติชนสุดสัปดาห์

คอลัมน์ ข่าวสั้นรอบโลก: รับสินบน - เดลินิวส์

คอลัมน์ เวิลด์ มอนิเตอร์: จีนเร่งต้านคอร์รัปชั่น - โพสต์ทูเดย์

กลต.สั่งGGCชี้แจง สินค้าคงคลังสูญภายใน31ก.ค. ใครทำผิดกฎหมายจัดการทันที - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

โพสต์ทูเดย์ - ก.ล.ต.ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการบริษัท GGC เร่งตรวจสอบกรณีวัตถุดิบคงคลังสูญหายพร้อมให้เปิดเผยต่อสาธารณชน 31 ก.ค.นี้

สำนักงานคณะกรรมการกำกับ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ได้สั่งให้คณะกรรมการบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล (GGC) ชี้แจงกรณีข้อมูลวัตถุดิบคงคลังในระบบแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญกับปริมาณวัตถุดิบคงคลังที่มีอยู่จริง และประเมินความเพียงพอของระบบควบคุมภายใน พร้อมทั้ง เปิดเผยผลการตรวจสอบให้สาธารณชนทราบเป็นการทั่วไปผ่านระบบสารสนเทศของตลาดหลักทรัพย์ ภายในวันที่ 31 ก.ค. 2561

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากกรณีที่ GGC เปิดเผยข้อมูลผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเกี่ยวกับปัญหาเรื่องข้อมูลวัตถุดิบคงคลังในระบบของบริษัทมีจำนวนที่แตกต่างอย่างมีนัยสาคัญกับปริมาณวัตถุดิบคงคลังที่มีอยู่จริง ณ สถานที่เก็บรักษาวัตถุดิบที่ฝากไว้กับคู่ค้า มูลค่ารวมประมาณ 2,100 ล้านบาท โดยคณะกรรมการ GGC ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณี ดังกล่าวแล้ว

สาหรับกรณีที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบ ต่อความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้นของบริษัทและผู้ลงทุนทั่วไป ก.ล.ต.จึงติดตามกรณีข้างต้นอย่างใกล้ชิด และมีหนังสือให้คณะกรรมการ GGC ชี้แจงประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการจัดการเกี่ยวกับวัตถุดิบคงคลังของ GGC การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ GGC และผู้ที่เกี่ยวข้องต่อกรณีดังกล่าว ตลอดจนการประเมินความเพียงพอของระบบควบคุมภายในของบริษัท เพื่อปองกันไม่ให้เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีก

นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ในกรณีที่พบการทุจริตภายในบริษัทเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการและผู้บริหารที่ต้องรับผิดชอบดูแลให้บริษัทดาเนินการตามกฎหมายกับบุคคลที่กระทาความผิดโดยไม่ชักช้า ตลอดจนดาเนินการให้มีระบบควบคุมภายในที่รัดกุมมากเพียงพอที่จะสามารถปองกันและตรวจพบการกระทาผิดกฎหมาย ซึ่งการที่คณะกรรมการของ GGC จัดให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี ดังนั้น ก.ล.ต.จึงให้คณะกรรมการ GGC เร่งรัดตรวจสอบเรื่องนี้และเปิดเผยผลการตรวจสอบให้สาธารณชนทั่วไปทราบโดยเร็ว และหากพบว่ามีบุคคลใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ก.ล.ต.จะดาเนินการตามกฎหมายต่อไป

PACC combs files in forest graft hunt - BANGKOK POST Issued date 6 July 2018

POST REPORTERS

An anti-graft agency is combing through its files to see whether a Kaeng Krachan National Park reforestation project in Phetchaburi was hit by graft seven years ago.

The Public Sector Anti-Corruption Commission (PACC) was yesterday checking to see whether it received a prior complaint about graft in the reforestation project which took place from late 2011 to the middle of 2012, according to PACC secretary-general Pol Lt Col Korntip Daroj.

The checks were being made after information was shared online pointing out discrepancies in the project to restore 4,200 rai of deteriorated park areas at a cost of 15.9 million baht. Kaeng Krachan National Park encompasses 1.8 million rai of protected forest land.

Reforestation was meant to restore watersheds and food sources for wildlife, including elephants, to prevent them venturing outside the forest and invading farmland in search of food.

The reforestation project took place between November 2011 and June 2012, although it was unclear who initiated it.

Pol Lt Col Korntip said the infor-mation posted on social media alleged the area earmarked for reforestation was located deep in rugged terrain which was virtually inaccessible from the outside world.

To replant trees people would have had to walk for days to get to the area and carry the seedlings as well as their tools.

Also, the information on social media said people needed to be hired to plant the trees while food would also have had to be bought to feed the project crew. Questions were raised whether the budget for the project had been misused or whether the money had ended up in someone's pocket.

Pol Lt Col Korntip said if the PACC did not receive a prior complaint, it would order the provincial PACC office to conduct a fact-finding probe and determine if there were grounds to the allegations.

2 สมาคมจี้'ทอท.'ร่างทีโออาร์รื้อระบบ'ดิวตี้ฟรี'แก้ผูกขาด - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ 2 สมาคม"ค้าปลีก- ร้านค้าปลอดอากรไทย" ร่อนหนังสือทอท. จี้ปรับรูปแบบสัมปทานดิวตี้ฟรีสุวรรณภูมิรายเดียว เปิดทางสัมปทาน"หลายราย" ตามหมวดหมู่สินค้า" ขอเปิดชื่อที่ปรึกษา ทำ ประชาพิจารณ์ก่อนเคาะทีโออาร์ ด้าน "นิตินัย"แจงกำลังรวบรวมความเห็นรูปแบบ ประมูล ระบุหลายรายก็ผูกขาดได้ ย้ำได้ ผู้ชนะประมูลปลายปีนี้

2 สมาคมภาคเอกชน "สมาคม ผู้ค้าปลีกไทย" (TRA) และสมาคมร้านค้าปลอดอากรไทย" (TDFA) เดินหน้าต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างสัมปทานดิวตี้ฟรีแบบเดิม ที่เห็นว่า ผู้ประกอบการรายเดียวเป็น ผู้ดำเนินการเข้าข่ายธุรกิจผูกขาด ปรับสู่การเปิดทางให้ผู้ประกอบการหลายรายได้มีส่วนร่วมในการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ และร่วมให้บริการจุดส่งมอบสินค้าสาธารณะ

นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการ สมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า สมาคมฯและ สมาคมการค้าร้านค้าปลอดอากรไทย ได้ร่วมกันยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. วานนี้ (5 ก.ค.) เพื่อชี้แจงและนำเสนอรูปแบบโครงสร้างสัมปทานดิวตี้ฟรี และพื้นที่เชิงพาณิชย์ในท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ พร้อมข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้สัมปทานธุรกิจร้านค้าปลอดภาษีอากร การจัดตั้งจุดส่งมอบสินค้าสาธารณะในท่าอากาศยานนานาชาติ ซึ่งได้นำเสนอไปยังนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2561

จี้ทอท.เปิดรายชื่อ"กลุ่มที่ปรึกษา"

ทั้งนี้ วัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้ ขั้นตอนการคัดเลือกผู้ได้รับสัมปทานฯ เป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ โดยสมาคมฯ เสนอให้ ทอท. เปิดเผยชื่อกลุ่มที่ปรึกษาในกรณีการให้สัมปทาน ดิวตี้ฟรีและพื้นที่เชิงพาณิชย์ในท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ

หนึ่งในประเด็นสำคัญ คือ จุดส่งมอบสินค้าสาธารณะในสนามบิน ที่ต้องจัด ให้มีขึ้นตามกฎหมายศุลกากร โดยไม่เปิดให้มีสัมปทาน แต่ให้ผู้ประกอบการเช่า พื้นที่พร้อมระบบตรงจากทอท.และควรเก็บค่าบริการไม่เกินอัตราร้อยละ 1% ของยอดขาย

"ทอท. ควรประกาศกำหนดการ การคัดเลือกผู้ได้รับสัมปทานฯ อย่างเป็นทางการและชัดเจน เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนจากการติดตามข้อมูลผ่านการให้สัมภาษณ์ของผู้บริหาร ทอท."

แนะประชาพิจารณ์ก่อนออกทีโออาร์

นอกจากนี้ เห็นควรว่า ก่อนกำหนดเงื่อนไขสัมปทาน (ทีโอาร์) ทอท.ควรจัดให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดให้เข้าร่วมออกความคิดเห็น (ประชาพิจารณ์) ตามประกาศคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เพื่อที่ ทอท. จะได้พิจารณาข้อมูลอย่างครบถ้วนและครอบคลุม อันจะเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับ ทอท. ผู้ใช้บริการ ท่ากาศยานนานาชาติและประเทศชาติต่อไป

อย่างไรก็ดี การยื่นหนังสือเปิดผนึก ต่อ ทอท.ครั้งนี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ "ทอท.เปิดแนวทางสัมปทานดิวตี้ฟรี สุวรรณภูมิ ยึดใช้รูปแบบปฏิบัติสากลของทั้งยุโรปเอเชีย" และ "ความเป็นไปได้ของโครงสร้างสัมปทานพื้นที่ดิวตี้ฟรี" มีเนื้อหาโดยสรุปว่า การให้สัมปทานผู้ประกอบการหลายรายนั้น มีความซับซ้อนในการบริหารจัดการ และอาจจะทำให้ผู้ประกอบการบางราย เสียเปรียบ

ขณะที่ สมาคมฯและทีดีเอฟเอ ได้ศึกษารูปแบบสัมปทานพื้นที่ดิวตี้ฟรีของประเทศชั้นนำทั่วโลกและเล็งเห็นโอกาสของธุรกิจดิวตี้ฟรีในประเทศไทยว่าสามารถทำรายได้ เข้าประเทศได้เพิ่มขึ้นถึง 5 แสนล้านบาท ตลอดระยะเวลาสัมปทาน 10 ปี ภายใต้รูปแบบโครงสร้างสัมปทานดิวตี้ฟรีที่มีประสิทธิภาพ

ดิวตี้ฟรีในประเทศไทยว่าสามารถทำรายได้ เข้าประเทศได้เพิ่มขึ้นถึง 5 แสนล้านบาท ตลอดระยะเวลาสัมปทาน 10 ปี ภายใต้รูปแบบโครงสร้างสัมปทานดิวตี้ฟรีที่มีประสิทธิภาพ ชูสัมปทานตาม"หมวดหมู่สินค้า"

โดยหลัก สมาคมฯ เสนอให้ ทอท.พิจารณารูปแบบสัมปทานตามหมวดหมู่สินค้า หรือ Multiple concessions by category ซึ่งเป็นสัมปทานที่มอบให้ผู้ประกอบการหลายราย แบ่งตามประเภทหมวดหมู่สินค้า เช่น หมวดเครื่องสำอาง หมวดสุรา-ไวน์-ยาสูบ หมวดแฟชั่น และหมวดสินค้าทั่วไป เป็นต้น ซึ่งเป็นรูปแบบที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ทั่วโลกว่า โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และ ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ให้สัมปทาน และผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะกรณีสัมปทาน ของท่าอากาศยานขนาดใหญ่ จะทำให้ เกิดการแข่งขันด้านบริการและความ หลากหลายของสินค้า

"นิตินัย"ชี้หลายรายก็ผูกขาดได้

ด้านนายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นหนังสือที่ทางสมาคมค้าปลีกไทยส่งมา ส่วนข้อเสนอที่ต้องการให้ ทอท.พิจารณาแนวทางแยกสัญญาสัมปทาน เป็นแบบรายสินค้า หรือแบ่งตามประเภทสินค้า รวมทั้งข้อเสนอในแนวทางอื่นๆ ขณะนี้ทีมที่ปรึกษาของ ทอท. บริษัท ไพร์มสตรีท ประเทศไทย จำกัด อยู่ ระหว่างรวบรวมข้อมูลที่ทุกฝ่ายเสนอมา เพื่อนำมาพิจารณาร่างเอกสารประกวดราคา (ทีโออาร์)

สำหรับแนวทางในการเปิดประมูล ตามที่ก่อนหน้านี้มีหลายฝ่ายเสนอแนะ ให้พิจารณาการร่างทีโออาร์หลายมุมมอง โดยคอนเซปต์จะให้สัมปทานแก่ ผู้ประกอบการรายใหญ่รายเดียวไปบริหาร (Single Operator) และให้สัมปทาน ผู้ประกอบการหลายราย (Multiple Operator) ซึ่ง ทอท.เข้าใจถึงข้อเสนอ ที่หลายฝ่ายอยากให้เปิดกว้างและไม่อยากให้ทีโออาร์ถูกกำหนดไว้แบบบริหาร เพียงรายเดียว เพราะกลัวว่าจะเข้าข่าย ผูกขาด แต่หากลองนึกถึงการบริหาร แบบหลายราย ก็อาจผูกขาดแบบหลายรายเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ทอท. วางกำหนดเปิดประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์ หรือพื้นที่ร้านค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) ในสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อทดแทน บริษัท คิงเพาเวอร์ ที่จะหมดอายุสัญญาลงในสิ้นเดือน ก.ย.2563 เบื้องต้น คาดว่าทีโออาร์จะแล้วเสร็จประมาณเดือน ก.ค. - ส.ค.ปีนี้ และได้ตัวผู้ชนะการประมูลปลายปีนี้แน่นอน

คอลัมน์ จับประเด็น - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ การตั้งเครื่องหมายของสังคมต่อการโยกย้ายนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายไปเป็นผู้ว่าฯพะเยา

ทั้งๆที่โชว์ฝีมือบริหารและผลงานเป็นที่ประจักษ์ในการเป็นผู้บัญชาการช่วยเหลือเยาวชนและโค้ชทีมฟุตบอลหมูป่า อะคาเดมี ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ชี้แจงว่า เป็นการโยกย้ายตามวงรอบปกติของข้าราชการ และต้องการให้คนเก่ง มีฝีมือไปช่วยพัฒนาจังหวัดเล็กๆ

พร้อมแสดงความเชื่อมั่น คนดีอยู่ตรงไหนก็เจริญ

อย่างไรก็ตาม ย้อนไปดูข่าวก่อนหน้านี้ คำสั่งโยกย้ายผู้ว่าฯเชียงรายออกมาก่อนที่จะเกิดเหตุเยาวชนและโค้ชทีมหมูป่าฯติดถ้ำหลวงฯ

และเหตุผลในการโยกย้ายนายณรงค์ศักดิ์ก็โยงต่อเนื่องมาจากการที่ผู้ว่าฯเชียงรายได้ประกาศขัดขวางโครงการหลายโครงการที่มีปัญหาการใช้งบประมาณอย่างไม่เหมาะสม ส่อเค้าไม่โปร่งใส

นี่ต่างหากที่สังคมคาใจในกระบวนการโยกย้ายผู้ว่าฯน้ำดี

เรื่องของเรื่องคนที่ต้องอธิบายก็คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะต้นเรื่องที่เสนอการแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าฯเข้าที่ประชุม ครม.มีเหตุผลอะไรในการโยกย้ายลดชั้นข้าราชการน้ำดีทำงานโปร่งใส

มันขัดกับนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศลุยล้างคอร์รัปชันหรือไม่.

EDITORIAL: The haunting of DUBIOUS politicians FORMER PREMIERS THAKSIN SHINAWATRA AND NAJIB RAZAK HAVE HAD A BAD WEEK DUE TO CRIMINAL SUSPICIONS - THE NATION Issued date 6 July 2018

The tale of two former prime ministers - one in Thailand,the other in Malaysia - caught in corruption and related crimes following their fall from power should serve as a fresh reminder for all politicians that, in a civil society, no one is above the law.

Thaksin Shinawatra, long estranged from his homeland as a fugitive from justice living in selfimposed exile, is the subject of a fresh arrest warrant. On top of all his other legal entanglements, he is now charged with failing to appear in court in a criminal case involving his alleged abuse of power in facilitating the state-owned ExportImport Bank's Bt4-billion loan to Myanmar while he was premier in the early 2000s. The warrant, issued by the court earlier this week, is the fifth for Thaksin, who fled the country in 2008. He has previously been summonsed for alleged abuses of power in approving the conversion of a telecom concession into an excise tax to benefit his family's telecom business, facilitating another multibillion-baht loan granted by state-owned Krung Thai Bank for a real estate group, and helping his former wife buy state-owned property.

The Supreme Court's criminal division for holders of political office has been proceeding with all these cases against the ex-premier despite his failure to show up at hearings. The high court is empowered under the Constitution to conduct trials in absentia.

In Malaysia, meanwhile, recently ousted premier Najib Razak was arrested this week by anti-corruption authorities in Putrajaya, near Kuala Lumpur. The move comes less than two months after he lost the general election to another former premier, Mahathir Muhamad, who vowed in his campaign to hold Najib to account over massive corruption in the controversial 1MDB case. Shortly after Mahathir took over, Najib was barred from leaving the country as he was preparing to fly to Indonesia.

In the 1MDB case, Najib was alleged to have siphoned billions of ringgit from the state investment fund into his personal bank accounts. Mahathir pledged during the election campaign he would try to recoup as much as US$4.5 billion missing from 1MDB. Appearing in court on Wednesday, Najib pleaded not guilty to corruption and breach of trust - charges levelled by the new government. He was granted a bail, but had to surrender his passports. Najib denied any wrongdoing and said not all the charges were true. He is preparing to fight the cases in court. If the Malaysian high court finds Najib guilty, he could face a jail term of up to 20 years and substantial fines.

According to investigations conducted by the Malaysian AntiCorruption Commission and other authorities, the ex-premier - who was mentored by the elder Mahathir - committed wrongdoing, as evidenced by 1MDB's irregular transactions worth a combined US$4.2 bil-lion.Najib supervised the stateowned investment fund while he was serving as prime minister and finance minister.

In addition, the US Department of Justice earlier said money from 1MDB was used to buy luxury homes, artworks and stakes in Hollywood movies. Najib said in a video, "I accept that today is the day my family and I face the world's tribulation." Earlier, Malaysian police seized $273 million worth of luxury and other items in connection with Najib, including cash, Hermes handbags, Rolex watches, diamond necklace, and 200 designer sunglasses.

คอลัมน์ คำ ผกา: โกงไม่กลัว กลัว (หลอกว่า) ไม่โกง - มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

"นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. จัดทำหลักสูตรรายวิชาเพิ่มเติมขึ้นมาเรื่องการป้องกันการทุจริต ในชื่อหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education)

เป็นการดำเนินการตามกรอบยุทธศาสตร์ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริตระยะที่ 3 พ.ศ.2560-2564 โดยมีเป้าหมายให้สถานศึกษาทุกแห่งนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝัง สร้างวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริตให้แก่นักเรียน

สร้างความตระหนักในการยึดถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน

การเน้นปลูกฝังคนในชาติคิดแยกแยะผลประโยชน์ตนและผลประโยชน์ของส่วนรวม

มีจิตพอเพียงต้านทุจริต ละอายและไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ

สำหรับหลักสูตรจะดำเนินการในสองรูปแบบ ทั้งแบบหลักสูตรโดยตรงที่เป็นการเรียนการสอนในห้องเรียน และหลักสูตรที่ใช้ในการฝึกอบรมทั่วไป เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความเป็นพลเมืองและความรับผิดชอบต่อสังคม สามารถเข้าใจและใช้ชีวิตในสังคมโลกที่มีความหลากหลายได้

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการกล่าวอีกว่า หลักสูตรต้านทุจริตศึกษาได้ผ่านความเห็นชอบในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเรียบร้อย พร้อมที่จะดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยคาดหวังว่าเมื่อใช้หลักสูตรนี้อย่างเต็มรูปแบบทุกโรงเรียนแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่สังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต"

http://www.thaihealth.or.th/Content/42667-หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา%20 เปลี่ยนแปลงสังคม.html

ใครๆ ก็รู้ การโกง การทุจริต การคอร์รัปชั่น เป็นเรื่องที่เลวร้าย น่ารังเกียจ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ผิดศีลธรรม และสุดยอดปรารถนาของเราทุกคน ฝันอยากเห็นสังคมสีขาวผุดผ่อง ทุกคนมีความซื่อสัตย์ สุจริต ปราศจากการโกง

การชัตดาวน์ ปิดเมือง เป่านกหวีดครั้งล่าสุด จนนำไปสู่การรัฐประหาร ยึดอำนาจ และนำไปสู่คำมั่นสัญญาว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ กวาดล้างคนทุจริต คอร์รัปชั่น

ได้รับเสียงชื่นชมจากคนไทยจำนวนมากอย่างล้นหลาม ว่าหลังการขึ้นครองอำนาจของรัฐบาลทหารที่ "อาสา" มาล้างบางคนชั่ว จัดระเบียบประเทศ ยอมเหนื่อย ยอมทำงานหนัก ก็คือ หลังจากนี้จะไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่นในเมืองไทยอีก

นอกจากกวาดล้างคนชั่วออกไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องจัดการกันไปในระยะยาวคือ ทำอย่างไรจะไม่ให้มีคนโกงหน้าใหม่เกิดขึ้น

และนี่อาจเป็นที่มาของการอนุมัติหลักสูตร "ต้านทุจริตศึกษา" ที่จะนำไปสอน ไปปลูกฝังให้กับเด็ก เยาวชนในโรงเรียน

ต่อไปในภายภาคหน้า ประเทศไทยต้องเป็นประเทศปลอดทุจริต ปราศจากการคอร์รัปชั่นแน่นอน

ฉันยอมรับว่าไม่ค่อยเข้าใจไอเดียเรื่องการเกลียดกลัวการคอร์รัปชั่นในสังคมไทยเท่าไหร่นัก เช่น เราก็รู้ว่า ในแวดวงราชการมีการวิ่งเต้น ซื้อขายตำแหน่ง มีการจ่ายใต้โต๊ะ

เราแทบจะรู้ว่าตำแหน่งไหน พื้นที่ไหน มี "ราคา" ที่ต้องเตรียมจ่ายกันเท่าไหร่

และในขณะที่ปากเราก็พูดปาวๆ ว่า เกลียด รังเกียจการคอร์รัปชั่น ในอีกทางหนึ่ง ฉันก็เห็นคนที่เกลียดคอร์รัปชั่นสามารถชื่นชม ยกย่อง ยกมือไหว้ เคารพนับถือคนใหญ่คนโตที่เข้าสู่ตำแหน่งด้วยการจ่ายเงินได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

เราซึ่งปากก็พูดว่ารังเกียจคอร์รัปชั่น แต่ถึงเวลา เราก็พร้อมจะจ่ายเงินค่าแป๊ะเจี๊ยะโรงเรียนลูก พร้อมจะใช้เส้นสาย พร้อมจะยัดเงินใต้โต๊ะ พร้อมจะส่งกระเช้าให้คนใหญ่คนโต

พร้อมจะทำทุกสิ่งอย่างในชีวิต เพื่อให้ได้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายคนชั้นนำ ผู้มีอิทธิพลในวงการต่างๆ เพื่อ "อำนวยความสะดวก" แก่ชีวิตของเราในหลากหลายมิติ

และหากไม่หลอกตัวเองจนเกินไป ฉันท้าให้เราลองชี้นิ้วไปที่ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว แล้วบอกว่า ในเรื่องใดบ้างรอบๆ ตัวเราที่ไม่มีการคอร์รัปชั่น ตั้งแต่การรับ-จ่าย ส่วย หวย บ่อน ซ่อง ทุจริต กินหัวคิวการจัดซื้อ การได้มาซึ่งสัมปทานผูกขาด เรื่อยไปจนถึงการคอร์รัปชั่นทางอำนาจ การใช้ตำแหน่งหน้าที่ เส้นสาย ชาติกำเนิด ในการได้มาซึ่งอภิสิทธิ์บางอย่างเหนือคนอื่น

ในทุกๆ ตารางเซนติเมตรของเรา ตรงไหนบ้างที่ไม่มีการคอร์รัปชั่น การทุจริตในมิติใดมิติหนึ่ง และไม่เว้นแม้แต่ในวัด - ใช่หรือไม่?

เราปฏิเสธได้อีกหรือไม่ว่าในวงการราชการไม่มีการจ่ายเงินเพื่อให้มาซึ่งตำแหน่งบางตำแหน่งในบางพื้นที่ และแทบจะมีราคาที่ทุกคนรู้ว่า ถ้าขอย้ายไปรับตำแหน่งที่นี่ต้องจ่ายเท่าไหร่ ถ้าอยากได้ตำแหน่งที่นั่นต้องจ่ายเท่าไหร่?

แม้แต่ในแวดวงวิชาการที่เต็มไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ คุณปัญญา ก็ยังไม่วาย มีเพื่อ "ผลประโยชน์" และผลประโยชน์นั้นก็เห็นเด่นชัด ทิ่มหูทิ่มตา เห็นกันตั้งแต่ยี่ห้อร้านกาแฟ ยันป้ายโฆษณาที่มีสปอนเซอร์ ว่าทำไมมันดูเหมือนถูกผูกขาดจากบริษัทไม่กี่บริษัทอย่างมีนัยสำคัญ

และในท่ามกลางการรังเกียจการคอร์รัปชั่นอย่างแรงกล้านี้ ฉันก็เห็นคนใหญ่คนโตที่เป็นส่วนหนึ่งการซื้อขายตำแหน่ง กินหัวคิว กินค่าคอมมิชชั่น รับสินบนจากพ่อค้า เจ้าสัวทั้งหลายก็ยังเป็นคนที่คนส่วนใหญ่ชื่นชม ยกย่อง นับถือ ซูฮก ปกป้องว่าเป็นคนดี เป็นคนเสียสละ

เผลอๆ ถ้าเข้าไปใกล้ชิดคนเหล่านี้ก็จะภูมิใจ เอามาอวดอ้าง อวดเบ่ง ถ่ายรูปโชว์คนอื่นอีกว่า สนิทสนม - อ้าว ไหนบอกเกลียดคนโกง

แล้วทำไมภูมิใจที่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับคน โกง?

ที่ฉันไม่เข้าใจหนักกว่านั้นคือ คนไทยเราสามารถนั่งฟังคนโกงมาเทศนาเราเรื่องทุจริต ได้อีกด้วยแน่ะ อ่า...ยิ่งเป็นแบบนั้นเราต้องยิ่งซีเรียสกับหลักสูตรต้านโกงใช่ไหม?

เรายิ่งต้องเร่งสอนให้เด็กและเยาวชนของเรามีความละอายต่อบาป ซื่อสัตย์ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่พูดอย่างทำอย่าง

เผลอๆ อาจยิ่งต้องเพิ่มชั่วโมงเรียนพุทธศาสนาในชั้นเรียน

เด็กๆ จะได้น้อมนำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นหลักธรรมประจำใจเสียตั้งแต่เด็กๆ เพราะไม้อ่อนดัดง่าย

แต่ฉันอยากจะยกตัวอย่างแบบนี้ ระหว่างถนนมืดๆ รกร้าง มีป่าละเมาะ ไม่ค่อยมีคนเดินผ่าน กับถนนที่สว่าง มีกล้องวงจรปิด มีร้านรวงหลากหลาย มีผู้คนเดินขวักไขว่ ถนนแบบไหนที่มีแนวโน้มจะกิดการฉกชิงวิ่งราวมากกว่ากัน?

การป้องกันอาชญากรรม ใช่ เรามีกฎหมาย มีบทลงโทษ มีการสั่งสอนผู้คนว่าการกระทำเช่นนี้ผิด เป็นการละเมิดผู้อื่น แต่ลำพังสองอย่างนี้ไม่รับประกันว่าอาชญากรรมจะลดลง

ถ้าปราศจากการสร้างเงื่อนไขให้การประกอบอาชญากรรมนั้นทำได้ยากขึ้น เช่น การสร้างพื้นที่ที่สว่างและมีผู้คนร่วมรู้เห็น หากจะเกิดสิ่งไม่ชอบมาพากลขึ้น

พูดให้ง่ายขึ้นคือ คนอาจจะคิดชั่วและพยายามจะทำชั่วเท่าเดิม

แต่ความพยายามทำชั่วนั้นไม่สำเร็จเนื่องจากปัจจัยไม่อำนวยให้ทำได้โดยง่าย

ความพยายามแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ไทยกลับจินตนาการไปว่า หนึ่ง ถ้าเราจับคนโกงเข้าคุก ยึดทรัพย์ หรือประหารชีวิตได้ยิ่งดี ปัญหาคนโกงจะหมดไป

สอง ต้องทำให้คนในสังคมทุกคนเป็นคนดีและมีความซื่อสัตย์ รู้จักผิดชอบชั่วดี มีหิริโอตตัปปะ ดังปรากฏให้เห็นใน "หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา"

แต่สิ่งที่หายไปเลยในจินตนาการเกี่ยวกับการลดปัญหาคอร์รัปชั่นในสังคมไทยคือ แทนการทำให้คนกลายเป็น "คนดี" ทำไมเราไม่สร้างระบบการบริหารงาน และการตรวจสอบถ่วงดุลให้การคอร์รัปชั่นเป็นไปได้ยากขึ้น

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงว่า การสร้างสังคมปลอดคอร์รัปชั่นโดยสิ้นเชิง และความพยายามสร้างสังคมให้ทุกคนกลายเป็น "คนดี" โดยถ้วนหน้านั้น มันคล้ายๆ กับคนที่พยายามทำทุกอย่างให้อุจจาระไม่เหม็น

ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

ไม่มีสังคมไหนในโลกนี้ปลอดการคอร์รัปชั่นโดยสิ้นเชิง

และไม่มีสังคมไหนในโลกนี้ที่คนมีความซื่อสัตย์ สุจริต ถ้วนหน้า

สังคมเช่นนั้นไม่มีจริง

เพราะความจริงคือ นักคอร์รัปชั่นมืออาชีพ ได้พยายามสร้างนิทานเรื่องความดี คนดี ให้เราลุ่มหลงมัวเมาไปวันๆ จะได้ไม่คิดเรื่องระบบตรวจสอบ ถ่วงดุลใดๆ

จากนั้น ในระหว่างที่เราหิวความดี หลงความดี ฝันถึงสังคมสีขาวปลอดภัยไร้ความชั่ว พวกเขาก็นั่งกอบโกย โกงกิน ทุจริตไปปากมันแผล็บ โกงไป ปากมันๆ

แล้วยังหันมาเทศนาเราต่อให้เรายึดมั่นถือมั่นในคุณงามความดีในระดับตัวบุคคลกันได้อีกด้วย

เพราะฉะนั้น แทนที่เราจะหมกมุ่นว่าทำอย่างไรให้ขี้ของพวกเราทุกคนเปลี่ยนจากเหม็นๆ มาเป็นหอมชื่นใจ เราควรมานั่งทำความเข้าใจใหม่ไหมว่า ธรรมชาติของขี้ต้องเหม็น

แต่ทำอย่างไรเราจะขี้ได้ปลอดโปร่งโล่งสบายทุกวันๆ โดยไม่ผูก เพราะการที่ท้องไม่ผูกเลยน่าจะเป็นผลดีต่อสุขภาพของเรามากกว่า

ฉันใดก็ฉันนั้น แทนการมีองค์กรอิสระอะไรไม่รู้ ไม่ยึดโยงใดๆ กับอำนาจของประชาชน ใครตั้งขึ้นมายังไง มีวาระกี่ปี มานั่งปราบโกง ตรวจโกง ตรวจการใช้เงินยิบย่อย พยายามสร้างกฎเกณฑ์ทั้งประหลาด ทั้งละเอียด เช่น ยื่นบัญชีทรัพย์สิน ยื่นของตัวเองไม่พอ ต้องยื่นของเมีย อีกหน่อยคงต้องยื่นของลูก ของเขย ของสะใภ้ ของกิ๊ก ของชู้ ของแม่บ้าน ของคนขับรถ กลัวจะโกงต่อไปอีก ก็คงให้ยื่นไปถึงคนข้างบ้าน

หรือการสร้างระเบียบการใช้เงิน การเบิกจ่าย การจัดซื้อ ที่ไม่ว่าจะออกมาละเอียดยิบย่อยแค่ไหน การโกงหรือการทุจริตก็ไม่เคยหายไปไหน กลับยิ่งมากขึ้น และยิ่งกฎละเอียดขึ้น คนดูแลกฎก็ยิ่งมีอำนาจ - และที่ไหนมีอำนาจ ที่นั่นก็มีการทุจริต ถูกไหม?

ยิ่งเพิ่มกฎ ยิ่งเพิ่มอำนาจความเห็นชอบ ยิ่งเพิ่มอำนาจตรวจสอบเพื่ออนุมัติ - โอ้โห - อย่าบอกนะว่าเราไม่รู้ว่ามีอำนาจเซ็นอนุมัติอะไรต่อมิอะไรนี่แหละที่แหล่งดูดเงินใต้โต๊ะ

ความพยายามทั้งหมดนี้จึงไม่ผิดอะไรกับความพยายามจะเปลี่ยนขี้เหม็นๆ ให้กลายเป็นหอม ยิ่งพยายามมากยิ่งเปิดช่องให้สิบแปดมงกุฎหากินได้มากกับการโฆษณาชวนเชื่อว่า เฮ้ยยยย เชื่อฉัน ฉันนี่แหละ จะมาทำให้ขี้มันหอมขึ้นมาให้ได้

อ้าว แล้วเราต้องอยู่กับการคอร์รัปชั่นไปตลอดชีวิต? ก็อาจต้องเป็นอย่างนั้น ที่ไหนมีการเมือง ที่ไหนมีงบประมาณ ที่ไหนมีอำนาจ ที่ไหนมีผลประโยชน์ ที่นั่นย่อมมีการคอร์รัปชั่น และความพยายามจะ คอร์รัปชั่น

คำถามที่สำคัญกว่าการถามว่าจะทำให้คอร์รัปชั่นหมดไปอย่างไรคือ

เราจะอยู่กับการคอร์รัปชั่นอย่างไร โดยที่เราไม่สูญเสียอำนาจในการตรวจสอบการคอร์รัปชั่นเหล่านั้น

และเรายังคงมีอำนาจสอดส่องให้กระบวนการยุติธรรมทำงานโดยไม่มีคำว่าสองมาตรฐาน

สำคัญกว่านั้น เราควรคิดว่าระบอบการเมืองแบบไหนที่บรรดาคนชั่วๆ คนขี้โกงด้วยกันเองนี่แหละ ที่ท้ายที่สุด มันจะไม่ยอมให้ใครโกงได้อยู่คนเดียวติดต่อกันเป็นเวลานานๆ

สุดท้ายคนโกงทั้งหลายก็ต้องผลัดกันแฉ ผลัดกันเปิดโปง

ไม่ใช่เพราะพวกเขาเป็นคนดี

แต่เพราะพวกเขากำลังบอกว่า เฮ้ยย มึงจะโกงอยู่คนเดียวตลอดกาลนานแบบนี้ไม่ได้

นี่คือความแตกต่างกันระหว่างการคอร์รัปชั่นในระบอบประชาธิปไตยกับเผด็จการ การคอร์รัปชั่นในระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง มีระบบตรวจสอบถ่วงดุลจากการทำงานของรัฐสภา มีเสียงโหวตของประชาชนที่ ส.ส. และพรรคการเมืองต้องคำนึงถึงอยู่เสมอ เสรีภาพของสื่อมวลชน เสรีภาพของประชาชนที่จะด่ารัฐบาล เสรีภาพของภาคประชาชนที่จะออกมาเคลื่อนไหวโดยไม่ต้องเสี่ยงคุกเสี่ยงตะราง เปรียบเสมือนถนนที่มีไฟสว่าง มีกล้องวงจรปิด - อยากปล้น แต่ก็ไม่ถนัดนักหรอก และทำได้ยากขึ้น ทำแล้วก็เสี่ยงถูกจับได้สูง

การคอร์รัปชั่นในระบอบประชาธิปไตยยังเป็นการคอร์รัปชั่นที่ทำได้อย่าง "จำกัด" เพราะคนอื่นที่เขาก็อยากโกงเหมือนกัน เขาไม่ปล่อยให้คุณโกงได้เพลินๆ อยู่คนเดียว

การโกงที่ต้องแข่งขัน ต้องเฉลี่ย ต้องกระจาย สุดท้ายกลับนำไปสู่การถ่วงดุล ตรวจสอบ

และเมื่อบวกกับการถูกกำกับด้วยอำนาจของประชาชน การคอร์รัปชั่นแม้ทำได้ แม้ไม่หมดไปแต่ก็ทำได้ แต่ต้องทำอย่างหน้าบางมากๆ และมีความเกรงอกเกรงใจประชาชนระดับหนึ่ง

ไม่อาจทำได้แบบหน้าด้าน ไม่เห็นหัวประชาชน หรือทำอย่างชนิดที่ประชาชนอย่างเราต้องคอยรำพึงกับตนเองว่า

"โห...นี่เขาคิดว่าเรากินหญ้าแทนข้าวกันอยู่ทุกวันใช่ไหม"

ตรงกันข้าม การคอร์รัปชั่นในระบอบเผด็จการเป็นการคอร์รัปชั่นแบบผูกขาดไร้คู่แข่ง ปราศจากระบบตรวจสอบถ่วงดุล ประชาชนไร้อำนาจ สื่อไร้เสรีภาพ ถูกกดดันมากๆ ก็จับแพะโชคร้ายมาบูชายัญสร้างผลงานให้สาธารณชนเห็นว่า นี่แหละคือการปราบคอร์รัปชั่นที่เข้มแข็งเด็ดขาด เจอปุ๊บไล่ออกปั๊บ เจอปุ๊บยึดทรัพย์เลย - เด็ดขาด รวดเร็ว ทันใจ ไม่ยืดเยื้องุ่มง่ามเหมือนอีพวกรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ประชาชนที่คิดไม่ทันก็จะปรบมือชื่นชมกันเซ็งแซ่ว่า เห็นไหม อยู่ภายใต้รัฐบาลที่เข้มแข็งเด็ดขาดมันดีแบบนี้

จากนั้นประชาชนที่คิดไม่ทันก็จะปลื้มปริ่มคิดว่า โอ ขี้เหม็นได้กลายเป็นหอมแล้ว

หารู้ไม่ว่าที่มันไม่เหม็นเพราะท้องมันผูกต่างหากเล่า

และสิ่งที่ตามมาหลังการท้องผูกเรื้อรังก็คือมะเร็งลำไส้ที่รักษายากรักษาเย็น ยิ่งทิ้งไว้นานยิ่งอันตราย

ขี้ต้องเหม็น การเมืองสกปรก นักการเมืองขี้โกง โลกที่ลุ่มๆ ดอนๆ คือความจริง

สังคมปลอดโกงเพราะอุดมไปด้วยความดี คนดี ศีลธรรมคือความหลอกลวง - ลวงเอาสิทธิ เสรีภาพ และอำนาจในฐานะพลเมืองของเราไปแล้ว เรายังต้องถูกจับไปอบรมสั่งสอนให้โตไปไม่โกงอีกด้วย

ถึงวันนั้นจะขอยาระบายก็ไม่รู้จะทันไหม?

คอลัมน์ ข่าวสั้นรอบโลก: รับสินบน - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

คณะกรรมาธิการกวาดล้างการทุจริตของอินโดนีเซีย จับกุมผู้ต้องสงสัย 10 ราย จากคดีรับสินบน ในจังหวัดอาเจะห์ หนึ่งในนั้นคือนายเออร์วันดี ยูซุฟ ผู้ว่าราชการจังหวัด ใน การจับกุมเจ้าหน้าที่ตรวจยึดเงินของกลางได้ราว 500 ล้านรูเปียห์ (ราว 1.1 ล้านบาท) ขณะที่ผู้ต้องสงสัยถูกส่งตัวไปยังกรุงจาการ์ตาเพื่อทำการสอบสวนต่อไป ทั้งนี้ นายยูซุฟ เป็นอดีตแกนนำของกลุ่มกบฏขบวนการอาเจะห์เสรี โดยรับเลือกขึ้นเป็นผู้ว่าฯ สมัยที่ 2 เมื่อปี 2560

คอลัมน์ เวิลด์ มอนิเตอร์: จีนเร่งต้านคอร์รัปชั่น - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ปักกิ่ง - สำนักข่าวซินหัวรายงานอ้างคำพูด สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ว่า ความพยายามปราบคอร์รัปชั่นจะดำเนินต่อไป พร้อมระบุว่า พรรคคอมมิวนิสต์จะเพิ่มการตรวจสอบภายในพรรค และตรวจสอบการทำงานของ เจ้าหน้าที่ โดยนับตั้งแต่สีขึ้นสู่ตำแหน่งในปี 2012 จีนได้คุมเข้มการทุจริต และสั่งจำคุกเจ้าหน้าที่ระดับสูงไปแล้วหลายสิบราย