You are here

CG and corruptions News - 6 June 2017

IOD จัดประชุมใหญ่ National Director ชี้คนรุ่นใหม่ใส่ใจ CG มากขึ้น - ดอกเบี้ยธุรกิจ

อนันต์ปัดฟอกเงินไม่เคยรู้จักศุภชัย!ขอ60วันชี้แจงDSI - ไทยโพสต์

จี้ล้มสรรหา 'รองศึกษาธิการภาค' ขัดหลักธรรมาภิบาล-ส่อล็อกสเปค - กรุงเทพธุรกิจ

ตราดดันสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสหกรณ์สีขาวด้วยธรรมาภิบาล - สยามรัฐ

คอลัมน์ สยามรัฐผลัดใบ: ปฏิรูประบบบริหารราชการให้เข้มแข็งมีธรรมาภิบาลให้เป็นที่ยอมรับเสียก่อน - สยามรัฐ หน้า 7

เปิด 15 คดี 'โกงคลองจั่น'สู่'ฟอกเงินธรรมกาย' - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ บ้านเกิดเมืองนอน: ทำไมกระแสข่าวทุจริตจึงหนาหู? - แนวหน้า

IOD จัดประชุมใหญ่ National Director ชี้คนรุ่นใหม่ใส่ใจ CG มากขึ้น - ดอกเบี้ยธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560

IOD ยกระดับธรรมาภบาล กรรมการบริษัทไทยสู่ระดับสากล จัดงานประชุมสัมมนาใหญ่ประจำปี National Director Conference 17 มิถุนายนนี้ ดร.บัณฑิต นิจถาวร กรรมการผู้อำนวยการ IOD ชี้กรรมการบริษัทให้ความสนใจ/กระตือรือร้นเข้าร่วมกิจกรรม IOD เป็นคนรุ่นหนุ่มสาวมากขึ้น อีกทั้งเป็นบริษัทที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น เท่ากับเป็นการขยายหลักปรัชญาการทำงานที่มีธรรมภิบาลในธุรกิจของไทยได้กว้างขวางขึ้นไม่ตีกรอบอยู่เฉพาะกิจการในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น

ดร.บัณฑิต นิจถาวร กรรมการผู้อำนวยการ สถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือ IOD กล่าวกับทีงาน "ดอกเบี้ยธุรกิจ" ว่าสถาบันฯ IOD กำลังจะจัดงานใหญ่ประจำปี โดยจะมีการสัมมนาประจำปีครั้งใหญ่ครั้งสำคัญในวันที่ 14 มิถุนายน 2560 ภายใต้ชื่อ National Director Conference

"IOD กำลังเตรียมการจัดงานประชุมวิชาการประจำปีขึ้น โดยมุ่งเน้นยกระดับงานนี้ให้เป็นสากลมากขึ้น และเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับสมาชิกสถาบัน จึงได้เชิญวิทยากรประมาณ 15-16 คนมาจากต่างประเทศ มาบรรยายในหัวข้อต่างๆ ซึ่งในเบื้องต้นนี้ได้รับกระแสการตอบรับที่ดีมาก"

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจ เข้าร่วมงานสัมมนาใหญ่ประจำปี National Director Conference ซึ่งจะทำให้ได้รับข้อมูล แนวคิดดีๆ จากผู้บรรยาย และการปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการทำงาน สามารถเข้ารับฟังได้ฟรีหากเป็นสมาชิกอยู่แล้ว แต่ถ้ายังไม่ได้เป็นสมาชิกก็สามารถเข้าร่วมงานได้โดยเพียงสมัครเป็นสมาชิกสถาบัน IOD ที่หน้างานได้เลย หรือหากไม่อยากเป็นสมาชิกก็ซื้อบัตรเข้างานได้ในราคาปกติ หรือจองบัตรล่วงหน้าได้เช่นกัน

ดร.บัณฑิต กล่าวอีกว่า ในส่วนของสถาบันกรรมการบริษัทไทย IOD ได้ให้ความสำคัญเรื่อง ธรรมาภิบาล หรือ GOOD GOVERNANCE มาโดยตลอด เนื่องจากบุคคลที่เป็นกรรมการบริษัท มีผลอย่างมากต่อการกำหนดทิศทางของบริษัท ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของธุรกิจเท่านั้น ซึ่งในเบื้องต้นสถาบัน IOD เริ่มต้นจากการให้กรรมการบริษัทมีส่วนร่วมเรื่องธรรมาภิบาลจากบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯเป็นหลักก่อน

"ในส่วนของกรรมการบริษัท มีบทบาทหน้าที่สำคัญมาก หลายคนคิดเพียงแต่ว่าการเป็นกรรมการคือการเข้าไปนั่งประชุมเท่านั้น แต่ไม่ใช่ พอมีสถาบัน IOD นี้ตั้งขึ้นมา เราก็พยายามทำให้เขาเข้าใจว่าการทำหน้าที่กรรมการสำคัญมาก เพราะกรรมการเป็นจุดสูงสุดขององค์กร กำหนดนโยบาย กำหนดหลักปฏิบัติต่างๆ

ดังนั้นถ้ากรรมการเข้มแข็ง ธุรกิจก็จะเดินไปอย่างยั่งยืน ตรงนี้คือแนวคิดจะทำอย่างไรก็อยู่ในหลักสูตร ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ช่วง 4-5 ปีที่เข้ามารับผิดชอบความตระหนักรู้ความสนใจของกรรมการบริษัท เพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลา และที่อยากจะให้ทราบคือความสนใจเหล่านี้ไม่ได้มาจากกรรมการที่อยู่ในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เท่านั้นเหมือนเมื่อช่วงแรกๆ ที่ตั้ง IOD โดยขณะนี้คนที่เข้ามาอบรม เข้ามาร่วมกิจกรรมมากขึ้น ก็คือกรรมการจากบริษัทจำกัด ซึ่งเป็นบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ"

ดร.บัณฑิตกล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่สำคัญคือ ขณะนี้อายุเฉลี่ยของกรรมการที่เข้ามาร่วมกิจกรรมเป็นคนที่มีอายุน้อยลงเป็นคนรุ่นหนุ่มสาวมากขึ้น เมื่อเทียบกับเมื่อก่อน ก็แสดงให้เห็น 2 ประการ คือ 1.ประเทศไทยขณะนี้ในสังคมธุรกิจกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงจากรุ่นพ่อมาสู่รุ่นลูก เป็นรุ่นเถ้าแก่น้อย ซึ่งเป็นรุ่นที่ต้องการหาความรู้ต้องการทำอะไรเป็นระบบ ซึ่งกรรมการเหล่านี้มาจากทุกแห่งที่แสดงความสนใจ 2.ตัวเลขอายุกรรมการของบริษัทต่างๆที่ลดลงซึ่งถือเป็นความหวังและอนาคต

สำหรับกรณีที่ มีกฎหมายตลาดหลักทรัพย์ฯ ฉบับใหม่ ที่กำหนดในเรื่องการเปิดเผยข้อมูล Good Governance การอินไซเดอร์ต่างๆ ทำให้กดดันการทำงานของกรรมการบริษัทในยุคใหม่นี้มากน้อยเพียงใด นั้น กรรมการผู้อำนวยการสถาบัน IOD กล่าวว่า มีบ้าง อย่างไรก็ตามคนส่วนใหญ่ที่ไปรับหน้าที่กรรมการอาจจะลืมประเด็นเรื่องหน้าที่ คือคนที่เข้ามาเป็นกรรมการ และเป็นผู้แทนผู้ถือหุ้น ก็มีหน้าที่กำกับดูแลการทำงานของบริษัท เพื่อประโยชน์ขององค์กรก็คือตัวผู้ถือหุ้น ซึ่งในเรื่องวิธีการทำงานก็จะมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนว่าในแต่ละเรื่องควรจะทำอย่างไร ซึ่งจะเน้นอยู่ 3 เรื่อง คือ

1. เน้นให้เกิดความโปร่งใส ผู้ถือหุ้นสามารถติดตามได้

2. เน้นให้เกิดความรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งที่ในส่วนที่ดีคือผลประกอบการดีมาก

และ 3. เน้นให้เกิดความเป็นธรรมทั้งต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัท ซึ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จะมีมากหลายกลุ่มเหลือเกินทั้งลูกค้า ทั้งบริษัทที่ค้าขายด้วย ภาครัฐ ชุมชน "ดังนั้น หน้าที่ของกรรมการคือต้องดูแลให้วิธีการของการทำธุรกิจของบริษัทเป็นไปตามเป้าหมายและถูกต้องสอดคล้องกับกฎหมายและรักษาประโยชน์ดูแลสิทธิของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย"

อนึ่ง ดร.บัณฑิต นิจถาวร ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องของหลักธรรมาภิบาลและสกัดกั้นคอร์รัปชั่น 2 เล่ม ที่เริ่มจำหน่ายในช่วงเมษายน 2560 ที่ผ่านมา คือ หนังสือฝ่าวิกฤตธรรมาภิบาล GOOD GOVERNANCE และหนังสือฝ่าวิกฤตคอรัปชั่น ที่ได้วางจำหน่ายและได้รับผลตอบรับที่ดี เนื่องจากเป็นหนังสือที่อ่านเข้าใจง่าย เขียนโดยอาศัยความเป็นคนที่ชอบเขียนหนังสือ และมีเวลาว่างในช่วง 6-7 ปีที่ได้ออกจากธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงก์ชาติมา โดยเป็นแพลตฟอร์มที่จะเชิญชวนให้บริษัทเอกชนภาคธุรกิจมาทำธุรกิจโดยมีนโยบายที่จะทำธุรกิจสะอาด คือไม่จ่ายสินบน และมีเรื่องแอนตี้คอร์รัปชั่น

อนันต์ปัดฟอกเงินไม่เคยรู้จักศุภชัย!ขอ60วันชี้แจงDSI - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2560

แจ้งวัฒนะ * ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. เวลา 09.00 น. นายอนันต์ อัศวโภคิน อดีตผู้บริหารบริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) พร้อม ด้วยนายสมบัติ ฤชุพันธุ์ นายสุริยัน กันทำ และนายกมล ศรีสวัสดิ์ ทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท. กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าคณะพนัก งานสอบสวนคดีพิเศษ นายขจร ศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 3 และพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อรับทราบข้อหาร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ที่ได้มาจากการยัก ยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน พ.ศ.2542 โดยนายอนันต์ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเร็วกว่ากำหนด จากเดิมพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกให้นายอนันต์มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 7 มิ.ย.นี้

ต่อมาเวลา 11.15 น. นายอนันต์เปิดเผยภายหลังการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาว่า รายละเอียดทุกอย่างขอให้ทนายความเป็นผู้ชี้แจง เนื่องจากเพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และไม่มีเอกสารอะไรเลย อย่างไรก็ตาม ต้องขอขอบคุณดีเอสไอที่ดำเนินการตามขั้นตอนที่ยุติธรรม โปร่งใส และแจ้งสิทธิทุกอย่างให้ทราบ นอกจากนี้ บริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ อยู่ระหว่างการเพิ่มทุน ซึ่งนักลงทุนต่างประเทศได้ตกลงกันว่าจะนำทุนมาร่วมด้วยประมาณ 17,000 ล้านบาท แต่เกิดปัญหานี้ขึ้นมาพอดี แต่ขอยืนยันว่านักลงทุนยังมีความเชื่อมั่นและจะร่วมลงทุน

"ผมขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ซึ่งผมไม่เคยรู้จักกับนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ผู้ต้องหาและอดีตประธานสหกรณ์ฯ คลองจั่น มาก่อนเลย ส่วนที่ปรากฏภาพเคยเดินด้วยกันภายในวัดพระธรรมกายนั้น ในวัดคนเยอะมาก ผมก็เดินกับทุกคน แต่ว่าออกจากวัดก็ไม่เคยพูดกันเลย รวมถึงเรื่องธุรกิจด้วย ทั้งนี้ ยังไม่ขอให้รายละเอียดอะไร โดยทีมทนายความจะมีเวลาในการรวบรวมหลักฐานเอกสารมาให้พนักงานสอบสวน 60 วัน เมื่อเราให้ข้อมูลทั้งหมดแล้ว จะมีการแถลงข่าวอีกครั้ง" นายอนันต์ระบุ

ด้านนายขจรศักดิ์กล่าวว่า พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการแจ้งข้อหานายอนันต์แล้ว ซึ่งนายอนันต์ได้เดินทางมาเข้าพบพนักงานสอบสวนก่อนวันเรียกหมายเรียก เพราะต้องการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง โดยพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิทุกอย่างตามกฎหมายให้ทราบ ทั้งนี้ นายอนันต์ได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และขอเวลา 60 วัน ในการที่จะเตรียมเอกสารต่างๆ มาชี้แจง ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ให้ โอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ไม่มีเงื่อนไขอะไรใน การปล่อยตัวครั้งนี้ เพราะนายอนันต์ ไม่มีพฤติการณ์ที่จะหลบหนี โดยวันนี้นายอนันต์ไม่ได้ให้การอะไร จะขอเป็นการส่งเอกสารมาชี้แจงในเรื่องการซื้อขายที่ดินที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย และบริษัท เอ็มโฮมเอสพีวี 2 จำกัด.

จี้ล้มสรรหา 'รองศึกษาธิการภาค' ขัดหลักธรรมาภิบาล-ส่อล็อกสเปค - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ของชาติ (ภตช.) โดยนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการคณะกรรมการฯ ส่งผู้แทนไปยื่นหนังสือถึง น.พ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กรณีการสรรหารองศึกษาธิการภาค

โดยระบุว่าภตช. ได้รับร้องเรียนจากผู้ที่ไม่สามารถสมัครเข้ารับการสรรหาดังกล่าวจำนวนมาก ซึ่งได้ตรวจสอบเบื้องต้น ของการออกประกาศคณะกรรมการ คัดเลือกข้าราชการเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับต้น สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ หรือรองศึกษาธิการภาค ลงวันที่ 5 พ.ค.2560 ในข้อ 3. คุณสมบัติของผู้สมัคร

1. เป็นผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ประเภทอำนวยการ ระดับสูง หรือ ศึกษาธิการจังหวัด อยู่ก่อนวันที่มีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 3 เม.ย.2560 ใช้บังคับ (ทั้งนี้ความหมาย ของตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับสูง และ ศึกษาธิการจังหวัด ให้เป็นไปตาม ประกาศคณะกรรมการขับเคลื่อนการ ปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค เรื่อง คำวินิจฉัยคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ลงวันที่ 7 เม.ย. 2560)

"จะสังเกตว่า ผู้ที่จะสมัครได้มีจำนวนจำกัด อาทิ ศึกษาธิการจังหวัด เท่านั้นซึ่งตำแหน่งดังกล่าวจะต้องดูแลครูสังกัด สพฐ. ในระดับ อนุบาล-ประถมศึกษามัธยมศึกษา จำนวนกว่า 4.5 แสนคน อีกทั้งจำนวนผู้สมัครในตำแหน่ง รองศึกษาธิการภาค มีจำนวนน้อยราย อีกข้อหนึ่งก็คือ การรับสมัครสรรหา รองศึกษาธิการภาค ครั้งนี้ จะไม่มีการสมัครข้ามภาค ในศึกษาธิการจังหวัดในภาคนั้นๆ ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะปกติจะต้องเป็นการรับสมัครในภาพรวมแล้วขึ้นบัญชีตามลำดับคะแนน"

นายมงคลกิตติ์ กล่าวอีกว่ารองศึกษาธิการภาค 1 มี 3 ราย รองศึกษาธิการภาค 2 มี 3 ราย รองศึกษาธิการภาค 4 มี 3 ราย รองศึกษาธิการ ภาค 6 มี 2 ราย รองศึกษาธิการภาค 7 มี 2 ราย รองศึกษาธิการภาค 8 มี 2 ราย รองศึกษาธิการ ภาค 9 มี 3 ราย รองศึกษาธิการภาค 10 มี 2 ราย รองศึกษาธิการภาค 13 มี 4 ราย รองศึกษาธิการ ภาค 14 มี 2 ราย รองศึกษาธิการภาค 15 มี 2 ราย รองศึกษาธิการภาค 17 มี 3 ราย

สรุป สมัคร 2 ราย จำนวน 6 ภาค คิดเป็น 50% สมัคร 3 ราย จำนวน 5 ภาค คิดเป็น 41.167%,สมัคร 4 ราย จำนวน 1 ภาค คิดเป็น 8.3% ทำให้การสมัคร รองศึกษาธิการภาค มีลักษณะการสมัครคล้ายการสมัครสรรหา เลขาธิการ สกสค. และ เลขาธิการคุรุสภา ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สั่งล้มไป เพราะมีผู้สมัครน้อยราย การประกาศอาจจะล็อกสเปคเฉพาะ ผู้สมัครบางราย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ข้อสังเกตแนะนำเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมีธรรมาภิบาลในการสมัคร เข้ารับการสรรหาเป็น รองศึกษาธิการภาค (รอง ศธภ.) คือ ควรมีการเปิดกว้างให้สมัครเข้ารับการสรรหาได้ กับ ผู้อำนวยการ สำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษามัธยมศึกษา ประเภท เชี่ยวชาญ ระดับ 9 กว่า 20 ราย, ผู้อำนวยการโรงเรียน ประเภท เชี่ยวชาญ ระดับ 9 กว่า 60 ราย, ผู้อำนวยการสำนักงานศึกษาเอกชนระดับจังหวัด- ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.ระดับจังหวัด ประเภท เชี่ยวชาญ ระดับ 9 และ ผู้อำนวยการ สำนัก ประเภท เชี่ยวชาญ ระดับ 9 ในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน .สภาการศึกษา สำนักงาน คณะกรรมการการอาชีวะศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงาน คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการศึกษาเอกชน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย มีจำนวนกว่า 200 ราย

"ดังนั้น ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันของชาติจึงเรียนมาเพื่อขอให้ ตรวจสอบ และ ทบทวนแก้ไขการออกประกาศคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับต้น สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (รองศึกษาธิการภาค) ว่าอาจจะปิดกั้น ไม่เปิดกว้างซึ่งอาจจะขัดหลักธรรมาภิบาล มีผู้สมัครจำนวนน้อยรายผิดปกติ และ ไม่มี การสมัครข้ามภาคกันซึ่งผิดปกติ เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการที่จะปกครอง ครูกว่า 4.5 แสนคนได้นั้น จะต้องมีความยุติธรรม ตรวจสอบได้ ตอบคำถามได้ ให้ความเสมอภาค เป็นธรรม กับ ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่าง เท่าเทียมกัน การบริหารราชการแผ่นดิน จะไม่วุ่นวายเพิ่มปัญหา เหมือนที่กำลัง เป็นอยู่ในขณะนี้"

ตราดดันสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสหกรณ์สีขาวด้วยธรรมาภิบาล - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ตราด: นายดุสิต ทองทา สหกรณ์จังหวัดตราด พร้อมคณะทำงานเพื่อส่งเสริมสหกรณ์สีขาวด้วยธรรมาภิบาลระดับจังหวัด ให้คำแนะนำส่งเสริมสหกรณ์ปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่งต้องผ่านการประเมินในแต่ละหลัก ร้อยละ 85 ขึ้นไป โดยประเมิน 4 หลัก คือ หลักภาระรับผิดชอบ หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม และหลักนิติธรรม ณ ห้องประชุมสำนักงานสหกรณ์จังหวัดตราด

นายดุสิต กล่าวว่า จากที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดโครงการสหกรณ์สีขาวด้วยธรรมาภิบาล เพื่อให้การดำเนินการส่งเสริมพัฒนาสหกรณ์ให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นไปตามนโยบายของกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการพัฒนาสหกรณ์สู่ความเข้มแข็งเพื่อให้มีการบริหารจัดการด้วยการนำหลักธรรมาภิบาล (Good Governance)มาปฏิบัติและถือใช้อย่างเคร่งครัด และดำเนินงานโดยยึดหลักความเป็นสหกรณ์ให้สหกรณ์ตระหนักถึงคุณค่าและคุณประโยชน์ของธรรมาภิบาล มีการปฏิบัติในทุกระดับทั้งกรรมการ เจ้าหน้าที่สหกรณ์ และสมาชิกสหกรณ์

นายดุสิต กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายในปี พ.ศ. 2560 จังหวัดตราด มีสหกรณ์ประเภท "สหกรณ์ออมทรัพย์" ที่มีทุนดำเนินงานเกินกว่า 1,000 ล้านบาทมีสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการฯ 1 สหกรณ์คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูตราด จำกัด เพื่อเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือเป็นที่ยอมรับในวงการธุรกิจ เป็นแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงได้ง่าย มีส่วนร่วมของสมาชิกเพิ่มมากขึ้น ก่อให้เกิดศรัทธา เชื่อมั่นในองค์กรเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในระบบสหกรณ์ และยังเพิ่มโอกาสในการสร้างความเจริญเติบโตของสหกรณ์ให้เป็นที่พึ่งของสมาชิกได้อย่างยั่งยืนมั่นคงตลอดไป

คอลัมน์ สยามรัฐผลัดใบ: ปฏิรูประบบบริหารราชการให้เข้มแข็งมีธรรมาภิบาลให้เป็นที่ยอมรับเสียก่อน - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ดร. วิชัย พยัคฆโสpayackso@gmail.com

คำถามจากท่านนายกรัฐมนตรีถึงคนไทยทั้งประเทศใน 4 คำถาม กำลังอยู่ในแวดวงวิพากษ์ของนักการเมืองกันอึงคนึงว่าโยนภาระให้ประชาชนถ้าได้คำตอบแล้วจะเอาไปทำอะไรก็ยังดูมืดมน

ผมก็เป็นคนไทยคนหนึ่งและมีสิทธิในการเลือกรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญใหม่คงมีสิทธิแสดงความเห็นในฐานะสื่อมวลชนอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งทั้ง 4 คำถามสอดคล้องกันทั้งหมด น่าจะเป็นคำถามที่อยู่ในความกังวลของคนไทยที่จะได้รับสิทธิตามระบบประชาธิปไตยอยู่บ้างแล้ว

ก่อนที่ คสช. จะเข้ามาบริหารประเทศแทนรัฐบาลการเมืองที่ทำให้รู้ความแปลกแยกของคนในชาติ อาจมองได้ว่าความเป็นประชาธิปไตยให้กับคนไทยและพรรคการเมืองไม่บรรลุเป้าหมายหลักของระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราะมีการแบ่งขั้วการเมือง แบ่งกลุ่มคน แทนที่จะมีเอกภาพในการมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาประเทศ คสช. คงทราบดีว่ามีปัญหาสะสมและทับถมกันอยู่มาก จึงกังวลว่าการปฏิรูปประเทศอาจไม่บรรลุเป้าหมายตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดขอบเขตไว้กระมัง

ความเป็นจริงประชาชนกังวลกันอยู่บ้างแล้วว่าหากเลือกตั้งครั้งหน้าอาจไม่ได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลแล้วจะกลับสู่วังวนเดิมของการเมืองที่ไม่ยึดประโยชน์ประเทศชาติเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ แต่อาจใช้ประเด็นยุทธศาสตร์เพื่อพรรคตัวเอง เหมือนในอดีตที่ผ่านมาก็ได้ ข้อนี้ข้อเดียวทุกอย่างที่ คสช. สร้างมา 3-4 ปี จะเป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

คราวนี้น่าจะเป็นประเด็นที่นายกรัฐมนตรี ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงการเลือกตั้งต้องช่วยกันวิเคราะห์และพิจารณาถึงตัวบุคคลมากกว่าจะคำนึงถึงพรรคหรือประโยชน์จากที่พรรคหยิบยื่นให้ แต่ให้เลือกคนมีธรรมมาภิบาลมาบริหารประเทศ โดยยึดกรอบของรัฐธรรมนูญและกรอบของแนวทางการปฏิรูปประเทศ ด้วยยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีตามกฎหมายลูกที่กำลังร่างกันอยู่ จึงน่าจะเป็นธรรมาภิบาลของพรรคการเมืองที่ยึดหลักการและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เราก็น่าจะได้การเมืองที่มีธรรมาภิบาลเป็นเป้าหมายของการเลือกตั้ง

ผมเห็นว่าหากได้คนหรือพรรคการเมืองที่มีธรรมาภิบาลเสียแล้วข้ออื่นๆ คงไม่ต้องตอบก็ได้ ประเด็นจึงอยู่ที่จะช่วยกันเลือกให้ได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลไม่ติดยึดกับตำแหน่งและอำนาจ อย่างไรเท่านี้ก็น่าอุ่นใจ และสร้างความมั่นใจได้ระดับหนึ่งแล้ว

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อให้เป็นประเทศไทยยุค 4.0 ในหลายๆ มิตินั้น ทุกกระทรวงและทุกหน่วยงานต่างเร่งจัดทำแผนยุทธศาสตร์รองรับกันอยู่แล้วให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 หากแผนยุทธศาสตร์ของหน่วยงานกำหนดเป้าหมายหลักตรงกันก่อนการเลือกตั้ง เชื่อว่าแนวทางการปฏิรูปประเทศเพื่อการพัฒนาคงไม่มีรัฐบาลใดมายกเลิก เพราะเป็นเป้าหมายที่จะนำพาคนไทยให้เกิดความสุขในอนาคตรวมทั้งนักการเมืองด้วย

ช่วงนี้รัฐบาล คสช. พึงต้องเร่งระดมให้ทุกกระทรวงจัดทำยุทธศาสตร์รองรับให้สำเร็จ แล้วปรับกลยุทธ์ระบบราชการให้เข้มแข็งก่อน หากระบบราชการยังอ่อนแอเหมือนเดิม ความล้มเหลวของการปฏิรูปประเทศก็คงยากที่จะส่งผลให้บรรลุเป้าหมายอยู่ดี

สรุปได้ว่าระบบบริหารราชการแผ่นดินต้องมีความเข้มแข็ง สามารถชี้นำการปฏิรูปประเทศร่วมกับภาคเอกชนด้วยความมั่นใจและมีธรรมาภิบาลให้เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ และนานาชาติเสียก่อนที่จะไปห่วงรัฐบาลเลือกตั้ง

เปิด 15 คดี 'โกงคลองจั่น'สู่'ฟอกเงินธรรมกาย' - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย สำนักข่าวเนชั่น

การยักยอกฉ้อโกงใน "สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น" ในนามของนักบุญ "ศุภชัย ศรีศุภอักษร"ผู้ที่สร้างความเสียหายนับหมื่นล้านบาทให้แก่สมาชิกสหกรณ์หลายหมื่นคน ที่หลงเชื่อนำเงินออมก้อนสุดท้ายในวัยเกษียณมาฝากไว้ โดยเงินที่ถูกยักยอกถูกเปลี่ยนแปลงสภาพผ่านการฟอกเงินอย่างมโหฬาร เงินจำนวนดังกล่าวถูกผ่องถ่ายไปให้พระธัมมชโย วัดพระธรรมกาย และมูลนิธิในเครือ โดยธุรกรรมการเงิน ที่พิสดารพันลึก ยังลากพระธัมมชโย นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง 2 ราย ให้ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฟอกเงิน

โดยปฐมบทของ "คดีคลองจั่น" มีจุดเริ่มต้นมาจากการร้องทุกข์กล่าวโทษให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบการบริหารสหกรณ์ที่ส่อว่ามีการทุจริต ยักยอกทรัพย์ จนทำให้สหกรณ์ขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินจ่ายปันผลให้สมาชิกและปิดไม่ให้มีการถอนเงิน ตั้งต้นการสอบสวนคดีแรก คือ

1.คดีพิเศษที่ 142/2556 นายพิษณุ ชีวสิทธิ์ กล่าวหานายศุภชัย ศรีศุภอักษร พร้อมเจ้าหน้าที่สหกรณ์ ข้อหาร่วมกัน ลักทรัพย์นายจ้าง (สหกรณ์คลองจั่น) และปลอมเอกสาร เหตุเกิดตั้งแต่เดือนตุลาคม 2550-มีนาคม 2555 วงเงินเสียหาย 13,334,159,975 บาท ซึ่งคดีนี้ดีเอสไอใช้เวลาสอบสวนนานถึง 2 ปี จึงสรุปความเห็นสั่งฟ้อง ต่อมาอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 สั่งฟ้องนายศุภชัยกับพวกรวม 5 คน เป็นจำเลย โดยคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

2.คดีพิเศษที่ 63/2557 นายสมาน ครองเมือง กล่าวหานายศุภชัย พร้อม ทีมกรรมการบริหารสหกรณ์รวม 12 คน ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน สืบเนื่องจากการตกแต่งบัญชีงบดุลให้ประชาชนสำคัญผิดว่าสหกรณ์มีผลประกอบการดี เพื่อให้หลงเชื่อนำเงินมาฝาก โดยมีวงเงินเสียหาย 27 ล้านบาท คดีนี้อัยการฟ้องคดีต่อศาลแล้ว

3.คดีพิเศษที่ 64/2557 น.ส. สุดาภรณ์ กองธรรม ผู้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์คลองจั่น กล่าวหานายศุภชัยข้อหายักยอกทรัพย์ โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2556 นายศุภชัยได้ยักยอกทรัพย์และลักทรัพย์สหกรณ์ โดยเบียดบังทรัพย์ไปเป็นของตนเองโดยทุจริต ครั้งที่ 1 จำนวน 7.5 ล้านบาท ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 5 กรกฎาคม-9 ตุลาคม 2556 รวม 6 ครั้ง เป็นเงินกว่า 20 ล้านบาท รวมวงเงินเสียหาย 27.6 ล้านบาท โดยคดีนี้ สน.ลาดพร้าว เป็นผู้รับแจ้งความ แล้วส่งสำนวนให้ดีเอสไอดำเนินการ ในชั้นพิจารณาคดีนายศุภชัยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาจำคุก 16 ปี และส่งตัวเข้าคุมขังในเรือนจำกลางบางขวาง

เมื่อคดีซึ่งเป็นความผิดหลักของนายศุภชัย ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดชัดเจน ก็ถึงคิวคดีฟอกเงิน ซึ่งแตก แขนงโยงใยไปยังผู้มีชื่อรับเช็คจากนาย ศุภชัย จำนวน 878 ฉบับ โดยไม่มีมูลหนี้ต่อกัน เริ่มจากอดีตพระลูกวัดธรรมกาย พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ทนายวัดพระธรรมกาย เครือข่ายพระลูกวัด และลุกลามไปถึงบรรดาศิษย์เอกอย่าง อนันต์ อัศวโภคิน และอลิสา อัศวโภคิน

4.คดีพิเศษที่ 68/2558 พ.ต.ท. สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ อดีตรองอธิบดีดีเอสไอ ฟ้องนายศุภชัย บริษัทเอสดับบลิวโฮลดิ้ง กรุ๊ป จำกัด และนายสถาพร วัฒนาศิรินุกูล อดีตพระลูกวัดพระธรรมกาย กับพวก

รวม 8 คน โดยนายศุภชัยได้โอนเงิน ที่ยักยอกมาจากสหกรณ์คลองจั่นฯ แล้วสั่งจ่ายเช็คให้นายสถาพร จากนั้นนายสถาพรนำเงินไปก่อตั้งบริษัทเอสดับบลิวโฮลดิ้ง ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากวัดพระธรรมกาย และยังนำเงินจากการยักยอกไปซื้อที่ดิน รถยนต์ ปืน และทรัพย์สินอื่นๆ ในชั้นสอบสวนยังพบว่านายศุภชัยได้มอบเงินให้นายสถาพรตั้งแต่ครั้งที่บวชเป็นพระ

และให้ต่อเนื่องหลังสึกออกมาเป็นฆราวาส รวมวงเงินเสียหาย 595.5 ล้านบาท

คดีนี้สรุปสำนวนสั่งฟ้องส่งอัยการแล้ว

5.คดีพิเศษที่ 70/2558 ดีเอสไอฟ้องนายศุภชัย บริษัทเอสดับบลิวโฮลดิ้ง นายสถาพร กับพวกรวม 5 คน ข้อหาฟอกเงิน ภายหลังมีพยานหลักฐานว่านายศุภชัยนำเงินจากการยักยอกสหกรณ์ไปซื้อทรัพย์สินเป็นที่ดินหลายแปลง และได้ถือกรรมสิทธิ์เรื่อยมา จนกระทั่งถูกร้องทุกข์กล่าวโทษในปี 2556 จึงขายที่ดิน 8 แปลง ให้แก่ น.ส.อลิสา อัศวโภคิน และขายที่ดินอีก 1 แปลง ให้แก่ นางวรรณา จิรกิตติ วงเงินความเสียหายกว่า 330 ล้านบาท โดยคดีนี้ดีเอสไอมีความเห็นสั่งฟ้องคดีส่งสำนวนให้อัยการแล้ว ทั้งนี้ที่ดินในกรรมสิทธิ์ของน.ส.อลิสา ปัจจุบันใช้ก่อสร้างอาคารบุญรักษา ใช้เป็นโรงพยาบาลรักษาพระสงฆ์วัด

พระธรรมกาย ซึ่งคณะกรรมการธุรกรรม ปปง.มีคำสั่งอายัดที่ดินทั้ง 8 แปลงไว้แล้ว

6.คดีพิเศษที่ 99/2558 ดีเอสไอฟ้องนายศุภชัย นายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทนายความวัดพระรรมกาย กับพวกรวม 9 ราย ซึ่งคดีนี้เป็นผลมาจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบการสั่งจ่ายเช็ค 9 ฉบับ จำนวน 321.4 ล้านบาท ไปเทคโอเวอร์บริษัทเอ็มโฮมเอสพีวี 2 จำกัด เพื่อถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินของบริษัทเอ็มโฮมเอสพีวี 2 โดยคดีนี้มีความเห็นสั่งฟ้องส่งสำนวนให้อัยการแล้ว จากนั้นคดีนี้ยังแตกลูกย่อยไปถึงเสี่ยอนันต์ ในคดีลำดับที่ 13

7.คดีพิเศษที่ 24/2559 นายธรรมนูญ อัตโชติ กล่าวหานายศุภชัยและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง 19 ราย ที่รับเช็คจากนายศุภชัยโดยไม่มีมูลหนี้ต่อกัน วงเงินความเสียหาย 2,296 ล้านบาท ได้แก่ บริษัทรัฐประชา-วัฒชานนท์ อิสรเสนารักษ์, บริษัทเอสดับบลิวโฮลดิ้ง กรุ๊ป, บริษัทยูเนี่ยน-อินเตอร์ประกันภัย (มหาชน), บริษัทอนันตศิลาบารมี, บริษัทพนมไพร-โพนทรายธุรกิจ, บริษัท สหประกันชีวิต, บริษัทแสนสิริสุข, บริษัทเอ็มโฮมเอสพีวี, บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย, บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์, บริษัทบริหาร-สินทรัพย์ทวี, บริษัทบริหารสินทรัพย์เพทาย, กองทุนเพื่อความมั่นคง, โรงเรียนชุมชนบ้านคลองเคียน (เงินอุดหนุนโรงเรียน), บริษัทบริหารสินทรัพย์-สุขุมวิท, การเคหะแห่งชาติ, มหาวิทยาลัยรามคำแหง, บริษัท สรีธร และบริษัทอินเทรนด์ พร็อพเพอร์ตี้ โดยคดีฟอกเงินในกลุ่มนี้ยังอยู่ระหว่างสอบสวน คาดว่าจะใช้เวลาอีก 1 ปี เนื่องจากมีธุรกรรมการเงินต้องตรวจสอบหลายรายการ

8.คดีพิเศษที่ 25/2559 นายธรรมนูญ อัตโชติ กล่าวหานายศุภชัย ข้อหาฟอกเงิน โดยเป็นผลมาจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่าเงินที่นายศุภชัยยักยอกมาจากสหกรณ์คลองจั่นฯไปสิ้นสุดอยู่กับกลุ่มบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้ต่อกัน จำนวน 93 ราย จากเช็ค 211 ฉบับ วงเงินเสียหายกว่า 1,754 ล้านบาท โดยคดีในกลุ่มนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2561

9.คดีพิเศษที่ 26/2559 นายธรรมนูญ อัตโชติ กล่าวหานายศุภชัยในข้อหาฟอกเงิน โดยกลุ่มผู้ต้องหาและผู้ที่อยู่ในข่ายผู้ต้องหา 8 ราย ที่เกี่ยวข้องกับการรับเช็ค 244 ฉบับ มีพฤติกรรมเป็น ผู้โอน ผู้รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เพื่อซุกซ่อน ปกปิด แหล่งที่มาของทรัพย์สิน จำนวน 2,993 ล้านบาท ขณะนี้คดียังอยู่ระหว่างสอบสวน

10.คดีพิเศษที่ 27/2559 นายธรรมนูญ อัตโชติ กล่าวหานายศุภชัย พระธัมมชโย กับพวกรวม 5 คน ข้อหาร่วมกันฟอกเงิน สมคบฟอกเงิน และรับของโจร ตามที่ปรากฏในเส้นทางการเงินว่าพระธัมมชโยรับเช็คบริจาคจากนายศุภชัยตั้งแต่ปี 2552-2556 จำนวนกว่า 1,458 ล้านบาท โดยคดีนี้ ปปง.ดำเนินการอายัดบัญชีเงินฝากของพระธัมมชโยแล้ว ในส่วนของอัยการสรุปความเห็นสั่งฟ้องและออกหมายจับพระธัมมชโย ซึ่งข้อมูลการข่าวยังเชื่อว่าหลบหนีโดยพักพิงอยู่ตามบ้านของกลุ่มศิษย์ใกล้ชิด ในละแวกไม่ไกล

จากวัดพระธรรมกาย ส่วน น.ส.ศศิธร โชคประสิทธิ์ หลบหนีไปต่างประเทศ

11.คดีพิเศษที่ 38/2559 นายธรรมนูญ อัตโชติ กล่าวหานายจิรเดช วรเพียรกุล อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายวัฒน์ชานนท์ นวอิสรารักษ์ เป็นผู้ต้องหาในคดีฟอกเงิน วงเงินเสียหาย 1,759 ล้านบาท โดยคดีนี้คาดว่าจะสรุปสำนวนสั่งฟ้องได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้

12.คดีพิเศษที่ 42/2559 นายธรรมนูญ อัตโชติ กล่าวหานายศุภชัย นายณัฐพร โตประยูร กับพวกรวม 14 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มนายหน้าขายที่ดินในข้อหา

ฟอกเงิน โดยในกลุ่มนี้มีอดีตข้าราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมอยู่ด้วย 2 ราย จากการนำที่ดินที่นายศุภชัยนำเงินจากการยักยอกสหกรณ์ไปซื้อไว้ ภายหลังการขายที่ดินนำเงินส่งคืนสหกรณ์เพียง 100 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเงินไปสิ้นสุดอยู่กับกลุ่มนายหน้า 12 ราย บริษัทเอสดับบลิว โฮลดิ้งของอดีตพระธรรมกาย และบริษัท ยูเนี่ยนอินเตอร์ประกันภัย ตามเส้นทางการจ่ายเช็ค 47 ฉบับ วงเงินความ

เสียหาย 1,634 ล้านบาท

13.คดีพิเศษที่ 10/2560 นายธรรมนูญ อัตโชติ กล่าวหานาย ศุภชัย และนายอนันต์ อัศวโภคิน

ร่วมกันฟอกเงิน โดยคดีนี้พนักงานสอบสวนมีมติให้ออกหมายเรียกนายอนันต์เข้ารับทราบข้อหาในวันที่ 7 มิถุนายนนี้ โดยคดีนี้มีธุรกรรมการเงินแตกย่อยมาจากคดีพิเศษที่ 99/2558 โดยนายอนันต์ได้ซื้อที่ดินตามโฉนดเลขที่ 31344 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี แต่เป็นการซื้อในราคาถูกกว่าราคาประเมิน และไม่ได้นำที่ดินไปถวายวัดพระธรรมกายตามที่แจ้งไว้ แต่กลับนำที่ดินไปขายให้นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ในราคา 492 ล้านบาท จากนั้นแบ่งเงินส่วนหนึ่งบริจาคให้วัดพระธรรมกายและเก็บไว้ส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ ดีเอสไอยังตรวจสอบพบหนังสือที่นาย

ศุภชัยเจ้าของที่ดิน แสดงเจตนาบริจาคที่ดินแปลงดังกล่าวให้พระธัมมชโย

14.คดีพิเศษที่ 21/2560 นายธรรมนูญ อัตโชติ กล่าวหานายศุภชัย และพระเครือข่ายวัดพระธรรมกาย กรณีนำเช็คสหกรณ์มอบให้พระเครือข่ายวัดพระธรรมกาย วงเงิน 200 ล้านบาท เพื่อนำไปซื้อที่ดินในจังหวัดต่างๆ ซึ่งคดีอยู่ระหว่างการสอบสวน

15.คดีพิเศษที่ 24/2560 นายธรรมนูญ อัตโชติ กล่าวหานายศุภชัยและมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ขนนกยูง ข้อหาสมคบฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร กรณีรับเช็คบริจาคจากนายศุภชัยอย่างน้อย 3 ฉบับ เป็น เงิน 125 ล้านบาท แล้วนำไปมอบให้พระธัมมชโยเพื่อนำเข้าบัญชีของมูลนิธิ เป็นเหตุให้สหกรณ์ และสมาชิกสหกรณ์เสียหาย คดีอยู่ระหว่างการสอบสวน

นอกจากนี้ยังมีคดีระหว่างสืบสวนที่แตกย่อยออกมาอีกจำนวนหนึ่ง ได้แก่ 1.คดีที่ นายอริยะ เอี่ยมดิลกวงศ์ กล่าวหากรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ฐานละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบ เป็นเหตุให้นายศุภชัย กับพวกสามารถยักยอกทรัพย์ของสหกรณ์ไปได้กว่า 1.3 หมื่นล้านบาท โดยคดีนี้ดีเอสไอส่งสำนวนให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนความผิดทางอาญาตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 2.คดีนำเงินของวัดพระธรรมกายให้พระสงฆ์นำไปใช้เล่นหุ้น และ3.คดีให้ที่พักพิงแก่พระธัมมชโย ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา

คอลัมน์ บ้านเกิดเมืองนอน: ทำไมกระแสข่าวทุจริตจึงหนาหู? - แนวหน้า ฉบับวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2560

โดย สิริอัญญา

ต้องยอมรับความจริงว่านับตั้งแต่พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พ้นจากตำแหน่งประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ หรือ ศอตช. ไปดำรงตำแหน่งองคมนตรีแล้ว การปราบปรามการทุจริตได้เงียบเชียบไปจากประเทศไทย

และไม่มีการเคลื่อนไหวหรือปรากฏผลงานของหน่วยงาน สำคัญที่สุดที่ คสช. ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย ปราบโกงให้ประชาชนได้ชื่นอกชื่นใจอีกเลย

แต่กลับมีข่าวคราวการโกงที่นั่น โกงที่นี่ โกงเรื่องนั้น โกงเรื่องนี้ สารพัดสารพันที่เป็นเรื่องโกงผุดโผล่ปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อถึงวันนี้ก็เกิดเป็นกระแสประณาม ประจานการทุจริตคอร์รัปชั่นกึกก้องกระหึ่มไปทั้งประเทศ

เป็นกระแสที่ท้าทายนโยบายปราบโกงของรัฐบาล และ คสช. ซึ่งเป็นนโยบายหลักสำคัญอย่างแหลมคมยิ่ง แม้กระนั้นก็ไม่มีเสียงขานรับหรือมีท่าทีจะปรับปรุงการปราบโกงให้เห็นเป็นประจักษ์เลย

คงมีแต่การเคลื่อนไหวขององค์กรอิสระ เช่น สตง. หรือ ป.ป.ช. ซึ่งกว่าจะออกมรรคออกผลก็เป็นเวลานานช้า จนพวกขี้โกงพ้นจากตำแหน่งหรือโกงกินกันจนย่อยยับไปถึงไหนต่อไหนแล้ว และเหตุนี้เหล่าบรรดาพวกขี้โกงทั้งหลายจึงมิได้ยำเกรง

แม้กระนั้น ผลงานปราบปรามทุจริตของทั้ง สตง.และ ป.ป.ช.ก็ยังเป็นที่ประจักษ์ให้ประชาชนพออุ่นใจและพอใจได้ แต่ไม่ต่างกับหยดน้ำในยามแล้งที่ไม่มีทางที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริงและทันท่วงที

การตั้ง ศอตช. ขึ้นมาก็เพื่อป้องกันความเสียหายจากการโกงให้ทันท่วงทีแก่การณ์ ไม่ให้โกงกันไปตลอดรอดฝั่ง และแก้ไขปัญหาจากการโกงเพื่อเอาทรัพย์สมบัติของชาติที่ถูกโกงเอาไปกลับคืน ที่สำคัญคือไม่ให้คนโกงอยู่ในอำนาจโกงบ้านกินเมืองต่อไป และยึดอายัดทรัพย์สินที่โกงไปเอาไว้ก่อนเพื่อไม่ให้ยักย้ายถ่ายเท

ผลงานของ ศอตช. เป็นที่ประจักษ์ชัด แม้ว่าอำนาจของ ศอ.ตช. ยังจำกัด เพราะเมื่อลงมติดำเนินการเรื่องใดแล้ว ยังต้องส่งไปให้หัวหน้า คสช. หรือนายกรัฐมนตรีดำเนินการเป็นขั้นสุดท้าย

ทว่ากว่าจะถึงมือหัวหน้า คสช. หรือนายกรัฐมนตรีก็ยังคงต้องไปผ่านอะไรต่อมิอะไร ซึ่งคนทั้งหลายมีความสงสัยว่าเป็นเกาะแก่งกีดกันทำให้นโยบายปราบโกงไม่อาจดำเนินไปอย่างราบรื่น รวดเร็ว ดังที่มีข่าวอัปมงคลให้ปรากฏอยู่เป็นระยะๆ

แม้กระนั้น ผลงานของ ศอ.ตช.ก็ยังคงเป็นที่ประจักษ์และเป็นที่ถวิลหาของประชาชน จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ซึ่งเงียบกริบวังเวงราวกับว่าเดินอยู่ในป่าช้าก็ไม่ปาน

จึงเป็นเหตุให้ขบวนการคนโกงทั้งหลายหมดความยำเกรงกฎหมาย หมดความยำเกรงรัฐบาล หมดความยำเกรง คสช. เกิดพฤติกรรมโกงได้โกงเอา และเป็นลัทธิเอาอย่าง จึงเกิดเรื่องราวขึ้นที่นั่นที่นี่ไม่หยุดหย่อน

และที่ประชาชนติดใจมากคือ 4 หน่วยงานสำคัญซึ่งมีเรื่องโกงให้เป็นข่าวได้ไม่ขาดระยะ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าได้มีการดำเนินการใดๆ บางเรื่องโด่งดังหนักหนาจนกระทั่งนายกรัฐมนตรีต้องลงมือสั่งการเสียเองให้ตรวจสอบการทุจริตหรือการทำให้เกิดความเสียหาย ดังเช่นกรณีของ ไอแบงก์ เป็นต้น

ความจริงในปัจจุบันนี้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ป.ป.ช. ไปแล้ว ได้ปรับบทลงโทษสถานหนัก อย่างเบาะๆ ก็จำคุก 20 ปี หนักขึ้นไปก็จำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต โดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำการหรือละเว้นกระทำการในอำนาจหน้าที่โดยทุจริต มีโทษถึงประหารชีวิต

แต่ปรากฏว่าไม่มีการยำเกรงบทกฎหมายเหล่านี้เลย ดังนั้นข่าวคราวการทุจริตจึงยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะบรรดาผู้ทุจริตทั้งหลายเห็นแก่ตาตนเองว่าคนนั้นก็ทุจริต คนนี้ ก็ทุจริต ที่นั่นก็ทุจริต แต่ก็ยังคงเชิดหน้าลอยนวลและยังคงเจริญ เติบโตในหน้าที่การงานอยู่ต่อไป จึงไม่มีการยำเกรงกฎหมายบ้านเมือง

ข่าวคราวการทุจริตในกรมหรือรัฐวิสาหกิจใด ผู้บริหารหรือผู้รับผิดชอบรัฐวิสาหกิจนั้นก็ไม่ว่าอะไร บางทีก็แก้ตัวปกป้องผู้กระทำความผิดเสียอีก แม้เกิดขึ้นในกระทรวงใด ก็ไม่มีข่าวคราวว่าจะจัดการแก้ไขอย่างไร คนที่ตกเป็นข่าวทุจริตก็ยังเจริญเติบโตก้าวหน้าและชูคอลอยนวลอยู่เหมือนเดิม

จึงเป็นแบบอย่างให้เกิดการทุจริตขึ้นอย่างกว้างขวางดังที่ได้แสดงมาแต่ต้น และถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปก็จะเกิดความสงสัยห่วงใยขึ้นในจิตใจของประชาชนว่า จะเอาอย่างไรกันแน่

คือจะปล่อยให้ต่างคนต่างโกง ใครโกงได้โกงเอา หรือปล่อยให้ขบวนการปกป้องคุ้มครองพวกขี้โกงทำมาหากินกันตามอำเภอใจ ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นก็จะทำลายจุดแข็งของรัฐบาลและ คสช. ให้กลายเป็นจุดอ่อนอันน่าห่วงใยยิ่ง

เพราะเรื่องนี้แหละเป็นความเสื่อมที่ร้ายแรงและเป็นต้นเหตุหนึ่งของวิกฤติในบ้านเมืองของเรา ซึ่งแม้แต่พระราชปรารภในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 ก็มีระบุไว้ว่าต้นเหตุของปัญหาบ้านเมืองนั้นคือการทุจริต การฉ้อฉล การบิดเบือนการใช้อำนาจจนกฎหมายใช้บังคับไม่ได้นั่นเอง

ดังนั้นแทนที่จะให้กระแสโกงเป็นกระแสหลักครอบงำบ้านเมือง จึงเป็นสัญญาณหมายว่าบัดนี้ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลและ คสช. จะต้องเร่งปราบโกงอย่างจริงจัง และมีประสิทธิผล

ให้ดูตัวอย่างที่ประเทศจีน การปราบโกงในเมืองจีนนั้นจะใช้อำนาจรัฐหรืออำนาจบริหารประเดิมก่อนในสามสถาน เพื่อป้องกันและแก้ไขการโกง คือ

สถานหนึ่ง ย้ายหรือปลดผู้ที่ต้องข้อหาว่าทุจริตออกจากตำแหน่งหน้าที่ในทันทีเพื่อไม่ให้ใช้อำนาจหน้าที่ปกป้องคุ้มครองการโกง หรือวุ่นวายกับพยานหลักฐานต่อไป เพื่อเปิดทางให้การตรวจสอบไต่สวนได้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว

สถานที่สอง ยึดอายัดทรัพย์สินของผู้ที่ถูกข้อหาว่าทุจริต โดยเฉพาะจำนวนที่มีมากเกินกว่าจำนวนเงินที่เคยแสดงรายได้หรือการแสดงรายการเสียภาษีที่ได้แสดงเอาไว้ก่อนหน้านั้น

สถานที่สาม ดำเนินคดีอาญาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ที่สำคัญก็คือพฤติกรรมในการปราบปรามการทุจริตในเมืองจีนนั้นเขาปราบทั้งเสือและแมลงวัน ไม่ได้ปราบ แต่ยุงแต่ประการใด