You are here

CG and corruptions News - 6 June 2018

ดอนกร้าวไม่ลาออก ให้ถามสปิริตนักกีฬา - โพสต์ทูเดย์

ย้ายรองกพฐ. เซ็นอนุมัติงบ ครุภัณฑ์ฉาว! - ไทยรัฐ

นายกฯโกรธทุจริตอาหารกลางวันเด็กสั่งลงดาบทันที - ไทยโพสต์

'ดอน'ชี้มีสัญญาไทย-เยอรมันส่งตัว - M2F

'บิ๊กเจี๊ยบ'แจง'ดาวเทียม'ไม่ใช่ของทหาร - มติชน

คอลัมน์ ต่อ ต้าน คอร์รัปชัน: บทเรียนจากหนังจริงที่ UN โกงแล้วแก้ - แนวหน้า

ฉาวอีก'เรือดับเพลิง'กทม. ออกกรุซ่อมเสร็จไม่รู้เอาไปใช้ที่ไหน - เดลินิวส์

พลิกสำนวนคดีหุ้นต้องห้าม สอย 5 รัฐมนตรี 'บิ๊กเนม' พ้นเก้าอี้ - ประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ ข่าวลึก ปมลับ: ลาออกเท่ากับยอมรับผิด! อุ้ม'ดอน' เมินโชว์สปิริต - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

ปมฉาว'แอร์เอเชีย อินเดีย' สัญญาณเตือนธุรกิจต่างชาติ - กรุงเทพธุรกิจ

เมียนาจิบให้ปากคำป.ป.ช.มาเลย์ กรณีเอี่ยวฮุบเงินกองทุน1MDB - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

ดอนกร้าวไม่ลาออก ให้ถามสปิริตนักกีฬ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561

โพสต์ทูเดย์ - "ดอน" รอความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญยันไม่กดดันปมขาดคุณสมบัติ ย้อนให้ไปถามหาสปิริตจากนักกีฬา

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว. ต่างประเทศ เปิดเผยหลังการประชุม

คณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ได้สอบถามหรือพูดอะไร เกี่ยวกับเรื่องที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติ เนื่องจากภรรยาถือหุ้นเกิน 5% เพราะถือว่าเป็นเรื่องเล็ก

"ไม่มีใครซีเรียสอะไร ผมไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวอะไรกับแรงกดดัน หรือกังวลใดๆ เรื่องแบบนี้ ผมทำงานมา 4 ปีแล้ว เรารู้ว่ามันเป็นอย่างไร ส่วนการเรียกร้องให้แสดงสปิริตในเรื่องนี้นั้น ให้ไปเรียกร้องกับนักกีฬา" นายดอน กล่าว

อย่างไรก็ตาม ก่อนการประชุม ครม. นายดอน กล่าวว่า ถ้าตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งก็คงไม่มาร่วมประชุม ครม. และเรื่องนี้ก็ค่อยว่ากันไป ต้องรอให้มีความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญก่อน

"ผมไม่เคยรู้เลยว่าภรรยามีหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ อะไรบ้าง เพราะได้รับมรดกมาเป็นเวลากว่า 37 ปีแล้ว เป็นของครอบครัว แต่เมื่อกฎหมายบอกว่าต้องไม่ถือหุ้นเกิน 5% ก็ต้องดำเนินการไป" นายดอน กล่าว

ขณะที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า กกต.ยังไม่ได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญจากนั้นศาลจะพิจารณา

ตามขั้นตอน รวมทั้งการสืบพยานต่างๆ น่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ฉะนั้นขณะนี้ถือว่าทุกอย่างยังอยู่อย่างเดิม และนายดอนก็มีเรื่องที่ต้องปฏิบัติเตรียมงานให้นายกฯ เดินทางไปต่างประเทศ

นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ก่อนที่จะถึงขั้นที่ศาลสั่งพ้นหรือออกจากตำแหน่งนั้นจะมีกรณีเกิดขึ้นก่อนคือ เมื่อยื่นฟ้องศาลอาจจะสั่งให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งการหยุดปฏิบัติหน้าที่ไม่ใช่การออกจากตำแหน่งและไม่ใช่การพ้นจากตำแหน่ง เพียงแต่เป็นการหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพื่อไม่ให้ความเสียหายเกิดขึ้น ซึ่งตรงนี้ศาลอาจจะสั่งหรือไม่สั่งก็ได้

ด้าน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ ขอให้ออกคำสั่งให้นายดอนหยุดปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจาก กกต.ลงมติว่า การถือหุ้นเกิน 5% ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

"จึงขอเรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ ดำเนินการให้ถูกต้องเพื่อความสง่างาม และขอให้ยึดถือการกระทำสมัย พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกฯ ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในขณะนั้นตรวจพบว่ามีรัฐมนตรี 3 คน ถือหุ้นเกิน 5% โดยทั้งหมดได้แสดงสปิริตลาออก ซึ่งประกอบด้วย นายอารีย์ วงศ์อารยะ อดีต รมว.มหาดไทย นายสิทธิชัย โภไคยอุดม อดีต รมว.ไอซีที และนางอรนุช โอสถานนท์ รมช.พาณิชย์" นายเรืองไกร กล่าว

ย้ายรองกพฐ. เซ็นอนุมัติงบ ครุภัณฑ์ฉาว! - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561

จากกรณีที่มีการตรวจสอบพบการส่อทุจริตในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทางภาคอีสานหลายประเด็น โดยเฉพาะการจัดซื้อครุภัณฑ์พัฒนาทักษะชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น งบประมาณ 6 แสนบาท ต่อโรงเรียน ที่มีการแจ้งจัดสรรใน 458 โรงเรียนงบฯ ทั้งสิ้น 279 ล้านบาทแต่กลับมีการสอดไส้อนุมัติจัดสรรเพิ่มเป็น 600 กว่าโรงและถูกร้องเรียนว่ามีการล็อกสเปก ต่อมา นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ สั่งให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตรวจสอบก่อนที่จะดำเนินการ แต่ สพฐ.กลับสั่งอนุมัติงบประมาณลงเขตพื้นที่การศึกษา สร้างความไม่พอใจให้กับ รมว.ศธ.อย่างมาก ถึงขั้นเปรยกับสื่อว่า อาจมีการสั่งย้ายผู้บริหาร สพฐ.บางคนในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 5 มิ.ย.นี้

ต่อมา เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. นพ.ธีระเกียรติ เปิดเผยหลังการประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมมีมติให้นายณรงค์ แผ้วพลสง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ย้ายไปดำรงตำแหน่งศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค (ศธภ.) 15 (ภาคเหนือตอนบน) ซึ่งการโยกย้ายดังกล่าว ถือว่านายณรงค์ยังไม่ได้มีการทุจริตเกิดขึ้นเพราะยังไม่มีความเสียหายเป็นเพียงข้อหาที่ไม่ทำตามนโยบายของตนกรณีที่ผู้ค้าร้องเรียนว่า ขอให้ตรวจสอบการจัดซื้อครุภัณฑ์ฝึกทักษะมัธยมศึกษาตอนต้นว่าอาจจะมีการล็อกสเปกแต่ภายหลังกลับมีการเซ็นอนุมัติงบประมาณลงไปให้เขตพื้นที่การศึกษา ทั้งที่ตนสั่งให้หยุดการดำเนินการเพื่อตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลในโครงการนี้ไว้ก่อน โดยขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงแล้ว เพราะอยากให้มีการสืบสวนว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง

นพ.ธีระเกียรติกล่าวอีกว่า กรณีที่มีข้อสงสัยว่าอาจมีผู้ที่มีอำนาจสูงกว่านายณรงค์ จะรู้เห็นหรือสั่งการให้นายณรงค์เซ็นคำสั่ง โอนงบประมาณไปให้เขตพื้นที่การศึกษานั้น ต้องสอบสวนต่อไปถึงใครก็โดนหมด เท่าที่ทราบการเซ็นอนุมัติในช่วงนั้นผู้บังคับบัญชาไม่อยู่เดินทางไปต่างประเทศ แต่รักษาการก็มีสิทธิเซ็นได้ อย่างไรก็ตาม จากที่ตนสอบสวนเบื้องต้นทราบว่าคนที่เป็นเจ้าของเรื่องจริงๆได้สั่งการมาแล้วว่าอย่าเซ็น ดังนั้น ต้องตรวจสอบต่อไปว่าใครเป็นคนสั่งการให้เซ็นอนุมัติงบฯหากท้ายที่สุด ตรวจสอบแล้วว่าเซ็นอนุมัติไปอย่างถูกต้องก็อนุมัติให้นายณรงค์ย้ายกลับมาได้

"ยังพบเรื่องร้องเรียนในโครงการเดียวกันอีกว่ามีการนำงบฯครุภัณฑ์ฝึกทักษะไปจัดซื้อชั้นวางหนังสือเรียน และยังมีการล็อกสเปกด้วย ซึ่งต้องถามว่าสิ่งเหล่านี้ตอบโจทย์การฝึกทักษะอย่างไร บอกได้เลยว่าเรื่องนี้อีกยาวแต่เบื้องต้นใครเป็นผู้เซ็นอนุมัติงบทั้งๆที่มีเรื่องร้องเรียนอยู่ก็ต้องรับผิดชอบ โดยจะจงใจหรือไม่จงใจผมไม่รู้ แต่ความไม่ชอบมาพากลของโครงการนี้มีแน่นอนทั้งเชิงนโยบายและปฏิบัติและผมมีคำถามว่าปกติใครจะเซ็นทั้งๆที่มีเรื่องร้องเรียนกันอยู่" รมว.ศธ.กล่าวและว่ายังไม่ได้พิจารณาบุคคลใดมาดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ กพฐ.ที่ว่าง

ด้านนายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า นอกจากครม.มีมติเห็นชอบย้ายนายณรงค์แล้ว สพฐ.ยังได้มีคำสั่งย้ายรองผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย 2 ราย ที่เป็นผู้ชงเรื่องขึ้นมาให้ไปปฏิบัติหน้าที่อื่น พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง มีนายสนิท แย้มเกสร ผู้ช่วยเลขาธิการกพฐ.เป็นประธานเพื่อตรวจสอบกระบวนการทำงานตั้งแต่การตั้งงบประมาณไปจนถึงการเซ็นส่งงบประมาณลงเขตพื้นที่ เท่าที่ทราบข้อมูลเบื้องต้นกรณีของนายณรงค์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่มีการเสนอเรื่องมาให้นายณรงค์เซ็น ซึ่งนายณรงค์ก็เซ็นไปโดยไม่คิดว่าจะเกิดปัญหา

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีการส่อทุจริตอื่นๆ ในเขตพื้นที่การศึกษาทางภาคอีสานนั้นสพฐ.ดำเนินการแล้ว โดยในส่วนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) นครราชสีมาเขต 5 ที่ วางฎีกาเบิกเงินซ้ำซ้อนกับของโรงเรียน และยังวางฎีกาลอยนั้น มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงแล้ว รวมทั้งกรณีของ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ ที่ตกเขียวเงินโรงเรียนเรียกรับเปอร์เซ็นต์ก็ได้โยกย้ายออกจากพื้นที่ พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงและเมื่อเร็วๆนี้ สพฐ.ยังมีคำสั่งโยกย้าย ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาเกือบ 10 รายที่มีปัญหาถูกร้องเรียนส่อทุจริตรวมทั้งปฏิบัติงานไม่ได้ประสิทธิภาพออกจากพื้นที่เพื่อเปิดทางให้มีการสอบสวนตามนโยบายของคสช.แล้ว

นายกฯโกรธทุจริตอาหารกลางวันเด็กสั่งลงดาบทันที - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ศึกษาธิการ * นายกฯ โกรธ ทุจริตอาหารกลางวันเด็ก สั่ง ศธ.ลงดาบ ผอ.โรงเรียนดังกล่าว รวมถึง ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา เหตุปล่อยปละละเลย

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กล่าวว่า จากกรณีผู้ปกครองนักเรียนโรง เรียนบ้านท่าใหม่ ต.ประสงค์ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ออกมาประท้วงเพื่อขับไล่นายสมเชาว์ สิทธิ์เข็นทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนท่าใหม่ เนื่องจากไม่พอใจการจัดอาหารกลางวันให้กับเด็กนักเรียนชั้นอนุบาลด้วยการให้กินเส้นขนมจีนกับน้ำปลานั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าว รวมถึงกับผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาต้นสังกัดที่ปล่อยปละละเลยให้เกิดปัญหาหรือส่อไปในทางทุจริตเงินอาหารกลางวันเด็ก

"นายกฯ โกรธมากที่มีเรื่องราวว่ามีการทุจริตอาหารกลางวันเด็ก นักเรียน และกำชับกับ ศธ.ว่าเป็นเรื่องที่ยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด และจะต้องดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยว ข้องโดยเร็วที่สุด" รมว.ศธ.กล่าว

ด้าน นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า ตนทราบว่าขณะนี้ทางศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ได้โยกย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนท่าใหม่ออกนอกพื้นที่ และทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สุราษฎร์ธานี เขต 2 ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว ส่วนการดำเนินการกับ ผอ.สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 2 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของนายสมเชาว์ ตามข้อสั่งการของนายกฯ นั้น ต้องทำความเข้าใจว่าที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไม่เคยมีแนวทางในการดำเนินการกับผู้บังคับบัญชาที่ปล่อยปละละเลยมาก่อน แต่ต่อจากนี้ตนจะได้หารือกับนายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ.เพื่อให้ ศธจ. และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) จับมือกันดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนต่อไป.

'ดอน'ชี้มีสัญญาไทย-เยอรมันส่งตัว - M2F ฉบับวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการนำตัว อดีตพระพรหมเมธี ผู้ช่วย เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร ผู้ต้องหาคดีเงินทอนวัด กลับจากประเทศเยอรมนีมายังไทย ว่า อดีตพระพรหมเมธียังไม่ได้ลี้ภัย ทางเจ้าหน้าที่ขอเวลาตรวจสอบก่อน ความจริงการทำเรื่องขอส่งตัวอดีตพระพรหมเมธีกลับมา เยอรมนีมี ขั้นตอนดำเนินการ 2 เดือน แต่เราได้ขอให้รีบดำเนินการภายใน 3 วัน ทางเยอรมนีก็รับว่าจะไปดำเนินการ ขณะเดียวกัน อดีตพระพรหมเมธีก็ไม่ยอมพบกับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.

"เขาไม่ยอมพบคนไทย ทางเยอรมนีก็ดำเนินการตามกฎหมายที่ผิดกฎหมาย ในส่วนของไทยเราก็ได้ยื่นเรื่องไปแล้ว เพื่อให้มีน้ำหนักมากพอที่เยอรมนีจะให้ความร่วมมือกับไทย เราก็แลกเปลี่ยนกับเยอรมนีมาตลอด เป็นมิตรที่ดีต่อกัน" พล.อ.ประวิตร กล่าวและว่า ต้องมีคนไทยอยู่เบื้องหลัง เขาวางแผนไว้แล้ว เพราะเยอรมนีมีกฎหมายให้ลี้ภัยได้

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะ คสช. กล่าวว่า อย่าโยงคดีนี้เป็นคดีการเมือง หรือมองว่ารัฐบาลรังแกพระ เพราะเวลาหนีคดีก็จะตามตัวกลับมายาก ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนอย่าเสื่อมศรัทธาในพระพุทธศาสนา สิ่งที่ผิดหรือถูกอยู่ที่ตัวคน ที่รัฐบาลเข้าไปดำเนินการเพราะมีคนร้องเรียนว่ามีทุจริตเงินทอนวัด ไม่ได้กลั่นแกล้งพระหรือทำลายศาสนา

ส่วน นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า การที่ ผบ.ตร.เดินทางไปเอง แสดงให้เห็นความเอาใจใส่กับเรื่องนี้ เมื่อถามว่าไทยมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับเยอรมนีหรือไม่ นายดอนตอบว่า มี แต่ตอนนี้กำลังดูหลายๆ ด้านอยู่ แม้ตอนนี้กระทรวงการต่างประเทศยังไม่ได้เข้าไปดูอย่างเป็นทางการกับเรื่องดังกล่าว แต่กำลังตรวจสอบดูว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง จะให้ทางกรมการกงสุลเป็นผู้ตอบประเด็นนี้ เพราะเป็นหน่วยงานที่รู้เกี่ยวกับคดีต่างๆ

รายงานข่าวเปิดเผยว่า พล.ต.อ. จักรทิพย์ไม่สามารถคุมตัวอดีตพระ พรหมเมธีกลับไทย ตามกำหนดวันที่ 6 มิ.ย.ได้ เนื่องจากติดกระบวนการทางธุรการ เพราะอดีตพระพรหมเมธียื่นเรื่องขอลี้ภัยในประเทศเยอรมนี ต่อสำนักงานดูแลผู้อพยพและผู้ลี้ภัยแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี หรือ Federal Office for Migration and Refugees (BAMF) แล้ว ให้เหตุผลการขอลี้ภัยว่า กระบวนการยุติธรรมไทยไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ ไม่โปร่งใส และตรวจสอบไม่ได้ เพราะประเทศยังอยู่ในสถานการณ์พิเศษ หากกลับไปสู้คดีอาจไม่ได้รับความยุติธรรม

นอกจากนี้ แหล่งข่าวแจ้งว่า หาก ขั้นตอนการขอลี้ภัยเกิดขึ้นแล้วจริง ต้องให้ศาลเยอรมนีเป็นผู้ชี้ขาด ซึ่งอาจต้องใช้เวลาถึง 2-3 เดือน แต่หากการขอลี้ภัยยังไม่เกิดขึ้น ทางการไทยจะสามารถนำตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็วไม่เกิน 3 วัน

'บิ๊กเจี๊ยบ'แจง'ดาวเทียม'ไม่ใช่ของทหาร - มติชน ฉบับวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงการดำเนินงานด้านกิจการอวกาศกระทรวงกลาโหม ในการจัดหาดาวเทียมดวงใหม่ว่า ไทยมีโอกาสใช้ดาวเทียม 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งคือ สำรวจตามภาพของธีออส ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ เป็นข้อตกลงที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเพื่อภาพถ่ายทางอากาศทั้งหลาย ส่วนที่สอง คือดาวเทียมเพื่อการสื่อสารเป็นช่องสัญญาณของไทยคมที่ดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2534 จะหมดสัญญาในปี 2564 จึงมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาว่าแนวทางการดำเนินการต่อไปหลังจากสิ้นสุดสัญญาแล้ว กระบวนการเรื่องนี้จะดำเนินการอย่างไรก็ไปอยู่ขั้นตอนการศึกษาในกรอบรายละเอียด ยังไม่ได้มีอะไรที่เป็นรูปเป็นร่าง แต่มีการพูดคุยกันว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะไปซื้อดาวเทียมมีราคาหลายล้านบาท แต่เป็นในลักษณะศึกษาร่วมกันและใช้ประโยชน์ร่วมกัน ผลผลิตของดาวเทียมเช่นของไทยคม เพื่อใช้ติดต่อการสื่อสารไม่ว่าจะเป็นวีทีซี เครื่องสื่อสารต่างๆ รวมทั้งของธีออส เพื่อเป็นประโยชน์บรรเทาสาธารณภัย ทั้งหมดเป็นประโยชน์แก่ภาพรวมของประเทศไม่ได้เป็นไปตามที่มีการ กล่าวหา พร้อมยืนยันว่าไม่ใช่ดาวเทียมทหาร แต่เป็นดาวเทียมที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันเพื่อการสื่อสาร มีทุกภาคส่วน และไม่ใช่การซื้อ แต่อยู่ในขั้นตอนการวิจัยหาแนวทาง และเตรียมการจะดำเนินการอย่างไร

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า สมาคมออกแถลงการณ์ตอบโต้การเฉไฉของกองทัพกรณีการจัดซื้อจัดหาดาวเทียมจารกรรม โดยอ้างว่ากองทัพยังไม่ซื้อดาวเทียมจารกรรมดังกล่าว เป็นแค่การศึกษา และยังกล่าวหาว่ามโนไปเอง กรณีดังกล่าวกองทัพควรที่จะต้องตอบคำถามของสมาคมเพื่อให้ประชาชนทราบให้ได้เสียก่อนว่าเหตุใด อาทิ ทำไมประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป. : DTi) และคณะจึงได้เดินทางไปลงนามในหนังสือแสดงการรับรู้ หรือ LOA (Letter of Acknowledge) แล้วเมื่อวันที่ 14-23 ธันวาคม 2560 และต่อมาได้เดินทางไปลงนามในหนังสือแสดงความจำนง หรือ LOI (Letter of Intent) เมื่อเดือนมีนาคม 2561 และล่าสุดผู้บริหารในระดับบิ๊กๆ ของรัฐบาลได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกาเมื่อปลายเดือนเมษายน 2561 เพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนามในหนังสือยืนยัน หรือ LOC (Letter of Confirm) สมาคมต้องนำความไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อไต่สวนและมีความเห็นว่ากรณีดังกล่าวมีการจงใจที่จะปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายหรือไม่ ในวันที่ 6 มิถุนายน ที่สำนักงาน ป.ป.ช. จ.นนทบุรี

คอลัมน์ ต่อ ต้าน คอร์รัปชัน: บทเรียนจากหนังจริงที่ UN โกงแล้วแก้ - แนวหน้า ฉบับวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561

รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีเพื่อนผมแนะนำภาพยนตร์เรื่องหนึ่งให้ไปชม โดยบอกว่าผมและต่อภัสสร์น่าจะสนใจ มาก เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการคอร์รัปชัน เราสองคนจึงหาโอกาสไปดูหนังด้วยกันครั้งแรกในรอบหลายปี พอดูจบเราทั้งคู่คิดทันทีว่าจะ ต้องนำเรื่องนี้มาวิเคราะห์และเขียนลงในบทความนี้ เพราะมีหลายแง่มุม ที่น่าสนใจ และที่สำคัญคือมันสะท้อนสภาพที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้ อย่างดี

ภาพยนตร์ที่เราไปดูกันมาคือเรื่อง Backstabbing for Beginners หรือ มีชื่อภาษาไทยว่า ล้วงแผน ล่าทรยศ ซึ่งอ้างอิงมาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในองค์การสหประชาชาติ (UN) เมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว โดยมีเรื่องย่อว่าตัวเอกเป็นเจ้าหน้าที่หนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงที่เพิ่งเข้ามาทำงานที่ UN โดยงานแรกก็ได้ไปเป็นผู้ช่วยพิเศษของรองเลขาธิการ UN ที่มีหน้าที่ดูแลโครงการ Oil for Food หรือ น้ำมันเพื่ออาหาร ที่มีงบประมาณมหาศาล ต่อมาเจ้าหน้าที่หนุ่มคนนี้ ก็ไปพบกับการคอร์รัปชันในโครงการนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับหัวหน้าของตนเอง และเจ้าหน้าที่ระดับสูงและบุคคลสำคัญในรัฐบาลอิรักและรัฐบาลอื่นๆ จึงทำให้เจ้าหน้าที่หนุ่มผู้นี้ต้องตัดสินใจ ครั้งสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ

โครงการ Oil for Food นี้เกิดขึ้นหลังจากที่อิรักถูกคว่ำบาตรทางการค้า โดย UN เนื่องจากไปรุกรานประเทศคูเวต ทำให้ประชาชนอิรักที่บริสุทธิ์ต้องรับเคราะห์กรรม ขาดอาหาร ยารักษาโรค และสิ่งจำเป็นเพื่อดำรงชีพ UN จึงเข้าไปควบคุมการขายน้ำมันของอิรัก แล้วนำเงินดังกล่าวมาซื้ออาหาร ยารักษาโรค และสินค้าจำเป็นอื่นๆ เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนอิรัก

ที่กล่าวว่าโครงการนี้เกี่ยวข้องกับเงินมหาศาลนั้น มากถึง 53,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท จากรายงานพบว่าเงินจำนวนนี้ถูกนำไปใช้เพื่อซื้ออาหารและสินค้าจำเป็นอื่นๆ เพื่อคนอิรัก 46,000 ล้านเหรียญ หรือประมาณร้อยละ 87 ของเงินทั้งหมด ที่เหลือส่วนหนึ่งนำไปจ่ายเป็นค่าชดเชยสำหรับชาติที่เข้ามาร่วมทำสงครามอ่าวเปอร์เซีย และอีก 1.2 พันล้านเหรียญเป็นค่าบริหารจัดการโครงการสำหรับ UN เมื่อโครงการนี้ต้องเข้าไปกำกับดูแลเงินงบประมาณมหาศาลเช่นนี้ จึงดึงดูดให้มีคนเข้ามาหาผลประโยชน์จำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม เพียงแค่แรงจูงใจโดยเงินมหาศาลนั้น ยังไม่เพียงพอที่ทำให้เกิดการคอร์รัปชันได้ ปัจจัยสำคัญอีกหนึ่งอย่างคือโอกาสในการทุจริต ซึ่งสำหรับโครงการนี้ โอกาสถูกเปิดขึ้นโดย "ความเป็นกรณีพิเศษ" เพราะโดยปกติแล้ว UN เป็นองค์กรที่มีกฎระเบียบ ที่ชัดเจนและเข้มงวดมาก โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายเงิน แต่เนื่องด้วยโครงการนี้อยู่ในสถานการณ์พิเศษที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ขั้นตอนบางอย่างจึงถูกลดทอนไป และการตรวจสอบก็ไม่เข้มงวดอย่างปกติ

จากแรงจูงใจและการเปิดโอกาส จึงทำให้เกิดการคอร์รัปชันอย่างกว้างขวาง โครงการถูกรุมทึ้งโดยผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย มีการจ่ายสินบนให้คนในรัฐบาลอิรัก ซื้อสินค้าราคาสูงเกินจริง ส่งมอบยาหมดอายุให้โรงพยาบาล แบ่งสัดส่วนอาหารอย่างไม่เป็นธรรมระหว่างกลุ่มต่างๆ ในประเทศ ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือประชาชนอิรักที่บริสุทธิ์ ส่วนผู้ที่เป็นคนสร้างปัญหาอย่างผู้บริหารประเทศกลับได้ประโยชน์มหาศาล

เมื่อพระเอกหนุ่มพบความ จริงนี้เข้า สุดท้ายจึงตัดสินใจเอาข้อมูลไปมอบให้แก่สื่อสาธารณะเพื่อเปิดโปงการ คอร์รัปชันนี้ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการโครงการครั้งยิ่งใหญ่ของ UN

เมื่อนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงใน UN มาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับประเทศไทย จะพบประเด็นที่น่าสนใจมาก 3 ประเด็น ประเด็นแรกคือ การใช้ "ความเป็นกรณีพิเศษ" ในโครงการ ต่างๆ เป็นการเปิดโอกาสการคอร์รัปชัน ซึ่งในอดีตเราจะได้ยินคำว่า "จัดซื้อ จัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ" อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับอุบัติภัยหรือภัยธรรมชาติ ซึ่งวิธีนี้จะลดขึ้นตอนดำเนินงานและลดการตรวจสอบเพื่อช่วยจัดหาสิ่งจำเป็นได้โดยเร่งด่วน แต่นั่นก็เป็นการเปิดโอกาสให้มีการทุจริตได้โดยง่ายขึ้น แม้ใน พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ปัจจุบันจะมีการปรับปรุงให้เข้มงวดขึ้นโดยไม่กระทบความเร่งด่วน และเปลี่ยนคำเรียกใหม่เป็น "วิธีเฉพาะเจาะจง" แต่โอกาสเกิดการทุจริตก็ยังมีมากกว่าการจัดซื้อจัดจ้างตามปกติอยู่ ดังนั้นทั้งหน่วยงานตรวจสอบและประชาชน ก็ควรจะให้ความสนใจกับโครงการ เหล่านี้เป็นพิเศษเช่นเดียวกัน และอาจใช้วิธีการตรวจสอบย้อนหลัง เพื่อไม่ปล่อยให้คนที่ทุจริตจากวิธีพิเศษนี้ หลุดพ้นไปได้

ประเด็นที่สองคือ การทำหน้าที่ของสื่ออย่างเข้มแข็ง ตามที่หนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่องมาจนจบ แสดงให้เห็นว่าสื่อสาธารณะของประเทศที่พัฒนาแล้วนั้น เป็นเสมือนเครื่องมือไม้ตายที่จัดการ คนโกงได้อย่างราบคาบ แม้จะยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ไม่สามารถสู้สื่อที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมาได้ ดังนั้น หากเราต้องการจะแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันของไทยให้ได้ จะต้องช่วยกันสนับสนุนการและจับตาทำงานของสื่อให้เป็นอิสระและตรงไปตรงมา

ประเด็นสุดท้ายคือ ความตื่นรู้พร้อมลงมือสู้โกง ทั้งสำหรับเจ้าหน้าที่หนุ่มผู้นี้ที่ตัดสินใจนำข้อมูลนี้ไปเปิดเผยกับสื่อ แม้อาจเป็นอันตรายต่อตนเองได้ และสำหรับองค์กร UN ที่เมื่อข่าวนี้ถูกเปิดเผยแล้ว ก็ยอมรับและหาทางปรับปรุงแก้ไข ไม่ใช่ปฏิเสธ ไม่ยอมรับความจริง ทำให้ปัญหา ต่างๆ ได้รับการแก้ไข

บทเรียนทั้ง 3 ประเด็นจากหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่สิ่งใหม่ที่เพิ่งค้นพบ แต่เป็นสิ่งที่มีการพูดถึงอยู่แล้ว ภาพยนตร์นี้เพียงแต่ตอกย้ำความสำคัญของบทเรียนเหล่านี้ให้เราได้เห็นกันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเรารู้ว่าการโกงยังมีอยู่ในไทย เราจะปล่อยมันไปเรื่อยๆ หรือเราจะเข้าไปแก้ไขเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ ก็อยู่ที่พวกเราทุกคนนะครับ

ฉาวอีก'เรือดับเพลิง'กทม. ออกกรุซ่อมเสร็จไม่รู้เอาไปใช้ที่ไหน - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.เปิดเผยว่า ในวันที่ 6 มิ.ย.นี้ ตนและนายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม.จะลงพื้นที่ไปยังสถานีดับเพลิงสามเสนเพื่อตรวจความเรียบร้อยในการขนย้ายเรือดับเพลิงลอตแรก จำนวน 6 ลำ จากทั้งหมด 30 ลำ ที่ขนจากที่จอดที่ บริษัทซีท โบ๊ท จำกัด ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นเรือดับเพลิงในคดีทุจริตการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงมูลค่า 6,687 ล้านบาท ทั้งนี้จะเริ่มซ่อมเรือดับเพลิงก่อนจำนวน 10 ลำ เฉลี่ยประมาณกว่า 800,000 บาทต่อลำ เพื่อนำมาใช้งานโดยประจำไว้ที่สถานีดับเพลิงสามเสน บวรมงคล และช่องนนทรี ขณะเดียวกันให้สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยไปศึกษาข้อกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ในการมอบเรือดับเพลิง จำนวน 20 ลำให้กับจังหวัดที่ติดริมแม่น้ำ เช่น ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ พระนครศรีอยุธยา อ่างทองสิงห์บุรี ชัยนาท เนื่องจาก กทม.ไม่มีสถานที่ในการจัดเก็บโดยเชื่อว่าการมอบเรือดับเพลิงให้กับจังหวัดดังกล่าวจะใช้ประโยชน์มากกว่าที่จะนำเรือดับเพลิงมาจอดเก็บไว้โดยไม่ได้ใช้งานอย่างไรก็จะพิจารณาอีกครั้งว่า กทม.จะซ่อมเองทั้งหมดหรือมอบให้จังหวัดต่าง ๆ เพื่อนำไปซ่อมแซมเองหากกฎหมายกำหนดไว้เช่นไรก็จะดำเนินการตามนั้นแต่หากไม่สามารถมอบให้หน่วยงานอื่นได้ก็จะต้องหารือกันอีกครั้งหนึ่ง

รายงานข่าวจากสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) แจ้งความคืบหน้าการจัดซ่อมเรือดับเพลิงพร้อมอุปกรณ์ จำนวน 30 ลำ ซึ่งเป็นเรือดับเพลิงในคดีทุจริตการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงมูลค่า 6,687 ล้านบาท ของ กทม.ซึ่งได้จ้างเอกชนขนย้ายเรือดับเพลิงจำนวน 30 ลำ โดยใช้งบประมาณ 1.59 ล้านบาท มาเก็บไว้ที่สถานีดับเพลิงสามเสนเพื่อหาผู้รับจ้างดำเนินการซ่อมแซมโดยการซ่อมแซมเรือทั้ง 30 ลำใช้งบประมาณ 25 ล้านบาท หรือเฉลี่ยต่อลำประมาณกว่า 800,000 บาท.

พลิกสำนวนคดีหุ้นต้องห้าม สอย 5 รัฐมนตรี 'บิ๊กเนม' พ้นเก้าอี้ - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ปัจจัยเร่งเร้าให้การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) อาจเกิดขึ้นก่อนเวลาอันควร เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสียงข้างมาก 3 ต่อ 2

ชี้ว่า "ดอน ปรมัตถ์วินัย" รมว.ต่างประเทศ เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 264 ประกอบมาตรา 187 ที่บัญญัติให้รัฐมนตรีถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท หรือในกรณีประสงค์จะได้รับประโยชน์จากหุ้นที่ถือครองให้แจ้งต่อ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทราบภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง

ซึ่งต่อมา "ดอน" แย้งว่า เป็นหุ้น "มรดก" ของ "ภรรยา" เป็นหุ้น ของครอบครัว ไม่ใช่หุ้นสัมปทาน และแจ้ง

ต่อ ป.ป.ช.ไปแล้วทั้งหมด 4 ครั้ง

แต่เมื่อ กกต.มีมติว่า ขัดรัฐธรรมนูญ กกต.จะทำคำวินิจฉัยส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา

หากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง "ดอน" ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

และหากศาลรัฐธรรมนูญมีมติชี้ว่า

"ดอน" ขาดคุณสมบัติจริง ๆ จะหลุด

จากการเป็นรัฐมนตรี ปิดฉากการปฏิบัติหน้าที่เสนาบดีในยุค คสช.

เป็นไปตามที่ "บุญส่ง น้อยโสภณ" กกต. กล่าวว่า หากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องก็มีอำนาจที่จะให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนที่จะมี คำวินิจฉัยได้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าขาดคุณสมบัติ ก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง ไม่สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้อีก เว้นแต่จะพ้นไปแล้วสองปี

ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีก่อน วันที่ 1 พ.ค. 2560 "เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ"หนึ่งในฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทย ได้ยื่นหนังสือต่อ กกต. ให้ตรวจสอบการถือครองหุ้นรัฐมนตรี 9 ราย ที่อาจเข้าข่ายสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีกรณีถือหุ้นต้องห้าม-เป็นลูกจ้างเอกชน

ใน 8 ราย นอกจาก "ดอน" ประกอบด้วย 1.อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง 2.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) 3.อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม 4.สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ 5.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี 6.กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร อดีต รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา 7.พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล อดีต รมว.แรงงาน 8.ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการแต่ในสำนวนของ 8 คน คณะอนุกรรมการไต่สวนของ กกต.เห็นควรว่า ให้ยุติเรื่อง เพราะไม่มีการถือหุ้นที่ผิดกติการัฐธรรมนูญ

ทว่ายังมีอีก 2 สำนวน ที่ "เรืองไกร" เจ้าเดิมยื่นคาไว้ เมื่อ 19 ก.พ. และ 23 ก.พ. 2561 ในสำนวนที่ 2 และ 3 ปรากฏชื่อ 3 รัฐมนตรี คสช. ที่อาจทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ มีเสียวอีกครั้ง ประกอบด้วย"สุวิทย์ เมษินทรีย์" รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในคำร้องระบุว่า ถือหุ้นของ GPSC คือ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ที่เข้าลักษณะเป็นหุ้นสัมปทานทั้งทางตรงและทางอ้อมตามความในรัฐธรรมนูญ

"ไพรินทร์ ชูโชติถาวร" รมช.คมนาคม ถือหุ้นประเภทพลังงานที่เข้าข่ายเป็นหุ้นสัมปทานหลายรายการ อาทิ ถือหุ้นของ GPSC จำนวน 50,000 หุ้น หุ้นของ IRPC (บมจ.ไออาร์พีซี) จำนวน 200,000 หุ้น หุ้นของ PTT (บมจ.ปตท.) จำนวน 5,000 หุ้น

"นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์" รมว.สาธารณสุข ถือหุ้นสัมปทาน SCG ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 5,000 หุ้น

"เรืองไกร" บอกว่า เชื่อว่าทั้ง 3 คน ยังถือหุ้นสัมปทานของรัฐอยู่ หากจะถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งสามคนต้องขายหุ้นก่อนเป็นรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตามก่อนหน้าที่รัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เจอวิบากกรรมถือหุ้นต้องห้าม "บิ๊กเนม" ระดับ "รัฐมนตรี" ในรัฐบาลเพื่อไทย-รัฐบาลประชาธิปัตย์ ก็เคยสังเวยตำแหน่ง ใหญ่ที่สุดคือ "สมัคร สุนทรเวช" ต้องพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้ไม่ถือหุ้นต้องห้าม แต่เข้าข่ายเป็นลูกจ้างเอกชน จัดรายการชิมไปบ่นไป

มาถึงยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ผู้จัดการรัฐบาลอย่าง "สุเทพ เทือกสุบรรณ" สมัยเป็นรองนายกฯ ถูก กกต.ลงมติ ถือหุ้นที่ได้รับสัมปทานของรัฐ ขาดคุณสมบัติ ส.ส. แต่ชิงลาออก จาก ส.ส.เสียก่อน ทำให้สำนวนตกไป

"บุญจง วงศ์ไตรรัตน์" รมช.มหาดไทย ถือหุ้นต้องห้าม ขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส. แต่ชิงลาออกจาก ส.ส. และสำนวนตกไป

"เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร" รมช.คมนาคม ชาติไทยพัฒนา ก็ถูก กกต.มีมติว่า ถือครองหุ้นสื่อ และหุ้นบริษัทที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ เหมือนกับ บุญจง- สุเทพ และลาออกจาก ส.ส.เช่นกัน ทำให้สำนวนตกไป

ส่วน "มานิต นพอมรบดี" ครั้งเป็น รมช.สาธารณสุข ถือหุ้นต้องห้ามจนได้เป็นรัฐมนตรี กกต.มีมติให้พ้นจากตำแหน่ง แต่ "มานิต" ถูกเด้งพ้น จาก ครม.อภิสิทธิ์ ไปก่อน ศาลรัฐธรรมนูญ จึงตีตกสำนวน

มาถึงรัฐบาลพรรคเพื่อไทย "ไชยา สะสมทรัพย์" อดีต รมว.สาธารณสุข ก็โดน กกต.และศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะไม่แจ้งหุ้นบริษัทที่ภรรยาถือเกินร้อยละ 5 แก่ประธาน ป.ป.ช. ซึ่งใกล้เคียงกับเคสของ "ดอน ปรมัตถ์วินัย" รมว.ต่างประเทศ ยุค คสช.

แม้ว่า "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกฯและหัวหน้า คสช. ออกมาดับกระแสข่าวลือ ข่าวลวงเรื่องปรับ ครม. หลังเกิดมรสุมคุณสมบัติต้องห้ามว่า "ยืนยันไม่มีการปรับ ครม. และช่วง 6 เดือนหลังก่อนเลือกตั้ง ก็จะไม่มีการปรับ ครม."

แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดว่า ขาดคุณสมบัติ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ปิดช่องที่จะเขย่าขวดใหม่ อีกครั้ง โดยบอกว่า "อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ออก"

คอลัมน์ ข่าวลึก ปมลับ: ลาออกเท่ากับยอมรับผิด! อุ้ม'ดอน' เมินโชว์สปิริต - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561

นพรัฐ พรวนสุข

งานเข้ารัฐบาล คสช. อีกครั้ง จากกรณี "ดอน ปรมัตถ์วินัย" รมว.ต่างประเทศ เจอซวยถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลงมติว่า อาจขัดรัฐธรรมนูญ กรณีภรรยาถือหุ้นเกิน 5% และไม่ได้แจ้งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามที่กำหนดไว้ 30 วัน โดย กกต.จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติดังกล่าวต่อไป

ที่ว่าซวย นั่นเป็นเพราะไม่น่าจะต้องมาตกม้าตายเอาง่ายๆ แบบนี้ เพราะดูจากเจตนาไม่ได้ต้องการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน หรือต้องการตุกติกอะไร น่าเกิดจากความประมาทเลินเล่อ และ ชะล่าใจเป็นสาเหตุหลัก

ในเมื่อมันเป็น "กติกา" ที่รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ชัดเจน แม้ว่า ไม่เจตนา คงช่วยอะไรไม่ได้ เพราะกติกาต้องเป็นกติกา และต้องศักดิ์สิทธิ์ ไม่มียกเว้น ผิดก็ต้องพ้นตำแหน่ง

รัฐบาลก็ไม่ควรใช้ไม้ตายเดิมๆ อุ้มกระเตงกันไป อ้างโน่น อ้างนี้ ยิ่งแถก็ยิ่งเสื่อม เพราะคนส่วนใหญ่อยากเห็นรัฐบาล คสช. มีสปิริตเป็นแบบอย่างการเมืองที่ดี ถ้าหัวชนฝาเอา "หลักกู" ท่าเดียวก็จะสร้างความผิดหวังให้กับประชาชน

เรื่องของรัฐมนตรีดอน ที่ว่ามีช่องเดียวที่จะรอด น่าจะเป็น ช่องว่างกฎหมาย โดย "เนติบริกร" วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาชี้เป้าก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่บังคับใช้ในปัจจุบัน และมีกติกาดังกล่าวเขียนอยู่นั้น ออกมาทีหลังที่นายดอนจะดำรงตำแหน่ง คิดได้ทำได้ แต่มันจะกลายเป็นการใช้อำนาจข่มขืนหรือไม่

คนตัดสินคือ ศาลรัฐธรรมนูญ แต่กรณีนี้ถ้ากฎหมายเขียน เอาไว้ชัดเจน ต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญกินดีหมีหัวใจมังกรมา จะกล้าวินิจฉัยฉีกไปทางอื่น หรือไม่

ส่วนถ้ารอดจะออกช่องไหนต้องดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอีกที คดีนี้ไม่น่าจะกินเวลานาน เพราะไม่ได้สลับซับซ้อนอะไร แต่ที่น่ากังวลคือ ช่วงเวลาระหว่างรอศาลตัดสิน "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. อาจจะต้องเจอแรงเสียดทานหนักหน่อย

เพราะการที่ กกต.สั่งฟัน "ดอน" กรณีนี้ย่อมมิอาจหลีกเลี่ยงกระแสกดดันให้ไขก๊อกจาก รมว.ต่างประเทศ เป็นการแสดงสปิริตในช่วงรอฟังคำตัดสิน เหมือนกับเวลาคณะกรรมการ ป.ป.ช.ลงมติชี้มูลใคร ต่อให้คดียังเหลือการต่อสู้ในชั้นศาล ส่วนใหญ่ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันการเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

แต่ถ้าจะจับกฎหมายแน่น โดยอ้างว่าตัวเองยังเป็นผู้บริสุทธิ์ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มี คำวินิจฉัยมันก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่คนที่ต้องแบกความกดดันเอาไว้ทั้งหมดจะตกไปที่ "บิ๊กตู่" เอง เพราะลำพังประเด็นอุ้ม "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เรื่องนาฬิกาหรูยืมเพื่อนมา มันก็หนักหนาสาหัส เสียรังวัดเรื่องรัฐบาลปราบคอร์รัปชันไปเยอะ

ความกดดันตรงนี้อยู่ที่ "บิ๊กตู่" จะเอารับเอาไว้ไหวหรือไม่ เพราะที่ผ่านมารัฐมนตรีหลายต่อหลายคนในรัฐบาลที่โดนกล่าวหา หรือถูกไต่สวน ไม่ว่าจะเป็น "บิ๊กป้อม" หรือ "บิ๊กโด่ง" พล.อ. อุดมเดช สีตบุตร อดีต รมช.กลาโหม และอดีตผู้บัญชาการ ทหารบก (ผบ.ทบ.) กรณีโครงการอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

"บิ๊กตู่" ยังกอดเอาไว้แน่น ไม่สนคนนินทาใครจะว่าอย่างไร จนสุดท้ายกระแสซาลงไปเอง ซึ่งกลายเป็นเครื่องหมายการค้ารัฐบาลชุดนี้ ต่อให้ถูกกล่าวหา หรือถูกตรวจสอบอย่างไร

ถ้าคดียังไม่ถึงที่สุด ไม่มีการโชว์สปิริตลาออกแน่นอน ตาม จุดยืนหนักแน่น ออกเท่ากับยอมรับผิด!

ที่ผ่านมากระแสกดดันเลยกลายเป็นของเคยชินของรัฐบาล ชุดนี้ ดูกรณีนาฬิกาหรูของ "บิ๊กป้อม" หรือกรณีโครงการราชภักดิ์ของ "บิ๊กโด่ง" ถือว่า เหมือนมรสุมลูกใหญ่ถล่มรัฐบาล ก็ทำอะไร ไม่ได้

กรณีของ "ดอน" มีความชัดเจนว่า "บิ๊กตู่" จะยังคอนเซ็ปต์ ไม่โชว์สปิริต ไม่ลาออกตามคำเรียกร้องอีกครั้ง โดยอ้างว่า ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยออกมา

กระแสเรื่อง "ดอน" ดูจะไม่อึกทึกครึกโครมเหมือนกรณีของ"บิ๊กป้อม" หรือ "บิ๊กโด่ง" ส่วนหนึ่งเพราะอดีตท่านทูตรายนี้ ไม่ใช่พวกสายล่อฟ้า ไม่ใช่นักการเมือง แต่เป็นอดีตข้าราชการที่สุขุม ลุ่มลึก ได้รับยกย่องเรื่องความสามารถ

การกดดันเลยมีจากพวกพรรคการเมือง แต่ไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมหรือความหนักอกหนักใจให้รัฐบาลเท่าไหร่นัก โอกาส ที่ "บิ๊กตู่" จะกอดเอาไว้จนมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีสูงยกเว้นกรณีเดียวคือ "ดอน" เลือก ที่จะไขก๊อกออกจากเก้าอี้เพื่อรักษาเกียรติภูมิและชื่อเสียงตัวเอง เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคย มีเรื่องอื้อฉาวตลอดชีวิตทูตจวบจนมาได้ดิบได้ดิบ เป็น รมช. ต่างประเทศ ในยุค คสช. ก่อนที่จะได้รับความไว้วางใจอัปเกรด ให้เป็น รมว.ต่างประเทศ คู่ใจรัฐบาล

คนที่ไม่เคยเจอแรงกดดันแบบจังๆ เข้ากับตัว บวกกับเรื่องสปิริต ก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกทางไขก๊อกได้เหมือนกัน ขณะที่ "บิ๊กตู่" เองก็คงไม่รั้งถ้าเจ้าตัวจะเลือกวิธีนั้นเป็นคำตอบ แต่รัฐบาลก็สอบตกเรื่องจริยธรรมทางการเมืองไปแล้ว.

ปมฉาว'แอร์เอเชีย อินเดีย' สัญญาณเตือนธุรกิจต่างชาติ - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ เจ้าหน้าที่สอบสวนกลางของอินเดียแจ้งข้อหาต่อ "แอร์เอเชีย อินเดีย"สายการบินร่วมทุนระหว่าง "แอร์เอเชีย"กับ "ทาทา ซันส์" และผู้บริหารของบริษัท โดยกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดกันติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อเปลี่ยนหลักเกณฑ์ให้เอื้อประโยชน์ธุรกิจตน

แม้ความเคลื่อนไหวที่น่าประหลาดใจนี้ สร้างความเสียหายต่อราคาหุ้นและชื่อเสียงของสายการบินต้นทุนต่ำรายใหญ่ของมาเลเซียไปแล้ว แต่ในอนาคตยังอาจกระทบภาพลักษณ์ ของอินเดียในฐานะจุดหมายปลายทางธุรกิจด้วย

เอกสารของสำนักสอบสวนกลางอินเดีย (ซีบีไอ) ซึ่งเป็นหน่วยงานสอบสวนคดีอาญาของรัฐบาลกลาง แจ้งข้ออาญาต่อบริษัทดังกล่าว โทนี เฟอร์นันเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของแอร์เอเชีย รามจันทราน เวนกัตตรมนัน ผู้บริหารของทาทา กรุ๊ป ซึ่งควบตำแหน่งบอร์ดบริหารของแอร์เอเชีย อินเดีย และบุคคลอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่ง ขณะที่แอร์เอเชียปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

กรณีนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนสำหรับใครก็ตามที่ทำธุรกิจในอินเดีย หรือกำลังพิจารณาว่า จะทำ แม้ซีบีไอพยายามจะทำให้คดีสมรู้ร่วมคิดเกี่ยวข้องกับการติดสินบนระหว่าง นักธุรกิจกับเจ้าหน้าที่รัฐในเรื่องกฎเกณฑ์การบิน แต่เอกสารกลับระบุเฉพาะรายชื่อบุคคล และบริษัทฝั่งภาคธุรกิจเท่านั้น ทำให้ผู้รับสินบน กลายเป็นปริศนาโดยระบุเพียงว่า "ข้าราชการไม่ทราบชื่อของกระทรวงการบินพลเรือนและคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ต่างประเทศในขณะนั้น" (หน่วยงานหลัง ถูกยุบไปเมื่อเดือนพ.ค. 2560)

คดีนี้ยังได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากข้อเท็จจริงที่เอกสารของซีบีไอกล่าวหา ว่าข้อตกลงการจดทะเบียนแบรนด์เป็นสื่อกลางในการละเมิดกฎเกณฑ์ที่กำหนดให้บริษัทร่วมทุนอินเดียกับสายการบินต่างชาติ ต้องคงกรรมสิทธิ์ส่วนใหญ่และอำนาจ การควบคุมแท้จริงให้กับผู้ถือหุ้นชาวอินเดีย

นอกจากนั้น เอกสารยังระบุถึงพฤติการณ์การวิ่งเต้นทั้งของเวนกัตตรมนันเอง และผ่านล็อบบี้ยิสต์ว่าเป็น "การสมรู้ร่วมคิด" และวิจารณ์ว่าเป็นกลยุทธ์ในการล็อบบี้เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์

ข้อตกลงจดทะเบียนแบรนด์ข้ามพรมแดนและข้อตกลงจดทะเบียนแฟรนไชส์ เป็นที่นิยมใช้กันทั่วโลกในหลายภาคอุตสาหกรรมที่ทางการจำกัดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ)

การล็อบบี้โดยผู้บริหารและลูกจ้างของบริษัทเอง เช่นเดียวกับโดยบริษัทที่ปรึกษาบุคคลที่สามและล็อบบี้ยิสต์ ล้วนเป็นสิ่งที่เห็นได้ทั่วไปในการดำเนินธุรกิจ

ในกรณีของแอร์เอเชีย อินเดีย ปัญหาด้านการกำกับดูแลใหญ่ที่สุดคือกฎข้อ 5/20 ซึ่งกำหนดให้สายการบินอินเดียต้องมี เครื่องบินอย่างน้อย 20 ลำ และต้องมีดำเนินการ เที่ยวบินภายในประเทศขั้นต่ำ 5 ปีก่อนถึง จะเปิดเที่ยวบินระหว่างประเทศได้

เฟอร์นันเดสเคยออกมาวิจารณ์อย่างเปิดเผยและหลายครั้งว่า กฎดังกล่าวนำไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลงในอินเดีย รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีได้ยกเลิกข้อกำหนดที่ใช้มา 5 ปี เมื่อเดือนมิ.ย. 2559 พร้อมแก้กฎดังกล่าวเป็นข้อ 0/20 แม้มีเสียงคัดค้านจากบรรดาสายการบินในอินเดีย

หลังการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ปัจจุบัน แอร์เอเชีย อินเดียเตรียมเปิดบริการเที่ยวบิน ระหว่างประเทศภายในสิ้นปีนี้ ไม่ถึง 5 ปีหลังเปิดบริการเชิงพาณิชย์เมื่อเดือนมิ.ย. 2557

บรรดาสายการบินของอินเดียและ ผู้สังเกตการณ์บางส่วนได้วิจารณ์วิธีดำเนินธุรกิจของแอร์เอเชีย อินเดียว่า แท้จริงแล้ว สายการบินนี้บริหารโดยบริษัทมาเลเซียของเฟอร์นันเดสและเป็นการละเมิดกฎการควบคุมอย่างชัดเจน

ซีบีไอระบุด้วยว่า ข้อตกลงจดทะเบียนแบรนด์ถือเป็นหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหา เรื่องการสมรู้ร่วมคิด

อย่างไรก็ตาม แอร์เอเชีย และทาทา ซันส์ บริษัทโฮลดิ้งของทาทา กรุ๊ป ได้ประกาศแผนร่วมทุนเมื่อเดือนก.พ. 2556 โดยทาทา บอกชัดเจนว่าสายการบินใหม่จะดำเนินการ โดยแอร์เอเชีย ต่อมาบริษัทร่วมทุนดังกล่าวได้ใบอนุญาตดำเนินการสายการบินพาณิชย์ จากรัฐบาลผสมซึ่งนำโดยมันโมฮัน ซิงห์ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น

บริษัทร่วมทุนของแอร์เอเชียตอบสนองกระแสวิจารณ์ที่มีอย่างต่อเนื่องด้วยการร้องขอให้รัฐบาลสอบสวนธรรมาภิบาลและการดำเนินงานของตน ในเดือนก.พ. 2560 รัฐบาลของนายกฯโมดี ยืนยันว่า แอร์เอเชีย อินเดียปฏิบัติตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ของอินเดีย ซึ่งรวมถึงเงื่อนไขการควบคุมบริษัท

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ ซีบีไอกำลังเดินหน้าคัดค้านข้อสรุปดังกล่าวของรัฐบาลอินเดีย

ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจลักษณะนี้ซึ่งเกี่ยวข้องกับทุนต่างชาติ อาจทำให้นึกถึงการโจมตีของหน่วยงานรัฐระดับสูง กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแม็กกีของ "เนสท์เล่" เมื่อปี 2558 ซึ่งสุดท้ายจบลงด้วยการถูกศาลฎีกาอินเดียสั่งระงับจำหน่ายในประเทศ ส่งผลให้บริษัทอาหารรายใหญ่ที่สุดในโลกต้องขาดทุนหลายพันล้านดอลลาร์

ในกรณีของแม็กกี หน่วยงานตรวจสอบ ความปลอดภัยอาหารของรัฐ ระบุว่า พบผงชูรสในผลิตภัณฑ์ดังกล่าวทั้งที่ระบุข้อความบนซองว่า "ไม่ใส่ผงชูรส" แม้ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นไม่พบว่า ปัญหาสุขภาพบางชนิดไม่ได้เกิดจากผงชูรสก็ตาม

ถึงแม้ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าปัญหาของแอร์เอเชียจะยุติลงอย่างไร แต่การดำเนินการทางกฎหมายเป็นเครื่องเตือนใจว่า ในอินเดียนั้น องค์กรตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นสามารถทำให้เกิดกระแส วิจารณ์เป็นวงกว้างในสังคมได้อย่างรวดเร็วต่อธุรกิจ ก่อนที่จะได้ข้อสรุปที่แท้จริง ด้วยซ้ำ

เมียนาจิบให้ปากคำป.ป.ช.มาเลย์ กรณีเอี่ยวฮุบเงินกองทุน1MDB - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561

รอยเตอร์ - รอสมะห์ มันซูร์ ภริยาของอดีตนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัก แห่งมาเลเซีย เดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (MACC) ในวันอังคาร (5 มิ.ย.) เพื่อให้ปากคำเกี่ยวกับกรณีการทุจริตยักยอกเงินกองทุนของรัฐ ซึ่งเป็นเหตุให้สามีของเธอพ่ายศึกเลือกตั้งอย่างหมดรูป เมื่อเดือนที่แล้ว

คดีทุจริตเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ วัน มาเลเซีย ดีเวลลอป- เมนต์ เบอร์ฮัด (1MDB) เป็นเรื่องฉาวโฉ่ที่บั่นทอนชื่อเสียงของ นาจิบ และครอบครัวตลอด 3 ปีที่ผ่านมา และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่ม บาริซาน เนชันแนล (บีเอ็น) เสื่อมความนิยมจนพ่ายแพ้ให้แก่ฝ่ายค้านที่นำโดย มหาเธร์ โมฮาหมัด ในศึกเลือกตั้งเมื่อวันที่ 9 พ.ค.

นาจิบ ได้เดินทางเข้าให้ปากคำต่อพนักสอบสวนคดีทุจริตแล้วหลายครั้ง และเวลานี้ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ รอสมะห์ หลังตำรวจได้ทำการยึดกระเป๋าแบรนด์เนม เครื่องเพชร และเงินสดอีกจำนวนมาก ระหว่างเข้าตรวจค้นบ้านพักและอพาร์ตเมนต์หรูของครอบครัวอดีตนายกฯ

รอสมะห์ และผู้ติดตามเดินทางโดยรถยนต์ 4 คันมาถึงสำนักงาน MACC ที่เมืองปุตราจายาเมื่อช่วงเช้าวันอังคาร โดยอดีตสตรีหมายเลขหนึ่งได้ก้าวลงจากรถเมอร์ซิเดซเบนซ์สีบรอนซ์เงิน ในมือถือกระเป๋าหรูสีแดงสด ซึ่งผู้สันทัดกรณีระบุว่าน่าจะเป็นของแบรนด์ "เวอร์ซาเช" (Versace)

เธอเดินฝ่ากองทัพสื่อมวลชนที่รอทำข่าวอยู่หน้าอาคาร โดยมีบุตรสาว นูร์ยานา นัจวา นาจิบ คอยดูแลไม่ห่าง

คาดว่า รอสมะห์ จะต้องชี้แจงต่อพนักงานสอบสวนถึงที่มาที่ไปของเงิน 10.6 ล้านดอลลาร์ ที่ถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของอดีตนายกฯ และเจ้าหน้าที่ได้ติดตามแกะรอยจนพบว่ามาจากบริษัท เอสอาร์ซี อินเทอร์เนชันแนล ซึ่งเคยเป็นหน่วยงานในสังกัด 1MDB

เงินก้อนนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของเงินทุนหลายพันล้านดอลลาร์ที่เชื่อกันว่าถูกยักย้ายถ่ายโอนออกไปจาก 1MDB ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวที่นาจิบก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2009

นาจิบ ยืนยันว่าไม่เคยกระทำการทุจริตตามที่ถูกกล่าวหา และอดีตอัยการสูงสุด โมฮาเหม็ด อาปันดี อาลี ก็เคยประกาศเคลียร์ข้อหาทั้งหมดให้กับเขาแล้วเมื่อปี 2016

ล่าสุด เอ็ม. ปูราวาเลน (M. Puravalen) ทนายความที่ดูแลคดีเอสอาร์ซี ให้กับ นาจิบ และ รอสมะห์ ได้ประกาศถอนตัวแล้วในวันอังคาร พร้อมเผยว่า ยูโซฟ ไซนัล อาบิดีน (Yusof Zainal Abideen) ซึ่งเป็นทนายคนที่สอง ก็ขอถอนตัวจากคดีนี้เช่นกัน

เว็บไซต์ข่าว เดอะ มาเลเชียน อินไซต์ รายงานว่า ปูราวาเลน, อาบิดีน และทนายคนอื่นๆ ตัดสินใจ "วอล์กเอาต์" เพราะมีความเห็นต่างกับอดีต นายกฯ ผู้เป็นลูกความในหลายประเด็น

ตำรวจมาเลเซียพบเงินสดสกุลต่างๆ รวม 114 ล้านริงกิต และกระเป๋า แบรนด์เนมอีกกว่า 400 ใบระหว่างเข้าตรวจค้นที่พักอาศัยหลายแห่งของ ครอบครัวนาจิบ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และได้เชิญผู้เชี่ยวชาญเข้ามาร่วมประเมินมูลค่าเครื่องเพชร นาฬิกาข้อมือ และทรัพย์สินอื่นๆ อีกหลายรายการ ที่ตรวจยึดได้

นาจิบ และ รอสมะห์ ถูกสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ระหว่างที่ ทางการมาเลเซียรื้อฟื้นการสอบสวนว่าเงินทุนมหาศาลของ 1MDB หายไปได้อย่างไร

คดีทุจริตปล้นเงินรัฐครั้งใหญ่นี้ยังถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างน้อย 6 ประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา, สวิตเซอร์แลนด์ และสิงคโปร์ .