You are here

CG and corruptions News - 6 March 2018

UNชมไทยใช้มาตรการป้องกันยาเสพติด-คอรัปชั่นค้ามนุษย์ดีขึ้น - พิมพ์ไทย

เช็กบิลสินบนเปรมชัยมูลนิธิสืบฯจี้ตร.สางคดี - สยามรัฐ

ใช้ชื่อเมีย'กำนัน-ผญบ.'โกงไร้ที่พึ่ง - มติชน

ศธ.ดึง'ปปง.'ร่วมสอบเส้นทางเงิน 3อดีตผอ.สพม.32ส่อโกงอบรมครู - มติชน

'ธาริต'ปัดอายัดบัญชีกปปส.มิชอบ - กรุงเทพธุรกิจ

ความโปร่งใส... - มติชน

คอลัมน์ ตอกสิ่วโคตรโกง: จัดซื้อในการนิคมฯ พิลึกพิลั่น - พิมพ์ไทย

คอลัมน์ เศรษฐกิจคิดต่าง: โกงเงินสงเคราะห์ - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ เปลว สีเงิน คนปลายซอย: 'อย่ารอใครมาล้างชั่วให้ชาติ' - ไทยโพสต์

คอลัมน์ มองสื่อ สะท้อนสังคม: Crowdsourcing กับ หมาเฝ้าบ้าน 4.0 - กรุงเทพธุรกิจ

UNชมไทยใช้มาตรการป้องกันยาเสพติด-คอรัปชั่นค้ามนุษย์ดีขึ้น ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศ - พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561

รองเลขาธิการสหประชาชาติชื่นชมไทย ใช้มาตรการป้องกันยาเสพติดการค้ามนุษย์ ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นดีขึ้น ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในทิศทางที่ดีขึ้น ยืนยันพร้อมให้การสนับสนุนแก้ไขปัญหาในทุกๆด้าน "พล.อ.อ.ประจิน" ย้ำทุกฝ่ายจะต้องสร้างจิตสำนึกให้กับทุกคน ทุกระดับเพื่อลบล้างการทุจริตคอรัปชั่นที่ฝังตัวอยู่ในสังคมไทยให้หมดสิ้น

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ยุติธรรมเปิดเผยภายหลังนายยูริ เฟโดทอฟ (Yury Fedotov) รองเลขาธิการสหประชาชาติ (United Nations Under-Secretary-General)และผู้อำนวยการบริหาร (Executive Director) ของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติหรือ UNODC เข้าพบว่ารองเลขาธิการสหประชาชาติได้ขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้พบกันเมื่อหลายปีก่อน และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น เกี่ยวกับมาตรการป้องกันยาเสพติด การค้ามนุษย์ ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น และกระบวนการยุติธรรม รวมถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของประชาชนโดยใช้ศาสตร์พระราชา และการพัฒนาทางเลือก ซึ่งหลังจากนี้รองเลขาธิการสหประชาชาติ และ UNODC พร้อมให้การสนับสนุนในทุกๆด้าน และจะมีการประชุมร่วมกันในประเด็นปัญหายาเสพติด ที่กรุงเวียนนาประเทศออสเตรีย พร้อมยืนยันว่าทุกฝ่ายเร่งต่อสู้และสานต่อโครงการที่สำคัญที่จะเร่งแก้ไขปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และคอรัปชั่น โดยเฉพาะโครงการควบคุม ดูแล การผลิตและส่งออกยาเสพติด ในบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ โดยร่วมมือกับกลุ่มสมาชิกในอาเซียนและนอกอาเซียน อาทิกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม ไทย และจีน ซึ่งกระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงยุติธรรมจะดำเนินการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันต่อไป

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวด้วยว่า รองเลขาธิการสหประชาชาติ และUNODC ยังได้ชื่นชมประเทศไทยที่มีการจัดลำดับดัชนีภาพลักษณ์ทุจริตประจำปี 2560 สูงขึ้นกว่าปี 2559 พร้อมทั้งชื่นชมมาตรการป้องกันยาเสพติดการค้ามนุษย์ ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นที่รัฐบาลไทยได้ดำเนินการมาโดยตลอด ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องสร้างจิตสำนึกให้กับทุกคนทุกระดับ เพื่อลบล้างการทุจริตคอรัปชั่นที่ฝังตัวอยู่ในสังคมไทยให้หมดสิ้นไป

เช็กบิลสินบนเปรมชัยมูลนิธิสืบฯจี้ตร.สางคดี - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561

"ปปป." มั่นใจเอาผิด "เปรมชัย-พวก"ติดสินบน จนท.ได้ ชี้พยานบุคคลชัดเจนกว่าคลิปเสียง จ่อสอบปากคำ "เจ้าสัว" อีกครั้ง 7 มี.ค.นี้ ด้าน "มูลนิธิสืบฯ" จี้ ตำรวจเร่งสางคดี หลังผ่านมา 1 เดือน ยันหลักฐานชัดเจน วอนทำสำนวนส่งอัยการนำขึ้นสู่ศาลโดยเร็ว อย่าเบี่ยงเบนประเด็น จ่อยื่นหนังสือ "บิ๊กแป๊ะ" ขอความมั่นใจปิดคดีได้โดยเร็ว

จากกรณีเจ้าหน้าที่บุกจับกุม นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์จำกัด (มหาชน) กับพวกรวม 4 คน หลังเข้าไปล่าสัตว์ป่าคุ้มครองในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี พร้อมถูกตั้ง 9 ข้อหา

เมื่อวันที่ 5 มี.ค.61 พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป.กล่าวว่า คดีเอาผิด นายเปรมชัยและมีการพยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่อุทยาน ขณะจับกุมนั้น สามารถดำเนินคดีเอาผิดกับนายเปรมชัย และพวกได้เพราะมีพยานบุคคลที่สามารถระบุ ยืนยันตัวบุคคลได้ชัดเจนกว่าคลิปเสียงที่มีการปล่อยออกมาและพยานบุคคล ก็ให้การเป็นประโยชน์ในประเด็นนี้มาก อย่างไรก็ตามทาง ปปป.จะเดินทางไปสอบปากคำนายเปรมชัย ที่ สภ.ทองผาภูมิ ในวันที่7 มี.ค.นี้ เพื่อรวบรวมมาประกอบในสำนวนคดีต่อไป

ด้าน มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร นำโดยนายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิฯแถลงข่าวทวงความคืบหน้าคดีนายเปรมชัย หลังเกิดเหตุครบ 1 เดือน โดยมีการอ่านแถลงการณ์ ของมูลนิธิสืบฯ 4 ข้อว่า จากพฤติการณ์ ของนายเปรมชัยและพวกและพยานหลักฐานต่างๆ มีความชัดเจนว่ามีการกระทำผิดจริง จึงขอให้เร่งสรุปสำนวนส่งอัยการ เพื่อนำคคีขึ้นสู่ศาลโดยเร็ว และอย่าพยายามเบี่ยงเบนเอาประเด็นที่ไม่ใช่สาระสำคัญมาสู่การดำเนินคดี

นายศศิน กล่าวเพิ่มเติมว่า พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ระบุ จะสรุปสำนวนส่งอัยการในวันที่ 25 มี.ค.นี้ ซึ่งทางมูลนิธิฯ จะรอดูว่า มีข้อหาอะไรบ้าง ถ้าหลุดข้อหาเจตนาล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง โดยอ้างว่าไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นคนยิงทางมูลนิธิฯ คงรับไม่ได้และเชื่อว่าใครก็รับไม่ได้ ซึ่งหลังจากนี้ทางมูลนิธิฯ จะเข้ายื่นหนังสือเพื่อขอความมั่นใจจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. แต่ถ้ายังให้ความมั่นใจไม่ได้ก็จะยื่นหนังสือในระดับที่สูงขึ้นต่อไป และคาดว่าการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่จะมีขึ้นในราวปลายเดือน มี.ค. ถึง เม.ย.นี้

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า การสอบสวนได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวนว่าไม่มีประเด็นที่จะเรียกนายเปรมชัยมาสอบเพิ่มเติม เรายืนยันตามคำให้การของผู้ต้องหาและเมื่อสอบสวนพบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นก็รายงานเรื่องให้เจ้ากระทรวงพิจารณาเพราะไม่ใช่เรื่องของตำรวจ ยืนยันว่าเราทำตามกฎหมาย ไม่หวั่นไหวอะไร

พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า กฎหมายตำรวจตามมาตรา 78 (1) ตำรวจต้องทำตามกฎหมาย (9) ตำรวจต้องไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ ผู้บังคับบัญชาเบื้องต้นเพื่อพิจารณาแล้วว่า ตามที่คุณไปรับคำร้องทุกข์ ซึ่งไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายแล้วทำไม่ได้ ตามมาตรา 2 คุณจะร้องทุกข์ได้ต่อเมื่อมีการกระทำผิดเกิดขึ้น ก็คือกฎหมายต้องบัญญัติเป็นความผิด คุณถึงจะรับคำร้องทุกข์ได้ ส่วนที่พูดกันว่าประชาชนมารับแจ้งไม่รับแจ้ง ก็รับแจ้งได้ อย่างเช่นกรณีรับแจ้งบัตรประชาชนหาย แจ้งและทำการสืบสวน ถ้าไม่ออกกฎหมายก็ยุติ แต่คุณไปรับคำร้องทุกข์ไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้บัญญัติเป็นความผิดตามหลักกฎหมาย ซึ่งทางสำนักงานแห่งชาติได้สั่งการไปแล้วและไม่ได้ละเว้น ทุกเรื่องไม่ได้ละเว้นปฏิบัติตามกฎหมาย และยืนยัน ที่พูดไปว่า เขามาราษฎรแจ้งก็แจ้งได้ แต่ต้องแจ้งไว้เป็นหลักฐาน ไม่ใช่แจ้งรับดำเนินคดี มันไม่มีในกฎหมายคุณไปรับร้องทุกข์ได้อย่าวไรถ้าเป็นหลักฐานได้ เดี๋ยวจะไป พูดกันใหญ่ว่าตำรวจไม่รับแจ้ง แต่คุณก็แจ้งได้แต่ไม่ใช่คำร้องทุกข์ กฎหมายบัญญัติไว้ในมาตรา 2 แล้ว ต้องมีบทบัญญัติ ว่าเป็นความผิด มันถึงจะมีผู้กระทำผิด และมีผู้เสียหาย ถึงจะรับร้องคำร้องทุกข์ได้ ตามมาตรา 2 ส่วนที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เช่นบัตรประชาชนหาย คุณก็รับแจ้งได้แต่ถ้าเป็นความผิดก็รับเป็นคดี ถ้าไม่เป็นความผิดก็ยุติ เพราะการยุตินั้นต้องยุติที่โรงพัก ยุติที่ผู้บังคับบัญชาสืบสวนถ้าไม่มีมูลก็ยุติ แต่ถ้าคุณ ไปแจ้งข้อกล่าวหา ร้องทุกข์กล่าวโทษ ต้องไปยุติที่พนักงานอัยการ ซึ่งต้องมีความเห็นว่าฟ้องหรือไม่ฟ้องส่งไป มันคนละเรื่องกัน การกระทำมันไม่ถูกต้อง

เมื่อถามถึงกรณีเจ้าที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตนั้นหรือไม่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า เรื่องนี้ทางจากกระทรวง เขายืนยันมาแล้วว่าไม่มี เราก็เรียนแล้วว่าเราไปวินิจฉัยอะไรไม่ได้ทั้งนั้นเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของเจ้ากระทรวง

เมื่อถามว่า ขณะนี้หลักฐานอ่อนไม่สามารถที่จะดำเนินคดีกับนายเปรมชัยได้จริงหรือไม่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่าอันนี้เป็นเรื่องของสำนวนไม่สามารถเปิดเผยได้ ดำเนินคดีก็ต้องมีหลักฐานให้ ปปป.เขาว่าไปว่ามีหลักฐานหรือไม่แต่พยานี 3 อย่าง มีพยานเอกสาร พยานวัตถุ พยานบุคคล ขอให้พยานยืนยันให้อย่างชัดเจนซึ่งขณะนี้ทางพยานบุคคลของอุทยานยังไม่ได้มาให้ปากคำชัดเจน

พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า ล่าสุด พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหานายเปรมชัย 9 ข้อหาส่วนข้อหาที่ 10 ตามที่คุณวิเชียรแจ้งความร้องทุกข์ เรื่องติดสินบนซึ่งอยู่ระหว่างรอสอบเจ้าหน้าที่อุทยาน ว่าหลักฐานแน่นหนาพอหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าเนื่องจากรอหนังสือจากกรมอุทยาน ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับหนังสือคำตอบ และสอบปากคำสำนวนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนของอุทยาน 3 อาทิตย์แล้วยังไม่ได้รับคำตอบ เมื่อเช้าถามไปก็ยังไม่ได้ผล

ใช้ชื่อเมีย'กำนัน-ผญบ.'โกงไร้ที่พึ่ง - มติชน ฉบับวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ต.ท.วันนพ สมจินตนากุล ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการทุจริตของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.พบการทุจริตรวม 24 จังหวัด พบเพิ่มอีก 10 จังหวัด คือ 1.ยะลา 2.สงขลา 3.นราธิวาส 4.พัทลุง 5.ชุมพร 6.บุรีรัมย์ 7.สุรินทร์ 8.อ่างทอง 9.พิษณุโลก และ 10.ชัยภูมิ ขณะที่ของเดิม 14 จังหวัด คือ 1.ขอนแก่น 2.เชียงใหม่ 3.บึงกาฬ 4.หนองคาย 5.สระบุรี 6.อุดรธานี 7.สุราษฎร์ธานี 8.พระนครศรีอยุธยา 9.น่าน 10.กระบี่ 11.ตราด 12.ตรัง 13.สระแก้ว และ 14.ร้อยเอ็ด

พ.ต.ท.วันนพกล่าวว่า พฤติกรรมการทุจริตที่พบล่าสุดจะเป็นรูปแบบใหม่คือ มีการนำชื่อบรรดาข้าราชการท้องถิ่น อาทิ นำชื่อภรรยาผู้ใหญ่บ้าน หรือกำนันมาเบิกงบดังกล่าว โดยที่คุณสมบัติไม่เข้าเกณฑ์ เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบและรวบรวมหลักฐานต่างๆ เพื่อนำมาเข้าบอร์ดขออนุมัติการไต่สวน ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ท.มีมติตั้งอนุกรรมการไต่สวนแล้ว 2 จังหวัด คือ จ.ขอนแก่นและเชียงใหม่ และ วันที่ 6 มีนาคม เวลา 10.00 น. จะมีการประชุมเพื่อมีมติตั้งอนุกรรมการไต่สวน จ.บึงกาฬและหนองคาย

พ.ต.ท.เธียรรัตน์ วิเชียรสรรค์ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง นาย พุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และนายณรงค์ คงคำ รองปลัด พม. กรณีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องการทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง เปิดเผยว่า ได้ประชุมคณะกรรมการนัดแรกเมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา ที่กระทรวง พม. ซึ่งในครั้งแรกได้ทำความเข้าใจถึงการสืบสวนว่าจะต้องทำกันอย่างไร ตั้งแต่ดูนโยบาย การสั่งการที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ขอบเขตการสอบสวนก็จะต้องดูทั้งหมด ไม่เพียงแต่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง แต่ยังรวมไปถึงศูนย์พัฒนาชาวเขาและนิคมสร้างตนเองในสังกัดกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) ทั้งหมด ก่อนรวบรวมข้อมูลเสนอไปยัง พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พม.ภายใน 30 วัน

นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยกรณี น.ส. ปณิดา ยศปัญญา นิสิตปี 4 สาขาพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ที่ออกมาเปิดโปงการทุจริตเงินช่วยเหลือผู้ยากไร้ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่น และถูกอาจารย์สั่งให้กราบขอโทษเจ้าหน้าที่ศูนย์ รวมทั้งถูกทุบหลัง 2 ครั้งว่า ได้สั่งให้นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาประสานกับนายสัมพันธ์ ฤทธิเดช อธิการบดี มมสให้ลงดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ทั้งปกป้องคุ้มครองนิสิตที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะถือว่าเด็กกลุ่มนี้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นผู้ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติที่สมควรได้รับการยกย่อง ส่วนกรณีอาจารย์นั้นขอดูรายละเอียดก่อน เพราะอาจารย์มีหน้าที่ปกป้องลูกศิษย์ หากไม่ทำหน้าที่อาจารย์ที่ถูกต้องก็ต้องถูกลงโทษ

ศธ.ดึง'ปปง.'ร่วมสอบเส้นทางเงิน 3อดีตผอ.สพม.32ส่อโกงอบรมครู - มติชน ฉบับวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีอดีตผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 32 (บุรีรัมย์) คนก่อนๆ รวม 3 คน ถูกกล่าวหาว่าจัดอบรมครู มีการเก็บเงินครูแต่ไม่มีการอบรมจริงว่า ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ตั้งนายอัมพร พินะสา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ทราบว่าจะลงพื้นที่ไปหาข้อมูลภายในสัปดาห์นี้ เรื่องนี้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ให้ความสำคัญมาก เพราะเกี่ยวข้องกับผู้บริหารระดับสูง และทั้ง 3 รายยังรับราชการอยู่ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้น สตง.ได้อายัดเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไปบ้างแล้ว เช่น หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลทางการเงินต่างๆ หากผลการสืบข้อเท็จจริงพบว่ามีมูล ตามขั้นตอนจะต้องเสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงต่อไป

"ทั้ง 3 ราย ยังรับราชการเป็นผู้อำนวยการ สพท.ในกรุงเทพฯ ซึ่งหากมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง อาจจะไม่สามารถเสนอย้ายทั้ง 3 รายให้มาช่วยราชการยังส่วนกลางได้ เพราะถือว่าพ้นจากพื้นที่ สพม.32 แล้ว ไม่กระทบต่อการสืบสวนหรือหาข้อมูล แต่ผมจะเสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.พิจารณาส่งเรื่องดังกล่าวให้ทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อหาข้อมูลอีกทาง ขณะเดียวกันในอนาคตการตรวจสอบปัญหาทุจริตต่างๆ ที่เกิดขึ้นใน ศธ. หากมีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว ผลสืบสวนสรุปว่ามีมูล จะเสนอให้ ปปง.เข้ามาตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ที่ถูกกล่าวหาได้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น" พล.ท.โกศลกล่าว และว่า ปัญหาการตรวจสอบทุจริตใน ศธ.เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ให้ความสำคัญ จะต้องดำเนินการให้โปร่งใส โดยดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากภายนอกเข้ามาร่วมตรวจสอบด้วยมากขึ้น เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็ว

'ธาริต'ปัดอายัดบัญชีกปปส.มิชอบ - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ "ธาริต" ให้การปฏิเสธ อายัดบัญชีแกนนำกปปส.ด้าน "สุเทพ" ชี้ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ-ลุแก่อำนาจ ศาลนัดสืบพยานนัดแรก 31 พ.ค.

วานนี้(5 มี.ค.) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดสอบคำให้การจำเลยและกำหนดวันนัดพิจารณา คดีหมายเลขดำ อท.101/2559 ที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการกปปส. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากกรณีที่นายธาริต ขณะดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีดีเอสไอ ระหว่างนั้น ปี 2556 ได้ทำการอายัดบัญชีของแกนนำ กปปส. ในกรณีถูกกล่าวหากระทำผิดอาญาคดีชุมนุมทางการเมือง โดยมิชอบไม่ตรวจสอบแต่ละบัญชี ให้รอบคอบ ว่าเป็นการผิดกฎหมายหรือไม่โดยคดีนี้ ศาลอาญาคดีทุจริตฯมีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 ม.ค.2561 ให้ประทับรับฟ้องไว้พิจารณา เนื่องจากเห็นว่าคดีมีมูล

โดยนายธาริต ให้การปฏิเสธในการต่อสู้คดี ศาลจึงกำหนดนัดตรวจหลักฐานคดีในวันที่ 20 เม.ย.นี้

ด้านนายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายความนายสุเทพ เปิดเผยว่า เมื่อสอบคำให้การจำเลยแล้ว ศาลก็กำหนดให้โจทก์-จำเลย นำสืบพยานรวม 15 นัด เริ่มตั้งแต่เดือน ก.ค. ต่อเนื่องถึงเดือน พ.ย.นี้ โดยเริ่มสืบพยานโจทก์นัดแรก วันที่ 31 ก.ค.นี้

ด้านนายสุเทพ กล่าวว่า การดำเนินการของนายธาริต ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมายและลุแก่อำนาจออกหมายเรียกพวกตนในข้อหาเป็นกบฏ ทั้งที่ขณะนั้นยังไม่มีคณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่กฎหมายกำหนด แล้วยังให้สัมภาษณ์กล่าวหาว่าพวกตนเป็นกบฏทำให้เสียหายซึ่งพวกตนต่อสู้ด้วยความสงบปราศจากอาวุธ ทำหน้าที่ของประชาชนที่ออกมา แสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม

ที่มาคดีนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ( กคพ.) มีมติให้รับคดีนายสุเทพ และแกนนำกปปส.เป็นคดีพิเศษ ตามมาตรา 21 วรรค 1 (2) แห่งพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 พร้อมมีมติให้ ดำเนินการ 1. ออกหมายเรียกแกนนำ กกปส. จำนวน 17 คนให้มารับทราบข้อกล่าวหา 2. ออกคำสั่งให้อายัดบัญชี ของแกนนำ กปปส.จำนวน 18 คน ตามมาตรา 24 พ.ร.บ.สอบสวนคดีพิเศษ

ความโปร่งใส... - มติชน ฉบับวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561

เฉลิมพล พลมุข

ความเป็นมนุษย์หรือคนมีความจำเป็นจะต้องมีชีวิตความเป็นอยู่เป็นหมู่คณะ ชุมชน บริษัท หน่วยงานราชการ กอง กรม กระทรวง ความเป็นรัฐบาลที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการตั้งแต่ระดับเล็กไปจนกระทั่งถึงระดับใหญ่ ในภาพรวมก็เพื่อให้องคาพยพในส่วนต่างๆ มีการผลักดันไปเพื่อประโยชน์และความสุขมิให้เกิดความเดือดร้อนหรือเบียดเบียนไปเพื่อบุคคลใดหรือกลุ่มใดย่อมเป็นเป้าหมายหลักสำคัญ

คอร์รัปชั่น (Corruption) คือการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ เบียดเบียนทรัพย์สินมาเป็นของตนและพรรคพวกโดยทุจริต การใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบเป็นการกระทำความผิดในกฎหมายอาญาของแผ่นดินของทุกประเทศ รวมถึงหลักการของประเพณี ศีลธรรมอันดีงามของศาสนา

องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ CPI (Corruption Perception Index) ได้เผยแพร่ข้อมูลเรื่องการทุจริตประจำปี 2017 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ประเทศที่พบถึงความโปร่งใสมากมาเป็นอันดับหนึ่งคือนิวซีแลนด์ ได้ 89 คะแนน ลำดับที่ 2 เดนมาร์ก ได้ 88 คะแนน ลำดับที่ 3 ฟินแลนด์ ลำดับที่ 4 นอร์เวย์ ลำดับที่ 5 สวิตเซอร์แลนด์ และประเทศที่พบถึงความโปร่งใสน้อยมากเป็นอันดับหนึ่งคือ โซมาเลีย ได้ 9 คะแนน ลำดับที่ 2 ซูดานใต้ ได้ 12 คะแนน ลำดับที่ 3 ซีเรีย ได้ 14 คะแนน ลำดับที่ 4 อัฟกานิสถาน ลำดับที่ 5 เยเมน สำหรับเมืองไทยเราอยู่ในลำดับที่ 96 มีคะแนน 37 คะแนน...(มติชนรายวัน 24 กุมภาพันธ์ 2561 หน้า 1-2)

ในภูมิภาคอาเซียนเราประเทศที่พบเรื่องความโปร่งใสมากที่สุดมาเป็นอันดับหนึ่งคือ สิงคโปร์ ได้ 84 คะแนน ลำดับที่ 2 บรูไน ได้ 62 คะแนน ลำดับที่ 3 มาเลเซีย ได้ 47 คะแนน ลำดับที่ 4 ติมอร์ ได้ 38 คะแนน ประเทศไทยและอินโดนีเซีย ได้ 37 คะแนน และประเทศที่พบว่ามีความโปร่งใสน้อยมากอันดับที่หนึ่งคือ กัมพูชา ได้ 21 คะแนน ลำดับที่ 2 สปป.ลาว ได้ 29 คะแนน ลำดับที่ 3 เมียนมา ได้ 30 คะแนน ลำดับที่ 4 ฟิลิปปินส์ ได้ 34 คะแนน และลำดับที่ 5 เวียดนาม ได้ 35 คะแนน

องค์กรดังกล่าวมีหลักการประเมินถึงความโปร่งใส อาทิ หลักนิติรัฐ ธุรกิจที่เกี่ยวกับการคอร์รัปชั่น การแทรกแซงในเจ้าหน้าที่ของรัฐในการดำเนินธุรกิจ การให้สินบนสิ่งตอบแทน การพิจารณาสัญญาและการขอใบอนุญาต การจ่ายสินบนของการส่งออกและนำเข้า สาธารณูปโภค ภาษี การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ คำตัดสินคดีความของศาล รวมถึงการยักย้ายถ่ายเทเงินจากภาครัฐไปสู่เอกชน...

การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นพฤติกรรมที่อยู่คู่กับคนมาเป็นเวลานาน หากเราท่านได้ศึกษาถึงประวัติศาสตร์ของผู้คนและชาติต่างๆ ทั่วโลกก็ล้วนแล้วแต่พบถึงพฤติกรรมดังกล่าวในสังคมจีนยุคสามก๊ก โจโฉ คือผู้นำที่มีความเฉลียวฉลาด มีไหวพริบปฏิภาณที่ยอดเยี่ยม ขณะเดียวกันก็มีข้อสงสัยในเรื่องการใช้เล่ห์เหลี่ยม กลอุบายโดยเฉพาะนโยบายตันเถียน ที่ใช้การตัดผมแทนการตัดศีรษะเมื่อมีการละเมิดกฎระเบียบ...

ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเสียเมืองครั้งที่ 2 ก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องเสียบ้านเสียเมืองก็คือ ผู้นำของรัฐมีการปกครองที่มิได้มีความเข้มงวดในเรื่องการบริหารจัดการบ้านเมือง รัฐมิได้มีกำลังรบอย่างเพียงพออันเนื่องมาจากไพร่ส่วนหนึ่งต้องไปรับใช้อยู่กับเจ้านายและขุนนาง มีส่วนหนึ่งก็หลีกเลี่ยงไม่ไปขึ้นทะเบียน อาทิ ชาวบ้านบางระจัน ขณะเดียวกันก็มีการค้าขายอย่างเสรีต่อชาวต่างชาติที่ขาดการควบคุมของรัฐ ทำให้เกิดปัญหาด้านการจัดระเบียบของบ้านเมือง

คำให้การของชาวกรุงเก่าระบุว่า "มีคนไทยชื่อพระยาพลเทพ ข้าราชการในกรุงศรีอยุธยาเอาใจออกห่าง ลอบส่งศาสตราวุธและเสบียงอาหารให้แก่พม่า สัญญาว่าจะเปิดประตูด้านทิศตะวันออก (บริเวณหัวรอ) คอยรับเมื่อพม่าเข้าโจมตีตามที่พระยาพลเทพนัดหมายไว้ ขณะเดียวกัน นายพี วัน เดอวูร์ท ชาวฮอลันดา ก็มีบันทึกที่ใกล้เคียงกันและบอกว่าเป็นไส้ศึกชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในพระนครศรีอยุธยา...

ในเมืองไทยเราที่ผ่านมารัฐบาลหลายรัฐบาลก็เผชิญกับสภาพของปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ตั้งแต่ในระดับชาวบ้านไปจนถึงนักการเมืองระดับชาติ มีคดีความขึ้นสู่ศาลจำนวนมากมาย มีผู้คนส่วนหนึ่งต้องถูกจองจำในเรือนจำจากคดีดังกล่าวหลายๆ คน บางคนก็หนีคดีความไปยังต่างประเทศ บางพฤติกรรมของคนที่ฉ้อโกงผู้อื่นไปแล้วกฎหมายมิอาจจะนำตัวมาลงโทษได้ สังคมไทยเราบางบริบทก็มีการตัดสินชีวิตและความตายของผู้คนที่นอกจากกฎหมายและศีลธรรมก็คือการฆ่าตัดตอนหรือการมีอาชีพมือปืนรับจ้าง ยังคงอยู่ในสังคมไทยมาเป็นเวลานาน รัฐบาล คสช.จะได้มีการปฏิรูปอาชีพการฆ่านอกกฎหมาย ผู้มีอิทธิพลหรือมือปืนรวมอยู่ด้วยหรือไม่...

ข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งที่ประชาชนชาวบ้านได้พบเห็นในชีวิตประจำวันก็คือ การเรียกเก็บเงินหรือการให้ของสภาพบังคับต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนกรณีการโกงแชร์ โกงหวย โกงเงินยืม ลงนามค้ำประกัน การจราจรบนท้องถนน การทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดิน การก่อสร้างอาคารของภาครัฐ การจัดซื้อจัดจ้าง การให้เพื่อปิดคดีความบางคดี มิอาจจะนับรวมถึงการซื้อสิทธิการขายเสียงของนักการเมืองในบางส่วนเพื่อจะให้ตนเองและพรรคพวกเข้าไปมีอำนาจ ตำแหน่งในการบริหารจัดการของภาครัฐในองค์กรใดองค์กรหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องและผลของการปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวดีแล้วเพียงไร

มีผลการวิจัยในเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นในสังคมไทยที่ว่า ในแต่ละปีมีนักธุรกิจมากกว่าร้อยละแปดสิบต้องสูญเสียเงินมากกว่าสามแสนล้านบาท ทำให้รัฐต้องจ่ายเงินงบประมาณที่สูงกว่าความจำเป็น ทำให้ประชาชนชาวบ้านได้รับบริการสาธารณะที่ไม่มีคุณภาพ รวมถึงภาพลักษณ์ของการลงทุนที่เป็นบริษัทต่างชาติขาดความเชื่อมั่นที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจในทางมิชอบเรียกผลประโยชน์ ในประเทศฮ่องกงมีความเข้มงวดของกฎหมายทั้งยึดทรัพย์และจำคุกผู้ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวอย่างเคร่งครัด สังคมไทยเรามีท่าทีอย่างไรกับการ กระทำดังกล่าว

พฤติกรรมของการให้เงิน ทรัพย์สิน สิ่งของหรือแม้กระทั่งยอมพลีร่างกายบริการทางเพศเพื่อชดใช้หรือทดแทนในสิ่งตอบแทนในความผิดหรือต้องการอำนวยความสะดวกในสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือกิจกรรมใดหนึ่งก็ตามที่มิได้เป็นไปด้วยหลักของกฎหมาย จารีตประเพณีที่ดีงามรวมถึงระบบคุณธรรม จริยธรรมและศีลธรรมของศาสนา ซึ่งคนไทยกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์นับถือและเชื่อในคำสอนของศาสนาโดยเฉพาะศีลห้า ข่าวที่ปรากฏในสื่อของทุกวันก็นำเสนอเรื่องของผู้คนที่ได้ละเมิดทั้งกฎหมายและศีลธรรมของศาสนา อาจจะมีบางคำถามที่ว่า สังคมไทยเรามีความไว้เนื้อเชื่อใจผู้คนรอบข้างอย่างมีมิตรภาพด้วยความจริงใจหรือไม่...

ขณะเดียวกันแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลได้ออกประกาศ แถลงรายงานประจำปี พ.ศ.2560-2561 ที่ระบุว่า ภาครัฐและเอกชนไทยได้ละเมิดเสรีภาพของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม นักศึกษา ชาวบ้านที่เรียกร้องสิทธิชุมชน ทนายความ สื่อมวลชน นักวิชาการ ประชาชนทั่วไป มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และมาตรา 116 ในประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยแอมเนสตี้ได้เสนอแนะให้รัฐบาล คสช. ได้มีประกาศถึงหลักการของสิทธิมนุษยชนให้เป็นวาระแห่งชาติ...

รัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นผู้นำรัฐนาวา ที่ได้ตัดสินใจกระทำการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 ด้วยเหตุผลที่ประชาชนชาวไทยมีความขัดแย้งกันทั้งความเชื่อ ความคิด สีขั้วฝ่าย มีการใช้อาวุธสงครามฆ่าทำลายชีวิตและทรัพย์สินของทางราชการได้รับความเสียหาย การตัดสินใจในการปฏิวัติก็เนื่องจากต้องการรักษาความสงบแห่งชาติ หรือต้องการให้คนไทยทั้งชาติมีความสงบสุข

มาเวลานี้ใกล้จะครบสี่ปีของการเป็นรัฐบาลของ คสช. มีสภาพปัญหาหลากหลายด้านที่รุมเร้าต่อรัฐนาวาของผู้นำรัฐบาล สภาพปัญหาหนึ่งที่เสมือนเป็นผงเข้าตาที่มิทราบว่าจะแก้ปัญหาให้ยั่งยืน มั่นคง มั่งคั่งได้ตลอดไป นั่นก็คือการทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งระดับประชาชนชาวบ้าน นักธุรกิจ นักลงทุนข้ามชาติ ในแวดวงของราชการอาจจะรวมไปถึงนักการเมืองบางคนที่หลบหนีในคดีความในเรื่องดังกล่าวในต่างประเทศ รัฐบาลในฐานะผู้ที่รับผิดชอบโดยตรงได้มีการบริหารจัดการสภาพปัญหาดังกล่าวในลำดับต้นๆ ด้วยหรือไม่...

สิ่งหนึ่งที่ถูกกล่าวขานในพฤติกรรมของคนไทยเราบางคนก็คือ ขี้เกียจ ขี้โม้ ขี้อิจฉาและขี้โกง ที่ดูเสมือนจะพบเห็นได้จากผู้คนหรือประชาชนชาวบ้านในบางคน ขณะเดียวกันคนไทยเราก็มีสิ่งหนึ่งที่ถูกกล่าวขานถึงภาพลักษณ์หนึ่งในทางที่ดีของชาวต่างชาติก็คือ ความเป็นคนใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ยามใดที่บ้านเมืองมีวิกฤตทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคมคนไทยส่วนใหญ่ต่างให้ความร่วมมือและช่วยเหลือกันเป็นอย่างดี อาทิ ทุกคนร่วมมือร่วมใจเป็นจิตอาสาในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ภาคกลางประสบปัญหาน้ำท่วมปี พ.ศ.2554 ทุกภาคส่วนต่างช่วยเหลือผู้ประสบภัยกันอย่างดี อาจจะรวมถึงการวิ่งคนละก้าวเพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลที่ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ของนักร้องศิลปินอย่างน่าชื่นชม

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้ให้ข้อคิดถึงวิถีทางออกของปัญหาดังกล่าวคือ ผู้คนในโลกนี้อยู่ภายใต้กฎของโลกธรรม 8 ได้แก่ ได้ลาภ-เสื่อมลาภ ได้ยศเสื่อมยศ สรรเสริญ-นินทา สุข-ทุกข์ ต้องใช้สติปัญญาควบคุมกับทั้งความอดกลั้นอดทนต่อสิ่งที่เป็นกิเลสคือความโลภ โกรธ หลง การไม่เบียดเบียนผู้อื่นในทางที่มิชอบ การไม่ทำบาปที่เป็นอกุศล ขณะเดียวกันก็กระทำสิ่งที่เป็นกุศลที่เป็นพุทธโอวาทได้มอบไว้ให้แก่ชาวโลกได้มีวิถีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ท่านได้ครองราชย์มายาวนานกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในโลก ได้มอบหรือพระราชทานโครงการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ไว้ให้แก่คนไทยและชาวโลกอย่างยิ่งใหญ่ ครั้งหนึ่ง พระองค์ท่านรับสั่งว่า "เหตุผลที่ทรงงานหนักอยู่ทุกวัน เพราะประชาชนยังมีความยากจนอยู่ เมื่อมีความยากจนแล้วเขาก็ไม่มีอิสรภาพ เสรีภาพ เมื่อเขาไม่มีอิสรภาพเสรีภาพ เขาจะเป็นประชาธิปไตยไม่ได้"

ครั้งหนึ่ง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้มีปาฐกถาพิเศษเรื่อง "สถาบันพระมหากษัตริย์กับพระพุทธศาสนา" ได้กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพยายามเตือนสติ ทรงปฏิบัติทุกอย่างให้ดูเป็นแบบอย่าง ทรงใช้หลักธรรมาภิบาลในการปกครองแผ่นดิน และมีพระราชดำรัสว่า "ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียว ขอแช่งให้มีอันเป็นไป พูดอย่างนี้หยาบคาย แต่ว่าขอให้มีอันเป็นไป แต่ถ้าไม่ทุจริต สุจริตและมีความตั้งใจมุ่งมั่น สร้างความเจริญก็ขอให้ต่ออายุได้ถึง 100 ปี ส่วนคนไหนที่มีอายุมากแล้ว ขอให้แข็งแรง ความสุจริตจะทำให้ประเทศรอดพ้นอันตราย..."

คอลัมน์ ตอกสิ่วโคตรโกง: จัดซื้อในการนิคมฯ พิลึกพิลั่น - พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561

จอมยุทธ์

ขอบคุณสื่อออนไลน์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการขุดคุ้ยเรื่อง"ทุจริตคอรัปชั่น" เริ่มเกาะติดกับข่าวฉาวโฉ่ในการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรณีที่ผู้บริหารบางคน ดำรงตำแหน่งในการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รับเงินเดือนการนิคมฯ สวัสดิการการนิคมฯ แต่ไปดำรงตำแหน่งกรรมการผู้มีอำนาจ ต้องเซ็นเช็ค ต้องลงนาม ในสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมายในบริษัทเอกชน และยังมอบสัญญาแทบจะครอบงำผลประโยชน์มากมายมหาศาลให้แก่บริษัทเอกชนนี้ ทั้งที่การนิคมฯ เป็นหน่วยงานของรัฐ ของประเทศไทย ใช้เงินภาษีอากรทุกบาท ทุกสตางค์ของคนไทยมาก่อตั้งและอุดหนุน ซึ่งผู้บริหารการนิคมฯ เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนรายนี้ ติดต่อกันมาเกือบ 20 ปีแล้ว และทราบว่าสัญญาฉบับนี้ยังจะดำรงไปเรื่อยๆ อาจจะดำรงต่อไปจนชั่วนิจนิรันดร์

กำไรของบริษัทนี้ปีละหลายร้อยล้านบาท สิบกว่ามาปีนี้ คงสะสมจนซื้อการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้เลย ถ้าสามารถซื้อได้นะ

ครับ...ฉบับที่แล้วทิ้งท้ายว่า จะมาดูการจัดซื้อต่างๆ ในการนิคมฯ ซึ่งน่าพิกลพิศวง แอบแฝงด้วยความใน ทั้งเรื่องการจัดซื้อรถบรรเทาสาธารณภัยอีโค้แรงเยอร์ การจัดซื้อเขื่อนกั้นน้ำติดตั้งเร็ว การจัดซื้อกล้องมุมสูง ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด การจัดเช่า CCTV ระยะเวลา 5 ปี ราคาตัวละ 1 ล้านบาท CCTV ที่รับเบอร์ซิตี้สงขลา และการออกแบบอีกหลายรายการ

แม่เจ้าโว๊ย.....คงฟาดโบนัส แต๊ะเอียกันพุงปลิ้น !!!!

วันนี้มาพูดเรื่องรถบรรเทาสาธารณภัย อีโค้แรงเยอร์ บังเอิญผมได้ภาพจากเจ้าหน้าที่การนิคมฯ ผู้ทนเห็นการจัดซื้อพิลึกพิลั่น ราคาสุดเว่อร์ในครั้งนี้ไม่ได้ ส่งทั้งภาพ ส่งทั้งรายละเอียด เพื่อให้ผมเป็นสื่อกลางไปถึงหน่วยงานตรวจสอบ เช่น สตง. ปปช. ปปท. และหน่วยงานต่อต้านทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งนายกฯ จับมือกับผู้นำองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนออกทีวีกันหน้าสะหรอน ว่าจะมีน้ำยาอะไรไหม

มาว่ากันถึงรายละเอียดรถบรรทุกที่เรียกกันซะหรู จนคิดว่าเป็นยานยนต์แห่งอนาคต เหาะได้ บินได้ ดำน้ำได้ ในราคาเกือบ 20 ล้านนี้กันครับ แท้จริงแล้วก็เป็นรถบรรทุก 6 ล้อ ธรรมด้าธรรมดา ยี่ห้อ HINO ราคาในตลาดทั่วไปก็คงไม่เกิน 3 ล้านบาท เอามาต่อตัวตู้ ใส่อุปกรณ์สื่อสารต่างๆมีโต๊ะนั่งในรถนิดหน่อย มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ขนาด 75 KVA ไฟส่องสว่างสายสลิงติดตั้งเพื่อดึงลากรถได้ แค่นี้หรือครับ แล้วปุ่มบังคับเหาะได้ ปุ่มกดเพื่อดำน้ำได้ อยู่ตรงไหนละครับ

ถามผู้รู้ตามโรงงานผู้ผลิตอื่นๆ ซึ่งพร้อมที่จะผลิตรถแบบนี้ ก็แค่ซื้อเครื่องมืออุปกรณ์เสริมที่ว่ามาติดตั้งเพิ่มเติม เขาว่ากันว่ารวมทั้งหมดพร้อมขายในราคาไม่เกินคันละ 5,500,000 บาท เหลือกำไรเห็นๆ อยู่แล้วครับ (ลองดูภาพประกอบไปด้วยนะครับ) แล้วที่สำคัญรถเหล่านี้เคยใช้กันบ้างหรือเปล่าครับ หรือซื้อมาเพื่อหวังอย่างอื่น ที่ไม่ใช่บรรเทาสาธารณภัยจริงๆ เห็นจอดแช่อยู่มาตั้งนานแล้ว ว่างๆ ลองสตาร์ทดูนะครับ แบตเตอรี่ ไฟ อาจจะหมดสตาร์ทไม่ติดก็ได้ เกิดจะต้องบรรเทาภัยจริงๆ ผู้ต้องการความช่วยเหลืออาจจะตายไปก่อนแล้วก็ได้ ซื้อได้ซื้อดี นี่ก็กำลังจะหมดวาระอยู่แล้ว หาเรื่องซื้อเพิ่มอีกไหมละครับ จะได้สะสมเงินไว้ใช้ในชาติหน้าด้วย

หน่วยงานตรวจสอบที่เอ่ยมา ลองเข้ามาตรวจสอบให้ละเอียดดีไหมครับ เพราะว่าคงพึ่งรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงกับประธานบอร์ด ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงไม่ได้ละครับ เพราะได้ยินมาว่าผู้บริหารท่านนี้ประกาศอย่างชัดเจนแล้วว่า ไม่เคยกลัวและเกรงใจบอร์ดท่านนี้เลย เขาบอกว่าท่านประธานบอร์ดเป็นคนเรียบร้อย ขี้กลัว ไม่ชอบมีเรื่อง รักสงบ ส่วนรัฐมนตรีก็มีบุญคุณกับอดีตผู้บริหารระดับสูงปรี๊ดที่เป็นสุภาพสตรี และผู้บริหารสตรีท่านนี้เขาเคยดูแลให้รถไปใช้เป็นปีๆ บุญคุณนี้ สตรีท่านนี้ติดค้างเขา เพราะฉะนั้นถ้าใครต้องการตรวจสอบจับผิด สตรีท่านนี้จะดูแล "ลิ้นไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม"

เป็นที่ทราบกันว่าสตรีท่านนี้เป็นผู้มีอำนาจบารมีอย่างสูง ที่จะสั่งรัฐมนตรีได้ทุกเรื่อง และยังประกาศอีกว่าจะไปเป็นผู้บริหารในเขตอุตสาหกรรมใหม่ EEC หลังพ้นวาระบริหารในการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

คงเป็นโศกนาฎกรรมอันแสนศร้าของผู้ประกอบการในเขตนิคมอุตสาหกรรมใหม่ EEC นะครับ ที่จะปล่อยให้เขาผู้นั้นไปหาประโยชน์ใส่ตัวอย่างที่ปฏิบัติมา ฉบับหน้าจะแจงรายละเอียดถึงโครงการจัดซื้อเขื่อนกั้นน้ำติดตั้งเร็วนะครับ.....

คอลัมน์ เศรษฐกิจคิดต่าง: โกงเงินสงเคราะห์ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561

ดร.รุจิระ บุนนาค

กรรมการผู้จัดการ

Marut Bunnag

International Law Office

rujira_bunnag@yahoo.com

Twitter : @RujiraBunnag

เมื่อช่วงเดือน ก.พ. 2561 ที่ผ่านมา สื่อต่างๆ ได้นำเสนอข่าวนักศึกษาฝึกงานและอดีตลูกจ้างศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่น ที่ได้ออกมาเปิดโปงขบวนการทุจริตปลอมแปลงเอกสารรับเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและผู้ป่วยเอดส์ของศูนย์

เมื่อได้มีการนำเสนอข่าวนี้ ผู้คนต่างยกย่องและชื่นชมในความสามารถและกล้าหาญของผู้เปิดโปงความจริง เพราะเป็นเพียงผู้หญิงสองคน คือ ปณิดา ยศปัญญา นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และณัฐกานต์ หมื่นพล อดีตลูกจ้างศูนย์ ซึ่งถูกเลิกจ้างจากศูนย์ดังกล่าวโดยไม่เป็นธรรม

ปณิดาได้เข้ามาฝึกงานกับศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง แทนที่ศูนย์จะสอนให้เธอเข้าใจและตระหนักว่า ศูนย์เป็นที่พึ่งของคนยากไร้ แต่ผู้อำนวยการศูนย์และเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโครงการเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ กลับสั่งให้ปลอมแปลงเอกสารทางราชการในการเบิกจ่ายเงิน รวมทั้งการปลอมลายมือชื่อในใบเสร็จรับเงินกว่า 2,000 ราย มูลค่าความเสียหาย 6.9 ล้านบาท ผู้อำนวยการศูนย์และเจ้าหน้าที่อ้างว่าเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านที่อ่านหนังสือไม่ออก เมื่อเห็นว่าเรื่องนี้ไม่โปร่งใส เธอจึงไม่ยอมทำ

รูปแบบการจ่ายเงินสงเคราะห์ดังกล่าวคือ จ่ายเงินเป็นรายบุคคลและจ่ายผ่านรวมกลุ่มประกอบอาชีพ

กรณีที่เกิดขึ้น ปณิดาจึงได้ปรึกษากับณัฐกานต์อดีตลูกจ้างศูนย์ ในอดีต ณัฐกานต์ได้ถูกบังคับให้กระทำการปลอมลายมือชื่อของชาวบ้านเช่นกัน และเมื่อร้องเรียนต่อกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ แต่เมื่อผู้ตรวจกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และนิติกรเข้ามาตรวจสอบ เธอกลับถูกเลิกจ้างในเวลาต่อมา

เดิมปณิดามีเพื่อนนักศึกษา 3-4 คนที่ได้ฝึกงาน และต้องการร่วมมือร้องเรียน แต่เมื่อรายงานความไม่ชอบมาพากลให้อาจารย์ทราบ อาจารย์กลับกล่าวหาว่านักศึกษากุเรื่องขึ้น และสั่งให้กราบเท้าขอโทษผู้อำนวยการศูนย์ฯ และเจ้าหน้าที่ ทำให้เพื่อนเธอไม่กล้าร่วมการต่อสู้ด้วย เพราะเกรงว่าจะฝึกงานไม่ผ่าน ทั้งยังกลัวอิทธิพลมืดที่อาจทำให้เดือดร้อน

แต่ปณิดาและณัฐกานต์ยังมีความมุ่งมั่นต่อสู้เพื่อความยุติธรรม จึงได้ร้องเรียนต่อเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทางคสช. จึงได้สั่งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ตรวจสอบในเรื่องนี้ และเมื่อ ป.ป.ท.เขต 4 ได้ทำการตรวจสอบ ซึ่งพบว่ามีมูลตามที่ได้ร้องเรียน

การร้องเรียนทุจริตเงินสงเคราะห์นับได้ว่าได้ผลเกินคาด เพราะทำให้ ป.ป.ท.ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเชิงลึกตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งในหลายจังหวัด เพื่อเร่งรวบรวมหลักฐานในจังหวัดที่มีข้อมูลส่อทุจริตเสนอให้คณะกรรมการตั้งอนุกรรมการไต่สวนความผิด โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบจากการยื่นขอเงินช่วยเหลือ และติดตามไปสอบปากคำผู้ที่มีชื่อรับเงินว่าได้รับเงินช่วยเหลือครบถ้วนหรือไม่เพียงใด

ป.ป.ท.ได้ตรวจสอบการทุจริตเงินสงเคราะห์พบว่า ขณะนี้มีการทุจริตในจังหวัดใหญ่ถึง 16 จังหวัด และอาจมีเพิ่มมากกว่านั้น รูปแบบในการทุจริตจะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือ มีการนำหลักฐานแสดงตัวตนของบุคคลไปใช้เบิกเงิน บุคคลและกลุ่มอาชีพที่นำไประบุว่า เป็นคนจน คนไร้ที่พึ่ง หรือผู้ยากไร้จะแตกต่างกันออกไป ชาวบ้านบางรายถูกหลอกเอาสำเนาบัตรประชาชนไปและนำไปรับเงินแทน

จำนวนเงินที่ทุจริต โดยแอบอ้างชื่อแต่ละบุคคล แม้จะเป็นจำนวนไม่สูงระดับ 2,000-3,000 บาท/บุคคล แต่เมื่อรวมเป็นยอดเงินที่ทุจริตในแต่ละจังหวัดจะเป็นจำนวนถึง 6-7 ล้านบาทขึ้นไป นับว่าไม่น้อย

เมื่อคำนึงถึงผู้ที่ยากไร้จริงๆ ที่สมควรจะได้รับเงินช่วยเหลือ แต่กลับไม่ได้รับเพราะถูกทุจริตถือว่าสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ยากไร้ และยังสร้างภาระให้แก่บุคคลอื่นที่เป็นญาติ เพื่อน คนรู้จัก ที่ได้ให้ความช่วยเหลือสงเคราะห์บุคคลเหล่านั้น ทั้งที่เขามีโอกาสจะได้รับเงินเยียวยาช่วยเหลือจากทางราชการอยู่แล้ว แม้อาจจะเป็นเงินที่ไม่มากมายนัก

การแก้ปัญหาทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ ต้องแก้ไขทั้งระบบ เริ่มต้นจากจิตสำนึกของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่มีหน้าที่สงเคราะห์ช่วยเหลือ แต่กลับเป็นผู้ทุจริตเสียเอง

วิธีการหนึ่งที่อาจแก้ไขปัญหาเรื่องทุจริตโดยไม่ยุ่งยากมาก คือ การที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดทำรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ และประกาศลงในเว็บไซต์ของกระทรวง โดยระบุให้ชัดเจนว่าจะมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์เมื่อใด หรือได้รับเงินสงเคราะห์แล้วเมื่อไร เป็นจำนวนเท่าใด เพื่อให้ผู้มีสิทธิ องค์กรต่างๆ ตลอดจนสังคมช่วยกันตรวจสอบจะทำให้คนที่คิดจะทุจริตไม่กล้าทำทุจริต

การเดินหน้าต่อสู้ของปณิดาและณัฐกานต์ ได้รับการยกย่องจากหลายหน่วยงานให้เป็นคนต้นแบบที่ควรเอาอย่าง ทั้งการที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.และเจ้าหน้าที่ทหารกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จ.ขอนแก่น ได้คอยคุ้มครองดูแลรักษาความปลอดภัย ยิ่งน่าจะทำให้ผู้คนที่พบเห็นการทุจริตกล้าแจ้งเบาะแสมากขึ้น ถือได้ว่าเป็นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในระดับท้องถิ่น

ล่าสุด ปณิดา ซึ่งเป็นนักศึกษาฝึกงาน มีโอกาสจะได้รับราชการทหาร ถือว่าได้อยู่ในความคุ้มครองดูแลของทหาร

ในไม่ช้าอาจพบการทุจริตในอีกหลายพื้นที่ต่อเนื่อง ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวไว้ว่า หากพบการกระทำผิดจริง ไม่ว่าในระดับใดต้องถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด รวมถึงผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่ปล่อยปละละเลยต้องถูกดำเนินการทางวินัย

การกวดขันในเรื่องทุจริตไม่ว่าในระดับใด นับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพียงแต่อย่าให้เป็นเรื่องที่เลือกปฏิบัติ และเร่งทำในตอนแรก แล้วค่อยๆ เงียบหายไปในที่สุดก็แล้วกัน

คอลัมน์ เปลว สีเงิน คนปลายซอย: 'อย่ารอใครมาล้างชั่วให้ชาติ' - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561

กรณี "น้องแบม"..........

เหมือนหนอนตัวใหญ่ เจาะไชผิวหนังเรียบที่เรียก "ระบบราชการไทย" ออกมา

ทุกคนเห็น ร้อง อุ้ย...หนอน!

ก็แค่นั้น

ทั้ง "ภาครัฐ-ภาคสังคม" ต่างก้มหน้า-ก้มตาหันไปสนใจแต่เรื่องรูตีน-รูมือ รายวัน

น้อยนักที่จะตระหนักคิด ขนาดหนอนเจาะผิวหนังออกมาให้เห็นอย่างนี้

แล้ว "เนื้อใน".........

มันไม่กลายเป็น "เนื้อร้าย" จมหนองเน่าเฟะไปทั้งตัวแล้วหรือนั่น?

เรื่องนี้ จริงจังทางสาระ จะเกาะกระแสดรามาก็ยาก จะสวมหน้ากากโหนหากินอย่าง "มนุษย์ป้า" ก็ไม่ง่าย

ผมดูแล้ว ขืนชื่นชม "น้องแบม" อยู่ในใจเงียบๆ............

"น.ส.ปณิดา ยศปัญญา" นิสิตปี ๔ สาขาพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.)

เธอถูก "กลุ่มอธรรม" ยำแน่!

ตอนนี้ เรื่องยังร้อน ไม่มีใครกล้าทำหรอก ต่อเมื่อเวลานานไป

สังคมก็ลืม ทหารที่ดูแล เขาต้องกลับกรม-กอง

ถึงตอนนั้น น้องแบมอยู่ในสภาพ "คนดีที่โลกลืม" แต่ คนในระบบที่ถูกตรวจสอบ และบางอาจารย์ในมหาวิทยาลัย

เขาไม่ลืม.......

และจ้อง "เอาคืน" อยู่!

เพราะการเปิดโปงทุจริตในศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งและผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ขอนแก่นของน้องแบมกับคุณณัฏกานต์ ครั้งนี้

แน่นอน ย่อมมีคนแค้น...........

แค้น เพราะ "น้อมแบม" กล้าหาญ เอาทั้งชีวิตและอนาคตเป็นเดิมพัน

ที่คน "รุ่นเก่า-รุ่นใหม่" นับล้านๆ ไม่มีใครกล้าตอแย "อสัตย์ในระบบราชการ" เท่าเธอ

มันคือ "หนอน" ที่เธอเจาะผิวหนังให้เห็นมันคลานออกมาฟ้องว่า "เนื้อใน" เน่าหมดแล้ว!

ขณะนี้ ".........

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ" (ป.ป.ท.) ออกปูพรมทั่วทุกจังหวัด

ข่าวดีของสังคมชาติในข่าวร้ายของคนในระบบราช การ คือสุ่มลงไปตรงไหน เป็นเจอ "ตุกติก" เงินคนจน ตรงนั้น!

มันเลยขีด "น่าวิตก" ไปถึงขั้น "สะพรั่นพรึง" ขืนปัดสวะการปฏิรูประบบราชการ

"รอรัฐบาลหน้า".......

แล้ว "เช็ดหนอง" ตามอาการ เท่าที่ตาเห็นไปวันๆ

โดยไม่ผ่าตัด ไม่เค้นหัวฝี ไม่คว้านเนื้อร้าย ไม่รีดหนอง แล้วเอาผ้าก๊อซคลุกเกลือยัดใส่ รักษาเนื้อ-สมานแผล แล้วละก็

บ้านเมืองไทย ที่ "ข้างนอกสุกใส-ข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง" เวลานี้

พัฒนาด้วยเงินทุนมากเท่าไหร่.......

ฉิบหายเร็ว มากเท่านั้น ด้วยกลไกระบบราชการผสมการ เมือง "แดกนอก-แดกใน"แล้วดัดจริต "ปราบโกง"!

ไม่ว่า "รัฐบาลเลือกตั้ง" หรือ "รัฐบาลเผด็จการ" ต่างกันซักเท่าไหร่ในเรื่องนี้

ปากว่าปราบโกง แต่ตาขยิบ (พวกกู) โกง!

จะโบ้ยรัฐบาลก่อนก็จนแต้ม เพราะเกิดในยุค "รัฐบาล คสช." นี่เอง

ในสมัย "พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว" เป็นรัฐมนตรี "กระ ทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์"

แต่ไม่เห็นทุกข์ร้อนด้วยสำนึก "แก้โรคที่สมุฏฐาน" กันซักเท่าไหร่ แค่บำบัดอาการเฉพาะหน้า "เดาสุ่ม-ตรวจสอบ" กันไปเรื่อยๆ

ด้วยทัศนคติ "เดี๋ยวสังคมก็ลืมกันไปเอง"............

ลืมเหมือนอีกหลายๆ เรื่อง ที่เก็บไปดอง รวมทั้งเรื่องนาฬิกา เงิน ๓๐๐ ล้าน ยืมเพื่อน!

กระทั้งเรื่องรุกเขาค้อสร้างรีสอร์ต

ขึ้นต้นเป็นพระเอก หลอกเอาไลก์-เอาแชร์ ลงท้าย ไอ้แฮ่...หลายต่อหลาย ไม่ผิด..ไม่ฟ้อง!?

จะปล่อยให้เรื่องโกงกินในระบบราชการเป็นเรื่อง "สามัญ

ประจำชาติ" หรือไง?

ที่ผู้บริหารประเทศ ไม่ว่าจากเลือกตั้งหรือเผด็จการ ไม่จริงใจถอนราก-ถอนโคน

การทุเลาปัญหาตามอาการอย่างทุกวันนี้ ต้องการส่งสัญ ญาณให้ประชาชน "ทำใจ"..........

ว่าทุจริต-คอร์รัปชัน มันเป็นวัฒนธรรมคู่ชาติ อย่างนั้นใช่มั้ย?

เอากันให้ชัด.......

คนทั้งชาติจะได้บรรลุ ว่าเรื่อง "ทหารปฏิวัติ" กับเรื่อง "เหลือบฝูงใหม่" เพียงต่างกาล-ต่างสมัย

เนื้อแท้ "นิทานอีสป" เรื่องเดียวกัน!

กรณีน้องแบม มันฟ้องระบบว่า เอาจริงกันแค่ไหน?

ฟ้อง "ตรงไหน" อยากรู้ใช่มั้ย........

อยากรู้ ก็อ่านประโยคที่ "น้องแบม" กลั่นรู้สึกออกมาเป็นคำพูด ที่ไทยโพสต์ลงเป็นข่าววานซืน ตอนหนึ่งว่า

"วันนี้ มีคนมองหนูในหลายมุม โดยเฉพาะใน มมส. ทั้งที่มองว่าเป็นต้นเหตุ จนมีเรื่องต่างๆ และมีผลกระทบกับคนเป็นวงกว้าง

แต่ส่วนใหญ่ให้กำลังใจว่า หนูนั้นทำถูกต้องแล้ว และทำหน้าที่ในการเป็นนิสิต มมส. สถาบันการศึกษาที่หนูรักและผูกพันแห่งนี้ได้อย่างเต็มที่

เพราะสิ่งที่ไม่ถูกต้องและทำผิดกฎหมาย ผู้ที่ทำก็ควรที่จะได้รับโทษ

และที่สำคัญ การกระทำที่ผ่านมา หนูยืนหยัดชัดเจนในการปกป้องศักดิ์ศรีของ มมส.

ปกป้องศักดิ์ศรีของคณาจารย์ ปกป้องศักดิ์ศรีของนิสิต มมส.ทุกคน

เพราะเรื่องนี้ มีการให้ข้อมูลกับอาจารย์ที่ปรึกษาและรับรู้กันทั้งภาควิชาและคณะมนุษย์

แต่กลับเป็นว่า นิสิตที่ฝึกงาน ๔ คน ถูกสั่งให้ทำผิด ต้องออกมารับผิดเสียเอง

โดยที่อาจารย์ของเรานั้น ไม่สนใจหรือใส่ใจ หรือรับฟังอะไรแม้แต่น้อย

สำหรับเรื่องดังกล่าว มีการนำข้อมูลแจ้งกับอาจารย์แล้วตั้งแต่ที่เริ่มส่อไปในทางทุจริตและพบข้อมูลหรือการกระทำดังกล่าว

แต่อาจารย์บอกว่า.......'นิสิตที่ไปฝึกงานที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขอนแก่นนั้นเป็นเด็กเลี้ยงแกะ'

และเมื่อมีอาจารย์ได้ไปพบกับเจ้าหน้าที่ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง ก็ไม่รับฟังนักศึกษา

สั่งให้เรากราบเท้าขอโทษเจ้าหน้าที่ที่ทำผิด และให้เรื่องจบลงไป

แต่ด้วยความเป็นนิสิตที่ร่ำเรียนมาตลอดทั้ง ๔ ปี ได้รับการฝึกสอนจากคณาจารย์ที่ให้ยืนยันบนความถูกต้อง และสู้เพื่อคนยากคนจนในการเป็นนักพัฒนาชุมชนที่ดี

เรื่องนี้ จึงส่งเรื่องร้องเรียนไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จนนำมาสู่การสอบสวนดังกล่าว

เมื่อเจ้าหน้าที่จาก คสช.และ ป.ป.ท.เริ่มลงพื้นที่ และมาสอบปากคำนิสิตในมหาวิทยาลัย

หัวหน้าภาควิชาได้เรียกหนูเข้าไปในห้องเพื่อสอบถามว่า......

'ทำไมทำแบบนี้ ทำไมต้องทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น ถ้าจะร้องเรียน ทำไมไม่ให้เรียนจบก่อน ทำแบบนี้ทำไม หน่วยงานที่เข้ามาตรวจสอบทำอะไรไม่ได้หรอก'

จากนั้น หัวหน้าภาควิชายังได้ใช้มือทุบหลังหนู ๒ ครั้งเหมือนจะระบายอารมณ์ ซึ่งหนูก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทุบตีหนูด้วย ทั้งที่เราทำในสิ่งที่ถูกต้อง"

ครับ............

ผ่านมาจนถึงวันนี้แล้ว กระทรวงศึกษาธิการ ก็ดี ผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ก็ดี

บอกให้สังคมได้รู้มั้ย........

อาจารย์ที่ปรึกษาคนนั้น คือใคร?

หัวหน้าภาควิชาคนนั้น คือใคร?

นำสู่กระบวนการสอบสวนสู่จิตสำนึกในความเป็นอาจารย์เป็นจริง-เป็นจังกันขนาดไหน?

ถึงขณะนี้ คล้ายระบบ "ปกป้อง-พิทักษ์" ต้นไม้พิษในดงพันธุ์การศึกษา ด้วยซื้อเวลาไปวันๆ

และ "ทิ้งขว้าง-หมางเมิน" เมล็ดพันธุ์แห่งความดีงาม ด้วยมองว่า เป็นงามประจานเผ่าพันธุ์ไม้พิษ!

เป็นไปได้ในดงเพาะปัญญาชนเชียวหรือ...ที่

ให้นิสิตที่พิทักษ์ธรรมไปกราบตีนขอโทษคนโกง?

คนปกป้องศักดิ์ศรีของมหาลัย.......

ปกป้องศักดิ์ศรีของคณาจารย์ ปกป้องศักดิ์ศรีของนิสิต มมส.ทุกคน

รางวัลที่ได้รับ คือ.......

"ถูกทุบ" โทษฐานทำให้มหาลัยวุ่นวาย มหาวิทยาลัยไม่ต้องการให้ทำดี!

อยากให้สังคมสนใจเรื่องนี้ อย่าปล่อยให้เวลากลืนเรื่อง อย่าปล่อยให้น้องแบมต้องสู้เดียวดาย

ในเมื่อรัฐบาลเผด็จการไม่สนใจปฏิรูประบบราชการ

ประชาชน โดย "ชนชาวโซเชียล" นี่แหละ.........

ต้องร่วมพลัง "ล้างชั่ว" ให้ชาติ.

คอลัมน์ มองสื่อ สะท้อนสังคม: Crowdsourcing กับ หมาเฝ้าบ้าน 4.0 - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561

ดร.พิรงรอง รามสูต รณะนันทน์

แม้ประเด็นดังระดับ ข้ามปีอย่างเรื่องนาฬิกาหรู ของพล.อ.ประวิตร

วงษ์สุวรรณ จะถูกกลบ ด้วยข่าวเสี่ยใหญ่ล่าเสือดำ และข่าวหวย 30 ล้านไปเมื่อเดือนที่แล้ว แต่ความพิเศษ เฉพาะตัวของประเด็นข่าวนี้หาได้เลือน หายไป โดยเฉพาะในแง่การอุบัติขึ้น การแพร่กระจาย การมีส่วนร่วมของพลเมือง ออนไลน์ในการร่วมตรวจสอบ และผล กระทบต่อมติมหาชนที่มีต่อเจ้าตัวเอง รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยรวม

น่าสังเกตว่า เรื่องนี้ไม่ได้ถูกสื่อสาร ในสื่อกระแสหลักและสื่อสังคมออนไลน์ เท่านั้น แต่ได้ถูกนำเสนอโดยประชาชน อย่างกรณีภาพกราฟฟิตี้นาฬิกาโดยเจ้าของ เพจ Headache Stencil พร้อมใบหน้า บิ๊กป้อม บริเวณสะพานลอยแห่งหนึ่ง ย่าน สุขุมวิท และการนำเสนอในเชิงสัญลักษณ์ ในขบวนล้อการเมืองของงานฟุตบอล ประเพณี จุฬา-ธรรมศาสตร์ เมื่อต้นเดือนก่อน แม้ว่าจะถูกผู้มีอำนาจทั้งเตือนและตรวจ ประเด็นดังกล่าวก็ยังถูกหยิบมาเสียดสีอย่างแยบคาย

นับตั้งแต่ปรากฏภาพนาฬิกา ที่เป็น วาระข่าวครั้งแรกเมื่อ 4 ธ.ค.2560 จนกระทั่ง ถึงวันที่ 20 ก.พ.2561 เฟซบุ๊คเพจ CSI LA ร่วมกับผู้ใช้ออนไลน์จำนวนหนึ่งได้ร่วมกัน หาหลักฐานภาพถ่ายที่บ่งชี้ว่า บิ๊กป้อม ครอบครองนาฬิกาหรูอย่างน้อยทั้งหมด 25 เรือน ส่งผลให้เกิดเสียงสะท้อนเรื่อง ความโปร่งใสเนื่องจากนาฬิกาเหล่านี้ไม่ได้ อยู่ในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามมาด้วยการเรียกร้องจากหลายฝ่าย ให้บิ๊กป้อมลาออกจากตำแหน่ง ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นบทบาทของ crowdsourcing (การกระจายปัญหา ไปยังกลุ่มคนในพื้นที่ออนไลน์เพื่อร่วมกัน หาคำตอบ) ในการตรวจสอบผู้มีอำนาจ ในสังคมไทยได้อย่างดี และเป็นบทพิสูจน์ว่า การทำหน้าที่หมาเฝ้าบ้านไม่ใช่ภารกิจจำกัด เฉพาะของสื่อมวลชนอีกต่อไป ในยุค 4.0 ที่ศักยภาพอันก่อเกิดจากสื่อใหม่ กำลัง ท้าทายความสามารถของสื่อเดิมๆ มากขึ้น ทุกที เห็นได้ชัดว่าพลเมืองทั่วไปที่ไม่ใช่ นักวิชาชีพสื่อ ได้เข้ามาทำหน้าที่นี้โดยใช้ เครื่องมืออย่าง social media ผนวกกับ ความเชี่ยวชาญความสนใจของแต่ละคนได้ อย่างมีประสิทธิภาพจนสามารถเปิดประเด็น ให้สื่อกระแสหลักต้องนำไปตามต่อจนเกิด เป็นปรากฏการณ์พิเศษด้านข่าวสารในที่สุด

สถานการณ์ที่ผ่านมา พบว่า นอกจาก เพจเฟซบุ๊ค CSI LA ที่มีผู้ติดตาม 797,771 คน(26 ก.พ.2561) จะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อ การขุดค้น เก็บข้อมูล แบบ crowdsourcing เพื่อการนำเสนอภาพนาฬิกาแต่ละเรือนแล้ว สื่อกระแสหลักหรือสื่ออาชีพ ทั้งสื่อโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ รวมถึงบุคคลมีชื่อเสียง ผู้มี บทบาทติดตามเรื่องคอร์รัปชัน และผู้ใช้งาน สื่อสังคมออนไลน์ ก็เข้ามามีบทบาทร่วม crowdsourcing หรือมีบทบาทเชื่อมโยง กับการสื่อสารกรณีนี้ด้วย เพจเฟซบุ๊ค CSI LA ได้สร้างชื่อเสียง มาตั้งแต่การติดตามกรณีฆาตกรรม นักท่องเที่ยว ที่เกาะเต่า ตั้งแต่ พ.ศ. 2558 และคอยติดตามประเด็นความไม่เป็นธรรม ในสังคมในหลายกรณี จนกระทั่งถึง วันที่ 6 ธ.ค. 2560 ที่ทางเพจไม่นิ่งเฉยต่อ กระแสสังคมในโลกออนไลน์ หลังมีผู้ตั้ง ข้อสังเกตต่อนาฬิกาหรูที่ข้อมือ และแหวน ของบิ๊กป้อมในวันถ่ายภาพหมู่คณะรัฐมนตรีหน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อ 4 ธ.ค. แม้จะมีการ ให้สัมภาษณ์จากบิ๊กป้อมเองแล้วในทำนอง เป็นเรื่องปกติว่า นาฬิกาและแหวนเป็น ของเก่า แหวนหนัก 1 กะรัต และสวมมาตลอด

เพจ CSI LA ได้ตั้งข้อสงสัยที่ช่วย จุดกระแสไม่ให้เรื่องนี้เงียบหายว่า "ในอเมริกา คนที่สามารถซื้อนาฬิกายี่ห้อนี้ใส่ ต้องเป็น ดาราหรือนักร้องดัง เพราะราคาอย่างน้อย 10 ล้านบาทต่อเรือน แต่นายพลไทยซื้อได้ มีรายได้ต่อปีเท่าไหร่" ซึ่งถือเป็นการ เปิดฉาก crowdsourcing ภาพถ่าย แสดงหลักฐานการสวมใส่นาฬิกาหรูของ บิ๊กป้อมไม่ซ้ำกัน 25 เรือน เพราะหลังจาก ทางเพจโพสต์คำถามจุดกระแส อีกไม่นาน วันที่ 13 ธ.ค. เพจ CSI LA เผยแพร่ภาพ นาฬิกาเรือนที่ 2 : Richard Mille รุ่น RM 30 มูลค่า 4 ล้านบาท ต่อด้วยเรือนอื่นๆ ต่อมาในช่วง ธ.ค. 60-ม.ค. 61 รวม 25 เรือน มูลค่ารวมกว่า 39.5 ล้านบาท

ยี่ห้อ รุ่น ตัวเลขราคาทั้งหมดนั้น ทางเพจ CSI LA ไม่ได้เป็นผู้เสาะหาข้อมูล ข้อเท็จจริงเอง แต่อาศัยผู้เชี่ยวชาญที่ติดตาม เพจในการร่วมด้วยช่วยกันสังเกต และ ช่วยให้ข้อมูล ตามรูปแบบวิธีการของการ crowdsourcing ที่เน้นการดึงดูด ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องเข้ามาให้ข้อมูล แลกเปลี่ยนกัน

และนอกจากการ crowdsourcing เพื่อช่วยกันยืนยัน ยี่ห้อ รุ่นและราคาของ นาฬิกาหรูแล้ว กว่าจะได้ภาพนาฬิกาหรู ทั้ง 25 เรือน เพจ CSI LA ได้ใช้ความเชี่ยวชาญ ของการเป็น Data scientist หรือ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลของแอดมินเพจ ในการ สร้าง platform ในลักษณะ application สำหรับการ crowdsourcing ภาพนาฬิกาหรู บนข้อมือบิ๊กป้อมจากผู้ติดตามเพจ เพื่อการ ช่วยกันหาภาพหลักฐานและส่งภาพเข้ามา ให้ทางเพจพิจารณารวบรวม โดยขอให้ ทุกคนช่วยกันค้นหาภาพเก่าๆ ใน google image และ youtube เพิ่มดูว่าบิ๊กป้อม ใส่นาฬิกาอะไรบ้าง และใช้จุดเวลาเปรียบเทียบ ระหว่างก่อนและหลังรัฐประหาร หรือในช่วง เข้ามารับตำแหน่งทางการเมือง

ทางเพจได้ออกแบบapplication ให้มีความน่าเชื่อถือในใช้เก็บข้อมูลแบบ crowdsourcing มากที่สุด โดยให้ผู้สนใจ ให้ความร่วมมือส่งภาพ พร้อมระบุ web link ของภาพ ชื่อของแหล่งที่เผยแพร่ ภาพ และวันเดือนปีของภาพที่ถ่าย ซึ่ง ทางเพจ CSI LA ไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ ยังได้พยายามเชื่อมโยงข้อมูลการครอบครอง นาฬิกาเปรียบเทียบกับช่วงเวลาของการ อนุมัตจัดซื้อเรือดำน้ำ รถหุ้มเกราะของ รัฐบาลเพื่อแสดงภาพให้เห็นพร้อมตั้งข้อ สังเกตถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะมีการ เชื่อมโยงกัน

การติดตาม และเปิดเผยข้อมูล ของเพจ CSI LA อาศัย crowdsourcing หลายครั้ง ซึ่งนับว่าเป็นการสืบสวนสอบสวน ร่วมกันที่ไม่เพียงประสบผลสำเร็จในด้าน การรับรู้ แต่ยังสร้างการมีส่วนร่วมจาก ประชาชนในการร่วมติดตาม ตรวจสอบ กดดันให้เกิดการตรวจสอบดังกล่าวอย่าง ต่อเนื่อง แม้จะมีเพจ CSI LA เป็นผู้มีบทบาท สำคัญในการ crowdsourcing ภาพ และข้อมูลนาฬิกาแล้ว แต่เรื่องดังกล่าว จะไม่เข้าสู่การเป็นวาระข่าวสารของสังคมเลย หากไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็น โดยสื่ออื่นๆ ในช่วง ธ.ค. 2560-ก.พ. 2561 พบว่า มีสื่อจำนวนมากที่ได้ใช้เพจ CSI LA เป็นแหล่งข่าวสำคัญ เริ่มจากสื่อกระแสรอง อย่าง ประชาไท บีบีซีไทย สำนักข่าวอิศราก่อน ตามมาด้วยสื่อกระแสหลักอย่างไทยรัฐ ที่เผยแพร่ข้อมูลว่า แหวนของบิ๊กป้อมนั้น เป็นของแม่ และนาฬิกาเป็นของเพื่อน นักธุรกิจให้ยืมมาใส่ และกระจายกว้างขวาง ไปครอบคลุมสื่อทุกแขนงในเวลาต่อมา ทั้งในและต่างประเทศ ทั้งหมดนี้ ยังไม่รวม การนำเสนอในลักษณะมีม (meme) บนพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ที่ผู้ใช้นำเรื่องนี้ ไปล้อเลียนและขยายต่ออย่างสร้างสรรค์ และขบขัน

หน้าที่หมาเฝ้าบ้าน เป็นบทบาทหน้าที่ ของวิชาชีพสื่อมวลชนมาโดยตลอด แต่ ในยุค 4.0 ที่โลกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรม การทำหน้าที่หมาเฝ้าบ้าน ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จากการเข้ามา มีบทบาทของประชาชนผ่านเทคโนโลยี การสื่อสารยุคใหม่ ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลง ที่ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการเฝ้าติดตาม ตรวจสอบและรักษาผลประโยชน์สาธารณะ ร่วมกัน ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้บรรยากาศ ทางการสื่อสารที่อึมครึม สื่อกระแสหลัก ที่เป็นมืออาชีพก็ควรจะต้องทบทวนตัวเอง ว่า หากปรากฏการณ์แบบนี้ยังเกิดขึ้นได้ เรื่อยๆ ยังจะมีพื้นที่เหลือให้ตนยืนและ อ้างถึงหน้าที่ตามวิชาชีพได้เท่าเดิมหรือไม่ อย่างไร

'การติดตาม ตรวจสอบ เปิดเผยข้อมูลผ่าน crowdsourcing นับว่าเป็นการ สืบสวนบนการมี ส่วนร่วมของประชาชน'